ผมได้เขียนบทความเชิญชวนให้แฟน ๆ เดลินิวส์ทุกท่านรักที่จะดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่ รักของท่านมาโดยตลอด และท่านผู้อ่านคงจะจำกันได้ว่า ผมได้แนะนำปฏิบัติการ 8 อ. ที่เพียงพอในการ ที่จะทำให้ทุกคนมีสุขภาพดีอย่างแน่นอน ซึ่งได้แก่ 1.อย่าปล่อยตัวให้'อ้วน' 2.รู้จักรับประทาน'อาหาร' 3.การ'ออกกำลังกาย' 4.ไม่รับสาร'อันตราย'เข้าร่างกาย 5.อย่า'อดนอน' 6.เช็กอัพ ร่างกาย 7.อารมณ์ดี 8.อิมมิวไนเซชั่น หรือการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค
ในวันนี้ ผมจะขอนำเสนอวิธีการออกกำลังกาย ที่ทุกคนสามารถกระทำได้อย่างง่าย ๆ จะปฏิเสธ ว่าไม่มีเวลา ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเสื้อผ้าที่เหมาะสม ไม่มีเพื่อน ฝนตกบ่อย ๆ แดดร้อนจัดเกินไป หาสถาน ที่ไม่ได้ หรือต้องเดินทางเพื่อไปยังสถานที่ที่จะออกกำลังกาย
หลักการของการออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย หมายถึง การที่เราพยายามจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมุ่งหวังว่าจะต้องเคลื่อนไหวส่วนใดของร่างกาย นั่นแสดงว่ากล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ ให้ส่วนนั้น ๆ เคลื่อนไหวจะต้องทำงาน เช่น หากเราจะงอข้อศอกให้เต็มที่ ก็แสดงว่ากล้ามเนื้อที่จะดึงกระดูกแขนส่วนใต้ข้อศอกลงไป จะต้องทำงานโดยการหดตัวดึงกระดูกแขนในส่วนที่ต่ำกว่าข้อศอก ให้เกิดการงอข้อศอกเกิดขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อทำงาน กล้ามเนื้อก็จะใช้พลังงานจำนวนหนึ่งในการที่จะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อทำงานโดย การหดตัว
ดังนั้นหากมีการงอข้อศอกหลายครั้ง มีการงอข้อศอกด้วยความรวดเร็วขึ้น มีการงอข้อศอกไปพร้อม ๆ กับมือข้างนั้น ๆ ถือตุ้มน้ำหนักหรือดัมเบล ในระดับน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไป เช่น 1 กก. 2 กก. 3 กก. หรือ มีน้ำหนักเท่าที่มือข้างนั้น ๆ จะยกไหว นั่นหมายความว่า กล้ามเนื้อนั้น ๆ ที่ถูกใช้งานในการงอข้อศอก ก็จะต้องใช้พลังงานมากขึ้นตาม ไปด้วย พลังงานที่กล้ามเนื้อเหล่านั้นใช้ไป ก็คือ การเผาผลาญพลังงาน (แคลอรี) ที่อยู่ในร่างกายของตัวเรา ซึ่งก็คือส่วนที่สะสมอยู่ในตัวเราจากผลของการที่เรารับประทานอาหารเข้าไปทุก ๆ มื้อนั่นเอง
ผลของการออกกำลังกาย
นอกจากพลังงาน (แคลอรี) ในร่างกายที่ถูกเผาผลาญไปในการทำงานของกล้ามเนื้อแล้ว กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานเหล่านั้นก็จะมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ด้วย เมื่อทำติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมทั้งมีการเพิ่มน้ำหนักที่มือ ต้องยกให้มากขึ้นตามความสามารถของแต่ละคน กล้ามเนื้อเหล่านั้นจะมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากจะเปรียบเทียบการที่กล้ามเนื้อ มีขนาดใหญ่ขึ้น อาจเปรียบได้กับนักยกน้ำหนักหรือนักเพาะกาย ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ต้องยกน้ำหนักขนาดที่หนักมาก ๆ แต่สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย หรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายวิธีอื่น มาเป็นการใช้วิธียกน้ำหนักขนาดต่าง ๆ กันนั้น เราไม่ต้องการให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นขนาดนักยกน้ำหนักหรือนักเพาะกาย ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องยกน้ำหนักที่หนักมาก ๆ
นอกจากนี้หากท่านยกน้ำหนักขนาดต่าง ๆด้วยจำนวนครั้งที่มาก และเคลื่อนไหวข้อศอกอย่างสม่ำเสมอ ผลของการทำงานของกล้ามเนื้อด้วยการงอข้อศอกนี้ จะบังเกิดผลต่อการทำงานของหัวใจ ปอดและการไหลเวียนของโลหิตได้ด้วย เพราะตราบใดที่กล้ามเนื้อส่วนใดก็ตาม มีการทำงานโดยการหดตัว นั่นก็หมายความว่าหัวใจจะต้องปั๊มเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น หัวใจจะได้รับการฝึกด้วยการทำงานที่หนักมากขึ้น หัวใจก็จะมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีความหมายว่า การบีบตัวแต่ละครั้งของหัวใจ จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ในปริมาณที่มากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ หัวใจของผู้ ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะเต้นช้าลง นั่นก็คือชีพจรของท่านเหล่านี้ก็จะน้อยกว่าคนทั่ว ๆ ไป ตัวอย่างเช่น ชีพจรของคนปกติเท่ากับ 72 ครั้ง ต่อนาที (หมายถึงหัวใจบีบตัว 72 ครั้งต่อนาที) แต่ชีพจรของผู้ออกกำลัง กายเป็นประจำ อาจเท่ากับ 65 ครั้งต่อนาที แสดงว่าพลังการปั๊มเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ของผู้ที่ออกกำลังกายประจำ จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าของผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
วิธีออกกำลังกายที่ง่ายนิดเดียว
1.อุปกรณ์ ปัจจุบันตุ้มน้ำหนักหรือดัมเบล ที่มีขนาดน้ำหนักต่าง ๆกัน มีขายตามแผนกเครื่องกีฬาของห้างสรรพสินค้าทั่วไป ราคาไม่แพงมากนัก อุปกรณ์พวกนี้ไม่ค่อยจะสึกหรอ ใช้งานได้ทนทานตลอดชีวิต ออกแบบมาให้หยิบจับหรือยกได้ถนัดมือ และหากท่านจะประดิษฐ์ขึ้นมาเองก็หาวัสดุ เช่น ขวดใส่น้ำหรือเย็บผ้าดิบเป็นถุงแล้วใส่ทรายลงไป หรือดัดแปลงเอาเองตามแต่สะดวก ขนาดน้ำหนักต้องมีหลายขนาดเผื่อไว้ค่อย ๆ เพิ่ม เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น
2.สถานที่ออกกำลังกาย ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือสถานที่ใดก็ได้ที่ท่านมีความเป็นส่วนตัว และ มีอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นเรื่องการเดินทาง เรื่องฝนตกฟ้าร้อง แดดจัดเกินไป ย่อมไม่เป็นอุปสรรคใด ๆ ต่อการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้เลย
3.เครื่องแต่งกาย ท่านจะแต่งกายอย่างไรก็ได้แล้วแต่ท่านจะสะดวก ขอให้มีตุ้มน้ำหนักอยู่ข้างตัว ท่านก็พร้อมที่จะออกกำลังกายด้วยวิธีนี้แล้ว
4.ท่าในการออกกำลังกาย ท่านจะนั่ง จะยืน จะเดินหรือจะนอนท่านก็สามารถออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ได้
5.เวลา การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ ถือเป็นการออกกำลังกายแบบปานกลางปรับเป็นแบบน้อยหรือปรับให้มากขึ้นก็ได้ แล้วแต่จำนวนครั้งหรือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ท่านจะทำตอนไหนก็ได้ เวลาดูทีวีหรือเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไรดี ทำไปแล้วเบื่อหยุดไว้ก่อนก็ได้ อยากทำติดต่อกันให้เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง จนพูดเป็นคำไม่ได้ ก็สามารถทำได้ ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์แก่ผู้ทำเสมอ
6.ทำได้ในทุกกลุ่มอายุ
กล่าวโดยสรุป การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและเคลื่อนไหว โดยการงอและเหยียดข้อศอก เป็นวิธีที่ง่าย และผมขอสนับสนุนให้ผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกายเลยได้ลองทำดู ท่านที่ออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว ก็มาเพิ่มวิธีนี้อีกก็ได้ และที่สำคัญท่านผู้สูงวัยทุกท่าน ท่านสามารถทำได้อย่างแน่ นอน โดยเริ่มต้นจากน้ำหนักที่น้อย ๆ ก่อน สวัสดีครับ
ที่มา: คลินิกกีฬา คุยกันวันเสาร์ ออกกำลังกายง่ายนิดเดียว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553
Saturday, September 11, 2010
Friday, September 10, 2010
ปัญหาเรื่องปวดเข่าของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี
ผมขอนำจดหมายที่ส่งมาทางอีเมล จากเด็กหนุ่มวัย 17 ปี นักเรียน รร. กีฬาแห่งหนึ่งที่ให้ประวัติว่า “หัวเข่าข้างขวาของผม บิดมาประมาณ 9 รอบ คุณหมอมีเวลาไหมครับ ซึ่งมันทรมานมากครับ แต่ตอนนี้ผมก็ยังปวดอยู่ตลอดหลายครั้ง และครั้งล่าสุดที่เจ็บ คือ วันที่ 7 เมษายน 2553 ตอนที่เข่าผมบิดครั้งแรก ประมาณเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และผมก็เจ็บมาเกือบทุกเดือน รวมกันเป็น 9 ครั้ง และทุกครั้งที่ผมเจ็บ ผมก็ไปหาหมอทุกครั้ง และหมอก็บอกว่า หมอนรองกระดูกเข่าขวาฉีก หรือเอ็นหัวเข่าขวาอักเสบ และฉีกขาด และหมอให้ยามาทานเป็นตัวยา 4 ชนิด คือ 1. ยาบำรุงไขข้อ 2. ยาแก้อักเสบ 3. ยาคลายกล้ามเนื้อ 4. ยาบำรุงแก้เหน็บชา และหมอก็บอกให้พักประมาณ 2-3 อาทิตย์ และมันไม่ปวดแล้ว ผมก็เลยไปเล่นบอลต่อและก็เจ็บกลับมาอีก มันทรมานมากเลยครับและจะทำตัวอย่างไร”
วิเคราะห์ประวัติการเจ็บป่วย
1. บาดเจ็บจากการเล่นฟุตบอลครั้งแรก เดือนกรกฎาคม 2552 เข้าใจว่าไปพบแพทย์ แพทย์ให้ยามาทาน และให้พัก 2-3 อาทิตย์ แล้วกลับไปเล่นใหม่
2. หลังกลับไปเล่นก็มีการบาดเจ็บอีก บอกว่ามีการเจ็บทุกเดือนและมีการเข่าบิดมา 9 รอบ (คงหมายถึง 9 ครั้ง) ทุกครั้งที่บาดเจ็บก็ไปพบแพทย์ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นแพทย์สาขาใด แพทย์บอกว่า หมอนรองกระดูกเข่าขวาฉีกและเอ็นหัวเข่าขวาฉีกขาดและมีการอักเสบ แพทย์ให้การรักษาด้วยยา 4 ชนิดและให้พักก่อนที่จะลงไปเล่นอีก
จากประวัติข้างต้น ทางการแพทย์อาจกล่าวได้ว่า “มีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน เพราะเมื่อกลับไปเล่นครั้งใด ก็มีอาการบาดเจ็บทุกครั้ง” ซึ่งแสดงว่าภายในข้อเข่าข้างนั้นน่าที่จะสูญเสียความแข็งแรงจากการฉีกขาดของ เอ็นยึดข้อเข่า ซึ่งน่าจะเป็นเอ็นไขว้ โดยปกติข้อเข่าของคนเราจะมีเอ็นไขว้หน้า และเอ็นไขว้หลัง การบาดเจ็บ จากการเล่นกีฬาส่วนใหญ่จะเกิดการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า
นอกจากนี้ในข้อเข่ายังมีหมอนรองกระดูก เพื่อเสริมความเคลื่อนไหวของข้อเข่า ไม่ให้ผิวข้อของกระดูกที่มาประกอบเป็นข้อต่อ ต้องเสียดสีหรือชนกันโดยตรง หมอนรองกระดูกนี้จะมี 2 ชิ้น อยู่ด้านใน และอยู่ด้านนอก ซึ่งในการบาดเจ็บทางการกีฬา ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกันกับเอ็นไขว้ที่ฉีกขาดไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็มีบางรายที่ฉีกขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
ประเด็นสำคัญในการตรวจและวินิจฉัย
แพทย์ที่ให้การรักษาได้ให้การวิเคราะห์โรคว่า หมอนรองกระดูกและเอ็นหัวเข่าฉีกขาด โดยการตรวจร่างกายซึ่งผู้ถามมาไม่ได้บอกว่า มีการส่งตรวจทางเอกซเรย์หรือไม่ ซึ่งคาดเดาว่าคงไม่มีการส่งตรวจทางเอกซเรย์ จึงไม่ได้ระบุมาในจดหมาย เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องการตรวจวินิจฉัยให้ได้ผลค่อนข้าง จะ 100% สำหรับเอ็นไขว้และหมอนรองกระดูกฉีกขาด แพทย์จะต้องส่งไปตรวจเอกซเรย์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า เอ็มอาร์ไอ MRI (Magnetic Resonance Imaging) จึงจะเห็นการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและเอ็นภายในและรอบ ๆ ข้อเข่าได้ การส่งเอกซเรย์ธรรมดาจะเห็นตัวกระดูกได้ชัดเจน ส่วนเนื้อเยื่อและเอ็นตลอดจนหมอนรอง กระดูก จะไม่สามารถเห็นได้
ดังนั้นในกรณีที่สงสัยเอ็นไขว้ฉีกขาดและหรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด และต้องการพิสูจน์ทราบให้ชัดเจน แพทย์จะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปตรวจข้อเข่าด้วยวิธีการเอ็มอาร์ไอ การที่แพทย์ไม่ส่งผู้ป่วยไปทำเอ็มอาร์ไอข้อเข่าทุก ๆ รายเพราะแพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่มีความจำเป็นหรืออาจต้องคำนึงถึงเรื่องค่า ใช้จ่ายในการทำเอ็มอาร์ไอ ซึ่งยังค่อนข้างสูงอยู่ (ประมาณ 5,000-6,000 บาทขึ้นไป)
สำหรับกรณีที่ถามมานี้ ผมคงให้ความเห็นว่า น่าจะต้องไปพบแพทย์ด้านออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) เพื่อทำการตรวจและพิจารณาส่งไปทำ เอ็มอาร์ไอของข้อเข่า เพื่อพิสูจน์ว่ามีส่วนใดภายในข้อเข่าฉีกขาดไปบ้าง โดยนำมาพิจารณาร่วมกับการที่แพทย์ตรวจข้อเข่าไว้ก่อนแล้ว
ประเด็นสำคัญในการรักษา
เมื่อได้ข้อมูลการบาดเจ็บ การฉีกขาดของเนื้อเยื่อ เอ็นไขว้ หรือหมอนรองกระดูกแล้วว่ามีมากเพียงใด แพทย์ก็จะสรุปผลทั้งหมดให้ผู้ป่วยได้เข้าใจไปพร้อมกัน ในรายของผู้ถามมีอายุ 17-18 ปี อาจต้องมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือครูหรือโค้ช/ผู้ฝึกสอน เข้ามาร่วมฟังด้วย เพราะในบางครั้ง อาจต้องมีการตัดสินใจที่จะเลือกวิธีการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การรักษาด้วยการเข้าเฝือก รับประทานยา หรือการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เลือกที่จะทำการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งในขณะนี้แพทย์ออร์โธปิดิกส์ ที่สามารถทำการผ่าตัดผ่านกล้องนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากเป็นการฉีกขาดของเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด ผมมีความเห็นว่า ในรายของผู้ถามที่อยู่ในวัย 17 ปี และต้องการที่จะให้ความแข็งแรง ของข้อเข่ากลับคืนมา แพทย์ออร์โธปิดิกส์คงจะเสนอแนะให้ทำการผ่าตัดผ่านกล้อง โดยจะเอาเอ็นส่วนอื่นภายในบริเวณใกล้ ๆ ข้อเข่ามาเสริมหรือทดแทน เอ็นไขว้ที่ฉีกขาด (ในกรณีของผู้ถาม ฉีกขาดมานานแล้ว) เพื่อให้ได้ความแข็งแรงกลับคืนมา ส่วนกรณีหมอนรองกระดูกฉีกขาด แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษา เมื่อเห็นว่ามีการฉีกขาดแบบใด อาจเป็นการเย็บซ่อมหรือเย็บเล็มให้เรียบ กรณีฉีกขาดมาก ๆ มาเป็นเวลานาน ๆ อาจพิจารณาเอาออก
สุดท้ายที่สำคัญมากไม่แพ้กัน คือ ผู้ถามจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะต้องตั้งใจปฏิบัติตามขั้นตอนก่อนและหลัง การผ่าตัด ในด้านการฝึกการสร้างกล้ามเนื้อรอบ ๆ เข่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อต้นขา ผมเดาเอาว่าขณะนี้กล้ามเนื้อต้นขาของผู้ถามคงลีบเล็กลงจากการที่ใช้งานน้อย ลง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ถามที่จะต้องรู้จักการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น โดยปฏิบัติตามแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดที่จะสอนวิธีการให้ ท่านจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการใด ๆ ที่จะทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นและแข็งแรงขึ้น โดยตัวท่านไม่ได้ออกแรงบริหารเอง ซึ่งคงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่จะได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงกลับคืนมา
สวัสดีครับ
ที่มา: คลินิกกีฬา คุยกันวันเสาร์ ปัญหาเรื่องปวดเข่าของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 04 กันยายน 2553
วิเคราะห์ประวัติการเจ็บป่วย
1. บาดเจ็บจากการเล่นฟุตบอลครั้งแรก เดือนกรกฎาคม 2552 เข้าใจว่าไปพบแพทย์ แพทย์ให้ยามาทาน และให้พัก 2-3 อาทิตย์ แล้วกลับไปเล่นใหม่
2. หลังกลับไปเล่นก็มีการบาดเจ็บอีก บอกว่ามีการเจ็บทุกเดือนและมีการเข่าบิดมา 9 รอบ (คงหมายถึง 9 ครั้ง) ทุกครั้งที่บาดเจ็บก็ไปพบแพทย์ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นแพทย์สาขาใด แพทย์บอกว่า หมอนรองกระดูกเข่าขวาฉีกและเอ็นหัวเข่าขวาฉีกขาดและมีการอักเสบ แพทย์ให้การรักษาด้วยยา 4 ชนิดและให้พักก่อนที่จะลงไปเล่นอีก
จากประวัติข้างต้น ทางการแพทย์อาจกล่าวได้ว่า “มีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน เพราะเมื่อกลับไปเล่นครั้งใด ก็มีอาการบาดเจ็บทุกครั้ง” ซึ่งแสดงว่าภายในข้อเข่าข้างนั้นน่าที่จะสูญเสียความแข็งแรงจากการฉีกขาดของ เอ็นยึดข้อเข่า ซึ่งน่าจะเป็นเอ็นไขว้ โดยปกติข้อเข่าของคนเราจะมีเอ็นไขว้หน้า และเอ็นไขว้หลัง การบาดเจ็บ จากการเล่นกีฬาส่วนใหญ่จะเกิดการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า
นอกจากนี้ในข้อเข่ายังมีหมอนรองกระดูก เพื่อเสริมความเคลื่อนไหวของข้อเข่า ไม่ให้ผิวข้อของกระดูกที่มาประกอบเป็นข้อต่อ ต้องเสียดสีหรือชนกันโดยตรง หมอนรองกระดูกนี้จะมี 2 ชิ้น อยู่ด้านใน และอยู่ด้านนอก ซึ่งในการบาดเจ็บทางการกีฬา ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกันกับเอ็นไขว้ที่ฉีกขาดไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็มีบางรายที่ฉีกขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
ประเด็นสำคัญในการตรวจและวินิจฉัย
แพทย์ที่ให้การรักษาได้ให้การวิเคราะห์โรคว่า หมอนรองกระดูกและเอ็นหัวเข่าฉีกขาด โดยการตรวจร่างกายซึ่งผู้ถามมาไม่ได้บอกว่า มีการส่งตรวจทางเอกซเรย์หรือไม่ ซึ่งคาดเดาว่าคงไม่มีการส่งตรวจทางเอกซเรย์ จึงไม่ได้ระบุมาในจดหมาย เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องการตรวจวินิจฉัยให้ได้ผลค่อนข้าง จะ 100% สำหรับเอ็นไขว้และหมอนรองกระดูกฉีกขาด แพทย์จะต้องส่งไปตรวจเอกซเรย์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า เอ็มอาร์ไอ MRI (Magnetic Resonance Imaging) จึงจะเห็นการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและเอ็นภายในและรอบ ๆ ข้อเข่าได้ การส่งเอกซเรย์ธรรมดาจะเห็นตัวกระดูกได้ชัดเจน ส่วนเนื้อเยื่อและเอ็นตลอดจนหมอนรอง กระดูก จะไม่สามารถเห็นได้
ดังนั้นในกรณีที่สงสัยเอ็นไขว้ฉีกขาดและหรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด และต้องการพิสูจน์ทราบให้ชัดเจน แพทย์จะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปตรวจข้อเข่าด้วยวิธีการเอ็มอาร์ไอ การที่แพทย์ไม่ส่งผู้ป่วยไปทำเอ็มอาร์ไอข้อเข่าทุก ๆ รายเพราะแพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่มีความจำเป็นหรืออาจต้องคำนึงถึงเรื่องค่า ใช้จ่ายในการทำเอ็มอาร์ไอ ซึ่งยังค่อนข้างสูงอยู่ (ประมาณ 5,000-6,000 บาทขึ้นไป)
สำหรับกรณีที่ถามมานี้ ผมคงให้ความเห็นว่า น่าจะต้องไปพบแพทย์ด้านออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) เพื่อทำการตรวจและพิจารณาส่งไปทำ เอ็มอาร์ไอของข้อเข่า เพื่อพิสูจน์ว่ามีส่วนใดภายในข้อเข่าฉีกขาดไปบ้าง โดยนำมาพิจารณาร่วมกับการที่แพทย์ตรวจข้อเข่าไว้ก่อนแล้ว
ประเด็นสำคัญในการรักษา
เมื่อได้ข้อมูลการบาดเจ็บ การฉีกขาดของเนื้อเยื่อ เอ็นไขว้ หรือหมอนรองกระดูกแล้วว่ามีมากเพียงใด แพทย์ก็จะสรุปผลทั้งหมดให้ผู้ป่วยได้เข้าใจไปพร้อมกัน ในรายของผู้ถามมีอายุ 17-18 ปี อาจต้องมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือครูหรือโค้ช/ผู้ฝึกสอน เข้ามาร่วมฟังด้วย เพราะในบางครั้ง อาจต้องมีการตัดสินใจที่จะเลือกวิธีการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การรักษาด้วยการเข้าเฝือก รับประทานยา หรือการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เลือกที่จะทำการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งในขณะนี้แพทย์ออร์โธปิดิกส์ ที่สามารถทำการผ่าตัดผ่านกล้องนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากเป็นการฉีกขาดของเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด ผมมีความเห็นว่า ในรายของผู้ถามที่อยู่ในวัย 17 ปี และต้องการที่จะให้ความแข็งแรง ของข้อเข่ากลับคืนมา แพทย์ออร์โธปิดิกส์คงจะเสนอแนะให้ทำการผ่าตัดผ่านกล้อง โดยจะเอาเอ็นส่วนอื่นภายในบริเวณใกล้ ๆ ข้อเข่ามาเสริมหรือทดแทน เอ็นไขว้ที่ฉีกขาด (ในกรณีของผู้ถาม ฉีกขาดมานานแล้ว) เพื่อให้ได้ความแข็งแรงกลับคืนมา ส่วนกรณีหมอนรองกระดูกฉีกขาด แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษา เมื่อเห็นว่ามีการฉีกขาดแบบใด อาจเป็นการเย็บซ่อมหรือเย็บเล็มให้เรียบ กรณีฉีกขาดมาก ๆ มาเป็นเวลานาน ๆ อาจพิจารณาเอาออก
สุดท้ายที่สำคัญมากไม่แพ้กัน คือ ผู้ถามจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะต้องตั้งใจปฏิบัติตามขั้นตอนก่อนและหลัง การผ่าตัด ในด้านการฝึกการสร้างกล้ามเนื้อรอบ ๆ เข่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อต้นขา ผมเดาเอาว่าขณะนี้กล้ามเนื้อต้นขาของผู้ถามคงลีบเล็กลงจากการที่ใช้งานน้อย ลง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ถามที่จะต้องรู้จักการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น โดยปฏิบัติตามแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดที่จะสอนวิธีการให้ ท่านจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการใด ๆ ที่จะทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นและแข็งแรงขึ้น โดยตัวท่านไม่ได้ออกแรงบริหารเอง ซึ่งคงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่จะได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงกลับคืนมา
สวัสดีครับ
ที่มา: คลินิกกีฬา คุยกันวันเสาร์ ปัญหาเรื่องปวดเข่าของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 04 กันยายน 2553
แห่แจ้งจับ“ครู”บีบแตร“นร.หญิงป.5”
แฉเรื่องแดงเพราะเด็กอายไม่กล้าไปเรียนหนังสือรู้ความจริง แทบช็อกเพื่อนๆ อีก 8 คน ถูกลวนลามแบบเดียวกัน
วันนี้ (10 ก.ย.2553) พ.ต.ท.วิเชียร ใหม่ไชย สวส.สภ.เมืองเชียงราย สอบปากคำเพิ่มเติม นางเมย์และนางมา (นามสมมุติ) มารดาและป้าของ ด.ญ.ฬ (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี นร.ชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงราย หลังเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้พา ด.ญ.ฬ เข้าแจ้งความว่า ถูกครูผู้ชายคนหนึ่งในโรงเรียนกระทำอนาจารด้วยการจับหน้าอก โดยให้การว่าเมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 ก.ย. หลัง ด.ญ.ฬ เลิกเรียน ได้กลับบ้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนก และเล่าให้ฟังว่า ถูกคุณครูคนดังกล่าวลวนลามใช้มือลูบจับบริเวณหน้าอกจนกลัวและอายไม่กล้าไป เรียนหนังสืออีก ต่อมาทั้งป้าและมารดาของเด็กไปสอบถามเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และมีนักเรียนหญิงร่วมชั้นอีกหลายคนถูกคุณครูคนนี้ทำอนาจารในลักษณะเดียวกัน ทั้งตอนเรียนหนังสือหรืออยู่ในที่ลับตาคน ผู้ปกครองจึงปรึกษาหารือกันและรวมตัวกันเข้าแจ้งความที่โรงพัก รวมทั้งสิ้น 9 ราย ให้ดำเนินคดีกับครูจนถึงที่สุด จะได้ไม่ไปทำกับเด็กนักเรียนหญิงคนอื่นๆ อีก
พ.ต.ท. วิเชียร เปิดเผยว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไปแล้ว 4 ราย ซึ่งผู้เสียหายให้การไปในทิศทางเดียวกันหมดว่าถูกครูคนนี้ลวนลามจริง ดังนั้นจะรีบเร่งสอบปากคำให้เสร็จโดยเร็ว สำหรับผู้เสียหายทั้ง 9 ราย คดีมีลักษณะเป็นต่างกรรมต่างวาระ หรือแยกเป็นแต่ละคดี โดยโทษตามกฎหมายที่กำหนดเอาไว้คือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ด้าน ผอ.โรงเรียนดังกล่าว ระบุว่า ได้รับแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากผู้ปกครองแล้ว จึงสุ่มเรียกนร.หญิงชั้นป.5 จำนวน 2 คน มาสอบถาม ก็ยืนยันว่าถูกครูทำลวนลามจริง ตนจึงเรียกครูคนนี้มาสอบถาม ได้รับคำตอบว่าช่วงที่สอนหนังสือ มือและข้อศอกอาจพลาดไปกระทบกับหน้าอกเด็กบ้าง อย่างไรก็ดี ได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้นสังกัด และมีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวไปช่วยราชการที่ สพท.ต้นสังกัดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอยืนยันว่าทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ และรีบจัดการเมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งรู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
ที่มา: ข่าวหน้่า 1 เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน 2553
วันนี้ (10 ก.ย.2553) พ.ต.ท.วิเชียร ใหม่ไชย สวส.สภ.เมืองเชียงราย สอบปากคำเพิ่มเติม นางเมย์และนางมา (นามสมมุติ) มารดาและป้าของ ด.ญ.ฬ (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี นร.ชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงราย หลังเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้พา ด.ญ.ฬ เข้าแจ้งความว่า ถูกครูผู้ชายคนหนึ่งในโรงเรียนกระทำอนาจารด้วยการจับหน้าอก โดยให้การว่าเมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 ก.ย. หลัง ด.ญ.ฬ เลิกเรียน ได้กลับบ้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนก และเล่าให้ฟังว่า ถูกคุณครูคนดังกล่าวลวนลามใช้มือลูบจับบริเวณหน้าอกจนกลัวและอายไม่กล้าไป เรียนหนังสืออีก ต่อมาทั้งป้าและมารดาของเด็กไปสอบถามเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และมีนักเรียนหญิงร่วมชั้นอีกหลายคนถูกคุณครูคนนี้ทำอนาจารในลักษณะเดียวกัน ทั้งตอนเรียนหนังสือหรืออยู่ในที่ลับตาคน ผู้ปกครองจึงปรึกษาหารือกันและรวมตัวกันเข้าแจ้งความที่โรงพัก รวมทั้งสิ้น 9 ราย ให้ดำเนินคดีกับครูจนถึงที่สุด จะได้ไม่ไปทำกับเด็กนักเรียนหญิงคนอื่นๆ อีก
พ.ต.ท. วิเชียร เปิดเผยว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไปแล้ว 4 ราย ซึ่งผู้เสียหายให้การไปในทิศทางเดียวกันหมดว่าถูกครูคนนี้ลวนลามจริง ดังนั้นจะรีบเร่งสอบปากคำให้เสร็จโดยเร็ว สำหรับผู้เสียหายทั้ง 9 ราย คดีมีลักษณะเป็นต่างกรรมต่างวาระ หรือแยกเป็นแต่ละคดี โดยโทษตามกฎหมายที่กำหนดเอาไว้คือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ด้าน ผอ.โรงเรียนดังกล่าว ระบุว่า ได้รับแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากผู้ปกครองแล้ว จึงสุ่มเรียกนร.หญิงชั้นป.5 จำนวน 2 คน มาสอบถาม ก็ยืนยันว่าถูกครูทำลวนลามจริง ตนจึงเรียกครูคนนี้มาสอบถาม ได้รับคำตอบว่าช่วงที่สอนหนังสือ มือและข้อศอกอาจพลาดไปกระทบกับหน้าอกเด็กบ้าง อย่างไรก็ดี ได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้นสังกัด และมีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวไปช่วยราชการที่ สพท.ต้นสังกัดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอยืนยันว่าทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ และรีบจัดการเมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งรู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
ที่มา: ข่าวหน้่า 1 เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน 2553
แนวโน้มเด็กไทย ริเป็นมาเฟีย รีดไถ,เสพ-ค้ายา
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กฯ เผยสถานการณ์โจ๋ไทยอายุ 12-18 ปี นิยมความรุนแรง ตั้งตนเป็น "มาเฟีย" รีดไถเงิน เสพและค้ายา ขายบริการทางเพศ ขณะที่ผลวิจัยของจุฬาฯ ระบุเฉลี่ยเป็นเด็ก ป.4 ถึงม.ต้น ที่พบความรุนแรงบ่อย เดือนละ 2-3 ครั้ง...
