Wednesday, December 9, 2009

ลายมือผู้ซื่อสัตย์ = Palmline for highly honest person

ความหมายตามลายมือ

การจะเลือกคนทำงานหรือคบคนต้องดูหลายอย่าง จะดูจากหน้าตาหรือคำพูดไม่เพียงพอ และโดยเฉพาะจะเลือกคู่ครองมาอยู่ด้วยกันอย่างมั่นคง ไม่มีการแยกทางกัน ก็จำเป็นที่จะดูเส้นลายมือมาประกอบด้วยดังนี้คือ

หมายเลข ๑-๑

เป็นเส้นสำคัญที่สุด เพราะเป็นเส้นที่ยาวไปสู่เนินพฤหัสตรงกลางเนินพอดี ก็จะแสดงถึงความซื่อสัตย์ จิตใจมั่นคงและรู้จักการเสียสละ

หมายเลข ๒-๒

เส้นสมองที่ยาวไปริมฝ่ามือใกล้เนินจันทร์หรือบนเนินจันทร์ก็แสดงถึงความใจดีมีเมตตาธรรมสูงเอาใจเขามาใส่ใจเราและไม่เอาเปรียบคนอื่น


หมายเลข ๓-๓

เส้นวงพระศุกร์เป็นเส้นคุ้มกัน หมายถึงมีความคิดที่จะช่วยเหลือคนอื่นให้เกิดความปลอดภัย และทำด้วยความยินดีเมื่อคนอื่นขอความช่วยเหลือ

หมายเลข ๔-๔

เส้นแห่งความสำเร็จที่เกิดจากเส้นชีวิตพุ่งไปยังเนินพฤหัสจะแสดงถึงความรับ ผิดชอบอย่างสูง เมื่อได้รับปากและเมื่อได้ขอความช่วยเหลือต้องทำสำเร็จ

หมายเลข ๕

กากบาทลึกลับ แสดงถึงมีจิตใต้สำนึกถึงอนาคตว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเองหรือคนอื่น เมื่อได้คิดแล้วจะมีความรู้สึกต้องให้ความช่วยเหลือล่วงหน้าได้ก่อน

ต้อย ตุลา
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม 2552 http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=25129&categoryID=492

ลายมือรักสุดหัวใจ = Palmline of the Most in Love

เรื่องความรักเป็นเรื่องที่ดี ทำให้โลกมีชีวิตชีวา ทำให้มีความสุขเมื่อความรักสมหวัง และอาจจะทำให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อความรักกำลังหอมหวานสดชื่น แต่จะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเมื่อความรักผิดหวัง จนกระทั่งไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ ถึงกับฆ่าตัวตายก็มีมากมาย และทำ ให้เสียคนไปก็มาก แต่ตรงกันข้ามถ้ารู้จักรักและมีความพอดี เป็นรักที่มีเหตุผล ความเจริญก้าวหน้าและความสุขที่เป็นพลังใจก็จะมีตลอดไป

ความหมายตามลายเส้น

หมายเลข ๑-๑

เส้นหัวใจที่ยาวโค้งตอนปลายถึงขอบมือใต้เนินพฤหัส แสดงถึงมีความจริงใจต่อความรัก อยู่จนตลอดไป แม้คนรักจะเป็นอย่างไรก็จะรัก และมีความซื่อสัตย์ภักดี

หมายเลข ๒-๒

เส้นวีนัสหรือเส้นวงพระศุกร์ ถือว่าเป็นเส้นไฟ เมื่ออยู่ในมือใครก็จะหักห้ามจิตใจไม่อยู่ จะร้อนแรงเหมือนไฟที่พวยพุ่ง ทำให้เกิดปัญหา ได้ทุกอย่าง และถือว่าเป็นคนขาดความรักเรื่องเพศไม่ได้

หมายเลข ๓-๓

เส้นสมองที่ยาวตรงไปถึงเนินจันทร์ตอนบน จึงมีความเชื่อมั่นในตนเองและเมื่อมีความรัก จึงตัดสินใจเรื่องความรักถึงการอยู่ครองชีวิตคู่โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้

หมายเลข ๔-๔

เส้นพระศุกร์เป็นเส้นไม่เหมือนเส้นช่วยชีวิตซึ่งจะอยู่ไกลออกไปมากกว่า แต่เส้น ช่วยชีวิตจะอยู่ใกล้เส้นชีวิตขนานคู่กันไป เส้นพระศุกร์แสดงถึงเสน่ห์นิยมและความรักที่อ่อนหวานและยึดความรักเป็น เรื่องสดชื่นหัวใจ ชีวิตจะขาดความรักไม่ได้เมื่อรวมกันได้ทั้ง ๔ เส้น ความรักจึงต้องสุดหัวใจ

ต้อย ตุลา

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2552 http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=27864&categoryID=492

ลายมือมหานิยม Super-Charming Person's Palmline

ลายมือที่มีเสน่ห์นิยมของคนทั่วไป และจะมีความสำเร็จในด้านชีวิตการงานและครอบครัวที่มีความสุขด้วยอำนาจวาสนา และเงินทอง โดยที่ตนเองไม่ต้องมีความพยายามอย่างมากมายอะไร จะมีคนช่วยอุปถัมภ์ช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา Palm line of charming people is discussed - involving successes in family and work related to fortune and assets without earnings difficulties (someone is helping all the time)

ความหมายตามลายเส้น

หมายเลข ๑-๑

เส้นพฤหัสมาจากเนินจันทร์ เป็นความสำเร็จที่ได้รับความนิยมเคารพนับถือจากคนทั่วไป ด้วยอำนาจวาสนาที่ได้มาอย่างสบายและมีความสำเร็จในการงานใหญ่ที่ได้ทำแล้ว เกิดความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง


หมายเลข ๒-๒

เส้นเสาร์มาจากเนินจันทร์ เป็นความสำเร็จจากการงานด้านแสดงการบริหารการเมือง การศาสนา และงานด้านอุตสาหกรรม ในด้านการก่อสร้างหรืองานการจัดสรรที่ดิน การเกษตรทั่วไปมีความสำเร็จมีรายได้ร่ำรวยและมีความมั่นคงก้าวหน้าในตำแหน่ง การงาน

หมายเลข ๓-๓

เส้นอาทิตย์มาจากเนินจันทร์ เป็นความสำเร็จในด้านชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกเช่นเป็น นักกีฬาระดับโลกหรือเป็นนางงามโลกหรือนางงามจักรวาล มีความสำเร็จในด้านชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก มีเงินทองอย่างมหาศาล

หมายเลข ๔-๔

เส้นพลังอำนาจเหนือมนุษย์ เป็นเส้นที่รู้อะไร ล่วงหน้า สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ในการทำธุรกิจหรือกิจการ ใดมักจะเหนือคนอื่นมีสติปัญญาเหนือมนุษย์ เป็นเครื่องยืนยันของการทำงานใดก็จะมีความสำเร็จได้ดีทุกอย่าง เพราะรู้อะไรล่วงหน้า.

ต้อย ตุลา

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 05 ธันวาคม 2552 http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=492&contentId=35686&hilight=ต้อย ตุลา

ปี 2553 จุดจบประเทศไทย

* ข้อความต่อไปนี้ ได้รับจาก forward mail นำมาลงไว้เพื่อว่าอาจทำให้คนไทยเกิดความรัก สามัคคี และมองเห็นสถานการณ์ของประเทศตนเอง

นิติภูมิ นวรัตน์ ทำนายเอาไว้

ปี 2553 จุดจบประเทศไทย

ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้
ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา .....ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน
สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค
ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง

เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่าประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14ประเทศ
ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น
แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์
และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ
และอีกหลายประเทศ ที่จะเกิดตามมา
ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ
คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก4 - 6 ประเทศ แน่นอน !
ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ

โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553
ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์ การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์
สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล
ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน
และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออก เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ
ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง
เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน เป็นวงจรอย่างนี้ ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้
เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้ วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ ไม่ได้เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว ไฟฟ้าก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เขาสามารถตั้งราคา ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่าเขาจะไม่มีกำไร
ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำตัดไฟ ตัดโทรศัพท์
คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพง หรือว่าจะยอมไม่มีใช้

ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้
การขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ
ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้
เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ
ดังนั้น เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด. ..
เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ...รัฐจะอยู่ได้ฤา ?
จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย
เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553
คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทยการเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น
จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว
การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน
จากนั้น
ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ
เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก

นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska
จาก Russia ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่
เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร
?
ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2
เกือบทุกวันนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง
สังคมไปพร้อมกัน รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ
ก่อนล่มจริง...
เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ
ผมว่า
สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วย ของคนไทย แทนที่ไปเดิน big-c, lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า
เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร

เพราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100
บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย14 บาท
เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน
นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซ็นต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดูของ 3 ห้างดัง
ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น
เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วบางห้าง 86 เปอร์เซนต์
สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่
เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ
ถ้าซื้อจากห้าง 1,000บาท มันไหลไปต่างประเทศ 900บาท ที่เหลือ 100 บาท

ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว
ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง ทั่วประเทศ
คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร
ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้ ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง
เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด
ผมอธิบาย
วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟัง
หัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น
ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ
ได้ผล...
ลูกเปลี่ยนวิธีกิน... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก
พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง
ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง
ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ
ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ
แล้วผมไป kfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย
ผมก็อธิบายคำว่า license ( ค่าลิขสิทธิ์) ให้ลูกฟังผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธิ์
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ์ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ์
มันเป็นวัสดุธรรมชาติย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน
ขนมต่างชาติ ห่อสวย แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ์ เวลามันหล่นที่พื้นไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี
ผมสอนแบบนี้ ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย ผมทำได้และได้ทำแล้ว

Tuesday, December 1, 2009

ราคาทองยิ่งพุ่งยิ่งรอวันฟองสบู่ยิ่งแตกแรง Gold Prices: The more rising, the bigger the bubble waiting to burst!

Greed not greets โลภไม่ดี ดีไม่โลภ
It has been forgotten for investors what makes the US stock market related to real estate sector totally break down/collapse in a few days. Many people committed suicide from as such result. Just the end of 2009, $60 billion Dubai World biggest humankind real estate loan is trapped into defaults (technical defaults: $12 billion in debt due before the end of 2009 and multiple more debt due in 2010), causing many worldwide panic. The real result is yet waiting to come (even more panic/shock yet to come). Now 2009-2010, it is time for gold. Gold market bubble is going real fast. No sooner nor later, the history repeats. What is the cause of such situations? All I can say is from greed. These people never learn the word "enough." All are helping in adding woods into fire. Gold price will slash to $700 or so not long from now on

สงสัยพวกนักลงทุนลืมเรื่องที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์พังพินาศ ในไม่กี่วัน หลายคนฆ่า ตัว ตายจากผลดังกล่าว เพียงปลายปี 2009 ดูไบ (Dubai World) -สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์มูลค่า $ 60 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นับว่ามากที่สุด วิ่งเข้่าสู่ภาวะ ไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ (ที่เรียกว่า defaults) (โดยขอเลื่อนการชำระหนี้ไปอย่างน้อย 6 เดือน (technical defaults): หนี้ $ 12 พันล้านที่ต้องชำระก่อนสิ้นปี 2009 และ หนี้อีกมหาศาลที่ต้องชำระ ในปี 2010) ทำให้ทั่ว โลกตื่น ตกใจมาก ผลจริงเป็นไม่มา (ซึ่งจะทำให้ตกใจ/ช็อกมากยิ่ง ขึ้นไปอีก) ตอนนี้ 2009-2010 เป็นเวลา ทองของทองคำ ฟองสบู่ตลาดทองคำเป็นไปอย่างรวดเร็ว ๆ อีกไม่ช้าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย อะไรเป็นสาเหตุของสถานการณ์ทั้งหมดดัง สามารถกล่าวได้เพียงว่า มันเกิดจาก ความโลภ คนเหล่านี้ไม่เคยเรียนรู้คำว่า "พอ" สิ่งทั้งหมดเหมือนจะช่วย ในการเติมไม้ไปในกองไฟ ดังนั้นไม่นานจากนี้ ราคาทองคำจะหล่นไปเหลือสัก $ 700 คอยดูหลังสงกรานต์ก็แล้วกัน


Gold -Save Heaven: It is all fake as its fake demand
1. The next equilibrium is to selling out more of stocked gold to unwise buyers as the price soar too much, more than its real value. Now everyone seems to act like a seller.
2. It seems gold is limited precious metal. This sounds like it. Well, gold productions have been active everyday for many decades. Gold is easily found everywhere. New gold mines are also frequently found. Rich country will sellout their gold even more after IMF.
3. Dubai’s debt woes - threaten to paralyze lending & derail economic recovery. At least US & European Banks will get hurts. Banking people do not want people to taking out money to buy precious metal. Think of Dubai as a reminder that the crisis is growing, not shrinking. Well a whole lot worse will be seen before the real things get better.
4. Many all US people still have big problems in spending cash. That's it. It is thus impossible for US people to do economic recovery by themselves. Today they can't even pay out their loans, don't have to talk about other financial aspects. บรรดาผู้บริโภคของสหรัฐยังคงมีปัญหาในการใช้จ่ายเงินสด จึงยากที่จะเห็นผู้บริโภคของสหรัฐแสดงบทบาทนำในการฟื้น เศรษฐกิจเหมือนที่อดีตเคยทำ เพราะปัจจุบันนี้ พวกเขายังไม่สามารถผ่อนชำระหนี้และปรับปรุงปัญหาทางการเงินของตนได้เลย
5. Near-zero US interest rate will come back to hurt US again as a result of "carry trade." The same old problem that recently hurts the US stock/real estate sector. Money is borrowed to spin stock and commodities markets. The burst will soon be once again seen.
6. All gold buying is only made by contract. None gold bullion ever been seen/touched by these investors. It is all about gambling, gold gambling by paper contract. The real gold buying is much less and less. You can go and witness it with your two eyes at you local shops. As these shops cannot sellout their gold merchants / ornaments, the shops will shutdown themselves soon as some already did. Fake gold demands cause problem to real gold buying/selling. Who is going sell real gold?? Gold price will fall and fall except all investors demand the real gold delivery instead of paper gold contract. Otherwise the gold price will drop to around $700, don't believe me


Buddha warned you 2560 years ago, greed not greets. พระพุทธองค์ไม่เคยสอนให้คนโลภ แม้พระองค์เองยังคงทำตนเป็นตัวอย่างด้วยการสละทุกสิ่ง
Good luck .. gods await to greet you phony gold demand gambling investors. You better watch your back..Gold investors, & Greedy fat stomachs, except those Generosity happy folks.

Sunday, November 29, 2009

รีไฟแนนซ์บ้านก่อนดอกเบี้ยขึ้นปีหน้า (2553)

รีไฟแนนซ์บ้านก่อนสิ้นปี 2552 ดีจริงหรือ...?

สัญญาณทางเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น อาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่สิ่งที่จะตามมาหลังจากทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มสูงขึ้น และหากแบงก์ชาติมีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น แน่นอนว่าดอกเบี้ยเงินกู้ก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ผลกระทบก็จะมาถึงคนผ่อนบ้านที่เลยระยะโปรโมชั่นดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี 5 ปีไปแล้ว ซึ่งผลกระทบจะชัดเจนมากสำหรับคนที่ยังเหลือยอดเงินต้นค่อนข้างสูง เพราะค่างวดในแต่ละเดือนที่จ่ายไปเกือบจะถูกตัดไปเป็นดอกเบี้ยหมด การรีไฟแนนซ์ที่ไม่เพียงได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง ยังช่วยขยายเวลาชำระหนี้และลดภาระค่างวดต่อเดือนให้น้อยลงด้วย จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะ เวลา หรือเอ็มแอลอาร์เกินครึ่ง เป็นสิ่งแรกที่จูงใจคนผ่อนบ้านโดยเฉพาะพวกที่ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยลอย ตัว แต่ใช่ว่าเจ้าของบ้านทุกคนที่มีเอกสารหลักฐานครบเหมือนตอนที่ยื่นกู้ซื้อ บ้านครั้งแรกก็สามารถกู้ได้ และคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปในการทำธุรกรรมต่าง ๆ

เพราะนอกจากความยุ่งยากในการจัดเตรียมเอกสารและเวลาในการดำเนินการที่ต้อง เสียไปแล้ว ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากการรีไฟแนนซ์ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วย

หากจดจำนองกับธนาคารเดิมไม่ถึง 3 ปีแน่นอนว่าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการไถ่ถอนก่อนกำหนด ซึ่งจะคิดในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2-3 ของวงเงินกู้ทั้งหมดหรือหนี้ที่ยังเหลืออยู่หากเกิน 3 ปีเงินส่วนนี้อาจไม่ต้องจ่ายแต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการจดจำนองร้อยละ 1 ของวงเงินจดจำนองใหม่ ซึ่งจะไม่ได้สิทธิการลดหย่อนตามมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมในการจัดการสินเชื่อสำหรับเงินกู้ใหม่เริ่มต้น ตั้งแต่ร้อยละ 0.125-1 ของวงเงินกู้ใหม่ ซึ่งบางธนาคารอาจจัดโปรโมชั่นยกเว้นให้

ส่วนที่ต้องจ่ายอีกแน่ ๆ ก็คือ ค่าประเมินหลักประกันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท หรือร้อยละ 0.25 ของราคาประเมิน ค่าประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับมูลค่าบ้าน แม้ประกันอัคคีภัยของเดิมยังไม่หมดอายุก็ต้องทำใหม่หลังจากมีการทำสัญญาเงิน กู้ใหม่ และค่าอากรแสตมป์ร้อยละ 0.05 ของวงเงินกู้ใหม่

และนี่คือปัจจัยที่ทำให้คนที่คิดจะรีไฟแนนซ์บ้านต้องคิดไตร่ตรองให้ดี เพราะคุณอาจได้ดอกเบี้ยถูกอันใหม่ ได้จ่ายค่าผ่อนบ้านแต่ละเดือนน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการดำเนินการอาจสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้ลด ลงเมื่อคำนวณจากยอดโดยรวมแล้ว

ยิ่งกู้ใหม่ในจำนวนปีที่น้อยลงหรือเหลือยอดเงินต้นน้อย แทนที่การรีไฟแนนซ์จะช่วยให้ภาระต่าง ๆ เบาลง กลับยิ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจนั้นมักจะมีเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก หรืออย่างมากที่สุดก็คือ 5 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็ต้องกลับเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยลอยตัวดังเดิม

ไม่เพียงเท่านั้น หากคุณไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นดีที่มีระเบียบวินัยในการผ่อนชำระดีเยี่ยม ความพยายามในการแสวงหาดอกเบี้ยบ้านถูกก็อาจจะต้องจบลง เพราะธนาคารแห่งใหม่ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่านั้น จะพิจารณาอุปนิสัยในการผ่อนชำระของลูกค้าด้วย โดยอาจดูย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หรือบางแห่งอาจนานถึง 12 เดือน หากเป็นกรณีนี้การยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์ที่สถาบันการเงินเดิมอาจจะพอมีทางเป็น ไปได้มากกว่า

นอกจากจะตัดขั้นตอนการพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระแล้ว ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็อาจจะน้อยกว่าการย้ายไปอีกแห่งหนึ่งด้วย ซึ่งบางธนาคารมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าเดิมที่ต้องการขอเปลี่ยน แปลงอัตราดอกเบี้ย กรณีนี้อาจจะไม่ได้ดอกเบี้ยถูกสมใจแต่ก็เป็นอีกหนทางในการลดภาระค่าใช้จ่าย ในแต่ละเดือนลง ซึ่งส่วนใหญ่ดอกเบี้ยจะคงที่ในช่วง 3 ปีแรกเช่นกัน

ก่อนจะคิดรีไฟแนนซ์บ้าน นอกจากจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเองแล้ว เงื่อนไขต่าง ๆ ของธนาคาร รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะไม่เช่นนั้นอาจได้ไม่คุ้มกับเสีย.


ธนาคาร อัตราดอกเบี้ย วงเงินอนุมัติสูงสุด ระยะเวลา

อาคารสงเคราะห์ ปีที่ 1-3 MRR-2 % ต่อปี 85-95 % ของราคาประเมิน สูงสุด 30 ปี
ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-0.5 %
ออมสิน ปีแรก 1.25 % ต่อปี ปีที่ 2 MLR-2 % 95 % ของราคาประเมิน สูงสุด 30 ปี
ปีที่ 3 MLR-0.5 %
กรุงศรีอยุธยา ปีที่ 1-2 MLR-2.25 % ต่อปี 90 % ของราคาประเมิน สูงสุด 30 ปี
ปีที่ 3 เป็นต้นไป MLR-1.75 %
ไทยพาณิชย์ ปีแรก 1.74 % ปีที่ 2 เป็นต้นไป MRR-1.50 % 100 % ของหนี้คงค้าง
ถ้าทำประกันชีวิต 6 เดือนแรก 0 %
เดือนที่ 6-ปีที่ 3 MRR-2 %
ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-1.50 %
ทหารไทย เดือนที่ 1-8 ด/บ 0.88 % ต่อปี 100 % ของหนี้คงค้าง สูงสุด 30 ปี
เดือนที่ 9-12 MLR-2 % ปีที่ 2-3 MLR-1.75 %
ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-1.50 %

หมายเหตุ (สำหรับปลายปี 2552)
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ MRR = 6.5 % ธนาคารออมสิน MLR = 5.85 %
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา MLR = 6.25 % ธนาคารไทยพาณิชย์ MRR = 6.45 % ธนาคารทหารไทย MLR = 6.25 %

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2552 http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=494&contentID=34433

พ่อ-แม่ หลงผิดซื้อ"นมหวาน"ให้ลูก

ทันตแพทย์ชี้หากเริ่มจากนมหวาน อนาคตเด็กอาจจบที่เบาหวาน

29 พ.ย.52 ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า จากการที่เครือข่ายด้านสุขภาพ ได้ทำงานร่วมกับ อย.จนนำไปสู่การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 286 ระบุให้ไม่มีการเติมน้ำตาลซูโครสในนมผงสูตรต่อเนื่องสำหรับเด็ก ตั้งแต่ เม.ย.2549 นั้น การประเมินยอดจำหน่ายนมผงในตลาด โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาดระดับสากล ในปี 2549 – 2551 พบว่า นมผงรสจืดมียอดการจำหน่ายสูงกว่านมผงรสหวาน โดยมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ทั้งนี้ยอดจำหน่ายนมจืดสูงกว่านมหวาน 1.55 เท่า 1.76 เท่า และ 1.83 เท่าตามลำดับ โดยยอดจำหน่ายนมหวานลดลงปีละประมาณ 1,000 ตัน

“ที่น่าห่วงคือยังมีนมผงครบส่วนสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป ที่ประกาศฉบับดังกล่าว ไม่ครอบคลุม จึงยังมีทั้งนมรสจืดและรสหวาน และยังมีผู้ปกครองซื้อนมหวานให้เด็กบริโภคเป็นประจำถึงปีละ 9,924 พันตัน ซึ่งผลเสียทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้นทันทีจากการทานนมรสหวานโดยใช้ขวดนม คือ เด็กจะฟันผุตั้งแต่ฟันน้ำนมยังขึ้นไม่เต็มปาก ส่งผลให้เด็กเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ปวดฟัน นอนหลับไม่สนิท การทานนมรสวาน จะนำไปสู่พฤติกรรมติดหวาน และทำให้เด็กอ้วน จึงมีโอกาสสูงที่จะเป็นเบาหวานในอนาคต” ทพญ.จันทนา กล่าว


ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2552
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=561&contentID=34744

=== นมจืดของเด็กยังหวานเลย ไม่เชื่อลองชิมดูสิคุณหมอ สสส.จะทำอะไรได้ ===

ถามลูก: Ask your kids ..

อย่าถามลูกว่าลูก “อยากได้อะไร”
ความอยากได้จะไม่มีที่สิ้นสุด
สามโลกจบจักรวาล บาดาลมนุษย์
ไม่อาจหยุดความอยากลูกได้เลย

อย่าถามลูกว่าลูก “อยากเป็นอะไร”
อยากเป็นได้ทุกสิ่งจริงเจียวเหวย
จินตนาการไปได้ไกลกว่าเคย
จนไม่อาจลงเอยที่อยากเป็น

แต่จงถามลูกว่า “อยากทำอะไร”
ลูกจะได้ตั้งจิต เริ่มคิดเห็น
ทำอะไรง่ายมากหรือยากเย็น
จริงหรือเล่นอย่างไร ควรไม่ควร

จงฝึกลูกให้รู้จักรักสร้างทำ
รู้จักคิด รู้จักนำ ความถูกถ้วน
โลกก้าวหน้าปรากฏประโยชน์มวล
ทุกสิ่งล้วน เกิดจากรักทำจริง

ได้อะไร เป็นอะไรไม่สำคัญ
ทำอะไรเท่านั้นสำคัญยิ่ง
อยากจะทำ อยากจะถือ หรือจะทิ้ง
เริ่มด้วยสิ่งควรถาม “อยากทำอะไร”?

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2552 http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=537&contentId=34609

Monday, November 23, 2009

‘แป้งแปรรูปซับซ้อน’ อันตราย! Dagerous Processed Flour

ผู้คนส่วนใหญ่มักเลือกรับประทานอาหารที่ถูกปาก โดยไม่คำนึงถึงอันตรายจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เช่นเดียวกับดร.ทอม อู๋ ชาว จีนวัย 72 ปี ผู้ที่เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งแพทย์ตรวจพบขณะที่มะเร็งลุกลามเข้าขั้นที่ 3 ทั้งยังแนะนำให้รักษาด้วยเคมีบำบัดเพื่อต่ออายุไปอีก 6 ปี

แม้ดร.อู๋ จะเลือกรักษาตามที่แพทย์บอก เขาก็ไม่ลืมที่จะขวนขวายหาทางรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาติ และก็ประสบผลสำเร็จจนทำให้ตัวเขาเองมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงมาจนถึงทุก วันนี้ แถมยังกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคด้วยผักและผลไม้ และได้เป็นดร.ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา โดยเมื่อไม่นานมานี้ ดร.อู๋ ได้เดินทางมาถ่ายทอดประสบการณ์ที่เมืองไทยตามคำเชิญของสำนักพิมพ์นานมีบุ๊ค

แนวทางการรักษาโรคตามแบบดร.อู๋ จะแนะนำให้ผู้ที่พบว่าตนเองป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ใช่ว่าจะต้องเร่งร้อนไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรนึกย้อนหาสาเหตุด้วยตัวเองเสียด้วย และสาเหตุของการเกิดโรคนั้นก็มาจากอาหารที่เคยรับประทานเข้าไป พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หันมารับประทานอาหารที่ปราศจากสารเคมี หรือเรียกว่าอาหารอินทรีย์

การลด ละ เลิก อาหารบางชนิด เพื่อเลี่ยงการเติมสารพิษที่เจือปนกับอาหารเข้าสู่ร่างกาย ด้วยการดูดซับเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย ดังนั้นการรับประทานของไม่ดีจะยิ่งทำให้เซลล์ในร่างกายสะสมพิษ อ่อนล้า ส่งผลให้ภูมิต้านทานบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอและป่วย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่งนั่นคือ อาหารที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงด้วยการทอด ผัด ปิ้ง ย่าง โดย เฉพาะอาหารทอดที่ใช้น้ำมัน เมื่อน้ำมันถูกความร้อนจะแตกตัวเป็นสารหลายชนิด และหนึ่งในนั้นคือสารก่อมะเร็งชื่อฟามีโก้ รวมทั้งลดการรับประทานเนื้อสัตว์ เลี่ยงการดื่มนมที่ปัจจุบันมักได้จากวัวที่ถูกฉีดสารเร่งการเจริญเติบโต ถ้าหากบริโภคนมที่มาจากลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้ รวมทั้งอาหารรสชาติหวาน ทั้งนี้การรับประทานน้ำตาลเกิน 4 ช้อนชาต่อวันนำมาซึ่งภูมิคุ้มกันบกพร่อง ริ้วรอยแห่งความชรามาเร็วก่อนวัยอันควร

สำหรับสัดส่วนอาหาร ที่ควรระประทานคือ อาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงการปรุงสุก ร้อยละ 90 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เป็นอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว รวมทั้งการ ดื่มน้ำผักผลไม้ที่ผ่านการสกัดอย่างถูกวิธี เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซับสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าไปซ่อมแซมส่วนที่เกิด ความผิดปกติ ทั้งยังเสริมพลังระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งพอจะเยียวยาตัวเอง ชะลอความแก่ เข้าทำนอง ‘ธรรมชาติช่วยชีวิต’ อย่างที่ดร.อู๋ เคยปฏิบัติจนสามารถพิชิตโรคมะเร็งมาแล้ว

สำหรับ ‘ภาษาหมอ’ ที่ยังนำคำแนะนำของ ‘ดร.ทอม อู๋’ ดร.ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา วันนี้จะกล่าวถึงความเชื่อของชาวจีนที่ว่า โรคร้ายเข้าทางปาก เพื่อสนับสนุนหลักคิดเรื่อง อาหารที่คนเรารับประทานเข้าไปนั้นทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย และเมื่อ ‘อาหาร’ คือต้นเหตุ การแก้ไขก็ควรให้ความสำคัญกับอาหาร Food is what cause sickness, so it is very important to select what food should be taken. Processed floury food is so dangerous.

โดยเฉพาะอาหารประเภท ‘แป้งแปรรูปซับซ้อน Complicated Processed Flour’ เช่น ขนมปัง เค้ก หมั่นโถ ปาท่องโก๋ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเก็ตตี้ bread, cake, deep-fried dough stick (a kind of Chinese flour sweetmeat), noodle, spaghetti ที่มักมีกลิ่นหอม รสชาติอร่อยน่ารับประทาน แต่การรับประทานอาหารในกลุ่มนี้เป็นประจำจะทำให้เซลล์ ทั่วร่างกายเสื่อมสภาพ อ่อนล้า เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ แถมยังมีสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่ผสมเข้ามาในขั้นตอนการแปรรูปอาหารประเภทนี้ เช่น สารกันบูด สีผสมอาหาร สารแต่งกลิ่น หรือสารเคมีสังเคราะห์ชนิดอื่น ๆ ให้ตกค้างรวมอยู่ในร่างกายจนเป็นโรคอ้วน หรือหนักกว่านั้นก็จะป่วยเป็นมะเร็ง

สำหรับผู้ชาย หากรับประทานแป้งแปรรูปบ่อย ๆ จะทำให้ต่อมลูกหมากโต อาการแรกเริ่มสังเกตได้จากการตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะปวดปัสสาวะเป็นประจำ หากต่อมลูกหมากบวมโตมากจะทำให้ปัสสาวะติดขัด หรือปัสสาวะไม่ออก ส่วนผู้หญิงมักจะมีลิ่มเลือดออกเมื่อมีประจำเดือน ร่วมกับอาการปวดท้องประจำเดือนเพราะเลือดออกมาเป็นก้อน ในผู้หญิงที่ยังไม่ลดอาหารประเภทนี้ สีผิวบริเวณโหนกแก้มจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ และเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในมดลูก มะเร็งเต้านม

สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตนเองมีอาการข้างต้น รวมทั้งผู้ที่กำลังเกิดอาการต่อมลูกหมากโต ปวดท้องประจำเดือนเพราะมีลิ่มเลือด มีเนื้องอกที่มดลูก เป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม หรือแม้กระทั่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ แล้วจำเป็นต้อรับประทานยาเพื่อควบคุมโรค เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน หัวใจ ควรหยุดรับประทานอาหารประเภทแป้งแปรูรูปนาน 120 วัน หรือ 4 เดือน เพื่อขับสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย เนื่องจากร่างกายจะเปลี่ยนเลือดชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม การรับประทานที่ผ่านการแปรรูปไม่ใช่เฉพาะประเภทแป้ง ล้วนไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้เท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบการกับรับ ประทานอาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด

ตามกันต่อวันพรุ่งนี้ ‘สามัญประจำบ้าน’ แนะเทคนิคดื่มน้ำอย่างไรร่างกายแข็งแรง พร้อมรู้คุณประโยชน์ผัก-ผลไม้แก้โรคร้าย.

takecareDD @ gmail.com

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน 2552
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=33247&categoryID=457
วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน 2552
From เดลินิวส์ออนไลน์ http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=457&contentID=33692

Friday, November 20, 2009

เติมบุญ แก้ปีชง (1) 2553 = Adding Virtue to Counter Bad Life's Destiny 2010

ปี 2553 นับเป็นปีธาตุทองของปีขาล = ปีขาลทอง หรือ ปีเสือทอง
ถึงแม้ว่าเสือจะเป็นสัญลักษณ์ของความพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ ความน่าเกรงขาม และความเป็นผู้นำ แต่ก็ถือว่าเป็นปีที่ไม่แย่อย่างที่ทุกคนกลัว โดยจะเริ่มประมาณหลังวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 คนปีชง ได้แก่ (เรียงจากชงมากไปหาชงน้อย) คนเกิดปีวอก (ลิง) ปีขาล (เสือ) ปีมะเส็ง (งู) ปีกุน (หมู) ..

