พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการเรียกประชุมใหญ่ และวิธีการประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมไว้เป็นตัวกฎหมายโดยเฉพาะ ดังนั้นการประชุมจึงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นแล้วอาจมีผลทำให้มติที่ประชุมไม่มีผลใช้บังคับเจ้าของร่วมคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้
- การประชุมใหญ่สามัญ กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุด ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งแรก ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับ และผู้จัดการที่จดทะเบียนตามที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดไว้แล้ว และการประชุมใหญ่สามัญประจำปี กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของนิติบุคคลอาคารชุดนั้น ๆ เพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุล รายงานประจำปี แต่งตั้งผู้สอบบัญชี และเรื่องอื่น ๆ
- การประชุมใหญ่วิสามัญในกรณีมีเหตุจำเป็น โดยผู้จัดการหรือคณะกรรมการโดยมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมคณะกรรมการ หรือเจ้าของร่วมไม่น้อยกว่า 40% ของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดลงลายมือชื่อทำหนังสือร้องขอให้เปิดประชุม ต่อคณะกรรมการ ในกรณีนี้ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันรับคำร้องขอ ถ้าคณะกรรมการมิได้จัดให้มีการประชุมภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าของร่วมตามจำนวนข้างต้นมีสิทธิจัดให้มีการประชุมวิสามัญเองได้ โดยให้แต่งตั้งตัวแทนคนหนึ่งเพื่อออกหนังสือเรียกประชุม
- การเรียกประชุมใหญ่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้กำหนดวิธีการเรียกประชุมไว้ดังนี้ ต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุม ระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุม และจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม
- การนับคะแนนเสียง ให้เจ้าของร่วมแต่ละรายมีคะแนนเสียงเท่ากับอัตราส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์ใน ทรัพย์ส่วนกลาง กรณีที่เจ้าของร่วมถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดร่วมกัน 2 คน การลงคะแนนเสียงในการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งทำได้ โดยไม่ต้องได้รับมอบฉันทะ การนับคะแนนเสียงนับเต็มตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง
- องค์ประชุม การประชุมใหญ่ต้องมีผู้มาประชุม ซึ่งมีคะแนนเสียงลงคะแนนร่วมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมด ในกรณีที่เจ้าของร่วมมาประชุมไม่ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมด ให้เรียกประชุมใหญ่ใหม่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันเรียกประชุมครั้งก่อน และการประชุมใหญ่ครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าจะต้องครบองค์ประชุม แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ ต้องมีหนังสือนัดเจ้าของร่วม เพื่อเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุมเสมอ.
ดินสอพอง
lawofrealty@gmail.com
ที่มา: คอลัมน์ กฎหมายรอบรั้ว เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 01 พฤษภาคม 2553
Wednesday, May 5, 2010
บุคคลอันตราย
ถ้าถามว่า ใครบ้าง ที่มี ลักษณะ จัดเป็น บุคคลอันตราย ในสังคม
รับรองได้ว่า คนส่วนใหญ่ จะตอบ ดังนี้
อันดับแรกคือ “ฆาตกร” ซึ่งสามารถฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าได้ตลอดเวลา จะเป็นฆ่าเพราะ เหตุผลส่วนตัว หรือ รับจ้างผู้อื่นมาฆ่าให้ ล้วนเป็นอันตราย ด้วยกันทั้งสิ้น
อันดับสองคือ “คนบ้า” หรือ “คนเป็นโรคจิตวิปริต” คนเหล่านี้สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป
อันดับสามคือ “พวกค้าขายยาเสพติด” เพราะยาเสพติด ทำร้ายประเทศชาติ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
อันดับสี่คือ “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต” ซึ่งผิดมนุษย์ปุถุชนธรรมดา คนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังที่ทำให้เป็นคนโหดเหี้ยมด้วยกันทั้งนั้น
และอันดับห้าคือ “คนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” คนพวกนี้ จะไม่เคยบอกว่า อะไรดี และส่วนใหญ่จะเป็น คนวิตกกังวล อย่างหนัก วัน ๆ มีแต่มอบความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น ใครทำดีมักจะบอกว่าทำไม่ดี คน เหล่านี้มักจะตายก่อนเวลาที่อันควร
ข้างต้นนี้จัดเป็น อันตรายระดับรุนแรง สังคมใดมีคนเหล่านี้มาก ๆ รับรองได้ว่า จะเป็นสังคมที่มีแต่ภัยอันตรายหาความสุขในชุมชนได้ยากยิ่ง
แต่ที่จริงแล้ว บุคคลที่เป็นอันตรายในสังคม ยังมีอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่ มองเผิน ๆ จะบอกว่าไม่น่าจะอันตรายใด ๆ แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไป จะพบว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าพวกข้างต้นเสียด้วยซ้ำ
ประเภทแรกคือ “บุคคลที่มีใจคับ แคบ” ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมแม้แต่น้อย เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ โอกาสที่จะมีจิตใจคับแคบ เป็นไปได้สูง
ประเภทที่สองคือ “บุคคลที่ไม่มีเพื่อน” ไม่มีเพื่อนเพราะชอบอยู่สันโดษ ชอบอยู่เดียวดาย กินข้าวก็กินคนเดียว เล่นกอล์ฟก็ออกรอบคนเดียว พวกที่ไม่มีเพื่อนจะ ไม่รู้จักคุณค่า ของคำว่า “เพื่อน” ถ้าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพื่อนจะไม่มีวันไหว้ วานหรืออาศัยเขาได้ เขาจะมอง “เพื่อน” เป็นภาระ มากกว่า เป็นสินทรัพย์
ประเภทที่สามคือ “คนที่ไม่ฟังใคร” ตัดสินใจอะไรจะกระทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่เชื่อคำแนะนำของใคร แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยมีบุญคุณด้วย เขาก็ไม่เชื่อ คนเหล่านี้จะมองผู้หลักผู้ใหญ่เป็น หัวหลักหัวตอ บางทีมองว่า โบราณคร่ำครึ ทั้ง ๆ ที่ลืมไปว่าคนแก่นั้นมีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ คนที่ไม่ฟังใคร สุดท้าย จะดึงเอาทุกคนมา ร่วมรับผิดชอบ ด้วย เวลาเกิดความผิดพลาด
ประเภทที่สี่คือ “คนที่ไม่แคร์ใคร” มี ความเห็นแก่ตัวสูง ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ขาด “CONSIDERATION” นั่นคือไม่เห็นใจผู้อื่น คนประเภทนี้ เวลาลงเรือเจอ มรสุมจะโดดเรือหนีก่อนใครเพื่อน แม้มีผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้วยก็ไม่ช่วย
ประเภทที่ห้าคือ “คนเรียนเก่ง” คนพวกนี้ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง เวลาเล่าเรียนด้วยกันจะไม่เคยช่วยเพื่อน ซ้ำยัง ชอบ ฟ้องครู เสียด้วยซ้ำ คนเรียนเก่งแล้วมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนหาได้ยากยิ่ง
ประเภทที่หกคือ “คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง” อันตรายเพราะ คิดอะไรจะเข้าข้างตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อื่นอาจดีกว่าความคิดความอ่านของตัวเองมากนัก ส่วนใหญ่คนพวกนี้สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างความเจริญงอกงาม
ประเภทที่เจ็ดคือ “คนพูดเก่ง แต่ทำไม่เป็นเรื่อง” คนพวกนี้ผลงานไม่ค่อยปรากฏ แต่พูดจาอะไรทีไร ผู้ฟังจะรู้สึกเคลิ้ม ดูน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่พอทำจะประจักษ์ว่า “ดีแต่พูด” ถ้าให้เลือกระหว่าง “พูดเก่ง ทำไม่เก่ง” กับ “พูดไม่เก่ง ทำเก่ง” เลือกประเภทหลังดีกว่า
ประเภทที่แปดคือ “คนที่ชอบตีหน้าเซ่อ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร แต่ก็ทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แต่ชอบ ตีหน้าเซ่อ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ประเภทสุดท้ายคือ “ไม่มีน้ำใจนักกีฬา” คือไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักเสียสละเพื่อทีม มักชอบทำตัวเป็น “สตาร์” ตัวต้องเด่นไว้ก่อน ทีมจะเป็นอย่างไรช่างมัน
โดยสรุปรวมแล้ว บุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายอันตรายดังร่ายยาวมาข้างต้น เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นผู้นำในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายต่อสังคมมากเข้าไปใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาก็แล้วกัน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน 2553
รับรองได้ว่า คนส่วนใหญ่ จะตอบ ดังนี้
อันดับแรกคือ “ฆาตกร” ซึ่งสามารถฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าได้ตลอดเวลา จะเป็นฆ่าเพราะ เหตุผลส่วนตัว หรือ รับจ้างผู้อื่นมาฆ่าให้ ล้วนเป็นอันตราย ด้วยกันทั้งสิ้น
อันดับสองคือ “คนบ้า” หรือ “คนเป็นโรคจิตวิปริต” คนเหล่านี้สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป
อันดับสามคือ “พวกค้าขายยาเสพติด” เพราะยาเสพติด ทำร้ายประเทศชาติ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
อันดับสี่คือ “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต” ซึ่งผิดมนุษย์ปุถุชนธรรมดา คนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังที่ทำให้เป็นคนโหดเหี้ยมด้วยกันทั้งนั้น
และอันดับห้าคือ “คนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” คนพวกนี้ จะไม่เคยบอกว่า อะไรดี และส่วนใหญ่จะเป็น คนวิตกกังวล อย่างหนัก วัน ๆ มีแต่มอบความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น ใครทำดีมักจะบอกว่าทำไม่ดี คน เหล่านี้มักจะตายก่อนเวลาที่อันควร
ข้างต้นนี้จัดเป็น อันตรายระดับรุนแรง สังคมใดมีคนเหล่านี้มาก ๆ รับรองได้ว่า จะเป็นสังคมที่มีแต่ภัยอันตรายหาความสุขในชุมชนได้ยากยิ่ง
แต่ที่จริงแล้ว บุคคลที่เป็นอันตรายในสังคม ยังมีอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่ มองเผิน ๆ จะบอกว่าไม่น่าจะอันตรายใด ๆ แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไป จะพบว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าพวกข้างต้นเสียด้วยซ้ำ
ประเภทแรกคือ “บุคคลที่มีใจคับ แคบ” ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมแม้แต่น้อย เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ โอกาสที่จะมีจิตใจคับแคบ เป็นไปได้สูง
ประเภทที่สองคือ “บุคคลที่ไม่มีเพื่อน” ไม่มีเพื่อนเพราะชอบอยู่สันโดษ ชอบอยู่เดียวดาย กินข้าวก็กินคนเดียว เล่นกอล์ฟก็ออกรอบคนเดียว พวกที่ไม่มีเพื่อนจะ ไม่รู้จักคุณค่า ของคำว่า “เพื่อน” ถ้าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพื่อนจะไม่มีวันไหว้ วานหรืออาศัยเขาได้ เขาจะมอง “เพื่อน” เป็นภาระ มากกว่า เป็นสินทรัพย์
ประเภทที่สามคือ “คนที่ไม่ฟังใคร” ตัดสินใจอะไรจะกระทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่เชื่อคำแนะนำของใคร แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยมีบุญคุณด้วย เขาก็ไม่เชื่อ คนเหล่านี้จะมองผู้หลักผู้ใหญ่เป็น หัวหลักหัวตอ บางทีมองว่า โบราณคร่ำครึ ทั้ง ๆ ที่ลืมไปว่าคนแก่นั้นมีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ คนที่ไม่ฟังใคร สุดท้าย จะดึงเอาทุกคนมา ร่วมรับผิดชอบ ด้วย เวลาเกิดความผิดพลาด
ประเภทที่สี่คือ “คนที่ไม่แคร์ใคร” มี ความเห็นแก่ตัวสูง ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ขาด “CONSIDERATION” นั่นคือไม่เห็นใจผู้อื่น คนประเภทนี้ เวลาลงเรือเจอ มรสุมจะโดดเรือหนีก่อนใครเพื่อน แม้มีผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้วยก็ไม่ช่วย
ประเภทที่ห้าคือ “คนเรียนเก่ง” คนพวกนี้ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง เวลาเล่าเรียนด้วยกันจะไม่เคยช่วยเพื่อน ซ้ำยัง ชอบ ฟ้องครู เสียด้วยซ้ำ คนเรียนเก่งแล้วมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนหาได้ยากยิ่ง
ประเภทที่หกคือ “คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง” อันตรายเพราะ คิดอะไรจะเข้าข้างตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อื่นอาจดีกว่าความคิดความอ่านของตัวเองมากนัก ส่วนใหญ่คนพวกนี้สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างความเจริญงอกงาม
ประเภทที่เจ็ดคือ “คนพูดเก่ง แต่ทำไม่เป็นเรื่อง” คนพวกนี้ผลงานไม่ค่อยปรากฏ แต่พูดจาอะไรทีไร ผู้ฟังจะรู้สึกเคลิ้ม ดูน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่พอทำจะประจักษ์ว่า “ดีแต่พูด” ถ้าให้เลือกระหว่าง “พูดเก่ง ทำไม่เก่ง” กับ “พูดไม่เก่ง ทำเก่ง” เลือกประเภทหลังดีกว่า
ประเภทที่แปดคือ “คนที่ชอบตีหน้าเซ่อ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร แต่ก็ทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แต่ชอบ ตีหน้าเซ่อ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ประเภทสุดท้ายคือ “ไม่มีน้ำใจนักกีฬา” คือไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักเสียสละเพื่อทีม มักชอบทำตัวเป็น “สตาร์” ตัวต้องเด่นไว้ก่อน ทีมจะเป็นอย่างไรช่างมัน
โดยสรุปรวมแล้ว บุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายอันตรายดังร่ายยาวมาข้างต้น เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นผู้นำในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายต่อสังคมมากเข้าไปใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาก็แล้วกัน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน 2553
Monday, May 3, 2010
กาสิโนที่สิงคโปร์
และแล้ว ประเทศสิงคโปร์ ก็ได้เปิด กาสิโนคอมเพล็กซ์แห่งที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้
กาสิโนแห่งใหม่นี้ชื่อว่า “มารินา เบย์ แซนด์ส”
มูลค่าในการก่อสร้างสูงถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์
เดิมนั้น กาสิโน “มารินา เบย์ แซนด์ส” จะเปิดเมื่อปีที่แล้ว
แต่ด้วย ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก จึงทำให้เลื่อนมาเปิดในปีนี้
กาสิโนแห่งแรกในสิงคโปร์ ซึ่งเปิดมาก่อนหน้านี้มีชื่อว่า “รีสอร์ทเวิลด์”
พอเปิดเสร็จ ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติได้หลั่งไหลเข้าไปเที่ยวที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก
มากเสียจนรัฐบาลสิงคโปร์ตกใจ เพราะคาดไม่ถึงว่า กาสิโนจะมีส่วนช่วยนำรายได้เข้าประเทศมากมายมหาศาลเช่นนี้
กาสิโนที่มาเก๊าเริ่มกลัวกาสิโนที่สิงคโปร์เป็นอย่างมาก เพราะฝีมือ การทำการตลาด ของคนสิงคโปร์ยอดเยี่ยมไม่เบา
รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศออกมาแล้วว่ากาสิโนทั้งสองแห่งจะ ดึงดูดนัก ท่องเที่ยวต่างชาติ ได้ราว 18 ล้านคน
และประการสำคัญ สามารถทำรายได้ให้แก่ประเทศได้มากถึง 21 พันล้านดอลลาร์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า แปลงเป็นเงินไทยจะมีมูลค่ากว่า แปดแสนล้านบาท
ต่อปี หมายถึง รายได้ หนึ่งแสนหกหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างยิ่ง
ผมจำได้ว่า เมื่อต้นปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไป เล่นกอล์ฟ กับนักการเงิน บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์
นักการเงินผู้นี้เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลสิงคโปร์เกี่ยวกับการสร้างกาสิโนอีกด้วย
เล่นกอล์ฟไป คุยไป ทำให้ได้ ข้อมูลเกี่ยวกับสิงคโปร์ ค่อนข้างมาก
เขาเล่าว่า ตอนที่จะอนุมัติให้เปิดกาสิโนนั้น ได้มีการ ถกเถียง ในรัฐบาลกันอย่างหนัก
กลุ่มหนึ่ง บอกว่า ไม่เห็นด้วย แต่อีกกลุ่มหนึ่ง บอกว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เถียงกันไปเถียงกันมา ปรากฏว่ากลุ่มที่เห็นด้วยเป็นฝ่ายชนะ เราจึงได้เห็นกาสิโนสองแห่งปรากฏขึ้นในสิงคโปร์ขณะนี้
นักการเงินผู้นี้ ยังแซวผม อีกว่า รู้จักใครในรัฐบาลไทยชุดนี้บ้างหรือไม่ ผมบอกว่า ไม่รู้จักและ ถามเขาว่า ทำไม
เขาบอกว่า ถ้ารู้จักช่วยไปบอกด้วยว่า ประเทศไทย อย่าเพิ่งเปิด กาสิโน ในช่วงห้าปีนี้ เป็นอันขาด
ผม ถามเขากลับไปว่า ทำไมจึงพูดเช่นนั้น
เขา บอกว่า เพราะในตอนวางแผนจะเปิดกาสิโนในสิงคโปร์นั้น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือคนไทย
เขา คาดว่า คนไทยจะไปเล่นการพนันที่กาสิโนทั้งสองแห่งของเขาเป็นจำนวนมากหลายล้านคน
ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาได้มาเยี่ยมเยียนผมที่เมืองไทย ผมถามเขาไปว่า เปิดแห่งแรกไปแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง
เขาตอบ ด้วยความภูมิใจว่า เป็นดังที่คาดหวังไว้ทุกประการ
และนี่คือ สภาพความเป็นจริง ซึ่งเราเห็นอยู่
รอบบ้านเรา ล้วนเปิดกาสิโนกัน หมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย หรือแม้แต่ สปป.ลาว ต่างมีกาสิโนในประเทศของเขาด้วยกันทั้งสิ้น และคนไทยก็เดินทางไปเล่น ไปเที่ยวกันปีละจำนวนมาก ๆ
แต่ ประเทศของเรา มัวอาย มัวกระมิดกระเมี้ยน มัวเอาเรื่องไม่ชอบอบาย มุขมาอ้าง ทั้ง ๆ ที่ในบ้านในเมืองอบายมุขด้านอื่นมีเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วผลเป็นอย่างไร คงไม่ต้องบอกกันให้มากความ
เราขยันกู้ ขยันยืม แต่เราไม่ค่อยจะรู้จักทำมาหารายได้กันเท่าไหร่นัก
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรจะนำรายได้เข้าประเทศได้บ้าง แต่เรามัว “ดัดจริต” กันอยู่ ผลสุดท้ายเราจึงไล่ไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านเขา
อีกไม่ช้าไม่นานคงจะรู้กันว่า คำว่า “ดัดจริต” ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้หรือพัฒนาอะไรให้กับประเทศไทยได้เลย การยอมรับความเป็นจริงของชีวิตต่างหากที่จะนำพาให้เรายืนผงาดและแข่งขันกับ ประเทศอื่น ๆ ในโลกกว้างได้.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน 2553
==================
ไทยไม่เปิดบ่อน ก็ไปเข้าบ่อนประเทศเพื่อนบ้านอยู่ดีนั่้นแหละ เราสมควรเปิดโดยมีเงื่อนไขของการเข้าไปเล่น เพื่อบังคับให้เล่นพอหอมปากหอมคอเท่านั้น แน่นอนหละว่า เข้าบ่อน ผิดศีล แต่นิสัยคนไทย มันก็เป็นแบบนี้เอง (ปากว่า ตาขยิบ)
กาสิโนแห่งใหม่นี้ชื่อว่า “มารินา เบย์ แซนด์ส”
มูลค่าในการก่อสร้างสูงถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์
เดิมนั้น กาสิโน “มารินา เบย์ แซนด์ส” จะเปิดเมื่อปีที่แล้ว
แต่ด้วย ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก จึงทำให้เลื่อนมาเปิดในปีนี้
กาสิโนแห่งแรกในสิงคโปร์ ซึ่งเปิดมาก่อนหน้านี้มีชื่อว่า “รีสอร์ทเวิลด์”
พอเปิดเสร็จ ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติได้หลั่งไหลเข้าไปเที่ยวที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก
มากเสียจนรัฐบาลสิงคโปร์ตกใจ เพราะคาดไม่ถึงว่า กาสิโนจะมีส่วนช่วยนำรายได้เข้าประเทศมากมายมหาศาลเช่นนี้
กาสิโนที่มาเก๊าเริ่มกลัวกาสิโนที่สิงคโปร์เป็นอย่างมาก เพราะฝีมือ การทำการตลาด ของคนสิงคโปร์ยอดเยี่ยมไม่เบา
รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศออกมาแล้วว่ากาสิโนทั้งสองแห่งจะ ดึงดูดนัก ท่องเที่ยวต่างชาติ ได้ราว 18 ล้านคน
และประการสำคัญ สามารถทำรายได้ให้แก่ประเทศได้มากถึง 21 พันล้านดอลลาร์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า แปลงเป็นเงินไทยจะมีมูลค่ากว่า แปดแสนล้านบาท
ต่อปี หมายถึง รายได้ หนึ่งแสนหกหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างยิ่ง
ผมจำได้ว่า เมื่อต้นปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไป เล่นกอล์ฟ กับนักการเงิน บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์
นักการเงินผู้นี้เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลสิงคโปร์เกี่ยวกับการสร้างกาสิโนอีกด้วย
เล่นกอล์ฟไป คุยไป ทำให้ได้ ข้อมูลเกี่ยวกับสิงคโปร์ ค่อนข้างมาก
เขาเล่าว่า ตอนที่จะอนุมัติให้เปิดกาสิโนนั้น ได้มีการ ถกเถียง ในรัฐบาลกันอย่างหนัก
กลุ่มหนึ่ง บอกว่า ไม่เห็นด้วย แต่อีกกลุ่มหนึ่ง บอกว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เถียงกันไปเถียงกันมา ปรากฏว่ากลุ่มที่เห็นด้วยเป็นฝ่ายชนะ เราจึงได้เห็นกาสิโนสองแห่งปรากฏขึ้นในสิงคโปร์ขณะนี้
นักการเงินผู้นี้ ยังแซวผม อีกว่า รู้จักใครในรัฐบาลไทยชุดนี้บ้างหรือไม่ ผมบอกว่า ไม่รู้จักและ ถามเขาว่า ทำไม
เขาบอกว่า ถ้ารู้จักช่วยไปบอกด้วยว่า ประเทศไทย อย่าเพิ่งเปิด กาสิโน ในช่วงห้าปีนี้ เป็นอันขาด
ผม ถามเขากลับไปว่า ทำไมจึงพูดเช่นนั้น
เขา บอกว่า เพราะในตอนวางแผนจะเปิดกาสิโนในสิงคโปร์นั้น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือคนไทย
เขา คาดว่า คนไทยจะไปเล่นการพนันที่กาสิโนทั้งสองแห่งของเขาเป็นจำนวนมากหลายล้านคน
ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาได้มาเยี่ยมเยียนผมที่เมืองไทย ผมถามเขาไปว่า เปิดแห่งแรกไปแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง
เขาตอบ ด้วยความภูมิใจว่า เป็นดังที่คาดหวังไว้ทุกประการ
และนี่คือ สภาพความเป็นจริง ซึ่งเราเห็นอยู่
รอบบ้านเรา ล้วนเปิดกาสิโนกัน หมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย หรือแม้แต่ สปป.ลาว ต่างมีกาสิโนในประเทศของเขาด้วยกันทั้งสิ้น และคนไทยก็เดินทางไปเล่น ไปเที่ยวกันปีละจำนวนมาก ๆ
แต่ ประเทศของเรา มัวอาย มัวกระมิดกระเมี้ยน มัวเอาเรื่องไม่ชอบอบาย มุขมาอ้าง ทั้ง ๆ ที่ในบ้านในเมืองอบายมุขด้านอื่นมีเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วผลเป็นอย่างไร คงไม่ต้องบอกกันให้มากความ
เราขยันกู้ ขยันยืม แต่เราไม่ค่อยจะรู้จักทำมาหารายได้กันเท่าไหร่นัก
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรจะนำรายได้เข้าประเทศได้บ้าง แต่เรามัว “ดัดจริต” กันอยู่ ผลสุดท้ายเราจึงไล่ไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านเขา
อีกไม่ช้าไม่นานคงจะรู้กันว่า คำว่า “ดัดจริต” ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้หรือพัฒนาอะไรให้กับประเทศไทยได้เลย การยอมรับความเป็นจริงของชีวิตต่างหากที่จะนำพาให้เรายืนผงาดและแข่งขันกับ ประเทศอื่น ๆ ในโลกกว้างได้.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน 2553
==================
ไทยไม่เปิดบ่อน ก็ไปเข้าบ่อนประเทศเพื่อนบ้านอยู่ดีนั่้นแหละ เราสมควรเปิดโดยมีเงื่อนไขของการเข้าไปเล่น เพื่อบังคับให้เล่นพอหอมปากหอมคอเท่านั้น แน่นอนหละว่า เข้าบ่อน ผิดศีล แต่นิสัยคนไทย มันก็เป็นแบบนี้เอง (ปากว่า ตาขยิบ)
สุดท้ายคือกฎแห่งกรรม
เรื่อง “กฎแห่งกรรม” ตามหลักพระพุทธศาสนา มาขีดเขียนให้ได้อ่านกัน
“กรรม” หมายถึง การกระทำด้วยความจงใจ
การกระทำอย่างใดจะเกิดเป็นกรรมได้ ต้องมี องค์ประกอบ 3 ประการ ด้วยกัน นั่นคือ
หนึ่ง ต้องมีผู้กระทำกรรม
สอง ต้องทำด้วยเจตนาเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง
และสาม กรรมนั้นมีผลแก่ผู้กระทำให้เป็นบุญหรือบาปก็ได้
“ทำชั่ว” เรียกว่า “อกุศลกรรม”
“ทำดี” เรียกว่า “กุศลกรรม”
“กฎแห่งกรรม” หมายถึง ความเป็นไปตามหลักเหตุผล อย่างแน่นอน ของการกระทำและผลของการกระทำ
“กฎแห่งกรรม” ในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเที่ยงตรง ไม่ลำเอียงเห็นแก่หน้า ผู้ใด อำนวยผลให้แก่บุคคลทุกคนตามลักษณะแห่งการกระทำเสมอหน้ากันหมด ไม่เลือกชั้นวรรณะ สัตว์โลกทั้งหลายทั้ง สิ้นย่อมอยู่ ภายใต้อำนาจ แห่ง “กฎแห่งกรรม”
พระพุทธเจ้าได้ทรงพร่ำสอนพุทธบริษัทไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของ กรรมนั้น”
“กรรม” จะให้ ผลตามกาล ดังต่อไปนี้
หนึ่ง “กรรม” ให้ผลชาตินี้ เป็น “กรรม” ที่ให้ผลรวดเร็ว เป็นปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอรับผลเอาชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล เจ้าของกรรมจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนภายในเร็ววัน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ย่อมบันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความสุขความเจริญภายในเร็ววัน
สอง “กรรม” ที่ให้ผลในชาติถัดไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ อบายภูมิ ในชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ สุคติภูมิ ในชาติหน้า
สาม “กรรม” ที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลก็บันดาลผลให้ได้รับ ความทุกข์ความเดือดร้อน ตั้งแต่ชาติที่สาม เป็นต้นไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศลก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับ ความสุขความเจริญ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป
พระพุทธเจ้า ทรงค้าน เรื่อง พรหม ลิขิต ทรงสอนให้เชื่อใน กรรมลิขิต คือให้เชื่อการกระทำของตัวเอง ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วสนองเสมอ เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะสามารถรองรับหรือดลบันดาลให้คนที่ทำชั่วไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพใหม่
“สังสารวัฏ” หรือหลักการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง
เริ่มต้นด้วย “กิเลส” หมายถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นปัจจัยให้กระทำกรรม
“กรรม” เมื่อกระทำแล้ว บังเกิดผลที่เรียกว่า “วิบาก”
“วิบาก” ได้แก่ ผลแห่งกรรม คือนามรูปที่ยังประกอบไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งเป็น “กิเลส” เป็นเหตุให้กระทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ย่อมเกิดผลคือ“วิบาก” กล่าวคือ นามรูปใหม่ ฉะนั้น นามรูปเก่าดับ นามรูปใหม่เกิด ติดต่อกันไป รวดเร็วไม่รู้จักจบสิ้น จึงได้ชื่อว่า “สังสารวัฏ”เวียนเกิดเวียนดับไม่มีที่สิ้นสุด
“มนุษย์” กับ “กรรม” จึงเป็นของคู่กัน ชำระล้างไม่มีวันหมด เพียงแต่ว่ามี “กิเลส” มาก หรือ “กิเลส” น้อย หรือสร้าง “กุศลกรรม” หรือ “อกุศลกรรม” มันก็เท่านั้นเอง
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยดีที่สุดคือ เอา “กรรม” มาเป็นตัวกำหนด
ใครจะดี ใครจะชั่ว ใครพูดจริง ใครโกหก ใครต้องการแก้ปัญหา ใครต้องการสร้างปัญหา ในที่สุด “กฎแห่งกรรม” จะเป็นผู้ตัดสิน
จะตัดสินชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติที่สามเป็นต้นไป ไม่มีใครหนีพ้นครับ ตราบใดที่เราเชื่อในหลักศาสนาที่พร่ำสอนให้มนุษย์เป็นคนดีมากกว่าคนเลว.
