Wednesday, July 20, 2011

การใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นในภูมิภาค กับ อนาคตของไทยในอาเซียน [1] + [2]

บันทึกอาเซียน | ASEAN DIARY : การใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นในภูมิภาค กับ อนาคตของไทยในอาเซียน [1]

กฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติว่า “The working language of ASEAN shall be English” | “ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ” ความหมายที่เป็นที่เข้าใจในขั้นต้นก็เป็นเพียงเรื่องของทางราชการและภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเพียงเท่านี้ก็เป็นเรื่องปรกติธรรมดาของการทำงานในโลกปัจจุบันอยู่แล้ว แม้จะหมายความเพียงว่าเป็นการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารระหว่างกันในการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ตลอดจนองค์กรและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทว่าความหมายของบทบัญญัติที่ให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของอาเซียนสำหรับการทำงานร่วมกันนั้นมีความหมายกว้างไกลไปถึงทุกส่วนของประชาคมอาเซียนด้วย หมายความว่าประชาชนพลเมืองใน 10 ประเทศอาเซียนจะต้องใช้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น นอกเหนือจากภาษาประจำชาติหรือภาษาประจำถิ่นของแต่ละชาติแต่ละชุมชนเอง เพราะไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่จะต้องไปมาหาสู่ร่วมประชุมปรึกษาหารือและสื่อสารกัน และไม่เฉพาะนักธุรกิจและคนทำมาค้าขายระหว่างประเทศเท่านั้นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและการติดต่อธุรกิจระหว่างกัน แต่ในเมื่อทุกคนที่อยู่ในอาเซียนล้วนแล้วแต่เป็นพลเมืองของอาเซียนด้วยกันทุกคน และทุกคนจะต้องไปมาหาสู่ เดินทางท่องเที่ยว ทำความรู้จักคุ้นเคยต่อกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และที่สำคัญทุกคนจะต้องเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อหางานทำและแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าให้กับชีวิต ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงเป็นเครื่องมืออันดับหนึ่งสำหรับพลเมืองอาเซียน ในการสื่อสารสร้างสัมพันธ์สู่โลกกว้างของภูมิภาคอาเซียน โลกแห่งมิตรไมตรีที่ขยายกว้างไร้พรมแดน โลกแห่งการแข่งขันไร้ขอบเขตภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม

ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษาที่สองของชาวอาเซียน เคียงคู่ภาษาที่หนึ่งอันเป็นภาษาประจำชาติของแต่ละคน

ส่วนภาษาที่สามของชาวอาเซียนนั้นก็คือภาษาอื่นในอาเซียนภาษาหนึ่งภาษาใดหรือมากว่าหนึ่งภาษา เช่นภาษามาเลย์ ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาจีน ภาษาลาว ภาษาขแมร์ ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า ภาษาฟิลิปปิโน ภาษาฮินดี และ ภาษาทมิฬ นอกจากนั้นยังมีภาษาของประเทศนอกภูมิภาคอาเซียนที่เป็นประเทศคู่เจรจาสำคัญของอาเซียนอีกแปดประเทศคือ: จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และ รัสเซีย ซึ่งหมายความว่าจะต้องเรียนรู้ภาษาที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ คือ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษารัสเซีย และภาษาที่ใช้ในอินเดียอีกหลายภาษา (ฮินดี, อูรดู, ทมิฬ, เบงกาลี ฯลฯ)

ภาษาอังกฤษ: ในฐานะภาษาสำคัญของโลก ภาษาอังกฤษปัจจุบันคือภาษานานาชาติ เป็นภาษากลางของโลก ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของมนุษยชาติ เป็นภาษาที่มนุษย์บนโลกใช้ติดต่อระหว่างกันเป็นหลัก ไม่ว่าแต่ละคนจะใช้ภาษาอะไรเป็นภาษาประจำชาติ เมื่อต้องติดต่อกับคนอื่นที่ต่างภาษาต่างวัฒนธรรมกันทุกคนจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ทุกชาติทุกภาษาจึงบรรจุวิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองรองลงมาจากภาษาประจำชาติ เป็นแกนหลักของหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงการศึกษาตลอดชีวิต แต่เมื่ออาเซียนกำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็น “working language” เราจึงต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ตามความหมายของถ้อยคำว่าเป็น “ภาษาทำงาน” ของทุกคนในอาเซียน ทุกคนที่ “ทำงานเกี่ยวกับอาเซียน”, “ทำงานในอาเซียน”, ทำงานร่วมกับเพื่อนอาเซียน”, “มีเครือข่ายประชาสังคมอาเซียน”, “แสวงหาโอกาสทางการศึกษาในอาเซียน”, “มีเพื่อนในอาเซียน” และ “เดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน”

ทุกคนต้องเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ไปจนถึงเกษตรกรชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านทั่วไป นักเรียน นักศึกษา เด็กและเยาวชน ฯลฯ

คนทำงานเกี่ยวกับอาเซียน :

คนที่ทำงานโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องของอาเซียน หมายถึงตั้งแต่พนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน ไปจนถึงคนทำงานในสำนักเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ทุกคนต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

ข้าราชการไทยทุกกระทรวงทบวงกรม จะต้องมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ และใช้ได้ดีด้วย เพราะงานเกี่ยวกับอาเซียนนั้นเกี่ยวกับทุกกระทรวงทบวงกรม จากนี้ไปควรเป็นนโยบายของรัฐบาลในการบรรจุข้าราชการทุกระดับทุกหน่วยงานโดยคำนึงถึงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ ไม่ว่าตำแหน่งราชการนั้นๆจะเกี่ยวข้องกับงานอาเซียนโดยตรงหรือไม่ก็ตาม เพราะถึงอย่างไรงานทุกระดับในหน่วยราชการจะต้องเกี่ยวข้องกับอาเซียนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมทั้งสิ้น รัฐบาลควรมี นโยบายระยะสั้นเฉพาะหน้าในช่วงเวลาก่อนถึงปี 2558/2015 อันเป็นปีบรรลุเป้าหมายการสร้างประชาคมอาเซียน ว่าจะปรับขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของข้าราชทุกคนทุกระดับแล้วปรับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนข้าราชการที่พัฒนาขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้แล้วให้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ให้ได้เงินเดือนสูงพอหรือสูงเหนือเงินเดือนปรกติในระบบราชการปัจจุบัน สูงจนเป็นที่ดึงดูดคนที่มีขีดความสามารถสูงหันมาสนใจรับราชการโดยไม่ลังเลว่าจะไปทำงานภาคเอกชนดีกว่าหรือไม่ สูงจนมาตรฐานการตอบแทนภาครัฐเทียบเท่าหรือดีกว่าภาคเอกชน

นโยบายระยะสั้นเฉพาะหน้าของระบบราชการก็คือพัฒนาบุคคลากรที่พัฒนาได้แล้วปรับเงินเดือนส่วนที่พัฒนาได้มาตรฐาน ที่เหลือก็ค่อยๆพัฒนาและปรับผลตอบแทนต่อไปในระยะยาว ข้าราชการที่ไม่ปรับตัวก็ให้อยู่อย่างปรกติธรรมดาเหมือนเดิมแบบชีวิตไม่เปลี่ยนแปลงต่อไป เนื่องจากการเรียนภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างประเทศอื่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะเรียนรู้ได้เสมอเหมือนกันทุกคน ทุกวัย ทุกวัฒนธรรม ไม่เกี่ยวกับภูมิปัญญาพิเศษใดๆ ใครๆก็เรียนภาษาใหม่ได้ ใครๆก็เรียนภาษาอังกฤษได้- ถ้าอยากจะเรียน -ไม่มีข้ออ้างว่ายากจน เรียนไม่ไหว หรืออายุมากแล้ว “ลิ้นแข็ง” เรียนไม่ได้แล้ว ภาษาเป็นทักษะ เรียนรู้ได้ด้วยการฝึกฝน ใช้มากๆ ใช้บ่อยๆ เท่านั้นเอง ถ้าขยันเรียนก็ใช้ภาษาอังกฤษได้ในเวลาไม่นาน วิธีสร้างแรงจูงใจโดยการปรับขึ้นเงินเดือนเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งในระบบราชการจึงเป็นแรงจูงใจอย่างมีเหตุผลดีในการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของข้าราชไทยยุคประชาคมอาเซียน

นโยบายระยะยาว ก็ควรเป็นการให้ขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นมาตรฐานกลางของระบบราชการโดยปรับเงินเดือนและผลตอบแทนอื่นๆให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ หากทำเช่นว่านี้ได้ก็เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมในการปรับฐานเงินเดือนและผลตอบแทนให้ข้าราชการทุกคน

พนักงานประจำสำนักเลขาธิการอาเซียน สำหรับคนที่ต้องการจะไปทำงานเกี่ยวกับอาเซียนโดยตรงในสำนักเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา หรือสำนักงานสาขาในประเทศอื่นที่จะมีในอนาคต ตลอดจนผู้ที่จะไปทำงานให้กับรัฐบาลประเทศสมาชิกอื่นของอาเซียน กล่าวโดยตรงก็คือคนที่จะไปรับราชการในประเทศอาเซียนอื่น ซึ่งในอนาคตจะเป็นเรื่องจริงที่เป็นไปได้ เพราะแต่ละรัฐสมาชิกจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ผู้รู้เกี่ยวกับอาเซียนและรัฐสมาชิกอื่นในระบบการทำงานของราชการ (หรือรัฐการ) ของตน ประเทศในอาเซียนจะมีความต้องการว่าจ้างคนไทยที่มีความรู้ความสามารถเรื่องไทยและเรื่องอาเซียนให้เข้ารับราชการในประเทศของตน ชาวไทยที่แสวงหาโอกาสใหม่ๆให้กับชีวิตก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องภาษาอังกฤษก่อนเรื่องอื่นใด ในยุคอาณานิคม แม้ไทยจะมิได้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่รัฐบาลสยามก็จ้างชาวอังกฤษมาเป็นอธิบดีกรมป่าไม้คนแรก และจ้างชาวดัทช์มารับราชการในกรมชลประทาน และ จ้างชาวอังกฤษมาเป็นครูในพระราชวังและในระบบการศึกษาพื้นฐาน ในปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศของไทยและของชาติสมาชิกอาเซียนอื่นก็ล้วนแล้วแต่มีกรมกิจการอาเซียนด้่วยกันทั้งนั้น และย่อมเป็นไปได้ที่แต่ละหน่วยงานจะมีความจำเป็นต้องจ้างชาวไทยเข้าสู่ระบบราชการของแต่ละประเทศด้วย ในทางกลับกันระบบราชการไทยก็จะมีความจำเป็นที่ต้องจ้างชาวลาว เขมร พม่า เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน และ ฟิลิปปินส์ มาทำงานในกระทรวงต่างๆของไทย ทำนองเดียวกันกับที่สถาบันการศึกษาต่างๆจ้างครูชาวต่างชาติ

ถึงเวลาแล้วที่ชาวไทยจะต้องพัฒนาตนเองในการเรียนรู้ให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ในประชาคมอาเซียน ณ วันนี้เป็นต้นไป

สมเกียรติ อ่อนวิมล

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม 2554
---------------

บันทึกอาเซียน | ASEAN DIARY : การใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นในภูมิภาค กับ อนาคตของไทยในอาเซียน [2]


ภาษาอังกฤษ สำหรับ : คนทำงานในอาเซียน คนทำงานร่วมกับเพื่อนอาเซียน คนมีเครือข่ายประชาสังคมอาเซียน คนแสวงหาโอกาสทางการศึกษาในอาเซียน คนมีเพื่อนในอาเซียน คนเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน

คนทำงานในอาเซียน :
จากนี้ไปจนถึงปี ค.ศ. 2015 หรือ พ.ศ. 2558 แรงงานมีฝีมือหรือมีทักษะและนักวิชาชีพทั้งหลายจะสามารถเดินทางข้ามประเทศในภูมิภาคอาเซียนไปหางานทำได้สะดวกมากขึ้นและจะทำได้โดยเสรีในที่สุด ตามความตกลงว่าด้วยเรื่องมาตรฐานกลางของทักษะและคุณภาพงานของแต่ละอาชีพที่หน่วยงานตัวแทนรัฐบาลทั้งสิบประเทศในอาเซียนจะทยอยรับรองมาตรฐานวิชาชีพต่างๆไปเป็นระยะๆ มาถึงปี 2011/2554 นี้มีการเจรจาตกลงในมาตรฐานกลางของวิชาชีพที่สำคัญไปบ้างแล้วเช่นวิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล บัญชี ช่างสำรวจ และสถาปนิก บางวิชาชีพยังอยู่ระหว่างการประชุมเจรจาต่อรอง บางอาชีพก็จัดทำมาตรฐานเสร็จแล้ว และทุกๆสองปีอาเซียนก็จะประเมินว่าจะมีวิชาชีพใหม่ใดบ้างที่ผ่านการรับรองมาตรฐานกลาง แม้ถึงปี 2015 จะยังเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการรับรองมาตรฐานกลางของทุกอาชีพในอาเซียน แต่อาชีพที่สำคัญๆอาจจะตกลงกันได้มากขึ้น ซึ่งก็จะหมายความว่าการเรียนการสอน การฝึกอบรมเพื่อนำไปสู่การเดินทางข้ามประเทศไปหางานทำในประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกันจะต้องทำโดยคำนึงถึงมาตรฐานกลางของอาเซียน เพื่อให้ผู้ที่เรียนจบวิชาแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล บัญชี ช่างสำรวจ สถาปนิก ฯลฯ จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะสามารถไปทำงานในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องไปสอบใหม่ตามมาตรฐานของแต่ละประเทศต่างหากอีก ทำนองเดียวกันคนจากประเทศอื่นในอาเซียนก็จะสามารถมา สมัครงาน หางานทำ หรือแย่งงานเราไปทำได้ เพราะมีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิชาชีพอาเซียน ในเรื่องนี้เองที่ภาษาอังกฤษจะเป็นมาตรฐานกลางที่สำคัญอันจะนำไปสู่การเรียน การฝึกฝนอบรมในทักษะวิชาชีพต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงจำจะต้องเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษให้ได้และให้ดีไม่แพ้ชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย และชาวชาติอื่นๆในอาเซียน หากทำได้อย่างน้อยก็จะเป็นการปกป้องโอกาสในการทำงานในประเทศไทยของเรามิให้เพื่อนอาเซียนมาแย่งงานของเราไปได้ แต่หากเราไม่เก่งทั้งทักษะภาษาและทักษะวิชาชีพเราก็จะหางานทำในประเทศของเราเองสู้คนชาติอื่นไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เราจะเข้าไปแข่งขันหางานทำในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ การมีทักษะวิชาชีพเสมอกันในคุณภาพแต่กลับความอ่อนด้อยในเรื่องภาษาอังกฤษก็เป็นจุดอ่อนที่จะทำให้โอกาสการหางานทำในอาเซียนลดลง แม้จะหางานทำในประเทศไทยเองก็ตามก็จะยากมากขึ้น