วิธีการแก้ปีชง 2553 เสริมมงคล เสริมโชค เสริมลาภ เสริมสุข
เรามา "เติมบุญ" "เสริมมงคล" "เสริมโชค" "เสริมลาภ" "เสริมดวง" "เสริมสุข" แก้ปีชง 2553 กันเถอะ ไม่ว่าจะเป็นคนปีชงโดยตรง รวมทั้งทุก ๆ คนที่เกิดปีอื่น ๆ ก็สามารถปฏิบัติได้ โดยการเติมบุญ แก้ปีชง เพิ่มบุญไม่ให้กรรมตามทัน การเติมบุญ สามารถทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ คือ
-การบริจาค (โดยเฉพาะการบริจาคเลือด เพราะว่า ได้บุญมาก และได้บุญเร็ว)
-การสวดมนต์และแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร บรรพบุรุษ บิดา มารดา และตัวเอง (ควรทำเป็นประจำ)
-ทำบุญตักบาตรและกรวดน้ำ (ทำบ่อย ๆ ทุกวันยิ่งดี)
-การรักษาศีลและการทำความดีต่าง ๆ
-การมีสติ (ฝึกใจเย็น นับ 1-10)

สำหรับปีชงการแก้ไขปีชง 2553 เชิงฮวงจุ้ย สามารถทำได้โดยการนำกระดิ่งหรือระฆังทองเหลืองหรือทาสีทองมาแขวนไว้หน้าบ้านของท่าน

ขอให้โชคดีและมีความสุข จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด


2010 is classified according to Chinese astrology as "golden tiger year." The word "golden" here is referred to as substance or "element," not good luck or the best as in English language. Tiger is a symbolic of power, greatness, terrify, and leadership. Anyway, sooth-say, 2010 is not really a bad year.

Chinese-astrologically, those people who are born in Monkey, Tiger, Snake, and Pig years are affected by "tiger year."

Sooth/Alleviate Bad-luck/Misery/Pains/Sickness 2010
The ways to alleviate 2010 bad luck / pains / misery / sickness (from sins did in this or previous reincarnations) are described. Sinful pain, bad-luck, misery, sickness, heart-broken can be soothed simply by adding virtue, merit, good deeds, goodness to life. Items listed below give ways to add virtue/merit to your destiny. Chase sad-tears away, make your life to success/happy/calm in all aspects and dimensions =>
- Donate to Buddhist temple/monks + do blood donation
- conduct Buddhist pray as well as be compassionate (extend loving kindness to all; be pitiful; wish happiness & extend loving kindness to all creatures; think benevolently) especially to persons with previous deeds on each other
- give food offerings to a Buddhist monk & then pour ceremonial water
- observe the precepts and do good things
- conscionable with right mind (Keep your shirt on! Laid-back, Get a grip on stress and happiness management)
- come and pay-respect to Buddha statues in Thailand will bring you total good-lucks and happiness

Then you'll cry only happy-tears. Good-luck to all from people of Thailand - Buddha Blesses You. Let's Buddha bless You

Sunday, November 15, 2009

เติมบุญ แก้ปีชง (2) 2553 = Adding Virtue to Counter Bad Life's Destiny 2010

ปีชง ปี2553 และวิธีแก้ชง เสริมดวงชะตา
เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้

ปีพ.ศ.2553 นี้เป็นปี ขาล(เสือ)

ตาม ประเพณีการไหว้องค์ไท้ส่วยหรือไท้ส่วยเอี๊ยเป๋าส่วยกุงเผ่งอัง ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่(ตรุษจีน) ของทุกๆปี หรือที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนรู้จักกันดีในนามของ "เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา" นี้ เป็นเทพผู้ทรงสิทธิ์ และมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละปี อีกทั้งเป็นเคล็ดลับวิชาของซินแสจีนโบราณที่ยึดหลักการคำนวณและผูกดวงจีนตาม หลักของโป๊ยหยี่ซี้เถียวมาจากการคำนวณหาราศีบนเทียงถัง 10 ตัว มาผสมกับราศีล่าง (ตี่กี่) หรือ 12 นักษัตร ซึ่งไล่เรียงจับคู่กันได้ 60 คู่ เรียกว่า "หลักจับก๊ะจื้อ" โดยในรอบ 60 ปี จึงจะเวียนมาบรรจบครบรอบกัน 1 ครั้ง

ใน รอบ 60 ปีนี้ จะมีเทพเจ้าไท้ส่วยประจำอยู่ในแต่ละปี ซึ่งจะมีชื่อเรียกขานต่างๆกัน รวมกันได้ทั้งสิ้น 60 องค์ ทำหน้าที่รักษาและคุ้มครองดวงปี หรือที่เรียกว่า "เฝ้าปี" อยู่ ซึ่งจะถือว่าแต่ละองค์จะมีอำนาจให้คุณดลบันดาลความสุข โชคเคราะห์ทุกข์ภัยหรือให้โทษแก่ผู้ใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีเคราะห์หรือดวงชะตาอ่อน ทำอะไรก็ติดขัดไม่ราบรื่นสมหวัง ท่านก็จะช่วยปัดเป่าเคราะห์ภัยบังเกิดแต่ความเป็นสิริมงคลมาสู่ตัวท่านและ ครอบครัว สำหรับปีขาล พ.ศ.2553 นี้ องค์ไท้ส่วยที่ลงมาสถิตเฝ้าปีมีพระนามว่า "อูฮ้วงไต่เจียงกุง" หรือ " อูหวัน"

เหตุ ที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนให้ความเคารพบูชากราบไหว้ เพราะมีความเชื่อว่าเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยจะบันดาลความสุขความทุกข์ให้เกิดแก่ ใครนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเมตตาของท่าน หากใครมีเกณฑ์ชะตาที่ดีอยู่แล้วจะได้ดียิ่งขึ้น หากใครมีดวงชะตาที่ไม่ดีทำอะไรก็มีปัญหาติดขัด ก็อธิฐานขอพรจากท่านให้ช่วยปัดเป่าทุกข์ภัยให้ ดังนั้นในแต่ละปีจึงมีผู้คนไปกราบไหว้บูชาขอพร ให้อยู่เย็นเป็นสุขมีดวงชะตาที่ดีตลอดทั้งปี ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนจึงมีประเพณีในการไหว้ฝากดวงเพื่อสะเดาะเคราะห์ ต่อเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย โดยเฉพาะ "ท่านที่เกิดปีชงกับองค์ไท้ส่วย" โดยท่านสามารถเดินทางไปไหว้สะเดาะเคราะห์ด้วยตนเองต่อเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย ได้ที่ วัดเล่งเน่ยยี่ ทั้ง 2 แห่งคือ ถนนเจริญกรุง และบางบัวทอง

ท่านที่มีปีเกิดที่ชงกับปีนี้ และควรไปไหว้ "องค์ไท้ส่วย" คือ ท่านที่เกิดปี ดังต่อไปนี้

1.ปีวอก(ลิง) ชง(ปะทะ)โดยตรงกับเทพเจ้า "ไท้ส่วยเอี๊ย" และเป็นอริกับปีขาลโดยตรง

2.ปีขาล(เสือ) ทับไท้ส่วย

3.ปีมะเส็ง(งูเล็ก) ปีร่วมชง

4.ปีกุน(หมู) ปีร่วมชง

และ ท่านที่ห้ามไปเป็นเจ้าภาพหรือเข้าร่วมพิธีในงานศพ และควรหลีกเลี่ยงการไปงานศพ แต่ถ้าหากไม่สามารถเลี่ยงได้ก็ขอให้ละเว้นการไปดูศพเวลาฝังศพ(เผาศพ) หรือแม้แต่การส่งศพ คือ ท่านที่เกิดในปีนักษัตร ในรอบปีต่อไปนี้

1.ปีมะเส็ง ท่านที่เกิด ปี2460(อายุ 93ปี) ปี2520( อายุ 33ปี)

2.ปีขาล ท่านที่เกิด ปี2469(อายุ 84ปี) ปี2529(อายุ 24ปี)

3.ปีกุน ท่านที่เกิด ปี2478(อายุ 75ปี) ปี2502(อายุ 51ปี) ปี2538(อายุ 15ปี)

5.ปีวอก ท่านที่เกิด ปี2487(อายุ 66ปี) ปี2511(อายุ 42ปี) ปี2547(อายุ 6ปี)

เพราะ ทั้ง 10 ปีนี้เป็น "ไท้ส่วยเฮี้ยบจี่จู้" แปลว่า "ไท้ส่วยตรงเจ้าพิธี" นอกจากจะนำพาสิ่งอัปมงคลทั้งหลายมาให้แล้ว ยังถือเป็น การหมิ่น และลบหลู่ต่อองค์ไท้ส่วยอีกด้วย

โดย เฉพาะอย่างยิ่งในปี 2553 นี้ บ้านที่หน้าบ้านหันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ควรจัดตั้งภาพองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำปี 2553 ไว้ที่หน้าบ้านหรือเหนือประตูบ้าน เพื่อช่วยคุ้มครองปัดเป่าความทุกข์ บันดาลความสุขมาสู่ตัวท่าน และครอบครัวไปตลอดทั้งปี

วิธี บูชาเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย จุดธูป 9 ดอก ไหว้พระประธานในวัดก่อน (ปักธูปกระถางละ 3 ดอก) จากนั้นจึงไปไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย จุดธูป 3 ดอกวิงวอนขอพรท่าน ให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองจากภยันอันตรายต่างๆ ที่ท่านอาจประสบพบเจอในปีนี้ จากหนักให้กลายเป็นเบา จากเบาก็ให้มลายสูญสิ้นไป ซึ่งทางวัดเล่งเน่ยยี่จะมีพิธีสวดมนต์เสริมสิริมงคล หรือพิธีนำซิ้งเต๋าเก็ง เพื่อให้ท่านและครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขหมดทุกข์หมดเคราะห์ไปตลอดทั้งปี

เครื่องบูชาเทพเจ้าไท้ส่วย มีดังนี้ (ถ้าไปทำพิธีที่วัดเล่งเน่ยยี่ ทางวัดมีจัดบริการไว้ให้แล้วเป็นชุด)

1. ธูป 3 ดอก ต่อ 1 ท่าน 2. เทียนแดง 1 คู่

3. หงิ่งเตี๋ย 12 คู่ 4. ตั่วกิม 12 แผ่น (กระดาษทอง)

5. ทุกหลั่งจี๊ 12 แผ่น 6. เป๋าอุ่งจี๊ 12 แผ่น

7. เผ่งอังจี๊ 12 แผ่น 8. กระดาษแดง (อั่งเถียบ) 1 แผ่น

9. ขนมจันอับ (จับกิ้มทึ้ง) 1 จาน

อันประกอบด้วย....

- ถั่วเคลือบน้ำตาลสีขาว - ถั่วเคลือบน้ำตาลสีชมพู - ฟักเชื่อม - ถั่วตัด - ข้าวพอง

10. ส้ม 4 ผล 1 จาน

1. นำกระดาษแดงที่เขียน ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด (และเวลาตกฟาก) ลางลงบนกระดาษไหว้ ใช้หนังสติ๊ก หรือเชือกแดงมัดไว้

2. จัดส้ม 4 ผล และขนมจันอับใส่จานจัดวางต่อหน้าองค์เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย

3. จุดเทียนแดงปักไว้ข้างๆ กระถาง จากนั้นจุดธูป 3 ดอก อธิษฐานให้ท่านช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย จากอันตรายต่างๆ และประสบแต่สิ่งที่ดีตลอดทั้งปี

4. ถ้าเป็นของตนเองให้หยิบชุดสะเดาะเคราะห์ที่เตรียมไว้ตามข้อ 1 ปัดตั้งแต่ศรีษะลงมาจนสุดแขน 12 ครั้ง (หมายเหตุ ถ้าท่านไปไหว้แทนบุคคลอื่น ก็ไม้ต้องทำพิธีปัดตัว แต่ให้กระทำโดยปัดเสื้อของบุคคลนั้นแทน)< /SPAN>

5. นำชุดสะเดาะเคราห์วางลงในกล่องรับฝากที่ทางวัดจัดไว้ให้ ก็เป็นอันเสร็จพิธี ของเซ่นไหว้ต่างๆ ถวายให้วัดไม่ต้องนำกลับบ้าน

คำอธิษฐานขอพรไหว้เทพเจ้า

วันนี้ตรงกับวันที่...เดือน.....พ.ศ. ... ข้าพเจ้าชื่อ....นามสกุล.....วันเดือนปีเกิด....ที่อยู่...

ขอ อัญเชิญเทพเจ้า..........โปรดเสด็จมารับเครื่องสักการบูชาทั้งหลาย เมื่อรับแล้วโปรดประทานพรให้ข้าพเจ้าและครอบครัวประสบแต่สรรพสิริมงคล มีความสุขความเจริญก้าวหน้าอุดมด้วยโชคลาภ ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย สิ่งอัปมงคลทั้งหลายอย่าได้แผ้วพาน ขอให้สมความปรารถนาด้วยมงคลทั้งปวงเทอญ

ใน ปีพ.ศ.2553 ควร หาโอกาสไปไหว้เทพเจ้าต่างๆ ตามแต่ที่จะเสริมปีนักษัตรตนเอง(รายละเอียดมีกล่าวไว้ในหัวข้อถัดไปของบท ความ) และหาวัตถุมงคลหรือเครื่องรางที่เป็นสิริมงคลมาเสริมดวงชะตาโดยตั้งไว้ที่ บ้าน(ที่ทำงาน) หรือติดตัว เพื่อเป็นการแก้ชงหรือเสริมดวงชะตา โดยเฉพาะปีนักษัตรที่ชงทั้ง 4 ปี

ปีวอก(ลิง) ชง(ปะทะ)โดยตรงกับเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา "ไท้ส่วยเอี๊ย" และเป็นอริกับปีขาลโดยตรง อีกทั้งยังมีดาวอัปมงคลเพ่งเล็งอยู่หลายดวง โชคชะตาจึงตกต่ำมัวหมอง เกิดเรื่องร้ายมากกว่าดี ถูกอุปสรรคปัญหารุมเร้า เงินทองไหลออก โชคลาภอับเฉา ต้องระวังอุบัติเหตุเคราะห์ภัยต่างๆ พยายามอยู่อย่างสงบเสงี่ยมอย่าไปยุแหย่ท้าทายผู้ใด และอย่าริอาจทำเรื่องผิดกฎหมายเป็นอันขาดมิเช่นนั้นอาจต้องรับผลกรรมที่ตาม มา

หาก คิดจะป้องกันแก้ไข ขจัดภัย สลายเคราะห์ ปรับเปลี่ยนร้ายให้เป็นดี ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "มังกรลิงขี่ม้าเดินทาง รวมพลังสลายเคราะห์ภัย" เพื่อ ปกป้องคุ้มครองให้ชาวปีวอกแคล้วคลาดปลอดภัย เสริมส่งให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง โช คลาภสดใส มั่งคั่งร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี

ปี ขาล(เสือ) ปีนี้ดวงของคุณไม่ชงโดยตรงแต่ก็ ทับองค์ไท้ส่วย และเนื่องจากดวงชะตาของคนเกิดปีขาล มีดาวร้ายหลายดวงคอยคุกคามอยู่ โดยเฉพาะดาวกระบี่คม "เจี้ยนฟง" และดาวศัตรูที่ซ่อนเร้น "จื่อเป้ย" คอย จ้ องทำร้ายให้บาดเจ็บเลือดตกยางออกเกิดเหตุร้ายมากกว่าดี ทำให้โชคลาภตกต่ำ เงินทองรั่วไหล การงานการค้าไม่เจริญก้าวหน้า และอาจมีผู้ไม่หวังดีคิดมุ่งร้าย ฉะนั้นจงอย่าประมาท

หากคิด ป้องกันแก้ไขกลับร้ายให้เป็นดี ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "แปดวิเศษ ขจัดภัย เสริมส่งความเจริญรุ่งเรือง" เพื่อสลายพลังร้ายขจัดเคราะห์ ต้านภัย เสริมส่งให้การงานการค้ารุ่งเรือง โชคลาภเงินทองเพิ่มพูน สุขภาพแข็งแรง ปราศจากอุบัติเหตุเภทภัย อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี

ปี มะเส็ง(งูเล็ก) ปีนี้ดวงของคุณไม่ชงโดยตรงแต่ก็ถือว่า ร่วมชง และเนื่องจากดวงชะตาของคนเกิดปีมะเส็ง มีดาวมงคลพระจันทร์ "ไท่อิน" และดาวธรณีช่วยแก้ไข "ตี้เจี่ย" ส่องแสงนำทางให้เจริญรุ่งเรือง แต่มีดาวเทพแห่งหายนะ "หวังสึน" และดาวมอดม้วยมลาย "ฉูเป้า" กับดาวกั บดักมรณะ "กวันซัว" เข้า มาคุกคามทำให้โชคลาภห่างหายการงานการค้าสะดุดติดขัด สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย ต้องระวังการใช้ชีวิตประจำวันให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุต่างๆ และพึงระวังกับดักหลุมพรางที่ผู้ไม่หวังดีขุดล่อไว้ ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท

หาก คิดป้องกันแก้ไข ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "มังกรคู่ถวายมุกอัคคี" เพื่อสลายพลังอำนาจของดาวร้าย ขจัดอุปสร รคเคราะห์ภัย เสริมส่งให้การค้าเจริญก้าวหน้า กระตุ้นโชคลาภให้สดใส เงินทองไหลมาเทมา มีสุขภาพแข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี

ปีกุน(หมู) ปีนี้ดวงของคุณไม่ชงโดยตรงแต่ก็ถือว่า ร่วมชง และเนื่องจากดวงชะตาของคนเกิดปีกุน ปีนี้มีดาวมงคลช่วยส่งเสริมเกื้อหนุนให้มีความเจริญรุ่งเรืองได้รับการสนับ สนุนอุปถัมภ์ค้ำจุน การงานการค้าก้าวหน้าประสบความสำเร็จ แต่ก็มีดาวอัปมงคลหลายดวงจ้องคุกคามอยู่ จึงต้องระวังคำพูดคำจาอย่าไปนินทา ว่าร้ายผู้อื่น ดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีอย่าให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และอย่าไปในที่เปลี่ยวตามลำพัง เพราะมีเกณฑ์ว่าอาจถูกทำร้ายปล้นชิงวิ่งราวหรือถูกโจรขโมยขึ้นบ้าน ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท

หาก คิดป้องกันแก้ไข ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "น้ำเต้าดูดทรัพย์" เพื่อกระตุ้นเปิดรับโชคลาภ ดูดทรัพย์สินเงิน ทองให้ไหลมาเทมาเสริมส่งให้การงานการค้าเจริญรุ่งเรือง ปราศจากอุปสรรคเคราะห์ภัย มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว

ปีชวด(หนู) ปีนี้คุณมีดาวอัปมงคลรายล้อมสร้างความเสียหายโดยเฉพาะดาวหมาสวรรค์ "เทียน โกว่" ดาวแห่งการสูญเสีย "เตี๊ยวเคอะ" และดาวลูกกรง "ฉิวอี้" ส่งผลให้ดวงชะตามัวหมอง โชคลาภอับเฉา ธุรกิจการงานประสบปัญหามากมาย ทั้งคู่แข่งทางการค้า ปรปักษ์ในที่ลับและที่แจ้ง และต้องระวังอย่าสร้างปัญหาหรือทำผิดกฎหมายมิฉะนั้นจะเป็นการนำภัยเข้าสู่ ตัว

ดั้ง นั้นจึงควรเสริมสิริมงคล เพื่อให้เกิดความปลอดภัย พร้อมทั้งขจัดเภทภัยต่างๆ จึง ควรจัดตั้งวัตถุมงคลเสริมดวง หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "ฮกลกซิ่ว ค้างคาว กวาง ลูกท้อ" เพื่อสลายพลังร้ายของดาวอัปมงคลให้สูญสิ้นไป พร้อมทั้งเสริมส่งให้การงานการค้า ตำแหน่งลาภยศเจริญก้าวหน้า โชคลาภเงินทองเพิ่มพูนทวี สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว

ปีฉลู(วัว) ปีนี้คุณมีดาวมงคลนกคู่แห่งรัก "หงหลวน" โคจรเข้ามาส่งความสุขสดชื่น มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง แต่มีดาวป่วยไข้ "ปิ้งฝู" จอมมารแห่งโรคภัยเข้ามาคุกคาม ทำให้สุขภาพอ่อนแอ เจ็บไข้ป่วยง่าย จึงต้องดูแลสุขภาพเอาใจใส่สุขอนามัยเรื่องอาหา รการกินให้ดี ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท

หาก คิดป้องกันแก้ไข ขจัดเคราะห์ภัย จึงควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "นกมงคล ทับทิม ไผ่ เหมย" ที่ มีอานุภาพสูงส่งนี้ เพื่อสลายพลังพิฆาตของจอมมารแห่งโรคภัยให้แตกดับไป พร้อมทั้งเสริมส่งให้ดาวแห่งความรักบันดาลให้ความรักของท่านสดชื่นหวานแหวว มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง พรั ่งพร้อมบริบูรณ์ด้วยโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง มีสุขภาพแข็งแรงอยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี

ปีเถาะ(กระต่าย) ปีนี้คุณมีดาวมงคล "พระอาทิตย์" เปล่งรัศมีสดใสนำทางให้มีความเจริญรุ่งเรือง แต่มีดาวทะเลสาบน้ำเค็ม "เสียนฉือ" และดาวพิฆาตแห่งปี "เหนียนซา" คอย คุกคามทำให้เงินทองรั่วไหล โชคลาภถดถอย ฉุดรั้งไม่ให้การงานการค้าลื่นไหล ฝักใฝ่หลงใหลอบายมุขจนสุขภาพเสื่อมโทรม มนุษย์สัมพันธ์บกพร่องเป็นเหตุนำไปสู่การทะเลาะกับผู้อื่น โดยเฉพาะคู่รักหรือภรรยา และคนในครอบครัว ฉะนั้นไม่ควรประมาท
หากคิด แก้ไขให้ออกห่างจากอบายมุขทั้งหลาย จึงควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "กระต่ายรุ่งเรือง พระอาทิตย์เสริมส่ง" เพื่อเสริมสร้างให้ดาวมงคล "พระอาทิตย์" สาด แสงแรงกล้ายิ่งขึ้น เผาผลาญกำจัดสิ่งอัปมงคลต่างๆ ให้สูญสิ้นไปเหลือไว้แต่ความเป็นสิริมงคลเสริมส่งให้การงานการค้ารุ่งเรือง โชคลาภสดใส มั่งคั่งร่ำรวย สุขภาพแข็งแรงตลอดปี

ปีมะโรง(มังกร,งูใหญ่) ปีนี้คุณมีแต่ดาวอัปมงคลเข้ามาคุกคามโดยเฉพาะดาวประตูมรณะ "ซังเหมิน" ดาวหางเสือดาว "เป้าเหว่ย" และดาวสวรรค์ร้องไห้ "เทียนคู่" ส่ง ผลทำให้โชคลาภอับเฉา การงานการค้าไม่เจริญก้าวหน้า ต้องระวังการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเองดูแลผู้อาวุโสกับเด็กๆ ให้ดีหากเจ็บป่วยต้องรีบพาไปหาหมอรักษา และต้องอยู่อย่างสงบอย่าไปมีเรื่องทะเลาะกับผู้อื่นเพราะจะนำภัยเข้าสู่ตัว อีกทั้งต้องมีความมุ่งมั่นอดทน จึงจะหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท

หากคิดแก้ไข ขจัดภัย สลายเคราะห์เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "ดอกบัว ปลาทอง ธรรมจักร เสริมส่งความเจริญรุ่งเรือง"เพื่อ สลายพลังพิฆาตของดาวร้ายให้หมดไป เสริมส่งให้โชคชะตาสดใสขึ้น การงานการค้าเจริญก้าวหน้า กระตุ้นโชคลาภให้เงินทองเพิ่มพูนทวี ปราศจากเคราะห์เหตุโรคภัย อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี

ปีมะเมีย(ม้า) ปีนี้คุณมีดาวนายพล "เจียงซิง" และดาวสามพลับพลา "ซันไถ" โคจรเข้ามาเสริมส่งให้โชคชะตารุ่งโรจน์สดใส การงานการค้าเจริญก้าวหน้า แต่มีดาวร้ายห้าปีศาจ "อู๋กุ่ย" และดาวคดีความ "กวันฝู" แทรง แซงเข้ามารังควานสร้างความเสียหาย จึงต้องระวังเรื่องเคราะห์ภัยจากการทะเลาะบาดหมางกับผู้อื่น รวมทั้งเรื่องคดีความทำผิดกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ต้องเสียทรัพย์จำนวนมาก ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท

หาก คิดป้องกันแก้ไข ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "เรือใบขนสมบัติ" เพื่อคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย เสริมส่งให้การงานการค้า เจริญรุ่งเรืองกระตุ้นเปิดรับโชคลาภให้มั่งคั่งร่ำ รวย สุขภาพแข็งแรง หมดเคราะห์หมดภัย สุขสบายมีชัยตลอดปี

ปีมะแม(แพะ) ปีนี้คุณมีดาวสวรรค์ยินดี "เทียนสี่" กับดาวคุณธรรมพระจันทร์ "ย่วยเต๋อ" และ ดาวอานม้า "ปั่นอาน" เปล่งรัศมีสดใสอยู่ในเรือนชะตา ส่งผลให้ประสบความเจริญก้าวหน้า ทั้งเรื่องความรัก และการงานการค้า แต่ก็มีดาวมนต์ชั่วร้าย "สื่อฝู" กับดาวละลายทรัพย์ "เสี่ยวห้าว" และดาวหม้าย "กว่าซู่" มาขัดขวางรังควานทำให้สุขภาพอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย มีอุบัติเหตุเคราะห์ภัย และเงินทองรั่วไหลออกง่าย ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท

หาก คิดป้องกันแก้ไข ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "เต่านำโชค กระเรียน อายุวัฒนะ" ที่มีอานุภาพสูงส่ง เพื่อสลายอิทธิพลพลังร้ายให้หมดไป พร้อมทั้งเสริมส่งความรักให้หวานชื่น การงาน การค้าเจริญก้าวหน้า มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ปราศจากอุบัติเหตุเคราะห์ภัย อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี

ระกา(ไก่) ปีนี้คุณมีดาวดอกไม้จักรพรรดิ "จื่อเว่ย" และดาวคุณธรรมมังกร "หลงเต๋อ" เปล่ง รัศมีอยู่ในเรือนชะตา ส่งผลให้การงานก้าวหน้าได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การค้าเจริญรุ่งเรืองมีกำไรงดงาม แต่มีดาวทำลายให้พ่ายแพ้ "เป้าไป้" และดาวหกร้าย "ลิ่วห้าย" คอยจ้องทำลาย จึงต้องระวังคู่แข่งปรปักษ์ยอดขายตกต่ำ การผลิตที่ผิดพลาด ทำให้สูญเสียโอกาสที่ดีไป

ฉะนั้น จึงควรหาทางป้องกันแก้ไข โดยการจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "หอยสังข์ หยวนเปา ดอกบัว เสริมส่งโชคลาภ" เพื่อ เสริมสร้างการงานให้เจริญก้าวหน้าได้เลื่อนตำแหน่ง การค้าเจริญรุ่งเรืองกระตุ้นเปิดรับโชคลาภให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หมดเคราะห์หมดภัย มีสุขภาพแข็งแรงสุข สบายมีชัยตลอดปี

ปี จอ(สุนัข) ปีนี้ดวงชะตาไม่ค่อยสดใส เนื่องจากมีดาวอัปมงคลรุมล้อมสร้างความเสียหาย โดยเฉพาะดาวเสือขาว "ไป๋หู่" ที่ จะส่งผลทำให้เกิดเคราะห์ภัยต่างๆ อย่างไม่ทันรู้ตัว หน้าที่การงาน และธุรกิจการค้ามีอุปสรรค โชคลาภอับเฉา สุขภาพอ่อนแอ จึงต้องระวังอย่าประมาท

ฉะนั้น หากคิดป้องกันแก้ไข ขจัดภัยสลายเคราะห์ เสริมส่งโชคลาภให้สดใส ควรจัดตั้งวัตถุมงคล หรือพกจี้มงคลติดตัว(ติดรถ) "สิงโตมีปีก คุ้มภัยพิทักษ์ทรัพย์" เพื่อกระตุ้นเปิดรับโชคลาภ ให้เงินทองไหลมาเทมา การงานการค้ามีความเจริญก้าวหน้า สุขภาพแข็งแรง แคล้วคลาดปลอดภัย อยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี

ปีกุน (หมู)

ที่มา: ดวงใครจะชงรับ (ปีขาล) 2553 ลองสำรวจดูครับ
http://www.bluesblood.com/bb/index.php?topic=19100.msg264028

Thursday, November 12, 2009

ทำไมมาม่าต้องต้ม 3 นาที? Why Ramen Noodle Needs 3 Minutes?

จากกระทู้ในพันทิพอะ เกี่ยวกับภาพยนต์ เรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ น่าสนใจดี

ทำไมมาม่าต้องต้ม 3 นาที? Why and why ramen needs 3 minutes to cook???

สังเกตว่าภายในเรื่องตัวละครจะมีความสัมพันธ์กับมาม่า 2 ครั้ง คือ ตอนที่พระเอกจะต้มมาม่าให้นางเอกกินรองท้องก่อนขึ้นรถแท็กซี่ และตอนที่นางเอกผิดหวังเรื่องพระเอกต้องไปเรียนต่อเมืองนอก จึงกลับมาต้มมาม่าที่บ้านคนเดียว

หนังกำลังจะบอกอะไรเราหรือเปล่า? ...เขากำลังจะบอกเรื่องสาระของ ”การรอคอย” และ "ความอดทน"

ครั้งแรกในรถแท็กซี่ นางเอกเปิดกินในขณะที่เพิ่งใส่น้ำร้อนไปแค่ 1 นาที พระเอกก็บอกว่า “ก็ข้างถ้วยเขาเขียนให้รอ 3 นาที” นางเอกก็เถียงว่าชอบกินแบบนี้ เส้นกรอบๆแบบนี้

ถ้า เรามองแบบเปรียบเทียบ ม่าม่ากับความรัก .. เหมือนหนังกำลังบอกว่า ทั่วไปตามสากลโลก ความรักมันมีเวลาของมัน การบ่มเพาะเส้นของความรักให้นุ่มพอดี พอเหมาะเข้าปากนั้น ต้องใช้เวลา แม้นางเอกอาจจะชอบเส้นกรอบๆ ที่ใช้เวลาน้อย แต่ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน จะตัดสินด้วยความชอบเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ และเวลาอีก 2 ปีที่พระเอกจะไม่อยู่ ก็คือช่วงเวลาที่จะบ่มเพาะความรัก ให้สามารถกินได้ทั้ง 2 ฝ่ายนั่นเอง

มาม่ามักถูกใช้เป็นตัวช่วยของคนที่ “ไม่มีเวลา” ไม่มีเวลาทำกับข้าว ไม่มีเวลาไปหาอาหารกินข้างนอก เหมือนในเรื่องนี้ นางเอกคิดว่าตนเอง”ไม่มีเวลา”จะรอพระเอกแล้ว เพราะอายุก็มาก เหงาก็เหงา กินข้าวคนเดียว แต่จะให้ทำอย่างไร แม้แต่มาม่ายังมีเวลา 3 นาทีของมัน แล้วความรักล่ะ?

