Monday, October 4, 2010

ว.วชิรเมธี -ความเห็น "ท่วม" ความรู้

ในหนังสือ “จ้านกว๋อเช่อ” มีเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจมากมายหนึ่งในเรื่องเล่าเหล่านี้ มีเรื่องของอ๋องฉินอู่รวมอยู่ด้วย....

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ภาพ : สถาบันวิมุตตยาลัย ชัยณรงค์ วิริยานนท์

ในหนังสือ “จ้านกว๋อเช่อ” มีเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจมากมายหนึ่งในเรื่องเล่าเหล่านี้ มีเรื่องของอ๋องฉินอู่รวมอยู่ด้วย

อ๋องฉินอู่ ทรงประชวรด้วยโรคฝีที่โหนกแก้ม จึงรับสั่งให้หาหมอหลวงมาตรวจอาการ

หมอหลวงมาตรวจดูแล้วก็วินิจฉัยว่า อาการของโรคหนักนักต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดสถานเดียว

วินิจฉัยเสร็จแล้ว หมอหลวงก็นัดว่า พรุ่งนี้จะนำเครื่องมือมาผ่าตัด

คล้อยหลังหมอหลวงไม่นาน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างกรูกันเข้ามาถามอาการด้วยความเป็นห่วง เมื่อได้ทราบว่า หมอหลวงวินิจฉัยให้ผ่าตัดเป็นการด่วน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างออกความเห็นกันพัลวัน

บ้างบอกว่า ฝีอยู่ที่โหนกแก้ม ขืนให้หมอผ่า ถ้ารักษาไม่ดีจริง มีสิทธิลามถึงหูแน่

บ้างบอกว่า ฝีอยู่ที่โหนกแก้ม ขืนให้หมอผ่า ถ้ารักษาไม่ดีจริง มีสิทธิลามถึงตาแน่

บ้างบอกว่า ฝีอยู่ที่โหนกแก้ม ขืนให้หมอผ่า ถ้ารักษาไม่ดีจริง มีสิทธิเสียโฉมแน่

ร้อยคน ร้อยความคิด

พันคน พันความเห็น

ยิ่งพูดมากเข้า แสดงความเห็นอื้ออึ้งกันออกไป จิตใจของอ๋องก็หวั่นไหว นั่งไม่ติดที่ คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา ตามแต่บรรดาผู้ “มีความเห็น” แต่ “ไม่มีความรู้” จะพากันตั้งข้อสังเกตและคาดการณ์ตามอัตโนมัติ

วันรุ่งขึ้น

เมื่อถึงเวลานัดหมาย หมอหลวงหอบเครื่องมือมาหมายจะทำการผ่าตัดรักษาฝี แต่คำตอบที่ได้รับจากอ๋องฉินอู่ก็คือ

“ยกเลิกการผ่าตัด”

เมื่อถามหาเหตุผล ท่านอ๋องให้เห็นผลว่า จากการท้วงติงของเหล่าขุนนางทั้งปวง ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ขืนปล่อยให้มีการผ่าตัดอาจมีผลข้างเคียงดีร้ายอาจถึงตายเป็นแม่นมั่น

หมอหลวงผู้สั่งสมประสบการณ์การผ่าตัดมาทั้งชีวิต ได้ยินอย่างนี้ก็ฉุนขาด โยนเครื่องมือบรรดามีลงบนพื้น พร้อมทั้งฝากวรรคทองให้ท่านอ๋องได้คิด

“ท่านอ๋องนำเอาเรื่องที่ผ่านการปรึกษาหารือกับผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเรียบร้อยแล้ว ไปหารือกับผู้ไม่รู้ทั้งหลาย ผลจึงออกมาเป็นการทำลายสิ่งที่ควรทำอย่างยับเยิน

นี่นับเป็นเรื่องที่น่าสมเพชที่สุดเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยพบมา”

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล โดย ว.วชิรเมธี ความเห็น"ท่วม"ความรู้ 26 กันยายน 2553

ว.วชิรเมธี -(คาถา)ศิลปะการป้องกันตัว(ให้หมดทุกข์ มีสุข)

คาถาบทนี้น่ะมีความขลังอย่างเหลือเชื่อต่อวิถีชีวิตซึ่งแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความไม่แน่นอนของคนเราได้เป็นอย่างดี....

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ครั้งยังเป็นนักเรียนประถม โรงเรียนเคยจัดให้หน่วยทหารพัฒนาเข้ามาฝึกสอนวิชาศิลปะการป้องกันตัว เช่น มวยไทยให้นักเรียนทั้งโรงเรียนอยู่พักใหญ่ ศิลปะการป้องกันตัวเหล่านั้นตั้งแต่เรียนมาผู้เขียนยังไม่เคยได้ใช้เลย

แต่พอเข้ามาสู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็ได้มาพบกับศิลปะการป้องกันตัวอีก แบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนเสร็จแล้วก็ได้ใช้ทันที และใช้ได้ผลมาโดยตลอด ถึงขนาดที่ว่าพอ “ทุกข์กระทบ–ธรรมกระเทือน” ทันที

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรี ก็เคยเล่าว่า ท่านได้รู้จักศิลปะการป้องกันตัวมาเช่นเดียวกันกับผู้เขียน “...สวนโมกข์เป็นอย่างไร ผมหลับตาเห็นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ผมภาวนา ‘สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ’ ซึ่งเป็นคาถาประจำใจผม...ผมนับถือคาถานี้มากเพราะช่วยผมในยามลำบากคับขัน ซึ่งผมได้เคยประสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ผมเผอิญเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ในเวลานี้ คาถานี้ก็ยังช่วยผมได้ในทุกสถาน ทุกกาลเวลา...”

ไฮโซสาวคนหนึ่งซึ่งหากเอ่ยชื่อขึ้นมาหลายคนคงร้องอ๋อ เพราะรู้จักดี ก็นับถือคาถาเดียวกันกับอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มากเรื่องราวในชีวิตจริงของเธอน่าจะเป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดี ดังที่เธอเคยถ่ายทอดเอาไว้อย่างละเมียดละไมในนิตยสารเล่มหนึ่ง

มนมาที่นี่ทุกวันอาทิตย์ ทุกครั้งที่มามนมีสีหน้าสดชื่น รื่นเริง อิ่มบุญเสมอ มนไม่เคยรบกวน ไม่เคยถามข้ออรรถข้อธรรม มนทำนั่นทำนี่สารพัด เหมือนเป็นคนวัดคนหนึ่ง แล้วมนก็กลับไป ไม่บอกกล่าว ไม่ล่ำลา ไม่รบกวน ไม่พูดมาก แต่ใครต่อใครที่นี่ก็รู้ดีว่ามนเป็นคนดี หรืออาจจะดีมากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ มนไปๆ มาๆ เป็นอย่างนี้อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเวลาผ่านนับนานหลายเดือนเคลื่อนเข้าสู่ปี และปีกว่า

แต่แล้ววันหนึ่ง มนดูเศร้าๆ ผิดปกติไปเล็กน้อย คนนอกไม่เคยมีใครสังเกตเห็น แต่หลวงพ่อเห็น หลวงพ่อรู้ดีว่ามนทุกข์ แต่มนไม่พูด มนยังคงทำตัวตามปกติ แต่มนเอ๋ย เธอจะหลอกใครหรือแม้กระทั่งหลอกตัวเองก็หลอกไปเถอะ แต่จะหลอกหลวงพ่อนั้นไม่สนิทหรอก ไม่ใช่หลวงพ่อเป็นพระอริยะนะมน จึงจะได้เที่ยวรู้ใจใครต่อใครเขาไปทั่ว แต่คนมีความสุขจริงๆ กับคนที่เสแสร้งแสดงตนว่ามีความสุขนั้นมันไม่เหมือนกันหรอก

มนกรวดน้ำรับพรเสร็จแล้วก็เงยหน้าสบสายตาหลวงพ่อที่ตนเคารพอย่างเต็ม หัวใจ สายตาของมนปะทะเข้ากับแววตาทอประกายเปี่ยมเมตตาของหลวงพ่อวัยกลางคน แต่สุขุม ลุ่มลึก ท่วงทีกิริยาบอกชัดว่าหลวงพ่อเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาเจนโลกจบธรรมอย่างไม่ต้อง สงสัย
พลันที่สบสายตาเปี่ยมการุณยธรรมจากหลวงพ่อ ยังไม่ทันพูดอะไรออกมาสักคำ มนก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ทำไม ทำไม ทำไมมนถึงร้องไห้ก็ไม่รู้ หลวงพ่อคะ มนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มนเสียใจ มนทุกข์ แต่มนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร หลวงพ่อปล่อยให้มนร้องไห้จนสาแก่ใจ จนสายน้ำตาของมนเหือดแล้วจึงถามขึ้นเบาๆ

“เอาละ ร้องเสียให้พอ จากนั้นก็เล่าให้หลวงพ่อฟังซิว่าเรื่องมันเป็นมายังไง”

“สามีของมนค่ะหลวงพ่อ เค้า เค้า แอบไปมี...มี”

“เอาละมน หลวงพ่อเข้าใจ”

เพียงหลวงพ่อพูดว่า “หลวงพ่อเข้าใจ” ใจอันเร่าร้อนปานกองเพลิงของมนก็เหมือนถูกรินรดด้วยน้ำฝนจากฟ้า สติของมนคืนกลับมาวูบใหญ่ ทำให้มนรีบเอามือปาดน้ำตาด้วยความอาย พยายามหักห้ามใจตัวเองให้อยู่ในอารมณ์สงบและเป็นปกติที่สุด มนสงสัย ทั้งๆ ที่หลวงพ่อยังไม่ทันได้พูดอะไร ทำไมทุกข์ของมนจึงหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง หลวงพ่อมีปาฏิหาริย์หรือ หรือว่า...

“มน หลวงพ่อไม่มีปาฏิหาริย์อะไรหรอก ทุกข์ของมนน่ะมันไม่มากมายอะไรนักหรอก ถ้ามนรู้จักที่จะ ‘ระบาย’ มันออกมาเสียบ้าง ที่มนรู้สึกดีขึ้นน่ะเพราะมนได้ระบายมันออกมาเท่านั้นเอง คนเราน่ะมน หลวงพ่อจะบอกให้ มีสุขมีทุกข์กันมากมายในชีวิตทั้งนั้นแหละ แต่ละชีวิตของคนเราก็เหมือนกับก้อนทุกข์ก้อนหนึ่ง ก้อนทุกข์ของเธอก็ก้อนหนึ่ง ก้อนทุกข์ของสามีเธอก็ก้อนหนึ่ง ของลูกเธอก็ก้อนหนึ่ง สามคนก็สามก้อนทุกข์ นี่ ‘เขา’ ไปมีคนใหม่อีก ก็เลยเพิ่มทุกข์มาอีกก้อนหนึ่ง แต่มนเอ๋ย ถ้าเธอรู้จักถ่ายเทความทุกข์ออกมาจากอกเสียบ้าง ไม่หวงความทุกข์นั้นไว้ทุกข์คนเดียว เธอก็จะไม่ทุกข์หนักอยู่คนเดียวอีกต่อไป”

“แต่หลวงพ่อคะ ถึงหนูจะระบายให้ใครฟัง ก็ใช่ว่าจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้”

“ใจเย็นไว้มน แม้ทุกอย่างจะไม่ดีขึ้นมาทันตาเห็น แต่อย่างน้อยเธอก็จะไม่ตายเสียก่อนเพราะทน ‘แบกทุกข์’ ไว้ไม่ไหว หลวงพ่อจะบอกอะไรให้นะ คนเราที่ตายๆ กันน่ะ ไม่ได้ตายเพราะความทุกข์หรอก แต่เขาตายเพราะทนแบกทุกข์ไม่ไหวต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเธอมีทุกข์ จงอย่าแบกทุกข์เอาไว้คนเดียว หาใครสักคนหนึ่งไว้ปรับทุกข์ ระบายทุกข์ออกมาข้างนอกเสียบ้าง ทุกข์นั้นจะเบาบางลง”
คำปลอบโยนของหลวง พ่อทำให้มนหูตาสว่างขึ้นมาทันที อย่างนี้หรือเปล่านะที่เขาว่าพระมาชี้ทางสวรรค์ให้ ทุกข์ “ของเรา” เราหนักอกมาแรมเดือนแรมปี แต่พอเปิดใจให้หลวงพ่อฟัง มันพังทลายลงมาอย่างง่ายดายเหมือนปราสาททรายถูกคลื่นซัด

วันนั้นมนกราบลาหลวงพ่อกลับไปบ้าน พลางท่องคาถาที่หลวงพ่อให้มา “สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ : สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น” ไม่มีความยึดติดถือมั่นใดที่จะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ มีรองเท้าคู่หนึ่ง รองเท้าหายก็ทุกข์แทบตาย เพราะคิดว่ามันเป็นรองเท้า “ของเรา” ทั้งๆ ที่รองเท้ามันไม่เคยคิดเหมือนเราสักหน่อย รองเท้าไม่เคยรู้สึกว่ามันมี “เจ้าของ” รองเท้าจึงไม่ทุกข์ เราต่างหากเที่ยวยึดเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นของเรา เที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปทั่ว พอมันไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนา จึงมานั่งตรอมตรมระทมทุกข์

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา มนไม่เคยเสียเวลานั่งรอเขากลับมาอีก มนอยู่กับลูกสาวสองคนอย่างเข้มแข็ง ด้วยเชื่อมั่นในคำของหลวงพ่อ มนบอกกับตัวเองว่า มนจะไม่เสียเวลากับคนที่มองไม่เห็นคุณค่าของเราอีก ชีวิตมีอะไรให้ทำมากกว่าการมานั่งรอใครสักคนซึ่งมองไม่เห็นคุณค่าของตนอย่าง แท้จริง มนเชื่อว่าของทุกอย่าง หรือคนทุกคน ถ้าเราไม่ยึดมั่นว่ามัน “ต้อง” เป็นของเรา มันก็ไม่ก่อให้เกิดทุกข์ แต่พอเราไปยึดว่ามันต้องเป็นของเราเข้าเมื่อไร แม้แก้วน้ำสักใบหนึ่งซึ่งไม่มีชีวิตจิตใจแท้ๆ แต่กระนั้นมันก็อาจทำให้เราทุกข์ปางตายได้
ตั้งแต่วันที่ได้เปิดใจกับ หลวงพ่อเป็นต้นมา มนก็ตั้งต้นชีวิตใหม่ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ทิ้งความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง มนเตือนตัวเองว่า การเกิดมาเป็นคนใช่ของง่าย อย่าเสียเวลามากมายกับเรื่องไร้สาระ อะไรพึงทำก็ควรทำให้ดีที่สุด ก้าวหน้าต่อไป และทำสิ่งที่ทำอยู่ในวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะชีวิตนั้นไม่ยืนยาวอย่างที่คิด

ผ่านไปเพียงห้าเดือนมนก็เข้มแข็ง สามารถหยัดยืนด้วยตัวเองได้และ “เขา” คนใหม่ก็ผ่านเข้ามา เขาคือเพื่อนที่เคยชอบพอกันมาสมัยเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกลับมาของเขาทำให้ชีวิตของมนมีความหมายมากขึ้นเพียงไร แต่มนก็ยังคงท่องคาถาที่หลวงพ่อให้ไว้ว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ” อยู่เสมอๆ แต่...อนิจจา เขามาสู่ชีวิตของมนได้เพียงปีกว่าก็จากมนไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ก็นั่นแหละนะเสร็จงานศพเขาแล้วมนก็เลิกแต่งชุดดำ จากนั้นก็ดำเนินชีวิตของตนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนร่วมงานสงสัยว่าทำไมไม่เห็นพี่มนเศร้าสร้อยเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มนบอกว่า

“ความโศกเศร้าจะเกิดขึ้นก็เฉพาะกับคนที่ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ’ เท่านั้นแหละจ้ะ”

“อะไรน่ะพี่มน หนูไม่เห็นเข้าใจ ภาษาต่างด้าวอะไรของพี่”

สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ แปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น ท่องไว้เถอะจ้ะ สักวันหนึ่งเธอจะรู้เองว่าคาถาที่พี่ท่องอยู่ประจำนี้มันจะช่วยชีวิตเธอได้ อย่างไร สำหรับพี่ พี่บอกได้เลยว่า ที่รอดตายมาได้ทุกวันนี้ตั้งหลายครั้งหลายคราว ก็เพราะพี่ท่องคาถานี้เป็นประจำอยู่ทุกวันนั่นเอง”

รุ่นน้องผู้เป็นลูกน้องอีกทีหนึ่งทำหน้ามุ่ยเดินจากไปแล้ว แต่มนกลับยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่รู้อยู่แก่ใจว่าสักวันหนึ่งรุ่นน้องคนนั้นจะเข้าใจด้วยตัวเอง เป็นอย่างดี ว่าคาถาบทนี้น่ะมีความขลังอย่างเหลือเชื่อต่อวิถีชีวิตซึ่งแขวนอยู่บนเส้น ด้ายแห่งความไม่แน่นอนของคนเราได้เป็นอย่างดีเพียงไร

ที่มา: ว.วชิรเมธี ศิลปะการป้องกันตัว โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล 19 กันยายน 2553

ว.วชิรเมธี -ชื่อนั้นสำคัญเช่นนี้

ขงจื้อเป็นปรัชญาเมธีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของจีน ตลอดชีวิตอันยาวนานท่านได้สร้างผลงานไว้เป็นอันมาก คำสอนของท่านส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนจีนมาจนถึงบัดนี้....

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ขงจื้อเป็นปรัชญาเมธีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของจีน ตลอดชีวิตอันยาวนานท่านได้สร้างผลงานไว้เป็นอันมาก คำสอนของท่านส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนจีนมาจนถึงบัดนี้ ลักษณะอันโดดเด่นของคำสอนของท่านขงจื้อก็คือ การวางหลักจริยธรรมสำหรับคนในสังคมทุกชนชั้น ในบทสนทนาของท่านกับลูกศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งสนใจปรัชญาทางสังคม มีข้อความตอนหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง

ลูกศิษย์ถามว่า

“ท่านอาจารย์ขอรับ หากอยากให้บ้านเมืองมีปกติสุข ต้องทำอย่างไร”

“ทุกคนในสังคมต้องรู้จักการ ‘ทำตามชื่อให้ถูกต้อง’”

“อะไรคือความหมายของการ ‘ทำตามชื่อให้ถูกต้อง’ ลูกศิษย์สงสัย”

“การที่คนในสังคมที่มีชื่อแตกต่างกัน เช่น กษัตริย์ อำมาตย์ แพทย์ ครู บิดา มารดา ฯลฯ ต่างก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ตนมีชื่อเช่นนั้นๆ เช่น กษัตริย์ ก็ทำหน้าที่ให้สมกับที่เป็นกษัตริย์ (หน้าที่ของกษัตริย์ตามแนวทศพิธราชธรรม คือ

1.บำเพ็ญตนเป็นผู้ให้

2.สุจริตใจกายวาจา

3.อุทิศชีวาเพื่อปวงชน

4.ปฏิบัติตนซื่อสัตย์โปร่งใส

5.ชนะใจด้วยความอ่อนโยน

6.ฝึกตนมิให้ลุ่มหลง

7.อารมณ์มั่นคงไม่โกรธา

8.งดวิหิงสาความรุนแรง

9.เข้มแข็งด้วยขันติ

10.มิปฏิบัติการใดๆ ให้คลาดธรรม)

บิดา มารดา ก็ทำหน้าที่ของตนให้สมกับที่ตนมีชื่อเช่นนั้น ถ้าทำได้อย่างนี้เมื่อไหร่ บ้านเมืองก็จะมีแต่ความเจริญอย่างแน่นอน”

ศิษย์ฟังแล้วก็ได้แต่อึ้ง พลางรำลึกถึงความเป็นไปในสังคม

จริงสินะ ถ้าแต่ละคนในสังคมต่างพากัน “ทำตามชื่อของตนให้ถูกต้อง”

นักการเมืองก็คงไม่ฉ้อโกง

ครูก็คงไม่ทำอนาจารลูกศิษย์

ตำรวจก็คงไม่มีคลิปฉาวกับลูกน้อง

ดาราก็คงไม่แสดงนอกบทจนมีข่าวฉาว

บิดามารดาก็คงไม่ทอดทิ้งบุตร

บ้านเมืองก็คงจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองโดยแท้


ที่มา: ชื่อนั้นสำคัญเช่นนี้ โดย ว.วชิรเมธี นสพ.โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ 03 ตุลาคม 2553

เข็มทิศชีวิต : ที่พึ่งภายใน

ทันทีที่เรากล้าหาญเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองจนรู้ชัด ว่าเราจริงจังกับตัวเอง จนสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำได้ เราจะรู้สึกถึงพลังมหาศาลของศักยภาพในตัวเอง...

เรื่อง : ฐิตินาถ ณ พัทลุง

เขียนต้นฉบับไปหลายเรื่อง จนในที่สุดต้องบอกตัวเองว่ายังไงท่านผู้อ่านก็จะหาข้อความระหว่างบรรทัด เชื่อมโยงไปยังเรื่องราวที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งมาตลอดสองสัปดาห์อยู่ดี ก็เขียนกันตรงๆ เสียเลย เพราะผู้อ่านคอลัมน์นี้รักการเรียนรู้ และมองเห็นสิ่งดีงามในทุกๆ อย่างมาปรับใช้ในชีวิตตนเองได้เสมออยู่แล้ว

ดิฉันพบว่าชีวิตจะส่งของขวัญมาพอเหมาะพอเจาะพอดีกับความสามารถของเราที่ จะเรียนรู้และเติบโตเสมอ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วตอนที่เจอเรื่องหนี้ก็เพื่อให้เราได้มาพบธรรมะ ได้เห็นว่าไม่มีอะไรเลยเราก็มีความสุขได้จากภายในตัวเราเองก่อน ทันทีที่เรามีความสุขได้จากภายในตัวเอง มีสติ มีปัญญา การแก้ปัญหาต่างๆ ก็เป็นเรื่องง่าย กลายเป็นว่าความท้าทายที่เข้ามาช่วงเวลาสั้นๆ กลับทำให้เรามีทรัพย์ภายใน ที่ทำให้ชีวิตเรามั่นคง ทั้งภายนอกและภายในได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและตนเอง

ชีวิตจะหาวิธีส่งบทเรียนใหม่ๆ มาให้เราเสมอ แต่ทุกเรื่องในชีวิตสิ่งแรกที่ได้คือ ให้เรารู้ว่านี่ไงล่ะคนอื่นมาทำอะไรไม่ดีในชีวิตเราก็เพื่อให้เราซาบซึ้งใจ กับพ่อแม่ ว่าความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่นัก อะไรที่พ่อแม่อาจพลาดพลั้งบ้างก็เล็กน้อยนักถ้าเทียบกับที่คนอื่นทำกับเรา ต้องขอบคุณคนที่ทำไม่ดีกับเราเพราะเขาอุตส่าห์เอาตัวเองเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ เรารักพ่อแม่มากขึ้น

ทุกบทเรียนในชีวิต ต้องการให้เราเกิดความเข้าใจจนซาบซึ้งว่าเป็นความหวังดีของชีวิต จนสามารถขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่าเข้ามาเพียงเพื่อให้เราเกิดความเข้าใจ ในผู้คนและตนเองอย่างลึกซึ้งแล้วชีวิตเราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเสมอ เหมือนต้นไม้ที่ออกดอกในหน้าแล้งยามขาดน้ำ แล้วเติบโตขยายพันธุ์กว้างไกล

สอง การมีศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญ แต่ศรัทธาในตัวเองสำคัญที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงต้องทำความดี เพราะในเวลาหนึ่งที่อาจไม่มีใครเชื่อเราเลย อย่างน้อยมีเราคนนึงล่ะ ที่เชื่อและภูมิใจในตัวเราเอง การหันกลับไปมองข้างหลังแล้วรู้ว่าเราทำความดีงามอะไรมา และมองไปข้างหน้ารู้ว่าเรามีชีวิตอย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อขัดเกลาตัวเราเอง ทำให้เราชัดเจนว่าเราจะเลือกทำอะไรและเลือกไม่ทำอะไร ทำให้เราเข้มแข็งกับสิ่งที่เจอตรงหน้าอย่างกล้าหาญ ด้วยความรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่า แล้วในที่สุด ตั้งแต่วันที่สิ่งนี้เกิดจนถึงวันที่จบลง มันให้ประโยชน์กับเราอย่างล้นเหลือยอดเยี่ยมก่อนใคร

สาม สิ่งที่กีดขวางในชีวิตคนมากกว่าอุปสรรคและความท้าทายคือการซ่อนตัวอยู่ในมุม สบายของตัวเอง หลายคนบอกตัวเองว่าแบบนี้ก็ดีแล้วแต่ชีวิตขาดพลังลงไปทุกวัน เพราะแทนที่จะลงมือทำสิ่งที่ต้องทำกลับเอาพลังไปทำเรื่องที่แค่ย้ายความสนใจ ไปได้เพียงชั่วคราว

หลอกตัวเองว่าปล่อยวางแต่ที่จริงแล้วกลัวที่จะบ่งฝีในชีวิตของตัวเอง เลยไปยุ่งเรื่องคนอื่นหรือทำสิ่งที่ไม่สำคัญในชีวิตจนหมดพลังซังกะตายไป เรื่อยๆ แทนที่จะค่อยๆ ทำให้ตัวเองเข้มแข็งเตรียมความพร้อม จนจิตใจมั่นคงในการลงมือทำสิ่งที่ควรทำ ก้าวข้ามความกลัวความยากลำบากที่อาจต้องเจอบ้างระหว่างทาง

คนที่หวั่นไหว ยามคนชมก็ลอย คนติก็จม เพราะไม่รู้ชัดว่าตัวเองเป็นใคร ต้องรอให้คนอื่นมาบอก แต่เมื่อเราหมั่นตรวจสอบขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ เราจะรู้ชัดว่าข้างในนี้เป็นใคร ทำอะไรอยู่และต้องทำอย่างไรจึงประสบผลสำเร็จเป็นประโยชน์ต่อมหาชนและตนเอง

ทันทีที่เรากล้าหาญเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองจนรู้ชัดว่าเราจริง จังกับตัวเอง จนสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำได้ เราจะรู้สึกถึงพลังมหาศาลของศักยภาพในตัวเอง เพราะการปรากฏขึ้นของความท้าทายในชีวิตก็เพื่อให้เราได้ค้นพบศักยภาพสูงสุด ของความเป็นมนุษย์ในการเรียนรู้เข้าใจ มีความสามารถที่จะรัก ศรัทธา มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์

ในที่สุดแล้วไม่ว่าจะลงมือทำอะไร ต้องเห็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของตัวเราเองเสมอ เห็นเราในเขา-เห็นเขาในเรา มันเป็นเรื่องง่ายมากเหมือนเวลาที่นักกีฬาลงสนาม เราอาจจมลงไปในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้จนลืมไปว่ามันไม่ใช่การเอาชนะกันและกัน แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในระยะยาวในชีวิตของทุกฝ่าย จึงต้องจำให้ได้เสมอที่จะรักษาความปรารถนาดีให้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ขับเคลื่อนการกระทำ เพราะชีวิตปรารถนาดีที่สุดกับเรา ส่งสิ่งที่ดีที่สุดมาให้เราเสมอ

เพียงมองให้ลึกซึ้งพอ

ที่มา: เข็มทิศชีวิต: ที่พึ่งภายใน โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง โพสต์ทูเดย์ 03 ตุลาคม 2553

ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ

ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ

ผม (ธนินท์ เจียรวนนท์)บอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว

ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใด ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม

------------ เจริญ สิริวัฒนภักดี ---------
ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน

------------ อนันต์ กาญจนพาสน์ ---------
จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา เพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา ผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา

------------ พรเทพ พรประภา ---------
ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้า พอใจแค่ไหนอย่างไร ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจ เกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้

------------ ประกิต อภิสารธนรักษ์ ---------
ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว

------------ ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ---------
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว

------------ ชวน ตั้งมติธรรม ---------
1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ ิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน


------------ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ ---------
ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้ นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

------------ โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ ---------
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ ก่อนเป็นอันดับแรก

------------ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ---------
อีก 1 เรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่าชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกง จืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหิน และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพืนแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น ”
ชายชราหันไปตอบว่า “ ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่ ”
ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น
“ อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ ”
สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า
" ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ ”
พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่ เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

ที่มา: forward mail ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ

ถ้าใครกำลังท้อแท้ อยากให้รู้จักกับ "หลิว เว่ย" (Liu Wei) จากกรุงปักกิ่งนะครับ

ถ้าใครกำลังท้อแท้ อยากให้รู้จักกับ "หลิว เว่ย" (Liu Wei) จากกรุงปักกิ่งนะครับ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังท้อแท้หรือรู้สึกน้อยใจในโชคชะตา อยากให้อ่านเนื้อหาคลิปหนุ่มวัยรุ่นผู้พิการทางแขน (ทั้งสองข้าง) ชาวจีน วัย 23 ปี แสดงความสามารถด้วยการใช้เท้าเล่นเปียโนในรายการทีวี “China’s Got Talent”

เนื้อหาในคลิปวิดีโอ (ตั้งแต่ต้นจนจบ):

ช่วงแนะนำตัว
“ผมชื่อ หลิว เว่ย” (Liu Wei) มาจากกรุงปักกิ่ง… ความฝันของผมก็คือการเป็นโปรดิวเซอร์เพลงระดับแถวหน้า
ตอนอายุ 10 ปีผมได้เรียนรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นเปราะบางแค่ไหน มันอาจสูญสลายลงได้ภายในชั่วพริบตา… ผมยังจำช่วงเวลาที่ประสบอุบัติเหตุโดนไฟฟ้าช็อตในระหว่างเล่นซ่อนแอบกับ เพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี หลังเกิดเหตุผมอยู่ในระหว่างความเป็นและความตายนานถึง 45 วัน พอรู้สึกตัวอีกครั้งผมถึงได้รู้ว่าตัวเองเสียแขนทั้งสองข้างไปแล้ว ทำให้ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่นอนร้องไห้

หลังจากนั้นผมถามพ่อกับแม่ว่า ต่อไปนี้ผมจะทานอาหารได้ยังไง ท่านบอกว่าผมต้องหัดทานข้าวให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะถ้าหากวันใดท่านแก่ตัวลงก็จะไม่มีใครมาคอยดูแลผม ตั้งแต่นั้นมาแม่มักพูดกับผมเสมอว่า “ผมไม่ได้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ” ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมักรู้สึกว่าตัวเองครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนคนอื่นๆ เขา เพราะผมสามารถใช้เท้าทำในสิ่งที่พวกคุณทำด้วยมือ

แม่ไม่เคยคาดหวังให้ผมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิต ขอแค่ให้ผมสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขท่านก็พอใจแล้ว

แต่สำหรับผม…สิ่งที่จะทำเพื่อท่านได้ก็คือ “ต้องพยายามทำให้ประสบความสำเร็จ” ผมจึงมาแข่งขันในรายการนี้ (China’s Got Talent) โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องติด 1 ใน 3 อันดับแรกให้ได้ เพื่อที่แม่ของผมจะได้ภาคภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้”

ช่วงออกมาปรากฏตัวบนเวที

หลังจาก “หลิว เว่ย” ออกมาปรากฏตัวทางด้านหน้าเวที หนึ่งในกรรมการก็พูดว่า….

“ผมสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมเขาถึงตั้งเปียโนแบบนี้ แสดงว่าคุณจะใช้…”
“เท้า…ครับ” หลิว เว่ย ตอบทันที
“ใช้เท้าเล่นเปียโน…ว้าว!!!!” กรรมการคนเดิมทึ่ง

หลังจากนั้น กรรมการผู้หญิงอีกคนจึงถามว่า…
“คุณหัดเล่นเปียโนตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“19 ปีครับ” หลิว เว่ย ตอบ (ตอนนี้เขาอายุ 23 ปี)
“มันยากมั๊ยในตอนแรกที่หัดเล่น?”
“ยากครับ ยากมากๆ” หลิว เว่ย ตอบ
“แล้วเคยเจ็บเท้าบ้างรึเปล่าในช่วงแรกๆ ที่หัดเล่น?”
“ครับ มันทั้งเป็นแผล แล้วก็เป็นตะคริวด้วย” หลิว เว่ย ตอบ

กรรมการผู้ชายคนเดิมกล่าวว่า “ขนาดเราใช้มือเล่นเปียโนยังเจ็บและเป็นแผลเลย แล้วนี่คุณใช้เท้า…”
“ผมคิดว่าการเล่นเปียโนเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง ผมเลยต้องอดทนทำในสิ่งที่ผมอยากทำให้ได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหนก็ตาม”หลิว เว่ย ตอบ ทำให้ผู้ชมปรบมือกันทั้งห้องส่ง

หลังจากนั้น กรรมการอีกคนจึงพูดว่า “เอาล่ะ…มาดูกันว่าฝีมือของคุณจะเป็นอย่างไร”
จากนั้น หลิว เว่ย ก็เริ่มใช้เท้าบรรเลงเปียโน (นาทีที่ 2:16) สร้างความประทับใจให้ผู้ชมและกรรมการ ถึงขนาดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อเขาเล่นจบ คณะกรรมการและผู้ชมต่างก็ลุกขึ้นยืนปรบให้เขาด้วยความชื่นชม

กรรมการผู้ชายบอกว่า “จริงๆ แล้วผมไม่มีอะไรจะพูด ผมอยากให้ผู้ชมฟังคุณพูดมากกว่า…ว่าคุณทำได้อย่างไร ขนาดใช้มือเล่น พวกเรายังต้องฝึกฝนกันเป็นเวลาหลายปี”


หลิว เว่ย ตอบว่า “ผมคิดว่าชีวิตนี้ตัวเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ละทิ้งความฝันแล้วตายอย่างหมดหวัง หรือ ไม่ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส ถึงแม้หนทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามก็ตาม…แล้วมันก็ไม่กฏข้อใดบัญญัติเอาไว้ว่า เปียโนจะต้องเล่นด้วยมือเท่านั้น”

พอเขาพูดจบผู้ชมก็ปรบมือให้ด้วยความประทับใจอีกครั้ง

กรรมการคนเดิมกล่าวต่อว่า “ทั้งผม กรรมการทุกคน และผู้ชมต่างก็ได้เห็น หลิว เว่ย และได้ฟังเพลงที่เขาเล่น ผมคิดว่าหลังจากฟังเพลงของเขาแล้ว คำว่าน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่พอใจในชะตาชีวิตควรถูกลบทิ้งไปได้เลย… เห็นเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า และได้ดูวิธีการเล่นเปียโนแบบเฉพาะตัวที่กินใจผู้ชมของเขาแล้ว ผมว่าเราทุกคนควรเลิกท้อแท้หรือมัวแต่น้อยใจในโชคชะตา… ก็อย่างที่คุณพูด (หันไปหา หลิว เว่ย )… เราควรเลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส…ขอบคุณมากครับ”