คนทำงานร่วมกับเพื่อนอาเซียน :
สำหรับบุคคล องค์กร หรือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศไทย ต่อไปนี้จะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงาน การทำธุรกิจ และการแบ่งแยกย่อยส่วนการผลิตสินค้าและการบริการแบบข้ามพรมแดนกันมากขึ้น สินค้าชนิดหนึ่งอาจมีการลงทุนร่วมกันแต่แยกสถานที่ผลิตชิ้นส่วนต่างๆไปในแต่ละประเทศ จากนั้นจึงเอาชิ้นส่วนทั้งหลายมาประกอบเป็นสินค้าหนึ่งชนิดได้ ตามนิยามเขตการค้าเสรีอาเซียนที่ว่าให้อาเซียนเป็น “ตลาดเดียว” และ “ฐานการผลิตเดียว” บริษัทธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆอาจจะจดทะเบียนเป็นบริษััทเดียวกันแต่มีโรงงานผลิตช้ินส่วนแยกอยู่ในหลายประเทศ หรืออาจมีบริษัทต่างๆในหลายประเทศร่วมกันเป็นเครือข่ายการผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ก็เป็นไปได้ทั้งสองแบบ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความสามารถในการสื่อสารภาษากลางคือภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี หากทำได้ดังนี้กิจการงานร่วมลงทุกร่วมผลิตร่วมแข่งขันกันหาตลาดก็จะเป็นไปได้ด้วยดี หากเราทำไม่ได้ ย่อมมีคนอื่นบริษัทอื่นที่พร้อมกว่าสามารถทำได้และแย่งงานแย่งตลาดเราได้เสมอ เรื่องนี้เป็นการแข่งขันเสรีตามกฏกติกาที่อาเซียนกำหนดมาตรฐานร่วมกัน คนไทยและนักธุกิจไทยมีมารฐานการทำงาน การผลิตและการค้าบริการไม่เป็นรองใครในอาเซียน และขนาดเศรษฐกิจของไทยก็ใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน รองลงมาจากอินโดนีเซีย หมายความว่าไทยมีความมั่งคั่งให้ชาวไทยด้วยกันเองได้ฉกฉวยโอกาสได้ก่อน แต่เมื่ออาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันแล้วความอ่อนด้อยทางภาษาอังกฤษของเราจะผันแปรให้เรากลายเป็นเพียงลูกจ้างระดับล่างไปมากกว่าที่จะเป็นนายจ้าง หรือเป็นผู้บริหารกิจการแม้ในประเทศของเราเอง

คนมีเครือข่ายประชาสังคมอาเซียน :
ภาคประชาสังคม หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Civil Society เป็นกลุ่มเครือข่ายการทำงานเพื่อปกป้องหรือผลักดันผลประโยชน์สาธารณะ ประชาชนพลเมืองในอาเซียนทุกวันนี้รวมตัวกันในภาคประชาชนพลเมือง หรือ “ประชาสังคม” มากขึ้น การประชุมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกลุ่มพลเมืองในสิบประเทศอาเซีียนมีมากขึ้น การเดินทางไปมาหาสู่ ประชุมสัมมนา และชุมนุมเรียกร้องในประเด็นสาธารณะข้ามพรมแดนจะมีมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น องค์กรพัฒนาภาคเอกชน หรือกลุ่มประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การเมืองและประชาธิปไตย ในอนาคตข้างหน้าอาจมีการรวมตัวกันชุมนุมเรียกร้องในประเทศอาเซียนประเทศใดประเทศหนึ่งโดยมีผู้ชุมนุมมาร่วมกันสนับสนุนจากประเทศอื่นๆในอาเซียนด้วย ดังนั้นภาคประชาสังคมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้กัน หรือแม้กระทั่งในการชุมนุมประท้วงข้ามชาติร่วมกัน ในอดีตที่ผ่านมาและในปัจจุบันมักจะพบว่าการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนหรือภาคประชาสัมคมในอาเซียนนั้น ผู้ที่แสดงความคิดเห็นได้มากกว่าและควบคุมกำกับทิศทางของความเห็นในที่ประชุมได้ผลดีกว่า มักจะเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี เช่นจากฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์และมาเลเซีย คนไทยมักจะแสดงความคิดเห็นได้น้อยและได้เพียงสั้นๆ แม้จะมีความคิดเห็นดีแต่พูดไม่ได้ พูดไม่เป็น ใช้ภาษาอังกฤษได้กระท่อนกระแท่น บทบาทของคนไทยในเวทีสาธารณะอาเซียนจึงอ่อนด้อยและอาจถึงเงียบงัน

คนแสวงหาโอกาสทางการศึกษาในอาเซียน :
ในอนาคตอันไม่ไกล โครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และ บุคคลากรทางการศึกษาต่างๆจะมีมากขึ้น ทั้งแบบระยะสั้นเช่นการเดินทางศึกษาดูงานหรือร่วมประชุมทางวิชาการ และแบบระยะยาว เช่นการแลกเปลี่ยนครูอาจารย์ในงานสอนและงานวิจัย การให้นักเรียนนักศึกษาโอนหน่วยกิตข้ามไปศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในประเทศอาเซียนอื่นได้เป็นภาคการศึกษาหรือเป็นปีการศึกษาจะเริ่มมีในไม่ช้า การที่จะเรียนจบได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยอื่นในประเทศไทย จะเปิดกว้างให้นิสิตนักศึกษาย้ายไปเรียนเพิ่มหน่วยกิตที่มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ ด้วยก็เป็นไปได้ ในที่สุดแล้วการเรียนการสอน หรือการศึกษาในอาเซียนทั้งระบบจะเป็นมาตรฐานเดียวกันเป็นอย่างต่ำ และจะเป็นมาตรฐานสูงระดับนานาชาติเสมอเหมือนกันทุกสถาบัน ความสำเร็จของครู อาจารย์ และนักศึกษา ขึ้นอยู่กับความสารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการแสวงหาวิชาความรู้เป็นสำคัญด้วย นอกเหนือจากภาษาประจำชาติต่างๆในอาเซียนที่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นเงาตามตัวกับความสำคัญของภาษาอังกฤษ

คนมีเพื่อนในอาเซียน :
สำหรับคนมีเพื่อนในอาเซียนก็คล้ายกันกับคนที่มีเพื่อชาติอื่นที่จะต้องสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐาน ก่อนที่จะสามารถสื่อสารกันด้วยภาษาประจำชาติของแต่ละคน การมีเพื่อต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อนชาวอาเซียนด้วยกัน ในอนาคตจะเป็นเรื่องปรกติธรรมดา อาจจะเป็นเพื่อนที่ได้จากการทำธุรกิจร่วมกัน หรือเป็นเพื่อนทางสังคมและวัฒนธรรมที่ได้จากการมีเครือข่ายประชาสังคม การเป็นเพื่อนกันในวัยเรียนที่เรียนข้ามชาติกัน หรือเป็นมิตรกันมาจากโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งหมดนี้จะเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตของพลเมืองอาเซียนในหนึ่งถึงสองทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน ความสำคัญของภาษาอังกฤษในเรื่องการผูกมิตรสร้างเพื่อนข้ามพรมแดนรัฐ จะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องย้ำให้มากมายนักอีกต่อไปแล้ว ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้้าผู้รู้ภาษาอังกฤษจะมีเพื่อนในอาเซียนมากกว่าผู้ที่ด้อยทักษะภาษาอังกฤษ ผู้ทีด้อยทักษะภาษาอังกฤษก็จะมีวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิม ไม่โลดโผนตื่นเต้นหรืออุดมไปด้วยสีสันวัฒนธรรมข้ามชาติเท่ากับผู้ที่มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษดีกว่า

คนเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน :
ด้วยแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง การมีถนน ทางหลวง ทางรถไฟ และเส้นทางคมนาคมทางเรือและทางอากาศ ที่จะเชื่อมโยงสิบประเทศอาเซียนกันมากขึ้นดีขึ้น และสะดวกรวดเร็วปลอดภัยขึ้น นักเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียนในอนาคตอันใกล้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น การเดินทางไปเที่ยวในประเทศอื่นๆในอาเซียนด้วยกันเองจะมีมากจนเป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่“ใครว่างสักวันสองวันก็อาจขับรถไปกินข้าวบ้านเพื่อนที่เวียงจันทน์แล้วชวนกันไปเที่ยวฮานอยกันสักสองวัน” ก็ได้โดยไม่ต้องวางแผนอะไรกันมากนัก การเชื่อมโยงอาเซียนจะง่าย สะดวก ประหยัด รวดเร็วปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อน ความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียนจะทำให้ชีวิตสนุกสานได้เข้าใจรากฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมอันเกิดจากการเดินทางท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ในที่สุดก็จะนำไปสู่การมีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนที่สมบูรณ์

ทักษะภาษาอังกฤษจึงเป็นประตูไปสู่อาชีพการงานที่ก้าวหน้ากว้างไกลในอาเซียน ความสามารถในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษทำให้ชีวิตมีคุณค่าสนุกสนานมีสีสันวัฒนธรรมร่วมกันในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี

ปี 2015/2558 เป็นที่ชาวไทยจะต้องเข้าร่วมประชาคมอาเซียนอย่างไม่มีข้อยกเว้น ภาษาอังกฤษเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะเปิดประตูแห่งประชาคมอาเซียนให้ชาวไทยไปมาหาสู่คบค้าสมาคมกับเพื่อนอาเซียนทั้งหลายได้อย่างสมภาคภูมิ

ภาษาอังกฤษเรียนไม่ยาก สำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย

ปีเดียวก็พัฒนาทักษะภาษาได้...ถ้าต้องการพัฒนา

สมเกียรติ อ่อนวิมล

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม 2554

ไทยติดอันดับ 2 นักท่องเที่ยวต่างชาติตายจากอุบัติเหตุสูงสุด

ทุกรัฐบาลจะเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพราะเป็นแหล่งสำคัญของรายได้และการสร้างงาน ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวทำให้เกิดรายได้ถึง 5.8 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายลงระดับหนึ่ง แต่สถานการณ์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ คือ ความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

องค์กรด้านความปลอดภัย (Make Road Safe & FIA Foundation) ได้ทำบันทึกชื่อ “การเดินทางที่เลวร้าย Bad Trip: International tourism and road death in developing world” ส่งไปถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเนื้อหาในหนังสือได้ระบุถึงปัญหาความปลอดภัยในการเดินทาง เฉพาะข้อมูลการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกา พบว่า ร้อยละ 72.6 ตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน (73% รถยนต์, 12% รถจักรยานยนต์, 7% เดินเท้า และ 3% รถสาธารณะ)

ที่น่าตกใจ คือ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศไทยถูกจัดอันดับความเสี่ยงในลำดับที่ 2 รองจาก ฮอนดูรัส โดยพบว่านักท่องเที่ยวอเมริกามีอัตราการตายในประเทศไทย ถึง 50 ต่อ ประชากรนักท่องเที่ยว 1 แสนคน (สูงกว่าอัตราการตายของคนไทย 18.7 ต่อประชากร 1 แสนคน) โดยระบุสาเหตุสำคัญคือ ประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่กลับไม่ให้ความสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการจัดการความปลอดภัยทางถนนให้กับนักท่องเที่ยว ปล่อยให้เป็นภาระของภาคเอกชนและธุรกิจท่องเที่ยวต้องลงทุนด้านความปลอดภัยเอง รวมทั้งขาดระบบติดตามกำกับในเรื่องนี้

