Monday, June 7, 2010

คุณอยากมีแฟนนิสัยเด็กๆมะ?

ถ้าคุณกำลังคิดถึง "คนพิเศษ" ขึ้นมาสักคน เดี๊ยนก็หวังนะฮ้าว่า ใครคนนั้นเค้าคงคิดถึงคุณด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยให้คุณเอาแต่คิดถึงเค้าเพียงข้างเดียว แหมหยั่งงี้ก็ไม่ยุติธรรมสิจ๊ะ

แล้วทันใดนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่า เผอิญมีโอกาสได้สอบถามเพื่อนๆหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนรุ่นพี่, เพื่อนรุ่นน้องและเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ยังเป็นโสดอยู่ ว่า มี "สเปก" ของคนที่เค้าจะรักหรืออยากเป็นแฟนด้วยไหม? คำตอบที่ได้ก็มีทั้ง ก.ไม่มีสเป้ง สเปกอะไรกะเค้าหรอก เพราะขืนตั้งสเปกไว้ แล้วถ้าคนที่เข้ามาจีบไม่ได้มีคุณสมบัติตามสเปกที่หวังไว้ ก็แย่ดิ งี้มีหวังขึ้นคานแหงๆ แหม...ป่านนี้แล้วยังมีหวังจะลงจากคานอีกรึ...อุ๊บส์! แซวเล่นน่าเพื่อน

ข. ต้องตั้งสเปกไว้มั่งสิยะ เพราะถ้าไม่ กำหนดคุณสมบัติของ "ว่าที่แฟน" เอาไว้ซะเลย มันก็ยังไงๆอยู่นะ อย่างน้อยแฟนของชั้นก็ควร "มีความเป็นผู้ใหญ่" และ "รักเดียวใจเดียว" มั่งซี แล้วเห็นมะที่ตั้งสเปกมานี่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจาก "คนที่จะมาเป็นแฟน" มากมายอะไรนี่หว่า คุณสมบัติ แค่นี้ ถ้าให้กันไม่ได้ก็แย่แล้ว เอ...แต่ถ้าเค้าจะเป็นคนเข้มแข็งและมุมานะทำมาหากินด้วยก็ยิ่งแจ๋วไปเลย ...เออก็ใช่ซี จึงหวังว่าท่านทั้งหลายจะได้เจอสุดเลิฟที่ตรงสเปกสักทีนะจ๊ะ

ดัง นั้น ขณะที่สาวบางคนอยากได้แฟนที่มีความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ แต่เชื่อมะ อิสตรีส่วนนึงก็อยากมีแฟนที่มีความคิดเป็นเด็กๆอยู่เหมียนกันนะเฟ้ย นัยว่าอยู่กะเด็กมันก็น่าสนุกไปอีกแบบ

แล้วคุณผู้อ่านล่ะ อยากมีแฟนที่มีนิสัยเป็นเด็กๆรึเปล่าจ๊ะ?

แต่ ขออธิบายคำว่า แฟนที่มีนิสัยเป็นเด็กๆก่อนนะ ว่าหมายถึง คนที่คุณชอบหรือหมายตาว่าจะชวนมาเกี่ยวดองเชิงสร้างสรรค์ (คือชวนมาเป็นแฟนด้วยนั่นแหละ...เขียนให้มันวุ่นวายไปงั้นเอง) ที่อาจจะอายุน้อยหรืออายุมากแล้วก็ได้ และมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวสูง เช่น ขี้เล่น, ชอบทำตัวน่ารัก...แม้หน้าตาเค้าไม่ให้ ก็จะน่ารักซะอย่าง มีอะไรมะ? อีกอย่างอาจเป็นคนช่างพูดช่างคุย สาวๆจึงหลงเสน่ห์ได้ไม่ยาก

สรุป แล้วสัปดาห์นี้จึงอยากฝอยด้วยการตั้งคำถามว่า คุณอยากมีแฟนเด็กรึเปล่า? แต่ก่อนจะตัดสินใจตอบว่า เยส (ใช่ หรืออยากมีสิวะ) หรือโน (ไม่เอาด้วยหรอก แฟนเด็กๆน่ะ)

ก็ขอนำเสนอทั้งข้อดีและข้อเสียของการมีแฟนนิสัยเด็กให้ คุณๆได้ชั่งใจ ก่อนจะอินเลิฟกัน โดยขอเขียนทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนไปเลยละกันนะ เช่น....

1. ข้อดี : เค้าต้องเป็นคนร่าเริงแจ่มใสแหงๆ

โถ ก็เด็กๆมีอะไรต้องให้คิดมากเหมือนผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานใน หลายๆด้านด้วยล่ะ เหตุนี้คนที่มีนิสัยเป็นเด็กๆ จึงอารมณ์ดี, ยิ้มแย้ม, ใครอยู่ใกล้ด้วยก็มักมีความสุขคล้อยตามไปกะเค้านั่นแหละ แถมบางทีเค้ายังสามารถหัวเราะเอิ๊กอ๊ากได้ทุกๆ 2-3 นาทีซะด้วย ซึ่งความร่าเริงเบิกบานอุราหยั่งงี้ คนที่นิสัยเป็นเด็กบางคนยังสามารถเล่าเรื่องตลกโปกฮาให้คนที่อยู่ล้อมรอบตัว เค้าได้หัวเราะจนกรามโยกไปเลยก็มี โลกในสายตาของเค้าจึงสวยสดงดงาม โถ...อยากเป็นแบบนี้มั่งใช่ไหมล้า

2. ข้อเสีย : เค้าเลื่อนลอยไม่มีเป้าหมายใดๆในชีวิต

อ้าว... ในเมื่อเค้ายังคิดอะไรเป็นเด็กๆอยู่นี่หว่า เค้าจึงเป็นคนที่ไม่คิดอะไรไกลเกินกว่าวันนี้ โอ๊ย... ถ้าขืนให้คิดถึงอนาคต เค้าคงอกแตกตายแหงๆ เพราะเค้าไม่อยากคิดไปถึงแผนการหรือวางเป้าหมายในชีวิตให้ยาวไกลเกินไปก็งี้ แหละ เค้าจึงไม่คิดการใหญ่ ดังนั้น ถ้าคุณอยากคุยกับเค้าถึงอนาคตวันข้างหน้าในฐานะที่เป็นแฟนกันละก็ รับรองเค้าไม่คุยด้วยหรอก แต่จะปล่อยให้คุณคิดเอง เออเอง ฝันถึงอนาคตชีวิตคู่ด้วยตัวเอง และขอให้เค้าได้สนุกไปวันๆก็พอ

ด้าน หน้าที่การงาน ถ้ามีให้ทำก็ทำ ถ้าไม่มีหรือหาไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ดีซะอีกจะได้เป็นลูกแหง่อยู่กะบ้าน แล้วอย่าคิดนะ ว่าเค้าจะช่วยทำงานบ้าน โถเรื่องพรรค์เนี่ยเค้าคิดเป็นซะที่ไหนล่ะ

3. ข้อดี : มีมนุษยสัมพันธ์ดีและดูไม่เป็นพิษเป็นภัย

คน ที่มีนิสัยเป็นเด็กๆ ส่วนใหญ่เข้ากับใครได้ไม่ยาก แม้คนไหนไม่อยากเข้าใกล้เค้า เค้าก็ยังกล้าจะเปิดฉากพูดคุยก่อนด้วยซ้ำ ดังนั้น เค้าจึงผูกมิตรได้เยอะ แถมทำไปทำมาอาจดูเป็นคนเจ้าชู้ซะด้วยดิ เพราะความที่เดินไปคุยกับใครก็สามารถตีซี้ได้อย่างรวดเร็ว แล้วหากใครก็ตามที่เค้าไปพบมีหน้าตาบูดบึ้งอยู่ เค้าก็มีพรสวรรค์พอที่จะทำให้ใครคนนั้นยิ้มออกมาได้ด้วยการเล่าเรื่องขำขัน ให้ฟังจนคนนั้นกลั้นหัวเราะไม่อยู่ได้ก็แล้วกัน เออแล้วการที่เค้าดูไม่เป็นพิษเป็นภัยกะใครอีกล่ะ ทั้งๆที่จริงๆอาจเป็น "จอมแต๊ะอั๋ง" ตัวยงก็ได้ ดังนั้น คนที่จะมาเป็นแฟนเค้าจึงมักจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน นอกซะจากถ้าเค้าเผลอแสดงพฤติกรรม "ปากว่ามือถึง" ซะถี่ยิบจนคุณรู้ตัว ก็น่าเตะเนอะ

4. ข้อเสีย : ขาดความรับผิดชอบต่อสิ่งใดๆทั้งปวง

ใน เมื่อเค้ายังไม่โตสักทีนี่หว่า เหตุนี้เค้าจึงไม่สนที่จะรับผิดชอบเรื่องอะไรต่อมิอะไรทั้งนั้น ขนาดงานการยังไม่อยากทำเลย แล้วนับประสาอะไรจะไปรับผิดชอบเรื่องที่ใหญ่กว่านี้เล่า เค้าชอบที่จะถูกตามใจมากกว่าถูกขัดใจนะ ดังนั้น ถ้าคุณอยากมีแฟนนิสัยเด็กๆละก็ เห็นทีคุณคงต้องทำหน้าที่เป็นช้างเท้าหน้าของครอบครัวซะแล้วล่ะ อ่ะ แต่บางทีเค้าคนนี้ที่นิสัยเด็กๆ อาจเหมาะกับเวิร์กกิ้ง วูแมน ที่ไม่ชอบทำอะไรตามตูดแฟนของหล่อนก็ได้นะ เค้าจึงเหมาะกับสาวเก่ง, เด่น, ดังไงล่ะ

5. ข้อเสีย : ขาดความเป็นผู้นำ

เค้าจะไปเป็นผู้นำ ใครเค้าได้นะ ในเมื่อส่อนิสัยเด็กไม่รู้จักโตออกมาซะงั้น แถมไม่ใช่คนจริงจังต่ออะไรสักอย่างซะด้วย ว้า! แล้วงี้จะคบเป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนดีน้า ทำใจลำบากแฮะ

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 24 มกราคม 2553

ลองทายกันนะ ว่ารักนั้นคืออะไร

บ่อยครั้งไหมที่คุณรู้สึกอยากมีความรัก และอยากให้ใครสักคนมารักคุณ? ซึ่ง 555 อันที่จริงก็ถามไปอย่างงั้นเอง เพราะใครๆย่อมอยากมีความรักที่ดีกันทั้งนั้น ยิ่งถ้าได้รักกับ "คนที่คุณก็รักเค้าด้วย" (ต่างฝ่ายต่างรัก) ละก็ โอ้โห...ย่อมเจ๋งเข้าไปใหญ่ หากใครโชคดีมีรักอย่างนี้เข้า ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะจ๊า เพราะเท่ากับว่า อย่างน้อยชีวิตนี้ก็ประสบความสำเร็จไปอย่างนึงแย้ว

แต่เฮ่อ เรื่องความรง ความรักอะไรเนี่ย เป็นสิ่งที่จะไปบังคับจิตบังคับใจกันก็ไม่ได้ เช่น ถ้าเราถูกใจใครสักคน แล้วเผื่อคนนั้นไม่เล่นด้วย หรือไม่สนใจไยดีเราตอบ เราก็จ๋อยลิ้นห้อยไปเลยน่ะซี ซึ่งในทางตรงข้าม หากมีใครมาหลงใหลได้ปลื้มเราขึ้นมาล่ะ (อ่ะ ต้องเข้าข้างตัวเองหน่อยสิยะ) แต่เรากลับไม่ได้มีใจไปชอบเค้าในเชิงอยากได้มาเป็นแฟนซะหน่อย เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นได้เหมียนกัน

ซึ่งพูดนี่ก็หมายฟามว่า ในเมื่อเราเลือกใครสักคน (หรือหลายคนก็แล้วแต่) มาคบหาสมาคม, เฮฮาสังสรรค์ปาร์ตี้ หรือมาเป็นแฟนได้ละก็ คนอื่นเค้าก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้เช่นกันนั่นแหละ

ดังนั้น หากท่านใดดั๊นไปตกหลุมรักเค้าข้างเดียวขึ้นมา ก็อย่าเสียใจหรือคร่ำครวญ โอดโอยให้เสียเวลาอยู่เลย แต่ควรคิดกลับกันสิว่า เออเป็นงี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ทำให้ เรามีโอกาสไปเจอกับคนอื่นๆที่อาจมีดีกว่าคนที่เรามีใจให้ก็ได้ ฮี่โธ่คน สวยแก้มใสอย่างคุณๆ ถึงไงก็ไม่อับโชคในเรื่องความรักหรอกน่า

หรือถ้า กะอยู่เป็นโสดก็ไม่เห็น เป็นไร ยิ่งเดี๋ยวนี้มีคนเป็นโสดกันเยอะแยะ ทั้งหนุ่มโฉด เอ๊ย หนุ่มโสดและสาวโสดมีเกลื่อนเมือง ก็บอกแล้วไงเรื่องเลิฟน่ะ มันเป็นความพอใจของ

แต่ละคน ด้วยเหตุนี้ ใครๆถึงได้ให้นิยามหรือความหมายของความรักไปต่างๆนานาไงละจ๊ะ

งั้นสัปดาห์นี้ เรามาคุยกันว่า รักคืออะไรดีกว่าเนอะ เพราะไหนๆก็เป็นวันวาเลนไทน์ ทั้งที จึงอยากแซมเปิ้ลยกตัวอย่างให้ฟังว่า...

1. ความรัก คือ การเริ่มต้นผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่า วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น...อู้หูฟังแล้วสะใจฮ้า แถมการผจญภัยที่ว่า อาจทำให้ผู้ที่อินเลิฟมีความสุขสุดๆไปเลยก็ได้ หรือทำให้โศกเศร้าเคล้าน้ำตา ก็ขึ้นอยู่ กับตัวคุณเอง นั่นแหละไปเลือกใครมาเป็นคู่รัก!

2. ความรักคือ ขอให้คนที่เรารักมีความสุขก็พอแล้ว...นั่นแน่ แสดงว่ารักเค้ามากสิท่า

3. ความรัก คือ การให้...ให้อะไรก็ได้... โดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น ให้ความรู้, ให้ สิ่งของ, ให้ความเป็นมิตร, ให้ความเข้าใจ, ให้คำปรึกษา, ให้ความจริงใจ, ให้ความเอื้ออาทร และแท่น แท้น ให้ความคิดถึงคนึงหาไงละจ้า แหมได้ยินงี้ ทำให้ชักอยากมีความรักทำนองนี้ซะแล้วสิ

4. ความรัก คือ การเอาใจใส่ คนที่เรารัก เสมือนเราเอาใจใส่ ตัวเราเองนั่นแหละ แหมอยากมีแฟนอย่างนี้จัง งั้นใครบอกหน่อยได้ม้า...ว่าจะหาได้ที่ไหน?

5. ความรัก คือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้เค้ารักเราก็ละกัน... เอ้าเฮ้ย งั้นแสดงว่า ถ้าต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เค้า พอใจก็ยอมงั้นเรอะ? ซึ่งเรื่องจริงไม่อิงนิยายก็มีคนที่ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อเอาใจแฟนจริงๆนั่น แหละ เพราะข่าวตะแล้บแก๊ป จากแดนมังกรแจ้งว่า น.ส. เสี่ยวชิง สาวชาวจีน วัย 21 ปี ขอเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าให้คล้าย "เจสสิกา อัลบ้า" ดาราสาวสุดเซ็กซี่ของฮอลลีวูด เพื่อต้องการให้แฟนหนุ่มของเธอกลับมาคืนดี...โอ๊ยโหยว! สาวจีนคนนี้ใจถึงมากๆ แต่หนูมั่นใจรึจ๊ะว่า ถ้าหน้าตาเปลี่ยนไปแล้วจะทำให้แฟนหันมารักหล่อนอีกครั้งจริงๆอ่ะ? ที่ถามเนี่ยเพราะกลัวว่า หนูจะเจ็บตัวฟรี มากกว่าอ่ะดิ โธ่ใครจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนได้เหมือนเด๊ะมีด้วยรึ เออเรื่องพิลึกกึกกือหยั่งงี้ก็มีด้วยแฮะ

6. ความรัก คือ ยาพิษ มีแต่รสขมไม่เห็นจะหอมหวานตรงไหน อื้อหือสงสัยใครที่คิดหยั่งงี้คงผิดหวังมาแล้วละซี ถึงได้มองความรักเป็นสิ่งที่ร้อนรุ่ม กลุ้มใจ อะไรจะปานน้าน

7. ความรัก คือ ความไม่แน่นอน เดี๋ยววันนี้รัก แต่พรุ่งนี้ใครจะรับประกันได้ละว่าจะยังรักกันอยู่ โหสำหรับบางคนของพรรค์นี้ก็จริงอ่ะนะ แต่ขออย่าให้พวกเรามีรักเป็นงี้เลยเพี้ยง!

8. ความรัก ทำให้คนตาบอด ทำให้คน งมงาย ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนโง่...โอ้โห ขนาดนั้นเชียว แต่เห็นบางคนไม่เคยเข็ดที่จะมีความรัก...ก็มีนี่หว่า

9. ส่วนบางท่านก็ว่า ความรักผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆเพื่อคนที่เรารักได้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าทำไมถึงต้องทำงี้ด้วย...โถ รักเค้าก็ย่อมอยากทำให้เค้ามีความสุขไงตัว จะสงสัยทำมั้ย

10. ความรัก คือ การคิดถึงเค้าตลอดเวลา แม้รู้ว่าเค้าอาจไม่คิดถึงเราในลักษณะเดียวกัน แต่ก็จะทำซะอย่าง ใครจะทำไม....โอ๊ยใครจะไปกล้าทำไร มีแต่จะยุให้ทั้งคู่รักกันยืนยงสิไม่ว่า

11. ส่วนบางคนนะ ความรักคือการพูดถึงคนที่เค้ารักแฮะ โถ ก็คนมันรักล้นออกมาจากใจนี่หว่า จึงอยากเล่าเรื่องกุ๊กกิ๊ก, กิ๊กก๊อกของคุณทั้งคู่ ให้เพื่อนๆฟัง เพื่อหวังจะให้ตื่นเต้นไปด้วยกันมั้งนะ เนี่ยกำลังรักกันก็งี้แหละ รู้สึกอะไรๆที่อยู่รอบตัวก็เป็นสีชมพูหวานแหววไปโหม้ด

12. ความรัก เปรียบเหมือนเสียงเพลงที่มีทั้งสุข ทุกข์ เศร้า และสนุกสนาน แถมบางครั้งความรักยังทำให้เราใจเต้นเป็นจังหวะต่างๆ ทั้งรุมบ้า ชะชะช่า แทงโก้ ดิสโก้ ฯลฯ ซะด้วยดิ เอ้างั้น...ความรักของคุณๆ เต้นแรงเป็นจังหวะอะไรกันบ้างน้า

13. ความรัก คือ การปรับตัวของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันได้ไงจ๊ะ

14. รัก คือการมีเวลาให้แก่กัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต่อมกระตุกดุกดิกกำเริบจนบ้างาน บ้ากิจกรรม บ้าประชุม ซะจนปล่อยให้อีกฝ่ายเหงาหงอยอยู่ข้างเดียว ก็ไม่ไหวเหมียนกันนะตัว ไงๆก็ควรเอาใจเค้ามาใส่ใจเราถึงจะถูก โธ่เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ หากรักกันจริงก็ทำได้อยู่แล้ว... ใช่ม้า

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 14 กุมภาพันธ์ 2553

ทำไงให้รักทางไกลยังซู่ซ่าเหมือนเดิม

ถ้าคู่ไหนเลิฟกันแถมยังได้อยู่ใกล้ชิดกันด้วยอีก...อู๊ย แบบนี้ย่อมเป็นเรื่องดีที่ซู้ด สำหรับคนที่มีรักในหัวใจเลยละฮ้า แต่การอยู่ใกล้ชิดกันเนี่ย ไม่จำเป็นต้อง "ติดหนึบ" กันตลอด 24 ชั่วโมงหรอกนะจ๊ะ เพราะ "การได้อยู่ด้วยกันอย่างมีคุณภาพ" เช่นได้มองตากันทุกวัน, ได้จูงมือกันตอนข้ามถนน, ได้ทานข้าวด้วยกัน หรือได้นั่งรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำได้งี้ก็แจ๋วแล้ว

แต่ทำมั้ย...ทำไมบางคู่รักถึงไม่ฉวยโอกาสใช้เวลา ที่สามารถอยู่ใกล้ชิดนี้ได้อย่างมีคุณภาพก็บ่ฮู้! สงสัยคู่ที่ไม่ค่อยอยากอยู่ชิดใกล้อาจรักหรือชอบกันมานานแล้วก็เลยรู้สึกว่า การได้เจอกัน ทุกวันมันไม่เร้าใจหรือไม่ทำให้หัวใจเต้นแรงเหมือนอย่างแต่ก่อนละมั้ง ซึ่งน่าเสียดายนะหากคิดหยั่งงี้

เพราะการใกล้ชิดกัน มีข้อดีตั้งเยอะ เช่น มีส่วนช่วยทำให้คู่เลิฟเข้าอกเข้าใจและมีความสนิทสนมกันมากขึ้นน่ะซี เอ้าไม่งั้นแล้วจะมา เชียร์ให้คู่รักจัดหาและจัดสรรเวลาว่างมาอยู่ด้วยกันทำไมฟะ! แถมการได้อยู่ใกล้กัน ยังช่วยคลายเหงา, ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกอันกว้างใหญ่ ไพศาลแห่งนี้, ทำให้รู้สึกอบอุ่น และเหมือนมีใครคอยให้กำลังใจอยู่เคียงข้างไงงั้นเชียวนะ

พูด เนี่ยก็อยากบอกว่า หากคุณรักใครสักคนแล้วไม่ได้ใช้ชีวิตห่างไกลกัน เพราะทั้งคู่ก็อาศัยอยู่ใน กรุงเทพฯนั่นแหละ หยั่งงี้บอกได้เลยว่า คู่ของคุณแสนโชคดีจริงๆนะจ๊ะ เพราะมีโอกาสที่จะดูแลซึ่งกันและกัน รวมทั้งยังได้สานความสัมพันธ์ ให้แนบแน่นกันได้ตลอดเวลาซะด้วย

ที่ เกริ่นมาเนี่ย เพราะ อยากพูดถึงคนรักที่อยู่ ห่างไกลกันมากกว่า ซึ่ง "ห่างไกล" ในที่นี้ หมายถึง ห่างกันเพราะ ระยะทางอยู่ไกลกัน นั่นเอง เช่นบางคู่ คนนึงอยู่ กรุงเทพฯ แต่อีกคนไปทำงานที่ต่างจังหวัด หรือบางทีจากกันเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเหินฟ้าไปเรียนต่อ หรือไปทำงานที่ต่างประเทศ คู่ที่เข้าข่ายนี้ ย่อมน่าเห็นใจใช่มะ เอ้าถ้าใครไม่เคยมีแฟนอยู่ไกลตา, ไกลตัว คงไม่รู้หรอกว่า ความห่างไกลกันนี่แหละ สร้างความทรมานใจให้ได้มากมายมหาศาลเชียวนะเฟ้ย ถ้าไม่เชื่อว่าความห่างไกลกัน นั้นส่งผลร้ายต่อจิตใจให้ปวดแสบปวดร้อนได้ละก็ ลองฟังความเห็นของน้องต่าย วัย 20 ปีเศษ ซึ่ง เป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งนึงก็แล้วกัน

เมื่อเราถามว่า น้องคิดยังไง ถ้าต้องอยู่ห่างจากแฟนจ๊ะ?