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2553 สำนักงานกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2553 โดย พญ.ศิริกุล อิศรานุรักษ์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว (กสค.) กล่าวว่า จากการจัดสมัชชาครอบครัวระดับจังหวัดตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ใน 75 จังหวัด และ กทม. ได้ประมวลประเด็นสถานการณ์ครอบครัวไทยที่น่าเป็นห่วง 5 ประเด็น เพื่อพิจารณาในการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติและเป็นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหา
โดยประเด็นน่าเป็นห่วง 5 ประเด็นประกอบด้วย 1. การส่งเสริมและพัฒนาเด็กในครอบครัวหลังหย่าร้าง 2. การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมรุนแรงของนักเรียนโดยครอบครัว 3. สวัสดิการครอบครัวที่มีเด็กพิการ 4. การเสริมศักยภาพผู้ดูแลเด็กและครอบครัวเพื่อความปลอดภัยของเด็กในชุมชน และ 5. การส่งเสริมสื่อเพื่อสร้างครอบครัวเข้มแข็ง
พญ.ศิริกุล กล่าวว่า ปัญหาครอบครัวหย่าร้างเหมือนมะเร็งที่ลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ปัญหานักเรียนตีกันเหมือนแผลติดเชื้อ หรือหวัด 2009 การแก้ปัญหาทั้ง 5 ประเด็น ต้องทำให้พ่อแม่มีคุณภาพ ครอบครัวเข้มแข็ง พึ่งตัวเองได้ ขณะนี้มีครอบครัวยากลำบากที่พึ่งตัวเองไม่ได้ถึงร้อยละ 20 ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ การแก้ปัญหาเด็กต้องไม่ผลักเด็กออกจากระบบ แต่ต้องทำให้เด็กเรียนรู้แยกแยะผิดถูก คนรุ่นนี้เป็นเจเนอเรชั่นแซด หรือ Gen Z เป็นวัยรุ่นใจร้อน วู่วาม ไม่มีทักษะควบคุมอารมณ์ ซึ่งพบเด็กใช้ความรุนแรงตั้งแต่ประถม ทั้งข่มขู่รีดเงินเพื่อน ซึ่งพ่อแม่ต้องใช้เวลาทุ่มเทดูแลลูกแต่ละคนอย่างน้อย 10 ปีจึงจะได้คนมีคุณภาพ
ด้าน ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ นักวิชาการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า เด็กที่ใช้ความรุนแรงและทำผิดกฎหมายมีอายุเฉลี่ยน้อยลง ในช่วง 12-18 ปี และจากการวิจัยเรื่อง มาเฟียเด็ก ใน กทม. ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่านักเรียนในกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18 มีพฤติกรรมมาเฟีย ทั้งการทำร้ายร่างกาย รีดไถเงิน เสพและค้ายา ขายบริการทางเพศ ความรุนแรงของเด็กพบในทุกระดับ เฉลี่ยเป็นเด็ก ป.4-ม.ต้น ที่พบความ รุนแรงบ่อย เดือนละ 2-3 ครั้ง เป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง โดยเด็กซึมซับความรุนแรงจากครอบครัวและสื่อการแก้ปัญหานักเรียนใช้ความ รุนแรงเป็นหน้าที่โดยตรงของครอบครัว ซึ่งหลายโรงเรียนมีเครือข่ายครอบครัวเข้มแข็งพยายามแก้ปัญหา แต่บางครั้งผู้บริหารโรงเรียนไม่สนับสนุน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2553 สำนักงานกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2553 โดย พญ.ศิริกุล อิศรานุรักษ์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว (กสค.) กล่าวว่า จากการจัดสมัชชาครอบครัวระดับจังหวัดตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ใน 75 จังหวัด และ กทม. ได้ประมวลประเด็นสถานการณ์ครอบครัวไทยที่น่าเป็นห่วง 5 ประเด็น เพื่อพิจารณาในการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติและเป็นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหา
โดยประเด็นน่าเป็นห่วง 5 ประเด็นประกอบด้วย 1. การส่งเสริมและพัฒนาเด็กในครอบครัวหลังหย่าร้าง 2. การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมรุนแรงของนักเรียนโดยครอบครัว 3. สวัสดิการครอบครัวที่มีเด็กพิการ 4. การเสริมศักยภาพผู้ดูแลเด็กและครอบครัวเพื่อความปลอดภัยของเด็กในชุมชน และ 5. การส่งเสริมสื่อเพื่อสร้างครอบครัวเข้มแข็ง
พญ.ศิริกุล กล่าวว่า ปัญหาครอบครัวหย่าร้างเหมือนมะเร็งที่ลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ปัญหานักเรียนตีกันเหมือนแผลติดเชื้อ หรือหวัด 2009 การแก้ปัญหาทั้ง 5 ประเด็น ต้องทำให้พ่อแม่มีคุณภาพ ครอบครัวเข้มแข็ง พึ่งตัวเองได้ ขณะนี้มีครอบครัวยากลำบากที่พึ่งตัวเองไม่ได้ถึงร้อยละ 20 ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ การแก้ปัญหาเด็กต้องไม่ผลักเด็กออกจากระบบ แต่ต้องทำให้เด็กเรียนรู้แยกแยะผิดถูก คนรุ่นนี้เป็นเจเนอเรชั่นแซด หรือ Gen Z เป็นวัยรุ่นใจร้อน วู่วาม ไม่มีทักษะควบคุมอารมณ์ ซึ่งพบเด็กใช้ความรุนแรงตั้งแต่ประถม ทั้งข่มขู่รีดเงินเพื่อน ซึ่งพ่อแม่ต้องใช้เวลาทุ่มเทดูแลลูกแต่ละคนอย่างน้อย 10 ปีจึงจะได้คนมีคุณภาพ
ด้าน ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ นักวิชาการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า เด็กที่ใช้ความรุนแรงและทำผิดกฎหมายมีอายุเฉลี่ยน้อยลง ในช่วง 12-18 ปี และจากการวิจัยเรื่อง มาเฟียเด็ก ใน กทม. ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่านักเรียนในกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18 มีพฤติกรรมมาเฟีย ทั้งการทำร้ายร่างกาย รีดไถเงิน เสพและค้ายา ขายบริการทางเพศ ความรุนแรงของเด็กพบในทุกระดับ เฉลี่ยเป็นเด็ก ป.4-ม.ต้น ที่พบความ รุนแรงบ่อย เดือนละ 2-3 ครั้ง เป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง โดยเด็กซึมซับความรุนแรงจากครอบครัวและสื่อการแก้ปัญหานักเรียนใช้ความ รุนแรงเป็นหน้าที่โดยตรงของครอบครัว ซึ่งหลายโรงเรียนมีเครือข่ายครอบครัวเข้มแข็งพยายามแก้ปัญหา แต่บางครั้งผู้บริหารโรงเรียนไม่สนับสนุน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553
อาหารที่ทำให้เกิด ลูกผู้หญิง ต้องเป็นพวกที่อุดมด้วยแคลเซียมแมกนีเซียม
นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมาสสตริคท์ของฮอลแลนด์ เผยเคล็ดสดๆร้อนๆของการให้ได้ลูกผู้หญิงสมใจว่า ผู้เป็นมารดาจะต้องไม่แตะกล้วยหอม และ กินแต่พวกถั่วกับเนยแข็งเป็นพื้น
พวกเขาได้ความรู้มาว่า การเลือกกินอาหารให้ถูกจะต้องผสมกับการเลือกจังหวะการมีเพศสัมพันธ์ จึงจะทำให้ได้ ลูกผู้หญิงมากยิ่งกว่าลูกชายสมใจ
ในการเลือกอาหารนั้น ควรจะงดอาหารที่อุดมด้วยโซเดียมและโปแตสเซียม เช่น ปลาเล็กปลาน้อย มะกอก เบคอน ไส้กรอกซาลามิ ปลาแซลมอนรมควัน กุ้ง เนยแข็งชนิดหนึ่ง มีลายสีน้ำเงิน เขียว เนื้อเค็ม ขนมปัง และอาหารจำพวกพายทั้งคาวหวาน อันเป็นของแสลงหันมากินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียมแทน อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ได้แก่โยเกิร์ต เนยแข็ง ปลาแซลมอนกระป๋อง ผักโขม เต้าหู้ ถั่วอัลมอนด์ ข้าวโอ๊ตบดหยาบ บร็อกโคลี และส้ม ส่วนอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ธัญญาหาร มะเดื่อ และถั่วต่าง ๆ แต่อาหารของคุณพ่อนั้น ไม่มีอะไร
การศึกษากับสตรียุโรปตะวันตกเกือบ 200 คน เป็นเวลานาน 5 ปี ยังทำให้ทราบการปฏิบัติตนว่าควรมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่เว้นช่วงก่อนหน้าหรือหลังการตกไข่หมาด ๆ
อาหารที่ทำให้เกิด ลูกผู้หญิง ต้องเป็นพวกที่อุดมด้วยแคลเซียมแมกนีเซียม
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553
พวกเขาได้ความรู้มาว่า การเลือกกินอาหารให้ถูกจะต้องผสมกับการเลือกจังหวะการมีเพศสัมพันธ์ จึงจะทำให้ได้ ลูกผู้หญิงมากยิ่งกว่าลูกชายสมใจ
ในการเลือกอาหารนั้น ควรจะงดอาหารที่อุดมด้วยโซเดียมและโปแตสเซียม เช่น ปลาเล็กปลาน้อย มะกอก เบคอน ไส้กรอกซาลามิ ปลาแซลมอนรมควัน กุ้ง เนยแข็งชนิดหนึ่ง มีลายสีน้ำเงิน เขียว เนื้อเค็ม ขนมปัง และอาหารจำพวกพายทั้งคาวหวาน อันเป็นของแสลงหันมากินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียมแทน อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ได้แก่โยเกิร์ต เนยแข็ง ปลาแซลมอนกระป๋อง ผักโขม เต้าหู้ ถั่วอัลมอนด์ ข้าวโอ๊ตบดหยาบ บร็อกโคลี และส้ม ส่วนอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ธัญญาหาร มะเดื่อ และถั่วต่าง ๆ แต่อาหารของคุณพ่อนั้น ไม่มีอะไร
การศึกษากับสตรียุโรปตะวันตกเกือบ 200 คน เป็นเวลานาน 5 ปี ยังทำให้ทราบการปฏิบัติตนว่าควรมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่เว้นช่วงก่อนหน้าหรือหลังการตกไข่หมาด ๆ
อาหารที่ทำให้เกิด ลูกผู้หญิง ต้องเป็นพวกที่อุดมด้วยแคลเซียมแมกนีเซียม
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553
วัยแรกรุ่นชอบรุนแรง ร่างกายโตใหญ่ของเด็กผู้ชายก็มีส่วนอยู่ด้วย
วัยแรกรุ่นชอบรุนแรง ร่างกายโตใหญ่ของเด็กผู้ชายก็มีส่วนอยู่ด้วย
นักวิทยาศาสตร์ศึกษาได้ผลยืนยันสิ่งที่คนทั่วไปเชื่อกันดีอยู่แล้วว่าเด็กวัยแรกรุ่นจะชอบกระทำการรุนแรงและประพฤติตัวเกะกะเกเรมากขึ้นสำนักวิจัยปัญหาเรื่องเด็กเมอดอค ของสหรัฐฯ ได้ศึกษาเปรียบเทียบเด็กที่ย่างเข้าวัยแรกรุ่น เทียบกับผู้ที่ผ่านวัยแรกรุ่น ช่วงต่างๆไปแล้ว พบว่าพวกเขามักจะชอบกระทำการรุนแรง ด้วยเจตนาจะทำร้ายใครคนใดคนหนึ่งอย่างร้ายแรง
วารสารวิชาการ "เดอะ เอจ"รายงานว่าศาสตราจารย์เชอริล เฮมปฮิลล์ หัวหน้าคณะนักวิจัย แสดงความเห็นว่า "มีปัจจัยต่างๆหลายอย่างทั้งทางกายและใจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง ของสังคมผสมปนเปอยู่ในการผ่านเข้าสู่วัยแรกรุ่น โดยเฉพาะในเด็กผู้ชาย ร่างกายที่เติบใหญ่ขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ก่อการรุนแรงอันหนึ่ง เนื่องจากเด็กผู้ชายที่แข็งแรงขึ้นก็ย่อมสร้างความเสียหายได้มากขึ้น"
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553
นักวิทยาศาสตร์ศึกษาได้ผลยืนยันสิ่งที่คนทั่วไปเชื่อกันดีอยู่แล้วว่าเด็กวัยแรกรุ่นจะชอบกระทำการรุนแรงและประพฤติตัวเกะกะเกเรมากขึ้นสำนักวิจัยปัญหาเรื่องเด็กเมอดอค ของสหรัฐฯ ได้ศึกษาเปรียบเทียบเด็กที่ย่างเข้าวัยแรกรุ่น เทียบกับผู้ที่ผ่านวัยแรกรุ่น ช่วงต่างๆไปแล้ว พบว่าพวกเขามักจะชอบกระทำการรุนแรง ด้วยเจตนาจะทำร้ายใครคนใดคนหนึ่งอย่างร้ายแรง
วารสารวิชาการ "เดอะ เอจ"รายงานว่าศาสตราจารย์เชอริล เฮมปฮิลล์ หัวหน้าคณะนักวิจัย แสดงความเห็นว่า "มีปัจจัยต่างๆหลายอย่างทั้งทางกายและใจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง ของสังคมผสมปนเปอยู่ในการผ่านเข้าสู่วัยแรกรุ่น โดยเฉพาะในเด็กผู้ชาย ร่างกายที่เติบใหญ่ขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ก่อการรุนแรงอันหนึ่ง เนื่องจากเด็กผู้ชายที่แข็งแรงขึ้นก็ย่อมสร้างความเสียหายได้มากขึ้น"
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553
Tuesday, September 7, 2010
เม.ย.54 มีกล้องจับฝ่าไฟแดง 90 จุดทั่วกรุง
พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เปิดเผยว่า ตามที่ บช.น.ติดตั้งกล้องตรวจจับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร หรือเรดไลท์คาเมร่า ใช้ตรวจจับรถฝ่าไฟแดงจำนวน 30 ทางแยก เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.2551 นั้น จนถึงขณะนี้เกือบครบรอบ 2 ปี พบว่า มีจำนวนผู้ขับขี่ถูกหมายเรียกข้อหาฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดงตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2551 ถึงวันที่ 30 ส.ค.2553 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 600,000 กว่าราย โดยมีสถิติผู้กระทำความผิดลดลงเรื่อย ๆ จากช่วงแรกที่เริ่มใช้มีผู้กระทำความผิดสูงถึงวันละ 2,000 กว่าราย และลดลงเหลือ 1,000 กว่าราย ในช่วงต้นปี 2553 และจนถึงขณะนี้จำนวนผู้กระทำความผิดข้อหาดังกล่าวลดลงเหลือเฉลี่ยวันละ 500-700 รายเท่านั้น สำหรับความคืบหน้าการติดตั้งกล้องจับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงเพิ่มอีก 60 จุด โดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นผู้ดำเนินการทั้งในเรื่องจัดสรรงบประมาณและการจัดหาเอกชนมาติดตั้งนั้น กทม.ได้ประกาศเชิญชวนเอกชนมาดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือก คาดว่า จะได้ตัวผู้รับจ้างในเดือน ต.ค.นี้ และจะใช้เวลาติดตั้งกล้องทั้ง 60 จุด เป็นระยะเวลา 6 เดือน คาดว่า จะใช้งานได้ประมาณเดือน เม.ย. ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ มากขึ้น และช่วยให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงวินัยจราจรมากขึ้นด้วย
ที่มา: เม.ย.54 มีกล้องจับฝ่าไฟแดง 90 จุดทั่วกรุง เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
ที่มา: เม.ย.54 มีกล้องจับฝ่าไฟแดง 90 จุดทั่วกรุง เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
ไทยจะมีรถไฟความเร็วสูง.. ?
ฤาจะเป็นฝันค้าง ไทยจะมีรถไฟความเร็วสูง.. ?
ระหว่างกำลังนั่งปั่นต้นฉบับอยู่นี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยวัตถุประสงค์หลักสองประการ คือ ชมงาน World EXPO 2010 พร้อมกับประกาศตัวอย่างเป็นทางการ ว่าไทยจะเข้าร่วมช่วงชิงขอเป็นเจ้าภาพงาน World EXPO ในอีก 10 ปีข้างหน้า
และดูงาน รถไฟความเร็วสูงของจีน ซึ่งเติบโตอย่างพุ่งพรวดพราด สมกับเป็นรถไฟความเร็วสูงจริง ๆ ..
เดิมทีมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีของไทย จะไปลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วม หรือ MOU เบื้องต้น ที่จะร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงกับจีนด้วยซ้ำ
แต่ด้วยอุปสรรคข้อกฎหมาย ประกอบกับที่ ท่านรัฐมนตรีคมนาคม โสภณ คนบุรีรัมย์ ออกมาเบรกว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจลงนามได้ เพราะโครงการเพิ่งผ่านระดับ ครม.เท่านั้น ยังไม่เข้าสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้การลงนามรอบนี้ ต้องเป็นหมันไป
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็ตั้งใจผลักดันโครงการนี้เต็มที่ โดยจะเสนอเข้าสภาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
หาก ไม่มีปัจจัยการช่วงชิงทางการเมือง หรือผลประโยชน์ หรือเรื่องอื่นใดมาทำให้สดุด เราก็อาจได้เห็นรถไฟความเร็วสูงเส้นทางแรกของประเทศไทย หนองคาย-กรุงเทพฯ และต่อเนื่องลงไปถึงปาดังเบซาร์ เข้ามาเลเซีย ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้..
หลายคนยังอาจข้องใจว่า ทำไมต้องเป็น โครงการร่วมทุนกับจีน..?
และระบบรถไฟความเร็วสูงของจีน ได้มาตรฐานดีพอแล้วหรือ..?
คำตอบของคำถามแรก ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นเรื่องทางภูมิศาสตร์ และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเคยมีความพยายามของหลายฝ่าย ในหลายวิธี และหลายครั้ง ที่จะมีเส้นทางคมนาคมระหว่างอาเซียนกับจีนตอนใต้
แล้วใครจะเป็นผู้ลงทุน ถ้าไม่ใช่จีน..
ส่วนคำถามที่สอง ถ้าจะให้ได้คำตอบ ก็ต้องลองศึกษาระบบรถไฟความเร็วสูงของจีนเองก่อน
จีนเพิ่งเริ่มพัฒนารถไฟความเร็วสูงอย่างจริงจังเมื่อปี 2004 ที่ผ่านมานี้เอง แต่ขณะนี้มีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงกว่า 6,550 กิโลเมตร และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 50,000 กิโลเมตรในอีก 10 ปีข้างหน้า..!
ด้วยวิสัยทัศน์ของ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development & Reform Commission (NDRC) ซึ่งคล้ายกับสภาพัฒน์บ้านเรา โดยมีกระทรวงการรถไฟ เป็นแม่ทัพใหญ่ บวกกับ สถาบันวิจัย ชื่อ Zhuzhou Electric Locomotive เป็นเหมือนฝ่าย เสธ.
ส่วนหัวหมู่ทะลวงฟัน หรือระดับปฏิบัติ แบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ ระบบราง มีสามรัฐวิสาหกิจ และระบบตัวรถ มีสองรัฐวิสาหกิจ ช่วยกันทำ ซึ่งทั้งหมดนี้จดทะเบียนในตลาดหุ้นที่เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง
มาณพ เสงี่ยมบุตร หัวหน้านักวิเคราะห์หุ้นจีน ของบริษัทหลักทรัพย์ CLSA ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนครเซี่ยงไฮ้ บอกว่า ข้อได้เปรียบของจีนคือ การไปจับมือกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ทั่วโลก ไม่ว่า Bombardier ของแคนาดา Alstom ของฝรั่งเศส Kawasaki ของญี่ปุ่น และ Siemens ของเยอรมนี เรียกว่ารวมของดีของหลาย ๆ เจ้ามาไว้ด้วยกัน
ความร่วมมือกับบริษัทเหล่านี้ ไม่ใช่การให้สัมปทาน หรือซื้อสิทธิ์การใช้งาน แต่ให้มาถ่ายทอดเทคโนโลยี และจีนนำมาพัฒนาต่อเอง
ถึงเวลานี้มีชิ้นส่วนหลักเพียงสองส่วน ที่จีนยังต้องนำเข้า นั่นคือ ตลับลูกปืน และระบบเบรก ที่เหลือ Made in China ทั้งหมด..!
การเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบรถไฟความเร็วสูงในแดนมังกร ทำให้กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบกับการที่รัฐบาลจีนสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทรัพยากร และเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ รวมทั้งการลงทุนแบบครบวงจร คือ ทำทั้งระบบราง และตัวรถ ทำให้พญามังกรได้เปรียบคู่แข่งชาติอื่น
อย่างไรก็ตาม เส้นทางหนองคาย-กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ซึ่งน่าจะเหมาะสมที่จะร่วมทุนกับจีนมากที่สุดนั้น รูปแบบการร่วมทุนจะเป็นอย่างไร ยังมีการบ้านต้องพิจารณาต่อไป
แต่ก็คงช้าไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเวียดนาม ที่ตกลงกับญี่ปุ่นสร้างรถไฟความเร็วสูง ฮานอย-โฮจิมินห์ฯ แล้ว และมีโอกาสที่จะเชื่อมเข้าจีนได้ไม่ยาก ก็คงจะวิ่งแซงรถไฟไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่น..
ส่วนเส้นทางสายอื่นที่รัฐบาลอยากทำ เช่น กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะใช้ระบบไหน ร่วมมือกับใคร เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ต้องพิจารณาต่างหากเช่นกัน.
คุณนายทอม (khunnaitom @ gmail.com)
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
===
จากการสัมมนารถไฟรางคู่โดย สนข.เมื่อประมาณกลางปี 53 ผู้บรรยาย/ผู้ศึกษาโครงการ แจ้งว่า ประเทศไทยมีอนาคต เพราะความเร็วของรถไฟรางคู่ที่จะเรียบร้อยในปี ~2570 อยู่ที่ 160 กม/ชม เฮ้อ ผลาญ'งบโดยแท้
แนะอบรมพ่อแม่แก้ปัญหาเด็กตีกัน
แนะอบรมพ่อแม่แก้ปัญหาเด็กตีกัน
แนะพม.จัดอบรมพ่อแม่เลี้ยงดูลูกถูกวิธีแก้เด็กตีกัน เพิ่มพื้นที่เด็กแสดงออก อย่าใช้อารมณ์-ประชด
วันนี้ (7 ก.ย.2553) นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) กล่าวถึงปัญหาเด็กตีกันว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงรวมถึงเด็กที่สร้างปัญหาจะมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา ซึ่งปัญหาที่มาจากการเลี้ยงดูของครอบครัวนั้นควรแก้ไขโดยนำพ่อแม่ผู้ปกครอง เข้ารับการอบรมการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างถูกวิธี อาจจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีศูนย์พัฒนาครอบครัวกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศเป็นหลักในการอบรม เพราะมาตรการของรัฐในการแก้ปัญหาครอบครัวที่มีถึง 20 ล้านครอบครัวคงไม่ทั่วถึง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องร่วมแก้ปัญหา นอกจากนี้เด็กกลุ่มนี้ยังต้องการแสดงพลังแต่ไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออก ในเชิงสร้างสรรค์ เมื่อเด็กโตแต่ร่างกายแต่ไม่มีวุฒิภาวะจึงเกิดการหล่อหลอมและนำไปสู่การ แสดงออกเชิงลบ
นพ.สุริยเดวกล่าวต่อไปว่า เมื่อเด็กมีพลังก็ควรปลูกฝังเรื่องจิตอาสาเรียนรู้การเป็นผู้ให้ โดยต้องเป็นมาตรการบังคับและทำต่อเนื่อง ไม่ใช่การสร้างภาพ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการต้องคิดนอกกรอบ โดยการเรียนการสอนปีแรกๆ อาจให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่มีปัญหาเรียนรู้มิติเชิงสังคม ให้ออกไปทำกิจกรรมเพื่อผู้ด้อยโอกาส ทำงานกับชุมชน ให้เกิดทักษะการเป็นผู้ให้ และค่อยมาเสริมวิชาการภายหลัง ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถใช้วิชาการที่เรียนรู้กลับไปช่วยเหลือสังคมได้อีก โดยเด็กไม่จำเป็นต้องจบหลักสูตรภายในเวลาที่กำหนด นอกจากนี้จะต้องนำวิถีชีวิตมาเป็นโจทย์ในการเรียนรู้ระหว่างครูและนักเรียน มีพื้นที่ให้เด็กได้ปลดปล่อยอารมณ์ แต่ให้อยู่ในกติกาและขอบเขต รวมทั้งมีเครือข่ายเฝ้าระวังทั้งภายในและนอกสถาบันการศึกษา โดยใช้ระบบครูที่ปรึกษา ร่วมกับพ่อแม่ ชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
“ส่วนที่มีการเสนอให้นำเด็กไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือลงโทษเด็กเทียบเท่าผู้ใหญ่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กด้วย ไม่ใช่เสนอบทลงโทษด้วยอารมณ์หรือประชดประชัน เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาอาจจะเกิดปัญหามากยิ่งขึ้น” นพ.สุริยเดวกล่าว
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
====
เมื่อ วันที่ 6 ก.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข แถลงภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงปัญหานักเรียนนักเลงในวัยรุ่นไทย โดยเฉพาะสถาบันอาชีวะศึกษาในขณะนี้ว่า ทางกรมสุขภาพจิตได้ทำการวิจัยถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมในการใช้ความ รุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นพบว่าส่วนใหญ่ 60-80% เกิดจาก ความคิด ทัศนคติ ค่านิยมความรุนแรง ศักดิ์ศรี ทั้งนี้ 1.หากมีการดื่มสุรา เสพสารเสพติด จะเพิ่มความเสี่ยงใช้ความรุนแรง 2-20 เท่า 2.ถ้าติดเกมเพิ่มความเสี่ยงใช้ความรุนแรง 3.5 เท่า 3.สื่อที่มีการนำเสนอความรุนแรงอาจทำให้เกิดการเลียนแบบ 2.3 เท่า 4.การใช้ความรุนแรงของผู้ใหญ่ในสังคมอาจทำให้เด็กและวัยรุ่นเลียนแบบ 1.7 เท่า และ5.ครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง เข้มงวดส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง 1.3 เท่า
รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขเห็นควรว่า ควรจะมีการส่งเสริมเรื่องความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว ควบคู่กับไอคิว ขณะเดียวกันนอกจากไม้แข็งคือการดำเนินการตามกฎหมาย สถานศึกษาที่ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ความรุนแรงก็ควรมีส่วนรับผิดชอบ ทั้งนี้ควรมีการใช้ไม้อ่อนด้วย โดยกระทรวงสาธารณสุขจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการสร้างสร้าง อีคิวให้แก่เด็ก โดยแนวทางคือ คัดกรองเด็กออกมา จัดหลักสูตรเสริมสร้างอีคิวให้กับกลุ่มเสี่ยง มีโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ทู บี นัมเบอร์ วัน เฟรนด์ คอร์เนอร์ ให้คำปรึกษาวัยรุ่นอายุใกล้เคียงกัน โดยในวันที่ 7 ก.ย. จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในครม.ทางกระทรวงจะเสนอแนวทางช่วยเหลือกระทรวง ศึกษาธิการแก้ไขปัญหานี้ด้วย
นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงพฤติกรรมวัยรุ่นมีการก่อเหตุบ่อยครั้งไม่ว่าการปาหิน การใช้เหล็กแป๊บพุ่งใส่รถยนต์ว่า จากการศึกษาเชิงคุณภาพในกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อความรุนแรงปาหิน ทำให้ค้นพบสาเหตุของการก่อเหตุมาจากกลไก 3 ด้าน คือ 1.ความคึกคะนองของวัยรุ่น 2.การเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน และ 3.ความโกรธแค้น การต่อต้านสังคม
“เมื่อศึกษาลงลึกพบว่า การดื่มสุรา เสพยาเสพติด ร่วมด้วยจะยิ่งทำให้วัยรุ่นขาดความยับยั้งชั่งใจ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องความสนใจ โกรธแค้นสังคม ยิ่งผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสนใจ มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดเมื่อมีการก่อเหตุ และสื่อมวลชนนำเสนอข่าวก็จะยิ่งทำให้ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ” นพ.วชิระ กล่าวและว่า สำหรับการแก้ คือ ต้องใช้ไม้แข็งคือมาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง และไม้อ่อน คือ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตามวัย โดยครู่ พ่อแม่ และแพทย์ ต้องมีส่วนช่วยด้วย ขณะเดียวกันกรมสุขภาพจิตจะสื่อสารทำความเข้าใจผ่านโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน หรือผ่านครอบครัว ชุมชน องค์กรต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมรุนแรง
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 06 กันยายน 2553
แนะพม.จัดอบรมพ่อแม่เลี้ยงดูลูกถูกวิธีแก้เด็กตีกัน เพิ่มพื้นที่เด็กแสดงออก อย่าใช้อารมณ์-ประชด
วันนี้ (7 ก.ย.2553) นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) กล่าวถึงปัญหาเด็กตีกันว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงรวมถึงเด็กที่สร้างปัญหาจะมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา ซึ่งปัญหาที่มาจากการเลี้ยงดูของครอบครัวนั้นควรแก้ไขโดยนำพ่อแม่ผู้ปกครอง เข้ารับการอบรมการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างถูกวิธี อาจจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีศูนย์พัฒนาครอบครัวกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศเป็นหลักในการอบรม เพราะมาตรการของรัฐในการแก้ปัญหาครอบครัวที่มีถึง 20 ล้านครอบครัวคงไม่ทั่วถึง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องร่วมแก้ปัญหา นอกจากนี้เด็กกลุ่มนี้ยังต้องการแสดงพลังแต่ไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออก ในเชิงสร้างสรรค์ เมื่อเด็กโตแต่ร่างกายแต่ไม่มีวุฒิภาวะจึงเกิดการหล่อหลอมและนำไปสู่การ แสดงออกเชิงลบ
นพ.สุริยเดวกล่าวต่อไปว่า เมื่อเด็กมีพลังก็ควรปลูกฝังเรื่องจิตอาสาเรียนรู้การเป็นผู้ให้ โดยต้องเป็นมาตรการบังคับและทำต่อเนื่อง ไม่ใช่การสร้างภาพ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการต้องคิดนอกกรอบ โดยการเรียนการสอนปีแรกๆ อาจให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่มีปัญหาเรียนรู้มิติเชิงสังคม ให้ออกไปทำกิจกรรมเพื่อผู้ด้อยโอกาส ทำงานกับชุมชน ให้เกิดทักษะการเป็นผู้ให้ และค่อยมาเสริมวิชาการภายหลัง ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถใช้วิชาการที่เรียนรู้กลับไปช่วยเหลือสังคมได้อีก โดยเด็กไม่จำเป็นต้องจบหลักสูตรภายในเวลาที่กำหนด นอกจากนี้จะต้องนำวิถีชีวิตมาเป็นโจทย์ในการเรียนรู้ระหว่างครูและนักเรียน มีพื้นที่ให้เด็กได้ปลดปล่อยอารมณ์ แต่ให้อยู่ในกติกาและขอบเขต รวมทั้งมีเครือข่ายเฝ้าระวังทั้งภายในและนอกสถาบันการศึกษา โดยใช้ระบบครูที่ปรึกษา ร่วมกับพ่อแม่ ชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
“ส่วนที่มีการเสนอให้นำเด็กไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือลงโทษเด็กเทียบเท่าผู้ใหญ่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กด้วย ไม่ใช่เสนอบทลงโทษด้วยอารมณ์หรือประชดประชัน เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาอาจจะเกิดปัญหามากยิ่งขึ้น” นพ.สุริยเดวกล่าว
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
====
ผลวิจัยชี้เด็กตีกันเกิดจากค่านิยม-ศักดิ์ศรี
ผลวิจัยชี้ปัจจัยที่ทำให้วัยรุ่นใช้ความรุนแรงพบว่า 60-80% เกิดจากความคิด ทัศนคติ ค่านิยมความรุนแรง ศักดิ์ศรีเมื่อ วันที่ 6 ก.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข แถลงภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงปัญหานักเรียนนักเลงในวัยรุ่นไทย โดยเฉพาะสถาบันอาชีวะศึกษาในขณะนี้ว่า ทางกรมสุขภาพจิตได้ทำการวิจัยถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมในการใช้ความ รุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นพบว่าส่วนใหญ่ 60-80% เกิดจาก ความคิด ทัศนคติ ค่านิยมความรุนแรง ศักดิ์ศรี ทั้งนี้ 1.หากมีการดื่มสุรา เสพสารเสพติด จะเพิ่มความเสี่ยงใช้ความรุนแรง 2-20 เท่า 2.ถ้าติดเกมเพิ่มความเสี่ยงใช้ความรุนแรง 3.5 เท่า 3.สื่อที่มีการนำเสนอความรุนแรงอาจทำให้เกิดการเลียนแบบ 2.3 เท่า 4.การใช้ความรุนแรงของผู้ใหญ่ในสังคมอาจทำให้เด็กและวัยรุ่นเลียนแบบ 1.7 เท่า และ5.ครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง เข้มงวดส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง 1.3 เท่า
รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขเห็นควรว่า ควรจะมีการส่งเสริมเรื่องความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว ควบคู่กับไอคิว ขณะเดียวกันนอกจากไม้แข็งคือการดำเนินการตามกฎหมาย สถานศึกษาที่ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ความรุนแรงก็ควรมีส่วนรับผิดชอบ ทั้งนี้ควรมีการใช้ไม้อ่อนด้วย โดยกระทรวงสาธารณสุขจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการสร้างสร้าง อีคิวให้แก่เด็ก โดยแนวทางคือ คัดกรองเด็กออกมา จัดหลักสูตรเสริมสร้างอีคิวให้กับกลุ่มเสี่ยง มีโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ทู บี นัมเบอร์ วัน เฟรนด์ คอร์เนอร์ ให้คำปรึกษาวัยรุ่นอายุใกล้เคียงกัน โดยในวันที่ 7 ก.ย. จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในครม.ทางกระทรวงจะเสนอแนวทางช่วยเหลือกระทรวง ศึกษาธิการแก้ไขปัญหานี้ด้วย
นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงพฤติกรรมวัยรุ่นมีการก่อเหตุบ่อยครั้งไม่ว่าการปาหิน การใช้เหล็กแป๊บพุ่งใส่รถยนต์ว่า จากการศึกษาเชิงคุณภาพในกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อความรุนแรงปาหิน ทำให้ค้นพบสาเหตุของการก่อเหตุมาจากกลไก 3 ด้าน คือ 1.ความคึกคะนองของวัยรุ่น 2.การเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน และ 3.ความโกรธแค้น การต่อต้านสังคม
“เมื่อศึกษาลงลึกพบว่า การดื่มสุรา เสพยาเสพติด ร่วมด้วยจะยิ่งทำให้วัยรุ่นขาดความยับยั้งชั่งใจ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องความสนใจ โกรธแค้นสังคม ยิ่งผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสนใจ มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดเมื่อมีการก่อเหตุ และสื่อมวลชนนำเสนอข่าวก็จะยิ่งทำให้ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ” นพ.วชิระ กล่าวและว่า สำหรับการแก้ คือ ต้องใช้ไม้แข็งคือมาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง และไม้อ่อน คือ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตามวัย โดยครู่ พ่อแม่ และแพทย์ ต้องมีส่วนช่วยด้วย ขณะเดียวกันกรมสุขภาพจิตจะสื่อสารทำความเข้าใจผ่านโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน หรือผ่านครอบครัว ชุมชน องค์กรต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมรุนแรง
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 06 กันยายน 2553
Monday, September 6, 2010
เลี้ยงลูกวิถีพุทธเพื่ออยู่อย่างไม่เป็นทุกข์
นอกจากความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อลูก พ่อแม่ยังหวังให้ลูกเป็นคนดี มีความสุขและเท่าทันสังคมโลกปัจจุบัน ท่ามกลางสิ่งยั่วยวนหลากหลาย ซึ่งการอบรมสั่งสอนลูกในทางโลกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยการเลี้ยงดูแลใน วิถีพุทธเข้ามาเสริม เป็นที่มาให้เกิดหนังสือ “มีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู” โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียร สุต แห่ง เสถียรธรรมสถาน หนังสือคู่มือภาวนาสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการแก้ปัญหาเด็ก และครอบครัวด้วยวิถีพุทธ ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ กระทั่งเติบโตสู่โลกกว้าง ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของพ่อแม่ หากเด็กได้รับการปลูกฝังธรรมะจากพ่อแม่ เด็กจะอยู่กับโลกอย่างที่โลกเป็นและไม่เป็นทุกข์
เสวนาเรื่อง “เลี้ยงลูกวิถีพุทธด้วยหลักมีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู” โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กล่าวว่า ลูกที่ดีจะเกิดจากพ่อแม่ที่มีจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ เมื่อมีพื้นฐานของพลังจิตที่ดี จะทำให้จิตที่ดีมาปฏิสนธิในครรภ์แม่ เมื่อเด็กออกจากครรภ์เป็นเรื่องของการเลี้ยงดูท่ามกลางตัวแปรมากขึ้น ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรมลิขิตหมายความว่า อยากให้เป็นแบบใดจงทำแบบนั้น การทำให้ครอบครัวเป็นครอบครัวแห่งสติ เป็นการลงทุนนิดเดียวแต่ได้กำไรมหาศาล การประคับประคองจิตใจของลูกในโลกวัตถุนิยม ให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมา “แป๊บ ๆ” แล้วก็ไป ควรเป็นพ่อแม่ ที่สังเกตลูกอย่างให้โอกาส ให้เขาพอใจและมีความสุขอย่างที่เขาเป็น
ด้าน พระมหาวุฒิชัย ชี้แนะว่า พ่อแม่มีสิทธิเลือกลูกได้ อยากให้ลูกดีพ่อแม่ต้องอยู่ในศีลธรรม การอ่านหนังสือให้ลูกฟังคือขุมคลังแห่งข้อมูลที่เด็กรับรู้ได้ตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์ พ่อแม่สามารถออกแบบคุณสมบัติของลูกได้ เช่นอยากให้ลูกเป็นระเบียบ ก็ฝึกให้ลูกเป็นระเบียบ เราทุกคนมาสู่โลกนี้อย่างมีความหมายเสมอ และเราจะถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือที่หนึ่งที่ใดบนโลกนี้เสมอ มีพุทธศาสนสุภาษิตซึ่งเนื้อหาทันสมัยมากว่า เด็กคือความหวังของมนุษยชาติ สะท้อนให้เห็นว่า เด็กทุกคนเป็นความหวังของชาติ โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กแต่อยู่ที่ตัวเรา พ่อแม่มีส่วนในการสร้างโลกด้วยการสร้างลูก การเลี้ยงลูกให้ดีเป็นโจทย์ที่ทำได้ยาก แต่คิดว่าการเลี้ยงลูกให้ดีหนึ่งคน เท่ากับการสร้างอารยะบุคคลขึ้นมาในโลกอีกคนหนึ่ง
ที่มา: เลี้ยงลูกวิถีพุทธเพื่อยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
เสวนาเรื่อง “เลี้ยงลูกวิถีพุทธด้วยหลักมีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู” โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กล่าวว่า ลูกที่ดีจะเกิดจากพ่อแม่ที่มีจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ เมื่อมีพื้นฐานของพลังจิตที่ดี จะทำให้จิตที่ดีมาปฏิสนธิในครรภ์แม่ เมื่อเด็กออกจากครรภ์เป็นเรื่องของการเลี้ยงดูท่ามกลางตัวแปรมากขึ้น ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรมลิขิตหมายความว่า อยากให้เป็นแบบใดจงทำแบบนั้น การทำให้ครอบครัวเป็นครอบครัวแห่งสติ เป็นการลงทุนนิดเดียวแต่ได้กำไรมหาศาล การประคับประคองจิตใจของลูกในโลกวัตถุนิยม ให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมา “แป๊บ ๆ” แล้วก็ไป ควรเป็นพ่อแม่ ที่สังเกตลูกอย่างให้โอกาส ให้เขาพอใจและมีความสุขอย่างที่เขาเป็น
ด้าน พระมหาวุฒิชัย ชี้แนะว่า พ่อแม่มีสิทธิเลือกลูกได้ อยากให้ลูกดีพ่อแม่ต้องอยู่ในศีลธรรม การอ่านหนังสือให้ลูกฟังคือขุมคลังแห่งข้อมูลที่เด็กรับรู้ได้ตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์ พ่อแม่สามารถออกแบบคุณสมบัติของลูกได้ เช่นอยากให้ลูกเป็นระเบียบ ก็ฝึกให้ลูกเป็นระเบียบ เราทุกคนมาสู่โลกนี้อย่างมีความหมายเสมอ และเราจะถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือที่หนึ่งที่ใดบนโลกนี้เสมอ มีพุทธศาสนสุภาษิตซึ่งเนื้อหาทันสมัยมากว่า เด็กคือความหวังของมนุษยชาติ สะท้อนให้เห็นว่า เด็กทุกคนเป็นความหวังของชาติ โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กแต่อยู่ที่ตัวเรา พ่อแม่มีส่วนในการสร้างโลกด้วยการสร้างลูก การเลี้ยงลูกให้ดีเป็นโจทย์ที่ทำได้ยาก แต่คิดว่าการเลี้ยงลูกให้ดีหนึ่งคน เท่ากับการสร้างอารยะบุคคลขึ้นมาในโลกอีกคนหนึ่ง
ที่มา: เลี้ยงลูกวิถีพุทธเพื่อยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
"ขนมจีนหล่มสัก"
ขนมจีบ เฮ้ย!! ขนมจับ เฮ้!! ขนมจีน เฮ้ย ถูกแล้ว "ขนมจีนหล่มสัก"
ได้ยินข่าวอัน น่ายินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางการปรองดอง ไร้ข้อแม้ ถึงจะยื่นข้อเสนอนี้เป็นครั้งที่สอง ก็ไม่ทำให้เกียรติของพรรคเสียหายไป แต่ที่จะต้องตบมือให้ดังๆคือ ท่านนายกฯ ถึงตัวจะอยู่ไกลแต่น้ำจิตน้ำใจสมเป็นนักเรียนอังกฤษ คนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะรับฟังพร้อมจะคุย พร้อมจะแก้ ไม่เหมือนหลายๆคน ไร้ซึ่งจิตสำนึกความเป็นไทย หวังเพียงอำนาจที่จะคงอยู่ ตอนนี้เราต้องการความสามัคคี ไม่ใช่เอาแต่ใจตนเป็นใหญ่...
