Friday, May 7, 2010

ชนิดของกระสุนปืน: Types of bullets

"One soldier died and 18 other people injured as troops fired rubber bullets at a red-shirt convoy, and live shots into the air, on Wednesday-and the mob replied with stones and giant home-made fireworks."

"ข่าวของไทยแพร่ไปทั่วโลก ข้อความข้างบนคือ ทหารคนหนึ่งเสียชีวิต และอีก 18 คนบาดเจ็บ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยิงกระสุนยางไปที่ขบวนเสื้อแดง และยิงกระสุนจริงขึ้นไปในอากาศเมื่อวันพุธ ม็อบ (เสื้อแดง) ตอบโต้ด้วยก้อนหินและบั้งไฟ"

ผู้อ่านท่านที่เคารพ กระสุนมีทั้งกระสุนจริง หรือ a live bullet กระสุนยาง a rubber bullet นอกจากนั้น ยังมี a blank bullet หรือกระสุนเปล่า

A live bullet can kill you. กระสุนจริงสามารถฆ่าท่านได้

A rubber bullet can hurt you but rarely kill. กระสุนยางสามารถทำให้ท่านเจ็บได้ แต่ไม่ค่อยมีใครตาย Only if it hits a vital organ, ah you're dead! แต่ถ้าโดนอวัยวะสำคัญ อา ท่านตาย!

A blank bullet makes a noise but there is no projectile. กระสุนเปล่ามีแต่เสียงดังปัง ไม่มีหัวกระสุน We use them at the sporting events or to scare the birds away from rice paddies. เราใช้กระสุนเปล่าให้สัญญาณเริ่มกีฬา หรือให้นกตกใจบินหนีออกไปจากนาข้าว

นิติภูมิ นวรัตน์

ที่มา: คอลัมน์ เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ เมษายน พ.ศ.2553

พวกที่เป็นสุดยอด: The cream of the crop

ผอ.สร้างภาพยนตร์คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า "There are many who applied to be my secretary but Ižm only interested in those who are the cream of the crop." มีคนมาสมัครเป็นเลขานุการของไอบานเบอะเยอะแยะ แต่ไอสนใจเฉพาะพวกที่เป็นสุดยอดเท่านั้น

มนุษย์เรานะครับ เกิดมาแล้วก็ต้องทำงานให้หนักที่สุด ไปทำอาชีพอะไร ก็ต้องตั้งใจให้เป็น the best of the best หรือ the top of the top

To get into the Olympic team you have to be the cream of the crop for whatever sport you are a contestant. จะเข้าไปอยู่ในทีมของกีฬาโอลิมปิก ท่านจะต้องเป็นสุดยอดมนุษย์ในกีฬาที่ท่านจะเป็นผู้ประชันขันแข่ง
My Lord, please listen to me, I'd rather be in the cream of the crop than be second best. พระองค์โปรดฟังข้า ข้าต้องเป็นที่หนึ่ง และจะไม่ขอเป็นสองรองใคร

I used to dream of Thailand being the cream of the crop in our region but the double standard that some leaders have has robbed me of my dream. ผมเคยฝันว่าประเทศไทยจะต้องเป็นชาติแถวหน้าในภูมิภาค ทว่าการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานของผู้นำบางคน ทำให้ความฝันนั้นพังสลาย

นิติภูมิ นวรัตน์

ที่มา: คอลัมน์ เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ เมษายน พ.ศ.2553

เรื่องของหอย (1) + (2)

เรื่องของหอย (1)
=============
ผมพาคุณเจมส์ไปเที่ยวทะเลหลังบ้านผมที่หมู่บ้านซึ้งล่าง ต.วันยาว อ.ขลุง จ.จันทบุรี คุณเจมส์เห็นหอยขลุงก็ร้องลั่น "Mr Nitipoom, look at those 'hoi kraangs' ! They are lovely." คุณนิติภูมิครับ ดูหอยครางพวกนี้ซี น่ารักเหลือเกิน
Mr James, we don't have 'hoi kraang' we have only 'hoi krang'. คุณเจมส์ เราไม่มีคำว่าหอยคราง ภาษาไทยมีแต่คำว่าหอยแครงนะยู

หอยแครงก็คือ 'คอคเกิ้ล' "A 'hoi krang' is a cockle."

ส่วน หอยครางอะไรของยูน่ะ น่าจะหมายถึงหอยอ้าเปลือกด้วยความตกใจและร้องครวญคราง "Your 'hoi kraang' means a shellfish is gasping and crying." ซึ่งในความจริงมันไม่มี หอยที่ไหนในโลกจะร้องเย้ายวนครวญครางได้
นิติ ภูมิเอากริยา Gasp กาซพ ที่หมายถึง อ้าปากด้วยความตกใจ มาใช้อธิบายความหมายของหอยคราง จากนั้น ผมก็วกไปอธิบายเรื่องของหอยแครงอีก "Hoi krang is a shellfish that you can eat." หอยแครงเป็นหอยที่กินได้ "I love to eat them with beer and somtam." ผมชอบกินหอยแครงกับเบียร์และส้มตำ

ขณะที่กำลังอธิบายเรื่องหอยแครงหอยครางอยู่นั้น ไอ้ปี๊ดลูกเจ้น้องก้นซอยสองกับเหียหลองก็เอา 'หอยนางรม' มาโชว์

คุณ เจมส์อยากอวดว่าตนรู้ภาษาไทย ก็พูดว่า Oh I remember now 'oyster' is a 'hoi naang' อา ตอนนี้ ไอจำได้แล้ว ออย 'ซเตอ ก็คือ 'หอยนาง'

ความไม่รู้ของคุณเจมส์ทำเรื่องลามกอีกแล้ว นิติภูมิละเบื่อจริงๆ!

นิติภูมิ นวรัตน์
==============
เรื่องของหอย (2)
==============
Oyster ออย' ซเตอ ก็คือ หอยนางรม

เมื่อวาน นิติภูมิรับใช้ถึงตอนที่คุณเจมส์อวดรู้ภาษาไทย "Oh I remember now 'oyster' is a 'hoi naang' ไอจำได้แล้ว ออย- ซเตอก็คือ 'หอยนาง'

ผม ทนไม่ได้ หากได้ยินใครพูดจากำกวม ฝรั่งเจมส์จำคำเต็มของหอยนางรมไม่ได้ พูดได้แต่หอยนาง ผมจึงเตือนว่า"It' s rude. You must use the full world 'hoi naang rom'." พูดแค่นั้นน่ะ หยาบนะ ยูต้องพูดคำเต็มว่า หอยนางรม

นิติ ภูมิพูดต่อว่า อ้า เอ้อ พูดถึงออยซเตอ "If I were as rich as Thaksin Shinawatra, I wouldn't involve myself in politics." ถ้ารวยอย่างคุณทักษิณ ชินวัตร ไอจะไม่เล่นการเมืองเด็ดขาด เพราะถึงแม้ไม่ทำงานการเมือง "The world would be my oyster." โลกทั้งใบก็กลายเป็นหอยนางรมของไอแล้ว

ผมอธิบายให้คุณเจมส์ฟังว่า "when an oyster opens up, เมื่อหอยนางรมอ้าออก then you can have whatever is inside. จะเห็นว่ามีอะไรอยู่ในนั้นทุกอย่าง When a person is so rich, เหมือนคนรวย they can have whatever they like in this world ก็สามารถบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกอย่าง-Rolls Royce รถยนต์โรลส์ รอยซ์, private jets เครื่องบินส่วนตัว, or eat in the most expensive restaurant in the world หรือทานอาหารในภัตตาคารที่แพงที่สุดในโลกก็ได้.

นิติภูมิ นวรัตน์

ที่มา: คอลัมน์ เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ เมษายน พ.ศ.2553

Overdo ทำมากไปทำเกินธรรมดา /over the top สนใจมากจนเกินไป

เพื่อนนายร้อยตำรวจ น.บ.,ร.บ. รุ่น 15 ผู้มีชื่อว่า พันตำรวจโท วัลลภ ตอนนี้อายุ 52 ปีแล้ว ไม่รู้อะไรทำให้แกแต่งงานกับสาว 18 พบหน้ากันวันก่อน วัลลภหน้าตาเซียว ผมคิดว่า อ้า เพื่อนคง ทำอะไรเกินกำลัง ของตนเองซักอย่าง One of my Police batch 15, Police Lieutenant Colonel Wallop, who is now 52 married a younger woman, 18. I saw him the other day and he was looking pale and worn out. I think he' s been overdoing something.

ศัพท์ ที่น่าสนใจในประโยคข้างบนก็คือ overdo ผู้อ่านท่านครับ If you overdo something, it means you go beyond the normal. ถ้าท่าน overdo อะไรซักอย่าง ก็หมายความว่า ท่านทำมากไปทำเกินธรรมดา

My son usually overdoes things, for example, when I ask him to read a book about Russian history, he' ll read three or four books. ลูกชายผมก็เหมือนกัน มักจะ overdo อยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมขอให้แกอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ รัสเซียเพียงเล่มเดียว แกจะเล่นไปอ่านซะสามสี่เล่มเลยทีเดียว

ยุง ชุม จัง สาวเกาหลีใต้ แต่งงานกับหนุ่มไทย แล้วก็หลงใหลในความเป็นไทยมากเกินไป เธอต้องนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้าทุกวัน ไปงานใหญ่ก็ใส่โจงกระเบนและทานหมากปากแดง "She is over the top about Thai culture since she married a Thai." ตั้งแต่แต่งงานกับหนุ่มไทย เธอสนใจวัฒนธรรมไทยจนเกินเลยไป

นิติภูมิ นวรัตน์

ที่มา: คอลัมน์ เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553

ภาษา HIV

บริษัท บาลานซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเน็คชั่นส์ จำกัด ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการให้เป็น ค็อน'ทแรคเทอ หรือผู้เซ็นสัญญารับว่าจ้างให้ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย ขณะนี้ กำลังถ่ายหนังโทรทัศน์รัสเซียเรื่อง 'เกาะที่เต็มไปด้วยผู้ไม่พึงปรารถนา' นางเอกเรื่องนี้สวยมาก ทว่าน่าเสียดาย ที่พระเอกมี HIV

Balance International Connections Company Limited is licensed to be a contractor for filming foreign films in Thailand. We are now filming a Russian T.V. series named 'The Island of the Unwanted' The heroine is very beautiful but the hero, it's a pity, has HIV.

ผู้ฟังท่าน หนึ่งยกมือถามว่า อ้า "If he has AIDS, how did he get a visa to Thailand?" ถ้าพระเอกเป็นเอดส์ ทำไมถึงยังได้วีซ่าเข้าประเทศไทยล่ะ?

ผมสวนกลับไปว่า พระเอกไม่ได้เป็นเอดส์ แต่มี HIV

HIV stands for 'Hair Is Vanishing'.
HIV มาจาก ผมบนศีรษะกำลังอันตรธานหายไป

กริยา vanish 'แฝนอิฌ หมายถึง หายตัวไป อันตรธาน

ผม อธิบายเรื่องพระเอกคนนี้ให้ผู้ฟังฟังใหม่ว่า He's thin up top. ผมข้างบนศีรษะของเขามีน้อยมาก He's going bald. กำลังจะหัวล้าน He's not bald yet but just thin. หัวยังไม่โล้นเลี่ยนเตียนโล่ง เพียงแต่เริ่มมีผมบาง There are a few hairs on the top of his head. มีผมน้อยที่ด้านบนสุดของศีรษะ.

นิติภูมิ นวรัตน์

ที่มา: คอลัมน์ เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553

โมโหร้าย

เคยอาละวาดฟาดหัวฟาดหางไว้ทั่ว จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีนับไม่ถ้วน สำหรับซุปเปอร์โมเดลผิวสีชาวอังกฤษ ที่โด่งดังและร่ำรวยที่สุดในโลก

นา โอมิ แคมป์เบลล์ วัย 39 ปี ล่าสุด นางแบบสาวขี้เม้งปล่อยโฮกลางอากาศ ระหว่างเปิดใจให้สัมภาษณ์ในรายการทอล์กโชว์โอปราห์ วินฟรีย์ว่า อยากกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่ ถ้าสังคมยอมให้อภัย

ซุปเปอร์โมเดล เจ้าอารมณ์ยอมรับสารภาพต่อหน้าผู้ชมหลายล้านคนทั้งน้ำตานองหน้าว่า ฉันเป็นคนโมโหร้าย ชนิดที่ว่าถ้าถูกขัดใจเมื่อไหร่เป็นต้องปรี๊ดและกรี๊ดจนบ้านแตก มันเป็นด้านมืดของอารมณ์ที่อยู่ในก้นบึ้งจิตใจ เป็นความผิดปกติแบบหนึ่งของสภาพจิตใจ ฉันรู้สึกเสียใจ ละอายใจ ทุกครั้งที่ระเบิดอารมณ์ออกมา ทุกครั้งที่ไม่สามารถควบคุมปีศาจในตัวได้ ฉันกำลังพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น

กระนั้น เธอพยายามแก้ต่างให้ตัวเองว่า อารมณ์กราดเกรี้ยวและโมโหร้ายอย่างขาดสติไม่ได้เกิดจากความเอาแต่ใจตัวเอง เพราะถูกสปอยล์ด้วยเงินทองและชื่อเสียง แต่ลึกๆแล้วมาจากปมในวัยเด็กที่ถูกพ่อทอดทิ้งตั้งแต่อายุแค่ 2 เดือน และยังถูกแม่ทิ้งให้อยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพัง เพราะคุณแม่ของเธอต้องตระเวนแสดงบัลเลต์ไปทั่วยุโรป ทำให้เธอกลายเป็นคนขาดรัก และเมื่อไหร่ที่ถูกทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ปีศาจร้ายในตัวก็พร้อมออกมาอาละวาดทันที

ประวัติเรื่องความโมโหร้าย ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ของซุปเปอร์โมเดลผิวสีเป็นที่เลื่องลืออย่างต่อเนื่อง โดยพฤติกรรมสุดถ่อยของนางแบบคนดังถูกเปิดโปงเป็นครั้งแรกราวปี 1999 เมื่ออดีตผู้ช่วยส่วนตัว "จิออร์จินา กาลานิส" ออกโรงแฉว่าโดนนายหญิงจอมโหดทำร้ายร่างกาย ด้วยการกระชากคอเสื้อ และขว้างโทรศัพท์มือถือใส่หน้า แถมยังถูกขู่ว่าจะโยนออกนอกรถ การฟ้องร้องคดีนี้ดำเนินไปเป็นปี จนในที่สุด "แคมป์เบลล์" ต้องจ่ายเงินปิดปากก้อนใหญ่เพื่อให้เรื่องยุติ และรับปากศาลว่าจะเข้าคอร์สบำบัดอาการโกรธ

วีรกรรมถ่อยๆของซุป เปอร์โมเดลผิวสีกลายเป็นพาดหัวข่าวแท็บลอยด์ อีกหลายครั้ง รวมถึงข้อกล่าวหาจากอดีตผู้ช่วยอีกคน "อาแมนดา แบร็ค" ที่ออกมาแฉแหลก เมื่อปี 2005 ว่า หลังทำงานรับใช้นายหญิงขี้วีนได้เดือนเศษ ก็โดนตบหน้าสั่งสอน และขว้างแบล็กเบอร์รี่ใส่หน้า เพราะไม่สบอารมณ์ งานนี้ "แคมป์เบลล์" ต้องเซ็นเช็คจ่ายเป็นค่าเสียหาย ขณะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันเงียบ ซุปเปอร์โมเดลอารมณ์ร้ายก็ก่อเรื่องใหม่อีกจนได้ เมื่อสะกดอารมณ์ไม่อยู่ ลุกขึ้นชี้หน้าด่ากราดนางเอกสาวชาวอิตาเลียนกลางโรงแรมหรู ฐานบังอาจมาใส่ชุดซ้ำ โดยฝ่ายเจ้าทุกข์ยืนยันว่าถูกนางแบบผิวสีชกเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้า และหมัดหนักอย่างกับ "ไมค์ ไทสัน" นักมวยจอมซาดิสต์ ที่เคยเป็นคู่ควงของซุปเปอร์โมเดลคนดังพักใหญ่

พอเข้าปี 2006 ได้ไม่กี่เดือน ซุปเปอร์โมเดลเลือดร้อนก็ถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกายคนรับใช้ที่บ้าน โดยใช้อาวุธถนัดคือโทรศัพท์มือถือ ฟาดเข้าเต็มศีรษะ แม่บ้านผู้โชคร้ายเลือดอาบไปทั้งหัว ต้องเย็บหลายสิบเข็ม คราวนี้ตำรวจตั้งข้อหาหนัก มีโทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี และสูงสุดไม่เกิน 7 ปี กระบวนการแฉพฤติกรรมโฉดของนายหญิงซุปเปอร์โมเดลยังคงดำเนินไปอีกหลายระลอก โดยมีการระบุว่า "แคมป์เบลล์" เป็นตัวอันตรายสำหรับทุกคนที่เข้าใกล้

พฤติกรรม พ่อแม่ไม่สั่งสอนของนางแบบดังไม่มีท่าทีจะยุติลงง่ายๆ เธอถูกจับกุมตัวอีกครั้ง เมื่อต้นปี 2008 กลางสนามบินฮีทโธรว์ โทษฐานทำร้ายร่างกายตำรวจ เพราะไม่พอใจที่กระเป๋าเดินทางหายไปหนึ่งใบ แถมยังขู่กรรโชกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จนสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ทนไม่ไหว ประกาศสั่งแบนซุปเปอร์โมเดลผิวสีห้ามขึ้นเครื่องบินสายการบินแห่งชาติตลอด ชีพ

ชื่อเสียงของนางแบบผิวสีต้องพังป่นปี้อีกครั้ง เมื่อคนขับรถส่วนตัว เข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนิวยอร์ก ช่วงต้นปี 2010 ว่าถูกนายหญิงตบหน้าและต่อยดั้งยุบ ตามมาติดๆด้วยข้อกล่าวหาระดับชาติ ที่หลุดปากโดยนักแสดงสาวรุ่นใหญ่ "มีอา ฟาร์โรว์" ซึ่งให้การว่า ซุปเปอร์โมเดลคนดังเคยโม้ให้ฟังว่า หล่อนได้ "บลัดไดมอนด์" ก้อนโตที่เป็นเพชรผิดกฎหมายมาครอบครอง โดยเป็นของกำนัลจากแฟนเก่าจอมเผด็จการ คือ ประธานาธิบดีไลบีเรีย ระหว่างงานเลี้ยงการกุศล จัดโดย "เนลสัน แมนเดลา" ที่แอฟริกาใต้ เมื่อปี 1997 เรื่องนี้ถือเป็นอะไรที่ซีเรียสคอขาดบาดตายมาก เมื่อถูกผู้สื่อข่าวเอบีซี นิวส์ ตามจิกสัมภาษณ์ เธอจึงระเบิดโทสะออกมาชุดเบ้อเริ่ม...กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าทำตัวต่ำไม่สมกับ เป็นซุปเปอร์โมเดล ก็สายเกินแก้ซะแล้ว!!