พอ ได้ยินคำถาม น้องต่ายส่ายหน้าทันทีบอกว่าไม่อยากห่างกันเลยค่ะ ขนาดบางคู่อยู่ใกล้ยังทะเลาะกันได้เพราะความไม่เข้าใจบางประการ แล้วนับประสาอะไรกับคู่ที่ต้องอยู่ห่างกันแบบอยู่คนละจังหวัด, อยู่คนละประเทศหรืออาจอยู่กันคนละทวีปเล่า หยั่งงี้โอกาสที่จะลืมเลือนหรือสื่อสารแล้วไม่ เข้าใจ กันก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่...โห ตอบดีมีเหตุผล เอ๊ะหรือเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อนฮึ

กระนั้นน้องต่ายบอกว่า แต่ถ้าแฟนของเธอจำเป็นต้องเดินทางไปอยู่ต่างแดนจริงๆ ก็จะไม่ห้าม, ไม่กีดกัน และจะไม่ร้องไห้ ฟูมฟายขอให้เค้าอย่าไปต่างประเทศแน่นอน เพราะไม่รู้จะห้ามไปทำไม อีกอย่างถึงห้าม เค้าก็คงไม่เชื่อหรอก แล้วถ้าเผื่อเค้าไปเพื่ออนาคตที่ดีกว่า เราก็ควรสนับสนุน และผลักดันโดยให้กำลังใจเค้ามากกว่าดิ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อู้หูใจกว้างจริงๆนะยอดหญิงคนเนี้ย

ดังนั้น ถ้าใครมีแฟนอยู่ไกลตาละก็ แล้วจะทำอย่างไรดีน้าเพื่อให้ความรักครั้งนี้ยังคงดูดดื่มและซู่ซ่าอยู่เสมอ จะได้ป้องกันอาการ "รักแท้ แพ้ใกล้ชิด" ไปในตัวด้วยไง โถ...วิธีผูกรักก็มีเช่น 1. ให้ทั้งเค้าและคุณต่างพกรูปที่เคยแสดงอาการสวีตหวานกันไว้สิ

ถ้ารู้ ว่าแฟนต้องไปต่างประเทศ คุณกะเค้าควรชวนกันไปเที่ยวเพื่อทิ้งทวนกันก่อนดี้ โธ่บ้านเรามีสถานที่ให้เที่ยวตั้งเยอะก็เลือกสักแห่งสิฮ้า แล้วเมื่อไปถึงก็อย่าลืมถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระทึก...เอ๊ยที่ระลึกด้วยนะ ถ่ายรูปคู่กันไว้หลายๆใบ และหลายๆอิริยาบถ โดยเฉพาะตอนทำท่าสวีตหวานใส่กัน แล้วเก็บไว้ในแผ่นซีดีหรืออัดเป็นภาพออกมา อ้ออย่าลืมทำไว้ 2 ชุด คือให้เค้าเก็บไว้ชุดนึงและคุณชุดนึง ถ้าเมื่อไหร่ คิดถึงกัน ก็ให้หยิบภาพที่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข นี้ขึ้นมาดู ความรักจะได้ไม่บินหายไปไหนไงตัว

2. พยายามติดต่อสื่อสารกันบ่อยๆ

จำ ไว้นะว่า อย่ากลัวเปลืองตังค์ค่าโทรศัพท์ เด็ดขาด เดี๋ยวนี้ยิ่งเห็นโฆษณาว่า โทร.ไปต่างประเทศมีราคาถูกลงด้วย ก็ใช้บริการเก็บค่าโทร.จิ๊บๆ (ไม่แพง) นี้ซะ เพราะการที่แฟนกะคุณอยู่ห่างกันอย่างงี้ แม้ ไม่ได้เห็นหน้าค่าตา ก็ต้องคุยกันให้ได้อย่างน้อยโทรศัพท์หากันวันละครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี หรือจะเตี๊ยมกันก็ได้ว่า วันไหนใครจะเป็นฝ่ายโทร. มาหา ทำงี้ฝ่ายใดฝ่ายนึงจะได้ไม่เปลืองค่าโทร.อยู่ เพียงฝ่ายเดียว...ก็ดีเหมือนกัน ไม่งั้นนัดคุยกันทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารสุดแสนจะทันสมัย จงเลือกใช้วิธีติดต่อกันสักอย่าง หรือใช้หลายวิธีควบคู่กันไปยิ่งดี ข้อสำคัญห้ามเบื่อที่จะติดต่อกันนะ ไม่งั้นความห่างเหินจะเข้ามาแทนที่น่ะซี แล้วอยากให้เป็นแบบนี้เรอะ

3. ทำให้แฟนที่อยู่ไกลไว้ใจด้วยการไม่คบหากับใครเป็นพิเศษ

คือ ไม่ใช่ว่า พอแฟนคุณอยู่ไกลแล้ว คุณก็ฉวยจังหวะนี้คบกับใครคนใหม่ไว้เป็นกิ๊กซะเลย อย่างงี้ไม่ไหวนะ ถึงแม้การมีกิ๊กคราวนี้ อาจอยากคบไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาชั่วคราว ก็ไม่ควรทำ เพราะถ้าขืนเพื่อนของแฟนคุณที่อยู่เมืองไทยรู้เข้า ระวังเหอะว่าเพื่อนเค้าจะคาบข่าวนี้ไปฟ้องแฟนคุณได้นะเอ้า

4. หยอดคำว่ารัก ให้แฟนคุณได้ยินทุกครั้งที่ติดต่อกันเข้าไว้

ขอให้พูดคำนี้ด้วยความจริงใจ จะได้ย้ำเตือนให้เค้ารู้ไงว่า คุณยังรักและรอเค้าเสมอ เค้าจะได้ไม่ ออกนอกลู่นอกทาง, เอาใจออกห่างจากคุณด้วยไง แล้วอย่าลืมสอบถามความรู้สึกและความเป็นอยู่ของเค้าด้วยล่ะ ถ้าเค้าเป็นคนรักเดียวใจเดียวละก็ เค้าจะประทับใจในความห่วงใยที่คุณมีให้ชัวร์

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 21 มีนาคม 2553

สาวอยากได้อะไร ในวันวาเลนไทน์

โอ้โฮเฮะ วันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักเวียนมาบรรจบครบรอบอีกแล้วรึ แหม... วันเวลาช่างผ่านไปไว้..ไวว่ามะ งั้นขอเปิดประเด็นก่อนวันวาเลนไทน์ละกัน ซึ่งแต่ละท่านก็ให้ความหมายหรือให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์แตกต่างกันไป อย่างบางคนงี้ให้ความสำคัญกับวันนี้ซะเหลือเกิน เช่น บางคู่ เห็นจีบกันมาตั้งน้านนานแล้ว แต่เพิ่งจะยอมเปิดใจชวนให้มา "รัก" กันอย่างเป็นทางการก็วันนี้แหละ เอ๊ะ สงสัยคงคิดสิท่าว่า ถ้าบอกรักกันในวันวาเลนไทน์แล้วจะจำได้ง่ายดีมั้ง ว่าวันไหนเป็นวันบอกรักกันครั้งแรก อะไรเงี้ย...โหน่ารักดีนะ หรือไม่บางคนก็ให้ของขวัญ, ให้ดอกไม้, ให้ช็อกโกแลต, ให้ตุ๊กตา, ให้มือถือและให้อะไรต่อมิอะไรกับดาร์ลิ่ง.... ฮั่นแน่คนได้รับก็คงปลื้มไปเลยละซี

ในทางกลับกัน ผู้ที่รู้สึกเฉยๆกับวันวาเลนไทน์ก็มีเช่นกัน ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะคิดกันมุมไหนนะฮ้า เพราะอันที่จริง พวกเราสามารถทำให้ทุกวัน เป็นวันแห่งความรักได้ซำเหมอ ไม่จำเป็นต้องไปเฉพาะเจาะจงอยู่เพียงวันนี้วันเดียวเท่านั้นจริงมะ แต่หากใครจะเน้นรักกันวันนี้มากหน่อยก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของใครของมัน ซึ่งดีเหมียนกันเพราะหากรักใครก็ควรแสดงว่ารักออกมาสิยะ

โลกนี้จึงมี วันวาเลนไทน์ไว้ เพื่อเตือนให้ใครต่อใครรักกันมากกว่ามัวแต่ เกลียดกันน่ะเซ่ หนำซ้ำ หากคู่ไหน ถ้ากำลังโกรธกันอยู่ แล้วจะถือฤกษ์งามยามดี ใช้วันนี้เป็นวันขอคืนดีก็ยังได้

เมื่อลองไป ถาม น้องอุ๊ สาววัยเอ๊าะราว 20 ปีเศษ ว่า คิดอย่างไรกับวันวาเลนไทน์? หนูอุ๊ ให้ความเห็นไว้น่าฟังว่า วันวาเลนไทน์เป็นอีกวันที่เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความรักกับคนที่เรารักได้ ชัดเจนที่สุด ยิ่งถ้าได้ใช้ เวลาคลุกคลีอยู่กับคนที่เรารักในวันนี้ด้วย ก็เยี่ยมไปเลยค่ะ

"อ้อ แต่อย่าลืมนะคะว่า วันวาเลนไทน์น่ะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแสดงความรักของหนุ่มสาว หรือคู่รักเท่านั้น ทว่าเราควรหันมาให้ความสำคัญและมอบความรักกับสมาชิกในครอบครัวของเราด้วย โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้อง และถ้าเอา ใจใส่ต่อสัตว์เลี้ยงด้วยก็ยิ่งแจ๋วแหววเข้าไปใหญ่" แหม...ช่างเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่จังเยย หยั่งงี้หนูคงเป็นลูกกตัญญูแหงๆ

แล้ว ไหนๆ ก็เป็นวันวาเลนไทน์ทั้งที ถ้าไม่พูดถึงความหมายของความรักก็คงทะแม่งๆเนอะ เพราะความรักที่ดีนั้นควรรู้จักให้, รู้จักอภัย, รู้จักสร้างความเข้าใจอันดี, ยินดีที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนที่คุณรัก และพร้อมเสมอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคตลอดจนร่วมทุกข์ ร่วมสุขด้วยกันตลอดไปไง

ซึ่งหากคู่ใดทำได้อย่างว่า ก็ถือเป็นคู่รักตัวอย่างที่ใครๆก็ควรเลียนแบบกันน่ะซี

แล้ว ลองทายกันมะว่า สาวๆน่ะอยากได้อะไรเป็นของขวัญจากแฟนในวันวาเลนไทน์กันมั่ง? เอ้ แต่ไม่ต้องส่งคำตอบมาหรอกนะ เพราะถึงไงก็จะเฉลยให้หายข้องใจกันอยู่แร้น เช่น...

1. ผู้หญิงทุกคนย่อมอยากให้แฟนรักแฟนหลงสิฮ้า ใครวะจะอยากให้แฟนไปหลงคนอื่นใช่ปะ ซึ่งรักหล่อนแล้ว ก็อยากให้เค้าทะนุถนอมเธอด้วย ไม่ใช่รักแบบทิ้งๆขว้างๆไม่เอาด้วยหรอก

2. อยากให้แฟนพาหล่อนไปเที่ยว อ้าว...แล้ววันอื่นไม่อยากออเซาะให้เค้าพาไปเปิด หูเปิดตาที่ไหนบ้างหรือจ๊ะ เอ๊ะ หรือว่า ถ้าอ้อนให้เค้าพาเธอไปเที่ยววันนี้ได้ เค้าจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายหญิงเลือกละมั้งว่าจะให้เค้าพาไปที่ไหน? ซึ่งทีนี้ล่ะ คุณสาวๆก็วางแผนไปเที่ยวได้ตามใจเดี๊ยนเลยละซี ซึ่งหล่อนอาจชวนเค้าไปเที่ยวต่างจังหวัด เช่น ไปขึ้นดอยปีนเขา หรือไปเที่ยวทะเลก็ได้นี่หว่า

หรือถ้าหล่อนรู้ว่า แฟนเป็นคนใจปํ้าด้วยละก็ หล่อนอาจบอกให้เค้าพาไปเที่ยวต่างประเทศก็ยังได้ ซึ่งแฟนที่ดีก็ไม่ควรขัดใจกันนะจ๊ะ อู๊ยถ้าให้กันแค่นี้ไม่ได้ก็แย่แล้ว

3. อยากได้แตะเอียจากแฟนในวันวา-เลนไทน์น่ะซี เอ้า ก็วันนี้ตรงกับวันตรุษจีนด้วยนี่หว่า หล่อนจึงถือโอกาสมั่วนิ่ม ขอแตะเอียจากแฟนซะเลย แล้วมีรึที่แฟนน่าร้ากของหล่อนจะกล้าปฏิเสธ ขืนไม่ให้ดิ เดี๋ยวได้เห็นดีกัน ฮึ่ม...อื้อหือมีขู่ด้วยเว้ย โถ ผู้หญิงก็น่ารักน่าชังหยั่งงี้ไงล้า 555

4. อยากได้ SMS หรือข้อความสั้นจากแฟน ที่ส่งมาให้ทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีใจความหวานๆ ปนเว่อร์ๆหน่อยก็ได้ แต่ขอให้จริงใจนะเฟ้ย โอ๊ยแบบนี้ผู้หญิงชอบนักล่ะ เช่น "คุณน่ารักที่สุดเลยรู้ป่าว", "รักคุณตั้งแต่วันโน้น จนถึงวันนี้ก็รักเสมอ" หรือ "รู้ไหมว่าคุณทำให้ผมมีความสุขที่สุด" เอ้า...โม้กันเข้าไป...เอ๊ย บอกความในใจให้แฟนสาวได้รู้ แล้วรับรอง หล่อนจะร่าเริงแจ่มใสไปทั้งวันเลยเชียว

5. อยากให้แฟนพาไปเที่ยวสวนสนุก จริงๆ นะ แหม ถึงแม้พวกเราจะโตๆกันแล้ว แต่ใจก็ยังมีความเด็กหลงเหลืออยู่มั่งล่ะว้า ดังนั้น มามะตรงดิ่งไปสวนสนุกเล่นอะไรขำๆกันเถอะ เอ้าก็หัวเราะกับใครไม่สุขใจเท่ากับหัวเราะกะแฟนนี่หว่า งั้นไปกันแต่เช้าเลยละกัน...ยะฮู้!

6. ถ้าได้ดอกไม้จากแฟนก็แจ๋วไปเลย น่ะซี สาวบางคนยอมรับว่า จริงๆแล้วอยากได้ดอกไม้ จากแฟนทุกวันนั่นแหละ แต่ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ งั้นเค้าควรหอบดอกไม้มาให้หล่อนวันนี้ก็ยังดี ซึ่งดอกไม้คู่กับวันวาเลนไทน์อยู่แล้ว โถดอกไม้น่ะเหมาะกับผู้หญิงจะตายไป.....โรแมนติกกันหน่อยดี๊

7. อยากให้แฟนเลิกเจ้าชู้ทีเถิด แต่เอ้...ที่ขอนี่ คงอยากขอให้เค้าเลิกเจ้าชู้ตลอดไปละซี เพราะใครอยากให้แฟนเลิกเจ้าชู้แค่วันวาเลนไทน์วันเดียวฟะ นี่หากรักกันจริงก็ขอให้เธอสมปรารถนาสักทีได้ปะ ไงๆก็เห็นแก่แฟนอย่าเห็นแก่ตัวเองให้มากนักเลย เดี๋ยวหล่อนเจ้าชู้มั่งแล้วจะหนาว

8. อยากให้แฟนร้องเพลงรักให้เธอฟัง อุ๊ยตายถ้าทนเสียงเค้าหอน...เอ๊ยร้องเพลงได้ก็ชวนกันไปคาราโอเกะซะเลยสิ จะได้ผลัดกันร้อง ผลัดกันส่งสายตาหวานจ๋อยใส่กัน

9. แต่สาวบางคน อยากได้บ้านได้รถจากแฟนอ่ะ จะให้มะ อู้หูขอของใหญ่เลยเชียวเรอะ นี่หล่อนพูดจริงหรือพูดเล่นยะ หวังว่าแฟนหล่อนคงไม่แตกตื่นหนีเตลิดไปก่อนนะฮ้า

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2553

ทำไงให้คุณน่ารักในสายตาแฟน?

คงยอมรับกันนะจ๊ะว่า คนเราทั่วไปน่ะชอบมองหนุ่มสาวที่หน้าตาดีกันทั้งนั้น แหมดูตัวอย่างจากบรรดานักแสดง, นักร้อง, นางแบบหรือนายแบบเอาก็ได้ บุคคลเหล่าเนี้ย มีดี, มีเสน่ห์และสามารถสร้างความประทับใจให้ใครๆเพียงแรกเห็นได้ก็เพราะใบหน้าที่ สวยงามและหล่อเหลานั่นแหละ

เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เวลาพบกันก็มักมองกัน ที่หน้าตาก่อนที่จะมองอย่างอื่นนี่หว่า เหตุนี้เราจึงได้ยินวัยรุ่นพูดกันเล่นๆ (หรือพูดจากใจจริงก็ไม่รู้แฮะ) ว่าอยากเป็นแฟนกับดาราคนนู้น คนนี้จังเลย โดยเฉพาะถ้าเป็นสาวๆนี่ รู้สึกจะคลั่งไคล้แบรด พิตต์, จอร์จ คลูนี่ย์ และจอห์นนี่ เด๊ปป์ เป็นพิเศษนะยะ ส่วนหนุ่มๆน่ะเหรอ อู้ย...ชอบเจนนิเฟอร์ อนิสตัน, แองเจลินา โจลี่ และแซนดร้า บูลล็อค น่ะซี แม้ในชีวิตจริงอาจไม่มีวันได้รู้จักตัวตนของดาราเหล่านี้ งั้นขอให้ได้เห็นผลงานการแสดงก็แล้วกัน

ที่เกริ่นมาทั้งหมดก็เพื่อ ที่จะชี้ประเด็นว่า ใครที่เกิดมาหน้าตาดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง นั่นเอง แถมการเป็น "คนหน้าตาดี" ยังดึงดูดให้ใครๆเข้าหาเค้าก่อนด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าใครรู้ตัวว่าเข้าขั้นสวยหรือหล่อก็โชคดีไป เพราะคนเหล่านี้มักหาแฟนง่าย ชนิดที่เราคงเคยได้ยินว่า สวยเลือกได้หรือหล่อเลือกได้ ไงงั้นเชียว ก็อย่างว่า คนเค้ามีดี แล้วจะไปอิจฉากันได้ไงเนอะ

ส่วนใครที่ "หน้าตาธรรมดา" ไม่ได้สวยเลอเลิศกว่าใครในปฐพี หรือหล่อเข้าขั้นเทพบุตรก็อย่าน้อยอกน้อยใจไปซะก่อน แต่ก็อีก เคยได้ยินบางคนโอดครวญอยู่บ่อยๆว่า สงสัยชั้นไม่สวย (หน้าตาธรรมดา) มั้ง จึงหาแฟนไม่ค่อยได้สักที โถ หนูจ๋า อย่าไปคิดในเชิงลบกับตัวเองขนาดน้าน เพราะเท่าที่สังเกต คนหน้าตาธรรมดามากมายสามารถหาคนมารักและเป็นแฟนกันออกเยอะแยะ แหมไม่ใช่ว่าทุกคนจะมัวแต่รุมตอมรุมจีบคนหน้าตาดีที่ไหนล่ะ!

อีกอ ย่าง เวลาใครอยากมีแฟน ก็ไม่ได้ดูที่หน้าตาอย่างเดียวหรอกอีหนูเอ๊ย แต่ยังคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆอีก โอ๊ย...ใครขืน "รักแรกพบ" เพราะหน้าตาอย่างเดียว มันเสี่ยงไปนะเฟ้ย! ว่าแล้ว ลองไปสำรวจความเห็นด้วยการยิงคำถามไปว่า คุณอยากมีแฟนเป็นคนสวยมะ? โดยเริ่มถามกะคุณเอ วัย 27 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกันเลย หนุ่มเอบอกว่า ผมอยากมีแฟนเป็นคนสวยสิครับ แต่ผมรู้สึกว่าผู้หญิงสวยมักคิดว่าเธอมีทางเลือกเยอะกว่าใครๆ ดังนั้น ถ้าเกิดผมทำอะไรให้เธอไม่ชอบใจขึ้นมาสักอย่างละก็ วันดีคืนร้ายเธออาจผลักไสไล่ส่ง และบอกเลิกกะผมทันทีก็ได้ ผมจึงอยากคบคนที่ไม่ต้องสวยมากดีกว่า สบายใจกว่ากันเยอะ แหมคิดอะไรลึกซึ้งนะยะ

หันมาฟังความเห็นของคุณบิ๊ก วัย 28 ปี ทำธุรกิจส่วนตัวมั่ง คุณบิ๊กบอกว่า ถ้าผมมีแฟนสวยก็ดีสิฮะ แต่เท่าที่ผมเคยจีบสาวหน้าตาดีมาบ้าง ปรากฏว่า ผมต้องเอาอกเอาใจเธอเหลือเกิน ถ้าเธออยากได้อะไร ผมก็ต้องหามาให้เธอให้ได้ ไม่งั้นเธอก็จะงอนจนผมต้องง้อเธอทุกที มันทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยกับความสัมพันธ์แบบนี้ไงล่ะ ผมว่าคนหน้าตาดีเนี่ยมักคิดว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่น จึงทำอะไรไม่ค่อยแคร์แฟนเท่าไหร่...ไอ้หยา! ขนาดนั้นเลยเรอะ

นี่ก็ แค่ความเห็นของหนุ่มบางคนที่มีต่อสาวสวยนะจ๊ะ ซึ่งสาวสวยทุกคนไม่ได้เป็นแบบนี้ไปซะหมดหรอก แล้วทันใดนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่า  ถึงแม้สาวใดจะไม่ได้เป็นคนสวย แต่คุณก็สามารถมัดใจคนรักได้ ด้วยการทำตัวให้น่ารักเข้าไว้  ดังตัวอย่างของความน่ารักที่จะแซมเปิ้ลให้ฟัง ดังนี้

1. ขยันบอกแฟนว่าคุณมีความสุขแค่ไหนเมื่ออยู่กะเค้าสิ
มนุษย์ ทุกคนใช่ว่าจะอ่านอารมณ์ของแฟน ออกไปซะทั้งหมดนะ เพราะงั้น ถ้าคุณอยู่กะแฟนแล้วมีความสุขอย่างสุดกู่ ประมาณว่า เค้าไม่โรแมนติกหรอก แต่พอมีเวลาว่างทีไรเป็นต้องนัดคุณออกไปทานข้าวด้วยกันทู้กที หรือถ้าเค้าเลิกงานเร็วก็ตรงดิ่งกลับบ้านเลยเพราะคิดถึงคุณมากละก็ อย่างงี้น่าแฮปปี้ใช่มะ งั้นก็ฉวยจังหวะบอกเค้าไปสิว่าเค้านั้นมีค่าสำหรับคุณแค่ไหน? บอกเลยไม่ต้องเขินหรืออาย

2. คุณใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของแฟนซำเหมอ


อย่าง บางคู่คบกันมาจนรู้ใจกันไปถึงไหนๆแล้ว ว่าต่างฝ่ายต่างชอบอะไรและไม่ชอบอะไร เพราะงั้นเวลานัดกันเป็นหมู่คณะไปทานข้าวกับบรรดาเพื่อนๆของทั้งสองฝ่าย คุณในฐานะแฟนที่แสนน่ารักของเค้าก็ชิงบอกเพื่อนๆ เวลาจะสั่งอาหารได้นี่นา ว่าแฟนของคุณนั้นชอบทานอะไร หรือมีอะไรที่เค้าไม่ชอบมั่ง โดยที่แฟนคุณยังไม่ทันได้เอ่ยปากสักคำ ซึ่งรู้ไว้เหอะว่าการทำเช่นนี้น่ะ ทำให้เค้ารู้สึกเป็นคนพิเศษและซึ้งในความเอาใจใส่ของคุณน่ะซี ฮั่นแน่ เค้าคงอยากจูจุ๊บคุณก็งานนี้แหละเนอะ

3. งอนได้ แต่อย่างอนนาน

คู่ เลิฟต้องมีมั่งสิวะ ที่จะเกิดความรู้สึกไม่พอใจอะไรบางอย่างต่อกันขึ้นมาเป็นครั้งคราว เช่น วันนึงคุณเผอิ๊ญไปเจอเค้าเดินกับสาวหน้าตาน่าเอ็นดูในห้างสรรพสินค้าแห่ง นึง เห็นดังนั้นคุณก็ตรงดิ่งเข้าไปทัก อู้ยเค้าหน้าซีดเชียวโว้ย แต่ก็ยังแนะนำหล่อนว่าเป็นเพื่อน แหมแต่ดูหนิดหนมกันจังนะ ทันใดนั้นคุณก็กระซิบที่ข้างหูเค้าว่า ทำงี้ชั้นโกรธนะ แล้วก็จากไป หลังจากนั้นสักพักเค้าก็โทร.มาง้อ ทีนี้อธิบายซะเป็นวรรคเป็นเวรว่าเธอเป็นใคร? ทำไมต้องไปเดินกะหล่อนด้วย แค่นี้ยังไม่พอเค้ายังซื้อดอกไม้มาง้อ
คุณที่บ้านอีก โถ...แล้วคุณยังจะงอนอีกรื้อ! อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ช่างเถอะ เค้าไม่ได้นอกใจคุณก็พอแล้วนี่