ให้ดูทั้งตะกร้าว่ามีเส้นสรรเอามากๆ
ให้ดูทั้งตะกร้าว่ามีเส้นสรรเอามากๆ
เส้นสด ต่างจากเส้นเข่ง แน่นอนครับ
เส้นสด ต่างจากเส้นเข่ง แน่นอนครับ
ครั้งจะเป็นอาทิตย์ที่อยู่เมืองไทย คราวหน้าใครที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น คงจะได้่ติดตามเพราะผมกำลังจะเดินทางไปตามกินถึงแดนปลาดิบ หลายอย่างที่ไม่เคยกินจะกินเสีย (กลัวว่าก่อนตายจะไม่ได้กิน) อาหารประจำอาทิตย์นี้อยากจะแนะนำร้านขนมจีน ขึ้นชื่อว่าขนมจีนจะต้องเป็นแบบชาวบ้านหน่อยถึงจะ ซี๊ด ได้ดังใจ ออกตะเวนหามาเจอร้านหนึ่งอยู่แถวจังหวัดนนท์ เขียนป้ายไว้ว่า "ขนมจีนหล่มสัก" มันแตกต่างอะไรจากขนมจีนทั่วไปหว่า ได้ที่เลยแวะเข้าไปลองลุยหน่อย เจ้าของร้าน คือคุณจู๊ป เห็นหน้าครั้งแรกเจ้านี่จะต้องเป็นคนที่เคยรู้จักแน่ๆ ถามไปถามมาเอาเรียนที่ สจพ. เหมือนกันถึงว่าคุ้นจัง น้องเขาเคยทำงานเป็นเซลล์แมนด้านไอที ตอนทำอยู่รุ่งไม่น้อย แต่ด้วยเป็นคนที่มีความเป็นตัวเองสูงไปหน่อย อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เลยหันหัวไปเอาดีโดยการเปิดร้านขายขนมจีน เลยถามไปทำเป็นหรือเปล่าว่ะ คำตอบ"ผมไม่เป็นครับ แฟนผมทำอร่อย" ได้ชิมแล้วติดอกติดใจเลยครับ รสมือไม่เป็นสองรองใคร แต่ร้านไม่ค่อยมีคนรู้จัก สงสารพวกเขา มีฝีมือไร้คนสนับสนุน เอาพวกเราไปลองชิมได้ครับผมรับรองฝีมือ
เห็นแล้วอยากกิน อยากกิน
เห็นแล้วอยากกิน อยากกิน
จานนี้สำหรับท่านชายที่...ไร้นำ้ยา...ต้องกินจะได้มีเสียที
จานนี้สำหรับท่านชายที่...ไร้นำ้ยา...ต้องกินจะได้มีเสียที
มาเป็นชุดแบบนี้ครับ ทุกอย่าง ค่อยๆกินครับอร่อยทุกอย่างเลย
มาเป็นชุดแบบนี้ครับ ทุกอย่าง ค่อยๆกินครับอร่อยทุกอย่างเลย
มาสั่งกันเลย ตั้งท่าจะสั่งแต่น้องเขาบอกว่า พี่นั่งเฉยๆ เดี๋ยวของมาแล้ว อ้าวจะรู้ได้่ไงว่า จะกินอะไร...งง ได้รับคำเฉลยว่า ที่ร้านจะตักน้ำแกงให้กับทุกอย่างแล้วแต่จะชอบอะไร ทั้งเขียวหวานไก่ น้ำยา น้ำพริก และน้ำยาป่า มาพร้อมผัก หนึ่งกล่อง ที่ร้านคิดเฉพาะค่าขนมจีน 30 บาทเท่านั้น ที่เด็ดไปกว่านั้นที่นี่เป็นเส้นสด มีการปรุงเส้นผสมกับดอกอันชัน แครรอต ด้วยทำให้รสชาติดียิ่งๆขึ้น ส่วนใครที่ชอบผักอื่นๆ เช่นผักบุ้งต้ม ผักกาดดองสั่งเอาครับเพิ่มอีก 5 บาทต่อที่เท่านั้น ไม่แพงคุ้ม ที่สำคัญอร่อยมากด้วยครับ สิ่งที่อยากจะให้ลองคือน้ำพริกสูตรเขาใส่มะพร้าวคั่วกับกุ้งแห้ง รสเด็ดขาดเอาเชียว
น้ำยา ที่เป็นตัวเด็ดของที่ร้าน
น้ำยา ที่เป็นตัวเด็ดของที่ร้าน
น้ำยาจากหม้อ
น้ำยาจากหม้อ
สำหรับท่านๆที่ชอบความชาดิสซ์หน่อยต้อง น้ำยาป่า
สำหรับท่านๆที่ชอบความชาดิสซ์หน่อยต้อง น้ำยาป่า
ไป สะดวกมากครับมุ่งหน้าไปทางนนทบุรี ทางสะพานพระรามเจ็ด ผ่านหน้า สจพ. ตรงอย่างเดียวจะพบแยกแรก ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปสะพานพระราม 5 ไม่เอาไม่เลี้ยวทั้งนั้น ตรงต่อไป พบแยกที่สอง เลี้ยวซ้าย เส้นนี้จะเป็นเส้นทางเลี่ยงเมืองเมื่อข้ามสะพานชะลอรถได้เลยครับอยู่ด้าน ซ้ายมือ จะเห็นป้าย "ขนมจีนหล่มสัก" จอดข้างทางไม่ต้องรอเลยครับ โทร 081456 9953
จู๊ป ชื่อเขา ผู้ละทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคงลงสู้ รากหญ้า
จู๊ป ชื่อเขา ผู้ละทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคงลงสู้ รากหญ้า
Rating : ที่สุดในแผ่นดิน (5 ดาว)
เรื่องและภาพโดย
ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
Facebook : baypalace
Twitter : baypalace
ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
ได้ยินข่าวอัน น่ายินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางการปรองดอง ไร้ข้อแม้ ถึงจะยื่นข้อเสนอนี้เป็นครั้งที่สอง ก็ไม่ทำให้เกียรติของพรรคเสียหายไป แต่ที่จะต้องตบมือให้ดังๆคือ ท่านนายกฯ ถึงตัวจะอยู่ไกลแต่น้ำจิตน้ำใจสมเป็นนักเรียนอังกฤษ คนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะรับฟังพร้อมจะคุย พร้อมจะแก้ ไม่เหมือนหลายๆคน ไร้ซึ่งจิตสำนึกความเป็นไทย หวังเพียงอำนาจที่จะคงอยู่ ตอนนี้เราต้องการความสามัคคี ไม่ใช่เอาแต่ใจตนเป็นใหญ่...
ให้ดูทั้งตะกร้าว่ามีเส้นสรรเอามากๆ
ให้ดูทั้งตะกร้าว่ามีเส้นสรรเอามากๆ
เส้นสด ต่างจากเส้นเข่ง แน่นอนครับ
เส้นสด ต่างจากเส้นเข่ง แน่นอนครับ
ครั้งจะเป็นอาทิตย์ที่อยู่เมืองไทย คราวหน้าใครที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น คงจะได้่ติดตามเพราะผมกำลังจะเดินทางไปตามกินถึงแดนปลาดิบ หลายอย่างที่ไม่เคยกินจะกินเสีย (กลัวว่าก่อนตายจะไม่ได้กิน) อาหารประจำอาทิตย์นี้อยากจะแนะนำร้านขนมจีน ขึ้นชื่อว่าขนมจีนจะต้องเป็นแบบชาวบ้านหน่อยถึงจะ ซี๊ด ได้ดังใจ ออกตะเวนหามาเจอร้านหนึ่งอยู่แถวจังหวัดนนท์ เขียนป้ายไว้ว่า "ขนมจีนหล่มสัก" มันแตกต่างอะไรจากขนมจีนทั่วไปหว่า ได้ที่เลยแวะเข้าไปลองลุยหน่อย เจ้าของร้าน คือคุณจู๊ป เห็นหน้าครั้งแรกเจ้านี่จะต้องเป็นคนที่เคยรู้จักแน่ๆ ถามไปถามมาเอาเรียนที่ สจพ. เหมือนกันถึงว่าคุ้นจัง น้องเขาเคยทำงานเป็นเซลล์แมนด้านไอที ตอนทำอยู่รุ่งไม่น้อย แต่ด้วยเป็นคนที่มีความเป็นตัวเองสูงไปหน่อย อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เลยหันหัวไปเอาดีโดยการเปิดร้านขายขนมจีน เลยถามไปทำเป็นหรือเปล่าว่ะ คำตอบ"ผมไม่เป็นครับ แฟนผมทำอร่อย" ได้ชิมแล้วติดอกติดใจเลยครับ รสมือไม่เป็นสองรองใคร แต่ร้านไม่ค่อยมีคนรู้จัก สงสารพวกเขา มีฝีมือไร้คนสนับสนุน เอาพวกเราไปลองชิมได้ครับผมรับรองฝีมือ
เห็นแล้วอยากกิน อยากกิน
เห็นแล้วอยากกิน อยากกิน
จานนี้สำหรับท่านชายที่...ไร้นำ้ยา...ต้องกินจะได้มีเสียที
จานนี้สำหรับท่านชายที่...ไร้นำ้ยา...ต้องกินจะได้มีเสียที
มาเป็นชุดแบบนี้ครับ ทุกอย่าง ค่อยๆกินครับอร่อยทุกอย่างเลย
มาเป็นชุดแบบนี้ครับ ทุกอย่าง ค่อยๆกินครับอร่อยทุกอย่างเลย
มาสั่งกันเลย ตั้งท่าจะสั่งแต่น้องเขาบอกว่า พี่นั่งเฉยๆ เดี๋ยวของมาแล้ว อ้าวจะรู้ได้่ไงว่า จะกินอะไร...งง ได้รับคำเฉลยว่า ที่ร้านจะตักน้ำแกงให้กับทุกอย่างแล้วแต่จะชอบอะไร ทั้งเขียวหวานไก่ น้ำยา น้ำพริก และน้ำยาป่า มาพร้อมผัก หนึ่งกล่อง ที่ร้านคิดเฉพาะค่าขนมจีน 30 บาทเท่านั้น ที่เด็ดไปกว่านั้นที่นี่เป็นเส้นสด มีการปรุงเส้นผสมกับดอกอันชัน แครรอต ด้วยทำให้รสชาติดียิ่งๆขึ้น ส่วนใครที่ชอบผักอื่นๆ เช่นผักบุ้งต้ม ผักกาดดองสั่งเอาครับเพิ่มอีก 5 บาทต่อที่เท่านั้น ไม่แพงคุ้ม ที่สำคัญอร่อยมากด้วยครับ สิ่งที่อยากจะให้ลองคือน้ำพริกสูตรเขาใส่มะพร้าวคั่วกับกุ้งแห้ง รสเด็ดขาดเอาเชียว
น้ำยา ที่เป็นตัวเด็ดของที่ร้าน
น้ำยา ที่เป็นตัวเด็ดของที่ร้าน
น้ำยาจากหม้อ
น้ำยาจากหม้อ
สำหรับท่านๆที่ชอบความชาดิสซ์หน่อยต้อง น้ำยาป่า
สำหรับท่านๆที่ชอบความชาดิสซ์หน่อยต้อง น้ำยาป่า
ไป สะดวกมากครับมุ่งหน้าไปทางนนทบุรี ทางสะพานพระรามเจ็ด ผ่านหน้า สจพ. ตรงอย่างเดียวจะพบแยกแรก ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปสะพานพระราม 5 ไม่เอาไม่เลี้ยวทั้งนั้น ตรงต่อไป พบแยกที่สอง เลี้ยวซ้าย เส้นนี้จะเป็นเส้นทางเลี่ยงเมืองเมื่อข้ามสะพานชะลอรถได้เลยครับอยู่ด้าน ซ้ายมือ จะเห็นป้าย "ขนมจีนหล่มสัก" จอดข้างทางไม่ต้องรอเลยครับ โทร 081456 9953
จู๊ป ชื่อเขา ผู้ละทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคงลงสู้ รากหญ้า
จู๊ป ชื่อเขา ผู้ละทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคงลงสู้ รากหญ้า
Rating : ที่สุดในแผ่นดิน (5 ดาว)
เรื่องและภาพโดย
ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
Facebook : baypalace
Twitter : baypalace
ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
ดอกเบี้ย ค่าบาท สถาบันการเงินพันธกิจหนัก 5 ปี "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล"
ย่างก้าวสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ท่ามกลางความเปราะบางของการฟื้นตัว และแนวโน้มที่เสี่ยงต่อการชะลอตัวลงอีกของเศรษฐกิจโลกเมื่อเข้าสู่ ไตรมาสที่ 3
ขณะที่แรงขับเคลื่อนหลักในการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประเทศไทยซึ่งก็คือ การส่งออก กำลังถูกกระทบอย่างหนักจากการที่เศรษฐกิจโลกมีโอกาสจะกลับไปสู่วิกฤติอีก ครั้ง หลังการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถยืนระยะอย่างมั่นคงและต่อเนื่องได้
ผสมโรงกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงขณะนี้ แข็งค่าขึ้นแล้วมากกว่า 6.5% สูงกว่าการแข็งค่าของคู่แข่งทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ยกเว้นก็แต่เพียงมาเลเซียเท่านั้น สิ่งนี้กำลังกลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งยังก่อให้เกิดความกังวลใจ เมื่อเริ่มเห็นแรงเก็งกำไรค่าเงินบาทที่เพิ่มมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง "อัตราเงินเฟ้อ" ซึ่งอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาหลายปี ได้ขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกตามการใช้จ่าย และลงทุนภาคเอกชนที่จะมากขึ้นในอนาคต รวมทั้งการจ่อขึ้นราคาสินค้าหลายรายการตามต้นทุนที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการของรัฐบาล
ด้วยเหตุผลนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องกัน 2 ครั้ง ครั้งละ 0.5% ขณะเดียวกัน ก็ส่งสัญญาณการปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยจากขาลง ซึ่งคงอัตราดอกเบี้ยต่ำไปเป็นอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และปีหน้า แม้จะมีกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ถึงจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสมในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นช่วงจังหวะที่ท้าทายของ ธปท.ในฐานะเป็นผู้กำหนดนโยบายดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อประคับประคองการขยายตัวให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้คงอยู่ต่อไป
แต่ที่ดูจะยาก และท้าทายยิ่งกว่า ก็คือ การพิสูจน์ตัวตนของว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้กุมบังเหียน ในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย และค่าเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม และสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ
"ผมบอกกับตัวเองก่อนตัดสิน ใจสมัครชิงตำแหน่งนี้ว่า นี่เป็นงานที่ท้าทาย และยาก แต่ก็เป็นงานที่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม เมื่อมีโอกาสก็อยากจะใช้ประสบการณ์ที่ตัวเองมี ทั้งจากการทำงานที่ ธปท. ที่ตลาดทุน และจากการทำงานในธนาคารพาณิชย์ มาทำประโยชน์ ซึ่งผมก็หวังว่า ต่อจากนี้ไปจะใช้ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ หลากหลายที่มี ทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด"
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ปรารถกับ ทีมเศรษฐกิจ ก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวความในใจที่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมอง และแง่คิดในการบริหารงานของเขาบนเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศไทย ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้
นโยบาย ธปท. มหภาคสู่รากหญ้า
"ผม ยังไม่มีความคิดเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือมีธงที่จะปรับเปลี่ยนอะไรใน ธปท. ทันที เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว และหากจะปรับเปลี่ยนอะไรควรมีข้อมูล และได้พูดคุยกับคนที่ทำงานร่วมกันเสียก่อน"
โดยเวลา 5 ปี ที่จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.นั้น จะเริ่มจากทำความเข้าใจของทุกฝ่ายให้ตรงกันเพื่อให้ ธปท.เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนได้ภายใต้ค่านิยมที่ดี ภายใต้ค่านิยมที่จะสร้าง ธปท.ให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ธนาคารกลางที่ดูแลได้ดี ทั้งเสถียรภาพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งมองพันธกิจเพิ่มขึ้นที่จะดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของ ประเทศ โดยเฉพาะการดูแลชนชั้นรากหญ้า และสิ่งแวดล้อม
"เมื่อ 2-3 เดือนก่อน มีคนถามผู้ว่าฯธาริษาว่า ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ควรเป็นอย่างไร ผู้ว่าฯธาริษาให้คำมา 3 คำ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นคำที่ดีที่ไม่ใช่ผู้ว่าการ ธปท.เท่านั้นควรเป็น แต่ ธปท.และองค์กรทั้งหมดของประเทศควรเป็น คือ "ยืนตรง มองไกล และติดดิน"
การยืนตรง คือ ยึดมั่นในหลักการ มีความซื่อตรง เป็นธรรม ไม่โอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะที่ มองไกล หมายถึง มีความรู้ความสามารถ มีความรอบคอบในการตัดสินใจและมองไปข้างหน้า ส่วน ติดดิน คือ การอยู่ในโลกของความเป็นจริง มีแนวทางและนโยบายที่เหมาะสม และเป็นไปได้ที่จะปฏิบัติจริง
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำที่ 4 ที่อยากจะเติมลงไป คือ "ยื่นมือ" ทั้งการยื่นมือเพื่อให้เกิดความร่วมมือภายในองค์กรที่มากขึ้น รวมถึงการยื่นมือเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานที่ดูแลเศรษฐกิจภายนอก และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆด้าน
"บางคนอาจมองว่า ยังมีบางคำที่ ธปท.ในขณะนี้ยังไม่เป็นไปตามนั้น เช่น ยังไม่ติดดิน ไม่มองไกล หรือไม่ยื่นมือ แต่ในเวลา 5 ปี จะพยายามทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ธปท.ช่วงต่อไป จึงจะเปิดกว้างมากขึ้น โดยในช่วงที่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งนี้ก็ใช้เวลารับฟังข้อมูล ความคิดเห็นจากทุกฝ่ายทุกคนอยู่"
พันธกิจที่มากกว่า "นโยบายการเงิน"
อย่าง ไรก็ตาม เป้าหมายหลักในฐานะที่ดูแลภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ หน้าที่ของ ธปท.จึงยังต้องรักษาความสมดุลของเศรษฐกิจของประเทศให้ดีที่สุด โดยหากเห็นข้างไหนเริ่มเอียงก็หาทางให้ข้างนั้นกลับสู่สมดุล เช่น ถ้าเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ช่วงร้อนแรงมากเกินไป ก็ต้องหาทางให้ร้อนลดลง ในอีกทางหนึ่งถ้าเริ่มกลับมาซบเซาเกินไป ก็ต้องมีมาตรการช่วยให้เศรษฐกิจไทยซบเซาน้อยลงเช่นกัน
"อย่างเช่นใน ครึ่งปีหลังของปีนี้ เศรษฐกิจชะลอตัวลงก็จริงแต่ไม่ใช่ทรุดตัวลง ยังเป็นการเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงเท่านั้น ดังนั้น จึงยังไม่จำเป็นที่จะต้องอัดยาขนานใหญ่อะไรเป็นพิเศษเพิ่มเข้าไป แต่ก็ต้องคอยระวังไม่ให้มีอะไรแปลกปลอมมาทำให้ติดเชื้อใหม่ ประคับประคองการฟื้นตัวให้ต่อเนื่อง"
อย่างไรก็ตาม ในสังคมของประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ในระยะหลังนี้ นอกเหนือจากดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศ นายประสารมองว่ามีเป้าหมายใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบการทำงานของ ธปท. มากขึ้น เช่น ความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประชาชน
โดยจากผลการ สำรวจยังพบว่า ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของประเทศ อยู่ในมือของเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของทุน ในขณะที่เกษตรกร แรงงาน ลูกจ้างประจำ รวมถึงข้าราชการ ยังมีส่วนแบ่งที่น้อยมาก และในที่สุดได้นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งในฐานะที่เป็นองค์กรบริหารเศรษฐกิจจะหลับตาไม่ดูเรื่องนี้คงไม่ได้
ใน แง่นี้ นโยบายการเงินอาจจะไม่เอื้อในการช่วยบรรเทาปัญหา ดังนั้น อาจจะต้องเข้าไปดูแล ผ่านหน้าที่ที่เราดูแลระบบสถาบันการเงินของประเทศ โดยเฉพาะการทำให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้นจากระบบสถาบันการเงินที่มีอยู่ แล้ว นอกจากนั้น การสร้างกลไกหรือสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ตรงให้ถึงรายย่อย และผู้ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่า "ไมโครไฟแนนซ์" (Microfinance) เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 5 ปี ที่ทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.
โดยขณะนี้กำลังศึกษาในหลายแนวทาง ทั้งในส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ทำเอง โดยตั้งส่วนใหม่แยกออกมาจากส่วนเดิม หรือทำผ่านบริษัทลูกที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) อีกแนวทางคือ การเป็นแหล่งเงินของกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ หรือกองทุนหมู่บ้านที่มีอยู่แล้ว
นอก จากการเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนรากหญ้าแล้ว อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ให้ความเห็นว่า กระทบต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปคือ กระแสหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่สนใจการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดี และการลดใช้ทรัพยากรมากขึ้น ในช่วงต่อไป ธปท. คงไม่ละเลยกระแสนี้ และอาจจะมีส่วนรวมมากขึ้น ทั้งความพยายามลดการใช้ทรัพยากร และดูแลสิ่งแวดล้อมขององค์กรเอง การให้ความร่วมมือกับองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนองค์กรที่ทำประโยชน์ ในด้านนี้อยู่แล้ว
เผยทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น-สเปรดลด
สำหรับ การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปนั้น ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ส่งสัญญาณตรงกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า อัตราดอกเบี้ยในช่วงต่อไปยังเป็นขาขึ้น
"ในปีก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยทรุดตัวค่อนข้างมาก ทำให้ ธปท.ต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จนสุดท้ายอยู่ในระดับ 1.25% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว แนวทางคือ ต้องทำให้เข้าสู่ดุลยภาพ"
แต่ศิลปะของการปรับขึ้นจะต้องดูความสมดุล ทั้ง 2 ด้าน ทั้งดูแลเสถียรภาพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นได้ว่า แม้ดอกเบี้ยในขณะนี้จะเป็นขาขึ้น แต่อัตราเร่งของการปรับขึ้นไม่ได้ขึ้นแบบฉับพลัน หรือครั้งละมากๆ แต่ค่อยๆขึ้นจนปกติ เพราะหากปล่อยให้เข้าสู่การขาดดุลยภาพ ปัญหาอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเราอาจตั้งรับไม่ทันได้
ดังนั้น ถ้าปล่อยอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำมากๆ ต่อเนื่องยาวนานอาจจะสร้างความเข้าใจและการตีมูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริงผิด พลาด และเมื่อเงินหาง่าย ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่นำไปสู่การลงทุนที่ผิดพลาด หรือการลงทุนที่เกินตัวที่ลุกลามสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจได้
"การ ใช้นโยบายดอกเบี้ย คล้ายกับการโด๊ปยา ปีที่ผ่านมาร่างการอ่อนแอ ต้องโด๊ปยาให้ร่างกายฟื้น แต่เมื่อร่างกายฟื้นตัว การโด๊ปยาต่อเนื่องไป อาจจะเป็นผลร้ายต่อร่างกายได้"
ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อดีของดอกเบี้ยขาขึ้นด้วยว่า หากพิจารณาตามต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ควรจะปรับขึ้นได้เร็วกว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ก็เป็นไปในแนวทางนี้อยู่ ตรงกันข้ามกับ ช่วงดอกเบี้ยขาลง ที่ดอกเบี้ยเงินกู้จะลงช้ากว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
ดัง นั้น สเปรดดอกเบี้ยที่คำนวณง่ายๆ จากการนำดอกเบี้ยเงินกู้ลบด้วยเงินฝาก ซึ่งเป็นสเปรดที่สังคมส่วนใหญ่จับตาอยู่ ในช่วงต่อไปจะค่อยๆแคบลงและจะเห็นชัดเจน เมื่อดอกเบี้ยขยับขึ้นไประยะหนึ่งแล้ว ซึ่งจะทำให้ความเป็นห่วงเรื่องนี้ลดลงได้ระดับหนึ่ง
ดันแบงก์พาณิชย์ดูแลเศรษฐกิจ
ถัด มาที่แนวทางการกำกับดูแลระบบธนาคารพาณิชย์ของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ซึ่งเพิ่งลุกมาจากตำแหน่งนายแบงก์หมาดๆได้เปิด 5 ภารกิจ ที่วางแนวทางไว้เพื่อให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยสนับสนุนการพัฒนาประเทศมากกว่า ที่เป็นอยู่นี้ให้ "ทีมเศรษฐกิจ" ฟัง
เริ่มจากข้อที่ 1. การระดมทุนและการกระจายทุนเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเพียงพอ 2. การดำเนินการด้านระบบชำระเงินของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 3. เป็นกลไกบริหารความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ 4. เป็นแหล่งข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ และ 5. เป็นกลไกช่วยส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในระบบเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจของประเทศ
ทั้ง 5 ภารกิจ จะเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และสอดส่องดูแลปัญหาที่อาจจะมีสัญญาณภายในระบบเศรษฐกิจไทย แต่ที่สำคัญที่สุด การดำเนินการของธนาคารพาณิชย์จะต้องมีความพอดี และเป็นธรรมระหว่างการสร้างกำไรของธนาคารกับการให้บริการที่ดี และเหมาะสมต่อภาคธุรกิจ และผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ยังมองเห็นถึงจุดอ่อนของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องระมัดระวังในช่วงต่อไปด้วย เรื่องแรกเป็นความเสี่ยงด้านเครดิต เพราะการแข่งขันที่เริ่มสูงขึ้นมาก ทำให้บางธนาคารผ่อนเงื่อนไขการให้สินเชื่อบางประเภทลง ขณะเดียวกัน หลายธนาคารตัดสินใจปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ต่อรายค่อนข้างมาก ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องวิเคราะห์สินเชื่ออย่างรอบคอบ
การใช้ เทคโนโลยีในการบริการธุรกรรมทางการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์ต้องมีระบบการจัดการ การรองรับปัญหา และการดูแลความปลอดภัยที่เหมาะสม และต่อเนื่อง
ความ เสี่ยงที่เกิดจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของตลาดทุน การมีสินค้าที่มีความซับซ้อน และซ่อนความเสี่ยงไม่รับรู้ไว้ เป็นอีกจุดอ่อนหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์ไทยต้องระวัง รวมทั้งยังเป็นความท้าทายของผู้กำกับ อย่าง ธปท.ด้วย ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ขออนุญาตก่อนที่จะลงทุนที่มีความเสี่ยงหรือซับซ้อน สูง ทำให้ธนาคารพาณิชย์แทบไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้
แต่ ในอนาคต กระแสทุนทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตลาดเงินตลาดทุนที่กว้างขึ้น ทำให้หลีกเลี่ยงได้ยาก ธปท.จึงต้องคิดถึงการอนุญาตการลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงการป้องกัน และการรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการลงทุนในตราสารเหล่านี้ไว้ด้วย
ใน ส่วนแนวทางการเปิดเสรีทางการเงิน และระบบสถาบันการเงินของประเทศนั้น ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ให้นิยามการเปิดใบอนุญาตการตั้งธนาคารพาณิชย์ใหม่ ไว้ว่า
"ถ้าการมีธนาคารพาณิชย์ใหม่แล้ว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างประโยชน์ใหม่ๆ ให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้ การปิดกั้นก็ไม่ควรทำ แต่ต้องชัดเจนว่ามีมูลค่าเพิ่มจริงๆ ขณะที่การเปิดเสรีทางการเงินก็เช่นกัน ต้องเปิดแบบให้เราได้ประโยชน์มากที่สุด และข้อเท็จจริงจากทั่วโลก ในโลกนี้ไม่มีประเทศใดเปิดเสรีอย่างแท้จริง โดยไม่มีเงื่อนไข"
โจทย์หนักหิน "ค่าเงินบาทแข็ง"
สำหรับ การแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ท่ามกลางการไหลเข้าของเงินทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชีย และประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหว
"ในขณะนี้ติดตามค่าเงินบาทอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งรวมถึงวิธีในการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.และมาตรการที่จะนำมาใช้ในการดูแลเงินบาทด้วย แต่เป็นเรื่องที่อ่อนไหวและเป็นโจทย์ที่ยากมาก ดังนั้น จะให้ตอบในขณะนี้อาจจะไม่เหมาะสม"
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ นายประสารมีความเห็นว่า ควรจะเปลี่ยนไปโดยพิจารณาเปรียบเทียบกับคู่แข่งมากกว่าที่จะเปรียบเทียบกับ ความต้องการซื้อสินค้าของผู้ค้าอย่างที่เป็นอยู่
เพราะในภาวะเช่นนี้ ค่าเงินแทบทุกสกุลที่เป็นคู่แข่งของไทยต่างแข็งขึ้นด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ แม้แต่กระทั่งจีน ดังนั้น แทนที่จะมองว่าค่าเงินแข็งแล้ว ยุโรปจะไม่ซื้อสินค้าเราเพราะราคาแพงขึ้น ทำให้ต้องลดราคาลงสู้ ควรจะมองเทียบกับคู่แข่งว่า ทุกคน ไม่ว่าไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย อยากจะขายสินค้าในราคาไหนมากกว่า
เช่น เดิมขายสินค้าชนิดหนึ่งที่ 2 ยูโรต่อชิ้น เมื่อค่าเงินแข็งราคาขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.10 เหรียญฯต่อชิ้น ทำไมทุกคนต้องตัดราคาขายสินค้าที่ 2 เหรียญฯเหมือนเดิม แต่ควรจะมองในด้านคู่แข่งว่า ทุกคนอยากขายในราคาที่สูงกว่าเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจากค่าเงินที่แข็งขึ้น ดังนั้น การบริหารจัดการในช่วงที่ค่าเงินแข็งขึ้น จึงไม่ควรเป็นสาเหตุในการตัดราคาขายเพื่อแข่งขันกัน
ส่วนเรื่องที่เกี่ยวพันกับการใช้เงินเพื่อแทรกแซงค่าเงินบาท ผลกำไร-ขาดทุนของ ธปท. ซึ่งต่อเนื่องไปถึงการหาวิธีการชดใช้หนี้ในส่วนเงินต้นของกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงินที่มียอดคงค้างสูงถึง 1.32 ล้านล้านบาทนั้น
นายประสาร ยอมรับว่า ได้โจทย์นี้มาจากกระทรวงการคลังเช่นกัน และกำลังคิดหาแนวทางที่เหมาะสมและดีกับทุกฝ่ายอยู่ เพราะตามกฎหมาย หากมีกำไรให้ ธปท.ตัด 90% ไปใช้หนี้เงินต้นให้กับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ แต่ที่ผ่านมา หน้าที่ที่จะต้องดูแลแทรกแซงค่าเงินบาทและการดูดซับสภาพคล่องเงินบาท ทำให้ ธปท.ขาดทุนต่อเนื่องหลายปี และมีภาระขาดทุนสะสม ทำให้ส่งเงินกำไรเพื่อตัดหนี้เงินต้นไม่ได้
ทั้งหมดนี้ คือ การเตรียมความพร้อมที่จะรับโจทย์ยากและงานหนักของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ในฐานะผู้ว่าการ ธปท.คนต่อไป
ที่มา: ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
ขณะที่แรงขับเคลื่อนหลักในการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประเทศไทยซึ่งก็คือ การส่งออก กำลังถูกกระทบอย่างหนักจากการที่เศรษฐกิจโลกมีโอกาสจะกลับไปสู่วิกฤติอีก ครั้ง หลังการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถยืนระยะอย่างมั่นคงและต่อเนื่องได้
ผสมโรงกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงขณะนี้ แข็งค่าขึ้นแล้วมากกว่า 6.5% สูงกว่าการแข็งค่าของคู่แข่งทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ยกเว้นก็แต่เพียงมาเลเซียเท่านั้น สิ่งนี้กำลังกลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งยังก่อให้เกิดความกังวลใจ เมื่อเริ่มเห็นแรงเก็งกำไรค่าเงินบาทที่เพิ่มมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง "อัตราเงินเฟ้อ" ซึ่งอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาหลายปี ได้ขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกตามการใช้จ่าย และลงทุนภาคเอกชนที่จะมากขึ้นในอนาคต รวมทั้งการจ่อขึ้นราคาสินค้าหลายรายการตามต้นทุนที่สูงขึ้น และการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการของรัฐบาล
ด้วยเหตุผลนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องกัน 2 ครั้ง ครั้งละ 0.5% ขณะเดียวกัน ก็ส่งสัญญาณการปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยจากขาลง ซึ่งคงอัตราดอกเบี้ยต่ำไปเป็นอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และปีหน้า แม้จะมีกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ถึงจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสมในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นช่วงจังหวะที่ท้าทายของ ธปท.ในฐานะเป็นผู้กำหนดนโยบายดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อประคับประคองการขยายตัวให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้คงอยู่ต่อไป
แต่ที่ดูจะยาก และท้าทายยิ่งกว่า ก็คือ การพิสูจน์ตัวตนของว่าที่ ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้กุมบังเหียน ในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย และค่าเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม และสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ
"ผมบอกกับตัวเองก่อนตัดสิน ใจสมัครชิงตำแหน่งนี้ว่า นี่เป็นงานที่ท้าทาย และยาก แต่ก็เป็นงานที่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม เมื่อมีโอกาสก็อยากจะใช้ประสบการณ์ที่ตัวเองมี ทั้งจากการทำงานที่ ธปท. ที่ตลาดทุน และจากการทำงานในธนาคารพาณิชย์ มาทำประโยชน์ ซึ่งผมก็หวังว่า ต่อจากนี้ไปจะใช้ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ หลากหลายที่มี ทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด"
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ปรารถกับ ทีมเศรษฐกิจ ก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวความในใจที่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมอง และแง่คิดในการบริหารงานของเขาบนเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศไทย ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้
นโยบาย ธปท. มหภาคสู่รากหญ้า
"ผม ยังไม่มีความคิดเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือมีธงที่จะปรับเปลี่ยนอะไรใน ธปท. ทันที เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว และหากจะปรับเปลี่ยนอะไรควรมีข้อมูล และได้พูดคุยกับคนที่ทำงานร่วมกันเสียก่อน"
โดยเวลา 5 ปี ที่จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.นั้น จะเริ่มจากทำความเข้าใจของทุกฝ่ายให้ตรงกันเพื่อให้ ธปท.เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนได้ภายใต้ค่านิยมที่ดี ภายใต้ค่านิยมที่จะสร้าง ธปท.ให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ธนาคารกลางที่ดูแลได้ดี ทั้งเสถียรภาพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งมองพันธกิจเพิ่มขึ้นที่จะดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของ ประเทศ โดยเฉพาะการดูแลชนชั้นรากหญ้า และสิ่งแวดล้อม
"เมื่อ 2-3 เดือนก่อน มีคนถามผู้ว่าฯธาริษาว่า ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ควรเป็นอย่างไร ผู้ว่าฯธาริษาให้คำมา 3 คำ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นคำที่ดีที่ไม่ใช่ผู้ว่าการ ธปท.เท่านั้นควรเป็น แต่ ธปท.และองค์กรทั้งหมดของประเทศควรเป็น คือ "ยืนตรง มองไกล และติดดิน"
การยืนตรง คือ ยึดมั่นในหลักการ มีความซื่อตรง เป็นธรรม ไม่โอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะที่ มองไกล หมายถึง มีความรู้ความสามารถ มีความรอบคอบในการตัดสินใจและมองไปข้างหน้า ส่วน ติดดิน คือ การอยู่ในโลกของความเป็นจริง มีแนวทางและนโยบายที่เหมาะสม และเป็นไปได้ที่จะปฏิบัติจริง
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำที่ 4 ที่อยากจะเติมลงไป คือ "ยื่นมือ" ทั้งการยื่นมือเพื่อให้เกิดความร่วมมือภายในองค์กรที่มากขึ้น รวมถึงการยื่นมือเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานที่ดูแลเศรษฐกิจภายนอก และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆด้าน
"บางคนอาจมองว่า ยังมีบางคำที่ ธปท.ในขณะนี้ยังไม่เป็นไปตามนั้น เช่น ยังไม่ติดดิน ไม่มองไกล หรือไม่ยื่นมือ แต่ในเวลา 5 ปี จะพยายามทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ธปท.ช่วงต่อไป จึงจะเปิดกว้างมากขึ้น โดยในช่วงที่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งนี้ก็ใช้เวลารับฟังข้อมูล ความคิดเห็นจากทุกฝ่ายทุกคนอยู่"
พันธกิจที่มากกว่า "นโยบายการเงิน"
อย่าง ไรก็ตาม เป้าหมายหลักในฐานะที่ดูแลภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ หน้าที่ของ ธปท.จึงยังต้องรักษาความสมดุลของเศรษฐกิจของประเทศให้ดีที่สุด โดยหากเห็นข้างไหนเริ่มเอียงก็หาทางให้ข้างนั้นกลับสู่สมดุล เช่น ถ้าเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ช่วงร้อนแรงมากเกินไป ก็ต้องหาทางให้ร้อนลดลง ในอีกทางหนึ่งถ้าเริ่มกลับมาซบเซาเกินไป ก็ต้องมีมาตรการช่วยให้เศรษฐกิจไทยซบเซาน้อยลงเช่นกัน
"อย่างเช่นใน ครึ่งปีหลังของปีนี้ เศรษฐกิจชะลอตัวลงก็จริงแต่ไม่ใช่ทรุดตัวลง ยังเป็นการเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงเท่านั้น ดังนั้น จึงยังไม่จำเป็นที่จะต้องอัดยาขนานใหญ่อะไรเป็นพิเศษเพิ่มเข้าไป แต่ก็ต้องคอยระวังไม่ให้มีอะไรแปลกปลอมมาทำให้ติดเชื้อใหม่ ประคับประคองการฟื้นตัวให้ต่อเนื่อง"
อย่างไรก็ตาม ในสังคมของประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ในระยะหลังนี้ นอกเหนือจากดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศ นายประสารมองว่ามีเป้าหมายใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบการทำงานของ ธปท. มากขึ้น เช่น ความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประชาชน
โดยจากผลการ สำรวจยังพบว่า ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของประเทศ อยู่ในมือของเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของทุน ในขณะที่เกษตรกร แรงงาน ลูกจ้างประจำ รวมถึงข้าราชการ ยังมีส่วนแบ่งที่น้อยมาก และในที่สุดได้นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งในฐานะที่เป็นองค์กรบริหารเศรษฐกิจจะหลับตาไม่ดูเรื่องนี้คงไม่ได้
ใน แง่นี้ นโยบายการเงินอาจจะไม่เอื้อในการช่วยบรรเทาปัญหา ดังนั้น อาจจะต้องเข้าไปดูแล ผ่านหน้าที่ที่เราดูแลระบบสถาบันการเงินของประเทศ โดยเฉพาะการทำให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้นจากระบบสถาบันการเงินที่มีอยู่ แล้ว นอกจากนั้น การสร้างกลไกหรือสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ตรงให้ถึงรายย่อย และผู้ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่า "ไมโครไฟแนนซ์" (Microfinance) เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 5 ปี ที่ทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.