อนุภพ
“กรรม” หมายถึง การกระทำด้วยความจงใจ
การกระทำอย่างใดจะเกิดเป็นกรรมได้ ต้องมี องค์ประกอบ 3 ประการ ด้วยกัน นั่นคือ
หนึ่ง ต้องมีผู้กระทำกรรม
สอง ต้องทำด้วยเจตนาเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง
และสาม กรรมนั้นมีผลแก่ผู้กระทำให้เป็นบุญหรือบาปก็ได้
“ทำชั่ว” เรียกว่า “อกุศลกรรม”
“ทำดี” เรียกว่า “กุศลกรรม”
“กฎแห่งกรรม” หมายถึง ความเป็นไปตามหลักเหตุผล อย่างแน่นอน ของการกระทำและผลของการกระทำ
“กฎแห่งกรรม” ในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเที่ยงตรง ไม่ลำเอียงเห็นแก่หน้า ผู้ใด อำนวยผลให้แก่บุคคลทุกคนตามลักษณะแห่งการกระทำเสมอหน้ากันหมด ไม่เลือกชั้นวรรณะ สัตว์โลกทั้งหลายทั้ง สิ้นย่อมอยู่ ภายใต้อำนาจ แห่ง “กฎแห่งกรรม”
พระพุทธเจ้าได้ทรงพร่ำสอนพุทธบริษัทไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของ กรรมนั้น”
“กรรม” จะให้ ผลตามกาล ดังต่อไปนี้
หนึ่ง “กรรม” ให้ผลชาตินี้ เป็น “กรรม” ที่ให้ผลรวดเร็ว เป็นปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอรับผลเอาชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล เจ้าของกรรมจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนภายในเร็ววัน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ย่อมบันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความสุขความเจริญภายในเร็ววัน
สอง “กรรม” ที่ให้ผลในชาติถัดไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ อบายภูมิ ในชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ สุคติภูมิ ในชาติหน้า
สาม “กรรม” ที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลก็บันดาลผลให้ได้รับ ความทุกข์ความเดือดร้อน ตั้งแต่ชาติที่สาม เป็นต้นไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศลก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับ ความสุขความเจริญ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป
พระพุทธเจ้า ทรงค้าน เรื่อง พรหม ลิขิต ทรงสอนให้เชื่อใน กรรมลิขิต คือให้เชื่อการกระทำของตัวเอง ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วสนองเสมอ เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะสามารถรองรับหรือดลบันดาลให้คนที่ทำชั่วไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพใหม่
“สังสารวัฏ” หรือหลักการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง
เริ่มต้นด้วย “กิเลส” หมายถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นปัจจัยให้กระทำกรรม
“กรรม” เมื่อกระทำแล้ว บังเกิดผลที่เรียกว่า “วิบาก”
“วิบาก” ได้แก่ ผลแห่งกรรม คือนามรูปที่ยังประกอบไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งเป็น “กิเลส” เป็นเหตุให้กระทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ย่อมเกิดผลคือ“วิบาก” กล่าวคือ นามรูปใหม่ ฉะนั้น นามรูปเก่าดับ นามรูปใหม่เกิด ติดต่อกันไป รวดเร็วไม่รู้จักจบสิ้น จึงได้ชื่อว่า “สังสารวัฏ”เวียนเกิดเวียนดับไม่มีที่สิ้นสุด
“มนุษย์” กับ “กรรม” จึงเป็นของคู่กัน ชำระล้างไม่มีวันหมด เพียงแต่ว่ามี “กิเลส” มาก หรือ “กิเลส” น้อย หรือสร้าง “กุศลกรรม” หรือ “อกุศลกรรม” มันก็เท่านั้นเอง
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยดีที่สุดคือ เอา “กรรม” มาเป็นตัวกำหนด
ใครจะดี ใครจะชั่ว ใครพูดจริง ใครโกหก ใครต้องการแก้ปัญหา ใครต้องการสร้างปัญหา ในที่สุด “กฎแห่งกรรม” จะเป็นผู้ตัดสิน
จะตัดสินชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติที่สามเป็นต้นไป ไม่มีใครหนีพ้นครับ ตราบใดที่เราเชื่อในหลักศาสนาที่พร่ำสอนให้มนุษย์เป็นคนดีมากกว่าคนเลว.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 03 พฤษภาคม 2553
Sunday, May 2, 2010
องคุลิมาล
องคุลิมาล สมัยเด็กมีชื่อว่า อหิง สกกุมาร
เขาเป็นบุคคลใน ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ซึ่งมีชื่อเสียงมาก
บิดาของอหิงสกส่งองคุลิมาลไปศึกษาเล่าเรียนที่ สำนักตักศิลา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดใน สมัยพุทธกาล
อหิงสกตั้งใจเล่าเรียนอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม อยู่ในระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และเป็น นักเรียนทุนของพระเจ้าปเสนทิโกศล
เมื่ออหิงสกเรียนเก่งตลอดจน เป็นคนที่มี ความเฉลียวฉลาดมีปฏิภาณไหวพริบ เป็นเลิศ ครูบาอาจารย์จึงให้ ความรัก ความเอ็นดู เขามากเป็นพิเศษ
อหิงสกจึงถูกเพื่อน ๆ รุม อิจฉาริษยา และเพื่อนเหล่านั้นได้ ยุแยงตะแคงรั่ว ให้อหิงสกแตกคอกับอาจารย์
เมื่ออาจารย์รักตัวเองมาก จึงเชื่อตามคำยุยงที่ลูกศิษย์ผู้ไม่ประสงค์ดีมายุแหย่ กลัวว่า อหิงสกจะมาตีเสมอกับตน อาจารย์ จึงแสวงหาวิธี กำจัด ลูกศิษย์ที่ชื่ออหิงสกโดยวาง กุศโลบาย ว่า ถ้าอหิงสกมีความรักตัวเองและอยากเรียนจบ จงไปตัดนิ้วมือของผู้คนให้ครบ 1,000 นิ้ว เพื่อมาประกอบเป็นค่าบูชาครูในการเรียนวิชาสุดท้าย
อหิงสก รักตัวเองมาก อยากสำเร็จวิชา จนลืมคิดไปว่า ทำไมวิชาสุดท้ายนี้จะสำเร็จได้จึงต้องสังเวยด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์จำนวน มากนัก
เขาได้ถือดาบเดินทางเข้าบ้านเข้าเมือง เพื่อเข่นฆ่าผู้คนเสมือนหนึ่งเป็นผักปลา จากนั้นชื่อของอหิงสกจึงได้รับการขนานนามใหม่ว่า องคุลิมาล แปลว่า ผู้มีนิ้วมือคล้องเป็นมาลัย
องคุลิมาลได้สังหารเพื่อนมนุษย์โดยใช้ศัตราวุธและความเชี่ยวชาญในการรบที่ตน เองได้ศึกษาเล่าเรียนมาไปแล้ว รวม 999 ชีวิต กระทั่งคนสุดท้าย นั่นคือ นางมันตานีพราหมณี มารดาของเขานั่นเอง
มารดาขององคุลิมาลได้ข่าวว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตั้ง หน่วยเฉพาะกิจ ขึ้นมาเพื่อ ไล่ล่าองคุลิมาล ซึ่งเป็นลูกชายของตัว
ด้วยความรักที่แม่มีให้ลูก เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาองคุลิมาลเพื่อที่จะแจ้งข่าวนี้แก่ลูกชาย ในที่สุดลูกและแม่พบกันที่ป่าชื่อ ป่าชาลิวัน
ด้วย ความเมามันในการฆ่าเพื่อนมนุษย์ องคุลิมาลไม่ได้สังเกตหรือจดจำได้ว่า ผู้ที่กำลังเดินทางผ่านมานี้คือแม่ของตนเอง และ ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าผู้ที่เดินผ่านมาเป็นผู้หญิง เขารู้แต่เพียงว่า ผู้ที่เดินผ่านมาเป็นมนุษย์ และ มนุษย์คนนั้นมีนิ้วมือ เขาจึงวิ่งรี่เข้าไปเพื่อที่จะใช้ดาบตัดเอานิ้วมือนิ้วที่หนึ่งพันของผู้ เป็นแม่
ถ้าองคุลิมาลทำได้สำเร็จจะเป็น บาป มหาศาล เพราะการฆ่าพ่อ การฆ่าแม่ คือเป็นบาปหนักที่สุด เรียกว่า อนันตริยกรรม
โชคดีที่พระพุทธองค์ทรงเดินผ่านมาและห้ามองคุลิมาลไว้ทัน มิฉะนั้นองคุลิมาล คงกระทำ มาตุฆาต แม่ของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กรณีขององคุลิมาล สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคนเรารักตัวเองอย่างถึงที่สุด จะเกิดความหน้ามืด ตามัว สามารถทำร้าย ทำลาย เข่นฆ่า ใครก็ได้ทั้งนั้นในโลกนี้ เพียงเพื่อให้ตนเองได้สมหวัง
นอกจากนี้ ยังบ่งชี้ ให้เห็นด้วยว่า
หนึ่ง คนที่เรียนเก่งที่สุด คนที่มีไหวพริบปฏิภาณเฉลียวฉลาด สักวันก็พลาด ก็พลั้งได้ โดยที่ไม่รู้ตัวเองแต่อย่างใด
สอง ความอิจฉาริษยา เป็นภัยที่สุดต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด หรือในยุคไหนก็ตาม เพื่อนขององคุลิมาลอิจฉาริษยาองคุลิมาลจึงไปยุแหย่ให้ครูบาอาจารย์หวังกำจัด องคุลิมาล และเป็น ที่มาของความเลวร้าย ในประการทั้งปวง
สาม ความรักในตัวเองมากเกินไป ทำให้เกิด ความเห็นแก่ตัว สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อตัวจะได้สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจและปรารถนาเอาไว้
และ ประการสุดท้าย การกระทำสิ่งเลวร้ายใด ๆ ถ้าไม่มีใครคอยห้าม ถ้าไม่มีใครชี้ทางสว่างให้ ความเลวร้ายทั้งหลายไม่มีวันจะจบสิ้นได้
บ้านเมืองของเราขณะนี้ คนไทยฆ่าแกงกันเอง มีคนบาดเจ็บเกือบพันคน เสียชีวิตจากการสลายม็อบที่แถวราชดำเนินเกือบสามสิบคน ก็เพราะความรักในตัวเองมากเกินไป และความเห็นแก่ตัวของคนเพียงไม่กี่คน โดยแท้
ถ้าศึกษาเรื่อง องคุลิมาล ให้ดี และ เผื่อแผ่ความรัก ให้กับคนอื่นบ้าง เราจะไม่เห็น ภาพที่น่าเศร้าสลด ดังที่เกิดขึ้นเมื่อ เสาร์ที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมานี้อย่างแน่นอน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 14 เมษายน 2553
เขาเป็นบุคคลใน ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ซึ่งมีชื่อเสียงมาก
บิดาของอหิงสกส่งองคุลิมาลไปศึกษาเล่าเรียนที่ สำนักตักศิลา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดใน สมัยพุทธกาล
อหิงสกตั้งใจเล่าเรียนอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม อยู่ในระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และเป็น นักเรียนทุนของพระเจ้าปเสนทิโกศล
เมื่ออหิงสกเรียนเก่งตลอดจน เป็นคนที่มี ความเฉลียวฉลาดมีปฏิภาณไหวพริบ เป็นเลิศ ครูบาอาจารย์จึงให้ ความรัก ความเอ็นดู เขามากเป็นพิเศษ
อหิงสกจึงถูกเพื่อน ๆ รุม อิจฉาริษยา และเพื่อนเหล่านั้นได้ ยุแยงตะแคงรั่ว ให้อหิงสกแตกคอกับอาจารย์
เมื่ออาจารย์รักตัวเองมาก จึงเชื่อตามคำยุยงที่ลูกศิษย์ผู้ไม่ประสงค์ดีมายุแหย่ กลัวว่า อหิงสกจะมาตีเสมอกับตน อาจารย์ จึงแสวงหาวิธี กำจัด ลูกศิษย์ที่ชื่ออหิงสกโดยวาง กุศโลบาย ว่า ถ้าอหิงสกมีความรักตัวเองและอยากเรียนจบ จงไปตัดนิ้วมือของผู้คนให้ครบ 1,000 นิ้ว เพื่อมาประกอบเป็นค่าบูชาครูในการเรียนวิชาสุดท้าย
อหิงสก รักตัวเองมาก อยากสำเร็จวิชา จนลืมคิดไปว่า ทำไมวิชาสุดท้ายนี้จะสำเร็จได้จึงต้องสังเวยด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์จำนวน มากนัก
เขาได้ถือดาบเดินทางเข้าบ้านเข้าเมือง เพื่อเข่นฆ่าผู้คนเสมือนหนึ่งเป็นผักปลา จากนั้นชื่อของอหิงสกจึงได้รับการขนานนามใหม่ว่า องคุลิมาล แปลว่า ผู้มีนิ้วมือคล้องเป็นมาลัย
องคุลิมาลได้สังหารเพื่อนมนุษย์โดยใช้ศัตราวุธและความเชี่ยวชาญในการรบที่ตน เองได้ศึกษาเล่าเรียนมาไปแล้ว รวม 999 ชีวิต กระทั่งคนสุดท้าย นั่นคือ นางมันตานีพราหมณี มารดาของเขานั่นเอง
มารดาขององคุลิมาลได้ข่าวว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตั้ง หน่วยเฉพาะกิจ ขึ้นมาเพื่อ ไล่ล่าองคุลิมาล ซึ่งเป็นลูกชายของตัว
ด้วยความรักที่แม่มีให้ลูก เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาองคุลิมาลเพื่อที่จะแจ้งข่าวนี้แก่ลูกชาย ในที่สุดลูกและแม่พบกันที่ป่าชื่อ ป่าชาลิวัน
ด้วย ความเมามันในการฆ่าเพื่อนมนุษย์ องคุลิมาลไม่ได้สังเกตหรือจดจำได้ว่า ผู้ที่กำลังเดินทางผ่านมานี้คือแม่ของตนเอง และ ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าผู้ที่เดินผ่านมาเป็นผู้หญิง เขารู้แต่เพียงว่า ผู้ที่เดินผ่านมาเป็นมนุษย์ และ มนุษย์คนนั้นมีนิ้วมือ เขาจึงวิ่งรี่เข้าไปเพื่อที่จะใช้ดาบตัดเอานิ้วมือนิ้วที่หนึ่งพันของผู้ เป็นแม่
ถ้าองคุลิมาลทำได้สำเร็จจะเป็น บาป มหาศาล เพราะการฆ่าพ่อ การฆ่าแม่ คือเป็นบาปหนักที่สุด เรียกว่า อนันตริยกรรม
โชคดีที่พระพุทธองค์ทรงเดินผ่านมาและห้ามองคุลิมาลไว้ทัน มิฉะนั้นองคุลิมาล คงกระทำ มาตุฆาต แม่ของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กรณีขององคุลิมาล สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคนเรารักตัวเองอย่างถึงที่สุด จะเกิดความหน้ามืด ตามัว สามารถทำร้าย ทำลาย เข่นฆ่า ใครก็ได้ทั้งนั้นในโลกนี้ เพียงเพื่อให้ตนเองได้สมหวัง
นอกจากนี้ ยังบ่งชี้ ให้เห็นด้วยว่า
หนึ่ง คนที่เรียนเก่งที่สุด คนที่มีไหวพริบปฏิภาณเฉลียวฉลาด สักวันก็พลาด ก็พลั้งได้ โดยที่ไม่รู้ตัวเองแต่อย่างใด
สอง ความอิจฉาริษยา เป็นภัยที่สุดต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด หรือในยุคไหนก็ตาม เพื่อนขององคุลิมาลอิจฉาริษยาองคุลิมาลจึงไปยุแหย่ให้ครูบาอาจารย์หวังกำจัด องคุลิมาล และเป็น ที่มาของความเลวร้าย ในประการทั้งปวง
สาม ความรักในตัวเองมากเกินไป ทำให้เกิด ความเห็นแก่ตัว สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อตัวจะได้สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจและปรารถนาเอาไว้
และ ประการสุดท้าย การกระทำสิ่งเลวร้ายใด ๆ ถ้าไม่มีใครคอยห้าม ถ้าไม่มีใครชี้ทางสว่างให้ ความเลวร้ายทั้งหลายไม่มีวันจะจบสิ้นได้
บ้านเมืองของเราขณะนี้ คนไทยฆ่าแกงกันเอง มีคนบาดเจ็บเกือบพันคน เสียชีวิตจากการสลายม็อบที่แถวราชดำเนินเกือบสามสิบคน ก็เพราะความรักในตัวเองมากเกินไป และความเห็นแก่ตัวของคนเพียงไม่กี่คน โดยแท้
ถ้าศึกษาเรื่อง องคุลิมาล ให้ดี และ เผื่อแผ่ความรัก ให้กับคนอื่นบ้าง เราจะไม่เห็น ภาพที่น่าเศร้าสลด ดังที่เกิดขึ้นเมื่อ เสาร์ที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมานี้อย่างแน่นอน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 14 เมษายน 2553
Saturday, May 1, 2010
"หยุดภัยหมาบ้า" รณรงค์พาหมา-แมว-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฉีดวัคซีน
"หยุดภัยหมาบ้า" รณรงค์พาหมา-แมว-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฉีดวัคซีน
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า โรคพิษสุนัขไม่ได้เกิดแต่ในสุนัขเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ระวังหรือใส่ใจเวลาถูกสัตว์อื่นกัด นอกจากนี้ความประมาทก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนต้องเสียชีวิตด้วย โรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากมั่นใจว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้เองหรือลูกสุนัขจะไม่เป็นโรค ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน ทำให้กว่า 90% ของผู้ที่ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการถูกลูกสุนัขอายุน้อยกว่า 3 เดือนหรือสุนัขมีเจ้าของแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัด แล้วไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนรักษา
ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงจัดโครงการ "หยุดภัยหมาบ้า" ขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนนำสุนัขและแม้วมาฉีดวัคซีนในวันที่ 5, 8, 15 และ 22 พฤษภาคม ได้ที่สำนักงานกรมปศุสัตว์ ถ.พญาไท ซึ่งนอกจากบริการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีบริการฉีดยาคุมกำเนิด ทำหมัน ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกันก็จะขอรับเลี้ยงสุนัขที่เจ้าของไม่ประสงค์จะเลี้ยง รวมทั้งขอรับบริจาคอาหารสุนัข เพื่อนำไปเลี้ยงสุนัขที่ "บ้านหมาน่าอยู่" ของกรมปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซด์ www.dld.go.th/dcontrol หรือโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 4142 และ 4146
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า โรคพิษสุนัขไม่ได้เกิดแต่ในสุนัขเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ระวังหรือใส่ใจเวลาถูกสัตว์อื่นกัด นอกจากนี้ความประมาทก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนต้องเสียชีวิตด้วย โรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากมั่นใจว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้เองหรือลูกสุนัขจะไม่เป็นโรค ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน ทำให้กว่า 90% ของผู้ที่ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการถูกลูกสุนัขอายุน้อยกว่า 3 เดือนหรือสุนัขมีเจ้าของแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัด แล้วไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนรักษา
ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงจัดโครงการ "หยุดภัยหมาบ้า" ขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนนำสุนัขและแม้วมาฉีดวัคซีนในวันที่ 5, 8, 15 และ 22 พฤษภาคม ได้ที่สำนักงานกรมปศุสัตว์ ถ.พญาไท ซึ่งนอกจากบริการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีบริการฉีดยาคุมกำเนิด ทำหมัน ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกันก็จะขอรับเลี้ยงสุนัขที่เจ้าของไม่ประสงค์จะเลี้ยง รวมทั้งขอรับบริจาคอาหารสุนัข เพื่อนำไปเลี้ยงสุนัขที่ "บ้านหมาน่าอยู่" ของกรมปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซด์ www.dld.go.th/dcontrol หรือโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 4142 และ 4146
เส้นหยั่งรู้
มีเส้นพิเศษอีกหลายเส้นที่เป็นเส้นที่ดี ช่วยให้เจ้าของลายมือมีความสำเร็จในชีวิต เป็นเส้นพิเศษ คือเส้นหยั่งรู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิด จะมาจากสมองที่เป็นเรื่องปกติ แต่จะมาจากประสาทสัมผัสที่หกหรือมากกว่านั้น ที่อาศัยความรู้สึกมาจากประสาทส่วนพิเศษนอกเหนือจากความคิดทั่วไป ทำให้คาดการณ์อะไรเกิดล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ สิ่งเหล่านี้จะเกิดกับลายมือรัฐบุรุษเท่านั้น
หมายเลข ๑-๑
เส้นสมองที่ปลายเป็นรูปตัวเอ มีความหมายมีสมองที่ดีเป็นเลิศ มีทั้งความฉลาดและเฉลียว มีการตัดสินใจดี
หมายเลข ๒-๒
เส้นญาณพิเศษเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีกจากเนินจันทร์ไปถึงเนินพุธ อาจจะเป็นเส้นพุธก็ได้ แสดงถึงมีญาณ
หมายเลข ๓
กากบาทระหว่างเส้นหัวใจและเส้นสมองกลางมือไม่ว่าจะอยู่ใต้เนินอาทิตย์หรือเสาร์ก็ตาม มีประสาทที่หก
หมายเลข ๔
เส้นโซโลมอน เป็นวงพฤหัสบนฐานเนิน แสดงถึงรู้และความสามารถที่เกิดขึ้นมาเอง โดยเป็นพรสวรรค์
หมายเลข ๕
เส้นเสาร์ลงช่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นสั้นหรือเส้นยาวก็ จะแสดงถึงความสันโดษ การมีสมาธิเข้าถึงญาณ
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 01 พฤษภาคม 2553
หมายเลข ๑-๑
เส้นสมองที่ปลายเป็นรูปตัวเอ มีความหมายมีสมองที่ดีเป็นเลิศ มีทั้งความฉลาดและเฉลียว มีการตัดสินใจดี
หมายเลข ๒-๒
เส้นญาณพิเศษเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีกจากเนินจันทร์ไปถึงเนินพุธ อาจจะเป็นเส้นพุธก็ได้ แสดงถึงมีญาณ
หมายเลข ๓
กากบาทระหว่างเส้นหัวใจและเส้นสมองกลางมือไม่ว่าจะอยู่ใต้เนินอาทิตย์หรือเสาร์ก็ตาม มีประสาทที่หก
หมายเลข ๔
เส้นโซโลมอน เป็นวงพฤหัสบนฐานเนิน แสดงถึงรู้และความสามารถที่เกิดขึ้นมาเอง โดยเป็นพรสวรรค์
หมายเลข ๕
เส้นเสาร์ลงช่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นสั้นหรือเส้นยาวก็ จะแสดงถึงความสันโดษ การมีสมาธิเข้าถึงญาณ
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 01 พฤษภาคม 2553
ลายมือเส้นพิเศษ 2
ลายมือที่เป็นเส้นวาสนาที่ยาวเกินเนินขึ้นไปถึงที่เนินนิ้วข้อที่สาม ถือว่าเป็นเส้นที่ดีเกินกว่าธรรมดา จะมีแต่เฉพาะบุคคลที่สำคัญเป็นพิเศษเท่านั้น บุคคลธรรมดาหายากที่จะมีได้ แต่อย่างไรก็ตามเส้นเหล่านี้เป็นเส้นพลังอยู่แล้ว เมื่อมีความยาวมากเกินไปถึงข้อนิ้วที่สามก็แสดงถึงความเกินเลย อาจทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องประกอบเส้นอื่น ๆ ด้วย
ความหมายตามลายเส้น
หมายเลข ๑-๑
เส้นพฤหัสที่ยาวไปจนถึงเนินพฤหัสและเลยไปจนถึงท่อนที่สามของนิ้วชี้ จะแสดงถึงอำนาจวาสนาสูงสุด
หมายเลข ๒-๒
เส้นเสาร์ที่ยาวเกินไปถึงท่อนที่สามของนิ้วกลาง แสดงถึงความสำเร็จทางวาสนา ที่มีความตั้งใจสูงตลอดเวลา
หมายเลข ๓-๓
เส้นอาทิตย์ที่ยาวไปจนถึงท่อนที่สามของนิ้วนาง แสดงถึงความเจริญรุ่งโรจน์ทางชื่อเสียงและการเงินมหาศาล
หมายเลข ๔-๔
เส้นพุธที่ยาวเกินเนินขึ้นไปถึงท่อนที่สามของนิ้วก้อยแสดงถึงความสำเร็จในด้านการเจรจามีวาจาเป็นยอด.
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 17 เมษายน 2553
ความหมายตามลายเส้น
หมายเลข ๑-๑
เส้นพฤหัสที่ยาวไปจนถึงเนินพฤหัสและเลยไปจนถึงท่อนที่สามของนิ้วชี้ จะแสดงถึงอำนาจวาสนาสูงสุด
หมายเลข ๒-๒
เส้นเสาร์ที่ยาวเกินไปถึงท่อนที่สามของนิ้วกลาง แสดงถึงความสำเร็จทางวาสนา ที่มีความตั้งใจสูงตลอดเวลา
หมายเลข ๓-๓
เส้นอาทิตย์ที่ยาวไปจนถึงท่อนที่สามของนิ้วนาง แสดงถึงความเจริญรุ่งโรจน์ทางชื่อเสียงและการเงินมหาศาล
หมายเลข ๔-๔
เส้นพุธที่ยาวเกินเนินขึ้นไปถึงท่อนที่สามของนิ้วก้อยแสดงถึงความสำเร็จในด้านการเจรจามีวาจาเป็นยอด.
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 17 เมษายน 2553
ลายมือเส้นพิเศษ 1
ความหมายตามลายมือ
มีเส้นปลีกย่อย ๆ อีกมากมายที่มีความหมายพิเศษ ที่มีคำพยากรณ์ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เส้นเหล่านี้จะพยากรณ์ที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้
หมายเลข ๑-๑
เส้นชีวิตที่โค้งสวยงาม หมายถึงการดำเนินชีวิตที่ราบรื่นอย่างสม่ำเสมอมีความมั่นคง ในการดำเนินชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หมายเลข ๑-๒
เส้นชีวิตที่ยามตรงออกไปถึงเนินจันทร์ตอนล่าง ได้บ่งบอกถึงการดำเนินชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ไปอยู่ในต่างประเทศ
หมายเลข ๑-๓
เส้นสมองที่ยาวไปขอบมือและมีปลายแยกออกไปถึงขอบมือแสดงถึงความสำเร็จในการใช้สมองที่ดีเฉียบคมสำเร็จสมหวัง
หมายเลข ๔-๔
เส้นหัวใจที่ยาวเป็นเส้นแยกเป็นแฉกเกิดขึ้น มีโค้งขึ้นและโค้งลง แสดงถึงความสำเร็จในเรื่องความรักที่สมหวังและมีเสน่ห์
หมายเลข ๕-๕
เส้นอาทิตย์ที่เป็นรูปค้ำยันเป็นลักษณะกระโจมเป็นสามเหลี่ยมที่งดงาม แสดงถึงความสำเร็จการทำงานชื่อเสียงและการเงินที่ดี
หมายเลข ๖-๖
เส้นคุ้มครองชีวิตที่ยาวต่อเนื่องเหมือนเป็นเส้นชีวิตอีกเส้นหนึ่งแสดงการดำเนินชีวิตที่มีความมั่นคงและมีการคุ้มครองชีวิตที่ดี.
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 10 เมษายน 2553
มีเส้นปลีกย่อย ๆ อีกมากมายที่มีความหมายพิเศษ ที่มีคำพยากรณ์ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เส้นเหล่านี้จะพยากรณ์ที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้
หมายเลข ๑-๑
เส้นชีวิตที่โค้งสวยงาม หมายถึงการดำเนินชีวิตที่ราบรื่นอย่างสม่ำเสมอมีความมั่นคง ในการดำเนินชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หมายเลข ๑-๒
เส้นชีวิตที่ยามตรงออกไปถึงเนินจันทร์ตอนล่าง ได้บ่งบอกถึงการดำเนินชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ไปอยู่ในต่างประเทศ
หมายเลข ๑-๓
เส้นสมองที่ยาวไปขอบมือและมีปลายแยกออกไปถึงขอบมือแสดงถึงความสำเร็จในการใช้สมองที่ดีเฉียบคมสำเร็จสมหวัง
หมายเลข ๔-๔
เส้นหัวใจที่ยาวเป็นเส้นแยกเป็นแฉกเกิดขึ้น มีโค้งขึ้นและโค้งลง แสดงถึงความสำเร็จในเรื่องความรักที่สมหวังและมีเสน่ห์
หมายเลข ๕-๕
เส้นอาทิตย์ที่เป็นรูปค้ำยันเป็นลักษณะกระโจมเป็นสามเหลี่ยมที่งดงาม แสดงถึงความสำเร็จการทำงานชื่อเสียงและการเงินที่ดี
หมายเลข ๖-๖
เส้นคุ้มครองชีวิตที่ยาวต่อเนื่องเหมือนเป็นเส้นชีวิตอีกเส้นหนึ่งแสดงการดำเนินชีวิตที่มีความมั่นคงและมีการคุ้มครองชีวิตที่ดี.
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 10 เมษายน 2553
ลายมือ: เส้นส่งเสริมชะตา
ความหมายตามลายมือ
เส้นส่งเสริมชะตา จะต้องมีเส้นหลักก่อน แล้วจะมีเส้นมาเสริมทำให้เส้นหลักมีพลังความเข้มแข็งมากขึ้น เส้นเสริมจะมาหลายทางจะมีความหมายของแต่ละเส้นอย่างไร และไม่จำเป็นต้องมีทุกเส้นดังต่อไปนี้
หมายเลข ๑-๑
เส้นอาทิตย์ที่ยาวตรงจากโคนฝ่ามือตรงไปยังเนินอาทิตย์ที่สวยงาม บ่งบอกวาสนาชื่อเสียงการเงินความสำเร็จ
หมายเลข ๒-๑
เส้นอังคารนอกมาชนเส้นอาทิตย์ตรงปลายเป็นมุมแหลมสามเหลี่ยม บ่ง บอกถึงการเสริมชะตาชื่อเสียงการต่อสู้
หมายเลข ๓-๑
เส้นอังคารในไปชนเส้นอาทิตย์ ตรงปลายเป็นสามเหลี่ยมจะบ่งบอกเช่นเดียวกันคือชัยชนะในการต่อสู้ที่เสี่ยงภัย
หมายเลข ๔-๔
เส้นจันทร์ไปชนเส้นอาทิตย์ตรงกลางฝามือ หรือเป็นเส้นมาเชื่อมกับเส้นอาทิตย์ เป็นการส่งเสริมความก้าวหน้า
หมายเลข ๕-๔
เส้นศุกร์มาจากเนินศุกร์พุ่งไปเชื่อมเส้นอาทิตย์ ทำให้เกิดความสำเร็จในครอบครัว ความรักความสุขของชีวิตที่ดี.
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 03 เมษายน 2553
เส้นส่งเสริมชะตา จะต้องมีเส้นหลักก่อน แล้วจะมีเส้นมาเสริมทำให้เส้นหลักมีพลังความเข้มแข็งมากขึ้น เส้นเสริมจะมาหลายทางจะมีความหมายของแต่ละเส้นอย่างไร และไม่จำเป็นต้องมีทุกเส้นดังต่อไปนี้
หมายเลข ๑-๑
เส้นอาทิตย์ที่ยาวตรงจากโคนฝ่ามือตรงไปยังเนินอาทิตย์ที่สวยงาม บ่งบอกวาสนาชื่อเสียงการเงินความสำเร็จ
หมายเลข ๒-๑
เส้นอังคารนอกมาชนเส้นอาทิตย์ตรงปลายเป็นมุมแหลมสามเหลี่ยม บ่ง บอกถึงการเสริมชะตาชื่อเสียงการต่อสู้
หมายเลข ๓-๑
เส้นอังคารในไปชนเส้นอาทิตย์ ตรงปลายเป็นสามเหลี่ยมจะบ่งบอกเช่นเดียวกันคือชัยชนะในการต่อสู้ที่เสี่ยงภัย
หมายเลข ๔-๔
เส้นจันทร์ไปชนเส้นอาทิตย์ตรงกลางฝามือ หรือเป็นเส้นมาเชื่อมกับเส้นอาทิตย์ เป็นการส่งเสริมความก้าวหน้า
หมายเลข ๕-๔
เส้นศุกร์มาจากเนินศุกร์พุ่งไปเชื่อมเส้นอาทิตย์ ทำให้เกิดความสำเร็จในครอบครัว ความรักความสุขของชีวิตที่ดี.
ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 03 เมษายน 2553
อ้วน! ระวัง 'ไขมันคั่งในตับ' Fat & Fatty liver congestion
โรคเงียบอันตรายถึงชีวิต!! Life Quietly threatening diseases
โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง ยังก่อให้เกิด “ภาวะไขมันคั่งในตับ” ได้โดยที่โรคนี้จะไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งตับอักเสบและดำเนินโรคไปสู่ระยะตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับและเสียชีวิตในที่สุด
พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!