หลังจากนั้นกรรมการผู้หญิงจึงกล่าวต่อ ว่า “คุณคือสุดยอดคนเก่งในหมู่คนเก่ง…ฉันคิดว่าคนเก่งที่แท้จริงคือผู้ที่ใช้ ชีวิตในแบบที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะ มากกว่าแค่ออกมาแสดงความสามารถพิเศษ ฉันรู้สึกประทับใจมาก และอยากให้ลูกๆ ได้ชมการแสดงของคุณค่ะ”

กรรมการผู้ชายอีกคนกล่าวว่า “ขอบคุณมากสำหรับเพลงเพราะๆ และจิตใจที่เข้มแข็ง ขอบคุณจริงๆ ครับ”

กรรมการผู้ชายคนเดิมกล่าวว่า “คุณคือสุดยอด “talent” (คนเก่ง) ตัวจริงของรายการนี้ พวกเราไม่อาจตัดสินคุณเพียงแค่ถ้อยคำธรรมดาๆ อย่าง “yes” ได้ (หมายถึงผ่านเข้ารอบ) จึงขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จแทน (เพราะเขาอาจไปไกลกว่าแค่เข้ารอบ)…ขอบคุณมากครับ”

หลังจากนั้นจึงมีเสียงบอกว่า “ผ่าน”

ในช่วงท้ายของคลิป เป็นการเปิดเทปเสียงประโยคเด็ดที่เขาตอบคำถามโดนใจคณะกรรมการและผู้ชมว่า

ผมคิดว่าชีวิตนี้ตัวเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ละทิ้งความฝันแล้วตายอย่างหมดหวัง หรือไม่ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส … แล้วมันก็ไม่มีกฏข้อใดบัญญัติเอาไว้ว่าเปียโนจะต้องเล่นด้วยมือเท่านั้น
หมายเหตุ: หลังเริ่มต้นเรียนเปียโนได้ไม่นาน ครูสอนเปียโนของเขาก็ยอมยกธงขาว โดยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เท้าเล่นเปียโน เขาจึงคิดค้นเทคนิคการเล่นแบบเฉพาะตัว และมุ่งมั่นฝึกฝนด้วยตนเองตั้งแต่นั้นมา จนสำเร็จได้ด้วยเท้าทั้งสองข้างกับหัวใจที่แกร่งกล้าของเขา ลุงตั้มได้ชมแล้วอดน้ำตาซึมกับความมานะพยายามของ หลิว เว่ย (Liu Wei) ไม่ได้เลยจริงๆ ..... เก่งมากและขอเป็นกำลังใจให้นะ หลิว เว่ย

ชมคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ ที่
http://www.youtube.com/user/tmactmac19890812#p/a/u/0/8unNEzwFg7M

ที่มา: forward mail

Wednesday, September 22, 2010

มหิดล-จุฬาเจ๋งติดท็อป 400 ม.ชั้นนำโลก

รศ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นิตยสาร Times Higher Education (THE) ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ประจำปี 2010-2011 ซึ่งผลปรากฏว่า มีมหาวิทยาลัยของประเทศไทยติดอันดับโลกในระดับ Top 400 จำนวน 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 306 และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 341 โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ตัวชี้วัดที่ใช้ในการพิจารณาขึ้นใหม่ 5 ตัวชี้วัด คือ

- Teaching-the learning environment โดยพิจารณาจากบรรยากาศการเรียนการสอน ประกอบด้วย ชื่อเสียงด้านการเรียนการสอน สัดส่วนนักศึกษาปริญญาเอกที่สำเร็จการศึกษาต่ออาจารย์ จำนวนการรับเข้านักศึกษาปริญญาตรีต่ออาจารย์ รายได้ต่ออาจารย์ และสัดส่วนนักศึกษาปริญญาเอกที่สำเร็จการศึกษาต่อนักศึกษาปริญญาตรีที่ สำเร็จการศึกษา (ค่าน้ำหนัก 30%)

- Research-volume, income and reputation พิจารณาจากปริมาณผลงานวิจัย รายได้ และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ชื่อเสียงด้านการวิจัย รายได้จากการวิจัย จำนวนผลงานตีพิมพ์ต่ออาจารย์ และนักวิจัย และรายได้วิจัยจากภาครัฐต่อรายได้วิจัยรวม (ค่าน้ำหนัก 30%)

- Citations-research influence พิจารณาจากจำนวนการอ้างอิงผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักวิชาการทั่วโลกในคุณภาพงานวิจัย (ค่าน้ำหนัก 32.5%)

- Industry income-innovation พิจารณาจากรายได้ของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากภาค อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงคุณภาพของการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคม (ค่าน้ำหนัก 2.5%)

- International mix-staff and students พิจารณาจากความหลากหลายของนักศึกษา และบุคคลากรนานาชาติในมหาวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ โดยคำนึงถึงอัตราส่วนของบุคลากร-นักศึกษาจากต่างประเทศต่อบุคลากร-นักศึกษา ภายในประเทศ (ค่าน้ำหนัก 5%)

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของ Times Higher Education (THE) ร่วมกับ บริษัท Thomson Reuters ภายหลังจากนิตยสาร Times Higher Education (THE) แยกตัวออกจากบริษัท Quacquarelli Symonds Ltd. (QS) เมื่อต้นปี 2010 ที่ผ่านมา

ที่มา: มหิดล-จุฬาเจ๋งติดท็อป400ม.ชั้นนำโลก เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 20 กันยายน 2553

=====
สู้ต่อไป เชียงใหม่ ขอนแ่ก่น ธรรมศาสตร์ สงขลา เกษตร ลาดกระบัง บางมด พระนครเหนือ
ถ้าทั้งหมดรวมกัน คงต้องติดอันดับ 200 แห๋ง ๆ อิอิ ..

World-class 2010 Ranking by THE
1 Harvard University US
2 California Institute of Technology US
3 Massachusetts Institute of Technology US
4 Stanford University US
5 Princeton University US
6 University of Cambridge UK
6 University of Oxford UK
8 University of California Berkeley US
9 Imperial College London UK
10 Yale University US
11 University of California Los Angeles US
12 University of Chicago US
13 Johns Hopkins University US
14 Cornell University US
15 Swiss Federal Institute of Technology Zurich Switzerland
15 University of Michigan US
17 University of Toronto Canada
18 Columbia University US
19 University of Pennsylvania US
20 Carnegie Mellon University US
21 University of Hong Kong Hong Kong
22 University College London UK
23 University of Washington US
24 Duke University US
25 Northwestern University US
26 University of Tokyo Japan
27 Georgia Institute of Technology US
28 Pohang University of Science and Technology Republic of Korea
29 University of California Santa Barbara US
30 University of British Columbia Canada
30 University of North Carolina US
32 University of California San Diego US
33 University of Illinois - Urbana US
34 National University of Singapore Singapore
35 McGill University Canada
36 University of Melbourne Australia
37 Peking University China
38 Washington University Saint Louis US
39 Ecole Polytechnic France
40 University of Edinburgh UK
41 Hong Kong University of Science and Technology Hong Kong
42 Ecole Normale Superieure, Paris France
43 Australian National University Australia
43 University of Göttingen Germany
43 Karolinska Institute Sweden
43 University of Wisconsin US
47 Rice University US
48 École Polytechnique Federale of Lausanne Switzerland
49 University of Science and Technology of China China
49 University of California Irvine US
51 Vanderbilt University US
52 University of Minnesota US
53 Tufts University US
54 University of California Davis US
55 Brown University US
56 University of Massachusetts US
57 Kyoto University Japan
58 Tsinghua University China
59 Boston University US
60 New York University US
61 University of Munich Germany
61 Emory University US
63 University of Notre Dame US
64 University of Pittsburgh US
65 Case Western Reserve University US
66 Ohio State University US
67 University of Colorado US
68 University of Bristol UK
68 University of California Santa Cruz US
68 Yeshiva University US
71 University of Sydney Australia
72 University of Virginia US
73 University of Adelaide Australia
73 University of Southern California US
75 William & Mary US
76 Trinity College Dublin Ireland
77 King's College London UK
78 Stony Brook University US
79 Korea Advanced Institute of Science and Technology Republic of Korea
79 University of Sussex UK
81 University of Queensland Australia Australia
81 University of York UK
83 Ruprecht Karl University of Heidelberg Germany
83 University of Utah US
85 Durham University UK
86 London School of Economics and Political Science UK
87 University of Manchester UK
88 Royal Holloway, University of London UK
89 Lund University Sweden
90 University of Zurich Switzerland
90 University of Southampton UK
90 Wake Forest University US
93 McMaster University Canada
94 University College Dublin Ireland
95 University of Basel Switzerland
95 George Washington University US
95 University of Arizona US
98 University of Maryland College Park US
99 Dartmouth College US
100 ENS De Lyon France
101 Technical University of Munich Germany
102 University of Helsinki Finland
103 University of St. Andrews UK
104 Rensselaer Polytechnic Institute US
105 Rutgers the State University of New Jersey US
106 Purdue University US
107 University of Cape Town South Africa
107 National Tsing Hua University Taiwan
109 Seoul National University Republic of Korea
109 Pennsylvania State University US
111 Hong Kong Baptist University Hong Kong
112 Tokyo Institute of Technology Japan
112 Bilkent University Turkey
114 Eindhoven University of Technology Netherlands
115 National Taiwan University Taiwan
115 University of Hawaii US
117 University of California Riverside US
118 University of Geneva Switzerland
119 Catholic University of Leuven Belgium
120 Nanjing University China
120 Queen Mary, University of London UK
122 Technical University of Denmark Denmark
122 Michigan State University US
124 Ghent University Belgium
124 Leiden University Netherlands
124 Lancaster University UK
127 University of Alberta Canada
128 University of Glasgow UK
129 Stockholm University Sweden
130 University of Victoria Canada
130 Osaka University Japan
132 University of Freiburg Germany
132 Tohoku University Japan
132 University of Iowa US
135 University of Bergen Norway
136 University of Lausanne Switzerland
137 University of Sheffield UK
138 University of Montreal Canada
139 VU University Amsterdam Netherlands
140 Pierre and Marie Curie University France
140 University of Dundee UK
142 University of Barcelona Spain
143 Utrecht University Netherlands
144 Wageningen University and Research Center Netherlands
145 University of Auckland New Zealand
145 University of Birmingham UK
147 Alexandria University Egypt
147 Uppsala University Sweden
149 Hong Kong Polytechnic University Hong Kong
149 University of Aberdeen UK
151 Delft University of Technology Netherlands
152 University of New South Wales Australia
152 Birkbeck, University of London UK
152 Newcastle University UK
155 Pompeu Fabra University Spain
156 Indiana University US
156 Iowa State University US
158 Medical College of Georgia US
159 Erasmus University Rotterdam Netherlands
159 University of Delaware US
161 Arizona State University US
161 Boston College US
163 National Sun Yat-Sen University Taiwan
164 Georgetown University US
165 University of Amsterdam Netherlands
165 University of Liverpool UK
167 Aarhus University Denmark
168 University of Würzburg Germany
168 University of Leeds UK
170 University of Groningen Netherlands
171 Sun Yat-sen University China
172 Johann Wolfgang Goethe University Frankfurt am Main Germany
173 Bielefeld University Germany
174 Nanyang Technological University Singapore
174 University of East Anglia UK
174 University of Nottingham UK
177 University of Copenhagen Denmark
178 Monash University Australia
178 Humboldt University of Berlin Germany
178 University of Bonn Germany
181 National Chiao Tung University Taiwan
182 RWTH Aachen University Germany
183 Middle East Technical University Turkey
184 University of Exeter UK
185 University of Twente Netherlands
186 University of Konstanz Germany
187 University of Innsbruck Austria
187 Karlsruhe Institute of Technology Germany
189 Eberhard Karls University, Tübingen Germany
190 Yonsei University Republic of Korea
190 Drexel University US
190 University of Cincinnati US
193 Dalhousie University Canada
193 Royal Institute of Technology Sweden
195 University of Vienna Austria
196 Kent State University US
197 Zhejiang University China
197 University of Illinois - Chicago US
199 Simon Fraser University Canada
199 Swedish University of Agricultural Sciences Sweden
306 Mahidol University Thailand
341 Chulalongkorn University Thailand
(US = United States; UK = United Kingdom)

Top 2010 Asian Universities
1 University of Hong Kong Hong Kong
2 University of Tokyo Japan
3 Pohang University of Science and Technology Republic of Korea
4 National University of Singapore Singapore
5 Peking University China
6 Hong Kong University of Science and Technology Hong Kong
7 University of Science and Technology of China China
8 Kyoto University Japan
9 Tsinghua University China
10 Korea Advanced Institute of Science and Technology Republic of Korea
11 National Tsing Hua University Taiwan
12 Seoul National University Republic of Korea
13 Hong Kong Baptist University Hong Kong
14 Tokyo Institute of Technology Japan
15 Bilkent University Turkey
16 National Taiwan University Taiwan
17 Nanjing University China
18 Osaka University Japan
19 Tohoku University Japan
20 Hong Kong Polytechnic University Hong Kong
21 National Sun Yat-Sen University Taiwan
22 Sun Yat-sen University China
23 Nanyang Technological University Singapore
24 National Chiao Tung University Taiwan
25 Middle East Technical University Turkey
26 Yonsei University Republic of Korea
27 Zhejiang University China
28 Mahidol University Thailand
29 Chulalongkorn University Thailand
30 Thammasat University Thailand

Top 2010 Oceania Universities
1 University of Melbourne Australia
2 Australian National University Australia
3 University of Sydney Australia
4 University of Adelaide Australia
5 University of Queensland Australia Australia
6 University of Auckland New Zealand
7 University of New South Wales Australia
8 Monash University Australia

Source: http://www.timeshighereducation.co.uk/world-university-rankings

2 ฝรั่งพันธุ์ใหม่ รับประทานผลสด

อาจารย์จากคณะเกษตร กำแพง แสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ศึกษาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ฝรั่งจนได้ฝรั่งพันธุ์ใหม่ 2 สายพันธุ์ ที่มีความแตกต่างจากฝรั่งพันธุ์เดิมที่มีอยู่ในประเทศไทย และมีคุณสมบัติเด่นที่สามารถช่วยเกษตรกรเพิ่มรายได้ในตลาดขายผลฝรั่งสด ด้วยรสชาติที่อร่อย หวาน กรอบ ไม่เหมือนใคร และสายพันธุ์ที่เหมาะกับการค้าต้น ตอ ด้วยคุณสมบัติเด่นในการทนต่อไส้เดือนฝอยได้ดี

รศ.ดร.อุณารุจ บุญประกอบ อาจารย์ ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาวิจัยโครงการปรับปรุงพันธุ์ฝรั่งมากว่า 10 ปี โดยมีนักปรับปรุงพันธุ์ร่วมในโครงการวิจัย คือ ดร.เกรียงศักดิ์ ไทยพงษ์ ซึ่งได้รวบรวมเชื้อพันธุกรรมฝรั่งจากในประเทศและต่างประเทศกว่า 100 พันธุ์ โดยได้ผสมพันธุ์และปลูกทดสอบลูกผสมกว่า 20,000 ต้น เพื่อทำการคัดเลือกหาพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ และได้คัดเลือกลูกผสมขั้นสูงสำหรับเป็นพันธุ์รับประทานผลสดและแปรรูปแล้ว 26 รหัส และอีก 3 รหัส สำหรับใช้เป็นต้นตอ ปัจจุบันดำเนินการมาถึงขั้นทดสอบการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยสามารถคัดเลือกฝรั่งพันธุ์ใหม่ได้ 2 รหัส ได้แก่ HORT-D1 และ HORT-R1 ซึ่งมีคุณสมบัติที่โดดเด่นเหมาะ ที่จะผลิตเป็นพันธุ์การค้าทั้งการส่งขายภาย ในและต่างประเทศ

ฝรั่งพันธุ์ใหม่ HORT-D1 ได้จากการรวบรวมเมล็ดผสมเปิดของฝรั่งพันธุ์แป้น ยักษ์สีทองเมื่อปี 2542 และ ระหว่างปี 2545-2547 ได้ทำการคัดเลือกได้ 1 ต้น จากจำนวน 120 ต้น โดยพิจารณาจากการเจริญเติบโต ลักษณะทรงผล รสชาติ ความหวาน และได้ขยายพันธุ์ด้วยกิ่งตอนเพื่อ ทำการทดสอบคุณภาพด้านอื่น ๆ และวิเคราะห์คุณภาพผลทางเคมี เช่น ปริมาณกรด คุณค่าทางโภชนาการ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีโนลิค ตลอดจนประเมินความทนทานต่อโรคผลเน่า พบว่าฝรั่งพันธุ์ HORT-D1 มีการเจริญเติบโตที่ดี ทรง ต้นเป็นพุ่มแจ้ รสชาติหวาน 8-10 บริกซ์ เนื้อแน่น ละเอียด กรอบ รสชาติอร่อย มาก และมีวิตามินซีสูง ซึ่งฝรั่งสายพันธุ์ HORT-D1 นี้ เหมาะสำหรับเป็นพันธุ์รับประทานผลสด