4. ยิ้มง่าย ไม่ใช่เอาแต่ทำหน้าบึ้งหน้าบูดใส่เค้า

เวลา เจอดาร์ลิ่ง คุณควรแสดงความดีใจจนออกนอกหน้าด้วยการยิ้มให้เค้าซะนะ ไม่ว่าตอนนั้นคุณกำลังอารมณ์บ่จอยหรือเซ็งกะอะไรอยู่ก็ตาม แต่จงสลัดความรู้สึกเหี่ยวเฉานั้นออกไปให้เร็วที่สุดในยามที่เจอเค้าไงตัว ถ้าทำได้ตามนี้ เค้าก็จะเห็นคุณเป็นคนที่น่ารักที่สุดในโลกไงจ้า

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 21 กุมภาพันธ์ 2553

ทำไงถ้าไปรักแฟนเพื่อน

ในเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม...และเป็นสัตว์สังคม จึงเป็นธรรมดาที่เราๆท่านๆ จะมีเพื่อนฝูงไว้พูดคุยกัน,ปรึกษาหารือกัน, ปรับทุกข์กัน,มีความสุขด้วยกัน,ชวนกันไปเที่ยว,ชวนไปทานข้าว,ชวนไปทำบุญ,ชวน กันโดดเรียน...แต่เอ๊ะตรงนี้เป็นสิ่งไม่ดีแฮะเพราะควรชวนกันไปเรียนสิถึงจะ เท่กว่า

ดังนั้น เห็นมะ เพื่อนจึงมีความสำคัญกับพวกเราจะตายไป ส่วนใครจะมีเพื่อนมาก หรือมีเพื่อนน้อยก็แล้วแต่จะนิยมแบบไหน เอ้า...เคยเห็นมาแล้วน่ะสิ ว่าบางคนโชคดีมีเพื่อนเยอะบางทีก็มีประโยชน์ (ถ้าเจ้าเพื่อนพวกนั้นมีคุณภาพอย่างแท้จริงนะ) เพราะสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้เกือบทุกเรื่องน่ะซี

แต่ถ้าคุณมีเพื่อน โหลยโท่ยเมื่อไหร่ เมื่อนั้นไอ้เพื่อนพวกนี้อาจทำให้คุณบรรลัยได้นะเฟ้ย ดังนั้น เวลาจะคบใครเป็นเพื่อนก็ควรศึกษานิสัยใจคอกันซะมั่ง เพื่อจะได้มีเพื่อนดีให้อุ่นใจไงจ๊ะ

ที่เกริ่นถึงเรื่องเพื่อนมาตั้ง นาน มีเหตุผลนะจ๊ะ ไม่ใช่ทำเป็นพูดไปงั้น เพราะสังเกตดูเดะ ในสังคมที่ซับซ้อนสับสนทุกวันนี้ มีเรื่องที่ฟังแล้วไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว อย่างกรณี "ไปชอบแฟนเพื่อน" งี้ ว้าว...ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ควรนำมาพูดคุยกันให้มันแตกหัก...เอ๊ย ให้รู้เรื่องกันสักหน่อย คงดีไม่น้อย เพราะบางคนน่ะไม่รู้เป็นไง ชอบเผลอกันอยู่เรื่อย

โดยเฉพาะเผลอใจไปชอบแฟนของเพื่อนนี่ เหตุการณ์แบบเนี้ย เกิดได้ทั้งชายและหญิงซะด้วยดิ ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงเสียดแทงใจเพื่อนที่ถูก "หักหลัง" หรือถูก "ตีท้ายครัว" นะเฟ้ย ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้เพื่อนของคุณอย่ามาหักเหลี่ยมโหดกันหยั่งงี้เลย

มัน ไม่ใช่เรื่องที่คนดีๆ เค้าทำกะเพื่อนกันหรอก โห...หมดสิ้นหนทางจนต้องมาแย่งแฟนเพื่อนเนี่ยนะ ไอ้หยา! ฟังแล้วน่าอนาถมากกว่าน่าภูมิใจว่าปะ

เอ้า...ก่อนจะ "อิน" มากไปกว่านี้ ขอตั้งคำถามก่อนเลยละกันว่า ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับไอ้คนที่ไปแอบรักแฟนเพื่อนบ้างละจ๊ะ เช่น คิดว่าเจ้านี่ผิดมะ?

คำตอบแรกเท่าที่ไปซาวเสียงมาบอกว่า ไม่น่าจะผิดนะ ถ้าความรักครั้งนี้รักอยู่ในใจของตัวเองเพียงข้างเดียว และไม่แสดงออกหรือบอกให้แฟนเพื่อนรวมทั้งเพื่อนรู้...ก็ไม่น่าผิดอะไรนี่ ในเมื่อ "ไม่ล้ำเส้น" ซะอย่าง ความรักครั้งนี้น่าจะเป็นรักที่บริสุทธิ์ใจ เพราะไม่ได้ไปแย่งเพื่อนไง

ส่วนอีกคำตอบนึงก็ตรงข้ามกันเลย บอกว่า ผิดแน่ๆ แค่ไปติดใจแฟนเพื่อนก็ผิดแล้ว แต่จะผิดมากหรือผิดน้อย ก็ต้องดูในรายละเอียดกันอีกที เออก็ดีเหมือนกัน

งั้นถ้าโชคชะตาฟ้า ลิขิตให้คุณดันไปแอบชอบหรือมุบมิบรักแฟนของเพื่อนขึ้นมาล่ะ คุณจะทำยังไงกันดีน้า เช่น 1. ในกรณีที่คุณไปรักแฟนเพื่อน โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าหนุ่มหรือสาวคนนั้น (ในที่นี้ขอเรียกรวมๆ โดยไม่จำกัดเพศว่าเค้าละกัน) เค้าเป็นแฟนของเพื่อนมาก่อนละก็ เอ้า เรื่องพิเรนทร์นี้มีจริงนะยะ อย่าคิดว่ามีแต่ในละครหลังข่าวเท่านั้น

ใน เมื่อไม่รู้ เพราะเพื่อนก็ไม่เคยพาแฟนมาแนะนำให้รู้จักนี่หว่า จึงสันนิษฐานได้ว่าคุณคงไปเจอเค้าโดยบังเอิญละสิ แล้วคงรู้สึกถูกชะตาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ซึ่งก็เป็นธรรมดาละเนอะ ที่คุณจะเพียร พยายามเอาชนะใจเค้าให้ได้ เอ้าถ้าชอบหรือถึงกับรักเข้าเต็มเปาแล้ว มีรึที่คุณจะอยู่เฉย

รับรอง คุณต้องกล้าเข้าไปหาเค้าก่อนแถมยังหน้าด้านไปรู้จักมักจี่กะเค้าแหงๆ ซึ่งคุณจะติดต่อกะเค้าไปเรื่อยๆก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเมื่อไหร่ คุณเกิดรู้ ความจริงขึ้นมาละก็ ถึงแม้คุณจะเสียความรู้สึกและหน้าแหกยับเยินเพียงใด แต่ในเมื่อเค้ามีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว แถมยังเป็นแฟนของเพื่อนซะด้วยสิ ว้า...งี้ก็ขอให้ตัดใจ อย่าไปยุ่งขิงกะเค้าอีกเลย ถ้ารักเพื่อนจริงก็อย่าไปแย่งแฟนเพื่อนเด็ดขาด เข้าใจ๋ โดยเฉพาะถ้าเพื่อนคนนี้สนิทสนมกะคุณจนเรียกว่าซี้ปึ้กกัน ก็ยิ่งต้องตัดใจวุ้ย!

2. ถ้ายังตัดใจจากแฟนเพื่อนไม่ได้ ในช่วงแรกๆก็ไม่เป็นไร

เอ้า แล้วจะให้พูดไงดีล่ะ เพราะตัดใจจากคนที่เราชอบหรือรัก ไม่ได้เหมือนกับการตัดเชือกนี่หว่า จะได้ตัดทีเดียวขาดกันไปเลย เหตุนี้จึงต้องใช้เวลามั่ง โอเคคุณอาจต้องค่อยๆทำใจ แต่อย่าไปส่งสายตาเว้าวอน, ออเซาะ หรือมองตรงไปที่เค้าแต่เพียงผู้เดียวเชียวนะ โดยเฉพาะตอนที่อยู่กับเพื่อนซึ่งเป็นแฟนตัวจริงของเค้ายิ่งไม่ควรใหญ่ ไม่งั้นเดี๋ยวเพื่อนคุณจับพิรุธได้ แล้วคุณอยากได้ชื่อว่าเป็น "ศัตรูหัวใจ" ของเพื่อนรึไง แต่ก็อย่าทำถึงขั้นหลบสายตาทั้งเพื่อนและแฟนเพื่อนตลอดเวลาด้วยล่ะ เพราะทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติซะเลยน่ะซี ขืนทำงี้ก็ถือว่ามีพิรุธอีกนั่นแหละ ไม่เอาๆอย่าทำเลยตัว

3. หากแฟนเพื่อนดันไม่ยอมเลิกรา แต่กลับมาเล่นหูเล่นตากะคุณล่ะ

โอ้ โห แบบนี้ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย แต่ในเมื่อจิตใจมนุษย์มันยากแท้หยั่งถึง จึงพอแยกได้เป็น 2 ประเด็น คือ 3.1 เค้าใช้วิธีติดต่อกับคุณตอนลับหลังแฟนละมั้ง แล้วไอ้ที่อยากสานความสัมพันธ์กันต่อไปน่ะ หากคิดในแง่ดี...คงเพราะเค้าอาจกำลังมีปัญหากับแฟนซึ่งเป็นเพื่อนของคุณก็ ได้ เค้าถึงอยากปรึกษากับคนที่รู้จักกับแฟนเค้ามากที่สุดไง ซึ่งถ้าเค้าต้องการเพียงเท่านี้ ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางอย่างอื่น ทั้งสองจะคุยกันต่อไปก็ไม่แปลกอะไร แต่ต้องยับยั้งหัวใจของคุณให้ได้ละกันนะเฟ้ย ไม่ใช่ติดต่อกันไปมาแล้ว "ละเมอตด" คิดเข้าข้างตัวเองว่าเค้าชอบคุณก็ใจแตกแล้วงั้น ระวังเหอะเดี๋ยวได้ถูกทั้งเพื่อนและแฟนของเพื่อนรุมยำทีนหรอก...เชอะ ไม่รู้ซะแล้วว่าอะไรควรอะไรไม่ควร

3.2 ถ้าแฟนเพื่อนดันมาติดใจคุณเข้าแบบอยากได้เป็นแฟนใหม่ละก็

ถาม แฟนเพื่อนให้แน่ซะก่อนดีฝ่าว่า เค้าชัวร์แล้วหรือที่จะทำแบบนี้ ถ้าเค้าแค่อยากได้คุณไว้เป็นกิ๊ก แล้วจะยอมมะ แต่ทางที่ดีนะคุณควรออกมาจากเรื่องยุ่งๆนี้เพื่อตั้งสติซะใหม่ดีกว่าจ้า

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 7 มีนาคม 2553

สาเหตุใดหนอ ที่ทำให้แฟนเบื่อ

คุณเป็นหยั่งงี้กันบ้างรึเปล่า? แบบว่าพออยู่กับแฟนบ่อยๆเข้า ไอ้ความรักน่ะยังมีให้กันดีอยู่หรอก แต่บางครั้งบางครา คุณก็รู้สึกเบื่อแฟนขึ้นมาบ้างเหมือนกันใช่ปะ

ซึ่งอาการเบื่อเนี่ยนะ ยังเกิดขึ้นได้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงซะด้วย เช่น แฟนหนุ่มอาจเซ็งแฟนสาวที่ชอบไปสุมหัวเม้าท์เรื่องชาวบ้านกับเพื่อนๆ ซะจนลืม (หรือทำเป็นลืมก็ไม่รู้ดิ) หันมาเอาใจใส่เค้า จนฝ่ายหนุ่มเกิดเอือมระอากับพฤติกรรมช่างพูดช่างคุยของแฟนซะเหลือเกิน

ส่วน ผู้หญิงเองก็หน่ายกับการกระทำของฝ่ายชายได้ ถ้าเผื่อแฟนหนุ่มของหล่อน ไม่รู้เป็นแฟนกันประสาอะไร ชอบอ้างเรื่องงานเพื่อไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนๆหลังเลิกงานทุกที จนทำให้ฝ่ายหญิงไม่ค่อยได้เจอแฟนหนุ่ม (หนุ่มจริงอ่ะ) ของเธอเท่าไหร่นัก ขนาดวันหยุดเค้ายังอ้างที่จะออกไปเที่ยวกับใครก็ไม่รู้ จนไม่มีเวลาให้เธอ โถ...หยั่งงี้ก็ทำให้ฝ่ายหญิงน้อยอกน้อยใจรวมทั้งเคืองใจแฟนของตัวน่ะซี

แต่ การจะเบื่อหรือหน่ายแฟนกันยังไงนั้น (บางคู่บอกไม่เบื่อหรอก แต่ไม่อยากอยู่ใกล้...เอ้าไหง เป็นงี้ไปซะได้) ลองคิดดูแล้ว ลักษณะของการเบื่อก็มีอยู่ 3 แบบ เท่าที่เห็นอ่ะนะ ได้แก่ ก. พวกที่ถึงเบื่อขนาดไหน หรือเซ็งกันมากมายเพียงใด ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเลิกกัน แต่ความแตกแยกของคู่นี้จะเห็นได้จากอากัปกิริยา เช่น ไม่ค่อยมีเสียงเชิญชวนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ไปทำกิจกรรมร่วมกันเท่าไหร่นัก หรอก แบบว่าไม่ได้ไปเดินช็อปฯด้วยกัน, ไม่ได้ทานดินเนอร์ด้วยกันมานานมากๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ (สมัยยังเลิฟกันหวานแหวว) แหม ชอบกลับมา สวาปาม เอ๊ย ทานข้าวกันที่บ้านออกบ่อยๆ หรือไม่ก็นัดกันไปสวีตดินเนอร์ใต้แสงไฟนีออนจนซึ้งแกมโรแมนติกกันซำเหมอ แต่เดี๋ยวนี้น่ะเหรอ ต่างใช้ชีวิตไปตามทางของใครของมันซะแล้ว เอ้าแบบนี้มีจริงนะ ไม่ได้ฝอยหรือเพ้อเจ้อนะเฟ้ย

ข. พวกที่เบื่อกันเข้าไส้คือ เบื่อจนไม่อาจอยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้แล้ว

โอ๊ย... ไม่ต้องสาธยายก็คงรู้กันนะยะว่า คู่นี้เค้าจะลงเอยกันยังไง? แต่รู้น่าว่าอยากให้บอกใช่มะ ว่าสุดท้ายคู่นี้ก็ต้องเลิกราหรือแยกย้ายกันไปตัวใครตัวมันน่ะซี แบบนี้จะไปเหลือเยื่อใยกันอีกเรอะ

ส่วน ค. คู่ที่เบื่อกันแค่ครั้งคราว หรือเซ็งกันชั่วคราวไม่ถึงขนาดเบื่อกันถาวร

ดัง นั้น คู่นี้จึงไม่เหม็นหน้ากันนาน อาจเพราะยังรักกันอยู่ด้วยแหละ จึงเกิดอาการนี้ก็ได้ เช่นฝ่ายใดฝ่ายนึงดันไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจขึ้นมาน่ะซี พอไม่ชอบก็เซ็ง แบบนี้น่ะเยอะ

งั้นสัปดาห์นี้ เรามาพินิจพิเคราะห์กันดีฝ่าว่า มีการกระทำอย่างใดบ้างน้า ที่อาจทำให้คู่ที่เป็นแฟนกันรู้สึกไม่เอ็นจอย หรือเบื่อกันขึ้นมาได้ง่ายๆ ซึ่งขอยกตัวอย่างให้ฟังละกัน เช่น 1. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดว่าตัวเองถูกเสมอ ส่วนอีกฟากก็ต้องผิดตลอด

โอ้โห เห็นคู่รักมีนิสัยเป็นหยั่งงี้กันมาเยอะแล้ว แหมไอ้ประเภทชอบคิดว่าตูถูกเสมอ และเอ็งผิดตลอดนี่ แล้วจะไม่ให้เซ็งกันได้ไงวะ เอ้า เล่าเรื่องน้องอ้อยให้ฟังก็ได้ หล่อนมักถูก "แฟนตัวดี" กล่าวหาเสมอแหละว่า ไม่ค่อยเอาใจใส่เค้าเลย ทั้งๆที่หล่อนโคตรเอา ใจเค้าจะตายไป ไม่ว่าจะเป็นการดูแลซักผ้ารีดผ้าให้ หรือหาอาหารให้ทานเกือบทุกมื้อ แต่แฟนของหล่อนก็ยังชอบกล่าวโทษเธออยู่เรื่อยว่ารีดผ้าไม่เรียบบ้างล่ะ หรือถ้าวันไหนเขาต้องเข้าประชุมกับลูกค้าแล้วต้องใส่ชุดที่ดูดีกว่าทุกวัน

แต่ เผอิญเธอไม่รู้ว่าเค้าต้องการใช้สูทนี่หว่า จึงยังไม่ได้นำไปซักแห้งให้...โอ้โห แฟนหล่อนงี้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่าไม่รู้จักจัดแจงและเตรียมเสื้อผ้าหรูเลิศไว้ให้เค้าใช้ยามฉุกเฉิน! ทั้งๆที่ไอ้นี่ไม่เคยบอกหล่อนซะหน่อยว่าจะใช้เสื้อผ้าแบบไหนมั่ง...ทีไม่บอก ก็ไม่คิดว่าตัวเองผิดมีด้วยเว้ย

เฮ้อ...เห็นน้องอ้อยเป็นขี้ข้าหรือว่าเป็นแฟนที่ควรทะนุถนอมกันแน่วะเนี่ย!

2. เบื่อเพราะไม่ชอบแฟนหนุ่มที่ไม่ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเลย

อ้าว มีนะจ๊ะ ที่สาวบางคนพอมีแฟนแล้ว มาพบในภายหลังว่า ไอ้แฟนตัวดีนี่น่ะ หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็นำไปใช้จ่ายเท่านั้นแหละ ไม่เคยเหลือหรือช่วยเจียดรายได้ของเค้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ กันและกันมั่งเลย อู๊ย...ฟังแล้วมันเศร้าไหมล่ะ

แต่นี่ยังถือเป็น ตัวอย่างจิ๊บๆนะ เพราะเคยมีแฟนหนุ่มบางคนเป็นจำพวกที่ "ขอเงินแฟนสาวใช้" ยังมีเลย เพราะตัวเองใช้เงินมือเติบไง จึงต้องมารีดไถเอากะฝ่ายหญิง โหใครมีแฟนแบบนี้ถือว่าซวยจ้ะ ซวยจริงๆ

3. เบื่อเพราะชอบโกหกกันบ่อยๆ แล้วใครชอบมั่งอ่ะ

ก็ เข้าใจล่ะนะว่าเป็นแฟนกัน บางครั้งก็ต้องมีการโกหกเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายชายถูกฝ่ายหญิงถามว่า หล่อนอ้วนไหม? แต่แม้ แฟนสาวจะอวบ แถมรูปร่างใหญ่ ทว่าหนุ่มที่ไม่อยากให้แฟนเสียใจก็มักพูดปลอบใจว่า "เธอไม่อ้วนซะหน่อย" เออถือเป็นเรื่องที่ดี ตรงข้ามกะไอ้พวกแฟนหนุ่มที่ชอบซุกกิ๊ก หรือไปติดสาวที่ไหน แล้วพอแฟนสาวจับได้ ก็รีบปฏิเสธว่าไม่จริ๊ง ไม่จริง เค้าไม่เคยไปติดใจใครที่ไหนสักหน่อย ก็อย่าให้แฟนสาวจับได้ไล่ทันนะเฟ้ย เพราะถ้าหล่อนรู้ความจริงเข้า ไอ้แฟนหนุ่มคนนี้ก็ไม่น่าเชื่อถือต่อไปแล้วไงล่ะ แถมยังทำให้หล่อนเซ็งกะไอ้นี่ชะมัดเลย

4. มีเหมือนกันที่หนุ่มๆหน่ายแฟนสาวที่ไม่ยอมให้กุ๊กกิ๊กด้วย โถ หนุ่มๆจะสนอะไรมากไปกว่าเรื่องบนเตียงล่ะจ๊ะ ถ้าเมื่อไหร่เค้าเกิดอารมณ์ ปรารถนาขึ้นมา เค้าก็ย่อมอยากให้แฟนมีส่วนร่วมในอารมณ์พิศวาสด้วยแหงๆ แต่ฝ่ายหญิงบางคนอาจไม่ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเค้าในช่วงนั้น จึงทำให้ แฟนหนุ่มจ๋อยไปเลยก็ได้ งั้นควรไปสร้างความเข้าใจให้รู้เรื่องกันซะก่อน

5. เบื่อเพราะหนุ่มบางคนเป็นประเภทซกมกสุดๆ เพราะสาวๆส่วนใหญ่รักสะอาดไง แต่พอมามีแฟนที่ไม่สนใจเรื่องความสะองสะอาดหรือไม่แคร์ เชื้อโรคขึ้นมา ฝ่ายหญิงย่อมเซ็งแหง ๆ เนอะ

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 14 มีนาคม 2553

มารยาทการออกเดท ให้เค้าอยากไปกะคุณ

คุณคิดว่า การชวนใครสักคนออกเดทหรือชวนคนที่คุณหมายปองไปเที่ยวด้วยกัน เพื่อจะได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น...นั้นยากไหม? อู้ย...คำถามนี้สำหรับบางคนน่ะเหรอ ตอบง่ายจะตายไปจ้ะ ว่าเรื่องชวนใครไปเดทน่ะทำได้ซำบายมาก แหมแค่ชอบใครสักคน แล้วทำใจกล้าหน้าด้าน และเดินเข้าไปชวนเค้า...มันก็ไม่น่าจะยากนี่นา!....อ๋อ ใช่เดะ ถ้าพูดงี้ก็ไม่ยากหรอก แต่ "ใครคนนั้นที่คุณชอบ" เค้าจะยอมโอเคด้วยรึเปล่านี่สิ...ก็ไม่แน่ใช่ไหมล่ะ

เออแล้วหวัง ว่าความใจกล้าบ้าบิ่นของคุณที่จะเข้าไปขอเดทกับใครนั้น จะเป็นคนที่คุณรู้จักมักจี่กันมาก่อนนะ คงไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าที่คุณได้แต่มองและเล็งไว้เป็นแฟน...แต่เพียงฝ่าย เดียวหรอกนะท่าน โอ้โห...หากคุณบ้า เอ๊ย...กล้าถึงขนาดเข้าไปชวนเค้าออกเดทหรือไปขู่ (เล็กๆ) ให้เค้าไปกะคุณ ทั้งๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลยละก็ มันแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าเกินกว่าที่คนธรรมดาเค้าทำกันน่ะซี

ฉะนั้น ถ้าจะชวนใครออกเดทด้วยละก็ อย่าลืมว่า พวกคุณทั้งคู่ควรรู้จักกันมาบ้าง ย่อมดีกว่าไม่รู้จักมาก่อน ขนาดรู้จักกันเนี่ย เชื่อมะบางคู่ยังโชว์ความเคอะเขินใส่กันเลย แล้วถ้าไม่รู้จักล่ะ รับรองน้อยคนนักที่จะยอมไปด้วยแหงๆ ดีไม่ดีเค้าจะคิดว่า ยายคนที่มาชวนเค้าเดทนี่ไม่รู้มีสติสตังค์เต็มบาทรึเปล่า จู่ๆโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้แล้วมาชวนเฉยเลย งี้จะไปทำไมให้เสียเวลาฟะ

แต่...แต่ บางคนที่ถูกชวน ก็อาจคิดไปอีกมุมนึงก็ได้นะว่า "ถ้ากล้าชวน ก็กล้าไป" แบบนี้อาจมี ทว่า ผลลัพธ์ของการไปเดทกันจะประทับใจแค่ไหน หรือพอถึงวันนัดจริง เค้ากลับไม่ปรากฏตัวให้เห็น แล้วปล่อยให้คุณยืนชะเง้อรอเก้อละก็ แสดงว่าเค้ารับชวนคุณไปงั้นแหละ หรือถ้าเค้าโผล่มา แต่โผล่มาแบบยกแก๊ง เช่น ชวนเพื่อนของเค้ามาด้วย หรือชวนแฟนของเค้ามาด้วย เพื่อจะบอกว่า เค้ามีเจ้าของแล้ว แถมยังมีดีกว่า "คนชวน" ซะอีก เอ้างี้ ก็ซวยหน้าแหกไปเลยดี้

นี่ไงถึงบอกว่า ถ้าไม่รู้จักกันสักนิดสักหน่อยมาก่อน แล้วจะรู้ได้ไงว่า เค้าโสด, เป็นม่าย, มีแฟนแล้ว หรือไม่งั้น เค้าจะเป็นสุภาพชนพอที่คุณซึ่งเป็นฝ่ายชวน จะไว้ใจเค้าได้ไหม...ไงยะ

ส่วน คนที่มักได้รับชวนไปออกเดทน่ะ คุณผู้อ่านที่น่ารักคิดว่าใครคนนั้นมักมีคุณสมบัติอะไรบ้างล่ะ ถึงได้มีใครๆมาติดใจเค้าเนี่ย โถๆ...คำถามนี้ตอบได้สบายบรื๋อว่า ผู้ที่มักได้ใจจากทั้งคนใกล้ตัวและคนไกลตัว ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติทำนองนี้น่ะซี ได้แก่...