ชนิดของโรคไขมันสะสม ในตับแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผู้ที่มีไขมันพอกตับโดยไม่มีสาเหตุหรือที่เกี่ยวข้องกับภาวะที่เป็นปัจจัย เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Metabolic Syndrome) หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เราเรียกไขมันสะสมในตับกลุ่มนี้ว่า “ไขมันคั่งในตับ” (Nonalco holic Fatty Liver Disease หรือ NAFLD) ส่วนกลุ่มที่สอง พวกที่มีสาเหตุหรือกลุ่มไขมันสะสมในตับจากสาเหตุ ต่าง ๆ ที่พบบ่อยคือ การดื่มสุรา รับประทานยา เช่น สเตียรอยด์, Amiodarone, Tamoxifen ฯลฯ ไวรัสตับอักเสบบีและซี โรคภูมิแพ้ การให้สารอาหารทางหลอดเลือด ภาวะที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทางพันธุกรรมบางอย่างและการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ๆ
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัย คือ ต้องมีความผิดปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ 1.อ้วนลงพุง 2.ระดับไขมันไตรกลี เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล. 3.ระดับไขมันเอช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล. 4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ 5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล
อย่างไรก็ตามไขมันเกิดจากแหล่งสะสมทั่วร่างกาย 3 แหล่งใหญ่ ๆ ได้แก่ ไขมันใต้ผิวหนัง เช่นที่ตะโพก ต้นแขน และต้นขา ไขมันที่ล่องลอยอยู่ในหลอดเลือด ถ้ามีมากทำให้เกิดโรคไขมันในหลอดเลือดสูงและ โรคเมตาบอลิกอื่น ๆ และไขมันอยู่ในท้อง หรือเรียกว่า “โอเมนตัม” เป็นไขมันที่อันตรายมากกว่าไขมันที่อยู่ตามชั้นผิวหนังเพราะทำให้เกิดภาวะ ดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ตับอ่อนของเราสร้างออกมาเพื่อควบคุม ระดับน้ำตาลในร่างกาย และควบคุมการเผาผลาญพลังงานหรือไขมันในร่างกาย คนที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน คือมีฮอร์โมน อินซูลินออกมา แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงหรือมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง มาก ๆ จะปล่อยสารบางอย่าง ออกมาทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน ไม่ทำงานจึงมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานมากกว่าคนอื่น
โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับ ขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ
ส่วนใหญ่ถ้ามีไขมันพอกที่ตับอย่างเดียวอาการจะคงที่ แต่ส่วนที่ยังคุมเบาหวานไม่ได้ ยังอ้วนอยู่หรือยังไม่ออกกำลังกาย และทานพวกอาหารหวานหรืออาหารมันอยู่ ก็จะเข้าสู่ระยะการอักเสบของตับ ซึ่งระยะนี้ถ้าเราไหวตัวทันประมาณ 65-75 เปอร์เซ็นต์จะรักษาได้ทันและอาจจะดีขึ้น แต่ถ้าไหวตัวไม่ทันประมาณ 9-20 เปอร์เซ็นต์ จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งตับตามมาด้วย
พญ.พนิดา แนะนำถึงวิธีการรักษาและการป้องกันว่า ควรทำควบคู่ไปด้วยกัน การรักษา และการป้องกันวิธีที่ 1 คือ การควบคุมอาหาร วิธีที่ 2 คนที่เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ถ้าเราสามารถลดน้ำหนักได้ ก็จะดีขึ้นโดยการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือ การคุมอาหารและการออกกำลังกาย แนะนำว่าให้ออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน หรืออาทิตย์หนึ่งอย่างน้อยประมาณ 3-5 วันจะช่วยได้มาก
ในรายที่อ้วนหรือน้ำหนักเกินซึ่งคนที่อ้วนคือผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมากกว่า 32 นิ้วขึ้นไป คนกลุ่มนี้นอกจากจะควบคุมปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไปและยังมีข้อจำกัดอีกว่า ไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป เพราะจะเป็นการสลายไขมันข้างนอกที่เร็วเกินไปอาจจะทำให้ไขมันข้างนอกยิ่งพลู เข้าตับมากขึ้น อาจทำให้เสียชีวิตได้ จึงควรลดไม่เกิน 1-2 กก. ต่อเดือน ทั้งนี้การกินอาหารที่ดีที่สุดคือรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ด้านกรรมวิธีการทำก็ไม่ควรผัดหรือทอดบ่อยเกินไปหันไปใช้วิธีต้ม แกง ปิ้ง นึ่ง ย่างแทน
ส่วนใครที่ยังไม่อ้วนอย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทานอาหารที่มีไขมัน แป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป หรือการดำเนินชีวิตประจำวันแบบไม่ออกกำลังกายเลย ทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับได้เช่นกัน.
สรรหามาบอก
- โรงพยาบาลปิยะเวท ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมฟังการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “กระดูกคอเสื่อม รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด” ใน วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องรสสุคนธ์ ชั้น 16 โรงพยาบาลปิยะเวท โดย นพ.พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส ผู้อำนวยการสถาบันกระดูก และข้อ ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย สนใจสำรองที่นั่งฟรี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2625-6555
- โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญร่วมงาน “Mom and kids Health Fair” เพื่อคุณแม่และคุณหนู ๆ พบกิจกรรมความรู้เรื่องสุขภาพในเชิงป้องกัน อาทิ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันโรคและแก้ปัญหาที่ตรงจุด อาทิ โรคอ้วน โรคเครียด รวมถึงโรคมะเร็ง พร้อมคำแนะนำนวัตกรรมการดูแลชีวิต วันที่ 8-9 พฤษภาคม 2553 ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ศรีราชา จัดโดย สมิติเวชศรีราชา ใน วันที่ 14-16 พฤษภาคม 2553 ณ โซน รอยัล วิง อาคาร 3 ชั้น 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และปิดท้ายเทศกาลปลายเดือนมิถุนายน 2553 ณ พาราไดซ์ พาร์ค (ห้างเสรี เซ็นเตอร์ เดิม) จัดโดย สมิติเวช ศรีนครินทร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2378-9270 และ 0-2378-9155
- โรงพยาบาลนครธน เชิญชวนผู้ป่วยโรคหืด ญาติและผู้สนใจทั่วไปร่วมงาน “โครงการวันหืดโลก” วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ภายในงานมีการบรรยายความรู้เรื่องโรคหืดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับวันหืดโลก เวทีเสวนาถามตอบปัญหาสุขภาพการดูแลรักษาและวิธีปฏิบัติตัวเมื่อป่วยเป็นโรค หืด วิธีออกกำลังกายเพื่อบำบัดโรค (ชี่กง) ฯลฯ ณ ห้องประชุมทองสิมา ชั้น 4 โรงพยาบาลนครธน สนใจสอบถามโทร. 0-2450-9999 ฟรี! ตลอดงาน.
เลือกครีมบำรุงผิวที่เหมาะสมในช่วงหน้าร้อน
ปกติแล้วคุณสาว ๆ เวลาจะเลือกซื้อครีมบำรุงผิวในแต่ละครั้งนั้นเราคำนึงถึงอะไรกันบ้างคะ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นครีมที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดด แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนและในปีนี้ก็ร้อนอบอ้าวมาก จนไม่อยากจะทาครีมกันเลยใช่ไหมล่ะ เพราะจะทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัว แต่หากเรารู้จักเลือกครีมบำรุงผิว ให้เหมาะกับสภาพผิวก็จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้หมดไป
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับสภาพผิวก่อนว่าแบ่งเป็นกี่ชนิด และแต่ละคนมีสภาพผิวอย่างไร โดย พญ.วิภาวี วิทยาวนิชชัย แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลยันฮี ให้ความรู้ว่า ผิวคนเราแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ ผิวแห้ง ผิวมันและผิวปกติหรือผิวผสม ซึ่งเราจะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีสภาพผิวแบบใด โดยมีวิธีทดสอบง่าย ๆ ดังนี้ หลังล้างหน้าหากรู้สึกว่าผิวหน้าแห้งตึง แสดงว่าเป็นคนผิวแห้ง ซึ่งผู้ที่มีสภาพผิวแห้งจะมีอาการแพ้ง่าย เช่นมีผื่น ผด คัน และมีฝ้า กระ หรือริ้วรอยต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย จึงต้องดูแลมากเป็นพิเศษ
สำหรับผู้ที่มีสภาพผิวมันให้สังเกตว่าหลังล้างหน้าหากยังรู้สึกว่าหน้ายัง มันอยู่ หรือมีสิวขึ้นง่ายและบ่อย แสดงว่าเป็นคนผิวมัน และผิวปกติหรือผิวผสมสังเกตว่าใบหน้าจะมีความมันเฉพาะบริเวณทีโซนคือ หน้าผาก จมูกและคาง ส่วนบริเวณแก้มจะแห้ง เมื่อแต่ละคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกันไปหน้าร้อนนี้จึงควรเลือกใช้ครีมบำรุง ผิวที่เหมาะกับสภาพผิวด้วยเพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบ่งเป็นชนิด ครีม เจล และโลชั่น ให้เราได้เลือกใช้ ดังนั้น ใครที่มีผิวแห้งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบครีม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ผิวจะได้ไม่แห้งตึง แต่ไม่ควรใช้ครีมที่ มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะจะแพ้ง่ายและเกิด การระคายเคืองตามมา ที่สำคัญควรทาครีมบำรุงผิวหน้าทันทีหลังล้างหน้า และดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ
ส่วนผู้ที่มีผิวมันควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีเนื้อบางเบา เช่น เจล หรือโลชั่น และผู้ที่มีผิวผสมก็เลือกใช้ผลิต ภัณฑ์คล้าย ๆ กับผู้ที่มีผิวมันแต่ต้องไม่มันเกินไปและให้ความชุ่มชื้นไม่ระคายเคืองต่อ ผิว ส่วนใครที่อยากมีผิวที่สวยใส อ่อนเยาว์ คุณหมอวิภาวี มีเคล็ดลับว่า การเลือกครีมที่มีประสิทธิภาพควรเลือกที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะมีวิตามิน ซี อี โคเอนไซม์ คิวเทน และสารสกัดจากชาเขียว ฯลฯ แต่ถ้าผู้ที่มีผิวแห้งระวังอย่าใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ เอเอชเอ เพราะจะทำให้ระคายเคือง
อย่างไรก็ตามในหน้าร้อนนี้ แสงแดดจะทำร้ายผิวเราทำให้ผิวไหม้เกรียม มีฝ้า กระ ผิวไม่สม่ำเสมอ และมีริ้วรอยก่อนวัยทำให้นอกจากเลือกใช้ครีมบำรุงผิวแล้วเรายังต้องเลือก ครีมกันแดดเพื่อ ปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและยูวีบีด้วย ซึ่งควรมีค่า เอสพีเอฟ มากกว่า 30 แต่ถ้าผู้ที่มีผิวมันมากควรเลือกครีมกันแดดที่บางเบาและมีค่า เอสพีเอฟ ประมาณ 15-30 เพื่อป้องกันการอุดตัน ส่วนผิวแห้งสามารถเลือกครีมกันแดดที่มีค่า เอสพีเอฟ มากกว่า 30 ได้ โดยวิธีใช้ก็ทาครีมปกติก่อนตามด้วยครีมกันแดด และทุก ๆ 1-2 ชม.ควรทาซ้ำกรณีอยู่กลางแดดร้อนมาก ๆ ทั้งนี้ในแต่ละวันควรทาอย่างสม่ำเสมอแม้วันที่ไม่มีแดดก็ตาม
สุดท้ายนี้อย่าลืมดื่มน้ำเยอะ ๆ และทานผักผลไม้ที่มีสารแอนตี้อ๊อกซิเดนซ์ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ รวมทั้งชาเขียวร้อนเป็นประจำจะช่วยให้ผิว ดูอ่อนเยาว์และสวยใสขึ้น แค่นี้เราก็สามารถอวดผิวสวยในหน้าร้อนได้อย่างมั่นใจแล้ว.
ที่มา: ทีมวาไรตี้ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤษภาคม 2553
โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง ยังก่อให้เกิด “ภาวะไขมันคั่งในตับ” ได้โดยที่โรคนี้จะไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งตับอักเสบและดำเนินโรคไปสู่ระยะตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับและเสียชีวิตในที่สุด
พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!
ชนิดของโรคไขมันสะสม ในตับแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผู้ที่มีไขมันพอกตับโดยไม่มีสาเหตุหรือที่เกี่ยวข้องกับภาวะที่เป็นปัจจัย เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Metabolic Syndrome) หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เราเรียกไขมันสะสมในตับกลุ่มนี้ว่า “ไขมันคั่งในตับ” (Nonalco holic Fatty Liver Disease หรือ NAFLD) ส่วนกลุ่มที่สอง พวกที่มีสาเหตุหรือกลุ่มไขมันสะสมในตับจากสาเหตุ ต่าง ๆ ที่พบบ่อยคือ การดื่มสุรา รับประทานยา เช่น สเตียรอยด์, Amiodarone, Tamoxifen ฯลฯ ไวรัสตับอักเสบบีและซี โรคภูมิแพ้ การให้สารอาหารทางหลอดเลือด ภาวะที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทางพันธุกรรมบางอย่างและการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ๆ
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัย คือ ต้องมีความผิดปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ 1.อ้วนลงพุง 2.ระดับไขมันไตรกลี เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล. 3.ระดับไขมันเอช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล. 4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ 5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล
อย่างไรก็ตามไขมันเกิดจากแหล่งสะสมทั่วร่างกาย 3 แหล่งใหญ่ ๆ ได้แก่ ไขมันใต้ผิวหนัง เช่นที่ตะโพก ต้นแขน และต้นขา ไขมันที่ล่องลอยอยู่ในหลอดเลือด ถ้ามีมากทำให้เกิดโรคไขมันในหลอดเลือดสูงและ โรคเมตาบอลิกอื่น ๆ และไขมันอยู่ในท้อง หรือเรียกว่า “โอเมนตัม” เป็นไขมันที่อันตรายมากกว่าไขมันที่อยู่ตามชั้นผิวหนังเพราะทำให้เกิดภาวะ ดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ตับอ่อนของเราสร้างออกมาเพื่อควบคุม ระดับน้ำตาลในร่างกาย และควบคุมการเผาผลาญพลังงานหรือไขมันในร่างกาย คนที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน คือมีฮอร์โมน อินซูลินออกมา แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงหรือมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง มาก ๆ จะปล่อยสารบางอย่าง ออกมาทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน ไม่ทำงานจึงมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานมากกว่าคนอื่น
โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับ ขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ
ส่วนใหญ่ถ้ามีไขมันพอกที่ตับอย่างเดียวอาการจะคงที่ แต่ส่วนที่ยังคุมเบาหวานไม่ได้ ยังอ้วนอยู่หรือยังไม่ออกกำลังกาย และทานพวกอาหารหวานหรืออาหารมันอยู่ ก็จะเข้าสู่ระยะการอักเสบของตับ ซึ่งระยะนี้ถ้าเราไหวตัวทันประมาณ 65-75 เปอร์เซ็นต์จะรักษาได้ทันและอาจจะดีขึ้น แต่ถ้าไหวตัวไม่ทันประมาณ 9-20 เปอร์เซ็นต์ จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งตับตามมาด้วย
พญ.พนิดา แนะนำถึงวิธีการรักษาและการป้องกันว่า ควรทำควบคู่ไปด้วยกัน การรักษา และการป้องกันวิธีที่ 1 คือ การควบคุมอาหาร วิธีที่ 2 คนที่เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ถ้าเราสามารถลดน้ำหนักได้ ก็จะดีขึ้นโดยการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือ การคุมอาหารและการออกกำลังกาย แนะนำว่าให้ออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน หรืออาทิตย์หนึ่งอย่างน้อยประมาณ 3-5 วันจะช่วยได้มาก
ในรายที่อ้วนหรือน้ำหนักเกินซึ่งคนที่อ้วนคือผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมากกว่า 32 นิ้วขึ้นไป คนกลุ่มนี้นอกจากจะควบคุมปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไปและยังมีข้อจำกัดอีกว่า ไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป เพราะจะเป็นการสลายไขมันข้างนอกที่เร็วเกินไปอาจจะทำให้ไขมันข้างนอกยิ่งพลู เข้าตับมากขึ้น อาจทำให้เสียชีวิตได้ จึงควรลดไม่เกิน 1-2 กก. ต่อเดือน ทั้งนี้การกินอาหารที่ดีที่สุดคือรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ด้านกรรมวิธีการทำก็ไม่ควรผัดหรือทอดบ่อยเกินไปหันไปใช้วิธีต้ม แกง ปิ้ง นึ่ง ย่างแทน
ส่วนใครที่ยังไม่อ้วนอย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทานอาหารที่มีไขมัน แป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป หรือการดำเนินชีวิตประจำวันแบบไม่ออกกำลังกายเลย ทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับได้เช่นกัน.
สรรหามาบอก
- โรงพยาบาลปิยะเวท ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมฟังการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “กระดูกคอเสื่อม รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด” ใน วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องรสสุคนธ์ ชั้น 16 โรงพยาบาลปิยะเวท โดย นพ.พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส ผู้อำนวยการสถาบันกระดูก และข้อ ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย สนใจสำรองที่นั่งฟรี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2625-6555
- โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญร่วมงาน “Mom and kids Health Fair” เพื่อคุณแม่และคุณหนู ๆ พบกิจกรรมความรู้เรื่องสุขภาพในเชิงป้องกัน อาทิ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันโรคและแก้ปัญหาที่ตรงจุด อาทิ โรคอ้วน โรคเครียด รวมถึงโรคมะเร็ง พร้อมคำแนะนำนวัตกรรมการดูแลชีวิต วันที่ 8-9 พฤษภาคม 2553 ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ศรีราชา จัดโดย สมิติเวชศรีราชา ใน วันที่ 14-16 พฤษภาคม 2553 ณ โซน รอยัล วิง อาคาร 3 ชั้น 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และปิดท้ายเทศกาลปลายเดือนมิถุนายน 2553 ณ พาราไดซ์ พาร์ค (ห้างเสรี เซ็นเตอร์ เดิม) จัดโดย สมิติเวช ศรีนครินทร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2378-9270 และ 0-2378-9155
- โรงพยาบาลนครธน เชิญชวนผู้ป่วยโรคหืด ญาติและผู้สนใจทั่วไปร่วมงาน “โครงการวันหืดโลก” วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ภายในงานมีการบรรยายความรู้เรื่องโรคหืดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับวันหืดโลก เวทีเสวนาถามตอบปัญหาสุขภาพการดูแลรักษาและวิธีปฏิบัติตัวเมื่อป่วยเป็นโรค หืด วิธีออกกำลังกายเพื่อบำบัดโรค (ชี่กง) ฯลฯ ณ ห้องประชุมทองสิมา ชั้น 4 โรงพยาบาลนครธน สนใจสอบถามโทร. 0-2450-9999 ฟรี! ตลอดงาน.
เลือกครีมบำรุงผิวที่เหมาะสมในช่วงหน้าร้อน
ปกติแล้วคุณสาว ๆ เวลาจะเลือกซื้อครีมบำรุงผิวในแต่ละครั้งนั้นเราคำนึงถึงอะไรกันบ้างคะ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นครีมที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดด แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนและในปีนี้ก็ร้อนอบอ้าวมาก จนไม่อยากจะทาครีมกันเลยใช่ไหมล่ะ เพราะจะทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัว แต่หากเรารู้จักเลือกครีมบำรุงผิว ให้เหมาะกับสภาพผิวก็จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้หมดไป
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับสภาพผิวก่อนว่าแบ่งเป็นกี่ชนิด และแต่ละคนมีสภาพผิวอย่างไร โดย พญ.วิภาวี วิทยาวนิชชัย แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลยันฮี ให้ความรู้ว่า ผิวคนเราแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ ผิวแห้ง ผิวมันและผิวปกติหรือผิวผสม ซึ่งเราจะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีสภาพผิวแบบใด โดยมีวิธีทดสอบง่าย ๆ ดังนี้ หลังล้างหน้าหากรู้สึกว่าผิวหน้าแห้งตึง แสดงว่าเป็นคนผิวแห้ง ซึ่งผู้ที่มีสภาพผิวแห้งจะมีอาการแพ้ง่าย เช่นมีผื่น ผด คัน และมีฝ้า กระ หรือริ้วรอยต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย จึงต้องดูแลมากเป็นพิเศษ
สำหรับผู้ที่มีสภาพผิวมันให้สังเกตว่าหลังล้างหน้าหากยังรู้สึกว่าหน้ายัง มันอยู่ หรือมีสิวขึ้นง่ายและบ่อย แสดงว่าเป็นคนผิวมัน และผิวปกติหรือผิวผสมสังเกตว่าใบหน้าจะมีความมันเฉพาะบริเวณทีโซนคือ หน้าผาก จมูกและคาง ส่วนบริเวณแก้มจะแห้ง เมื่อแต่ละคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกันไปหน้าร้อนนี้จึงควรเลือกใช้ครีมบำรุง ผิวที่เหมาะกับสภาพผิวด้วยเพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบ่งเป็นชนิด ครีม เจล และโลชั่น ให้เราได้เลือกใช้ ดังนั้น ใครที่มีผิวแห้งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบครีม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ผิวจะได้ไม่แห้งตึง แต่ไม่ควรใช้ครีมที่ มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะจะแพ้ง่ายและเกิด การระคายเคืองตามมา ที่สำคัญควรทาครีมบำรุงผิวหน้าทันทีหลังล้างหน้า และดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ
ส่วนผู้ที่มีผิวมันควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีเนื้อบางเบา เช่น เจล หรือโลชั่น และผู้ที่มีผิวผสมก็เลือกใช้ผลิต ภัณฑ์คล้าย ๆ กับผู้ที่มีผิวมันแต่ต้องไม่มันเกินไปและให้ความชุ่มชื้นไม่ระคายเคืองต่อ ผิว ส่วนใครที่อยากมีผิวที่สวยใส อ่อนเยาว์ คุณหมอวิภาวี มีเคล็ดลับว่า การเลือกครีมที่มีประสิทธิภาพควรเลือกที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะมีวิตามิน ซี อี โคเอนไซม์ คิวเทน และสารสกัดจากชาเขียว ฯลฯ แต่ถ้าผู้ที่มีผิวแห้งระวังอย่าใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ เอเอชเอ เพราะจะทำให้ระคายเคือง
อย่างไรก็ตามในหน้าร้อนนี้ แสงแดดจะทำร้ายผิวเราทำให้ผิวไหม้เกรียม มีฝ้า กระ ผิวไม่สม่ำเสมอ และมีริ้วรอยก่อนวัยทำให้นอกจากเลือกใช้ครีมบำรุงผิวแล้วเรายังต้องเลือก ครีมกันแดดเพื่อ ปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและยูวีบีด้วย ซึ่งควรมีค่า เอสพีเอฟ มากกว่า 30 แต่ถ้าผู้ที่มีผิวมันมากควรเลือกครีมกันแดดที่บางเบาและมีค่า เอสพีเอฟ ประมาณ 15-30 เพื่อป้องกันการอุดตัน ส่วนผิวแห้งสามารถเลือกครีมกันแดดที่มีค่า เอสพีเอฟ มากกว่า 30 ได้ โดยวิธีใช้ก็ทาครีมปกติก่อนตามด้วยครีมกันแดด และทุก ๆ 1-2 ชม.ควรทาซ้ำกรณีอยู่กลางแดดร้อนมาก ๆ ทั้งนี้ในแต่ละวันควรทาอย่างสม่ำเสมอแม้วันที่ไม่มีแดดก็ตาม
สุดท้ายนี้อย่าลืมดื่มน้ำเยอะ ๆ และทานผักผลไม้ที่มีสารแอนตี้อ๊อกซิเดนซ์ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ รวมทั้งชาเขียวร้อนเป็นประจำจะช่วยให้ผิว ดูอ่อนเยาว์และสวยใสขึ้น แค่นี้เราก็สามารถอวดผิวสวยในหน้าร้อนได้อย่างมั่นใจแล้ว.
ที่มา: ทีมวาไรตี้ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤษภาคม 2553
รักษาคุณค่า 'พริกแกง' อาหารต้านอนุมูลอิสระ
แนะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มีตรารับรอง
อาหารไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องของความเผ็ดร้อน มาจากพริกเครื่องเทศสมุนไพรนานาชนิด อาหารประเภทแกง ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน เป็นหนึ่งในชนิดของอาหารไทยที่บริโภคกันเกือบจะแทบทุกวัน แต่ในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างสำเร็จรูป เครื่องแกงมีขายในรูปของเครื่องแกงสำเร็จรูป สะดวกและถูกกว่าหากวัตถุที่นำมาปรุงต้องซื้อ หามาทั้งหมด ต่างจากในยุคอดีตที่วัตถุดิบบางส่วนปลูกเองที่บ้าน
“เครื่องแกง” ที่วาง ขายในท้องตลาดในยุคปัจจุบัน ไม่น่าไว้วางใจนัก เพราะการผลิตในจำนวนมาก เพื่อ ลดต้นทุน การเก็บรักษาที่ ไม่ถูกต้อง อาจนำโรคภัยมาสู่คนกิน
ดร.เวณิกา เบ็ญจ พงษ์ นักวิจัยฝ่ายพิษวิทยาทางอาหาร และโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล ได้ทำ โครงการวิจัย การประเมินความปลอดภัย และการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับชุมชนโดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยได้ทำการศึกษาวิจัยด้านการปรับปรุงคุณภาพของการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับ ชุมชน เพื่อให้ผู้ผลิตรวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถผลิตเครื่องแกงเผ็ดที่มีความ ปลอดภัย
ดร.เวณิกา กล่าวว่า ในเครื่องแกงมีสมุนไพรและเครื่องเทศที่ส่วนประกอบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพริกแห้ง หอม กระเทียม ตะไคร้ ข่า กระชาย มะกรูด รากผักชี และกลุ่มเครื่องเทศได้แก่พริกไทย ลูกผักชี ยี่หร่า ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า หากเลือกใช้วัตถุดิบด้อยคุณภาพในการผลิตและมีสุขาภิบาลการผลิตที่ไม่เหมาะสม จะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้จำนวนจุลินทรีย์เริ่มต้นในเครื่องแกงเผ็ดแดงปริมาณ สูง และยังตรวจพบการปนเปื้อนของอะฟลาทอก ซิน แต่ในงานวิจัยชี้ชัดลงได้ว่า หากเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีในการผลิต มีการคัดผลเสียทิ้ง และมีระบบการผลิตที่ถูกหลักสุขาภิบาล สามารถลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ลงได้ และยังทำให้เครื่องแกงปนเปื้อนอะฟลาทอกซินต่ำ (ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการเก็บในภาชนะเปิดที่อุณหภูมิห้องนานประมาณ 10 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสีย ได้คุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำพริกแกง (มผช.129/2546) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำพริกแกง (มอก.429-2548) ซึ่งมีข้อกำหนดสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ระหว่างการ เก็บรักษา โดยกำหนดปริมาณน้ำอิสระในเครื่องแกงไว้ในมาตรฐานเดียวกัน คือ เครื่องแกงต้องมีปริมาณน้ำอิสระไม่เกิน 0.85 เนื่องจากปริมาณน้ำอิสระในอาหารมีความจำเป็นต่อการเจริญของจุลินทรีย์ การผลิตเครื่องแกงเผ็ดให้ได้ตามมาตรฐานจำเป็นต้องใช้ 2 ปัจจัยร่วมกันในการผลิต คือ การผลิตเครื่องแกงให้มีปริมาณเกลือร้อยละ 10 ร่วม ร่วมกับการนำเครื่องแกงไปผ่านความร้อนโดยการคั่วที่อุณหภูมิประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ซึ่งนอกจากส่งผลให้เครื่องแกงมีปริมาณน้ำอิสระจนลงได้มาตรฐานแล้ว การให้ความร้อนยังเป็นวิธีที่ช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในเครื่อง แกงต่ำลง เครื่องแกงที่ผ่านกระบวนการผลิตโดยวิธีนี้สามารถเก็บในสภาวะเปิดที่อุณหภูมิ ห้องได้นานถึง 10 วัน ก่อนที่จะเริ่มมีกลิ่นผิดปกติ อีกทั้งในระหว่างการเก็บรักษาเครื่องแกงยังมีการคงอยู่ของสารพฤกษเคมีกลุ่ม ฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล โดยพบว่าปริมาณฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล และค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระมีค่าคงที่ตลอดระยะเวลาการเก็บ 10 วัน
ซึ่งจากผลการวิจัยในห้องแล็บ ได้ถูกนำไปใช้กับกลุ่มแม่บ้านผู้ผลิตในพื้นที่ภาคกลาง 4 แห่ง อาทิ จ.นครปฐม สมุทรสงครามแม้ว่าวัตถุดิบสำหรับปรุงเครื่องแกงสำหรับการประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งตับจากการได้รับอะฟลาทอกซิน จากผลการศึกษาการบริโภคเครื่องแกงเผ็ดแดงของประชากรในเขตเมือง (กรุงเทพมหานคร) และในเขตชนบท (สุพรรณบุรี) กลับพบว่าเมื่อนำเครื่องแกงเผ็ดมาปรุงเป็นอาหารกลับพบว่าการบริโภคเครื่อง แกงเผ็ดแดงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในระดับที่ต่ำ และยัง ต่ำกว่าการบริโภคอาหารอื่นที่มีเครื่องปรุงที่มีสารอะฟลาทอกซิน เช่น ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ส้มตำ
อย่างไรก็ตามทำงานวิจัยเพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้ผลิตใส่ใจที่จะเลือกวัตถุดิบ ที่ไม่มีคุณภาพทิ้ง ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งอายุการเก็บที่นานขึ้น ยากต่อการปนเปื้อนของสารเคมี โดยที่ผู้ขายไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูดลงไป อีกทั้งยังช่วยคงสารพฤกษเคมี อาทิ กลุ่มฟลาโวนอยด์ โพลีฟีนอล ไกลโคไวด์ ซัลไฟด์ อัลคาลอยด์ เป็นต้น ซึ่งหลายชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งบางชนิด ในร่างกาย ยับยั้งการเพิ่มจำนวน และเร่งอัตราการตายของเซลล์มะเร็ง บางชนิด
“ปัจจุบันปัญหาของกลุ่มแม่บ้านที่ผลิตตามคู่มือการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับ ชุมชนที่จัดทำโดยสถาบัน ที่มีการบอกถึงวิธีการเลือกวัตถุดิบ การดูแลโรงเรือนและอุปกรณ์ จะมีปัญหาเรื่องต้นทุนที่จะแพงกว่าผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ซื้อวัตถุดิบมาในราคาเท่ากันแต่ผู้ผลิตไม่คัดของเสียทิ้ง แต่นำมาขายในราคาที่ไม่ต่างกัน”
นักวิจัยคนเดิมกล่าวว่า เพื่อให้คนไทยมีเครื่องแกงคุณภาพดีในการบริโภคผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมด้วย การเลือกซื้อเครื่องแกงที่ผลิตตามหลักสุขาภิบาล สังเกตได้จากการแสดงเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนชุมชนที่ผลิตเครื่องแกงเพื่อจำหน่ายขอรับคู่มือการผลิตเครื่องแกงเผ็ดใน ระดับชุมชนได้ที่สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล (โทร.0-2800-2380 ต่อ 311) ในข้อมูลจะบอกวิธีทำเครื่องแกงที่ปลอดภัยเช่น วิธีล้างพริกแห้ง 1 กิโลกรัมต้องใช้น้ำถึง 4 ลิตร วิธีการเลือกวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น
เครื่องแกงเป็นหัวใจหลักของอาหารไทย ถ้าผลิตได้คุณภาพตามมาตรฐาน เท่ากับเป็นภูมิป้องกันให้กับร่างกาย ลบล้างคำนิยามที่ว่าอาหารไทยนั้นกินเป็น “ยา” ออกไปได้
อาหารไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องของความเผ็ดร้อน มาจากพริกเครื่องเทศสมุนไพรนานาชนิด อาหารประเภทแกง ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน เป็นหนึ่งในชนิดของอาหารไทยที่บริโภคกันเกือบจะแทบทุกวัน แต่ในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างสำเร็จรูป เครื่องแกงมีขายในรูปของเครื่องแกงสำเร็จรูป สะดวกและถูกกว่าหากวัตถุที่นำมาปรุงต้องซื้อ หามาทั้งหมด ต่างจากในยุคอดีตที่วัตถุดิบบางส่วนปลูกเองที่บ้าน
“เครื่องแกง” ที่วาง ขายในท้องตลาดในยุคปัจจุบัน ไม่น่าไว้วางใจนัก เพราะการผลิตในจำนวนมาก เพื่อ ลดต้นทุน การเก็บรักษาที่ ไม่ถูกต้อง อาจนำโรคภัยมาสู่คนกิน
ดร.เวณิกา เบ็ญจ พงษ์ นักวิจัยฝ่ายพิษวิทยาทางอาหาร และโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล ได้ทำ โครงการวิจัย การประเมินความปลอดภัย และการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับชุมชนโดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยได้ทำการศึกษาวิจัยด้านการปรับปรุงคุณภาพของการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับ ชุมชน เพื่อให้ผู้ผลิตรวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถผลิตเครื่องแกงเผ็ดที่มีความ ปลอดภัย
ดร.เวณิกา กล่าวว่า ในเครื่องแกงมีสมุนไพรและเครื่องเทศที่ส่วนประกอบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพริกแห้ง หอม กระเทียม ตะไคร้ ข่า กระชาย มะกรูด รากผักชี และกลุ่มเครื่องเทศได้แก่พริกไทย ลูกผักชี ยี่หร่า ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า หากเลือกใช้วัตถุดิบด้อยคุณภาพในการผลิตและมีสุขาภิบาลการผลิตที่ไม่เหมาะสม จะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้จำนวนจุลินทรีย์เริ่มต้นในเครื่องแกงเผ็ดแดงปริมาณ สูง และยังตรวจพบการปนเปื้อนของอะฟลาทอก ซิน แต่ในงานวิจัยชี้ชัดลงได้ว่า หากเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีในการผลิต มีการคัดผลเสียทิ้ง และมีระบบการผลิตที่ถูกหลักสุขาภิบาล สามารถลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ลงได้ และยังทำให้เครื่องแกงปนเปื้อนอะฟลาทอกซินต่ำ (ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการเก็บในภาชนะเปิดที่อุณหภูมิห้องนานประมาณ 10 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสีย ได้คุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำพริกแกง (มผช.129/2546) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำพริกแกง (มอก.429-2548) ซึ่งมีข้อกำหนดสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ระหว่างการ เก็บรักษา โดยกำหนดปริมาณน้ำอิสระในเครื่องแกงไว้ในมาตรฐานเดียวกัน คือ เครื่องแกงต้องมีปริมาณน้ำอิสระไม่เกิน 0.85 เนื่องจากปริมาณน้ำอิสระในอาหารมีความจำเป็นต่อการเจริญของจุลินทรีย์ การผลิตเครื่องแกงเผ็ดให้ได้ตามมาตรฐานจำเป็นต้องใช้ 2 ปัจจัยร่วมกันในการผลิต คือ การผลิตเครื่องแกงให้มีปริมาณเกลือร้อยละ 10 ร่วม ร่วมกับการนำเครื่องแกงไปผ่านความร้อนโดยการคั่วที่อุณหภูมิประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ซึ่งนอกจากส่งผลให้เครื่องแกงมีปริมาณน้ำอิสระจนลงได้มาตรฐานแล้ว การให้ความร้อนยังเป็นวิธีที่ช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในเครื่อง แกงต่ำลง เครื่องแกงที่ผ่านกระบวนการผลิตโดยวิธีนี้สามารถเก็บในสภาวะเปิดที่อุณหภูมิ ห้องได้นานถึง 10 วัน ก่อนที่จะเริ่มมีกลิ่นผิดปกติ อีกทั้งในระหว่างการเก็บรักษาเครื่องแกงยังมีการคงอยู่ของสารพฤกษเคมีกลุ่ม ฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล โดยพบว่าปริมาณฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล และค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระมีค่าคงที่ตลอดระยะเวลาการเก็บ 10 วัน
ซึ่งจากผลการวิจัยในห้องแล็บ ได้ถูกนำไปใช้กับกลุ่มแม่บ้านผู้ผลิตในพื้นที่ภาคกลาง 4 แห่ง อาทิ จ.นครปฐม สมุทรสงครามแม้ว่าวัตถุดิบสำหรับปรุงเครื่องแกงสำหรับการประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งตับจากการได้รับอะฟลาทอกซิน จากผลการศึกษาการบริโภคเครื่องแกงเผ็ดแดงของประชากรในเขตเมือง (กรุงเทพมหานคร) และในเขตชนบท (สุพรรณบุรี) กลับพบว่าเมื่อนำเครื่องแกงเผ็ดมาปรุงเป็นอาหารกลับพบว่าการบริโภคเครื่อง แกงเผ็ดแดงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในระดับที่ต่ำ และยัง ต่ำกว่าการบริโภคอาหารอื่นที่มีเครื่องปรุงที่มีสารอะฟลาทอกซิน เช่น ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ส้มตำ
อย่างไรก็ตามทำงานวิจัยเพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้ผลิตใส่ใจที่จะเลือกวัตถุดิบ ที่ไม่มีคุณภาพทิ้ง ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งอายุการเก็บที่นานขึ้น ยากต่อการปนเปื้อนของสารเคมี โดยที่ผู้ขายไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูดลงไป อีกทั้งยังช่วยคงสารพฤกษเคมี อาทิ กลุ่มฟลาโวนอยด์ โพลีฟีนอล ไกลโคไวด์ ซัลไฟด์ อัลคาลอยด์ เป็นต้น ซึ่งหลายชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งบางชนิด ในร่างกาย ยับยั้งการเพิ่มจำนวน และเร่งอัตราการตายของเซลล์มะเร็ง บางชนิด
“ปัจจุบันปัญหาของกลุ่มแม่บ้านที่ผลิตตามคู่มือการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับ ชุมชนที่จัดทำโดยสถาบัน ที่มีการบอกถึงวิธีการเลือกวัตถุดิบ การดูแลโรงเรือนและอุปกรณ์ จะมีปัญหาเรื่องต้นทุนที่จะแพงกว่าผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ซื้อวัตถุดิบมาในราคาเท่ากันแต่ผู้ผลิตไม่คัดของเสียทิ้ง แต่นำมาขายในราคาที่ไม่ต่างกัน”
นักวิจัยคนเดิมกล่าวว่า เพื่อให้คนไทยมีเครื่องแกงคุณภาพดีในการบริโภคผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมด้วย การเลือกซื้อเครื่องแกงที่ผลิตตามหลักสุขาภิบาล สังเกตได้จากการแสดงเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนชุมชนที่ผลิตเครื่องแกงเพื่อจำหน่ายขอรับคู่มือการผลิตเครื่องแกงเผ็ดใน ระดับชุมชนได้ที่สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล (โทร.0-2800-2380 ต่อ 311) ในข้อมูลจะบอกวิธีทำเครื่องแกงที่ปลอดภัยเช่น วิธีล้างพริกแห้ง 1 กิโลกรัมต้องใช้น้ำถึง 4 ลิตร วิธีการเลือกวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น
เครื่องแกงเป็นหัวใจหลักของอาหารไทย ถ้าผลิตได้คุณภาพตามมาตรฐาน เท่ากับเป็นภูมิป้องกันให้กับร่างกาย ลบล้างคำนิยามที่ว่าอาหารไทยนั้นกินเป็น “ยา” ออกไปได้
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤษภาคม 2553
เคล็ดลับวิธีเลิกดื่มกาแฟ: Secret of Stop Drinking Coffee
สำหรับใครที่อยากเลิกดื่มกาแฟ โดยเฉพาะคนที่มีอาการติดคาเฟอีน วันนี้มีวิธีเลิกดื่มกาแฟมาบอก...
-ลดปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันลง อย่างเช่น จากที่เคยดื่มวันละ 4 แก้วให้ลดลงเหลือ 3 แก้ว
-สำรวจตัวเองว่านอกจากกาแฟแล้ว ยังได้รับคาเฟอีนจากอาหารชนิดใดอีกบ้าง อย่างเช่น ชา โกโก้ ช็อคโกแลต ซีเรียลรสโกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น จากนั้นให้ลดการบริโภคหรือเลิกบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้
- รับประทานอาหารเช้า เพราะระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพียงพอจะช่วยให้สมองและร่างกายทำงานได้โดยไม่อ่อนเพลีย
- นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอในตอนกลางคืน อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละประมาณ 1-2 ลิตร และการรับประทานวิตามินบีรวม จะช่วยทุเลาอาการอ่อนเพลีย
- หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ และควรหลีกเลี่ยงการไปร้านกาแฟ
- หากมีอาการปวดศรีษะระหว่างงดกาแฟ ให้ทานยาพาราเซตามอลหรือแอสไพรินได้ แต่ไม่ควรทานยาแก้ปวดไมเกรน เพราะมีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่
เพื่อสุขภาพที่ดี ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดู
-ลดปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันลง อย่างเช่น จากที่เคยดื่มวันละ 4 แก้วให้ลดลงเหลือ 3 แก้ว
-สำรวจตัวเองว่านอกจากกาแฟแล้ว ยังได้รับคาเฟอีนจากอาหารชนิดใดอีกบ้าง อย่างเช่น ชา โกโก้ ช็อคโกแลต ซีเรียลรสโกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น จากนั้นให้ลดการบริโภคหรือเลิกบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้
- รับประทานอาหารเช้า เพราะระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพียงพอจะช่วยให้สมองและร่างกายทำงานได้โดยไม่อ่อนเพลีย
- นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอในตอนกลางคืน อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละประมาณ 1-2 ลิตร และการรับประทานวิตามินบีรวม จะช่วยทุเลาอาการอ่อนเพลีย
- หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ และควรหลีกเลี่ยงการไปร้านกาแฟ
- หากมีอาการปวดศรีษะระหว่างงดกาแฟ ให้ทานยาพาราเซตามอลหรือแอสไพรินได้ แต่ไม่ควรทานยาแก้ปวดไมเกรน เพราะมีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่
เพื่อสุขภาพที่ดี ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดู
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤษภาคม 2553
======================
น้อย: การลด ละ เลิก อยู่ที่กำลังใจจ๊ะ เคยติดบุหรี่ กาแฟ เห็นสภาพคนป่วยมะเร็ง ถุงลมโปร่งพอง ตัดสินใจเลิกทันที่ แรกๆหงุดหงิด จากนั้นมาออกกำลังกาย เหงื่อออกมากๆได้ 1 อาทิตย์ จนหายและทุกวันนี้ยังออกกำลังพอได้เหงื่อทุกวัน ครบสิบปีแล้ว ไม่หวลกลับกลับอีกเลย
Friday, April 30, 2010
ลดความตาย ทำไมคนเป็นจึงเดือดร้อนกว่าคนตาย (โลกสดใส-กายสุขสันต์)
เคยอยากถามคนในสังคมไทย มานานแล้วว่า "ทำไม คนที่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์จึงไม่ค่อยห่วงตัวเองเหมือนคนเป็น ที่พยายามอย่างเหลือเกิน ที่จะไม่มีสถิติคนตายเพราะการใช้รถเพิ่มขึ้น"
ที่ อยากรู้เพราะ เห็น แต่ข่าว คนเป็น ทั้งองค์กรณ์ของรัฐ องค์กรของเอกชน พยายามจะสร้างกฎ สร้างระเบียบ สร้างโครงการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อหาทางลดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนน เริ่มตั้งแต่ ให้รู้จักกฎจราจร ให้รู้จักการใช้รถอย่างปลอดภัย ให้รู้จัก วิธีเอาตัวรอดเมื่อต้องเจอกับอุบัติเหตุ แม้กระทั่ง พยายามห้าม ไม่ให้ ผู้ใช้รถใช้ถนน ดื่มเครื่องดองของเมา ที่จะทำให้ ศักยภาพในการขับรถถดถอยลงไป
แต่แม้ "คนเป็น"เหล่านี้จะใช้ความพยายามทุกอย่าง สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ก็ไม่มีผลลัพธ์ออกมาเป็นที่พอใจ
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เปิดเผยให้ทราบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน ในปี 2553 นี้ว่า การเสียชีวิตของผู้ขับขี่และโดยสารรถปิกอัพ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากปี 2552 อยู่ที่ 13.39% เป็น 17.78% หรือ 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิต และยังพบว่า รถปิคอัพเป็นคู่กรณีที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ 27.46% เป็น 30.37% และในช่วงการเดินทางไป กลับ วันที่ 12 เม.ย. รถปิคอัพเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 42.65% และวันที่ 17 เม.ย. รถปิคอัพเป็นต้นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 48.94% ทั้งนี้ การเข้มงวดผู้กระทำผิดแม้ว่าจะมียอดการเรียกตรวจลดลง แต่สามารถบังคับคดีได้ถึง 501,593 ราย หรือเพิ่มขึ้น 23% โดยเฉพาะกรณีขับขี่รถเร็ว จับกุมได้เพิ่มขึ้นถึง 47% ส่วนคดีอื่นที่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ สามารถจับกุมกรณีขับรถย้อนศร 19,410 ราย ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 14,536 ราย ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ 8,624 ราย และ แซงในที่คับขัน 8,603 ราย ซึ่งหากหยุดพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยระงับให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่ง จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาพรวมของการเกิดอุบัติเหตุลดลงเพียงเล็ก น้อย
โดย นายแพทย์ ธนะพงศ์ กล่าวให้ความเห็น ว่า มาตรการที่ดำเนินการอยู่อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นการวางนโยบายการป้องกันอุบัติเหตุจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายให้เข้มงวด ประเมินผลและปรับเปลี่ยนทรัพยากร รวมทั้งแนวทางการทำงาน รวมทั้งศึกษามาตรการที่ปลอดภัยในการโดยสารรถประเภทต่างๆ และทบทวนมาตรการควบคุมการเมาแล้วขับ โดยเฉพาะในเยาวชน เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตด้วย
จาก ข้อมูลดังกล่าว แสดงให้รู้ว่า ในสังคมไทยทุกวันนี้ ยังมี "คนเป็นๆ" ที่เป็นห่วงความเป็น ความตายของ ผู้ขับขี่รถยนต์อย่างเต็มที่ แต่ คนซึ่ง "ตายไปแล้ว"เหล่านั้น จะเข้าใจบ้างไหมว่า ทำไม คนตาย(ที่ยังอยู่) จึง ยังคงห่วง คนตาย(ที่ตายไปแล้ว)
หากจะ ให้ คนเป็น ตอบ คงบอกได้ว่า เพราะ คนเป็นวันนี้ ไม่อยาก ให้ คนเป็น ต้องกลายเป็น คนตายในวันข้างหน้า นั่นเอง
ส่วน ใครจะเชื่อมากน้อยแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับ ใจของคนแต่ละคน ว่า ตัวเองจะ ตั้งเป้ามหมายในชีวิต ว่าจะ มีสถานภาพในประเภทใด ...จะเป็น คนเป็น(ที่ห่วงคนตาย)ต่อไป หรือ จะ เป็น คนตาย (ที่ไม่ใส่ใจกับคนเป็นต่อไป)
หากคิดได้ว่า การ อยู่ ในสถานภาพ "คนเป็น" ดีกว่า อยู่ในสถานภาพ "คนตาย" ก็ขอให้ เชื่อในคำแนะนำของ คนเป็น กันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆที่มี วันหยุดยาวนาน เพราะ ในช่วงเทศกาลดังกล่าว คนส่วนใหญ่มักจะออกนอกบ้านเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆมากขึ้น จึงทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวถึงการวิเคราะห์สถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลคงที่มาเป็นเวลา 4 ปี อยู่ระหว่าง 361-373 ราย หรือ 52 รายต่อวัน เมื่อพิจารณาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ พบว่า ข้อมูลผู้เสียชีวิต ทั้งผู้ขับและโดยสารที่ ทราบประวัติการดื่มสุรา จากศูนย์นเรนทร สาเหตุหลักยังเป็นเมาสุรา 39.36 % สัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 58.6% สูงกว่าสัดส่วนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยผู้เสียชีวิตช่วงเทศกาลเกินครึ่งหรือ 59.3% เป็นผู้ขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ในจำนวนนี้ 91% ไม่สวมหมวกกันน็อค และยังพบว่าวันที่ 14 เม.ย. ผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ทั้งหมด 100% ไม่สวมหมวกกันน็อค
จาก ข้อมูลอันหลังนี้ เห็นได้ชัดเจนถึงอันตรายจากการขับขี่จักรยานยนต์ ในรูปลักษณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก และ ทำให้เห็นเพิ่มเติมอีกว่า อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตจากการขับขี่รถจักรยานยนต์นั้น ง่ายกว่า การขับขี่รถประเภทอื่นๆ เลยทำให้ คิดว่า จะมีใคร นึกถึง ต้นเหตุแห่งการเกิดความตายที่เป็นต้นตอกันบ้างไหม
ทุก วันนี้ การหาซื้อ จักรยานต์เพื่อมาใช้ขับขี่ มันง่ายยิ่งกว่า การซื้อวัว ซื้อควายซะอีก คน โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นจึงมีโอกาสง่ายที่จะเป็นเจ้าของจักรยานยนต์
และ เมื่อ โอกาสการเป็นเจ้าของ ของพวกวัยรุ่นต่อการมีจักรยานยนต์ได้ง่ายขึ้น ปริมาณวัยรุ่น วัยคะนองที่ใช้จักรยานยนต์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เมื่อ เป็นอย่างนี้ โอกาสที่จะให้สถิติการตายเพราะจักรยานยนต์ของพวกวัยรุ่นลดลงคงจะเป็นไปได้ ยาก
"99บาท ออกรถได้เลย" "ปานมณี"แก่จนปานนี้แล้ว เห็นป้ายเชื้อเชิญแบบนั้น ยังอยากจะเดินเข้าไปออกรถจักรยานยนต์มาขี่สักคันเลย
ปานมณี
ที่มา: นสพ.แนวหน้าออนไลน์ 28/4/2010
ที่ อยากรู้เพราะ เห็น แต่ข่าว คนเป็น ทั้งองค์กรณ์ของรัฐ องค์กรของเอกชน พยายามจะสร้างกฎ สร้างระเบียบ สร้างโครงการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อหาทางลดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนน เริ่มตั้งแต่ ให้รู้จักกฎจราจร ให้รู้จักการใช้รถอย่างปลอดภัย ให้รู้จัก วิธีเอาตัวรอดเมื่อต้องเจอกับอุบัติเหตุ แม้กระทั่ง พยายามห้าม ไม่ให้ ผู้ใช้รถใช้ถนน ดื่มเครื่องดองของเมา ที่จะทำให้ ศักยภาพในการขับรถถดถอยลงไป
แต่แม้ "คนเป็น"เหล่านี้จะใช้ความพยายามทุกอย่าง สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ก็ไม่มีผลลัพธ์ออกมาเป็นที่พอใจ
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เปิดเผยให้ทราบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน ในปี 2553 นี้ว่า การเสียชีวิตของผู้ขับขี่และโดยสารรถปิกอัพ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากปี 2552 อยู่ที่ 13.39% เป็น 17.78% หรือ 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิต และยังพบว่า รถปิคอัพเป็นคู่กรณีที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ 27.46% เป็น 30.37% และในช่วงการเดินทางไป กลับ วันที่ 12 เม.ย. รถปิคอัพเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 42.65% และวันที่ 17 เม.ย. รถปิคอัพเป็นต้นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 48.94% ทั้งนี้ การเข้มงวดผู้กระทำผิดแม้ว่าจะมียอดการเรียกตรวจลดลง แต่สามารถบังคับคดีได้ถึง 501,593 ราย หรือเพิ่มขึ้น 23% โดยเฉพาะกรณีขับขี่รถเร็ว จับกุมได้เพิ่มขึ้นถึง 47% ส่วนคดีอื่นที่เป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ สามารถจับกุมกรณีขับรถย้อนศร 19,410 ราย ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 14,536 ราย ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ 8,624 ราย และ แซงในที่คับขัน 8,603 ราย ซึ่งหากหยุดพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยระงับให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่ง จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาพรวมของการเกิดอุบัติเหตุลดลงเพียงเล็ก น้อย
โดย นายแพทย์ ธนะพงศ์ กล่าวให้ความเห็น ว่า มาตรการที่ดำเนินการอยู่อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นการวางนโยบายการป้องกันอุบัติเหตุจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายให้เข้มงวด ประเมินผลและปรับเปลี่ยนทรัพยากร รวมทั้งแนวทางการทำงาน รวมทั้งศึกษามาตรการที่ปลอดภัยในการโดยสารรถประเภทต่างๆ และทบทวนมาตรการควบคุมการเมาแล้วขับ โดยเฉพาะในเยาวชน เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตด้วย
จาก ข้อมูลดังกล่าว แสดงให้รู้ว่า ในสังคมไทยทุกวันนี้ ยังมี "คนเป็นๆ" ที่เป็นห่วงความเป็น ความตายของ ผู้ขับขี่รถยนต์อย่างเต็มที่ แต่ คนซึ่ง "ตายไปแล้ว"เหล่านั้น จะเข้าใจบ้างไหมว่า ทำไม คนตาย(ที่ยังอยู่) จึง ยังคงห่วง คนตาย(ที่ตายไปแล้ว)
หากจะ ให้ คนเป็น ตอบ คงบอกได้ว่า เพราะ คนเป็นวันนี้ ไม่อยาก ให้ คนเป็น ต้องกลายเป็น คนตายในวันข้างหน้า นั่นเอง
ส่วน ใครจะเชื่อมากน้อยแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับ ใจของคนแต่ละคน ว่า ตัวเองจะ ตั้งเป้ามหมายในชีวิต ว่าจะ มีสถานภาพในประเภทใด ...จะเป็น คนเป็น(ที่ห่วงคนตาย)ต่อไป หรือ จะ เป็น คนตาย (ที่ไม่ใส่ใจกับคนเป็นต่อไป)
หากคิดได้ว่า การ อยู่ ในสถานภาพ "คนเป็น" ดีกว่า อยู่ในสถานภาพ "คนตาย" ก็ขอให้ เชื่อในคำแนะนำของ คนเป็น กันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆที่มี วันหยุดยาวนาน เพราะ ในช่วงเทศกาลดังกล่าว คนส่วนใหญ่มักจะออกนอกบ้านเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆมากขึ้น จึงทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวถึงการวิเคราะห์สถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลคงที่มาเป็นเวลา 4 ปี อยู่ระหว่าง 361-373 ราย หรือ 52 รายต่อวัน เมื่อพิจารณาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ พบว่า ข้อมูลผู้เสียชีวิต ทั้งผู้ขับและโดยสารที่ ทราบประวัติการดื่มสุรา จากศูนย์นเรนทร สาเหตุหลักยังเป็นเมาสุรา 39.36 % สัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 58.6% สูงกว่าสัดส่วนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยผู้เสียชีวิตช่วงเทศกาลเกินครึ่งหรือ 59.3% เป็นผู้ขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ในจำนวนนี้ 91% ไม่สวมหมวกกันน็อค และยังพบว่าวันที่ 14 เม.ย. ผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ทั้งหมด 100% ไม่สวมหมวกกันน็อค
จาก ข้อมูลอันหลังนี้ เห็นได้ชัดเจนถึงอันตรายจากการขับขี่จักรยานยนต์ ในรูปลักษณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก และ ทำให้เห็นเพิ่มเติมอีกว่า อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตจากการขับขี่รถจักรยานยนต์นั้น ง่ายกว่า การขับขี่รถประเภทอื่นๆ เลยทำให้ คิดว่า จะมีใคร นึกถึง ต้นเหตุแห่งการเกิดความตายที่เป็นต้นตอกันบ้างไหม
ทุก วันนี้ การหาซื้อ จักรยานต์เพื่อมาใช้ขับขี่ มันง่ายยิ่งกว่า การซื้อวัว ซื้อควายซะอีก คน โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นจึงมีโอกาสง่ายที่จะเป็นเจ้าของจักรยานยนต์
และ เมื่อ โอกาสการเป็นเจ้าของ ของพวกวัยรุ่นต่อการมีจักรยานยนต์ได้ง่ายขึ้น ปริมาณวัยรุ่น วัยคะนองที่ใช้จักรยานยนต์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เมื่อ เป็นอย่างนี้ โอกาสที่จะให้สถิติการตายเพราะจักรยานยนต์ของพวกวัยรุ่นลดลงคงจะเป็นไปได้ ยาก
"99บาท ออกรถได้เลย" "ปานมณี"แก่จนปานนี้แล้ว เห็นป้ายเชื้อเชิญแบบนั้น ยังอยากจะเดินเข้าไปออกรถจักรยานยนต์มาขี่สักคันเลย
ปานมณี
ที่มา: นสพ.แนวหน้าออนไลน์ 28/4/2010
ความเหมาะสมแห่งวัย งานแห่งชาติที่ผู้ใหญ่ต้องใส่ใจ
.. ในเมื่อสังคมวันนี้ ผู้ใหญ่ยิ่งดื้อ ยิ่งไม่ใช้สมองคิด มากเท่าไร วิถีชีวิตของเด็กก็ยิ่งแย่กว่าผู้ใหญ่อีกเป็นทวีคูณ
พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใหญ่ไม่ดี และไม่สามารถทำดีให้เด็กเห็นได้ ก็ไม่สามารถอบรมสั่งสอนให้เด็กเชื่อถือที่จะทำความดีได้ด้วย
ดัง นั้น การจะปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี จะต้องมีตัวอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ก่อน
มิ ฉะนั้นมันก็จะไม่แตกต่างจากไปลักษณะของแม่ปูที่เดินโย้เย้พาลูกปูเดินตามกัน ไปเป็นกระพรวนหรอก แล้วแม่ปูก็ดุด่าลูกปูว่า ให้เดินตรงๆหน่อยซี
สังคม ไทยวันนี้ ความพิการของสังคม เกิดขึ้นจากคุณภาพชีวิตของผู้ใหญ่ เมื่อคุณภาพชีวิตของผู้ใหญ่ไม่ดีเสียแล้ว ก็จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงเด็ก
เมื่อ สังคมไม่ดีของผู้ใหญ่คุกคามเข้ามาสู่สังคมที่บริสุทธิ์ของเด็กๆ เด็กเหล่านั้นก็จะซึมซับสิ่งไม่ดีทั้งหมดใส่ไว้กับตัวเอง โดยแยกไม่ออกเลยว่า อะไรควรอะไรไม่ควร
จึงบอกได้เลยว่า การจะจัดเรตติ้งทางทีวี โดยตั้งความหวังจะให้ เด็กได้รับ และได้พบเห็นแต่สิ่งที่ดีๆนั้น.....ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน
เหตุผล เพราะ เด็กสามารถตื่นลืมตามาดูสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ดูได้อย่างสบายๆ ในยามค่ำคืนที่มีรายการที่ไม่ให้เด็กดู
เหตุผล เพราะเด็กยิ่งรู้ว่า มีรายการต้องห้ามของเด็กอยู่ในช่วงใดๆ เด็กจะตั้งตารอคอย....เหมือนพวกผู้ใหญ่ที่รอดูรายการฟุตบอลตอนตีสองตีสาม นั่นแหละ
ผู้ใหญ่ยังทำได้ แล้วทำไมเด็กจะทำไม่ได้
นอกจาก เหตุผลดังกล่าวแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆอีก ที่สามารถทำให้เด็กพบกับสิ่งที่ไม่ดีได้ โดยผู้ใหญ่ลืมนึกถึง
สิ่ง ที่ว่านี้คือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์
ท่ามกลางการเอาเป็นเอาตาย ที่ผู้ใหญ่จะจัดเรตติ้งรายการทีวีให้เด็กดู
แต่จะมีผู้ใหญ่คนใดนึก บ้างว่า สิ่งที่เด็กถูกมอมเมาอย่างเอาเป็นตายในเวลานี้นั้น ไม่ใช่มาจากรายการทีวีหรอก แต่มาจาก การโฆษณาที่ยัดเยียดเด็กอยู่ทุกวี่ทุกวันนั่นเอง
จะมีใครคิดควบคุม เรตติ้งโฆษณา และควบคุมพฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้างไหม
ถ้าทำได้ ไม่ต้องไปจำกัดเรตติ้งทีวีหรอก เพราะทุกวันนี้รายการทีวีไทย ล้วนแล้วแต่หน่อมแน้ม สร้างแรงจูงใจให้กับคนดูไม่ได้หรอก ....นอกจากสร้างความเขลาให้แก่คนดูได้เท่านั้นเอง
ปานมณี
ที่มา: แนวหน้าออนไลน์ 13/6/2007
พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใหญ่ไม่ดี และไม่สามารถทำดีให้เด็กเห็นได้ ก็ไม่สามารถอบรมสั่งสอนให้เด็กเชื่อถือที่จะทำความดีได้ด้วย
ดัง นั้น การจะปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี จะต้องมีตัวอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ก่อน
มิ ฉะนั้นมันก็จะไม่แตกต่างจากไปลักษณะของแม่ปูที่เดินโย้เย้พาลูกปูเดินตามกัน ไปเป็นกระพรวนหรอก แล้วแม่ปูก็ดุด่าลูกปูว่า ให้เดินตรงๆหน่อยซี
สังคม ไทยวันนี้ ความพิการของสังคม เกิดขึ้นจากคุณภาพชีวิตของผู้ใหญ่ เมื่อคุณภาพชีวิตของผู้ใหญ่ไม่ดีเสียแล้ว ก็จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงเด็ก
เมื่อ สังคมไม่ดีของผู้ใหญ่คุกคามเข้ามาสู่สังคมที่บริสุทธิ์ของเด็กๆ เด็กเหล่านั้นก็จะซึมซับสิ่งไม่ดีทั้งหมดใส่ไว้กับตัวเอง โดยแยกไม่ออกเลยว่า อะไรควรอะไรไม่ควร
จึงบอกได้เลยว่า การจะจัดเรตติ้งทางทีวี โดยตั้งความหวังจะให้ เด็กได้รับ และได้พบเห็นแต่สิ่งที่ดีๆนั้น.....ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน
เหตุผล เพราะ เด็กสามารถตื่นลืมตามาดูสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ดูได้อย่างสบายๆ ในยามค่ำคืนที่มีรายการที่ไม่ให้เด็กดู
เหตุผล เพราะเด็กยิ่งรู้ว่า มีรายการต้องห้ามของเด็กอยู่ในช่วงใดๆ เด็กจะตั้งตารอคอย....เหมือนพวกผู้ใหญ่ที่รอดูรายการฟุตบอลตอนตีสองตีสาม นั่นแหละ
ผู้ใหญ่ยังทำได้ แล้วทำไมเด็กจะทำไม่ได้
นอกจาก เหตุผลดังกล่าวแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆอีก ที่สามารถทำให้เด็กพบกับสิ่งที่ไม่ดีได้ โดยผู้ใหญ่ลืมนึกถึง
สิ่ง ที่ว่านี้คือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์
ท่ามกลางการเอาเป็นเอาตาย ที่ผู้ใหญ่จะจัดเรตติ้งรายการทีวีให้เด็กดู
แต่จะมีผู้ใหญ่คนใดนึก บ้างว่า สิ่งที่เด็กถูกมอมเมาอย่างเอาเป็นตายในเวลานี้นั้น ไม่ใช่มาจากรายการทีวีหรอก แต่มาจาก การโฆษณาที่ยัดเยียดเด็กอยู่ทุกวี่ทุกวันนั่นเอง
จะมีใครคิดควบคุม เรตติ้งโฆษณา และควบคุมพฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้างไหม
ถ้าทำได้ ไม่ต้องไปจำกัดเรตติ้งทีวีหรอก เพราะทุกวันนี้รายการทีวีไทย ล้วนแล้วแต่หน่อมแน้ม สร้างแรงจูงใจให้กับคนดูไม่ได้หรอก ....นอกจากสร้างความเขลาให้แก่คนดูได้เท่านั้นเอง
ปานมณี
ที่มา: แนวหน้าออนไลน์ 13/6/2007
Thursday, April 29, 2010
ปฏิรูปผิดพลาด 10 ปี คุณภาพการศึกษายิ่งสาหัสขึ้นทุกที
** นักการศึกษาชี้ “โอเน็ต “ตกต่ำเพราะ ปฏิรูปผิดพลาด 10 ปี คุณภาพการศึกษายิ่งสาหัสขึ้นทุกที จี้ “อภิสิทธิ์” รับเจ้าภาพ ดูแลเอง
วันที่ 7 เม.ย.52 จากผลการวิเคราะห์คะแนนสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอ เน็ต ระดับชั้น ป.6 , ม. 3 และ ม.6 ซึ่งพบว่า คะแนนเฉลี่ยตกหมดทุกวิชา แสดงถึงคุณภาพเด็กไทยที่ตกต่ำลงนั้น
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย ว่า ข้อมูลของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยยิ่งอยู่ในระบบการศึกษานานเท่าไร ยิ่งคุณภาพลดต่ำลง และปัญหาคุณภาพการศึกษาก็ลามเข้ามาถึงระดับอุดมศึกษาแล้ว เพราะได้เด็กที่มีด้อยคุณภาพเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งนี้คุณภาพการศึกษาที่ดิ่งเหวลงไปทุกขณะ กลับไม่มีเจ้าภาพหรือฝ่ายใดเข้ามาแสดงความรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ จึงยิ่งทำให้คุณภาพการศึกษาสาหัสขึ้นทุกที แต่หาผู้รับผิดชอบไม่ได้
รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พบได้ชัดเจนจากการสอบโอเน็ต 4 ปีที่ผ่านมาคือข้อสอบโอเน็ตของ สทศ.เน้นการคิด วิเคราะห์ หาเหตุผล แต่กระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนยังเป็นแบบท่องจำ 80-90% เป็นเรื่องที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เป็นตลกทางการศึกษาที่ขำไม่ออก ดังนั้นโรงเรียนจะต้องเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนรู้ครั้งใหญ่ ส่วนฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.ศึกษาธิการ ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา เพราะไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โดยวางเป้าหมายไว้ว่า 2 ปีจากนี้ จะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างไร เช่นร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ ในการผลิตซอฟแวร์และกระจายองค์ความรู้ในวิชาหลักทั้ง 5 ไปให้ถึงตัวเด็ก ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ทั้ง ช่อง 11 และ ทีวีไทย