ในช่วงเดียวกันนี้ ได้มีบันทึกเตือนความจำ (Memorandum: Reducing the incidence of motorcycle accidents in the tourism industry in Pai Thailand) เพื่อช่วยกันลดการตายจากอุบัติเหตุด้วยรถจักรยานยนต์ของนักท่องเที่ยว เขียนโดย Dr. Clive A Marks ส่งให้กระทรวงต่างๆ สำนักข่าวทั่วโลก และ ทุกสถานฑูตในประเทศไทย โดยมีแรงกระตุ้นในการเขียนจากการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ของเด็กหนุ่มชาวอเมริกัน วัย 19 ปี ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน (เมื่อวันที่ 10 พค. 2554) และหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ณ จุดเดียวกัน ก็มีเด็กหนุ่มวัย 19 ปีชาวอังกฤษ เสียชีวิตด้วยรถจักรยานยนต์ในลักษณะเดียวกัน (7 พค. 2553) ที่น่าตกใจคือ ยอดผู้บาดเจ็บเฉพาะรถจักรยานยนต์ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มารักษากับโรงพยาบาลปาย สูงถึง 250 คน/ปี (ร้อยละ 50 ไม่สวมหมวกนิรภัย) ในตอนท้ายของบันทึกระบุอีกว่า เมืองท่องเที่ยงอื่นๆ เช่น ภูเก็ต พัทยา ฯลฯ ก็มีสถานการณ์ด้านความปลอดภัยทางถนน ที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน
ล่าสุดกรณีของ Bad Trip ที่สะเทือนขวัญและเป็นข่าวคึกโคมในอังกฤษ และถูกสื่อสารไปสู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมาคือ การเสียชีวิตของนักเรียนหนุ่มชาวอังกฤษ วัย 19 ปีจำนวน 3 คน ที่เลือกจะใช้เวลาช่วงก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มาท่องเที่ยวในเมืองไทย โดยมีจุดเริ่มต้นจากถนนข้าวสารในกรุงเทพฯ จากนั้นนั่งรถทัศนาจร ต่อไปยังเชียงใหม่ แต่สุดท้ายกลับต้องมาจบชีวิตที่ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ร่วมกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอีก 1 คน

ในข่าวนี้ มีหลายสิ่งที่ถูกเผยแพร่และตั้งคำถามกลับมายังหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ที่มักจะละเลยต่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางถนน ตั้งแต่ มาตรฐานของคนขับรถ ซึ่งพบว่ามักจะขับเร็วเกินกำหนด การดื่มสุรา รวมทั้งความปลอดภัยของตัวรถ และสภาพของถนน ที่สำคัญคือการตั้งคำถามกับ ระบบการกำกับติดตามอย่างเอาจริงเอาจังจากตำรวจทางหลวง คมนาคม และความล้มเหลวของธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะหาทางล๊อบบี้หรือผลักดันให้มีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

ดูเหมือนความเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐตามที่ข่าวระบุไว้จะถูกยืนยันจาก ข่าวเมื่อวันที่ 7 กค.54 กรณีที่อุปนายกด้านการตลาดต่างประเทศ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต (คุณภูริต มาศวงศ์ศา) ได้ออกมาเรียกร้องรัฐบาลชุดใหม่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศปีละมหาศาล แต่สิ่งที่ทุกหน่วยงานของรัฐบาลจากส่วนกลางได้ปฏิเสธมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลในสมัยไหน คือ การพัฒนาและยกระดับความสามารถของจังหวัดภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง ทั้งระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ การจราจรพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ที่ไม่สามารถจะหาบาทวิถีเดินชมเมืองหรือชายหาดได้ จนต้องลงมาเดินบนถนนและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ในฐานะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ต้องไม่ละเลยและมองข้ามปัญหาของ “ความปลอดภัยทางถนนของนักท่องเที่ยว” โดยคิดว่าเป็นเรื่องของหน่วยงานหลักคือ กระทรวงคมนาคม และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ในฐานะผู้รับผิดชอบและสามารถกำหนดแนวทางในเรื่องนี้ได้โดยตรง ควรจะใช้โอกาสนี้ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางบนท้องถนน

ข้อเสนอที่ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ สามารถดำเนินการได้ คือ สร้างความร่วมกับหน่วยงานหลัก เช่น กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ สถานทูต สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว และ สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ฯลฯ เพื่อเร่งดำเนินการ

(๑) วางแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาว : โดยรวบรวมและศึกษาข้อมูลการเสียชีวิตของนักท่องชาวต่างชาติ ที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อทราบขนาดปัญหา และ สาเหตุที่แท้จริง พร้อมทั้งจัดทำแผนงาน/มาตรการป้องกันแก้ไขอย่างเป็นระบบ

(๒) วางแนวทางการแก้ปัญหาที่ดำเนินการได้เลย ได้แก่

- วางหลักเกณฑ์ และระบบติดตามกำกับ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับรถทัศนาจรนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ตั้งแต่ มาตรฐานด้านคนขับ โครงสร้างและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ระบบประกันภัย

- การจัดทำคู่มือด้านความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนน เช่น เส้นทางที่ปลอดภัย (โดยเฉพาะการส่งเสริมการเดินทางด้วยรถไฟ รถโดยสารประจำทาง หรือรถทัศนาจร ที่ได้มาตรฐาน) การปฏิบัติตัวเมื่อต้องเดินบนถนน การใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รวมทั้งข้อพึงระวังต่างๆ

- ส่งเสริมให้เมืองท่องเที่ยว ให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลและจัดระบบความปลอดภัยทางถนนของนักท่องเที่ยว เช่น การให้รางวัลเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย การสนับสนุนให้มีศักยภาพในด้านการจัดการความปลอดภัย (การจัดฝึกอบรม และ มีระบบปรึกษาในเรื่องนี้)

ในทุกๆ ความสูญเสียที่เกิดกับที่ชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แม้จะเป็นเพียงไม่กี่คน แต่เดิมพันด้วยผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็น ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยว จำนวนเม็ดเงินกว่า 5.8 แสนล้านบาท รวมทั้ง ภาคธุรกิจและคนไทยที่ทำมาหากินอยู่กับการท่องเที่ยวอีกจำนวนมาก.. หวังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเห็นนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ให้ความสำคัญและลุกขึ้นมาเป็นหลักในการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก่อนที่จะเป็น “วัวหายล้อมคอก”

นพ. ธนะพงศ์ จินวงษ์
ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

ที่มา: ไทยติดอันดับ2 นักท่องเที่ยวต่างชาติตายจากอุบัติเหตุสูงสุด เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม 2554
--------------------

ใครจะมาเที่ยวเมืองไทยต้องระวังชีวิตให้ดี เพราะอาจไม่มีชีวิตกลับไป ใช่มั๊ย กทท.

อึ้ง!คนไทยรับได้ รัฐบาลคอร์รัปชัน แต่ประชาชนได้ประโยชน์

อึ้ง!คนไทยรับได้ รัฐบาลคอร์รัปชัน แต่ประชาชนได้ประโยชน์ ขณะที่ “กลุ่มต่อต้านคอรัปชันในทุกกรณี” แนะเพิ่มโทษ ยึดทรัพย์นักการเมือง ข้าราชการ และของเครือญาติที่รู้เห็นเป็นใจทุจริตคอร์รัปชัน พบส่วนใหญ่อยากให้ "ยิ่งลักษณ์" เป็นประธานรณรงค์สร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง...

20 ก.ค.2554 ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ ในการสร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของ จำนวนทั้งสิ้น 2,559 ตัวอย่าง ระหว่าง วันที่ 13-19 ก.ค.2554 พบประเด็นสำคัญที่ค้นพบครั้งนี้คือ ร้อยละ 74.4 จะแจ้งความเอาผิด ถ้าพบเห็นแกนนำชุมชนของตนทุจริตคอร์รัปชัน รองลงมาคือ ร้อยละ 72.9 จะแจ้งความเอาผิดข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 72.2 ระบุ จะแจ้งความเอาผิดนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 71.7 จะแจ้งความเอาผิดรัฐมนตรีที่ทุจริตคอร์รัปชัน

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 64.5 คิดว่ายอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย ในขณะที่ร้อยละ 35.5 ยอมรับไม่ได้

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามออกตามลักษณะเฉพาะตัว พบว่า ส่วนใหญ่ของทุกเพศทุกวัย ทุกระดับรายได้ ทุกสาขาอาชีพ และการศึกษา ต่างก็ยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย และที่น่าเป็นห่วงไปอีกคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.0 ของกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี และร้อยละ 70.5 ของผู้มีอายุ 20 – 29 ปี ต่างก็ยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน แล้วพวกเด็กและเยาวชนได้รับประโยชน์ด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์แนวคิดของ “กลุ่มต่อต้านคอรัปชันในทุกกรณี” คือ กลุ่มที่ยอมรับไม่ได้ ถึงแม้รัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ตนเองได้รับผลประโยชน์ด้วย แต่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน เสนอความต้องการต่อรัฐบาลชุดใหม่เพื่อสร้างชาติให้โปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง โดยพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.5 ของกลุ่มต่อต้านคอร์รัปชันในทุกกรณี ระบุให้เพิ่มโทษยึดทรัพย์นักการเมือง ข้าราชการ และของเครือญาติที่รู้เห็นเป็นใจทุจริตคอร์รัปชัน รองลงมาคือร้อยละ 87.0 ระบุให้ลงโทษทั้งผู้ให้และผู้รับ ร้อยละ 85.6 เสนอยกเลิกการ “อภัยโทษ” ต่อนักการเมืองและข้าราชการที่ต้องโทษทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 84.2 ระบุไม่ต้องให้โอกาสนักการเมือง และข้าราชการที่ถูกตัดสินลงโทษกลับเข้ามามีอำนาจอีก ร้อยละ 73.3 ให้ประกาศบัญชีการใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐต่อสาธารณชนผ่านสื่อต่างๆ ร้อยละ 67.5 ตั้งคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์อิสระภายนอก กระทรวงหรือหน่วยงานของรัฐ (ไม่ให้ตรวจสอบกันเองภายในเท่านั้น) ร้อยละ 62.7 ระบุต้องปลูกจิตสำนึก สร้างความตระหนักให้ประชาชนเห็นผลร้ายของการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 61.8 เปิดเผยที่มาที่ไปของการใช้เงินค่าปรับต่างๆ ให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ และร้อยละ 45.3 ระบุอื่นๆ เช่น ให้สื่อมวลชน ภาคประชาชน ร่วมตรวจสอบ มีระบบฐานข้อมูลปัญหาคอร์รัปชัน เพิ่มงบประมาณปราบปรามคอร์รัปชัน เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.8 เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหมาะสมที่จะเป็นประธานรณรงค์สร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง อย่างจริงจังต่อเนื่อง ในขณะที่ร้อยละ 32.2 ระบุว่า ไม่เหมาะสม

ที่มา: อึ้ง!คนไทยรับได้ รัฐบาลคอร์รัปชัน แต่ประชาชนได้ประโยชน์ ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2554
----------------

ประเทศชาติที่ดีที่เจริญอย่างแท้จริงและยั่งยืน รัฐบาลต้องไม่คอร์รัปชั่น ดูตัวอย่างที่ดี คือ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่รัฐบาลคอร์รัปชั่นมีแต่จะเสื่อมทรามลง เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนิเซีย ..

Tuesday, July 19, 2011

อึ้ง หนุ่ม 'กิฟฟารีน' โชว์ 'มักกะลีผล' ชี้ให้มหาโชค 'ถูกหวย' หลายงวดติด!!!

ตะลึง-หนุ่มโชว์มักกะลีผลซื้อมาจากประเทศลาว ชี้ 2 ผลแค่ 70 บาท โวตั้งแต่ได้มา โชคดีมากมายเห็นผลเร็วกว่ายารักษาสิวได้การเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน แถมถูกหวยหลายงวดติดๆ...

ไทยรัฐออนไลน์ได้รับการเปิดเผยเรื่องแปลกแต่จริง ของ“มักกะลีผล” ผลไม้รูปร่างคล้ายมนุษย์ เพศชาย- เพศหญิง โดยผลที่คล้ายผู้หญิงนั้น มีหน้าอก ชูชันผงาดล้ำ เอว คอด สะโพกผาย อีกทั้งกลางลำตัวมีลักษณะคล้ายอวัยวะอูมอวบอิ่มของเพศหญิง ซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ส่วนอีกผลหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเพศชาย ผลนี้ดูบึกบึนมาดแมนกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยกลางผลมีรูปร่างคล้ายเครื่องบ่งเพศของผู้ชาย มีอัณฑะใหญ่ตระหง่านชัดเจน โดยทั้ง 2 ผลสูงกว่าฝ่ามือเล็กน้อย สีน้ำตาลเข้ม ส่งกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ตลอดเวลา

นายอภิวิชญ์ ปะนามะทัง หัวหน้าสาขาผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน สาขาป่ินเกล้า เจ้าของมักกะลีผลคู่นี้กล่าวถึงความมหัศจรรย์ผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า ตนซื้อมาจากประเทศลาวมาได้ไม่นานเพราะเห็นว่าแปลกดี แถมยังมีเรื่อง ซึ่งคนขายอ้างว่าเป็นมักกะลีผลที่ผ่านการปลุกเสกมาจากเกจิชื่อดังสนนราคา 2 ตัว 70 บาทเท่านั้น

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะ เพราะว่าตั้งแต่ได้มาเขาให้โชคเรามากมายตั้งเรื่องการเสี่ยงโชค เข้าฝันให้หวยตรงๆ ทำให้ตนถูกหวยไปหลายงวดติดๆ งานการก็รุ่งเรืองได้เลื่อนขั้นหลังจากได้มักกะลีผลมาไม่กี่วัน เพื่อนฝูงโจษจันกันใหญ่ ล่าสุดมีคนมาขอซื้อผมด้วย แต่ผมไม่ขายเพราะคิดว่ามันเป็นของหายาก 5 แสนก็ไม่ขาย แต่ถ้าได้ 1 ล้านต้องคิดดูอีกที” เจ้าของมักกะลีผลกล่าวยั่ว


หนุ่มสะสมที่นิยมของแปลก ผู้นี้ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนตัวตนเป็นคนที่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ แม้เป็นสิ่งที่สัมผัสไม่ได้แต่มีหลายครั้งที่ทำให้รู้สึกว่ามีอยู่จริง เพราะนอกจากมักกะลีผลแล้วยังมีรกแมวไว้บูชาด้วย