@ มีอัธยาศัยดี แบบว่า สามารถพูดคุยกับทุกๆคนได้ แถมหลายๆคนก็อยากทักทาย และสนทนาภาษาดอกไม้กะคนแบบนี้ซะด้วย ยกเว้น ถ้ารู้ว่าคนที่เข้ามาคุยเป็นโจร, ขโมยหรือพวกบ้ากาม, เฒ่าหัวงู คงคุยด้วยไม่ไหวว่ะ ขอเผ่นก่อนดีฝ่า ว้าย! ใครจะไปหลงเจรจาต้าอ้วยกะพวกนี้เล่า

@ หน้าตาธรรมดาก็ได้ แต่ขอให้พอดูดี, มีความน่ารัก อยู่มั่ง เพราะคนเราจะชอบกันได้ พบว่าหลายคนใส่ใจกับหน้าตาของคนที่เค้าจะชอบนะ แหมแต่ไม่ต้องสวยเหมือนหยั่งนางงาม หรือหล่อเป็นแมนเหมือนนายแบบหรือดาราก็ได้ แค่น่ารักน่าเอ็นดูก็โอเคแล้ว

@ เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ข้อนี้สำมะคัญกว่าหน้าตาอีก อ้าวเห็นบางคนหน้าตาดี๊ดี แต่ถ้าใครอยู่ใกล้ด้วย กลับทำให้ไม่สบายใจก็เยอะ เคยเจอมะ หน้าตาดีแต่จู้จี้ขี้บ่น, หน้าตาดีแต่ใจดำ, หน้าตาดีแต่ชอบให้คนอื่นเอาใจอยู่ข้างเดียวก็ไม่เอาด้วยหรอก อีกอย่าง ควรเป็นคนมองโลกในแง่ดี ด้วยจะยิ่งแจ๋วมากๆ ซึ่งถ้าใครมีคุณสมบัติเหล่านี้ ก็ไม่ต้องตกใจหากจู่ๆ ดันรู้ว่ามีใครก็ไม่รู้มาแอบชอบ จนอยากขอออกเดทด้วย หยั่งนี้ถือว่าเป็นคนโชคดีในเรื่องความรักนะเนี่ย รู้มะ

แล้วการจะชวนกันไปออกเดท ก็ต้องมีกติกามารยาท ทั้งที่ควรทำ และไม่ควรทำ นะจ๊ะ จะได้ทำให้คู่เดทของคุณประทับใจ จนอยากพบกันบ่อยๆ และพัฒนาความสัมพันธ์ชนิด "ฝันให้ไกล ไปให้ถึง" แบบฝันอยากคบกันเป็นแฟน ก็สมใจนึกไงล่ะ มาดูมารยาทของการออกเดท เช่น...

1. เวลาออกปากชวนคนที่คุณชอบ ทางที่ดีควรชวนเค้าด้วยตัวคุณเองดีฝ่านะ

ก็ ในเมื่อพวกคุณทั้งคู่รู้จักกันบ้างแล้ว ถ้าติดใจเค้าจริงและอยากรู้จักเค้าให้ลึกซึ้งด้วยการเจอกันฉองต่อฉองละก็ หาจังหวะและเวลาที่เค้ากำลังหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วเข้าไปชวนดูดิ

โอ เคล่ะ ถ้าเค้าจะทำท่าอึ้งกับการเปิดเผยความในใจของคุณ คุณก็ต้องทำใจดีสู้หน้า "คนที่คุณชอบ" เข้าไว้ แต่ไงก็อนุญาตให้คุณเขินอายได้บ้าง ซึ่งถ้าเค้าตอบว่า เยส (เต็มใจไปเดท) กะคุณละก็ แสดงว่า เค้าก็อยากรู้จักคุณเช่นกัน ดังนั้นพอถูกชวนปุ๊บ เค้าจึงตอบโอเคปั๊บ

แต่ถ้าคุณให้เพื่อนไปชวนให้นะ บางทีผลลัพธ์อาจไม่ออกมาสมูธ (ราบรื่น) หยั่งงี้ก็ได้ เพราะถ้าเค้าขอคิดดูก่อน หรือคิดในใจว่า ขนาดมาชวนยังไม่กล้ามาเอง แล้วจะไปออกเดทกะเค้าจริงรื้อ? ไม่งั้นเค้าก็คิดไปนู่นเลยว่า "ฝ่ายที่ชวน" นี่จะมาไม้ไหนกันแน่? ก็แย่น่ะซี

2. ควรไปให้ตรงตามเวลานัดนะจ๊ะ ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายให้เสียเวลา เพราะถ้านัดหวานใจก็ไม่ควรให้เค้าต้องรอ แต่คุณนั่นแหละควรไปรอเค้า รอแล้วขอให้มาเหอะว้า!

3. อย่าเอาแต่ถามถึงฐานะของเค้า แต่ควรชวนคุยเรื่องทั่วๆไป เช่น มีพี่น้องกี่คน?, งานอดิเรกชอบทำอะไร?, ชอบเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษบ้าง เพราะถ้าเอาแต่ถามเรื่องฐานะการเงินการงานของเค้าละก็ เค้าต้องนึกแน่ๆว่า อย่าสนแต่เรื่องเงินได้ไหม ...หันมาสนตัวตนที่แท้จริงของเค้าดีกว่า เพราะเป็นคำถามที่ชวนอึดอัดฉิบเป๋งเลยขอบอก

4. อย่าเดทกะเค้าจนเมาหัวราน้ำ ถ้าชวนกันไปดื่มก็ดื่มแค่เบาะๆพอ หาก "คอไม่แข็งจริง" อย่าซ่าเชียว หวังว่าคงไม่อยากจบลงด้วยการมีเซ็กซ์กันตั้งแต่เดทแรกหรอกใช่ปะ.

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 28 มีนาคม 2553

ข้อดีของการมีแฟนอารมณ์ดี

เข้าสู่หน้าร้อน (หรือฤดูร้อน) กันแล้ว อากาศที่ ร้อนอบอ้าวชวนหนีร้อนไปพึ่งเย็นอย่างนี้ อาจทำให้จิตใจของใครบางคนว้าวุ่น, กลุ้มใจและ สับสนขึ้นมาได้ง่ายๆเหมือนกัน โดยเฉพาะผู้ที่เกิดไปมีปากเสียงหรือทะเลาะเบาะแว้งกับแฟนเข้าให้ ในช่วงนี้ บางทีกระจิตกระใจของพวกเค้าอาจร้อนรน ยิ่งกว่าความร้อนแรงของอากาศซะอีก ดังนั้นถ้าเป็น ไปได้ บรรดาคู่รักทั้งหลายก็อย่าเผลอไปสร้างปัญหาให้แก่กันและกันเลย...อ้าว!ที่ เตือน เพราะเห็นนี่หว่า ว่ามีนะบางคนเกิดหงุดหงิดกับอากาศร้อน จึงพาลไป หาเรื่องเอากับแฟนเฉยเลย โธ่เอ๊ย ถ้าใครขืนมีแฟนแล้วโกรธกันง่ายขนาดนี้ สู้อย่ามียังจะดีซะกว่า

โถ...อากาศบ้านเราน่ะ มันร้อนจริงและร้อนนาน (แต่บางทีฝนก็ตกแซมๆลงมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้ นะเฟ้ย) จึงหวังว่าทุกท่านจะตั้งรับกับสภาพอากาศแบบนี้กันได้เป็นอย่างดีนะจ๊ะ เพราะถึงไง พวกเราก็หนีอากาศร้อนไปไม่พ้นกันอยู่แล้ว จึงอย่าปล่อยให้อากาศมาทำให้อารมณ์เราร้อนตามไปด้วยละกัน

อ้อ...พอ พูดถึงเรื่องนี้ แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า เพิ่งมีเพื่อนเปรยขึ้นมาให้ได้ยินหยกๆว่า เคยมีแฟน เป็นคนอารมณ์ร้อนแล้วไม่ชอบเลย อยากมีแฟนเป็น คนอารมณ์ดีมั่ง ..... อู้ย ก็แหงละจ๊ะ ใครๆก็อยากมีแฟนเป็นคนอารมณ์ดีและเอนจอยกับการใช้ชีวิตกับคนที่เค้ารักและ รักเค้าทั้งนั้นแหละ

แหม...ใครฟะอยากมีแฟนเป็นพวกขี้หงุดหงิด หรือเป็นคนอารมณ์แปรปรวน แบบว่าเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวน่ารัก เดี๋ยวน่ากลัว เดี๋ยวน่ากอด เดี๋ยวน่าถีบ...เอ๊ย...น่าผลักไสไล่ส่ง บ้างล่ะ

เพราะ ถ้าเลือกได้ ก็ขอมีแฟนเป็นคนอารมณ์ดี กันน่ะซี แต่...แต๊ แต่อย่าลืมนะว่า คนอารมณ์ดีก็มีสิทธิ์ที่จะอารมณ์เสียได้, หงุดหงิดได้ เป็นบางครั้งบางคราเหมือนใครๆนั่นแหละ เพราะยังเป็นปุถุชนคนธรรมดานี่หว่า กระนั้นอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดของพวกเค้า ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นแล้วหายเร็ว ไม่ทันไรก็กลับมาเป็นคนอารมณ์ดีเหมือนอย่างเดิมได้แล้ว คนประเภทนี้จึงมีเสน่ห์น่าอยู่ใกล้ และถ้าสามารถจีบมาเป็นแฟนได้ก็ยิ่งดี โอ๊ะโอ แนะให้หาแฟนที่มีคุณสมบัติอย่างนี้กันเลยวุ้ย!

ข้อดีของการมี แฟนอารมณ์ดีนั้นมีเยอะกว่าการมีแฟนอารมณ์ร้ายและใจยักษ์ ไงล่ะจ๊ะ อ่ะคิดดูนะ ถ้าท่านมีแฟนเป็นคนอารมณ์ดีละก็ โลกของคุณจะโสภาสถาพรดังนี้ เช่น.....

1. ถ้ามีแฟนอารมณ์เอนจอย ย่อมช่วยให้ คุณอยู่ใกล้เค้าแล้วหายเครียดได้น่ะซี

หลัง จากที่ตรากตรำทำงานมาทั้งวัน แค่เรื่องงานที่ถาโถมเข้าใส่ก็ทำให้คุณทั้งเหนื่อยกายและเหนื่อยใจแล้วใช่ ม้า ดังนั้นพอถึงเวลาเลิกงาน คุณย่อม อยากกลับบ้านไปเจอแฟนที่พร้อมจะยิ้มต้อนรับคุณ และคุยกันในเรื่องสัพเพเหระได้ โดยไม่เอาเรื่องบ้าบอคอแตกมาแหย่ให้คุณโกรธหรือทำให้คุณเครียด กับชีวิตส่วนตัวอีกแหงๆ แหม...เพราะแค่เรื่องงาน บางทีก็ทำให้คุณเครียดพอแล้ว ถ้าเผื่อแฟนยังมาทำให้ชีวิตส่วนตัวเครียดด้วยอีก แล้วจะทนกันไปได้อีกนานแค่ไหนเชียว

ดังนั้นถ้ามีแฟนที่รู้จักปล่อย วาง ไม่นำความ เครียดที่เค้าก็คงมีเหมือนกัน มาพาลใส่คุณ แต่ในทางตรง กันข้าม เค้ากลับรู้จักยิ้มให้และทักทายคุณด้วยดีเวลากลับมาเจอกัน ที่บ้าน ว่ามะ เจ้าพฤติกรรม แบบนี้น่าทำให้ทั้งคู่

รู้สึกดีที่มีกันและกันนะ ถ้าอยู่ใกล้แล้วทำให้มีความสุข...ก็ขออยู่กะคนนี้ดีฝ่า

2. มีแฟนอารมณ์ ดี ช่วยสร้างเสียงหัวเราะให้ คุณได้

การ มีแฟนอารมณ์ดี เค้าย่อมหาเรื่องมาพูดคุยให้คนใกล้ชิด อารมณ์ดีตามไปด้วยแน่นอน จะว่าคนอารมณ์ดีเค้ามีพรสวรรค์ช่วยทำให้คนใกล้ตัวเอนจอยกะเค้าไปด้วยก็ได้นะ เพราะการที่เค้าเป็นคนยิ้มง่ายและหัวเราะง่าย ก็ลองคิดดูสิว่า วันๆเค้าย่อมมองโลกในด้านบวกมากกว่าด้านลบ แบบแทนที่จะมองว่า ไอ้นี่ก็เป็นปัญหา ไอ้นั่นก็สร้างปัญหา เค้ากลับคิดว่า ทุกสิ่งในโลกถึงแม้มันจะมีปัญหาของมันก็จริง แต่ "ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม" เค้าจึงไม่ซีเรียสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินเหตุไงล่ะ

ดัง นั้นแทนที่เค้าจะมีสีหน้าเคร่งเครียด...แต่เค้ากลับคิดว่า โอ๊ยจะไปซีเรียสทำไม เดี๋ยวทุกสิ่งทุกอย่างก็มีทางออกของมันเองแหละ ว่าแล้วก็ชวนแฟนคุยถึงเรื่องที่ทำให้หัวเราะไปด้วยกัน ไม่ดีกว่าเรอะ เห็นมะ...มีแฟนหัวเราะง่ายก็ช่วยผลักดันให้เราหัวเราะตามไปด้วยแหละว้า มีงี้ รักตายเลยเนอะ

3.มีแฟนอารมณ์ดีช่วย ทำให้โลกของคุณเป็นสีชมพู

เพราะ แฟนจะทำให้คุณรู้ซึ้งถึงคำว่ารัก มากกว่าความเกลียดชังหรืออิจฉาคนโน้น อิจฉาคนนี้ไงล่ะตัวเอง อีกอย่างการมีแฟนแบบที่เค้า เป็นอยู่นี้ ก็เท่ากับคุณโชคดีอย่างมหาศาลแล้ว งั้นคุณ จะไปอิจฉาใครให้ใจตัวเองเป็นทุกข์ทำไมฟะ แค่อยู่กะ แฟนแล้วทำให้สุขใจ...ต่อให้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

4. มีแฟนอารมณ์แจ่มใสหยั่งงี้ มีแววว่าเค้าจะเข้ากับเพื่อนคุณได้ดีแน่นอน

เวลา มีแฟนหรือมีสุดเลิฟ ก็ต้องมีบ้างที่คุณต้องพาแฟนให้ไปพบกับเพื่อนๆ กลุ่มก๊วนของคุณมั่งสิ ดังนั้นหากแฟนของคุณเป็นคนอารมณ์ดี ก็ทำ ให้คุณสบายใจไปอย่าง ว่ายังไง้ยังไงซะ แฟนของคุณต้องสามารถทำตัวเป็นกันเองและเข้ากันได้กับเพื่อนของคุณแหงๆ เพราะคนอารมณ์ดี มักมีอัธยาศัยดีด้วย...เป็นของคู่กัน ดังนั้น คุณจึงสบายใจได้ถ้าจะควงเค้าออกงาน แถมเพื่อนๆจะชอบความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของแฟนคุณซะด้วยนะ

5. มีแฟนอารมณ์ดีช่วยให้คุณมีความคิดและไอเดียดีๆได้นะ

แทน ที่เวลาอยู่ด้วยกันจะเอาแต่หาเรื่องทะเลาะ เบาะแว้ง แต่คู่ที่อารมณ์ดี มักจะเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันเพื่อคิดและทำในสิ่งที่ดีๆมากกว่า ฉะนั้นเวลาได้รับมอบหมายจากที่ทำงานให้คิดโปรเจกต์ใหม่ๆขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็ สมองของคุณย่อมปิ๊งไอเดียแจ๋วๆได้อย่างรวดเร็วแหงๆ เพราะไม่มีเรื่องอื่นมาทำให้รกสมองไง แต่อย่าลืมละกันว่า คุณเองก็ควรอารมณ์ดีกะแฟนด้วยนะฮ้า จะได้เหมาะสมกันที่ซู้ดไง

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 11 เมษายน 2553

อะไรบอกว่าคุณมีใจให้เค้า

เป็นเรื่องธรรมด๊า...ธรรมดาเหลือเกินที่คนเราจะรู้สึกชอบหรือรักใครขึ้นมา สักครั้ง หรือบางคนอาจเกิดแบบนี้ขึ้นหลายๆครั้งในชีวิตก็ได้...ไม่แน่นะ ทั้งนี้ เจ้าความรู้สึกชอบหรือรู้สึกรักนี่ ส่วนนึงมักเกิดขึ้นจาก "อาการถูกชะตา" กับใครคนนั้นขึ้นมาก่อนนั่นแหละว้า เช่น เห็นหน้าค่าตาเค้าแล้วปิ๊งทันที เพราะคุณชอบคนหน้าแบบพระเอกในละครอยู่แล้วนี่ ไม่งั้นคุณอาจชอบที่นิสัยความเป็นพวกไม่เรื่องมากของเค้าก็ได้ หรือถ้าเผื่อเค้าเป็นคนมีเมตตาและสนใจช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้คุณน่าจะสังเกตเค้ามานานพอสมควร จนรู้ว่าเค้าเป็นคนที่มีจิตใจดีแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำสักหน่อยก็เลยชอบ...ใช่มะ

ซึ่ง คนที่มีคุณสมบัติที่ใครๆก็อยากเข้าไปตีสนิทและเข้าไปคบหาสมาคมด้วยน่ะรึ ก็มักหนี ไม่พ้นคนที่มีลักษณะแบบนี้น่ะสิจ๊ะ เช่น ก.เป็นคนหน้าตาพอใช้ได้ ไม่ต้องถึงกับดีมาก แต่ดูแล้วน่าเข้าใกล้ก็คนนี้แหละ ข.มีบุคลิกที่เป็นกันเองกับทุกคน ไม่ได้เป็นคนหลุกหลิกหรือขี้ระแวงจนเกินไป และไม่แสดงว่าข้าเป็นเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ ตลอดจนคิดว่าตัวเองอยู่ในชนชั้นที่เหนือกว่าคนทั่วไปก็ไม่ไหวอ่ะ

ค.มี หน้าตาต้อนรับแขก แบบว่า ใครมาดีก็ดีด้วย ใครยิ้มให้ก็ยิ้มด้วย เป็นคนเปิดกว้าง ที่จะรับฟังความเห็นของผู้อื่น หรือใครจะเข้ามาชวนคุยก็คุยด้วยได้เป็นอย่างดี หยั่งงี้ ก็น่าพิสมัยนะ

ง.ให้ ความใส่ใจและจริงใจกับคนที่เข้ามาหาทุก คน เพราะไม่ได้เป็นคนหน้าไหว้ หลังหลอกนี่หว่า แถมยังหักหลังใครไม่เป็นซะด้วยสิ โถ...หากใครได้รู้จักกับคนแบบนี้ก็คบเข้าไปเถอะ ส่วนจะคบไว้เป็นเพื่อน, เป็นพี่, เป็นน้อง หรือเป็นแฟนซะเลยก็ตัดสินใจเข้าซะนะ

และในทาง ตรงข้ามก็หวังเป็นอย่างยิ่งด้วยว่า คุณสมบัติเหล่านี้จะมีอยู่ในตัวของท่านผู้อ่านเช่นกันนะฮ้า เพราะตัวคุณเองจะได้เป็นที่หมายปองของผู้อื่นเหมียนกันไง

ว่าแล้ว สัปดาห์นี้ก็อยากชวนคุยกันถึง เรื่องของคนที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองน่ะกำลังชอบหรือ รักใครสักคนอยู่รึเปล่าน่ะซี ที่ไม่แน่ใจเพราะอาจไม่เคยรักใครมาก่อนก็ได้ จึงไม่รู้ว่า "รัก" นั้นคืออะไรยังไงล่ะ เหตุนี้บางทีคุณซึ่งเป็นคนที่ยังไม่แน่ใจว่า ความรู้สึกที่มีให้ต่อใครคนนึง (และรู้จักมักจี่กันแล้วเนี่ยนะ) มันใช่รักรึเปล่า? เอ๊ะหรือคุณคิดกะเค้าแค่เป็นเพื่อนกันเท่านั้น

ก็ ลองสำรวจตัวเองละกันว่า หากคุณมีพฤติกรรมดังที่จะร่ายยาวให้ฟังต่อไปนี้ละก็ แสดงว่าคุณมีใจให้เค้าแบบอยากชวนมาเป็นแฟนแล้วล่ะ ไม่ใช่อยากเป็นแค่เพื่อนกันซะหน่อย ดังนี้ 1. เวลาคุณพูดถึงเค้าให้เพื่อนคนอื่นๆฟังหรือเล่าถึงเค้าให้พี่น้องของคุณฟัง คุณมักพูดถึงเค้าในทางที่ดีมากกว่าไม่ดี ซึ่งอาจเป็นเพราะเค้าเป็นคนดีด้วยล่ะมั้ง คุณจึงมักคิดถึงแต่สิ่งดีๆที่เค้าปฏิบัติต่อคุณให้เพื่อนๆคนอื่นๆได้รับรู้ กันอย่างทั่วถึง ถึงแม้ว่าคนรอบข้างของคุณยังไม่ได้ถามถึงเค้าสักแอะ แต่คุณก็อยากเล่าให้ฟังอ่ะ มีปัญหา อะไรรึปะ...โอ๊ย ชื่นชมกันขนาดนี้ ถ้าไม่รักก็ แย่แล้ว

2. เวลาคุณเจอเค้า คุณมักยิ้มให้โดยอัตโนมัติใช่มะที่ยิ้มให้เพราะคุณรู้สึกดีกับเค้าน่ะซี ดังนั้น พอเจอหน้าเค้าเมื่อไหร่ จึงทำให้ คุณอารมณ์ดี, แจ่มใสและร่าเริงตามไปด้วย เนี่ยถ้าไม่ชอบอย่างมากๆ (หรือรักเข้าไปแล้วก็ไม่รู้ สิ) แล้วจะเรียกว่าอะไรกันล่ะ

3. ลองคนรอบข้างของคุณพูดถึงเค้าในทางเลวร้ายดูสิ คุณจะรีบแก้ต่างให้เค้าทันที เพราะใครจะรู้จักเค้าไปมากกว่าคุณอีกล่ะ ในเมื่อคุณกับเค้า สนิทสนมกันนี่นา ดังนั้น ถ้าใครพูดถึงเค้าในทางที่ บิดเบือนจากความจริงละก็ คุณนี่แหละจะแอ่นอกมาช่วยเสริมสร้างความเข้าใจซะใหม่ ด้วยความเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ฮี่โธ่มนุษย์ก็เงี้ย บางทีก็เข้าใจอะไรผิดๆไปบ้าง คุณจึงต้องช่วยเค้าไง