“10 ปีของการปฏิรูปการศึกษา ได้ผลิดอกออกผลออกมาแล้วว่า คุณภาพของเด็กไทยลดต่ำลงเรื่อยๆ เป็นการล้มเหลวด้านคุณภาพการศึกษาอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน เข้าสู่เงินเดือนและวิทยฐานะใหม่ ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ผิดพลาดมหาศาล เป็นผลร้ายของการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่ผ่านมา ผมอยากเสนอว่า งานการศึกษาอยู่เหนือบ่ากว่าแรงของนายจุรินทร์ และ รมช.ศึกษาธิการ 2 คนแล้ว ควรให้นายอภิสิทิธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ลงมาดูแล้วเองได้แล้ว”รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ที่มา: สยามรัฐออนไลน์ 7 เมษายน 2552
================วันที่ 7 เม.ย.52 จากผลการวิเคราะห์คะแนนสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอ เน็ต ระดับชั้น ป.6 , ม. 3 และ ม.6 ซึ่งพบว่า คะแนนเฉลี่ยตกหมดทุกวิชา แสดงถึงคุณภาพเด็กไทยที่ตกต่ำลงนั้น
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย ว่า ข้อมูลของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยยิ่งอยู่ในระบบการศึกษานานเท่าไร ยิ่งคุณภาพลดต่ำลง และปัญหาคุณภาพการศึกษาก็ลามเข้ามาถึงระดับอุดมศึกษาแล้ว เพราะได้เด็กที่มีด้อยคุณภาพเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งนี้คุณภาพการศึกษาที่ดิ่งเหวลงไปทุกขณะ กลับไม่มีเจ้าภาพหรือฝ่ายใดเข้ามาแสดงความรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ จึงยิ่งทำให้คุณภาพการศึกษาสาหัสขึ้นทุกที แต่หาผู้รับผิดชอบไม่ได้
รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พบได้ชัดเจนจากการสอบโอเน็ต 4 ปีที่ผ่านมาคือข้อสอบโอเน็ตของ สทศ.เน้นการคิด วิเคราะห์ หาเหตุผล แต่กระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนยังเป็นแบบท่องจำ 80-90% เป็นเรื่องที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เป็นตลกทางการศึกษาที่ขำไม่ออก ดังนั้นโรงเรียนจะต้องเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนรู้ครั้งใหญ่ ส่วนฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.ศึกษาธิการ ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา เพราะไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โดยวางเป้าหมายไว้ว่า 2 ปีจากนี้ จะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างไร เช่นร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ ในการผลิตซอฟแวร์และกระจายองค์ความรู้ในวิชาหลักทั้ง 5 ไปให้ถึงตัวเด็ก ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ทั้ง ช่อง 11 และ ทีวีไทย
“10 ปีของการปฏิรูปการศึกษา ได้ผลิดอกออกผลออกมาแล้วว่า คุณภาพของเด็กไทยลดต่ำลงเรื่อยๆ เป็นการล้มเหลวด้านคุณภาพการศึกษาอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน เข้าสู่เงินเดือนและวิทยฐานะใหม่ ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ซึ่งเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ผิดพลาดมหาศาล เป็นผลร้ายของการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่ผ่านมา ผมอยากเสนอว่า งานการศึกษาอยู่เหนือบ่ากว่าแรงของนายจุรินทร์ และ รมช.ศึกษาธิการ 2 คนแล้ว ควรให้นายอภิสิทิธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ลงมาดูแล้วเองได้แล้ว”รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ที่มา: สยามรัฐออนไลน์ 7 เมษายน 2552
วิธีการประเมินวิทยฐานะของคุณครู อาจารย์ทั้งหลายก็ผิดพลาด เพราะไม่ได้เน้นการนำผลการสอนมาพิจารณา แต่เน้นการทำวิจัยที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีการจ้างการทำผลงานต่าง ๆ มัวแต่นั่งติดตามผลงานของตัวเอง จนลืมเด็กนักเรียนตาดำ ๆ แล้วเด็กจะมีความรู้ไปได้ยังไง ..เฮ้อ เหนื่อยใจจิง ๆ
ชีวิตเป็นของมีค่า: Life is a gift
เรื่องราวซึ้ง ๆ ของหญิงสาวตาบอดคนหนึ่ง ที่เกลียดตัวเอง เกลียดโชคชะตาที่ทำให้เธอตาบอด จนพาลไปเกลียดทุก ๆ คนรอบตัวเธอไปด้วย แต่ทว่าเธอกลับทุ่มสุดหัวใจรักแฟนหนุ่มที่ทำทุกอย่างเพื่อเธอ และให้กำลังใจเธอในทุก ๆ สถานการณ์ เธอบอกกับแฟนหนุ่มของเธอว่า “ถ้าฉันได้กลับมาเห็นโลกที่สวยงามอีกครั้ง ฉันจะแต่งงานกับเธอ”
และแล้ววันหนึ่งได้มีผู้ใจบุญบริจาคดวงตามาให้เธอ หลังจากการผ่าตัดที่ผ่านพ้นไปด้วยดี และแล้วก็มาถึงวันที่ถอดผ้าพันแผลออก ทำให้เธอได้มองเห็นโลกอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งได้เห็นแฟนหนุ่มที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แล้วแฟนหนุ่มก็ถามเธอว่า “ผมดีใจที่คุณมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะขอคุณแต่งงานตามที่สัญญากันไว้ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับ”
หญิงสาวมองหน้าแฟนหนุ่มของเธอและเห็นว่า แฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอตกใจอย่างมากกับตาที่ปิดสนิทของแฟนหนุ่ม และไม่คาดฝันมาก่อนว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอคิดว่าเธอคงทนไม่ได้ ที่จะต้องอยู่ ต้องเห็นแฟนหนุ่มที่ตาบอดนี้ไปตลอดชีวิตของเธอ ทำให้เธอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเค้า
แฟนหนุ่มของเธอจากไปพร้อมกับความเศร้าโศกเสียใจ และ น้ำตาที่นองหน้า และหลายวันต่อมาเธอก็ได้พบข้อความที่แฟนหนุ่มเขียนให้เธอว่า “ช่วยดูแลตาของคุณให้ดีที่สุดนะครับที่รัก เพราะก่อนที่ตาคู่นี้จะเป็นของคุณ มันเคยเป็นของผมมาก่อน”
นี่คือเรื่องราวที่อาจจะเกิดกับใครหลาย ๆ คน โดยเมื่อสถานะของเราเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ความคิดเปลี่ยนตามไปด้วย บางคนลืมไปเลยว่าชีวิตในอดีตของตนเคยเป็นอย่างไรมาก่อนหน้านี้ ลืมสิ่งที่เคยมีความสำคัญกับเราอย่างมากในอดีต และบางครั้งก็ลืมไปว่าใครที่เคยอยู่เคียงข้างเรา ช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ชีวิต คือ ของขวัญอันล้ำค่า
ในทุกวัน ก่อนที่เราจะพูดถ้อยคำที่หยาบคาบ หรือ ทำร้ายจิตใจใคร ออกไปนั้น จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เปล่งเสียงพูดออกมา
และแล้ววันหนึ่งได้มีผู้ใจบุญบริจาคดวงตามาให้เธอ หลังจากการผ่าตัดที่ผ่านพ้นไปด้วยดี และแล้วก็มาถึงวันที่ถอดผ้าพันแผลออก ทำให้เธอได้มองเห็นโลกอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งได้เห็นแฟนหนุ่มที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แล้วแฟนหนุ่มก็ถามเธอว่า “ผมดีใจที่คุณมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะขอคุณแต่งงานตามที่สัญญากันไว้ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับ”
หญิงสาวมองหน้าแฟนหนุ่มของเธอและเห็นว่า แฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอตกใจอย่างมากกับตาที่ปิดสนิทของแฟนหนุ่ม และไม่คาดฝันมาก่อนว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอคิดว่าเธอคงทนไม่ได้ ที่จะต้องอยู่ ต้องเห็นแฟนหนุ่มที่ตาบอดนี้ไปตลอดชีวิตของเธอ ทำให้เธอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเค้า
แฟนหนุ่มของเธอจากไปพร้อมกับความเศร้าโศกเสียใจ และ น้ำตาที่นองหน้า และหลายวันต่อมาเธอก็ได้พบข้อความที่แฟนหนุ่มเขียนให้เธอว่า “ช่วยดูแลตาของคุณให้ดีที่สุดนะครับที่รัก เพราะก่อนที่ตาคู่นี้จะเป็นของคุณ มันเคยเป็นของผมมาก่อน”
นี่คือเรื่องราวที่อาจจะเกิดกับใครหลาย ๆ คน โดยเมื่อสถานะของเราเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ความคิดเปลี่ยนตามไปด้วย บางคนลืมไปเลยว่าชีวิตในอดีตของตนเคยเป็นอย่างไรมาก่อนหน้านี้ ลืมสิ่งที่เคยมีความสำคัญกับเราอย่างมากในอดีต และบางครั้งก็ลืมไปว่าใครที่เคยอยู่เคียงข้างเรา ช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ชีวิต คือ ของขวัญอันล้ำค่า
ในทุกวัน ก่อนที่เราจะพูดถ้อยคำที่หยาบคาบ หรือ ทำร้ายจิตใจใคร ออกไปนั้น จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เปล่งเสียงพูดออกมา
- ก่อนที่จะบ่นถึงรสชาดอาหารที่รับประทาน จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่อาหารที่จะกินในแต่ละมื้อ
- ก่อนที่เราจะบ่นถึงข้อเสียของภรรยาหรือสามีนั้น จงนึกถึงคนที่เฝ้าสวดมนต์ขอพรเพียงเพื่อจะมีเพื่อน หรือคนมาเคียงข้างเท่านั้น
- ก่อนที่เราจะบ่นถึงการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จงนึกถึงบางคนที่ต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
- ก่อนที่เราจะบ่นเรื่องที่ลูก ๆ ของเรา จงนึกถึงคนที่พยายามอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถแม้แต่จะมีลูกได้
- ก่อนที่เราจะว่าบ้านเราสกปรก รกรุงรัง เพราะสมาชิกในบ้านไม่ใส่ใจทำความสะอาด จงนึกถึงคนที่ต้องใช้ชีวิตอันแสนลำบากอยู่ข้างถนน
- ก่อนที่จะบ่น และรู้สึกท้อกับระยะทางที่คุณต้องขับรถไป จงนึกถึงคนที่จำเป็นต้องเดินทางในระยะทางเดียวกับเรา ด้วยการเดินเท้า
- ก่อนที่เราจะรู้สึกเหนื่อย ท้อ และ บ่นถึงงานที่ทำ และรับผิดชอบอยู่ จงนึกถึงผู้พิการที่ยินดีจะแลกทุกอย่าง เพียงเพื่อมีโอกาสได้ทำงานแบบเรา
- ก่อนที่เราจะชี้มือด่าว่า หรือวิจารณ์ข้อผิดพลาดของผู้อื่น จงคำนึงว่าเราทุกคนต่างก็เคยมีความผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น และเมื่อความรู้สึกสลด หดหู่ พยายามจะทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย จงต่อสู้ด้วยใบหน้าที่เต็มใบด้วยรอยยิ้มของเรา และคิดเสมอว่า เรายังมีชีวิตที่เป็นของขวัญอันล้ำค่าอยู่
- ถ้าเราให้อภัยคุณที่คุณเคยทำอะไรผิดหรือเคยทำอะไรแย่ ๆ แล้วคุณจะให้อภัยคนอื่นไหม
Tuesday, April 27, 2010
หมอแนะสตรีมีอาการก่อนมีประจำเดือนกินยา แล้วออกกำลังกายฝึกสมาธิช่วยได้
อาการก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิงส่งผลกระทบต่อการทำงานและกิจกรรมทาง สังคม รวมทั้งกระทบถึงความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้างอีกด้วย ทั้งนี้จากการประชุมวิชาการของราชวิทยาลัยสูตินารีแพทย์แห่งประเทศไทย
วันที่ 22 เม.ย. 2553 ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้หญิงไทยจำนวนมากไม่รู้จักและไม่ทราบด้วยว่าตัวเองมีอาการไม่พึง ประสงค์ก่อนมีประจำเดือน หรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน อีกทั้งยังไม่มีการตื่นตัวเกี่ยวกับกลุ่มอาการดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ส่งผลให้ผู้หญิงไทยจำนวนมากต้องเผชิญภาวะเครียด หงุดหงิด และอารมณ์แปรปรวน โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ ซึ่งอาจมาจากอาการดังกล่าว และนับวันสถานการณ์กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนในผู้หญิงไทยยิ่งมีแนวโน้มสูง ขึ้น ก่อให้เกิดความแปรปรวนทางร่างกายและจิตใจ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและความสัมพันธ์ต่อผู้คนรอบข้าง
อาจารย์ หมอสุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ทางวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ สาธารณสุข จุฬาฯ ได้ทำการวิจัยโดยการสำรวจ ภายใต้หัวข้อ "กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนในผู้หญิงไทย" ซึ่งพบว่า กลุ่มอาการดังกล่าวแบ่งเป็น อาการทางด้านร่างกาย อาทิ คัดตึงเต้านม, ท้องอืดน้ำหนักขึ้น, ปวดศีรษะ, มือเท้าบวม, นอนไม่หลับ และอยากอาหารมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอาการทางอารมณ์ อาทิ หงุดหงิด, กระวนกระวาย, ซึมเศร้า, อารมณ์แปรปรวน, สับสน, เครียด, ขาดสมาธิ, ปลีกตัวออกจากสังคม และจากการสำรวจในกลุ่มผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 18-45 ปี อาศัยในเขตกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 100 คน พบว่า 58% ของผู้หญิงไทยเกิดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน โดยได้ รับผลกระทบทางด้านอารมณ์มากที่สุด และก่อให้เกิดความกังวลมากกว่าผลกระทบด้านร่างกาย นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงความ เครียดและวิถีการดำเนินชีวิต เป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนได้เช่นกัน ส่วนวิธีการปฏิบัติสำหรับผู้มีอาการดังกล่าว คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต และฝึกควบคุมจิตใจและอารมณ์ รับประทานวิตามิน อาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง
นอกจากนี้ นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชา สูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงผลการวิจัยสารดรอสไพริโนนในฮอร์โมนสูตร 24/4 ที่ล่าสุดได้มีการคิดค้นยาคุมกำเนิดสูตร 24/4 ประกอบด้วยสารโปรเจสโตเจน สังเคราะห์ตัวใหม่ ซึ่งองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองว่า สามารถรักษาอาการอันเนื่อง มาจากกลุ่มอาการก่อนมีประเดือนชนิดรุนแรงได้ โดยผลจากการวิจัยพบว่า สารดรอสไพริโนนในฮอร์โมนสูตร 24/4 มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา ใกล้เคียงกับฮอร์โมนโปรเจสโตเจนในธรรมชาติ จะช่วยในกลไกยับยั้งการบวมคั่งของน้ำในร่างกาย ตัวการของน้ำหนักตัวที่เพิ่มโดยไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ สารตัวนี้ยังช่วยในกลไกรักษาสิว อย่างไรก็ตาม การรักษาหรือกินยา ในกรณีของผู้มีอาการก่อนมีประจำเดือนควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม พร้อมควรปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ฝึกสมาธิ เพื่อให้จิตใจสงบ, พักผ่อนให้เพียงพอ หรือหลีกเลี่ยงความเครียด เป็นต้น
ที่มา: ไทยรัีฐออนไลน์ ทีมข่าวหน้าสตรี อังคารที่ 27 เมษายน 2553
วันที่ 22 เม.ย. 2553 ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้หญิงไทยจำนวนมากไม่รู้จักและไม่ทราบด้วยว่าตัวเองมีอาการไม่พึง ประสงค์ก่อนมีประจำเดือน หรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน อีกทั้งยังไม่มีการตื่นตัวเกี่ยวกับกลุ่มอาการดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ส่งผลให้ผู้หญิงไทยจำนวนมากต้องเผชิญภาวะเครียด หงุดหงิด และอารมณ์แปรปรวน โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ ซึ่งอาจมาจากอาการดังกล่าว และนับวันสถานการณ์กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนในผู้หญิงไทยยิ่งมีแนวโน้มสูง ขึ้น ก่อให้เกิดความแปรปรวนทางร่างกายและจิตใจ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและความสัมพันธ์ต่อผู้คนรอบข้าง
อาจารย์ หมอสุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ทางวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ สาธารณสุข จุฬาฯ ได้ทำการวิจัยโดยการสำรวจ ภายใต้หัวข้อ "กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนในผู้หญิงไทย" ซึ่งพบว่า กลุ่มอาการดังกล่าวแบ่งเป็น อาการทางด้านร่างกาย อาทิ คัดตึงเต้านม, ท้องอืดน้ำหนักขึ้น, ปวดศีรษะ, มือเท้าบวม, นอนไม่หลับ และอยากอาหารมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอาการทางอารมณ์ อาทิ หงุดหงิด, กระวนกระวาย, ซึมเศร้า, อารมณ์แปรปรวน, สับสน, เครียด, ขาดสมาธิ, ปลีกตัวออกจากสังคม และจากการสำรวจในกลุ่มผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 18-45 ปี อาศัยในเขตกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 100 คน พบว่า 58% ของผู้หญิงไทยเกิดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน โดยได้ รับผลกระทบทางด้านอารมณ์มากที่สุด และก่อให้เกิดความกังวลมากกว่าผลกระทบด้านร่างกาย นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงความ เครียดและวิถีการดำเนินชีวิต เป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนได้เช่นกัน ส่วนวิธีการปฏิบัติสำหรับผู้มีอาการดังกล่าว คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต และฝึกควบคุมจิตใจและอารมณ์ รับประทานวิตามิน อาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง
นอกจากนี้ นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชา สูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงผลการวิจัยสารดรอสไพริโนนในฮอร์โมนสูตร 24/4 ที่ล่าสุดได้มีการคิดค้นยาคุมกำเนิดสูตร 24/4 ประกอบด้วยสารโปรเจสโตเจน สังเคราะห์ตัวใหม่ ซึ่งองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองว่า สามารถรักษาอาการอันเนื่อง มาจากกลุ่มอาการก่อนมีประเดือนชนิดรุนแรงได้ โดยผลจากการวิจัยพบว่า สารดรอสไพริโนนในฮอร์โมนสูตร 24/4 มีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา ใกล้เคียงกับฮอร์โมนโปรเจสโตเจนในธรรมชาติ จะช่วยในกลไกยับยั้งการบวมคั่งของน้ำในร่างกาย ตัวการของน้ำหนักตัวที่เพิ่มโดยไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ สารตัวนี้ยังช่วยในกลไกรักษาสิว อย่างไรก็ตาม การรักษาหรือกินยา ในกรณีของผู้มีอาการก่อนมีประจำเดือนควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม พร้อมควรปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ฝึกสมาธิ เพื่อให้จิตใจสงบ, พักผ่อนให้เพียงพอ หรือหลีกเลี่ยงความเครียด เป็นต้น
ที่มา: ไทยรัีฐออนไลน์ ทีมข่าวหน้าสตรี อังคารที่ 27 เมษายน 2553
วอลโว่ เรียบร้อยโรงเรียนจีน
สวีเดน - "วอลโว่" ยอดยนตรกรรมนิรภัย ต้องเปลี่ยนสัญชาติเป็นจีนเรียบร้อยแล้ว
หลังซีเจียง กีลีฯ ควัก กระเป๋า 1.8 พันล้านดอลล์ เข้าซื้อกิจการจากฟอร์ด หวังสยายปีกบุก ยุโรป
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า "ซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป" บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในจีน แผ่นดินใหญ่ ได้ลงนามภายหลังจากบรรลุข้อตกลงในการซื้อกิจการทั้งหมดของ วอลโว่ จากบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ จำนวนมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายงานข่าวแจ้งว่า การตกลงเข้าซื้อกิจการวอลโวข้างต้น จะนำเสนอ ให้คณะกรรมการ จัดระเบียบด้านตลาดหลักทรัพย์พิจารณาอนุมัติอีกครั้ง ภายหลัง จากทั้งซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป ลงนามใน ข้อตกลง ซึ่งมีขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของวอลโว่ คาร์ส ในเมือง
โกเต เบิร์ก ทางฝั่งตะวันตกของประเทศสวีเดน
พร้อมกันนี้ รายงานข่าวระบุว่า หลี่ ซูฟู ประธานผู้บริหารของกีลี และเลวิส บูธ ประธาน ผู้บริหารฝ่ายการเงินของฟอร์ด ซึ่งเป็นคู่สัญญาการซื้อขาย และหลี่ ยี่ ซง รัฐมนตรี อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน พร้อมด้วยมาอุด โอโลฟส์ สัน รัฐมนตรี ธุรกิจและพลังงานของสวีเดน ในฐานะพยาน ได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงซื้อขาย ดังกล่าว
รายงานข่าวยังเผยด้วยว่า การตัดสิน เข้าซื้อกิจการวอลโว่จากฟอร์ดอย่างเต็มรูป แบบของ ซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป ในครั้งนี้ มีขึ้นตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตรถยนต์อิสระ ของจีน แผ่นดินใหญ่รายนี้ ที่ต้องการขยายรุกตลาดรถยนต์เข้าไปในภูมิภาค ยุโรป ควบคู่ไป การ จำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้รับการคาดหมายจากหลายๆ ฝ่ายว่า ประเทศจีนจะเป็นตลาด รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลง ก็ได้แถลง ข่าวร่วมกันว่า มีความเชื่อมั่นเป็น อย่างยิ่งว่า จากการที่วอลโว่เข้าไปร่วมกิจการกับซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป ก็จะทำให้การ พัฒนาและการบริหาร รวมถึงการจัดจำหน่ายเพื่อทำกำไรของวอลโว่ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ที่มา: นสพ.สยามรัฐออนไลน์ 29 มีนาคม 2553
หลังซีเจียง กีลีฯ ควัก กระเป๋า 1.8 พันล้านดอลล์ เข้าซื้อกิจการจากฟอร์ด หวังสยายปีกบุก ยุโรป
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า "ซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป" บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในจีน แผ่นดินใหญ่ ได้ลงนามภายหลังจากบรรลุข้อตกลงในการซื้อกิจการทั้งหมดของ วอลโว่ จากบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ จำนวนมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายงานข่าวแจ้งว่า การตกลงเข้าซื้อกิจการวอลโวข้างต้น จะนำเสนอ ให้คณะกรรมการ จัดระเบียบด้านตลาดหลักทรัพย์พิจารณาอนุมัติอีกครั้ง ภายหลัง จากทั้งซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป ลงนามใน ข้อตกลง ซึ่งมีขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของวอลโว่ คาร์ส ในเมือง
โกเต เบิร์ก ทางฝั่งตะวันตกของประเทศสวีเดน
พร้อมกันนี้ รายงานข่าวระบุว่า หลี่ ซูฟู ประธานผู้บริหารของกีลี และเลวิส บูธ ประธาน ผู้บริหารฝ่ายการเงินของฟอร์ด ซึ่งเป็นคู่สัญญาการซื้อขาย และหลี่ ยี่ ซง รัฐมนตรี อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน พร้อมด้วยมาอุด โอโลฟส์ สัน รัฐมนตรี ธุรกิจและพลังงานของสวีเดน ในฐานะพยาน ได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงซื้อขาย ดังกล่าว
รายงานข่าวยังเผยด้วยว่า การตัดสิน เข้าซื้อกิจการวอลโว่จากฟอร์ดอย่างเต็มรูป แบบของ ซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป ในครั้งนี้ มีขึ้นตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตรถยนต์อิสระ ของจีน แผ่นดินใหญ่รายนี้ ที่ต้องการขยายรุกตลาดรถยนต์เข้าไปในภูมิภาค ยุโรป ควบคู่ไป การ จำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้รับการคาดหมายจากหลายๆ ฝ่ายว่า ประเทศจีนจะเป็นตลาด รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลง ก็ได้แถลง ข่าวร่วมกันว่า มีความเชื่อมั่นเป็น อย่างยิ่งว่า จากการที่วอลโว่เข้าไปร่วมกิจการกับซีเจียง กีลี โฮลดิง กรุป ก็จะทำให้การ พัฒนาและการบริหาร รวมถึงการจัดจำหน่ายเพื่อทำกำไรของวอลโว่ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ที่มา: นสพ.สยามรัฐออนไลน์ 29 มีนาคม 2553
เงินหยวนกับการเข้าสู่เงินสกุลหลักโลก...