มิสแซฟไฟร์

ที่มา: คอลัมน์ต่างประเทศ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553

วิธีทรมานตัวเองให้แก่ชราลง อย่างรวดเร็ว แก่ฮวบเดียว 1 รอบ

พบวิธีทรมานสังขารให้เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่อยากแก่ โดยประพฤติสิ่งที่เป็นภัยแก่สุขภาพ 4 อย่างด้วยกันครบถ้วน ตั้งแต่กินเหล้าสูบบุหรี่ กินข้าวปลาตามใจชอบและไม่ยอมออกกำลังจะทำให้ร่างกายแก่ลงได้ทันตา ฮวบเดียว 1 รอบ

ทั้งนี้ วารสารวิชาการ "อายุรแพทย์" ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลรายงานการศึกษาด้านสุขภาพ ทำกับชาวอังกฤษที่เป็นผู้ใหญ่ 314 คน ที่มีความประพฤติปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามใจตนเอง ด้วยการประพฤติที่เป็นโทษแก่ สุขภาพตนเอง ตั้งแต่กินเหล้าสูบบุหรี่จัด กินอยู่ตามใจชอบ และไม่เคยออกกำลัง

ปรากฏว่าพวกเหล่านี้พากันตายลง ในระหว่างช่วงเวลาของการศึกษาไป 91 คน หรือร้อยละ 29 เทียบกับกลุ่มพวกที่แข็งแรงที่สุด คอยรักษาเนื้อรักษาตัวอยู่เป็นประจำ ตายเพียง 32 คน หรือร้อยละ 8 เท่านั้น นอกนั้น กลุ่มที่ไม่รักษาสุขภาพ จะมีรูปร่างหน้าตาชราลงยิ่งกว่ากลุ่มที่สุขภาพดีกว่ากัน มากถึง 12 ปี

นัก วิจัยอลิซาเบธ กวาวิก มหาวิทยาลัยออสโลหัวหน้านักวิจัย ได้บอกแนะนำว่า ความจริงแล้วการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงนั้น ไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างเข้มงวดเกินไปนักก็ได้

ที่มา: คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553

ง่ายนิดเดียว...เดินวันละ 10,000 ก้าว เพื่อชีวิตยืนยาว

อเมริกันชนกำลังเห่อเทรนด์สุขภาพใหม่ คือการเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าว โดยมีเครื่องเพโดมิเตอร์ ช่วยนับก้าวในการเดิน แต่ที่ จริงแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 4 ทศวรรษก่อน ไอเดียนี้ผุดขึ้นมาจากมันสมองของคุณหมอชาวญี่ปุ่น "โยชิโร ฮาตาโน" ซึ่งประ-ดิษฐ์อุปกรณ์ออกกำลังกายแสนชาญ ฉลาด ตั้งชื่อว่า Manpo-kei แปลว่าเครื่องวัด 10,000 ก้าว และได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน พอแนวคิดดังกล่าวแพร่หลายไปถึงฝั่งอเมริกาและยุโรป ได้เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์นี้ใหม่ให้ดูอินเตอร์ว่า เพโดมิเตอร์

แม้หลายตำราจะยืนยันว่าการเดินวันละ 10,000 ก้าว สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 500 แคลอรี แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง ในหนังสือ "ออกกำลังกาย ง่ายที่สุดในโลก" แนะนำทางลัดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย "เดินวันละ 10,000 ก้าว" ง่ายกว่าที่คิด!!

เริ่มจาก เพิ่มระยะทางให้ทุกจุดหมาย เช่น ถ้าคุณขับรถ ก็ให้จอดรถก่อนถึงจุดหมายสัก 500 เมตร ลงจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ก่อนกำหนด 1-2 สถานี หรือเดินไปธนาคารสาขาที่ไกลขึ้น จำไว้ว่า แค่ 5 นาที ก็สะสมได้เพิ่ม 500 ก้าว โอกาสทองก่อนช็อปปิ้ง เพิ่มก้าวเดินด้วยการเดินเร็วๆรอบห้างฯโปรดสัก 20 นาที ก่อนเริ่มช็อปปิ้งทุกครั้ง ได้เพิ่ม 2,000 ก้าว เที่ยวงานแฟร์ใหญ่ๆคือกิจวัตรของเรา งานมหกรรมหนังสือ มอเตอร์โชว์ งานเทรดโชว์ คือลู่เดินอันแสนวิเศษ เปลี่ยนตัวเองให้กระฉับกระเฉง ด้วยการเดินเที่ยวงานแฟร์อย่างน้อย 30 นาที ได้คะแนนเพิ่ม 3,000 ก้าว พึ่งสองเท้าของเราเอง แทนพาหนะโดยสาร งดเดินทางโดยรถยนต์ รถไฟฟ้า รถเมล์ ในวันที่ไม่เร่งรีบ เช่น เช้าวันเสาร์ แล้วค่อยๆเดินไปยังจุดหมายไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป เดินแค่ 30 นาที ได้เพิ่ม 3,000 ก้าว ไปเที่ยวเพื่อเปลี่ยนที่นอน เลิกซะทีนิสัยเก่าๆที่ไปเที่ยวที่ไหนแล้วเอาแต่กินกับนอน ลองออกเดินสำรวจสถานที่ใหม่ๆ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ แค่ 1 ชั่วโมง ก็เดินได้ 6,000 ก้าวแล้ว

ที่มา: คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553

Thursday, May 6, 2010

ความลับก็ถูกเปิดเผย: ทันตแพทย์สม สุจีรา

ทันตแพทย์สม สุจีรา แล้วความลับก็ถูกเปิดเผย...
คุณ หมอหนุ่มผู้นี้ คือนักเขียนมือทองเจ้าของผลงานเบสต์เซลเลอร์ยอดฮิต ”ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” และ “เดอะท็อปซีเคร็ต” หนังสือธรรมะแนวใหม่ที่นำเอาธรรมะจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวที่สุดจนทำให้ยอดขายทะลุหลักแสน กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ของคนทั้งประเทศในเวลาอันรวดเร็ว ในวันนี้เจ้าของผลงาน เดอะท็อปซีเคร็ต พร้อมเปิดเผยความลับที่หลายคนอยากรู้ แต่ยังไม่มีใครรู้...

เริ่มเห็นแววนักเขียนตั้งแต่เมื่อไรคะ

จุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือของผมมาจากการเขียนไดอะรี่ผมเริ่มเขียนตอน เรียนอยู่ ม.ต้น บางทีตอนพักเที่ยงผมก็หลบเพื่อนๆมานั่งเขียน เขียนเสร็จแล้วทิ้งไปเลยก็มี เพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็นเดี๋ยวเขาล้อ ผมจะบันทึกความรู้สึกดีใจหรือเสียใจลงในไดอะรี่ โดยไม่ต้องมานั่งสมาธิ ภาวนาโกรธหนอๆ เสียใจหนอๆ ผมแนะนำว่าคนที่คิดอยากจะปฏิบัติธรรมโดยการจับความรู้สึกตัวเอง ให้หัดเขียนไดอะรี่ จะช่วยได้มาก

ส่วนที่มาเป็นนักเขียน ผมคิดว่ามาจากนิสัยที่ชอบอ่านและชอบจับความรู้สึกของคนเขียน คือคนที่เป็นนักอ่านไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียน แต่คนที่เป็นนักเขียนต้องพยายามอ่านและจับความรู้สึกให้ได้ ตอนเด็กๆ ผมชอบอ่านนิทาน ตอน ป.5 ป.6 อ่านเรื่องลึกลับเรื่องผี เรื่องจานบิน เรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เพราะผมชอบวิทยาศาสตร์เลยชอบอ่านเรื่องแนวนี้ โตขึ้นมาหน่อยก็ชอบอ่านเรื่องสั้น อย่างเรื่อง “มอม” เรื่องสั้นของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นี่เป็นเรื่องสั้นในดวงใจผมเลยทีเดียว ท่านบอกว่าขณะเขียนต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นสุนัข ภายหลังมาเป็นนักเขียนเอง ผมจึงเข้าใจว่า งานเขียนที่ดีต้องออกมาจากจิตวิญญาณ


หนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ คือเรื่องอะไรคะ

หนังสือ “พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์” ของท่านอาจารย์ประยุทธ์ ปยุตฺโต เมื่อก่อนคนที่จะเชื่อมสองศาสตร์นี้เข้าด้วยกันไม่ค่อยมีแต่ท่านปยุตฺโต เชื่อมวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา
ได้ ชัดมาก ท่านปูพื้นไว้แล้วผมมาเชื่อมต่อได้เลย เพราะผมมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว หนังสือที่ผมเขียนตั้งแต่เล่มแรกๆคือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น, ทวาร 6 และ เกิดเพราะกรรมหรือความซวย มีต้นกำเนิดมาจากหนังสือเล่มนี้

ในบรรดางานทั้งหมด คุณหมอชอบทำอะไรมากที่สุด

ที่ทำตอนนี้มีเขียนหนังสือ สอนพิเศษวิชาฟิสิกส์ เคมี และมีงานบรรยายตามที่ต่างๆ ค่อนข้างหนักทีเดียวแต่ผมก็สนุก เพราะได้ทำอะไรที่แตกต่างจากงานประจำที่คลินิก จริงๆ ผมชอบทุกอย่างเท่าๆ กัน แต่ถึงจุดหนึ่งก็คงต้องเลือก เพราะจะทำให้ดีเท่ากันทุกอย่างคงไม่ได้ ตอนแรกๆ ที่ผมยังไม่เขียนหนังสือ ผมตั้งใจจะตั้งศูนย์ทันตกรรมขนาดใหญ่ ตอนนี้ผมมีคนไข้จากทั่วโลกเลย อย่างเช่น อะแลสกา นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี สวิส เขาบินมาเที่ยวแล้วก็เลยมาทำฟันด้วย
ผมมองว่าถ้าผมจะเอาดีทางนี้ ผมสามารถทำให้เจริญรุ่งเรืองถึงระดับนั้นได้ แต่ตอนนี้ผมเริ่มลังเลแล้ว เพราะว่างานเผยแผ่ธรรมะก็ดีนะ ช่วยคนได้เยอะ เทียบกับอาชีพหมอฟันแล้ว หมอฟันทำประโยชน์ได้น้อยกว่า วันหนึ่งทำฟันได้ไม่กี่คน ผมยังคิดว่าถ้าผมสอนพิเศษถึงจุดหนึ่ง ผมจะไปสอนที่โรงเรียนสัตยาไสของ ดร.อาจอง (ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา)แต่ผมก็ยังไม่เคยบอกท่านเลยนะว่าผมจะไปช่วยท่านสอน ผมอยากให้เด็กที่ดีๆ เรียนเก่งด้วย หรือไม่ก็ไปสอนเด็กที่เรียนเก่ง แต่ไม่มีทุน จะได้ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชา เป็นการปูพื้นให้เด็กๆ ที่ไม่มีโอกาส อีกหน่อยผมคงจะปิดคลินิก ถึงจะเสียดาย
แต่คงต้องเลือกผมเลือกที่จะเป็นนักเขียน เพราะการเป็นนักเขียนเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมพบอะไรดีๆ มากมาย ได้เจอคนดีๆ ได้เจออะไรที่ไม่เหมือนชีวิตเก่าของผมเลย ตอนแรกผมคิดว่าแค่เขียนแล้วส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์แค่นั้น เราไม่ต้องไปทำอะไร แต่หนังสือที่ผมเขียนมันลึก คนที่อ่านหนังสือเขาสงสัย เลยทำให้มีงานบรรยายเข้ามาด้วย
ถ้าให้นิยามตัวเอง คิดว่าเป็นคนแบบไหนคะ
ผมเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจสูง ผมว่าสำคัญนะ เพราะชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จได้มันขึ้นอยู่กับสามแรง คือ แรงจูงใจแรงขับ และก็แรงบันดาลใจ แต่แรงขับมันจะเป็นทุกข์ คนที่พยายามจะไปข้างหน้าด้วยแรงขับจะเกิดทุกขเวทนาสูง ส่วนแรงจูงใจจะทำให้เกิดความโลภ อย่างนักกีฬาที่ตั้งใจซ้อมเพื่อเงินรางวัลจะต่างกับนักกีฬาที่ซ้อมด้วยแรง บันดาลใจ เขาจะมีแรงจากภายในขึ้นมาช่วยมหาศาลมากเลย เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจจึงสำคัญมากๆ
ผมอธิบายไว้ในหนังสือ เดอะท็อปซีเคร็ต 2 ถึงการสร้างแรงบันดาลใจว่าต้องมาจากความรู้สึก เราสามารถเปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นแรงบันดาลใจได้ โดยต้องเชื่อมกับสมองด้วย และสมองต้องมีการเหนี่ยวนำมาจากสติ เรื่องที่ผมพูดดูเหมือนจะยาก แต่พอไปอ่านแล้วมันง่าย
เวลามีความทุกข์ มีวิธีคิดอย่างไรคะ

ไม่ว่ามีคนชมหรือมีคนว่า ผมจะรู้สึกเฉยๆ คือถ้าเวลาสุข เรามีสติเฝ้าดู จะเห็นว่าความสุขมันก็แค่นี้ เวลาทุกข์ก็เหมือนกัน ถ้าเราฝึกดึงสุขออกจากใจเราได้ ความทุกข์ก็ดึงได้เหมือนกัน ฝึกไปเถอะ ตอนสุขดึงง่ายกว่าตอนทุกข์ ดีใจมากๆ ปุ๊บ ตั้งสติ เราจะดีใจไปทำไม นั่งดูไปเลยว่า ความดีใจเป็นอย่างนี้นะ พอฝึกได้ถึงจุดหนึ่ง วันที่เราเสียใจ เราก็นั่งดูได้เหมือนกัน ผมก็เลยรู้สึกเฉยๆ

เขียนหนังสือตอบปัญหาต่างๆมาแล้วหลายเล่มแล้วเวลาที่ตัวเองมีปัญหาจะปรึกษาใครคะ

ผมแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะ ผมเปรียบตัวเองเป็นเหมือนโค้ช คือเราบอกนักกีฬาได้ว่า วิ่งไปตรงนี้หรือตรงนั้นเป็นจุดอ่อน ไปแก้ตรงนั้นนะ แต่โค้ชลงไปเล่นเอง โค้ชแพ้ เหมือนกับผมยังเอาชนะใจตัวเองไม่ได้ ยังมีกิเลส รัก โลภ โกรธ หลงบางทีผมก็โมโหเบรกแตกเยอะแยะ
แต่พอมีสติมากขึ้นก็ช่วยให้เรารู้ทัน ที่ผ่านมามีอะไรเข้ามาในชีวิตผมเยอะมาก ที่ยังอยู่ในความทรงจำ ผมเขียนไว้ในหนังสือว่าอย่าคิดย้อนเอาอดีตกลับมาบาดใจ แต่บางทีก็ห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเอาชนะใจตัวเองนี่ยากที่สุดแล้ว ถ้าเอาชนะได้ก็ชนะทุกอย่าง มีคนบอกว่าผมเขียนหนังสือเหมือนกับนิพพานแล้ว เขียนอย่างกับรู้จริง ผมบอกว่าผมยังเข้าไม่ถึงหรอก แต่ผมเข้าใจว่าจะอธิบายอย่างไร เพราะก่อนที่ผมจะเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ผมต้องอ่านหนังสือมาก่อนเป็นร้อยเล่ม เช่น ผมจะเขียน ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ผมต้องไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับไอน์สไตน์ที่หาได้ทั้งหมด และหนังสือธรรมะด้วย อ่านแล้วตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็ถามพระอาจารย์ได้ เพราะท่านเข้าถึงแล้ว
เคล็ดลับในการเขียนหนังสือของคุณหมอคืออะไรคะ
ผมอธิบายสิ่งที่ยากให้เข้าใจง่ายๆ และก่อนที่ผมจะเขียนอะไร ผมวิเคราะห์ก่อนว่าแนวไหนที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่นึกจะเขียนก็เขียนเลย ช่วงนั้นแนวเป็นธรรมะ ผมก็วิเคราะห์ต่อว่า ถ้าเป็นแนวธรรมะผมจะเขียนอย่างไร เพราะหนังสือแนวนี้ในตลาดมีเยอะมากๆ ดังนั้นของผมต้องมีจุดต่างที่ไม่เหมือนใคร ผมก็มานึกว่าผมเรียนจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์มา เพราะฉะนั้นถ้าผมสามารถเชื่อมโยงธรรมะและจิตวิทยา หรือธรรมะและวิทยาศาสตร์ได้ ก็จะเป็นจุดที่ไม่เหมือนใครผมอธิบายไว้ในหนังสือ เดอะท็อปซีเคร็ต 2 ว่า การวิเคราะห์สำคัญมากๆ พอเราวิเคราะห์ถึงจุดหนึ่งแล้วเรารู้สึกว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้จริงๆ เพราะเราสร้างภาพแห่งความสำเร็จชัด บางคนวิเคราะห์อย่างเดียว แต่ไม่รู้จักสร้างให้เกิดความรู้สึก การวิเคราะห์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ความสำเร็จเกิดจากวิธีคิด ซึ่งทุกคนสามารถทำได้
รู้สึกอย่างไรกับชื่อเสียงที่ได้มาอย่างรวดเร็ว
ทุกคนที่บ้านเขารู้สึกเฉยๆ นะ เหมือนกับผมเรียนหนังสือแล้วสอบได้ที่ 1 ที่บ้านก็รู้สึกเฉยๆ เพราะเขาเห็นแนวโน้มอยู่แล้วว่าผมทำได้ ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ ผมก็อยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว คือเรียนจบทันตแพทย์ มีงานทำ และมีความสุขพอสมควร ที่ผมทำงานต่างๆ เป็นนักเขียน สอนพิเศษ ไปบรรยาย เพราะอยากทำเท่านั้นเอง ผมคิดว่าความรู้ที่ผมมีน่าจะได้เผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่านด้วย ผมเขียนหนังสือด้วยแรงบันดาลใจ ไม่ใช่แรงจูงใจ ผมจึงมีความสุขขณะที่เขียน แล้วหลังจากนั้นจะมีอะไรตามมา ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเขียนด้วยแรงจูงใจ จะเกิดความอยาก จะเกิดกิเลส
ถ้าถามว่า ผมประสบความสำเร็จแล้วรู้สึกยังไง ผมรู้สึกเฉยๆผมคิดว่าเราต้องระวังไม่หลงและยึดติดกับความสำเร็จและชื่อเสียง ถ้าหลงก็เสร็จเลย เพราะมันเป็นมายา สักวันหนึ่งในอนาคตถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จหรือว่าชื่อเสียงหายไป ผมก็รู้สึกเฉยๆ อยู่ดีแต่ผมกลับกังวลว่าความมีชื่อเสียงจะทำให้ผมทำงานคลินิกไม่ได้ เพราะบางคนมาที่คลินิกเพื่อต้องการคุย ต้องการปรึกษา ต้องการให้ไปบรรยาย บางคนก็ต้องการมาดูว่าหมอสมเป็นใคร หน้าตายังไงเวลาไปบรรยาย ผมก็จะไม่มีเวลาทำคลินิก ผมเลยมาคิดว่าปีหน้าผมคงจะหยุดทำคลินิกแล้ว

ณ วันนี้ คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหรือยังคะ

ยังครับ เรื่องนี้ผมอธิบายไว้ในหนังสือ เดอะท็อปซีเคร็ต 2 แล้วว่า การประสบความสำเร็จที่แท้จริงคืออะไร ผมเขียนไว้ครบ บทที่หนึ่ง พูดถึงเคล็ดลับความสำเร็จด้านการเรียน ผมบอกเคล็ดลับที่ทำให้เรียนเก่ง ใครอ่านและทำตามนั้นได้จะเรียนเก่งทันที เป็นเคล็ดลับที่ยังไม่มีใครรู้ หรืออาจจะรู้ แต่ไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังอย่างไร บทที่สอง เคล็ดลับความสำเร็จด้านการงาน บทที่สาม เคล็ดลับความสำเร็จด้านธุรกิจ บทที่สี่ เคล็ดลับความสำเร็จด้านชีวิต และ บทสุดท้าย คือความสำเร็จที่แท้จริง

ผมอาจประสบความสำเร็จทางด้านการเรียน การงาน ซึ่งเป็นความสำเร็จทางโลก แต่นั่นเป็นมายาซึ่งอยู่ได้ไม่นาน เราไม่ควรไปยึดติดสิ่งที่ไม่ใช่ของจริง อีกหน่อยมันก็หายไป ความสุขที่แท้จริงต่างหากเป็นจุดที่ผมต้องการ แต่ผมยังไปไม่ถึง ต้องอ่านดูแล้วจะรู้
เคล็ดลับสร้างสุขของ ทันตแพทย์สม สุจีรา

* แรงขับทำให้เกิดทุกข์ แรงจูงใจทำให้เกิดความโลภ แต่แรงบันดาลใจจะทำให้มีความสุข และจะนำมาซึ่งความสำเร็จ
* ความสำเร็จเกิดจากวิธีคิดและการสร้างภาพแห่งความรู้สึกซึ่งเราทุกคนทำได้
* อย่าหลงและยึดติดกับชื่อเสียงและความสำเร็จ เพราะสิ่งนี้คือมายา
* ชนะใจตัวเองยากที่สุด แต่ถ้าชนะได้ก็ชนะทุกอย่าง

