ข้อคิดดี ๆ สำหรับการเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อเอาวุฒิเอาปริญญา ภาพยนตร์สารคดี (documentary) เรื่อง College Conspiracy นำเสนอข้อคิดดี ๆ ในการเป็นหนี้ จากการกู้เรียน จบแล้วหางานทำไม่ได้ .. พวกเหยีัยบขี้ไก่ไม่ฝ่อ บัณฑิตอเมริกัน
College Conspiracy เป็นสารคดีที่ครอบคลุมที่สุดที่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาชั้นสูง ของสหรัฐอเมริกา ฟิล์มเปิดเผย ข้อเท็จจริงและความจริงเกี่ยวกับระบบการศึกษาของอเมริกา สารคดี 'College Conspiracy'ใช้เวลาการผลิตนานกว่าหกเดือนโดยทีมงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติของนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย ที่เป็นผู้ชำนาญต่าง ๆ ของ NIA ให้ความช่วยเหลือ โดยมีหลายพันคนที่สนับสนุนความคิดและให้เรื่องราวส่วนบุคคลของพวกเขา NIA เชื่อว่าระบบการศึกษาสหรัฐฯวิทยาลัยหลอกลวง ที่จะเปลี่ยนเป็นหนุ่มสาวชาวอเมริกันที่อ่อนไหวให้เป็นทาสหนี้กู้ยืมตลอดชีวิต
NIA ติดตามอัตราเงินเฟ้อราคาในทุกอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาและมีอุตสาหกรรมที่ไม่ได้เห็นอัตราเงินเฟ้อราคาสอดคล้องกันมากขึ้นกว่าการศึกษาทศวรรษที่วิทยาลัยนี้ หลังจากระเบิดของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์, เงินกู้ยืมเรียนตอนนี้ง่ายที่สุดที่จะได้รับเงินกู้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและหนี้เงินกู้ยืมเรียนรวมตอนนี้เกินกว่าหนี้บัตรเครดิต รัฐบาลออกให้ง่ายต่อการกู้ยืมเงินนักเรียนทุกคนโดยไม่คำนึงถึงผลการเรียนประวัติเครดิต, สิ่งที่พวกเขาเป็นวิชาเอกและสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายงานของพวกเขา สนช. เชื่อว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับรัฐบาลสหรัฐจะอยู่ในธุรกิจสินเชื่อนักศึกษาเพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐไม่อนุมัตินั้น เช่นเดียวกับวิธีการที่รัฐบาลสหรัฐสร้าง Fannie Mae และ Freddie Mac เพื่อให้ที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง แต่แทนที่จะขับรถไปส่งราคาที่อยู่อาศัยผ่านหลังคา; รัฐบาลสหรัฐโดยพยายามที่จะทำให้โรงเรียนสามารถซื้อเป็นสำเร็จที่เป็นตรงกันข้ามและการขับรถราคาค่าเล่าเรียนในระดับดาราศาสตร์ ที่ให้ผลตอบแทนติดลบจากการลงทุน
สหรัฐได้รับประสบ 5.15% อัตราเงินเฟ้อรายปีค่าเล่าเรียนวิทยาลัยทศวรรษนี้ แม้จะมีนี้ 70.1% ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนนี้ลงทะเบียนเข้าเรียนในวิทยาลัย, บันทึกเวลาใหม่ทั้งหมด 2 / 3 ของนักศึกษาตอนนี้สำเร็จการศึกษาเฉลี่ยของ $ 24,000 ในตราสารหนี้ ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับการรับปริญญาถ้าทุกคนมีหนึ่งและเป็นที่แน่นอนไม่คุ้มค่าที่ได้รับ $ 24,000 ติดหนี้ถึงการพรางตาตัวเองเข้าใส่ฝูงชน สนช. เป็นประธานเป็นเพื่อนกับร้อยของซีอีโอของ บริษัท ขนาดกลางที่บอกเขาว่าคนที่ข้ามวิทยาลัยเป็นจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะโดดเด่นในหมู่ร้อยของผู้สมัครที่สมัครงานแต่ละใช้ได้
อัตราการว่างงานจริงในอเมริกาขณะนี้ 22% และ 60% ของบัณฑิตวิทยาลัยที่มีโชคดีพอที่จะหางานทำ, ได้รับงานที่มีฝีมือต่ำซึ่งปริญญาไม่จำเป็นต้องได้ ในความเป็นจริง 70% ของผู้ที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายที่ไม่ได้ไปที่วิทยาลัยมีความสามารถในการได้ทำงานที่เดียวกันมากเหล่านี้เป็นผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาลัยเฉลี่ย แตกต่างที่สำคัญคือโดยชาวอเมริกันเวลาที่ไปวิทยาลัยได้รับปริญญาของพวกเขาเหล่านั้นที่ไปตรงบังคับทำงานหลังเลิกเรียนสูงแล้วจะมี 4 ถึง 6 ปีมีประสบการณ์การทำงานที่มีคุณค่า แทนที่จะมี $ 24,000 ในตราสารหนี้เหล่านี้ชาวอเมริกันที่มีประสบการณ์จะทำงานทางของพวกเขาขึ้นไปยังตำแหน่งจ่ายที่สูงขึ้นหรืองานที่ดีกว่าที่ บริษัท ที่แตกต่างกัน
ทั้งหมดทั่วอเมริกา, วิทยาลัยจะหลอกนักเรียนที่คาดหวังกับยุทธวิธีที่อาจทำให้เข้าใจผิดและมักจะหลอกลวงและสถิติ ความจริงก็คือโรงเรียนกฎหมายจะมอบหมายจาก 43,000 องศากฎหมายในแต่ละปีเมื่อมีทนายความ 15,000 น้อยและงานที่พนักงานตามกฎหมายในสหรัฐอเมริกากว่าสามปีที่ผ่านมา โรงเรียนกฎหมายจำนวนมากที่การโฆษณางานอัตรา 90% จากตำแหน่งภายในหนึ่งปีสำเร็จการศึกษา อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ก่อนการสำรวจจะดำเนินการจัดหางานบางโรงเรียนกฎหมายจะจ้างบัณฑิตว่างงานที่จะทำงานในแผนกการรับสมัครของพวกเขา พวกเขาจะปล่อยให้ไปโดยเร็วการสำรวจนี้จะเสร็จสมบูรณ์ แต่นับเป็นส่วนหนึ่งของการมีงานทำ 90%
'วิทยาลัย Conspiracy'ยัง exposes ว่าสามปีที่ผ่านมาเมื่อ 15 โรงเรียนเภสัชกรใหม่ที่ได้รับการพร้อมที่จะเปิดในสหรัฐอเมริกา, การตกลงวิทยาลัยหลอกลวงสร้างปัญหาการขาดแคลนเภสัชกรเพื่อหลอกลวงชาวอเมริกันในการลงทุนหลายร้อยหลายพันดอลลาร์เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนเภสัชกร สนช. ได้เปิดวิธีที่นักเศรษฐศาสตร์ได้ bribed การศึกษาปลอมในการผลิตที่คาดการณ์ความต้องการ 150,000 เภสัชกรใหม่ในอเมริกาในปี 2020 วันนี้ สนช. จะรับการติดต่อจากหลายอเมริกันหนุ่มที่ถูกหลอกลวงเข้ารับองศาเภสัชกรและไม่สามารถหางานเภสัชกรใด ๆ ไม่ว่ากี่พวกเขาใช้สำหรับ ชาวอเมริกันเหล่านี้ตอนนี้อย่างลึกซึ้งในตราสารหนี้และยอมรับว่าพวกเขาจะได้รับการรับงานที่ดีกว่าค่าจ้างขั้นต่ำปล่อยวางที่ไหนสักแห่ง
College Conspiracy is the most comprehensive documentary ever produced about higher education in the U.S. The film exposes the facts and truth about America's college education system. 'College Conspiracy' was produced over a six-month period by NIA's team of expert Austrian economists with the help of thousands of NIA members who contributed their ideas and personal stories for the film. NIA believes the U.S. college education system is a scam that turns vulnerable young Americans into debt slaves for life.
NIA tracks price inflation in all U.S. industries and there is no industry that has seen more consistent price inflation this decade than college education. After the burst of the Real Estate bubble, student loans are now the easiest loan to receive in the U.S., and total student loan debts now exceed credit card debts. The government gives out easy student loans to anybody, regardless of grades, credit history, what they are majoring in, and what their job prospects are. NIA believes it is illegal for the U.S. government to be in the student loan business because the U.S. constitution doesn't authorize it. Just like how the U.S. government created Fannie Mae and Freddie Mac to make housing affordable, but instead drove housing prices through the roof; the U.S. government, by trying to make college more affordable, is accomplishing the exact opposite and driving tuition prices to astronomical levels that provide a negative return on investment.
The U.S. has been experiencing 5.15% annual college tuition inflation this decade. Despite this, 70.1% of high school graduates are now enrolling into college, a new all time record. 2/3 of college students are now graduating with an average of $24,000 in debt. There is nothing special about getting a college degree if everyone else has one, and it is certainly not worth getting $24,000 into debt to camouflage yourself into the crowd. NIA's President is friends with hundreds of CEOs of mid-sized corporations who tell him that someone who skipped college is a lot more likely to stand out amongst the hundreds of applicants who apply for each job available.
The real unemployment rate in America is now 22% and 60% of college graduates who are lucky enough to find a job, are receiving low skilled jobs where a college degree isn't even required. In fact, 70% of high school graduates who didn't go to college, were able to get these very same jobs as the average college graduate. The main difference is, by the time Americans who went to college get their degree, those who went straight into the work force after high school will already have 4 to 6 years of valuable workplace experience. Instead of having $24,000 in debt, these experienced Americans will be working their way up to a higher paid position or a better job at a different company.
All across America, colleges are deceiving prospective students with misleading and often fraudulent tactics and statistics. The fact is, law schools are handing out 43,000 law degrees each year, when there are 15,000 less attorney and legal staff jobs in the U.S. than three years ago. Many law schools are advertising a 90% job placement rate within one year of graduating. However, weeks before job placement surveys are conducted, some law schools will hire unemployed graduates to work in their admissions department. They are let go as soon as these surveys are completed, but count as being part of the 90% employed.
'College Conspiracy' also exposes how three years ago when 15 new pharmacist schools were getting ready to open in the U.S., the college cartel created a pharmacist shortage hoax to scam Americans into investing hundreds of thousands of dollars to attend pharmacist school. NIA has uncovered how economists were bribed to produce phony studies that forecast the need for 150,000 new pharmacists in America by 2020. Today, NIA is hearing from many young Americans who were deceived into getting pharmacist degrees and can't find any pharmacist jobs no matter how many they apply for. These Americans are now deeply in debt and admit that they would have been better off getting minimum wage jobs stocking shelves somewhere.