จีนกำลังก้าวสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกใหญ่อันดับ สองภายในปี 2010 นี้อย่างแน่นอน ดัชนีชี้ความแข็ง แกร่งทางเศรษฐกิจของจีนที่สำคัญ คือ เงินหยวน ที่มีเสถียรภาพมากในขณะนี้ และมีการคาดกันว่าอีกไม่ถึง 5 ปี ค่าเงินหยวนจะขยับเป็นเงินสกุลหลัก (Hard Currency) อย่างแน่นอน ดังนั้นจึง ขอเสนอบทความที่เขียนโดย อาจารย์ ดร.ธิดารัตน์ โชคสุชาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และ อาจารย์ทรรศ จันทร์ ปิยะตันติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นข้อมูลตอกย้ำความสำคัญของเงินหยวนในตลาดโลก ในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนี้
ที่ผ่านมาการเลือกสกุลเงินที่ใช้ทำการค้าระหว่าง ประเทศนั้นต้องเป็นสกุลเงินของประเทศที่เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งและมี เสถียรภาพ ในศตวรรษที่ 18 - 19 เงินปอนด์ของอังกฤษเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ในการค้าขายโดยมีเงินสกุลฟรังก์ ฝรั่งเศส และเงินมาร์กของเยอรมนีเข้ามามีบทบาทบ้าง ดังนั้นในสมัยนั้นเงินทุนสำรองของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินปอนด์ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ชนะ สงครามและบอบช้ำจากสงครามน้อยที่สุดได้กลายเป็นผู้ให้กู้และผู้ให้เงินช่วย เหลือรายใหญ่ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ การค้าขายหรือให้กู้ยืมเงินระหว่างประเทศจึงกระทำกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์สหรัฐก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีโลกนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา (www.news.quickze.com) จน กระทั่งปี 2009 สหรัฐอเมริกาประสบกับวิกฤติทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางการเงิน เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจึงมีความอ่อนแอลง ในขณะที่ประเทศจีนแม้จะได้รับผลกระทบอยู่บ้างจากวิกฤติการณ์ดังกล่าว แต่ก็ยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองอย่างต่อเนื่องได้และยังมีเงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาลจนกลายเป็นความหวังใหม่ของประชาคมโลก
นอกจากนี้จากการประมาณการของ Fogel (2009) พบว่า ในปี 2040 ประเทศจีนจะมีขนาด เศรษฐกิจ หรือ GDP ที่ มากกว่าสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อรวมกับอินเดียแล้ว การเจริญ เติบโตของสองประเทศจะคิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งมากกว่าการเจริญเติบ โตของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นรวมกันที่มีเพียง ร้อยละ 21 (ภาพที่ 1)
ภาพที่ 1 การเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ต่างๆ ในโลก ปี 2000 เปรียบเทียบกับปี 2040
ในขณะเดียวกันนักวิจัยฝ่ายการเงินและการค้าของ สถาบันสังคมแห่งประเทศจีนได้แสดงความคิดเห็นในงานสัมมนาการดำเนินนโยบายด้าน เศรษฐกิจมหภาคของจีนครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 ไว้ ว่า อีก 20 ปีในอนาคต GDP ของ ประเทศจีนจะครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ใน GDP ทั้งหมดของโลก และปริมาณการหมุนเวียนของเงินหยวนก็จะครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ในการหมุนเวียนของเงินทั้งหมดในโลก เมื่อถึงเวลานั้น คาดว่าตลาดการเงินของโลกจะมีเงินสกุลยูโร ดอลลาร์สหรัฐ และเงินหยวน เป็นเงินสกุลหลัก 3 สกุล อาจกล่าวได้ว่าเป็นการตอกย้ำความมีอิทธิพลของเงินหยวนในอนาคต และไม่น่าแปลกใจที่ประเทศจีนจะแสดงความพร้อมในการนำสกุลเงินหยวนขึ้นเป็น สกุลเงินหลักคู่กับเงินดอลลาร์ และหากประสบความสำเร็จเงินหยวนก็อาจกลายเป็นเงินสกุลหลักสกุลใหม่ของโลกไป จริงๆ ที่ผ่านมาจีนได้พยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงินหยวนอย่างเต็มที่แม้จะถูกแรงกด ดันจากประเทศตะวันตกให้ปรับเพิ่มค่าเงินหยวนมาตลอดเวลาเกือบทศวรรษที่ผ่านมา ความสามารถในการรักษาค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพอย่างมั่นคงตลอดมาถือเป็นการ เร่งผลักดันให้เงินหยวนมีอิทธิพลในตลาดโลกมากขึ้นบ้างแล้ว สรุปได้ดังนี้
1. ในปัจจุบันเงินหยวนมีการไหลออกสู่ต่าง ประเทศในปริมาณมากขึ้น เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มมีอิทธิพล เงินหยวนก็เริ่มเป็นที่ต้องการส่งผลให้หลายประเทศเริ่มมีการถือครองเงินหยวน เพิ่มมากขึ้น เช่น เวียดนาม รัสเซีย เกาหลีเหนือ พม่า ลาว ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย อาเจนตินาร์ เกาหลีใต้ เป็นต้น โดยเฉพาะในฮ่องกงนั้นมีเงินหยวนไหลเวียนอยู่มากถึง 70,000 ล้านหยวน (ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน กรุงปักกิ่ง, 13 พฤศจิกายน 2552)
2. จีนได้ทำข้อตกลงสว็อปเงินกับหลายประเทศ อาทิเช่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย รัสเซีย อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา รวมมูลค่าการสว็อปเงิน 650,000 ล้านหยวน (www.nidambe11.net/ekono miz/2009)
3. เมื่อเดือนเมษายน 2552 จีนได้ประกาศให้ เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น จูไห่ และตงก่วน เป็นเมืองทดลองที่สามารถติดต่อการค้ากับฮ่องกงและมาเก๊า โดยใช้เงินหยวนจีน นอกจากนี้ยังเตรียมแผนทดลองใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่างประเทศระหว่าง มณฑลยูนนาน เขตปกครองตนเองกวางสี และกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้รัฐบาลจีนประเมินว่า แผนทดลองใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่างประเทศดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม เสถียรภาพด้านการค้าระหว่างประเทศของจีน ลดความเสี่ยงจากการผันผวนของสกุลเงินระหว่างประเทศให้กับผู้ส่งออก และเสริมสถานะของเงินหยวนในระบบการเงินโลก ปัจจุบันธนาคารประชาชนแห่งชาติจีน สาขาเซี่ยงไฮ้กำลังเตรียมทดสอบระบบการใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่าง ประเทศ ซึ่งจะครอบคลุมเพียงด้านการซื้อขายสินค้า เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี และอุปกรณ์การผลิต
4. เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีปัญหา หลายประเทศจึงหันมาใช้เงินหยวนเป็นสกุลเงินในการติดต่อการค้ามากขึ้น
5. รัฐบาลจีนกำลังมีโครงการที่จะให้ความ ช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศอื่นๆ โดยใช้เงินสกุลหยวน เพื่อผลักดันให้เงินหยวนมีการใช้กันอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของจีนเพียงประการเดียวก็ไม่อาจสนับ สนุนให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลกหรือแม้แต่ของอาเซียนได้ ทั้งนี้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะเป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสมและประโยชน์ สูงสุดที่ประเทศจะได้รับจากการมีเงินทุนสำรองเป็นสกุลเงินหยวน โดยอาจพิจารณาถึงนโยบายของประเทศจีนเป็นสำคัญ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามก็คือ แม้ประเทศจีนจะมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ความเชื่อถือของประเทศต่างๆ ที่มีต่อสกุลเงินดอลลาร์ยังคงปรากฏอยู่ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็กำลังมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาย ในประเทศของตนเอง และยังไม่ได้ลดบทบาทในฐานะประเทศอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินหยวนกำลังเพิ่มศักยภาพของตนเองมากขึ้นไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาของประเทศจีน ประเทศต่างๆในโลกยอมรับการทำการค้าของจีนที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน หากเงินหยวนสามารถเข้ามามีบทบาทเป็นเงินสกุลหลักใช้ควบคู่กับเงินดอลลาร์ หรือใช้แทนที่เงินดอลลาร์ได้จริง การเตรียมความพร้อมในภาคธุรกิจในการนำเงินหยวนมาใช้ในการค้าขายถือว่ามีความ จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
ที่มา: พิษณุ เหรียญมหาสาร สยามรัฐออนไลน์ 27/4/2553
ที่ผ่านมาการเลือกสกุลเงินที่ใช้ทำการค้าระหว่าง ประเทศนั้นต้องเป็นสกุลเงินของประเทศที่เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งและมี เสถียรภาพ ในศตวรรษที่ 18 - 19 เงินปอนด์ของอังกฤษเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ในการค้าขายโดยมีเงินสกุลฟรังก์ ฝรั่งเศส และเงินมาร์กของเยอรมนีเข้ามามีบทบาทบ้าง ดังนั้นในสมัยนั้นเงินทุนสำรองของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินปอนด์ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ชนะ สงครามและบอบช้ำจากสงครามน้อยที่สุดได้กลายเป็นผู้ให้กู้และผู้ให้เงินช่วย เหลือรายใหญ่ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ การค้าขายหรือให้กู้ยืมเงินระหว่างประเทศจึงกระทำกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์สหรัฐก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีโลกนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา (www.news.quickze.com) จน กระทั่งปี 2009 สหรัฐอเมริกาประสบกับวิกฤติทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางการเงิน เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจึงมีความอ่อนแอลง ในขณะที่ประเทศจีนแม้จะได้รับผลกระทบอยู่บ้างจากวิกฤติการณ์ดังกล่าว แต่ก็ยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองอย่างต่อเนื่องได้และยังมีเงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาลจนกลายเป็นความหวังใหม่ของประชาคมโลก
นอกจากนี้จากการประมาณการของ Fogel (2009) พบว่า ในปี 2040 ประเทศจีนจะมีขนาด เศรษฐกิจ หรือ GDP ที่ มากกว่าสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อรวมกับอินเดียแล้ว การเจริญ เติบโตของสองประเทศจะคิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งมากกว่าการเจริญเติบ โตของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นรวมกันที่มีเพียง ร้อยละ 21 (ภาพที่ 1)
ภาพที่ 1 การเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ต่างๆ ในโลก ปี 2000 เปรียบเทียบกับปี 2040
ในขณะเดียวกันนักวิจัยฝ่ายการเงินและการค้าของ สถาบันสังคมแห่งประเทศจีนได้แสดงความคิดเห็นในงานสัมมนาการดำเนินนโยบายด้าน เศรษฐกิจมหภาคของจีนครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 ไว้ ว่า อีก 20 ปีในอนาคต GDP ของ ประเทศจีนจะครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ใน GDP ทั้งหมดของโลก และปริมาณการหมุนเวียนของเงินหยวนก็จะครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ในการหมุนเวียนของเงินทั้งหมดในโลก เมื่อถึงเวลานั้น คาดว่าตลาดการเงินของโลกจะมีเงินสกุลยูโร ดอลลาร์สหรัฐ และเงินหยวน เป็นเงินสกุลหลัก 3 สกุล อาจกล่าวได้ว่าเป็นการตอกย้ำความมีอิทธิพลของเงินหยวนในอนาคต และไม่น่าแปลกใจที่ประเทศจีนจะแสดงความพร้อมในการนำสกุลเงินหยวนขึ้นเป็น สกุลเงินหลักคู่กับเงินดอลลาร์ และหากประสบความสำเร็จเงินหยวนก็อาจกลายเป็นเงินสกุลหลักสกุลใหม่ของโลกไป จริงๆ ที่ผ่านมาจีนได้พยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงินหยวนอย่างเต็มที่แม้จะถูกแรงกด ดันจากประเทศตะวันตกให้ปรับเพิ่มค่าเงินหยวนมาตลอดเวลาเกือบทศวรรษที่ผ่านมา ความสามารถในการรักษาค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพอย่างมั่นคงตลอดมาถือเป็นการ เร่งผลักดันให้เงินหยวนมีอิทธิพลในตลาดโลกมากขึ้นบ้างแล้ว สรุปได้ดังนี้
1. ในปัจจุบันเงินหยวนมีการไหลออกสู่ต่าง ประเทศในปริมาณมากขึ้น เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มมีอิทธิพล เงินหยวนก็เริ่มเป็นที่ต้องการส่งผลให้หลายประเทศเริ่มมีการถือครองเงินหยวน เพิ่มมากขึ้น เช่น เวียดนาม รัสเซีย เกาหลีเหนือ พม่า ลาว ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย อาเจนตินาร์ เกาหลีใต้ เป็นต้น โดยเฉพาะในฮ่องกงนั้นมีเงินหยวนไหลเวียนอยู่มากถึง 70,000 ล้านหยวน (ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน กรุงปักกิ่ง, 13 พฤศจิกายน 2552)
2. จีนได้ทำข้อตกลงสว็อปเงินกับหลายประเทศ อาทิเช่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย รัสเซีย อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา รวมมูลค่าการสว็อปเงิน 650,000 ล้านหยวน (www.nidambe11.net/ekono miz/2009)
3. เมื่อเดือนเมษายน 2552 จีนได้ประกาศให้ เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น จูไห่ และตงก่วน เป็นเมืองทดลองที่สามารถติดต่อการค้ากับฮ่องกงและมาเก๊า โดยใช้เงินหยวนจีน นอกจากนี้ยังเตรียมแผนทดลองใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่างประเทศระหว่าง มณฑลยูนนาน เขตปกครองตนเองกวางสี และกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้รัฐบาลจีนประเมินว่า แผนทดลองใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่างประเทศดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม เสถียรภาพด้านการค้าระหว่างประเทศของจีน ลดความเสี่ยงจากการผันผวนของสกุลเงินระหว่างประเทศให้กับผู้ส่งออก และเสริมสถานะของเงินหยวนในระบบการเงินโลก ปัจจุบันธนาคารประชาชนแห่งชาติจีน สาขาเซี่ยงไฮ้กำลังเตรียมทดสอบระบบการใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่าง ประเทศ ซึ่งจะครอบคลุมเพียงด้านการซื้อขายสินค้า เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี และอุปกรณ์การผลิต
4. เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีปัญหา หลายประเทศจึงหันมาใช้เงินหยวนเป็นสกุลเงินในการติดต่อการค้ามากขึ้น
5. รัฐบาลจีนกำลังมีโครงการที่จะให้ความ ช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศอื่นๆ โดยใช้เงินสกุลหยวน เพื่อผลักดันให้เงินหยวนมีการใช้กันอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของจีนเพียงประการเดียวก็ไม่อาจสนับ สนุนให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลกหรือแม้แต่ของอาเซียนได้ ทั้งนี้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะเป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสมและประโยชน์ สูงสุดที่ประเทศจะได้รับจากการมีเงินทุนสำรองเป็นสกุลเงินหยวน โดยอาจพิจารณาถึงนโยบายของประเทศจีนเป็นสำคัญ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามก็คือ แม้ประเทศจีนจะมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ความเชื่อถือของประเทศต่างๆ ที่มีต่อสกุลเงินดอลลาร์ยังคงปรากฏอยู่ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็กำลังมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาย ในประเทศของตนเอง และยังไม่ได้ลดบทบาทในฐานะประเทศอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินหยวนกำลังเพิ่มศักยภาพของตนเองมากขึ้นไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาของประเทศจีน ประเทศต่างๆในโลกยอมรับการทำการค้าของจีนที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน หากเงินหยวนสามารถเข้ามามีบทบาทเป็นเงินสกุลหลักใช้ควบคู่กับเงินดอลลาร์ หรือใช้แทนที่เงินดอลลาร์ได้จริง การเตรียมความพร้อมในภาคธุรกิจในการนำเงินหยวนมาใช้ในการค้าขายถือว่ามีความ จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
ที่มา: พิษณุ เหรียญมหาสาร สยามรัฐออนไลน์ 27/4/2553
วิธีการดูแลผิวในหน้าร้อน
ปกติ อากาศเมืองไทยก็ร้อนมากมายอยู่แล้ว ยิ่งช่วงหน้าร้อนนี้ ยิ่งร้อนระอุมากเป็นทวีคูณ ทั้งอุณหภูมิความร้อน (และ อุณหภูมิทางการเมืองด้วย) ทราบหรือไม่ว่ารังสีจากแสงแดด ส่งผลร้ายต่อผิวเรามากมายเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกิดผิวหมองคล้ำ กระ ฝ้า ริ้วรอยเหี่ยวย่น จนกระทั่งส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้น นายแพทย์รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ หัวหน้า ศูนย์ผิวหนัง ความงาม เลเซอร์ รพ.นครธน และ กรรมการผู้จัดการ รัสมิ์ภูมิคลินิกจึงแนะนำวิธีดูแลผิวในหน้าร้อนนี้ เพื่อช่วยป้องกันอันตรายของผิวจากแสงแดด
รังสี Ultraviolet หรือ UV ใน แสงแดดเป็นตัวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี โดยผลในระยะแรกจะส่งผลให้เม็ดสีเพิ่มจำนวนสูงขึ้น ทำให้ผิวหนังหมองคล้ำ เกิดกระและฝ้า และถ้าอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดการไหม้เกรียมแดด ผิวจะแสบไหม้ พุพอง และลอกได้แต่ถ้าในระยะยาว แสง UV จะทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินของผิว หนังเสื่อมสลายไปได้เร็วขึ้น ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น และผิวหนังหย่อนยาน อีกทั้งแสง UV ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวหนังใน ระยะยาว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย
เมื่อทราบอันตายจากแสงแดดดังนี้แล้ว เราควรหันมาใส่ใจดูแลผิวพรรณของตัวเอง เพื่อรับมือกับแสงแดดในหน้าร้อนดังนี้
- หลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงที่แสงแดดจัดๆ ได้แก่ ช่วง10.00 -16.00 น.และไม่ เพียงแต่เลี่ยงการออกกลางแจ้งเท่านั้น เพราะแม้อยู่ในร่ม แต่ใกล้แสงแดด รังสี UVจากแสง แดดก็สะท้อนมาถึงผิวเราได้ ปริมาณเท่ากับ 50% ของการยืนกลางแจ้ง
- ควร ป้องกันผิวที่สัมผัสกับแสงแดดให้น้อยที่สุด โดยอาจใช้ตัวช่วย เช่น ใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม สวมแว่นกันแดดที่กันไม่ให้แสงแดดทำอันตรายต่อเลนส์ตาและจอประสาทตา รวมทั้งใส่เสื้อแขนยาว
- ทาครีมกัน แดดเป็นประจำทุกวัน และทาอย่างถูกวิธี โดยจากประสบการณ์ของแพทย์พบว่าคนไข้ส่วนมากยังทาครีมกันแดดไม่ถูกวิธี โดยต้องเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสมกับกิจกรรม เพราะ ถ้าปกติทำงานใน office การใช้ครีมกันแดดSPF ไม่เกิน 30 น่าจะ เพียงพอ แต่ถ้าต้องออกข้างนอก ควรทาครีมกันแดดSPFมากกว่า30 และถ้า ต้องออกกลางแจ้งทั้งวัน ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก2 ชั่วโมง
- ส่วน กิจกรรมที่ต้องมีเหงื่ออกตลอดเวลา หรือ ต้องออกกำลังกายในน้ำ เช่น การดำน้ำ แนะนำให้ทาครีมกันแดดชนิดกันน้ำ และการทาครีมกันแดดให้ได้ค่าSPFเท่ากับ ที่ระบุไว้ที่ผลิตภัณฑ์ เราต้องใช้เนื้อครีมต่อหนึ่งหน้า ประมาณ 0.5-1 กรัม หรือคิด ง่ายๆ คือ บีบเนื้อครีมออกมาประมาณเกือบหนึ่งข้อนิ้วชี้ ในการทาครีมกันแดดต่อหนึ่งหน้าหนึ่งครั้ง
- ไม่เพียง แต่ในหน้าหนาวเท่านั้นที่ความชุ่มชื้นจะระเหยจากผิว ในช่วงหน้าร้อน ความร้อนจากแสงแดดก็เป็นตัวที่ทำให้ความชุ่มชื้นสูญเสียออกไปในอากาศ ดังนั้นจึงควรทาครีมบำรุงผิว ทั้งผิวหน้าและผิวกายเป็นประจำทุกวัน
- ช่วงหน้า ร้อน เหงื่อออกก่อให้เกิดการหมักหมมได้ง่าย ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นตัว และมีโอกาสเป็นเชื้อรา โดยเฉพาะในที่อับชื้น โดยอาจเกิดปัญหาเชื้อราที่รักแร้ และขาหนีบ รวมทั้งอาจเกิดเกลื้อนตามลำตัวได้ง่าย ดังนั้น ถ้าออกกำลังกาย หรือเหงื่อออก ควรอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย เน้นการดูแลความสะอาดเป็นพิเศษในบริเวณที่อับชื้น และหลังอาบน้ำควรเช็ดร่างกายให้แห้งสนิท ก่อนที่จะใส่เสื้อผ้า
- ดื่นน้ำ ปริมาณมากๆ เพราะความร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปได้เยอะ ดังนั้น การดื่มน้ำมากๆ นอกจากช่วยคงความชุ่มชื้นให้ผิวเราแล้ว ยังช่วยรักษาระบบสมดุลย์ร่างกายให้เป็นปกติอีกด้วย
- ส่วนกรณีผู้ที่ออกไปตากแดดมา เกิดอาการผิวแสบร้อนไหม้เกรียม ควรจะปฏิบัติตัวดังนี้ครับ
- ประคบผิว ด้วยแตงกวาปลอกเปลือกแล้วนำมาบดละเอียด พอกบริเวณผิวที่แสบร้อน และทิ้งไว้ 15-30นาที จึงล้างออก แต่ถ้าไม่มีแตงกวา วิธีง่ายๆ คือ การใช้น้ำเย็นประคบผิวบ่อยๆ
- ควรทา น้ำมันเคลือบผิวไว้บ่อยๆ เพราะผิวที่ไหม้เกรียมแดด จะสูญเสียความชุ่มชื้นออกไป ทำให้ผิวแห้งตึง และอาจเกิดผื่นคันได้ง่าย กรณีที่ยังไม่ดีขึ้น ผิวยังมีอาการไหม้ แดง อักเสบมาก ควรทาครีมแก้แพ้ หรือพบแพทย์เพื่อทำการรักษา
- อย่าลืม ดื่มน้ำมากๆ และบ่อย ๆ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียออกจากร่างกายและผิวหนังไป
สุดท้ายขอให้ผู้อ่านได้พักร้อนอย่างมีความสุข และมีผิวพรรณที่สวย และสุขภาพดีฝ่าไอร้อนตลอดฤดูร้อนนี้ครับ
ที่มา: สยามรัฐออนไลน์ 20 เมษายน 2553
Sunday, April 25, 2010
สวดมนต์บำบัดโรค..?
สวดมนต์บำบัดโรค..?
พุทธมนต์..ทำให้น้ำธรรมดากลายเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ได้ แล้วการสวดพุทธมนต์ล่ะจะรักษาโรคได้มั้ย..??? ไม่ลองไม่รู้ค่ะ
พุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ได้...งั้นมาเริ่มสวดมนต์กันเลยดีกว่าค่ะ
ขอท่านทั้งหลายผู้ใฝ่ในธรรมจงถึงพร้อมด้วย ธรรม 4 ประการนี้เทอญสัทธาสัมปทา...ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
สีลสัมปทา......ความถึงพร้อมด้วยศีล
จาคสัมปทา.....ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค
ปัญญาสัมปทา..ความถึงพร้อมด้วยปัญญา
สวดมนต์บำบัดโรค..?
เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ ??? เพราะการสวดมนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้
การสวดมนต์บำบัด คือ หลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy หรือ Vibrational Medicine คือ การใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ก็เป็น Vibrational Therapy เช่นกัน แต่เป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจาก สวดมนต์บำบัดซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต
เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ ??? เพราะการสวดมนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้
การสวดมนต์บำบัด คือ หลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy หรือ Vibrational Medicine คือ การใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ก็เป็น Vibrational Therapy เช่นกัน แต่เป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจาก สวดมนต์บำบัดซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต
ดังนั้นมาดูพลังแห่งการสวดมนต์บำบัดกัน ว่าคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร ???คลื่นแห่งการเยียวยาการสวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา ซึ่งหากคลื่นเสียงที่มากระทบดังแบบไร้ระเบียบ คือประกอบด้วยเสียงที่มีความถี่ต่าง ๆ กัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดกลไกดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหูของเราได้ยินเสียงบทสวด ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังศูนย์การได้ยินที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ ก่อนส่งไปบริเวณก้านสมอง ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาที ก็จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย
เสียงสวดมนต์ด้วยสมาธิ เป็นยา :ให้ผลกับร่างกายเอนกอนันต์
รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมดังนี้
“สมองของเราเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้เซลล์ประสาทของระบบประสาทสมองสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายๆชนิด
บริเวณก้านสมองจะหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน (serotonin) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น เมลาโทนิน ซึ่งเปรียบคล้ายกับยาอายุวัฒนะ เพราะจะช่วยยึดอายุ การทำงานของเซลล์ประสาท เซลล์ร่างกาย ให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และยังมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ เพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์สดชื่นขึ้น รวมถึง โดปามีน มีฤทธิ์ลดความก้าวร้าว และอาการพาร์กินสัน
นอกจากนี้ปริมาณของซีโรโทนิน มีความสัมพันธ์ต่อการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น อะเซทิลโคลีน ช่วยในกระบวนการเรียนรู้ และความจำ ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้ความดันลดลง และยังช่วยลดปริมาณ อาร์กินิน วาโซเปรสซิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความก้าวร้าว ความสมดุลของน้ำ และซีโรโทนินยังเข้าไปลดปริมาณของสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวกระตุ้นของการทำงานของต่อมหมวกไตให้ลดลง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่เครียด ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น
ดังนั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ร่างกายจะสามารถสร้างสารสื่อประสาทได้หรือไม่ อาจารย์สมพรเสริมว่า
“หลักการสำคัญอยู่ที่หากมีสิ่งเร้า หลายๆประเภทเข้ามารบกวนกระบวนการทำงานของคลื่นสมอง พร้อม ๆ กัน ทำให้สัญญาณคลื่นสมองเปลี่ยนไป การหลั่งสารสื่อประสาทจะสับสน ไม่มีผลในการเยียวยา สิ่งเร้านี้มาจากหลายส่วน ทั้งตัวเอง เช่น บางคนปากสวดมนต์ แต่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ก็ไม่ได้ประโยชน์ และการเกิดเสียงดังอื่นๆ เข้ามารบกวนขณะสวดมนต์ เพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้ได้ไวและอ่อนไหวมาก เรามีตัวประสาทรับสัญญาณมากมาย เรารับสิ่งเร้าได้ทั้งจากทางปาก ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว และใจ เหล่านี้ทำให้สัญญาณคลื่นสมองสับสนและเปลี่ยนไป ร่างกายก็จะสร้างซีโรโทนินได้ไม่มากพอ”
และไม่ใช่เฉพาะสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์เท่านั้นที่เราจะได้ จากการสวดมนต์ แต่การสวดมนต์ยังทำให้อวัยวะต่างๆได้รับการกระตุ้น คล้ายกับการนวดตัวเองจากการเปล่งเสียงสวดมนต์
เสียงสวดมนต์ด้วยสมาธิ เป็นยา :ให้ผลกับร่างกายเอนกอนันต์
รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมดังนี้
“สมองของเราเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้เซลล์ประสาทของระบบประสาทสมองสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายๆชนิด
บริเวณก้านสมองจะหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน (serotonin) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น เมลาโทนิน ซึ่งเปรียบคล้ายกับยาอายุวัฒนะ เพราะจะช่วยยึดอายุ การทำงานของเซลล์ประสาท เซลล์ร่างกาย ให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และยังมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ เพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์สดชื่นขึ้น รวมถึง โดปามีน มีฤทธิ์ลดความก้าวร้าว และอาการพาร์กินสัน
นอกจากนี้ปริมาณของซีโรโทนิน มีความสัมพันธ์ต่อการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น อะเซทิลโคลีน ช่วยในกระบวนการเรียนรู้ และความจำ ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้ความดันลดลง และยังช่วยลดปริมาณ อาร์กินิน วาโซเปรสซิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความก้าวร้าว ความสมดุลของน้ำ และซีโรโทนินยังเข้าไปลดปริมาณของสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวกระตุ้นของการทำงานของต่อมหมวกไตให้ลดลง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่เครียด ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น
ดังนั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ร่างกายจะสามารถสร้างสารสื่อประสาทได้หรือไม่ อาจารย์สมพรเสริมว่า
“หลักการสำคัญอยู่ที่หากมีสิ่งเร้า หลายๆประเภทเข้ามารบกวนกระบวนการทำงานของคลื่นสมอง พร้อม ๆ กัน ทำให้สัญญาณคลื่นสมองเปลี่ยนไป การหลั่งสารสื่อประสาทจะสับสน ไม่มีผลในการเยียวยา สิ่งเร้านี้มาจากหลายส่วน ทั้งตัวเอง เช่น บางคนปากสวดมนต์ แต่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ก็ไม่ได้ประโยชน์ และการเกิดเสียงดังอื่นๆ เข้ามารบกวนขณะสวดมนต์ เพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้ได้ไวและอ่อนไหวมาก เรามีตัวประสาทรับสัญญาณมากมาย เรารับสิ่งเร้าได้ทั้งจากทางปาก ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว และใจ เหล่านี้ทำให้สัญญาณคลื่นสมองสับสนและเปลี่ยนไป ร่างกายก็จะสร้างซีโรโทนินได้ไม่มากพอ”
และไม่ใช่เฉพาะสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์เท่านั้นที่เราจะได้ จากการสวดมนต์ แต่การสวดมนต์ยังทำให้อวัยวะต่างๆได้รับการกระตุ้น คล้ายกับการนวดตัวเองจากการเปล่งเสียงสวดมนต์
สวดมนต์กระตุ้นอวัยวะ อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต อธิบายหลักการนี้ว่า “เวลาเราสวดมนต์นานๆ คำแต่ละคำจะสร้างความสั่นสะเทือนไม่เท่ากันตามฐานที่เกิดของเสียงหรือตามวิธีเปล่งเสียง แม้ว่าเสียงจะออกมาจากปากเหมือนกัน แต่ว่าเสียงบางเสียงออกมาจากริมฝีปาก บางเสียงออกมาจากปุ่มเหงือก บางเสียงออกมาจากไรฟัน บางเสียงออกมาจากคอ ดังนั้น ถ้าเราสวดมนต์ถูกต้องตามฐานกรณ์ จึงเกิดพลังของการสั่น” และเมื่อเกิดพลังของการสั่น
การสั่นนี้จะเข้าไปเยียวยาอาการป่วยได้อย่างไร? อาจารย์เสถียรพงษ์อธิบายต่อว่า “เวลาเราสวดมนต์ เสียงสวดจะไปช่วยกระตุ้นต่อมต่างๆ ซึ่งจะช่วยปราบเชื้อโรคบางชนิด เช่นการวิจัยของฝรั่ง พบว่า อักษร เอ บี ซี ดี จะช่วยกระตุ้นระบบน้ำย่อย ส่วนบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนา เสียงอักขระแต่ละตัวมีคำหนักเบาไม่เท่ากัน บางตัวสั่นสะเทือนมาก บางตัวสั่นสะเทือนน้อย ทำให้ต่อมต่างๆในร่างกายถูกกระตุ้น เมื่อต่อมที่ฝ่อถูกกระตุ้นบ่อยๆเข้า ก็คงคืนสภาพ อาการป่วยก็จะดีขึ้น”
นอกจากนี้ ยังมีบทความที่อธิบายเกี่ยวกับการฝึกเปล่งเสียงเพื่อรักษาโรคจากเสียงต่าง ๆ เช่น
โอม กระตุ้น หน้าผาก, ฮัม กระตุ้น คอ, ยัม กระตุ้น หัวใจ, ราม กระตุ้น ลิ่นปี่, วัม กระตุ้น สะดือ, ลัม กระตุ้น ก้นกบ เป็นต้น
แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้น การสวดมนต์ให้ประโยชน์ทางใจที่มีคุณค่ากับผู้สวดรองศาสตราจารย์จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปว่ามี 2 ข้อคือ
1.การสวดมนต์เป็นเครื่องช่วยให้เกิดสมาธิ โดยต้องสวดเสียงดัง ให้หูได้ยินเสียงตัวเอง และจิตใจต้องจดจ่ออยู่กับเสียงสวด เมื่อใจไม่ฟุ้งไปที่อื่น ใจอยู่กับเสียงเดียว จึงเกิดสมาธิ
2.ถ้าเข้าใจความหมายของบทสวดนั้นๆ จะทำให้เรามีความเลื่อมใสศรัทธา เพราะบทสวดของทุกศาสนาเป็นเรื่องของความดีงาม จิตใจก็จะสะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น เป็นการยกระดับจิตใจของผู้สวด
เมื่อร่างกายที่รับสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์และการกระตุ้นระบบอวัยวะต่างๆให้ทำงานเป็นปกติ เท่ากับว่าเราได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ย่อมทำให้ภูมิชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ ความป่วยก็จะดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่อาจารย์สมพร สรุปให้ฟังว่า
การสวดมนต์ช่วยบำบัดอาการป่วยและโรคร้าย ดังต่อไปนี้1. หัวใจ 2. ความดันโลหิตสูง 3. เบาหวาน 4. มะเร็ง 5. อัลไซเมอร์ 6. ซึมเศร้า 7. ไมเกรน 8. ออทิสติก 9. ย้ำคิดย้ำทำ 10. โรคอ้วน 11. นอนไม่หลับ 12.พาร์กินสัน
สวดมนต์อย่างไร? ให้หายจากโรค
สวดมนต์บำบัดมีวิธีการและจุดประสงค์ที่หลากหลาย สรุปออกมาได้ 3 แบบ
1.การสวดมนต์ด้วยตัวเอง
เป็นการเหนี่ยวนำตัวเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า Prayer Therapy ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะหากใครสักคนคิดที่จะสวดมนต์ นั่นหมายความว่าเขากำลังมีความปรารถนาดีต่อตนเอง วิธีการที่อาจารย์สมพรแนะนำคือ
-ควรสวดด้วยตัวเอง และไม่ควรสวดมนต์หลังกินอาหารทันที ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย อาจเป็นเวลาก่อนเข้านอน
- หาสถานที่ที่สงบเงียบ
-สวดบทสั้น ๆ 3-4 พยางค์ โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายได้หลั่งสารซีโรโทนิน แต่หากสวดมนต์ด้วยบทยาวๆ จะได้ความผ่อนคลายและความศรัทธา
-ขณะสวดมนต์ให้หลับตา สวดให้เกิดเสียงดังเพื่อให้ตัวเองได้ยิน
2.การฟังผู้อื่นสวดมนต์ เป็นการเหนี่ยวนำโดยคลื่นเสียง จากผู้อื่น เช่น การฟังเสียงพระสวดมนต์ เสียงผู้นำสวดในศาสนาต่างๆ หากผู้สวดมีสมาธิ เสียงสวดนั้นจะนุ่ม ทุ้ม ทำให้เกิดคลื่นที่ช่วยเยียวยา(healing)ผู้ฟัง แต่หากผู้สวดไม่มีสมาธิ ไม่มีความเมตตา เสียงสวดที่เกิดขึ้นอาจเป็นคลื่นขึ้นๆลงๆ นอกจากจะไม่ช่วยเยียวยาอาการป่วย อาจทำให้เสียสุขภาพได้
3.การสวดมนต์ให้ผู้อื่น
ปรากฏการณ์มากมายที่เราเห็นในสังคม เมื่อใครสักคนเจ็บป่วย เรามักสวดมนต์อธิษฐานขอให้ความเจ็บป่วยของเขาหายไป บางครั้งอยู่ห่างกันคนละซีกโลก เสียงสวดมนต์เหล่านี้จะมีผลทำให้สุขภาพเขาดีขึ้นจริงหรือไม่ อาจารย์สมพรอธิบายดังนี้
คลื่นสวดมนต์ เป็นคลื่นบวก เพราะเกิดจากจิตใจที่ดีงาม ปรารถนาดีต่อผู้ป่วย และเมื่อเราคิดจะส่งสัญญาณนี้ออกไปสู่ที่ไกลๆ มันจะเดินทางไปในรูปของคลื่นไฟฟ้า ซึ่งมนุษย์มีเซลล์สมองที่สามารถส่งสัญญาณคลื่นไฟฟ้าและสารเคมีได้ถึง สิบยกกำลังสิบ คลื่นนี้จึงเดินทางไปได้ไกลๆ
บางทีพ่อกำลังป่วยหนักอยู่ที่นี่ แต่ลูกอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถรับคลื่นนี้ได้และรู้ว่ามีใครกำลังไม่สบาย ที่เราเรียกว่า ลางสังหรณ์หรือสัมผัสที่หก
“การรับรู้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้รับผู้ส่งด้วย ถ้าคนไหนรับสัญญาณคลื่นแห่งบทสวดมนต์ได้จึงได้ผล เหมือนเราเปิดวิทยุ ถ้าคนฟังปิดหูก็จะไม่ได้ยิน ดังนั้นถ้าต่างฝ่ายต่างเปิดรับคลื่นบวกที่เราส่งไปผู้ป่วยก็จะได้รับ และทำให้อาการป่วยดีขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องของความมหัศจรรย์ แต่เป็นหลักธรรมชาติทั่วไป"
เลือกสวดมนต์อย่างไร? ถึงจะดี
แล้วบทสวดที่เลือกควรใช้บทไหนดี อาจารย์สมพรแนะนำว่า
“น่าแปลกที่บทสวดในศาสนาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีจังหวะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนจังหวะเพลง จะมีโทนเสียงแค่ไม้เอกไม้โทเท่านั้น สักสามสี่พยางค์ มาสวดซ้ำไปมาได้ทั้งนั้น พระพุทธศาสนา มีบทสวดมากมายหลายบท ให้เลือกใช้ตามความชอบ ยกตัวอย่างเช่น อิติปิโส หรือนะโมตัสสะ นะโมพุทธายะ หรือสัพเพสัตตา ฯลฯ เลือกท่อนใดท่อนหนึ่งแล้วสวดวนไปวนมา หรือโพชฌงค์ 7 ที่หลายคนนิยมสวดให้ตัวเองหรือคนไข้หายป่วย
“ข้อที่น่าสังเกตคือ บทสวดโพชฌงค์ 7 จะมีความแตกต่างจากบทสวดอื่นๆคือ คลื่นเสียงของบทสวดจะมีแค่เสียงสระ มีแค่สองจังหวะ คลื่นเสียงจากบทสวดจึงทำให้เกิดคลื่นที่เยียวยาได้ดีที่สุด”
อยากให้ตัวเองและผู้อื่นมีสุขภาพกายใจเป็นสุขและยังน้อมนำกุศลจิต
เริ่มจากการสวดมนต์เป็นประจำด้วยสมาธิ
จาก นิตยสารชีวจิต ฉบับแรกของเดือนมกราคม 2551
เรื่อง Vibrational Therapy : สวดมนต์บำบัด โดย: ชมนาด
อันตรายไวรัส RSV เด็กตายเป็นแสน
กระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตราย ไวรัส “อาร์เอสวี” คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกปีละ 2 แสนราย ร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ในไทยพบเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ กว่า 1 หมื่นคน ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้แล้ว.....