ที่มา: Health & Wellness บมจ.ธนาคารกสิกรไทย kbeautifullife.com 15 พฤษภาคม 2552

จุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ คือ ความคิดว่าต้องทำได้: บัณฑิต อึ้งรังษี

บัณฑิต อึ้งรังษี: "You are what you think"
จุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ คือ ความคิดว่าต้องทำได้

บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรชาวไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก แต่กว่าจะก้าวมายืน ณ จุดนี้ได้อย่างภาคภูมินั้น คุณบัณฑิตต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ กว่าจะสามารถพิสูจน์ให้นักดนตรีและวาทยกรต่างชาติยอมรับในความสามารถของวาทยกรชาวไทยได้ ทั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งที่คุณบัณฑิต อึ้งรังษี ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และเผยถึงมุมมองความคิดที่นำพาให้เขาผ่านบททดสอบที่ยากยิ่งมาได้อย่างงดงาม ดังนี้

ผมคิดว่าความคิดนั้นสำคัญที่สุด ผมมักจะพูดเสมอว่า
"You are what you think"
คือ คุณเป็นได้เท่าที่คุณคิด
ถ้าคุณคิดได้แค่นี้ คุณก็เป็นได้แค่นี้ แต่ถ้าคุณคิดเหนือ หรือสามารถคิดได้มากกว่า ยิ่งใหญ่กว่า คุณก็จะได้เป็นอย่างที่คิด ดังนั้นความคิดจะเป็นตัวนำไปก่อนความสามารถ และการกระทำจะเป็นตัวตาม
นี่แหละคือ Key Success ของผม

"ผมว่าคนไทยก็สามารถทำอะไรที่โดดเด่นได้ไม่แพ้ต่างชาติ"

เพียงแต่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคทางความคิดของตัวเองไปให้ได้ หากคิดว่าทำไม่ได้ก็ไม่ได้ทำ และกลายเป็นทำไม่ได้จริงๆ ดังนั้นจึงต้องมีความกล้า กล้าคิดว่าเราสามารถทำได้ เหมือนที่ผมพิสูจน์ว่าผมทำความฝันให้เป็นจริงได้ เมื่อผมทำได้ คุณก็ต้องทำฝันให้เป็นจริงได้เช่นกัน

ผมอยากให้ทุกคอนเสิร์ตที่ผมแสดงในต่างประเทศพิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นว่า คนไทยก็สามารถเป็นวาทยกรระดับโลกได้ ดังนั้นผมจึงทุ่มเท เพราะการแสดงแต่ละครั้งก็คือการเผยแพร่ชื่อเสียงให้แก่ประเทศ
เวลาผมมีอุปสรรคหรือปัญหา ผมเชื่อว่าผมทำได้ ผมต้องทำสำเร็จให้ได้ โดยไม่เปลี่ยนความเชื่อนั้นเลย

ความสุขของการเป็นวาทยกร คือ การควบคุมเสียงดนตรีให้เป็นไปตามจินตนาการ วาทยกรสามารถเปลี่ยนเสียงของดนตรีเป็นร้อยชิ้นได้ ซึ่งนับว่ามีอิทธิพลต่อวงดนตรีมาก เป็นศิลปะที่ลึกซึ้ง จนทำให้ผมรู้สึกทึ่งและอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้

อุปสรรคที่แท้จริงคือความคิด ความกลัวว่าจะทำไม่ได้ หลายคนจึงต้องล้มเลิกความฝัน แต่คุณบัณฑิตมีความคิด ความเชื่อมั่น...และความคิดว่าต้องทำได้นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความ สำเร็จของวาทยกรระดับโลกคนนี้


ที่มา: Health & Wellness บมจ.ธนาคารกสิกรไทย kbeautifullife.com 10 พฤศจิกายน 2551

มากกว่าความสวย คือความฉลาด

พอลล่า เทเลอร์: มากกว่าความสวย คือความฉลาด
สิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อพูดถึง พอลล่า เทเลอร์ คือรอยยิ้มหวานๆที่แสนสดใส และจากบทสนทนานี้ การันตีว่ารอยยิ้มของผู้หญิงคนนี้สดใสและไร้มลพิษจริงๆ ในความสวยที่ถือเป็นสังขารอันไม่เที่ยงนี้ เธอซ่อนสิ่งที่เที่ยงกว่าไว้ภายใน คือความฉลาดและมุมมองชีวิตแบบบวกๆ วิธีคิดในการมองโลกของเธอ เป็นอย่างไร มาติดตามกัน


“จริงๆ แล้วพอลล่าเหมือนไม่มีศาสนา เพราะ นับถือหมดทั้งพุทธและคริสต์ ทางแม่เป็นพุทธ ส่วนพ่อเป็นคริสต์ ตอนเด็กอยู่ออสเตรเลียมีโอกาสได้ไปวัดแค่ปีละครั้งสองครั้ง ตอนคนไทยจัดงานแล้วรวมตัวกันไปทำบุญที่วัด นี่คือส่วนที่เป็นพุทธ แต่พอโตขึ้น ตั้งแต่ประถมจนจบไฮสกูลเรียนโรงเรียนคริสต์มาตลอด เลยทำกิจที่เกี่ยวกับคริสต์ ทั้งนี้ทั้งนั้นพอลล่าจะนำสิ่งที่ดีๆ ของแต่ละศาสนามาใช้ เพราะลึกๆ แล้วคิดว่าทุกศาสนาต่างก็อยากให้เราเป็นคนดี จะแตกต่างกันก็แค่วิธีสอนก็เท่านั้น”

บางคนมีศาสนาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าถึงวันที่ชีวิตมีปัญหา ไม่สบายใจเมื่อไม่มีศาสนาจะแก้อย่างไร
ถ้ามีอะไรที่เครียดมากๆ แล้วการไปวัดช่วยได้ พอลล่าก็มาทางพุทธ เช่น ไปทำบุญทำทาน ปล่อยนกปล่อยปลา ทำหมด (ยิ้ม) แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีระบายทุกข์ออกจากตัวด้วยการคุยกับเพื่อน การได้พูดคุยกับคนอื่น ทำให้เราได้รับแง่มุมที่อยู่นอกเหนือจากกรอบที่สมองเราจะคิดได้
ถ้าคิดเองก็อาจจะวนอยู่กับที่ ทำไมเป็นแบบนี้ ใครผิดใครถูก แต่พอเราคุยกับคนอื่น ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วยังมีอีกมุมหนึ่ง

ปัญหาที่คนในวัยพอลล่าประสบพบเจอบ่อยๆ คือเรื่องความรัก บางคนหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย พอลล่าเองแก้ปัญหานี้อย่างไร
ทุกครั้งที่มีปัญหา เช่น เลิกกับใครไป ทะเลาะกับคนนั้นคนนี้ หรือ งานที่อยากได้มากแต่สุดท้ายกลับไม่ได้ เมื่อพบกับความผิดหวังไม่ว่าเรื่องไหน พอลล่าเชื่อในคำพูดที่ว่า…Blessing in Disguise เหมือนกับว่า วันนี้เราไม่รู้หรอกว่าทำไมเราถึงไม่ได้งานนี้ ทำไมถึงเลิกกับแฟนที่รักมาก แต่ในอนาคต มันจะมีเรื่องที่ทำให้เราพูดว่า “อ๋อ...ถ้าเราได้งานนั้นไป เราก็จะไม่ได้งานนี้” หรือ “ถ้าเราไม่เลิกกับผู้ชายคนนั้น เราก็จะไม่เจอผู้ชายคนนี้” พอลล่าเชื่อว่าในอนาคตจะมีสิ่งอื่นมาทดแทนสิ่งที่เราเสียไปวันนี้ ตอนมีปัญหาเราอาจจะยังนึกไม่ออก แต่ถ้าสามารถผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ วันหนึ่งเราจะเข้าใจ
สำหรับคนที่ฆ่าตัวตายเพราะความรัก พอลล่าว่าเขาคิดสั้นและมุมมองแคบ อยาก บอกว่า ถ้าเสียใจมากๆ อย่าเพิ่งทำอะไรตัวเอง วันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจะมีคนมาทดแทนคนที่เขาจากไป แล้วคนนี้แหละที่จะทำให้เรารู้สึกว่า ในวันนั้นเราสูญเสียคนนั้นไปเพื่อจะได้มาเจอกับคนนี้นี่เอง

ตอนนี้การพูดถึงเรื่องศาสนาเป็นเหมือนแฟชั่น พอลล่าคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้
ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องทำให้ใครเห็นหรือทำเพื่อให้มีเรื่องพูดกับคนอื่น โดย ส่วนตัวถ้าจะทำบุญก็ทำ ไม่ได้อยากให้ใครรู้ จริงๆ การทำบุญเป็นการทำเพื่อตัวเอง แต่ถ้าทำโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนอื่นเห็น ต้องถามว่าเราทำเพื่อใครกันแน่ เพื่อเขาหรือเพื่อเรา
จริงๆ พอลล่าชอบการบริจาคมากกว่าที่จะไปทำบุญที่วัด บางครั้งรู้สึกว่าการไปวัด เราทำเพื่อตัวเอง สร้างกุศลให้ตัวเอง แต่ถ้าทำทานหรือบริจาคเหมือนเราไปช่วยคนอื่น เช่น ช่วยเด็กตามมูลนิธิ พอลล่าชอบทำบุญกับเด็ก เพราะมองว่าเขาไม่มีทางเลือกในชีวิตเท่าผู้ใหญ่ ยังไม่มีอำนาจตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเอง กว่าเขาจะเลือกอะไรได้ก็เมื่อตอนที่โตแล้วหรือรู้แล้วว่าอะไรผิดหรือถูก การไปช่วยเขาเหมือนให้โอกาสแก่เขา

ถ้ามีเงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งให้ไปทำอะไรก็ได้แก่สังคม อยากนำไปทำอะไรครับ
อยากทำเรื่อง Education System ให้ดีขึ้นค่ะ ให้ สิทธิ์แก่เด็กทุกคนที่อยากเรียนหนังสือให้ได้เรียน ส่งให้เขาเรียนจนถึงระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเขาจะเรียนต่อหรือไม่เรียนก็เป็นสิทธิ์ที่เขาจะเลือกเอง แต่อย่างน้อยขอให้เขาได้รับโอกาสก่อน ตอนนี้พอลล่าเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในโครงการ
One Million Pixels of Love (ล้านพิกเซลแห่งรัก) ตอนที่ผู้จัดการบอกว่าเป็นโครงการของมูลนิธิศุภนิมิตฯ
ยอมรับว่าตอนแรกไม่รู้จัก แต่ผู้จัดการบอกว่าเกี่ยวกับการกุศลเลยทำ ตอนหลังพอได้รู้ว่ามูลนิธิศุภนิมิตฯ ก็คือWorld Vision ก็ร้องอ๋อ เพราะรู้จักที่ออสเตรเลีย ตอนเรียนจบพอลล่าและเพื่อนๆ ในห้องเคยช่วยกันเรี่ยไรเงินคนละเหรียญสองเหรียญ รวบรวมแล้วนำไปให้เด็กในโครงการนี้เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน
หน้าที่ของพรีเซ็นเตอร์คือช่วยหาเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้ และ ช่วยส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็กในโครงการ อมก๋อย เป็นโครงการเกี่ยวกับเรื่องโภชนาการ ไม่ว่าใครก็ทำได้ แค่ส่งเงินให้เดือนละ 540 บาท เงินจำนวนนี้แค่ยอมที่จะไม่ซื้อเสื้อตัวหนึ่งก็ช่วยพวกเขาได้แล้ว ตอนนี้พอลล่าพกใบสมัครเพื่ออุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ประมาณ 8 ใบติดตัว จะเอาไปให้เพื่อนบังคับเลยว่าต้องช่วย (หัวเราะ) เงินแค่นี้แต่ช่วยชีวิตคนอื่นได้มากมาย ทำเถอะ ไม่ยากเลยด้วย เพราะตอนนี้เขามีวิธีใหม่ คือส่ง sms พิมพ์คำว่า Love ส่งไปที่
หมายเลข 4520020 (ค่าส่งครั้งละ 6 บาท เฉพาะผู้ใช้ทรูมูฟและดีแทคเท่านั้น) ไม่ต้องกรอกใบสมัคร หมด
ข้ออ้างว่าไม่สะดวก แค่นั่งอยู่กับที่แล้วกระดิกนิ้วก็ได้ทำบุญ เป็นอะไรที่ง่ายที่สุดแล้วที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม

มีความรู้สึกผิดในใจครั้งไหนที่หากกลับไปแก้ได้ก็อยากกลับไปแก้
วันหนึ่งพอลล่าไปเดินสยามตอนค่ำๆ ระหว่าง กำลังเปิดประตูรถมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหา บอกว่าทำกระเป๋าเงินหาย ไม่มีเงินกลับบ้าน ขอตังค์หน่อย พอลล่านึกถึงเรื่องที่พี่คนหนึ่งที่กองถ่ายเคยเล่าให้ฟังว่าเดี๋ยวนี้มีการ โกงแบบนี้ เลยร้องอ๋อทันที แล้วบอกไปว่า “นี่โกงใช่ไหม” เขายังไม่ทันอธิบาย เพื่อนพอลล่าที่ตามมาถามว่ามีอะไร แล้วบอกให้น้องคนนี้ไปซะ
ทั้งที่ใจเรารู้ว่าเขาโกง แต่อีกความรู้สึกคือ ถ้า เขาไม่ได้โกงล่ะถ้าเขาไม่มีเงินกลับบ้านจริงๆ เงินร้อยสองร้อยที่เสียไปจะมีผลอะไรกับชีวิตเราไหม ก็ไม่มี พอคิดได้ก็อยากกลับไปเอาเงินให้เขา แต่เขาหายไปแล้ว ช่วงแรกรู้สึกว่าดีใจ ไม่โดนหลอก แต่อีกใจก็รู้สึกผิดว่าถ้าเขาไม่ได้หลอก ถ้าเขาลำบากจริงๆ แต่เราไม่ช่วยเขา คิดแต่เรื่องนี้อยู่สองสามวัน โทร.ไปหาพี่ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังตอนแรกว่า “ฮือ...สตอรี่ของพี่ทำให้หนูเสียใจ”

อะไรในชีวิตตอนนี้ที่จะทำให้พอลล่าทุกข์ได้มากที่สุด
ความรักค่ะ พอลล่าเป็นคนที่แคร์เรื่องความรักมาก ไม่ ใช่แค่ความรักแบบแฟนอย่างเดียวนะ แต่เป็นความรักที่มีต่อเพื่อนด้วย ถ้าทะเลาะกับเพื่อนเมื่อไร จะรู้สึกแย่ทันที มองว่ารีเลชั่นชิปเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิต ลองสังเกตสิ ถ้ารีเลชั่นชิปในชีวิตเต็ม ไม่ว่าทำงานอะไรที่ไหน ก็มีแรงทำอย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีปัญหา เช่น ทะเลาะกับแฟน กับเพื่อน หรือพ่อแม่ งานจะตก ไม่ค่อยอยากไปทำงาน ต่อให้ทำงานมีเงินเยอะแยะ แต่ไม่มีคนแชร์ด้วย ชีวิตก็ไม่มีความสุขหรอกค่ะ

ขอถามถึง Secret ที่ทำให้เป็นคนยิ้มแย้มสดใสได้ตลอดเวลา
พยายามทำทุกอย่างให้ตัวเองมีความสุขตลอด พอลล่าใช้ชีวิตค่อนข้างดี และเป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองในการทำงาน จะทำงานที่อยากทำเท่านั้น เพื่อที่จะได้มีแรงลุกขึ้นไปทำทุกวัน ไม่มีอะไรกดดัน พอเป็นอย่างนี้ไม่ว่าเราจะไปไหนก็แฮ็ปปี้ มีรอยยิ้ม แต่บางครั้งก็มีนะที่ยิ้มไม่ออก เพราะในการรับงานก็มีพลาด เช่น ตกลงไว้อย่างหนึ่ง แต่พอไปถึงกลับเป็นอีกอย่าง เจอทีมงานไม่น่ารักก็ทำให้เครียดได้ แต่แม้จะไม่ชอบ ก็จะพยายามหาจุดดีของงานนั้นออกมาให้ได้ก่อน เพื่อจะได้มีแรงทำในตอนนั้น หลังจากนั้นก็จะระวังตัวขึ้น ไม่ต้องไปเจอเขาอีก รูปที่ถ่ายไปก็ไม่ต้องดูให้เครียด

พอลล่ามีโอกาสได้ไปแข่ง The Amazing Race Asia มาด้วย ได้ประสบการณ์หรือแง่คิดที่ดี ติดไม้ติดมือกลับมาบ้างไหม
หลายคนบอกที่พอลล่าสมัครไปก็เพื่อจะได้มีงานตามมา หรือ บอกว่าพอลล่าคงมองในแง่ธุรกิจแน่ๆ แต่ขอบอกว่าไม่ได้คิดตรงนั้นเลย บางคนก็ถามว่า ภาพจะออกมาดีหรือ มันเป็นเรียลิตี้นะ คนอาจจะเกลียดพอลล่าไปเลย หาเรื่องใส่ตัวหรือเปล่า แต่พอลล่าไม่คิดตรงนั้น คิดแค่ว่าเกมมันสนุก อยากไปเล่น ก็เท่านั้น
พอแข่งจบก็รู้สึกว่าเลือกไม่ผิด ชอบทุกอย่างในรายการ ทั้งเพื่อนใหม่ที่ได้เจอ กิจกรรม ที่ได้ทำ บางวันต้องเดินทางไกลไม่ได้หยุดจากฟิลิปปินส์ ไปฮ่องกง ไปนิวซีแลนด์ เหนื่อยมาก แต่ได้เห็นอะไรเจ๋งๆ ตลอดทาง ความที่ทุกภารกิจล้วนสร้างความตื่นเต้น เลยรู้สึกว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ถ่ายทำนั้นเหมือนไม่ได้หายใจ อะดรีนาลินหลั่งตลอด ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับซองสีเหลืองที่เขาให้มา แม้แต่ตอนนอนยังฝันถึงเกมการแข่งขัน ตื่นขึ้นมาก็ต้องแข่งต่อ
ที่หนักสุดคือการท้าทายความกลัวในใจตัวเอง อย่าง ช็อตแรกต้องปีนจากตึกที่มีความสูงประมาณ 60 ชั้นไปยังอีกตึกหนึ่ง มันสูงมากและพอลล่าก็กลัวมาก ตามกติกา ถ้ามีอะไรน่ากลัว เขาจะมีตัวเลือกให้ จะไม่ปีนข้ามตึกก็ได้ จะวิ่งขึ้นบันไดก็ได้ แต่ความที่เป็นเกมแข่งกับเวลาการปีนข้ามตึกใช้เวลา10 นาทีแต่ถ้าวิ่งขึ้นบันไดใช้เวลาถึง 40 นาที เลยเลือกปีนข้ามตึก ตอนปีนขาสั่นและกลัวสุดๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือทุกอย่างในชีวิตคน ขึ้นอยู่กับความกลัวหรือไม่กลัวนี่แหละ
ถ้าเราเอาความกลัวออกไปจากชีวิต เราจะสามารถทำอะไรได้อีกเยอะมาก หลาย สิ่งที่เราเลือกที่จะไม่ทำก็เพราะความกลัวที่มีในใจ ในครั้งนั้นพอลล่าปีนตึกได้สำเร็จ พอข้ามไปได้รู้สึกว่า “เอ๊ะ เราก็ไม่ตายนี่” นี่เป็น Secret อย่างหนึ่งก็ว่าได้ จำไว้ “อย่าให้ความกลัว หยุดเราจากความสำเร็จ”

วางเป้าหมายในชีวิตไว้อย่างไรบ้าง
ยังไม่รู้ว่าทำอะไรแน่นอน แต่ไม่ว่าจะทำอะไร อยากให้ชีวิตมีความสุข อาจจะยังทำงานตรงนี้ มีครอบครัว แต่ยังไงขอให้มีความสุข จะแต่งงาน จะมีลูกกี่คน จะรวย จะจน ไม่รู้ แต่ขอให้แฮ็ปปี้ก็พอ