4. แต่บางที คุณอาจเกิดความกังวลใจถึงการแสดงออกในบางอย่างของเค้าก็ได้ เช่น เกรงว่าเค้าอาจเป็นหนุ่มแอ๊บแมน คือไม่ได้เป็นชายจริงแต่พยายามเป็นแมนเพื่อไม่ให้ใครสงสัย ซึ่งไอ้ที่ทำให้ คุณกังวลน่ะ ก็เพราะคุณเป็นห่วงเค้ามากกว่าใครนั่นเอง โถ...กลัวว่าต่อมแต๋วของเค้าจะแตกออกมาหรือจ๊ะ ถึงเป็นห่วงกันขนาดนี้ แต่อ่ะ บางทีการเป็นคนเนี้ยบ, ชอบสีชมพู, ไม่เจ้าชู้และไม่ดื่มเหล้า เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะต้องเป็นแต๋วเสมอไปหรอกนะยะ

อย่าแตก ตื่นเกินไปนักเลย แต่ความใส่ใจในตัวเค้าของคุณกลับแสดงว่าคุณคิดกะเค้าไม่ธรรมดานะเนี่ย เพราะถ้าไม่รักไม่ชอบแล้วจะห่วงไปหาอะไรเนอะ ห่วงตัวเองไม่ดีกว่าเรอะ

5. ถ้าคุณมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ คุณ มักนำเรื่องนี้ไปปรึกษากะเค้าก่อนซำเหมอรึเปล่า จ๊ะ? เอ้าก็แหงสิยะ หากคุณมีเรื่องสำคัญอะไรเกิดขึ้นในชีวิต นอกจากคุณจะชอบเล่าให้เค้าฟังแล้ว บางอย่าง ถ้าต้องตัดสินใจว่าจะทำยังไงดี คุณยังนำเรื่องนั้นๆไปปรึกษาเค้าด้วย เช่น ถ้ามีคนทักให้คุณไปเปลี่ยนชื่อซะ คุณก็จะนำหัวข้อนี้ไปถามเค้าแล้วว่าคุณควรเปลี่ยนชื่อดีรื้อ ในเมื่อชื่อของคุณที่พ่อแม่ตั้งให้น่ะก็ไพเราะเพราะพริ้งอยู่แล้วนี่นา ที่ถามก็เพราะอยากได้ความมั่นใจนั่นเอง...เนี่ยถ้าไม่รักไม่ชอบ แล้วจะไปถามเพื่ออะไรกัน แบบนี้แสดงว่าเค้าเป็นคนพิเศษแล้วล่ะ

6. ถ้าคุณไปตัดผมทรงใหม่มา คุณก็อยากให้เค้าเห็นเป็นคนแรกล่ะซี

โถ ในเมื่อคุณมีอะไรใหม่ๆ ก็ย่อมปรารถนาจะให้ เค้าเห็นเป็นคนแรกแหงๆ แถมอยากให้เค้าชมด้วยแหละว่า คุณตัดผมทรงนี้แล้วน่ารักหรือสวยดีนะ ใช่ไหมล้า

7. หากเค้าชวนคุณไปเดท หรือทานอาหารด้วยกันสองต่อสอง คุณจะรีบโอเคทันที อ้าว...เมื่อเค้าอุตส่าห์อยากอยู่กับคุณตามลำพัง แล้วมีรึที่คุณจะเซย์โน มีแต่อยากเซย์เยสแอนด์เยส สิไม่ว่า แถมคุณยังอยากให้เค้าเป็นคนเลือกร้านอาหารให้ด้วยซ้ำ เพราะคุณมั่นใจนี่ว่าเค้าจะเลือกร้านอาหารได้ถูกใจคุณแน่ๆ อุ๊ย...ถ้าเป็นไปได้ขนาดนี้ก็แสดงว่าคุณมีใจให้เค้าเต็มเปาแล้วล่ะฮ้า

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 18 เมษายน 2553

ทำไงให้สบายใจในช่วงที่เครียด

คุณผู้อ่านเคยเครียดมั่งมะ แบบว่า แฟนทำอะไรไม่ได้ดังใจ เช่นทำตัวเกกมะเหรกเกเร หรือ ไม่พอใจที่มีมือที่ 3 เข้ามาในชีวิตคู่จนเกือบทำให้ต้องแยกทางกะแฟนซะแล้วไหมล่ะ รึไม่งั้นสถานการณ์บ้าน เมืองก็ทำให้เครียดขึ้นมาซะงั้น แถมยังมีสาเหตุอีก

มากมายหลายประการอย่าง หางานทำไม่ได้ก็เซ็ง, แฟนไม่เคยมาเอาอกเอาใจเราเลย แต่ให้ความสำคัญกับบุคคลภายนอกมากกว่า โอ๊ยงี้น่าเหยียบเนอะ

ที่ พูดเรื่องเครียดหรือเซ็งในอารมณ์ขึ้นมาคราวนี้ ก็เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มักไม่มีใครได้อะไรอย่างใจไปซะทั้งหมดไงล่ะ ดังนั้นจึงต้องมีมั่งแหละที่บางครั้งหรือหลายครั้งย่อมถูกสิ่งแวดล้อมมากระ ทบให้ไม่สบายใจหรือไม่พอใจบ้างล่ะว้า เหตุนี้ควรถือซะว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องธรรมชาติที่พวกเราต้องประสบพบพานเข้าสักวันละกัน บางทีจึงทำให้อารมณ์ขุ่นมัวบ้างก็ควรหาทางออกกันไป

ซึ่งหลายๆคนก็ มีความคิดดีๆที่จะคลายเครียดกันนะจ๊ะ อย่างเคยไปถามน้องจุ๋ม พนักงานบริษัทวัย 25 ปีว่า ถ้าอะไรก็ตามทำให้เธอเครียดหรือเซ็งชีวิตขึ้นมา แล้วน้องจะหาทางออกกันยังไงรึ?

โอ้โห น้องจุ๋มตอบแบบไม่ทันต้องคิดก็ได้ความว่า จะเดินไปเช่าหรือขอยืมดีวีดี (ของเพื่อน) ที่เป็นหนังตลกมาเปิดดูที่บ้านสิคะ ดูของพวกนี้แล้วจะได้ลืมความว้าวุ่นใจไปได้ มั่ง "แต่หนูไม่ชอบหนังตลกไร้สาระที่มีคำพูดหยาบคายหรอกนะ ถ้าเลือกได้ขอดูหนังคอมเมดี้ (ตลก) ที่มีระดับกว่านี้หน่อย อย่างเรื่องบ้านฉัน...ตลกไว้

ก่อน (พ่อสอนไว้), Kick-Ass (เกรียนโคตรมหาประลัย) หรือหนังรักโรแมนติกไปเลยเรื่องนิวยอร์ก ไอ เลิฟ ยูดีกว่า" ก็ถือเป็นอีกทางเลือกนึงที่ไม่เลวนะเนี่ย

ส่วนน้องนุช เจ้าของกิจการส่วนตัววัย 30 อัพ (30 ปีขึ้นไป) บอก ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็อ่านหนังสือแนวธรรมะสิ เพื่อให้ใจได้สงบนิ่งซะมั่ง แต่ก็ยอมรับแหละว่า หากไม่สบายใจแล้วจะให้ไปคว้าหนังสือแบบนี้มาอ่านเลย บางทีก็ยังทำใจไม่ได้ "เราอาจต้อง อ่านหนังสือการ์ตูนหรือนิตยสารอะไรก็ได้นำทางไปก่อน แล้วพออารมณ์ดีขึ้นหน่อย ค่อยอ่านเรื่องธรรมะทีหลัง" อ่ะฮ้า ก็ดีนะจ๊ะ

ดัง นั้นสัปดาห์นี้ จึงอยากชี้แนวทางสำหรับผู้ที่มีอาการเครียด-เซ็ง-หรือรู้สึกกดดันจากสภาพแวด ล้อมต่างๆนานาให้มีอารมณ์แจ่มแจ๋วและหลีกเลี่ยงความรู้สึกขมขื่นใจหรือซึม เศร้าไปให้ไกลๆ เพราะโลกนี้ยังมีสิ่งสวยงามให้พวกเราได้ชื่นชมกันอีกเยอะ อย่ามัวแต่เซ็งไปเลยนะฮ้า

เอาเป็นว่า ถ้าคุณเบื่อโลกเมื่อไหร่ เอ้า...ก็เครียดเหลือเกินนี่หว่า คุณควรหาทางสร้างความสบายอกสบายใจให้ตัวเองอย่างทันทีทันใด อ่ะก็จะมัวช้าอยู่ไย ด้วยการลองทำงี้สิ....

1.ถ้าอารมณ์บ่จอย จนทำให้รูสึกครั่นเนื้อครั่นตัวเมื่อไหร่ ก็หาเรื่องจัดงานปาร์ตี้มันซะเลย เช่นชวนเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ เพียงไม่กี่คนก็ได้ ออกไปทานข้าวกัน งานนี้ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นมื้อไหนนะ แต่ถ้าเป็นมื้อเช้าคงไม่มีใครอยากไปด้วยหรอก เพราะเพื่อนบางคนอาจตื่นสายน่ะเซ่ งั้นเลี่ยงไปเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น มื้อค่ำแทนละกัน เนื่องจากตอนที่เครียด ไม่ควรอยู่คนเดียวนะ เดี๋ยวใจจะยิ่งฟุ้งซ่านคิดอะไรเตลิดเปิดเปิงไปไงเล่า จึงต้องหาเพื่อนมาช่วยดึงความรู้สึกเราเอาไว้ก่อน

2.ถ้าอารมณ์บ่จอย งั้นชวนแฟนหรือชวนเพื่อนไปเที่ยวหดีฝ่า

นัด กันในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือจะใช้สิทธิ์พักร้อนก็ว่ากันไป แล้วก็ตะลอนๆทัวร์ไปเที่ยวต่างจังหวัดซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้ หรือนัดแนะกันไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัดก็โอเคทั้งนั้น ขอให้เพื่อนที่มีบ้านอยู่ต่างจังหวัดนั่นน่ะ เค้ายินดีต้อนรับคุณก็ละกัน แล้วไม่ใช่ไปสร้างความเดือดร้อนให้เค้านะเฟ้ย แต่ควรสร้างความรู้สึกดีๆและผูกพันกับเพื่อนเข้าไว้...มิตรภาพจะได้มั่นคง และยั่งยืนไงเพ่

3. ถ้าคุณเป็นคนที่ใกล้ชิดและสนิทกับสมาชิกในครอบครัว งั้นเล่าสิ่งที่ทำให้คุณเครียดให้พวกเค้าฟังและรับรู้บ้างก็ได้ อย่าทำเป็นมุบมิบคิดฟุ้งซ่านอยู่ในใจตามลำพัง

บางทีการเล่าเรื่องที่ ทำให้คุณไม่สบายใจให้พ่อแม่พี่น้องได้รู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรหรือหาทางออกใน ด้านไหนยังไม่เจอ พวกเค้าจะได้ช่วยให้คำปรึกษาและแนะทางออกที่แจ่มแจ๋วให้คุณไงล้า โถ ถึงว่า คนเดียว หัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนก็ยิ่งสบาย แล้วจะเป็นคนเก็บกดอยู่ทำไมยะ

ระบายความแค้นเอ๊ยระบายความเซ็งออกมาซะมั่ง แล้วจะรู้สึกโล่งอกโล่งใจ...เชื่อดี้

4. ถ้าเครียดจนร้อนลุ่มกลุ้มใจซะจนนอนไม่หลับ

ต้อง หัดปล่อยวาง อย่านำเรื่องที่ทำให้คิดมากหรือสถานการณ์ที่ทำให้คุณเครียดมามัวย้ำคิดย้ำทำ เลยนะตัว บางทีหากคุณคิดมากไปอาจไม่ช่วยให้คุณแก้ไขอะไรได้เลยก็มี...แล้วจะเก็บมา กังวลให้ร้อนลุ่มเหมือนใจเราถูกไฟเผาทำไมเล่า ทางที่ดีหันไปลบล้างความกังวล แล้วหานมอุ่นๆดื่มก่อนเข้านอนจะได้หลับสบายกันเถอะ แต่ถ้ายังไม่หลับอีกจะลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้านจนเหนื่อยแล้วค่อยเข้านอนก็ ได้

5. ถ้าเซ็งนัก ก็คว้าโทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนดิ

เห็นมี การส่งเสริมให้ใช้โทรศัพท์บ้านกัน ก็หมุนหมายเลขโทร.ไปหัวร่อต่อกระซิกกะเพื่อนซะหน่อยจะเป็นไรไป แต่ควรเลือกเพื่อนที่จะคุยด้วยเป็นคนที่เฮฮาและชอบทำให้เพื่อนฝูงมีความสุข หน่อยนะ ไม่ใช่ เลือกคุยกับเพื่อนที่เคร่งเครียดเหมือนกัน แหมงี้แล้วจะช่วยให้หายบ้าเอ๊ยหายเซ็งได้ไงฮ้า

6. ถ้ากังวลใจหรือเครียดละก็ หาอาหารอร่อยๆกินกันเถอะ

แต่ ต้องเป็นของอร่อยจริงๆนะ เพราะเวลาเครียดหรือกำลังไม่มีความสุขมักไม่ค่อยอยากทานอาหารสักเท่าไหร่ใช่ ปะ บางคนน่ะเบื่ออาหารไปเลยด้วยซ้ำ กระนั้นถ้าอยากสลัดความเครียดออกไปซะมั่ง คุณก็นึกสิว่าตัวเองอยากทานอะไรมากที่สุด และถ้ายิ่งรู้ว่าสิ่งนั้นมีขายที่ไหน? ....แล้วจะรออะไรอยู่จ๊ะ บึ่งไปทานอย่างว่องไวซะเลยซี งานนี้ห้ามกลัวอ้วน เพราะอาหารอร่อยช่วยให้คุณมีความสุขได้น้า

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 02 พฤษภาคม 2553
ในเมื่อสภาพการเมืองและสภาพเศรษฐกิจไม่เป็นใจให้คู่รักคู่เลิฟบางรายจัด งานฉลองมงคลสมรสกันในเวลานี้ เหตุนี้คู่รักบางคู่ที่ยังไม่พร้อมจึงต้องร้องเพลง "รอ" กันต่อไป แต่ถึงเป็นงี้ ก็รู้น่าว่า คู่รักที่มั่นใจต่อกันอย่างสุดๆ ย่อมไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆที่ขัดขวางพวกเค้าเอาไว้อย่างแน่นอน ก็ถ้ารักจริงหวังแต่งซะอย่าง ไม่ว่าจะเลื่อนไปวันใดย่อมไม่เปลี่ยนใจหรอกน่า

พูด ถึงเรื่องคู่รักหรือคู่ที่เป็นแฟนกันนี่ก็มีประเด็น ให้ฝอยกันเยอะ เพราะบางคู่นี่รักกันม้าก มาก แถมรักกันจริง รักกันจังซะด้วย ดังนั้น เมื่อทั้งคู่มีอายุพอสมควรแล้วจึงเลือกที่จะแต่งงานกันอย่างเป็นทางการไปซะ เพื่อแสดงให้รู้ไงว่าฝ่ายชายนั้นให้เกียรติกับฝ่ายหญิงและครอบครัวของฝ่าย หญิงนะเฟ้ย...ซึ่งกรณีนี้น่าสนับสนุน เพราะแสดงว่ามีความจริงใจ ต่อกันน่าสรรเสริญ

แต่หนุ่มสาววัยรุ่นสมัยนี้ไม่รู้เป็นไง ไฟราคะมันชอบสปาร์ก (ไฟลุกพึ่บ) กันเร็วมาก จึงชอบหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่ด้วยกันก่อนแต่งจนเห็นกันชินตาไปซะแล้ว สงสัยเพราะฮอร์โมนมันพลุ่งพล่านคล้ายขีปนาวุธอยากพุ่งออกจากฐานละมั้งก็เลย ห้ามจิตห้ามใจกันไว้ไม่ไหว พอได้จับไม้จับมือกันเข้าหน่อย ก็เขยิบไปจับโน่นจับนี่ เช่น จับแขน แตะไหล่ เอามือของอีกฝ่ายลูบผมของอีกคน ไม่งั้นบางทีฝ่ายนึงก็ไปนั่งตักของอีกฝ่าย ซึ่งดูๆไปถ้าทำกันแค่นี้ในที่สาธารณะก็ไม่น่าเกลียดแถมน่ารักด้วยซ้ำ

แต่ ขอแนะว่า ถ้าอยากทำอะไรมากกว่านั้น ก็เชิญระเห็จไปลูบไล้กันในห้องสองต่อสองเถอะนะ เพราะยังไงๆ ธรรมเนียมไทยก็ยังอยากให้หนุ่มสาวรักนวลสงวนตัวอยู่ดีละว้า

ซึ่งน่า ชื่นใจที่หนุ่มสาวบางคนยินดีที่จะเป็นแฟนกันไปก่อนสักระยะนึงแล้วค่อย "มีอะไรกัน" เพราะไม่อยากรีบที่จะมีเซ็กซ์ให้ยุ่งยากใจไงล่ะ เอ้าอย่าลืมนะจ๊ะ ถ้าคุณพร้อมที่จะมีเซ็กซ์กัน ละก็ ทั้งคู่ควรพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อกันและกันด้วย ไม่ใช่จับมือกันโดดขึ้นเตียงเพราะความไวไฟ, อยากรู้อยากเห็น, อยากลอง และรักสนุกเท่านั้น...ไม่ได้นะเฟ้ย

เมื่อไปถาม คุณเอ๋ สาวพนักงานบริษัท วัย24 ปี ว่า กล้าที่จะอยู่กับแฟนก่อนแต่งไหม? น้องหนูบอกกล้านะ เพราะพ่อแม่อยู่ต่างจังหวัดไง จึงปล่อยให้เธอทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ โอ้โหยิ่งไกลหูไกลตาบุพการี...เอ้า หยั่งงี้ถ้าจะอยู่กะแฟนมันก็ง่ายนิดเดียว แต่ๆเอ๋บอกว่าอย่าเพิ่งเสี่ยงดีกว่า เพราะถ้าทำงี้ เราควรมั่นใจว่า คนที่เราจะอยู่ด้วยเป็นคนดี เพียงพอ แบบว่าเป็นคนสม่ำเสมอและไม่ใช่คนตอแหลหรือรักง่ายหน่ายเร็วจริงปะ เพราะเดี๋ยวเกิดอยู่กันไปแล้ว เค้าดันถีบเราทิ้ง เนื่องจากไม่ได้รักจริง...ก็แย่ดิ

แต่หากเปลี่ยนข้างไปถามฝ่ายชายใน คำถามเดียวกันนี้บ้าง คุณเจ วัย 25 ปี เปิดเผยด้วยความหื่น...เอ๊ย...ด้วยความปากไว แถมใจตรงกันทันทีว่า ทำไมจะไม่กล้าอยู่กะแฟนก่อนแต่งล่ะ ผมว่าดีออก ผมจะได้มีคนช่วยทำความสะอาด, ช่วยเอาผ้าไปซัก, ช่วยดูแลอาหารการกิน....เอ๊ะไอ้ที่พูดมาเนี่ย ท่าทางเริงร่าเพราะอยากมีแฟนมาเป็น "คน (รับ) ใช้" มากกว่านะมึง...เอ๊ย...นะเฟ้ย! เออหยั่งงี้ก็มี

ดังนั้น สัปดาห์นี้ไม่อยากมัวถามเรื่องกล้าหรือ ไม่กล้าอยู่กะแฟนก่อนแต่งแล้ว เพราะส่วนใหญ่กล้ากันทั้งนั้น แต่ก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป โดยเฉพาะฝ่ายชายนี่ดี๊ด๊า "อยาก" กันเป็นพิเศษ

เหตุนี้จึงฝอยเรื่อง อยู่ก่อนแต่งแล้วทำให้รักมั่นคงจริงรึ? กันดีก่า เพราะกระแสอยู่ก่อนแต่ง มันกลายเป็นไฟลามทุ่งไปแล้วนี่หว่า ซึ่งก็มีข้อสังเกตไว้เตือนใจ ดังนี้ เช่น...

1. อยู่ก่อนแต่ง จะทำให้รักมั่นคงได้ไง ในเมื่อส่วนใหญ่เห็นเบื่อกันง่ายเหลือเกิน เอ้า พูดก็พูดเถอะ แม้แต่คนที่แต่งงานแต่งการกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว คู่รักคู่นั้นยังเบื่อกันได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับพวกที่อยู่ด้วยกันก่อนแต่งโดยไม่ผ่านพิธีวิวาห์จะไม่ เบื่อกันฮึ!...เป็นไปไม่ได้หรอก

มีแต่จะเบื่อกันง่ายซะยิ่งกว่า ปอกกล้วยเข้าปากสิไม่ว่า เพราะคู่ที่อยู่ก่อนแต่ง ไม่มีอะไรให้ต้องรู้สึกผูกพันกันมากกว่าคู่ที่แต่งงานกันไง (ยกเว้นคู่ที่อยู่ ก่อนแต่งนั้น เลิฟกันสุดใจจริงๆ และรู้สึกว่าพวกเค้าเกิดมาเพื่อกันและกันเท่านั้น...จึงอาจเบื่อกันน้อยมาก ก็ได้ ว่าแต่คู่ที่เป็นแบบนี้จะมีสักเท่าไหร่เชียว)

2. อยู่ก่อนแต่ง ไม่ได้รับประกันเสมอไปว่าจะพัฒนาไปสู่การแต่งงานจริงๆเพราะบางคู่คบกันอย่าง ฉาบฉวยมากๆ บางทีอยู่ด้วยกันเพราะอยากแค่แชร์ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเช่าห้อง, หารกันจ่ายค่าน้ำค่าไฟ, ช่วยกันออกค่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเดือนไหนมีรายได้น้อยแล้วต้องเจี๊ยะอย่างประหยัด ก็ต้องพึ่งมาม่า, ยำยำ, ไวไวไปตามเรื่อง ดังนั้น เมื่ออยู่กันด้วยเหตุผลนี้ แล้วคิดว่านั่นคือความรักเรอะ เป็นงี้แล้วจะนำไปสู่การแต่งงานได้ไง ในเมื่อมาอยู่กันเสมือนเป็นหน่วยเฉพาะกิจซะมากกว่า

3. อยู่ก่อนแต่ง ยิ่งทำให้เสียโอกาสที่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะได้พบกับคนที่ดีกว่าที่อยู่ด้วยกันตอนนี้ คิดดูละกันว่า หากคุณอยู่กะใครสักคนแล้ว พอเกิดไป เจ๊อะกับคนที่คุณมั่นใจมากกว่าว่า ใครคนนี้คือคนที่ "ใช่" เพราะปรารถนาอยากมีแฟนแบบนี้มานานแล้ว ก็โห เค้าทั้งเป็นห่วงเป็นใย, เอาอกเอาใจ และมองคุณว่าน่ารักน่าคบมากกว่าไอ้คนที่อยู่ด้วย เนื่องจากมีความละเอียดอ่อนและเข้าใจผู้หญิง ซึ่งตรงข้ามกับหนุ่มที่อยู่ด้วย ปัจจุบันเพราะมันชอบแซวคุณว่าเป็นแม่มันไปซะแล้ว

โถ...ถ้าเป็นงี้ แล้วคุณจะรู้สึกเสียดายไหมล่ะ ว่าถ้าไม่รีบร้อนด่วนได้ คุณอาจจะเจอใครอีกมากมายหลายคนที่ดีกว่าคนที่คุณตัดสินใจอยู่ด้วยไปแล้วก็ ได้ รู้งี้ไม่รีบดีกว่าเนอะ

4. อยู่ก่อนแต่ง ก็แค่ทำให้สนุกกับการมี เซ็กซ์ประเดี๋ยวประด๋าว....เอ๊ะรึว่า เล่นกายกรรมกัน อยู่หลายวันฮ้า! ซึ่งแม้จะชอบ แต่ฝ่ายหญิงเสียเปรียบฝ่ายชายอยู่ดีล่ะน่า อ่ะอย่าลืมนะฮ้าว่า ถึงแม้เค้าจะใส่ถุงยางอนามัย แต่ถึงใส่ก็มีสิทธิ์ทำให้สาวท้องได้ อีกอย่างบางทีชายลืมใส่ถุงก็มี ดังนั้น ขืนสาวเกิดท้องขึ้นมา แล้วฝ่ายชายไร้ความรับผิดชอบ ไอ้ที่เคยสนุกจะกลายเป็นทุกข์ถนัดไปน่ะเซ่.