“ตั้งแต่ผมสะสมของแบบนี้ก็จะถูกหวยบ่อยๆ ซึ่วการบูชารกแมวนั้นจะทำทุกวันพระโดยทำข้าวคลุกปลาทูแล้วเรียกให้เขากิน โดยรกแมวนั้นได้มาเพราะผู้ใหญ่บอกว่าบูชาแล้วจะได้โชค แล้วยังมีใบโพธิ์จากประเทศอินเดีย ซึ่งผู้ที่ให้มาบอกว่า ได้มาโดยการไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตัสรู้แล้วรอให้ใบโพธิ์หล่น และนำมาบูชาเป็นสิริมงคล"

เมื่อถามว่าหากจะมีคนขอพิสูจน์ผลมักกะลีผล หนุ่มผู้บริหารกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ยินดี เพราะเห็นๆกันอยู่ก็ไม่รู้ว่าจริงไม่จริง ตนก็ไม่ได้ออกมาเพื่อจะยืนยันอะไร เพียงอย่างแบ่งปันกันดูเฉยๆ และคิดว่าเรามีความเชื่อมันไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

วิธีบูชามักกะลีผล

เพียงสวดมนต์ หมั่นรักษาศีล โดยไม่ต้องถวายอาหารแต่อย่างใด ด้านวิธีการบูชามักกะลีผ(สำหรับทางด้านเส่นห์หา) ซึ่งเป็นคาถาของหลวงพ่อเสน่ห์ วัดเชียงขางนั้นมีดังนี้

การทำพิธี
1.ให้จัดหาดอกไม้ขาวหอมใส่พาน 29 ดอก,ผ้าขาวสะอาด 1 ผืนเล็ก, เทียนเล็ก 4 คู่, น้ำอบไทยขวดเล็ก 1 ขวด, หลังจากนั้นให้นำมักกะลีผลใส่พานที่ปูด้วยผ้าสีขาวสะอาด นำรูปผู้ชายและผู้หญิงประกบหน้าเข้าหากัน (หมายถึงตัวเราและภรรยาของเราหรือคนที่เคยเป็นของเราเท่านั้น) พันด้วยสายสิญจน์ 9 รอบ (สายสิญจน์เอาที่ไหนก็ได้ขอให้ผ่านพิธี) ให้เอารูปที่เราพันด้วยสายสิญจน์ ใส่ไว้ตรงกลาง หลังจากนั้นให้เอาใบรักซ้อน หรือใบไม้ธรรมดาก็ได้ 3 ใบ ซ้อนกันพันรอบมักกะลีผลพันด้วยสายสิญจน์อีก 9 รอบ พร้อมด้วยโฉลมด้วยน้ำอบไทยหลังจากนั้นเริ่มทำพิธี

ตั้งนะโม 3 จบ ว่าคาถา อะเราขะยม โมปะเตี๊ยะ ออแอน น๊อบปอเตี๊ยะ กะไมแอนเตานา เดย ตึ๊ก ขย่อน พลึ้อ ปลุกเสก 9 จบ/วัน แล้วอธิฐานให้เขากลับมา

ทั้งนี้ "มักกะลีผล" หรือ "นารีผล" ซึ่งในตำนานกล่าวไว้ว่าเกิดขึ้นอยู่กลางป่าลึกหิมพานต์ โดยมักกะลีผลจะเป็นหญิงสาว รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงามปานเทพธิดา ว่ากันว่าบางครั้งฤๅษีที่บำเพ็ญเพียรจนตบะกล้า หรือเหล่าเทวดา นักสิทธิ์วิทยาธร หรือคนธรรพ์ทั้งหลาย ผู้ยังไม่หมดกามราคะมักจะเหาะไปเก็บมักกะลีผลมาเชยชม เพื่อทำการฝึกจิตของตนให้เข้มแข็ง หากสมาธิไม่แข็งพอตบะก็จะแตก จนต้องเริ่มบำเพ็ญเพียรฝึกจิตใหม่อีกครั้ง ว่ากันว่ามักกะลีผลนี้อยู่ได้เพียง 7 วัน จนในที่สุดจะแห้งเหี่ยวจนสลายไป

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2554

ไทยถอยร่นรั้งอันดับ 6 หลังเปิดเสรีอาเซียน + 3

ไทยถอยร่นรั้งอันดับ 6 หลังเปิดเสรีอาเซียน+3

ม.หอการค้าไทย เผยเปิดเสรีอาเซียน+3 ช่วยจีนโกยส่งออกดันจีดีพีเพิ่มมากสุด ส่วนไทยถอยร่นอันดับ 6 แพ้อินโดนีเซีย-มาเลเซีย...

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการศึกษาศักยภาพการแข่งขันสินค้าไทยภายในใต้ข้อตกลงเขตการค้า เสรีอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ว่า หากข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้จีดีพีของกลุ่มอาเซียน+3 เพิ่มขึ้นอีก 174,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันที่มีมูลค่าประมาณ 9 ล้านล้านเหรียญฯ โดยจีนจะมีมูลค่าจีดีพีเพิ่มมากสุด หรือเพิ่มขึ้น 48,700 ล้านเหรียญฯ รองลงมาคือญี่ปุ่นเพิ่ม 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกาหลีใต้ 20,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไทยมีมูลค่าจีดีพีเพิ่มขึ้นเป็นอับดับ 6 หรือมีมูลค่า 14,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจากอินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ในส่วนของมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากการลดภาษีสินค้าภายใต้กรอบเอฟทีเอนั้น พบว่าจะมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณ 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นการส่งออกที่เพิ่มขึ้นของประเทศบวกสาม คือจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สัดส่วน 80% ส่วนอาเซียนสัดส่วน 20% โดยจีนมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากสุด 47,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไทยอยู่อับดับ 7 มีมูลค่า 4,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ สำหรับสินค้าที่คาดว่าไทยจะแข่งขันได้ยากกว่าประเทศคู่แข่ง หรือมีส่วนแบ่งตลาดลดลงจากการเปิดเสรีคือ ข้าว สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เหล็ก และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิถุนายน 2554

ยอดหนี้สาธารณะ เดือนพ.ค. 54 อยู่ที่ร้อยละ 41.08 ( 4.27 ล้านล้านบาท )

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (ผอ.สบน.) เผยยอดหนี้สาธารณะ เดือน พ.ค.54 อยู่ที่ร้อยละ 41.08 ของจีดีพี แบ่งเป็นหนี้รัฐบาลกู้โดยตรง 3.016 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.073 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 158,207 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 30,582 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 พ.ค.54 มีจำนวน 4.27 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.08% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 3.016 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.073 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 158,207 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 30,582 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 30,865 ล้านบาท โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง เพิ่มขึ้น 21,668 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้น 9,653.12 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) เพิ่มขึ้น 17.20 ล้านบาท ในขณะที่หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ลดลง 473.35 ล้านบาท ส่วนหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นไม่มีหนี้คงค้าง

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554
------------------

ยอดหนี้สาธารณะคงค้างเม.ย.พุ่ง4.24ล้านล้านบาท


สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เผยยอดหนี้สาธารณะคงค้างเดือน เม.ย. มี 4.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.03 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ...

วันที่ 20 มิ.ย. 2554 นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 เม.ย.54 มี 4.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.03 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.9 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.06 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 158,190 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 31,055 ล้านบาท เมื่อเปรียบ เทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 2,284.86 ล้านบาท

โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง เพิ่มขึ้น 6,225 ล้านบาท ในขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ลดลง 1,789.35 ล้านบาท 2,149.89 ล้านบาท และ 1.09 ล้านบาท ตามลำดับ

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน 2554

Monday, July 18, 2011

กินเต่าทะเล: ชาวภูเก็ตดับแล้ว 3 ราย

พบผู้บริโภคเต่าทะเลอันดามัน เสียชีวิตแล้ว 3 รายที่ภูเก็ต นักวิชาการเตือนสารพิษร้ายแรง ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อน และผ่านทางน้ำนม ส่งผลต่อทารกที่ดูดนมแม่ได้ แนะควรติดป้ายเตือนสัตว์มีพิษ-ห้ามรับประทาน...


เมื่อเวลา 09.00 น. 19 ก.ค.2554 น.ส.กุสุมา สว่างพันธุ์ นักวิชาการชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังนำเสนอผลการศึกษา เรื่อง "การรับประทานเต่ากระ กับการป่วย-เสียชีวิตในชุมชนไทยใหม่ จ.ภูเก็ต ปี 53" ในการสัมมนาระบาดวิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 21 ภายใต้เรื่อง "ระบาดวิทยากับความท้าทายจากภัยสุขภาพโลกที่อุบัติใหม่" ว่า งานระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ ภายหลังมีผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเต่าทะเลแล้ว 3 ราย และมีผู้ป่วยอีกหลายรายในหมู่บ้านไทยใหม่ราไวย์ หรือชาวเล ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต จากนั้นได้สอบสวนโรค เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและศึกษาลักษณะการเกิดการกระจายของโรค โดยการรวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาของผู้ป่วยจากโรงพยาบาลและสถานีอนามัย สัมภาษณ์ข้อมูลการรับประทานเต่ากระในชุมชนไทยใหม่ 861 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วย จะต้องมีอย่างน้อย 2 อาการคือ แสบปาก ชาบริเวณปาก เจ็บคอ กลืนลำบาก คลื่นไส้อาเจียน แน่นหน้าอก ซึม หมดสติ ระหว่างวันที่ 4-25 มิ.ย.53 จนทราบผลที่แน่ชัดทั้งประวัติการกินและผลทางห้องปฏิบัติการ

"จากผลการศึกษาพบผู้ป่วยจำนวน 48 ราย เสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 6.25 ผู้ป่วยอายุระหว่าง 12-80 ปี ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาที่สถานพยาบาลจำนวน 25 ราย อาการที่พบมากที่สุดคือ เจ็บคอ ร้อยละ 87.50 แสบปาก ร้อยละ 72.92 ปากชา ร้อยละ 33.33 และคลื่นไส้-อาเจียน ร้อยละ 31.25 ระยะฟักตัว 2 ชั่วโมงถึง 11 วัน ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดมีผู้ป่วย 46 ราย มีประวัติรับประทานอาหารที่ปรุงจากเต่ากระตัวเดียวกัน ระหว่างวันที่ 4-5 มิ.ย.อีก 2 ราย ดูดนมแม่ที่รับประทานเต่ากระ อัตราป่วยในกลุ่มผู้ที่รับประทานเต่ากระเท่ากับร้อยละ 48.48" น.ส.กุสุมา กล่าว

นอกจากนี้ น.ส.กุสุมา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ เต่ากระเป็นสัตว์ทะเลที่มีสารพิษเรียกว่า Chelonitoxism ซึ่งไม่สามารถทำลายด้วยความร้อน สามารถผ่านทางน้ำนม ส่งผลต่อทารกที่ดูดนมแม่ได้ ดังนั้น หนทางที่สามารถเตือนภัยแก่ประชาชน ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ห้ามจับสัตว์ทะเลอนุรักษ์ และติดป้ายแจ้งเตือนเต่าทะเลมีพิษ-ห้ามนำมารับประทาน อาจทำให้เสียชีวิตได้ เพื่อให้ประชาชนได้หลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดจากสัตว์ทะเล

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554

กินเต่า กินตะพาบ มันบาปมาก ต้องระวัง เพราะมันตายอย่างทรมาน ต้องเอามีดกรีดท้อง เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่แนะนำให้ลอง ..

ห่วงเด็กไทยไอคิวต่ำ หนุนคลอดกม.คุมตลาด'นมผง'

อนุกรรมการมูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ระบุ เด็กไทยได้รับนมแม่น้อย ใช้นมผงก่อนวัยอันควร ทำให้เด็กมีระดับไอคิวน้อยขณะที่ผู้ผลิตบิดเบืองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาร อาหาร เตรียมทำคู่มือให้ความรู้พ่อแม่ยุคใหม่ พร้อมหนุน ร่าง พ.ร.บ.การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กฯ...

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ในฐานะอนุกรรมการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานประชุมวิชาการนมแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า นมแม่เป็นเรื่องสำคัญต่อสุขภาพของเด็กไทย บางคนเข้าใจผิดว่านมผงมีประโยชน์มากกว่านมแม่ ทำให้คุณแม่หลงเชื่อแล้วหยุดให้นมแม่ก่อนเวลาอันควร ทั้งที่จริงแล้วการให้นมแม่แก่ทารกทำให้เด็กได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เด็กจะแข็งแรงและลดการเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้ เป็นต้น

อนุกรรมการมูลนิธิศูนย์นม แม่แห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า ถ้าหากเด็กกินนมผงมากเกินไปจะส่งผลเสีย ทำให้เด็กมีระดับไอคิวน้อยกว่าเด็กที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 2-11 จุด มีสติปัญญาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น ป่วยบ่อย เนื่องจากเด็กไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน ดังนั้น เด็กควรได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนและต่อเนื่องด้วยนมแม่พร้อมอาหารตามวัยที่เหมาะสมจนอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่เต็มที่และสุขภาพแข็งแรง

"โลกการค้า เสรีทำให้คนมีความรู้เรื่องนมผงน้อย จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตนมผงที่ให้ข้อมูลบิดเบือนความจริงแก่ผู้บริโภค และคุณแม่ก็เชื่อว่านมผงมีประโยชน์ มีสารอาหารมากกว่านมแม่จึงหยุดให้นมแม่หันมาให้ลูกกินนมผง ซึ่งแท้จริงแล้วนมผงไม่สามารถทดแทนนมแม่ได้ ขณะที่กลยุทธ์การตลาดที่เน้นโฆษณาเพิ่มสารอาหารในนมผงเพื่อจะสื่อสารให้ผู้ บริโภคเชื่อว่าสารอาหารนั้น เป็นชนิดเดียวกับที่มีในนมแม่และมีคุณสมบัติเทียบเท่านมแม่ ซึ่งในความเป็นจริงยังต้องศึกษาต่อไปว่ามีคุณสมบัติเทียบเคียงได้จริงหรือ ไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่รู้ และจะรู้สึกคล้อยตามการโฆษณา เพราะมั่นใจว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์" พญ.สุธีรา กล่าว