จึงมาสู่ตอนที่นางเอกเครียดในการต้มมาม่าคนเดียวที่บ้าน อยากกินเร็วๆแต่อะไรก็ขัดใจไปหมด น้ำก็ไม่ได้ต้มไว้ ฉีกซองเครื่องปรุงก็ลำบาก เนื่องจากความ”ใจร้อน” มองแต่”เป้าหมาย” แต่ลืมมอง”ระหว่างทาง” การจะกินมาม่า ต้องต้มน้ำ ต้องค่อยๆเตรียมเครื่องปรุง เหมือนความรัก หากจะมองแต่เป้าหมายว่าฉันกับเขาจะต้องรักกัน แต่ลืมใส่ใจ”ระหว่างทาง” ภาพนั้นคงไม่เกิด

มาม่า ก็เป็นตัวแทนหนึ่งของคนในสมัยนี้ ที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทุกๆอย่างต้องแข่งกับเวลา จนลืมไปว่า เรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างความรัก มันเร่งรีบไม่ได้หรอก

สรุปคือคิดว่า หนังใช้มาม่าสอนเราในเรื่องความรัก ถ้าคิดจะรัก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอ ต้องอดทน คนสมัยนี้มักขาดความอดทน แลกเบอร์กันไม่กี่วัน ก็อยากให้อีกฝ่ายเรียกเราว่าแฟนแล้ว น่าจะมองดูว่า แม้สิ่งที่จะช่วยเราประหยัดเวลามากแค่ไหน อย่างมาม่า มันก็ยังมีเวลาของมัน แล้วกับความรัก ก็เช่นกัน

Saturday, October 31, 2009

คนมีไข้ กับอาหารต้องห้าม Flu and forbidden/prohibiting foods

คนมีไข้ ภายในกำลังอยู่ในสภาวะบอบบาง จึงควรงดทานอาหารและผลไม้ หลายชนิด
เช่่น คนมีไข้ควรงดอาหารต่อไปนี้ โดยเฉพาะผู้ที่กินยาสมุนไพรจีน Forbidden/Prohibiting foods for people having flu especially those having Chinese herbal medicine
-อาหารที่มีฤทธิ์เย็น/ธาตุเย็น ได้แก่อาหารที่มีน้ำมาก watery-food/fruit เช่น ส้ม orange น้ำแข็ง ice สัปปะรด pineapple แก้วมังกร dragon-fruit แตงโม water-melon หัวไช้เท้า radish แตงกวา cucumber ฟัก(เขียว)
-อาหารที่มีรสขม bitter taste เช่น บอระเพ็ด Tinospora cordifolia
-อาหารที่ร้อน/เหม็น hot/stink smell เช่น กระเทียม Garlic หน่อไม้ bamboo-shoot
-อาหารที่มัน oily food เช่น ข้าวผัด fried-rice เพราะย่อยยาก
-อาหารบำรุง analeptic/nourishment food เช่น เก๋ากี้ Chinese Lycium

สิ่งที่คนมีไข้ควรทาน คือ ข้าวต้มปลา หรือ ข้าวต้มหมู ที่ย่อยง่าย (สามารถใส่ใบตำลึงสับได้) ทานขณะกำลังร้อน พร้อมกับทานน้ำมาก ๆ และนอนพักผ่อน What people having flu should eat is wet-rice boiled with fresh water adding some fish or pork for easily digestion. Drink lot of water and sleep more

-ขอให้หายไข้เร็ว ๆ เด้อ Recover soon

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก Look @ problem or solutions

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก
เคยได้รับเมล์ อ่านแล้วชอบมากๆ เลย ขอถ่ายทอดให้อ่าน


เรื่องแรก
อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก
นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกา
ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้
ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปหลายปี
ในที่สุดได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว
แม้ใต้น้ำก้อเขียนได้
ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง
แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ประสบปัญหาเดียวกัน
ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา


*******************************

เรื่องที่สอง
โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา
เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ
ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ
ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก้อตรวจจับได้
ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก
แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกัน
ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน
กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป
******************************


คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา
ทุ่มกำลังสติปัญญาและทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น
ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก
ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย
******************************


เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด
แล้วคุณจะประหลาดใจ

Thursday, October 22, 2009

อาหารสีดำ บำรุงไต? 黑色食品是补肾?


อาหารสีดำ บำรุงไต?
黑色食品是补肾?

มีคนบอกว่า กินงาดำบำรุงไต กินงาขาวบำรุงปอด เพราะสีดำเกี่ยวกับไต สีขาวเกี่ยวกับปอด เรื่องแบบนี้มีข้อเท็จจริงอะไรที่น่าเชื่อถือ?
แพทย์แผนจีน อาศัยทฤษฎี ยิน-หยาง 阴阳และทฤษฏี ปัญจธาตุ五行มาอธิบายสรรพสิ่งเป็นเวลาหลายพันปี มาถึงยุคไฮเทคแบบนี้แล้ว การเอาทฤษฏีโบราณแบบนี้มาอธิบาย ดูเหมือนจะทะแม่งๆสิ้นดี
แต่ถ้าใครลองเปิดใจให้กว้าง เข้าศึกษาปรัชญาแนวคิดยินหยาง หรือแนวคิดของเต๋า ของปรมาจารย์เล่าจื้อ ก็จะพบว่า หลักคิดของยินหยาง เป็นภูมิปัญญาระดับสูง ที่เป็นกฏของจักรวาล เช่นเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เลยทีเดียว
อีกทฤษฏีหนึ่ง คือเรื่องปัญจธาตุ ซึ่งได้พยายามแยกแยะลักษณะพลังในธรรมชาติ ที่มีลักษณะสะท้อนออกมาในปรากฏการณ์ธรรมชาติทุกอย่าง เช่นฤดูใบไม้ผลิ จะมีพลังของการเกิด, ความอบอุ่น, การเริ่มต้น, การเกิดลม พลังแห่งแสงสีเขียว ฯลฯ ซึ่งพลังเหล่านี้ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษย์และสรรพสิ่ง อย่างแยกจากกันไม่ได้
เอาเฉพาะเจาะจงลงมาใกล้ตัว คือ แสง สี ที่เรามองเห็นด้วยตา ก็มีพลังที่จำเพาะของมัน และมีอิทธิพลต่ออวัยวะภายในร่างกายที่แน่นอน เช่น
สีขาว จะมีการนำพลังเข้าสู่ปอด-ลำไส้ใหญ่
สีดำ จะมีการนำพลังเข้าสู่ไต-กระเพาะปัสสาวะ
สีเหลือง จะมีการนำพลังเข้าสู่ม้าม-กระเพาะอาหาร
สีแดง จะมีการนำพลังเข้าสู่หัวใจ-ลำไส้เล็ก
สีเขียว จะมีการนำพลังเขาสู่ตับ-ถุงน้ำดี

อาหารสีดำกับการบำรุงไต
-อาหารสีดำ โดยธรรมชาติ (ไม่ใช่การปรุงแต่งสี) มีฤทธิ์บำรุงไต, บำรุงเลือด (ตับกับไตมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน) ตัวอย่างเช่น งาดำ, ถั่วดำ, ข้าวเหนียวดำ, ไก่ดำ, เห็ดหูหนูดำ, ผลต้นหม่อน, สาหร่ายใส่แกงจืด (จี๋ไฉ่) ฯลฯ
-การพิจารณาแต่สีของอาหาร ไม่ได้บ่งชี้ว่าอาหารนั้นจะบำรุงไตหรือไม่ ต้องพิจารณาคุณสมบัติ ยิน-หยาง ของอาหารด้วย คืออาหารสีดำนั้นมีฤทธิ์อุ่น, ร้อน ค่อนเย็น,หรือเย็น
-ถ้าอาหารสีดำมีรสออกไปทางหวาน และคุณสมบัติอุ่น หรือร้อน มักจะมีฤทธิ์บำรุง เช่น ไก่ดำ,ข้าวเหนียวดำ,ผลต้นหม่อน ฤทธิ์การบำรุงไต บำรุงเลือดก็จะมาก
-ถ้าอาหารสีดำ คุณสมบัติหรือฤทธิ์กลางๆ เช่น ถั่วดำ, งาดำ, ก็มีฤทธิ์บำรุงไต แต่อาจไม่เด่นชัดเหมือนกลุ่มแรก
-ถ้าอาหารสีดำที่มีฤทธิ์เย็น เช่น เห็ดหูหนูดำ, สาหร่ายสีดำ ฯลฯ มักมีลักษณะขับพิษ ทำให้เลือดไหลไม่ติดขัด และฤทธิ์การบำรุงไตก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สีดำของอาหารบ่งบอกว่า จะนำพลังเข้าสู่ไต แต่จะมีคุณสมบัติบำรุงมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับคุณสมบัติยิน-หยาง และรสชาติของอาหารนั้นด้วย

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการกินอาหารให้เหมาะสมและสอดคล้อง
อาหารสีดำ เช่น เห็ดหูหนู สาหร่าย เหมาะที่จะกินในฤดูร้อน หือช่วงเวลากลางวัน ไม่ควรกินฤดูหนาว หรือตอนกลางคืน ถ้าจำเป็นต้องกินควรกินแต่น้อย หรือเสริมรสเผ็ดร้อน เช่น พริก, ขิง, พริกไทย, ประกอบอาหารเข้าไปด้วย
อาหารทะเล โดยเฉพาะพวกปู, หอย, จัดเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสเค็ม เข้าไตเหมือนกัน เวลาปรุงจะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะปรับให้สมดุลด้วยกระชาย, พริกไทย, พริก เช่น ผัดเผ็ดทะเล ผัดฉ่า ทั้งยังจะดับความคาวของอาหารไปด้วย
ที่เล่าสู่กันฟัง พอจะทำให้เกิดความเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับหลักทฤษฎีแพทย์แผนจีน ในเรื่องปัญจธาตุ ยินหยาง รสชาติของอาหาร
ถ้าอาหารที่มีฤทธิ์ไปทางอุ่นร้อน รสชาติหวานเผ็ดร้อน มักจะให้การเสริมบำรุง และให้เลือดลมเดิน
อาหารที่มีฤทธิ์ไปทางเย็น, ค่อนข้างเย็น, รสชาติเปรี้ยว, ขม,เค็ม, มักจะเป็นการขับ, ระบาย, พลังส่วนเกิน
สีของอาหารจะบ่งบอกว่า ยาควรจะไปอวัยวะใด
ถ้าคิดจะบำรุงอวัยวะใด ควรพิจารณาให้รอบด้าน อย่ารู้เพียงแค่ว่าสีดำบำรุงไต ใครเป็นโรคไตควรกินสีดำมากๆ อะไรทำนองนั้น เพราะการบำรุงไตของท่านอาจเป็นการทำลายไตของท่านก็ได้.

หมายเหตุ-ไตในทัศนะแพทย์แผนจีนมีความหมายครอบคลุมหลายระบบมีความหมายเฉพาะตัว ไม่ใช่เฉพาะตัวอวัยวะไตเท่านั้น
ที่มา: นพ.ภาสกิจ วัณนาวิบูล วารสารหมอชาวบ้าน

วิธีเปล่งเสียง 6 คำอักษร ขจัดโรค-ทำให้อายุยืน


วิธีเปล่งเสียง 6 คำอักษร ขจัดโรค-ทำให้อายุยืน
祛病延年六字法

ความสนใจเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ด้วยความรู้และสิ่งที่ได้รับจากการแพทย์แผนปัจจุบันแบบสูตรสำเร็จ เช่น กินอาหารให้ครบ 5 หมู่, ออกกำลังกาย, พักผ่อนให้เพียงพอ, หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์, ควบคุมจิตอารมณ์, ขับถ่ายของเสีย ฯลฯ ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสุขภาพเสียแล้ว การแสวงหาภูมิปัญญาโบราณ ที่สั่งสมประสบการณ์นับพันๆ ปี เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ โดยเน้นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน เพราะรายละเอียดในแง่หลักการ, วิธีการ การปฏิบัติ มีความแตกต่างกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญในการอธิบายสิ่งต่างๆ ในสิ่งที่เป็นรูปลักษณ์ แต่เพียงด้านเดียว คือเน้นไปทางด้านวัตถุ หรือสิ่งที่มองเห็นแต่ขาดมิติของสิ่งที่ไร้รูปลักษณ์ คือพลังงาน พลังลมปราณเป็นตัวกำหนดความมีอยู่ของชีวิต พลังชีวิตที่มีอยู่จริง แต่มองไม่เห็น
การฝึกพลังลมปราณ ชี่กง เพื่อปรับสมดุลของอวัยวะภายใน และการไหลเวียนของเลือด -พลังในเส้นลมปราณ ซึ่งเส้นลมปราณ จะเชื่อมต่อระหว่างอวัยวะภายในร่างกายกับภายนอกร่างกาย รวมถึงการเชื่อมต่อกับพลังแห่งคลื่นธรรมชาติ (ฟ้า-ดิน) การฝึกพลังลมปราณ ชี่กง เป็นวิถีการเชื่อมพลังร่างกาย-จิตใจ กับพลังธรรมชาติ ให้เป็นหนึ่งเดียวอีกวิธีหนึ่ง เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ล้ำลึก มีมิติทางจิตที่เป็นนามธรรม ไร้รูปลักษณ์ ควบคู่กับการเคลื่อนไหวภายนอก และการหายใจที่มองเห็นได้
วิธีการฝึกลมปราณมีหลายวิธี มีเทคนิคง่ายๆ ที่จะแนะนำ คือ “สูตรเสียง 6 คำอักษร” 六字诀
หลักการง่ายๆ คือ หายใจออกในท่าที่เหมาะสม พร้อมเปล่งเสียงที่มีลักษณะจำเพาะกับการกระตุ้นอวัยวะภายใน
เสียงต่างๆ ที่กำหนดขึ้นตามอักษรจีน 6 คำ เสียงต่างๆ ที่เปล่งออกมายาวๆแรงๆขณะหายใจออกทางปาก จะทำให้มีการสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในไม่เหมือนกัน
ท่าต่างๆ ถูกดัดแปลงให้สอดคล้องกับ การเคลื่อนไหวกระตุ้นของอวัยวะภายในเช่นกัน
1. เสียง ซวี 嘘 xu -บำรุงตับ
ทำปกติ สรรพคุณ : บำรุงตับ ทำให้ตาสว่าง กระตุ้นการไหลเวียนเส้นลมปราณตับ
2. เสียง เคอ 呵 ke - บำรุงหัวใจ – ขับร้อนของหัวใจ
สรรพคุณ : ขับความร้อนของหัวใจ รักษานอนไม่หลับ ทำให้กระบังลมถูกยกขึ้นด้านบน
3. เสียง ฮู. 呼 hu -บำรุงม้าม
สรรพคุณ: ช่วยการย่อยและการดูดซึมอาหาร, รักษากระเพาะอาหารหย่อนยาน
4. เสียง ซือ 呬 si .- บำรุงปอด
สรรพคุณ : บำรุงปอด ขับสิ่งก่อโรคที่รุกรานปอด
5. เสียง ชุย 吹 chui - บำรุงไต
สรรพคุณ : เสริมธาตุน้ำ, ยินของไต
6. เสียง ซี 嘻 xi - บำรุงซานเจียว
สรรพคุณ : ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดและพลังในช่องลำตัว คือทรวงอก- ช่องท้อง- อุ้งเชิงกราน ไหลคล่องตัวไม่ติดขัด
เทคนิคการหายใจที่สำคัญคือ หายใจเข้าทางจมูกยาวๆ หายใจออกทางปาก พร้อมการเปล่งเสียงที่ละอักษร เริ่มจาก ซวี, เคอ, ฮู, ซือ, ชุย, ซี คือ กระตุ้นอวัยวะ ตับ, หัวใจ, ม้าม, ปอด, ไต, ซานเจียว ตามลำดับ
เปล่งเสียงแต่ละคำ 6 ครั้ง และพักปรับการหายใจ หายใจเข้าออกทางจมูก แล้วต่อด้วยเสียงคำอักษรตัวอื่นๆ ต่อไป
ในช่วงไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ระบาด ถ้าต้องการเน้นการขับพิษจากภายนอก และเสริมพลังปอด แนะนำการออกเสียง ซือ 呬 si ให้บ่อยๆ เพื่อบำรุงปอดและขับสิ่งก่อโรคที่รุกรานปอด
การเปล่งเสียงตาม “สูตรเสียง 6 คำอักษร”六字诀 เป็นวิธีที่ง่าย พึ่งตนเองได้ มีผลต่อการเสริมสร้างอวัยวะภายในโดยตรง ใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพ, ป้องกันโรค และรักษาโรคได้ แพทย์จีนเชื่อว่า ถ้าเลือดและพลังการไหลเวียนที่ดี ทำให้หยินหยางสมดุล ทำให้พลังเจิ้งชี่ดี ปัจัยก่อโรคก็ทำอะไรไม่ได้ 正气存内,邪不可干
-----------------------------------------------
ที่มา: นพ.ภาสกิจ วัณนาวิบูล วารสารหมอชาวบ้าน