เคล็บลับการสร้างสุขของพอลล่า

* เมื่อมีความทุกข์ จงระบายทุกข์ออกจากตัวด้วยการพูดคุยกับเพื่อน เพราะการได้พูดคุยกับคนอื่นจะทำให้ได้แง่คิดที่เราเองอาจนึกไม่ถึงl

* เมื่อ มีปัญหาหรือพลาดจากสิ่งที่หวัง ให้เชื่อในคำพูดที่ว่า Blessing in Disguise แม้วันนี้ไม่รู้ว่าทำไมถึงพลาดหวัง แต่วันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปเราจะรู้ได้เอง

* วิธีสร้างความสุขให้ตัวเอง คือ พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข เช่น ทำงานที่อยากทำ ฯลฯ

* จงอย่าปล่อยให้ความกลัวหยุดเราจากความสำเร็จ

ที่มา: Health & Wellness บมจ.ธนาคารกสิกรไทย kbeautifullife.com 06 พฤศจิกายน 2552

เคล็ดลับความสำเร็จของสตีฟ จอบส์: จงหิวโหย จงโง่เขลา

จงหิวโหย จงโง่เขลา: คนบางคนอาจรู้สึกด้อยค่าเมื่อต้องเผชิญกับ “ความหิวโหยและความโง่เขลา” และมีน้อยคนนักที่เกิดมาพร้อมกับสิ่งอันไม่พึงปรารถนาทั้งสองอย่างนี้ แต่สามารถฉุดตัวเองขึ้นมาจากชีวิตที่มืดมนได้

สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) ซีอีโอคนปัจจุบันของบริษัทแอ๊ปเปิ้ล ที่เพิ่งผ่านการปลูกถ่ายตับ
เพื่อรักษามะเร็งตับอ่อน จนสามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009 ที่ผ่านมา

สตีฟ จอบส์ หรือ สตีเวน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1955 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของสตีฟเป็นนักศึกษาที่ไม่พร้อมจะสร้างครอบครัว จึงตัดสินใจ ยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น แต่เมื่อเด็กชายลืมตาดูโลกขึ้นมาจริงๆ คู่สามีภรรยาที่เคยสัญญาว่าจะรับเขาไปเลี้ยงกลับเป็นฝ่ายบอกเลิก เพราะพวกเขาอยากได้ลูกสาวมากกว่า
ทารกน้อยจึงต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะได้ไปอยู่กับครอบครัวของพ่อแม่บุญธรรมคนใหม่ ตอนแรกแม่
ผู้ให้กำเนิดของสตีฟไม่ยอมเซ็นเอกสารยินยอม เพราะไม่พอใจที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเสนอตัวเข้ามารับอุปการะสตีฟ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่เมื่อพวกเขาให้สัญญาอย่างหนักแน่นว่า ถึงอย่างไรก็จะส่งให้สตีฟเรียนจนจบมหาวิทยาลัยให้ได้ แม่ของเขาจึงยินยอม

แต่แล้วสตีฟ จอบส์ ก็เรียนมหาวิทยาลัยได้เพียงแค่เทอมเดียว เพราะเขารู้สึกว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ให้
จุดหมายปลายทางแก่ชีวิตของเขา อีกทั้งไม่ต้องการให้พ่อแม่บุญธรรมต้องใช้เงินที่สะสมมาอย่างเหนื่อยยาก ไปกับการจ่ายค่าเทอมที่แสนแพง

เมื่อ ตัดสินใจว่าจะลาออก สตีฟจึงเลิกเรียนวิชาภาคบังคับที่เขาเบื่อหน่าย และหันไปลงเรียนวิชาต่างๆ ที่ตนเองสนใจเป็นเวลานานถึง 18 เดือน และหนึ่งในนั้นคือวิชา คอลลิกราฟี (Calligraphy) หรือศิลปะการ
ประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร ซึ่งเป็นวิชาที่สตีฟเรียนโดยไม่รู้ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร แต่วิชานี้มีส่วนทำให้เขาประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

แม้ว่าสตีฟจะพอใจกับการเป็นนักศึกษาไร้สังกัด แต่เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เขาหารายได้จาก
การเก็บขวดน้ำอัดลมไปคืนร้านค้า ซึ่งจะได้เงินค่าคืนขวดใบละ 5 เซ็นต์ แล้วจึงนำเงินที่รวบรวมได้ไปซื้อ
อาหาร เขาต้องอาศัยนอนบนพื้นห้องของเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย และเดินเป็นระยะทาง 7 ไมล์ (ประมาณ 11 กิโลเมตร) เพื่อไปรับประทานอาหารดีๆ ที่แจกเป็นทานที่วัด Hare Krishna ในวันอาทิตย์

หลัง จากนั้นสตีฟได้เริ่มทำธุรกิจประกอบคอมพิวเตอร์ร่วมกับ สตีฟ วอซนิค (Steve Wozniak) หรือ วอซ ในโรงรถของพ่อบุญธรรม ควบคู่ไปกับการทำงานเป็นช่างเทคนิคในโรงงานผลิตวิดีโอเกมชื่อดังในท้องถิ่น
เขา นำเงินสะสมในช่วงนี้ออกเดินทางตามหาความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณในประเทศอินเดีย และตระเวนอยู่ที่นั่นนานถึงหนึ่งปี เมื่อกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เขาได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ โกนผม และใส่เสื้อผ้าแบบชายชาวอินเดีย กระทั่งทุกวันนี้สตีฟก็ยังโกนผมหากแต่สวมเสื้อคอปิดสีดำ กางเกงยีน และรองเท้ากีฬาเป็นประจำราวกับเป็นเครื่องแบบประจำตัว

ใน ปี ค.ศ. 1976 สตีฟและวอซได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีคนหนึ่ง จนสามารถเปิดบริษัทแอ๊ปเปิ้ลได้ ระยะแรกพวกเขาซื้อชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาประกอบใหม่ สิบปีต่อมาแอ๊ปเปิ้ลเติบโตเป็นธุรกิจมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ และมีพนักงานมากกว่า 4,000 คน ในปี ค.ศ. 1984 ซึ่งเป็นก้าวกระโดดของแอ๊ปเปิ้ล
สตีฟได้เปิดตัว แมคอินทอช (Macintosh หรือ Mac) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการออกแบบตัวอักษร
และการจัดช่องไฟที่สวยงาม อันเป็นผลจากการนำความรู้วิชาคอลลิกราฟีที่เคยร่ำเรียนมาประยุกต์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยอดขายของ Mac กำลังไปได้สวย สตีฟ ในวัยเพียง 30 ปีต้องพบกับปัญหาด้านการบริหารภายใน จนกระทั่งตัวเขาซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแอ๊ปเปิ้ลแท้ๆ ต้องถูกไล่ออก เขารู้สึกเสียใจมาก เพราะนั่นแปลว่าความทุ่มเทตลอดสิบปีที่ผ่านมากลายเป็น ความว่างเปล่า ถ้าทำได้สตีฟคงอยากหันหลังให้วงการคอมพิวเตอร์ตลอดกาล แต่เขาไม่ได้ทำ และทำไม่ได้ด้วย

“บาง ครั้งชีวิตอาจทำคุณเจ็บ แต่จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่น สิ่งเดียวที่ทำให้ผมลุกขึ้นสู้ต่อคือความรักในสิ่งที่ผมทำ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่คุณรัก...และวิธีเดียวที่จะทำ ให้คุณรู้สึกพึงพอใจอย่าง
แท้จริงก็คือ การได้ทำในสิ่งที่คุณ ‘เชื่อ’ ว่ามันยอดเยี่ยม ซึ่งคุณจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ด้วยการ
‘รัก’ ในสิ่งที่คุณทำเท่านั้น”

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สตีฟ จอบส์ เรียนรู้ว่า คนเราไม่ควรหยุดค้นหาจนกว่าจะได้ทำงานที่ตนรัก อีกทั้งทำให้เขาได้พบกับ ลอรีน เพาเวลล์ (Laurene Powell) ภรรยาคนปัจจุบันของเขา และในขณะเดียวกันก็ทำให้แอ๊ปเปิ้ลได้บทเรียนสำคัญว่า ผู้ชายชื่อสตีฟ จอบส์ คือคนที่แอ๊ปเปิ้ลขาดไม่ได้

หลัง จากสตีฟถูกไล่ออก เขาได้สร้างบริษัทขึ้นมาสองแห่ง คือ เน็กซ์ (NeXT) และพิกซาร์ (Pixar) ซึ่งเขาใช้สูตรในการทำงานแบบเดิม คือ จงคิดค้นบริการที่ลูกค้าจะพึงพอใจ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าตัวเองต้องการ
ทั้ง สองบริษัทประสบความสำเร็จอย่างสูง ต่อมาแอ๊ปเปิ้ลได้เข้ามาเจรจาขอซื้อเน็กซ์ ทำให้สตีฟได้กลับไปนั่งเก้าอี้ซีอีโอของแอ๊ปเปิ้ลอีกครั้ง ส่วนพิกซาร์กลายเป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนแอนิเมชั่นระดับแถวหน้าของโลก และถูกขายต่อให้บริษัทวอลต์ดิสนีย์ ในปี ค.ศ. 2006 ปัจจุบันสตีฟ จอบส์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีหุ้นในวอลต์ดิสนีย์มากที่สุด คือ ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์

การกลับมานั่งบัลลังก์ของแอ๊ปเปิ้ลครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1996 ทำให้แอ๊ปเปิ้ลเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
เพราะในขณะที่ ไมโครซอฟต์ (Microsoft) วิ่งวุ่นกับการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในโลกอินเทอร์เน็ต ส่วน
เดลล์ (Dell) กับ ฮิวเลตต์ - แพคการ์ด (Hewlett - Packard) ก็ไม่สนใจที่จะพัฒนาระบบประมวลผลของตนเอง
สตีฟได้ผลักดันทีมงานให้พัฒนาเครื่องแมคอินทอชจนมีความโดดเด่นเฉพาะตัว และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานในวงการศิลปะอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้แอ๊ปเปิ้ลยังสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ทนทาน ใช้งานง่าย และสวยงามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนเกิดความภักดีในแบรนด์สินค้าหรือติดแบรนด์แอ๊ปเปิ้ลนั่นเอง
นอกจากนี้สตีฟยังมองออกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจะกลายเป็นสินค้ายอดฮิต จึงได้พัฒนาเครื่อง iMac จนขายดีติดลมบนทั้งที่มีราคาสูง ที่สำคัญคือ ในขณะที่ไม่มีบริษัทคอมพิวเตอร์รายใดให้ความสนใจกับสินค้าประเภทอื่น เขาได้เปิดตัว iPod เครื่องเล่น MP3, iTunes การให้บริการดาวน์โหลดเพลงผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างถูกกฎหมาย และ iPhone โทรศัพท์มือถือที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างรอบด้าน

สตีฟ จอบส์ ไม่เคยหยุดโหยหาความสำเร็จ เขาจึงมองหาโอกาสในการพัฒนาสินค้าของตัวเองอยู่เสมอ ชายผู้นี้ไม่เคยมองว่าตัวเองชาญฉลาด จนไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ใครๆ คิดว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ หรือไม่น่าเสี่ยงที่จะทำ กล่าวได้ว่าความหิวโหยและความโง่เขลา คือเคล็ดลับที่นำพา สตีฟ จอบส์ มายืนอยู่ ณ จุดนี้
เคล็ดลับความสำเร็จ

Stay Hungry, Stay Foolish.
จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ

ข้อความบนปกหลังนิตยสาร Whole Earth Catalog
ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจของสตีฟ จอบส์ ตั้งแต่วัยหนุ่ม

ที่มา: Health & Wellness บมจ.ธนาคารกสิกรไทย kbeautifullife.com 23 กุมภาพันธ์ 2553

Wednesday, May 5, 2010

โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร กับพรสวรรค์ที่ได้มาจาก พรแสวง

โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร กับพรสวรรค์ที่ได้มาจากพรแสวง

บ่อย ครั้งที่เรามักจะเอ่ยชมใครคนหนึ่ง เมื่อได้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นกว่าคนอื่น ว่านั่นเป็นพรที่ได้รับมาจากสวรรค์ ที่คิดอย่างนั้นอาจเป็นเพราะเรามัวแต่มองเพียงความสำเร็จที่อยู่ตรงหน้า จนลืมย้อนกลับไปดูเส้นทางที่คนคนนั้นได้ฝ่าฟันมา...
ความ สามารถทางดนตรี ที่อยู่ในตัวของหนุ่มวัยเบญจเพสชื่อ โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร คงเข้าข่ายนี้ แต่ถ้าได้รู้เรื่องราวของเส้นทางชีวิตกว่าจะมีวันนี้ของเขา คุณจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วความสำเร็จเหล่านั้น ล้วนมาจากความพยายามอย่างแสนสาหัสทั้งสิ้น กระนั้นตัวเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธว่านอกจากสองมือของตัวเองแล้ว ยังมีอีกสองมือที่มองไม่เห็นคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังอีกด้วย

สมัยเด็กเวลามีคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร จะตอบว่า
"อยากเล่นดนตรีครับ" ไม่เคยตอบว่าเป็นหมอ ครู หรืออะไรทั้งนั้น ผมโชคดีและนับว่าได้รับพระพรจากพระเจ้ามากๆ ที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และได้ทำเป็นอาชีพด้วย งานอดิเรกของผมคือเล่นดนตรีงานหลักก็คือเล่นดนตรี ผมไม่เคยเบื่อ ดนตรีเป็นเหมือนชีวิตมีเสน่ห์ ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยสื่ออารมณ์ในตัวเราออกมาได้ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบทำตอนเด็กคือ เข้าไปนั่งแจมในวงสนทนาของผู้ใหญ่ เพราะการได้นั่งฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่คุยกันทำให้ได้รู้อะไรหลายอย่าง และมักจะมีคำคมกลับมาคิดเสมอ ผมว่าผู้ใหญ่แต่ละคนมีมุมมองต่างกันไป เวลามีเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามาไม่ว่าเกี่ยวกับชีวิตหรือการทำธุรกิจ
เวลามีเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามา ไม่ว่าเกี่ยวกับชีวิตหรือการทำธุรกิจ บางคนสามารถหาแง่บวกจนเจอ ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะแย่แค่ไหน ขณะที่บางคนจะมองในแง่ลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าศึกษาเพราะได้รู้ทั้งมุมที่เป็นความผิดพลาด และมุมที่สร้างความสำเร็จให้เขา

ยกตัวอย่างแง่คิดที่ได้จากวงสนทนาให้ฟังหน่อยสิครับ

คำสอนหนึ่งของคุณพ่อที่ผมจำได้แม่นคือ "ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ" ท่านบอกว่า ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ
อย่างการเล่นกีตาร์ สมัยนี้มีโรงเรียนเปิดสอนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่สมัยนั้นโรงเรียนมีน้อยมากและราคาก็แพงจนไม่มีใครกล้าเรียน คุณพ่อผมเรียนกีตาร์แบบมวยวัด ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ซ้อมวันละแปดเก้าชั่วโมงจนนิ้วเป็นแผล ท่านบอกว่า สมัยนี้ความรู้หาได้ง่าย แต่เด็กๆ กลับไม่สนใจ เมื่อเปรียบเทียบกัน คนสมัยก่อนจึงรู้คุณค่าของความรู้มากกว่า อีกคำสอนหนึ่งที่จำได้คือ ท่านบอกว่า "คนเราเก่งไม่เก่งไม่สำคัญ ขอให้เป็นคนดีและอย่าทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ"

ขอถามถึงเส้นทางก่อนที่จะมีวันนี้ครับ

หลายคนบอกว่าพื้นฐานของผมดีอยู่แล้วเพราะมีพ่อเป็นนักดนตรี แต่สิ่งที่ใครๆ มองว่าเป็นโชค ผมกลับ
มองว่านี่คือพรที่พระเจ้าประทานให้ โชคหรือพรเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถช่วยอะไรได้ถ้าไม่พยายาม ผมจึงพยายามฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่สามขวบ ช่วงเก้าขวบจนถึงเรียนมหาวิทยาลัยวันเสาร์ตอนเก้าโมงต้องไปเรียนเปียโนที่ สีลม พอบ่ายโมงก็ต้องไปซ้อมดนตรีต่อที่โบสถ์แถวมีนบุรีจนถึงห้าโมงเย็น วันอาทิตย์ไปเล่นเปียโนที่โบสถ์ ชีวิตเป็นอย่างนี้ตลอด ผมไม่เคยเดินสยาม ไม่รู้จักว่าเซ็นเตอร์พ้อยท์เป็นอย่างไรเชื่อไหม ผมไปสยามครั้งแรกตอนอายุ 19 ที่ไปเพราะต้องไปเล่นดนตรี และหลังจากนั้นไม่กี่ปี เซ็นเตอร์พ้อยท์ก็ปิด (หัวเราะ)

จริงๆ แล้วคุณพ่อไม่ได้อยากให้ผมเข้าวงการ แต่ที่ให้เล่นดนตรีเพราะอยากให้มีดนตรีในชีวิต เนื่องจาก
ดนตรีทำให้มีความสุข แต่เพราะผมเป็นฝ่ายขอว่าอยากลองทำดู ท่านจึงอนุญาต ก่อนมาถึงจุดนี้ผมต้องพบกับคำปฏิเสธหลายครั้ง ตอนอายุ14 - 15 เคยไปที่ค่ายค่ายหนึ่ง ผมเอากีตาร์ไปด้วยเพราะอยากเล่นเพลงที่ตัวเองแต่งให้เขาฟัง แต่ปรากฏว่าวันนั้นทั้งวันไม่ได้เปิดกล่องกีตาร์เลย เพราะเขามัวแต่ถ่ายรูปผมมุมนั้นมุมนี้ วันนั้นผมกลับบ้านด้วยความรู้สึกงงๆ และถามพ่อว่าเขาจะทำอะไรกันแน่

หลังจากนั้นผมลองไปอีกค่ายหนึ่ง ผมบอกเขาว่า ผมร้องและเล่นเปียโนได้ แต่เขาตอบมาว่า "พี่คิดว่า
เปียโนกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ไม่แข็งแรงพอที่จะออกอัลบั้มได้" ตอนนั้นผมอายุแค่ 15 เจอคำตอบนี้เข้าไปแล้วหมดกำลังใจเลย แล้วเขายังพูดต่ออีกว่า "เอางี้แล้วกันพี่อยากทำบอยแบนด์ แต่ถ้าไม่ชอบ ทำเป็นวงก็ได้นะ ให้โต๋เป็นมือคีย์บอร์ด ผู้ใหญ่โอเคแล้วด้วย" ผมก็ได้แต่บอกเขาว่า ขอกลับไปคิดดูก่อน

หลังจากวันนั้นหนึ่งวัน ผมโทรศัพท์ไปบอกว่า ไม่ทำครับเพราะนั่นไม่ใช่ตัวผม ผมรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร
ถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่คิดก็ไม่ทำ การถูกปฏิเสธจากผู้ใหญ่ในสิ่งที่เราฝันทำให้ผมผิดหวังมาก แต่ก็นึกถึงคำที่พ่อเคยสอนว่า "การลงทุนอะไรก็ตาม ถ้าได้ตอนนี้แต่เสียกำไรในอนาคต อย่าทำดีกว่า"

จนอายุประมาณ 19 พี่บอย โกสิยพงษ์ มาเจอผมที่โบสถ์แล้วชวนไปทำงานเบื้องหลัง ผมจึงได้ทำเพลง
โฆษณา เล่นดนตรี อัดเปียโน และมีโอกาสขึ้นคอนเสิร์ตครั้งหนึ่ง ทำให้ผมเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และได้ทำอัลบั้มเต็มในที่สุด