ส่วนฝรั่งสายพันธุ์ HORT-R1 เป็นฝรั่งต้นตอ ที่มีคุณสมบัติเด่นในการทนทานต่อไส้เดือนฝอยรากปม ซึ่ง HORT-R1 ได้ทำการคัดเลือกเมื่อปี 2542 โดย รวบรวมเมล็ดพันธุ์ฝรั่งจากเกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2545 ได้ทำการประเมินการเจริญเติบโตและคุณภาพผล โดยสามารถคัดเลือกได้ 1 ต้น ซึ่งพบว่ามีการเจริญเติบโตดี แต่ผลมีขนาดเล็กและรสชาติไม่อร่อย จึงไม่เหมาะในการรับประทานผลสด ในระหว่างปี 2545-2547 มีการประเมินความทนทานดินเค็ม และปี 2547 จนถึงปัจจุบันได้ประเมินความทนทานไส้ เดือนฝอยรากปม โดย รศ.สมชาย สุขะกูล จากภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มก. ได้ทำการทดสอบพบว่า มีความทนทานต่อดินเค็มสูงและทนทานต่อไส้เดือนฝอยรากปมได้ดี (ทั้งในสภาพโรงเรือนทดลองและพื้นที่แพร่ระบาด) จึงเหมาะที่จะใช้เป็นพันธุ์ต้นตอมากกว่ารับประทานผลสด

สำหรับฝรั่งพันธุ์ HORT-D1, HORT-R1 และลูกผสมขั้นสูงอื่น ๆ จะทำการทดสอบศักยภาพการผลิตเชิงพาณิชย์ในเขตพื้นที่การผลิตฝรั่งหลัก ๆ ของประเทศ ทดสอบความเข้ากันได้กับพันธุ์ HORT-R1 และใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อสร้างฝรั่งพันธุ์ใหม่ต่อไป สำหรับฝรั่งพันธุ์ HORT-R1 อยู่ระหว่างทำการทดสอบความเข้ากันได้กับพันธุ์ HORT-D1 และพันธุ์การค้าอื่น ๆ และได้ใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อสร้างฝรั่งต้นตอที่ทนทานไส้เดือนฝอยรากปมมาก ยิ่งขึ้น

สำหรับเกษตรกรที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.อุณารุจ บุญประกอบ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ที่มา: ดินดีสมเป็นนาสวน เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม 2553

พัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมัน...รองรับอาฟต้า

กรมส่งเสริมการเกษตร พาไปดูงานการส่งเสริม การปลูกปาล์มน้ำมันคุณภาพดี ณ จ.กระบี่... ที่ทางกรมดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันปี 2551-2555 โดยใช้งบกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่ง ขันของประเทศ เพื่อถ่ายทอดความรู้และเป็นการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรและมุ่งเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตและปรับปรุงคุณภาพผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีความสามารถผลิตปาล์มน้ำมันแข่งขันได้ในอนาคต

ความสำคัญของการปลูกปาล์มน้ำมันโดยทั่วไปคือ ปาล์มน้ำมันเป็นไม้ยืนต้นที่อนุรักษ์สภาพแวดล้อม รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการเจริญเติบโตสูงกว่าหรือ เท่ากับป่าดงดิบเขตร้อนชื้น ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุการให้ผลผลิตยาวนาน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่องทั้งปี ให้ผลผลิตน้ำมันต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น ส่งผลให้ ต้นทุนการผลิตน้ำมันต่อหน่วยต่ำกว่าน้ำมันพืชอื่น น้ำมันปาล์มสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้งอุปโภค และบริโภค ทั้งยังสามารถสร้างมูลค่าได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ มากกว่า 600 ชนิด นอกจากนี้แล้ว ส่วนต่าง ๆ ของต้นและผล สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ปี 2551-2555 เพื่อใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรมต่อ เนื่องอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมและสนับสนุนให้เพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อเป็นวัตถุ ดิบในการผลิตไบโอดีเซล จำนวน 2.5 ล้านไร่ ในระยะเวลา 5 ปี ส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลกำหนด นโยบายด้านพลังงานทดแทนโดยที่มีเป้าหมายที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซลร้อยละ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 เพิ่มเป็นร้อยละ 5 ในปี 2553 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ในปี 2555

การส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญอยู่ ที่ การลดต้นทุนการผลิต โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการ ใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของต้นปาล์มน้ำมัน โดยแนะนำให้เกษตรกรตรวจวิเคราะห์ดิน และใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ เพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันได้รับธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมี และช่วยเพิ่มผลตอบแทนแก่เกษตรกร

นอกจากนั้น การแนะนำส่งเสริม ให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพผลผลิต โดยการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มสุก ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง จะมีส่วนให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสามารถสกัดน้ำมันได้เปอร์เซ็นต์สูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศลดลงตามไปด้วย

ในส่วนของจังหวัดกระบี่นั้น มีความเหมาะสำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะว่า จังหวัดได้รับอิทธิพลจากมรสุมจากทะเลทางฝั่งอันดามันและทะเลฝั่งอ่าวไทยตลอด ทั้งปี ทำให้ปริมาณน้ำฝนกระจายเฉลี่ยปี ละมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี และคุณภาพของชุดดินที่มีหน้าดินลึกสภาพดินเป็นดินร่วนเหนียวที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีความเหมาะสมต่อการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยิ่งและได้มีการปลูกปาล์ม น้ำมันเพื่อการพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย โดยบริษัทอุตสาหกรรมและสวนปาล์มจำกัด (สวนเจียรวานิช) ได้เริ่มนำต้นปาล์มน้ำมัน มาปลูกเพื่อการพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2511 ที่อำเภอปลายพระยาเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ จากนั้นเกษตรกรในจังหวัดกระบี่ได้เริ่มปลูกและขยายพื้นที่เรื่อยมา จนปัจจุบัน จังหวัดกระบี่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 895,192 ไร่ คิดเป็นพื้นที่ปลูกมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เกษตรกรมากกว่า 2 หมื่นครัวเรือน ที่ประกอบอาชีพการ ทำสวนปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 788,599 ไร่ ผลผลิตปาล์มน้ำมันทะลาย สดที่ผลิตได้ในปัจจุบัน โดยเฉลี่ย 3,260 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตทะลายปาล์มสดที่ ผลิตได้ทั้งปี รวม 2.57 ล้านตัน มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 19 โรงงาน

ปัจจุบันปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการสร้างรายได้ของ ประชาชนในจังหวัดกระบี่ และเป็นพืชสำคัญที่นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายในการขยายพื้นที่การปลูก เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมัน ให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งในการเพิ่มปริมาณผลผลิตปาล์มโดยการขยายพื้นที่ปลูก จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 4 ปี ประกอบกับจังหวัดกระบี่มีพื้นที่จำกัด ในการขยายพื้นที่ปลูก จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิต ต่อไร่สูงขึ้น ซึ่งในการเพิ่มปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมัน สามารถทำได้โดยการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันจากการสกัดน้ำมันให้ สูงขึ้น

...ที่กระบี่เขามีวิธีการเพิ่มปริมาณ ผลผลิตอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปวันพุธหน้า

จีร์ ศรชัย
===
พุธ ที่ผ่านมากล่าวถึงเรื่องที่ กรมส่งเสริมการเกษตร พาไปดูงานการส่งเสริม การปลูกปาล์มน้ำมันคุณภาพดี ณ จ.กระบี่... ที่ปัจจุบันปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการสร้างรายได้ของ ประชาชนในจังหวัดกระบี่ และเป็นพืชที่มีความสำคัญที่นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนอีกด้วย

สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการถ่ายทอดความรู้ สู่เกษตรกรชาวสวนปาล์ม และลานเทปาล์มน้ำมัน เห็นว่า ทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มเปอร์ เซ็นต์น้ำมันจากการสกัดให้สูงขึ้นได้ คือ การจัดการผลิตที่มีคุณภาพในระดับชาวสวนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยรณรงค์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น ผู้รับจ้างเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันและ ผู้ประกอบการลานเท ในการจัดการผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพสู่โรงงาน และเพื่อเป็นฐานในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการผลิตของเกษตรกร ของลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม อีกทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพของจังหวัดกระบี่ให้ เป็น กระบี่เมืองปาล์มน้ำมัน สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการส่งเสริมการผลิตพืช (ปาล์มน้ำมัน) โครงการกระบี่เมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพใช้หลักการปฏิบัติ 3 ดี

1. การใช้พันธุ์ปาล์มดี การเลือกใช้พันธุ์มีความสำคัญมาก ถ้าเลือกใช้พันธุ์ผิดจะทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย จะต้องเป็นพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอร์ร่า (DXP) เป็นพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 1 ได้จากการผสมระหว่างพ่อพันธุ์ คือ ฟิสิเฟอร่า และแม่พันธุ์ คือ ดูร่า ทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์นี้จะต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์เพื่อคัด เลือกสายพันธุ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งรวมเอาคุณสมบัติดีเด่นของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์เข้าด้วยกัน พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่นิยมปลูก เป็นแม่พันธุ์เดลิดูร่า ( Deli Dura ) เป็นกลุ่มพันธุ์ที่นิยมใช้เป็นแม่พันธุ์ของพันธุ์ลูกผสมเทเนอร์ร่า (DXP) เนื่องจากมีลักษณะดีเด่น คือ มีความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่ดีสู่ลูกหลาน เช่น ให้ผลผลิตทะลายผลปาล์มสดสูงและสม่ำเสมอ องค์ประกอบของน้ำมันต่อทะลายดี มีการเจริญเติบโตดีและแข็งแรง เมื่อนำมาผสมกับพ่อพันธุ์ (Disifera) กลุ่มต่าง ๆ จะได้ลูกผสมที่มีลักษณะและคุณสมบัติดีเด่น และเหมาะสำหรับใช้ปลูกในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีแล้ว การอนุบาลต้นกล้าพันธุ์มีความสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง การดูแลรักษาต้นกล้าระยะแรกจนถึงนำไปปลูกในแปลงจริง (อายุปลูก 10-12 เดือน) โดยเฉพาะต้นกล้าในถุงพลาสติกสีดำ วางในแปลงกลางแจ้ง ให้น้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ในระยะอนุบาลนี้จะต้องมีการคัดทิ้งต้นกล้าประมาณ 10-25% โดยคัดต้นที่มีลักษณะผิดปกติทิ้ง เพื่อไม่ให้ต้นพันธุ์เหล่านี้ลงไปสู่แปลง จะทำให้เสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

2. การจัดการสวนที่ดี เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชอายุยาว ดังนั้นในการบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันจะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลัก วิชาการ เพราะหากมีการบริหารจัดการผิดพลาดไปในช่วงแรก ก็จะมีผลต่อการให้ผลผลิตในช่วงต่อไปของปาล์มน้ำมัน การบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันจะมีการจัดการแตกต่างกันตามช่วงอายุของปาล์ม น้ำมัน ซึ่งสามารถแบ่งการจัดการได้ 4 ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ 1 การจัดการสวนปาล์มน้ำมันก่อนให้ผลผลิต : เป็นการจัดการสวนปาล์มน้ำมันตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวผล ผลิต ช่วงดังกล่าวจะใช้เวลา 30-36 เดือนหลังการปลูก การจัดการในช่วงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมบูรณ์ของปาล์มน้ำมัน ทั้งในด้านคุณภาพของต้นปาล์มน้ำมันและประชากรปาล์มน้ำมันในพื้นที่ปลูก

ช่วงที่ 2 การจัดการสวนปาล์มน้ำมันในช่วงเร่งผลผลิต : การจัดการช่วงนี้จะเริ่มเมื่อปาล์มน้ำมันมีอายุครบ 3 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นให้ผลผลิตจนกระทั่งทำให้ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงสุดตาม ศักยภาพของปาล์มน้ำมัน ซึ่งระยะเวลาในช่วงนี้จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับเทคนิคในการจัดการของแต่ละ บุคคลและความเหมาะสมของพื้นที่ปลูก รวมถึงการใช้ปัจจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตที่แตกต่างกัน เช่น ในบางกรณีอาจมีการจัดการให้ผลผลิตสูงสุดภายใน 2 ปีของช่วงที่ 2 (ผลผลิตสูงสุดในปีที่ 5 ) แต่บางกรณีอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี หลังการปลูก (ผลผลิตสูงสุดในปีที่ 7)

ช่วงที่ 3 การจัดการสวนในช่วงรักษาระดับผลผลิตที่สูงสุด : การจัดการช่วงนี้จะเป็นการรักษาระดับผลผลิตที่สูงที่สุดให้มีความต่อเนื่อง นานที่สุด ตัวอย่างเช่น มีการจัดการสวนปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูง 4 ตัน/ไร่/ปี ในปีที่ 6 และรักษาระดับการให้ผลผลิตระดับ 4 ตัน/ไร่/ปี จนปาล์มน้ำมันอายุ 20 ปี จะได้ผลผลิตรวมมากกว่าการรักษาระดับการให้ผลผลิตระดับ 4 ตัน/ไร่/ปี แค่ปาล์มน้ำมันอายุ 15 ปี (เมื่อปาล์มน้ำมันอายุ 16 ปี ระดับผลผลิตจะลดลง)

ช่วงที่ 4 การจัดการสวนปาล์มน้ำมันในช่วงผลผลิตลดลง : เมื่อปาล์มน้ำมันอายุมากขึ้นผลผลิตจะลดลง ซึ่งการที่ผลผลิตจะลดลงเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการจัดการสวนในช่วงที่ 3 การจัดการสวนในช่วงนี้จึงเน้นการลดต้นทุนการผลิต เช่น การใช้ปุ๋ยน้อยลง หรือทำลายต้นที่ให้ผลผลิตน้อย

3. การเก็บเกี่ยวดี (ปาล์มสุก) การเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องจะทำให้ทะลายปาล์มน้ำมันมีคุณภาพดี มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ซึ่งจะมีผลต่อราคาปาล์มน้ำมันด้วย (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน หมายถึง เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักน้ำมันที่หีบได้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักทะลายปาล์มสดที่เกษตรกรนำมาขายให้กับโรงงาน) ปัจจัยที่กำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำมันในทะลายจะประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ องค์ประกอบผล องค์ประกอบของทะลาย และความสุกของผลในทะลาย ซึ่งแต่ละปัจจัยต่างก็มีผลต่อเปอร์ เซ็นต์น้ำมันทั้งสิ้น.

จีร์ ศรชัย

ที่มา: พัฒนาปาล์มน้ำมัน...รองรับอาฟต้า เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม 2553 และ วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม 2553

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ร่วมกับสหกรณ์สมาชิกหลัก 11 สหกรณ์ และสหกรณ์สมาชิกสมทบ 17 สหกรณ์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตปาล์ม น้ำมันของเกษตรกรสมาชิก เพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของชุมนุมสหกรณ์ฯ ซึ่งมีกำลังการผลิต 1,200 ตัน/วัน เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตให้แก่สมาชิก พร้อมสร้างความมั่งคั่งให้กับสหกรณ์เครือข่ายแต่ละแห่ง ตลอดจนช่วยให้เกษตรกรสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยปี 2552 ที่ ผ่านมา สามารถรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันของสมาชิกได้ประมาณ 245,968 ตันทะลายสด คิดเป็นมูลค่ากว่า 944 ล้านบาท

ปี 2553 นี้ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ฯ ได้ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันไว้ จำนวน 290,000 ตันทะลายสด ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคมที่ผ่านมา สามารถรวบรวมผลผลิตของเกษตรสมาชิกได้แล้วกว่า 215,000 ตัน โดยรับซื้อราคาตันละ 5,300 บาท ทำให้ชุมนุมสหกรณ์ฯมีผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจแล้วไม่น้อยกว่า 110 ล้านบาท ซึ่งปีนี้คาดการณ์ว่า ผลกำไรจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นถึง 120 ล้านบาท

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ หน้าเกษตร สหกรณ์ปาล์มน้ำมัน กำไรกว่า 110 ล้าน วันอังคารที่ 21 กันยายน 2553

ถั่วหรั่งพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติฯ

เนื่องในโอกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนม พรรษา 84 พรรษาในปี 2554 กรมวิชาการเกษตรมีนโยบายเร่งรัดให้หน่วยงานในสังกัดเสนอผลงานการปรับปรุงและ พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร พิจารณาประกาศเป็น “พันธุ์แนะนำ” และ “พันธุ์รับรอง” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรที่จะได้ใช้พืชพันธุ์ดีในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต เพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

นายไพโรจน์ สุวรรณจินดา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ถั่วหรั่งหรือ “ถั่วปันหยี” เป็นพืชพื้นเมืองที่นิยมปลูกกันมากในภาคใต้ เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย มีความทนแล้ง สามารถเจริญเติบโตได้ดีและให้ ผลผลิตสูงในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น ดินทรายจัด และดินร่วนปนทราย ที่ไม่มีน้ำขัง ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมี ถั่วหรั่งพันธุ์ดี คือ พันธุ์สงขลา 1 มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 120-130 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อ ไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพดินและระบบการจัดการแปลง

ปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งสงขลา 1 ป้อนให้แก่เกษตรกร จำนวน 5 ตัน แต่ยังไม่เพียงพอกับความ ต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะตลาด ถั่วหรั่งกำลังขยายตัวมากทั้งในพื้นที่ภาคใต้และส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมบริโภคถั่วหรั่งในรูปถั่วหรั่งต้มคล้ายกับถั่ว ลิสง นอกจากนี้ยังมีการแปรรูป ถั่วหรั่งเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ถั่วหรั่งอบกรอบ ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วหรั่ง ซึ่งกำลังเป็นที่ชื่นชอบและนิยมมากในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