ยางลบกับดินสอ

ความผิดพลาดเกิดขึ้นเสมอในชีวิตประจำวัน ลองอ่านบทความดี ๆ เรื่อง ยางลบกับดินสอ ดูนะฮะ



idea4 -

ต้องอ่าน CEO = เสี่ยว CEO is just a friend

ทันทีที่อ่านหนังสือ A Day Bulletin เล่มใหม่จบ
สิ่งแรกที่คิดก็คือ ต้องเขียนถึงคนคนนี้
"ทัศพล แบเลเว็ลด์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ "CEO" ของ "ไทยแอร์เอเชีย" สายการบินต้นทุนต่ำรายแรกของเมืองไทย
หนังสือ a day BULLETIN เป็นหนังสือแจกฟรีของค่าย a day ที่ฮิตและฮอตจนต้องเปิดรับสมาชิก
จุดเด่น! ของหนังสือเล่มนี้คือ บทสัมภาษณ์
อย่างบทสัมภาษณ์ "ทัศพล" เล่มนี้
"ทัศพล" เป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ "วอร์เนอร์ มิวสิค" ก่อนจะมารับตำแหน่ง CEO ของ "ไทยแอร์เอเชีย" ที่เป็นบริษัทในเครือชินคอร์ป
เขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน มีทัศนคติทางบวก
วันที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องบินของไทยแอร์เอเชียจอดอยู่ 10 กว่าลำ
ในขณะที่คนอื่นกำลังทุกข์
เขากลับคิดในแง่ดีและมีอารมณ์ขัน
"เครื่องบินของคนอื่นเขาก็จอดอยู่เหมือนกัน"
เป็นความคิดแบบ "เฉลี่ยทุกข์"
เราทุกข์ เขาก็ทุกข์
หรือเมื่อมีคนถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าทุกปัญหาที่มีทางออก
"ทศพล" บอกว่าที่มีคนบอกว่ามืด 8 ด้าน แสดงว่าด้านที่ 9 ต้องมีทางออก
"ไม่มีปัญหาอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีทางออก เพียงแต่ออกไปแล้วจะบาดเจ็บหรือเปล่า แต่บาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้างก็ดีกว่าตายไปเลย"
นอกจากอารมณ์ขันและทัศนคติทางบวกแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่ "ทัศพล" CEO ของสายการบินต้นทุนต่ำมี
นั่นคือ "ลูกบ้า" ... ลูกบ้า "ต้นทุนสูง"
วันที่ "ทัศพล" รับตำแหน่ง CEO
บริษัทไทยแอร์เอเชีย มี "แอร์เอเชีย" ของมาเลเซียถือหุ้น 49% บริษัทเอเชียเอวิเอชั่น ของชินคอร์ปถือหุ้น 50%
อีก 1% เป็นของ "ทัศพล"
แต่พอ "ชินคอร์ป" ขายหุ้นให้กับ "เทมาเส็ก"
"ทัศพล" สัมผัสได้ถึง "ความไม่แน่นอน"
เพราะ "เทมาเส็ก" นั้นสนใจเฉพาะบริษัทด้านโทรคมนาคม ส่วนธุรกิจสายการบินหรือการเงินอย่างแคปิตอล โอเค ซึ่งอยู่นอกสายธุรกิจหลัก
มีโอกาสมากที่ "เทมาเส็ก" จะขายทิ้ง
สภาพเช่นนี้ทำให้พนักงานขวัญหนีดีฝ่อ มาทำงานด้วยสีหน้าที่เป็นทุกข์เพราะไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
"ทัศพล" รู้สึกว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อพนักงาน 1,200 คน
หลายคนเขาเป็นคนชวนให้มาทำงานที่นี่โดยวาดภาพว่าบริษัทนี้อนาคตสดใส
"ถ้าวันหนึ่งผมไปบอกคนเหล่านั้นว่า โอเค...เราปิดบริษัทแล้วนะ โชคดีนะ บางทีผมอาจมองหน้าพวกเขาไม่ต! ิดอีกเลยก็ได้
มันเป็นเรื่องที่คาใจกันไปทั้งชีวิตนี้และชีวิตหน้า โลกหน้า...ผมคิดว่ามันไม่แฟร์สำหรับพนักงานพวกนี้"
"ทัศพล" ตัดสินใจนัดคุยกับผู้บริหารที่ร่วมบุกเบิกมาด้วยกัน 5 คน
"พรอนันต์ เกิดประเสริฐ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน
น.อ.ธนภัทร งามปลั่ง ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน
"ปรีชญา รัศมีธานินทร์" ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม
ม.ล.บวรนวเทพ เทวกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
และ "สันติสุข คล่องใช้ยา" ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์
เขาชวนทั้ง 5 คนไปกินข้าวกลางวันที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ ก่อนปิดห้องประชุม
"ทัศพล" เล่าถึงแนวคิดในการแก้ปัญหาความอึมครึมในบริษัท
เมื่อ "เทมาเส็ก" จะขายหุ้น ไทยแอร์เอเชีย
แทนที่จะต้องมาลุ้นว่าขายได้-ไม่ได้ หรือจะขายให้ใคร
ทำไมเราไม่ซื้อหุ้นจาก "เทมาเส็ก" เอง
เปลี่ยนสถานะตัวเองจากพนักงาน เป็น "ผู้ถือหุ้น" และ "ลูกหนี้"
"ผมบอกทุกคนว่าคิดดูให้ดีนะว่าจะเอาหรือไม่เอา แล้วผมก็ส่งกระดาษชิ้นเล็กๆ ให้ทุกคนเพื่อให้เขียนว่า เอาหรือไม่เอา แค่นั้น
ใครจะไม่เอาก็ไม่ว่ากัน ไม่มีการกดดัน ใครไม่เอาก็ยังจะทำงานด้วยกันเหมือนเดิม"
บนกระดาษชิ้นเล็กๆ ทุกใบ เขียนคำเดียวกัน
"เอา"
จากนั้นกระบวนการกู้เงินก็เริ่มขึ้น ทุกคนต้องเอาบ้านและรถมาจำนองแบงก์เพิ่มนอกเหนือจากหุ้นไทยแอร์เอเชีย
มูลค่าทั้งหมดพันกว่าล้านบาท

วันที่ผู้บริหารทั้ง 6 คนเซ็นสัญญากับแบงก์ และโอนเงินให้เทมาเส็ก
"ทัศพล" เรียกประชุมทุกคนในบริษัทที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ ตอนหกโมงเย็น
เขาประกาศว่าวันนี้ทุกคนมีงานทำต่อ เพราะผู้บริหาร 6 คนได้กู้เงินมาซื้อหุ้นคืนแล้ว
พนักงานทุกคนเฮกันลั่นห้อง
"ตอนนั้นผมรู้สึกเลยว่า เฮ้อ กูเป็นไทแก่ตัวแล้ว แต่จะเป็นหนี้ต่อไป"
บรรยากาศในบริษัทเปลี่ยนไปทันที ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสและให้ใจกับบริษัทเต็มที่
ตอนน้ำมันแพง พนักงานบางคนส่งเมลมาบอกว่าเธอเป็นพนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่รู้จะช่วยบริษัทอย่างไร
"หนูขอไม่เบิกค่าใช้จ่ายที่หนูเบิกได้ ยกเว้นค่าโอทีและเบี้ยเลี้ยง"

จนถึงวันนี้ "ทัศพล" ยืนยันว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดที่ซื้อหุ้นจากเทมาเส็ก
"ผมไม่เคยคาใจอีกเลยว่า กูไม่น่าทำเลย"
"ทัศพล" เป็น CEO ที่ให้เบอร์โทรศัพท์ของเขากับพนักงานทุกคน
มีปัญหาโทร.มาได้ทันที

เพราะ CEO ในความหมายของเขาไม่เหมือนกัน
"CEO แปลตามแบบของผม อ่านว่า "เสี่ยว"
"เสี่ยว" ในภาษาอีสานแปลว่า "เพื่อนรัก"
"CEO คือ คนที่จะต้องทำตัวให้เป็นที่รักของทุกคน โดยเฉพาะคนในองค์กรของเรา พอคนรักกันมันก็มีใจทำงานให้กัน"
CEO ที่ดีไม่ใช่คนที่ชี้นิ้วสั่ง
สำหรับเขา "นิ้วชี้" ห้ามใช้
ให้ใช้ "นิ้วก้อย" ที่แปลว่าเราดีๆ กันนะ
ที่สำคัญห้ามใช้ "นิ้วโป้ง"
...ห้ามโกรธกัน
ครับ ถ้า "นิ้วโป้ง" ยังห้ามใช้

"นิ้วกลาง" ก็ไม่ต้องพูดถึง!!

=====
บักเสี่ยวนกแอร์ คิดได้ไง ขายบัตรสมาชิกที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขเป็น 10 ข้อ ไอ้บักเสี่ยวเอ๊ย

วิธีใช้หนี้พ่อแม่ How to repay our parents

วิธีใช้หนี้พ่อแม่ Moral: Buddhist's way of thinking: How to repay our parents

จากหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน


1. จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

3. ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ

ท่านยกตัวอย่าง (เรื่องจริงนะ)

ตัวอย่างที่ 1 บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอนคำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล (กรณีนี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ) แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว

ตัวอย่างที่ 2 เมื่อเร็วๆนี้ลูกฆ่าพ่อตาย แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐานพอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้…….. คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ

นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้ ให้ ให้ ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ

หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ
นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดา มารดา

ตัวอย่างที่ 3 "หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง" เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง... พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา......... พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้างฯ



10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว

---------------------------------------------------------------------
สว่างตา ด้วยแสงไฟ
สว่างใจ ด้วยแสงธรรม


พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

สรณะอื่น ไม่มี ชีวิตนี้เพื่อพระรัตนตรัย

brighten your eyes with day light
brighten your mind with dharma light (Budda's doctrine)

ธรรมะสวัสดี dharma Sawasdee

12 ราศี กับ ความรู้สึกเชิงเพศสัมพันธ์ Sexuality-based Horoscopes

ความลับเรื่อง sex ของ 12 ราศี Secret sexuality-based horoscopes according to birth-date astrology

ราศีเมษ (21 มีนาคม - 19 เมษายน) ในเรื่องของเซ็กซ์แล้ว ชาวเมษจะเปรียบเสมือนเสือที่ออกล่าเหยื่อเป็นอาหาร คือจะเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกใจ สำหรับความสัมพันธ์ทางเพศแล้ว ชาวเมษจะเป็นคนเปิดเผยและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้คนรักพอใจ เขา(หรือเธอ)ยกให้คุณจนหมดใจ ขอเพียงแค่คุณมีความจริงใจและรักอย่างแท้จริง เพราะถ้าคุณไม่สามารถทำให้เขาเชื่อใจได้ เขาจะระแวงและคอยกันท่า หรือหึงหวงคุณเสมอ

อะไรที่ชาวราศีเมษต้องการ

ชาวเมษไม่ต้องการของขวัญแบบที่ดูหวานๆ เช่น พวกดอกไม้ ของขวัญรูปหัวใจต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขา(หรือเธอ) ให้ความสำคัญเท่าใดนัก สิ่งที่เขาต้องการคือเวลาและกิจกรรมที่ทำร่วมกันมากกว่า ต้องการความเข้าใจและการกระทำที่ดีทั้งกายและใจ กิจกรรมที่น่าตื่นเต้นโลดโผน และการแสดงออกถึงความรัก การสัมผัสและถ่ายทอดความรัก เช่น การหอมแก้ม การกอด การจูบบ้าง คือสิ่งที่ชาวเมษต้องการมากกว่าสิ่งใดๆ

ราศีพฤษภ (20 เมษายน - 20 พฤษภาคม)
ชาวพฤษภเป็นอีกหนึ่งราศีที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างง่ายดาย เขา(หรือเธอ)จะใช้สิ่งเหล่านี้แหละเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง สำหรับเขาการแสดงออกในความรักจะแสดงออกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เป็นคนที่สร้างอารมณ์และความรู้สึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน เป็นคนที่มีความโรแมนติก เพราะเขารู้สึกว่าเซ็กซ์มาจากความรู้สึกข้างในที่เต็มไปด้วยความรัก ซึ่งเป็นสิ่งสวยงามในชีวิตเขา

อะไรที่ชาวราศีพฤษภต้องการ

ชาวพฤษภต้องการใครสักคนที่หนักแน่นและมั่นคง ที่จะทำให้ชีวิตของเขามีความสุขได้ ต้องการคนที่ให้ทั้งความรัก การดูแล และสิ่งของที่มีความหมายดีๆ ที่จะติดตรึงอยู่ในใจของชาววัวตลอดไป การดูแลให้ความอบอุ่นและความเชื่อมั่น คือวิธีที่เหมาะที่สุดที่จะปฏิบัติให้กับชาวพฤษภ และก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการ ชาวพฤษภเป็นคนที่พึ่งพาอาศัยได้และเป็นคนที่คอยดูแลเอาใจใส่สม่ำเสมอ หากใครต้องการเป็นคนที่โชคดีที่จะใช้ชีวิตในโลกอันสวยงามร่วมกับเขาได้ จะต้องใจเย็นและใช้เวลาในการค่อยๆบ่มเพาะความรัก ความรู้สึกในการพิชิตใจชาวพฤษภ

ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม - 21 มิถุนายน)
ชาวเมถุนไม่ค่อยมีอารมณ์ในเรื่องเซ็กซ์มากมายนัก แต่จะมีความรู้สึกในเรื่องนี้เมื่ออยู่ในบรรยากาศดีๆ และเหมาะสมเท่านั้น เซ็กซ์เปรียบเสมือนกีฬาอย่างหนึ่งของชาวเมถุน เขาจะค้นหาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอในแบบที่ถูกใจ ชาวเมถุนให้ความสำคัญกับการสัมผัสและเสียง และต้องการหาสิ่งที่ดีที่สมบูรณ์แบบให้กับชีวิตรักของเขา

อะไรที่ชาวราศีเมถุนต้องการ

ใครสักคนที่สามารถตามเขาทัน เข้าใจเขา รู้ใจและพร้อมจะผจญภัยกับเขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีความเฉลียวฉลาด ร่าเริงและเป็นเพื่อนที่ดีของเขาได้ และสำหรับคนรักนั้นก็เช่นกัน แต่อาจจะไม่ต้องฉลาดเฉลียวมากมายนัก แต่ขอให้เป็นคนที่สามารถทำให้เขาสบายใจได้ในยามที่เขาทุกข์ใจ

ราศีกรกฎ (22 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม)
สำหรับชาวกรกฎ เรื่องเซ็กซ์เปรียบเสมือนกิจกรรมในยามพักผ่อน เขาเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดีในเรื่องนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความพอใจในแต่ละครั้ง นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ยอมรับอารมณ์ของคู่รักได้เสมอ ในยามที่มีอารมณ์ ความต้องการที่ไม่ตรงกัน ชาวราศีกรกฎถือเป็นคู่รักที่ดีและไม่เคยบกพร่องในเรื่องนี้แต่อย่างใด