โดยขณะนี้กำลังศึกษาในหลายแนวทาง ทั้งในส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ทำเอง โดยตั้งส่วนใหม่แยกออกมาจากส่วนเดิม หรือทำผ่านบริษัทลูกที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) อีกแนวทางคือ การเป็นแหล่งเงินของกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ หรือกองทุนหมู่บ้านที่มีอยู่แล้ว
นอก จากการเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนรากหญ้าแล้ว อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ให้ความเห็นว่า กระทบต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปคือ กระแสหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่สนใจการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดี และการลดใช้ทรัพยากรมากขึ้น ในช่วงต่อไป ธปท. คงไม่ละเลยกระแสนี้ และอาจจะมีส่วนรวมมากขึ้น ทั้งความพยายามลดการใช้ทรัพยากร และดูแลสิ่งแวดล้อมขององค์กรเอง การให้ความร่วมมือกับองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนองค์กรที่ทำประโยชน์ ในด้านนี้อยู่แล้ว
เผยทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น-สเปรดลด
สำหรับ การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปนั้น ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ส่งสัญญาณตรงกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า อัตราดอกเบี้ยในช่วงต่อไปยังเป็นขาขึ้น
"ในปีก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยทรุดตัวค่อนข้างมาก ทำให้ ธปท.ต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จนสุดท้ายอยู่ในระดับ 1.25% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว แนวทางคือ ต้องทำให้เข้าสู่ดุลยภาพ"
แต่ศิลปะของการปรับขึ้นจะต้องดูความสมดุล ทั้ง 2 ด้าน ทั้งดูแลเสถียรภาพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นได้ว่า แม้ดอกเบี้ยในขณะนี้จะเป็นขาขึ้น แต่อัตราเร่งของการปรับขึ้นไม่ได้ขึ้นแบบฉับพลัน หรือครั้งละมากๆ แต่ค่อยๆขึ้นจนปกติ เพราะหากปล่อยให้เข้าสู่การขาดดุลยภาพ ปัญหาอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเราอาจตั้งรับไม่ทันได้
ดังนั้น ถ้าปล่อยอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำมากๆ ต่อเนื่องยาวนานอาจจะสร้างความเข้าใจและการตีมูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริงผิด พลาด และเมื่อเงินหาง่าย ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่นำไปสู่การลงทุนที่ผิดพลาด หรือการลงทุนที่เกินตัวที่ลุกลามสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจได้
"การ ใช้นโยบายดอกเบี้ย คล้ายกับการโด๊ปยา ปีที่ผ่านมาร่างการอ่อนแอ ต้องโด๊ปยาให้ร่างกายฟื้น แต่เมื่อร่างกายฟื้นตัว การโด๊ปยาต่อเนื่องไป อาจจะเป็นผลร้ายต่อร่างกายได้"
ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อดีของดอกเบี้ยขาขึ้นด้วยว่า หากพิจารณาตามต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ควรจะปรับขึ้นได้เร็วกว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ก็เป็นไปในแนวทางนี้อยู่ ตรงกันข้ามกับ ช่วงดอกเบี้ยขาลง ที่ดอกเบี้ยเงินกู้จะลงช้ากว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
ดัง นั้น สเปรดดอกเบี้ยที่คำนวณง่ายๆ จากการนำดอกเบี้ยเงินกู้ลบด้วยเงินฝาก ซึ่งเป็นสเปรดที่สังคมส่วนใหญ่จับตาอยู่ ในช่วงต่อไปจะค่อยๆแคบลงและจะเห็นชัดเจน เมื่อดอกเบี้ยขยับขึ้นไประยะหนึ่งแล้ว ซึ่งจะทำให้ความเป็นห่วงเรื่องนี้ลดลงได้ระดับหนึ่ง
ดันแบงก์พาณิชย์ดูแลเศรษฐกิจ
ถัด มาที่แนวทางการกำกับดูแลระบบธนาคารพาณิชย์ของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ซึ่งเพิ่งลุกมาจากตำแหน่งนายแบงก์หมาดๆได้เปิด 5 ภารกิจ ที่วางแนวทางไว้เพื่อให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยสนับสนุนการพัฒนาประเทศมากกว่า ที่เป็นอยู่นี้ให้ "ทีมเศรษฐกิจ" ฟัง
เริ่มจากข้อที่ 1. การระดมทุนและการกระจายทุนเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเพียงพอ 2. การดำเนินการด้านระบบชำระเงินของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 3. เป็นกลไกบริหารความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ 4. เป็นแหล่งข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ และ 5. เป็นกลไกช่วยส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในระบบเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจของประเทศ
ทั้ง 5 ภารกิจ จะเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และสอดส่องดูแลปัญหาที่อาจจะมีสัญญาณภายในระบบเศรษฐกิจไทย แต่ที่สำคัญที่สุด การดำเนินการของธนาคารพาณิชย์จะต้องมีความพอดี และเป็นธรรมระหว่างการสร้างกำไรของธนาคารกับการให้บริการที่ดี และเหมาะสมต่อภาคธุรกิจ และผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ยังมองเห็นถึงจุดอ่อนของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องระมัดระวังในช่วงต่อไปด้วย เรื่องแรกเป็นความเสี่ยงด้านเครดิต เพราะการแข่งขันที่เริ่มสูงขึ้นมาก ทำให้บางธนาคารผ่อนเงื่อนไขการให้สินเชื่อบางประเภทลง ขณะเดียวกัน หลายธนาคารตัดสินใจปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ต่อรายค่อนข้างมาก ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องวิเคราะห์สินเชื่ออย่างรอบคอบ
การใช้ เทคโนโลยีในการบริการธุรกรรมทางการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์ต้องมีระบบการจัดการ การรองรับปัญหา และการดูแลความปลอดภัยที่เหมาะสม และต่อเนื่อง
ความ เสี่ยงที่เกิดจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของตลาดทุน การมีสินค้าที่มีความซับซ้อน และซ่อนความเสี่ยงไม่รับรู้ไว้ เป็นอีกจุดอ่อนหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์ไทยต้องระวัง รวมทั้งยังเป็นความท้าทายของผู้กำกับ อย่าง ธปท.ด้วย ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ขออนุญาตก่อนที่จะลงทุนที่มีความเสี่ยงหรือซับซ้อน สูง ทำให้ธนาคารพาณิชย์แทบไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้
แต่ ในอนาคต กระแสทุนทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตลาดเงินตลาดทุนที่กว้างขึ้น ทำให้หลีกเลี่ยงได้ยาก ธปท.จึงต้องคิดถึงการอนุญาตการลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงการป้องกัน และการรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการลงทุนในตราสารเหล่านี้ไว้ด้วย
ใน ส่วนแนวทางการเปิดเสรีทางการเงิน และระบบสถาบันการเงินของประเทศนั้น ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ให้นิยามการเปิดใบอนุญาตการตั้งธนาคารพาณิชย์ใหม่ ไว้ว่า
"ถ้าการมีธนาคารพาณิชย์ใหม่แล้ว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างประโยชน์ใหม่ๆ ให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้ การปิดกั้นก็ไม่ควรทำ แต่ต้องชัดเจนว่ามีมูลค่าเพิ่มจริงๆ ขณะที่การเปิดเสรีทางการเงินก็เช่นกัน ต้องเปิดแบบให้เราได้ประโยชน์มากที่สุด และข้อเท็จจริงจากทั่วโลก ในโลกนี้ไม่มีประเทศใดเปิดเสรีอย่างแท้จริง โดยไม่มีเงื่อนไข"
โจทย์หนักหิน "ค่าเงินบาทแข็ง"
สำหรับ การแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ท่ามกลางการไหลเข้าของเงินทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชีย และประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหว
"ในขณะนี้ติดตามค่าเงินบาทอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งรวมถึงวิธีในการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.และมาตรการที่จะนำมาใช้ในการดูแลเงินบาทด้วย แต่เป็นเรื่องที่อ่อนไหวและเป็นโจทย์ที่ยากมาก ดังนั้น จะให้ตอบในขณะนี้อาจจะไม่เหมาะสม"
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ นายประสารมีความเห็นว่า ควรจะเปลี่ยนไปโดยพิจารณาเปรียบเทียบกับคู่แข่งมากกว่าที่จะเปรียบเทียบกับ ความต้องการซื้อสินค้าของผู้ค้าอย่างที่เป็นอยู่
เพราะในภาวะเช่นนี้ ค่าเงินแทบทุกสกุลที่เป็นคู่แข่งของไทยต่างแข็งขึ้นด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ แม้แต่กระทั่งจีน ดังนั้น แทนที่จะมองว่าค่าเงินแข็งแล้ว ยุโรปจะไม่ซื้อสินค้าเราเพราะราคาแพงขึ้น ทำให้ต้องลดราคาลงสู้ ควรจะมองเทียบกับคู่แข่งว่า ทุกคน ไม่ว่าไทย มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย อยากจะขายสินค้าในราคาไหนมากกว่า
เช่น เดิมขายสินค้าชนิดหนึ่งที่ 2 ยูโรต่อชิ้น เมื่อค่าเงินแข็งราคาขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.10 เหรียญฯต่อชิ้น ทำไมทุกคนต้องตัดราคาขายสินค้าที่ 2 เหรียญฯเหมือนเดิม แต่ควรจะมองในด้านคู่แข่งว่า ทุกคนอยากขายในราคาที่สูงกว่าเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจากค่าเงินที่แข็งขึ้น ดังนั้น การบริหารจัดการในช่วงที่ค่าเงินแข็งขึ้น จึงไม่ควรเป็นสาเหตุในการตัดราคาขายเพื่อแข่งขันกัน
ส่วนเรื่องที่เกี่ยวพันกับการใช้เงินเพื่อแทรกแซงค่าเงินบาท ผลกำไร-ขาดทุนของ ธปท. ซึ่งต่อเนื่องไปถึงการหาวิธีการชดใช้หนี้ในส่วนเงินต้นของกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงินที่มียอดคงค้างสูงถึง 1.32 ล้านล้านบาทนั้น
นายประสาร ยอมรับว่า ได้โจทย์นี้มาจากกระทรวงการคลังเช่นกัน และกำลังคิดหาแนวทางที่เหมาะสมและดีกับทุกฝ่ายอยู่ เพราะตามกฎหมาย หากมีกำไรให้ ธปท.ตัด 90% ไปใช้หนี้เงินต้นให้กับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ แต่ที่ผ่านมา หน้าที่ที่จะต้องดูแลแทรกแซงค่าเงินบาทและการดูดซับสภาพคล่องเงินบาท ทำให้ ธปท.ขาดทุนต่อเนื่องหลายปี และมีภาระขาดทุนสะสม ทำให้ส่งเงินกำไรเพื่อตัดหนี้เงินต้นไม่ได้
ทั้งหมดนี้ คือ การเตรียมความพร้อมที่จะรับโจทย์ยากและงานหนักของ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ในฐานะผู้ว่าการ ธปท.คนต่อไป
ที่มา: ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
ไข้เลือดออกวิกฤตอาทิตย์เดียวป่วยเพิ่ม7พันราย
รมว.สาธารณสุข เผยโรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดหนักเกือบทุกประเทศของกลุ่มอาเซียน หรือบริเวณเพื่อนบ้าน โดยในที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนที่ผ่านมา ได้หารือเพื่อเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกด้วย.....
เมื่อ วันที่ 6 ก.ย.2553 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า สถิติผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกตั้งแต่เดือนม.ค. 2553 – 2 ก.ย.2553 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมทั่วประเทศ 70,902 ราย เสียชีวิต 87ราย โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 7,374 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 10 ราย ที่ จ.นครศรีธรรมราช 5 ราย กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปัตตานี เชียงใหม่ และกำแพงเพชร จังหวัดละ 1 ราย ซึ่งอัตราผู้ป่วยสะสมเมื่อเทียบช่วงระยะเวลาเดียวกันระหว่างปี 2552 กับปี 2553 พบว่าปีนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 117.23 หรือประมาณกว่า 1 เท่าตัว
รม ว.สาธารณสุข กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้รายงานสถานการณ์โรคเป็นรายอำเภอ ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดและใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป พบ 10 อำเภอที่มีการแพร่ระบาดสูงสุด ได้แก่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก อ.มะขาม จ.จันทบุรี อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี อ.เมือง จ.กระบี่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก อ.สะเดา จ.สงขลา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช และอ.จะแนะ จ.นราธิวาส ได้สั่งการให้แต่ละอำเภอที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก หาสาเหตุของการระบาด รายงานให้ทราบภายในวันที่ 13 ก.ย.2553 ทั้งนี้ พบว่าโรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดหนักเกือบทุกประเทศของกลุ่มอาเซียน หรือบริเวณเพื่อนบ้าน โดยในที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนที่ผ่านมา ได้หารือเพื่อเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกด้วย
ด้าน นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัญหาการระบาดขณะนี้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้พาหะของโรคมีปริมาณมากขึ้นทั่วภูมิภาคนี้ จากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า เมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงสั้นขึ้น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณยุงมากขึ้น และยุงจะมีโอกาสติดเชื้อนำไปแพร่ได้ง่ายขึ้น
ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
===
ทำไมไม่สั่งให้"กำจัด"สาเหตุ/ต้นตอของยุงลายไปพร้อม ๆ กันเลยจะได้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ปัญญาดีหรือเปล่าอ่ะ
เมื่อ วันที่ 6 ก.ย.2553 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า สถิติผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกตั้งแต่เดือนม.ค. 2553 – 2 ก.ย.2553 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมทั่วประเทศ 70,902 ราย เสียชีวิต 87ราย โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 7,374 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 10 ราย ที่ จ.นครศรีธรรมราช 5 ราย กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปัตตานี เชียงใหม่ และกำแพงเพชร จังหวัดละ 1 ราย ซึ่งอัตราผู้ป่วยสะสมเมื่อเทียบช่วงระยะเวลาเดียวกันระหว่างปี 2552 กับปี 2553 พบว่าปีนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 117.23 หรือประมาณกว่า 1 เท่าตัว
รม ว.สาธารณสุข กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้รายงานสถานการณ์โรคเป็นรายอำเภอ ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดและใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป พบ 10 อำเภอที่มีการแพร่ระบาดสูงสุด ได้แก่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก อ.มะขาม จ.จันทบุรี อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี อ.เมือง จ.กระบี่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก อ.สะเดา จ.สงขลา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช และอ.จะแนะ จ.นราธิวาส ได้สั่งการให้แต่ละอำเภอที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก หาสาเหตุของการระบาด รายงานให้ทราบภายในวันที่ 13 ก.ย.2553 ทั้งนี้ พบว่าโรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดหนักเกือบทุกประเทศของกลุ่มอาเซียน หรือบริเวณเพื่อนบ้าน โดยในที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนที่ผ่านมา ได้หารือเพื่อเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกด้วย
ด้าน นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัญหาการระบาดขณะนี้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้พาหะของโรคมีปริมาณมากขึ้นทั่วภูมิภาคนี้ จากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า เมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงสั้นขึ้น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณยุงมากขึ้น และยุงจะมีโอกาสติดเชื้อนำไปแพร่ได้ง่ายขึ้น
ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
===
ทำไมไม่สั่งให้"กำจัด"สาเหตุ/ต้นตอของยุงลายไปพร้อม ๆ กันเลยจะได้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ปัญญาดีหรือเปล่าอ่ะ
ผู้ชาย มียีนกรรม อ่อนไหวกับโรคหัวใจ อัมพฤกษ์อัมพาต
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบในการศึกษาว่า ผู้ชายมีกรรมเป็นกำเนิด เกิดมามีหน่วยพันธุกรรมที่ทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นง่ายอยู่ในตัว
ยีนตัวนั้นมีชื่อเรียกว่า "1-ฮาโปลกรุป" ทำให้บุรุษเพศตกอยู่ในฐานะล่อแหลมกับโรคของหลอดเลือดหัวใจถึงร้อยละ 55 แต่นักวิจัยยังไม่อาจบอกได้ว่า มันกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่และมีไขมันสูงในเลือด ใครจะใหญ่กว่ากัน
นักวิจัยปีเตอร์ ไวสส์เบิร์ก กล่าวว่า หากว่ายีนเกี่ยวโยงกับปัจจัยเสี่ยงอย่างความดันโลหิตสูง ก็จะยิ่งทำให้การค้นพบครั้งนี้ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องด้วยจะสามารถรักษาอาการความดันเลือดสูงในผู้ชายได้เต็มไม้เต็มมือกัน ยิ่งขึ้น
ยีนตัวนี้มีอยู่แพร่หลายในยุโรปตอนเหนือ ทำให้สงสัยกันว่า อาจเป็นเหตุผลของการที่มีผู้ป่วยในอังกฤษมากกว่าคนตามชาติริมทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน
ที่มา: ทีมข่าววิทยาการ ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
ยีนตัวนั้นมีชื่อเรียกว่า "1-ฮาโปลกรุป" ทำให้บุรุษเพศตกอยู่ในฐานะล่อแหลมกับโรคของหลอดเลือดหัวใจถึงร้อยละ 55 แต่นักวิจัยยังไม่อาจบอกได้ว่า มันกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่และมีไขมันสูงในเลือด ใครจะใหญ่กว่ากัน
นักวิจัยปีเตอร์ ไวสส์เบิร์ก กล่าวว่า หากว่ายีนเกี่ยวโยงกับปัจจัยเสี่ยงอย่างความดันโลหิตสูง ก็จะยิ่งทำให้การค้นพบครั้งนี้ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เนื่องด้วยจะสามารถรักษาอาการความดันเลือดสูงในผู้ชายได้เต็มไม้เต็มมือกัน ยิ่งขึ้น
ยีนตัวนี้มีอยู่แพร่หลายในยุโรปตอนเหนือ ทำให้สงสัยกันว่า อาจเป็นเหตุผลของการที่มีผู้ป่วยในอังกฤษมากกว่าคนตามชาติริมทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน
ที่มา: ทีมข่าววิทยาการ ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
ควันหลง การลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรมศาสตร์
เรียนทุกท่านที่ผมส่งเมล์ผ่านมานี้
ก่อนอื่นกระผมขออภัยที่รบกวนเวลา แต่การสร้างวัฒนธรรมให้มุ่งสู่ความเป็นธรรม
ต้องใช้เวลารุ่นแล้วรุ่นเล่าถึงกระนั้นก็ยังสำเร็จยาก
เราได้เงินเดือนจากภาษีของประชาชน บุคคลที่ได้รับเกียรติสูงสุดในสังคมนี้กลับ ไม่ใช่คนทำงานเก่ง ไม่ใช่คนทำงานเป็น ไม่ใช่คนที่รู้ปัญหาและวิธีแก้ หากแต่เป็นคนที่จบการศึกษาสูงสุดเป็นดอกเตอร์ลูกมะพร้าว(อาหารหนอน,2551)
รู้อยู่แต่โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ใช้วิเคราะห์สังเคราะห์ในเนื้อในน้ำและจาว หามีน้อยท่านนักที่รอบรู้และมีประสบการณ์ในการปลูกมะพร้าวให้เป็นคุณแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ดีแต่คอยไหลลอยไปแช่เน่าข้าง ๆ รัฐสภาเพื่อเฝ้าหาโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโต ทั้งที่คุณสมบัติไม่มีเมื่อเทียบกับชาวสวนด้วยซ้ำแต่สังคมเห็นว่าท่านสูงส่งเหล่านั้นเป็นคนที่เรียนเก่งจบสูงซึ่งเหนือชาวบ้านธรรมดา ๆ ในสังคม สังคมจึงให้เกียรตืและเฝ้าแหงนมองให้ลูกหลานเอาเยี่ยงอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เริ่มเผยโฉมที่แท้จริงออกมา....โดยเฉพาะระดับบนซึ่งเป็นยอดสามเหลี่ยมมาสลอว์ที่ต้องนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายอัน
ดีงามให้สังคมอยู่รอดได้ให้ประเทศชาติยืนหยัดได้นานเท่าที่การเกิดขึ้นการตั้งอยู่และการดับไปจะเอื้ออำนวยให้ได้แค่ไหน
กระผมติดตามและจ้องดู"ผู้ใหญ่มาโดยตลอด...ผู้ใหญ่จริงก็มีผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กก็มีขอให้จบดอกเตอร์เป็นใช้ได้" ประชาชนศรัทธาเพราะการศึกษาท่านสูงสุด สังคมให้ความเคารพนับถือมากมายในเปลือกนอก แต่น้ำใจที่จะรักษาลูกหลานเป็นที่ปรึกษาให้นักศึกษาอย่างจริงจังสอนสั่งให้เขาช่วยรักษาบ้านเมืองสืบแทนต่อไปแทบจะหาน้อยมาก ซึ่งส่วนน้อยนี้พูดไปเสนอไปมีหรือ"พวกดอกเตอร์ลูกมะพร้าวเขาจะฟังเพราะเขาเก่งคับบ้านคับเมืองคับลูกมะพร้าวจะออกมาก็ไม่เป็นยังต้องอาศัยชาวบ้านผ่าออกถึงออกได้..แต่เนื้อก็ยังยึดติดอยู่ดี " อุปมาอุปมัยนี้เป็นเพียงอุทาหรณ์สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่เป็นอยู่เช่นนี้มีหรือสังคมเราจะป่วนหนักขนาดนี้ แล้วใครจะรับผิดชอบต่อไปถ้าไม่ใช่พวกเราต้องช่วยกันดึงเอาความจริงออกมาพูดกันไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี อาศัยดอกเตอร์พูดมีน้ำหนักกว่าแล้วพรรคพวกก็แห่ตามกัน ผู้มีปัญญาย่อมสืบค้นหาความจริง ตามหลักกามสูตร ด้วยการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงหลงจมกับทฤษฏีที่ท่านเหล่านั้นเฝ้าบูชาอยู่
ขออภัยอย่างยิ่งที่รบกวนเวลาทุกท่าน แต่ก็ยังคิดเสมอว่าน่าจะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่ทุกท่านคงมีส่วนร่วม
และต้องร่วมบนเส้นทางที่ถูกต้องด้วยศีลธรรมคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้นถึงจะก้าวเข้าสู่ความเป็นธรรมภิบาลได้
ด้วยความเคารพทุกท่านนับถืออย่าง
จากผู้ที่รอมะพร้าวคืนกลับเข้าครัวเข้าสวน(อยู่นอกครัวนอกสวนจะเกิดประโยชน์ได้อย่างไร)
ที่มา: forwarded mail ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
==ส่วนที่ 2==
ควันหลง การลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรมศาสตร์
โดย Public Intellectual
ไม่เคยมีการลงคะแนนสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองครั้ง ใดอีกแล้วในสายธารประวัติศาสตร์ 76 ปีของมหาวิทยาลัยแห่งปวงชนที่จะฉาวโฉ่เท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดวัน พุธที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา
เพราะเหตุใดจึงฉาวโฉ่พอกับการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัย
ประการแรก ก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งราว 1 สัปดาห์ มีใบปลิวโจมตีคู่แข่งในการสรรหาอย่างสกปรกที่สุด โดยวางไว้ทุกคณะอย่างโจ๋งครึ่มราวกับได้รับฉันทานุมัติจากผู้เป็นใหญ่ของคณะ คือ คณบดี
ผู้เขียนเองพอเห็นใบปลิว ก็ถึงกับผงะ เพราะนึกไม่ถึงว่าการเมืองในระดับครูบาอาจารย์ของปัญญาชนในรั้ว ของมหาวิทยาลัยอันดับแรกๆ ของประเทศจะเลียนแบบการเมืองระดับประเทศได้อย่างงดงามถึงเพียงนี้
ประการที่สอง ในวันเลือกตั้ง ก็มีปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การสรรหาอธิการบดีของ มธ.อันยาวนานมาถึง 76 ปี กล่าวคือ มีอาจารย์ท่านหนึ่งจากคณะศิลปศาสตร์ตัดสินใจฉีกบัตรลงคะแนนสรรหาออกเป็น เสี่ยงๆ เพื่อคัดค้านการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ การใช้ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูในการเลือกตั้งโดยไม่สนใจเสียงของประชาคมเลย ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าคะแนนเสียงจะออกมาเช่นไร ก็จะไปจบสมบูรณ์แบบที่สภา ซึ่งจะเป็นผู้ที่ชี้ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง
ประการที่สาม ในวันเลือกตั้ง มีบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันที่แฉให้เห็นการใช้อำนาจบาตร ใหญ่ของสภามหาวิทยาลัยซึ่งแทนที่จะมีหน้าที่ "กรอง" และคัดสรรบุคคลโดยอิงคะแนนเสียงส่วนมากการเลือกตั้งจากหน่วยงานภายใน มหาวิทยาลัยเป็นหลัก
ตรงกันข้าม สภาได้ทำหน้าที่ "กลับ" คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งนั้นเสีย เช่น วิทยาลัยนวัตกรรมของ มธ. ผู้อำนวยการคนใหม่ได้คะแนนเสียงเพียง 1 เสียง ขณะที่คู่แข่งขันอีกคนหนึ่งได้คะแนนถึง 84 เสียง
สถาบันประมวลผลและข้อมูล (สปข.) ได้ผู้อำนวยการคนใหม่ที่มีคะแนนเลือกตั้งจากลูกหม้อในหน่วยงานเพียง 1 เสียง ขณะที่อาจารย์อีกท่านหนึ่งได้ถึง 37 เสียง
และขณะที่ท่านอาจารย์ ผอ.คนใหม่แสดงวิสัยทัศน์ของ สปข. ลูกหม้อทั้งห้องประชุมตัดสินใจวอล์กเอ๊าต์ออกจากที่ประชุมทั้งหมด
ใช่แต่เท่านั้นคณบดีของคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน กับคณบดีของคณะศิลปศาสตร์ เมื่อ 3 ปีที่แล้วและล่าสุดนี้ก็หาใช่ผู้ที่ชนะทั้งสาย อาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษาไม่ หากเป็นคนที่ไม่ชนะแม้แต่สายเดียวของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
แล้วเช่นนี้ การลงคะแนนเสียงสรรหาจะมีความหมายอะไรนอกจากการผลาญงบประมาณแผ่นดินเพียง เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนและภาพลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย เท่านั้น
เพราะถึงที่สุดแล้ว ใครที่สามารถล็อบบี้สภาให้เห็นคล้อยมาทางตนเองได้ ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับการชูมือชนะโดยไม่สนใจไยดีต่อเสียงสวรรค์ของลูกหม้อ ของหน่วยงาน ของประชาคมในมหาวิทยาลัยเลย
จากข้อมูลที่ได้รับมาข้างต้นทั้งหมด ผู้เขียนจึงเลือกสุ่ม (Randomize) เข้าไปหาข้อมูลในวันลงคะแนนสรรหาอธิการบดีของคณะหนึ่งใน มธ.ศูนย์รังสิต ซึ่งถ้าพิจารณาจากสิทธิในการออกเสียงทั้งหมดจะพบว่า ในสายเจ้าหน้าที่มี 107 เสียง ในสายอาจารย์มี 172 เสียง ในสายอาจารย์ชาวต่างประเทศ 16 เสียง รวมความแล้วมีถึง 295 เสียงที่สามารถมาใช้สิทธิได้
แต่จากการนับคะแนนเสียงทั้งหมด ปรากฏว่า มีเพียง 100 คนเท่านั้นที่มาใช้สิทธิ ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากยอดรวมทั้งหมด
และที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านี้ก็คือมีจำนวนถึง 16% ของ 101 ท่านที่มาลงคะแนนและตัดสินใจทำบัตรลงคะแนนเสียงสรรหาให้เสียไป เท่ากับว่า เหลือบัตรที่สามารถใช้นับคะแนนได้เพียง 85 ใบเท่านั้น
เหตุผลที่ปรากฏบนบัตรเสียเหล่านั้นได้แก่
- ให้สภาเลือกเองไปเลย
- มาใช้สิทธิโดยไม่ประสงค์เลือกผู้ใดดำรงตำแหน่งอธิการบดี
- ตามใจสภาครับ
- เว้นว่าง ไม่เติมข้อความใดๆ
- ไม่ประสงค์จะเสนอชื่อ
- เว้นว่างที่ชื่อ นามสกุลทั้งของผู้ใช้สิทธิ และชื่อของอธิการบดี
เพียงเท่านี้จากการสุ่มตัวอย่างข้อมูลเพียง 1 คณะ ก็พอจะหยั่งท่าทีของประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองว่า พวกเขาเอือมระอากับระบบการบริหารระบบการเลือกตั้งในมหาวิทยาลัยเพียงไร
ผู้เขียนได้ไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกับศิษย์เก่า มธ.ท่านหนึ่งที่สำเร็จจากคณะนิติศาสตร์ รั้วเหลืองแดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ในวันหนึ่ง ท่านนั้นถึงกับเอ่ยหลังจากที่ได้วิสาสาปรมาญาติกับผู้เขียนบทความนี้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในรั้วของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ.2515-2519 อันเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในบ้านเมืองถึง 2 เหตุการณ์คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
ท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นถึงกับถอนใจ หน้าถอดสี และออกอาการปลงด้วยความเสียใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในรั้วแดงกำแพงเหลือง มหาวิทยาลัยที่เคยได้ชื่อว่า เป็นแม่แบบ เป็นผู้นำ เป็นตัวอย่างที่ดีงาม สูงส่งของการเมืองระดับประเทศในอดีตกาลนานโพ้น
ปัจจุบันนี้ ธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปมากในลักษณาการที่ว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็ยิ่งห่างไกลจากจิตวิญญาณธรรมศาสตร์และการเมืองที่มุ่งให้การศึกษาที่เป็น ธรรมมุ่งเป็นบ่อน้ำที่บำบัดความกระหายใคร่รู้ของราษฎรไทยทุกขณะ
เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลายรวมทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจงอย่าได้แปลกใจ ตกใจ เสียใจ ช็อคเมื่อเห็นกำลังทหารมาตั้งแคมป์ใน ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม ในปีนี้ ในช่วงที่มีม็อบสีแดงเต็มพื้นที่ราชดำเนิน
เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองวันนี้มิใช่มหาวิทยาลัยของปวง ชน มหาวิทยาลัยที่เป็นเสมือนหนึ่งหัวหอกการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนเฉกเช่นใน อดีตกาลเพียงไม่ถึง 4 ทศวรรษที่แล้วอีกต่อไปแล้ว
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในวันนี้เหลือเพียงแต่ชื่อเสียงอัน งดงามในอดีตกาลเท่านั้น แม้การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ม.ธรรมศาสตร์ยังหลุดจาก 500 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลกไปแล้ว
ฤๅมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองตาย...แล้วจากจิตวิญญาณดั้งเดิม ที่ท่านผู้ประศาสน์การ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้อุตสาหะลงทุนลงแรงปลูกสร้างขึ้นไว้ให้เป็นสาธารณประโยชน์ต่อบ้านเมืองไทย เพียงเพราะผู้บริหารบางคนฝักใฝ่แสวงหาอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนจาก ผู้ทรงเกียรติภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ได้รับเทียบเชิญให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ในสภาอันทรงเกียรติเพื่อสืบทอดระบอบอุปถัมภ์ให้ยั่งยืนยาวนานตราบกัลปาวสาน
อนิจจา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองของประชามหาชนคนไทย เจ้าก็หนีไม่พ้นกฎธรรมชาติแห่งพระพุทธศาสนาที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
สโลแกนต่อไปนี้ก็จะเป็นสโลแกนดาดๆ ที่ไร้ความหมายใดๆ ในเชิงวาทกรรมอีกแล้ว อาทิ
"หากขาดโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม"
"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"
ที่มา: ข่าวการศึกษา มติชนออนไลน์ วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2553
====