การปลูกถั่วหรั่งของเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมายังมีจุดอ่อน เนื่องจากต้องเสียเวลารอเก็บเกี่ยวผลผลิตถึง 4 เดือน และหากปลูกพันธุ์พื้นเมืองต้องรอเก็บเกี่ยวยาวนาน 150-180 วันแล้ว เกษตรกรยังมีความเสี่ยงกับสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวน และยังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชและ วัชพืชด้วย

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลาจึงได้ศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้พันธุ์ถั่วหรั่งที่มีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตสั้นลง ขณะนี้การปรับปรุง พันธุ์ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ อยู่ระหว่างปลูกทดสอบในแปลงเกษตรขั้นสุดท้าย คาดว่าจะประสบความสำเร็จภายในปี 2553 นี้ ซึ่ง สวพ.8 จะเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรพิจารณา ประกาศเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในปี 2554 ด้วย

นายจิระ สุวรรณประเสริฐ นักวิชา การเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา หัวหน้าทีมปรับปรุงพันธุ์ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นจะช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ไม่ต้องรอเป็นเวลานาน สามารถปลูกได้ปีละ 3-4 รอบ ทั้งยังช่วยลดเวลาเสี่ยงต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศ ลดอัตราเสี่ยงเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช และทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ราคาถั่วหรั่งฝักสดหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งหลังจากหักต้นทุนการผลิต 3,000 บาทต่อไร่แล้ว จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือ ประมาณ 6,000 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต

หากสนใจถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา จ.สงขลา โทร. 0-7420-5780

ที่มา: ถั่วหรั่งพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติฯ เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 22 กันยายน 2553

การรักษาชีวิตคู่ ชีวิตแต่งงาน

::เกี่ยวกับการรักษาชีวิตคู่ การครองคู่ การรักษาชีวิตแต่งงาน

กว่าจะได้ใครสักคนมาร่วมหอลงโลง ไม่ว่าหนุ่ม หรือ สาว คงต้อง "ลงทุน" กันพอสมควร เพื่อสร้างความผูกพันธ์ ประทับใจให้แก่ฝ่ายตรงข้าม และหลังจาก "ลงตัว" ทุกอย่างแล้ว การแต่งงานจึงมีขึ้น คงไม่มีใครปรารถนาให้นาวารักล่มสลายหลังการแต่งงาน

การอยู่ร่วมกัน ถ้าจะให้ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข คงต้องมี 4 รักษา
1. ข้อแรก คือ การรักษารูปร่าง อย่าปล่อยตัว ถึงแม้ไม่อาจฉุดรั้งความหนุ่มความสาวไว้ได้ ก็ต้องพยายามให้ "ดูดี" อยู่เสมอ

2. ข้อต่อมา คือ การรักษามารยาท การพูดจาปราศรัย จะถือว่าเป็นคนกันเอง นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดได้ ไม่ต้องถนอมใจคนฟัง อย่างนั้นไม่ถูกต้อง นอกจากรักษากิริยามารยาทแล้ว ยังต้องรักษาข้อที่ 3

3. การรักษาสิทธิส่วนตัวของกันและกัน ในเรื่องที่เป็นกิจเดิม และชีวิตส่วนตัวบางอย่าง ที่ไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพการสมรส แต่ละฝ่ายก็ยังมีสิทธิที่จะรักษาไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง ทุกเรื่องเพื่อตามใจอีกฝ่ายหนึ่ง

4. ขั้นสุดท้าย คือ การรักษา"ระดับการให้" สมัยเป็นแฟนกัน คิดว่าพบกันครึ่งทางยุติธรรมดีแล้ว แต่เมื่อเป็นสามีภรรยา ทางที่ดีต้องเพิ่มการให้ อย่าคิดว่าเป็นของตาย เพราะผู้ที่เป็นฝ่ายได้รับ ย่ามเกิดความซาบซึ้งประทับใจ เวลาพลาดพลั้งเกิดเรืองขัดใจขึ้นมาก็จะนึุกถึงความดีที่มีต่อกัน ทำให้อภัยให้กันได้

ถ้าทำได้ดังกล่าวมา นาวาชีวิต(คู่)ของคุณ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่ล่มสลาย แม้เจอคลื่นลม

ที่มา: คลินิกมติชน พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ฝ่ายเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลเด็ก

Monday, September 20, 2010

2553 ไข้ไทฟอยด์ระบาดสงขลา

ไข้ไทฟอยด์ระบาดสงขลา ป่วยกว่า 100 ราย สั่งคุมเข้มแหล่งน้ำดื่ม ระดับคลอรีนต่ำ...

6 พ.ค. 2553 นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนก.ย.52-ม.ค.53 พบว่ามีการระบาดของโรคไข้ไทฟอยด์ หรือโรคไข้รากสาดน้อย หรือที่ในอดีตเรียกกันว่า โรคไข้หัวโกร๋น ในจ.สงขลา โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนในโรงเรียนของเทศบาลเมืองสงขลา แต่ไม่พบการดื้อยา ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคเพื่อหาสาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของการระบาด ซึ่งจากการเฝ้าระวังโรคของฝ่ายแบคทีเรียลำไส้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าหลังจากการระบาดเมื่อปี 2517-19 ไม่มีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มใหญ่ของโรคไข้ทัยฟอยด์ในประเทศไทยอีก จนกระทั่งปลายปี 2540 พบการระบาดในศูนย์อพยพชาวกัมพูชา จ.ตราด มีผู้เสียชีวิตร้อยละ 4 และมีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีการดื้อยาหลายชนิดอีกด้วย

ด้านนพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลและป้องกันไม่ให้เป็นโรคไข้ไทฟอยด์ได้ โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งจะฉีดให้กับคนที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อที่เกิดจากการประกอบอาชีพ หรือคนที่เดินทางไปในพื้นที่เกิดโรคเป็นประจำ รวมถึงคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการเป็นโรคมาก อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันโรคได้ถ้าได้รับวัคซีนหลังจากได้รับเชื้อเป็นจำนวนมาก ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีสุดคือ การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ดื่มน้ำต้ม หรือน้ำที่ฆ่าเชื้อแล้ว ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือจับอาหาร และหลังจากเข้าส้วม การกำจัดสิ่งปฏิกูลให้ถูกสุขลักษณะ เพียงเท่านี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงโรคไข้ไทฟอยด์ได้

ขณะที่นพ.ภาสกร อัศวเสวี ผู้อำนวยการระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การระบาดของโรคไข้ไทฟอยด์ในพื้นที่จ.สงขลา เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยประชาชนในพื้นที่อ.เมือง ป่วยประมาณ 130-140 คน จากการสอบสวนโรค สงสัยว่าเกิดจากการบริโภคน้ำที่ไม่สะอาด ระดับคลอรีนในน้ำต่ำ จึงเกิดการปนเปื้อนของเชื้อเข้าสู่อาหารที่เลี้ยงในโรงเรียนเด็กเล็กและสถานพินิจ

ทั้งนี้ โรงพยาบาลในพื้นที่ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 ดำเนินการเก็บตัวอย่างประชาชนที่ต้องสงสัยติดเชื้อเพิ่มเติม จำนวน 2 พันตัวอย่างไม่พบเชื้อ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้เรียบร้อยแล้ว และยังไม่น่ากังวลว่าโรคจะแพร่ระบาดไปในพื้นที่อื่น ภายหลังเกิดการระบาด กรมได้ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 ดำเนินการแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบอาหาร เพิ่มระดับการระมัดระวังเรื่องความปลอดมากขึ้น รวมถึงตรวจอุจจาระและอาหารของพ่อค้าแม่ค้าที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งขอความร่วมมือการประปาและโรงน้ำแข็ง เติมคลอรีนในน้ำให้มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น ตรวจสอบและล้างทำความสะอาดตลาดในพื้นที่ และให้ความรู้เกี่ยวกับสุขศึกษาแก่ประชาชน เช่น การเก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นต้น

ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา ไทยรัฐออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2553

Sunday, September 19, 2010

ว่ายน้ำในสระที่ใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค เพิ่มโอกาสมะเร็งหนัก

นักวิจัยชาติแชมเปี้ยนฟุตบอลโลกกล่าวเตือนว่า การว่ายน้ำในสระที่ใส่คลอรีน อาจทำให้ผู้ว่ายเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งสูงขึ้น

นักวิจัยของศูนย์การวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมสเปน มีสำนักงานที่นครบาร์เซโลนา กล่าวว่า การศึกษาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเครื่องบ่งชี้ของการกลายพันธุ์ หรือการกลายพันธุ์อย่างถาวรของดีเอ็นเอในหมู่ของนักว่ายน้ำในสระว่ายน้ำในร่มที่ใส่คลอรีน "พบหลักฐานของพิษต่อกรรมพันธุ์ในนักว่ายน้ำซึ่งเป็นผู้ใหญ่แข็งแรงดี 49 นาย หลังจากว่ายน้ำอยู่ในสระในร่มที่มีคลอรีนอยู่นาน 40 นาที"

รายงานกล่าวต่อไปว่า "นักวิจัยได้พบ ผู้ว่ายน้ำที่แข็งแรงดีเหล่านี้ มีอัตราความเสี่ยงกับอันตรายของโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เนื่องจากคลอรีนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ"

รายงานซึ่งเผยแพร่ในวารสาร "อนามัยสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ" แจ้งว่าผู้ประสานงานในการศึกษา ได้บอกว่า ประชาชนไม่ควรจะเลิกว่ายน้ำเพราะผลการค้นพบนี้เสีย หากว่าลดปริมาณของสารเคมีเหล่านี้ให้น้อยลง จะยิ่งทำให้ได้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพของการว่ายน้ำมากขึ้น"

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 20 กันยายน 2553

ไข้หวัด 2009: เชื้อลงหัวใจ

ดูแลตัวเองด้วย ไข้หวัด 2009 กำลังระบาดหนัก กรณีนี้ หมอไม่รู้ว่าเชื้อไปลงที่หัวใจ คงจะเป็นคนแรก ที่เชื้อไปลงที่หัวใจ โปรดช่วยกันบอกต่อด้วยนะคะ

น้องน้ำเพชร เรียนที่ รร. เซ็นคาเบรียล อยู่ชั้น ม. 3
เป็นเพื่อนกับหลานสาวเราเอง ...
วันศุกร์ที่ 10/9/53 ได้ไปงานศพที่วัดเซ็นต์หลุยส์
น่าเสียดายเด็กอายุ 14 ปี กำลังจะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันสมควร...

อยากให้ทุกคนอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษานะคะ เพราะมันอันตรายจริงๆ

น้ำเพชร น้องชายคนเดียวอายุ14ปี ของบ้านซึ่งเค้าเป็นไข้หวัด2009 ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งครอบครัวเสียใจเป็นอย่างมาก เราก็ไม่รู้หรอกว่าน้องเค้าเป็นอะไร ไปตรวจดูเชื้อก็ไม่พบ อาการ ที่น้องเป็นคือ วันแรกมีไข้ขึ้นสูงมากกกก วันที่ 2 เจ็บหัวใจและหายใจไม่ออก วันสุดท้ายคือวันที่3หน้าซีดและอาเจียน ไม่สามารถกินอะไรได้ตั้งแต่วันจันทร์ตอนเย็นแล้ว เมื่อเวลา4โมงครึ่ง ฉันและพ่อได้พาน้องไปโรงพยาบาล เมื่อกำลังจะถึงโรงพยาบาลน้ำเพชรเกิดอาการช๊อค กำมือแน่น ตาเหลือก และอ้าปาก มีฟองออกจากจมูกน้องของฉัน วินาทีนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี หัวใจของน้องฉันหยุดเต้นแล้ว พอถึงโรงพยาบาล ก้เค้าห้องฉุกเฉิน พ่อของฉันซึ่งเป็นหมอ ก็พยายามปั้มหัวใจให้น้องฉัน ให้พยายาบาลและหมอในโรงพยาบาลอีกหลายท่านมาช่วยกัน แต่ก็ไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน ทำอย่างไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ น้องของฉันถูกปั้มหัวใจอยู่8ชั่วโมง แต่มันไม่ช่วยให้น้องของฉันฟื้นขึ้นมาเลย

พ่อของฉันได้มานั่งคิดดูถึงสาเหตุที่ตรวจเชื้อไวรัสไม่เจอ พ่อของฉันบอกว่า การที่ตรวจเชื้อนี้ตรวจที่หลอดลมและปอด แต่กรณีน้องชายของฉันเชื้อนี้ไม่ได้ลงที่ปอด แต่ไปลงที่หัวใจ ซึ่งผลออกมาเลยไม่ทราบว่าน้องชายของฉันเป็นโรคอะไร

น้องชายของฉันได้ไปทำพาสปอร์ต เมื่อวันจันทร์ที่ 6 /09/10 ได้ติดเชื้อจากที่นั่น พ่อของฉันก็ไปด้วยกันกับน้อง และเมื่อพ่อกลับมาพ่อของฉันเจ็บคอมากไม่สามารถพูดได้เลย และพ่อของฉันก็เลยทานยาและให้น้ำเกลือจึงทำให้หายเจ็บคอ พ่อบอกว่าเชื้อนี้มันลงที่คอพ่อ น้องชายของฉันไปทำพาสปอร์ตเพราะได้ทุนที่จะไปเล่นดนตรีไทยที่ไต้หวันวันที่ 7 ตุลา 2010

ฉันจึงอยากบอกให้ทุกคน ดูแลรักษาร่างกายของตนเองดีๆ ห้ามเข้าไปในที่แออัด ระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อมาก ไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วยนะคะ และฝากส่งข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อว่าการตายของน้องชายของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า และทำให้คนไทยหลายๆ คนไม่เป็นแบบน้องชายของฉัน

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ ขอให้พระคุ้มครองทุกท่านคะ!!!:)



ที่มา: forward mail

Thursday, September 16, 2010

จ๊ากกกก.... บุก โตเกียว "มันเส" ยอดเนื้อของญี่ปุ่น

โอกาสตะลุยโตเกียวแบบฉายเดียว โดยมาพบเพื่อนที่เขาต้องมาเขา Lab เพื่อทดสอบระบบการจัดเก็บข้อมูล มาครั้งนี้ได้นัดคุณปลาและพรรคพวกเพื่อนฝูง เพื่อจะมาตะลุยกิน ตะลุยเที่ยวให้สาสมกับที่จะต้องอยู่ลุยงานมากว่าครึ่งปี ไม่ได้ไปไหนเลย ไม่รู้เงินจะหมดเท่าไร... :( ครั้งนี้เป็นการค้นหาต้นตอของเนี้อวากิวระดับ 5 จะได้เปรียบเทียบกับเนื้อของบ้านเรา
วากิวระดับ 2 เหลืออีกนิดเดียวจะสุดยอดแล้ว

เนื้อวัวที่เขาบอกว่า เบเบ แต่ก็สุดยอดเป็นการรวมเนื้อสันทั้งตัวครับ..

เนื้อวากิว หลายส่วนทั้ง Rib eye สันใน ใบพาย ชอบมาก

มา ครับ... เนื้อวากิวเป็นเนื้อที่มีคุณภาพสูง เพราะอุดมไปด้วยไขมัน มีความนุ่มไม่เป็นสองรองเนื้อวัวใดๆ แน่ แต่มาครั้งนี้นอกจากจะทดลองเนื้อวากิวแล้ว จะมีเนื้อ มัตสึซากะ ได้ข่าวจากคุณโมริ ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นที่รวมคณะกับคุณปลาไอบีเอ็ม บอกว่า มีเนื้อจากจังหวัดชิบะ ที่พึ่งจะชนะเลิศเนื้อวัวของประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว เอาไว้จะไปลองวันสองวันนี้ ร้านที่ไปนี้เขาเรียกตึกว่า มันเส หรือ Mansei (ไม่ รู้ว่าเมาหรือเปล่า) แต่เป็นตึกที่ขายแต่เนื้อทั้งตึก ตั้งแต่ชั้นแรกไปถึงชั้น 10 ยิ่งสูงยิ่งหนาว ก็รู้วันนี้ว่า ราคาต่อชุด ชั้นล่างก็ถูกหน่อย 1000 กว่าเยน แต่พอไปดูชั้น 10 แล้ว กลายเป็น 10,000 กว่าเยน (~3500 บาท)จนถึง 17,000 เยน (~6000 บาท) โอ้แม่เจ้า...จะกินไหวมั้ยเนี้ยะ เลยถอยหลังลงมาที่ชั้น 5 ที่เป็นร้านเนื้อย่างที่ชื่อว่า มันเส ตามชื่อตึกเป็นสไตล์เกาหลี แต่เป็นเนื้อญี่ปุ่นแท้ คนรักเนื้อต้องไม่พลาดตึกนี้โดยเด็ดขาด
เนื้อวัวที่เขาบอกว่า เบเบ แต่ก็สุดยอดเป็นการรวมเนื้อสันทั้งตัวครับ..