ด้าน พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ กรมอนามัย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ ประเทศไทย(UNICEF) และ แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ... ให้เป็นกฎหมาย ในขั้นแรกจะจัดทำหนังสือคู่มือถามตอบประเด็นสำคัญที่ว่า ทำไมประเทศไทยจะต้องมีการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก เพื่อสื่อสารให้คนไทยทราบถึงการพิทักษ์สิทธิเด็กที่ควรได้รับการคุ้มครองให้ ได้รับอาหารที่เหมาะสม นั่นคือ นมแม่

ที่มา: ห่วงเด็กไทยไอคิวต่ำ หนุนคลอดกม.คุมตลาด'นมผง' ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2554

บริษัทนมผงเด็กห่วงแต่ธุรกิจ ห่วงแต่รายได้ของตัวเอง เห็นแก่ตัวมาก ๆ สงสารประเทศไทยจริง ๆ

Friday, July 15, 2011

โจร โจรผู้ร้าย: robber, bandit, pirate, thief, highwayman, burglar

โจร(บาลี/สันสกฤต) หมายถึง ผู้ร้ายที่ลักขโมย หรือปล้นสะดมทรัพย์สินผู้อื่น ผู้ที่จัดเป็น"โจรผู้ร้าย" จึงหมายถึง ผู้ที่ลักขโมย ปล้น หรือล่อลวงเอาทรัพย์สินของผู้อื่น คำอื่น ๆ ที่ให้ความหมายคล้ายคลึงแบบเดียวกัน เช่น โจร, ผู้ร้าย, ขโมย, มิจฉาชีพ

ในภาษาอังกฤษก็มีหลายคำที่ให้ความหมายในเชิงโจร หรือการขโมยปล้นชิง การจี้ การยักยอก เช่น robber, bandit, pirate, thief, highwayman, burglar, buccaneer, corsair, plunderer, safecracker, dacoit, brigand, hijack, pillager, {looter}, {spoiler}, {despoiler},{raider}, {freebooter

plunderer (n) คนปล้น คนขโมย คนยักยอก

pirate (n,v) โดยทั่้วไป และทางกฎหมายนิติศาสตร์ จะหมายถึง โจรสลัด หรือ การปล้นสะดม หรือ เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น มาทำให้(พวกเขา)เชื่อว่าพวกเราเป็นกลุ่มโจรสลัด Let's make (them) believe that we are pirates. เขาใช้ซอฟแวร์ละเมิดลิขสิืทธิ์ เพราะว่าเขาไม่มีปัญญาจ่ายเงินซื้อของแท้ ราคาของแท้มันแพงเกินไปสำหรับคนจน ๆ อย่างพวกเขา He uses the pirate software because he cannot afford the official copy, it's just too expensive for poor people like him.



Dr.SoS

Wednesday, July 13, 2011

รายชื่อวารสารวิชาการไทยที่ สกว. ยอมรับ / เกณฑ์การเทียบผลงานทางวิชาการ สกอ.

รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ได้ สรุปเกณฑ์การเทียบผลงานทางวิชาการที่กำหนดโดย สกอ. และรายชื่อวารสารวิชาการที่ สกว.ยอมรับ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชการหรือ เพื่อเผยแพร่ผลงานในที่ประชุมวิชาการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ
1.  เกณฑ์การเทียบผลงานทางวิชาการ โดย คณะอนุกรรมการส่งเสริม และพัฒนางานวิจัย ของ สกอ. 
วารสาร
1.  วารสารวิชาการนานาชาติที่ไม่อยู่ในฐาน ISI แต่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการ กำหนด ( 12 วารสาร ตามที่ระบุในข้อ 2.2)       4/3 บทความ
    =
 วารสารวิชาการนานาชาติที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของ Institute for Scientific Information (ISI)  1  บทความ 
2.   วารสารวิชาการระดับชาติที่ผ่านเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการ (39 วารสาร ตามที่ระบุในข้อ 2.3)  2 บทความ
3.   วารสารวิชาการระดับชาติไม่อยู่ในเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการ แต่เป็นวารสารระดับสถาบันขึ้นไป   4 บทความ
Proceeding
 International conference ที่มี proceeding ตีพิมพ์ผลงานฉบับสมบูรณ์ (Full papers)  3 บทความ
  =
วารสารวิชาการนานาชาติที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของ Institute for Scientific Information (ISI)  1  บทความ 
National conference ที่ร่วมกันจัดโดยสมาคม/สถบันนิติบุคคลมากกว่า 1 แห่งขึ้นไป ที่มี proceeding ตีพิมพ์ผลงานฉบับสมบูรณ์ (Full papers)  6 บทความ

 2.  รายชื่อวารสารวิชาการที่ สกว. ยอมรับ  มี 3 ประเภท ดังนี้
2.1.  วารสารวิชาการนานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูลของ 
   
Institute for Scientific Information (ISI)

2.2.  วาราสารวิชาการนานาชาติที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลของ ISI แต่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการของ สกอ. มี 12 วารสาร  ประกอบด้วย2.1    Science Asia: Journal of the Science Society of Thailand2.2    Songklanakarin Journal of Science and Technology2.3    ECTI Transactions on Electrical Eng, Electronics, and Communication
        (ECTI-EEC)
2.4    Thai Journal of Agricultural Science2.5    Asian Pacific Journal of Allergy and Immunology      2.6    The Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and
        Public Health
  
2.7   
Journal of the Medical Association of Thailand     
2.8   
Thai Forest Bulletin     
2.9   
Siriraj Hopital Gazette     
2.10
  Chulalongkorn Medical Journal     
2.11
  Asian Journal of Energy and Environment     
2.12
  Journal of Environmental Research
2.3.  วารสารระดับชาติที่ผ่านเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการของ สกอ.
มี 39 วารสาร ประกอบด้วย

 3.1          Journal of Nursing Science Chulalongkorn University
3.2          Chulalongkorn University Dental Journal3.3          Thai Journal of Veterinary Medicine3.4          Thai Journal of Nursing Research3.5          Ramathibodi Nursing Journal3.6          Vajira Medical Journal3.7          The Thai Journal of Nursing Council3.8          KKU Research Journal
3
.9          Thai Journal of Hematology and Transfusion Medicine3.10      The Journal of the Royal Institute of Thailand3.11      Agricultural Science Journal3.12      Ladkrabang Engineering Journal3.13       Journal of the Nephrology Society of Thailand3.14      ASEAN Journal of Science and Technology for Development3.15      Journal of the National Research Council of Thailand3.16      Kasetsart Journal: Natural Science3.17      KMUTT Research and Development Journal3.18      International Journal of the Engineering Institute of Thailand     
3.19    
Suranaree Journal of Science & Technology     
3.20     
Thammasat International Journal of Science & Technology     
3.21       
R&D Journal of the Engineering Institute of Thailand     
3.22       
Internal Medicine Journal of Thailand     
3.23       
วารสารพบาบาลศาสตร์     
3.24      
วารสารธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย     
3.25       
วารสารโลหะ วัสดุ และแร่     
3.26        
วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย     
3.27       
วารสารสัตวแพทยศาสตร์ มข.     
3.28        
ศรีนครินทรวิโรฒเภสัชสาร     
3.29        
KMITL Science Journal     
3.30         
วารสารพยาบาล     
3.31        
Chiang Mai Journal of Science     
3.32         
วารสารเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล     
3.33           
วารสารวิจัยวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย     
3.34          
วารสารวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์     
3.35          
วารสารพยาบาลทหารบก     
3.36          
วารสารวิชาการเกษตร     
3.37          
ศรีนครินทร์เวชสาร     
3.38          
วารสารวิทยาศาสตร์ มข.     
3.39          
วารสารมหาวิทยาลัยนเรศวร
 เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคณาจารย์และนักวิจัยที่กำลังมองหาวารสารที่มีคุณภาพเพื่อตีพิมพ์บทความทางวิชาการนะครับ

ช่วงเวลานาทีทอง!!เหมาะทบทวนหนังสือ

ไขข้อข้องใจอ่านหนังสืออย่างไร “จำแม่นที่สุด” พร้อมบอกลาความงัวเงีย ตื่นเต็มตาด้วย “เทคนิคพิชิตง่วง”

เป็นข้อสงสัยที่วัยเรียนส่วนใหญ่อยากไขคำตอบ กับคำถาม เวลาไหนเหมาะสำหรับการทบทวนหนังสือ? จะสังเกตว่า เมื่อความคิดของน้อง ๆ นิ่ง และไม่ฟุ้งซ่านกับเรื่องใด นั่นคือช่วงที่ควรหยิบหนังสืออ่าน และจดจำเนื้อหาที่สุด ดังนั้น ยามเช้าหลังตื่นนอนก็ดี หรือแม้กระทั่งก่อนนอน ซึ่งพักผ่อนมาแล้วพอสมควร ก็เหมาะเช่นกัน ขณะที่ สภาพแวดล้อมในห้องยังสำคัญต่อการเรียนรู้ด้วย โดยการอ่านกับไฟสลัว ๆ ดวงตาจะทำงานหนัก เมื่อยล้าเร็ว จึงควรจัดแสงสว่างให้เพียงพอ นอกจากนั้น บรรยากาศที่สงบเงียบ ยังช่วยให้คิดได้เร็ว และมีสมาธิสูง

นอกจากนี้ ยังมีตัวช่วยคลายความงัวเงียอย่างถาวร ด้วยการตั้งเวลาตื่นที่แน่นอนเป็นประจำ เมื่อร่างกายคุ้นเคยจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกอีกต่อไป ทั้งยังตื่นด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มด้วย ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้ง่ายต่อการจัดเวลาอ่านหนังสือ จากนั้น ดื่มน้ำเปล่า ทำสมองปลอดโปร่ง พร้อมเปิดรับข้อมูล แต่สำหรับใครที่ชอบน้ำสมุนไพร แนะนำน้ำขิงอุ่น จิบปลุกความสดชื่น เรียกความกระปรี้กระเปร่าได้ หรือกระตุ้นร่างกายให้ตื่น โดยยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ ไหล่ แขน และฝ่ามือ ประมาณ 5-10 นาที เท่านี้ก็นั่งหลังตรงทบทวนหนังสือกันได้เลย

ทั้ง นี้ เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ น้อง ๆ ควรหมั่นปฏิบัติสม่ำเสมอ เพราะการค่อย ๆ สะสมความเข้าใจ จะช่วยให้สมองจดจำเนื้อหาเป็นระบบ เมื่อถึงเวลาสอบ จะสามารถดึงความรู้นั้นออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ช่วงเวลานาทีทอง!!เหมาะทบทวนหนังสือ โดย ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน 2554

rattikarnt @ dailynews.co.th

เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน

เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2554

บอกลาอาการง่วง ซึมเซา วอกแวก ฟุ้งซ่าน ด้วยวิธีเสริมสร้าง “สมาธิ” อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยหลักปฏิบัติง่าย ๆ 5 ข้อ

วัยเรียนหลายคนที่มักเผชิญปัญหาสมาธิสั้น หรือบ่อยครั้งจดจ่อกับกิจกรรมเป็นบางเรื่อง แต่ก็เพียงระยะเวลาไม่นานนัก นั่นเป็นเพราะน้อง ๆ อาจละเลยความสมดุลของตารางกิจวัตรประจำวันไป จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ และจดจำ อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวปรับแก้ได้ด้วย 5 วิธีสร้างสมาธิง่าย ๆ ดังนี้

เริ่มจาก หลับเพื่อสมอง ในอัตราที่เพียงพอ 6-7 ชั่วโมง ระบบประสาทจะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในวันถัดไป บอกลาอาการง่วง ซึมเซาได้เลย หากนอนให้เป็นระบบทุกวัน ร่างกายจะคุ้นชิน และส่งผลดีต่อสมองในระยะยาวด้วย

เลี่ยงคาเฟอีนเข้มข้น
แม้ผลวิจัยในต่างประเทศจะพบว่า คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ลดความง่วง เหนื่อยล้า กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็ว และมีสมาธิมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับในปริมาณไม่มากเกินไป สำหรับวัยเรียนลองลดความเข้มข้นจากกาแฟเป็นชาจะเหมาะต่อสุขภาพมากกว่า

ขยับกายยืดเส้นยืดสาย
ในระหว่างรอเรียน หรือเปลี่ยนคาบเรียน อาจลุกเดินรอบ ๆ ห้อง ก้ม เงย หยุดพักสายตาที่สนามสีเขียว หรือจิบน้ำเปล่าบ้าง ช่วยเติมความสดชื่น คลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ และเป็นการเรียกสมาธิให้กลับคืนมา

สร้างสมาธิด้วยโยคะ รวม ถึงการออกกำลังกายลักษณะอื่น อาทิ วิ่งเหยาะ ๆ ว่ายน้ำ ฯลฯ เมื่อร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน จะรู้สึกกระชุ่มกระชวย นอกจากช่วยคลายเครียดแล้ว ยิ่งปฏิบัติสม่ำเสมอจะทำให้จิตใจสงบ ไม่วอกแวก หรือฟุ้งซ่าน มีผลต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้นานขึ้นด้วย

กำหนด หรือควบคุมเวลา โดย เฉพาะเมื่อต้องสะสางงาน รายงาน การบ้าน อ่านหนังสือ รวมถึงกระทำสิ่งต่าง ๆ โดยตั้งเป้าช่วงเวลาเสร็จสิ้นให้ชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับกระตุ้นสมองให้เร่งตอบสนอง จดจ่อ มุ่งมั่นอยู่กับความรับผิดชอบนั้น ๆ

นับเป็นพื้นฐานเบื้องต้นใน การปรับสมดุล และความแปรปรวนของร่างกาย สู่การเสริมสร้างสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีง่าย ๆ ข้างต้น ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ.

เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2554

Tuesday, July 12, 2011

สาคูลำไยดอกอัญชัน ทับทิมกรอบชาววัง "ขนมหวานนกน้อย" กว่า 40 ปีหวานไม่มีเปลี่ยน


กะทิมันแอนด์ไม่หวาน
มาเที่ยวเมืองเพชรบุรีทั้งที ถ้าไม่ได้แวะโซ้ยขนมหวาน ลิ้มรสน้ำตาลเมืองเพชรถือว่ายังมาไม่ถึง เพราะชื่อเสียงน้ำตาลโตนดของที่นี่เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ต่อมรับรสคนไทยมาเนิ่นนาน หากมีการประกวด ประชันความหวาน คาดว่าจะกวาดรางวัลเกือบทุกเวที (หุหุ)

นอกจากความหวานจากน้ำตาลอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว เมืองเพชรยังอุดมไปด้วยยอดฝีมือในการทำอาหารทั้งคาวหวาน เจ๊แซบเคยตระเวนหม่ำและแนะนำไปแล้วเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน วันนี้ ขอกลับไปซ้ำย้ำความเก๋าที่ร้านระดับตำนาน “ขนมหวานนกน้อย” ร้านที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมี “คุณพี่แตน” เป็นหัวเรือใหญ่ ทำหน้าที่คุมหน้าเตาและเฝ้าหน้าร้านในคราวเดียวกัน

“เราเปิดมา 40 กว่าปีแล้วค่ะ แม่พี่ขายมาก่อน พี่เพิ่งจะมารับช่วง 10 ปีหลังนี้เองค่ะ ก่อนหน้านี้พี่ทำงานธนาคาร แต่พี่ก็ช่วยแม่มาตลอดอยู่แล้วค่ะ ตั้งแต่เด็กเลย แม่พี่ชื่อ ‘แม่หลาย’ สูตรทั้งหมดมาจากแม่ คนแถวนี้จะรู้จักแม่หลายดี เพราะร้านเราก็ตั้งอยู่หน้าวัดมหาธาตุมาตลอด ไม่เคยย้ายไปไหนเลยค่ะ” คุณพี่แตนเป็นสาวร่างกะทัดรัดช่างขัดกับของหวานที่เรียงละลานอยู่ข้างหน้า จนเจ๊แซบต้องแอบกระแซะแงะเคล็ดลับการรักษาหุ่น “จริงๆพี่ชอบทานขนมหวานนะ เวลาทำก็ต้องทานเอง ต้องชิมด้วย แต่เพราะพี่ต้องอยู่หน้าเตาตลอด เวลาทำขนมเหงื่อออก เยอะมากเลยค่ะ เหมือนเราได้ออกกำลังกาย เลย แล้วพี่เป็นคนเดินทั้งวัน หยิบนั่น หยิบนี่ ทำขนมตรงนั้นตรงนี้ ไม่อยู่กับที่ น้องสาวพี่ก็ไม่อ้วนนะ พี่ว่า...การทำขนมก็เหมือนการออกกำลังกายนะ” สาวๆที่ชอบหม่ำของหวานแต่ไม่อยากจ้ำม่ำเกินงามทำตามได้ คุณพี่แตนไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขนมหวานอันหลากหลายที่เรียงรายอยู่หน้าร้าน เจ๊แซบแอบแบ่งเป็น 3 หมวดให้เลือกหม่ำ คือ หมวดน้ำกะทิเข้มข้นหวานมัน หมวดของเชื่อมนุ่มลิ้นกินเพลิน และสุดท้ายเป็นหมวดข้าวเหนียวสารพัดหน้าท้าใจ (หุหุ)

หมวดน้ำกะทินับเป็นไฮไลต์มัดใจลูกค้าขาประจำ ‘มัน’ นำ ‘หอม’ ตาม ‘ไม่หวาน’ จัด คุณพี่แตนสั่งคัดมะพร้าวที่แก่กำลังเหมาะ ได้มาแล้วก็เฉาะเอง คั้นเอง บรรเลงกันสดๆทุกวัน รับประกันความใหม่ไม่มีค้างคืนให้เหม็นหืนฝืนกระเพาะ

ดาวเด่นประจำหมวดมีมากมาย แต่ไฮไลต์ที่ได้ใจเจ๊แซบคือ ‘สาคูลำไยดอกอัญชัน’ สีน้ำเงินแปลกตาท้าทายให้ลิ้มลอง เม็ดสาคูต้มได้นุ่มหนุบหนึบกำลังดี มีเนื้อลำไยกรุบกรอบแทรกอยู่เป็นระยะขณะเคี้ยว คุณพี่แตนใส่แป้งมันได้กำลังดีไม่เหนียวเกิน เพิ่มรสเข้มข้นอีกระดับด้วยหัวกะทิคั้นสดรสกลมกล่อม เค็มๆ มันๆ หม่ำเพลิ้น...เพลิน!

หลากหลายผลไม้เชื่อม

ต่อด้วย “ทับทิมกรอบชาววัง” สูตรคุณยายทวดที่ถ่ายทอดต่อๆกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี ทับทิมกรอบสูตรนี้ มี 3 ไส้ ใช้มัน เผือก และแห้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาคลุกกับแป้ง ปั้นเป็นเม็ด ต้มในน้ำเดือดคนไปเรื่อยๆจนสุก ตักขึ้นจากหม้อแช่ในน้ำเย็นจัดทันที เทคนิคร้อนกระทบเย็นจะทำให้เม็ดทับทิมกรอบเด้งๆ หนึบๆ หลังจากนั้นช้อนขึ้นมาใส่ไว้ในน้ำเชื่อมรอลูกค้ามาสั่ง ค่อยตักใส่ถ้วยราดด้วยน้ำกะทิสดเสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งบดละเอียด สำหรับขาหม่ำหลายใจคุณพี่แตนมีแปะก๊วย ซ่าหริ่ม มะพร้าวกะทิ ไว้ให้เลือกใส่เพื่อเพิ่มสีสันในการโซ้ย

ถ้ายังมันกันไม่พอต่อด้วย ขนมข้าวฟ่าง, ขนมโค, ลอดช่องแตงไทย และรวมมิตรสูตร พิเศษ ไม่เหมือนใครเพราะคุณแม่พี่แตนคิดเอง ทำเอง ไม่เกรงใจต้นทุน ระดมใส่ทั้งทับทิมกรอบไส้แห้ว ขนุน ลูกตาล วุ้นซอย สาคู และเนื้อมะพร้าวอ่อน อร่อยครบเครื่องเปลืองแรงคนทำแต่คนหม่ำสบายท้อง (ฮา)


หมดหมวดน้ำกะทิมาต่อกันที่ผลไม้เชื่อมฝีมือประณีต มีทั้ง รากบัวใบเชื่อม, สาเกเชื่อม, มันสำปะหลังเชื่อม, มันเทศเชื่อม, กล้วยเชื่อม, มะเขือเทศเชื่อม, สับปะรดเชื่อม และทุเรียนเชื่อม!!! เมนูใหม่ล่าสุดคุณพี่แตนเป็นคนคิดค้นด้นสูตรขึ้นมาใหม่ ต้องใช้ทุเรียนห่ามๆ เนื้อไม่เละนำมาคว้านเม็ด และคว้านไส้ออกให้หมด เหลือแต่เนื้อล้วนๆ นำมากวนกับน้ำเชื่อม ตั้งไฟอ่อนๆ กวนไปเรื่อยห้ามเหนื่อย ห้ามหยุด ต้องกวนจนน้ำเชื่อมซึมเข้าไปในเนื้ออย่างทั่วถึง จากนั้นยกลงจากเตาวางทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้น้ำตาลค่อยๆแทรกเข้าในทุกอณู วันที่ 2 นำมาอุ่น กวนต่อ และวางทิ้งไว้อีก 1 คืน วันที่ 3 ค่อยทยอยออกมาขาย ผลไม้ เชื่อมทุกชนิดมีขั้นตอนการทำเหมือนกัน ต่างกันที่เวลาในการกวนมากน้อยขึ้นอยู่กับ เนื้อผลไม้ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันกับอีก 2 คืน ถึงจะได้ความหวานละมุนละไม โซ้ยทีไรชื่นใจทุกที



ปิดท้ายด้วยหมวดข้าวเหนียวหลากหน้า ทั้งหน้าสังขยา, หน้าลูกตาล, หน้าปลา และหน้ากระฉีก ทั้ง 4 หน้าขายดีมีแฟนประจำมาหม่ำไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสังขยาหน้าเนี้ยน...เนียน ไม่เลี่ยน ไม่คาว โซ้ยกับข้าวเหนียวมูนเม็ดนุ่มแสนจะอร่อย...อร๊อย...อร่อย !!



หวาน ละลานตา

ร้าน “ขนมหวานนกน้อย” ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ตรงข้ามวัดมหาธาตุ หาง้าย...ง่ายไม่ยุ่งยาก คุณพี่แตนเปิดร้านบริการความหวานทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม ยกเว้นวันที่มีลูกค้ามาเหมาขนมไปออกงาน ต้องปิดร้านเพราะไม่มีของขาย ถ้าไม่แน่ใจ โทร.มาถามเผื่อความชัวร์ 08-1434-9627 และ 0-3242-8940


ก่อนจบก่อนจากคุณพี่แตนฝากข้อคิดพิชิตใจขาหม่ำ เคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย “แม่พี่สอนพี่เสมอว่า การทำขนม หรือกับข้าว หรือของที่ไว้ทาน อย่าขี้เหนียวเครื่องปรุง และเครื่องปรุงที่เราใช้แล้วดี ถึงมันจะแพงเราก็ต้องใช้แบบเดิม ห้ามเปลี่ยน ราคา แพงไม่ว่าแต่ขอให้อร่อย” สั้นได้ ใจความ และได้ ใจเจ๊ แซบแบบเต็มๆ!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ที่มา: สาคูลำไยดอกอัญชัน ทับทิมกรอบชาววัง "ขนมหวานนกน้อย" กว่า 40 ปีหวานไม่มีเปลี่ยน ไทยรัฐออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2554

ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนในไทย

บีโอไอ BOI เผยตัวเลขลงทุนช่วง 6 เดือน ปี 2554 เงินลงทุนทะลุ 247,100 ล้านบาท มูลค่าเกินครึ่งจากเป้าหมาย ที่ประเมินไว้ทั้งปีที่ประมาณ 400,000 ล้านบาท ด้านตัวเลข เอฟดีไอ พุ่งต่อเนื่อง ทิศทางเงินทุนจากเอเชีย โหมเข้าไทย ญี่ปุ่นยังครองแชมป์สูงสุด

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2554 นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. -มิ.ย.) ว่า นักลงทุนได้ยื่นขอรับส่งเสริมการเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 882 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 247,100 ล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีจำนวน 616 โครงการ เพิ่มขึ้น 43.2% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 185,000 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าเงินลงทุนเกินครึ่งจากเป้าหมายการขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ ที่ตั้งเป้าไว้ 400,000 ล้านบาท

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีทิศทางขยายตัวในอัตราสูงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือน มิ.ย.เพียงเดือนเดียว มีจำนวนโครงการสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยมี 180 โครงการ มูลค่าลงทุน 43,600 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มลงทุนรายใหญ่ รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการจำนวนมาก

"สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรก กระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ที่มีโครงการลงทุนสูงสุดรวม 226 โครงการ มูลค่า 77,000 ล้านบาท รองมาเป็นกิจการในกลุ่มบริการและสาธารณูปโภค 180 โครงการ มูลค่า 46,300 ล้านบาท ตามด้วยกิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก 126 โครงการ มูลค่า 41,300 ล้านบาท กิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า 130 โครงการ มูลค่า 35,400 ล้านบาท กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 129 โครงการ มูลค่า 25,700 ล้านบาท" เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วงครึ่งปีแรก มี 522 โครงการ มูลค่า 167,274 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 375 โครงการหรือเพิ่มขึ้น 39% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 98,332 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 70% สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในไทย กลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นการลงทุนจากประเทศต่างๆ ในเอเซีย

โดยญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 272 โครงการ เงินลงทุน 72,244 ล้านบาท

ตามด้วยเกาหลีใต้ มีจำนวน 21 โครงการ เงินลงทุน 6,137 ล้านบาท

ฮ่องกง มี13 โครงการเงินลงทุน 10,399 ล้านบาท เป็นต้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2554
------------------

สารเคมีปะปนนมหลายชนิด ใช้ในยาและอาหารเลี้ยงเพื่อให้โตเร็ว

ผู้ที่ดื่มนมอยู่เป็นประจำ อาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่า ได้ดื่มสารเคมีที่มีอยู่ในนมมากถึง 20 อย่างเข้าไปด้วย ตั้งแต่ตัวยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะ เพียงแต่ว่ามันมีอยู่ในปริมาณเล็กน้อย ไม่ถึงกับทำให้เกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้น

ทีมนักวิทยาศาสตร์สเปนและโมร็อกโก ได้ศึกษาด้วยการใช้เครื่องมือความไวสูง วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำนมวัว แพะ และรวมทั้งของมนุษย์ด้วย ทั้งที่เป็นของจากสเปนและโมร็อกโก

หนังสือพิมพ์รายวัน “เดลี่นิวส์” ของอังกฤษ เสนอข่าวว่า การค้นพบนี้ ทำให้รู้ว่าสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้ลงไปปนเปื้อนอยู่ทั่วทั้งห่วงโซ่อาหาร นมที่ปนเปื้อนสูงได้แก่นมวัว นักวิจัยเชื่อว่า เหตุที่มันไปปนเปื้อนได้ ก็อาจเป็นเพราะ มีการเอาตัวยาเคมีและสารอย่างอื่นไปใช้ในการเลี้ยงดูเพื่อให้มันโตเร็ว

นักวิทยาศาสตร์ยังได้เสนอความเห็น ให้มีการวิเคราะห์แบบเดียวกันนี้กับอาหารชนิดอื่นด้วยเพื่อความปลอดภัย นอกจากเพื่อการรับรู้ของผู้บริโภคแล้ว ยังเพื่อจะให้แน่ใจได้ว่าอาหารปลอดอันตราย บริสุทธิ์ เป็นของแท้บำรุงสุขภาพและไร้สารพิษต่างๆ

สารเคมีปนเปื้อนเหล่านี้ ทำให้เด็กโตเร็วผิดปกติ เด็กผู้หญิงบางคนอายุไม่กี่ขวบก็มีประจำเดือนแล้ว

Monday, July 11, 2011

หลอดไฟ(หลอดไส้/หลอดตะเกียบ): bulb

หลอดไฟ(หลอดไส้)ล้าสมัย old-fashioned bulbs


หลอดไฟ เรียกว่า bulb ที่คนไทยเรียกเป็นหลอดไส้ นั้น มีชื่อเต็มว่า incandescent light bulbs ซึ่งเป็นหลอดไฟที่คิดค้นโดย โทมัส อันวา เอดิสัน (Thomas Edison) ตั้งแต่ปี 1879 จึงสามารถเรียกว่า หลอดเอดิสัน Edison bulb (สิทธิบัตรหมายเลข U.S. Patent 223898)

โรงงานผลิตหลอดไฟไส้ เรียกว่า incandescent plant(s)

หลอดไฟแบบใหม่ หลอดตะเกียบ compact-fluorescent (CFL) bulbs

ฝ่ายสนับสนุนบอกว่า หลอดแบบใหม่จะช่วยประหยัดไฟ ประหยัดพลังงาน ได้มากโข light bulbs use 25 to 30 percent less energy.