Monday, June 13, 2011
Saturday, June 11, 2011
คณะวิศวกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมช่วยกู้เรือน้ำตาลล่มที่อยุธยา
หลายฝ่ายร่วมช่วยกู้เรือน้ำตาลล่มที่อยุธยาิ ทั้งนี้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อาจารย์ธเนศ วีระศิริ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมโยธา) และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมปฏิบัติการกู้เรือน้ำตาลล่มที่อยุธยาิร่วมกับกรมเจ้าท่า และกองทัพเรือ โดยวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2554 รองศาสตราจารย์ ดร.นคร ภูวโรดม และ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญทรัพย์ วิชญางกูร พร้อมด้วยนักศึกษาปริญญาตรีและนักศึกษาปริญญาโท จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมสังเกตุการณ์การกู้เรือโดยการอัดพอนทูน(โป๊ะเหล็ก)
สนธิกำลังงัดแผนใช้ 'พอนทูน' ปฏิบัติการกู้เรือบรรทุกน้ำตาล
กลายเป็นเรื่องที่สร้างวิกฤติให้กับแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนได้ หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือเหล็กบีเอ็ม 6 บรรทุกน้ำตาล 2,400 ตัน ประสบเหตุกระแทกกับตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานหัวดุม) ที่ หมู่ 2 ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรี อยุธยา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เป็นเหตุ ให้ตัวเรือมีรอยแตกน้ำทะลักเข้าไป สุดท้ายจมอยู่ริมตลิ่ง ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณน้ำตาลทรายจำนวนมหาศาลได้ละลายออกมาจากเรือ ถูกกระแสน้ำพัดพาไปไกลหลายจังหวัด ตั้งแต่พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทร ปราการ ต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้กันถ้วนหน้า บรรดาสัตว์น้ำและปลาน้อยใหญ่ทั้งที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้ตามกระชังและตาม ธรรมชาติ ลอยตายเกลื่อน
หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต่างพยายามหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งดูดน้ำตาลออกและกู้เรือแต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมไปถึงนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนคร ศรีอยุธยา จะลงไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด แต่การกู้เรือก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
หนำซ้ำตัวเรือที่ขวางทิศทางน้ำยังส่งผลทำกระแสน้ำพุ่งเปลี่ยนทิศทางเข้าใส่ ริมตลิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ จนพังทลายยาวกว่า 60 เมตร กัดเซาะลึก 13 เมตร ทำให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าวต่างหวาดผวาเป็นอย่างมาก จึงต้องมีการระดมทหารช่างพัฒนา อาสาสมัครรักษาดินแดนนับร้อยนาย มาช่วยกันระดมเสาเข็มและกระสอบทรายมาสร้างแนวเขื่อน 2 ชั้นเพื่อป้องกันตลิ่งพังลงมาอีก เนื่อง จากมีอุปสรรคเรื่องปริมาณน้ำที่ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
อย่างไรก็ดีล่าสุดทาง นายวิทยา ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งไปอำนวยการในที่เกิดเหตุทุกวัน โดยมีการระดมหน่วยงานหลายชุด ไม่ว่าจะเป็นทหารเรือ ทหารช่าง กรมเจ้าท่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคเอกชน มาร่วมหารือในการวางแผนปฏิบัติการกู้เรือ โดยทางกรมเจ้าท่าร่วมกับบริษัทอัลฟ่า มารีน ซัพพลาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเรือที่บรรทุกน้ำตาล เร่งจัดทำ “โป๊ะเหล็ก” ขนาดใหญ่หรือเรียกว่าพอนทูน (Pontoon ) จำนวน 4 ตัว ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 6 เมตร ลึก 1.2 เมตร ซึ่งเป็นของกรมเจ้าท่าเพื่อจะนำไปใช้กู้เรือขึ้นให้ได้ภายในวันที่ 11 มิ.ย.นี้
นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า พอนทูน เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้กู้เรือในทะเล มีหลักการทำงานง่าย ๆ คือ จะใช้เครนยกพอนทูนไปวางยึดติดไว้ภายในตัวเรือจากนั้นจะเติมน้ำเข้าไปเพื่อ ให้พอนทูนจมกระทั่งได้ระดับแล้วก็จะสูบน้ำออกอัดอากาศเข้าไปภายใน เมื่อพอนทูนลอยตัวขึ้นก็จะช่วยยกเรือน้ำตาลที่จมขึ้นมาด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำภายในเรือน้ำตาลออกทันที แล้วจะใช้เรือยนต์ 3 ลำลากเรือน้ำตาลออกไปทางวัดพนัญเชิงวรวิหาร เนื่องจากตรงจุดเกิดเหตุกระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยว ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการทำงาน จึงต้องจัดทีมประดาน้ำ 2 ชุด ชุดละ 20 คน คอยเกาะติดการทำงานแบบใกล้ชิด
ด้าน น.อ.สุริยะ ภิญโญ รอง ผอ.กองประดาน้ำและถอดทำลายอมภัณฑ์ (กปถ.สพ.ทร.) กล่าวว่า หลังจากทีมนักประดาน้ำลงไปสำรวจในเรือแล้ว สรุปว่าแนวทางที่ทำได้จริงคือการนำเอาพอนทูน อุปกรณ์การกู้เรือทำจากเหล็กเป็นกล่องหรือแคปซูลขนาดใหญ่ ทำงานคล้ายการขึ้น-ลงของเรือดำน้ำ เนื่องจากภายในพอนทูนเป็นสุญญา กาศ สามารถสูบน้ำอัดเข้าไปด้านในได้ และเมื่อสูบดึงน้ำออกจากพอนทูนแล้ว จะทำให้เกิดสุญญากาศและเกิดการยกตัวขึ้น โดยพอนทูน 1 ใบสามารถยกน้ำหนักได้ประมาณ 100-150 ตัน แต่หากเกิดน้ำวนและแรง อาจนำพอนทูนไปเกาะด้านนอกเรือลำบาก ดังนั้นต้องนำพอนทูนเกาะด้านในท้องเรืออย่างน้อย 4 พอนทูน เพื่อให้พอนทูนยกกราบเรือพ้นขอบผิวน้ำก็จะถือว่าเป็นผลสำเร็จ
“เมื่อกราบเรือยกพ้นขอบผิวน้ำจะสามารถสูบน้ำออกจากท้องเรือเพื่อให้เรือลอย ขึ้นมาอีก จากนั้นจะต้องรีบอุดรอยรั่วของเรือไปพร้อมกัน และยังสามารถสูบน้ำออกจากท้องเรือเพื่อให้เรือลอยขึ้นมาอีก แต่หากพอนทูนไม่สามารถยกกราบเรือพ้นขอบผิวน้ำ ก็จะใช้วิธีให้พอนทูนเป็นตัวยกท้องเรือด้านล่างสุดให้พ้นพื้นผิวก้นแม่น้ำก็ เพียงพอที่จะนำแคปซูลของกองทัพเรือลงไปสอดในพื้นที่ว่างระหว่างท้องเรือและ ก้นแม่น้ำเพื่อลากเรือออกมาให้ได้”
สถานการณ์ล่าสุด นายถวัลย์รัฐ อธิบดีกรมเจ้าท่า ยังได้ลงนามในประกาศกรมเจ้าท่าเรื่องการกำหนดให้แม่น้ำเจ้า พระยา และแม่น้ำป่าสัก เป็นพื้นที่ควบคุมการเดินเรือสำหรับเรือลำเลียงและเรือลากจูงเป็นการเฉพาะ คราว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อการเดินเรือลำเลียง เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงน้ำหลากและกระแสน้ำแรง ขณะที่ในปัจจุบันมีการขนส่งทางน้ำโดยใช้เรือลำเลียงเพิ่มมากขึ้นและเรือ ลำเลียงมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนสถานการณ์การกู้เรือน้ำตาลจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้น ยังต้องรอลุ้นติดตามชมกันต่อไป.
.............................................................
8 โค้งอันตรายเจ้าพระยา
เมื่อตรวจสอบบริเวณลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่จ.พระนครศรีอยุธยา ไล่ลงมาจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ จะพบว่ามีโค้งอันตรายอยู่หลายโค้งที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือด้วยการลาก จูงซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางกรมเจ้าท่า จึงได้มีการรวบรวมโค้งน้ำอันตรายที่ต้องใช้ความระวังมากกว่าปกติ ประกอบด้วย 1. สามแยกหน้าวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยามาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก 2.โค้งน้ำบ้านแหลม ถึง สะพานวัดกษัตราธิราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา 3. โค้งน้ำวัดลาดบัวขาว ถึง สะพานหัวคุม จ.พระนครศรีอยุธยา 4. บริเวณเกาะเกร็ด แม่น้ำอ้อมเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นจุดทางแยก 5. โค้งน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาชั้นใน บริเวณหน้ากรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร 6. โค้งน้ำ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ 7. ทุ่นจอดเรือบริเวณ ต.บางหัวเสือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และ 8. โค้งโรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ
สัมฤทธิ์ เจียมเจริญพรกุล
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2554
=============
ภารกิจกู้เรือน้ำตาลทรายล่มในแม่น้ำเจ้่าพระยาที่อยุธยา ผ่านไปกว่า 10 ชั่วโมง ยังไม่สามารถกู้เรือขึ้นมาได้ เพราะมีอุปสรรคหลายอย่าง รมช.คมนาคม ระบุ ต้องทำงานอย่างใจเย็น ขณะที่บรรดาไทยมุงเพียบ…
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.2554 บริเวณจุดเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำตาลทรายน้ำหนัก 2,400 ตัน ล่มที่ ม.2 ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา กินเวลานานถึง 11 วันเข้าไปแล้ว ในที่เกิดเหตุพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พระนครศรีอยุธยา กว่า 30 คน คอยยืนดักรอที่ปากทางเข้า ไม่อนุญาตให้รถของชาวบ้าน รวมทั้งนักข่าวจากทุกสำนักเข้าไปในพื้นที่โดยเด็ดขาด โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำงานกู้เรือ มีความอันตรายมาก นักข่าวจึงอ้อมไปถ่ายภาพฝั่งตรงข้าม บริเวณ ม.4 ต.บ้านป้อม
จากนั้นในเวลา 08.00 น. นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา นางวาสินี ผิวผ่อง นายกเหล่ากาชาด จ.พระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกอบจ.พระนครศรีอยุธยา และพระครูโสภณสุทธิปัญญา เจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง นำเครื่องบวงสรวงบูชาเซ่นไหว้ ประกอบด้วย ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ผลไม้มงคล 9 ชนิด ไข่ต้ม สับปะรด และบายสีปากชม ตั้งไว้บนโต๊ะกลางเรือท่องเที่ยว ล่องสวนน้ำไปยังบริเวณจุดที่เรือน้ำตาลล่ม ห่างไปประมาณ 500 เมตร โดยนายวิทยาได้จุดธูป 16 ดอก กล่าวคำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเดินไปที่หัวเรือ นำกระทงใส่ผลไม้ 9 อย่าง 9 กระทง และขนมหวาน หย่อนลอยไปกับสายน้ำ เพื่อเป็นการบูชาพระแม่คงคาและพญานาคราช
ด้านพระครูโสภณสุทธิปัญญา เปิดเผยว่า พิธีกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงความเคารพบูชาพญานาคราชที่เป็นเจ้าคุ้มครองสาย น้ำ นอกจากจะเป็นการขอขมาที่ทำล่วงเกิน และยังขอพึ่งบารมีพญานาคราช ช่วยดลบันดาลการกู้เรือให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่กระทำกันมาแต่ในอดีต เพราะเราเห็นว่าการกู้เรือน้ำตาลเป็นไปอย่างยากลำบาก ผ่านมาหลายวันยังกู้ไม่ได้ เชื่อว่าทำแล้วจะเป็นการดี จะทำให้กู้เรือได้สำเร็จ
ส่วนนายทวี นริสศิริกุล รองผวจ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า การกู้เรือครั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่า วิศวกรรมธรรมศาสตร์ และกองทัพเรือดำเนินการ โดยทราบว่าพอนทูน หรือโป๊ะเหล็ก ที่มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร และสูง 1.20-1.50 เมตร ได้ออกจากอู่ต่อเรือบริษัท อัลฟ่า มารีน ซัพพลาย จำกัด ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี มาถึงจุดเกิดเหตุเรือล่มที่อยุธยาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งจังหวัดได้อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ ทีมกู้เรือ โดยอุปสรรคการกู้เรือในวันนี้ พบว่ามีกระแสน้ำไหลแรงและปริมาณน้ำเหนือไหลมามาก ประเมินสถานการณ์แล้ววันนี้น่าจะกู้เรือได้สำเร็จ
จากนั้นเรือกรมเจ้าท่า ย.1 ขนาดใหญ่ บรรทุกรถเครนขนาดใหญ่ และลากโป๊ะเหล็ก 2 ลูก แล่นเข้ามาเทียบเรือบีเอ็ม 6 ที่ล่มอยู่ โดยบนเรือเจ้าท่า มีนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม, น.ท.รชต ผกาฟุ้ง หัวหน้าสำนักงานเจ้าท่าสาขาอยุธยา, น.ท.สุริยะ ภิญโญ รองผอ.กองประดาน้ำฯ กรมสรรพาวุธทหารเรือ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คอยบัญชาการบนเรืออย่างใกล้ชิด โดยทีมกู้เรือกว่า 50 คนกระจายอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ เริ่มทำงานโดยใช้รถเครนยกเศษเหล็กและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จมอยู่ในเรือออก จากนั้นได้ลากโป๊ะเหล็กลูกที่ 1 เข้าไปในเรือ ใส่น้ำให้จมลงไปที่ท้องเรือ แล้วยึดพอนทูนไว้กับกาบเรือให้แน่น จึงใช้ลมเป่าให้น้ำในพอนทูนออกมา ก็จะยกเรือส่วนท้ายให้ลอยขึ้นมา แต่เดิมเรือขวางทางน้ำไว้ ก็ใช้เครนดึงเรือให้ตรงกับทางน้ำ แล้วจึงนำพอนทูนลูกที่ 2 ใส่ที่หัวเรือ ทำเช่นเดียวกัน เรือก็จะลอยขึ้นแล้วจึงลากไปได้
ขณะที่นายเกื้อกูล กล่าวว่า ในการกู้เรือครั้งนี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยของคนงานก่อน จากการทำงานจะเห็นได้ว่า ทีมงานจะประสานกันหลังจากนำพอนทูนลงไปแล้ว ครั้งแรกยกเรือสูงขึ้นได้ประมาณ 5 เซนติเมตร กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ใช้เวลาเป็นตัวกำหนด และขอให้ทุกคนอย่ากดดันทีมกู้เรือ ทุกอย่างต้องทำอย่างระมัดระวัง แม้แต่การจะขยับหรือยกเครนแต่ละครั้ง ต้องมีการคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบ
ตามแผนการกู้เรือครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ขั้นตอนเริ่มจากเมื่อช่วงเช้าได้นำพอนทูน ขนาด 12 เมตร กว้าง 6 เมตร ลึก 1.5 เมตร ใช้เรือเครนยักษ์เข้าไปใส่ด้านท้ายเรือ แล้วสูบน้ำอัดลงไปจมใต้ท้องเรือด้านหลัง จากนั้นใช้เครนลากอย่างช้าๆ มาไว้ด้านหัวเรือ เพื่อให้นักประดาน้ำ 4 คน ดำลงไปสำรวจและทำการยึดกับระวางของเรือ
จากขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนนี้ ใช้เวลาไปนานเกือบ 10 ชั่วโมง นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยถึงแผนการกู้เรือน้ำตาลว่า เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกประการ เพียงแต่ว่าการทำงานต้องล่าช้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากน้ำแรง และเรือมีน้ำหนักมาก การทำงานต้องระมัดระวังทุกอย่างพอนทูนลูกแรกได้วางยึดติดกับระวางทดลองยก แล้ว สามารถรับน้ำหนักไหว จึงได้ปรับแผนเล็กน้อย โดยเคลื่อนย้ายพอนทูนลูกที่ 1 ไปไว้ที่หัวเรือ และขณะนี้กำลังจะนำพอนทูนลูกที่ 2 นำไปยึดไว้ที่ระวางด้านท้ายเรือ ทำการอัดลมพร้อมกัน ถ้าพอนทูน 2 ลูกสามารถพยุงเรือลอยขึ้นได้ ก็จะทำการย้ายเรือออกไปยังที่ปลอดภัย แต่ถ้าไม่ไหวจะนำพอนทูนมาเพิ่มอีก เพื่อทำการกู้เรือต่อไป
ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ทางทีมงานได้อัดพอนทูนลูกที่ 2 ลงไปเป็นผลสำเร็จ แต่เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มมืดค่ำแล้ว หากปฏิบัติภารกิจต่ออาจเกิดอันตรายได้ จึงต้องหยุดไว้รอดำเนินการต่อในวันที่ 12 มิ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อข่าวการกู้เรือแพร่สะพัดออกไป พบว่ามีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาดูการกู้เรือบริเวณฝั่งตรงข้ามจำนวนมาก ทำให้ริมตลิ่งเต็มไปด้วยประชาชนที่มานั่งรอลุ้นการกู้เรืออย่างใจจดใจจ่อ โดยตลอดทั้งวัน มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเปิดแผงตั้งร้านขายของ สร้างรายได้อย่างงดงาม