เนื้อวัวที่เขาบอกว่า เบเบ แต่ก็สุดยอดเป็นการรวมเนื้อสันทั้งตัวครับ..
วากิว ย่างให้เห็นๆ ก่อนจะเขาบอกอย่างนุ่มนวล

วากิว ย่างให้เห็นๆ ก่อนจะเขาบอกอย่างนุ่มนวล
เนื้อสัน สุดไปเลย

ใบพาย จัดไป อร่อย สุด ๆ

มาสั่งกันเลย ทำเป็นเก๋กันแต่ละคน สุดท้ายก็ต้องเป็นโมริ เป็นผู้สั่ง เลยจัดเนื้อวากิว มาหนึ่งชุด พร้อมกับ เนื้อสันของวัวอีกหนึ่งชุดเพื่อจะได้ลุยกัน มีซุปเต้าหู้มาอีก 1 ที่ ให้ซดน้ำซุปร้อนๆ เพื่อแก้คอแห้ง ที่ขาดไม่ได้มาญี่ปุ่นแล้วก็ต้องจิบ สาเก ครั้งนี้ของกินเย็นดีกว่า อากาศข้างนอกร้อนกว่าเมืองไทยเสียอีก... ร้อน ครับท่าน มาดูว่าเนื้อวากิวระดับ 5 เป็นอย่างไร สุดยอด จริงครับไม่น่าเชื่อว่าจะนุ่มระลายในปากขนาดนั้น กินได้ ซัก 5 คำต้องถอย ที่มาในจานจะมี เนื้อส่วนของ ใบพาย ริบอาย และสันไหล่ไม่งั้นจุกเป็นแน่แท้ ดังนั้นมาลองเนื้อวัวธรรมดาของญี่ปุ่นที่เขาขุนขายกัน จานนี้เป็นการรวม สันนอก สันใน สันแหลม และสันไหล่ มารวมกันอร่อยสุดๆ อีกจาน ถึงไขมันน้อยกว่าแต่ไม่น้อยมาก เมื่อเทียบกับวากิวระดับ 3 ที่เป็นของวากิว ประเทศออสเตรเลียแล้วถือว่าไม่แตกต่าง ได้น้ำได้เนื้อเลยพ่อคูณ... ในทุกชิ้นจะสไลด์มาขนาดไม่น้อยกว่า 3 มม. จนถึง 1 ซม. แล้วแต่ชนิดของเนื้อ นับว่าฝีมือความรู้ของเชฟ มีอยู่ไม่น้อยเลยครับ ส่วนน้ำจิ้ม มาเป็นซอสโชยุผสมกับ พริกเกาหลี และโรยด้วยงา เข้ากันสุดๆ ไม่ต้องหากระเทียม พริก มะนาวให้ยากเลย ไม่มีครับ

มาเส mansei เห็นตึกนี้ เข้าลุยเลย

โมริ หนุ่มน้อย อนาคตไกล(เซียนเรียกพี่)งานด้านกราฟฟิกและระบบ

ร้านอยู่ ที่ อากิฮาบารา (Akihabara) อยู่ในโตเกียวครับ เมื่อลงจากรถไฟใต้ดินแล้วขึ้นมาจะพบตึกที่ขายเครื่องไฟฟ้าโยโดบาชิ (Yodobashi) ให้เลี้ยวขวาออกมาที่ถนนให้เดินไปทางขวาอีกครั้ง จากนั้นเดินตรงไปสัก 500 เมตรให้เลี้ยวซ้าย พบสะพานข้างไปสักนิดจะเจอแล้วอยู่ซ้ายมือครับผม มีแผนที่ให้ รับรองไม่ผิดหวัง กินเนื้อคราวนี้ขึ้นกับกำลังทรัพย์ของแต่ละท่าน มีมากก็สูงหน่อย มีน้่อยก็ชั้นล่างหน่อย แต่ไม่ผิดหวังแน่ๆครับ
แผนที่ ตามไปเลย

แผนที่ ตามไปเลย

Rating : ชาตินี้ต้องกิน (4 ดาว)

เรื่องและภาพโดย
ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
Facebook : baypalace
twitter : baypalace

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 13 กันยายน 2553

รีบทำก่อนตาย ตายไปจะไม่เสียใจ

สัปดาห์นี้เปลี่ยนอารมณ์หน่อยนะครับ เพราะพอดีไปเจอบทความเรื่องหนึ่ง โดย Bronnie Ware ซึ่งเป็นนักเขียนอิสระอยู่ที่ออสเตรเลีย โดยนักเขียนผู้นี้เคยทำงานดูแลผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าจะเสียชีวิตและกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อรอวันตาย โดยเธอจะอยู่กับผู้ป่วยเหล่านี้ในช่วงสามถึงสิบสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต

โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เธอได้มีโอกาสพูดคุย และรับฟังความในใจของผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่เสียใจหรือสิ่งใด ๆ ก็ตามที่ถ้าทำได้อยากจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลงนั้น เธอพบว่ามีอยู่ห้าประเด็นที่มักจะพบในผู้ป่วยที่กำลังใกล้เสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ครับ

ประเด็นแรก คือ ผู้ป่วยเหล่านี้อยากจะมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่ตนเองอยากหรือต้องการจะเป็น ไม่ใช่ดำรงชีวิตตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้อื่น ซึ่งพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยอยากจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดครับ เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยพบว่าชีวิตตนเองกำลังจะสูญเสียไป และมีโอกาสมองย้อนกลับไปในอดีตนั้น จะพบว่ามีความฝันหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำหรือยังไม่บรรลุ และเมื่อใกล้จะเสียชีวิตก็จะพบว่าความฝันของตนเองนั้นจะไม่มีวันบรรลุ และส่วนใหญ่ก็มักจะมานั่งนึกเสียใจ เพราะสาเหตุที่ไม่สามารถทำตามความฝันได้นั้น เป็นเพราะตัวเองเลือกที่จะไม่ทำเอง ตัวเองเลือกที่จะทำตามสิ่งที่ผู้อื่นขีดเส้นทางให้เดิน

ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกๆ ท่านนะครับ ที่ในช่วงชีวิตหนึ่ง ถ้ามีโอกาสและเลือกได้ก็ควรจะเดินตามความฝันของตัวท่านเอง เพราะคนเราหนีไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเมื่อวันนั้นมาถึง เราก็คงจะไม่มีแรงที่จะเดินตามความฝันที่เราต้องการแล้ว การมีสุขภาพที่ดีจะช่วยทำให้ท่านเดินตามความฝันได้ แต่เมื่อใดก็ตาม ที่สุขภาพท่านเริ่มแย่แล้ว อิสระในการเดินตามฝันก็ท่านก็จะลดน้อยลง

ประเด็นที่สอง คือ ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตเหล่านั้น คิดเสียใจว่าในอดีตจะไม่ทำงานหนักเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นี้ มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยชายเกือบทุกคนเลยครับ คุณผู้ชายเหล่านี้มักจะเสียใจว่าในอดีตที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้มีเวลาในการดูแลลูกๆ ของตนเท่าที่ควร รวมทั้งไม่ได้อยู่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากภรรยาเท่าที่ควร ผู้ป่วยที่เป็นชายเกือบทุกคนจะรู้สึกเสียดายว่าในอดีตใช้ และให้เวลากับงานมากเกินไป

ข้อสังเกตนี้ก็น่าคิดนะครับ ว่าในปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการทำงานมากเกินไปหรือไม่ เราต้องการแสวงหารายได้ ชื่อเสียง เกียรติยศมากเกินไปหรือไม่ สุดท้ายเมื่อเราใกล้ตายเราจะสำนึกเสียใจว่าเราได้พลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตที่ไม่มีวันหวนกลับมาหรือไม่ การมีรายได้ที่พอเพียงอาจจะเป็นทางออกสำหรับทุกท่านนะครับ อีกทั้งการมีที่ว่างในตารางเวลาและชีวิต ที่ไม่ใช่เรื่องของการทำงานเพียงอย่างเดียว จะทำให้เรามีความสุขขึ้น และเมื่อเราใกล้เสียชีวิต จะไม่มานั่งย้อนนึกเสียใจในสิ่งที่เราพลาดไป

ประเด็นที่สาม
คือ ผู้ป่วยอยากจะกล้าที่จะแสดงอารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงของตน เนื่องจากคนจำนวนมากจะปิดกั้นอารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงของตน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบและสันติ ทำให้สุดท้ายแต่ละคนรู้สึกว่าอารมณ์ของตนเองถูกเก็บกด และไม่สามารถเป็นตัวตนที่แท้จริง

ประเด็นที่สี่ คือ ผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตนั้น มักจะเสียใจที่ไม่ได้ติดต่อเพื่อนฝูงเก่าๆ เนื่องจากเรามักจะไม่ค่อยเห็นถึงคุณค่าของเพื่อนเก่าๆ จนกระทั่งใกล้เสียชีวิต คนจำนวนมากจะมัวแต่ยุ่งและวุ่นวายกับชีวิตประจำวัน จนละเลยต่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง ทำให้เรามักจะไม่ค่อยให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงต่างๆ จนกระทั่งใกล้จะเสียชีวิต ก็จะเริ่มนึกถึงเพื่อนฝูงขึ้นมา

ดูเหมือนว่าเมื่อคนใกล้จะเสียชีวิต เกียรติยศ เงินทอง หรือสถานะทางสังคมต่างๆ กลับดูไปจะด้อยหรือไร้ความหมายนะครับ สุดท้ายดูเหมือนว่า เรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยที่กำลังใกล้ตายนึกถึง

ประเด็นสุดท้าย
ซึ่งค่อนข้างน่าแปลกใจ คือ ผู้ป่วยเหล่านี้กลับสำนึกเสียใจว่าไม่ได้ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาของตนเองมีความสุขเท่าที่ควร ผู้ป่วยหลายคนจะไม่เคยนึกถึงมาก่อนนะครับว่าตนเองสามารถที่จะเลือกที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้ คนจำนวนมากเลือกที่จะอยู่และปฏิบัติในสิ่งที่คุ้นเคย ความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนเรามักจะหลอกตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมีความสุข ซึ่งจริง ๆ แล้วกลับไม่ใช่

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้นะครับว่าเมื่อคนเราใกล้จะตายนั้น เรามักจะนึกย้อนกลับไปถึงอดีต และเริ่มสำนึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำมาในอดีต และเราจะพบว่าเมื่อเราใกล้ตายแล้ว เงินทอง ชื่อเสียง สถานะ เกียรติยศต่างๆ กลับไม่มีความหมาย สิ่งที่มีความหมายเมื่อใกล้ตาย คือ เรื่องของความรักและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งหลายครั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่เราละเลยหรือไม่สนใจในขณะที่เรามีชีวิตอยู่

นอกจากนี้ เมื่อใกล้ตาย คนเราจะพบว่าชีวิตในอดีตที่ผ่านมานั้นเรามีสิทธิที่จะเลือก แต่เราดันเลือกในสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เรามีความสุข หรือเลือกในสิ่งที่ทำให้เราต้องมาย้อนสำนึกเสียใจ เมื่อเราใกล้ตาย ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่และยังแข็งแรง เราจะต้องเลือกอย่างมีสติ เลือกอย่างฉลาด เลือกในสิ่งที่ถูก และเลือกในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขนะครับ

โดย รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย pasu @ acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ สิงหาคม พ.ศ. 2553

ที่มา: forward mail
รีบทำก่อนตาย ตายไปจะไม่เสียใจ

Wednesday, September 15, 2010

เครื่องกำจัดลูกน้ำยุง ชิ้นแรกของไทย ฝีมือนักวิจัยมทส.

นักวิจัยม.เทคโนโลยีสุรนารี สุดเจ๋ง คิดค้นเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงเครื่องแรกของไทย ได้ผลแน่นอน 100% สามารถตัดวงจรขยายพันธุ์ยุงลาย และลดการระบาดของโรคไข้เลือดออก...

เมื่อช่วงสายของวันที่ 15 ก.ย. ที่อาคารเรียนรวม 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นักวิจัยมทส.ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์คิดค้น "เครื่องกำจัดลูกน้ำยุงโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม" ลักษณะคล้ายไม้เท้าทำหน้าที่ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง จุ่มลงในน้ำ ช่วยตัดวงจรชีวิตลูกน้ำยุง กำจัดยุงลายสาเหตุของโรคไข้เลือดออก ซึ่งกำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ โดยมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากสามารถกำจัดได้ตั้งแต่ไข่ ลูกน้ำ และตัวโม่ง ทั้งยังมีความปลอดภัยต่อการใช้งาน ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม และต้นทุนต่ำ

โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองโสภา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หัวหน้าทีมวิจัย ผู้คิดค้นเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนักวิจัยของมทส.ที่ได้ทำการวิจัย มีทีมนักศึกษาปริญญาโทเป็นคณะทำงาน ใช้คลื่นอัลตราโซนิคมาเป็นเครื่องมือกำจัดลูกน้ำยุงได้สำเร็จเป็นเครื่องแรกของประเทศ โดยตั้งชื่อเครื่องนี้ว่า "เครื่องกำจัดลูกน้ำยุงโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม" มีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงลายได้ผลเต็ม 100 % แต่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ภายในแหล่งน้ำ ซึ่งการวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากกองทุนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 3 แสนบาท โดยเริ่มต้นทำการวิจัยและประดิษฐ์อุปกรณ์กำจัดลูกน้ำยุงด้วยคลื่นอัลตราโซนิค ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม53 และประสบความสำเร็จในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ในเบื้องต้นได้ผลิตเครื่องกำจัดลูกน้ำยุง 4 เครื่อง โดยแจกจ่ายไปยังพื้นที่ 4 จังหวัดๆ ละ 1 เครื่อง ประกอบด้วย สสจ.นครราชสีมา, สสจ.ชัยภูมิ, สสจ.บุรีรัมย์ และสสจ.สุรินทร์ และภายในปี 2553 จะได้เร่งผลิตเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงอีก 300 เครื่อง เพื่อแจกจ่ายให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจ.นครราชสีมา และจะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อลดอัตราการระบาดของโรคไข้เลือดออก

ผช.ของ ผศ.ดร.ชาญชัย เปิดเผยว่า การวิจัยครั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทดลองนำเอาคลื่นความถี่สูงอัลตราโซนิค ที่มีคุณสมบัติในการสร้างคลื่นใต้น้ำ ทำให้เกิดแรงกระแทกที่รุนแรงมากพอจะทำให้ลูกน้ำยุงที่มีขนาดเล็กได้รับผลกระทบและตายได้ในทันที ตัดวงจรการเจริญเติบโตของยุง แต่ไม่ทำอันตรายสิ่งมีชีวิตอื่นในแหล่งน้ำเดียวกัน ซึ่งจากการลองผิดลองถูกมากว่า 5 เดือน จึงได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกำลังความถี่ที่เหมาะสมในการกำจัดลูกน้ำยุงโดยเฉพาะ และได้ผลการกำจัดเต็มประสิทธิภาพ 100 % ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยดัดแปลงจากไม้เท้าผู้สูงอายุ ติดตั้งเครื่องปล่อยคลื่นเสียงย่านอัลตราโซนิคไว้บริเวณส่วนปลายของไม้เท้า คลื่นเสียงนี้มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายลูกน้ำ เพียงจุ่มปลายไม้เท้าลงในน้ำที่มีลูกน้ำยุงอาศัยอยู่ แล้วเปิดเครื่อง จากการทดสอบพบว่า คลื่นเสียงดังกล่าวสามารถกำจัดลูกน้ำภายในเวลาเพียง 1 วินาที รัศมีการกระจายตัวของคลื่นไปได้ไกลประมาณ 1 ฟุต หากต้องการกำจัดลูกน้ำจำนวนมาก ก็เปลี่ยนจุดจุ่มไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถปรับความถี่ได้ระหว่าง 20-100 กิโลเฮิรตซ์ และปรับความแรงของคลื่นเสียงได้ระหว่าง 100-400 วัตต์ ความถี่และความแรงดังกล่าวไม่มีผลต่อสัตว์น้ำอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าลูกน้ำ

"วิธีทำลายลูกน้ำยุงโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงนี้ เป็นวิธีการแบบใหม่ที่ใช้กำจัดลูกน้ำยุง โดยสามารถทำลายและตัดวงจรชีวิตของยุงตั้งแต่ในช่วงไข่ ตัวลูกน้ำ จนถึงตัวโม่ง เพียงจุ่มเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงลงในน้ำที่มีลูกน้ำยุงอาศัยอยู่ แรงดันของคลื่นจะกระแทกลูกน้ำยุง ทำให้ลูกน้ำยุงตาย ในขณะที่สัตว์น้ำอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่ายุงจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ไม่มีสารเคมีตกค้าง ทั้งยังช่วยลดการนำเข้าอุปกรณ์และสารเคมีกำจัดยุงได้เป็นอย่างดี เป็นทางเลือกใหม่ในการกำจัดยุงด้วยการตัดวงจรเติบโต ตั้งแต่ช่วงลูกน้ำถึงช่วงตัวโม่ง ซึ่งต้นทุนสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ประมาณ 4,000-5,000 บาท แต่ราคาเชิงพาณิชย์ที่มีการผลิตระดับอุตสาหกรรมจะต่ำกว่านี้มาก ทั้งยังสามารถดัดแปลงเพิ่มคลื่นความถี่ให้แรงขึ้นสำหรับกำจัดสัตว์น้ำชนิดอื่นได้เช่นกัน ถือเป็นนวัตกรรมกำจัดยุงด้วยคลื่นเสียงเครื่องแรกของโลก ซึ่งขณะนี้สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวได้จดสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะส่งต่อความรู้ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานภาครัฐที่สนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์" ผช. ศ. ดร.ชาญชัย กล่าว