:: กรรมการสภามหาวิทบาลับธรรมศาสตร์ เหม็นฉาวโฉ่ว ไม่เคยรับผิดชอบต่อความฉิบหายที่ได้ทำไว้ในการเลือกผู้บริหารแต่ละหน่วยงาน มีแต่การเล่นเส้นเล่นสาย ที่เขียนไว้ในหัวข้อ"ควันหลง" ไม่ผิืดเลย แม้แต่นายกสภาฯ ก็ไม่ได้วางตัวเป็นกลางอย่างสมบูรณ์แบบ แต่คอยเลียแข้งขาผู้บริหาร กลัีวจะไม่ได้อยู่วาระสี่วาระห้าหรือไงอ่ะ
===
มธ.โต้ดุสรรหาอธิการบดีไม่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ซัดPublic Intellectualมั่วให้ร้าย จิตใจคับแคบ
มธ.โต้ดุสรรหาอธิการบดีไม่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ซัดPublic Intellectual มั่วให้ร้าย จิตใจคับแคบ
รองศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ท่าพระจันทร์ปฏิบัติราชการแทอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)ทำหนังสือ ชี้แจง"มติชน"กรณีที่มีผู้ใช้นามแฝงว่า “Public Intellectual”เขียนบทความเรื่อง“ควันหลงการลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรม ศาสตร์”ลงในหนังสือมติชนรายวัน วันที่ 2 กันยายน 2553 วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสรรหาอธิการบดี มธ.ว่า ไม่เป็นโปร่งใสและสภามหาวิทยาลัยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จว่า เป็น การแสดงข้อเขียนในลักษณะเหมารวมให้ร้ายสภามหาวิทยาลัย ดูแคลนความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หลายท่านที่คนธรรมศาสตร์เคารพนับถือ มีจิตใจคับแคบ ไม่สมกับการเป็นคนธรรมศาสตร์เป็นอย่างยิ่งโดยมีรายละเอียดดังนี้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตรวจสอบข้อความตามที่ผู้เขียนกล่าวถึงแล้ว เห็นว่าการให้ข้อมูลและความเห็นในข้อเขียนดังกล่าว อาจทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดในกระบวนการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จึงใคร่ขอให้ข้อมูลบางประการเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้
1.ในการได้มาซึ่งผู้บริหารระดับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้เป็นเรื่องของการ “สรรหา” ไม่ใช่การ “เลือกตั้ง” และในขั้นตอนการสรรหาที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดไว้นั้นจะมีหลายขั้นตอน ซึ่งการเสนอชื่อผู้เหมาะสมของประชาคมเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องดำเนินการพิจารณากลั่นกรอง เพื่อให้ได้ผู้เหมาะสมเสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณา
อย่างไรก็ดี การกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยจัดให้บุคคลในสังกัดหย่อนบัตรเสนอชื่อเพื่อรวบรวมความคิดเห็น เสนอต่อคณะกรรมการสรรหา ก่อนที่จะมีการลงความเห็นว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อคนใดมีความเหมาะสมอาจ เป็นเหตุให้ผู้เขียนบทความดังกล่าวแสดงทัศนะด้วยความเข้าใจผิด โดยคิดไปว่าการได้มาซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นการเมืองในระบบเลือกตั้ง และคะแนนนิยมของคนในประชาคมเท่านั้นที่ชี้ขาดผู้ที่เหมาะสม
ในขณะที่สภามหาวิทยาลัยได้พยายามทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยว ข้องตลอดมาว่า ผลการเสนอชื่อบุคคลเป็นตัวชี้วัดความเหมาะสมประการหนึ่ง คณะกรรมการสรรหาและสภามหาวิทยาลัยยังต้องพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสม ประการอื่นของผู้ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วย
2.การกลั่นกรองบุคคลที่เหมาะสมจะได้รับการ แต่งตั้งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้น มิได้ดำเนินการด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของสภามหาวิทยาลัยเพียงองค์กรเดียวดังที่ ข้อเขียนดังกล่าวพยายามทำให้เข้าใจไปเช่นนั้น หากแต่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากคณะกรรมการสรรหาที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง จากบุคคลฝ่ายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาที่ผ่านการเลือกตั้งของประชาคมนั้นเอง
คณะกรรมการสรรหาจึงเป็นผู้ที่จะต้องพิจารณากลั่นกรองและลงความเห็น ชั้นต้นในทุกด้าน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการเป็นที่ยอมรับของประชาคมจากผลการเสนอชื่อ ตลอดจนความรู้ความสามารถ และความเหมาะสมในด้านอื่น ๆ ที่ผู้รับการเสนอชื่อให้ข้อมูลหรือแสดงวิสัยทัศน์ให้ปรากฏต่อคณะกรรมการ สรรหา ซึ่งในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาไม่อาจตัดสินใจว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใดเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเพียงคนเดียว จึงจะเสนอรายงานพร้อมรายชื่อบุคคลที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาเสนอให้สภา มหาวิทยาลัยพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง และไม่ว่า คณะกรรมการสรรหาจะเสนอรายชื่อผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเพียงชื่อเดียว หรือมากกว่า สภามหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก มหาวิทยาลัย ผู้แทนผู้บริหาร ผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนข้าราชการ รวมทั้งประธานสภาอาจารย์ รวมทั้งสิ้น 34 คน จะทำหน้าที่รับฟังรายงานของคณะกรรมการสรรหาและตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎ ระเบียบ และความเหมาะสมด้านอื่นๆ
ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งบุคคลใด บุคคลนั้นจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งหมด เว้นแต่ไม่อาจมีเสียงข้างมากเช่นนั้นได้ ผู้ได้รับคะแนนเสียงข้างมากในผู้เหมาะสมสองลำดับแรกในการลงคะแนนรอบสองจะ เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง
3.ในส่วนที่ข้อเขียนดังกล่าวให้ข้อมูลว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยมีมติแต่งตั้งผู้ได้รับคะแนนเสียงเพียง 1 เสียงจากผู้เสนอชื่อ ในการสรรหาผู้บริหารวิทยาลัยนวัตกรรม และผู้บริหารสถาบันประมวลข้อมูลเพื่อการศึกษาและการพัฒนา หรือแต่งตั้งคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และคณบดีคณะศิลปศาสตร์ จากผู้ที่ไม่ได้รับคะแนนเสนอชื่อมากที่สุดในสายอาจารย์ สายข้าราชการ หรือสายนักศึกษา โดยไม่ให้ความสำคัญกับการเสนอชื่อของประชาคมในมหาวิทยาลัยนั้น
มหาวิทยาลัยเห็นว่า ข้อเขียนดังกล่าวให้ข้อมูลเพียงบางส่วนที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่าการให้บุคคลในประชาคมเสนอชื่อนั้นเป็นเพียง ขั้นตอนหนึ่งในอีกหลายขั้นตอนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ ข้อมูลรายละเอียดที่ครบถ้วนรอบด้านเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยพิจารณาในขั้นสุด ท้าย
อนึ่ง มีข้อพิจารณาว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในแต่ละชุดซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปีได้ทำหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยตามรายงานผลการพิจารณา กลั่นกรองของคณะกรรมการสรรหาตามระเบียบข้อบังคับตามปกติ ในหลายกรณีสอดคล้องกับการเสนอชื่อในกระบวนการสรรหาครั้งนั้นๆ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มิได้มีปัญหาข้อโต้แย้งอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยตระหนักดีว่า การบริหารมหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับระบบงานราชการตามสายบังคับบัญชาที่ผู้ บริหารต้องผูกพันรับผิดชอบต่อแผนงานและเป้าหมายที่ตนนำเสนอ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงระบบธรรมาภิบาลในองค์กรเพื่อสร้างความร่วมมือในการทำ งานร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับบุคลากร นักศึกษาในประชาคม รวมถึงศิษย์เก่า
ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงเป็นภารกิจที่ สภามหาวิทยาลัยให้ความสำคัญทั้งในเรื่องความถูกต้องชอบธรรมตามหลักกฎหมายและ ความเหมาะสมตามสภาพความเป็นจริงในแต่ละกรณี
การแสดงข้อเขียนในลักษณะเหมารวมให้ร้ายสภา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า มีการล็อบบี้ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยคล้อยตามความเห็นที่ขัดแย้งกับเสียง ของประชาคมได้จึงเป็นการกล่าวหาที่ดูแคลนความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หลายท่าน ที่คนธรรมศาสตร์เคารพนับถือ และหากผู้เขียนเป็นบุคลากรในประชาคมธรรมศาสตร์ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะจัดอยู่ในพวกที่มีจิตใจคับแคบ ไม่สมกับการเป็นคนธรรมศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ชื่อว่าเป็นดินแดน แห่งเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างย่อมเป็นเรื่องปกติ หากการวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความจริง คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม โดยไม่มีประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะองค์กรบริการสาธารณะของรัฐ ถือเป็นหน้าที่ที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อแสวงหาแนวทางในการพัฒนางานของมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2553
ก่อนอื่นกระผมขออภัยที่รบกวนเวลา แต่การสร้างวัฒนธรรมให้มุ่งสู่ความเป็นธรรม
ต้องใช้เวลารุ่นแล้วรุ่นเล่าถึงกระนั้นก็ยังสำเร็จยาก
เราได้เงินเดือนจากภาษีของประชาชน บุคคลที่ได้รับเกียรติสูงสุดในสังคมนี้กลับ ไม่ใช่คนทำงานเก่ง ไม่ใช่คนทำงานเป็น ไม่ใช่คนที่รู้ปัญหาและวิธีแก้ หากแต่เป็นคนที่จบการศึกษาสูงสุดเป็นดอกเตอร์ลูกมะพร้าว(อาหารหนอน,2551)
รู้อยู่แต่โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ใช้วิเคราะห์สังเคราะห์ในเนื้อในน้ำและจาว หามีน้อยท่านนักที่รอบรู้และมีประสบการณ์ในการปลูกมะพร้าวให้เป็นคุณแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ดีแต่คอยไหลลอยไปแช่เน่าข้าง ๆ รัฐสภาเพื่อเฝ้าหาโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโต ทั้งที่คุณสมบัติไม่มีเมื่อเทียบกับชาวสวนด้วยซ้ำแต่สังคมเห็นว่าท่านสูงส่งเหล่านั้นเป็นคนที่เรียนเก่งจบสูงซึ่งเหนือชาวบ้านธรรมดา ๆ ในสังคม สังคมจึงให้เกียรตืและเฝ้าแหงนมองให้ลูกหลานเอาเยี่ยงอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เริ่มเผยโฉมที่แท้จริงออกมา....โดยเฉพาะระดับบนซึ่งเป็นยอดสามเหลี่ยมมาสลอว์ที่ต้องนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายอัน
ดีงามให้สังคมอยู่รอดได้ให้ประเทศชาติยืนหยัดได้นานเท่าที่การเกิดขึ้นการตั้งอยู่และการดับไปจะเอื้ออำนวยให้ได้แค่ไหน
กระผมติดตามและจ้องดู"ผู้ใหญ่มาโดยตลอด...ผู้ใหญ่จริงก็มีผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กก็มีขอให้จบดอกเตอร์เป็นใช้ได้" ประชาชนศรัทธาเพราะการศึกษาท่านสูงสุด สังคมให้ความเคารพนับถือมากมายในเปลือกนอก แต่น้ำใจที่จะรักษาลูกหลานเป็นที่ปรึกษาให้นักศึกษาอย่างจริงจังสอนสั่งให้เขาช่วยรักษาบ้านเมืองสืบแทนต่อไปแทบจะหาน้อยมาก ซึ่งส่วนน้อยนี้พูดไปเสนอไปมีหรือ"พวกดอกเตอร์ลูกมะพร้าวเขาจะฟังเพราะเขาเก่งคับบ้านคับเมืองคับลูกมะพร้าวจะออกมาก็ไม่เป็นยังต้องอาศัยชาวบ้านผ่าออกถึงออกได้..แต่เนื้อก็ยังยึดติดอยู่ดี " อุปมาอุปมัยนี้เป็นเพียงอุทาหรณ์สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่เป็นอยู่เช่นนี้มีหรือสังคมเราจะป่วนหนักขนาดนี้ แล้วใครจะรับผิดชอบต่อไปถ้าไม่ใช่พวกเราต้องช่วยกันดึงเอาความจริงออกมาพูดกันไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี อาศัยดอกเตอร์พูดมีน้ำหนักกว่าแล้วพรรคพวกก็แห่ตามกัน ผู้มีปัญญาย่อมสืบค้นหาความจริง ตามหลักกามสูตร ด้วยการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงหลงจมกับทฤษฏีที่ท่านเหล่านั้นเฝ้าบูชาอยู่
ขออภัยอย่างยิ่งที่รบกวนเวลาทุกท่าน แต่ก็ยังคิดเสมอว่าน่าจะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่ทุกท่านคงมีส่วนร่วม
และต้องร่วมบนเส้นทางที่ถูกต้องด้วยศีลธรรมคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้นถึงจะก้าวเข้าสู่ความเป็นธรรมภิบาลได้
ด้วยความเคารพทุกท่านนับถืออย่าง
จากผู้ที่รอมะพร้าวคืนกลับเข้าครัวเข้าสวน(อยู่นอกครัวนอกสวนจะเกิดประโยชน์ได้อย่างไร)
ที่มา: forwarded mail ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
==ส่วนที่ 2==
ควันหลง การลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรมศาสตร์
โดย Public Intellectual
ไม่เคยมีการลงคะแนนสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองครั้ง ใดอีกแล้วในสายธารประวัติศาสตร์ 76 ปีของมหาวิทยาลัยแห่งปวงชนที่จะฉาวโฉ่เท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดวัน พุธที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา
เพราะเหตุใดจึงฉาวโฉ่พอกับการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัย
ประการแรก ก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งราว 1 สัปดาห์ มีใบปลิวโจมตีคู่แข่งในการสรรหาอย่างสกปรกที่สุด โดยวางไว้ทุกคณะอย่างโจ๋งครึ่มราวกับได้รับฉันทานุมัติจากผู้เป็นใหญ่ของคณะ คือ คณบดี
ผู้เขียนเองพอเห็นใบปลิว ก็ถึงกับผงะ เพราะนึกไม่ถึงว่าการเมืองในระดับครูบาอาจารย์ของปัญญาชนในรั้ว ของมหาวิทยาลัยอันดับแรกๆ ของประเทศจะเลียนแบบการเมืองระดับประเทศได้อย่างงดงามถึงเพียงนี้
ประการที่สอง ในวันเลือกตั้ง ก็มีปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การสรรหาอธิการบดีของ มธ.อันยาวนานมาถึง 76 ปี กล่าวคือ มีอาจารย์ท่านหนึ่งจากคณะศิลปศาสตร์ตัดสินใจฉีกบัตรลงคะแนนสรรหาออกเป็น เสี่ยงๆ เพื่อคัดค้านการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ การใช้ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูในการเลือกตั้งโดยไม่สนใจเสียงของประชาคมเลย ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าคะแนนเสียงจะออกมาเช่นไร ก็จะไปจบสมบูรณ์แบบที่สภา ซึ่งจะเป็นผู้ที่ชี้ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง
ประการที่สาม ในวันเลือกตั้ง มีบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันที่แฉให้เห็นการใช้อำนาจบาตร ใหญ่ของสภามหาวิทยาลัยซึ่งแทนที่จะมีหน้าที่ "กรอง" และคัดสรรบุคคลโดยอิงคะแนนเสียงส่วนมากการเลือกตั้งจากหน่วยงานภายใน มหาวิทยาลัยเป็นหลัก
ตรงกันข้าม สภาได้ทำหน้าที่ "กลับ" คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งนั้นเสีย เช่น วิทยาลัยนวัตกรรมของ มธ. ผู้อำนวยการคนใหม่ได้คะแนนเสียงเพียง 1 เสียง ขณะที่คู่แข่งขันอีกคนหนึ่งได้คะแนนถึง 84 เสียง
สถาบันประมวลผลและข้อมูล (สปข.) ได้ผู้อำนวยการคนใหม่ที่มีคะแนนเลือกตั้งจากลูกหม้อในหน่วยงานเพียง 1 เสียง ขณะที่อาจารย์อีกท่านหนึ่งได้ถึง 37 เสียง
และขณะที่ท่านอาจารย์ ผอ.คนใหม่แสดงวิสัยทัศน์ของ สปข. ลูกหม้อทั้งห้องประชุมตัดสินใจวอล์กเอ๊าต์ออกจากที่ประชุมทั้งหมด
ใช่แต่เท่านั้นคณบดีของคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน กับคณบดีของคณะศิลปศาสตร์ เมื่อ 3 ปีที่แล้วและล่าสุดนี้ก็หาใช่ผู้ที่ชนะทั้งสาย อาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษาไม่ หากเป็นคนที่ไม่ชนะแม้แต่สายเดียวของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
แล้วเช่นนี้ การลงคะแนนเสียงสรรหาจะมีความหมายอะไรนอกจากการผลาญงบประมาณแผ่นดินเพียง เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนและภาพลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย เท่านั้น
เพราะถึงที่สุดแล้ว ใครที่สามารถล็อบบี้สภาให้เห็นคล้อยมาทางตนเองได้ ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับการชูมือชนะโดยไม่สนใจไยดีต่อเสียงสวรรค์ของลูกหม้อ ของหน่วยงาน ของประชาคมในมหาวิทยาลัยเลย
จากข้อมูลที่ได้รับมาข้างต้นทั้งหมด ผู้เขียนจึงเลือกสุ่ม (Randomize) เข้าไปหาข้อมูลในวันลงคะแนนสรรหาอธิการบดีของคณะหนึ่งใน มธ.ศูนย์รังสิต ซึ่งถ้าพิจารณาจากสิทธิในการออกเสียงทั้งหมดจะพบว่า ในสายเจ้าหน้าที่มี 107 เสียง ในสายอาจารย์มี 172 เสียง ในสายอาจารย์ชาวต่างประเทศ 16 เสียง รวมความแล้วมีถึง 295 เสียงที่สามารถมาใช้สิทธิได้
แต่จากการนับคะแนนเสียงทั้งหมด ปรากฏว่า มีเพียง 100 คนเท่านั้นที่มาใช้สิทธิ ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากยอดรวมทั้งหมด
และที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านี้ก็คือมีจำนวนถึง 16% ของ 101 ท่านที่มาลงคะแนนและตัดสินใจทำบัตรลงคะแนนเสียงสรรหาให้เสียไป เท่ากับว่า เหลือบัตรที่สามารถใช้นับคะแนนได้เพียง 85 ใบเท่านั้น
เหตุผลที่ปรากฏบนบัตรเสียเหล่านั้นได้แก่
- ให้สภาเลือกเองไปเลย
- มาใช้สิทธิโดยไม่ประสงค์เลือกผู้ใดดำรงตำแหน่งอธิการบดี
- ตามใจสภาครับ
- เว้นว่าง ไม่เติมข้อความใดๆ
- ไม่ประสงค์จะเสนอชื่อ
- เว้นว่างที่ชื่อ นามสกุลทั้งของผู้ใช้สิทธิ และชื่อของอธิการบดี
เพียงเท่านี้จากการสุ่มตัวอย่างข้อมูลเพียง 1 คณะ ก็พอจะหยั่งท่าทีของประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองว่า พวกเขาเอือมระอากับระบบการบริหารระบบการเลือกตั้งในมหาวิทยาลัยเพียงไร
ผู้เขียนได้ไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกับศิษย์เก่า มธ.ท่านหนึ่งที่สำเร็จจากคณะนิติศาสตร์ รั้วเหลืองแดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ในวันหนึ่ง ท่านนั้นถึงกับเอ่ยหลังจากที่ได้วิสาสาปรมาญาติกับผู้เขียนบทความนี้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในรั้วของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ.2515-2519 อันเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในบ้านเมืองถึง 2 เหตุการณ์คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
ท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นถึงกับถอนใจ หน้าถอดสี และออกอาการปลงด้วยความเสียใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในรั้วแดงกำแพงเหลือง มหาวิทยาลัยที่เคยได้ชื่อว่า เป็นแม่แบบ เป็นผู้นำ เป็นตัวอย่างที่ดีงาม สูงส่งของการเมืองระดับประเทศในอดีตกาลนานโพ้น
ปัจจุบันนี้ ธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปมากในลักษณาการที่ว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็ยิ่งห่างไกลจากจิตวิญญาณธรรมศาสตร์และการเมืองที่มุ่งให้การศึกษาที่เป็น ธรรมมุ่งเป็นบ่อน้ำที่บำบัดความกระหายใคร่รู้ของราษฎรไทยทุกขณะ
เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลายรวมทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจงอย่าได้แปลกใจ ตกใจ เสียใจ ช็อคเมื่อเห็นกำลังทหารมาตั้งแคมป์ใน ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม ในปีนี้ ในช่วงที่มีม็อบสีแดงเต็มพื้นที่ราชดำเนิน
เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองวันนี้มิใช่มหาวิทยาลัยของปวง ชน มหาวิทยาลัยที่เป็นเสมือนหนึ่งหัวหอกการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนเฉกเช่นใน อดีตกาลเพียงไม่ถึง 4 ทศวรรษที่แล้วอีกต่อไปแล้ว
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในวันนี้เหลือเพียงแต่ชื่อเสียงอัน งดงามในอดีตกาลเท่านั้น แม้การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ม.ธรรมศาสตร์ยังหลุดจาก 500 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลกไปแล้ว
ฤๅมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองตาย...แล้วจากจิตวิญญาณดั้งเดิม ที่ท่านผู้ประศาสน์การ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้อุตสาหะลงทุนลงแรงปลูกสร้างขึ้นไว้ให้เป็นสาธารณประโยชน์ต่อบ้านเมืองไทย เพียงเพราะผู้บริหารบางคนฝักใฝ่แสวงหาอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนจาก ผู้ทรงเกียรติภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ได้รับเทียบเชิญให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ในสภาอันทรงเกียรติเพื่อสืบทอดระบอบอุปถัมภ์ให้ยั่งยืนยาวนานตราบกัลปาวสาน
อนิจจา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองของประชามหาชนคนไทย เจ้าก็หนีไม่พ้นกฎธรรมชาติแห่งพระพุทธศาสนาที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
สโลแกนต่อไปนี้ก็จะเป็นสโลแกนดาดๆ ที่ไร้ความหมายใดๆ ในเชิงวาทกรรมอีกแล้ว อาทิ
"หากขาดโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม"
"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"
ที่มา: ข่าวการศึกษา มติชนออนไลน์ วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2553
====
:: กรรมการสภามหาวิทบาลับธรรมศาสตร์ เหม็นฉาวโฉ่ว ไม่เคยรับผิดชอบต่อความฉิบหายที่ได้ทำไว้ในการเลือกผู้บริหารแต่ละหน่วยงาน มีแต่การเล่นเส้นเล่นสาย ที่เขียนไว้ในหัวข้อ"ควันหลง" ไม่ผิืดเลย แม้แต่นายกสภาฯ ก็ไม่ได้วางตัวเป็นกลางอย่างสมบูรณ์แบบ แต่คอยเลียแข้งขาผู้บริหาร กลัีวจะไม่ได้อยู่วาระสี่วาระห้าหรือไงอ่ะ
===
มธ.โต้ดุสรรหาอธิการบดีไม่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ซัดPublic Intellectualมั่วให้ร้าย จิตใจคับแคบ
มธ.โต้ดุสรรหาอธิการบดีไม่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ซัดPublic Intellectual มั่วให้ร้าย จิตใจคับแคบ
รองศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ท่าพระจันทร์ปฏิบัติราชการแทอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)ทำหนังสือ ชี้แจง"มติชน"กรณีที่มีผู้ใช้นามแฝงว่า “Public Intellectual”เขียนบทความเรื่อง“ควันหลงการลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรม ศาสตร์”ลงในหนังสือมติชนรายวัน วันที่ 2 กันยายน 2553 วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสรรหาอธิการบดี มธ.ว่า ไม่เป็นโปร่งใสและสภามหาวิทยาลัยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จว่า เป็น การแสดงข้อเขียนในลักษณะเหมารวมให้ร้ายสภามหาวิทยาลัย ดูแคลนความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หลายท่านที่คนธรรมศาสตร์เคารพนับถือ มีจิตใจคับแคบ ไม่สมกับการเป็นคนธรรมศาสตร์เป็นอย่างยิ่งโดยมีรายละเอียดดังนี้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตรวจสอบข้อความตามที่ผู้เขียนกล่าวถึงแล้ว เห็นว่าการให้ข้อมูลและความเห็นในข้อเขียนดังกล่าว อาจทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดในกระบวนการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จึงใคร่ขอให้ข้อมูลบางประการเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้
1.ในการได้มาซึ่งผู้บริหารระดับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้เป็นเรื่องของการ “สรรหา” ไม่ใช่การ “เลือกตั้ง” และในขั้นตอนการสรรหาที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดไว้นั้นจะมีหลายขั้นตอน ซึ่งการเสนอชื่อผู้เหมาะสมของประชาคมเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องดำเนินการพิจารณากลั่นกรอง เพื่อให้ได้ผู้เหมาะสมเสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณา
อย่างไรก็ดี การกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยจัดให้บุคคลในสังกัดหย่อนบัตรเสนอชื่อเพื่อรวบรวมความคิดเห็น เสนอต่อคณะกรรมการสรรหา ก่อนที่จะมีการลงความเห็นว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อคนใดมีความเหมาะสมอาจ เป็นเหตุให้ผู้เขียนบทความดังกล่าวแสดงทัศนะด้วยความเข้าใจผิด โดยคิดไปว่าการได้มาซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นการเมืองในระบบเลือกตั้ง และคะแนนนิยมของคนในประชาคมเท่านั้นที่ชี้ขาดผู้ที่เหมาะสม
ในขณะที่สภามหาวิทยาลัยได้พยายามทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยว ข้องตลอดมาว่า ผลการเสนอชื่อบุคคลเป็นตัวชี้วัดความเหมาะสมประการหนึ่ง คณะกรรมการสรรหาและสภามหาวิทยาลัยยังต้องพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสม ประการอื่นของผู้ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วย
2.การกลั่นกรองบุคคลที่เหมาะสมจะได้รับการ แต่งตั้งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้น มิได้ดำเนินการด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของสภามหาวิทยาลัยเพียงองค์กรเดียวดังที่ ข้อเขียนดังกล่าวพยายามทำให้เข้าใจไปเช่นนั้น หากแต่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากคณะกรรมการสรรหาที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง จากบุคคลฝ่ายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาที่ผ่านการเลือกตั้งของประชาคมนั้นเอง
คณะกรรมการสรรหาจึงเป็นผู้ที่จะต้องพิจารณากลั่นกรองและลงความเห็น ชั้นต้นในทุกด้าน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการเป็นที่ยอมรับของประชาคมจากผลการเสนอชื่อ ตลอดจนความรู้ความสามารถ และความเหมาะสมในด้านอื่น ๆ ที่ผู้รับการเสนอชื่อให้ข้อมูลหรือแสดงวิสัยทัศน์ให้ปรากฏต่อคณะกรรมการ สรรหา ซึ่งในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาไม่อาจตัดสินใจว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใดเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเพียงคนเดียว จึงจะเสนอรายงานพร้อมรายชื่อบุคคลที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาเสนอให้สภา มหาวิทยาลัยพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง และไม่ว่า คณะกรรมการสรรหาจะเสนอรายชื่อผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเพียงชื่อเดียว หรือมากกว่า สภามหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก มหาวิทยาลัย ผู้แทนผู้บริหาร ผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนข้าราชการ รวมทั้งประธานสภาอาจารย์ รวมทั้งสิ้น 34 คน จะทำหน้าที่รับฟังรายงานของคณะกรรมการสรรหาและตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎ ระเบียบ และความเหมาะสมด้านอื่นๆ
ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งบุคคลใด บุคคลนั้นจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งหมด เว้นแต่ไม่อาจมีเสียงข้างมากเช่นนั้นได้ ผู้ได้รับคะแนนเสียงข้างมากในผู้เหมาะสมสองลำดับแรกในการลงคะแนนรอบสองจะ เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง
3.ในส่วนที่ข้อเขียนดังกล่าวให้ข้อมูลว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยมีมติแต่งตั้งผู้ได้รับคะแนนเสียงเพียง 1 เสียงจากผู้เสนอชื่อ ในการสรรหาผู้บริหารวิทยาลัยนวัตกรรม และผู้บริหารสถาบันประมวลข้อมูลเพื่อการศึกษาและการพัฒนา หรือแต่งตั้งคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และคณบดีคณะศิลปศาสตร์ จากผู้ที่ไม่ได้รับคะแนนเสนอชื่อมากที่สุดในสายอาจารย์ สายข้าราชการ หรือสายนักศึกษา โดยไม่ให้ความสำคัญกับการเสนอชื่อของประชาคมในมหาวิทยาลัยนั้น
มหาวิทยาลัยเห็นว่า ข้อเขียนดังกล่าวให้ข้อมูลเพียงบางส่วนที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่าการให้บุคคลในประชาคมเสนอชื่อนั้นเป็นเพียง ขั้นตอนหนึ่งในอีกหลายขั้นตอนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ ข้อมูลรายละเอียดที่ครบถ้วนรอบด้านเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยพิจารณาในขั้นสุด ท้าย
อนึ่ง มีข้อพิจารณาว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในแต่ละชุดซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปีได้ทำหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยตามรายงานผลการพิจารณา กลั่นกรองของคณะกรรมการสรรหาตามระเบียบข้อบังคับตามปกติ ในหลายกรณีสอดคล้องกับการเสนอชื่อในกระบวนการสรรหาครั้งนั้นๆ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มิได้มีปัญหาข้อโต้แย้งอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยตระหนักดีว่า การบริหารมหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับระบบงานราชการตามสายบังคับบัญชาที่ผู้ บริหารต้องผูกพันรับผิดชอบต่อแผนงานและเป้าหมายที่ตนนำเสนอ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงระบบธรรมาภิบาลในองค์กรเพื่อสร้างความร่วมมือในการทำ งานร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับบุคลากร นักศึกษาในประชาคม รวมถึงศิษย์เก่า
ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงเป็นภารกิจที่ สภามหาวิทยาลัยให้ความสำคัญทั้งในเรื่องความถูกต้องชอบธรรมตามหลักกฎหมายและ ความเหมาะสมตามสภาพความเป็นจริงในแต่ละกรณี
การแสดงข้อเขียนในลักษณะเหมารวมให้ร้ายสภา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า มีการล็อบบี้ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยคล้อยตามความเห็นที่ขัดแย้งกับเสียง ของประชาคมได้จึงเป็นการกล่าวหาที่ดูแคลนความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หลายท่าน ที่คนธรรมศาสตร์เคารพนับถือ และหากผู้เขียนเป็นบุคลากรในประชาคมธรรมศาสตร์ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะจัดอยู่ในพวกที่มีจิตใจคับแคบ ไม่สมกับการเป็นคนธรรมศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ชื่อว่าเป็นดินแดน แห่งเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างย่อมเป็นเรื่องปกติ หากการวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความจริง คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม โดยไม่มีประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะองค์กรบริการสาธารณะของรัฐ ถือเป็นหน้าที่ที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อแสวงหาแนวทางในการพัฒนางานของมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2553