มีคำอธิษฐานไหนที่มักจะพูดหรือขอต่อพระเจ้าเสมอ
ทุกวันนี้ก่อนขึ้นเวทีทุกครั้ง ผมจะอธิษฐานเหมือนเดิมคือ"ลูกทำดีที่สุดแล้ว แต่อะไรที่ลูกจัดการเองไม่ได้ ลูกขอฝากไว้ที่พระองค์" ผมว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการอธิษฐานคือ การเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระองค์ในทุกกรณี คนเราเวลาได้อะไรดี ๆ หรือได้รางวัลมักเอ่ยว่า "ขอบคุณพระเจ้า" แต่จริงๆ แล้วเวลายิ้มไม่ออกหัวเราะ ไม่ออกผิดหวัง คุณก็ควรเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้าเช่นกัน เพราะพระเจ้าสอนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นผลดีต่อผู้ที่รักพระองค์เสมอ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความผิดพลาดก็ตาม ในมุมลบย่อมต้องมีมุมบวกอยู่บ้าง เหมือนคำกล่าวที่ว่า "จงหามุมบวกในความผิดพลาดให้เจอ" เพราะอย่างน้อยๆ การได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดนั้นก็จะทำให้คุณเติบโตขึ้น

ทราบ ว่าเรียนดี ถึงขั้นได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง (โต๋สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ)

จริงๆผมเป็นคนที่ใช้เวลาอ่านหนังสือก่อนสอบน้อยมาก แต่จะตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอนเวลาอยู่ใน
ห้องเรียน แล้วนำกลับมาประยุกต์และเชื่อมโยงเข้ากับตัวเอง ยกตัวอย่าง วิชามาร์เก็ตติ้งอาจารย์สอนว่า อายุของสินค้านั้นเทรนด์ของมันจะมีคำว่า Fads ซึ่งย่อมาจาก Fashion กับคำว่า Style อาจารย์บอกว่า อะไรที่เป็นFads หรือแฟชั่น อายุการใช้งานหรือ Product Life Cycle จะสั้น มันจะพีคมากในช่วงเริ่ม คือกราฟจะขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว แต่ก็จะหล่นลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ต่างจาก Style ที่ไม่ขึ้นพีคมาก แต่อยู่ได้นานกว่า

วิธีจำของผมในเรื่องนี้ ผมจะนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ตัวเช่น ดนตรีนั้นมีหลายแนว บอยแบนด์ถือเป็น
แฟชั่นเพราะมาไวไปไว ในทางกลับกันถ้าคุณมีสไตล์ มีความเป็นตัวของตัวเอง มันอาจจะไม่เปรี้ยงปร้างในทันทีแต่อยู่ได้นานกว่า นักดนตรีต่างประเทศที่ร้องเอง แต่งเพลงเอง อย่างเอลตัน จอห์น แม้เวลาจะผ่านไปสามสี่สิบปีแต่เขาก็ยังอยู่ การทำความเข้าใจกับเนื้อหาในลักษณะนี้จะทำให้จำได้นานกว่าการท่องจำ

กดดันไหมที่ต้องดูแลตัวเองให้ดีอย่างนี้ จะเกเรหรือไปเที่ยวกลางคืนก็ไม่ได้

บุหรี่ เหล้า ไวน์ หรือเบียร์ ผมไม่แตะอยู่แล้วครับ เที่ยวกลางคืนก็ไม่ชอบ ไม่ชอบไปในที่ที่คนเยอะๆ
เสียงดังๆ การเข้ามาทำงานตรงนี้ต้องยอมรับตั้งแต่เข้ามาทำแล้ว พ่อผมเคยบอกว่าตอนนี้ผมไม่ใช่แค่นักดนตรีคนหนึ่งที่มาถึงก็เล่นแล้วกลับบ้าน แต่ผมมีทั้งแฟนเพลงและพ่อแม่แฟนเพลงที่มองเราเป็นแบบอย่างให้ลูกเขา รวมทั้งสื่อมวลชนก็จับตาดู ฉะนั้นจะทำอะไรก็ต้องคิด ถามว่ากดดันไหม ไม่กดดัน แต่ทำให้ผมรอบคอบขึ้นมากกว่า เพราะเวลาจะทำอะไรไม่ได้มีผลต่อตัวผมแค่คนเดียว แต่ยังส่งผลไปถึงทีมงานด้วย แต่ถ้าถามว่าวันหนึ่งจะพลาดได้ไหมก็เป็นไปได้ เพราะผมก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ถ้าทำผิดผมก็คงต้องขอโทษตามตรงและสัญญาว่าผมจะทำตัวให้ดีที่สุด แต่ผมไม่ได้สัญญาว่าจะเป็นคนเพอร์เฟ็คท์

ทราบว่าไม่รับงานที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ครับ ผมไม่เล่นในผับ ในลานเบียร์ และงานเปิดตัวสินค้าประเภทแอลกอฮอล์ เพราะแฟนเพลงของผมมี
ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ผมไม่อยากให้เด็กอายุ 12 ขวบต้องขอแม่ไปดูผมในผับ อีกอย่างเปียโนก็ไม่ได้เหมาะจะเล่นในนั้น แม้การปฏิเสธจะทำให้เสียรายได้ก็จริง แต่ผมได้ในสิ่งที่มองไม่เห็นกลับมา นั่นคือความไว้วางใจ ความศรัทธาของแฟนเพลงและพ่อแม่แฟนเพลงที่ดูอยู่ ผมว่าบางคนต่อให้เล่นดนตรีเป็นสิบๆ ปี ก็ยังไม่สามารถซื้อศรัทธาเหล่านี้ได้ ผมจึงมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องแลกกัน ทุกอย่างไม่สามารถตีค่าเป็นเงินได้ทั้งหมด

ขอถามเรื่องสาวๆ และความรักหน่อย

ชีวิตผมไม่เหมือนชาวบ้าน ทำงานแทบทุกวัน สำหรับผม Love is you and me. คือเป็นเธอคนเดียวไม่ได้
เป็นฉันคนเดียวไม่ได้แต่เป็นเรา ไม่อย่างนั้นจะเป็นการเห็นแก่ตัว เด็กสมัยนี้ถึงเวลาเรียนไม่เรียนกลับไปเที่ยวกับแฟน เทคแคร์เขาสุดๆ แต่ชีวิตคุณเองคุณไม่ดูแล คุณจะต้องรักตัวเองดูแลตัวเอง เป็นลูกที่ดีเป็นนักเรียนที่ดีก่อน จึงจะไปดูแลคนอื่นได้ ผมอยากฝากเรื่องนี้ไปถึงวัยรุ่นว่า ความรักเป็นสิ่งสวยงามก็จริง แต่ก็ควรมีรักให้ถูกต้องด้วย

ถามผมว่ามองหาใครอยู่ไหม ก็มอง แต่ก็รู้ว่ายาก เพราะเราไม่มีเวลาเผื่อใครเลย ตื่นขึ้นมาก็ทำงาน ทำงาน
เสร็จก็กลับไปนอน ตื่นมาก็ทำงานต่อ ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากได้จากคนที่จะมารักกันในตอนนี้คือความเข้าใจ แต่เชื่อเถอะว่า ตอนนี้ชีวิตผมมีอะไรที่จะต้องขอให้คนที่มาเป็นแฟนเข้าใจเยอะมาก เลยยังไม่อยากคิดเรื่องนี้ครับ

ถ้าการทำดีในชาตินี้เพียงพอที่จะขอพรวิเศษ อยากขออะไรสำหรับชาติหน้า

มีสองอย่างที่จะขอ หนึ่งคือ ขอให้ได้กลับมาใช้ชีวิตแบบนี้อีก เพื่อที่ผมจะได้กลับไปแก้ไขความผิดพลาด
ในอดีต เช่น กลับไปซ้อมดนตรีให้หนักกว่าเดิม เพราะแต่ก่อนบางทีผมก็เบื่อการซ้อม หนีไปเล่นบาส ไปเตะบอลบ้าง และผมอยากกลับไปทำอะไรดีๆ ให้คุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างให้มากขึ้นด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้ว่ามันมีค่ามากแค่ไหน

สองก็คล้ายเดิม คือ ขอให้ได้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม เพราะรู้สึกว่าตอนนี้มีความสุขมากแล้ว เราไม่รู้ว่า
ชาติหน้าจะเป็นอย่างไรถ้าขอเป็นอย่างอื่น จะรู้ได้ไงว่าพอเปลี่ยนไปแล้วจะมีความสุขกว่า เราอาจจะไม่เจอผู้คนหรือส่วนประกอบในชีวิตที่ดีแบบนี้ หรืออาจจะไม่ได้พระพรที่ดีเท่าชาตินี้

ผมเชื่อว่าคนเรามีความสุขได้ถ้ารู้จักพอ ผมจึงพอใจกับสิ่งที่มีในวันนี้มาก แต่คำว่าพออย่างเดียวก็ยังไม่พอ
ต้องมีความฝันในชีวิตด้วย เพราะถ้าไม่รู้จักฝัน ก็เท่ากับว่าใช้ชีวิตโดยไม่มีจุดหมาย

“โต๋” ทิ้งท้าย...

* จำให้ขึ้นใจว่า "ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ"
* การลงทุนอะไรก็ตาม ถ้าได้ตอนนี้ แต่จะเสียกำไรในอนาคต...อย่าทำ
* เคล็ดลับเรียนดีคือ ตั้งใจเรียนในห้อง พยายามฟังสิ่งที่อาจารย์สอน
แล้วนำมาประยุกต์และเชื่อมโยงเข้ากับตัวเอง
* ชีวิตมีหลายปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จงคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

ที่มา: Health & Wellness บมจ.ธนาคารกสิกรไทย kbeautifullife.com 02 กรกฏาคม 2552

เรื่องของนิติบุคคลอาคารชุด

พระราชบัญญัติอาคารชุด ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ส่วนหนึ่งออกมาแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด โดยการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบไว้ดังนี้

- ออกหนังสือรับรองการปลอดภาระหนี้ให้แก่เจ้าของร่วมภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับคำร้องขอและเจ้าของร่วมได้ชำระหนี้อันเกิดจากค่า ใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว

- จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือน และติดประกาศให้เจ้าของร่วมทราบภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นเดือน และต้องติดประกาศเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันต่อเนื่องกัน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 500 บาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง

- นำมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

- นำมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเรื่องแต่งตั้งผู้จัดการไปจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

- นำมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเรื่องแต่งตั้งกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไปจด ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

- จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการและ พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับ และผู้จัดการที่จดทะเบียนตามที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดไว้แล้ว ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

นอกจากนี้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดยังอาจต้องถูกลงโทษตามมาตรา 71 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษสำหรับนิติบุคคลอาคารชุดที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38/1, 38/2 และ 38/3

ทั้ง 3 มาตราที่ว่าคือ การกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดจัดทำงบดุลอย่างน้อย 1 ครั้งทุกรอบ 12 เดือน ซึ่งต้องมีรายการแสดงจำนวนสินทรัพย์ หนี้ บัญชีรายรับรายจ่าย และต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบ แล้วนำเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมภายใน 120 วันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชี

ให้นิติบุคคลอาคารชุดจัดทำรายงานประจำปี ก่อนวันนัดประชุมใหญ่ล่วงหน้าไม่เกิน 7 วัน และเก็บรักษารายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานและงบดุลพร้อมทั้งข้อบังคับไว้ ที่สำนักงาน เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าของร่วมตรวจดูได้ เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว เจ้าของร่วมอย่าลืมช่วยกันดูแล ตรวจสอบ และเพื่อนิติบุคคลอาคารชุดปฏิบัติให้ ถูกต้อง และเป็นการรักษาสิทธิของตัวท่านเองนะครับ

ดินสอพอง
lawofrealty@gmail.com

ที่มา: คอลัมน์ กฎหมายรอบรั้ว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 03 เมษายน 2553

ต่อเติมบ้าน...แบบไหนต้องขออนุญาต

การต่อเติมเปลี่ยนแปลงบ้านตามใจชอบอาจมีความผิดตั้งแต่ถูกปรับจนถึงจำคุก เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าการดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎหมายหลักในการควบคุมการก่อสร้างอาคารกำหนดให้ผู้ที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน หรือให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นพร้อมทั้งดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ

กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 ระบุว่าการกระทำดังต่อไปนี้ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร คือ

1. การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดยใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม เว้นแต่การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ หมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่าโครงสร้างของอาคาร อาทิ เสา คาน หากจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านั้นใหม่โดยใช้วัสดุเดิม จำนวนและขนาดเท่าเดิมก็ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร ไม่ต้องขออนุญาต
2. การเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิมหรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกิน ร้อยละสิบ หมายถึงส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาคาร เช่น พื้น ผนัง ไม่ต้องขออนุญาต แต่หากมีการเปลี่ยนวัสดุ และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกินที่กำหนด อย่างนี้ต้องขออนุญาต

3. การเปลี่ยนแปลง การต่อเติม การเพิ่มการลด หรือการขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างของอาคารเดิมส่วนใดส่วนหนึ่งเกิน ร้อยละสิบ เช่นการเปลี่ยนสไตล์ หรือเปลี่ยนรูปแบบของพื้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้านและไม่ก่อให้เกิดน้ำหนักเพิ่มแต่ประการใด เช่นประตู หน้าต่าง ลายกระเบื้อง ฝ้า เพดาน อย่างนี้ไม่ต้องขออนุญาต

4. การลดหรือขยายเนื้อที่ของพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งให้มีเนื้อที่น้อยลงหรือมาก ขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน เช่น เดิมพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบ ๆ ต่อมามีการเจาะเป็นช่องเพื่อระบายอากาศหรืออะไรก็ตาม ก็ไม่ต้องยื่นขออนุญาต

5. การลดหรือการขยายเนื้อที่ของหลังคาให้มีเนื้อที่มากขึ้นรวมกัน ไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน เช่น การทำหลังคาคลุมดาดฟ้าโดยยื่นจากเดิมออกไปโดยรวมแล้วเป็นการเพิ่มเนื้อที่ ออกไปไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่ทำให้ คานและเสาเดิมต้องรับน้ำหนักเพิ่ม เกินกว่า 15% อย่างนี้ก็ไม่ต้องยื่นขอ อนุญาต

สุดท้ายการต่อเติมครัวด้านหลังบ้านที่นิยมทำกันแทบทุกหลังนั้น ต้องขอบอกว่าเข้าข่ายการเป็นต่อเติมอาคารที่ต้องได้รับอนุญาตก่อน ฉะนั้นควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายไว้ก่อนจะเป็นการดีที่สุดนะครับ.

ดินสอพอง
lawofrealty@gmail.com

ที่มา: คอลัมน์ กฎหมายรอบรั้ว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 13 มีนาคม 2553

จัดตั้งนิติบุคคลแล้วได้อะไร

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บังคับใช้มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ที่ เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเจ้าของโครงการ ผู้ซื้อ หรือเจ้าพนักงานที่ดิน

นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มีความสำคัญมากต่อธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ โดยหลักแล้วกฎหมายต้องการให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้จัดสรรที่ดินสามารถโอนสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร ที่ดิน ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่มีจำนวนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงย่อยรวม ตัวกัน จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้น เพื่อรับโอนสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินมาดูแลบำรุงรักษาจัดการกันเอง

ผลจากการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเรียบร้อยแล้วมีผลดังนี้

ประการแรก ส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้จัดสรรที่ดิน ผู้ซื้อ และนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร (1) ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่ในการบำรุงรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคโดย ต้องโอนทรัพย์สินและส่งมอบเงินบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (2) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ทั้งที่ลงคะแนนเสียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร (3) นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินกิจการของนิติฯ ตามกฎหมายและข้อบังคับ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สมาชิกคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรร เป็นผู้แทนของนิติฯ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

ประการที่ 2 สิทธิพิเศษเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม ภาษี และอากรแสตมป์ ภาษี และอากรแสตมป์

ประการที่ 3 อำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร (1) จัดการและดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินที่รับโอนจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) กำหนดระเบียบการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภค การอยู่อาศัยและการจราจร (3) เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย (4) เป็นโจทก์แทนสมาชิก (ตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป) (5) จัดให้มีบริการสาธารณะ (6) ดำเนินการอื่นตามกฎหมาย

ประการที่ 4 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร (1) ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ทั้งนี้การกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย ต้องได้รับความ เห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ โดยอาจกำหนดให้แตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือขนาดพื้นที่ก็ ได้ (2) นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่จัดเก็บโดยให้จัดเก็บเป็นรายเดือนจาก สมาชิก (3) สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกนิติบุคคลอื่นตามที่กำหนด

ประการที่ 5 บทกำหนดโทษสำหรับสมาชิกที่ชำระเงินล่าช้า (1) กรณีชำระค่าใช้จ่ายล่าช้ารายเดือน ต้องจ่ายค่าปรับตามอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดกำหนด (2) กรณีชำระล่าช้าติดต่อกัน 3 เดือน ถูกระงับการให้บริการหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภค (3) กรณีชำระล่าช้าติดต่อกัน 6 เดือน พนักงานเจ้าหน้าที่อำนาจระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินแปลงดัง กล่าวได้ (4) ให้ถือว่าหนี้ที่ค้างชำระเป็นหนี้บุริมสิทธิ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้มีความรู้สึกรักและหวงแหนสิทธิของตนเองในหมู่บ้าน.

ดินสอพอง
lawofrealty@gmail.com

ที่มา: คอลัมน์ กฎหมายรอบรั้ว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 17 เมษายน 2553

'นิติบุคคลบ้านจัดสรร' มี-ไม่มีต่างกันอย่างไร??

นิติบุคคลบ้านจัดสรร สำหรับคนที่สร้างบ้านอยู่เองอาจจะไม่คุ้นเคย แต่กับคนซื้อบ้านจัดสรร วันหนึ่งจะต้องคุ้นเคยกับคำนี้แบบเลี่ยงไม่ได้

ข้อดีในการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร คือ
1) รับโอนทรัพย์สินและสาธารณูปโภคในโครงการจากผู้ประกอบการมาเป็นของลูกบ้านทุก ๆ คน เช่น ที่ดินที่เป็นถนน ทางเท้า สวนพักผ่อน สนามเด็กเล่น

2) ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สินและภาษีอากร ทั้งในส่วนที่กรมที่ดินเรียกเก็บ หรือภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากร

3) ลูกบ้านทุกรายในโครงการมีส่วนร่วมในการบริหารงานหมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่ออกกฎระเบียบที่ใช้ในชุมชน การออกสิทธิออกเสียงคัดค้าน หรือการให้ความเห็นชอบในที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งการแต่งตั้งสมาชิกคนหนึ่งคนใดเป็นคณะกรรมการบริหารงานนิติบุคคลหมู่ บ้านจัดสรร 4) ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญจะได้รับการแก้ไขให้ลดน้อยลงไป เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้านมีอำนาจหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย 5) ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา รวมทั้งบริการสาธารณะที่ชำรุดทรุดโทรม จะมีงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซม

6) มีกฎระเบียบชุมชนเป็นของตนเอง ซึ่งเรียกว่าข้อบังคับของหมู่บ้าน 7) สร้างความเป็นธรรมและพิทักษ์ความสะอาด ความปลอดภัยให้กับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 8)มูลค่าทรัพย์สินจะทวีเพิ่มขึ้นในระยะยาว 9) คุณภาพชีวิตจะสดใส คือประโยชน์ที่ลูกบ้านได้รับภายหลังจัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว

หากไม่จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีข้อเสีย คือ 1) คณะกรรมการหมู่บ้านไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการจัดระเบียบชุมชนของตนเอง เนื่องจากไม่ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร 2) คณะกรรมการหมู่บ้านไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการยื่นคำร้องทุกข์หรือเป็นโจทก์ฟ้องร้องแทนสมาชิกในกรณีที่มีผลกระทบ สิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกภายในหมู่บ้าน

3) การเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากลูกบ้าน จะไม่ได้รับความร่วมมือ ทำให้เกิดปัญหาขาดงบประมาณในการบริหารงานหมู่บ้าน 4) ไม่มีงบประมาณใน การซ่อมแซม บำรุงรักษา ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา รวมทั้งการบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม 5) มูลค่าทรัพย์สินภายในหมู่บ้านจะลดลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในหมู่บ้านไม่ได้รับการดูแลรักษา

6) ผู้ประกอบการ โอนทรัพย์สินที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคให้กับหน่วยงานราชการ เพื่อให้เป็นสาธารณประ โยชน์ทำให้ไม่สามารถควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้านได้ เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถผ่านเข้าออกได้ หรือใช้เป็นทางสัญจรได้ ทำให้ถนนหนทางชำรุดทรุดโทรม

7) ปัญหาความเดือดร้อนของสมาชิกจะไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้านไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 8) พื้นที่ส่วนกลางสกปรก ไม่มีผู้ควบคุมดูแล รวมทั้งไม่มีงบประมาณในการจัดจ้างพนักงานรักษาความสะอาด 9) เกิดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ส่วนกลางมาเป็นพื้นที่ส่วนตัว ปัญหาสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ซึ่งหลาย ๆ หมู่บ้านไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบควบคุมไว้อย่างชัดเจน.