สำหรับส่วนประกอบของเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงนั้น จะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วนหลักคือ 1.ต้นกำเนิดพลังงาน ที่จะใช้เป็นแบตเตอร์รี่ขนาด 12 โวลท์ 2.ชุดแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นกระไฟฟ้าสลับขนาด 220 โวลท์ 3.วงจรกำเนิดคลื่นความถี่สูงย่านอัลตราโซนิค และ 4.หัวพรีโซอิเลคทรอนิกส์ ที่ใช้เป็นตัวปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงอัลตร้าโซนิค ออกไปกำจัดลูกน้ำ

โดยหลักการทำงานก็จะเริ่มจากแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ ผ่านวงจรเรียงกระแสไฟฟ้ากำลังสูง ให้ได้แรงดันไฟฟ้ากระแสตรงที่ประมาณ 15 แอมป์ เพื่อใช้เป็นแหล่งจ่ายที่ภาควงจรสวิทช์และวงจรขยายกำลังภายในวงจรกำเนิดคลื่นความถี่สูงย่านอัลตราโซนิค ที่จะมีความสามารถในการปรับสัญญาณจนได้คลื่นอัลตราโซนิคขนาด 40 กิโลเฮิร์ทซ์ ปล่อยออกผ่านทางหัวพรีโซอิเลคทรอนิกส์ และจะมีรัศมีการทำลายลูกน้ำยุงรัศมีรอบหัวปล่อยคลื่นประมาณ 1 ฟุต เหมาะสำหรับการใช้กำจัดลูกน้ำยุงภายในสถานที่เก็บน้ำในบ้านเรือน เช่น โอ่งน้ำ และอ่างน้ำ เป็นต้น และหากจะนำไปใช้กำจัดในแหล่งนี้ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็สามารถที่จะแกว่งหัวปล่อยคลื่นอัลตราโซนิคไปรอบๆ แหล่งน้ำ ซึ่งหากลูกน้ำยุงได้รับแรงกระแทกจากความถี่คลื่นอัลตราโซนิคก็จะตายภายใน 1 วินาที และสามารถใช้อุปกรณ์นี้ติดต่อกันได้นานถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ชาร์ทแบตเตอรี่เติมไฟใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง โดยราคาต้นทุนการผลิตอุปกรณ์เครื่องกำจัดลูกน้ำยุงชนิดนี้นั้น ประมาณเครื่องละ 4,000-5,000 บาท ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยกำลังเร่งผลิตเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง เพื่อนำไปใช้กำจัดลูกน้ำยุง ตัดวงจรการแพร่ระบาดของยุง และลดการระบาดของโรคไข้เลือดออก

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 15 กันยายน 2553

Tuesday, September 14, 2010

ธรรมะหมาขี้เรื้อน สำหรับบัณฑิตเหยัียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ต้องอ่านให้ได้ หมาขี้เรื้อนสอนธรรมะ ไม่ว่าท่านจะเป็น นักเรียน นักศึกษา บัณฑิต ผู้สูงวัย ผู้บริหาร ลูกน้อง

อาจจะยาวหน่อย แต่อยากให้อ่านค่ะ

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้

เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตาม ๆ กัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ

วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้ รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง

เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่ง จนขาเป็นเหน็บชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้

โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี ! ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด
มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ
กลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง

วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้เก็บขยะ ซักผ้าเอง** (**เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน จัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา
เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก

อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอ ให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ **สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น** และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเอง เป็นต้นด้วยตนเอง* ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน

อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่ง จ ากใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ

เธอ ทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน* คันไป ทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยว ก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้า หมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่า แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี **

คิด อย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลย ต้องวิ่ งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว

ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย
นึกอย่างไรก็ มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อน**ที่หลวงพ่อชี้ให้ดู **ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะ เยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง

เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
" **อาตมา เป็นหมาขี้เรื้อน ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่ง พรรษา"
โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ **

ถ้า เรายังเป็นโรคอยู่ในใจ ไม่พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ ว่าเราย้ายงานไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า เรา พัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย **
***********************************
ขอบุญจากธรรมทานนี้จงถึงแก่นายเวรและผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือ ข้าพเจ้าและครอบครัว
ที่มาถึงตัวทุกภพภูมิ ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน หากไม่ถึงเพียงใดให้ขอให้คำว่าไม่มี ไม่รู้ในสิ่งที่ดี จงอย่าได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้า ขอให้เกิด ในภพภูมิ เขต ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง และได้ศึกษาพระธรรมได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ ลึกซึ้งตลอดจนกว่าจะเข้าพระนิพพานด้วยเทอญ

ที่มา: forward mail คติธรรม

มะนาว: เคล็ดลับคุม/ลดน้ำหนัก

ในการลดน้ำหนัก คุมน้ำหนักอย่างปลอดภัย เราเก็บเคล็ดลับ ดี ๆ จากคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ของหนังสือ New Book ที่นักเขียนสาว เธเรซา เชียง ได้ให้คำแนะนำกับปัญหาโรคอ้วน ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานมะนาว

เชียงกล่าว ว่า "มีเหตุผลมากมาย ที่ทำให้ผู้หญิงต้องต่อสู้กับน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป หนึ่งในนั้นคือปัญหาของระบบย่อยอาหารที่ทำงานไม่เป็นปกติ ซึ่งนั่นก็คือธรรมเนียมของการลดน้ำหนัก ที่อาจทำให้สาว ๆ ต้องเสี่ยงกับความทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต จะ ถึงอย่างนั้นก็ตาม มันยังมีตัวช่วยที่วิเศษมาก ๆ นั่นคือ มะนาว ที่มีสรรพคุณช่วยในการลดน้ำหนักอย่างดียิ่ง ทั้งน้ำและเปลือก ที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ยิ่งถ้าหากคุณเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยแล้ว เมื่อใดที่คุณอ้วนขึ้นมา มะนาวจะช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ"

มีผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า หากระบบย่อยอาหารของคนเราทำงานไม่เป็นปกติ ต่อให้หักโหมลดน้ำหนักแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะระบบย่อยอาหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับสารอาหารที่จำเป็นในการเผาผลาญไขมัน ซึ่งมันทำให้เกิดสารพิษตกค้างในร่างกาย และขจัดออกไปได้ยากและช้าลงอีกด้วย

ใน เมื่อ "มะนาว" ช่วยในระบบการย่อยอาหาร และสกัดสารพิษได้เป็นอย่างดี พลังจากผลไม้ธรรมชาติ อย่าง "มะนาว" จึงถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด
โดย "มะนาว" อุดม ไปด้วยกรดไซตริก (7-8% คือสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกๆ ประเภท) และเชียงยังระบุอีกด้วยว่า หากมะนาวถูกนำมาผสมรวมกับโปรตีนและกรดอื่น ๆ ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ในคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ยังออกมาสนับสนุนให้ประชาชนวางแผนเมนูการทำอาหารในแต่ละมื้อว่า ต้องมีมะนาวรวมอยู่ด้วย หรือดัดแปลงรสชาติอาหารให้มีรสเปรี้ยวถูกปากมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า หากคุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา

1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า

เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

ควรดื่มหลังอาหาร หรือ ผสมเจือจางดื่มแทนน้ำระหว่างมื้ออาหาร

2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด

เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง

3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด

โดยการบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย

นอกจากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว

ใคร จะคิดว่า "มะนาว" จะมีประโยชน์และสรรพคุณในการลดน้ำหนักที่ให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่ง ที่พิเศษไปกว่านั้นคือมันทำให้เรากินเนย โปรตีน ช็อกโกแลตและไอศกรีมได้อย่างสบายใจ คุณสามารถกินได้เท่าที่ใจอยากจะกิน โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของแคลอรี

ที่มา: forward mail

Monday, September 13, 2010

ผู้ประกันตนเฮ! ประกันสังคมเพิ่มสิทธิอีก 6 เรื่อง

ผู้ประกันตนเฮ! ประกันสังคมเพิ่มสิทธิอีก 6 เรื่อง

ผู้ประกันตนเฮ! ประกันสังคมเตรียมเพิ่มสิทธิ คลอดลูก-ทำฟัน-โรคจิต-ทุพพลภาพ

ผู้ประกันตนเฮ! หลังนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมาเปิดเผยว่าว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตรียมเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนใน 6 เรื่อง คือ

1. เพิ่มค่าคลอดบุตรจากครั้งละ 12,000 บาท เป็น 13,000 บาท

2. เงินสงเคราะห์บุตรจากรายละ 350 บาท เป็น 400 บาท

3. ค่าทันตกรรมจากครั้งละไม่เกิน 250 บาท ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง หรือ 500 บาท เป็นครั้งละ 300 บาท หรือปีละไม่เกิน 600 บาท

4. สิทธิในการให้บริการใส่รากฟันเทียม

5. เพิ่มสิทธิในกรณีรักษาโรคจิต

6. เพิ่มค่ารักษากรณีทุพพลภาพจากเดือนละไม่เกิน 2,000 บาท เป็น 4,000 บาท

ทั้งนี้ สปส. หวังว่า จะให้ผู้ประกันตนได้เข้าถึงบริการให้มากที่สุด จึงเตรียมจัดตั้ง เคาเตอร์เซอร์วิสในสถานประกอบการด้วย โดยจะมีการขอความร่วมมือไปยังสถานประกอบการ พร้อมทั้งเตรียมอบรมเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประกันสังคม

ด้าน น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ทาง สปส. ให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกันตนด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าว แต่เห็นว่าสิทธิประโยชน์บางกรณีควรเพิ่มให้มากกว่านี้ เช่น เงินสงเคราะห์บุตร ควรเพิ่มเป็นรายละ 500 บาท และควรขยายความคุ้มครองจาก 6 ปี ให้เป็นลักษณะเดียวกับที่ให้ข้าราชการ

ส่วนกรณีที่เพิ่มสิทธิในการรักษาผู้ป่วยโรคจิต ซึ่งเป็นโรคที่ยกเว้นการรักษาพยาบาลนั้น เห็นว่า สปส. ควรยกเลิกการรักษาพยาบาลโรคต่าง ๆ ที่ได้รับการยกเว้น เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกันตนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม สปส. ควรปรับการบริการรักษาพยาบาลให้มีคุณภาพด้วย

ทั้งนี้มีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับประกันสังคม สามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่ หมายเลข 1506 หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sso.go.th

Ooo ความพยายามไม่เคยทำให้พ่ายแพ้ ความท้อแท้ก็ไม่เคยทำให้ชนะ Ooo

ที่มา: Forward Mail

เตือน!"ดมกางเกงใน" เสี่ยงติดเชื้อสูง

ดม ถูไถ กางเกงในไม่ซักโรคเพียบ เริม ไวรัส และเชื้อโรคนานับประการ อธิบดีกรมควบคุมโรค เตือนประชาชนอย่าดม หรือสัมผัส กางกางในคนอื่นในระยะประชิด เสี่ยงติดเชื้อ ...

หลังจากที่ไทยรัฐออนไลน์เปิดประเด็นเกี่ยวกับกรณีนิตยสารโป๊วิตถารแถมใช้กลเม็ดเด็ดพรายดึงดูดใจลูกค้าด้วยการแถมกางกางในของนางแบบเพื่อให้ลูกค้าไปสูดดมเป็นที่ระลึกแล้ว

ล่าสุด นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมาเตือน เรื่องการสูดดม ถูไถ กางเกงในของนางแบบที่นิตยสารโป๊แจกมาว่า เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ ซึ่งการจับต้องหรือสูดดมวัตถุโดยเฉพาะวัตถุที่อยู่ในส่วนซ่อนเร้นส่วนที่มีเชื้อโรคมากมาย หากใครนำไป สูดดม ถูไถ หรือจับต้องไปทำให้ติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยง

“มีโอกาสเสี่ยงสูงมากครับ ถ้าหากคุณสูดดมเครื่องนุ่งห่มที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และยิ่งมันอยู่ในบริเวณของสงวนนั้นๆ ด้วย ซึ่งธรรมดาเครื่องนุ่งห่มที่ใช้แล้วไม่สะอาด ที่สำคัญเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่ใส่กางเกงในจะเป็นโรคอะไรหรือเปล่า โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่นโรคเริม โรคไวรัสต่างๆ มากมาย ยิ่งเอาเข้ามาสูดดม ถูไถใกล้ๆ มีสิทธิ์ติดเชื้อได้ เป็นเรื่องที่อันตรายควรหลีกเลี่ยง”

เมื่อถามว่าหากนำกกน.นางแบบมาดมแบบห่างๆ จะติดเชื้อโรคไหมนั้น อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า แม้จะไม่เป็นอันตราย แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือยิ่งถ้าเอากางเกงตัวนั้นๆ ที่ได้มา มันถอดออกใหม่ๆ แล้งนำมาดม หรือสัมผัส ถูไถ เป็นต่อสุขภาพอันตรายมาก จึงอยากจะประชาสัมพันธ์ว่าถ้าเป็นได้ อยากจะให้ประชาชนหลีกเลี่ยงด้วย”อธิบดีกรมควบคุมโรค

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ อังคาร 14 กันยายน 2553

Sunday, September 12, 2010

ขนมจีน-น้ำพริก เพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย

นอกจากขนมจีน-น้ำยาต่าง ๆ แล้ว “ขนมจีน-น้ำพริก” ก็เป็นอีกเมนูที่คนไทยนิยมรับประทานเป็นจานด่วนกันไม่น้อย และในยุคที่กระแสรักสุขภาพมาแรง เมนูขนมจีน-น้ำพริกนี้ก็อยู่ในข่ายอาหารเพื่อสุขภาพได้ เป็นจุดขายได้ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีสูตรน้ำพริกขนมจีน “เพื่อสุขภาพ” มานำเสนอ...

อัครพล โพธิ์ศรีทอง นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีคณะคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร ได้คิดทำ “น้ำพริกขนมจีน” ที่ “ไขมันและแคลอรีต่ำ” โดยเจ้าตัวบอกว่า น้ำพริกขนมจีนเป็นอาหารไทยโบราณ และปกติแล้วการทำน้ำพริกขนมจีนมีวัตถุดิบที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ กะทิ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ากะทิเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทยโดยส่วนใหญ่

แต่การรับประทานอาหารที่มีกะทิมาก ๆ จะมีคอเลสเตอรอลสูง ดังนั้น จึงได้ทดลองนำน้ำนมถั่วเหลือง มาทดแทนกะทิ เพื่อลดไขมัน และทำให้แคลอรีต่ำลง ซึ่งน้ำนมถั่วเหลืองนี้นอกจากจะช่วยลดไขมันแล้ว ยังมีประโยชน์ที่จำเป็นต่อร่างกายในแง่ของสารอาหารต่าง ๆ อาทิ คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินบี1 และเหล็ก เหมาะที่จะเป็นอาหารเสริมของทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ กากของน้ำนมถั่วเหลืองที่เหลือจากการคั้น ยังใช้เป็นส่วนผสมในน้ำพริกขนมจีนแทนการใช้ถั่วเหลืองซีก ถั่วลิสง หรือถั่วทอง นับว่าเป็นการใช้ของที่เหลือให้มีคุณค่า

และเกิดประโยชน์ต่อร่างกายผู้บริโภคด้วย

“ภาพรวมรสชาติและเนื้อหาอาจจะไม่เหมือนกับน้ำพริกขนมจีนที่ใช้กะทิเสียที เดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อาหารเพื่อสุขภาพรสชาติจะอร่อยสู้อาหารโดยทั่วไปไม่ ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรุงรสมากกว่า” อัครพลกล่าว

มาดูวิธีทำน้ำพริกขนมจีนสูตรนี้กัน เริ่มที่อุปกรณ์ ใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก หากมีใช้ปกติอยู่แล้วก็คงไม่ได้ต้องลงทุนเพิ่มเติมอะไร ตามมาด้วยส่วนผสม ตามสูตรก็เตรียมน้ำนมถั่วเหลือง 1,500 กรัม, เนื้อกุ้งต้มสุก 200 กรัม, กากถั่วเหลือง 50 กรัม, หอมเผา 30 กรัม, กระเทียม 30 กรัม, รากผักชีหั่นคั่ว 15 กรัม, ข่า 5 กรัม, ผิวมะกรูด 5 กรัม, กระเทียมสับละเอียด 20 กรัม, พริกแห้งเม็ดใหญ่ 10 กรัม, น้ำมันพืช 30 กรัม, น้ำตาลมะพร้าว 90 กรัม, น้ำปลา 60 กรัม, น้ำมะขามเปียก 60 กรัม และน้ำมะกรูด 30 กรัม

วิธีทำ เริ่มที่โขลกเนื้อกุ้งให้ละเอียดแล้วพักไว้ จากนั้นทำพริกแกงด้วยการโขลกพริกแห้งให้ละเอียด ใส่หอมเผา กระเทียมเผา ข่า ผิวมะกรูด รากผักชีหั่นคั่ว โขลกรวมกันให้ละเอียด แล้วพักไว้

ส่วนน้ำนมถั่วเหลืองทำเอง วิธีทำคือ นำถั่วเหลืองประมาณ 0.5 กก. แช่น้ำไว้ค้างคืน จากนั้นนำขึ้นมาใส่ลงในเครื่องปั่น โดยการปั่นก็เทน้ำลงไปให้พอท่วมถั่วด้วย แล้วปั่นน้ำออกมา ซึ่งรวมน้ำแล้วจะได้น้ำนมถั่วเหลืองประมาณ 1.5 กก. ส่วนกากถั่วเหลืองนั้นจะเหลือประมาณ 300-400 กรัม โดยก่อนจะนำมาใช้ต้องนำไปคั่วหรืออบให้แห้งเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ถ้าใช้เลยถั่วเหลืองจะชื้น และจับตัวเป็นก้อน