Friday, September 3, 2010
คู่สมรสซื้อทรัพย์สิน
การที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสด้วยกัน แต่ทั้งดิฉันและสามีต่างทำงานและมีรายได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เราจึงแยกเงินกันคนละกระเป๋า ดิฉันอยากทราบว่าในทางกฎหมายทรัพย์สินที่ซื้อหามานั้นแยกกันด้วยหรือไม่
1.การที่ดิฉันรับราชการและขอจดทะเบียนจำนองกับธนาคารเพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดินโดยยอมให้ธนาคารหักจากเงินเดือนของดิฉันทั้งหมด
2.ถ้าดิฉันกู้เงินสหกรณ์ของที่ทำงานของดิฉัน โดยนำเงินสดมาชำระค่าซื้อรถเก๋ง ใช้ส่วนตัว ซึ่งปัจจุบันยังคงผ่อนชำระเงินกู้สหกรณ์อยู่
===ตอบ
ในทางกฎหมาย เงินเดือน เงินบำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด ค่าชดเชยในการออกจากการงานหรือการเลิกจ้าง หรือผลประโยชน์ตอบ แทนจากการเกษียณอายุการทำงาน ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส มิใช่เป็นการให้โดยเสน่หา แต่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทน การทำงานที่ผ่านมาของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง เงินเหล่านี้จึงเป็นสินสมรส
ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2537 เงินบำนาญเป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการผู้ที่พ้นจากราชการแล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อข้าราชการผู้นั้นมีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการได้เงินมาในระหว่างสมรส ย่อมถือว่าเงินบำนาญนั้นเป็นสินสมรส เมื่อนำเงินนั้นมาซื้อที่ดินและต่อมาได้ปลูกสร้างบ้านซึ่งเป็นส่วนควบของ ที่ดินในระหว่างสมรส ที่ดินและบ้านจึงเป็นสินสมรส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2551 จำเลยซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส ที่ดินและรถยนต์จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย (ป.พ.พ. มาตรา 1471(1)) แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลย กู้มาจากธนาคาร และเงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วย เงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มา ระหว่างสมรสซึ่งเป็นเงินสินสมรส
นอกจากนี้คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2537 ศาลยังได้วินิจฉัยรวมไปถึงเงินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า เงินที่ถูกสลากรางวัลถือว่าเป็นสินสมรสเช่นกัน
เมื่อทรัพย์สินที่ซื้อมาไม่ว่าจะเป็นบ้านพร้อมที่ดินและรถยนต์ เป็นการนำเงินมาจากเงินเดือนและเงินกู้สหกรณ์ของภริยา จึงเป็นเงินที่ได้มาในระหว่างที่มีคู่สมรสตามกฎหมาย ถึงแม้จะเป็นเงินของคู่สมรสคนใดคนหนึ่งก็ตาม แต่กฎหมายได้บัญญัติให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรส ดังนั้นเงินเดือนหรือเงินกู้สหกรณ์จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เมื่อนำไปซื้อทรัพย์สินอื่น ทรัพย์สินอื่นที่ได้แทนมานั้นจึงเป็นสินสมรสด้วย
คู่สมรสซื้อทรัพย์สิน คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2553
1.การที่ดิฉันรับราชการและขอจดทะเบียนจำนองกับธนาคารเพื่อซื้อบ้านพร้อมที่ดินโดยยอมให้ธนาคารหักจากเงินเดือนของดิฉันทั้งหมด
2.ถ้าดิฉันกู้เงินสหกรณ์ของที่ทำงานของดิฉัน โดยนำเงินสดมาชำระค่าซื้อรถเก๋ง ใช้ส่วนตัว ซึ่งปัจจุบันยังคงผ่อนชำระเงินกู้สหกรณ์อยู่
===ตอบ
ในทางกฎหมาย เงินเดือน เงินบำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด ค่าชดเชยในการออกจากการงานหรือการเลิกจ้าง หรือผลประโยชน์ตอบ แทนจากการเกษียณอายุการทำงาน ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส มิใช่เป็นการให้โดยเสน่หา แต่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทน การทำงานที่ผ่านมาของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง เงินเหล่านี้จึงเป็นสินสมรส
ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2537 เงินบำนาญเป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการผู้ที่พ้นจากราชการแล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อข้าราชการผู้นั้นมีคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการได้เงินมาในระหว่างสมรส ย่อมถือว่าเงินบำนาญนั้นเป็นสินสมรส เมื่อนำเงินนั้นมาซื้อที่ดินและต่อมาได้ปลูกสร้างบ้านซึ่งเป็นส่วนควบของ ที่ดินในระหว่างสมรส ที่ดินและบ้านจึงเป็นสินสมรส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2551 จำเลยซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส ที่ดินและรถยนต์จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย (ป.พ.พ. มาตรา 1471(1)) แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลย กู้มาจากธนาคาร และเงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่จำเลยกู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วย เงินเดือนของจำเลยทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของจำเลยดังกล่าวก็เป็นเงินที่จำเลยได้มา ระหว่างสมรสซึ่งเป็นเงินสินสมรส
นอกจากนี้คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2537 ศาลยังได้วินิจฉัยรวมไปถึงเงินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า เงินที่ถูกสลากรางวัลถือว่าเป็นสินสมรสเช่นกัน
เมื่อทรัพย์สินที่ซื้อมาไม่ว่าจะเป็นบ้านพร้อมที่ดินและรถยนต์ เป็นการนำเงินมาจากเงินเดือนและเงินกู้สหกรณ์ของภริยา จึงเป็นเงินที่ได้มาในระหว่างที่มีคู่สมรสตามกฎหมาย ถึงแม้จะเป็นเงินของคู่สมรสคนใดคนหนึ่งก็ตาม แต่กฎหมายได้บัญญัติให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรส ดังนั้นเงินเดือนหรือเงินกู้สหกรณ์จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เมื่อนำไปซื้อทรัพย์สินอื่น ทรัพย์สินอื่นที่ได้แทนมานั้นจึงเป็นสินสมรสด้วย
คู่สมรสซื้อทรัพย์สิน คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2553
Thursday, September 2, 2010
การขอลงชื่อร่วมเป็นเจ้าของรถยนต์
ถ้าสามีซื้อรถยนต์ให้ภริยาใช้โดยชื่อในใบทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อของสามี การที่ภริยาไม่มีชื่อในใบทะเบียนรถยนต์ด้วย จะทำให้มีผลในทางกฎหมายอย่างไรบ้าง และถ้าภริยาต้องการจะให้ใส่ชื่อของภริยาเป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ด้วย จะทำได้หรือไม่
==
ถ้ารถยนต์คันนี้เป็นที่ยุติว่าเป็นทรัพย์สิน ที่ซื้อมาในระหว่างสมรสแล้ว ต้องถือว่ารถยนต์ เป็นสินสมรส ดังนั้นการที่คู่สมรสฝ่ายใดไม่มีชื่ออยู่ในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ด้วย ไม่ได้ทำให้คู่สมรสฝ่ายที่ไม่มีชื่อจะไม่เป็นเจ้าของ หรือไม่ได้หมายความว่าคู่สมรสฝ่ายที่มีชื่อเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว เพราะถ้าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสแล้วคู่สมรสทั้งสองฝ่ายจะเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ร่วมกันไม่ว่าตนจะเป็นผู้มีชื่อร่วมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตามคือ ถึงแม้ว่าคู่สมรสจะไม่มีชื่อในทะเบียนก็ยังมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นด้วย
แต่บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้คู่สมรสที่ไม่มีชื่อในเอกสารแสดง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส สามารถขอลงชื่อร่วมในใบแสดงสิทธิได้นั้น หมายถึงเป็นเรื่องของเอกสารที่แสดงสิทธิหรือแสดงกรรมสิทธิ์ด้วย ซึ่งเดิมแนวคำวินิจฉัยของศาลได้วินิจฉัยไว้ว่าทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่เอกสารอัน เป็นที่ตั้งของกรรมสิทธิ์ เพราะทะเบียน รถยนต์ยังไม่ใช่เอกสารสำคัญสำหรับแสดงว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของรถ ยนต์ ดังนั้นผู้ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนรถยนต์จึงร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วม มิได้
ต่อมาแนวคำวินิจฉัยของศาลได้เปลี่ยนไปในลักษณะที่ว่า คู่สมรสที่ไม่มีชื่อในใบทะเบียนรถยนต์ถึงแม้จะถือว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ใน รถยนต์ด้วยก็ตาม แต่เขาก็สามารถร้องขอต่อศาลขอให้ใส่ชื่อของตนเองไว้ในใบทะเบียนรถยนต์ได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6080/2540 โดยศาลได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจไว้ว่า “ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรม สิทธิ์รถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้ มีชื่อในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น
ในกรณีเจ้าของขายรถยนต์แล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะโอนเป็นของผู้ซื้อทันที แม้ไม่จดทะเบียนโอนก็ใช้ได้ แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติถึงตัวทรัพย์สินว่าจะจำหน่ายได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวม ทุกคน การมีชื่อเจ้าของร่วมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ย่อมเป็นการคุ้มครองประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์คันที่มีเจ้าของ รวมให้ทราบว่าการซื้อรถยนต์คันดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของรวม ทุกคนก่อน เป็นการตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่รถยนต์เป็นทรัพย์สินของบุคคลหลายคน แต่มีชื่อเจ้าของรวมเพียงคนเดียวในใบคู่มือจดทะเบียน และ ผู้ซื้อ ซื้อไปโดยไม่ทราบว่ามีเจ้าของรวมที่ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขาย ทำให้เจ้าของรวมที่ไม่ ยินยอมและผู้ซื้อได้รับความเสียหายจากการที่ต้องฟ้องและถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย
นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ก็ไม่มี บทบัญญัติห้ามลงชื่อเจ้าของรวมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ดังนั้น การลงชื่อเจ้าของรวมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ นอกจากจะไม่ขัดต่อบทกฎหมายแล้ว ยังมีประโยชน์มากกว่าการไม่ลงชื่อไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์อีกด้วย คดีนั้นศาลจึงได้ตัดสินว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมใน รถยนต์คันที่พิพาทขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์นั้น จึงมีเหตุสมควรอนุญาตตามที่ขอได้”
ที่มา: การขอลงชื่อร่วมเป็นเจ้าของรถยนต์ คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม 2553
==
ถ้ารถยนต์คันนี้เป็นที่ยุติว่าเป็นทรัพย์สิน ที่ซื้อมาในระหว่างสมรสแล้ว ต้องถือว่ารถยนต์ เป็นสินสมรส ดังนั้นการที่คู่สมรสฝ่ายใดไม่มีชื่ออยู่ในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ด้วย ไม่ได้ทำให้คู่สมรสฝ่ายที่ไม่มีชื่อจะไม่เป็นเจ้าของ หรือไม่ได้หมายความว่าคู่สมรสฝ่ายที่มีชื่อเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว เพราะถ้าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสแล้วคู่สมรสทั้งสองฝ่ายจะเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ร่วมกันไม่ว่าตนจะเป็นผู้มีชื่อร่วมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตามคือ ถึงแม้ว่าคู่สมรสจะไม่มีชื่อในทะเบียนก็ยังมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นด้วย
แต่บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้คู่สมรสที่ไม่มีชื่อในเอกสารแสดง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส สามารถขอลงชื่อร่วมในใบแสดงสิทธิได้นั้น หมายถึงเป็นเรื่องของเอกสารที่แสดงสิทธิหรือแสดงกรรมสิทธิ์ด้วย ซึ่งเดิมแนวคำวินิจฉัยของศาลได้วินิจฉัยไว้ว่าทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่เอกสารอัน เป็นที่ตั้งของกรรมสิทธิ์ เพราะทะเบียน รถยนต์ยังไม่ใช่เอกสารสำคัญสำหรับแสดงว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของรถ ยนต์ ดังนั้นผู้ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนรถยนต์จึงร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วม มิได้
ต่อมาแนวคำวินิจฉัยของศาลได้เปลี่ยนไปในลักษณะที่ว่า คู่สมรสที่ไม่มีชื่อในใบทะเบียนรถยนต์ถึงแม้จะถือว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ใน รถยนต์ด้วยก็ตาม แต่เขาก็สามารถร้องขอต่อศาลขอให้ใส่ชื่อของตนเองไว้ในใบทะเบียนรถยนต์ได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6080/2540 โดยศาลได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจไว้ว่า “ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอกสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรม สิทธิ์รถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีและแสดงว่าผู้ มีชื่อในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเท่านั้น
ในกรณีเจ้าของขายรถยนต์แล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะโอนเป็นของผู้ซื้อทันที แม้ไม่จดทะเบียนโอนก็ใช้ได้ แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติถึงตัวทรัพย์สินว่าจะจำหน่ายได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวม ทุกคน การมีชื่อเจ้าของร่วมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ย่อมเป็นการคุ้มครองประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์คันที่มีเจ้าของ รวมให้ทราบว่าการซื้อรถยนต์คันดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของรวม ทุกคนก่อน เป็นการตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่รถยนต์เป็นทรัพย์สินของบุคคลหลายคน แต่มีชื่อเจ้าของรวมเพียงคนเดียวในใบคู่มือจดทะเบียน และ ผู้ซื้อ ซื้อไปโดยไม่ทราบว่ามีเจ้าของรวมที่ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขาย ทำให้เจ้าของรวมที่ไม่ ยินยอมและผู้ซื้อได้รับความเสียหายจากการที่ต้องฟ้องและถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย
นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ก็ไม่มี บทบัญญัติห้ามลงชื่อเจ้าของรวมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ดังนั้น การลงชื่อเจ้าของรวมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ นอกจากจะไม่ขัดต่อบทกฎหมายแล้ว ยังมีประโยชน์มากกว่าการไม่ลงชื่อไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์อีกด้วย คดีนั้นศาลจึงได้ตัดสินว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมใน รถยนต์คันที่พิพาทขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์นั้น จึงมีเหตุสมควรอนุญาตตามที่ขอได้”
ที่มา: การขอลงชื่อร่วมเป็นเจ้าของรถยนต์ คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม 2553
ชี้ปี 53“มะเร็งเต้านม”ขึ้นแท่นอันดับ 1
ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติชี้ปี 53 “มะเร็งเต้านม” ในหญิงไทย ขึ้นแท่นอันดับ 1 แซง “มะเร็งปากมดลูก”
วันนี้ (2 ก.ย.) นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึง สถานการณ์มะเร็งเต้านมในปัจจุบัน ว่า ขณะนี้มะเร็งเต้านมในผู้หญิงไทยพบผู้ป่วยมาเป็นอันดับ 1 แซงมะเร็งปากมดลูกแล้ว โดยจากข้อมูลที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ทางองค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer (IARC ) คาดการณ์ว่า ในปี 2553 นี้ ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จำนวน 13,184 คน เสียชีวิตประมาณ 4,665 ราย หรือ 12 รายต่อวัน ในขณะที่ มะเร็งปากมดลูก คาดว่า จะมีผู้ป่วยปีนี้ 10,465 ราย เสียชีวิต 5,517 ราย 15 รายต่อวัน
ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์แม้มะเร็งเต้านมจะพบน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก แต่อัตราการเสียชีวิตจะน้อยกว่า สาเหตุของการเกิดโรค คือ พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม การไม่มีบุตร ทำงานเครียดดึก ๆ ดื่น ๆ เครียด ออกกำลังกายน้อย รับประทานอาหารไขมันมาก อ้วน ดื่มสุรา มีประจำเดือนเร็วกว่า 12 ปี หมดหลัง 55 ปี อย่างไรก็ตาม ในเดือน ต.ค.ของทุกปี จะเป็นเดือนของการรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านม ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติจะมีการชี้ให้ประชาชนหันมาตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ร่วมกับการทำแมมโมแกรมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันการตรวจด้วยแมมโมแกรมยังเสียค่าใช้จ่ายสูงอยู่ ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐจะอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท
นพ.ธีรวุฒิ ยังได้กล่าวถึง การใช้ยาสมุนไพรรักษามะเร็ง ว่า ในส่วนของสถาบันก็ได้มีการทดลองเช่นกัน ซึ่งพบว่าสมุนไพรบางตัวได้ผลในห้องทดลองพบว่า มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่ยังไม่ได้นำมาใช้จริงกับผู้ป่วยแต่อย่างใด
ชี้ปี 53“มะเร็งเต้านม”ขึ้นแท่นอันดับ 1 เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 02 กันยายน 2553
วันนี้ (2 ก.ย.) นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึง สถานการณ์มะเร็งเต้านมในปัจจุบัน ว่า ขณะนี้มะเร็งเต้านมในผู้หญิงไทยพบผู้ป่วยมาเป็นอันดับ 1 แซงมะเร็งปากมดลูกแล้ว โดยจากข้อมูลที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ทางองค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer (IARC ) คาดการณ์ว่า ในปี 2553 นี้ ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จำนวน 13,184 คน เสียชีวิตประมาณ 4,665 ราย หรือ 12 รายต่อวัน ในขณะที่ มะเร็งปากมดลูก คาดว่า จะมีผู้ป่วยปีนี้ 10,465 ราย เสียชีวิต 5,517 ราย 15 รายต่อวัน
ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์แม้มะเร็งเต้านมจะพบน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก แต่อัตราการเสียชีวิตจะน้อยกว่า สาเหตุของการเกิดโรค คือ พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม การไม่มีบุตร ทำงานเครียดดึก ๆ ดื่น ๆ เครียด ออกกำลังกายน้อย รับประทานอาหารไขมันมาก อ้วน ดื่มสุรา มีประจำเดือนเร็วกว่า 12 ปี หมดหลัง 55 ปี อย่างไรก็ตาม ในเดือน ต.ค.ของทุกปี จะเป็นเดือนของการรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านม ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติจะมีการชี้ให้ประชาชนหันมาตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ร่วมกับการทำแมมโมแกรมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันการตรวจด้วยแมมโมแกรมยังเสียค่าใช้จ่ายสูงอยู่ ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐจะอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท
นพ.ธีรวุฒิ ยังได้กล่าวถึง การใช้ยาสมุนไพรรักษามะเร็ง ว่า ในส่วนของสถาบันก็ได้มีการทดลองเช่นกัน ซึ่งพบว่าสมุนไพรบางตัวได้ผลในห้องทดลองพบว่า มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่ยังไม่ได้นำมาใช้จริงกับผู้ป่วยแต่อย่างใด
ชี้ปี 53“มะเร็งเต้านม”ขึ้นแท่นอันดับ 1 เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 02 กันยายน 2553
กรมคุกเปิด ป.โท ในเรือนจำแห่งแรก
กรมราชทัณฑ์ ร่วมกับ ม.มหาสารคาม ม.ราชภัฎมหาสารคาม วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม และเทศบาลเมืองมหาสารคาม เปิดการสอนปริญญาโทในเรือนจำ โดยมี นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายนิพันธ์ ชลวิทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายกฤษณ์ วงษ์เวช ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม รศ.ดร.สมเจตตน์ ภูศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นายยิ่งยศ อุดรพิมพ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม นายวัลลภ วรรณปะเถาว์ รองนายกเทศบาลเมืองมหาสารคาม และ นายสมใจ เชาว์พานิช ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกัน ในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังเรือนจำ จ.มหาสารคาม กรมราชทัณฑ์ ณ โรงแรมตักสิลามหาสารคาม
การเปิดปริญญาโทในเรือนจำครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกระดับความรู้ และเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาความเข้าใจให้แก่ผู้ต้องขัง และบุคคลากรกรมราชทัณฑ์ ให้มีเจตคติที่ดีต่อการยกระดับการศึกษา เป็นผู้มีความรับผิดชอบ เป็นคนเก่ง คนดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการศึกษาให้กับผู้ต้องขังถึงระดับปริญญาโท ตามพระราชดำริ และพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นการสนองต่อนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ในการจัดตั้งศูนย์นำร่องการศึกษา และการเรียนรู้ของผู้ต้องขัง (Live and learn Prison : LLP) ในเรือนจำ จ.มหาสารคาม ซึ่งถือเป็นการเปิดปริญญาโทในเรือนจำเป็นแห่งแรก
นายชาติชาย สุทธิกรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า จ.มหาสารคาม ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีนักศึกษาเข้ามาศึกษาในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ที่ผ่านมาเรือนจำประจำ จ.มหาสารคาม ได้มีการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ ม.มหาสารคาม ซึ่งในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 4 โดยมีนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ 28 คน ซึ่งจะผลิตบัณฑิตออกสู่สังคมได้เป็นรุ่นแรกในปี 2554 ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ได้มีนโยบายที่จะขยายการศึกษาให้สูงขึ้น จึงได้พิจารณาให้เรือนจำ จ.มหาสารคาม เป็นศูนย์กลางในการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทเป็นแห่งแรกของกรม ราชทัณฑ์ ซึ่งในระดับปริญญาโทนี้ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง ม.ราชภัฎมหาสารคาม และ ม.มหาสารคาม จะดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศาสตร์ และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต นอกจากนั้น วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม จะเปิดการศึกษาในระดับ ปวช. แผนกช่างก่อสร้างอีกด้วย
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีเทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมด้านการฝึกวิชาชีพก่อนพ้นโทษ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีวิชาชีพติดตัวไปหลังพ้นโทษ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ โดยมีวิชาชีพติดตัวไปประกอบอาชีพสุจริต ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน และอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วไป
ด้าน ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการดีฝ่ายพัฒนานิสิต ม.มหาสารคาม กล่าวว่า ม.มหาสารคาม ตระหนักดีว่า การขยายโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะผู้ต้องขังให้ได้ศึกษาต่อ หรือเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง และสังคม จะเป็นการเสริมสร้าง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาของบุคคล เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพ และดำเนินชีวิตในสังคมได้ โดยทาง ม.มหาสารคาม ได้เปิดหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังให้ดีขึ้น และเพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาสในการในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ใช้เวลาที่สูญเสียไปในเรือนจำให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีกหลังพ้นโทษ
ที่มา: กรมคุกเปิด ป.โท ในเรือนจำแห่งแรก เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2553
การเปิดปริญญาโทในเรือนจำครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกระดับความรู้ และเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาความเข้าใจให้แก่ผู้ต้องขัง และบุคคลากรกรมราชทัณฑ์ ให้มีเจตคติที่ดีต่อการยกระดับการศึกษา เป็นผู้มีความรับผิดชอบ เป็นคนเก่ง คนดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการศึกษาให้กับผู้ต้องขังถึงระดับปริญญาโท ตามพระราชดำริ และพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นการสนองต่อนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ในการจัดตั้งศูนย์นำร่องการศึกษา และการเรียนรู้ของผู้ต้องขัง (Live and learn Prison : LLP) ในเรือนจำ จ.มหาสารคาม ซึ่งถือเป็นการเปิดปริญญาโทในเรือนจำเป็นแห่งแรก
นายชาติชาย สุทธิกรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า จ.มหาสารคาม ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีนักศึกษาเข้ามาศึกษาในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ที่ผ่านมาเรือนจำประจำ จ.มหาสารคาม ได้มีการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ ม.มหาสารคาม ซึ่งในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 4 โดยมีนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ 28 คน ซึ่งจะผลิตบัณฑิตออกสู่สังคมได้เป็นรุ่นแรกในปี 2554 ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ได้มีนโยบายที่จะขยายการศึกษาให้สูงขึ้น จึงได้พิจารณาให้เรือนจำ จ.มหาสารคาม เป็นศูนย์กลางในการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทเป็นแห่งแรกของกรม ราชทัณฑ์ ซึ่งในระดับปริญญาโทนี้ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง ม.ราชภัฎมหาสารคาม และ ม.มหาสารคาม จะดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศาสตร์ และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต นอกจากนั้น วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม จะเปิดการศึกษาในระดับ ปวช. แผนกช่างก่อสร้างอีกด้วย
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีเทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมด้านการฝึกวิชาชีพก่อนพ้นโทษ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีวิชาชีพติดตัวไปหลังพ้นโทษ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ โดยมีวิชาชีพติดตัวไปประกอบอาชีพสุจริต ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน และอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วไป
ด้าน ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการดีฝ่ายพัฒนานิสิต ม.มหาสารคาม กล่าวว่า ม.มหาสารคาม ตระหนักดีว่า การขยายโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะผู้ต้องขังให้ได้ศึกษาต่อ หรือเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง และสังคม จะเป็นการเสริมสร้าง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาของบุคคล เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพ และดำเนินชีวิตในสังคมได้ โดยทาง ม.มหาสารคาม ได้เปิดหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังให้ดีขึ้น และเพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาสในการในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ใช้เวลาที่สูญเสียไปในเรือนจำให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีกหลังพ้นโทษ
ที่มา: กรมคุกเปิด ป.โท ในเรือนจำแห่งแรก เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2553
มช.เจ๋งผลิตน้ำมันหอมระเหยจาก“ว่านสาวหลง”
“ว่านสาวหลง” สุดยอดสมุนไพรล้านนา มีสรรพคุณเมตตามหานิยม มช.ต่อยอดผลิตน้ำมันหอมระเหย
วันนี้ 1 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยทำน้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลง สมุนไพรพื้นบ้านได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบที่ทำน้ำมันหอมระเหยตามอัตลักษร์ล้านนา มีประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณ ได้จากผลของการต้านอนุมูลอิสระ ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง และเมื่อสูดดมทำให้ผ่อนคลายมีกลิ่นหอม จัดทำน้ำมันสำหรับจุดตะเกียง น้ำมันนวดตัว และสครับ ต่อยอดใช้ในธุรกิจสปาล้านนาเชียงใหม่
ผศ.ดร.สุนีย์ จันทร์สกาว หัวหน้าศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ว่านสาวหลง หรือ แหน่ง ในภาษาล้านนา เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ ขิง ข่า (Family Zingiberaceae) อยู่ในสกุลเดียวกับกระวาน (Genus Amomum) เป็นพืชที่ใบ และเหง้ามีกลิ่นหอม เป็นพืชพื้นบ้านที่มีประวัติการใช้มายาวนาน โดยตามความเชื่อพบว่า ว่านสาวหลงเป็นว่านที่ทรงคุณค่าทางเมตตามหานิยมอยู่สูง ใช้ปลูกในบ้านเรือนเป็นเสน่ห์ และสิริมงคลแก่สถานที่ เหมาะสำหรับร้านค้า เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเรียกลูกค้า หากเอาเหง้ามาฝนผสมกับสีผึ้งทาปาก หรือน้ำมันจันทน์ทาตัว ทาผม หรือเพียงแต่เอาเหง้าถือติดตัวไป ผู้คนทั้งปวงก็จะงงงวย หลงรักใคร่ นอกจากนี้ ยังใช้ทำพระเครื่อง เป็นส่วนผสมของน้ำยาว่าน 108 และเหง้ายังมีการนำไปใส่ในตู้เสื้อผ้า เพื่อกันแมลง และอบเสื้อผ้าให้กลิ่นหอม