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 09 พฤษภาคม 2553

ทำไงถึงรู้ ว่าเค้ายังรัก?

ยามมีความรัก หนุ่มสาวย่อมปรารถนาอยากให้แฟนมาคอยเทคแคร์, ดูแลและเอาใจใส่ ทั้งนั้นแหละเนอะ เพราะคนเราบางทีก็ใช่ว่าจะคว้าใครมาเป็นแฟนกันง่ายๆซะที่ไหน ดังนั้น พอ "รักลงล็อก" สามารถชวนใครมาเป็นแฟนได้ทั้งที ก็ควรยินดีปรีดาและทุ่มเท "รักนี้" ให้แก่กันและกันอย่างมีความหมายเข้าซี ซึ่งหลายท่านสมควรได้คะแนนเต็มด้านดูแล "รักของเรา" ได้สุดยอด...ไปเลย

แต่ เอ๊ะทำมั้ย ทำไมบางคู่พอรักๆกันไป ไหง เกิดความรู้สึกเสียวจี๊ดขึ้นมาก็ไม่รู้สิว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องไปให้เวลากับแฟนมากนักก็ได้ จึงหันไปบ้างาน, ติดเพื่อน, ติดเกม (คอมพิวเตอร์), ชอบเที่ยวกลางคืน และมีข้ออ้างอีกสารพัดสารเพ จนทำให้ต้องห่างเหินจากแฟนไปอย่างน่าเสียดาย...ซึ่งอันที่จริงพวกที่เค้าทำ แบบนี้ คืออ้างว่าไม่มีเวลาให้แฟนน่ะ จะเสียดายรึเปล่าก็บ่ฮู้ แต่ผู้เขียนน่ะกลืนน้ำลายเอื้อกๆ เพราะเสียดายแทนซีฮ้า อ่ะก็พวกที่มีแฟนแล้ว มักใจเย็นคิดว่ามี "ของตาย" อยู่ในมือ จึงทำเป็นเพลินไม่สนใจว่าแฟนของตัวจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร...แล้วสักวันจะ รู้สึก! ว่าคุณได้พลาดเวลาที่ควรแบ่งปันทุกข์และสุขกับแฟนไปแล้วนะเฟ้ย ซึ่งตรงนี้มักเป็นต้นตอของปัญหาชีวิตคู่ตามมาเสมอ ดังนั้น หากคู่ใดไม่อยากมีปัญหาร้าวลึกกะแฟนจากจุดเริ่มต้นที่ว่า "มีรักแต่ดันไม่มีเวลา" ก็หาทางแก้ซะนะ

แต่เออ มีเหมือนกันที่บางคนไม่อยากให้แฟนมาอยู่ใกล้ๆเค้า ด้วยการ อ้างว่าอยู่ใกล้กันแล้วมันจั๊กเดียม แบบว่าจะทำอะไรก็ทำได้ไม่ถนัด เพราะแฟนมาคอยเซ้าซี้ทำให้เสียสมาธิอยู่นั่น...อ้าว! หรือบางทีอยู่ใกล้กัน แทนที่จะได้จู๋จี๋หยอกล้อกัน แต่เปล่าหรอก กลับหันมากัดกัน...เอ๊ย ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมากกว่า เช่น เผอิ้ญ...เกิดพูดอะไรไม่ถูกหูแฟนขึ้นมา ก็เอาแหละเริ่มเซ็งขี้หน้ากันแล้ว เนี่ยแสดงว่าเป็นคู่กรรมคู่เวรกันละซี ถึงอยู่ใกล้กลับทำให้ใจร้อนรน เป็นงี้ไปซะได้

เหตุนี้คู่เลิฟจึงควรเว้นวรรค ทำนองว่า เว้นระยะห่างจากกันเอาไว้มั่งก็ได้ เพราะเท่าที่พรรณนามาทั้งหมดก็ไม่ได้เชียร์ให้ต้องตัวติดกันซะหน่อย เพียงแต่อย่าห่างเหินหมางเมินในขณะที่รักกันก็พอ ซึ่งของแค่เนี้ยทำได้สบายมากหรอกรู้น่า

งั้นสัปดาห์นี้จึงอยากจะฝอย ถึงเรื่อง ทำไงคุณถึงรู้ว่าแฟนของคุณยังรักคุณอยู่ คงแจ๋วแหววไปเลยนิ เพราะอย่างว่าล่ะพอเป็นแฟนกันนานเข้า บางทีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจเริ่มสงสัยขึ้นมาก็ได้ว่า แฟนของตัวน่ะยังรักกันเหมือนเดิมอย่างเมื่อก่อนรึเปล่า? อ่ะก็เดี๋ยวนี้ อะไรๆมันเปลี่ยนกันง่ายๆนี่หว่า

ดังนั้น การสงสัยอย่างนี้จึงไม่ใช่ทำไปเพื่อจะหาเรื่องกันหรอกนะ แต่อยากได้รับการคอนเฟิร์มหรือยืนยันมากกว่า ว่าแฟนยังเลิฟคุณอยู่ไม่เสื่อมคลาย งั้นพิสูจน์จากสิ่งไหนกันดีล่ะ เอาละวา เริ่มจากสิ่งนี้ละกัน เช่น 1.เค้ายังอยากจูงมือคุณอยู่เลย แสดงว่าไม่ได้รังเกียจคุณซะหน่อย

เวลาที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน สังเกตเอาละกันว่า เค้าชอบคว้ามือคุณมาจูงไปนู่นไปนี่ด้วยกันเหมือนแต่ก่อนไหม? หากเค้ายังทำแบบนี้อยู่ ก้อหมาย ความว่าความรักที่เค้ามีต่อคุณยังไม่จางหายไปไหนน่ะสิจ๊ะ อู้หูเคยเห็นปะ ว่าบางคู่นะไม่รู้ เป็นไง ยิ่งอยู่ด้วยกันนานๆเข้าชักเดิน ถอยห่างจากกันแฮะ

บาง คู่รักกันมาปีนึงก็สมมติว่าเดินห่างกัน 5 ก้าวแล้ว ถ้ารักกันนาน 2 ปีก็เดินห่างกัน 10 ก้าว งี้หากรักกัน 5 ปี คงเดินห่างกันประมาณ 25 ก้าวไปเลยดิ เออทำงี้บางคู่อาจรู้สึกดี เพราะทำให้ไม่อึดอัดก็ได้ แต่จะมีสักกี่คู่เชียวที่ชอบแบบ นี้จริงๆ แหมมีแต่อยากให้แฟนเห็นความสำคัญของอีกฝ่ายมากกว่าสิยะ กระนั้นการเดินห่างกันของคู่รักเนี่ย เหมือนเป็นการกระทำโดยอัตโนมัติว่ามะ เหตุนี้ถ้าเค้า (แฟนคุณ) ยังคว้ามือคุณให้มาเดินเคียงกันละก็ เท่ากับเค้ายังเลิฟคุณล้ำลึกเหมือนเดิมไงล่ะ...ไชโย

2. เค้ายังอยากแต๊ะอั๋งทีเผลอกับคุณรึเปล่าล่ะ? ถ้าใช่ก็ชัวร์

ชัว ร์ว่า เค้ายังหลงเสน่ห์มหาระรวยที่คุณเคยแอบมาเป่ากระหม่อมเค้าไว้ไงล่ะ...อิอิ แต่ที่จริง คุณไม่ต้องใช้ "รากราคะ" หรือ "น้ำมันพราย" มาปลุกเร้าให้เค้าหลงคุณจนโงหัวไม่ขึ้นร้อก เพราะคุณน่ะ มีดีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เช่น เป็นสาวน่ารักน่าจุ๊บ, มีกิริยามารยาทดี, พูดจาก็ไพเราะเสนาะหู แถมหุ่นยังเช้งกระเด๊ะเซ็กซี่อยู่เลย ซึ่งหากเป็นงี้ เค้าย่อมอยากสัมผัสเรือนร่างบางส่วนบนตัวคุณอยู่แหงๆ

อ่ะถ้าเค้ายัง อยากจุ๊บๆคุณ, อยากกอดคุณบ้าง หรืออยากอุ้มคุณ (ถ้าคุณไม่อ้วนจนเกินไป) ก็นั่นแหละ แสดงว่าเค้ายังมองว่าคุณคือคู่แท้สองโลก...เอ๊ย โลกเดียวกันกะเค้าแน่นอน

3. เค้ายังตามคุณไปช็อปปิ้งไหมล้า ถ้าคุณไปช็อปฯแล้วเค้ายังตามไปด้วยก็แหงซะ ว่า "รักนะ ...เด็กโง่" เอ้ามีหนุ่มจำนวนไม่น้อยเชียวนะที่ไม่สน, ไม่อยากและไม่ชอบไปช็อปปิ้งกับแฟนสาว เพราะเค้ารู้ดีนี่ว่า ผู้หญิงทั้งหลายน่ะ ถอดแบบมาเหมือนกันเด๊ะ คือชอบแวะชมโน่นชมนี่ แถมชอบเดินวนเวียนเข้าออกร้านนั้น ร้านนี้ตามห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดบิ๊กเบิ้ม ด้วยอาการนวยนาดและเดินได้ทั้งวี่ทั้งวัน ชนิดที่ว่า ต่อให้เป็นมิดไนต์เซลส์ หล่อนก็สามารถเดินเอ้อระเหยได้ถึงมิดไนต์ก็ละกัน

ซึ่ง หยั่งงี้แหละ ถึงทำให้หนุ่มๆไม่อยากไปเดินช็อปปิ้งกะแฟนสาวเท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณชวนแฟนให้เป็นเพื่อนไปเดินซื้อของด้วยกันตามห้างฯได้ อยู่ละก็ เท่ากับเค้ายังแคร์คุณอย่างมากๆไงจ๊ะ

4. เค้ายังชอบพูดคุยกับคุณ โดยเฉพาะฮัลโหลๆหากันเสมอ นี่ก็รักนะแม่คุณ แทนที่เค้าจะโทร.ไประรี้ระริกจีบกิ๊กคนใหม่ แต่เอ๊ะ...เค้ายังอยากพูดคุยและโทร.มาหาคุณเพื่อเล่าเรื่องสารพัดสารเพให้ ฟังนี่หว่า เอ้างั้นย่อมเกิดจากความผูกพันกันมากๆ...ฟันธงให้ได้เลยจ้า

การ โทร.หากันวันละครั้งอย่าคิดว่าไม่สำคัญนะเฟ้ย เพราะถ้าไม่ชอบ, ไม่รัก, ไม่คิดถึงแล้วไซร้ จะยกมือถือมากดปุ่มโทร.หากันทำไมมิทราบ ว่าแต่การโทร.หา ขอให้เป็นโทร.มาเพราะคิดถึงจริงๆเถอะ ไม่ใช่โทร.มาสั่งให้ทำนู่นทำนี่ แต่โทร.เพราะห่วงใยมีใจให้กัน...โหแฟนใครวะน่ารักจังเยย

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ 16 พฤษภาคม 2553

ถ้าแฟนนอกใจจะรับมืออย่างไร

ได้ยินข่าวของดาราสาวเจ้าของรางวัลออสการ์คนล่าสุดอย่างแซนดรา บูลล็อค ที่โดนอีตา "เจสซี่ เจมส์" อดีตสามี นอกใจ ไปมีสัมพันธ์สวาทกับกิ๊กสาว ซึ่งเป็นนางแบบนู้ดรอยสักแล้ว โอ๊ย...อกอีแป้น จะแตก โห...ทำไมถึงทำกะแซนดราซุปเปอร์สตาร์ซึ่งเป็นที่รักของมิตรรักแฟนหนังได้ ขนาดนี้นะ

แถมเจสซี่ เจมส์ ยังนอกใจอดีตภรรยาคนสวย มานานหลายปีแล้วด้วย ไม่ใช่ทำแบบนี้เพียงครั้งหรือ 2 ครั้ง อู๊ย...ขนาดตอนที่แซนดราต้องไปถ่ายทำหนังเรื่องเดอะ ไบลด์ ไซด์ ที่ทำให้เธอคว้ารางวัลเกียรติยศในฐานะดาราคุณภาพในต่างเมือง (คือต้องออกจากบ้าน ไปทำงานที่เมืองอื่น) พ่อปลาไหลอย่างเจสซี่ยังฉวย เวลานี้ไปกกอีหนูอย่างหน้าด้านๆ แล้วเนี่ย พอแซนดรา มารู้ทีหลัง เธอย่อมเสียอกเสียใจเป็นธรรมดา เพราะคิดไม่ถึงนี่ว่า อดีตสามี "จะหื่นจับ" ลุกลี้ลุกลนไปมี เพศสัมพันธ์กับสาวอื่นได้ลงคอหยั่งงี้

เฮ้อ...มิน่า เกิดเป็นเมียหลวงแท้จริงก็แสนลำบาก ใครไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะ เอ้าอย่าให้ยกตัวอย่างกรณีไทเกอร์ วูดส์ อีกคนเชียว เพราะรายนี้ใช่ย่อยซะที่ไหน มีกิ๊กเยอะซะจนไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว

ดัง นั้น จึงพูดก็พูดเถอะว่า การนอกใจของคู่รัก ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ถือเป็นการกระทำอย่างนึงที่สามารถเป็นสาเหตุทำให้ คู่รักเกิดอาการเหม็นเบื่อ, หมางเมิน และใช้เป็นเหตุผลในการเลิกรากันมากที่สุดประการหนึ่ง เลยเชียวนะ เพราะการนอกใจกันน่ะมันเป็นอะไรที่รับกันไม่ค่อยได้น่ะซี แหม... ใครจะบ้าอยากให้แฟนแอบไปกุ๊กกิ๊กกะคนอื่นล่ะเนอะ

ว่าแล้วก็อยากชวน คุยเกี่ยวกับเรื่องนอกอก นอกใจกันนี่แหละ ซึ่ง การที่คู่รักจะนอกใจกัน น่ะเรอะ สามารถเกิดขึ้น ได้หลายแบบนะ เช่น 1. นอกใจกันทีเผลอ

ก็ อย่างที่เล่าเรื่อง แซนดราให้ฟังมาแล้วนั่นแหละว่า พ่อเจ้าประคุณอดีตสามีตัวแสบของเธอน่ะ ดันฉวยโอกาสไปเมคเลิฟร่วมรักกับสาวอื่น เมื่อตอนที่ดาราสาวคนดังไม่อยู่บ้าน แต่ออกไปทำงานทำการที่เมืองอื่นไง จึงปล่อยให้อดีตสามีได้เริงร่าท้าสวาทกับสาวที่แต่ละนาง อู้หู...มีเรือนร่างอะร้าอร่าม อย่างกะ นางเอกหนังโป๊กันเลยทีเดียว เล่นนอกใจกันทีเผลอแบบนี้ ก็น่าโมโหใช่ไหมล่ะ...ฮึ่ม

2. นอกใจขณะที่แฟนสาว (หรือภรรยา) อยู่บ้านนี่แหละ แต่ฝ่ายชายออกไปสบึมกะกิ๊กที่อื่นแทน โอ๊ยมีหลายรายเลยที่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองมีแฟน เป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่ยังมักมากในกาม ดังนั้น พอเจอ สาวที่เค้าอยากเล้าโลมเข้าหน่อย ก็ปรี่เข้าไปขายขนมจีบเลย แล้วต่อจากนั้นถ้าสาวเจ้ารายนั้นดันมีใจจนยอมพลีกายให้ แล้วมีรึที่หนุ่มเจ้าชู้จะทำเฉย...โอ๊ยไม่มีซะหรอก มีแต่จะชวนกันเข้าโรงแรมมากกว่า หรือ บางทีพากันไปต่างจังหวัดให้ยิ่งไกลหูไกลตาแฟนสาวมากขึ้นด้วยซ้ำ แล้วจึงปฏิบัติการเอ็กซ์ซะเลย

3. นอกใจกับคนใกล้ตัว หรือคนใกล้ชิดนั่นแหละ

อย่าง หนุ่มบางคนไปคว้าเลขาฯมาเป็นกิ๊กงี้ อู๊ย... สงสัยเลขาฯเค้าคงสวย, เซ็กซ์, เอ็กซ์, อึ๋มด้วยละมั้ง เค้าถึงอดใจไม่ไหว หรือบางรายไปฉกน้องเมียหรือน้องแฟนมาเป็นเมียสำรองด้วยอีกคน อื้อหือ...ถ้าแฟนตัวจริงรู้เข้า คงอยากชกหน้าไอ้หื่นนี่แน่ๆ แต่ที่เด็ดสะเด่าซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไป แล้วก็คือ การที่สามีไปคว้าลูกสาวบุญธรรมมาเป็นเมีย ด้วยนี่สิ ไอ้หยา...ถ้าทำกันได้ถึงเพียงนี้ก็เชื่อเค้าเลย!

อ้อ...มีเหมือนกัน นี่หว่าที่บางที หนุ่มมักง่ายบางคนไปข่มขู่ให้ "คนรับใช้" มามีสัมพันธ์สวาทกะเค้า โดยที่สาวคนนั้นไม่ได้สมัครใจด้วยซะหน่อย งี้ถ้าจับได้ไล่ทันก็น่าตื้บไอ้นี่มันเนอะ

แล้วถ้าเผื่อคุณเกิดถูก แฟนนอกใจเข้าให้ล่ะ งั้นจะจัดการหรือรับมือกับปัญหานี้อย่างไร กันน้า โห...นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกะตัว ซะด้วยสิ ซึ่งคนที่ถูกคู่รักนอกใจน่ะ มักรับมือกับเหตุการณ์นี้ด้วยการทำแบบนี้ไงจ๊ะ ยกตัวอย่างให้ฟังละกัน

*โกรธจนไม่อยากมองหน้าด้วยซ้ำ แต่ ไม่เลิกกะมันหรอก...อ้าว!

แน่ ละสิ ถ้าคุณถูกแฟนนอกใจ คงเสียความรู้สึกน่าดู เพราะแหม...คุณย่อมตั้งความหวังเอาไว้กับความรัก และกับคู่รักของคุณไว้สูงใช่ม้า ว่าจะรักกันไปนานๆ ขนาดถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรกันเลยทีเดียว แถมยังคิดไม่ถึงซะด้วยว่า แฟนของคุณจะแอบไปมีกิ๊กมีก๊อกที่ไหนให้คุณต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับพฤติกรรม ที่เหลวแหลกของเค้า แต่ถ้าจู่ๆคุณเกิดรู้ขึ้นมาว่าแฟนนอกใจเข้าให้ซะแล้ว เชื่อเลยว่าตอนแรกๆคุณคงโมโห โกรธาเค้าจนไม่อยากอยู่ใกล้ด้วยแหงๆ แต่ถึงเป็นงี้ก็ยังอยากทู่ซี้ไม่ยอมเลิกอยู่ดี เพราะอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คุณตัดใจจากเค้าไม่ลงน่ะสิ เช่น หากมีลูกด้วยกัน ก็ไม่อยากเลิกปุ๊บปั๊บเพราะเป็นห่วงลูก หรือบางทีคุณอาจรักเค้ามากซะจนไม่อยากเลิกก็เป็นได้ จึงหยวนๆกันไป ถ้าทนได้ก็ทนไป โถ...ยังจะใส่ใจกับคนที่เค้าไม่แคร์ความรู้สึกของคุณอีกเรอะ?

*โกรธจนกลายเป็นเกลียด จึงบอกเลิกกะเค้าซะเลย

ถึง แม้เค้าจะดึงดันว่าไม่ได้ทำผิดกับคุณซะหน่อย (โอ้โห...ยังปากแข็งอีก) เพราะเค้าแค่ไปมีกิ๊กเล่นๆ ไม่ได้ คบกันจริงจัง แต่แม้คุณอยากอภัยให้เค้าก็ตาม ทว่าเค้าดันนอกใจคุณบ่อยเหลือเกิน บ่อยจนนับไม่ถ้วน แถมไม่มาแยแสหรือสนใจห่วงใยอะไรคุณเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว แบบนี้ถ้าจะโบกมือลาแล้วเดินกันคนละทางก็ยังไม่สายนะ แต่ก่อนจะจากกันถามเค้าเพื่อความ ชัวร์อีกครั้งก็ได้ว่า เค้าหมดรักคุณแล้วใช่ไหม ถึงได้ทำ กันอย่างนี้? ถ้าเค้าตอบว่าใช่ ก็นั่นล่ะ เลิกกะเค้าซะเหอะ

* ถ้าเค้าอยากจะเป็นงี้เรอะ ก็ปล่อยเค้าเป็นงี้ไปละกัน พูดนี่ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรนะ แต่บางคนกลับยอมรับได้แฮะที่แฟนจะไปมีกิ๊กหรือนอกใจที่ไหนก็ไป เพราะบางทีฝ่ายที่ถูกนอกใจอาจรู้ อยู่แก่ใจแล้วก็ได้ว่า แฟนเป็นคนเจ้าชู้ตัวเอ้แต่ยังคบกันอยู่ได้ ดังนั้น ถ้าเค้าส่ออาการนอกใจละก็ คุณจึง ทำใจรับกับสภาพนี้ได้ แม้จะหน้าชื่นอกตรมก็ตาม แต่ทางที่ดีอย่านอกใจกันเลย...เพี้ยง!

เมอร์ลิน

ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า ไทยรัฐออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2553

จิตแพทย์ชี้ความคาดหวังพ่อแม่ทำร้ายลูกทางอ้อม

ปลัด สธ.แนะโรงเรียนประเมินสภาพจิตใจเด็ก ด้าน กรมสุขภาพจิต ชี้ความคาดหวังของพ่อแม่อาจทำร้ายลูก...

เมื่อ วันที่ 7 มิ.ย. 2553 นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกรณีนักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ก่อเหตุเผาโรงเรียน ว่า คนปกติทั่วไป หากมีสิ่งมากระทบจิตใจจะสามารถควบคุมจิตใจและพฤติกรรมของตนเองได้ดี จะไม่แสดงพฤติกรรมที่ทำร้ายคนอื่นหรือทำลายสิ่งของรอบตัว แต่คนที่แสดงพฤติกรรมออกมาในทางที่ค่อนข้างรุนแรง โดยพื้นฐานอาจจะมีอาการป่วยทางจิตอยู่ก่อน ทั้งนี้ หากโรงเรียนมีการประเมินสุขภาพจิตเด็กและพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ผิดไปจาก ปกติ สามารถให้แจ้งมายังกรมสุขภาพจิตเพื่อจะได้จัดส่งนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เข้าไปเยียวยาช่วยหลือให้คำแนะนำเด็ก

ด้าน นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า วัยรุ่นเป็นรอยต่อระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก จึงมีธรรมชาติอยากลองและอารมณ์ร้อน ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องเข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นที่พยายามปรับตัวรับสิ่ง เหล่านี้ หากผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิดจะช่วยเป็นธงให้วัยรุ่นปรับตัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งสภาพสังคมปัจจุบันที่มีความแข่งขันกันสูง ทำให้สร้างแรงกดดันกับวัยรุ่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคาดหวังจากครอบครัวที่ต้องการให้ลูกมีการงานที่ดี จึงให้ลูกแข่งขันเข้าโรงเรียนดังตั้งแต่เด็ก เหล่านี้ล้วนสร้างความกดดันให้เด็ก ถ้าเด็กมีการปรับตัวที่ดีแรงกดดันก็จะไม่ส่งผลต่อสภาพอารมณ์และพฤติกรรมใน ทางที่ไม่ดีได้

ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรดูแลเด็กและวัยรุ่นด้วยความห่วงใยอย่างใกล้ชิด โดยพยายามสังเกตอาการและพฤติกรรมของเด็กว่ามีความทุกข์ใจเรื่องใดหรือไม่ และถามไถ่จะทำให้รู้ว่าบุตรหลานทุกข์ใจเรื่องใดจะได้หาแนวทางแก้ปัญหาร่วม กันได้ ส่วนตัวเด็กและวัยรุ่นเอง จะต้องค่อยๆเรียนรู้วิธีปรับตัวกับแรงกดดัน หากมีปัญหาควรที่จะบอกเล่า ระบายหรือขอคำแนะนำจากคนที่ใกล้ตัวและไว้ใจได้ เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และเพื่อน เพราะคนเหล่านี้ล้วนรักเราและพร้อมให้คำปรึกษา และขอให้ยอมรับกับตัวเองว่าตนเองไม่ได้เก่งทุกเรื่อง จะต้องมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2553
===
พรรณสิริ กุลนาถสิริ รมช.สาธารณสุข เผย เด็กมือเผาโรงเรียน จำยอมเปลี่ยนที่เรียน ตามความต้องการพ่อแม่ จนเกิดภาวะความเครียด...