ฝ่ายค้านโจมตีว่า หลอดไฟตะเกียบไม่ปลอดภัยและผลิตในจีน CFLs are unsafe and typically produced in China

หลอดไฟตะเกียบขาดซึ่งสุนทรียภาพ ดูไม่สวยเลย CFL bulbs are aesthetically unappealing

หลอดไฟตะเกียบเป็นอันตรายต่อสุขภาพ CFL bulbs are a health hazard.

หลอดไฟตะเกียบแต่ละหลอดยังเต็มไปด้วยสารพิษตะกั่วเป็นอันตรายต่อระบบน้ำเป็นร้อยๆแกลลอน Each CFL bulb contains enough toxic mercury to pollute hundreds of gallons of water.

นอกจากหลอดไฟแบบตะเกียบแล้วนั้น ยังมีหลอดไฟเอลอีดี LED bulbs

Dr.SoS

Sunday, July 10, 2011

RoboCup 2011: เด็กไทยเจ๋งคว้าแชมป์ 'หุ่นยนต์กู้ภัย' เด็กไทยเจ๋งชิงแข่งหุ่นยนต์โลก3ทีม


RoboCup 2011 - Istanbul - TURKEY

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2554 ผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์” รายงานจากอาคารอิสตันบูลเอ็กซ์โปเซ็นเตอร์ ประเทศตุรกี ในการจัดแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย “เวิลด์โรโบคัพ” ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่จัดอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15 โดยมีการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ฟุตบอลหุ่นยนต์ หุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์ทำงานบ้าน และหุ่นยนต์ระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี (RoboCupSoccer, RoboCupRescue, RoboCup@Home, and RoboCupJunior) ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมรวมทุกประเภทกว่า 3,000 คน จาก 43 ประเทศทั่วโลก

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่าทีม “ไอราป_จูดี้” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สามารถคว้าแชมป์ในประเภทหุ่นยนต์กู้ภัย หลังทำคะแนนในรอบสุดท้ายได้อย่างดีเยี่ยม โดยนำโด่งมาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะสามารถค้นหาผู้ประสบภัยได้ถึง 25 ราย รวม 835 คะแนน อันดับ 2 ได้แก่ ทีม “เอ็มอาร์แอล” จากประเทศอิหร่าน ซึ่งสามารถค้นหาผู้ประสบภัยได้เพียง 12 ราย ทำได้ 430 คะแนน


ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของทีม “สเตบิไลซ์” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งสามารถค้นหาผู้ประสบภัยได้ 11 ราย ทำได้ 410 คะแนน ในส่วนของทีมซักเซส จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตัวหุ่นเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ระบบเซ็นเซอร์การตรวจจับเพื่อบอกสถานะของผู้ประสบภัยชำรุดทั้งหมด แต่ยังไว้ลายค้นหาผู้ประสบภัยได้มากถึง 18 ราย ทำไปได้เพียง 395 คะแนน จึงทำได้ดีที่สุดแค่อันดับ 4 เท่านั้น

นายกัญจนัศ หรือน้องแตม แสนบุญศิริ ผู้บังคับหุ่นของทีม “ไอราป_จูดี้” กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่สามารถนำความภาคภูมิใจมาให้คนไทยได้อีกครั้ง ทำให้ไทยครองแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลกติดต่อกันเป็นสมัยที่ 6 แล้ว ส่วนตัวไม่รู้สึกกดดันมากนัก เนื่องจากในรอบที่ผ่านมาทำคะแนนได้ดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องพัฒนาต่อไปคือหุ่นยนต์อัตโนมัติ และการทำแผนที่สามมิติ เพราะมีการให้ความสำคัญกับจุดนี้ด้วย ทั้งนี้ตนกับเพื่อนร่วมทีมมีแผนจะเดินทางกลับถึงไทยในช่วงบ่ายของวันที่ 12 ก.ค.นี้

ด้าน ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทรากรณ์ ที่ปรึกษาอาวุโสสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย และกรรมการบริหารการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยโลก กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าสมรรถนะหุ่นของเยาวชนไทยถือได้ว่าแข็ง แกร่งมาก เพราะสามารถเคลื่อนที่ไปในจุดที่มีอุปสรรคได้ดี แต่ยังมีจุดด้อยเรื่องการทำแผนที่ เพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนาต่อไป

“ทางคณะผู้จัดการแข่งขันได้ร่วมกันหารือเพื่อวางทิศทางการแข่งขันในปีถัดไป โดยได้มีการพิจารณาเรื่องการนำหุ่นยนต์ไปใช้จริงให้มากขึ้น เพราะในพื้นที่ประสบภัยจริงจะมีอุปสรรคเรื่องความชื้น ฝุ่น และน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบให้ตัวหุ่นในอนาคตต้องสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น” ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

ส่วนการแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ รุ่นสมอลไซซ์ ทีมสคูบ้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถเอาชนะทีมคู่แข่งเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย กับทีมกิ๊ก จากญี่ปุ่น ทีมเอ็มอาร์แอล และทีมอิมมอทอล จากอิหร่าน ทีมสคูบ้ายังได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม 2 รางวัล คือ รางวัลระบบนำทางยอดเยี่ยม และรางวัลมิกซ์ทีมยอดเยี่ยม และหากในรอบชิงสามารถเอาชนะได้จะทำให้ประเทศไทยเป็นแชมป์ในรุ่นนี้ 3 ปีซ้อน อย่างไรก็ตามทีมไทยแลนด์ทีม ซึ่งเป็นการรวมตัวของเด็กระดับมัธยมปลาย และลงแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยจูเนียร์ เป็นครั้งแรกของตัวแทนจากประเทศไทยทำได้เพียงผ่านเข้ารอบคัดเลือกเท่านั้น

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2554

หมูแดงอร่อย ต้องร้านอ้วน เจ้าเก่า ตลาดรถไฟสงขลา

ที่สุดแห่งความอร่อย หมูแดง ที่รสชาติ กำลังพอดี นุ่มกำลังพอเหมาะ เหนียวกำลังพอกิน หมูแดงอร่อย ต้องร้านอ้วน เจ้าเก่า ตลาดรถไฟสงขลา

ร้านอ้วน ตลาดรถไฟ สงขลา เปิดขายมานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่สมัยคุณย่า มีอาหารกับแกล้ม อร่อยหลายอย่าง หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นต้มจับฉ่าย หมูผัดขิง .. อาหารตามสั่ง นานาชนิด ผัดร้อน ๆ ทำสด ๆ หากท่านต้องการอาหารทะเล ก็สามารถมาสั่งได้ สดมาก หวานตามธรรมชาติ และมีห้องแอร์ไว้บริการลูกค้า ที่สำคัญ ราคา เป็นกันเองสุด ๆ

ถ้าท่านไปสงขลา อย่าลืม แวะ ร้านอ้วน ตลาดรถไฟ หลังโรงเรียน อนุบาลสงขลา

ที่มา: forward mail

ก.พาณิชย์ประกาศบริษัทสิ้นสภาพ18,449ราย

"พาณิชย์" ประกาศถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทร้างจำนวน 18,449 ราย หลังไม่ได้ยื่นงบการเงินและรายการชำระบัญชีมาแล้วนานกว่า 3 ปี หวั่นใช้ชื่อที่อยู่ในทะเบียนแอบบอ้างหลอกลวงประชาชน...

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ในฐานะสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางได้อาศัยอำนาจตามความในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะดำเนินการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด 18,449 ราย ที่จัดตั้งขึ้นแล้วไม่ได้ทำการค้าขาย หรือประกอบกิจการงานใดๆ และไม่ได้ยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรม หรือบางรายจดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่ยื่นรายงานการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนให้เสร็จสิ้น โดยยังมีชื่อของห้างหุ้นส่วนและบริษัทยังคงอยู่ในทะเบียนและมีสถานะเป็น นิติบุคคลอยู่ในฐานข้อมูลนิติบุคคล ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงและอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดและก่อให้ เกิดความเสียหายจากการทุจริตหลอกลวงได้

"กรมได้ตรวจสอบห้างหุ้น ส่วนหรือบริษัทจำกัดที่มิได้ส่งงบการเงินนับแต่ปีปัจจุบันย้อนหลัง 3 ปีติดต่อกันพบ ว่า มีห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่จดทะเบียนเลิกแล้ว และมิได้ทำรายงานการชำระบัญชี หรือมิได้ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี นับแต่วันรับจดทะเบียนเลิก ซึ่งกรมได้มีหนังสือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทและผู้ชำระบัญชีแจ้งให้ดำเนินการภายใน 180 วันไปแล้วแต่ผู้ชำระบัญชีมิได้ปฏิบัติตาม จึงเตรียมถอนทะเบียนบริษัทดังกล่าวออกจากฐานข้อมูลการจดทะเบียนของกรม" นายอิทธิพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจะสิ้นสภาพนิติบุคคล แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการและผู้ถือหุ้นมีอยู่เท่าไรก็คงจะอยู่ในทะเบียนอย่างนั้น และพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทนั้นยังมิได้สิ้นสภาพนิติบุคคล

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554
************
ข่าวนี้แปลกมาก เพราะข่าวว่า "วันที่ 10 ก.ค. 2554 นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า" ซึ่งวันที่ วันที่ 10 ก.ค. 2554 เป็นวันอาทิตย์ ท่านทำงานให้ข่าววันอาทิตย์ด้วยหรือ ขยันผิดสังเกต อิอิ..

ยอดเยี่ยม = Transcendental

เมื่อเราพูดถึงบางอย่างที่ไม่ธรรมดา แต่ ยอดเยี่ยม ดีเยี่ยม เหนือธรรมชาติ เกินธรรมดา เราสามารถใช้คำภาษาอังกฤษ ที่ให้ความหมายเหล่านี้ได้หลายคำ เช่น Transcendental

Transcendental (adj) = ยอดเยี่ยม ดีเยี่ยม เหนือธรรมชาติ เกินธรรมดา

surpassing others = เกินเลยในลักษณะดีเยี่ยมเหนือสิ่งอื่นๆ เช่น บางครั้งก็พูด surpassing others in excellence

supereminent(adj) = อัจฉริยะกว่า,สูงกว่า,เหนือกว่า,เด่นกว่า

superior (adj) = อยู่เหนือ,เบื้องบน,ดีกว่า,เหนือกว่า,สูงกว่า,ยอดเยี่ยม,ดีเลิศ, (ดาวนพเคราะห์) มีวงจรนอกวงจรโลก,ยโส,โอหัง. (n) กรณีเป็นคำนาม จะหมายถึง สิ่งที่เหนือกว่า,ผู้บังคับบัญชา,ผู้อาวุโส,เจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักนางชี

superiority feeling = ความรู้สึกเด่น

Dr.SoS

Wednesday, July 6, 2011

นามสกุล"ดอท คอม" เตรียมตกยุค หลังองค์กรด้านเว็บไซต์ อนุญาตใช้ชื่อบริษัทแทนได้

องค์กรเพื่อความร่วมมือด้านการจัดสรรชื่อและหมายเลขทางอินเตอร์เน็ต หรือไอคานน์ (ICANN) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูเเลจัดระเบียบการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ ประกาศในวันนี้ (20 มิ.ย.)ว่า เตรียมอนุญาตให้บริษัทต่างๆตั้งชื่อประเภทของโดเมนเนม โดยใช้ชื่อบริษัทของตนได้เป็นครั้งแรก แทนที่คำว่า"ดอท คอม" (.com)ที่นิยมใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมของไอคานน์ ที่ประเทศสิงคโปร์ มีมติอย่างท่วมท้นต่อข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้ว่าจะมีความกังวลอยู่บ้างว่าอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้

โดยผู้บริหารจากบริษัทที่ให้บริการด้านข้อมูลสารสนเทศรายหนึ่งจากออสเตรเลียกล่าวว่า นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการคอมพิวเตอร์นับตั้งแต่มีการสร้างคำว่า"ดอท คอม"ขึ้นมาเมื่อ 26 ปีก่อน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้หน่วยงานธุรกิจต่างๆไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการใช้ gTLDs (Generic Top Level Domain Names) หรือ โดเมนระดับบนสุดแบบทั่วไป เช่น .com .net .org .info ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อต้องเปิดเว็บไซต์ใหม่ๆ