ในปัจจุบันมีการนำไปใช้เพื่อเตรียมน้ำมันหอมระเหย หรือเป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์บางชนิด และเป็นที่สนใจในการนำไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจสปา แต่ยังเป็นพืชที่รู้จักกันในวงจำกัด เนื่องจากยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์ ทางศูนย์วิจัยภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงทำการวิจัยน้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลง โดยศึกษาคู่ขนานไปกับการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านอ๊อกซิเดชั่น และการศึกษาฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยวิธีโอเพ่นฟิลว์ ทั้งของน้ำมันหอมระเหยทั้งส่วนใบ และราก รวมทั้งมีการศึกษาเบื้องต้นถึงความระคายเคืองต่อผิวหนัง
จากการวิจัยผลพบว่า ค่าเฉลี่ยของร้อยละน้ำมันหอมระเหยของใบ และลำต้นใต้ดิน มีค่าเท่ากับ 0.98 และ 0.41 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากแต่ละส่วน ผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันหอมระเหยจากส่วนใบ และลำต้นใต้ดินให้ผลที่ดี เมื่อศึกษาฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางพบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ในทางผ่อนคลาย ส่วนการทดสอบด้วยวิธีการทดสอบเหนี่ยวนำการนอนหลับ น้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลงไม่มีผลต่อการทดลองนี้ ซึ่งจากผลการศึกษานี้แสดงว่าน้ำมันหอมระเหยจากทั้งส่วนใบ และราก มีแนวโน้มในการให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณได้จากผลของการต้านอนุมูลอิสระ และเมื่อสูดดมมีแนวโน้มที่จะให้ผลผ่อนคลาย และนอกจากจากไม่พบความระคายเคืองต่อผิวหนัง
ด้าน รศ.พิมพร ลีลาพรพิสิฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอาง อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า จากผลการวิจัยที่ออกมา นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในสปา ทางศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ จึงร่วมกับสมาคมไทยล้านนาสปา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จึงจัดทำโครงการจัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยอัตลักษณ์ล้านนาที่ใช้ ผสมผสานในการให้บริการนวด โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากใบว่านสาวหลงเป็นองค์ประกอบ โดยงบประมาณสนับสนุนจากงบพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบใน 3 รูปแบบ คือ น้ำมันสำหรับจุดตะเกียง น้ำมันนวดตัว และสครับ ซึ่งได้ผ่านการทดสอบความพึงพอใจเบื้องต้น ในกลุ่มผู้ประกอบการสปาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความคงสภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากว่านสาวหลงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจสปา ย่อมส่งผลถึงความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาในกลุ่มผู้ผลิตต่อไป
ที่มา: มช.เจ๋งผลิตน้ำมันหอมระเหยจาก“ว่านสาวหลง” เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 01 กันยายน 2553
วันนี้ 1 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยทำน้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลง สมุนไพรพื้นบ้านได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบที่ทำน้ำมันหอมระเหยตามอัตลักษร์ล้านนา มีประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณ ได้จากผลของการต้านอนุมูลอิสระ ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง และเมื่อสูดดมทำให้ผ่อนคลายมีกลิ่นหอม จัดทำน้ำมันสำหรับจุดตะเกียง น้ำมันนวดตัว และสครับ ต่อยอดใช้ในธุรกิจสปาล้านนาเชียงใหม่
ผศ.ดร.สุนีย์ จันทร์สกาว หัวหน้าศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ว่านสาวหลง หรือ แหน่ง ในภาษาล้านนา เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ ขิง ข่า (Family Zingiberaceae) อยู่ในสกุลเดียวกับกระวาน (Genus Amomum) เป็นพืชที่ใบ และเหง้ามีกลิ่นหอม เป็นพืชพื้นบ้านที่มีประวัติการใช้มายาวนาน โดยตามความเชื่อพบว่า ว่านสาวหลงเป็นว่านที่ทรงคุณค่าทางเมตตามหานิยมอยู่สูง ใช้ปลูกในบ้านเรือนเป็นเสน่ห์ และสิริมงคลแก่สถานที่ เหมาะสำหรับร้านค้า เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเรียกลูกค้า หากเอาเหง้ามาฝนผสมกับสีผึ้งทาปาก หรือน้ำมันจันทน์ทาตัว ทาผม หรือเพียงแต่เอาเหง้าถือติดตัวไป ผู้คนทั้งปวงก็จะงงงวย หลงรักใคร่ นอกจากนี้ ยังใช้ทำพระเครื่อง เป็นส่วนผสมของน้ำยาว่าน 108 และเหง้ายังมีการนำไปใส่ในตู้เสื้อผ้า เพื่อกันแมลง และอบเสื้อผ้าให้กลิ่นหอม
ในปัจจุบันมีการนำไปใช้เพื่อเตรียมน้ำมันหอมระเหย หรือเป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์บางชนิด และเป็นที่สนใจในการนำไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจสปา แต่ยังเป็นพืชที่รู้จักกันในวงจำกัด เนื่องจากยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์ ทางศูนย์วิจัยภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงทำการวิจัยน้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลง โดยศึกษาคู่ขนานไปกับการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านอ๊อกซิเดชั่น และการศึกษาฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยวิธีโอเพ่นฟิลว์ ทั้งของน้ำมันหอมระเหยทั้งส่วนใบ และราก รวมทั้งมีการศึกษาเบื้องต้นถึงความระคายเคืองต่อผิวหนัง
จากการวิจัยผลพบว่า ค่าเฉลี่ยของร้อยละน้ำมันหอมระเหยของใบ และลำต้นใต้ดิน มีค่าเท่ากับ 0.98 และ 0.41 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากแต่ละส่วน ผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันหอมระเหยจากส่วนใบ และลำต้นใต้ดินให้ผลที่ดี เมื่อศึกษาฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางพบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ในทางผ่อนคลาย ส่วนการทดสอบด้วยวิธีการทดสอบเหนี่ยวนำการนอนหลับ น้ำมันหอมระเหยจากว่านสาวหลงไม่มีผลต่อการทดลองนี้ ซึ่งจากผลการศึกษานี้แสดงว่าน้ำมันหอมระเหยจากทั้งส่วนใบ และราก มีแนวโน้มในการให้ประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณได้จากผลของการต้านอนุมูลอิสระ และเมื่อสูดดมมีแนวโน้มที่จะให้ผลผ่อนคลาย และนอกจากจากไม่พบความระคายเคืองต่อผิวหนัง
ด้าน รศ.พิมพร ลีลาพรพิสิฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอาง อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า จากผลการวิจัยที่ออกมา นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในสปา ทางศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ คณะเภสัชศาสตร์ จึงร่วมกับสมาคมไทยล้านนาสปา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จึงจัดทำโครงการจัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยอัตลักษณ์ล้านนาที่ใช้ ผสมผสานในการให้บริการนวด โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากใบว่านสาวหลงเป็นองค์ประกอบ โดยงบประมาณสนับสนุนจากงบพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบใน 3 รูปแบบ คือ น้ำมันสำหรับจุดตะเกียง น้ำมันนวดตัว และสครับ ซึ่งได้ผ่านการทดสอบความพึงพอใจเบื้องต้น ในกลุ่มผู้ประกอบการสปาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความคงสภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากว่านสาวหลงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจสปา ย่อมส่งผลถึงความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาในกลุ่มผู้ผลิตต่อไป
ที่มา: มช.เจ๋งผลิตน้ำมันหอมระเหยจาก“ว่านสาวหลง” เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 01 กันยายน 2553
อาจารย์ดีเด่น พ.ศ. 2552
ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ดีเด่น 2552 ทุกท่าน
อาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2552
- สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ
จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รองศาสตราจารย์วิลาวัณย์ เสนารัตน์
จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- สาขาสังคมศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่
จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- สาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.วยุพา ทศศะ
จาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
อาจารย์ดีเด่นของ ปอมท. พ.ศ.2552
- สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ
จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร.สุเทพ สวนใต้
จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ศาสตราจารย์ ดร. วุฒิชัย ธนาพงศธร
จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รองศาสตราจาร์ ดร.บรรจบ ศรีภา
จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- สาขาสังคมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.เศกสรรค์ ยงวณิชย์
จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
- สาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธ์
จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ที่มา: รายงานจากที่ประชุมประธานสภาอาจารย์แห่งประเทศไทย (ปอมท.) 2553
วิ่งเท้าเปล่าถูกสุขภาพไม่เอาส้นลง ถูกต้องเพราะไม่ทำให้เกิดแรงกระแทกพันๆครั้ง
ผู้ที่วิ่งออกกำลังอยู่เป็นกิจวัตร อาจจะอยากโยนรองเท้ากีฬาคู่แพงๆทิ้งบ้าง เมื่อได้ทราบผลการศึกษาครั้งใหม่
ปกติ ผู้ที่ใส่รองเท้าวิ่งจะวิ่งเอาส้นเท้าลงมากถึง 3 ใน 4 ราย ดังนั้นแค่วิ่งเพียง 1 กม. จะต้องเอาส้นเท้าลงมากเกือบ 1,000 ครั้ง ด้วยเหตุนั้นแม้จะสวมรองเท้ากีฬาที่รองรับแรงกระแทกอย่างดี โดยช่วยกระจายน้ำหนักไปทั่วทั้งฝ่าเท้า ก็ยังมีนักวิ่งมากระหว่างร้อยละ 30-75 ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกซ้ำๆเกือบทุกปีผิดกับนักวิ่งเท้าเปล่าส่วนใหญ่ ซึ่งจะไม่วิ่งเอาส้นลง แต่หากจะเอาทางข้างส้นลงแทน ลักษณะการวิ่งแบบนี้ เป็นแบบปกติธรรมดาของนักวิ่งมาราธอนในชาติแอฟริกาตะวันออก ซึ่งการวิ่งทางไกล เป็นเรื่องเล่นๆประจำชาติ
การวิ่งแบบไม่เอาส้น เท้าลง จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดจากแรงกระแทก ซึ่งเทียบเท่าเอาน้ำหนักสองสามเท่าของน้ำหนักตัวเรา กระแทกลงบนพื้นที่โตเท่ากับเหรียญเงิน
ศาสตราจารย์เลียบแมนน์ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชื่อดังของสหรัฐฯหัวหน้าคณะศึกษากล่าวว่า "โดยการลงตรงกลางฝ่าเท้า หรือหัวเท้า นักวิ่งเท้าเปล่าแทบจะทำให้มีแรงกระแทก" เขาเสริมว่า "คนส่วนใหญ่นึกว่าการวิ่งเท้าเปล่าอันตรายและเจ็บปวด แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถจะวิ่งเท้าเปล่าบนพื้นที่แข็งที่สุดบนโลกทุกแห่ง โดยไม่เจ็บปวดอะไรเลย หากจะมีบ้างก็อาจจะเป็นเพราะหนังเท้าด้านหนาเท่านั้น"
วิ่งเท้าเปล่าถูกสุขภาพไม่เอาส้นลง ถูกต้องเพราะไม่ทำให้เกิดแรงกระแทกพันๆครั้ง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2553
ปกติ ผู้ที่ใส่รองเท้าวิ่งจะวิ่งเอาส้นเท้าลงมากถึง 3 ใน 4 ราย ดังนั้นแค่วิ่งเพียง 1 กม. จะต้องเอาส้นเท้าลงมากเกือบ 1,000 ครั้ง ด้วยเหตุนั้นแม้จะสวมรองเท้ากีฬาที่รองรับแรงกระแทกอย่างดี โดยช่วยกระจายน้ำหนักไปทั่วทั้งฝ่าเท้า ก็ยังมีนักวิ่งมากระหว่างร้อยละ 30-75 ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกซ้ำๆเกือบทุกปีผิดกับนักวิ่งเท้าเปล่าส่วนใหญ่ ซึ่งจะไม่วิ่งเอาส้นลง แต่หากจะเอาทางข้างส้นลงแทน ลักษณะการวิ่งแบบนี้ เป็นแบบปกติธรรมดาของนักวิ่งมาราธอนในชาติแอฟริกาตะวันออก ซึ่งการวิ่งทางไกล เป็นเรื่องเล่นๆประจำชาติ
การวิ่งแบบไม่เอาส้น เท้าลง จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดจากแรงกระแทก ซึ่งเทียบเท่าเอาน้ำหนักสองสามเท่าของน้ำหนักตัวเรา กระแทกลงบนพื้นที่โตเท่ากับเหรียญเงิน
ศาสตราจารย์เลียบแมนน์ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชื่อดังของสหรัฐฯหัวหน้าคณะศึกษากล่าวว่า "โดยการลงตรงกลางฝ่าเท้า หรือหัวเท้า นักวิ่งเท้าเปล่าแทบจะทำให้มีแรงกระแทก" เขาเสริมว่า "คนส่วนใหญ่นึกว่าการวิ่งเท้าเปล่าอันตรายและเจ็บปวด แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถจะวิ่งเท้าเปล่าบนพื้นที่แข็งที่สุดบนโลกทุกแห่ง โดยไม่เจ็บปวดอะไรเลย หากจะมีบ้างก็อาจจะเป็นเพราะหนังเท้าด้านหนาเท่านั้น"
วิ่งเท้าเปล่าถูกสุขภาพไม่เอาส้นลง ถูกต้องเพราะไม่ทำให้เกิดแรงกระแทกพันๆครั้ง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2553
สหรัฐ: สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งในคำมั่นสัญญาสำคัญที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ที่มีต่อประชาชนช่วงหาเสียงเลือกตั้งในปี 2551 คือการถอนกำลังทหารอเมริกันออกจากอิรัก หลังอดีตรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศสงครามเมื่อปี 2546 และกินเวลายืดเยื้อมานานกว่า 7 ปี
วัน ที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ประกาศสิ้นสุดภารกิจถอนกำลังทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วอิรักอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้สนับสนุนรัฐบาลกล่าวว่า นี่เป็น "ความคืบหน้า" ประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคโอบามา
แต่นักวิเคราะห์ ด้านการเมืองฟันธงว่าแม้จะถอนทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกมาได้สำเร็จก็มิ ได้หมายความว่าจะไม่มีการส่งทหารอเมริกันไปประจำการที่อิรักอีก เพราะในความเป็นจริงยังมีทหารอเมริกันอีกกว่า 50,000 นายอยู่ในอิรักต่อ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการฝึกอบรมและวางแผนการจัดการกองทัพร่วม กับรัฐบาลอิรัก
นอกจากนี้ รัฐบาลโอบามายังได้สั่งเพิ่มกำลังทหารอเมริกันให้ไปประจำการที่อัฟกานิสถาน เพื่อทำ "สงครามต่อต้านก่อการร้าย" ร่วมกับกองกำลังทหารนาโตอย่างดุเดือดเลือดพล่านเหมือนเดิม
ส่วน "งบประมาณ" ที่รัฐบาลมอบให้กองทัพยังคงไม่มีการพิจารณา "ตัดทอน" แต่อย่างใด แม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะสะท้อนความเห็นผ่านโพลหลายโพลว่า รัฐบาลควรจะลดงบด้านการทหารลง และนำไปเพิ่มให้กับงบพัฒนาหรือแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจแทน เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของคนในประเทศ
ทว่า การหั่นงบประมาณของกองทัพเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกไม่มีใครอยากเสี่ยงคัดง้างกับอำนาจของกองทัพ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯ ที่เชื่อมั่นในเสรีประชาธิปไตยอย่างมาก
ยิ่งเมื่อพิจารณาเงื่อนไขของการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพสหรัฐฯ ก็จะพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีสงคราม, บริษัทเครื่องบิน รวมถึงบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน คือ "ผู้ได้รับผลประโยชน์" จากการใช้จ่ายงบประมาณทหารก้อนโต และบริษัทเหล่านั้นล้วนเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่ให้งบสนับสนุนการหาเสียง เลือกตั้งของพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาลยุคก่อน
หากรัฐบาลโอบา มาคิดจะหั่นงบประมาณกองทัพก็ต้องเจอกับแรงต้านจากพรรคฝ่ายค้านที่แรงกว่าเดิม อีกทั้งนายโรเบิร์ต เกตส์ ผู้รั้งตำแหน่ง รมว.กลาโหม ก็สังกัดพรรครีพับลิกัน และเป็นกุนซือด้านการทหารคนสำคัญที่รัฐบาลโอบามายังต้องพึ่งพาอาศัยฝีมือกันอยู่
การถอนทหารอิรักจึงเป็นแค่ "การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า" เพื่อลดแรงกดดันจากสังคมเท่านั้น
ตติกานต์ เดชชพงศ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ตติกานต์ เดชชพงศ วันพุธที่ 1 กันยายน 2553
วัน ที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ประกาศสิ้นสุดภารกิจถอนกำลังทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วอิรักอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้สนับสนุนรัฐบาลกล่าวว่า นี่เป็น "ความคืบหน้า" ประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคโอบามา
แต่นักวิเคราะห์ ด้านการเมืองฟันธงว่าแม้จะถอนทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกมาได้สำเร็จก็มิ ได้หมายความว่าจะไม่มีการส่งทหารอเมริกันไปประจำการที่อิรักอีก เพราะในความเป็นจริงยังมีทหารอเมริกันอีกกว่า 50,000 นายอยู่ในอิรักต่อ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการฝึกอบรมและวางแผนการจัดการกองทัพร่วม กับรัฐบาลอิรัก
นอกจากนี้ รัฐบาลโอบามายังได้สั่งเพิ่มกำลังทหารอเมริกันให้ไปประจำการที่อัฟกานิสถาน เพื่อทำ "สงครามต่อต้านก่อการร้าย" ร่วมกับกองกำลังทหารนาโตอย่างดุเดือดเลือดพล่านเหมือนเดิม
ส่วน "งบประมาณ" ที่รัฐบาลมอบให้กองทัพยังคงไม่มีการพิจารณา "ตัดทอน" แต่อย่างใด แม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะสะท้อนความเห็นผ่านโพลหลายโพลว่า รัฐบาลควรจะลดงบด้านการทหารลง และนำไปเพิ่มให้กับงบพัฒนาหรือแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจแทน เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของคนในประเทศ
ทว่า การหั่นงบประมาณของกองทัพเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกไม่มีใครอยากเสี่ยงคัดง้างกับอำนาจของกองทัพ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯ ที่เชื่อมั่นในเสรีประชาธิปไตยอย่างมาก
ยิ่งเมื่อพิจารณาเงื่อนไขของการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพสหรัฐฯ ก็จะพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีสงคราม, บริษัทเครื่องบิน รวมถึงบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน คือ "ผู้ได้รับผลประโยชน์" จากการใช้จ่ายงบประมาณทหารก้อนโต และบริษัทเหล่านั้นล้วนเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่ให้งบสนับสนุนการหาเสียง เลือกตั้งของพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาลยุคก่อน
หากรัฐบาลโอบา มาคิดจะหั่นงบประมาณกองทัพก็ต้องเจอกับแรงต้านจากพรรคฝ่ายค้านที่แรงกว่าเดิม อีกทั้งนายโรเบิร์ต เกตส์ ผู้รั้งตำแหน่ง รมว.กลาโหม ก็สังกัดพรรครีพับลิกัน และเป็นกุนซือด้านการทหารคนสำคัญที่รัฐบาลโอบามายังต้องพึ่งพาอาศัยฝีมือกันอยู่
การถอนทหารอิรักจึงเป็นแค่ "การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า" เพื่อลดแรงกดดันจากสังคมเท่านั้น
ตติกานต์ เดชชพงศ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ตติกานต์ เดชชพงศ วันพุธที่ 1 กันยายน 2553
ญวนมองญวน (1 + 2-จบ)
"เวียดนาม" คือชื่อประเทศแถบอาเซียนที่คนไทยคุ้นหูกันดี! เป็นชื่อที่เหล่าเกจิและนักวิชาการ มักหยิบยกขึ้นมาเทียบเคียงเป็นคู่แข่งอนาคตของประเทศไทยที่ถ้ายังติดบ่วงขัด แย้งโงหัวไม่ขึ้น! ระวังจะ (พัฒนา) ตามหลังเวียดนามทั้งๆที่ไทยเรานำโด่งหน้ามาหลายเพลา
แต่คนญวนเองล่ะ! มองวิถีพัฒนาชาติบ้าน เมืองตัวเองอย่างไร? ญวนมองญวนจะเหมือนไทย มองญวนหรือไม่? โปรดติดตามได้เลยนับแต่นี้...
เมื่อ เร็วๆนี้ "สถาบันสังคมศาสตร์แห่งเวียด–นาม" (วีเอเอสเอส) จัดเวทีเสวนาดึงผู้เชี่ยวชาญโชว์ วิสัยทัศน์เต็มเวทีรวมทั้งตัวแทนจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นาย เหงียน ตัน ดุง ช่วยกันวิเคราะห์แนวทางพัฒนาประเทศว่าไปถึงไหน? อย่างไร? หรือเผชิญอุปสรรคขัดข้องตรงไหนบ้าง?
และมาได้บทสรุปมุมมองที่ว่า เวียดนาม ต้อง "คิดใหม่" ทบทวนอีกรอบถึง "ยุทธศาสตร์" บวกตัวเลขพัฒนาเศรษฐกิจ จนขับดันพ้นความยากจนขึ้นทำเนียบติดกลุ่มชาติเศรษฐกิจดีวัน ดีคืนในเอเชีย มิเช่นนั้นต้องเสี่ยงตก "ภาวะชะงักงัน"
รัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนาม ตั้งเป้าเป็น "ชาติอุตสาหกรรมร่ำรวย" ภายในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า แต่เหล่าเซียนบนเวทีข้างต้นมองว่าเป้าหมายที่ว่าทำท่าจะถึงก็ช่างไม่ถึงก็ ช่าง! ซะแล้ว และยังสุ่มเสี่ยงที่จะหลุดวงโคจรของชาติทั้งที่อยู่ในกลุ่มยากจนและชาติร่ำ รวย ชี้แนะเวียดนามจำเป็นต้องมีนวัตกรรม (สิ่งประดิษฐ์และองค์ความรู้ใหม่ๆ) และ แรงงานศักยภาพสูง เป็นพลังขับดันพัฒนาเศรษฐกิจ
สำหรับยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจที่ว่า คือนโยบายที่เรียกว่า "โด่ยเหมย" (Doi Moi) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2529 ด้วยการหันหัวเรือจากระบบเศรษฐกิจแบบแผนสู่ระบบ "ตลาดเสรี" จนเจริญเติบโตรุดหน้าติดกลุ่มชาติเศรษฐกิจโตเร็วสุดในเอเชียในปัจจุบัน
แต่ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีเสวนาเตือนด้วยว่า "โด่ยเหมย" กำลังอ่อนแรงขับเคลื่อน เพราะเผชิญปัญหาขัดข้องเหล่านี้คือ....แนวพัฒนาของรัฐที่มุ่งหาประโยชน์แต่ จากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกันมากเกินจนช้ำ! อีกทั้งมีแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของรัฐรุมกินโต๊ะแบ่งเค้กกันอิ่มแปล้! ระบบเศรษฐกิจมหภาคขาด "พลวัต" (Dynamism) วงล้อการเงินหมุนอยู่แค่วงแคบๆ
ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า รวยกระจุกจนกระจาย คนเมืองอยู่สุขสบายแต่คนอยู่ชายแดนชนบทห่างไกลยังหิวโหย.....แต่ๆๆๆต้องขอ อภัยที่สัมปทานบรรทัดหมดซะก่อน...เหอะๆ! โปรด! ติดตามตอนต่อไป
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์
แต่คนญวนเองล่ะ! มองวิถีพัฒนาชาติบ้าน เมืองตัวเองอย่างไร? ญวนมองญวนจะเหมือนไทย มองญวนหรือไม่? โปรดติดตามได้เลยนับแต่นี้...
เมื่อ เร็วๆนี้ "สถาบันสังคมศาสตร์แห่งเวียด–นาม" (วีเอเอสเอส) จัดเวทีเสวนาดึงผู้เชี่ยวชาญโชว์ วิสัยทัศน์เต็มเวทีรวมทั้งตัวแทนจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นาย เหงียน ตัน ดุง ช่วยกันวิเคราะห์แนวทางพัฒนาประเทศว่าไปถึงไหน? อย่างไร? หรือเผชิญอุปสรรคขัดข้องตรงไหนบ้าง?
และมาได้บทสรุปมุมมองที่ว่า เวียดนาม ต้อง "คิดใหม่" ทบทวนอีกรอบถึง "ยุทธศาสตร์" บวกตัวเลขพัฒนาเศรษฐกิจ จนขับดันพ้นความยากจนขึ้นทำเนียบติดกลุ่มชาติเศรษฐกิจดีวัน ดีคืนในเอเชีย มิเช่นนั้นต้องเสี่ยงตก "ภาวะชะงักงัน"
รัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนาม ตั้งเป้าเป็น "ชาติอุตสาหกรรมร่ำรวย" ภายในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า แต่เหล่าเซียนบนเวทีข้างต้นมองว่าเป้าหมายที่ว่าทำท่าจะถึงก็ช่างไม่ถึงก็ ช่าง! ซะแล้ว และยังสุ่มเสี่ยงที่จะหลุดวงโคจรของชาติทั้งที่อยู่ในกลุ่มยากจนและชาติร่ำ รวย ชี้แนะเวียดนามจำเป็นต้องมีนวัตกรรม (สิ่งประดิษฐ์และองค์ความรู้ใหม่ๆ) และ แรงงานศักยภาพสูง เป็นพลังขับดันพัฒนาเศรษฐกิจ
สำหรับยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจที่ว่า คือนโยบายที่เรียกว่า "โด่ยเหมย" (Doi Moi) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2529 ด้วยการหันหัวเรือจากระบบเศรษฐกิจแบบแผนสู่ระบบ "ตลาดเสรี" จนเจริญเติบโตรุดหน้าติดกลุ่มชาติเศรษฐกิจโตเร็วสุดในเอเชียในปัจจุบัน
แต่ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีเสวนาเตือนด้วยว่า "โด่ยเหมย" กำลังอ่อนแรงขับเคลื่อน เพราะเผชิญปัญหาขัดข้องเหล่านี้คือ....แนวพัฒนาของรัฐที่มุ่งหาประโยชน์แต่ จากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกันมากเกินจนช้ำ! อีกทั้งมีแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของรัฐรุมกินโต๊ะแบ่งเค้กกันอิ่มแปล้! ระบบเศรษฐกิจมหภาคขาด "พลวัต" (Dynamism) วงล้อการเงินหมุนอยู่แค่วงแคบๆ
ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า รวยกระจุกจนกระจาย คนเมืองอยู่สุขสบายแต่คนอยู่ชายแดนชนบทห่างไกลยังหิวโหย.....แต่ๆๆๆต้องขอ อภัยที่สัมปทานบรรทัดหมดซะก่อน...เหอะๆ! โปรด! ติดตามตอนต่อไป
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์
===ญวนมองญวน (2-จบ)
คราวที่แล้ว! กล่าวถึงมุมมองของชาวเวียดนามต่อแนวทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคว่าเหมือนหรือแตกต่างจากที่เรามองเค้าอย่างไร? จากเวทีเสวนาจัดโดย "สถาบันสังคมศาสตร์แห่งเวียดนาม" (VASS) ซึ่งได้ข้อสรุปว่านโยบาย "โด่ยเหมย" (อิงระบบตลาดเสรี) ซึ่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เวียดนามใช้เป็น "ธง" นำการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2529 กำลังมาถึงจุดหักเห! สถานะทางเศรษฐกิจที่ว่าดีในปัจจุบัน อาจไม่ได้ดีดังที่เชื่อกัน เพราะพบว่าการพัฒนายังกระจุกตัว รอบนอกยังลำบาก ระบบโลจิสติกส์และการศึกษารวมทั้งเทคโนโลยียังถือว่าด้อย.......ต่อจากนี้ไป ขอเริ่มร่ายต่อให้จบเลย!
จากปัญหาข้างต้น ประธาน VASS ระบุว่าเวียด-นามเพิ่งหลุดโผกลุ่มชาติยากจนมา ความสำเร็จปัจจุบันก็ใช่ว่าจะยั่งยืน โครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่งและมั่นคงดีพอ ขาดองค์ความรู้เฉพาะทางรวมทั้งศักยภาพการแข่งขันและแรงงานฝีมือ ส่วนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยียังด้อยเมื่อเทียบคู่แข่งในภูมิภาค
แล้วระดับความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามล่ะ! เป็นอย่างไร?
รายงาน ของเวิลด์แบงก์ร่วมกับ VASS ระบุว่า ณ ปี 2533 เวียดนามมีรายได้ต่อหัว (ประชากร) ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ (ราว 3,100 บาท) และปีนี้มีรายได้ ต่อหัวราว 1,200 ดอลลาร์ (ราว 37,200 บาท) ขีดวัดความยากจนลดลงจาก 58% (ปี 2536) เหลือ 12% ในปีที่แล้ว
นายกฯ เหงียน ตัน ดุง ของเวียดนาม คาดการณ์ มั่นใจพอถึงปี 2563 (ปีเดียวกับที่ตั้งเป้าสำเร็จเป็น "ชาติอุตสาหกรรม") เวียดนามจะมีรายได้ต่อหัว 3,000-3,200 ดอลลาร์ (ราว 93,000-99,200 บาท) ท่ามกลางการตั้งคำถาม ตัวเลขคาดการณ์ของท่านนายกฯเหงียน อาจมาพร้อมกับ "ช่องว่าง" ความไม่เท่าเทียมระหว่างเขตเมืองกับชนบทเพิ่มระยะห่างกว้างขึ้นๆ
ผล การศึกษาของ VASS ที่นำเผยแพร่ในงานเสวนา พบด้วยว่ามีหลายประเทศกระเถิบมาถึงสถานะความเป็นชาติ "รายได้ปานกลาง" แต่ในกลุ่มนี้ยังมีน้อยที่ก้าวถึงสถานะความเป็นชาติ "มีรายได้สูง" ยกตัวอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน ใช้เวลาราว 3 ทศวรรษพัฒนาตัวเองจนติดกลุ่มชาติหรือเขตปกครอง "มีรายได้สูง" แต่ มาเลเซีย ไทย และ ฟิลิปปินส์ ยังติดอยู่แค่กลุ่มชาติ "รายได้ปานกลาง"
ผู้เชี่ยวชาญจากเวิลด์แบงก์มองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือนานกว่านั้น เวียดนามอาจพัฒนาไปไกลจนกลายเป็นชาติอุตสาหกรรมร่ำรวย หรืออาจติดแหง็ก! อยู่แค่แนวรบด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อได้ข้อสรุปเช่น นี้แล้ว ต้องคอยติดตามกันดูต่อไปว่าเวียดนามจะก้าวข้ามอุปสรรคเดินหน้าสู่เป้าหมาย คือเป็นชาติอุตสาหกรรมได้หรือไม่ พร้อมๆกับเทียบเคียงสถานะของไทยเราเองด้วย!!
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยาง
คราวที่แล้ว! กล่าวถึงมุมมองของชาวเวียดนามต่อแนวทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคว่าเหมือนหรือแตกต่างจากที่เรามองเค้าอย่างไร? จากเวทีเสวนาจัดโดย "สถาบันสังคมศาสตร์แห่งเวียดนาม" (VASS) ซึ่งได้ข้อสรุปว่านโยบาย "โด่ยเหมย" (อิงระบบตลาดเสรี) ซึ่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เวียดนามใช้เป็น "ธง" นำการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2529 กำลังมาถึงจุดหักเห! สถานะทางเศรษฐกิจที่ว่าดีในปัจจุบัน อาจไม่ได้ดีดังที่เชื่อกัน เพราะพบว่าการพัฒนายังกระจุกตัว รอบนอกยังลำบาก ระบบโลจิสติกส์และการศึกษารวมทั้งเทคโนโลยียังถือว่าด้อย.......ต่อจากนี้ไป ขอเริ่มร่ายต่อให้จบเลย!
จากปัญหาข้างต้น ประธาน VASS ระบุว่าเวียด-นามเพิ่งหลุดโผกลุ่มชาติยากจนมา ความสำเร็จปัจจุบันก็ใช่ว่าจะยั่งยืน โครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่งและมั่นคงดีพอ ขาดองค์ความรู้เฉพาะทางรวมทั้งศักยภาพการแข่งขันและแรงงานฝีมือ ส่วนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยียังด้อยเมื่อเทียบคู่แข่งในภูมิภาค
แล้วระดับความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามล่ะ! เป็นอย่างไร?
รายงาน ของเวิลด์แบงก์ร่วมกับ VASS ระบุว่า ณ ปี 2533 เวียดนามมีรายได้ต่อหัว (ประชากร) ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ (ราว 3,100 บาท) และปีนี้มีรายได้ ต่อหัวราว 1,200 ดอลลาร์ (ราว 37,200 บาท) ขีดวัดความยากจนลดลงจาก 58% (ปี 2536) เหลือ 12% ในปีที่แล้ว
นายกฯ เหงียน ตัน ดุง ของเวียดนาม คาดการณ์ มั่นใจพอถึงปี 2563 (ปีเดียวกับที่ตั้งเป้าสำเร็จเป็น "ชาติอุตสาหกรรม") เวียดนามจะมีรายได้ต่อหัว 3,000-3,200 ดอลลาร์ (ราว 93,000-99,200 บาท) ท่ามกลางการตั้งคำถาม ตัวเลขคาดการณ์ของท่านนายกฯเหงียน อาจมาพร้อมกับ "ช่องว่าง" ความไม่เท่าเทียมระหว่างเขตเมืองกับชนบทเพิ่มระยะห่างกว้างขึ้นๆ
ผล การศึกษาของ VASS ที่นำเผยแพร่ในงานเสวนา พบด้วยว่ามีหลายประเทศกระเถิบมาถึงสถานะความเป็นชาติ "รายได้ปานกลาง" แต่ในกลุ่มนี้ยังมีน้อยที่ก้าวถึงสถานะความเป็นชาติ "มีรายได้สูง" ยกตัวอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน ใช้เวลาราว 3 ทศวรรษพัฒนาตัวเองจนติดกลุ่มชาติหรือเขตปกครอง "มีรายได้สูง" แต่ มาเลเซีย ไทย และ ฟิลิปปินส์ ยังติดอยู่แค่กลุ่มชาติ "รายได้ปานกลาง"
ผู้เชี่ยวชาญจากเวิลด์แบงก์มองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือนานกว่านั้น เวียดนามอาจพัฒนาไปไกลจนกลายเป็นชาติอุตสาหกรรมร่ำรวย หรืออาจติดแหง็ก! อยู่แค่แนวรบด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อได้ข้อสรุปเช่น นี้แล้ว ต้องคอยติดตามกันดูต่อไปว่าเวียดนามจะก้าวข้ามอุปสรรคเดินหน้าสู่เป้าหมาย คือเป็นชาติอุตสาหกรรมได้หรือไม่ พร้อมๆกับเทียบเคียงสถานะของไทยเราเองด้วย!!