นาง พรรณสิริ กุลนาถสิริ รมช.สาธารณสุข ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5/7 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่ก่อเหตุเผาอาคารเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ โดยมี นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาราชนครินทร์ ให้การต้อนรับ

นพ.ศิริศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้รับตัวนายเอ็ม(นามสมมติ)ไว้เพื่อให้จิตแพทย์ประเมินสภาพจิตใจของเด็กว่า เด็กมีปัญหาอะไร และมีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้ก่อเหตุ ซึ่งจากการที่จิตแพทย์เข้าไปพูดคุย ในเบื้องต้น เด็กให้ความร่วมมือดี และพ่อแม่ของเด็กเองก็เดินทางมาเยี่ยมลูกพร้อมกับให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิสัย และพฤติกรรมของเด็ก เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการดูแลสภาพจิตใจของเด็กได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ ตาม จิตแพทย์และทีมจิตเวช ที่เข้าไปประเมินสภาพจิตใจ จะมีการประชุมกันในบ่ายวันนี้ ในรายละเอียด เบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กมีอาการทางจิตหรือไม่ ต้องรอผลการประเมินทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุสภาพจิตใจของเด็กยังไม่ปรกติ เด็กมีอาการซึมและนิ่งเงียบเป็นบางครั้ง แต่เมื่อมีคนเข้ามาถามหรือพูดคุยด้วย ก็สามารถที่จะโต้ตอบและให้ข้อมูลได้

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จากการเข้าไปพูดคุยกับเด็ก ทราบว่าเด็กทำไปเพราะเกิดความเครียด หลังจากที่ต้องย้ายจากโรงเรียนเดิมใน จ.อุดรธานี มาเรียนที่ ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ โดยพ่อแม่ของเด็กที่เดินทางมาเยี่ยม ยืนยันว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หลังจากมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ โดยมักจะพูดอยู่เสมอว่าไม่มีความสุขเหมือนตอนเรียนที่โรงเรียนเดิม แต่เป็นความต้องการของพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่มีเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่หนึ่งจากทั่วประเทศ มาเรียนด้วยกัน

จุดนี้ ทำให้มองเห็นว่า รัฐบาลอาจต้องทบทวนแนวทางการให้การศึกษาแก่เด็ก ไม่ใช่ให้แข่งขันกันเพื่อที่จะเก่งอย่างเดียว แย่งชิงความเป็นที่หนึ่งอย่างเดียว มีระดับสติปัญญาหรือไอคิวสูง แต่ไม่ได้พัฒนาเรื่องของอีคิว หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ ตรงนี้ทุกฝ่ายคงต้องช่วยกันพิจารณาด้วย

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2553

แยกเตียงเพิ่มรัก

เตียงใหญ่นอนคู่กับเตียงเดี่ยวแยกนอน 2 เตียง แบบไหนจะช่วยเพิ่มความรักให้กันและกันดูในหนังพบว่า ชายหญิงหนุ่มสาววันแต่งงานส่งตัวก็มักจะเป็นเตียงนอนใหญ่เดี่ยวโรยกุหลาบหอม ผ้าคลุมเตียงสวยงามเป็นบรรยากาศสดชื่นปรุงแต่งขึ้นโดยโรงแรมรับคำสั่งจาก เจ้าภาพสั่งให้จัดเป็นฉากชั่วคืนเดียวหอมกันหนึ่งคืน ช่วงฮันนีมูน 7 วันก็พอทนได้ แต่พอกลับไปสู่ชีวิตคู่ที่แท้จริงแล้วต้องอยู่ใกล้ชิดกันทุกวัน ทุกเดือนทุกปี โอ้โอ 30 ปี แล้วนี่ชักต้องทบทวนแล้วว่าทำไมคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ทำไมนอนกรนดังจังหน้าตาไม่เห็นหล่อไม่เห็นสวย อย่าง 30 ปีก่อนเลยน่ะ จึงต้องระมัดระวังตัวเรื่องความใกล้ชิด ชายหญิงอยู่ใกล้ชิดกันดีหรือไม่ดีเป็นเรื่องน่าคิดน่าศึกษา เพราะสรีระร่างกายของธรรมชาติจะหลั่งสารต่าง ๆ ออกมาเป็นเหงื่อ-น้ำลาย กลิ่นตัว แก๊สในท้องที่จะผ่านออกมาทางปากโดยอาการเรอหรือทางข้างล่างที่เรียกว่า ผายลม ล้วนแต่เป็นของปกปิดเป็นของส่วนตัวที่สุด ไม่สมควรเปิดเผยแก่คนใกล้ชิดเลยทั้งในยามปกติและยามใกล้ชิดกัน ชายหญิงที่ประมาทหลังแต่งงานแล้ว ก็จะเผลอตัวลืมตัวไม่ระมัดระวังปล่อยระบายส่วนเกินออกมาโดยไม่ระมัดระวังคน ใกล้ชิดเป็นการสะสมความรังเกียจแล้วทำไมอีกฝ่ายต้องอดทน ยกเว้นเด็กอ่อน หัดคลาน หัดเดิน หากปล่อยส่วนเกินออกมาผู้ใหญ่ก็จะรีบขจัดของส่วนเกินให้ คือเห็นเป็นเรื่องขบขันด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู ตอนข้าวใหม่ปลามันช่วงสั้น ๆ ที่จะอดทนกันได้ การเรอหรือผายลมแบบเปิดเผยจึงเป็นความเป็นจริงที่ถึงตายได้ในด้านความรู้สึก ของทางเพศสัมพันธ์ในชายและหญิง โดยเฉพาะฝ่ายชายจะลืมตัวบ่อยจนหมดความหล่อตลอดจนหมดความรู้สึกทางเซ็กซ์ไป ได้เลย ทำให้ฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายต้องอดทนโดยใช่เหตุ คนใกล้ชิดเริ่มสะสมความรังเกียจให้กันและกันเป็นการขาดทุนที่ไม่คุ้มค่าเลย ยิ่งกินอยู่กันนานก็จะไม่ระมัดระวังตัว ลืมตัวบ่อย ๆ การแยกเตียงนอนจึงเป็นของจำเป็นที่ชายหญิงกลัวว่าเผลอตัวได้บ่อยทำให้อีก ฝ่ายต้องอดทนสะสม สายตาที่เคยมองอย่างเทิดทูนจะลดความรู้สึกลดลง เสียงที่เคยฟังเซ็กซี่จะเปลี่ยนเป็นเสียงที่ไม่พึงจะได้ยินซ้ำซาก ชายเป็นมากกว่าหญิง หญิงอาจจะเผลอตัวได้บ้างชอบเรอดัง ๆ บ่อย ๆ ตอนป่วยต่างฝ่ายต่างอภัยให้ช่วงที่อยู่ในสภาพป่วยอยู่แล้ว ความใกล้ชิด อีกจุดคือ จุดเร้นลับของสองฝ่าย หากไม่เรียนรู้ก็จะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงปรารถนาชายจะมีจุดอ่อนหากยังมีหนัง หุ้มปลายเปิดไม่เต็มที่ ต้องออกแรงรูดถึงจะเปิดได้เต็มที่จึงเป็นแหล่งสะสม สเมกม่า เป็นเมือกสะสมเชื้อโรคที่แห้งเกาะติดอยู่ด้านในของหนังหุ้มปลาย ติดกับบริเวณ หัวอวัยวะเพศทำให้มีกลิ่นที่ไม่ต้องการอย่างรุนแรงจนหมดอารมณ์ได้

กลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาของจุดเร้นลับของฝ่ายหญิงจะละเอียด หลายส่วนเร้นลับกว่าผู้ชายจึงต้องใช้เวลาทำความสะอาดทุกครั้งก่อนมีเพศ สัมพันธ์ยามเช้าหญิงจึงปฏิเสธบ่อย ๆ ขณะที่ถูกฝ่ายชายสะกิดขอตอนเช้าเพราะผู้ชายชอบแข็งตัวตอนเช้าจึงต้องให้เวลา ฝ่ายหญิงทำความสะอาดก่อนมิฉะนั้นจะมีกลิ่นไม่ดีขณะร่วมเพศทำให้เสียหน้าได้ ฝ่ายชายที่มีอีดีอยู่บ้างโดนกลิ่นที่ไม่สะอาดผ่านจมูกก็จะเป็นอีไม่ดีไปเลย ความใกล้ชิดบางโอกาสเป็นเรื่องจำเป็นเวลาคลอเคลียกันจมูกสัมผัสจะไปสัมผัส ถูกกลิ่นที่ชอบหากไม่แน่ใจฝ่ายชายก็ต้องฝึกหายใจด้านอื่นโดยไม่ใช้จมูกต้อง ฝึกหายใจทางปากจะได้ไม่ต้องสัมผัสกับกลิ่นที่ไม่ต้องการเป็นการป้องกันไม่ ให้เกิดอีดีในขณะใกล้ชิดกัน การกระซิบกันให้รู้ตัวก็จะได้ทำความสะอาดล่วงหน้าช่วยให้หนังรอบเพศสัมพันธ์ เข้มข้นในฉากต่อไปมีกลิ่นสะอาดมากขึ้น เพิ่มความรักได้ในขณะทุกอย่างยังสมดุลกันอยู่ ยังต้องการกันและกันอยู่ ฝ่ายหญิงก็เช่นกันหากฝ่ายชายอ่อนแอ อ่อนไวบ่อย ๆ ก็ต้องเตือนล่วงหน้าให้ฝ่ายชายพบแพทย์และฟื้นฟูให้แข็งแรง โดยเฉพาะด้านฮอร์โมนชายที่ลดลงตามอายุ

การแยกเตียงนอนช่วยขจัดปัญหาเผลอตัวปลอดภัยจากกลิ่น เสียงเรอ เสียงกรน ได้ดีช่วงเวลาใกล้ชิดก็จะเพิ่มอารมณ์เพศได้ดีอย่างนึกไม่ถึงจึงเชื่อได้ว่า ต่อไปเตียงนอนเดี่ยวจะขายดีกว่าเตียงนอนคู่

ดร.อุ๋มอึ๋ม

ที่มา: แยกเตียงเพิ่มรัก !? เสพสมอารมณ์หมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2553

ยกทรัพย์สินให้คู่สมรส

การที่สามีภริยาแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วยกันแต่ไม่มีลูก ต่อมาสามีได้ซื้อผ่อนบ้านพร้อมที่ดินในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยอยู่ร่วมกันที่บ้านหลังนี้ และเมื่อผ่อนหมดสามีได้ไปสำนักงานที่ดินและจดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินแปลง นี้ให้แก่ภริยา

ขณะนี้มีปัญหาครอบครัวซึ่งอาจต้องหย่ากัน เพราะดิฉันจับได้ว่าสามีมีผู้หญิงคนใหม่และมีลูกด้วยกัน สามีจึงทวงบ้านและที่ดินคืนจากดิฉัน อยากทราบว่าตามกฎหมายบ้านและที่ดินหลังนี้เป็นสิทธิขาดของภริยาแล้วหรือยัง หรือว่ายังเป็นสินสมรสที่เมื่อเราหย่ากันจะต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
====
กฎหมายแพ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับระหว่างสมรส ถ้าสามีหรือภริยาได้รับทรัพย์มรดกจากญาติพี่น้องไม่ว่าจะได้รับในฐานะทายาท ของเจ้ามรดกหรือได้รับจากพินัยกรรม หรือบิดามารดายกทรัพย์สินให้โดยเสน่หา ทรัพย์สินเหล่านี้ถือว่าเป็นสินส่วนตัวของสามีหรือของภริยาผู้ที่ได้รับมา ไม่ถือว่าเป็นสินสมรส และบทบัญญัติดังกล่าวมาแล้วนั้นมิได้ใช้เฉพาะกรณีบุคคลภายนอกยกทรัพย์สินให้ แก่สามีหรือภริยาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันด้วย

ดังนั้นถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวของสามียกให้แก่ภริยา ทรัพย์สินนั้นจะกลายเป็นสินส่วนตัวของภริยา ถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสของคู่สมรส หากคู่สมรสฝ่ายใดยกสินสมรสให้แก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง สินสมรสนั้นจะกลายเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้รับ คู่สมรสที่ยกให้จะไม่มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวอีกต่อไป อย่างไรก็ตามคู่สมรสที่ยกให้ต้องมีเจตนาอย่างแท้จริงที่จะยกสินสมรสให้แก่ คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเป็นทรัพย์สินที่โอนกรรมสิทธิ์อาจชัด เช่น ไปจดทะเบียนโอนทรัพย์สินยกให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง

แต่กรณีที่ทรัพย์สินนั้นไม่ต้องมีการโอนเพียงแต่การส่งมอบก็อาจเป็นการโอน กรรมสิทธิ์ได้ ดังนั้นจึงต้องระวังเรื่องการ อนุญาตให้ใช้ชั่วครั้งชั่วคราว หรือการถือวิสาสะเอาไปใช้ กรณีไม่ถือว่าเป็นการยกให้ เช่น สามีเอาชุดเครื่องเพชรประจำตระกูลของตนให้ภริยาใส่ไปออกงานเลี้ยงหลายครั้ง โดยมีเจตนาเพียงให้ยืมใช้มิได้มีเจตนายกให้แต่อย่างใด เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าสามีได้ส่งมอบทรัพย์สินให้อย่างแท้จริง เครื่องเพชรประจำตระกูลยังเป็นสินส่วนตัวของสามี เป็นต้น

กรณีที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องการยกสินส่วนตัวของตนให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น ถึงแม้เป็นสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยา ซึ่งหากการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้หย่า ตามหลักสินสมรสต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งนั้น แต่ถ้าคู่สมรสแสดงเจตนายกสินสมรสที่ตนมีกรรมสิทธิ์ด้วยแก่คู่สมรสอีกฝ่าย หนึ่งไปแล้ว แม้จะยกให้ในระหว่างที่ยังเป็นคู่สมรสก็ตาม ทรัพย์สินนั้นก็พ้นสภาพจากการเป็นสินสมรส กลายเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสผู้ได้รับการยกให้ แม้ต่อมาการสมรสอาจต้องสิ้นสุดลงด้วยการหย่า คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่อาจขอให้แบ่งทรัพย์สินที่กลายเป็นสินส่วนตัวได้อีก ต่อไป

ที่มา: ยกทรัพย์สินให้คู่สมรส คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม 2553

Sunday, June 6, 2010

สินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่ง

การที่สามีภริยาหย่ากันและได้แบ่งทรัพย์สินกันแล้วด้วย แต่ปรากฏว่าที่จริงแล้วยังมีทรัพย์สินอีกหลายรายการที่ไม่ได้นำมาแบ่งกันใน ตอนหย่า รวมทั้งที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งเพิ่งทราบเมื่อได้มีการขายให้คนอื่น อยากทราบว่าจะฟ้องเอาทรัพย์สินนั้นมาแบ่งกันอีกได้หรือไม่
====
การมีอยู่ของสินสมรสที่จะนำมาแบ่งให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากันเมื่อคู่ สมรสหย่ากันนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดไว้ว่า เมื่อหย่ากันแล้วให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยา ดังนี้

(ก) ถ้าเป็นการหย่ากันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ให้จัดการแบ่งทรัพย์สิน ของสามีภริยาตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหย่า

(ข) ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นมีผลย้อนหลังไปถึงวัน ฟ้องหย่า

ถ้าเป็นสินสมรสถึงหย่ากันไปแล้ว ก็ยังนำมาแบ่งกันได้อีก ตัวอย่างคดีที่มีการฟ้องร้องและผลของคำพิพากษา เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 1254/2538 ตัดสินว่า การที่โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดกับจำเลยและจำเลยสมัครใจหย่าขาดกับโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกันได้เป็นยุติแล้วนั้น เมื่อโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งสินสมรส โดยสินสมรสบางรายการจำเลยจำหน่ายไปแล้วและบางรายการยังมีอยู่

เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยนำหรือจะนำไปใช้ในกิจการที่จำเลยกับโจทก์กระทำร่วมกัน หรือนำไปชำระหนี้ที่โจทก์กับจำเลยร่วมกันก่อให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ทั้งจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปในระหว่างที่โจทก์มิได้อาศัยอยู่กับจำเลย เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวและมิได้รับ ความยินยอมจากโจทก์ ย่อมถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 โจทก์มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสส่วนนี้ได้ครึ่งหนึ่ง

ถ้าทรัพย์สินนั้นต่อมาได้มีการขายต่อให้ผู้อื่น ลองดูผลของคำพิพากษาที่ศาลได้เคยตัดสินไว้ในคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4561/2544 ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต้องแบ่งสินสมรสคนละส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 แต่เมื่อยังมิได้แบ่งกันจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย แม้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง แต่ยังคงมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1362 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะ ในส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้

ที่มา: สินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่ง คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม 2553

ผู้อนุบาล

คุณแม่หย่ากับคุณพ่อและแต่งงานอยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับสามีคนใหม่ ส่วนดิฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของท่านกับคุณพ่อซึ่งเป็นอดีตสามี ปัจจุบันคุณแม่ความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย สามีใหม่ก็ไม่สนใจดูแล ถ้าดิฉันจะเอาคุณแม่มาดูแลเองอย่างเดียวเขาคงไม่ว่า แต่ที่เขาไม่ยอมให้มาเพราะเขาห่วงทรัพย์สมบัติที่เป็นของคุณแม่ มีวิธีที่ดิฉันจะขอเป็นผู้ดูแลคุณแม่แทนสามีใหม่หรือไม่
=====
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลสั่ง ให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ภริยาหรือสามีย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แต่เมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอ และถ้ามีเหตุสำคัญศาลจะแต่งตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ก็ได้

การที่บุคคลเป็นโรคความจำเสื่อม ที่ถึงขนาดไม่สามารถทำการหรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สิน และถึงขนาดไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งคงต้องมีความเห็นทางการแพทย์ประกอบเพื่อร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งแต่ง ตั้งผู้ดูแล ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาล

โดยทั่วไปผู้ที่สมรสแล้วจะมีหน้าที่ต่อกันและกันในการอุปการะเลี้ยงดู ถ้าศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความ สามารถ กฎหมายจึงได้กำหนดให้ต้องตั้งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ อนุบาล เว้นไว้เสียแต่จะมีเหตุสำคัญ เช่น มีข้อเท็จจริงว่าคู่สมรสของผู้ป่วยชอบตบตีทำร้ายผู้ป่วยเป็นประจำ หรือไม่เคยสนใจดูแลปล่อยปละละเลยเป็นที่น่า เวทนายิ่งนัก ฯลฯ เช่นนี้ถ้าผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลอาจจะแต่งตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลโดยไม่ตั้งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้

เมื่อคู่สมรสเป็นผู้อนุบาลตามกฎหมาย กรณีที่จะให้ศาลแต่งตั้งบุตรหรือผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลจึงต้องมีเหตุสำคัญ เช่น คดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6939/2537 ตัดสินว่า “การแต่งตั้งผู้อนุบาลในเบื้องต้นจะต้องตั้งคู่สมรสเป็นผู้อนุบาลก่อนเพียง คนเดียว หากมีผู้อื่นร้องขอและมีเหตุสำคัญ ศาลจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลก็ได้ การตั้งทั้งคู่สมรสและบุคคล อื่นเป็นผู้อนุบาลร่วมกันเลยจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย (มาตรา 1463) ฉะนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุสำคัญใดที่จะตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรสืบสาย โลหิตของคนไร้ความสามารถเป็นผู้อนุบาลร่วมกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นภริยาแล้ว จึงสมควรตั้งผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวเป็นผู้อนุบาล” เป็นต้น

ผู้อนุบาลที่ศาลแต่งตั้งมีอำนาจในการจัดการสินส่วนตัวและสินสมรสของคนไร้ ความสามารถได้ แต่การจัดการที่สำคัญ เช่น การขาย แลกเปลี่ยน จำนอง ให้เช่าซื้อ อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้ ให้กู้ยืมเงิน ฯลฯ คู่สมรสที่เป็นผู้อนุบาลจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และถ้าศาลแต่งตั้งผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสเป็นผู้อนุบาล ผู้อนุบาลจะต้องจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถร่วมกับคู่สมรสของเขา เว้นแต่ศาลจะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ที่มา: ผู้อนุบาล คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 27 เมษายน 2553

ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า

ถ้าสามีภริยาสมัครใจไปหย่ากันเองที่อำเภอ แต่สามีมีเงื่อนไขว่าหากดิฉันหย่าให้แต่โดยดี สามีจะจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ดิฉันทุกเดือน ถ้าสามีไม่จ่ายดิฉันฟ้องเรียกได้ใช่หรือไม่ โดยผู้ฟ้องจะแต่งงานใหม่แล้วหรือไม่ก็ฟ้องได้ใช่หรือไม่

ถ้าสามียอมเขียนข้อตกลงเงินช่วยค่าเลี้ยงดูในใบหย่า เพียงแต่สัญญาและมีพยานรู้เห็นว่าสามีจะจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ภริยาตลอดไป หากภายภาคหน้าสามีจ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง ดิฉันจะสามารถฟ้องโดยใช้พยานบุคคลดังกล่าวมายืนยันได้หรือไม่
===
สามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย ก่อให้เกิดภาระหน้าที่ระหว่างสามีภริยาคือ หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อได้หย่ากันก็ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในการที่จะต้อง รับผิดชอบหรือมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกันอีกต่อไป อย่างไรก็ตามคู่สมรสทั้งหลายที่ตกลงมาเป็นสามีภริยากันนั้นต่างมิได้คาดคิด มาก่อนว่าวันข้างหน้าการแต่งงานของตนต้องสิ้นสุดลงโดยการหย่า

กฎหมายจึงได้กำหนดให้ผู้บริสุทธิ์ควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากการ หย่าที่ตนไม่ได้มีส่วนผิดตามอัตภาพ นั่น คือควรจะได้รับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ภายหลังการหย่าตามสมควร และในทางกฎหมายจะเรียกค่าเลี้ยงดูหลังการหย่าว่า ค่าเลี้ยงชีพ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพนั้นเกิดขึ้น ได้ทั้งการฟ้องร้องที่ศาลในคดีฟ้องหย่า และที่เกิดจากคู่สมรสจดทะเบียนหย่ากันเองโดยสมัครใจ

โดยกฎหมายได้บัญญัติหลักเกณฑ์การเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพว่า ถ้าเป็นคดีหย่าที่มีการฟ้องร้องต่อศาล หากฝ่ายที่ฟ้องมิได้มีส่วนผิดนั้นประสงค์จะได้รับค่าเลี้ยงชีพด้วย จะต้องมีคำขอฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีหย่าด้วยเพื่อให้ศาลวินิจฉัยไปใน คดีเดียวกันหรือถ้าเป็นฝ่ายถูกฟ้องหย่านอกจากจะให้การต่อสู้คดีแล้วจะต้องก็ ฟ้องเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพในคดีที่ถูกฟ้องหย่าไว้ด้วย (เรียกว่าฟ้องแย้งค่าเลี้ยงชีพ) จะมาฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพในภายหลังเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากจากคดีหย่าไม่ได้

ส่วนกรณีที่คู่สมรสตกลงจดทะเบียนหย่ากันเองโดยสมัครใจไม่มีการฟ้องร้องต่อ ศาลนั้น ถ้าคู่หย่าได้มีการตกลงกันเองว่าฝ่ายใดจะชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่กันเป็น จำนวนเท่าใดก็เป็นไปตามนั้น แต่ถ้ามิได้มีการตกลงจ่ายค่าเลี้ยงชีพกันไว้ในขณะจดทะเบียนหย่า ต่อมาอีกฝ่ายได้รับความลำบากและต้องการความช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูในภายหลัง เช่นนี้จะมาฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพในภายหลังไม่ได้ เพราะสิทธิรับค่าเลี้ยงชีพสิ้นสุดไปแล้ว