ขั้นตอนการทำน้ำพริก เริ่มต้นด้วยการนำน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟ ใส่กระเทียมสับเจียวจนเหลือง แล้วตักออกพักไว้ ส่วนน้ำมันที่เหลือให้เตรียมไว้บนกระทะอย่างเดิม ใส่พริกแกงที่ทำไว้ ลงไปผัดให้พอหอม จากนั้นใส่น้ำนมถั่วเหลือง (แทนกะทิ) ลงไปครึ่งหนึ่ง แล้วใส่กากถั่วเหลือง (แทนถั่วลิสงคั่ว) และเนื้อกุ้ง แล้วคนให้เข้ากัน โดยขั้นตอนนี้จะต้องค่อยคน ๆ ให้เนื้อกุ้งสุก

ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำมะกรูด เน้น 3 รสคือ หวาน เปรี้ยว เค็ม ตามด้วยใส่กระเทียมเจียวคนให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำนมถั่วเหลืองอีกครึ่งที่เหลือลงไป ตั้งไฟไว้จนเดือด จึงแต่งหน้าน้ำพริกด้วยการลอยลูกมะกรูดที่ผ่านการบีบน้ำแล้ว เพื่อให้เกิดความสวยงาม และดับกลิ่นน้ำเต้าหู้

เมื่อมีขนมจีน ก็พร้อมขายเป็น “ขนมจีน-น้ำพริก” แต่ก็ต้องมีเครื่องเคียงต่าง ๆ ด้วย อาทิ ผักบุ้งไทยหั่นต้ม, หัวปลีซอย, พริกขี้หนูแห้ง, หอมแดงซอยทอด และจะให้ดีควรมีใบผักต่าง ๆ ชุบแป้งทอด และไข่ต้มด้วย

ตามสูตรเพื่อสุขภาพดังที่ว่ามาข้างต้นนี้ อัครพลบอกว่าหากทำในปริมาณไม่มาก ต้นทุนน้ำพริกขนมจีนจะสูงหน่อย คือตามปริมาณข้างต้น ทำขายได้ประมาณ 12 ที่ มีต้นทุนประมาณ 400 บาท โดยจำหน่ายในราคาชุดละ 40 บาทขึ้นไป แต่หากทำขายในปริมาณมาก ๆ ก็จะสามารถลดต้นทุน และราคาขายได้ต่ำลงกว่านี้

ใคร สนใจน้ำพริกขนมจีนสูตรไขมันและแคลอรีต่ำ ต้องการติดต่ออัครพล ก็ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1869-6097 บางทีนี่อาจจะเป็นอีก “เมนูจานด่วนเพื่อสุขภาพ” ที่มีอนาคตไกลก็ได้ ใครจะรู้ ??

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล รายงาาน

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ ขนมจีน-น้ำพริก เพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย วันอาทิตย์ที่ 05 กันยายน 2553

กิน-ดื่มชะลอแก่

ผู้อ่านรักษ์สุขภาพคงได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า อนุมูลอิสระ ที่มาจากมลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ แสงแดด อาหาร ความเครียด เป็นตัวเร่งให้ร่างกายเกิดความเสื่อม หรือพูดง่าย ๆ คือ ทำให้แก่เร็ว!!!

แม้อนุมูลอิสระจะเป็นปัญหาที่เลี่ยงได้ยาก แต่การเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน เป็นประจำ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมของเซลล์ได้

นักโภชนาการจาก รพ.เวชธานี ‘เพชรดาว ทัศนศร’ บอกว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ วิตามินซี มีคุณสมบัติจับอนุมูลอิสระในเซลล์ที่เป็นของเหลว ป้องกันการถูกอนุมูลอิสระทำลาย สรรหามารับประทานได้จากผลไม้ต่าง ๆ อาทิ ฝรั่ง เงาะ สตรอว์เบอร์รี่ ส้มโอ พุทรา มะละกอแขกดำสุก ลูกพลับ และมะขาม

ส่วน วิตามินอี จะ ทำให้เซลล์ทนต่อการเปลี่ยนแปลงจากสภาพแวดล้อม เป็นสารอาหารที่มีมากในน้ำมันพืชต่าง ๆ เช่น น้ำมันจมูกข้าวสาลี น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง

สำหรับ เบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่น ลดความเสื่อมของเซลล์ บำรุงสุขภาพดวงตา อยู่ในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองและส้ม ในผักสีเขียวก็มีเช่นกัน

เมื่อรู้แล้วว่า สารต้านอนุมูลอิสระหารับประทานได้จากอาหารชนิดใดแล้ว ‘กินดี’ ส่งท้ายสัปดาห์ด้วยสูตรเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ ‘แอปเปิ้ลแอปเพียว’ จาก Viva รพ.เวชธานี

เมนูเครื่องดื่มแก้วนี้ ดึงสารอาหารที่มีประโยชน์จาก แอปเปิ้ลเขียว มาก ด้วยวิตามินซีและใยอาหาร มีน้ำตาลน้อย ช่วยควบคุมน้ำหนักและปริมาณน้ำตาลในเลือด แถมยังมีอิลาสตินและคอลาเจน ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี

ผลไม้อีกชนิดที่ใช้ คือ แคนตาลูป ลดความเสื่อมของเซลล์ บำรุงสายตา กระดูกและฟัน เคลือบกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการลำไส้อักเสบ

ส่วนผสมเตรียมตามสัดส่วนต่อไปนี้...
  • แอปเปิ้ลเขียว 1/2 ลูก
  • แคนตาลูป 1/2 ส่วนของแอปเปิ้ล
  • น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำง่าย ๆ แค่ปั่นส่วนผสมทั้งหมดรวมกันจนละเอียดเป็นเนื้อเดียว เสร็จแล้วดื่มได้ทันที หรือเพิ่มเติมความสวยงามด้วยการเทใส่แก้วทรงสูง ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่

takecareDD @gmail.com

ที่มา: มุมสุขภาพ กิน-ดื่มชะลอแก่ เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 03 กันยายน 2553

นวดคลึงท้อง เพิ่มพลังร่างกาย

ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ขาดความกระปรี้กระเปร่า ซ้ำยังประสบปัญหาท้องไส้ปั่นป่วน แม้จะแก้ไขโดยการนอนพักผ่อนให้เต็มที่ หรือพึ่งพายาหมอก็แล้ว แต่อาการเหล่านั้นก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ

หากเรื่องราวข้างต้นเป็นสิ่งที่ผู้อ่านรักษ์สุขภาพกำลังเผชิญอยู่ ‘เดลินิวส์ออนไลน์’ มีอีกหนึ่งทางบำบัดที่น่าสนใจ นั่นคือ การนวดบริเวณท้อง หรือ Abdominal Pulse Massage ที่ ‘รัสยาน่า รีทรีทต์’ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพโดยธรรมชาติ นำศาสตร์จากวิชาชี่กง มาใช้บำบัดผู้รับบริการ

การนวดบริเวณสะดือ และรอบ ๆ ท้องน้อย ถือเป็นการนวดอวัยวะภายใน ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญผู้มีความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งอวัยวะภายใน ก่อนใช้ฝ่ามือกดนวดจะมีการทาน้ำมันนวดเพื่อความนุ่มนวมและอ่อนโยนระหว่างนวด

จากนั้นผู้บำบัดจะเริ่มกดที่ตำแหน่งสะดือ อันเป็นจุดศูนย์กลางรวมพลังต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อเคลียร์หน้าท้องให้นิ่ม และขจัดความเครียดและความรู้สึกที่ไม่ดีออกจากร่างกาย ช่วยให้พลังชี่ไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามด้วยการนวดกดไปตามจุดต่าง ๆ ทั่วท้อง เพื่อนวดอวัยวะภายใน เป็นการแก้ปัญหาระบบย่อยอาหาร อาทิ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก กำจัดสารพิษต่าง ๆ ที่คงค้างในลำไส้ กระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลือง และกระชับหน้าท้อง

การนวดท้องจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่อาจทำให้รู้สึกเจ็บตึงขึ้นมาบ้าง หากกดไปถูกจุดที่กำลังมีลมหรือกรด

อย่างไรก็ตาม การนวดอวัยวะภายในผ่านหน้าท้อง จะไม่นวดกับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดแล้วแผลยังไม่หายสนิท

ผู้อ่านรักษ์สุขภาพที่ต้องการแก้ไขปัญหาระบบย่อยอาหาร คืนความสดชื่น และพลังให้ร่างกาย ด้วยวิธีดังกล่าวสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่ รัสยาน่า รีทรีทต์ www.rasayanaretreat.com

ลองนวดเองดู

takecareDD@gmail.com

ที่มา: นวดคลึงท้อง เพิ่มพลังร่างกาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 02 กันยายน 2553

เจ็บร้อนในอก ทุกข์กรดไหลย้อน

‘กรดไหลย้อน’ โรคฮิตที่เป็นปัญหาสุขภาพของใครหลายคน ทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว นพ.สุริยะ จักกะพาก จากศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.บำรุงราษฎร์ อธิบาย ลักษณะของโรคดังกล่าวให้เข้าใจได้ง่าย ว่า เกิดจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารหรือถุงน้ำดี ไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร เนื่องจากหูรูดปลายหลอดอาหารผิดปกติ เช่น ปิดไม่สนิท หรือเปิดบ่อย

ทั้งยังเกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร เฉพาะชาวตะวันตกโรคกรดไหลย้อนส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากพันธุกรรม

อาการที่อาจบ่งบอกว่ากำลังเป็นโรคกรดไหลย้อน นพ.สุริยะ ระบุว่า มีทั้งเรอมากผิดปกติ รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกถึงลิ้นปี่ หรือเรียกว่า ภาวะ Heartburn มักปรากฏอาการเมื่อโน้มตัวไปข้างหน้า ยกของหนัก นอนหงาย และหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่

นอกจากนี้ยังมีอาการจุกแน่น เปรี้ยวหรือขมในลำคอย้อนขึ้นถึงปาก กลืนอาหารลำบากกลืนแล้วเจ็บ เหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรงมากจะอาเจียนเป็นเลือด ท้องอืด แน่นท้อง เจ็บคอ

โรคกรดไหลย้อน เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งในเด็ก ตั้งแต่ทารกถึงเด็กโต จะอาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย หอบหืดตอนกลางคืน ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม กรดไหลย้อนเป็นแล้วอย่ามองข้าม เพราะปัญหาสุขภาพนี้หากทิ้งไว้เรื้อรังเสี่ยงเป็นมะเร็งร้ายได้ในอนาคต.

takecareDD @gmail.com

ที่มา: มุมสุขภาพ เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 06 กันยายน 2553

เมื่อไหร่จึงจะเรียกว่า ‘อ้วน’!

‘มุมสุขภาพ’ เปิดสัปดาห์นี้ด้วยบทความชิ้นพิเศษจาก ‘นพ.พินิจ กุลละวณิชย์’ ที่นำวิธีการประเมินตนเองว่า กำลังอ้วนแล้วหรือไม่...

ช่วง 2 เดือนนี้เป็นช่วงหยุดสมัยประชุมรัฐสภา ส.ส. และโดยเฉพาะ ส.ว. จึงเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศกันใหญ่ ผมเองก็เช่นกัน ตั้งแต่มิถุนายนจนถึงบัดนี้ ได้เดินทางไป New York ในฐานะเลขาธิการของ AFPPD หรือ Asian Forum of Parliamentarians on Population and Development หรือองค์การสมาชิกรัฐสภาแห่งเอเชียด้านประชากรและการพัฒนา เพื่อร่วมรับรางวัล United Nations Population Award ประจำปี จากสหประชาชาติที่มอบให้แก่ AFPPD ในฐานะที่เป็นองค์กรที่มีผลงานดีเด่นทางด้านประชากร

ไปแอฟริกาใต้เพื่อดูการแข่งขันฟุตบอลโลกกับคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา ไป Spain และ Morocco กับกรรมาธิการ การสาธารณสุข ไป Romania, Frankfurt, London, Malta, Sicily ทั้งส่วนตัวในฐานะแพทย์ ในฐานะเลขาธิการของ AFPPD และกับวุฒิสภา

ทำให้ผมน้ำหนักตัวขึ้นในระยะนี้ถึง 3 กิโลกรัมจากเดิม 80 กก. เป็น 83 กก.

เหตุผลที่ผมอ้วนขึ้นเพราะ หนึ่ง อยู่ที่บ้านผมตื่น 5.45 น. ไปสอนแพทย์ที่ รพ.จุฬา ตั้งแต่ 6.45 น. และไม่ทานอาหารเช้า กลางวันมักทานก๋วยเตี๋ยวจานเดียว เย็นถ้าทานที่บ้านมักทานซุปผัก สลัด ปลา ข้าว(1 จาน) ผลไม้ (แต่ถ้าออกนอกบ้าน เช่นเมื่อคืนก็ทานหมูหัน ฯลฯ เหมือนกัน!) และสอง ไม่ค่อยได้มีโอกาสออกกำลังกาย ยกเว้นถ้ามีโอกาสเดินขณะที่ผู้อื่นไป shopping หรือในขณะที่กำลังเดินทัศนศึกษา

ทำไมจึงรู้ว่าตัวเองอ้วน?...

ง่ายที่สุด คือ หนึ่ง ดูพุงตนเอง! สำหรับคนไทยถ้าพุงชายมากกว่า 90 ซม.(36 นิ้ว) หญิงมากกว่า 80 ซม. ไม่ว่าจะมีรูปร่างใหญ่โตแค่ไหนก็ถือว่าอ้วนแล้ว แต่ในทางตรงกันข้ามคนที่ตัวเล็ก เตี้ย พุงเกิน 90 ซม.ก็อาจอ้วนเกินไปแล้ว พุงหรือเอวต้องเล็กกว่าสะโพก

สอง ดูดัชนีมวลกาย หรือ body mass index, BMI, ซึ่งก็คำนวณได้จาก น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง เช่น ผม(ในยามปกติ แต่ไม่ใช่ขณะนี้) มีน้ำหนักตัว 80 กก. สูง 1.78 เมตร BMI คือ 80 หาญ 1.78 ยกกำลัง 2 = 25.25 ซึ่งถือว่าอ้วนไปหน่อย (แต่ขณะนี้น้ำหนักตัวผม 83 กก. ด้วยเหตุผลดังกล่าวและพุงใหญ่ 37-38 นิ้ว!)

องค์การอนามัยโลก, WHO, บอกว่าผู้ที่น้ำหนักตัวปกติ BMI ควรอยู่ระหว่าง 18.5 – 24.9, BMI ระหว่าง 25 – 29.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน (แต่ยังไม่เรียกว่าอ้วน – obese) 30 ขึ้นไปจึงจะเรียกว่าอ้วน

แต่สำหรับคนเอเชีย(และไทย) WHO ให้ค่าปกติอยู่ที่ 18.5 – 23, 23.1 – 24.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน, 25 ขึ้นไปจึงจะถือว่าอ้วน ซึ่งวิธีคิดของ WHO สำหรับคนไทยผมว่าดีมาก เพราะทำให้คนไทย (น่าที่จะ!) ระวังตัวเองมากขึ้น และเร็วกว่าชาวต่างประเทศ ผมเองขนาดมี BMI 25.25 เท่านั้น (เกินไปนิดเดียว) แต่พุงยังโตมาก ถึงแม้รูปร่างจะค่อนข้างสูงสำหรับคนไทย และส่วนอื่นๆ ของร่างกายไม่อ้วนเลย

คนเราอ้วนขึ้นเพราะเราทานพลังงานเข้าไปในร่างกายมากกว่าที่เราใช้

เราใช้พลังงานสำหรับ 3 อย่าง หนึ่ง สำหรับขั้นพื้นฐาน เพื่อความอยู่รอดของชีวิต หรือ basal metabolic rate สอง สำหรับการย่อยและดูดซึมอาหาร สาม ในการออกกำลังกาย

เมื่อเราเป็นหนุ่มเป็นสาวเราทานอาหาร ขนม เท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เพราะเราใช้พลังงานมาก หรือที่เรียกกันว่าค่อนข้างเป็นคน active หรืออยู่ไม่ค่อยสุข แต่พอเรามีอายุสูงขึ้น เช่น เมื่อมีอายุเกิน 40 ปี เราจะไม่ค่อยออกกำลังกาย รวมทั้งอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายจะลดลง หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า “ร่างกาย” กินน้ำมันน้อยเมื่อมีอายุสูงขึ้น ทำให้ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปถ้าทานอาหารเท่าเดิมเหมือนเมื่อก่อนอายุ 40 ปี และออกกำลังกายเท่าเดิม น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นปีละ ½ กิโลกรัม! ซึ่งฟังดูไม่มาก แต่ 10 ปีน้ำหนักตัวจะขึ้นถึง 5 กิโลกรัม! 20 ปี จะเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม!

…เรื่องราวสุขภาพว่าด้วยเรื่อง ความอ้วนจากบทความของ นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ยังไม่จบ เพราะพรุ่งนี้ยังมีโรคร้าย ๆ ที่จะตรงเข้ามารุมเร้าแน่ ๆ ถ้าปล่อยตัวให้ อ้วน!

takecareDD / gmail.com

ที่มา: มุมสุขภาพ เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2553