อะไรที่ชาวราศีกรกฎต้องการ

ชาวกรกฎต้องการคนที่ใจเย็น สบายๆ ทำอะไรไม่รีบร้อน และมีความมั่นคงทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้คบกันได้นาน เขาต้องการคนที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้สึก ความคิดเห็นได้ เพราะเขาคิดว่าความเข้าใจและความสม่ำเสมอ คือหัวใจสำคัญที่สุดในการคบหากัน

ราศีสิงห์ (23 กรกฎาคม - 22 สิงหาคม)
ราศีสิงห์นั้นตรงกับธาตุไฟ จึงมีอารมณ์ความรู้สึกที่ร้อนแรง และมีพละกำลังเหลือเฟือ เขาจึงจะแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกต่อคนรักเสมอๆ แต่การถ่ายทอดความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างๆ ของชาวสิงห์นั้น จะเป็นแบบสวยงาม ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่จะเร่าร้อนมากมายเหมือนความรักของหนุ่มสาวทั่วไป เพราะชาวสิงห์จะมีมาด มีฟอร์มของความเป็นผู้นำอยู่ ดังนั้นเวลาจะทำอะไรจึงมีมาดนี้อยู่ด้วย เห็นอย่างนี้ก็เถอะ ชาวสิงห์เป็นคนที่มั่นคงในรัก ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ และจริงใจต่อคุณเสมอ

อะไรที่ชาวราศีสิงห์ต้องการ

สิ่งที่ชาวสิงห์ต้องการก็คือ การได้รับการยอมรับนับถือ คำชื่นชม ซึ่งจะทำให้เขามั่นใจในตัวเองมากและเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อคนที่เขารักอย่าง ดีด้วยความเต็มใจ ชาวสิงห์ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้ผลออกมาดีที่สุด ดังนั้นคนรอบตัวของเขาจะต้องเข้าใจในความมุ่งมั่นของเขา และจงอย่ากวนใจเขา ในยามที่เขากำลังตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ และสำหรับคนรักของชาวสิงห์ จงจำไว้ว่าเขาจะต้องเป็นที่หนึ่งในใจคุณเสมอ และอย่านอกใจหรือทรยศเป็นอันขาด

ราศีกันย์ (23 สิงหาคม - 22 กันยายน)
เซ็กซ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับชาวกันย์ ชาวกันย์จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้เซ็กซ์เป็น สิ่งที่สวยงาม เป็นที่ประทับใจของตัวเองและคนรักมากที่สุด แต่ชาวราศีกันย์ไม่ใช่คนที่มีอารมณ์หรือความรู้สึกในเรื่องนี้บ่อยนัก หรือบางครั้งก็อาจจะรู้สึกอาย ดังนั้นชาวกันย์จึงต้องการการกระตุ้นความรู้สึกให้เกิดขึ้น และหลังจากนั้น ชาวกันย์ก็จะสานต่อได้อย่างดี ชาวราศีกันย์เป็นคนไม่เจ้าชู้ และมั่นใจได้ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลหูไกลตา

อะไรที่ชาวราศีกันย์ต้องการ

ด้วยความที่ชาวกันย์เป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายตัวเองอยู่เสมอ ดังนั้นจึงต้องการคนที่จะมาเป็นเพื่อนในการออกกำลังกาย ดูแลเรื่องสุขภาพ อาหารและของใช้อื่นๆ ร่วมกัน ชาวกันย์ต้องการคนรักที่มั่นคง เชื่อใจได้และให้เวลาในการเป็นส่วนตัวบ้าง และคนคนนั้นต้องเป็นคนใจเย็น อารมณ์ดี และสามารถปรึกษาพูดคุยกันได้เสมอ

ราศีตุลย์ (23 กันยายน - 22 ตุลาคม)
เซ็กซ์เป็นเพียงแค่อารมณ์หนึ่ง ชาวตุลย์หากถูกใจใครเป็นพิเศษ คนๆ นั้นก็จะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับชาวตุลย์ได้ไม่ยากนัก ชาวตุลย์เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย และหากใครที่กล้าพอที่จะเข้ามาคบ ก็พร้อมจะพิจารณาเสมอ และยิ่งถ้าเป็นคนที่พร้อมจะให้ทุกอย่างได้ ก็พร้อมที่จะลองคบและมีความสัมพันธ์กันแบบลึกซึ้ง แต่ระวัง เพราะคุณอาจจะเป็นของเล่นของเขาได้ และเมื่อเขาเบื่อหรือเจอคนใหม่ที่น่าสนใจกว่า เขาก็อาจจะโยนของเก่าอย่างคุณทิ้งก็ได้

อะไรที่ชาวราศีตุลย์ต้องการ

คนที่พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ให้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือการกระทำ และคนๆ นั้นต้องเป็นคนที่มั่นคงและไว้ใจได้ แต่ชาวราศีตุลย์กลับไม่ต้องการให้ใครมาผูกมัด หรือตั้งกฎเกณฑ์มากๆ และอีกอย่างที่เขาต้องการคือ คนที่สามารถพูดคุยและเป็นที่ปรึกษาได้ หากใครทำได้อย่างนี้ ชาวตุลย์ก็พร้อมที่จะญาติดีด้วย และมอบความรู้สึกดีๆ ให้ รวมๆ แล้วดูเหมือนชาวตุลย์เอาแต่จะได้ แต่แท้จริงแล้วแค่เป็นคนที่คิดพิจารณามาก เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองเท่านั้นเอง ถ้าคบไปแล้วชาวตุลย์ก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้ น่าคบหาคนหนึ่งทีเดียว

ราศีพิจิก (23 ตุลาคม - 21 พฤศจิกายน)
ชาวพิจิกถือเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ ให้ความสำคัญกับเรื่องเซ็กซ์มากทีเดียว เพราะชาวพิจิกจะเป็นคนที่เร่าร้อน มีอารมณ์ทางเพศสูง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วชาวพิจิกมักจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นเรื่องนี้ก่อนเสมอ ชาวพิจิกถึงแม้จะดูเป็นคนมีเสน่ห์และเจ้าชู้ แต่ภายในใจของเขา เป็นคนที่รักใครรักจริง เทิดทูนและให้เกียรติคนรักของเขา

อะไรที่ชาวราศีพิจิกต้องการ

ชาวพิจิกไม่พิสมัยความท้าทายหรืออุปสรรคที่ดูจะเสี่ยงและไม่แน่นอนว่าจะดี หรือไม่ ชอบอะไรที่ดูแน่นอนและความสมบูรณ์แบบมากกว่า ต้องการและแสวงหาคนรู้ใจที่มีความหนักแน่นและเข้าใจในตัวเขาได้ดีทุกเรื่อง และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องการคนรักที่มีความอบอุ่น อ่อนโยนและมีความโรแมนติก ซึ่งจะทำให้ความรักของเขาหวานชื่นอยู่เสมอ

ราศีธนู (22 พฤศจิกายน - 21 ธันวาคม)

ชาวธนูเป็นคนธาตุไฟ มีความเร่าร้อนอยู่ในตัว ถ้าไม่พูดถึงเรื่องความรักที่ลึกซึ้งแล้ว ชาวธนูก็เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเซ็กซ์อยู่มากพอดู เขาไม่อายในเรื่องนี้ ถ้าไม่จริงจังและมีเงื่อนไขกับมันมากนัก เขาพร้อมเสมอ ชอบการพบปะสังสรรค์กับผู้คน เขาเป็นคนที่บริหารเสน่ห์ได้ดี และสำหรับคนรักของเขาจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเซ็กซ์ด้วยเพื่อที่ว่าทั้ง เขาและคุณจะไปด้วยกันได้ดี

อะไรที่ชาวราศีธนูต้องการ

เพื่อนรู้ใจที่พร้อมจะไปกับเขาได้ทุกสถานการณ์ และไม่ทำให้เขาหนักใจหรือมีเรื่องเดือดร้อนถึงตัวเขา สำหรับคนรักของชาวธนูจะต้องเข้าใจและยอมรับในนิสัยที่รักอิสระเสรีของเขา ต้องไม่เป็นคนคิดมากหรืออ่อนไหวกับอะไรง่ายๆ ชอบคนที่ซื่อสัตย์ เปิดเผย หากคุณเป็นอย่างที่เขาต้องการหรือมีนิสัยที่คล้ายกัน คุณก็จะเป็นทั้งเพื่อนและคนรักของเขาด้วยในเวลาเดียวกัน

ราศีมังกร (22 ธันวาคม - 19 มกราคม)
ภายใต้ความเยือกเย็นสุขุมที่ปกคลุม อยู่ภายนอก น้อยคนที่จะได้รู้ถึงความรู้สึกภายในที่เร่าร้อน ซึ่งรอคอยผู้ที่มาสัมผัสและเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริง ชาวมังกรเป็นคนธาตุดิน เป็นคนไม่หวือหวา โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง อีกทั้งเขามองว่าเป็นเรื่องที่ต้องสำรวม จะแสดงออกต่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น ถ้ายอมเผยความรู้สึกในเรื่องนี้กับใครแล้ว แสดงว่าเขามั่นใจว่าคนคนนั้นคือคนที่เขาจะใช้ชีวิตรักไปด้วยอีกนาน

อะไรที่ชาวราศีมังกรต้องการ

ชอบการแข่งขัน ความท้าทายและอุปสรรคที่ต้องฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ชาวมังกรจึงเหมาะกับคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความสง่าสูงศักดิ์ และมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับชาวมังกรได้เสมอ ต้องมีความเก่งพอๆกัน และสิ่งที่ชาวมังกรต้องการอีกสิ่งคือ คนรักที่เข้าใจในธรรมชาติของเขาผู้ซึ่งไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ ต้องปรามเขาได้ และไม่เป็นคนอ่อนไหวจนเกินไป

ราศีกุมภ์ (20 มกราคม - 18 กุมภาพันธ์)
ด้วยความเป็นคนธาตุลมที่ต้องการความเข้าใจ ความสุขใจ เรื่องบนเตียงจะเกิดขึ้นเพื่อต้องการความสุขทางใจมากกว่าความสุขทางกาย แคร์ความรู้สึกของคนรักมาก แม้ชาวกุมภ์เป็นคนที่มีเพื่อนมาก แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องส่วนตัวเขาจะให้เวลากับมันอย่างดี เพราะกลัวว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับคนรัก ชาวกุมภ์กับเรื่องเซ็กซ์ไม่มีอะไรหวือหวา จะเป็นไปตามธรรมชาติ

อะไรที่ชาวราศีกุมภ์ต้องการ

ชาวกุมภ์เป็นคนที่มีความคิดและมีมุมมองกว้างขวาง มักเชื่อมั่นในความคิดและสิ่งที่ตัดสินใจลงไป ดังนั้นคนรักจึงควรเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของเขาได้ดีที่สุด ต้องการคนที่สามารถพูดคุย ให้คำปรึกษากับเขาได้และพร้อมที่จะเป็นกำลังใจเพื่อให้เขาก้าวไปสู่สิ่งที่ ดียิ่งขึ้นไป นอกจากนี้เขาเป็นคนที่ไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย เพราะฉะนั้นคุณจะต้องดูแลเอาใจใส่เขาให้มากๆ และคุณต้องเป็นคนรักครอบครัวด้วย นั่นคือสิ่งเขาต้องการ เพราะจะช่วยประคับประคองให้ชีวิตคู่ยั่งยืน

ราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ - 20 มีนาคม)
เซ็กซ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ ซึ่งไม่แน่นอน บางครั้งอาจมีมากบางครั้งอาจมีน้อย ซึ่งถ้าหากคุณควบคุมอารมณ์ของคนราศีนี้ได้ ก็สามารถคุมเรื่องเซ็กซ์ของเขาได้เช่นกัน เขาเป็นคู่รักที่ดีเสมอในเรื่องนี้ ไม่เคยทำให้คุณต้องผิดหวัง มีแต่จะยิ่งหลงใหลในตัวเขามากขึ้น

อะไรที่ชาวราศีมีนต้องการ

คนที่สามารถมาเป็นส่วนเติมเต็มให้กับชีวิตได้ ถ้าเขาหมดหวัง อีกคนจะช่วยเป็นกำลังใจให้ นี่คือสิ่งที่เขาต้องการจากคนที่เขารัก ทำให้เขาอุ่นใจได้เสมอแม้เมื่อเจอปัญหา คุณจะต้องไม่ดูถูกความฝันของเขา แต่จะต้องคอยดึงเขาออกจากฝันนั้นบ้าง เพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็นหลงอยู่ในความฝันจนลืมนึกถึงความเป็นจริง


คะน้าตาช่วยให้ห่างต้อ Chinese Kale


  • กินคะน้า (Chinese Kale, Kailaan (Kai-lan) or Chinese Broccoli) เป็นประจำช่วยให้ตาไม่เป็นต้อ

  • คะน้า เป็นผักสีเขียวอมน้ำเงินเข้มใบเป็นมัน มีใบค่อนข้างหนา ถ้าเราตัดต้นเหลือตอ-รากไว้ คะน้าจะงอกออกมาอีกหลายต้นให้เก็บกินได้อีก เราสามารถปลูกคะน้าได้ในสภาพอากาศที่หลากหลาย คะน้าอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน 187 ไมโครกรัม/100 กรัม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม และคะน้ายังมีวิตามินซีช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคมีความแข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้พบว่า คะน้ามีแคลเซี่ยมช่วยเสริมสร้างกระดูก คะน้าประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และโฟเลต คะน้ายังมีสาร "ลูทีน" ซึ่ง เป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา จากงานวิจัยพบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

    อย่างไรก็ดี สาร "กอยโตรเจน (goitrogen)" ในคะน้า ทำให้ท้องอืด ถ้าบริโภคมาก ๆ

    Chinese Kale, also called Kailaan (Kai-lan) or Chinese Broccoli, has blue-green glossy leaves with crisp and thick stems. After the first cutting of the main stem, the plant will grow many branches for subsequent harvests. Chinese Kale is full with beta-carotene, vitamins C, E, folate, Lutein. Thai Kale frequently eaten will help your eyes protection

    Thursday, October 15, 2009

    ถูกดำเนินการทางวินัยเพราะมีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

    ต้องทำภายในหนึ่งปี --กฎหมายข้างตัว

    ที่กล่าวกันว่าข้าราชการเกษียณอายุราชการแล้วเป็นอันพ้นพงหนามได้ใช้ชีวิตอันสงบสุขหมดเรื่องเครียดต่อไป

    สมัยนี้น่าจะไม่ใช่นะขอรับ

    ดังความที่มีท่านผู้อ่านซึ่งเคยเป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งถามมาที่กฎหมายข้างตัว

    เนื้อหาสาระอันน่าจะเป็นทั้งประโยชน์และสร้างความเครียดต่อข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้ว ดังต่อไปนี้

    ข้าพเจ้าเป็นอดีตข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๗ ในมหา วิทยาลัยของรัฐพ้นจากราชการเพราะเกษียณอายุราชการ เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและมีมติให้ ดำเนินการสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป อยากทราบว่า มหาวิทยาลัย เจ้าสังกัดเดิมจะสั่งลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรงแก่ข้าพเจ้าได้หรือไม่ เพราะข้าพเจ้าพ้นจากราชการไปแล้ว

    เห็นแมะ พ้นพงหนามเสียที่ไหน อยู่บ้านเลี้ยงหลานสบายใจมาสามปีดันมีเรื่องจากการทำการทำงานมากวนใจอีก

    ข้าราชการในสังกัดมหาวิทยาลัยของรัฐต่าง ๆ นั้น เขาเรียกว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

    มีกฎหมายใช้บังคับเฉพาะแตกต่างไปจากข้าราชการพลเรือนโดยทั่วไปที่ใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๘ ที่รู้จักกันดี

    พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗

    กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ก.พ.อ.