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2554
สนธิกำลังงัดแผนใช้ 'พอนทูน' ปฏิบัติการกู้เรือบรรทุกน้ำตาล
กลายเป็นเรื่องที่สร้างวิกฤติให้กับแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนได้ หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือเหล็กบีเอ็ม 6 บรรทุกน้ำตาล 2,400 ตัน ประสบเหตุกระแทกกับตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานหัวดุม) ที่ หมู่ 2 ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรี อยุธยา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เป็นเหตุ ให้ตัวเรือมีรอยแตกน้ำทะลักเข้าไป สุดท้ายจมอยู่ริมตลิ่ง ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณน้ำตาลทรายจำนวนมหาศาลได้ละลายออกมาจากเรือ ถูกกระแสน้ำพัดพาไปไกลหลายจังหวัด ตั้งแต่พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทร ปราการ ต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้กันถ้วนหน้า บรรดาสัตว์น้ำและปลาน้อยใหญ่ทั้งที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้ตามกระชังและตาม ธรรมชาติ ลอยตายเกลื่อน
หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต่างพยายามหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งดูดน้ำตาลออกและกู้เรือแต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมไปถึงนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนคร ศรีอยุธยา จะลงไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด แต่การกู้เรือก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
หนำซ้ำตัวเรือที่ขวางทิศทางน้ำยังส่งผลทำกระแสน้ำพุ่งเปลี่ยนทิศทางเข้าใส่ ริมตลิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ จนพังทลายยาวกว่า 60 เมตร กัดเซาะลึก 13 เมตร ทำให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าวต่างหวาดผวาเป็นอย่างมาก จึงต้องมีการระดมทหารช่างพัฒนา อาสาสมัครรักษาดินแดนนับร้อยนาย มาช่วยกันระดมเสาเข็มและกระสอบทรายมาสร้างแนวเขื่อน 2 ชั้นเพื่อป้องกันตลิ่งพังลงมาอีก เนื่อง จากมีอุปสรรคเรื่องปริมาณน้ำที่ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
อย่างไรก็ดีล่าสุดทาง นายวิทยา ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งไปอำนวยการในที่เกิดเหตุทุกวัน โดยมีการระดมหน่วยงานหลายชุด ไม่ว่าจะเป็นทหารเรือ ทหารช่าง กรมเจ้าท่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคเอกชน มาร่วมหารือในการวางแผนปฏิบัติการกู้เรือ โดยทางกรมเจ้าท่าร่วมกับบริษัทอัลฟ่า มารีน ซัพพลาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเรือที่บรรทุกน้ำตาล เร่งจัดทำ “โป๊ะเหล็ก” ขนาดใหญ่หรือเรียกว่าพอนทูน (Pontoon ) จำนวน 4 ตัว ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 6 เมตร ลึก 1.2 เมตร ซึ่งเป็นของกรมเจ้าท่าเพื่อจะนำไปใช้กู้เรือขึ้นให้ได้ภายในวันที่ 11 มิ.ย.นี้
นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า พอนทูน เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้กู้เรือในทะเล มีหลักการทำงานง่าย ๆ คือ จะใช้เครนยกพอนทูนไปวางยึดติดไว้ภายในตัวเรือจากนั้นจะเติมน้ำเข้าไปเพื่อ ให้พอนทูนจมกระทั่งได้ระดับแล้วก็จะสูบน้ำออกอัดอากาศเข้าไปภายใน เมื่อพอนทูนลอยตัวขึ้นก็จะช่วยยกเรือน้ำตาลที่จมขึ้นมาด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำภายในเรือน้ำตาลออกทันที แล้วจะใช้เรือยนต์ 3 ลำลากเรือน้ำตาลออกไปทางวัดพนัญเชิงวรวิหาร เนื่องจากตรงจุดเกิดเหตุกระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยว ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการทำงาน จึงต้องจัดทีมประดาน้ำ 2 ชุด ชุดละ 20 คน คอยเกาะติดการทำงานแบบใกล้ชิด
ด้าน น.อ.สุริยะ ภิญโญ รอง ผอ.กองประดาน้ำและถอดทำลายอมภัณฑ์ (กปถ.สพ.ทร.) กล่าวว่า หลังจากทีมนักประดาน้ำลงไปสำรวจในเรือแล้ว สรุปว่าแนวทางที่ทำได้จริงคือการนำเอาพอนทูน อุปกรณ์การกู้เรือทำจากเหล็กเป็นกล่องหรือแคปซูลขนาดใหญ่ ทำงานคล้ายการขึ้น-ลงของเรือดำน้ำ เนื่องจากภายในพอนทูนเป็นสุญญา กาศ สามารถสูบน้ำอัดเข้าไปด้านในได้ และเมื่อสูบดึงน้ำออกจากพอนทูนแล้ว จะทำให้เกิดสุญญากาศและเกิดการยกตัวขึ้น โดยพอนทูน 1 ใบสามารถยกน้ำหนักได้ประมาณ 100-150 ตัน แต่หากเกิดน้ำวนและแรง อาจนำพอนทูนไปเกาะด้านนอกเรือลำบาก ดังนั้นต้องนำพอนทูนเกาะด้านในท้องเรืออย่างน้อย 4 พอนทูน เพื่อให้พอนทูนยกกราบเรือพ้นขอบผิวน้ำก็จะถือว่าเป็นผลสำเร็จ
“เมื่อกราบเรือยกพ้นขอบผิวน้ำจะสามารถสูบน้ำออกจากท้องเรือเพื่อให้เรือลอย ขึ้นมาอีก จากนั้นจะต้องรีบอุดรอยรั่วของเรือไปพร้อมกัน และยังสามารถสูบน้ำออกจากท้องเรือเพื่อให้เรือลอยขึ้นมาอีก แต่หากพอนทูนไม่สามารถยกกราบเรือพ้นขอบผิวน้ำ ก็จะใช้วิธีให้พอนทูนเป็นตัวยกท้องเรือด้านล่างสุดให้พ้นพื้นผิวก้นแม่น้ำก็ เพียงพอที่จะนำแคปซูลของกองทัพเรือลงไปสอดในพื้นที่ว่างระหว่างท้องเรือและ ก้นแม่น้ำเพื่อลากเรือออกมาให้ได้”
สถานการณ์ล่าสุด นายถวัลย์รัฐ อธิบดีกรมเจ้าท่า ยังได้ลงนามในประกาศกรมเจ้าท่าเรื่องการกำหนดให้แม่น้ำเจ้า พระยา และแม่น้ำป่าสัก เป็นพื้นที่ควบคุมการเดินเรือสำหรับเรือลำเลียงและเรือลากจูงเป็นการเฉพาะ คราว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อการเดินเรือลำเลียง เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงน้ำหลากและกระแสน้ำแรง ขณะที่ในปัจจุบันมีการขนส่งทางน้ำโดยใช้เรือลำเลียงเพิ่มมากขึ้นและเรือ ลำเลียงมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนสถานการณ์การกู้เรือน้ำตาลจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้น ยังต้องรอลุ้นติดตามชมกันต่อไป.
.............................................................
8 โค้งอันตรายเจ้าพระยา
เมื่อตรวจสอบบริเวณลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่จ.พระนครศรีอยุธยา ไล่ลงมาจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ จะพบว่ามีโค้งอันตรายอยู่หลายโค้งที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือด้วยการลาก จูงซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางกรมเจ้าท่า จึงได้มีการรวบรวมโค้งน้ำอันตรายที่ต้องใช้ความระวังมากกว่าปกติ ประกอบด้วย 1. สามแยกหน้าวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยามาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก 2.โค้งน้ำบ้านแหลม ถึง สะพานวัดกษัตราธิราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา 3. โค้งน้ำวัดลาดบัวขาว ถึง สะพานหัวคุม จ.พระนครศรีอยุธยา 4. บริเวณเกาะเกร็ด แม่น้ำอ้อมเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นจุดทางแยก 5. โค้งน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาชั้นใน บริเวณหน้ากรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร 6. โค้งน้ำ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ 7. ทุ่นจอดเรือบริเวณ ต.บางหัวเสือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และ 8. โค้งโรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ
สัมฤทธิ์ เจียมเจริญพรกุล
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2554
=============
ภารกิจกู้เรือน้ำตาลทรายล่มในแม่น้ำเจ้่าพระยาที่อยุธยา ผ่านไปกว่า 10 ชั่วโมง ยังไม่สามารถกู้เรือขึ้นมาได้ เพราะมีอุปสรรคหลายอย่าง รมช.คมนาคม ระบุ ต้องทำงานอย่างใจเย็น ขณะที่บรรดาไทยมุงเพียบ…
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.2554 บริเวณจุดเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำตาลทรายน้ำหนัก 2,400 ตัน ล่มที่ ม.2 ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา กินเวลานานถึง 11 วันเข้าไปแล้ว ในที่เกิดเหตุพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พระนครศรีอยุธยา กว่า 30 คน คอยยืนดักรอที่ปากทางเข้า ไม่อนุญาตให้รถของชาวบ้าน รวมทั้งนักข่าวจากทุกสำนักเข้าไปในพื้นที่โดยเด็ดขาด โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำงานกู้เรือ มีความอันตรายมาก นักข่าวจึงอ้อมไปถ่ายภาพฝั่งตรงข้าม บริเวณ ม.4 ต.บ้านป้อม
จากนั้นในเวลา 08.00 น. นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา นางวาสินี ผิวผ่อง นายกเหล่ากาชาด จ.พระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกอบจ.พระนครศรีอยุธยา และพระครูโสภณสุทธิปัญญา เจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง นำเครื่องบวงสรวงบูชาเซ่นไหว้ ประกอบด้วย ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ผลไม้มงคล 9 ชนิด ไข่ต้ม สับปะรด และบายสีปากชม ตั้งไว้บนโต๊ะกลางเรือท่องเที่ยว ล่องสวนน้ำไปยังบริเวณจุดที่เรือน้ำตาลล่ม ห่างไปประมาณ 500 เมตร โดยนายวิทยาได้จุดธูป 16 ดอก กล่าวคำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเดินไปที่หัวเรือ นำกระทงใส่ผลไม้ 9 อย่าง 9 กระทง และขนมหวาน หย่อนลอยไปกับสายน้ำ เพื่อเป็นการบูชาพระแม่คงคาและพญานาคราช
ด้านพระครูโสภณสุทธิปัญญา เปิดเผยว่า พิธีกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงความเคารพบูชาพญานาคราชที่เป็นเจ้าคุ้มครองสาย น้ำ นอกจากจะเป็นการขอขมาที่ทำล่วงเกิน และยังขอพึ่งบารมีพญานาคราช ช่วยดลบันดาลการกู้เรือให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่กระทำกันมาแต่ในอดีต เพราะเราเห็นว่าการกู้เรือน้ำตาลเป็นไปอย่างยากลำบาก ผ่านมาหลายวันยังกู้ไม่ได้ เชื่อว่าทำแล้วจะเป็นการดี จะทำให้กู้เรือได้สำเร็จ
ส่วนนายทวี นริสศิริกุล รองผวจ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า การกู้เรือครั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่า วิศวกรรมธรรมศาสตร์ และกองทัพเรือดำเนินการ โดยทราบว่าพอนทูน หรือโป๊ะเหล็ก ที่มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร และสูง 1.20-1.50 เมตร ได้ออกจากอู่ต่อเรือบริษัท อัลฟ่า มารีน ซัพพลาย จำกัด ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี มาถึงจุดเกิดเหตุเรือล่มที่อยุธยาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งจังหวัดได้อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ ทีมกู้เรือ โดยอุปสรรคการกู้เรือในวันนี้ พบว่ามีกระแสน้ำไหลแรงและปริมาณน้ำเหนือไหลมามาก ประเมินสถานการณ์แล้ววันนี้น่าจะกู้เรือได้สำเร็จ
จากนั้นเรือกรมเจ้าท่า ย.1 ขนาดใหญ่ บรรทุกรถเครนขนาดใหญ่ และลากโป๊ะเหล็ก 2 ลูก แล่นเข้ามาเทียบเรือบีเอ็ม 6 ที่ล่มอยู่ โดยบนเรือเจ้าท่า มีนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม, น.ท.รชต ผกาฟุ้ง หัวหน้าสำนักงานเจ้าท่าสาขาอยุธยา, น.ท.สุริยะ ภิญโญ รองผอ.กองประดาน้ำฯ กรมสรรพาวุธทหารเรือ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คอยบัญชาการบนเรืออย่างใกล้ชิด โดยทีมกู้เรือกว่า 50 คนกระจายอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ เริ่มทำงานโดยใช้รถเครนยกเศษเหล็กและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จมอยู่ในเรือออก จากนั้นได้ลากโป๊ะเหล็กลูกที่ 1 เข้าไปในเรือ ใส่น้ำให้จมลงไปที่ท้องเรือ แล้วยึดพอนทูนไว้กับกาบเรือให้แน่น จึงใช้ลมเป่าให้น้ำในพอนทูนออกมา ก็จะยกเรือส่วนท้ายให้ลอยขึ้นมา แต่เดิมเรือขวางทางน้ำไว้ ก็ใช้เครนดึงเรือให้ตรงกับทางน้ำ แล้วจึงนำพอนทูนลูกที่ 2 ใส่ที่หัวเรือ ทำเช่นเดียวกัน เรือก็จะลอยขึ้นแล้วจึงลากไปได้
ขณะที่นายเกื้อกูล กล่าวว่า ในการกู้เรือครั้งนี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยของคนงานก่อน จากการทำงานจะเห็นได้ว่า ทีมงานจะประสานกันหลังจากนำพอนทูนลงไปแล้ว ครั้งแรกยกเรือสูงขึ้นได้ประมาณ 5 เซนติเมตร กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ใช้เวลาเป็นตัวกำหนด และขอให้ทุกคนอย่ากดดันทีมกู้เรือ ทุกอย่างต้องทำอย่างระมัดระวัง แม้แต่การจะขยับหรือยกเครนแต่ละครั้ง ต้องมีการคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบ
ตามแผนการกู้เรือครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ขั้นตอนเริ่มจากเมื่อช่วงเช้าได้นำพอนทูน ขนาด 12 เมตร กว้าง 6 เมตร ลึก 1.5 เมตร ใช้เรือเครนยักษ์เข้าไปใส่ด้านท้ายเรือ แล้วสูบน้ำอัดลงไปจมใต้ท้องเรือด้านหลัง จากนั้นใช้เครนลากอย่างช้าๆ มาไว้ด้านหัวเรือ เพื่อให้นักประดาน้ำ 4 คน ดำลงไปสำรวจและทำการยึดกับระวางของเรือ
จากขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนนี้ ใช้เวลาไปนานเกือบ 10 ชั่วโมง นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยถึงแผนการกู้เรือน้ำตาลว่า เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกประการ เพียงแต่ว่าการทำงานต้องล่าช้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากน้ำแรง และเรือมีน้ำหนักมาก การทำงานต้องระมัดระวังทุกอย่างพอนทูนลูกแรกได้วางยึดติดกับระวางทดลองยก แล้ว สามารถรับน้ำหนักไหว จึงได้ปรับแผนเล็กน้อย โดยเคลื่อนย้ายพอนทูนลูกที่ 1 ไปไว้ที่หัวเรือ และขณะนี้กำลังจะนำพอนทูนลูกที่ 2 นำไปยึดไว้ที่ระวางด้านท้ายเรือ ทำการอัดลมพร้อมกัน ถ้าพอนทูน 2 ลูกสามารถพยุงเรือลอยขึ้นได้ ก็จะทำการย้ายเรือออกไปยังที่ปลอดภัย แต่ถ้าไม่ไหวจะนำพอนทูนมาเพิ่มอีก เพื่อทำการกู้เรือต่อไป
ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ทางทีมงานได้อัดพอนทูนลูกที่ 2 ลงไปเป็นผลสำเร็จ แต่เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มมืดค่ำแล้ว หากปฏิบัติภารกิจต่ออาจเกิดอันตรายได้ จึงต้องหยุดไว้รอดำเนินการต่อในวันที่ 12 มิ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อข่าวการกู้เรือแพร่สะพัดออกไป พบว่ามีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาดูการกู้เรือบริเวณฝั่งตรงข้ามจำนวนมาก ทำให้ริมตลิ่งเต็มไปด้วยประชาชนที่มานั่งรอลุ้นการกู้เรืออย่างใจจดใจจ่อ โดยตลอดทั้งวัน มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเปิดแผงตั้งร้านขายของ สร้างรายได้อย่างงดงาม
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2554
จีนประหาร! พ่อค้าผสมสารเพิ่มสีแดงเนื้อหมู
จีนประหารชีวิต เจ้าของเขียงหมูผสมสารเพิ่มสีเนื้อให้แดงน่ากิน ทำให้ผู้บริโภคตาย 1 โดยรัฐบาลจีน เพิ่มความเข้มงวด คุณภาพสินค้ามากขึ้น หลังกระทบการส่งออกหลายปีที่ผ่านมา...