ดินสอพอง
lawofrealty@gmail.com

ที่มา: คอลัมน์ กฎหมายรอบรั้ว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 24 เมษายน 2553

นิติบุคคลฯเรียกประชุมพร่ำเพรื่อไม่ได้

พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการเรียกประชุมใหญ่ และวิธีการประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมไว้เป็นตัวกฎหมายโดยเฉพาะ ดังนั้นการประชุมจึงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นแล้วอาจมีผลทำให้มติที่ประชุมไม่มีผลใช้บังคับเจ้าของร่วมคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้

- การประชุมใหญ่สามัญ กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุด ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งแรก ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับ และผู้จัดการที่จดทะเบียนตามที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดไว้แล้ว และการประชุมใหญ่สามัญประจำปี กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของนิติบุคคลอาคารชุดนั้น ๆ เพื่อพิจารณาอนุมัติงบดุล รายงานประจำปี แต่งตั้งผู้สอบบัญชี และเรื่องอื่น ๆ

- การประชุมใหญ่วิสามัญในกรณีมีเหตุจำเป็น โดยผู้จัดการหรือคณะกรรมการโดยมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมคณะกรรมการ หรือเจ้าของร่วมไม่น้อยกว่า 40% ของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดลงลายมือชื่อทำหนังสือร้องขอให้เปิดประชุม ต่อคณะกรรมการ ในกรณีนี้ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันรับคำร้องขอ ถ้าคณะกรรมการมิได้จัดให้มีการประชุมภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าของร่วมตามจำนวนข้างต้นมีสิทธิจัดให้มีการประชุมวิสามัญเองได้ โดยให้แต่งตั้งตัวแทนคนหนึ่งเพื่อออกหนังสือเรียกประชุม

- การเรียกประชุมใหญ่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้กำหนดวิธีการเรียกประชุมไว้ดังนี้ ต้องทำเป็นหนังสือนัดประชุม ระบุสถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุม และจัดส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม

- การนับคะแนนเสียง ให้เจ้าของร่วมแต่ละรายมีคะแนนเสียงเท่ากับอัตราส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์ใน ทรัพย์ส่วนกลาง กรณีที่เจ้าของร่วมถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดร่วมกัน 2 คน การลงคะแนนเสียงในการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งทำได้ โดยไม่ต้องได้รับมอบฉันทะ การนับคะแนนเสียงนับเต็มตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง

- องค์ประชุม การประชุมใหญ่ต้องมีผู้มาประชุม ซึ่งมีคะแนนเสียงลงคะแนนร่วมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมด ในกรณีที่เจ้าของร่วมมาประชุมไม่ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมด ให้เรียกประชุมใหญ่ใหม่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันเรียกประชุมครั้งก่อน และการประชุมใหญ่ครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าจะต้องครบองค์ประชุม แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ ต้องมีหนังสือนัดเจ้าของร่วม เพื่อเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุมเสมอ.

ดินสอพอง
lawofrealty@gmail.com

ที่มา: คอลัมน์ กฎหมายรอบรั้ว เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 01 พฤษภาคม 2553

บุคคลอันตราย

ถ้าถามว่า ใครบ้าง ที่มี ลักษณะ จัดเป็น บุคคลอันตราย ในสังคม

รับรองได้ว่า คนส่วนใหญ่ จะตอบ ดังนี้

อันดับแรกคือ “ฆาตกร” ซึ่งสามารถฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าได้ตลอดเวลา จะเป็นฆ่าเพราะ เหตุผลส่วนตัว หรือ รับจ้างผู้อื่นมาฆ่าให้ ล้วนเป็นอันตราย ด้วยกันทั้งสิ้น

อันดับสองคือ “คนบ้า” หรือ “คนเป็นโรคจิตวิปริต” คนเหล่านี้สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป

อันดับสามคือ “พวกค้าขายยาเสพติด” เพราะยาเสพติด ทำร้ายประเทศชาติ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

อันดับสี่คือ “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต” ซึ่งผิดมนุษย์ปุถุชนธรรมดา คนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังที่ทำให้เป็นคนโหดเหี้ยมด้วยกันทั้งนั้น

และอันดับห้าคือ “คนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” คนพวกนี้ จะไม่เคยบอกว่า อะไรดี และส่วนใหญ่จะเป็น คนวิตกกังวล อย่างหนัก วัน ๆ มีแต่มอบความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น ใครทำดีมักจะบอกว่าทำไม่ดี คน เหล่านี้มักจะตายก่อนเวลาที่อันควร

ข้างต้นนี้จัดเป็น อันตรายระดับรุนแรง สังคมใดมีคนเหล่านี้มาก ๆ รับรองได้ว่า จะเป็นสังคมที่มีแต่ภัยอันตรายหาความสุขในชุมชนได้ยากยิ่ง

แต่ที่จริงแล้ว บุคคลที่เป็นอันตรายในสังคม ยังมีอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่ มองเผิน ๆ จะบอกว่าไม่น่าจะอันตรายใด ๆ แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไป จะพบว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าพวกข้างต้นเสียด้วยซ้ำ

ประเภทแรกคือ “บุคคลที่มีใจคับ แคบ” ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมแม้แต่น้อย เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ โอกาสที่จะมีจิตใจคับแคบ เป็นไปได้สูง

ประเภทที่สองคือ “บุคคลที่ไม่มีเพื่อน” ไม่มีเพื่อนเพราะชอบอยู่สันโดษ ชอบอยู่เดียวดาย กินข้าวก็กินคนเดียว เล่นกอล์ฟก็ออกรอบคนเดียว พวกที่ไม่มีเพื่อนจะ ไม่รู้จักคุณค่า ของคำว่า “เพื่อน” ถ้าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพื่อนจะไม่มีวันไหว้ วานหรืออาศัยเขาได้ เขาจะมอง “เพื่อน” เป็นภาระ มากกว่า เป็นสินทรัพย์

ประเภทที่สามคือ “คนที่ไม่ฟังใคร” ตัดสินใจอะไรจะกระทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่เชื่อคำแนะนำของใคร แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยมีบุญคุณด้วย เขาก็ไม่เชื่อ คนเหล่านี้จะมองผู้หลักผู้ใหญ่เป็น หัวหลักหัวตอ บางทีมองว่า โบราณคร่ำครึ ทั้ง ๆ ที่ลืมไปว่าคนแก่นั้นมีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ คนที่ไม่ฟังใคร สุดท้าย จะดึงเอาทุกคนมา ร่วมรับผิดชอบ ด้วย เวลาเกิดความผิดพลาด

ประเภทที่สี่คือ “คนที่ไม่แคร์ใคร” มี ความเห็นแก่ตัวสูง ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ขาด “CONSIDERATION” นั่นคือไม่เห็นใจผู้อื่น คนประเภทนี้ เวลาลงเรือเจอ มรสุมจะโดดเรือหนีก่อนใครเพื่อน แม้มีผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้วยก็ไม่ช่วย

ประเภทที่ห้าคือ “คนเรียนเก่ง” คนพวกนี้ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง เวลาเล่าเรียนด้วยกันจะไม่เคยช่วยเพื่อน ซ้ำยัง ชอบ ฟ้องครู เสียด้วยซ้ำ คนเรียนเก่งแล้วมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนหาได้ยากยิ่ง

ประเภทที่หกคือ “คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง” อันตรายเพราะ คิดอะไรจะเข้าข้างตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อื่นอาจดีกว่าความคิดความอ่านของตัวเองมากนัก ส่วนใหญ่คนพวกนี้สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างความเจริญงอกงาม

ประเภทที่เจ็ดคือ “คนพูดเก่ง แต่ทำไม่เป็นเรื่อง” คนพวกนี้ผลงานไม่ค่อยปรากฏ แต่พูดจาอะไรทีไร ผู้ฟังจะรู้สึกเคลิ้ม ดูน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่พอทำจะประจักษ์ว่า “ดีแต่พูด” ถ้าให้เลือกระหว่าง “พูดเก่ง ทำไม่เก่ง” กับ “พูดไม่เก่ง ทำเก่ง” เลือกประเภทหลังดีกว่า

ประเภทที่แปดคือ “คนที่ชอบตีหน้าเซ่อ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร แต่ก็ทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แต่ชอบ ตีหน้าเซ่อ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

ประเภทสุดท้ายคือ “ไม่มีน้ำใจนักกีฬา” คือไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักเสียสละเพื่อทีม มักชอบทำตัวเป็น “สตาร์” ตัวต้องเด่นไว้ก่อน ทีมจะเป็นอย่างไรช่างมัน

โดยสรุปรวมแล้ว บุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายอันตรายดังร่ายยาวมาข้างต้น เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นผู้นำในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายต่อสังคมมากเข้าไปใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาก็แล้วกัน.

อนุภพ

ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน 2553

Monday, May 3, 2010

กาสิโนที่สิงคโปร์

และแล้ว ประเทศสิงคโปร์ ก็ได้เปิด กาสิโนคอมเพล็กซ์แห่งที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้

กาสิโนแห่งใหม่นี้ชื่อว่า “มารินา เบย์ แซนด์ส”

มูลค่าในการก่อสร้างสูงถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์

เดิมนั้น กาสิโน “มารินา เบย์ แซนด์ส” จะเปิดเมื่อปีที่แล้ว

แต่ด้วย ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก จึงทำให้เลื่อนมาเปิดในปีนี้

กาสิโนแห่งแรกในสิงคโปร์ ซึ่งเปิดมาก่อนหน้านี้มีชื่อว่า “รีสอร์ทเวิลด์”

พอเปิดเสร็จ ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติได้หลั่งไหลเข้าไปเที่ยวที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก

มากเสียจนรัฐบาลสิงคโปร์ตกใจ เพราะคาดไม่ถึงว่า กาสิโนจะมีส่วนช่วยนำรายได้เข้าประเทศมากมายมหาศาลเช่นนี้

กาสิโนที่มาเก๊าเริ่มกลัวกาสิโนที่สิงคโปร์เป็นอย่างมาก เพราะฝีมือ การทำการตลาด ของคนสิงคโปร์ยอดเยี่ยมไม่เบา

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศออกมาแล้วว่ากาสิโนทั้งสองแห่งจะ ดึงดูดนัก ท่องเที่ยวต่างชาติ ได้ราว 18 ล้านคน

และประการสำคัญ สามารถทำรายได้ให้แก่ประเทศได้มากถึง 21 พันล้านดอลลาร์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า แปลงเป็นเงินไทยจะมีมูลค่ากว่า แปดแสนล้านบาท

ต่อปี หมายถึง รายได้ หนึ่งแสนหกหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างยิ่ง

ผมจำได้ว่า เมื่อต้นปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไป เล่นกอล์ฟ กับนักการเงิน บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์

นักการเงินผู้นี้เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลสิงคโปร์เกี่ยวกับการสร้างกาสิโนอีกด้วย

เล่นกอล์ฟไป คุยไป ทำให้ได้ ข้อมูลเกี่ยวกับสิงคโปร์ ค่อนข้างมาก

เขาเล่าว่า ตอนที่จะอนุมัติให้เปิดกาสิโนนั้น ได้มีการ ถกเถียง ในรัฐบาลกันอย่างหนัก

กลุ่มหนึ่ง บอกว่า ไม่เห็นด้วย แต่อีกกลุ่มหนึ่ง บอกว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

เถียงกันไปเถียงกันมา ปรากฏว่ากลุ่มที่เห็นด้วยเป็นฝ่ายชนะ เราจึงได้เห็นกาสิโนสองแห่งปรากฏขึ้นในสิงคโปร์ขณะนี้

นักการเงินผู้นี้ ยังแซวผม อีกว่า รู้จักใครในรัฐบาลไทยชุดนี้บ้างหรือไม่ ผมบอกว่า ไม่รู้จักและ ถามเขาว่า ทำไม

เขาบอกว่า ถ้ารู้จักช่วยไปบอกด้วยว่า ประเทศไทย อย่าเพิ่งเปิด กาสิโน ในช่วงห้าปีนี้ เป็นอันขาด

ผม ถามเขากลับไปว่า ทำไมจึงพูดเช่นนั้น

เขา บอกว่า เพราะในตอนวางแผนจะเปิดกาสิโนในสิงคโปร์นั้น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือคนไทย

เขา คาดว่า คนไทยจะไปเล่นการพนันที่กาสิโนทั้งสองแห่งของเขาเป็นจำนวนมากหลายล้านคน

ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาได้มาเยี่ยมเยียนผมที่เมืองไทย ผมถามเขาไปว่า เปิดแห่งแรกไปแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

เขาตอบ ด้วยความภูมิใจว่า เป็นดังที่คาดหวังไว้ทุกประการ

และนี่คือ สภาพความเป็นจริง ซึ่งเราเห็นอยู่

รอบบ้านเรา ล้วนเปิดกาสิโนกัน หมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย หรือแม้แต่ สปป.ลาว ต่างมีกาสิโนในประเทศของเขาด้วยกันทั้งสิ้น และคนไทยก็เดินทางไปเล่น ไปเที่ยวกันปีละจำนวนมาก ๆ

แต่ ประเทศของเรา มัวอาย มัวกระมิดกระเมี้ยน มัวเอาเรื่องไม่ชอบอบาย มุขมาอ้าง ทั้ง ๆ ที่ในบ้านในเมืองอบายมุขด้านอื่นมีเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วผลเป็นอย่างไร คงไม่ต้องบอกกันให้มากความ

เราขยันกู้ ขยันยืม แต่เราไม่ค่อยจะรู้จักทำมาหารายได้กันเท่าไหร่นัก

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรจะนำรายได้เข้าประเทศได้บ้าง แต่เรามัว “ดัดจริต” กันอยู่ ผลสุดท้ายเราจึงไล่ไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านเขา

อีกไม่ช้าไม่นานคงจะรู้กันว่า คำว่า “ดัดจริต” ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้หรือพัฒนาอะไรให้กับประเทศไทยได้เลย การยอมรับความเป็นจริงของชีวิตต่างหากที่จะนำพาให้เรายืนผงาดและแข่งขันกับ ประเทศอื่น ๆ ในโลกกว้างได้.

อนุภพ

ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน 2553
==================
ไทยไม่เปิดบ่อน ก็ไปเข้าบ่อนประเทศเพื่อนบ้านอยู่ดีนั่้นแหละ เราสมควรเปิดโดยมีเงื่อนไขของการเข้าไปเล่น เพื่อบังคับให้เล่นพอหอมปากหอมคอเท่านั้น แน่นอนหละว่า เข้าบ่อน ผิดศีล แต่นิสัยคนไทย มันก็เป็นแบบนี้เอง (ปากว่า ตาขยิบ)

สุดท้ายคือกฎแห่งกรรม

เรื่อง “กฎแห่งกรรม” ตามหลักพระพุทธศาสนา มาขีดเขียนให้ได้อ่านกัน

“กรรม” หมายถึง การกระทำด้วยความจงใจ

การกระทำอย่างใดจะเกิดเป็นกรรมได้ ต้องมี องค์ประกอบ 3 ประการ ด้วยกัน นั่นคือ

หนึ่ง ต้องมีผู้กระทำกรรม

สอง ต้องทำด้วยเจตนาเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง

และสาม กรรมนั้นมีผลแก่ผู้กระทำให้เป็นบุญหรือบาปก็ได้

“ทำชั่ว” เรียกว่า “อกุศลกรรม”

“ทำดี” เรียกว่า “กุศลกรรม”

“กฎแห่งกรรม” หมายถึง ความเป็นไปตามหลักเหตุผล อย่างแน่นอน ของการกระทำและผลของการกระทำ

“กฎแห่งกรรม” ในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเที่ยงตรง ไม่ลำเอียงเห็นแก่หน้า ผู้ใด อำนวยผลให้แก่บุคคลทุกคนตามลักษณะแห่งการกระทำเสมอหน้ากันหมด ไม่เลือกชั้นวรรณะ สัตว์โลกทั้งหลายทั้ง สิ้นย่อมอยู่ ภายใต้อำนาจ แห่ง “กฎแห่งกรรม”

พระพุทธเจ้าได้ทรงพร่ำสอนพุทธบริษัทไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของ กรรมนั้น”

“กรรม” จะให้ ผลตามกาล ดังต่อไปนี้

หนึ่ง “กรรม” ให้ผลชาตินี้ เป็น “กรรม” ที่ให้ผลรวดเร็ว เป็นปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอรับผลเอาชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล เจ้าของกรรมจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนภายในเร็ววัน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ย่อมบันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความสุขความเจริญภายในเร็ววัน

สอง “กรรม” ที่ให้ผลในชาติถัดไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ อบายภูมิ ในชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ สุคติภูมิ ในชาติหน้า

สาม “กรรม” ที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลก็บันดาลผลให้ได้รับ ความทุกข์ความเดือดร้อน ตั้งแต่ชาติที่สาม เป็นต้นไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศลก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับ ความสุขความเจริญ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป

พระพุทธเจ้า ทรงค้าน เรื่อง พรหม ลิขิต ทรงสอนให้เชื่อใน กรรมลิขิต คือให้เชื่อการกระทำของตัวเอง ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วสนองเสมอ เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะสามารถรองรับหรือดลบันดาลให้คนที่ทำชั่วไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพใหม่

“สังสารวัฏ” หรือหลักการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง

เริ่มต้นด้วย “กิเลส” หมายถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นปัจจัยให้กระทำกรรม

“กรรม” เมื่อกระทำแล้ว บังเกิดผลที่เรียกว่า “วิบาก”

“วิบาก” ได้แก่ ผลแห่งกรรม คือนามรูปที่ยังประกอบไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งเป็น “กิเลส” เป็นเหตุให้กระทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ย่อมเกิดผลคือ“วิบาก” กล่าวคือ นามรูปใหม่ ฉะนั้น นามรูปเก่าดับ นามรูปใหม่เกิด ติดต่อกันไป รวดเร็วไม่รู้จักจบสิ้น จึงได้ชื่อว่า “สังสารวัฏ”เวียนเกิดเวียนดับไม่มีที่สิ้นสุด

“มนุษย์” กับ “กรรม” จึงเป็นของคู่กัน ชำระล้างไม่มีวันหมด เพียงแต่ว่ามี “กิเลส” มาก หรือ “กิเลส” น้อย หรือสร้าง “กุศลกรรม” หรือ “อกุศลกรรม” มันก็เท่านั้นเอง

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยดีที่สุดคือ เอา “กรรม” มาเป็นตัวกำหนด

ใครจะดี ใครจะชั่ว ใครพูดจริง ใครโกหก ใครต้องการแก้ปัญหา ใครต้องการสร้างปัญหา ในที่สุด “กฎแห่งกรรม” จะเป็นผู้ตัดสิน

จะตัดสินชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติที่สามเป็นต้นไป ไม่มีใครหนีพ้นครับ ตราบใดที่เราเชื่อในหลักศาสนาที่พร่ำสอนให้มนุษย์เป็นคนดีมากกว่าคนเลว.