ด้านผู้สังเกตการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ ชี้ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ แอปเปิล โตโยต้า หรือบีเอ็มดับเบิลยู อาจเป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ใช้ชื่อบริษัทของตนเป็นชื่อของประเภทของโดเมนเนม และกล่าวว่า บริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากที่สุดคือ "บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีการตลาดที่ชัดเจน และมีกลยุทธิ์ในการศึกษาลูกค้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้ชื่อยี่ห้อเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยธุรกิจต่างๆจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับนโยบายใหม่ของไอคานน์ เนื่องจากขั้นตอนการลงทะเบียนใช้อาจไม่ง่ายดายเหมือนเช่นกรณีของ"ดอท คอม"

นายเซบาสเตียน บาโชลเลต์ คณะกรรมการของไอคานน์ ซึ่งผลักดันข้อเสนอดังกล่าว ระบุว่า บางคนอาจรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลง gTLDs อาจก่อให้เกิดความสับสน แต่เขายืนยันว่าองค์กรมีเครื่องมือที่จัดการให้ปัญหาต่างบรรเทาลงได้

ที่มา: มติชนออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สวีเดนคุย อีก 10 ปี โรงเรียนประถมทุกแห่งสอนภาษาจีนแน่ สบโอกาส"จีน"ครองโลกธุรกิจ

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของสวีเดนเปิดเผยวันนี้ว่า ภายในอีก 10 ปี ข้างหน้านี้ โรงเรียนชั้นประถมศึกษาของสวีเดนทุกแห่งจะต้องเปิดชั้นเรียนสอนภาษาจีน โดยกล่าวย้ำว่าสวีเดนจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ นายยาน บียอร์คลุนด์ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสวีเดน ผู้นำพรรคโพรเกรส ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายขวา กล่าวว่า เขาต้องการเห็นสวีเดนเป็นประเทศแรกในยุโรปที่เปิดหลักสูตรวิชาภาษาจีน ในฐานะวิชาภาษาต่างประเทศในโรงเรียนชั้นประถมทุกแห่ง

รัฐมนตรีสวีเดนกล่าวต่อหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งว่า เขาต้องการเห็นสวีเดนเป็นประเทศแรกของยุโรปที่มีการสอนภาษาจีนตามโรงเรียน ประถมและมัธยม และว่าการให้นักเรียนสวีเดนได้เรียนรู้ภาษาจีนนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่าง ยิ่งที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสวีเดน

และชี้ว่า ทุกวันนี้บุคลากรในโลกธุรกิจทุกคนไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษอีกต่อไป และกิจกรรมทางธุรกิจหลายประเภทย้ายจากฝั่งยุโรปไปที่จีนแล้ว และภาษาจีนก็จะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจมากกว่าภาษาฝรั่งเศส และสเปน

ปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศหลักที่มีการเรียนการสอนในสวีเดน ตามมาด้วยภาษาสเปน เยอรมัน และฝรั่งเศส

นายบียอร์คลุนด์ยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจ้างบุคลากรและนักการศึกษาที่สามารถสอนภาษาจีนได้ และกล่าวว่า ภายในไม่เกิน 10 นี้ โรงเรียนในระดับประถมศึกษาทุกแห่งจะต้องมีความพร้อมในการสอนภาษาจีน ขณะที่อาจต้องใช้เวลาถึง 15 ปี สำหรับระดับมัธยมศึกษาในการปรับระบบ

ที่มา: สวีเดนคุย อีก 10 ปี โรงเรียนประถมทุกแห่งสอนภาษาจีนแน่ สบโอกาส"จีน"ครองโลกธุรกิจ มติชนออนไลน์ วันพุธที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผลการเลือกตั้ง 2554

ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554

ผลการเลือกตั้ง 2554 "สุวัจน์" เชื่อสัญญาณการเมืองดีทุกอย่าง ไม่ว่าใครแพ้-ชนะ วันนี้ประเทศไทยชนะ!


ที่มา: มติชนออนไลน์ 7 กค.2554

เช็ดตัวลดไข้ ใช้'น้ำอุ่น'หรือ'น้ำเย็น'?

เมื่อเป็นไข้ ตัวร้อน หลายๆ คน จะรีบหยิบยาลดไข้มารับประทาน แต่ถ้าตัวร้อนจนรู้สึกเพลียมากๆ แม้รับประทานยาไปแล้ว อาการที่เป็นดูจะยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ก็คงต้องเพิ่มตัวช่วยอย่างการนำผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติมาประคบลงบนหน้าผาก แล้วนอนพักผ่อน

ทว่ารู้สึกตัว ตื่นขึ้นมาอีก กลับพบว่าอาการไข้ยังมีอยู่ คงต้องเช็ดตัวลดไข้ช่วยอีกทางหนึ่ง แต่ดูเหมือนบางคนก็ใช้น้ำเย็น บางครั้งถึงกับเอาน้ำแข็งมาผสมใส่น้ำ ขณะที่บางคนกลับเลือกใช้น้ำอุ่น แล้วในความเป็นจริง น้ำเย็น หรือน้ำอุ่น กันแน่ ที่ใช้เช็ดตัวแล้วช่วยให้ไข้ลดได้

คำตอบของข้อข้องใจนี้ ก็คือ 'น้ำอุ่น' เนื่องจากผ้าที่ชุบน้ำอุ่นแล้วบิดหมาดๆ นำมาเช็ดตามตัวให้ผิวหนังออกแดงๆ จะช่วยให้เหงื่อออก ถือเป็นการช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนจากพิษไข้ออกมา ลดอุณหภูมิของร่างกายลงอย่างได้ผล

เหตุที่ไม่ควรใช้น้ำเย็นมาเช็ดตัว เพราะน้ำเย็นจะยิ่งทำให้คนเป็นไข้ยิ่งรู้สึกหนาวสั่นกว่าเดิม แถมความเย็นจากน้ำ ยังทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังหดเกร็ง ถือเป็นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม เวลามีไข้ นอกจากการรับประทานยาลดไข้ ประคบผ้าชุบน้ำไว้ที่หน้าผาก เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นแล้ว ยังควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องให้มากๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD @ gmail.com

ที่มา: เช็ดตัวลดไข้ ใช้'น้ำอุ่น'หรือ'น้ำเย็น'? ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2554

จับสท.เมืองท่าโขลงพร้อมพวกตั้งแท่นผลิตยาบ้า

ตำรวจ ปปส.บุกจับ สท.เมืองท่าโขลง พร้อมพวกอีก 3 คนผลิตยาบ้า ก่อนวิ่งหลบหนีลงป่ากก เจ้าหน้าที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ปิดล้อมกดดันอยู่นานก่อนยอมปรากฏตัว จึงยึดแท่นปั๊มยาบ้า สารตั้งต้น หัวเชื้อในการผลิต และหัวเชื้อยาไอซ์ไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขยายผลต่อไป...

เมื่อเวลา 06.00 น. วันพุธที่ 6 ก.ค. 2554 พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส.พร้อมด้วย พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผบช.สพฐ.ตร., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี รักษาการแทน ผกก.สภ.คลองหลวง พ.ต.อ.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ รอง ผบก.ศพฐ.1 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ปปส. บุกเข้าตรวจค้นบ้านเช่าเลขที่ 62/11 หมู่ 15 ถนนเลียบคลองแอน 1-2 ติดถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แต่ขณะนั้นผู้ต้องหาวิ่งหลบหนีการจับกุมออกไปทางประตูด้านหลัง ก่อนวิ่งหลบหนีลงป่ากก เจ้าหน้าที่ทำการปิดล้อมจับกุม โดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินปิดล้อมกดดัน จากนั้นผู้ต้องหาทั้งหมด 4 คน ยอมมอบตัว และขึ้นมาจากป่ากก



ทราบชื่อคือ 1.นายบรรเจิด ยอดมะลิ อายุ 38 ปี ตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองท่าโขลง อ.คลองหลวง อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ 15 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 2.นายกมล แช่มชื่น อายุ 30 ปี ภูมิลำเนาอยู่ย่านปากน้ำ จ.สมุทรปราการ 3.นายสมศักดิ์ พ่วงมาลี อายุ 58 ปี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 4.นายจักรกฤษณ์ สุดคิด อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50/1 หมู่ 16 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ไปชี้จุดและตรวจค้นภายในห้องเช่าดังกล่าว ตรวจสอบพบแท่นปั๊มยาบ้าขนาดเล็ก แบบ 2 หัวตอก จำนวน 1 เครื่อง, หัวปั๊มเม็ดยากว่า 20 หัว, สารตั้งต้น, หัวเชื้อในการผลิตยาบ้า, หัวเชื้อยาไอซ์, พร้อมอุปกรณ์บรรจุยาบ้าเป็นถุงพลาสติกสีฟ้าจำนวนมาก และยาบ้าที่ปั๊มเสร็จเป็นเม็ดยาแล้วอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดไว้ตรวจสอบ และนำตัวไปสอบสวนขยายผลต่อที่ ปปส.

ด้าน พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. เปิดเผยว่า จากการติดตามสืบสวน ก่อนการบุกเข้าทลายแหล่งปั๊มนี้ ได้ทำการติดตามมานานกว่า 7-8 เดือนแล้ว ซึ่งบ้านเช่าหลังดังกล่าว เป็นของนายบรรเจิดฯ สท.ท่าโขลง และมีบ้านพักอยู่ด้านหลังบ้านเช่า และเมื่อ 3 วันก่อนก็ได้ทราบว่า ได้มีการนำยาบ้าออกไป และจากนั้นติดตามจับกุมขบวนการยาบ้า ก็ทราบว่ารับยามา จากบริเวณดังกล่าว จึงได้วางแผนเข้าตรวจค้นจับกุม แต่ขณะที่บุกเข้าจับกุมซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 4 คน กำลังผลิตยาบ้าอยู่ในห้องเช่าดังกล่าว เมื่อทราบว่า เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้น ได้วิ่งหลบหนีออกประตูด้านหลัง ก่อนหนีลงเข้าป่ากก จึงได้นำเฮลิคอปเตอร์สำนักงานตำรวจบินกดดันป่ากกและปิดล้อม เพื่อกดดันผู้ต้องหา


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 40 นาที ผู้ต้องหาทั้งหมดจึงยอมมอบตัวแต่โดยดี และเมื่อตรวจสอบแท่นปั๊มที่ผู้ต้องหาใช้เป็นแท่นปั๊มแบบ 2 หัวตอก ซึ่งถือเป็นแท่นพิมพ์ขนาดเล็ก ที่ส่วนใหญ่จะใช้ในการลักลอบแอบผลิตเอง เพราะแท่นปั๊มชนิดนี้เสียงจะไม่ดัง จำนวนการผลิตภายใน 24 ชั่วโมง จะสามารถผลิตยาบ้าได้ประมาณกว่า 3 แสนเม็ด จะไม่เหมือนเครื่องพิมพ์แบบเครื่องจักร ที่ต้องใช้สถานที่เก็บเสียง จึงต้องลักลอบจัดหาสถานที่ปั๊ม แต่แท่นปั๊มที่สามารถจับกุมได้ในครั้งนี้ ใช้ระบบเมนนวล ซึ่งง่ายและสะดวกในการเคลื่อนย้ายสถานที่ จึงเป็นการยากในการสืบสวนติดตามตัวแก๊งพวกนี้


ส่วนนายบรรเจิด ผู้ต้องหา ปัจจุบันทำงานเป็น สท.อยู่ที่เทศบาลเมืองท่าโขลง แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน นายประดิษฐ์ ยอดมะลิ น้องชายนายบรรเจิด เพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง จับกุมในคดียาเสพติดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จะได้สอบสวนเพื่อขยายผลทลายขบวนการแก๊งค้ายาบ้ารายนี้ และจะได้ตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและหลักฐานการใช้จ่ายเงินของนายบรรเจิดเพิ่มเติม ส่วนหลักฐานที่สามารถตรวจยึดได้จะนำไปเก็บตรวจสอบที่ ปปส. ต่อไป

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2554

นักวิจัยเกาหลีใต้พบความยาวนิ้วบ่งบอกขนาดอวัยวะเพศชาย

มืออาจบ่งบอกความเป็นเจ้าของมากกว่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะคุณผู้ชาย เมื่อผลศึกษาของเกาหลีใต้พบว่า นิ้วสามารถบ่งชี้ถึงขนาดขององคชาติได้เลยทีเดียว

ผลศึกษาของนักวิจัยเกาหลีใต้ที่เผยแพร่ในวารสาร Asian Journal of Andrology พบว่าชายที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนางอาจมีองคชาติยาวกว่าคนทั่วไป

"จากข้อมูลของเรา ผู้ที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง อาจมีอวัยวะเพศยาวกว่าคนอื่น" แต บอม คิม นักวิจัยแผนกวิทยาทางเดินปัสสาวะของโรงพยาบาลมหาวิทาลัยแกชอน ในอินชอน เกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ผลศึกษาต่างๆก่อนหน้านี้พบหลักฐานที่แน่ชัดว่าเทสโทสเตอโรนฮอร์โมนเพศชายก่อนคลอดอาจกำหนดพัฒนาการของนิ้วเช่นเดียวกับความยาวขององคชาติ ซึ่งก็สัมพันธ์กับสิ่งที่ คิม และเพื่อนร่วมงานลงมือศึกษา

ที่มา: นักวิจัยเกาหลีใต้พบความยาวนิ้วบ่งบอกขนาดอวัยวะเพศชาย ผู้จัดการออนไลน์ วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2554