แม้ว่ากรณีที่ศาลจะได้พิพากษาในคดีหย่าหรือกรณีที่คู่หย่าตกลงกันเองที่จะ จ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นงวดรายเดือน หากต่อมาฝ่ายที่ได้รับค่าเลี้ยงชีพแต่งงานและสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพในวันข้างหน้าจะหมดไปโดยอัตโนมัติ เพราะคู่สมรสคนใหม่ต้องรับหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูแทน

โดยสรุปสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพต้องตกลงกันไว้ในขณะหย่า หรือในกรณีคดีขึ้นสู่ศาลต้องเรียกร้องมาในคดีเดียวกันกับคดีหย่า และถ้าสมรสใหม่สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป

ที่มา: ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 20 เมษายน 2553

การแยกสินสมรส

สามีและดิฉันทำธุรกิจและมีทรัพย์สินร่วมกัน ภายหลังตกลงแยกกันอยู่โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ดิฉันอ่านคอลัมน์นี้เป็นประจำจึงพอจะทราบว่า ถ้าแยกกันอยู่โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินที่หามาได้ยังเป็นสินสมรส แต่สิ่งที่ดิฉันอยากทราบคือว่า ถ้าหากไม่มีการหย่า แต่ประสงค์จะแยกทรัพย์สินเป็นของใครของมัน ต้องทำอย่างไร

นุชนารถ

กรณีที่สามีภริยาแยกกันอยู่โดยไม่จดทะเบียนหย่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างนี้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรส ดังนั้นในกรณีที่มีเหตุจำเป็นบางประการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิน สมรส หรือการจัดการสินสมรสไม่สะดวก หรือกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดเป็นบุคคล ล้มละลาย กฎหมายได้กำหนดให้แยกสินสมรสออกจากกันในระหว่างสามีภริยาได้ การ แยกสินสมรสตามที่กฎหมายกำหนดไว้จึงมี 2 กรณี คือ

1.สามีหรือภริยาร้องขอให้ศาลสั่งแยก สินสมรส

2.การแยกสินสมรสโดยสามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย

ในที่นี้จะอธิบายกรณีที่สามีหรือภริยามาร้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรส เพื่อให้ศาลสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ผู้เดียวหรือสั่งให้แยก สินสมรสได้นั้น เหตุแห่งการร้องขอมี 5 กรณี คือ (1) จัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด, (2) ไม่ อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง, (3) มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือทำหนี้เกินกึ่งหนึ่ง ของสินสมรส, (4) ขัดขวางการจัดการสินสมรสของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และ (5) มีพฤติการณ์ปรากฏว่าจะทำความหายนะให้แก่สินสมรส

ผลของการที่ศาลมีคำสั่งให้แยกสิน สมรส จะทำให้ทรัพย์สินส่วนที่ระบุแยกออกตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย และทำให้บรรดาทรัพย์สินที่ฝ่ายใดหาได้มาตามลำพังในภายหลังจะกลายเป็นสินส่วน ตัวของฝ่ายที่หามา หรือแม้ว่าคู่สมรสฝ่ายใดได้รับทรัพย์สินที่มีผู้อื่นยกให้ไม่ว่าโดยการรับ พินัยกรรมหรือโดยหนังสือยกให้โดยเสน่หาที่ระบุว่าให้เป็นสินสมรสของคู่สมรส ทั้งสองฝ่ายก็ตาม ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากศาลมีคำสั่งให้แยกสินสมรสจะกลายเป็นสินส่วนตัวของ คู่สมรสแต่ละฝ่าย

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาที่ยังไม่หย่ากันในเรื่องทรัพย์สินในเรื่อง ของดอกผลที่เกิดจากทรัพย์สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใด เช่น ดอกเบี้ย ค่าเช่า ฯลฯ นั้น โดยทั่วไปดอกผลของสินส่วนตัวถ้าได้มาในระหว่างสมรสจะเป็นสินสมรสของทั้งสอง ฝ่าย เช่น เงินฝากส่วนตัวของสามี 1 ล้านบาท ธนาคารให้ดอกเบี้ยปีละ 20,000 บาท เงินฝากเป็นสินส่วนตัวของสามี แต่ดอกเบี้ยจะเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยา แต่ถ้าได้มีคำสั่งศาลให้แยกสินสมรสออกจากกันแล้วจะทำให้ดอกผลที่เกิดจากสิน ส่วนตัวของฝ่ายใดกลายเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น จะไม่เป็นสินสมรสร่วมกันระหว่างสามีภริยาอีกต่อไป

ที่มา: การแยกสินสมรส คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 13 เมษายน 2553

สมรสซ้อนโดยสุจริต

กรณีที่จดทะเบียนสมรสกับผู้ชาย คนหนึ่งและมีลูกด้วยกัน ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่า ทะเบียนสมรสของตัวเองเป็นทะเบียนซ้อนกับผู้หญิงคนอื่น และมีเรื่องระหองระแหงวิวาทกันตลอดมา ซึ่งถ้ามีการเพิกถอนทะเบียนสมรสซ้อนของดิฉันในวันข้างหน้า จะมีความเป็นธรรมให้ดิฉันได้รับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูด้วยหรือไม่

วรรณรัตน์

การสมรสซ้อน หมายถึง การจดทะเบียนสมรสในขณะที่คู่สมรสของตนจดทะเบียนสมรสกับผู้อื่นโดยชอบด้วย กฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ผลในทางกฎหมายของการสมรสซ้อนคือโมฆะ แต่ถ้าฝ่ายคู่สมรสซ้อนทำการโดยสุจริตคือไม่รู้ว่าเขามีคู่สมรสที่จด ทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ผู้สุจริตจะมีสิทธิดังนี้

1.สิทธิ เรียกค่าทดแทนได้ โดยทั่วไปการสมรสที่เป็นโมฆะนั้นคู่สมรสที่สุจริตมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจาก คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุที่ทำให้การ สมรสเป็นโมฆะ ดังนั้นกรณีการสมรสซ้อนค่าทดแทนที่จะเรียกได้แก่ ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียง ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส และค่าเสียหายในการจัดการทรัพย์สินหรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมา หาได้โดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้จัดการสมรสโดยสุจริต

2.สิทธิ เรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งก็คือค่า อุปการะเลี้ยงดู แต่ถ้าเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ได้เพราะการหย่าหรือการเพิกถอนการสมรส จะไม่เรียกว่าค่าเลี้ยงดูแต่จะเรียกว่าค่าเลี้ยงชีพ คู่สมรสซ้อนที่สุจริตมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ ถ้าการสมรสที่เป็นโมฆะนี้ถูกเพิกถอนซึ่งทำให้ตนต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้ พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือก่อนที่จะได้รู้ว่าการสมรสของตนเป็นโมฆะ

ในกรณีการสมรสซ้อน ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลให้เพียงใดหรือจะไม่ให้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ ความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ถ้าให้ศาลกำหนดค่าเลี้ยง ชีพเป็นเงินรายเดือนหรือเป็นเงินก้อนก็ได้ โดยให้ชำระตลอดไปจนกว่าคู่สมรสที่สุจริตทำการสมรสใหม่ การเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพนั้นคู่สมรสซ้อนที่สุจริตฟ้องแย้งในคดีที่ฟ้องขอ ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ หรืออาจฟ้องเป็นคดีใหม่เรียกค่าเลี้ยงชีพอย่างเดียวโดยต้องฟ้องในเวลาไม่ เกิน 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าการสมรสซ้อนนั้นตกเป็นโมฆะ

การ สมรสซ้อนจะเกิดขึ้นเพราะคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งสุจริต แต่คู่สมรสซ้อนที่สุจริตจะรับมรดกของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในฐานะทายาทโดยธรรม ไม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่ห้ามที่จะเป็นผู้รับพินัยกรรมได้ ดังนั้นถ้ามีการทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้คู่สมรสซ้อนก็สามารถเป็นผู้รับ ทรัพย์สินตามพินัยกรรมได้

ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 30 มีนาคม 2553

บิดานอกกฎหมาย

การที่พ่อและแม่แต่งงานโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและมีลูก 1 คน ต่อมาลูกคนนี้โตขึ้นและได้แต่งงาน โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสอีกเช่นกันและไม่มีทายาท ขณะนี้ลูกป่วยหนักและคาดว่าอาจเสียชีวิตในไม่ช้า ผมในฐานะพ่อจะมีสิทธิขอจัดการทรัพย์สิน มรดกของลูกที่เสียชีวิตหรือไม่ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรได้

สุรชัย

การที่บุตรที่เกิดจากบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จึงเป็นบุตรนอกสมรสของบิดา ถ้ามีข้อเท็จจริงว่าบิดานอกกฎหมายได้ให้การรับรองว่าเป็นบุตรของตนโดยพฤตินัยไว้ เช่น ส่ง เสียเลี้ยงดู แสดงตัวว่าเป็นบิดาต่อคน ทั่วไป ฯลฯ ถือว่าเป็นบุตรนอกกฎหมาย นั้นบิดาได้รับรองแล้ว (ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627) ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผลคือเป็นเพียงแต่ทำให้บุตรมีสิทธิจะได้รับมรดกของบิดา นอกกฎหมายได้ แต่การรับรองดังกล่าวยังไม่มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎ หมายกลายเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นบิดานอกกฎหมายจึงไม่มีสิทธิที่จะ ได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629) บิดานอกกฎหมายจึง ไม่อาจร้องขอจัดการมรดกต่อศาล หรือถ้ามีผู้อื่นร้องขอจัดการมรดก บิดานอกกฎหมายไม่ อาจร้องคัดค้านการขอจัดการมรดกได้

อย่างไรก็ตาม การทำให้บิดา นอกกฎหมายกลาย เป็นบิดาชอบ ด้วยกฎหมายมี 3 วิธีคือ บิดานอกกฎหมายจดทะเบียนสมรสกับมารดาในภายหลัง หรือบิดาได้ ไปจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลได้มีคำพิพากษาว่าเป็นบิดา จะทำให้บิดาชอบ ด้วยกฎหมายมีสิทธิรับมรดกของบุตร จึงเป็นทายาทตามกฎ หมายที่มีสิทธิรับมรดกที่สามารถร้องขอจัดการมรดกได้

แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะใช้วิธีทั้งสาม ก็สามารถแก้ไขอย่างง่าย ๆ สำหรับ กรณีที่บุตรยังมีชีวิตอยู่ คือการทำพินัยกรรมโดยมีพยานรับรองว่ามีสติสัมป ชัญญะสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรม เพราะผู้ที่จะมีสิทธิร้องขอต่อศาลขอ ให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ (ประมวลกฎ หมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713) มี 3 ประเภท คือ ทายาทที่มีสิทธิรับมรดก ผู้มีส่วนได้เสีย และพนักงานอัยการ

ดังนั้นถ้าผู้ป่วยที่ยังไม่เสียชีวิตได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของผู้ตายให้ แก่ผู้ใด ก็ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในพินัยกรรม ตามความประสงค์ครั้งสุดท้ายของผู้ตาย และถ้าผู้ป่วยทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้บิดาไว้ก่อนตายแล้วบิดานอกกฎหมายจะ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกตามพินัยกรรม เพราะถือว่าบิดาเป็นผู้มีสิทธิรับ มรดก ตามพินัยกรรมของผู้ตาย หรืออาจจะยกทรัพย์ให้ผู้อื่นแต่มีข้อกำหนด ด้วยว่าให้บิดาเป็น ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไว้ กรณีเช่นนี้จะทำ ให้บิดานอกกฎหมายมีสิทธิจัดการ มรดกของผู้ที่จะเสียชีวิตได้

ที่มา: บิดานอกกฎหมาย คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 06 เมษายน 2553

การสมรสเป็นโมฆะ

ในกรณีที่สามีจดทะเบียนสมรสกับดิฉัน ต่อมาพบว่าได้จดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งด้วย ดิฉันอยากจะทราบว่าใครจะเป็นผู้ขอให้การสมรสซ้อนนั้นใช้ไม่ได้บ้าง และจะต้องฟ้องศาลให้ตัดสินหรือไม่
วารุณี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่าการสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 (สมรสซ้อน) บุคคลผู้มี ส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้

กรณีสมรสซ้อนซึ่งผลตกเป็นโมฆะคือเสียเปล่า ใช้ไม่ได้ ไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ นั้น บุคคลผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการสมรสครั้งหลังเป็น โมฆะ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้แก่ ชายหญิงที่ทำการสมรสครั้งหลัง คู่สมรสเดิม บิดามารดา ผู้สืบสันดานของคู่สมรส และผู้มีส่วนได้เสียหรือเสียสิทธิในการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม เป็นต้น ผู้มีส่วนได้เสียนอกจากจะร้องขอต่อศาลให้พิพากษาว่าการสมรส เป็นโมฆะแล้ว ยังสามารถจะกล่าวอ้างขึ้นเองได้ด้วยโดยไม่ต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าการ สมรสนั้นเป็นโมฆะเสียก่อน แต่การกล่าวอ้างนั้นอาจจะกล่าวอ้างในคดีที่ฟ้องศาล หรือนอกคดีก็ได้ เช่นให้การต่อสู้คดีไว้ว่าเป็นการสมรสซ้อน หรือเบิกความเป็นพยานในประเด็นนี้ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทำให้ศาลมีอำนาจพิพากษาว่าให้การสมรสซ้อนตกเป็นโมฆะได้

การที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างขึ้นเอง ได้โดยไม่จำต้องร้องขอต่อศาลเหมือนเช่นกรณีปกติ เพราะทะเบียนสมรสเป็นเอกสารมหาชนซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบได้และกระทำ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงสามารถพิสูจน์ได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม หากใช้วิธีกล่าวอ้างว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะโดยผู้มีส่วนได้เสียตามลำพังนั้น ในบางกรณีคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่ยอมรับและอาจจะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคล ภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เพราะยังมิได้มีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ในทางปฏิบัติคู่กรณีส่วนใหญ่มักจะนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษา แสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ ทั้งนี้เพราะคำพิพากษาที่ถึงที่สุดจะผูกพันบุคคลทั่วไป และยุติข้อโต้แย้งทั้งปวงว่าคู่สมรสนั้นได้สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งสิทธิในการที่จะสมรสใหม่ด้วย

ที่มา: การสมรสเป็นโมฆะ = ทะเบียนสมรสเป็นโมฆะ คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 04 พฤษภาคม 2553

ทะเบียนสมรส

น้องกำลังจะแต่งงาน ทราบว่าขณะนี้ได้มีการแก้ไขกฎหมายให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกใช้นามสกุลของสามี หรือนามสกุลของตัวเองก็ได้ ซึ่งตรงกับความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกสาวคนเดียว ต้องการให้ลูกสาวสืบตระกูลใช้นามสกุลของเราต่อไป เพราะวงศ์ตระกูลของเรามีญาติพี่น้องไม่มาก

ดังนั้นไม่ว่าน้องจะจดทะเบียนสมรสกับว่าที่สามีหรือไม่ น้องก็มีสิทธิจะเลือกใช้นามสกุลเดิมของน้องได้ แต่สิ่งที่น้องกังวลคือ น้องไม่แน่ใจว่าควรจดทะเบียนสมรสหรือไม่ อยากให้ช่วยให้คำแนะนำ
กานดา

เดิมทีการสืบพันธุ์หรือการสมสู่สามารถกระทำได้โดยอิสระของบุคคลในแต่ละเผ่า พันธุ์ โดยถือว่าทุกคนเป็นของกันและกัน หรือเมื่อมีการติดต่อระหว่างกันของผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ เกิดการผสมพันธุ์ที่มีข้ามเผ่าพันธุ์ ต่อมาเมื่อมีผู้คนมากขึ้นการอยู่กินกันเป็นคู่ ๆ การหวงแหนซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการเลือกคู่โดยเฉพาะเจาะจงขึ้นมา ซึ่งประเทศส่วนใหญ่รองรับการสมรสแบบมีคู่สมรสเพียงคนเดียว แต่บางแห่งที่มีความเชื่อและศรัทธาในศาสนาอาจรับรองการสมรสแบบมีคู่สมรสหลาย คน และวิวัฒนาการจากธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ปัจจุบันมีหลายประเทศมีกฎหมายรองรับสถาน ภาพของคู่สมรส เพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสแต่ละฝ่าย

สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จึงถือหลักการสมรสแบบผัวเดียวเมียเดียวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 และได้บัญญัติรองรับสถานภาพการสมรสไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในหลายมาตรา เช่น กำหนดเงื่อนไขการสมรสว่าต้องเป็นชายหญิง ในขณะที่หลายประเทศอาจไม่ได้กำหนดเพศหมายความว่าเพศเดียวกันก็สมรสกันได้ หรือการสมรสได้เมื่อชายหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยใช้กฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรคือ กฎหมายบัญญัติหรือเขียนไว้ให้ปฏิบัติอย่างไร ซึ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับการสมรส กฎหมายไม่ได้พูดถึงพิธีแต่งงาน ดังนั้นการสมรสในความหมายของกฎหมายจึงเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1458 ว่า การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน และต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นาย ทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย

อันที่จริงวัตถุประสงค์หลัก ๆ ของชายหญิงที่มาอยู่กินเป็นคู่ฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส หรือชายหญิงที่อยู่กินกันโดยจดทะเบียนสมรส ต่างมีจุดมุ่งหมายไม่แตกต่างกันคือ เพื่อการรับรู้และยอมรับความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษย์ เช่น การทำพิธีสมรสประกาศให้คนทั้งหลายรู้ว่า เขาสองคนตกลงเลือกใช้ชีวิตคู่ด้วยกันแล้วโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วยกัน ส่วนใหญ่อาจใช้ทั้งสองวิธีคือ มีพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย หรือบางคู่อาจไม่มีพิธีแต่งงานคือจดทะเบียนสมรสกัน แต่กฎหมายถือว่าเป็นการประกาศเลือกคู่แล้วทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงต่อมาอาจแยก กันอยู่

ในการให้ความรู้ทางกฎหมายของผู้เขียน จะให้ความรู้ทั้งทางด้านสิทธิหน้าที่ของคู่สมรสที่ควรได้จากการเป็นคู่สมรส ที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบางครั้งอาจจะสิทธิของชายหญิงที่ได้รับจากการมาอยู่กินกันโดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย ขณะเดียวกันหลายครั้งที่ผู้เขียนพูดถึงเรื่องของทรัพย์สมบัติของคู่สมรสหรือ เรื่องการหย่าที่มิได้มุ่งหมายสนับสนุนให้เกิดความแตกร้าวเรื่องครอบครัว เพราะสามีภริยาเกือบทั้งร้อยที่จดทะเบียนสมรสคงมิได้มีจุดมุ่งหมายว่าจด ทะเบียนสมรสเพื่อหย่ากันในวันข้างหน้า แต่ควรจะได้รับรู้สิทธิหน้าที่ของตนเพื่อจะได้ประกอบการตัดสินใจว่า เราจะแก้ปัญหาหรือยุติปัญหาได้อย่างไร อาจเริ่มต้นสู้กันด้วยข้อกฎหมายแต่อาจยุติกันอย่างสันติโดยตกลงยอมกันหรือ แตกหักก็ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่กำลังจะเข้าสู่พิธีสมรสส่วนใหญ่มักแฝงไว้ลึก ๆ ด้วยความหวังว่าจะจดทะเบียนสมรส แต่ถ้าผู้ที่เคยผ่านการหย่าที่มากมายด้วยพิธีการและความผิดหวังแล้ว หากเจอคู่ครองคนใหม่ส่วนใหญ่ต่างไม่ประสงค์ผูกพันด้วยการจดทะเบียนสมรสอีก

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะให้ผู้อ่านตัดสินใจเองว่า ข้อดีข้อเสียโดยสรุปดังต่อไปนี้ควรจดทะเบียนสมรสหรือไม่

1.การจดทะเบียนสมรส ทำให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างสามีภริยาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ตามอัตภาพ ทำให้เกิดสิทธิระหว่างสามีภริยา เช่น ถ้ามีบุคคลที่สาม เข้ามาเกี่ยวพันฉันชู้สาวกับคู่สมรสคู่นี้เท่ากับว่าบุคคลที่สามนั้นได้ กระทำการเป็นชู้อาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ จะไปจดทะเบียนสมรสกับใครอีกก็จะเป็นสมรสซ้อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือถ้ามีใครมาทำละเมิดให้คู่สมรสได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะเกิดสิทธิในการ ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย เช่น ค่าขาดไร้อุปการะ เป็นต้น

ในขณะที่ชายหญิงที่ไม่จดทะเบียนสมรส ต่างไม่มีหน้าที่ซึ่งกันและกันที่จะต้องมาเลี้ยงดูกัน การเลิกราหรือการไปมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งแม้ผิดศีลธรรมแต่ก็เอาผิดหรือเรียกค่าเสียหายกันได้ ดังนั้นส่วนใหญ่ชายหญิงต่างมีฐานะและหน้าที่การงาน ความต้องการในเรื่องการเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายหนึ่งอาจไม่สำคัญ การอยู่ร่วมกันหมายถึงการผูกพันในเรื่องของความรับผิดชอบที่เกิดจากจิตใจ เป็นสำคัญไม่ใช่เกิดจากทะเบียนสมรส

2.การจดทะเบียนสมรสทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สิน ทรัพย์สินเดิมมีมาอย่างไรก็เป็นสินส่วนตัวไป แต่ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากจดทะเบียนสมรสจะกลายเป็นสินสมรสระหว่าง สามีภริยาไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้หามาเนื่องจากกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ทรัพย์สินที่ได้มาเหล่านั้น คือสินสมรสระหว่างสามีภริยา ถ้าจะหย่ากันก็ต้องแบ่งสินสมรสกันคนละครึ่ง

ถ้าไม่จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดหามาได้ก็เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย เว้นแต่ทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันก็จะถือว่าทรัพย์สินที่หามา ได้นั้นเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย เมื่อเลิกรากันก็ไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งสินสมรส คงมาขอแบ่งกันเฉพาะเรื่องทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิรวม

3. การจดทะเบียนสมรสทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาและ มารดาโดยอัตโนมัติ ทำให้บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะบรรลุนิติ ภาวะ เว้นแต่ประสงค์หักล้างว่าเด็กไม่ใช่บุตรโดยการหักล้างทางการแพทย์ เพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเด็กไม่ใช่บุตรของตน หรือถ้าใครมาทำละเมิดบิดาของตน เกิดสิทธิในการที่บุตรจะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากผู้ทำละเมิดได้ ฯลฯ

ถ้าไม่จดทะเบียนสมรส ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาฝ่ายเดียว แต่แม้ว่าบิดามารดาไม่จดทะเบียนสมรสกัน บุตรที่เกิดมาก็อาจเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะมีวิธีที่ทำให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้ คือ ถ้าไม่มีปัญหาใด ๆ บิดาก็จดทะเบียนรับรองบุตรเพื่อให้เด็กที่เกิดมาเป็นบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาด้วย หรือถ้ามีปัญหากรณีมารดาและเด็กไม่ยอม หรือกรณีที่บิดาไม่ยอม มารดาหรือบิดาแล้วแต่กรณีก็ฟ้องหาหลักฐานมาพิสูจน์เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า เด็กที่เกิดมาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้

4. การจดทะเบียนสมรสทำให้คู่สมรสและบุตรที่เกิดมาถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมที่ชอบ ด้วยกฎหมายที่มีสิทธิรับมรดกของ คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าถ้าเป็นทายาทตามกฎหมายแล้วจะมีสิทธิได้รับมรดกเสมอไป เพราะถ้าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ใครก็ตัดสิทธิทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ไปโดยปริยายได้

ส่วนการไม่จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินของใครก็เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ไม่มีเรื่องสินสมรส แต่ถ้าทรัพย์สินใดพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน จะทำให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของชายหญิงคู่นี้ในฐานะเจ้าของรวมที่มี กรรมสิทธิ์กันคนละครึ่ง ถ้าฝ่ายใดเสียชีวิตก็ต้องแบ่งให้ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะที่เขาเป็นเจ้า ของรวม อย่างไรก็ตามถ้าประสงค์ให้ผู้ที่มาอยู่กินกับเราได้รับทรัพย์สมบัติของเรา หรือที่หามาได้เองด้วยการทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้กันไว้

ที่มา: ทะเบียนสมรส คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม 2553 และ
ที่มา: ทะเบียนสมรส คลีนิกกฏหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 01 มิถุนายน 2553