อนุภพ

ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 03 พฤษภาคม 2553

Sunday, May 2, 2010

องคุลิมาล

องคุลิมาล สมัยเด็กมีชื่อว่า อหิง สกกุมาร

เขาเป็นบุคคลใน ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ซึ่งมีชื่อเสียงมาก

บิดาของอหิงสกส่งองคุลิมาลไปศึกษาเล่าเรียนที่ สำนักตักศิลา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดใน สมัยพุทธกาล

อหิงสกตั้งใจเล่าเรียนอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม อยู่ในระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และเป็น นักเรียนทุนของพระเจ้าปเสนทิโกศล

เมื่ออหิงสกเรียนเก่งตลอดจน เป็นคนที่มี ความเฉลียวฉลาดมีปฏิภาณไหวพริบ เป็นเลิศ ครูบาอาจารย์จึงให้ ความรัก ความเอ็นดู เขามากเป็นพิเศษ

อหิงสกจึงถูกเพื่อน ๆ รุม อิจฉาริษยา และเพื่อนเหล่านั้นได้ ยุแยงตะแคงรั่ว ให้อหิงสกแตกคอกับอาจารย์

เมื่ออาจารย์รักตัวเองมาก จึงเชื่อตามคำยุยงที่ลูกศิษย์ผู้ไม่ประสงค์ดีมายุแหย่ กลัวว่า อหิงสกจะมาตีเสมอกับตน อาจารย์ จึงแสวงหาวิธี กำจัด ลูกศิษย์ที่ชื่ออหิงสกโดยวาง กุศโลบาย ว่า ถ้าอหิงสกมีความรักตัวเองและอยากเรียนจบ จงไปตัดนิ้วมือของผู้คนให้ครบ 1,000 นิ้ว เพื่อมาประกอบเป็นค่าบูชาครูในการเรียนวิชาสุดท้าย

อหิงสก รักตัวเองมาก อยากสำเร็จวิชา จนลืมคิดไปว่า ทำไมวิชาสุดท้ายนี้จะสำเร็จได้จึงต้องสังเวยด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์จำนวน มากนัก

เขาได้ถือดาบเดินทางเข้าบ้านเข้าเมือง เพื่อเข่นฆ่าผู้คนเสมือนหนึ่งเป็นผักปลา จากนั้นชื่อของอหิงสกจึงได้รับการขนานนามใหม่ว่า องคุลิมาล แปลว่า ผู้มีนิ้วมือคล้องเป็นมาลัย

องคุลิมาลได้สังหารเพื่อนมนุษย์โดยใช้ศัตราวุธและความเชี่ยวชาญในการรบที่ตน เองได้ศึกษาเล่าเรียนมาไปแล้ว รวม 999 ชีวิต กระทั่งคนสุดท้าย นั่นคือ นางมันตานีพราหมณี มารดาของเขานั่นเอง

มารดาขององคุลิมาลได้ข่าวว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตั้ง หน่วยเฉพาะกิจ ขึ้นมาเพื่อ ไล่ล่าองคุลิมาล ซึ่งเป็นลูกชายของตัว

ด้วยความรักที่แม่มีให้ลูก เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาองคุลิมาลเพื่อที่จะแจ้งข่าวนี้แก่ลูกชาย ในที่สุดลูกและแม่พบกันที่ป่าชื่อ ป่าชาลิวัน

ด้วย ความเมามันในการฆ่าเพื่อนมนุษย์ องคุลิมาลไม่ได้สังเกตหรือจดจำได้ว่า ผู้ที่กำลังเดินทางผ่านมานี้คือแม่ของตนเอง และ ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าผู้ที่เดินผ่านมาเป็นผู้หญิง เขารู้แต่เพียงว่า ผู้ที่เดินผ่านมาเป็นมนุษย์ และ มนุษย์คนนั้นมีนิ้วมือ เขาจึงวิ่งรี่เข้าไปเพื่อที่จะใช้ดาบตัดเอานิ้วมือนิ้วที่หนึ่งพันของผู้ เป็นแม่

ถ้าองคุลิมาลทำได้สำเร็จจะเป็น บาป มหาศาล เพราะการฆ่าพ่อ การฆ่าแม่ คือเป็นบาปหนักที่สุด เรียกว่า อนันตริยกรรม

โชคดีที่พระพุทธองค์ทรงเดินผ่านมาและห้ามองคุลิมาลไว้ทัน มิฉะนั้นองคุลิมาล คงกระทำ มาตุฆาต แม่ของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กรณีขององคุลิมาล สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคนเรารักตัวเองอย่างถึงที่สุด จะเกิดความหน้ามืด ตามัว สามารถทำร้าย ทำลาย เข่นฆ่า ใครก็ได้ทั้งนั้นในโลกนี้ เพียงเพื่อให้ตนเองได้สมหวัง

นอกจากนี้ ยังบ่งชี้ ให้เห็นด้วยว่า

หนึ่ง คนที่เรียนเก่งที่สุด คนที่มีไหวพริบปฏิภาณเฉลียวฉลาด สักวันก็พลาด ก็พลั้งได้ โดยที่ไม่รู้ตัวเองแต่อย่างใด

สอง ความอิจฉาริษยา เป็นภัยที่สุดต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด หรือในยุคไหนก็ตาม เพื่อนขององคุลิมาลอิจฉาริษยาองคุลิมาลจึงไปยุแหย่ให้ครูบาอาจารย์หวังกำจัด องคุลิมาล และเป็น ที่มาของความเลวร้าย ในประการทั้งปวง

สาม ความรักในตัวเองมากเกินไป ทำให้เกิด ความเห็นแก่ตัว สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อตัวจะได้สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจและปรารถนาเอาไว้

และ ประการสุดท้าย การกระทำสิ่งเลวร้ายใด ๆ ถ้าไม่มีใครคอยห้าม ถ้าไม่มีใครชี้ทางสว่างให้ ความเลวร้ายทั้งหลายไม่มีวันจะจบสิ้นได้

บ้านเมืองของเราขณะนี้ คนไทยฆ่าแกงกันเอง มีคนบาดเจ็บเกือบพันคน เสียชีวิตจากการสลายม็อบที่แถวราชดำเนินเกือบสามสิบคน ก็เพราะความรักในตัวเองมากเกินไป และความเห็นแก่ตัวของคนเพียงไม่กี่คน โดยแท้

ถ้าศึกษาเรื่อง องคุลิมาล ให้ดี และ เผื่อแผ่ความรัก ให้กับคนอื่นบ้าง เราจะไม่เห็น ภาพที่น่าเศร้าสลด ดังที่เกิดขึ้นเมื่อ เสาร์ที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมานี้อย่างแน่นอน.

อนุภพ

ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 14 เมษายน 2553

Saturday, May 1, 2010

"หยุดภัยหมาบ้า" รณรงค์พาหมา-แมว-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฉีดวัคซีน

"หยุดภัยหมาบ้า" รณรงค์พาหมา-แมว-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฉีดวัคซีน
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า โรคพิษสุนัขไม่ได้เกิดแต่ในสุนัขเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ระวังหรือใส่ใจเวลาถูกสัตว์อื่นกัด นอกจากนี้ความประมาทก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนต้องเสียชีวิตด้วย โรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากมั่นใจว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้เองหรือลูกสุนัขจะไม่เป็นโรค ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน ทำให้กว่า 90% ของผู้ที่ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการถูกลูกสุนัขอายุน้อยกว่า 3 เดือนหรือสุนัขมีเจ้าของแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัด แล้วไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนรักษา

ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงจัดโครงการ "หยุดภัยหมาบ้า" ขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนนำสุนัขและแม้วมาฉีดวัคซีนในวันที่ 5, 8, 15 และ 22 พฤษภาคม ได้ที่สำนักงานกรมปศุสัตว์ ถ.พญาไท ซึ่งนอกจากบริการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีบริการฉีดยาคุมกำเนิด ทำหมัน ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกันก็จะขอรับเลี้ยงสุนัขที่เจ้าของไม่ประสงค์จะเลี้ยง รวมทั้งขอรับบริจาคอาหารสุนัข เพื่อนำไปเลี้ยงสุนัขที่ "บ้านหมาน่าอยู่" ของกรมปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซด์ www.dld.go.th/dcontrol หรือโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 4142 และ 4146

เส้นหยั่งรู้

มีเส้นพิเศษอีกหลายเส้นที่เป็นเส้นที่ดี ช่วยให้เจ้าของลายมือมีความสำเร็จในชีวิต เป็นเส้นพิเศษ คือเส้นหยั่งรู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิด จะมาจากสมองที่เป็นเรื่องปกติ แต่จะมาจากประสาทสัมผัสที่หกหรือมากกว่านั้น ที่อาศัยความรู้สึกมาจากประสาทส่วนพิเศษนอกเหนือจากความคิดทั่วไป ทำให้คาดการณ์อะไรเกิดล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ สิ่งเหล่านี้จะเกิดกับลายมือรัฐบุรุษเท่านั้น

หมายเลข ๑-๑
เส้นสมองที่ปลายเป็นรูปตัวเอ มีความหมายมีสมองที่ดีเป็นเลิศ มีทั้งความฉลาดและเฉลียว มีการตัดสินใจดี

หมายเลข ๒-๒
เส้นญาณพิเศษเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีกจากเนินจันทร์ไปถึงเนินพุธ อาจจะเป็นเส้นพุธก็ได้ แสดงถึงมีญาณ

หมายเลข ๓
กากบาทระหว่างเส้นหัวใจและเส้นสมองกลางมือไม่ว่าจะอยู่ใต้เนินอาทิตย์หรือเสาร์ก็ตาม มีประสาทที่หก

หมายเลข ๔
เส้นโซโลมอน เป็นวงพฤหัสบนฐานเนิน แสดงถึงรู้และความสามารถที่เกิดขึ้นมาเอง โดยเป็นพรสวรรค์

หมายเลข ๕
เส้นเสาร์ลงช่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นสั้นหรือเส้นยาวก็ จะแสดงถึงความสันโดษ การมีสมาธิเข้าถึงญาณ

ต้อย ตุลา


ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 01 พฤษภาคม 2553

ลายมือเส้นพิเศษ 2

ลายมือที่เป็นเส้นวาสนาที่ยาวเกินเนินขึ้นไปถึงที่เนินนิ้วข้อที่สาม ถือว่าเป็นเส้นที่ดีเกินกว่าธรรมดา จะมีแต่เฉพาะบุคคลที่สำคัญเป็นพิเศษเท่านั้น บุคคลธรรมดาหายากที่จะมีได้ แต่อย่างไรก็ตามเส้นเหล่านี้เป็นเส้นพลังอยู่แล้ว เมื่อมีความยาวมากเกินไปถึงข้อนิ้วที่สามก็แสดงถึงความเกินเลย อาจทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องประกอบเส้นอื่น ๆ ด้วย

ความหมายตามลายเส้น

หมายเลข ๑-๑

เส้นพฤหัสที่ยาวไปจนถึงเนินพฤหัสและเลยไปจนถึงท่อนที่สามของนิ้วชี้ จะแสดงถึงอำนาจวาสนาสูงสุด
หมายเลข ๒-๒
เส้นเสาร์ที่ยาวเกินไปถึงท่อนที่สามของนิ้วกลาง แสดงถึงความสำเร็จทางวาสนา ที่มีความตั้งใจสูงตลอดเวลา

หมายเลข ๓-๓
เส้นอาทิตย์ที่ยาวไปจนถึงท่อนที่สามของนิ้วนาง แสดงถึงความเจริญรุ่งโรจน์ทางชื่อเสียงและการเงินมหาศาล

หมายเลข ๔-๔
เส้นพุธที่ยาวเกินเนินขึ้นไปถึงท่อนที่สามของนิ้วก้อยแสดงถึงความสำเร็จในด้านการเจรจามีวาจาเป็นยอด.

ต้อย ตุลา

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 17 เมษายน 2553

ลายมือเส้นพิเศษ 1

ความหมายตามลายมือ

มีเส้นปลีกย่อย ๆ อีกมากมายที่มีความหมายพิเศษ ที่มีคำพยากรณ์ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เส้นเหล่านี้จะพยากรณ์ที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้

หมายเลข ๑-๑
เส้นชีวิตที่โค้งสวยงาม หมายถึงการดำเนินชีวิตที่ราบรื่นอย่างสม่ำเสมอมีความมั่นคง ในการดำเนินชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลง

หมายเลข ๑-๒
เส้นชีวิตที่ยามตรงออกไปถึงเนินจันทร์ตอนล่าง ได้บ่งบอกถึงการดำเนินชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ไปอยู่ในต่างประเทศ
หมายเลข ๑-๓
เส้นสมองที่ยาวไปขอบมือและมีปลายแยกออกไปถึงขอบมือแสดงถึงความสำเร็จในการใช้สมองที่ดีเฉียบคมสำเร็จสมหวัง

หมายเลข ๔-๔
เส้นหัวใจที่ยาวเป็นเส้นแยกเป็นแฉกเกิดขึ้น มีโค้งขึ้นและโค้งลง แสดงถึงความสำเร็จในเรื่องความรักที่สมหวังและมีเสน่ห์

หมายเลข ๕-๕
เส้นอาทิตย์ที่เป็นรูปค้ำยันเป็นลักษณะกระโจมเป็นสามเหลี่ยมที่งดงาม แสดงถึงความสำเร็จการทำงานชื่อเสียงและการเงินที่ดี

หมายเลข ๖-๖
เส้นคุ้มครองชีวิตที่ยาวต่อเนื่องเหมือนเป็นเส้นชีวิตอีกเส้นหนึ่งแสดงการดำเนินชีวิตที่มีความมั่นคงและมีการคุ้มครองชีวิตที่ดี.

ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 10 เมษายน 2553

ลายมือ: เส้นส่งเสริมชะตา

ความหมายตามลายมือ
เส้นส่งเสริมชะตา จะต้องมีเส้นหลักก่อน แล้วจะมีเส้นมาเสริมทำให้เส้นหลักมีพลังความเข้มแข็งมากขึ้น เส้นเสริมจะมาหลายทางจะมีความหมายของแต่ละเส้นอย่างไร และไม่จำเป็นต้องมีทุกเส้นดังต่อไปนี้

หมายเลข ๑-๑
เส้นอาทิตย์ที่ยาวตรงจากโคนฝ่ามือตรงไปยังเนินอาทิตย์ที่สวยงาม บ่งบอกวาสนาชื่อเสียงการเงินความสำเร็จ
หมายเลข ๒-๑
เส้นอังคารนอกมาชนเส้นอาทิตย์ตรงปลายเป็นมุมแหลมสามเหลี่ยม บ่ง บอกถึงการเสริมชะตาชื่อเสียงการต่อสู้

หมายเลข ๓-๑
เส้นอังคารในไปชนเส้นอาทิตย์ ตรงปลายเป็นสามเหลี่ยมจะบ่งบอกเช่นเดียวกันคือชัยชนะในการต่อสู้ที่เสี่ยงภัย

หมายเลข ๔-๔
เส้นจันทร์ไปชนเส้นอาทิตย์ตรงกลางฝามือ  หรือเป็นเส้นมาเชื่อมกับเส้นอาทิตย์ เป็นการส่งเสริมความก้าวหน้า

หมายเลข ๕-๔
เส้นศุกร์มาจากเนินศุกร์พุ่งไปเชื่อมเส้นอาทิตย์ ทำให้เกิดความสำเร็จในครอบครัว ความรักความสุขของชีวิตที่ดี.

ต้อย ตุลา

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 03 เมษายน 2553

อ้วน! ระวัง 'ไขมันคั่งในตับ' Fat & Fatty liver congestion

โรคเงียบอันตรายถึงชีวิต!! Life Quietly threatening diseases

โรคของคนอ้วน ส่วนมากเราจะรู้จักกันแต่โรคเบาหวาน หัวใจ หลอดเลือด และความดันโลหิตสูง ขณะที่หลายคนคงยังไม่ทราบว่า คนที่มีลักษณะ อ้วนลงพุง ยังก่อให้เกิด “ภาวะไขมันคั่งในตับ” ได้โดยที่โรคนี้จะไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งตับอักเสบและดำเนินโรคไปสู่ระยะตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับและเสียชีวิตในที่สุด

พญ.พนิดา ทองอุทัยศรี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความรู้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก อวัยวะหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงาน กำจัดสารพิษ ช่วยสร้างน้ำดีและโปรตีนที่สำคัญ ๆ ของร่างกาย ช่วยย่อยไขมัน โดยธรรมชาติตับของเราจะมีสีน้ำตาลแดง หากตับมีภาวะความเสี่ยงที่มีไขมันสะสมจะเริ่มกลายเป็นสีขาว เนื่องจากมีไขมันคั่งอยู่ในตับ!

ชนิดของโรคไขมันสะสม ในตับแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผู้ที่มีไขมันพอกตับโดยไม่มีสาเหตุหรือที่เกี่ยวข้องกับภาวะที่เป็นปัจจัย เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Metabolic Syndrome) หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เราเรียกไขมันสะสมในตับกลุ่มนี้ว่า “ไขมันคั่งในตับ” (Nonalco holic Fatty Liver Disease หรือ NAFLD) ส่วนกลุ่มที่สอง พวกที่มีสาเหตุหรือกลุ่มไขมันสะสมในตับจากสาเหตุ ต่าง ๆ ที่พบบ่อยคือ การดื่มสุรา รับประทานยา เช่น สเตียรอยด์, Amiodarone, Tamoxifen ฯลฯ ไวรัสตับอักเสบบีและซี โรคภูมิแพ้ การให้สารอาหารทางหลอดเลือด ภาวะที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทางพันธุกรรมบางอย่างและการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ๆ

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับมักอยู่ในกลุ่มแรกมีเกณฑ์การวินิจฉัย คือ ต้องมีความผิดปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ 1.อ้วนลงพุง 2.ระดับไขมันไตรกลี เซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล. 3.ระดับไขมันเอช-ดี-แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ในผู้ชายน้อยกว่า 40 มก./ดล. และผู้หญิงน้อยกว่า 50 มก./ดล. 4.ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือทานยาลดความดันโลหิตอยู่และ 5.ระดับน้ำตาล ขณะอดอาหารมากกว่า 110 มก./ดล

อย่างไรก็ตามไขมันเกิดจากแหล่งสะสมทั่วร่างกาย 3 แหล่งใหญ่ ๆ ได้แก่ ไขมันใต้ผิวหนัง เช่นที่ตะโพก ต้นแขน และต้นขา ไขมันที่ล่องลอยอยู่ในหลอดเลือด ถ้ามีมากทำให้เกิดโรคไขมันในหลอดเลือดสูงและ โรคเมตาบอลิกอื่น ๆ และไขมันอยู่ในท้อง หรือเรียกว่า “โอเมนตัม” เป็นไขมันที่อันตรายมากกว่าไขมันที่อยู่ตามชั้นผิวหนังเพราะทำให้เกิดภาวะ ดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ตับอ่อนของเราสร้างออกมาเพื่อควบคุม ระดับน้ำตาลในร่างกาย และควบคุมการเผาผลาญพลังงานหรือไขมันในร่างกาย คนที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน คือมีฮอร์โมน อินซูลินออกมา แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงหรือมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง มาก ๆ จะปล่อยสารบางอย่าง ออกมาทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน ไม่ทำงานจึงมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานมากกว่าคนอื่น

โดยปกติร่างกายเผาผลาญไขมันต่าง ๆ จากเนื้อเยื่อนอกตับสามารถผ่านเข้าไปในตับได้แต่ตับก็มีขบวนการป้องกัน ไม่ให้ไขมันสะสมแต่ต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อไขมันเข้าไปเนื้อตับ บางส่วนตับจะส่งไขมันตัวนี้เข้าไปสลายให้เป็นพลังงานให้เราสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ และไขมันส่วนที่เกินตับจะขับออกสู่กระแสเลือดได้ แต่ถ้าเมื่อใดมีภาวะดื้ออินซูลินขึ้นมาทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีการสลายไขมันออกมามากขึ้น เมื่อไขมันในเลือดมีมากก็เข้าสู่ตับมากขึ้น ในระยะแรกคนไข้อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการปวดแน่นชายโครงด้านขวาหรืออาจตรวจอัลตราซาวด์เจอว่าตับ ขาวผิดปกติ และตรวจเลือดก็อาจจะปกติ ทางการแพทย์เรียกว่า ไขมันสะสมอยู่เฉย ๆ แต่เวลาผ่านไปถ้าไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะมีการอักเสบขึ้นมา เพราะว่าไขมันตัวนี้จะปล่อยสารบางอย่างทำให้เกิดการอักเสบของตับ เมื่อเวลานานเข้าจะดำเนินโรคไปสู่โรคตับแข็งโดยที่เราไม่ต้องดื่มเหล้า หรือไม่ได้เป็นไวรัสตับ

ส่วนใหญ่ถ้ามีไขมันพอกที่ตับอย่างเดียวอาการจะคงที่ แต่ส่วนที่ยังคุมเบาหวานไม่ได้ ยังอ้วนอยู่หรือยังไม่ออกกำลังกาย และทานพวกอาหารหวานหรืออาหารมันอยู่ ก็จะเข้าสู่ระยะการอักเสบของตับ ซึ่งระยะนี้ถ้าเราไหวตัวทันประมาณ 65-75 เปอร์เซ็นต์จะรักษาได้ทันและอาจจะดีขึ้น แต่ถ้าไหวตัวไม่ทันประมาณ 9-20 เปอร์เซ็นต์ จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ อาจจะทำให้เกิดมะเร็งตับตามมาด้วย

พญ.พนิดา แนะนำถึงวิธีการรักษาและการป้องกันว่า ควรทำควบคู่ไปด้วยกัน การรักษา และการป้องกันวิธีที่ 1 คือ การควบคุมอาหาร วิธีที่ 2 คนที่เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ถ้าเราสามารถลดน้ำหนักได้ ก็จะดีขึ้นโดยการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือ การคุมอาหารและการออกกำลังกาย แนะนำว่าให้ออกกำลังกายประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน หรืออาทิตย์หนึ่งอย่างน้อยประมาณ 3-5 วันจะช่วยได้มาก

ในรายที่อ้วนหรือน้ำหนักเกินซึ่งคนที่อ้วนคือผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมากกว่า 32 นิ้วขึ้นไป คนกลุ่มนี้นอกจากจะควบคุมปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไปและยังมีข้อจำกัดอีกว่า ไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป เพราะจะเป็นการสลายไขมันข้างนอกที่เร็วเกินไปอาจจะทำให้ไขมันข้างนอกยิ่งพลู เข้าตับมากขึ้น อาจทำให้เสียชีวิตได้ จึงควรลดไม่เกิน 1-2 กก. ต่อเดือน ทั้งนี้การกินอาหารที่ดีที่สุดคือรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ด้านกรรมวิธีการทำก็ไม่ควรผัดหรือทอดบ่อยเกินไปหันไปใช้วิธีต้ม แกง ปิ้ง นึ่ง ย่างแทน

ส่วนใครที่ยังไม่อ้วนอย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทานอาหารที่มีไขมัน แป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป หรือการดำเนินชีวิตประจำวันแบบไม่ออกกำลังกายเลย ทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นไขมันคั่งในตับได้เช่นกัน.