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นางพรรณสิริ กุลนารถศิริ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยกรณีที่นิตยสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาใหม่ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระในสก็อตแลนด์ซึ่ง เป็นการศึกษาระดับโลกครั้งแรก ค้นพบว่าไวรัสที่มีชื่อว่าอาร์เอสวี (RSV : respiratory syncytial virus บางคนเรียก SRV) เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการติดเชื้อในปอดของเด็ก ทำให้เกิดโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกถึงปีละ200,000 ราย ร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 33.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 3.4 ล้านคน
นางพรรณสิริ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยดังกล่าว นับเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากในการพัฒนาสุขภาพเด็กเล็ก โดยเฉพาะการป้องกันโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สูงเป็นอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อทั้งหมด จากการเฝ้าระวังการป่วยของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีในปี 2552 พบว่าป่วยจากโรคปอดบวม 53,727 ราย เสียชีวิต 46 ราย โดยเกือบครึ่งหนึ่งติดเชื้อไวรัสหลายชนิด และมีประมาณกว่า 10,000 รายที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือประมาณ 1 ใน 4 ของสาเหตุติดเชื้อทั้งหมด โดยที่เหลือเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย
รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า ในการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ที่ดูแลเด็กต่ำกว่า 5 ปีทั่วประเทศให้มีคุณภาพ ไม่ให้เป็นแหล่งแพร่โรคติดเชื้อทุกชนิด โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม เนื่องจากจะติดต่อกันง่าย เพราะเด็กวัยนี้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อมีเด็กป่วย 1 คน ก็อาจจะลุกลามไปได้ทั้งศูนย์ โดยมาตรการสำคัญในการป้องกันคือการล้างมือให้เด็กเล็กบ่อยๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อยๆเช่นกัน เมื่อมีเด็กป่วย หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วย ออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค
ด้านนพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไวรัสอาร์เอสวี ทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบและโรคระบบทางเดินหายใจ สามารถติดเชื้อได้โดยตรงและเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มทารกที่คลอด ก่อนกำหนด หรือมีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนก.ค. - ก.ย. อาการของโรคจะเริ่มจากเด็กเป็นไข้หวัดธรรมดาก่อน อาจมีไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูก แต่ต่อมาไข้จะสูงขึ้น หายใจลำบาก เด็กจะซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็วและมีเสียงหวีดหรือฮื๊ด ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการปอดบวมต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ อาทิตย์ 25 เมษายน 2553
==============
วัคซีนหวัด ช่วยได้ ครับ ปรึกษาหมอเด็ก ได้ ต้องฉีดทุกปี เพราะวัคซีนมีอายุสั้น ทำให้ต้องฉีดบ่อยครั้ง เช่น ทุกเดือน A monthly injection of a medication consisting of RSV antibodies during peak RSV season (roughly April to November) is recommended. Due to that its protection is short-lived, vaccine has to be given in subsequent years/months until the child is no longer at high risk for severe RSV infection. Consult the doctor if your child is considered high risk.
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นางพรรณสิริ กุลนารถศิริ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยกรณีที่นิตยสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาใหม่ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระในสก็อตแลนด์ซึ่ง เป็นการศึกษาระดับโลกครั้งแรก ค้นพบว่าไวรัสที่มีชื่อว่าอาร์เอสวี (RSV : respiratory syncytial virus บางคนเรียก SRV) เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการติดเชื้อในปอดของเด็ก ทำให้เกิดโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกถึงปีละ200,000 ราย ร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 33.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 3.4 ล้านคน
นางพรรณสิริ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยดังกล่าว นับเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากในการพัฒนาสุขภาพเด็กเล็ก โดยเฉพาะการป้องกันโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สูงเป็นอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อทั้งหมด จากการเฝ้าระวังการป่วยของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีในปี 2552 พบว่าป่วยจากโรคปอดบวม 53,727 ราย เสียชีวิต 46 ราย โดยเกือบครึ่งหนึ่งติดเชื้อไวรัสหลายชนิด และมีประมาณกว่า 10,000 รายที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือประมาณ 1 ใน 4 ของสาเหตุติดเชื้อทั้งหมด โดยที่เหลือเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย
รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า ในการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ที่ดูแลเด็กต่ำกว่า 5 ปีทั่วประเทศให้มีคุณภาพ ไม่ให้เป็นแหล่งแพร่โรคติดเชื้อทุกชนิด โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม เนื่องจากจะติดต่อกันง่าย เพราะเด็กวัยนี้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อมีเด็กป่วย 1 คน ก็อาจจะลุกลามไปได้ทั้งศูนย์ โดยมาตรการสำคัญในการป้องกันคือการล้างมือให้เด็กเล็กบ่อยๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อยๆเช่นกัน เมื่อมีเด็กป่วย หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วย ออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค
ด้านนพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไวรัสอาร์เอสวี ทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบและโรคระบบทางเดินหายใจ สามารถติดเชื้อได้โดยตรงและเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มทารกที่คลอด ก่อนกำหนด หรือมีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนก.ค. - ก.ย. อาการของโรคจะเริ่มจากเด็กเป็นไข้หวัดธรรมดาก่อน อาจมีไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูก แต่ต่อมาไข้จะสูงขึ้น หายใจลำบาก เด็กจะซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็วและมีเสียงหวีดหรือฮื๊ด ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการปอดบวมต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ อาทิตย์ 25 เมษายน 2553
==============
วัคซีนหวัด ช่วยได้ ครับ ปรึกษาหมอเด็ก ได้ ต้องฉีดทุกปี เพราะวัคซีนมีอายุสั้น ทำให้ต้องฉีดบ่อยครั้ง เช่น ทุกเดือน A monthly injection of a medication consisting of RSV antibodies during peak RSV season (roughly April to November) is recommended. Due to that its protection is short-lived, vaccine has to be given in subsequent years/months until the child is no longer at high risk for severe RSV infection. Consult the doctor if your child is considered high risk.
Tuesday, April 20, 2010
ฟ้องมหาวิทยาลัยเอกชน
คู่กรณีในคดีปกครองเป็นเรื่องพิพาทระหว่างราษฎร์กับรัฐเป็นส่วนใหญ่
รัฐเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ราษฎร์เป็นผู้ถูกใช้อำนาจปกครองเป็นของคู่กัน
แต่เมื่อกลายเป็นคู่พิพาทกันเสียแล้ว ราษฎรแบกน้ำหนักขึ้นชกกับอำนาจรัฐนะ ใครได้เปรียบเสียเปรียบเห็น ๆ
แต่ก็ไม่แน่นะโยม ราษฎร์บุกมาแบบมวยวัด รัฐบิ๊ก ๆ ก็ต้องปีนกระไดเผ่นเหมือนกันนะ
ชิมิ
ทางคดีปกครองท่านเรียกคู่กรณีภาครัฐหรือราชการนั่นว่าหน่วยงาน ทางปกครอง
มาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติความว่า หน่วยงานทางปกครอง หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และ ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ ดำเนินกิจการทางปกครอง
อ่านแล้วย่อมเชื่อได้ว่า (ภาษาที่กำลังฮิตที่สุดในวงการกฎหมาย) มหา วิทยาลัยเอกชน ย่อมไม่เข้าข่ายเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามนี้
เป็นเรื่องของฝ่ายเอกชน ดำเนินการและบริหารการศึกษาโดยภาคเอกชนแท้ ๆ จึงย่อมไม่มีเหตุให้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้สักกรณี
บัดนี้มีนักเลงดีมีฝีมือลองของแล้วครับท่าน ได้ผลอย่างไรโปรดติดตาม
ผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์สอนกฎหมายประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยา ลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อมีเสียงเป็นที่ รู้จักกันดีแห่งหนึ่งในวงการศึกษาเอกชน
ท่านอาจารย์สอนมาแปดปีมีลูกศิษย์อยู่หลายรุ่นหลายคน วันดีคืนดีท่านอธิการบดีมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แบบว่าถูกเลิกจ้างกันแบบไม่ทันตั้งตัว
เขาหาว่าอาจารย์กระทำผิดวินัยตามระเบียบของมหาวิทยาลัยนั่นแหละ
มือระดับสอนกฎหมายเมื่อเห็นว่าการเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ก็ต้องพิสูจน์ความผิดถูกกันถึงโรงถึงศาลเป็นธรรมดา
จึงฟ้องมหาวิทยาลัยต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างและให้ชดใช้เงิน เป็นค่าเยียวยาสถานภาพการเป็นอาจารย์ประจำมาเป็นเวลาแปดปีรวมสี่แสนแปดหมื่น บาท
ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานทางปกครองตามนิยามในมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
กรณีพิพาทจึง ไม่เป็นคดีปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง
มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง ไว้พิจารณา ให้จำหน่ายคดี
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการบริการ สาธารณะด้านการศึกษา
อันเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตาม กฎหมาย
ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็น หน่วยงานทางปกครองและอธิการบดีมหา วิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีคงเป็นหน่วยงานทางปกครองและอธิการบดีมหา วิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือคงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เฉพาะ แต่ในกรณีที่จะกระทำการในการดำเนินกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองใน การดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมายเท่านั้น
การเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็น การใช้อำนาจทางปกครองในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตามที่กฎหมายมอบหมายให้ผู้ ถูกฟ้องคดีจัดทำ
ข้อเท็จจริงในคดี อธิการบดีมีคำสั่งเลิกจ้างตามระเบียบของมหาวิทยาลัยผู้ถูกฟ้องคดีจากผลการ สอบสวนที่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหาอันเป็น โทษทางวินัยสถานหนึ่ง และมีผลเป็นการถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ตาม นัยมาตรา ๙๗ วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวและผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งและชดใช้ ค่าเยียวยาสถานภาพ
จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติว่ากิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน
ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้
อย่างไรก็ตามปรากฏว่าคดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสืออุทธรณ์ถึงประธานคณะ กรรมการการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ แต่มิได้รอให้คณะกรรมการการอุดมศึกษามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือมิได้วินิจฉัยภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ กลับนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองกรณี จึงเป็นการฟ้องคดีก่อนเวลาที่อาจใช้สิทธิฟ้องคดี ตามมาตรา ๔๒ วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง ยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น (คำสั่งที่ ๘๘๐/๒๕๔๙)
กำลังทำคะแนนนำอยู่ ถูกจับแพ้ฟาวล์เสียก่อน.
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
praepim@yahoo.com
ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ เสาร์ ที่ 10 เมษายน 2553
รัฐเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ราษฎร์เป็นผู้ถูกใช้อำนาจปกครองเป็นของคู่กัน
แต่เมื่อกลายเป็นคู่พิพาทกันเสียแล้ว ราษฎรแบกน้ำหนักขึ้นชกกับอำนาจรัฐนะ ใครได้เปรียบเสียเปรียบเห็น ๆ
แต่ก็ไม่แน่นะโยม ราษฎร์บุกมาแบบมวยวัด รัฐบิ๊ก ๆ ก็ต้องปีนกระไดเผ่นเหมือนกันนะ
ชิมิ
ทางคดีปกครองท่านเรียกคู่กรณีภาครัฐหรือราชการนั่นว่าหน่วยงาน ทางปกครอง
มาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติความว่า หน่วยงานทางปกครอง หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และ ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ ดำเนินกิจการทางปกครอง
อ่านแล้วย่อมเชื่อได้ว่า (ภาษาที่กำลังฮิตที่สุดในวงการกฎหมาย) มหา วิทยาลัยเอกชน ย่อมไม่เข้าข่ายเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามนี้
เป็นเรื่องของฝ่ายเอกชน ดำเนินการและบริหารการศึกษาโดยภาคเอกชนแท้ ๆ จึงย่อมไม่มีเหตุให้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้สักกรณี
บัดนี้มีนักเลงดีมีฝีมือลองของแล้วครับท่าน ได้ผลอย่างไรโปรดติดตาม
ผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์สอนกฎหมายประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยา ลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อมีเสียงเป็นที่ รู้จักกันดีแห่งหนึ่งในวงการศึกษาเอกชน
ท่านอาจารย์สอนมาแปดปีมีลูกศิษย์อยู่หลายรุ่นหลายคน วันดีคืนดีท่านอธิการบดีมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แบบว่าถูกเลิกจ้างกันแบบไม่ทันตั้งตัว
เขาหาว่าอาจารย์กระทำผิดวินัยตามระเบียบของมหาวิทยาลัยนั่นแหละ
มือระดับสอนกฎหมายเมื่อเห็นว่าการเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ก็ต้องพิสูจน์ความผิดถูกกันถึงโรงถึงศาลเป็นธรรมดา
จึงฟ้องมหาวิทยาลัยต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างและให้ชดใช้เงิน เป็นค่าเยียวยาสถานภาพการเป็นอาจารย์ประจำมาเป็นเวลาแปดปีรวมสี่แสนแปดหมื่น บาท
ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานทางปกครองตามนิยามในมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
กรณีพิพาทจึง ไม่เป็นคดีปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง
มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง ไว้พิจารณา ให้จำหน่ายคดี
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการบริการ สาธารณะด้านการศึกษา
อันเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตาม กฎหมาย
ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็น หน่วยงานทางปกครองและอธิการบดีมหา วิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีคงเป็นหน่วยงานทางปกครองและอธิการบดีมหา วิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือคงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เฉพาะ แต่ในกรณีที่จะกระทำการในการดำเนินกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองใน การดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมายเท่านั้น
การเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็น การใช้อำนาจทางปกครองในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตามที่กฎหมายมอบหมายให้ผู้ ถูกฟ้องคดีจัดทำ
ข้อเท็จจริงในคดี อธิการบดีมีคำสั่งเลิกจ้างตามระเบียบของมหาวิทยาลัยผู้ถูกฟ้องคดีจากผลการ สอบสวนที่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำผิดวินัยตามที่ถูกกล่าวหาอันเป็น โทษทางวินัยสถานหนึ่ง และมีผลเป็นการถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ตาม นัยมาตรา ๙๗ วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวและผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งและชดใช้ ค่าเยียวยาสถานภาพ
จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติว่ากิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน
ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้
อย่างไรก็ตามปรากฏว่าคดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสืออุทธรณ์ถึงประธานคณะ กรรมการการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ แต่มิได้รอให้คณะกรรมการการอุดมศึกษามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือมิได้วินิจฉัยภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ กลับนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองกรณี จึงเป็นการฟ้องคดีก่อนเวลาที่อาจใช้สิทธิฟ้องคดี ตามมาตรา ๔๒ วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
มีคำสั่ง ไม่รับฟ้อง ยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น (คำสั่งที่ ๘๘๐/๒๕๔๙)
กำลังทำคะแนนนำอยู่ ถูกจับแพ้ฟาวล์เสียก่อน.
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
praepim@yahoo.com
ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ เสาร์ ที่ 10 เมษายน 2553
ธรรมะโอสถ: ยาดีในการแก้กรรม
การปฏิบัติภาวะนา คือ การใช้ธรรมะในการรักษาโรค ในการแก้กรรม ใช้หลักธรรมในการรักษาจิตใจของเรา เมื่อจิตใจดี ร่างกายก็จะดีไปด้วย การปฏิบัติภาวะ นั่งสมาธิ กรรมฐาน ธรรมะเป็นโอสถที่ดีที่สุด ให้พระท่านช่วยรักษา ต้องหมั่นสวดมนต์ไหว้พระอย่าให้ขาด ทำบุญเป็นประจำ การสวดมนต์ภาวนา เป็นสิ่งมงคล ทำให้สิ่งร้ายทำร้ายเราไม่ได้ ทำให้จิตใจสงบ สุขภาพดี ให้พระธรรมขันธ์เป็นเข็มทิศ
เรียนกรรมฐาน อย่าใจร้อน
ที่มา: คุณ กฤษณะพงศ์ กำลังเอก จาก ละครชีวิตจริง ชุด 84000 ตอน "เบิกบุญ"
เรียนกรรมฐาน อย่าใจร้อน
ที่มา: คุณ กฤษณะพงศ์ กำลังเอก จาก ละครชีวิตจริง ชุด 84000 ตอน "เบิกบุญ"
นักเรียนนอกทุนรัฐบาล
สมัยนี้หลักสูตรปริญญาโท ปริญญาเอกมีอยู่มากทั้งในกรุงและต่างจังหวัดทั้งรัฐและเอกชน
โฆษณาเรียกลูกค้ากันต่าง ๆ นานา หลายแพ็กเกจหลายโปรโมชั่น เสียว ๆ ว่าสักวันอาจมีหลุดมาว่า "จ่ายครบจบแน่"
ค่าใช้จ่ายในการศึกษาแพงหูฉี่ระดับเงินแสน ก็ต้องจ่ายจนครบนั่นแหละขอรับ
มีเงินน้อยแต่อยากเรียน ท่านว่าต้องหาสปอนเซอร์
หากเป็นข้าราชการก็พอมีทางเลือกขอทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอกทั้งภายในและภายนอกประเทศโดยทางราชการออกค่าใช้จ่ายให้หมด
ส่วนจบตรีมาใหม่ ๆ ก็มีโอกาสเป็นนักเรียนนอกโดยเงินหลวงด้วยเหมือนกัน อาศัยหัวดีหน่อยสอบชิงทุนรัฐบาลเอา
เป็นนักเรียนนอกย่อมดูหรู เท่ เพอร์เฟกต์น่าอิจฉาตั้งแต่นิยายน้ำเน่าสมัยก่อน แต่อะไรที่มันเหลือง ๆ ไม่ใช่ทองเสมอไป อาจเป็นขี้ เอ๊ย อุนจิก็ได้
ปรากฏว่ามีคดีปกครองของนักเรียนนอกทุนรัฐบาลดังกล่าวมากมาย ออกแนวรันทดซะอีกแน่ะ
คดีนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปลีกเวลาไล่ปิดเน็ตมาฟ้องนักเรียนทุน ของกระทรวงรายหนึ่งต่อศาลปกครอง
โทษฐานส่งไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาชีวเคมี ที่มหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่ง
เรียนไม่จบครับท่าน
แล้วกระทำผิดสัญญาการรับทุนรัฐบาลไม่กลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุน จึงต้องรับผิดขอให้ศาลพิพากษาให้นักเรียนทุนผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกับผู้ค้ำ ประกันสัญญาผู้ถูกฟ้องคดีที่สองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินร่วมแสนห้ากับอีก แสนหกหมื่นกว่าดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดจุดห้านับแต่วันฟ้องจน กว่าชำระเสร็จ
ฝ่ายนักเรียนผู้ถูกฟ้องคดีนั้นเล่าเธอก็มีเหตุผล
การที่เรียนไม่จบนั้นเพราะอุปสรรคในการทดลองวิจัยอันเป็นข้อจำกัดทางด้านสติ ปัญญา แม้จะได้รับการขยายเวลาศึกษาต่อจากสำนักงาน ก.พ.ก็ตาม และที่ไม่อาจกลับประเทศตามกำหนดเพราะข้อจำกัดทางด้านการเงิน
ประการสำคัญกลับประเทศมาแล้วก็มิได้นิ่งเฉยวิ่งเต้นติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อชดใช้ทุนแต่การณ์กลับปรากฏว่าส่วนราชการทุกแห่งล้วนปฏิเสธโดยอ้างว่า ไม่มีตำแหน่งว่างหรือตำแหน่งนั้นต้องจบปริญญาโท
ต้องการทำงานชดใช้ให้หลวงจริง ๆ เพราะยังไง ๆ ก็ดีกว่าการเรียกร้องให้ชำระเงินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ค้ำประกันมีฐานะยาก จนไม่อาจชดใช้เงินตามที่เรียกร้องได้
ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีเส้นนักการเมืองจึงขอให้ศาลได้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้อง คดีได้ทำงานเป็นการชดใช้เงินให้ราชการก็แล้วกันขอรับ
ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองผิดสัญญาการรับทุนจาก รัฐบาล พิพากษาให้ชำระเงินตามจำนวนที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอทุกประการ
ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า วัตถุประสงค์ของสัญญาต้องการให้ผู้รับทุนการศึกษาเข้ารับราชการภายหลังจาก สำเร็จการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
มิใช่มุ่งต่อการเรียกให้ผู้รับทุนรัฐบาลต้องชดใช้ทุนเป็นตัวเงินสำคัญ
ผู้ฟ้องคดีกลับมาล่าช้าไปถึงสองปีเศษหลังจากผิดสัญญามิได้กลับภายในยี่สิบ วันนับแต่มีหนังสือเรียกตัวกลับ ก็เนื่องจากพยายามศึกษาให้สำเร็จตามหลักสูตร
ประกอบกับ สำนักงาน ก.พ.มีหนังสืออนุมัติขยายเวลาการศึกษา ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าใจว่าให้ผู้ถูกฟ้องคดีศึกษาจนจบปริญญาโทแล้วจึงเดิน ทางกลับประเทศ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กลับตามกำหนดดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่มีเหตุผลและไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าทำงานในหน่วยงานของเอกชนรายใด
การให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าปฏิบัติราชการชดใช้ทุนจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มากกว่าการเรียกให้ชดใช้เงินคืน
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้ร้องขอเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนอันเป็นการปฏิบัติ การเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีไม่จัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้ารับราชการอันเป็นการไม่ยอมรับชำระ หนี้
พฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้อง
เห็นว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนก่อเหตุทำให้การบังคับตามสัญญานั้นสิ้นสภาพลง ต่างไม่ประสงค์จะให้สัญญามีผลบังคับใช้ต่อไป ถือว่าสัญญาพิพาทเลิกกันโดยปริยาย
คู่สัญญาต่างฝ่ายจะเรียกร้องค่าเสียหายจากกันไม่ได้ คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีรับเงินทุนจากรัฐบาลไว้แล้วจึงต้องคืนแก่ผู้ฟ้องคดีพร้อม ดอกเบี้ยนับแต่เวลาได้รับเงินไว้แล้วตามมาตรา ๓๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่สองในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย
พิพากษาแก้ เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้เงินคืนผู้ฟ้องคดีสี่แสนเก้าหมื่นสี่พัน บาทกับอีกห้าหมื่นสามพันสี่ร้อยเจ็ดสิบแปดดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด ร้อยละเจ็ดจุดห้าต่อปี ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดี (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๖๐/๒๕๔๙)
อุตส่าห์ขอทำงานใช้หนี้แล้วนะเนี่ย.
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
praepim@yahoo.com
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ กฎหมายข้างตัว
โฆษณาเรียกลูกค้ากันต่าง ๆ นานา หลายแพ็กเกจหลายโปรโมชั่น เสียว ๆ ว่าสักวันอาจมีหลุดมาว่า "จ่ายครบจบแน่"
ค่าใช้จ่ายในการศึกษาแพงหูฉี่ระดับเงินแสน ก็ต้องจ่ายจนครบนั่นแหละขอรับ
มีเงินน้อยแต่อยากเรียน ท่านว่าต้องหาสปอนเซอร์
หากเป็นข้าราชการก็พอมีทางเลือกขอทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอกทั้งภายในและภายนอกประเทศโดยทางราชการออกค่าใช้จ่ายให้หมด
ส่วนจบตรีมาใหม่ ๆ ก็มีโอกาสเป็นนักเรียนนอกโดยเงินหลวงด้วยเหมือนกัน อาศัยหัวดีหน่อยสอบชิงทุนรัฐบาลเอา
เป็นนักเรียนนอกย่อมดูหรู เท่ เพอร์เฟกต์น่าอิจฉาตั้งแต่นิยายน้ำเน่าสมัยก่อน แต่อะไรที่มันเหลือง ๆ ไม่ใช่ทองเสมอไป อาจเป็นขี้ เอ๊ย อุนจิก็ได้
ปรากฏว่ามีคดีปกครองของนักเรียนนอกทุนรัฐบาลดังกล่าวมากมาย ออกแนวรันทดซะอีกแน่ะ
คดีนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปลีกเวลาไล่ปิดเน็ตมาฟ้องนักเรียนทุน ของกระทรวงรายหนึ่งต่อศาลปกครอง
โทษฐานส่งไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาในหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาชีวเคมี ที่มหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่ง
เรียนไม่จบครับท่าน
แล้วกระทำผิดสัญญาการรับทุนรัฐบาลไม่กลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุน จึงต้องรับผิดขอให้ศาลพิพากษาให้นักเรียนทุนผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกับผู้ค้ำ ประกันสัญญาผู้ถูกฟ้องคดีที่สองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินร่วมแสนห้ากับอีก แสนหกหมื่นกว่าดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดจุดห้านับแต่วันฟ้องจน กว่าชำระเสร็จ
ฝ่ายนักเรียนผู้ถูกฟ้องคดีนั้นเล่าเธอก็มีเหตุผล
การที่เรียนไม่จบนั้นเพราะอุปสรรคในการทดลองวิจัยอันเป็นข้อจำกัดทางด้านสติ ปัญญา แม้จะได้รับการขยายเวลาศึกษาต่อจากสำนักงาน ก.พ.ก็ตาม และที่ไม่อาจกลับประเทศตามกำหนดเพราะข้อจำกัดทางด้านการเงิน
ประการสำคัญกลับประเทศมาแล้วก็มิได้นิ่งเฉยวิ่งเต้นติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อชดใช้ทุนแต่การณ์กลับปรากฏว่าส่วนราชการทุกแห่งล้วนปฏิเสธโดยอ้างว่า ไม่มีตำแหน่งว่างหรือตำแหน่งนั้นต้องจบปริญญาโท
ต้องการทำงานชดใช้ให้หลวงจริง ๆ เพราะยังไง ๆ ก็ดีกว่าการเรียกร้องให้ชำระเงินซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ค้ำประกันมีฐานะยาก จนไม่อาจชดใช้เงินตามที่เรียกร้องได้
ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีเส้นนักการเมืองจึงขอให้ศาลได้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้อง คดีได้ทำงานเป็นการชดใช้เงินให้ราชการก็แล้วกันขอรับ
ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองผิดสัญญาการรับทุนจาก รัฐบาล พิพากษาให้ชำระเงินตามจำนวนที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอทุกประการ
ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า วัตถุประสงค์ของสัญญาต้องการให้ผู้รับทุนการศึกษาเข้ารับราชการภายหลังจาก สำเร็จการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
มิใช่มุ่งต่อการเรียกให้ผู้รับทุนรัฐบาลต้องชดใช้ทุนเป็นตัวเงินสำคัญ
ผู้ฟ้องคดีกลับมาล่าช้าไปถึงสองปีเศษหลังจากผิดสัญญามิได้กลับภายในยี่สิบ วันนับแต่มีหนังสือเรียกตัวกลับ ก็เนื่องจากพยายามศึกษาให้สำเร็จตามหลักสูตร
ประกอบกับ สำนักงาน ก.พ.มีหนังสืออนุมัติขยายเวลาการศึกษา ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าใจว่าให้ผู้ถูกฟ้องคดีศึกษาจนจบปริญญาโทแล้วจึงเดิน ทางกลับประเทศ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กลับตามกำหนดดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่มีเหตุผลและไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าทำงานในหน่วยงานของเอกชนรายใด
การให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าปฏิบัติราชการชดใช้ทุนจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มากกว่าการเรียกให้ชดใช้เงินคืน
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้ร้องขอเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนอันเป็นการปฏิบัติ การเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีไม่จัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้ารับราชการอันเป็นการไม่ยอมรับชำระ หนี้
พฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้อง
เห็นว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนก่อเหตุทำให้การบังคับตามสัญญานั้นสิ้นสภาพลง ต่างไม่ประสงค์จะให้สัญญามีผลบังคับใช้ต่อไป ถือว่าสัญญาพิพาทเลิกกันโดยปริยาย
คู่สัญญาต่างฝ่ายจะเรียกร้องค่าเสียหายจากกันไม่ได้ คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีรับเงินทุนจากรัฐบาลไว้แล้วจึงต้องคืนแก่ผู้ฟ้องคดีพร้อม ดอกเบี้ยนับแต่เวลาได้รับเงินไว้แล้วตามมาตรา ๓๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่สองในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย
พิพากษาแก้ เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้เงินคืนผู้ฟ้องคดีสี่แสนเก้าหมื่นสี่พัน บาทกับอีกห้าหมื่นสามพันสี่ร้อยเจ็ดสิบแปดดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด ร้อยละเจ็ดจุดห้าต่อปี ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดี (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๖๐/๒๕๔๙)
อุตส่าห์ขอทำงานใช้หนี้แล้วนะเนี่ย.