เมื่อวันเสาร์ ที่ 11 มิ.ย. 2554 ทางการจีนตัดสินประหารชีวิตนายเกา หยานจุน เจ้าของเขียงหมูแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงปักกิ่ง หลังถูกพบมีความผิดใส่สารเคมีไนเตรท ซึ่งใช้ทำปุ๋ย แต่นำไปใช้เพิ่มสีเนื้อหมูให้แดงน่ารับประทาน ทำให้ผู้บริโภคล้มป่วยเสียชีวิต 1 รายเมื่อปี 2553
ทั้งนี้ เหยื่อเคราะห์ร้ายเสียชีวิต เพราะกินอาหารเป็นพิษหลังซื้อไส้หมู ราคา 5 หยวน จากแผงค้าของนายเกา หยานจุน ขณะที่รัฐบาลจีนเพิ่มความเข้มงวดควบคุมคุณภาพสินค้าโดยเฉพาะอาหารมากขึ้น เพราะก่อความเสื่อมเสียชื่อเสียงประเทศชาติ และกระทบธุรกิจส่งออกสินค้าของจีนอย่างมากตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ที่มา: ทีมข่าวต่างประเทศ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2554
เจ้าของหมู เจ้าของฟาร์มเมืองไทยดูไว้เป็นตัวอย่าง ท่านผู้พิพากษา ดูไว้เป็นตัวอย่างการตัดสินคดี
เมื่อวันเสาร์ ที่ 11 มิ.ย. 2554 ทางการจีนตัดสินประหารชีวิตนายเกา หยานจุน เจ้าของเขียงหมูแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงปักกิ่ง หลังถูกพบมีความผิดใส่สารเคมีไนเตรท ซึ่งใช้ทำปุ๋ย แต่นำไปใช้เพิ่มสีเนื้อหมูให้แดงน่ารับประทาน ทำให้ผู้บริโภคล้มป่วยเสียชีวิต 1 รายเมื่อปี 2553
ทั้งนี้ เหยื่อเคราะห์ร้ายเสียชีวิต เพราะกินอาหารเป็นพิษหลังซื้อไส้หมู ราคา 5 หยวน จากแผงค้าของนายเกา หยานจุน ขณะที่รัฐบาลจีนเพิ่มความเข้มงวดควบคุมคุณภาพสินค้าโดยเฉพาะอาหารมากขึ้น เพราะก่อความเสื่อมเสียชื่อเสียงประเทศชาติ และกระทบธุรกิจส่งออกสินค้าของจีนอย่างมากตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ที่มา: ทีมข่าวต่างประเทศ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2554
เจ้าของหมู เจ้าของฟาร์มเมืองไทยดูไว้เป็นตัวอย่าง ท่านผู้พิพากษา ดูไว้เป็นตัวอย่างการตัดสินคดี
หนังโป๊ 3 มิติ Sex and Zen : Extreme Ecstasy คุ้มค่าหรือไม่...?
หนังโป๊ 3 มิติ Sex and Zen : Extreme Ecstasy คุ้มค่าหรือไม่...?
หลังจากออกจากโรงรอบสื่อ ในโซเชียลมีเดียแทบทุกช่องทางก็ร้อนฉ่า ซู่ซ่าๆ ขึ้นมาทันที ส่วนใหญ่จะไถ่ถามทำนองว่า ไปดูหนังโป๊ 3 มิติเรื่องแรกของโลกที่ร่วมทุ่นสร้างระหว่าง ฮ่องกง, จีน และญี่ปุ่น กว่า 105 ล้านบาท เปิดฉายเพียงไม่กี่วันทำลายสถิติ อวตาร ไปถึง 63 ล้านบาท มาคุ้มค่าไหม...
พูดกันให้ตรงที่สุด แม้ว่าหนังที่อ้างอิงว่าดัดแปลงมาจากวรรณกรรมจีน The Carnal Prayer Mat แต่สิ่งที่หลายคนพูดตรงกันก็คือ อารมณ์ (ทั้งMood และ Emotion) ของ Sex and Zen : Extreme Ecstasy เวอร์ชั่น 3 มิตินี้ ที่ผู้กำกับอย่างคริสโตเฟอร์ ซุน (เคยทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณาให้กับดิสนีย์แลนด์) โชว์ออกมา เป็นไปในแนวเซ็กซ์เหนือ “จินตนาการ” ไม่แตกต่างไปจากหนัง “AV” หรือ Adult Video (หนังโป๊ผู้ใหญ่) ของประเทศญี่ปุ่นที่เขาทำกันเป็นอุตสาหกรรมที่โชว์เซ็กซ์หลากหลายรูปแบบ
เรียก ได้ว่าเป็นหนังที่ครบเซ็ต ทั้งความ “วิปริต” “วิตถาร”ผสมผสานกับอารมณ์ “ซาดิสต์” ปะปน “มาโซคิสม์” (หลายท่านออกตัวว่าทั้งหมดมันเป็นรสนิยมเซ็กซ์ของแต่ละบุคคลไม่ได้เป็นภาวะ ที่มาจากทางจิตแต่อย่างใด) เป็นหนังที่กลุ่ม“เฟมินิสต์” ดูแล้วต้องกรี๊ดๆๆ (กรี๊ดแบบ“เฟมินิสต์”) ไปตลอดทั้งเรื่องแน่นอน
เนื่องเพราะ Sex and Zen : Extreme Ecstasy มาในรูปแบบสัญลักษณ์ เรื่อง “เพศชายเป็นใหญ่” (หนังเล่าเรื่องสมัยราชวงศ์หมิง-ค.ศ. 1368-1644 ) ผ่านความเชื่อของเส้นเรื่องหลักในเรื่องที่ว่า ผู้หญิงเป็นเครื่องเพศ ที่รองรับความใคร่ทุกๆ รูปแบบจากเพศชายตลอดเวลา หรือ ซิมโบลิค หรือสัญลักษณ์ใช้สื่อแทนความหมาย เรื่องอวัยวะเพศชายที่พระเอกเดินทางไขว่คว้าว่าอยากมีอวัยวะเพศที่ใหญ่ เพราะใหญ่ยาวเท่าไหร่ก็เท่าการนับหน้าถือตามากเท่านั้น เป็นต้น
นอก จากนี้ รายละเอียดหลักอีกหนึ่งอย่างที่เราจะเห็นใน Sex and Zen : Extreme Ecstasy ก็คือการยังเลือกนำเสนอจินตนาการ “ลีลาเซ็กซ์” พิศดารอันหลากหลาย ขนาดที่เรียกได้ว่าหลุดโลกก็ว่าได้ บางคนถึงขั้นเปรียบเทียบว่าเซ็กซ์เกินธรรมชาติในเรื่องนี้ นอกเหนือจะได้อิทธิพลมาหนังจากหนัง “AV” หรือ Adult Video (มี ซาโอริ ฮารา นาง เอก AV แววสวยสุดเซ็กซ์ชื่อดังร่วมแสดงด้วย) ที่มีเซ็กซ์เอ็กซ์ตรีม โลดโผนโจนทะยาน และอุปกรณ์เซ็กซ์ทอยส์มากมายที่กระจัดกระจายอยู่ภายในเรื่องแล้ว
สิ่ง หนึ่งที่คนพูดถึงก็คือ หนังเรื่องนี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง Shortbus (ปี 2006) หนึ่งในหนัง (เซ็กซ์) ที่ได้รับเลือกให้ร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ สุดอื้อฉาวขวัญใจนักวิจารณ์ทั่วโลก มาไม่มากก็น้อย
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เนื้อหาของ Shortbus ว่าด้วยเรื่องของคนที่มีปัญหาและรสนิยมเซ็กซ์ต่างๆ ตั้งแต่ร่วมเพศธรรมดาไปจนถึงร่วมเพศหลุดโลก (มีฉากผู้ชายสำเร็จความใคร่ด้วยปากของตัวเองด้วย) มากมาย มาพานพบกัน ณ Shortbus สถานที่ลับๆ เพื่อให้คนมาปลดปล่อยเรื่องรสนิยมเซ็กซ์ต่างๆ กันอย่างหลุดโลก
ส่วน Sex and Zen : Extreme Ecstasy มีเนื้อหาที่ว่าด้วยตัวเอกเป็นบัณฑิตแห่งราชวงศ์หมิง "เหว่ยหยางเช็ง" กับ นางเอก "เตียหยูเซียง" หลังจากแต่งงานกันทั้งคู่มีเซ็กซ์อย่างเร่าร้อนสนุกสนาน จนวันหนึ่ง "เหว่ยหยางเช็ง" ติดตามเพื่อน ไปยังหอคอยแห่งความเป็นเลิศ ที่ซึ่ง "องค์ชายหนิง" เก็บรักษาสมบัติมีค่าหายากมากมาย รวมทั้งเป็นสถานที่ที่หนุ่มๆ เขามาร่วมรักแบบแปลกๆ กับหญิงสาวสุดสวยอย่างหลุดโลก
Shortbus มีสถานที่ลับๆ ให้คนมาปลดปล่อยเซ็กซ์รูปแบบที่ตนชื่นชอบ มีเซ็กซ์โลดโผน ชายกับชาย หญิงกับหญิง ชายหนึ่งหญิงสิบ เซ็กซ์สไตล์ดุดัน ดุเดือด ลีลาเหนือจริง...!
Sex and Zen : Extreme Ecstasy ก็มี ถ้ำ (จริงๆ ควรเรียกว่าฮาเร็มมากกว่า) ขององค์ชายหนิง เอาไว้ให้ตัวเอก และชายหนุ่มได้ปลดปล่อยอารมณ์เซ็กซ์ ก็มีเซ็กซ์โลดโผน ชายกับชาย (ชาย 2 เพศ ที่อยู่ในร่างกายผู้หญิงสุดเซ็กซี่) หญิงกับหญิง ชายหนึ่งหญิงสิบคน เซ็กซ์สไตล์ดุดัน ดุเดือด ลีลาเหนือธรรมชาติ...! เช่นกัน
ทว่า ความแตกต่างของหนัง 2 เรื่อง น่าจะเป็นในส่วนเรื่องของความตลกที่ Sex and Zen : Extreme Ecstasy สอดแทรกเข้ามาตลอดเวลาทำให้เนื้อหาที่รุนแรงลดทอนความระห่ำวิปริตลง พร้อมกับจบลงด้วยปรัชญา “เซน” เรียบง่ายว่า เซ็กซ์กับรักแท้สิ่งไหนจะสำคัญกว่ากัน...?
ผิดกับ Shortbus ที่ดู “จริง” และโจ๋งครึ่ม เพราะมันเห็นอวัยวะเพศและทั้งชายและหญิงและมีฉากร่วมเพศกันจริงๆ แต่ Sex and Zen : Extreme Ecstasy ที่ไม่ได้ร่วมเพศกันจริงๆ ที่พูดแบบนี้เพราะยังมีหลายคนเข้าใจและถามไถ่มาตลอดว่า Sex and Zen : Extreme Ecstasy คือหนังโป๊ หรือ “หนังเรต X” ในความหมาย “ร่วมเพศ” กันดังที่สื่อมวลชนพาดหัวข่าวนั้น
เป็นความเข้าใจผิด...!
ถ้า จะเรียกให้ถูก ตรงจริตความเป็นจริง เราน่าจะเรียกมันว่า “หนังเรต R” ที่โชว์ท่าทาง และลีลาว่าหลอกว่าร่วมเพศ ซะมากกว่า โดยเทคนิคแบบนี้เขาใช้มุมกล้องหลอกตาคนดูให้รู้สึกเสมือนว่า "ร่วมเพศ" จริงๆ คล้ายกับหนัง R แผ่น (R ย่อมาจาก Restrict หมายถึงถ้าเด็กจะดูควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง) ราคา 19-39 บาทตามท้องตลาด (ตามกะบะหนังในห้าง) ที่โด่งดังในยุคหนึ่งในไทย...!