สรรหามาบอก

- โรงพยาบาลปิยะเวท ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมฟังการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “กระดูกคอเสื่อม รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด” ใน วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องรสสุคนธ์ ชั้น 16 โรงพยาบาลปิยะเวท โดย นพ.พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส ผู้อำนวยการสถาบันกระดูก และข้อ ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย สนใจสำรองที่นั่งฟรี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2625-6555

- โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญร่วมงาน “Mom and kids Health Fair” เพื่อคุณแม่และคุณหนู ๆ พบกิจกรรมความรู้เรื่องสุขภาพในเชิงป้องกัน อาทิ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันโรคและแก้ปัญหาที่ตรงจุด อาทิ โรคอ้วน โรคเครียด รวมถึงโรคมะเร็ง พร้อมคำแนะนำนวัตกรรมการดูแลชีวิต วันที่ 8-9 พฤษภาคม 2553 ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ศรีราชา จัดโดย สมิติเวชศรีราชา ใน วันที่ 14-16 พฤษภาคม 2553 ณ โซน รอยัล วิง อาคาร 3 ชั้น 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และปิดท้ายเทศกาลปลายเดือนมิถุนายน 2553 ณ พาราไดซ์ พาร์ค (ห้างเสรี เซ็นเตอร์ เดิม) จัดโดย สมิติเวช ศรีนครินทร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2378-9270 และ 0-2378-9155

- โรงพยาบาลนครธน เชิญชวนผู้ป่วยโรคหืด ญาติและผู้สนใจทั่วไปร่วมงาน “โครงการวันหืดโลก” วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ภายในงานมีการบรรยายความรู้เรื่องโรคหืดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับวันหืดโลก เวทีเสวนาถามตอบปัญหาสุขภาพการดูแลรักษาและวิธีปฏิบัติตัวเมื่อป่วยเป็นโรค หืด วิธีออกกำลังกายเพื่อบำบัดโรค (ชี่กง) ฯลฯ ณ ห้องประชุมทองสิมา ชั้น 4 โรงพยาบาลนครธน สนใจสอบถามโทร. 0-2450-9999 ฟรี! ตลอดงาน.

เลือกครีมบำรุงผิวที่เหมาะสมในช่วงหน้าร้อน

ปกติแล้วคุณสาว ๆ เวลาจะเลือกซื้อครีมบำรุงผิวในแต่ละครั้งนั้นเราคำนึงถึงอะไรกันบ้างคะ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นครีมที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดด แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนและในปีนี้ก็ร้อนอบอ้าวมาก จนไม่อยากจะทาครีมกันเลยใช่ไหมล่ะ เพราะจะทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัว แต่หากเรารู้จักเลือกครีมบำรุงผิว ให้เหมาะกับสภาพผิวก็จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้หมดไป

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับสภาพผิวก่อนว่าแบ่งเป็นกี่ชนิด และแต่ละคนมีสภาพผิวอย่างไร โดย พญ.วิภาวี วิทยาวนิชชัย แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลยันฮี ให้ความรู้ว่า ผิวคนเราแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ ผิวแห้ง ผิวมันและผิวปกติหรือผิวผสม ซึ่งเราจะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีสภาพผิวแบบใด โดยมีวิธีทดสอบง่าย ๆ ดังนี้ หลังล้างหน้าหากรู้สึกว่าผิวหน้าแห้งตึง แสดงว่าเป็นคนผิวแห้ง ซึ่งผู้ที่มีสภาพผิวแห้งจะมีอาการแพ้ง่าย เช่นมีผื่น ผด คัน และมีฝ้า กระ หรือริ้วรอยต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย จึงต้องดูแลมากเป็นพิเศษ

สำหรับผู้ที่มีสภาพผิวมันให้สังเกตว่าหลังล้างหน้าหากยังรู้สึกว่าหน้ายัง มันอยู่ หรือมีสิวขึ้นง่ายและบ่อย แสดงว่าเป็นคนผิวมัน และผิวปกติหรือผิวผสมสังเกตว่าใบหน้าจะมีความมันเฉพาะบริเวณทีโซนคือ หน้าผาก จมูกและคาง ส่วนบริเวณแก้มจะแห้ง เมื่อแต่ละคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกันไปหน้าร้อนนี้จึงควรเลือกใช้ครีมบำรุง ผิวที่เหมาะกับสภาพผิวด้วยเพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบ่งเป็นชนิด ครีม เจล และโลชั่น ให้เราได้เลือกใช้ ดังนั้น ใครที่มีผิวแห้งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบครีม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ผิวจะได้ไม่แห้งตึง แต่ไม่ควรใช้ครีมที่ มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะจะแพ้ง่ายและเกิด การระคายเคืองตามมา ที่สำคัญควรทาครีมบำรุงผิวหน้าทันทีหลังล้างหน้า และดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ

ส่วนผู้ที่มีผิวมันควรเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีเนื้อบางเบา เช่น เจล หรือโลชั่น และผู้ที่มีผิวผสมก็เลือกใช้ผลิต ภัณฑ์คล้าย ๆ กับผู้ที่มีผิวมันแต่ต้องไม่มันเกินไปและให้ความชุ่มชื้นไม่ระคายเคืองต่อ ผิว ส่วนใครที่อยากมีผิวที่สวยใส อ่อนเยาว์ คุณหมอวิภาวี มีเคล็ดลับว่า การเลือกครีมที่มีประสิทธิภาพควรเลือกที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะมีวิตามิน ซี อี โคเอนไซม์ คิวเทน และสารสกัดจากชาเขียว ฯลฯ แต่ถ้าผู้ที่มีผิวแห้งระวังอย่าใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ เอเอชเอ เพราะจะทำให้ระคายเคือง

อย่างไรก็ตามในหน้าร้อนนี้ แสงแดดจะทำร้ายผิวเราทำให้ผิวไหม้เกรียม มีฝ้า กระ ผิวไม่สม่ำเสมอ และมีริ้วรอยก่อนวัยทำให้นอกจากเลือกใช้ครีมบำรุงผิวแล้วเรายังต้องเลือก ครีมกันแดดเพื่อ ปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและยูวีบีด้วย ซึ่งควรมีค่า เอสพีเอฟ มากกว่า 30 แต่ถ้าผู้ที่มีผิวมันมากควรเลือกครีมกันแดดที่บางเบาและมีค่า เอสพีเอฟ ประมาณ 15-30 เพื่อป้องกันการอุดตัน ส่วนผิวแห้งสามารถเลือกครีมกันแดดที่มีค่า เอสพีเอฟ มากกว่า 30 ได้ โดยวิธีใช้ก็ทาครีมปกติก่อนตามด้วยครีมกันแดด และทุก ๆ 1-2 ชม.ควรทาซ้ำกรณีอยู่กลางแดดร้อนมาก ๆ ทั้งนี้ในแต่ละวันควรทาอย่างสม่ำเสมอแม้วันที่ไม่มีแดดก็ตาม

สุดท้ายนี้อย่าลืมดื่มน้ำเยอะ ๆ และทานผักผลไม้ที่มีสารแอนตี้อ๊อกซิเดนซ์ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ รวมทั้งชาเขียวร้อนเป็นประจำจะช่วยให้ผิว ดูอ่อนเยาว์และสวยใสขึ้น แค่นี้เราก็สามารถอวดผิวสวยในหน้าร้อนได้อย่างมั่นใจแล้ว.

ที่มา: ทีมวาไรตี้ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤษภาคม 2553

รักษาคุณค่า 'พริกแกง' อาหารต้านอนุมูลอิสระ

แนะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มีตรารับรอง

อาหารไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องของความเผ็ดร้อน มาจากพริกเครื่องเทศสมุนไพรนานาชนิด อาหารประเภทแกง ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน เป็นหนึ่งในชนิดของอาหารไทยที่บริโภคกันเกือบจะแทบทุกวัน แต่ในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างสำเร็จรูป เครื่องแกงมีขายในรูปของเครื่องแกงสำเร็จรูป สะดวกและถูกกว่าหากวัตถุที่นำมาปรุงต้องซื้อ หามาทั้งหมด ต่างจากในยุคอดีตที่วัตถุดิบบางส่วนปลูกเองที่บ้าน

“เครื่องแกง” ที่วาง ขายในท้องตลาดในยุคปัจจุบัน ไม่น่าไว้วางใจนัก เพราะการผลิตในจำนวนมาก เพื่อ ลดต้นทุน การเก็บรักษาที่ ไม่ถูกต้อง อาจนำโรคภัยมาสู่คนกิน

ดร.เวณิกา เบ็ญจ พงษ์ นักวิจัยฝ่ายพิษวิทยาทางอาหาร และโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล ได้ทำ โครงการวิจัย การประเมินความปลอดภัย และการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับชุมชนโดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยได้ทำการศึกษาวิจัยด้านการปรับปรุงคุณภาพของการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับ ชุมชน เพื่อให้ผู้ผลิตรวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถผลิตเครื่องแกงเผ็ดที่มีความ ปลอดภัย

ดร.เวณิกา กล่าวว่า ในเครื่องแกงมีสมุนไพรและเครื่องเทศที่ส่วนประกอบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพริกแห้ง หอม กระเทียม ตะไคร้ ข่า กระชาย มะกรูด รากผักชี และกลุ่มเครื่องเทศได้แก่พริกไทย ลูกผักชี ยี่หร่า ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า หากเลือกใช้วัตถุดิบด้อยคุณภาพในการผลิตและมีสุขาภิบาลการผลิตที่ไม่เหมาะสม จะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้จำนวนจุลินทรีย์เริ่มต้นในเครื่องแกงเผ็ดแดงปริมาณ สูง และยังตรวจพบการปนเปื้อนของอะฟลาทอก ซิน แต่ในงานวิจัยชี้ชัดลงได้ว่า หากเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีในการผลิต มีการคัดผลเสียทิ้ง และมีระบบการผลิตที่ถูกหลักสุขาภิบาล สามารถลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ลงได้ และยังทำให้เครื่องแกงปนเปื้อนอะฟลาทอกซินต่ำ (ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการเก็บในภาชนะเปิดที่อุณหภูมิห้องนานประมาณ 10 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสีย ได้คุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำพริกแกง (มผช.129/2546) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำพริกแกง (มอก.429-2548) ซึ่งมีข้อกำหนดสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ระหว่างการ เก็บรักษา โดยกำหนดปริมาณน้ำอิสระในเครื่องแกงไว้ในมาตรฐานเดียวกัน คือ เครื่องแกงต้องมีปริมาณน้ำอิสระไม่เกิน 0.85 เนื่องจากปริมาณน้ำอิสระในอาหารมีความจำเป็นต่อการเจริญของจุลินทรีย์ การผลิตเครื่องแกงเผ็ดให้ได้ตามมาตรฐานจำเป็นต้องใช้ 2 ปัจจัยร่วมกันในการผลิต คือ การผลิตเครื่องแกงให้มีปริมาณเกลือร้อยละ 10 ร่วม ร่วมกับการนำเครื่องแกงไปผ่านความร้อนโดยการคั่วที่อุณหภูมิประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ซึ่งนอกจากส่งผลให้เครื่องแกงมีปริมาณน้ำอิสระจนลงได้มาตรฐานแล้ว การให้ความร้อนยังเป็นวิธีที่ช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในเครื่อง แกงต่ำลง เครื่องแกงที่ผ่านกระบวนการผลิตโดยวิธีนี้สามารถเก็บในสภาวะเปิดที่อุณหภูมิ ห้องได้นานถึง 10 วัน ก่อนที่จะเริ่มมีกลิ่นผิดปกติ อีกทั้งในระหว่างการเก็บรักษาเครื่องแกงยังมีการคงอยู่ของสารพฤกษเคมีกลุ่ม ฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล โดยพบว่าปริมาณฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล และค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระมีค่าคงที่ตลอดระยะเวลาการเก็บ 10 วัน

ซึ่งจากผลการวิจัยในห้องแล็บ ได้ถูกนำไปใช้กับกลุ่มแม่บ้านผู้ผลิตในพื้นที่ภาคกลาง 4 แห่ง อาทิ จ.นครปฐม สมุทรสงครามแม้ว่าวัตถุดิบสำหรับปรุงเครื่องแกงสำหรับการประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งตับจากการได้รับอะฟลาทอกซิน จากผลการศึกษาการบริโภคเครื่องแกงเผ็ดแดงของประชากรในเขตเมือง (กรุงเทพมหานคร) และในเขตชนบท (สุพรรณบุรี) กลับพบว่าเมื่อนำเครื่องแกงเผ็ดมาปรุงเป็นอาหารกลับพบว่าการบริโภคเครื่อง แกงเผ็ดแดงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในระดับที่ต่ำ และยัง ต่ำกว่าการบริโภคอาหารอื่นที่มีเครื่องปรุงที่มีสารอะฟลาทอกซิน เช่น ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ส้มตำ

อย่างไรก็ตามทำงานวิจัยเพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้ผลิตใส่ใจที่จะเลือกวัตถุดิบ ที่ไม่มีคุณภาพทิ้ง ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งอายุการเก็บที่นานขึ้น ยากต่อการปนเปื้อนของสารเคมี โดยที่ผู้ขายไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูดลงไป อีกทั้งยังช่วยคงสารพฤกษเคมี อาทิ กลุ่มฟลาโวนอยด์ โพลีฟีนอล ไกลโคไวด์ ซัลไฟด์ อัลคาลอยด์ เป็นต้น ซึ่งหลายชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งบางชนิด ในร่างกาย ยับยั้งการเพิ่มจำนวน และเร่งอัตราการตายของเซลล์มะเร็ง บางชนิด

“ปัจจุบันปัญหาของกลุ่มแม่บ้านที่ผลิตตามคู่มือการผลิตเครื่องแกงเผ็ดระดับ ชุมชนที่จัดทำโดยสถาบัน ที่มีการบอกถึงวิธีการเลือกวัตถุดิบ การดูแลโรงเรือนและอุปกรณ์ จะมีปัญหาเรื่องต้นทุนที่จะแพงกว่าผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ซื้อวัตถุดิบมาในราคาเท่ากันแต่ผู้ผลิตไม่คัดของเสียทิ้ง แต่นำมาขายในราคาที่ไม่ต่างกัน”

นักวิจัยคนเดิมกล่าวว่า เพื่อให้คนไทยมีเครื่องแกงคุณภาพดีในการบริโภคผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมด้วย การเลือกซื้อเครื่องแกงที่ผลิตตามหลักสุขาภิบาล สังเกตได้จากการแสดงเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนชุมชนที่ผลิตเครื่องแกงเพื่อจำหน่ายขอรับคู่มือการผลิตเครื่องแกงเผ็ดใน ระดับชุมชนได้ที่สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล (โทร.0-2800-2380 ต่อ 311) ในข้อมูลจะบอกวิธีทำเครื่องแกงที่ปลอดภัยเช่น วิธีล้างพริกแห้ง 1 กิโลกรัมต้องใช้น้ำถึง 4 ลิตร วิธีการเลือกวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น

เครื่องแกงเป็นหัวใจหลักของอาหารไทย ถ้าผลิตได้คุณภาพตามมาตรฐาน เท่ากับเป็นภูมิป้องกันให้กับร่างกาย ลบล้างคำนิยามที่ว่าอาหารไทยนั้นกินเป็น “ยา” ออกไปได้

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤษภาคม 2553

เคล็ดลับวิธีเลิกดื่มกาแฟ: Secret of Stop Drinking Coffee

สำหรับใครที่อยากเลิกดื่มกาแฟ โดยเฉพาะคนที่มีอาการติดคาเฟอีน วันนี้มีวิธีเลิกดื่มกาแฟมาบอก...

-ลดปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันลง อย่างเช่น จากที่เคยดื่มวันละ 4 แก้วให้ลดลงเหลือ 3 แก้ว

-สำรวจตัวเองว่านอกจากกาแฟแล้ว ยังได้รับคาเฟอีนจากอาหารชนิดใดอีกบ้าง อย่างเช่น ชา โกโก้ ช็อคโกแลต ซีเรียลรสโกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น จากนั้นให้ลดการบริโภคหรือเลิกบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้

- รับประทานอาหารเช้า เพราะระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพียงพอจะช่วยให้สมองและร่างกายทำงานได้โดยไม่อ่อนเพลีย

- นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอในตอนกลางคืน อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง

- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละประมาณ 1-2 ลิตร และการรับประทานวิตามินบีรวม จะช่วยทุเลาอาการอ่อนเพลีย

- หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ และควรหลีกเลี่ยงการไปร้านกาแฟ

- หากมีอาการปวดศรีษะระหว่างงดกาแฟ ให้ทานยาพาราเซตามอลหรือแอสไพรินได้ แต่ไม่ควรทานยาแก้ปวดไมเกรน เพราะมีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่

เพื่อสุขภาพที่ดี ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดู

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 02 พฤษภาคม 2553
======================
น้อย: การลด ละ เลิก อยู่ที่กำลังใจจ๊ะ เคยติดบุหรี่ กาแฟ เห็นสภาพคนป่วยมะเร็ง ถุงลมโปร่งพอง ตัดสินใจเลิกทันที่ แรกๆหงุดหงิด จากนั้นมาออกกำลังกาย เหงื่อออกมากๆได้ 1 อาทิตย์ จนหายและทุกวันนี้ยังออกกำลังพอได้เหงื่อทุกวัน ครบสิบปีแล้ว ไม่หวลกลับกลับอีกเลย