    ทำหน้าที่วางกรอบนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคล การพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เป็นแนวทางสำหรับสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ มีอิสระในการดำเนินการบริหารงานบุคคล การพิจารณาตำแหน่งวิชาการ การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ สถาบันอุดมศึกษา

    การดำเนินการทางวินัยมีบัญญัติในหมวด ๖ ตามมาตรา ๕๓ ซึ่งบัญญัติความว่า ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งพ้นจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตายอาจ ถูกดำเนินการทางวินัยเพราะมีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงก่อนพ้นจากราชการ ได้ แต่ต้องดำเนินการทางวินัยภายในหนึ่งปีนับแต่วันพ้นจากราชการ ทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบังคับที่ออกตามมาตรา ๑๗

    แล้วรวบรัดมาที่ ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง มาตรฐานการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งพ้น จากราชการไปแล้วอันมิใช่เพราะเหตุตาย ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

    กรณีตามคำถามมีคำตอบอยู่ที่ ข้อ ๓ ของประกาศฯ ซึ่งกำหนดว่า ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยอย่าง ร้ายแรงหรือความปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดม ศึกษาผู้ใดกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงแม้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดม ศึกษาผู้นั้นจะพ้นจาก ราชการไปแล้วอันมิใช่เพราะเหตุตายผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องดำเนินการทาง วินัยแก่ข้าราชการผู้นั้นภายในหนึ่งปี นับ แต่วันที่พ้นจากราชการ

    จากคำถามของท่านผู้ถามต้องดูว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนท่านอันน่าจะเป็น จุดเริ่มต้นของการดำเนินการทางวินัยเมื่อใด ถ้าเพิ่งตั้งกันหมาด ๆ ในปีที่สามที่ท่านพ้นจากราชการก็ถือว่าเรื่องราวเป็นอันจบแล้วครับนาย

    กรณีนี้ถือว่า ไม่อาจดำเนินการทางวินัยกับท่านได้ตามมาตรา ๕๓ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาฯ ดังกล่าว

    เรื่องนี้ถ้ากระผมฟันธงวืด หรือคอนเฟิร์มเข้าป่าเข้าดงเหมือนโหรหนุ่ม ๆ รุ่นใหม่ ก็ขอความกรุณาท่านผู้เชี่ยวชาญรู้ลึกรู้จริงในเรื่องนี้ได้โปรดชี้แนะให้ ความรู้มาด้วย จะเป็นวิทยาทานอย่างยิ่งขอรับ.

    พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
    praepim @ yahoo.com


    ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม 2552
    http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=337&contentID=25082

    ความสำคัญของ"อาวุโส"

    คาถาอาวุโส --กฎหมายข้างตัว

    ทิ กุ จะ นัง มึ มะ นัง ทิ มึ นัง มึ มิ นัง

    โปรดทราบเมื่อมีเสียงบทสวดจากหลวงพี่ หลวงน้อง ทำนองนี้ แสดงว่ามีปัญหานั่งผิดที่ผิดทางตามลำดับอาวุโสเกิดขึ้น

    ญาติโยมโปรดอยู่ในความสงบ

    ที่กูจะนั่งมึง (ดัน)มานั่ง ที่มึงนั่ง มึงไม่นั่ง เว้ย

    พระที่อายุมากแต่บวชหลังพระหนุ่มแค่วันเดียวต้องนั่งหลังพระหนุ่มลำดับถัดไป

    โปรดอย่าคิดว่ามีแต่อาวุโสในวัด

    สายธารแห่งกระบวนการยุติธรรมก็ถือเอาอาวุโสเป็นหลักอย่าง เคร่งครัด

    การแต่งตั้งประธานศาลฎีกา และอัยการสูงสุด จึงไม่เคยมีข่าวออกมาเป็นที่เสื่อมเสียกับองค์กร

    ครั้นมาที่ต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติบ้างเล่า

    กรุณาอย่าหลงลมนักการเมืองว่าไม่มีหลักเรื่องอาวุโส

    ตั้งแต่ พลตำรวจเอกสุรพล จุลละพราหมฌ์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ไล่มา พลตำรวจเอกณรงค์ มหานนท์ จนถึงพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนแรก จนถึง พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ปี ๒๕๕๑ มาจนถึงความวุ่นวายในขณะนี้

    เป็นผู้มีอาวุโสลำดับสูงสุดในขณะแต่งตั้งทั้งสิ้น

    ยังมี กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับรองสารวัตรถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตอกย้ำเรื่องลำดับอาวุโสให้มั่นคงยิ่งขึ้น

    ยกเว้นตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินี่แหละที่มาตรา ๕๓ (๑) พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ เขียนไว้ไม่สะเด็ดน้ำ กำหนดให้เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อแล้วเสนอ ก.ต.ช.พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ต่อไป

    ประดานักการเมืองจึงได้ช่องตีความกฎหมายถือเอาเป็นอำนาจตนเข้าไปยุ่มย่ามทั้งล้วงทั้งควักการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

    บวกกับตำรวจเองที่ได้ชื่อว่าจอมวิ่งเต้นระดับเทพ หน่วยราชการอื่นต้องเรียกพี่

    ไม่เสร็จเขาวันนี้แล้วจะไปเสร็จเขาวันไหนเล่า ทูนหัว

    วันนี้ขอเถียงนักเรียนออกซฟอร์ดหน่อยที่ว่าการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้ บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยการเสนอรายชื่อของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.

    เป็นอำนาจของท่านเท่านั้น แบบว่าเสี่ยชอบเบอร์ไหน คนเชียร์แขกไม่มีสิทธิขัดใจ

    พูดอีกก็ถูกอีก แต่ไหนเห็นเคยคุยฟุ้งว่าบ้านนี้ เมืองนี้ ปกครองด้วยระบบนิติรัฐ

    ที่ครูบาอาจารย์สอนว่า การใช้อำนาจกระทำการทางปกครองใดนั้น ต้องมีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ไว้โดยชัดแจ้ง ไม่มีกฎหมาย ไม่มีการกระทำ ไม่เหมือนภาคชาวบ้านที่ถ้าไม่มีกฎหมายห้ามแล้วย่อมกระทำได้ทั้งสิ้น

    อำนาจการคัดเลือกของท่านตามมาตรา ๕๓ (๑) ดังกล่าวย่อมเป็นดุลพินิจของท่านอย่างเต็มที่

    แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย

    ดุลพินิจของท่านในฐานะฝ่ายปกครองจึงต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์และความมุ่งหมาย ของกฎหมายเท่านั้น จะไปคิดเห็นเอาเองไม่มีกฎเกณฑ์ใดเป็นแนวทางในการใช้ดุลพินิจย่อมหาชอบไม่

    แบบนั้นท่านว่า เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจครับผม

    เจตนารมณ์ของมาตรา ๕๓ (๑) ที่ไม่ระบุเรื่องอาวุโสไว้นั้นก็ด้วยความมุ่งหมายว่าถ้าเผื่อผู้มีอาวุโส ลำดับแรกดังกล่าว เมื่อญาติโยมเห็นชื่อ ต่างพากันร้องฉิบหายแล้วกันเป็นแถว

    จึงเว้นช่องไว้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้บรรเทาทุกข์ให้ราษฎรด้วยการใช้ดุลพินิจไม่เสนอชื่อที่อธิบายเหตุและผลได้ชอบด้วยกฎหมาย

    แต่ที่มาตัดสิทธิพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อาวุโสอันดับหนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งทางโลกและทางธรรมว่าไม่เหมาะสม กับสถานการณ์ทางการเมืองนั้น

    อันนี้เป็นความคิดเห็นทางการเมืองนะโยม เป็นการคาดคะเนถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่มีบทกฎหมายใดรองรับ แถมผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสชี้แจงโต้แย้งได้ในสภาที่มีกฎหมายคุ้มครองเหมือน ท่านนะขอรับ

    ผลของการแหกจารีตประเพณีของข้าราชการตำรวจในเรื่องการถือลำดับอาวุโสในการแต่งตั้งมาร่วมสามสิบปี ด้วยนัยทางการเมืองครั้งนี้

    ต่อไปในภายภาคหน้า ตำรวจที่ทำงานไต่เต้ามาจนถึงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย่อมใส่เกียร์ว่างงานในหน้าที่ หันไปหาหนทางที่จะประจบสอพลอนักการเมืองดีกว่า

    การลักวิ่งชิงปล้นเชิญราษฎรทั้งหลายดูแลตนเองตามกุศลหรือบาปบุญของแต่ละคน

    ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่รู้จักคบหาพรรคการเมืองที่มีแววเป็นรัฐบาล

    ไม่คบเขาก็ไม่มีเรา

    เดี๋ยวก็โดนข้อหาไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเมืองเข้าตามแนว

    ญาติโยมที่ฟังเรื่องนี้จนจบ (มีอีกหลายประเด็น) ต่างพากันสวดคาถาสุภาษิตสนั่นศาลาการเปรียญ

    ทำอะไร ตามใจตน ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีหลักการ ท่านว่านั้นแหละวิสัยเด็กน้อย

    ซ้า...า...า ...ธุ.

    พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
    Praepim @ yahoo.com


    ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม 2552
    http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=337&contentID=16816

    ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    วิธีใช้ดุลพินิจ -กฎหมายข้างตัว วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2552

    วัฒนธรรมราชการไทย การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง หรือการแต่งตั้งตำแหน่งในระดับต่าง ๆ ว่ากันว่าเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้านายที่จะเมตตา รักใคร ชังใคร

    เป็นดุลพินิจของท่าน

    ลูกน้องไม่มีเส้นตายหมด ตามหลักการค่าของคนอยู่ที่คนของใคร

    เมื่อโม้กันว่าบ้านเราอยู่ในระบบนิติรัฐ สมัยนี้ก็ต้องดูหลักการในเรื่องนี้จากศาลปกครองสูงสุด

    ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจดูสำนวนการสอบสวนผู้ใหญ่บ้านรายหนึ่งที่คณะกรรมการสอบสวนรายงานว่าพี่ผู้ใหญ่บกพร่องในความประพฤติ

    บกพร่องยังไง ท่านว่าผู้ใหญ่บ้านใช้วาจาไม่สุภาพในการพูดหอกระจาย ข่าว ด่าสนั่นหมู่บ้าน สงสัยอภิปรายเรื่องหมา ๆ ตามสมัยนิยม

    ได้ความต่อมาว่าพี่ผู้ใหญ่แกด่าพวกเด็กแว้นในหมู่บ้าน

    รายการต่อมา เล่นของหนัก มีพฤติการณ์ก้าวร้าว ด่าโจมตีนายอำเภอผู้บังคับบัญชาตัวเอง ในที่ประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านประจำเดือน

    ลำดับต่อไป ร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านอีกหมู่หนึ่งที่ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านดีเด่นว่า บริหารงานกองทุนหมู่บ้านไม่โปร่งใส ในหมู่บ้านมีวัยรุ่นดมกาวและเสพยาบ้ามากที่สุด

    ท่านผู้ว่าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเป็นการลับเรื่องนี้แล้วได้ความว่าไม่เป็นความจริง ผู้ใหญ่แกโม้เอาเอง

    ระหว่างสอบสวนเรื่องบกพร่องทั้งหมดพี่ผู้ใหญ่ไปก่อเหตุซ้ำ ข่มขู่พยานถึงขั้นเอาชีวิต

    ความทั้งปวงเหล่านี้ผ่านกระบวนการสอบสวนมารายงานท่านผู้ว่าฯดังกล่าว จึงเห็นว่าเมื่อประมวลพฤติกรรมและความประพฤติที่ผ่านมาถือได้ว่าผู้ใหญ่บ้าน รายนี้เป็นผู้มีความบกพร่องในทางความประพฤติหรือความสามารถไม่เหมาะสมกับ ตำแหน่งตามมาตรา ๑๔ (๗) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗

    มีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน

    พี่ผู้ใหญ่ร้องทุกข์ต่อกระทรวงมหาดไทยให้ครบขั้นตอนเพราะยังไง ๆ ท่านก็ไม่ฟังอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงก็สั่งยกคำร้องทุกข์ตามนั้น

    แล้วจึงยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าว

    ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

    ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำพิพากษา

    ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคดีมีประเด็นที่จะพิจารณาเป็นรายกรณีได้ดังนี้

    ประเด็นที่หนึ่ง กรณีมีพฤติกรรมก้าวร้าวกล่าวโจมตีนายอำเภอในที่ประชุม ท่านว่าเกิดจากความไม่พอใจที่นายอำเภอยังไม่ลงนามในใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนโดย ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม การที่ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ก้าวร้าว ไม่ให้เกียรติผู้บังคับบัญชาจึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อเท็จ จริงที่ปรากฏโดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว

    ประเด็นที่กล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีรายงานเท็จร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านหมู่อื่น ท่านว่าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่าผู้ฟ้อง คดีมีเจตนาร้องเรียนเท็จต่อผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ผู้ถูกฟ้องคดีเพียงแต่นำผลจากการสืบสวนการร้องเรียนดังกล่าวที่เห็นว่าผู้ ถูกร้องเรียนไม่มีพฤติกรรมตามข้อร้องเรียนมาเป็นเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีรายงาน เท็จ ซึ่งเป็นความเข้าใจของผู้ถูกฟ้องคดีเอง เมื่อไม่มีการสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยความยุติธรรมให้เป็นที่ยุติ การรับฟังว่าผู้ฟ้องคดีรายงานเท็จแล้วนำไปเป็นข้อเท็จจริงประกอบการใช้ ดุลพินิจพิจารณาให้เป็นโทษแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ในกรณีกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีข่มขู่พยานนั้น ไม่ปรากฏว่าในชั้นสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนว่าได้มีการสอบสวนพยานที่ถูกข่ม ขู่ ทั้งหมดล้วนเป็นการเล่าให้ฟัง พยานอื่นที่ถูกสอบสวนต่างให้การว่าตนไม่ได้ถูกข่มขู่แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังให้เป็นยุติว่าผู้ฟ้องคดีข่มขู่พยาน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำข้อเท็จจริงซึ่งไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอและไม่มี เหตุผลเพียงพอไปประกอบการใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาเป็นโทษแก่ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๔ (๗) แห่ง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ฯ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

    เห็นว่าแม้ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้ดุลพินิจควบคุมทางวินัยตามมาตรา ๖๑ ทวิหรือควบคุมความประพฤติตามมาตรา ๑๔ (๗)

    แต่ อำนาจดุลพินิจก็ไม่ใช่อำนาจสัมบูรณ์ซึ่งปราศจากเงื่อนไขที่องค์กรฝ่ายปกครอง จะใช้ได้ตามอำเภอใจ แต่จะต้องเป็นการเลือกที่จะออกคำสั่งหรือมาตรการที่กฎหมายเปิดช่องให้กระทำ โดยพิจารณาว่าตนสมควรจะออกคำสั่งหรือใช้มาตรการใด จึงจะสามารถดำเนินการ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อประโยชน์ของมหาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบให้ดีที่สุด ซึ่งศาลก็จะมีอำนาจที่จะควบคุมมิให้องค์กรของรัฐฝ่ายปกครองใช้ดุลพินิจโดย ไม่มีเหตุผลรองรับอย่างเพียงพอเพื่อให้ใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายก่อให้ เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วยความยุติธรรมและชอบด้วยเหตุผล

    คดีนี้ตามข้อเท็จจริง แม้ผู้ฟ้องคดีจะบกพร่องในความประพฤติแต่เห็นว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนพูดจาโผงผาง ไม่สำรวม เป็นคนพูดตรง ซึ่งพฤติการณ์ยังไม่ร้ายแรงที่วิญญูชนไม่อาจรับได้หากให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่ บ้านต่อไป

    จึงเป็นการ ใช้ดุลพินิจเกินความจำเป็น ในการใช้มาตรการควบคุมความประพฤติของผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ ที่ให้อำนาจ อันเป็นการใช้ดุลพินิจขัดต่อหลักแห่งความได้สัดส่วนหรือเกินสมควรแก่เหตุ

    ถือว่า ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับ เป็นให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.๓๒๖/๒๕๕๑)

    ดุลพินิจในการประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านครั้งต่อไปรับรองได้มีแต่มธุรสวาจาทั้งสองฝ่าย


    ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์
    http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=337&contentID=19672