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจควักกระเป๋าซื้อบัตร ให้เข้าใจซะใหม่ว่า Sex and Zen : Extreme Ecstasy ไม่ใช่หนังโป๊ โปรดฟังอีกครั้งว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังอีโรติก ไม่ใช่หนัง X ครับ...!!!
ทั้งนี้อีก หนึ่งสิ่งที่เรียกว่าน่าเสียดายมากๆ ก็คือเนื้อหา Sex and Zen : Extreme Ecstasy เวอร์ชั่นที่เราได้ดู จริงๆ เวอร์ชั่นเต็มมันมีความยาวราว 153 นาที แต่มาถึงเมืองไทย ก็ไม่พ้นกรรไกรกองเซ็นเซอร์ ตัดทอนไป 3 ท่อน 3 นาทีด้วยกัน โดยหนึ่งในกองเซ็นเซอร์บอกเหตุผลในการตัดฉากของหนังเรื่องนี้ว่า เป็นหนังที่ทุกๆ คนจับตามองกันมาก แล้วอีกทั้งยังมีความรุนแรงทางเพศมากมาย รุนแรงและเป็นเซ็กซ์แบบผิดธรรมชาติ จนหนึ่งในตัวละครสาวต้องตาย เพราะโดยร่วมเพศอย่างโหด ซึ่งหลายประเทศไม่ให้เข้าฉาย
สำหรับฉากที่ โดนตัด ได้แก่ ฉาก หลวงจีนปล้ำผู้หญิง หลังจากที่โดนผู้หญิงลอบมายั่วยวนให้หลวงจีนตบะแตก เพื่อแก้แค้น, ฉากองค์ชายหนิงมีอะไรกับนางบำเรอจนขาดใจตาย และ สุดท้ายฉาก เตียหยูเซียง นางเอกต้องโดนองค์ชายหนิงทรมานเพื่อแก้แค้นโดยให้นั่งทับอยู่บนเครื่องทรมาน (เพศ) ที่ติดอยู่บนหลังม้า
หากดูภาพรวมๆ ของ Sex and Zen : Extreme Ecstasy อย่างใจเป็นธรรม กับ 3 นาทีที่หายไป การ “ตัด” หรือ “ไม่ตัด” มันมีนัยยะการเติบใหญ่ทางความหมายของคนในสังคมไทยห่างกันริบลับ เนื่องจากอย่างที่ทราบๆ กันอยู่หนังเรื่องนี้ ติดเรต ฉ. 20 หรือ อายุต่ำกว่า 20 ปีต้องดูไม่ได้แล้ว ก็น่าจะปล่อยให้ระบบเรตติ้งเป็นไปตามกลไกแบบคัดสรร
ในเชิงภาพ ลักษณ์ขององค์กร 3 ฉาก 3 นาทีที่หายไป มันทำให้องค์กรนี้ถูกตีตราว่าหัวโบราณไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเวลา และโลกจะหมุนก้าวหน้าไปเร็วสักเท่าใด ส่วนในเชิงอรรถรสมันขาดวิ่นไป 3 ฉาก 3 นาที หากจะเติมลงไปก็ไม่น่าจะเสียหาย เพราะว่าถ้าหนังเรื่องนี้สร้างสมดุลโดยเอาความตลกสอดแทรกอยู่เป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้หนังเร้าอารมณ์ (ทางเพศ) จนเกินไปอยู่แล้ว
หลายคนอาจจะบอก ว่า ถ้าหากไม่ตัด 3 ฉาก แล้วเกิดความรุนแรงจริงๆ แล้วใครจะรับผิดชอบ คิด-พูดแบบนี้ ก็คุยกันไม่จบ สู้เคารพระบบ “กลไก” เรตติ้ง เคารพ “วิจารณญาณ” และเติบใหญ่ไปด้วยกันและกันไม่ดีกว่าเหรอ...?
ประการ สำคัญ ก็คือหนังเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของความบันเทิง เพราะฉายในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ดังนั้น การให้เกียรติวิจารณญาณประชาชนบ้าง เพราะการทำเช่นนี้ก็เท่ากับให้โอกาสคนที่ด้อยวิจารณญาณได้เรียนรู้ และ เติบโต ลองผิดลองถูกไปด้วยกัน
อย่าลืมว่าถึงแม้คุณจะตัดฉากของหนังเรื่องนี้ไป แต่แผ่นหนังโป๊ตามห้างใหญ่ๆ และตลาดมืดก็ราคาถูกและก็หาได้ง่ายกว่า มิใช่หรือ...!
ที่สุดแล้ว ภาพรวมหนังดูสนุก เบาๆ สยิวเล็กๆ แต่ถ้าคุณตั้งใจไปดูเทคนิค 3 มิติ แนะนำว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะตอบโจทย์เนื่องจากฉาก 3 มิติชนิดที่คนดูหวังว่าลีลาเซ็กซ์จะกระเด็นเข้าตาของคนดู “มี” ครับ แต่ไม่มากมายอย่างที่หลายคนจินตนาการ
แต่ถ้าคุณดู เอาสนุก เอาฮา ซู่ซ่าอารมณ์เล็กๆ (เพราะโลกแห่งความจริงมีสิ่งที่ซู่ซ่ากว่าในหนังเรื่องนี้มากมาย) พอเป็นกระสัยอย่างที่บอก ก็ไปดูความใหญ่ ของจอภาพยนตร์ 3 มิติ คุ้มค่าและฮากับทีมพากษ์เสียงอย่าง "พันธมิตร"แน่นอน...!
ที่มา: ทีมข่าวไลฟ์สไตล์ออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิถุนายน 2554
หลังจากออกจากโรงรอบสื่อ ในโซเชียลมีเดียแทบทุกช่องทางก็ร้อนฉ่า ซู่ซ่าๆ ขึ้นมาทันที ส่วนใหญ่จะไถ่ถามทำนองว่า ไปดูหนังโป๊ 3 มิติเรื่องแรกของโลกที่ร่วมทุ่นสร้างระหว่าง ฮ่องกง, จีน และญี่ปุ่น กว่า 105 ล้านบาท เปิดฉายเพียงไม่กี่วันทำลายสถิติ อวตาร ไปถึง 63 ล้านบาท มาคุ้มค่าไหม...
พูดกันให้ตรงที่สุด แม้ว่าหนังที่อ้างอิงว่าดัดแปลงมาจากวรรณกรรมจีน The Carnal Prayer Mat แต่สิ่งที่หลายคนพูดตรงกันก็คือ อารมณ์ (ทั้งMood และ Emotion) ของ Sex and Zen : Extreme Ecstasy เวอร์ชั่น 3 มิตินี้ ที่ผู้กำกับอย่างคริสโตเฟอร์ ซุน (เคยทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณาให้กับดิสนีย์แลนด์) โชว์ออกมา เป็นไปในแนวเซ็กซ์เหนือ “จินตนาการ” ไม่แตกต่างไปจากหนัง “AV” หรือ Adult Video (หนังโป๊ผู้ใหญ่) ของประเทศญี่ปุ่นที่เขาทำกันเป็นอุตสาหกรรมที่โชว์เซ็กซ์หลากหลายรูปแบบ
เรียก ได้ว่าเป็นหนังที่ครบเซ็ต ทั้งความ “วิปริต” “วิตถาร”ผสมผสานกับอารมณ์ “ซาดิสต์” ปะปน “มาโซคิสม์” (หลายท่านออกตัวว่าทั้งหมดมันเป็นรสนิยมเซ็กซ์ของแต่ละบุคคลไม่ได้เป็นภาวะ ที่มาจากทางจิตแต่อย่างใด) เป็นหนังที่กลุ่ม“เฟมินิสต์” ดูแล้วต้องกรี๊ดๆๆ (กรี๊ดแบบ“เฟมินิสต์”) ไปตลอดทั้งเรื่องแน่นอน
เนื่องเพราะ Sex and Zen : Extreme Ecstasy มาในรูปแบบสัญลักษณ์ เรื่อง “เพศชายเป็นใหญ่” (หนังเล่าเรื่องสมัยราชวงศ์หมิง-ค.ศ. 1368-1644 ) ผ่านความเชื่อของเส้นเรื่องหลักในเรื่องที่ว่า ผู้หญิงเป็นเครื่องเพศ ที่รองรับความใคร่ทุกๆ รูปแบบจากเพศชายตลอดเวลา หรือ ซิมโบลิค หรือสัญลักษณ์ใช้สื่อแทนความหมาย เรื่องอวัยวะเพศชายที่พระเอกเดินทางไขว่คว้าว่าอยากมีอวัยวะเพศที่ใหญ่ เพราะใหญ่ยาวเท่าไหร่ก็เท่าการนับหน้าถือตามากเท่านั้น เป็นต้น
นอก จากนี้ รายละเอียดหลักอีกหนึ่งอย่างที่เราจะเห็นใน Sex and Zen : Extreme Ecstasy ก็คือการยังเลือกนำเสนอจินตนาการ “ลีลาเซ็กซ์” พิศดารอันหลากหลาย ขนาดที่เรียกได้ว่าหลุดโลกก็ว่าได้ บางคนถึงขั้นเปรียบเทียบว่าเซ็กซ์เกินธรรมชาติในเรื่องนี้ นอกเหนือจะได้อิทธิพลมาหนังจากหนัง “AV” หรือ Adult Video (มี ซาโอริ ฮารา นาง เอก AV แววสวยสุดเซ็กซ์ชื่อดังร่วมแสดงด้วย) ที่มีเซ็กซ์เอ็กซ์ตรีม โลดโผนโจนทะยาน และอุปกรณ์เซ็กซ์ทอยส์มากมายที่กระจัดกระจายอยู่ภายในเรื่องแล้ว
สิ่ง หนึ่งที่คนพูดถึงก็คือ หนังเรื่องนี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง Shortbus (ปี 2006) หนึ่งในหนัง (เซ็กซ์) ที่ได้รับเลือกให้ร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ สุดอื้อฉาวขวัญใจนักวิจารณ์ทั่วโลก มาไม่มากก็น้อย
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เนื้อหาของ Shortbus ว่าด้วยเรื่องของคนที่มีปัญหาและรสนิยมเซ็กซ์ต่างๆ ตั้งแต่ร่วมเพศธรรมดาไปจนถึงร่วมเพศหลุดโลก (มีฉากผู้ชายสำเร็จความใคร่ด้วยปากของตัวเองด้วย) มากมาย มาพานพบกัน ณ Shortbus สถานที่ลับๆ เพื่อให้คนมาปลดปล่อยเรื่องรสนิยมเซ็กซ์ต่างๆ กันอย่างหลุดโลก
ส่วน Sex and Zen : Extreme Ecstasy มีเนื้อหาที่ว่าด้วยตัวเอกเป็นบัณฑิตแห่งราชวงศ์หมิง "เหว่ยหยางเช็ง" กับ นางเอก "เตียหยูเซียง" หลังจากแต่งงานกันทั้งคู่มีเซ็กซ์อย่างเร่าร้อนสนุกสนาน จนวันหนึ่ง "เหว่ยหยางเช็ง" ติดตามเพื่อน ไปยังหอคอยแห่งความเป็นเลิศ ที่ซึ่ง "องค์ชายหนิง" เก็บรักษาสมบัติมีค่าหายากมากมาย รวมทั้งเป็นสถานที่ที่หนุ่มๆ เขามาร่วมรักแบบแปลกๆ กับหญิงสาวสุดสวยอย่างหลุดโลก
Shortbus มีสถานที่ลับๆ ให้คนมาปลดปล่อยเซ็กซ์รูปแบบที่ตนชื่นชอบ มีเซ็กซ์โลดโผน ชายกับชาย หญิงกับหญิง ชายหนึ่งหญิงสิบ เซ็กซ์สไตล์ดุดัน ดุเดือด ลีลาเหนือจริง...!
Sex and Zen : Extreme Ecstasy ก็มี ถ้ำ (จริงๆ ควรเรียกว่าฮาเร็มมากกว่า) ขององค์ชายหนิง เอาไว้ให้ตัวเอก และชายหนุ่มได้ปลดปล่อยอารมณ์เซ็กซ์ ก็มีเซ็กซ์โลดโผน ชายกับชาย (ชาย 2 เพศ ที่อยู่ในร่างกายผู้หญิงสุดเซ็กซี่) หญิงกับหญิง ชายหนึ่งหญิงสิบคน เซ็กซ์สไตล์ดุดัน ดุเดือด ลีลาเหนือธรรมชาติ...! เช่นกัน
ทว่า ความแตกต่างของหนัง 2 เรื่อง น่าจะเป็นในส่วนเรื่องของความตลกที่ Sex and Zen : Extreme Ecstasy สอดแทรกเข้ามาตลอดเวลาทำให้เนื้อหาที่รุนแรงลดทอนความระห่ำวิปริตลง พร้อมกับจบลงด้วยปรัชญา “เซน” เรียบง่ายว่า เซ็กซ์กับรักแท้สิ่งไหนจะสำคัญกว่ากัน...?
ผิดกับ Shortbus ที่ดู “จริง” และโจ๋งครึ่ม เพราะมันเห็นอวัยวะเพศและทั้งชายและหญิงและมีฉากร่วมเพศกันจริงๆ แต่ Sex and Zen : Extreme Ecstasy ที่ไม่ได้ร่วมเพศกันจริงๆ ที่พูดแบบนี้เพราะยังมีหลายคนเข้าใจและถามไถ่มาตลอดว่า Sex and Zen : Extreme Ecstasy คือหนังโป๊ หรือ “หนังเรต X” ในความหมาย “ร่วมเพศ” กันดังที่สื่อมวลชนพาดหัวข่าวนั้น
เป็นความเข้าใจผิด...!
ถ้า จะเรียกให้ถูก ตรงจริตความเป็นจริง เราน่าจะเรียกมันว่า “หนังเรต R” ที่โชว์ท่าทาง และลีลาว่าหลอกว่าร่วมเพศ ซะมากกว่า โดยเทคนิคแบบนี้เขาใช้มุมกล้องหลอกตาคนดูให้รู้สึกเสมือนว่า "ร่วมเพศ" จริงๆ คล้ายกับหนัง R แผ่น (R ย่อมาจาก Restrict หมายถึงถ้าเด็กจะดูควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง) ราคา 19-39 บาทตามท้องตลาด (ตามกะบะหนังในห้าง) ที่โด่งดังในยุคหนึ่งในไทย...!