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยาง
ที่มา: โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ ไทยรัฐออนไลน์ 26 สิงหาคม 2553 และ วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2553
Wednesday, September 1, 2010
เรื่องหน่วยงานเขียนกฎหมายให้อำนาจตัวเองนี่เป็นกันแทบทุกแห่ง เรื่องเหล้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ
วันนี้เป็นวันรพี วันสำคัญของนักกฎหมายไทย เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
มีกิจกรรมทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากมายหลายแห่งทั้งที่ศาล และคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทั้งหลายไปเยี่ยมชมกัน
กฎหมายข้างตัวจึงขอนำคดีปกครองที่น่าเป็นประโยชน์กรณีโต้แย้งกันว่ากฎหมาย ที่บังคับใช้ บางเรื่อง บางประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
จะมีแนวทางในการขอความเป็นธรรมจากศาลได้อย่างไร
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงงดเหล้า เข้าพรรษา จึงขอนำคดีเรื่องเหล้านะโยม
เหล้าหรือสุราที่ชาวบ้านแปลว่ากินมาก ๆ แล้วเห็นช้างเท่าหมูนั้น พ.ร.บ.สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านนิยามไว้ตามมาตรา ๔ ว่า สุราหมายความรวมถึงวัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ซึ่งสามารถดื่มกิน ได้เช่นเดียวกับน้ำสุราหรือซึ่งดื่มกินไม่ได้ แต่เมื่อได้ผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับ น้ำสุรา
และจะเป็นเหล้าได้ ต้องมีสิ่งที่ พ.ร.บ.สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ตามมาตรา ๔ เรียกว่า เชื้อสุรา ซึ่งหมายถึง แป้งเชื้อสุรา แป้งข้าวหมักหรือเชื้อใด ๆ ซึ่งเมื่อหมักกับวัตถุหรือของเหลวอื่นสามารถทำให้เกิดแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำสุรา ได้ มาเป็นเหตุเป็นปัจจัยในการผลิตสุราเสียก่อน
ทางธรรมนั้นท่านห้ามดื่มสุราเด็ดขาด ส่วนทางโลกกรมสรรพสามิตท่านมีมาตรการเสริมห้ามมิให้ทำสุราโดยไม่ขออนุญาต ดังที่มาตรา ๒๔ แห่งพ.ร.บ.สุราฯ กำหนด ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำหรือขายเชื้อสุรา เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต
และ มาตรา ๒๖ บังคับให้ ใบอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในสถานที่ที่ระบุ ไว้ในใบอนุญาตและผู้ได้รับใบอนุญาตจะต้องแสดงใบอนุญาตนั้นไว้ในที่เปิดเผย เห็นได้ง่าย
อนิจจา อุตส่าห์เป็นมาตรการเสริมความดีทั้งสองมาตราดันถูกฟ้องว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ
โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่งซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิตให้ทำและขายแป้งข้าวหมัก
ปรากฏว่ากรมสรรพสามิตท่านอ้างระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยการทำและขายแป้ง ข้าวหมัก พ.ศ. ๒๕๒๔ อนุญาตให้ขายได้เฉพาะที่ร้านของผู้ขออนุญาตค้าเท่านั้น อย่าคิดขายทั่วบ้านทั่วเมืองเป็นอันขาด เหล้า เบียร์ ของมึนเมาไม่อยากส่งเสริม
ขายได้ที่ร้านที่เดียวแล้วเมื่อไรจะรวยกับเขาละท่าน เห็นเป็นคนแก่วางระเบิดเก่งรึไง
จึงฟ้องต่อศาลปกครอง อ้างว่าสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการประกอบอาชีพย่อมได้รับการคุ้มครอง นอกจากนั้น การผลิตและขายแป้งข้าวหมักเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งย่อมได้รับความคุ้มครอง ในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตามบทบัญญัติมาตรา ๕๐ และมาตรา ๔๖ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ (ขณะนั้น)
ขอให้ศาลพิพากษาให้กรมสรรพสามิตยกเลิกสัญญาที่ให้ห้าง ผู้ฟ้องคดีขายแป้งข้าวหมักเฉพาะในสถานที่กรมสรรพสามิตกำหนด ให้ออกใบอนุญาตค้าได้โดยเสรี ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ห้างผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ และขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่ามาตรา ๒๔ ที่ให้ขออนุญาตต่อกรมสรรพสามิตเสียก่อนนั้นรวมทั้งมาตรา ๒๖ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเมื่อผู้ฟ้องคดี โต้แย้งว่ามาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ พ.ร.บ.สุราฯ ขัดต่อมาตรา ๔๖ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญและยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ใน กรณีนี้มาก่อน จึงให้ส่งข้อโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและให้รอการพิจารณาคดี ไว้
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมี คำวินิจฉัยที่ ๒๕/๒๕๔๗ ว่าแป้งข้าวหมักไม่ใช่เชื้อสุราในตัวเอง ใคร ๆ เขาเอาไปทำอาหาร ยารักษาโรคกันทั้งนั้น การห้ามทำหรือขายเชื้อสุรา ซึ่งหมายรวมถึงแป้งข้าวหมักด้วยนั้น เป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรี มาตรา ๒๔ แห่ง พ.ร.บ.สุราฯ เฉพาะในความหมายที่หมายถึงแป้งข้าวหมัก จึงขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญ (๒๕๔๐) และทำให้มาตรา ๒๖ ที่ให้ใช้ใบอนุญาตเฉพาะในสถานที่ที่ระบุไว้อันเป็นมาตราต่อเนื่องกับมาตรา ๒๔ ในส่วนที่บังคับเชื้อสุราที่เป็นแป้งข้าวหมักขัดหรือแย้งและใช้บังคับไม่ได้ ด้วย
ศาลปกครองสูงสุดจึงวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลทำให้ การทำและขายแป้งข้าวหมัก ไม่อยู่ในบังคับต้องขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิตทั้งตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ แห่ง พ.ร.บ.สุราฯ อีกต่อไป
การออกระเบียบโดยอ้างอำนาจหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ จึงเป็นระเบียบที่ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ ไม่ถูกต้องตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ ดังกล่าว
การที่เจ้าพนักงานของกรมสรรพสามิตกำหนดในสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีให้ต้องค้าแป้ง ข้าวหมักในสถานที่ตั้งสำนักงานของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น จึง เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สัญญาดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับกับผู้ฟ้องคดี
พิพากษากลับ ให้กรมสรรพสามิต ยกเลิกสัญญาดังกล่าว ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๖/๒๕๔๗)
เรื่องหน่วยงานเขียนกฎหมายให้อำนาจตัวเองนี่เป็นกันแทบทุกแห่ง
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
ที่มา: เรื่องเหล้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 07 สิงหาคม 2553
เรื่องหน่วยงานเขียนกฎหมายให้อำนาจตัวเองนี่เป็นกันแทบทุกแห่ง
มีกิจกรรมทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากมายหลายแห่งทั้งที่ศาล และคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทั้งหลายไปเยี่ยมชมกัน
กฎหมายข้างตัวจึงขอนำคดีปกครองที่น่าเป็นประโยชน์กรณีโต้แย้งกันว่ากฎหมาย ที่บังคับใช้ บางเรื่อง บางประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
จะมีแนวทางในการขอความเป็นธรรมจากศาลได้อย่างไร
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงงดเหล้า เข้าพรรษา จึงขอนำคดีเรื่องเหล้านะโยม
เหล้าหรือสุราที่ชาวบ้านแปลว่ากินมาก ๆ แล้วเห็นช้างเท่าหมูนั้น พ.ร.บ.สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านนิยามไว้ตามมาตรา ๔ ว่า สุราหมายความรวมถึงวัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ซึ่งสามารถดื่มกิน ได้เช่นเดียวกับน้ำสุราหรือซึ่งดื่มกินไม่ได้ แต่เมื่อได้ผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับ น้ำสุรา
และจะเป็นเหล้าได้ ต้องมีสิ่งที่ พ.ร.บ.สุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ตามมาตรา ๔ เรียกว่า เชื้อสุรา ซึ่งหมายถึง แป้งเชื้อสุรา แป้งข้าวหมักหรือเชื้อใด ๆ ซึ่งเมื่อหมักกับวัตถุหรือของเหลวอื่นสามารถทำให้เกิดแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำสุรา ได้ มาเป็นเหตุเป็นปัจจัยในการผลิตสุราเสียก่อน
ทางธรรมนั้นท่านห้ามดื่มสุราเด็ดขาด ส่วนทางโลกกรมสรรพสามิตท่านมีมาตรการเสริมห้ามมิให้ทำสุราโดยไม่ขออนุญาต ดังที่มาตรา ๒๔ แห่งพ.ร.บ.สุราฯ กำหนด ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำหรือขายเชื้อสุรา เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต
และ มาตรา ๒๖ บังคับให้ ใบอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในสถานที่ที่ระบุ ไว้ในใบอนุญาตและผู้ได้รับใบอนุญาตจะต้องแสดงใบอนุญาตนั้นไว้ในที่เปิดเผย เห็นได้ง่าย
อนิจจา อุตส่าห์เป็นมาตรการเสริมความดีทั้งสองมาตราดันถูกฟ้องว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ
โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่งซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิตให้ทำและขายแป้งข้าวหมัก
ปรากฏว่ากรมสรรพสามิตท่านอ้างระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยการทำและขายแป้ง ข้าวหมัก พ.ศ. ๒๕๒๔ อนุญาตให้ขายได้เฉพาะที่ร้านของผู้ขออนุญาตค้าเท่านั้น อย่าคิดขายทั่วบ้านทั่วเมืองเป็นอันขาด เหล้า เบียร์ ของมึนเมาไม่อยากส่งเสริม
ขายได้ที่ร้านที่เดียวแล้วเมื่อไรจะรวยกับเขาละท่าน เห็นเป็นคนแก่วางระเบิดเก่งรึไง
จึงฟ้องต่อศาลปกครอง อ้างว่าสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการประกอบอาชีพย่อมได้รับการคุ้มครอง นอกจากนั้น การผลิตและขายแป้งข้าวหมักเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งย่อมได้รับความคุ้มครอง ในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตามบทบัญญัติมาตรา ๕๐ และมาตรา ๔๖ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ (ขณะนั้น)
ขอให้ศาลพิพากษาให้กรมสรรพสามิตยกเลิกสัญญาที่ให้ห้าง ผู้ฟ้องคดีขายแป้งข้าวหมักเฉพาะในสถานที่กรมสรรพสามิตกำหนด ให้ออกใบอนุญาตค้าได้โดยเสรี ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ห้างผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ และขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่ามาตรา ๒๔ ที่ให้ขออนุญาตต่อกรมสรรพสามิตเสียก่อนนั้นรวมทั้งมาตรา ๒๖ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเมื่อผู้ฟ้องคดี โต้แย้งว่ามาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ พ.ร.บ.สุราฯ ขัดต่อมาตรา ๔๖ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญและยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ใน กรณีนี้มาก่อน จึงให้ส่งข้อโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและให้รอการพิจารณาคดี ไว้
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมี คำวินิจฉัยที่ ๒๕/๒๕๔๗ ว่าแป้งข้าวหมักไม่ใช่เชื้อสุราในตัวเอง ใคร ๆ เขาเอาไปทำอาหาร ยารักษาโรคกันทั้งนั้น การห้ามทำหรือขายเชื้อสุรา ซึ่งหมายรวมถึงแป้งข้าวหมักด้วยนั้น เป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรี มาตรา ๒๔ แห่ง พ.ร.บ.สุราฯ เฉพาะในความหมายที่หมายถึงแป้งข้าวหมัก จึงขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญ (๒๕๔๐) และทำให้มาตรา ๒๖ ที่ให้ใช้ใบอนุญาตเฉพาะในสถานที่ที่ระบุไว้อันเป็นมาตราต่อเนื่องกับมาตรา ๒๔ ในส่วนที่บังคับเชื้อสุราที่เป็นแป้งข้าวหมักขัดหรือแย้งและใช้บังคับไม่ได้ ด้วย
ศาลปกครองสูงสุดจึงวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลทำให้ การทำและขายแป้งข้าวหมัก ไม่อยู่ในบังคับต้องขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิตทั้งตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ แห่ง พ.ร.บ.สุราฯ อีกต่อไป
การออกระเบียบโดยอ้างอำนาจหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ จึงเป็นระเบียบที่ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ ไม่ถูกต้องตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ ดังกล่าว
การที่เจ้าพนักงานของกรมสรรพสามิตกำหนดในสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีให้ต้องค้าแป้ง ข้าวหมักในสถานที่ตั้งสำนักงานของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น จึง เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สัญญาดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับกับผู้ฟ้องคดี
พิพากษากลับ ให้กรมสรรพสามิต ยกเลิกสัญญาดังกล่าว ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๖/๒๕๔๗)
เรื่องหน่วยงานเขียนกฎหมายให้อำนาจตัวเองนี่เป็นกันแทบทุกแห่ง
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
ที่มา: เรื่องเหล้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 07 สิงหาคม 2553
เรื่องหน่วยงานเขียนกฎหมายให้อำนาจตัวเองนี่เป็นกันแทบทุกแห่ง
อย่างนี้ไม่ต้องลาออก
มีปัญหาแบบไม่น่ามีปัญหาว่า ใครจะอยู่ใครจะไป ขนาดกฤษฎีกายังเอาไม่อยู่
บ้านนี้เมืองนี้ แล้วจะอยู่กันยังไงวะเนี่ย
ต้องคดีปกครองของกฎหมายข้างตัว นี่ของจริง จะไปหรืออยู่ ว่ากันสะเด็ดน้ำ แบบว่ามันจบแล้วโยม
คดีนี้เป็นการปะทะกันระหว่างท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับท่านประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ช้างชนช้าง ฝ่ายบริหารล่อกับฝ่ายนิติบัญญัติต้องมันแน่ ๆ
เริ่มจากท่านนายก อบจ.เคราะห์หามยามร้ายถูกดำเนินคดีอาญา
มิหนำเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่ได้ประกันตัว ต้องย้ายที่อยู่ไปเรือนจำระหว่างพิจารณาคดี
ท่านประธานสภามาเยี่ยมถึงเรือนจำ นึกว่าเป็นห่วงเป็นใย อุบ๊ะ ดันหนีบใบลาออกติดมือมาด้วยแน่ะ หวังดีแต่ประสงค์ร้ายนี่หว่า
ว่าไปทำไมมี ท่านนายกก็ก่อเหตุไว้ด้วย ตอนได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดดันเขียนใบลาออกไม่ลงวันที่ มอบให้ท่านประธานสภา
ท่านประธานเก็บเงียบไว้เป็นทีเด็ด แต่หลังจากไปเยี่ยมท่านนายกที่เรือนจำและมั่นใจว่านายกไม่รอดแน่งานนี้
สองอาทิตย์ต่อมา จึงเป็นฤกษ์งามยามดีนำหนังสือลาออกไปยื่นต่อส่วนกิจการสภา
ท่านนายกก็ต้องเด้งจากตำแหน่งเหลือแต่ตำแหน่งผู้ต้องขังเพียงตำแหน่งเดียว
การเมืองระดับไหนก็เหมือนกันหมดยังงี้แหละครับท่าน
ท่านประธานได้ทีเรียกประชุมสภาและมีมติเลือกท่านนายก อบจ. คนใหม่อย่างเรียบร้อยโดยไม่มีการชุมนุมประท้วงใด ๆ
อนิจจังไม่เที่ยง ศาลอาญามีคำพิพากษาและปล่อยตัวท่านนายกอีกหกเดือนต่อมา
จึงเกิดเรื่องเป็นคดีขึ้นมา ท่านนายกคนเก่ารีบรุดไปทวง ตำแหน่งคืนก็เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วนะเฟ้ย
อา ล้วงกระเป๋าเอาเงินท่านประธานซึ่งหน้ายังง่ายกว่าให้คืนตำแหน่ง เรื่องจึงถึงโรงถึงศาลปกครอง
ท่านนายกฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสภาในการพิจารณาแต่งตั้งนายกคนใหม่ดังกล่าว
อ้างว่าไม่มีเจตนาลาออกและไม่เคยทำหรือยื่นหนังสือขอลาออกหรือมอบหมายให้ใครกระทำการ
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ยืน ตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น
เรื่องนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือลาออกต่อประธานสภา อบจ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
การพ้นจากตำแหน่งด้วยการลาออก ท่านว่า ต้องพิจารณาถึงเจตนาและความสมัครใจ ที่จะพ้นจากตำแหน่งด้วย
หนังสือลาออกของผู้ฟ้องคดีกำหนดให้มีผลในอนาคต ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่พ้นจากตำแหน่งจนกว่าจะถึงวันดังกล่าว
ยังมีเวลาไตร่ตรองทบทวนหรืออาจมีเหตุให้ไม่ประสงค์ลาออกอีกต่อไป
เมื่อเรื่องนี้ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอระงับการลาออกต่อประธานสภาก่อน การลาออกมีผลจึงแสดงเจตนาที่ชัดแจ้งว่าไม่ประสงค์ผูกพันการลาออกอีกต่อไป
ส่วนแนวทางกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดว่า ถ้าหนังสือลาออกระบุเงื่อนเวลาที่ประสงค์จะลาออกไว้แตกต่างจากวันที่ยื่น หนังสือลาออก ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดตามเงื่อนเวลาย่อมไม่สามารถขอถอนหนังสือลาออก หรือเปลี่ยนแปลงเวลาลาออกในหนังสือได้
แนวปฏิบัตินี้เป็นการบังคับบุคคลให้พ้นจากตำแหน่งโดยไม่คำนึงความสมัครใจของบุคคลตามหนังสือลาออกนั้น
ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง (๖) แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ไม่อาจนำมาอ้างได้
ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มติในการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการ เลือกนายก อบจ. คนใหม่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ให้ เพิกถอนมติ ดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่มีมติเพื่อมิให้เกิดปัญหาการดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย และไม่ส่งผลกระทบต่อการที่ได้กระทำลงไป
(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. ๒๑๘/๒๕๔๙)
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
ที่มา: อย่างนี้ไม่ต้องลาออก กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553
บ้านนี้เมืองนี้ แล้วจะอยู่กันยังไงวะเนี่ย
ต้องคดีปกครองของกฎหมายข้างตัว นี่ของจริง จะไปหรืออยู่ ว่ากันสะเด็ดน้ำ แบบว่ามันจบแล้วโยม
คดีนี้เป็นการปะทะกันระหว่างท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับท่านประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ช้างชนช้าง ฝ่ายบริหารล่อกับฝ่ายนิติบัญญัติต้องมันแน่ ๆ
เริ่มจากท่านนายก อบจ.เคราะห์หามยามร้ายถูกดำเนินคดีอาญา
มิหนำเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่ได้ประกันตัว ต้องย้ายที่อยู่ไปเรือนจำระหว่างพิจารณาคดี
ท่านประธานสภามาเยี่ยมถึงเรือนจำ นึกว่าเป็นห่วงเป็นใย อุบ๊ะ ดันหนีบใบลาออกติดมือมาด้วยแน่ะ หวังดีแต่ประสงค์ร้ายนี่หว่า
ว่าไปทำไมมี ท่านนายกก็ก่อเหตุไว้ด้วย ตอนได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดดันเขียนใบลาออกไม่ลงวันที่ มอบให้ท่านประธานสภา
ท่านประธานเก็บเงียบไว้เป็นทีเด็ด แต่หลังจากไปเยี่ยมท่านนายกที่เรือนจำและมั่นใจว่านายกไม่รอดแน่งานนี้
สองอาทิตย์ต่อมา จึงเป็นฤกษ์งามยามดีนำหนังสือลาออกไปยื่นต่อส่วนกิจการสภา
ท่านนายกก็ต้องเด้งจากตำแหน่งเหลือแต่ตำแหน่งผู้ต้องขังเพียงตำแหน่งเดียว
การเมืองระดับไหนก็เหมือนกันหมดยังงี้แหละครับท่าน
ท่านประธานได้ทีเรียกประชุมสภาและมีมติเลือกท่านนายก อบจ. คนใหม่อย่างเรียบร้อยโดยไม่มีการชุมนุมประท้วงใด ๆ
อนิจจังไม่เที่ยง ศาลอาญามีคำพิพากษาและปล่อยตัวท่านนายกอีกหกเดือนต่อมา
จึงเกิดเรื่องเป็นคดีขึ้นมา ท่านนายกคนเก่ารีบรุดไปทวง ตำแหน่งคืนก็เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วนะเฟ้ย
อา ล้วงกระเป๋าเอาเงินท่านประธานซึ่งหน้ายังง่ายกว่าให้คืนตำแหน่ง เรื่องจึงถึงโรงถึงศาลปกครอง
ท่านนายกฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสภาในการพิจารณาแต่งตั้งนายกคนใหม่ดังกล่าว
อ้างว่าไม่มีเจตนาลาออกและไม่เคยทำหรือยื่นหนังสือขอลาออกหรือมอบหมายให้ใครกระทำการ
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ยืน ตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น
เรื่องนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือลาออกต่อประธานสภา อบจ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
การพ้นจากตำแหน่งด้วยการลาออก ท่านว่า ต้องพิจารณาถึงเจตนาและความสมัครใจ ที่จะพ้นจากตำแหน่งด้วย
หนังสือลาออกของผู้ฟ้องคดีกำหนดให้มีผลในอนาคต ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่พ้นจากตำแหน่งจนกว่าจะถึงวันดังกล่าว
ยังมีเวลาไตร่ตรองทบทวนหรืออาจมีเหตุให้ไม่ประสงค์ลาออกอีกต่อไป
เมื่อเรื่องนี้ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอระงับการลาออกต่อประธานสภาก่อน การลาออกมีผลจึงแสดงเจตนาที่ชัดแจ้งว่าไม่ประสงค์ผูกพันการลาออกอีกต่อไป
ส่วนแนวทางกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดว่า ถ้าหนังสือลาออกระบุเงื่อนเวลาที่ประสงค์จะลาออกไว้แตกต่างจากวันที่ยื่น หนังสือลาออก ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดตามเงื่อนเวลาย่อมไม่สามารถขอถอนหนังสือลาออก หรือเปลี่ยนแปลงเวลาลาออกในหนังสือได้
แนวปฏิบัตินี้เป็นการบังคับบุคคลให้พ้นจากตำแหน่งโดยไม่คำนึงความสมัครใจของบุคคลตามหนังสือลาออกนั้น
ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง (๖) แห่ง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ไม่อาจนำมาอ้างได้
ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มติในการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการ เลือกนายก อบจ. คนใหม่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ให้ เพิกถอนมติ ดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่มีมติเพื่อมิให้เกิดปัญหาการดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย และไม่ส่งผลกระทบต่อการที่ได้กระทำลงไป
(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. ๒๑๘/๒๕๔๙)
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
ที่มา: อย่างนี้ไม่ต้องลาออก กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553
ว่านหางจระเข้ ลดสิวอักเสบ
วันนี้มีวิธีกำจัด ‘สิวอักเสบ’ ศัตรูตัวร้ายของความงามบนใบหน้ามาเล่าสู่กันฟัง เพียงใช้ ‘ว่านหางจระเข้’ เพราะใน ว่านห่างจระเข้ มีสารที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและสารสมานแผล จึงทำให้สิวอักเสบยุบลงได้รวดเร็ว
วิธีทำ นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในน้ำประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองไหลออกมา จากนั้นปอกเปลือกจนเหลือแต่วุ้นใส นำไปล้างยางออกอีกที แล้วนำวุ้นมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หรือบดละเอียด คั้นเอาแต่น้ำวุ้นว่านหางจระเข้มาใช้
วิธีใช้เพียงนำมาแต้มบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ วันละ 1-2 ครั้ง สิวอักเสบก็จะแห้งและยุบลง
ที่มา: ว่านหางจระเข้ ลดสิวอักเสบ เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 01 กันยายน 2553
วิธีทำ นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในน้ำประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองไหลออกมา จากนั้นปอกเปลือกจนเหลือแต่วุ้นใส นำไปล้างยางออกอีกที แล้วนำวุ้นมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หรือบดละเอียด คั้นเอาแต่น้ำวุ้นว่านหางจระเข้มาใช้
วิธีใช้เพียงนำมาแต้มบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ วันละ 1-2 ครั้ง สิวอักเสบก็จะแห้งและยุบลง
ที่มา: ว่านหางจระเข้ ลดสิวอักเสบ เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 01 กันยายน 2553
ใครว่า รักแท้ ไม่มีจริง Who said there is no such a thing as true love
ใครว่า รักแท้ ไม่มีจริง ผลงานจากความตั้งใจของ ‘ธีรโสภณ’ หรือ พระมหาเกรียงไกร ธีรปญโญ ที่ อยากร้อยเรียงถ้อยคำสื่อถึงความจริงควบคู่ไปกับความรัก หวังให้ผู้อ่านเข้าถึงสัจธรรมของความรัก ด้วยการนำเสนอวิถีแห่งธรรมะและมุมมองอีกแง่ของความรัก ที่จะทำให้คุณได้พบกับรักแท้ และประคองรักแท้ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน อาทิ ค้นหารักแท้, 10 มิติแห่งการประคองรักแท้ให้ยืนยาว, บันได 10 ขั้นสำหรับประคองรักแท้เมื่อมีบททดสอบ, รักหรือหลง จะรู้ได้อย่างไรว่าเขารักเราจริง และรักแท้มีจริง พบได้ในชาตินี้ เป็นต้น ท้ายเล่มมี คาถาให้เขารักเรา และ คาถาหาคู่แท้ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ธิงค์ บียอนด์ ธรรมะ
ตัวอย่างข้อความในบท “แค่มีธรรมเสน่ห์ รักแท้ก็ค้นหาได้” หน้า 58
เติมความเข้าใจ รักแท้หาได้เพียงแค่มีความเข้าใจ...รักในสิ่งที่เขาหรือเธอนั้นมี เข้าใจในสิ่งที่เธอนั้นทำหรือเป็น ครอบครัวจะเป็นสุขเมื่อทั้งฝ่ายสามีภรรยา รวมทั้งลูก ๆ ต่างเข้าใจกันและกัน มีอุดมการณ์ร่วมกัน ถ้ายิ่งได้เข้าไปนั่งในจิต หรือจะเข้าไปครองใจกันได้...สมดุลแห่งรักแท้นั้นจะยิ่งปักแน่น ต่อให้แผ่นดินไหว สายฟ้าฟาด พายุพัด หรือจะซัดกระหน่ำให้รักแท้นี้หลุดลอยไปไหนไม่ได้แน่...
ร่วมเดินทางค้นหา รักแท้ พิสูจน์ให้ได้ว่า มีอยู่จริง
ที่มา: หนังสือน่าอ่าน ใครว่า รักแท้ ไม่มีจริง เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2553
ตัวอย่างข้อความในบท “แค่มีธรรมเสน่ห์ รักแท้ก็ค้นหาได้” หน้า 58
เติมความเข้าใจ รักแท้หาได้เพียงแค่มีความเข้าใจ...รักในสิ่งที่เขาหรือเธอนั้นมี เข้าใจในสิ่งที่เธอนั้นทำหรือเป็น ครอบครัวจะเป็นสุขเมื่อทั้งฝ่ายสามีภรรยา รวมทั้งลูก ๆ ต่างเข้าใจกันและกัน มีอุดมการณ์ร่วมกัน ถ้ายิ่งได้เข้าไปนั่งในจิต หรือจะเข้าไปครองใจกันได้...สมดุลแห่งรักแท้นั้นจะยิ่งปักแน่น ต่อให้แผ่นดินไหว สายฟ้าฟาด พายุพัด หรือจะซัดกระหน่ำให้รักแท้นี้หลุดลอยไปไหนไม่ได้แน่...
ร่วมเดินทางค้นหา รักแท้ พิสูจน์ให้ได้ว่า มีอยู่จริง
ที่มา: หนังสือน่าอ่าน ใครว่า รักแท้ ไม่มีจริง เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2553
ค้นพบกะเพรา-โมก ชนิดใหม่ของโลก
ทีมสำรวจพันธุ์ไม้ของกรมอุทยานฯ พบต้นกะเพราชนิดใหม่ของโลกในภาคอีสานของไทย ซ่อนตัวอยู่ตามภูเขาหินทราย ป่าเต็งรัง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย แต่กลิ่นไม่ฉุนเหมือนกะเพราบ้าน ยังไม่ได้ทดลองกินได้หรือไม่
การตั้งชื่อ “กะเพราศักดิ์สิทธิ์” เพื่อเป็นเกียรติและไว้อาลัยอดีตปลัด ทส. ผู้ล่วงลับ “ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช” พร้อมเผยรายชื่อไม้ตระกูล “โมก” อีก 3 ชนิด “โมกการะเกด- โมกพะวอ-โมกนเรศวร” พบใหม่ครั้งแรกในโลกทางภาคเหนือของไทย
เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2553 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงข่าวการค้นพบพันธุ์ไม้ใหม่ของโลกในประเทศไทย ว่า ขณะนี้มีเรื่องน่ายินดี เมื่อคณะสำรวจพันธุ์ไม้ของกรมอุทยานฯ นำโดยนายสมราน สุดดี ผู้เชี่ยวชาญไม้วงศ์กะเพราของไทย ได้สำรวจพบกะเพราชนิดใหม่ของโลก วงศ์ Labiatae ที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนอง คาย ขึ้นอยู่บนดินตื้น ๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง ลำต้นเป็นเหลี่ยม สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร กิ่งมีขนสั้น นุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก ยาว 0.4-1 เซนติเมตร แผ่นใบมีขน สากด้านบน ก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร ออกดอกและติดผลเดือน ต.ค.-ธ.ค. แต่กลิ่นไม่รุนแรงเหมือนกะเพราบ้านทั่วไป ส่วนจะรับประทานเป็นอาหารได้หรือไม่ ยังไม่ได้ทดลอง
นายจตุพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมตีพิมพ์ประกาศให้เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก โดยจะให้แล้วเสร็จในปี 2553 นี้ หลังจากที่ใช้เวลาในการตรวจสอบกับตัวอย่างพรรณไม้ต่าง ๆ ที่ใกล้เคียง ในหอพรรณไม้ต่าง ๆ ทั่วโลก และไม่พบ ว่ากะเพราพันธุ์ใหม่ของไทยไปซ้ำหรือใกล้เคียงกับของประเทศอื่น ดังนั้นจึงเป็น กะเพราพันธุ์ใหม่ของโลก ทั้งนี้ จะให้ชื่อว่า “กะเพรา ศักดิ์สิทธิ์ (Platostoma tridechii Suddee)” เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณ และคุณูปการ แก่นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรฯ ที่ได้ทำหน้าที่ ปกป้อง ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติ อย่างเต็มกำลังความสามารถ จนจบชีวิตขณะ ปฏิบัติหน้าที่
“การตั้งชื่อกะเพราพันธุ์ใหม่ของโลกชื่อกะเพราศักดิ์สิทธิ์ น่าจะเหมาะสมเพราะนายศักดิ์สิทธิ์ ชอบรับประทานผัดกะเพรามาก และกะเพราพันธุ์ใหม่ยังมีอยู่ที่เดียวคือภูวัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภาคบ้านเกิดของนายศักดิ์สิทธิ์ โดยกรมอุทยานฯ จะศึกษาเพื่อขยายพันธุ์ เพราะจัดเป็นพืชหายากใกล้สูญพันธุ์” อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว
นายจตุพร กล่าวต่อว่านอกจากนี้ทีมสำรวจพันธุ์ไม้ของกรมอุทยานฯ นำโดยนายราชันย์ ภู่มา หัวหน้าคณะสำรวจ ยังค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทยในสกุลโมกอีก 3 ชนิด คือ โมกการะเกด พบเพียงแห่งเดียวทางภาคเหนือ ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ใกล้ชายแดนไทย-พม่า เป็นไม้ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีดอกสวยงาม กลีบดอกเป็นรูปกงล้อ สีแดงสด มีสีเขียวที่โคนด้านนอก ช่อดอกออกสั้น ๆ ตามปลายกิ่ง มีขนละเอียด ก้านช่อดอกยาวได้ประมาณ 2 เซนติเมตร
ออกดอกประมาณเดือน พ.ค. ติดผลประมาณเดือน ก.ย. ต่อมาที่ค้นพบคือโมกพะวอ มีต้นสูงประมาณ 15 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีดอกสวยงาม เป็นรูปกงล้อ สีเขียวอมเหลือง ด้านในและด้านนอกมีสีเข้ม หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร กลีบรูปรี ยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตร กระบังสีเหลือง เรียงติดกันเป็นวงคล้ายรูปถ้วย พบเฉพาะภาคเหนือบริเวณศาลเจ้าพ่อพะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก ขึ้นบนเชิงเขาหินปูนในป่าเบญจพรรณ ออกดอกประมาณเดือน พ.ค. ติดผลประมาณเดือน ส.ค.
อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวอีกว่า โมก ชนิดใหม่ของโลกอีกชนิดหนึ่งคือ โมกนเรศวร ต้นสูงประมาณ 4 เมตร เปลือกสีเขียวปนเทา ดอกเป็นรูปกงล้อ สีส้มอมเหลืองสวยงาม ดอกยาวประมาณ 2.7 เซนติเมตร มีปุ่มเล็ก ๆ ด้านใน กลีบรูปรี ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร พบเฉพาะทางภาคเหนือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อ.อุ้มผาง จ.ตาก ขึ้นตามสันเขาในป่าเบญจพรรณ ระดับความสูงประมาณ 700 เมตร ออกดอกเดือน พ.ค. ของทุกปี ทั้งนี้ โมกพันธุ์ใหม่ของโลกทั้ง 3 พันธุ์ ได้รับการยืนยันจากนายเดวิด มิดเดิลตัน ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้ในสกุลโมกจากหอพรรณไม้เอดินเบอระ สหราชอาณาจักร และได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารการ์เดนส์ บุลเลติน สิงคโปร์ ซึ่งเป็นวารสารระดับโลกด้านพรรณไม้แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีพืชสกุลโมกเพิ่มเป็น 14 ชนิด จากพืชสกุลโมกทั่วโลกทั้งหมด 25 ชนิด ซึ่งถือว่าประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของพืชสกุลโมกของโลกไปแล้ว
ที่มา: ค้นพบกะเพรา-โมก ชนิดใหม่ของโลก เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2553
การตั้งชื่อ “กะเพราศักดิ์สิทธิ์” เพื่อเป็นเกียรติและไว้อาลัยอดีตปลัด ทส. ผู้ล่วงลับ “ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช” พร้อมเผยรายชื่อไม้ตระกูล “โมก” อีก 3 ชนิด “โมกการะเกด- โมกพะวอ-โมกนเรศวร” พบใหม่ครั้งแรกในโลกทางภาคเหนือของไทย
เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2553 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงข่าวการค้นพบพันธุ์ไม้ใหม่ของโลกในประเทศไทย ว่า ขณะนี้มีเรื่องน่ายินดี เมื่อคณะสำรวจพันธุ์ไม้ของกรมอุทยานฯ นำโดยนายสมราน สุดดี ผู้เชี่ยวชาญไม้วงศ์กะเพราของไทย ได้สำรวจพบกะเพราชนิดใหม่ของโลก วงศ์ Labiatae ที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนอง คาย ขึ้นอยู่บนดินตื้น ๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง ลำต้นเป็นเหลี่ยม สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร กิ่งมีขนสั้น นุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก ยาว 0.4-1 เซนติเมตร แผ่นใบมีขน สากด้านบน ก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร ออกดอกและติดผลเดือน ต.ค.-ธ.ค. แต่กลิ่นไม่รุนแรงเหมือนกะเพราบ้านทั่วไป ส่วนจะรับประทานเป็นอาหารได้หรือไม่ ยังไม่ได้ทดลอง
นายจตุพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมตีพิมพ์ประกาศให้เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก โดยจะให้แล้วเสร็จในปี 2553 นี้ หลังจากที่ใช้เวลาในการตรวจสอบกับตัวอย่างพรรณไม้ต่าง ๆ ที่ใกล้เคียง ในหอพรรณไม้ต่าง ๆ ทั่วโลก และไม่พบ ว่ากะเพราพันธุ์ใหม่ของไทยไปซ้ำหรือใกล้เคียงกับของประเทศอื่น ดังนั้นจึงเป็น กะเพราพันธุ์ใหม่ของโลก ทั้งนี้ จะให้ชื่อว่า “กะเพรา ศักดิ์สิทธิ์ (Platostoma tridechii Suddee)” เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณ และคุณูปการ แก่นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรฯ ที่ได้ทำหน้าที่ ปกป้อง ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติ อย่างเต็มกำลังความสามารถ จนจบชีวิตขณะ ปฏิบัติหน้าที่
“การตั้งชื่อกะเพราพันธุ์ใหม่ของโลกชื่อกะเพราศักดิ์สิทธิ์ น่าจะเหมาะสมเพราะนายศักดิ์สิทธิ์ ชอบรับประทานผัดกะเพรามาก และกะเพราพันธุ์ใหม่ยังมีอยู่ที่เดียวคือภูวัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภาคบ้านเกิดของนายศักดิ์สิทธิ์ โดยกรมอุทยานฯ จะศึกษาเพื่อขยายพันธุ์ เพราะจัดเป็นพืชหายากใกล้สูญพันธุ์” อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว
นายจตุพร กล่าวต่อว่านอกจากนี้ทีมสำรวจพันธุ์ไม้ของกรมอุทยานฯ นำโดยนายราชันย์ ภู่มา หัวหน้าคณะสำรวจ ยังค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทยในสกุลโมกอีก 3 ชนิด คือ โมกการะเกด พบเพียงแห่งเดียวทางภาคเหนือ ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ใกล้ชายแดนไทย-พม่า เป็นไม้ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีดอกสวยงาม กลีบดอกเป็นรูปกงล้อ สีแดงสด มีสีเขียวที่โคนด้านนอก ช่อดอกออกสั้น ๆ ตามปลายกิ่ง มีขนละเอียด ก้านช่อดอกยาวได้ประมาณ 2 เซนติเมตร
ออกดอกประมาณเดือน พ.ค. ติดผลประมาณเดือน ก.ย. ต่อมาที่ค้นพบคือโมกพะวอ มีต้นสูงประมาณ 15 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีดอกสวยงาม เป็นรูปกงล้อ สีเขียวอมเหลือง ด้านในและด้านนอกมีสีเข้ม หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร กลีบรูปรี ยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตร กระบังสีเหลือง เรียงติดกันเป็นวงคล้ายรูปถ้วย พบเฉพาะภาคเหนือบริเวณศาลเจ้าพ่อพะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก ขึ้นบนเชิงเขาหินปูนในป่าเบญจพรรณ ออกดอกประมาณเดือน พ.ค. ติดผลประมาณเดือน ส.ค.
อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวอีกว่า โมก ชนิดใหม่ของโลกอีกชนิดหนึ่งคือ โมกนเรศวร ต้นสูงประมาณ 4 เมตร เปลือกสีเขียวปนเทา ดอกเป็นรูปกงล้อ สีส้มอมเหลืองสวยงาม ดอกยาวประมาณ 2.7 เซนติเมตร มีปุ่มเล็ก ๆ ด้านใน กลีบรูปรี ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร พบเฉพาะทางภาคเหนือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อ.อุ้มผาง จ.ตาก ขึ้นตามสันเขาในป่าเบญจพรรณ ระดับความสูงประมาณ 700 เมตร ออกดอกเดือน พ.ค. ของทุกปี ทั้งนี้ โมกพันธุ์ใหม่ของโลกทั้ง 3 พันธุ์ ได้รับการยืนยันจากนายเดวิด มิดเดิลตัน ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้ในสกุลโมกจากหอพรรณไม้เอดินเบอระ สหราชอาณาจักร และได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารการ์เดนส์ บุลเลติน สิงคโปร์ ซึ่งเป็นวารสารระดับโลกด้านพรรณไม้แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีพืชสกุลโมกเพิ่มเป็น 14 ชนิด จากพืชสกุลโมกทั่วโลกทั้งหมด 25 ชนิด ซึ่งถือว่าประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของพืชสกุลโมกของโลกไปแล้ว
ที่มา: ค้นพบกะเพรา-โมก ชนิดใหม่ของโลก เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2553
Subscribe to:
Posts (Atom)