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
praepim@yahoo.com
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ กฎหมายข้างตัว
Monday, April 19, 2010
คำศัพท์ใหม่ ๆ update ตามกระแส(เหลือง ๆ แดง ๆ)
คำศัพท์ใหม่ ๆ update ตามกระแส
1. เหวง = คืออาการพูดจาไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ได้ศัพย์
ตัวอย่าง = นี่แก!..ทำไมแกพูดจา "เหวง" แบบนี้วะ
2. กี้ = คืออาการดันทุรัง มุทะลุดุดันแบบโง่ๆ
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้เซ็งพวกตำรวจ ship หาย...ก็แมร่ง "กี้" บอกว่ารถกรูวิ่งไม่เปิดไฟหน้าตอนกลางวัน
3. จตุพร = คืออาการของคนไร้สติ และขาดซึ่งปัญญา
ตัวอย่าง = นี่เธอ!..เธอรู้มั้ยว่าสิ่งที่เธอได้ทำลงไปนั้น มันจตุพรมากๆเลย
4. วีระ = คืออาการของคนสำรวม แบบไม่มีความคิดที่เป็นชิ้นเป็นอัน
ตัวอย่าง = นายแป้นเป็นเด็กที่ "วีระ" มากที่สุดในชั้นเรียน
5. ณัฐวุฒิ = คืออาการของคนเมาค้าง แล้วยังสามารถโกหกอย่างหน้าด้านๆ ว่ามันมีอยู่จริงๆ
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้กรูไปเจอคนๆนึงว่ะเพื่อน แมร่ง "ณัฐวุติ" น่าดู มันบอกว่าทักษิณจะได้กลับมาเป็นใหญ่
6. การุณ = คืออาการของคนเถื่อนดิบถร่อย เตะต่อยได้แม้กระทั่งจิ้งจก (คือเลวโดนสันดานอ่ะ)
ตัวอย่าง = นักเรียนที่มีพฤติกรรม "การุณ" หากทางโรงเรียนจับได้ มีโทษถึงไล่ออกสถานเดียว
7. ทักกี้ = คือพฤติกรรมการโกงแบบเชิงนโยบาย และมีวาทะศิลป์ดี
ตัวอย่าง = ปลายเดือนก่อน ตำรวจได้จับข้าราขการผู้หนึ่ง ซึ่งมีพฤติกรรม "ทักกี้" มาสอบสวน
8. โอ๊คอ๊าค = คือพฤติกรรมของการลอกข้อสอบแบบเนียนๆ
ตัวอย่าง = โหเพื่อน!....แก "โอ๊คอ๊าค" ได้งัยวะเนี่ย สุดยอดเลยว่ะ จารย์ยังจับแกไม่ได้เลย...โห...นับถือๆ
9. เอม = คือพฤติกรรมของการแอบฝากเข้าเรียนหนังสือ
ตัวอย่าง = นี่เธอ ดูผู้หญิงคนนั้นสิ ได้ข่าวว่าพ่อเขาแอบ "เอม" เข้ามานะนั่น
10. อุ๊งอิ้ง = คือพฤติกรรมโกงข้อสอบแบบสอบผ่านและคะแนนเกือบเต็ม ทุกวิชา
ตัวอย่าง = ใครเขาจะไปรู้ล่ะว่าลูกของพ่อจะ "อุ๊งอิ๊ง" ได้ขนาดนี้
11. หญิงพจ = คืออาการขี้เหนียว ขี้ตืดอย่างรุนแรง
ตัวอย่าง = ไรวะเพื่อน..เงินแค่นี้ แกอย่ามา "หญิงพจ" กะเพื่อนเลย
12. จิ๋ว = คืออาการของคนรู้ทันเหตุการณ์แล้วหลบเลี่ยงได้หมด
ตัวอย่าง = ทางการได้เข้าทลายแหล่งผลิตยาบ้า ได้ของกลางกว่า 1 ล้านเม็ด แต่ผู้ต้องหา "จิ๋ว" กันหมด
13. เด็จพี่ = คืออาการของคนชอบทำร้ายเมีย/แฟน (เมียจะดีกว่านะแต่แฟนก็ใช้ได้ ไม่ผิดหรอก)
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้ข้างบ้าน ลุงแย้มแก "เด็จพี่" เมียแกอีกแล้ว
14. เหลิม = คืออาการของคนพูดจาวกวนไปมา เสียงดังบ้างในบางครั้ง แล้วมักจะไม่รู้ว่าลูกของตัวเองมีพ่อชื่อว่าอะไร
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้เจอคนเมาว่ะ แมร่ง "เหลิม" น่าดู
15. เสแดง = คืออการของคนที่ชอบพูดจาโวยวาย ซึ่งคล้ายๆกับ "กี้" แต่รุนแรงกว่านิดหน่อย
ตัวอย่าง = เฮ้ย.....ทำไมเวลาแกพูดกะชั้น แกต้องมา "เสแดง" ทุกทีด้วยวะ
16. เคทอง = คืออาการของคนที่ไม่สะทกสะท้านต่อความผิดที่ตัวเองได้ก่อ
ตัวอย่าง = ผู้ต้องหาที่ถูกจับได้นั้นมีอาการ "เคทอง" อย่างเห็นได้ชัดเจน
17. นุพงศ์ = คืออการของคนที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่แอบแฝงเอาไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม
ตัวอย่าง = แกเห็นไอ้เป้ามัน "นุพงศ์" ก็เหอะนะ รู้มัยว่ามันมีเงินจากการเล่นแชร์เดือนละหลายแสนเลยนะ
18. เทือก = คืออาการของคนชอบขวางผู้อื่นไม่ให้ทำงานทำการได้ สำเร็จ
ตัวอย่าง = เจ้าเอมันเป็นคนที่ "เทือก" มากๆเลย ใครจะมาจัดการมันได้บ้างเนี่ย
19. นาธาน = คืออาการของคนที่ชอบพูดจาโกหกพกลม หรือแหลขั้นพ่อ
ตัวอย่าง = นี่หล่อน เงินแค่นี้ หล่อนจะมา "นาธาน" กะชั้นทำไม
20. มาร์ค = คืออาการของคนฉลาด รอบครอบ พูดน้อย สุขุม สง่างาม ......ที่สำคัญ หล่อด้วยอ่ะ
ตัวอย่าง = อืม...แฟนของลูกคนนี้ช่าง "มาร์ค" จริง ๆ
21 ครูลิลลี่: “ไพร่” ที่คนเสื้อแดงเรียกตัวเอง และก็ได้รับความนิยมจนสื่อมวลชนนำไปขยายต่อ ซึ่งถือว่าเป็นคำที่สั้น - ง่าย และได้ใจความที่ครบหมดเลย ไม่ว่าจะแดกดัน ประชด ซึ่งจะเป็นไพร่แบบคำกริยา หรือจะเป็น “ไพร่” แบบคำนามก็มีทั้งนั้น หรือคำที่เขาประดิษฐ์กันอย่างคำว่า “สงครามชนชั้นต่ำ” เขาก็ใช้ไปเปรียบกับคำว่า “ไพร่” ซึ่งจริงๆ ในสมัยประชาชนโบราณแล้วคำว่า “ไพร่” มันก็คือ “ประชาชนทั่วไป” ไม่ว่าจะเป็นไพร่สม ไพร่ส่วย ไพร่หลวง ที่สมัยก่อนเขาก็เรียก “ไพร่” แต่กลับประดิษฐ์คำและความหมายใหม่ๆ ขึ้นมาจนได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง แม้กระทั่งเด็กๆ ชั้นประถมที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจการเมืองกลับสนใจพร้อมกับนำคำการเมืองใหม่ๆ เหล่านี้ไปพูด-คุยและโพสต์กันในเฟซบุ๊ก”
ส่วนตัวชอบคำว่า “ไพร่” เนื่องจากคำนี้มันเป็นคำนาม กริยา วิเศษณ์ กินความหมายได้หมดจริงๆ ต้องชื่นชมว่าคนคิดคำนี้เก่งมาก แต่ว่าระวังคิดแล้วมันจะเข้าตัวเองซึ่งก่อนตั้งเขาลืมไปว่าไพร่จริงๆ แล้วมันมีหลายความหมาย
22 ครูลิลลี่: “ปรองดอง” ที่นายกฯ อภิสิทธิ์พูด จริงๆ มันมีความหมายว่าสมานฉันท์นั่นแหละ แต่เราเชื่อว่าที่ท่านใช้คำนี้เพราะว่าคำว่า “ปรองดอง” มันฟังแล้วรู้สึกว่าง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า มันเหมือนจับต้องได้ แต่คำว่าสมานฉันท์มันเหมือนเป็นอุดมคติมากกว่า บางทีคำมันก็สูงไป
22 ครูลิลลี่: “เด็กดื้อ” ที่เขาใช้เรียกนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ดีเพราะมันเป็นคำที่มีความหมายมันก็ลึกกว่านั้น ทั้งความคิดเป็นเด็กหรือทำตัวเป็นเด็ก ซึ่งคนคิดคำนี้ขึ้นมาก็ถือว่าเก่งมากๆ เนื่องจากสามารถใช้คำว่าทั้งเด็ก ทั้งดื้อ ไร้เดียงสา ไม่โต ทั้งสองตัวนี้ถ้าเอามารวมกัน”
1. เหวง = คืออาการพูดจาไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ได้ศัพย์
ตัวอย่าง = นี่แก!..ทำไมแกพูดจา "เหวง" แบบนี้วะ
2. กี้ = คืออาการดันทุรัง มุทะลุดุดันแบบโง่ๆ
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้เซ็งพวกตำรวจ ship หาย...ก็แมร่ง "กี้" บอกว่ารถกรูวิ่งไม่เปิดไฟหน้าตอนกลางวัน
3. จตุพร = คืออาการของคนไร้สติ และขาดซึ่งปัญญา
ตัวอย่าง = นี่เธอ!..เธอรู้มั้ยว่าสิ่งที่เธอได้ทำลงไปนั้น มันจตุพรมากๆเลย
4. วีระ = คืออาการของคนสำรวม แบบไม่มีความคิดที่เป็นชิ้นเป็นอัน
ตัวอย่าง = นายแป้นเป็นเด็กที่ "วีระ" มากที่สุดในชั้นเรียน
5. ณัฐวุฒิ = คืออาการของคนเมาค้าง แล้วยังสามารถโกหกอย่างหน้าด้านๆ ว่ามันมีอยู่จริงๆ
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้กรูไปเจอคนๆนึงว่ะเพื่อน แมร่ง "ณัฐวุติ" น่าดู มันบอกว่าทักษิณจะได้กลับมาเป็นใหญ่
6. การุณ = คืออาการของคนเถื่อนดิบถร่อย เตะต่อยได้แม้กระทั่งจิ้งจก (คือเลวโดนสันดานอ่ะ)
ตัวอย่าง = นักเรียนที่มีพฤติกรรม "การุณ" หากทางโรงเรียนจับได้ มีโทษถึงไล่ออกสถานเดียว
7. ทักกี้ = คือพฤติกรรมการโกงแบบเชิงนโยบาย และมีวาทะศิลป์ดี
ตัวอย่าง = ปลายเดือนก่อน ตำรวจได้จับข้าราขการผู้หนึ่ง ซึ่งมีพฤติกรรม "ทักกี้" มาสอบสวน
8. โอ๊คอ๊าค = คือพฤติกรรมของการลอกข้อสอบแบบเนียนๆ
ตัวอย่าง = โหเพื่อน!....แก "โอ๊คอ๊าค" ได้งัยวะเนี่ย สุดยอดเลยว่ะ จารย์ยังจับแกไม่ได้เลย...โห...นับถือๆ
9. เอม = คือพฤติกรรมของการแอบฝากเข้าเรียนหนังสือ
ตัวอย่าง = นี่เธอ ดูผู้หญิงคนนั้นสิ ได้ข่าวว่าพ่อเขาแอบ "เอม" เข้ามานะนั่น
10. อุ๊งอิ้ง = คือพฤติกรรมโกงข้อสอบแบบสอบผ่านและคะแนนเกือบเต็ม ทุกวิชา
ตัวอย่าง = ใครเขาจะไปรู้ล่ะว่าลูกของพ่อจะ "อุ๊งอิ๊ง" ได้ขนาดนี้
11. หญิงพจ = คืออาการขี้เหนียว ขี้ตืดอย่างรุนแรง
ตัวอย่าง = ไรวะเพื่อน..เงินแค่นี้ แกอย่ามา "หญิงพจ" กะเพื่อนเลย
12. จิ๋ว = คืออาการของคนรู้ทันเหตุการณ์แล้วหลบเลี่ยงได้หมด
ตัวอย่าง = ทางการได้เข้าทลายแหล่งผลิตยาบ้า ได้ของกลางกว่า 1 ล้านเม็ด แต่ผู้ต้องหา "จิ๋ว" กันหมด
13. เด็จพี่ = คืออาการของคนชอบทำร้ายเมีย/แฟน (เมียจะดีกว่านะแต่แฟนก็ใช้ได้ ไม่ผิดหรอก)
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้ข้างบ้าน ลุงแย้มแก "เด็จพี่" เมียแกอีกแล้ว
14. เหลิม = คืออาการของคนพูดจาวกวนไปมา เสียงดังบ้างในบางครั้ง แล้วมักจะไม่รู้ว่าลูกของตัวเองมีพ่อชื่อว่าอะไร
ตัวอย่าง = เมื่อวานนี้เจอคนเมาว่ะ แมร่ง "เหลิม" น่าดู
15. เสแดง = คืออการของคนที่ชอบพูดจาโวยวาย ซึ่งคล้ายๆกับ "กี้" แต่รุนแรงกว่านิดหน่อย
ตัวอย่าง = เฮ้ย.....ทำไมเวลาแกพูดกะชั้น แกต้องมา "เสแดง" ทุกทีด้วยวะ
16. เคทอง = คืออาการของคนที่ไม่สะทกสะท้านต่อความผิดที่ตัวเองได้ก่อ
ตัวอย่าง = ผู้ต้องหาที่ถูกจับได้นั้นมีอาการ "เคทอง" อย่างเห็นได้ชัดเจน
17. นุพงศ์ = คืออการของคนที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่แอบแฝงเอาไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม
ตัวอย่าง = แกเห็นไอ้เป้ามัน "นุพงศ์" ก็เหอะนะ รู้มัยว่ามันมีเงินจากการเล่นแชร์เดือนละหลายแสนเลยนะ
18. เทือก = คืออาการของคนชอบขวางผู้อื่นไม่ให้ทำงานทำการได้ สำเร็จ
ตัวอย่าง = เจ้าเอมันเป็นคนที่ "เทือก" มากๆเลย ใครจะมาจัดการมันได้บ้างเนี่ย
19. นาธาน = คืออาการของคนที่ชอบพูดจาโกหกพกลม หรือแหลขั้นพ่อ
ตัวอย่าง = นี่หล่อน เงินแค่นี้ หล่อนจะมา "นาธาน" กะชั้นทำไม
20. มาร์ค = คืออาการของคนฉลาด รอบครอบ พูดน้อย สุขุม สง่างาม ......ที่สำคัญ หล่อด้วยอ่ะ
ตัวอย่าง = อืม...แฟนของลูกคนนี้ช่าง "มาร์ค" จริง ๆ
21 ครูลิลลี่: “ไพร่” ที่คนเสื้อแดงเรียกตัวเอง และก็ได้รับความนิยมจนสื่อมวลชนนำไปขยายต่อ ซึ่งถือว่าเป็นคำที่สั้น - ง่าย และได้ใจความที่ครบหมดเลย ไม่ว่าจะแดกดัน ประชด ซึ่งจะเป็นไพร่แบบคำกริยา หรือจะเป็น “ไพร่” แบบคำนามก็มีทั้งนั้น หรือคำที่เขาประดิษฐ์กันอย่างคำว่า “สงครามชนชั้นต่ำ” เขาก็ใช้ไปเปรียบกับคำว่า “ไพร่” ซึ่งจริงๆ ในสมัยประชาชนโบราณแล้วคำว่า “ไพร่” มันก็คือ “ประชาชนทั่วไป” ไม่ว่าจะเป็นไพร่สม ไพร่ส่วย ไพร่หลวง ที่สมัยก่อนเขาก็เรียก “ไพร่” แต่กลับประดิษฐ์คำและความหมายใหม่ๆ ขึ้นมาจนได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง แม้กระทั่งเด็กๆ ชั้นประถมที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจการเมืองกลับสนใจพร้อมกับนำคำการเมืองใหม่ๆ เหล่านี้ไปพูด-คุยและโพสต์กันในเฟซบุ๊ก”
ส่วนตัวชอบคำว่า “ไพร่” เนื่องจากคำนี้มันเป็นคำนาม กริยา วิเศษณ์ กินความหมายได้หมดจริงๆ ต้องชื่นชมว่าคนคิดคำนี้เก่งมาก แต่ว่าระวังคิดแล้วมันจะเข้าตัวเองซึ่งก่อนตั้งเขาลืมไปว่าไพร่จริงๆ แล้วมันมีหลายความหมาย
22 ครูลิลลี่: “ปรองดอง” ที่นายกฯ อภิสิทธิ์พูด จริงๆ มันมีความหมายว่าสมานฉันท์นั่นแหละ แต่เราเชื่อว่าที่ท่านใช้คำนี้เพราะว่าคำว่า “ปรองดอง” มันฟังแล้วรู้สึกว่าง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า มันเหมือนจับต้องได้ แต่คำว่าสมานฉันท์มันเหมือนเป็นอุดมคติมากกว่า บางทีคำมันก็สูงไป
22 ครูลิลลี่: “เด็กดื้อ” ที่เขาใช้เรียกนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ดีเพราะมันเป็นคำที่มีความหมายมันก็ลึกกว่านั้น ทั้งความคิดเป็นเด็กหรือทำตัวเป็นเด็ก ซึ่งคนคิดคำนี้ขึ้นมาก็ถือว่าเก่งมากๆ เนื่องจากสามารถใช้คำว่าทั้งเด็ก ทั้งดื้อ ไร้เดียงสา ไม่โต ทั้งสองตัวนี้ถ้าเอามารวมกัน”
Sunday, April 18, 2010
บทเรียนคติธรรมจากชีวิตจริงของ แม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม
คติธรรมจาก ละครชีวิตจริง ชุด 84000 ตอน ของ แม่ชี ทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม "สิ่งที่เราทำอะไรไว้ เราอาจไม่รู้เรื่อง ว่ามันมีกรรมทำหน้าที่ของมันทุกวัน ไม่มีวันหยุด"
- โกงเขา มันบาปกรรม อย่าทำเลย ซื่อกินไม่หมด คตกินไม่นาน ถ้าเราโกงเขาวันนี้ วันหน้าเขาก็มาโกงเรา ผลของการโกง เหมือนการลักทรัพย์ ตามศีล 5 การคตโกงคือการลักทรัพย์ คือ มันไม่เจริญก้าวหน้า เมื่อไหร่ที่กรรมดีเราหมด กรรมชั่วก็จะส่งผล เราโกงไว้ยังไง เราก็จมอย่างนั้น นั่นคือ ผลของการคตโกง
- ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อย่าดื้อกับพ่อแม่ อย่าเถียงพ่อแม่ ต้องพูดกับพ่อแม่ดี ๆ เพราะว่าพ่อแม่ให้สิ่งดีอยู่แล้ว เขาอาจจะดุด่าเรา แต่ก็ด้วยความรัก ผลกรรมของการไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ชีวิตถูกซ้ำเติมตลอด ไม่ว่าคนผู้นั้นจะไปอยู่กับใคร จะไม่มีใครเชื่อใจ เขาจะหาว่าเลวทั้งนั้น เพราะว่าคิดกับพ่อแม่ไม่ดี
- ผลกรรมของการฆ่าสัตว์ ทำให้ไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ไปอยู่กับใครก็ต้องถูกขับไล่
- ผลกรรมของการฆ่าตัวตาย จิตจะไม่สามารถขึ้นสวรรค์ หรือ ลงนรกได้ ลอยไปลอยมาอยู่อย่างนั้น ถ้ามีโอกาสเกิดอีก ก็ยังต้องฆ่าตัวตายอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอบวช(เป็นแม่ชีแล้ว)ได้นั่งกรรมฐาน ถึงได้รู้ว่า ชีวิตมีค่า
..เราทำกรรมอันใดไว้ เราต้องชดใช้กรรมนั้น..
- โกงเขา มันบาปกรรม อย่าทำเลย ซื่อกินไม่หมด คตกินไม่นาน ถ้าเราโกงเขาวันนี้ วันหน้าเขาก็มาโกงเรา ผลของการโกง เหมือนการลักทรัพย์ ตามศีล 5 การคตโกงคือการลักทรัพย์ คือ มันไม่เจริญก้าวหน้า เมื่อไหร่ที่กรรมดีเราหมด กรรมชั่วก็จะส่งผล เราโกงไว้ยังไง เราก็จมอย่างนั้น นั่นคือ ผลของการคตโกง
- ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อย่าดื้อกับพ่อแม่ อย่าเถียงพ่อแม่ ต้องพูดกับพ่อแม่ดี ๆ เพราะว่าพ่อแม่ให้สิ่งดีอยู่แล้ว เขาอาจจะดุด่าเรา แต่ก็ด้วยความรัก ผลกรรมของการไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ชีวิตถูกซ้ำเติมตลอด ไม่ว่าคนผู้นั้นจะไปอยู่กับใคร จะไม่มีใครเชื่อใจ เขาจะหาว่าเลวทั้งนั้น เพราะว่าคิดกับพ่อแม่ไม่ดี
- ผลกรรมของการฆ่าสัตว์ ทำให้ไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ไปอยู่กับใครก็ต้องถูกขับไล่
- ผลกรรมของการฆ่าตัวตาย จิตจะไม่สามารถขึ้นสวรรค์ หรือ ลงนรกได้ ลอยไปลอยมาอยู่อย่างนั้น ถ้ามีโอกาสเกิดอีก ก็ยังต้องฆ่าตัวตายอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอบวช(เป็นแม่ชีแล้ว)ได้นั่งกรรมฐาน ถึงได้รู้ว่า ชีวิตมีค่า
..เราทำกรรมอันใดไว้ เราต้องชดใช้กรรมนั้น..
Saturday, April 17, 2010
ชี้ทางรวย
ขอให้รวย ให้ร่ำให้รวย ให้รวย ๆ โดยการไหว้ พระพุทธรูป "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา" วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี วัดท่าซุง เคยเป็นที่พำนักของเจ้าอาวาสวัดชื่อดัง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
แม่ชีทศพร บอกว่า หากผู้ใดปารถนาจะได้ลาภเงินทอง และความร่ำรวย ให้ไปที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี
เพื่อไปสักการะ พระพุทธรูปองค์หนึ่งที่อยู่ภายในวัด ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร
พระพุทธรูปองค์นี้ มีชื่อว่า "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา"
ขึ้นตอนในการสัการระนะครับ แม่ชีบอกว่า
1 ให้น้อมเคารพ สักการะพระพุทธรูปองค์นี้
2 ให้นำผ้าไตรจีวรของวัดมาห่มคลุมองค์พระพุทธรูปนี้
3 ให้สวดพระคาถาสำหรับบูชาพระพุทธองค์นี้ จากทางวัด
4 ให้อธิษฐานขอพร จากพระพุทธรูปองค์นี้
เพียงข้อเดียวเท่านั้น อย่าขอพร่ำเพรื่อ
(เช่น ขอให้ร่ำรวย มีเงินเป็นแสน เป็นล้าน ก็ว่าไป )
5 ให้กลับมาสวด "พระคาถาเงินล้าน"
ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
สวดทุกวัน วันละ 9 จบ
6 เมื่อสิ่งที่ร้องขอนั้นได้ส่งผลกับคุณแล้ว
อย่าลืมทำบุญและอุทิศส่วนบุญกุศลบูชาคุณพระรัตนตรัย
และบูชา องค์พระพุทธรูป "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา" ด้วย
นี่แหละคือสิ่งที่แม่ชีชี้ทางบุญให้สำหรับคนที่อยากมีทรัพย์ เงินทอง
อยากร่ำรวย
ใครอยากร่ำรวย มีเงินทอง หากมีโอกาส
ก็ลองไปสักการะ พระพุทธรูปองค์นี้
และทำตามขั้นตอนที่แม่ชีบอกไว้ดูนะครับ
พระพุทธรูป "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา"
คาถาเงินล้าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
===คาถาเงินล้าน===
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ)
* พระพุทธัง ประสิทธิโชคลาภ
* พระธัมมัง ประสิทธิโชคลาภ
* พระสังฆัง ประสิทธิโชคลาภ
นาสังสิโม พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ , (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุ เม, (คาถาเงินแสน)
มะหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม, (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ ,วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้ผลเร็ว)
เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ
(บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)
แม่ชีทศพร บอกว่า หากผู้ใดปารถนาจะได้ลาภเงินทอง และความร่ำรวย ให้ไปที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี
เพื่อไปสักการะ พระพุทธรูปองค์หนึ่งที่อยู่ภายในวัด ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร
พระพุทธรูปองค์นี้ มีชื่อว่า "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา"
ขึ้นตอนในการสัการระนะครับ แม่ชีบอกว่า
1 ให้น้อมเคารพ สักการะพระพุทธรูปองค์นี้
2 ให้นำผ้าไตรจีวรของวัดมาห่มคลุมองค์พระพุทธรูปนี้
3 ให้สวดพระคาถาสำหรับบูชาพระพุทธองค์นี้ จากทางวัด
4 ให้อธิษฐานขอพร จากพระพุทธรูปองค์นี้
เพียงข้อเดียวเท่านั้น อย่าขอพร่ำเพรื่อ
(เช่น ขอให้ร่ำรวย มีเงินเป็นแสน เป็นล้าน ก็ว่าไป )
5 ให้กลับมาสวด "พระคาถาเงินล้าน"
ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
สวดทุกวัน วันละ 9 จบ
6 เมื่อสิ่งที่ร้องขอนั้นได้ส่งผลกับคุณแล้ว
อย่าลืมทำบุญและอุทิศส่วนบุญกุศลบูชาคุณพระรัตนตรัย
และบูชา องค์พระพุทธรูป "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา" ด้วย
นี่แหละคือสิ่งที่แม่ชีชี้ทางบุญให้สำหรับคนที่อยากมีทรัพย์ เงินทอง
อยากร่ำรวย
ใครอยากร่ำรวย มีเงินทอง หากมีโอกาส
ก็ลองไปสักการะ พระพุทธรูปองค์นี้
และทำตามขั้นตอนที่แม่ชีบอกไว้ดูนะครับ
พระพุทธรูป "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา"
คาถาเงินล้าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
===คาถาเงินล้าน===
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ)
* พระพุทธัง ประสิทธิโชคลาภ
* พระธัมมัง ประสิทธิโชคลาภ
* พระสังฆัง ประสิทธิโชคลาภ
นาสังสิโม พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ , (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุ เม, (คาถาเงินแสน)
มะหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม, (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ ,วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้ผลเร็ว)
เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ
(บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)
5 วิธีคิดหลุดพ้นความยากจนของคนไทย
คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาวิจัยความสุขของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย พบปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวยากจนมีความสุข มี 5 ปัจจัย...
รศ.ดร. สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้ศึกษาวิจัยความสุขของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย โดยศึกษาครอบครัวผู้ยากจน 100 ครอบครัว ซึ่งมีอาชีพเกษตรกร รับจ้าง ขับรถบรรทุก ภารโรง ผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีการศึกษาระดับประถม รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,825 บาท รายจ่าย 8,722 บาท มีหนี้สินเฉลี่ย 46,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นเรื่องการศึกษาบุตร ซึ่งมีเฉลี่ยครอบครัวละ 2 คน เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภค แต่ค้นพบว่าครอบครัวร้อยละ 80 มีความสุข แม้จะจนแต่ก็หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ เรียกว่าถึงจนก็มีความสุข ส่วนอีกร้อยละ 20 ทั้งจนทั้งทุกข์
อาจารย์คณะครุศาสตร์กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวยากจนมีความสุข มี 5 ปัจจัย คือ
1. เป็นครอบครัวที่คิดนอกกรอบ ไม่ถูกครอบงำด้วยระบบทุนนิยม เห็นได้ว่าครอบครัวเหล่านี้ ลูกจะไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสทุนนิยม
2. เป็นครอบครัวที่คิดดี คิดบวก มีความสุข โดยความสุขของพ่อแม่ คือการศึกษาของลูก และลูกก็เป็นเด็กเรียนดี เชื่อฟังพ่อแม่ ช่วยงานบ้าน ส่วนโรงเรียน ทั้งครูและผู้บริหารก็ให้การสนับสนุน ยกย่องเมื่อเด็กทำดี ทำให้เด็กมีกำลังใจในการทำความดี
3. เป็นครอบครัวที่มีวิถีชีวิตสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เช่น หวย ทั้งพ่อก็เลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่ โดยนำเงินจากการซื้อเหล้า-บุหรี่ มาใช้เพื่อการศึกษาของลูกแทน เป็นต้น
4. การบริหารการจัดการที่ดี ทั้งเรื่องเงินและเวลา โดยกำหนดว่าทุกวันเวลา 6 โมงเย็น เป็นเวลาครอบครัวที่จะรับประทานอาหารเย็น ดูโทรทัศน์ และปรึกษาหารือกัน การแก้ปัญหาความขัดแย้งจะใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เป็นต้น
5. การปฏิวัติความธรรมดาให้เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา เช่น ความคิดที่ว่าคนจนต้องจนต่อไป เปลี่ยนเป็นความจนสามารถหลุดพ้นได้ เป็นต้น
โดย แนวทางการใช้ชีวิตของครอบครัวเหล่านี้ จะเป็นต้นแบบให้รัฐบาลสามารถนำไปขยายผล เพื่อให้ครอบครัวยากจนอื่นๆ ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจุฬาฯก็จะรวบรวมข้อมูล จัดทำหนังสือเผยแพร่ในโครงการฟอรั่มปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อฉลองจุฬาฯครบรอบ 100 ปีต่อไป
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/edu/77220 อาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ.2553
รศ.ดร. สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้ศึกษาวิจัยความสุขของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย โดยศึกษาครอบครัวผู้ยากจน 100 ครอบครัว ซึ่งมีอาชีพเกษตรกร รับจ้าง ขับรถบรรทุก ภารโรง ผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีการศึกษาระดับประถม รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,825 บาท รายจ่าย 8,722 บาท มีหนี้สินเฉลี่ย 46,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นเรื่องการศึกษาบุตร ซึ่งมีเฉลี่ยครอบครัวละ 2 คน เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภค แต่ค้นพบว่าครอบครัวร้อยละ 80 มีความสุข แม้จะจนแต่ก็หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ เรียกว่าถึงจนก็มีความสุข ส่วนอีกร้อยละ 20 ทั้งจนทั้งทุกข์
อาจารย์คณะครุศาสตร์กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวยากจนมีความสุข มี 5 ปัจจัย คือ
1. เป็นครอบครัวที่คิดนอกกรอบ ไม่ถูกครอบงำด้วยระบบทุนนิยม เห็นได้ว่าครอบครัวเหล่านี้ ลูกจะไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสทุนนิยม
2. เป็นครอบครัวที่คิดดี คิดบวก มีความสุข โดยความสุขของพ่อแม่ คือการศึกษาของลูก และลูกก็เป็นเด็กเรียนดี เชื่อฟังพ่อแม่ ช่วยงานบ้าน ส่วนโรงเรียน ทั้งครูและผู้บริหารก็ให้การสนับสนุน ยกย่องเมื่อเด็กทำดี ทำให้เด็กมีกำลังใจในการทำความดี
3. เป็นครอบครัวที่มีวิถีชีวิตสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เช่น หวย ทั้งพ่อก็เลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่ โดยนำเงินจากการซื้อเหล้า-บุหรี่ มาใช้เพื่อการศึกษาของลูกแทน เป็นต้น
4. การบริหารการจัดการที่ดี ทั้งเรื่องเงินและเวลา โดยกำหนดว่าทุกวันเวลา 6 โมงเย็น เป็นเวลาครอบครัวที่จะรับประทานอาหารเย็น ดูโทรทัศน์ และปรึกษาหารือกัน การแก้ปัญหาความขัดแย้งจะใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เป็นต้น
5. การปฏิวัติความธรรมดาให้เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา เช่น ความคิดที่ว่าคนจนต้องจนต่อไป เปลี่ยนเป็นความจนสามารถหลุดพ้นได้ เป็นต้น
โดย แนวทางการใช้ชีวิตของครอบครัวเหล่านี้ จะเป็นต้นแบบให้รัฐบาลสามารถนำไปขยายผล เพื่อให้ครอบครัวยากจนอื่นๆ ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจุฬาฯก็จะรวบรวมข้อมูล จัดทำหนังสือเผยแพร่ในโครงการฟอรั่มปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อฉลองจุฬาฯครบรอบ 100 ปีต่อไป
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/edu/77220 อาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ.2553
Subscribe to:
Posts (Atom)