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจควักกระเป๋าซื้อบัตร ให้เข้าใจซะใหม่ว่า Sex and Zen : Extreme Ecstasy ไม่ใช่หนังโป๊ โปรดฟังอีกครั้งว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังอีโรติก ไม่ใช่หนัง X ครับ...!!!
ทั้งนี้อีก หนึ่งสิ่งที่เรียกว่าน่าเสียดายมากๆ ก็คือเนื้อหา Sex and Zen : Extreme Ecstasy เวอร์ชั่นที่เราได้ดู จริงๆ เวอร์ชั่นเต็มมันมีความยาวราว 153 นาที แต่มาถึงเมืองไทย ก็ไม่พ้นกรรไกรกองเซ็นเซอร์ ตัดทอนไป 3 ท่อน 3 นาทีด้วยกัน โดยหนึ่งในกองเซ็นเซอร์บอกเหตุผลในการตัดฉากของหนังเรื่องนี้ว่า เป็นหนังที่ทุกๆ คนจับตามองกันมาก แล้วอีกทั้งยังมีความรุนแรงทางเพศมากมาย รุนแรงและเป็นเซ็กซ์แบบผิดธรรมชาติ จนหนึ่งในตัวละครสาวต้องตาย เพราะโดยร่วมเพศอย่างโหด ซึ่งหลายประเทศไม่ให้เข้าฉาย
สำหรับฉากที่ โดนตัด ได้แก่ ฉาก หลวงจีนปล้ำผู้หญิง หลังจากที่โดนผู้หญิงลอบมายั่วยวนให้หลวงจีนตบะแตก เพื่อแก้แค้น, ฉากองค์ชายหนิงมีอะไรกับนางบำเรอจนขาดใจตาย และ สุดท้ายฉาก เตียหยูเซียง นางเอกต้องโดนองค์ชายหนิงทรมานเพื่อแก้แค้นโดยให้นั่งทับอยู่บนเครื่องทรมาน (เพศ) ที่ติดอยู่บนหลังม้า
หากดูภาพรวมๆ ของ Sex and Zen : Extreme Ecstasy อย่างใจเป็นธรรม กับ 3 นาทีที่หายไป การ “ตัด” หรือ “ไม่ตัด” มันมีนัยยะการเติบใหญ่ทางความหมายของคนในสังคมไทยห่างกันริบลับ เนื่องจากอย่างที่ทราบๆ กันอยู่หนังเรื่องนี้ ติดเรต ฉ. 20 หรือ อายุต่ำกว่า 20 ปีต้องดูไม่ได้แล้ว ก็น่าจะปล่อยให้ระบบเรตติ้งเป็นไปตามกลไกแบบคัดสรร
ในเชิงภาพ ลักษณ์ขององค์กร 3 ฉาก 3 นาทีที่หายไป มันทำให้องค์กรนี้ถูกตีตราว่าหัวโบราณไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเวลา และโลกจะหมุนก้าวหน้าไปเร็วสักเท่าใด ส่วนในเชิงอรรถรสมันขาดวิ่นไป 3 ฉาก 3 นาที หากจะเติมลงไปก็ไม่น่าจะเสียหาย เพราะว่าถ้าหนังเรื่องนี้สร้างสมดุลโดยเอาความตลกสอดแทรกอยู่เป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้หนังเร้าอารมณ์ (ทางเพศ) จนเกินไปอยู่แล้ว
หลายคนอาจจะบอก ว่า ถ้าหากไม่ตัด 3 ฉาก แล้วเกิดความรุนแรงจริงๆ แล้วใครจะรับผิดชอบ คิด-พูดแบบนี้ ก็คุยกันไม่จบ สู้เคารพระบบ “กลไก” เรตติ้ง เคารพ “วิจารณญาณ” และเติบใหญ่ไปด้วยกันและกันไม่ดีกว่าเหรอ...?
ประการ สำคัญ ก็คือหนังเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของความบันเทิง เพราะฉายในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ดังนั้น การให้เกียรติวิจารณญาณประชาชนบ้าง เพราะการทำเช่นนี้ก็เท่ากับให้โอกาสคนที่ด้อยวิจารณญาณได้เรียนรู้ และ เติบโต ลองผิดลองถูกไปด้วยกัน
อย่าลืมว่าถึงแม้คุณจะตัดฉากของหนังเรื่องนี้ไป แต่แผ่นหนังโป๊ตามห้างใหญ่ๆ และตลาดมืดก็ราคาถูกและก็หาได้ง่ายกว่า มิใช่หรือ...!
ที่สุดแล้ว ภาพรวมหนังดูสนุก เบาๆ สยิวเล็กๆ แต่ถ้าคุณตั้งใจไปดูเทคนิค 3 มิติ แนะนำว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะตอบโจทย์เนื่องจากฉาก 3 มิติชนิดที่คนดูหวังว่าลีลาเซ็กซ์จะกระเด็นเข้าตาของคนดู “มี” ครับ แต่ไม่มากมายอย่างที่หลายคนจินตนาการ
แต่ถ้าคุณดู เอาสนุก เอาฮา ซู่ซ่าอารมณ์เล็กๆ (เพราะโลกแห่งความจริงมีสิ่งที่ซู่ซ่ากว่าในหนังเรื่องนี้มากมาย) พอเป็นกระสัยอย่างที่บอก ก็ไปดูความใหญ่ ของจอภาพยนตร์ 3 มิติ คุ้มค่าและฮากับทีมพากษ์เสียงอย่าง "พันธมิตร"แน่นอน...!
ที่มา: ทีมข่าวไลฟ์สไตล์ออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิถุนายน 2554
Tuesday, June 7, 2011
ดับอนาถ! แผ่นปูนหล่นทับคนงานก่อสร้างตึกโดม ธรรมศาสตร์
แผ่นปูนขนาดใหญ่ในอาคารโดมบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ร่วงทับคนงานดับ คาดผู้รับเหมาชุ่ย
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีเหตุแผ่นปูนขนาดใหญ่ร่วงลงมาทับคนงานจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสอบสวน คาดว่าผู้รับเหมาก่อสร้างชุ่ย ต่อเติมไม่มีเสาค้ำยัน แผ่นปูนจึงหล่นทับคนงานเสียชีวิต
โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริเวณชั้น 3 อาคารโดมบริหาร ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ซึ่งอยู่ในระหว่างการปรับปรุงขยายห้องทำงานภายในอาคารให้กว้างขึ้น โดย คนงานได้ทุบฝาผนังปูนออกไป ทำให้ผนังปูนที่อยู่ชั้นบนขึ้นไปไม่มีอะไรรองรับ ผนังปูนชั้นบนซึ่งกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร จึงร่วงลงมาทับนายวิษณุ ยอดแย้ม อายุ 21 ปี คนงานก่อสร้าง ซึ่งได้เดินผ่านไปยังจุดที่ได้ทุบผนังห้องออกไปแล้ว จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้ากู้ภัยต้องนำเครื่องมือตัดถ่างมาทำการงัดร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากแผ่นปูน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัววิศวกร หรือผู้ควบคุมงานมาสอบสวนเพื่อหาสาเหตุอย่างแน่ชัด และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไอเอ็นเอ็น
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีเหตุแผ่นปูนขนาดใหญ่ร่วงลงมาทับคนงานจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสอบสวน คาดว่าผู้รับเหมาก่อสร้างชุ่ย ต่อเติมไม่มีเสาค้ำยัน แผ่นปูนจึงหล่นทับคนงานเสียชีวิต
โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริเวณชั้น 3 อาคารโดมบริหาร ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ซึ่งอยู่ในระหว่างการปรับปรุงขยายห้องทำงานภายในอาคารให้กว้างขึ้น โดย คนงานได้ทุบฝาผนังปูนออกไป ทำให้ผนังปูนที่อยู่ชั้นบนขึ้นไปไม่มีอะไรรองรับ ผนังปูนชั้นบนซึ่งกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร จึงร่วงลงมาทับนายวิษณุ ยอดแย้ม อายุ 21 ปี คนงานก่อสร้าง ซึ่งได้เดินผ่านไปยังจุดที่ได้ทุบผนังห้องออกไปแล้ว จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้ากู้ภัยต้องนำเครื่องมือตัดถ่างมาทำการงัดร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากแผ่นปูน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัววิศวกร หรือผู้ควบคุมงานมาสอบสวนเพื่อหาสาเหตุอย่างแน่ชัด และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไอเอ็นเอ็น
เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก “
เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก “ : โรงเรียนโยธินบูรณะ เจ๋ง คว้ารองชนะเลิศอันดับที่ 2 แข่งขันหุ่นยนต์โลก ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับบริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) คัดเลือกและส่งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์โลก FLL OEC 2011: FIRST LEGO LEAGUE OPEN EUROPEAN CHAMPIONSHIP 2011 ระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. ที่เมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวน 2 ทีม จากโรงเรียนโยธินบูรณะ และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขณะนี้การแข่งขันเสร็จสิ้นแล้ว
ปรากฏว่า ทีมโรงเรียนโยธินบูรณะสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 หรือ Champion Award 3rd Place จากจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 67 ทีม รวมกว่า 1,000 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี กรีซ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ อิหร่าน โอมาน มาเลเซีย เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ อเมริกา ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ส่วนทีมที่คว้าแชมป์โลกเป็นทีมนักเรียนจากประเทศเยอรมนี และรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นทีมนักเรียนเนเธอร์แลนด์
ดร.ชินภัทร กล่าวต่อว่า การแข่งขันในปีนี้ได้กำหนดหัวข้อไว้ว่า Body Forward หรือการแพทย์เอาชนะความเจ็บป่วย และความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งแต่ละทีมจะต้องทำการแข่งขันทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ประเภท Robot Performance โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องสร้างโปรแกรมประกอบหุ่นยนต์ และนำไปปฏิบัติภารกิจบนสนาม ประเภท Robot Design Judging จะเป็นการนำเสนอคณะกรรมการถึงกระบวนการออกแบบ ประกอบ และเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ ประเภท Project Judging เป็นการนำเสนองานวิจัยตามหัวข้อที่กำหนดขึ้น และประเภท Teamwork Judging ซึ่งกรรมการจะพิจารณาถึงการทำงานร่วมกัน และการมีส่วนร่วมกันในทุก ๆ ด้านของทีม หลังจากนั้นคณะกรรมการจะพิจารณานำผลคะแนนทั้ง 4 ประเภทมารวมกัน แล้วจึงจัดอันดับออกมา
“ปีนี้นับว่าประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการเข้าร่วมแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ ซึ่งน่าภาคภูมิใจที่เด็กไทยของเรามีการพัฒนาศักยภาพ จนสามารถชนะทีมนักเรียนจากนานาประเทศซึ่งมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าเรา ทั้งนี้คณะผู้แทนไทยจะเดินทางกลับประเทศไทย สายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 921 เวลา 06.25 น. วันที่ 9 มิ.ย.นี้ “
ที่มา: เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก“ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน 2554
การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้
project jury
teamwork jury
robot design jury
robot performance
Thank you to ..
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับบริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) คัดเลือกและส่งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์โลก FLL OEC 2011: FIRST LEGO LEAGUE OPEN EUROPEAN CHAMPIONSHIP 2011 ระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. ที่เมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวน 2 ทีม จากโรงเรียนโยธินบูรณะ และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขณะนี้การแข่งขันเสร็จสิ้นแล้ว
ปรากฏว่า ทีมโรงเรียนโยธินบูรณะสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 หรือ Champion Award 3rd Place จากจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 67 ทีม รวมกว่า 1,000 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี กรีซ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ อิหร่าน โอมาน มาเลเซีย เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ อเมริกา ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ส่วนทีมที่คว้าแชมป์โลกเป็นทีมนักเรียนจากประเทศเยอรมนี และรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นทีมนักเรียนเนเธอร์แลนด์
ดร.ชินภัทร กล่าวต่อว่า การแข่งขันในปีนี้ได้กำหนดหัวข้อไว้ว่า Body Forward หรือการแพทย์เอาชนะความเจ็บป่วย และความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งแต่ละทีมจะต้องทำการแข่งขันทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ประเภท Robot Performance โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องสร้างโปรแกรมประกอบหุ่นยนต์ และนำไปปฏิบัติภารกิจบนสนาม ประเภท Robot Design Judging จะเป็นการนำเสนอคณะกรรมการถึงกระบวนการออกแบบ ประกอบ และเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ ประเภท Project Judging เป็นการนำเสนองานวิจัยตามหัวข้อที่กำหนดขึ้น และประเภท Teamwork Judging ซึ่งกรรมการจะพิจารณาถึงการทำงานร่วมกัน และการมีส่วนร่วมกันในทุก ๆ ด้านของทีม หลังจากนั้นคณะกรรมการจะพิจารณานำผลคะแนนทั้ง 4 ประเภทมารวมกัน แล้วจึงจัดอันดับออกมา
“ปีนี้นับว่าประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการเข้าร่วมแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ ซึ่งน่าภาคภูมิใจที่เด็กไทยของเรามีการพัฒนาศักยภาพ จนสามารถชนะทีมนักเรียนจากนานาประเทศซึ่งมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าเรา ทั้งนี้คณะผู้แทนไทยจะเดินทางกลับประเทศไทย สายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 921 เวลา 06.25 น. วันที่ 9 มิ.ย.นี้ “
ที่มา: เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก“ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน 2554
การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้
project jury
teamwork jury
robot design jury
robot performance
Thank you to ..
ส.ส.มะกันร่ำไห้สำนึกผิด ทวีตภาพเจ้าโลกอวดสาว
ข่าวนี้บอก..อเมริกันชนไม่ได้ดีไปกว่าชนชาติอื่น Americans no better than others
ส.ส.นิวยอร์กร่ำไห้สำนึกผิด ทวีตภาพเจ้าโลกอวดสาว
Anthony Weiner Twitter Scandal
ส.ส.นิวยอร์กสังกัดเดโมแครต แถลงยอมรับเป็นผู้ทวีตภาพเปลือยกาย เห็นอวัยวะเพศชายชัดเจนของตนเองให้กับหญิงสาวหลายราย หลังก่อนหน้านี้อ้างว่าเป็นฝีมือแฮ็คเกอร์...
เมื่อ 7 มิ.ย.2011 นายแอนโธนี ไวเนอร์ Anthony Weiner Twitter Scandal วัย 46 ปี ส.ส.รัฐนิวยอร์ก 7 สมัย สังกัดพรรคเดโมแครต แถลงแสดงความเสียใจต่อสาธารณชนและภรรยาตัวเอง รวมถึงหญิงสาวหลายคนในพื้นที่นครซีแอตเติล ซึ่งได้รับภาพชายนิรนามเปลือยกายท่อนล่างเห็นอวัยวะเพศชัดเจน จากบัญชีเว็บไซต์ทวิตเตอร์ของตนเมื่อสัปดาห์ก่อน
นายไวเนอร์ ยอมรับทั้งน้ำตา ระบุภาพอนาจารดังกล่าวเป็นภาพตน หลังพยายามปฏิเสธมาตลอดและอ้างว่าผู้ส่งภาพดังกล่าวคือแฮ็คเกอร์เจาะระบบ ออนไลน์เข้าบัญชีข้อมูลของตน แต่ในที่สุดนายไวเนอร์ออกมายอมรับความจริงพร้อมระบุถึงสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตัดสินใจผิดพลาด เล่นซุกซนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ไม่เคยพบหรือมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับใครตั้งแต่แต่งงานอยู่กินกับนางฮูมา อาเบดีน ผู้ช่วยนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐมานานราว 1 ปี
นางแนนซี เปโลซี Pelosi แกนนำส.ส.เสียงข้างน้อยในพรรคเดโมแครตระบุเรื่องนี้ต้องตั้งคณะกรรมการสอบ สวนจริยธรรมนายไวเนอร์โดยด่วน เพราะถือเป็นนักการเมืองรัฐนิวยอร์กรายที่ 3 ที่มีปัญหาพฤติกรรมทางเพศด่างพร้อย
The controversy surrounding the lewd photograph sent from Rep. Anthony Weiner's (D-N.Y.) Twitter account took a new turn Monday. Andrew Breitbart's website BigGovernment.com claims that a new woman has come forward with photos, chats, and emails sent to her by the congressman that suggest the two were involved in "an online, consensual relationship involving the mutual exchange of intimate photographs."
The first picture posted on BigGovernment.com shows Weiner holding a piece of paper with the word "me" written on it, and an arrow pointing to his face. According to the website, Weiner sent the photo in order to prove to the woman that he it was in fact the person corresponding with her online.
A second photo shows Weiner with two cats in the background. It was allegedly emailed to the woman from anthonyweiner@aol.com with the subject line "Me and the pussys."
A third photo appears to show Weiner shirtless. The photo was allegedly sent to the woman on Friday, May 20, 2011 via a Yahoo! email address that she claims was an alternate alias for Rep. Weiner. BigGovernment.com did not specify the email address but said a Google search for it revealed an invisible Yahoo! profile with more photos of Weiner sans shirt.
Weiner is scheduled to address the media at 4pm Monday. According to NY1, Weiner will not announce his resignation.
Earlier, On Wednesday, May 18, 2011, according to BigGovernment.com, Weiner allegedly sent the woman an email from that same Yahoo! address and attached the now-infamous photo of a man's bulging underpants.
Story continues below
Breitbart's website has not revealed the identity of the woman, and the photos themselves do not prove that an illicit relationship was taking place.
An ABC News official told the New York Times that the network has interviewed a woman who says she received the same photos from Weiner that Breitbart obtained.
Radar Online is also reporting that a woman was involved in a lengthy "sexting" exchange with the congressman via Facebook last month,. "I have more than 200 messages from him and they're all explicit in nature," the woman, who volunteered as a Democratic campaign worker, told Radar Online. She also told the website that she had phone sex with Weiner for 30 minutes on his government-provided phone.
Weiner's office has not responded to a request for comment from The Huffington Post.
Last month, BigGovernment.com revealed that a lewd photo of a man's bulging underpants had been sent to a 21-year-old female college student in Seattle from Weiner's Twitter account. It was quickly deleted, but a frenzy of coverage and comment ensued on blogs, cable news outlets and other media. Weiner's spokesman said that the congressman's Twitter account had been hacked and dismissed the episode as a prank.
Weiner said that over the past several years he has engaged in inappropriate conversations online and over the phone with about six women. "I have never met any of these women or had physical relations with them at any time."
Source:
http://www.huffingtonpost.com/2011/06/06/anthony-weiner-twitter-new-photos_n_871817.html
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 8 มิถุนายน 2554
WASHINGTON (AP) - House Democratic leader Nancy Pelosi has formally requested a House ethics panel probe of New York Rep. Anthony Weiner. Pelosi on Tuesday sent a brief letter to the leaders of the committee noting that Weiner had "disclosed conduct that he described as inappropriate."
Pelosi had urged the panel Monday to launch a probe shortly after Weiner had given a public confession in his online sex scandal.
ส.ส.นิวยอร์กร่ำไห้สำนึกผิด ทวีตภาพเจ้าโลกอวดสาว
Anthony Weiner Twitter Scandal
ส.ส.นิวยอร์กสังกัดเดโมแครต แถลงยอมรับเป็นผู้ทวีตภาพเปลือยกาย เห็นอวัยวะเพศชายชัดเจนของตนเองให้กับหญิงสาวหลายราย หลังก่อนหน้านี้อ้างว่าเป็นฝีมือแฮ็คเกอร์...
เมื่อ 7 มิ.ย.2011 นายแอนโธนี ไวเนอร์ Anthony Weiner Twitter Scandal วัย 46 ปี ส.ส.รัฐนิวยอร์ก 7 สมัย สังกัดพรรคเดโมแครต แถลงแสดงความเสียใจต่อสาธารณชนและภรรยาตัวเอง รวมถึงหญิงสาวหลายคนในพื้นที่นครซีแอตเติล ซึ่งได้รับภาพชายนิรนามเปลือยกายท่อนล่างเห็นอวัยวะเพศชัดเจน จากบัญชีเว็บไซต์ทวิตเตอร์ของตนเมื่อสัปดาห์ก่อน
นายไวเนอร์ ยอมรับทั้งน้ำตา ระบุภาพอนาจารดังกล่าวเป็นภาพตน หลังพยายามปฏิเสธมาตลอดและอ้างว่าผู้ส่งภาพดังกล่าวคือแฮ็คเกอร์เจาะระบบ ออนไลน์เข้าบัญชีข้อมูลของตน แต่ในที่สุดนายไวเนอร์ออกมายอมรับความจริงพร้อมระบุถึงสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตัดสินใจผิดพลาด เล่นซุกซนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ไม่เคยพบหรือมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับใครตั้งแต่แต่งงานอยู่กินกับนางฮูมา อาเบดีน ผู้ช่วยนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐมานานราว 1 ปี
นางแนนซี เปโลซี Pelosi แกนนำส.ส.เสียงข้างน้อยในพรรคเดโมแครตระบุเรื่องนี้ต้องตั้งคณะกรรมการสอบ สวนจริยธรรมนายไวเนอร์โดยด่วน เพราะถือเป็นนักการเมืองรัฐนิวยอร์กรายที่ 3 ที่มีปัญหาพฤติกรรมทางเพศด่างพร้อย
The controversy surrounding the lewd photograph sent from Rep. Anthony Weiner's (D-N.Y.) Twitter account took a new turn Monday. Andrew Breitbart's website BigGovernment.com claims that a new woman has come forward with photos, chats, and emails sent to her by the congressman that suggest the two were involved in "an online, consensual relationship involving the mutual exchange of intimate photographs."
The first picture posted on BigGovernment.com shows Weiner holding a piece of paper with the word "me" written on it, and an arrow pointing to his face. According to the website, Weiner sent the photo in order to prove to the woman that he it was in fact the person corresponding with her online.
A second photo shows Weiner with two cats in the background. It was allegedly emailed to the woman from anthonyweiner@aol.com with the subject line "Me and the pussys."
A third photo appears to show Weiner shirtless. The photo was allegedly sent to the woman on Friday, May 20, 2011 via a Yahoo! email address that she claims was an alternate alias for Rep. Weiner. BigGovernment.com did not specify the email address but said a Google search for it revealed an invisible Yahoo! profile with more photos of Weiner sans shirt.
Weiner is scheduled to address the media at 4pm Monday. According to NY1, Weiner will not announce his resignation.
Earlier, On Wednesday, May 18, 2011, according to BigGovernment.com, Weiner allegedly sent the woman an email from that same Yahoo! address and attached the now-infamous photo of a man's bulging underpants.
Story continues below
Breitbart's website has not revealed the identity of the woman, and the photos themselves do not prove that an illicit relationship was taking place.
An ABC News official told the New York Times that the network has interviewed a woman who says she received the same photos from Weiner that Breitbart obtained.
Radar Online is also reporting that a woman was involved in a lengthy "sexting" exchange with the congressman via Facebook last month,. "I have more than 200 messages from him and they're all explicit in nature," the woman, who volunteered as a Democratic campaign worker, told Radar Online. She also told the website that she had phone sex with Weiner for 30 minutes on his government-provided phone.
Weiner's office has not responded to a request for comment from The Huffington Post.
Last month, BigGovernment.com revealed that a lewd photo of a man's bulging underpants had been sent to a 21-year-old female college student in Seattle from Weiner's Twitter account. It was quickly deleted, but a frenzy of coverage and comment ensued on blogs, cable news outlets and other media. Weiner's spokesman said that the congressman's Twitter account had been hacked and dismissed the episode as a prank.
Weiner said that over the past several years he has engaged in inappropriate conversations online and over the phone with about six women. "I have never met any of these women or had physical relations with them at any time."
Source:
http://www.huffingtonpost.com/2011/06/06/anthony-weiner-twitter-new-photos_n_871817.html
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 8 มิถุนายน 2554
WASHINGTON (AP) - House Democratic leader Nancy Pelosi has formally requested a House ethics panel probe of New York Rep. Anthony Weiner. Pelosi on Tuesday sent a brief letter to the leaders of the committee noting that Weiner had "disclosed conduct that he described as inappropriate."
Pelosi had urged the panel Monday to launch a probe shortly after Weiner had given a public confession in his online sex scandal.
ชูวิทย์นัดแฉของแพง ชี้ไข่มะกันถูกกว่าไทย
“ชูวิทย์” โวสร้างละคร “ปรองดองเฉพาะเลือกตั้ง” ขู่กางโต๊ะลากไส้ตอนจับขั้ว ขณะพรุ่งนี้ จะนัดสื่อแฉที่ตลาดเทเวศน์ ของแพงเพราะใคร ระบุ ที่สหรัฐฯ ราคาไข่ถูกกว่าไทย...
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 7 มิ.ย.2554 ที่หลังตลาดนัดกระทรวงการคลัง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้า และ ผู้สมัคร ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรครักประเทศไทย พร้อมทีมงาน ได้เดินหาเสียง ท่ามกลางความสนใจจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ที่เดินสัญจรไปมา ซึ่งต่างส่งเสียงทักทาย วิ่งมาขอถ่ายรูปและลายเซ็น พร้อมกับชูมือทำสัญลักษณ์เบอร์ 5
จากนั้นนายชูวิทย์ได้ตั้งโต๊ะสีแดงบริเวณกลางตลาด กล่าวว่า หลังจากที่มีคนจะสร้างละครเรื่อง “ปรองดองคล้องใจ”ตนจะสร้างหนังเหมือนกันชื่อ “ปรองดองเฉพาะการเลือกตั้ง” ตอน “ปลาไหลขี่ชาละวัน” ภาคพิสดาร ทั้งนี้ ต้องชี้แจงก่อนว่า เนื้อเรื่องต้องโยงไปถึงสมัยสามก๊ก ที่ขณะนั้นเกิดความวุ่นวาย จากการกระทำของโจรผูกผ้าดำ จนบ้านเมืองเกิดกลียุค แผ่นดินลุกเป็นไฟเผาบ้านเผาเมือง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่เห็นมีใครหน้าไหน จะออกมาแก้ปัญหา ปล่อยให้พระเอกหลิวเต๋อหัว คนหน้าขาวมาร์คกับเฉินหลง หน้าดำ สุเทพ ออกมาต่อสู้แก้ไขปัญหาอยู่แค่ 2 คน
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า บทปรองดองนั้น ตอนนี้ ปรองดองกันไปหลังเลือกตั้ง มากัดกันอีกทีตอนจัดตั้งรัฐบาล พอมีการจับขั้วก็จะมีมิสเตอร์ตาอยู่ ออกมาภายใต้การกำกับบทของมิสเตอร์ปลาไหล ตอนนี้อะไรก็สีชมพูเต็มไปหมด ต้องขอให้ประชาชนรู้เท่าทัน ละครเรื่องนี้ตนจะสร้างแน่นอนหลังการเลือกตั้ง ซึ่งหากตนได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในคืนที่มีการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลระวังให้ดี อยู่ที่ไหนตนจะไปกางโต๊ะแดงแฉที่นั้น เพราะละครเรื่องปรองดอง มีการเขียนบทไว้เรียบร้อยหมดแล้ว
นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับวันนี้ แค่นี้ก่อน โดยพรุ่งนี้ (8มิ.ย.2554) ที่ตลาดเทเวศน์ ตนจะออกมาแฉว่า ใครเป็นผู้ที่ทำให้คนหาเช้ากินค่ำต้องประสบกับปัญหาข้าวยากหมากแพง ตนไม่ได้ออกมาโจมตีใคร แต่จะออกมาเปรียบเทียบค่าแรงของคนไทย ที่ทำงานทั้งวัน แต่ได้ค่าแรงสูงสุดไม่เกิน 300 บาทต่อวัน แต่ต้องกินไข่ฟองละ 4-5 บาท ขณะที่สหรัฐอเมริกาทำงานได้รับค่าจ้างคิดเป็นรายชั่วโมง ได้รับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 1,000 บาท และ มีราคาไข่ที่ถูกกว่าประเทศไทย ดังนั้นวันที่ 8 มิ.ย.จะออกมาแฉชุดใหญ่
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2554
--------------
จริงๆ ไข่ญี่ปุ่นก็ถูกกว่าไทย เคยซื้อ
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 7 มิ.ย.2554 ที่หลังตลาดนัดกระทรวงการคลัง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้า และ ผู้สมัคร ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรครักประเทศไทย พร้อมทีมงาน ได้เดินหาเสียง ท่ามกลางความสนใจจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ที่เดินสัญจรไปมา ซึ่งต่างส่งเสียงทักทาย วิ่งมาขอถ่ายรูปและลายเซ็น พร้อมกับชูมือทำสัญลักษณ์เบอร์ 5
จากนั้นนายชูวิทย์ได้ตั้งโต๊ะสีแดงบริเวณกลางตลาด กล่าวว่า หลังจากที่มีคนจะสร้างละครเรื่อง “ปรองดองคล้องใจ”ตนจะสร้างหนังเหมือนกันชื่อ “ปรองดองเฉพาะการเลือกตั้ง” ตอน “ปลาไหลขี่ชาละวัน” ภาคพิสดาร ทั้งนี้ ต้องชี้แจงก่อนว่า เนื้อเรื่องต้องโยงไปถึงสมัยสามก๊ก ที่ขณะนั้นเกิดความวุ่นวาย จากการกระทำของโจรผูกผ้าดำ จนบ้านเมืองเกิดกลียุค แผ่นดินลุกเป็นไฟเผาบ้านเผาเมือง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่เห็นมีใครหน้าไหน จะออกมาแก้ปัญหา ปล่อยให้พระเอกหลิวเต๋อหัว คนหน้าขาวมาร์คกับเฉินหลง หน้าดำ สุเทพ ออกมาต่อสู้แก้ไขปัญหาอยู่แค่ 2 คน
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า บทปรองดองนั้น ตอนนี้ ปรองดองกันไปหลังเลือกตั้ง มากัดกันอีกทีตอนจัดตั้งรัฐบาล พอมีการจับขั้วก็จะมีมิสเตอร์ตาอยู่ ออกมาภายใต้การกำกับบทของมิสเตอร์ปลาไหล ตอนนี้อะไรก็สีชมพูเต็มไปหมด ต้องขอให้ประชาชนรู้เท่าทัน ละครเรื่องนี้ตนจะสร้างแน่นอนหลังการเลือกตั้ง ซึ่งหากตนได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในคืนที่มีการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลระวังให้ดี อยู่ที่ไหนตนจะไปกางโต๊ะแดงแฉที่นั้น เพราะละครเรื่องปรองดอง มีการเขียนบทไว้เรียบร้อยหมดแล้ว
นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับวันนี้ แค่นี้ก่อน โดยพรุ่งนี้ (8มิ.ย.2554) ที่ตลาดเทเวศน์ ตนจะออกมาแฉว่า ใครเป็นผู้ที่ทำให้คนหาเช้ากินค่ำต้องประสบกับปัญหาข้าวยากหมากแพง ตนไม่ได้ออกมาโจมตีใคร แต่จะออกมาเปรียบเทียบค่าแรงของคนไทย ที่ทำงานทั้งวัน แต่ได้ค่าแรงสูงสุดไม่เกิน 300 บาทต่อวัน แต่ต้องกินไข่ฟองละ 4-5 บาท ขณะที่สหรัฐอเมริกาทำงานได้รับค่าจ้างคิดเป็นรายชั่วโมง ได้รับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 1,000 บาท และ มีราคาไข่ที่ถูกกว่าประเทศไทย ดังนั้นวันที่ 8 มิ.ย.จะออกมาแฉชุดใหญ่
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2554
--------------
จริงๆ ไข่ญี่ปุ่นก็ถูกกว่าไทย เคยซื้อ
'โหรฟันธง' ชี้ 'จันทรุปราคา'เต็มดวงนี้ แนะ 'สวดมนต์' เสริมบารมี-พ้นภัย
'จันทรุปราคา'เต็มดวงนี้ ให้ 'สวดมนต์' เสริมบารมี-พ้นภัย 15-16 มิ.ย. 2554 นี้ คืน 'จันทร์ดับ' โบราณใช้เป็น 'ฤกษ์ปฏิวัติ' อ.ลักษณ์ เลขานิเทศ เตือนอย่าคิดไม่ดี ชี้ ราศีที่โชคดีในคืนแห่งจันทรุปราคาเต็มดวงนี้ คือ ราศีเมษ ราศีกรกฎ ราศีตุลย์ จะรุ่งโรจน์มาก แนะสวดมนต์ไหว้พระจะพ้นภัย...
ฮือฮาไปทั่วเมือง หลังจากนักดาราศาสตร์ออกมาระบุว่าในคืนวันที่ 15 มิ.ย. ถึงเช้ามืดของวันที่ 16 มิ.ย. 2554 ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าพิศวงครั้งสำคัญครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยจันทรุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นใช้เวลายาวนานถึง 100 นาทีเต็มๆ แต่ในด้านโหราศาสตร์ก็มีหมอดูหลายคนออกมาพยากรณ์ว่าจะเกิดสิ่งร้ายๆ เกี่ยวกับบ้านเมือง เกี่ยวกับภัยพิบัติทางน้ำ เนื่องจากพระจันทร์มีผลต่อน้ำขึ้นน้ำลงในคืน “จันทร์ดับ” นี้ด้วย สร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก
ล่าสุด อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์เจ้าของฉายาหมอลักษณ์ฟันธง ออกมาอธิบายความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านไทยรัฐออนไลน์ถึงปรากฏการณ์นี้ว่า ถ้าในประเทศไทยเห็นการเกิดจันทรุปราคาเต็มๆ โดยไม่มีเมฆหรือหมอกบดบัง อิทธิพลนี้ก็จะส่งผลต่อประเทศไทยมากมายอย่างแน่นอน
“พูดในกรณี “ฟ้าเปิด” เป็นใจให้เราได้เห็นปรากฏการณ์นี้นะครับ ทางดาราศาสตร์จะถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ท่าทึ่ง น่าอัศจรรย์ใจที่หลายปีจะเกิดขึ้นแล้ว ในวันนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ทุกครั้งที่เกิดจันทรุปราคา มักจะเกินคลื่นลม ฟ้า ฝน และ พายุรุนแรง เนื่องจากเป็นการเคลื่อนเดือนย้ายของดวงดาว แล้วจันทรุปราคายังหมายถึง “เงามืด” ดังนั้น ต้องระวังเรื่องอารมณ์คนที่จะแปรปวนอย่างหนัก เดินทางไปไหนในช่วงนี้ก็จะอันตราย”
สำหรับอิทธิพลที่จะส่งผลต่อดวง เมืองในวันนี้นั้น หมอดูจอมฟันธง บอกว่า ประเทศไทยลัคนาสถิตย์อยู่ราศีเมษ วันเกิดจันทรุปราคา ที่ว่า พระจันทร์อยู่ในจุดราศีพิจิก ยกต่อเข้าราศีธนู มันมีความหมายเป็นจุดที่ดวงเมืองที่ไปสู่ “จุดดับ” ก้าวไป “สู่จุดเกิด” แล้วราศีพิจิกเป็นราศีที่เป็นมรณะของชะตาเมือง ราศีเมษ เป็นดวงของชะตาเมือง ราศีพฤษภ ดวงการเงินชะตาเมือง ราศีเมถุนเป็นเพื่อนบ้านของเมือง พันธุ เป็นธุรกรรมของบ้านเมืองโดยราศีกันต์ เป็นอริกับดวงเมือง ราศีพฤศจิ เป็นจุดดับของดวงเมือง ในขณะที่พระจันทร์โคจรเข้าสู่จุดมรณะของดวงเมือง แล้วมีตำแหน่งเสื่อม
“พระจันทร์แปลว่า อารมณ์ต่างๆ เพราะให้น้ำขึ้นน้ำลง มีผลต่อการไหลเวียนของเลือด ฉะนั้นพระจันทรุปราคาที่เกิดในวันที่ 15-16 มิ.ย.นี้ อยู่ตำแหน่งเสื่อม หรือว่าความทุกข์ร้ายที่เกี่ยวกับประชาชนในประเทศที่เกิดขึ้น มันกำลังจะหมดไปดับไป อย่าลืมว่า ผมไม่ได้มองเหมือนหมอดูอื่นที่ทำให้หวาดกลัวในวันจันทรุปราคา จริงอยู่ในที่เกิดคือวันที่ 15 มิ.ย.นี้ อาจจะไม่ดี แต่ผมมองว่าหลังจากวันไม่ดี วันที่ 16 มิ.ย. อยู่ในดวงเมืองมันก็เปลี่ยนจากร้ายไปดี สิ่งที่เป็นความทุกข์ของประชาชนจะค่อยหายไปเพราะว่า ดวงเมืองไทยดีตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ตามหลักโหรศาสตร์ แต่ดวงดีก็สักแต่ว่าดี แต่คนยังป่วยจิตใจคนแตกความสามัคคี แต่วันที่เกิดจันทรุปราคานี้มันจะมีปรากฏการณ์ดี ที่ทำให้คนได้ชื่นใจ มีความหวังใหม่ๆ ที่อยากจะลงทุน อารมณ์มันเหมือนกับวันที่พระจันทร์ยิ้ม” หมอดูชื่อดังกล่าว
หมอลักษณ์บอกว่า ในช่วงจันทรุปราคานี้ คนที่ดวงดีที่สุด ได้แก่ ราศีเมษ ราศีกรกฎ ราศีตุลย์ จะรุ่งโรจน์มาก ส่วนคนที่มีความทุกข์มาก ราศีเมถุน กับ ราศีธนู จากที่เคยป่วยใจหรือเลิกกับแฟน 2 ปี ที่ผ่านมา หลังวันจันทรุปราคาอาการป่วยใจหมด รู้สึกว่ากูเลิกกับมันก็ดีหาใหม่ได้ก็ดี หรือ ธุรกิจเจ๊งก็ดี ก็จะหาธุรกิจใหม่ที่ดีกว่าเดิม แล้วจะมีสภาพส่งเสริม นักโหราศาสตร์ตัวจริงได้รับการยกย่อง ส่วนพวกคนทรงเจ้าเข้าผี พวกแสนกลโน่นนี่ก็จะหายและตายไป
“การเกิดจันทรุปราคานี้ เกิดในขณะดาวพฤหัสบดีที่เป็นดาวตัวแทนแห่งโชคลาภความสำเร็จ โคจรทับชะตาเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 12 ปี แล้วราหูก็มีทั้งฝ่ายร้ายกับราหูฝ่ายดี ราหูฝ่ายร้ายอยู่ในมุมมรณะของชะตาเมือง ราหูฝ่ายดี คือราหูที่ฟังธรรมจากองค์พระสัมมาสัมพุทธะเจ้าแล้ว ท่านก็จะให้คุณ มันมีคำว่า “ราหูให้พรคนดี ย่ำยีคนชั่ว” คนชั่วจะไม่ได้ครองเมืองคนชั่วจะไม่ได้เข้ามาในสภา คนดีๆ เท่านั้น”
ทั้งนี้ เลขานุการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ ยังกล่าวถึงกระแสฤกษ์ปฏิวัติในวันดังกล่าวด้วยว่า ไม่ขอตอบ แต่อยากจะบอกเตือนให้ข้อคิดว่า
“จริงๆ วันเกิดจันทรุปราคา หรือ “วันดับ-วันมืด” ที่จะถึงนี้ ถ้าเป็นอดีตเขาจะใช้ฤกษ์ที่เรียกว่าฤกษ์ “ปล้นเมือง” นี้ ถ้าใครใช้ฤกษ์ ขณะที่ดาวพฤหัสบดีทับดวงเมือง ก่อการร้ายบาง อย่างในสมัยประชาธิปไตยเช่นนี้ จะได้รับการต่อต้านจากประชาชนอย่างรุนแรงทั่วทุกหัวระแหง ที่สำคัญคณะผู้ก่อการจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เพราะดาวพันธุ เป็นมรณะกับดวงชะตาเมือง คนก่อการร้ายในวันนั้นจะเกิดเพศภัยต่างๆ แก่ตนเอง ดังนั้นจึงขอเตือนด้วยความหวังดี”
สุดท้าย หมอจอมฟันธงแนะนำถึงกระแสหวาดกลัวของคนทั่วไปด้วยว่า ในวันแห่งจันทรุปราคานี้ ตนแนะนำให้ห่างไกลจากแห่งอบายมุข แหล่งที่มีแสงมืดๆ ให้พ้นเพราะจะอันตราย ให้ไปไหว้พระ หรือ สวดมนต์บทบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือไปราบไหว้สักการะองค์พระนอนที่วัดป่าโมกข์ วัดโพธิ์ และ วัดใหญ่ชัยมงคล และโปรดอย่าเชื่อหมอดูที่มักจะหยิบดวงชะตาเพียงแค่เสี้ยวเดียวมาขู่ให้คน กลัว ให้นึกถึงแต่เรื่องดีๆ และในวันนั้น ผมก็จะอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งจะมีการสวดมนต์ให้พรตลอดวัน ตลอดคืนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าใครสนใจก็ขอเรียนเชิญด้วย” โหรชื่อดังกล่าวสรุป
สำหรับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวงและจันทรุปราคาบังดาวฤกษ์” นี้ จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 15 มิ.ย. ถึงเช้ามืดของวันที่ 16 มิ.ย. 2554 ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังเคยเกิดขึ้นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2550 โดยจันทรุปราคาเต็มดวง หรือดวงอาทิตย์ โลก และ ดวงจันทร์ มาเรียงอยู่ในแนวเดียวกันครั้งนี้ จะเกิดขึ้นใช้เวลายาวนานมาก โดยดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามืดของโลกในเวลา 01:22:37 น. และดวงจันทร์เข้าสู่ช่วงคราสเต็มดวง ตั้งแต่เวลา 02:22:11 น. ถึง 04:03:22 น. เป็นเวลายาวนานถึง 100 นาทีเต็มๆ หรือ 1 ชั่วโมง 40 นาที 52 วินาที ที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลก แต่ถ้านับปรากฏการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจะพบการเกิดจันทรุปราคาครั้งนี้กินเวลา นานถึง 3 ชั่วโมง 39 นาที ซึ่งถือว่านานที่สุดตั้งแต่เคยเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคา
สำหรับ จันทรุปราคาครั้งนี้ดวงจันทร์จะมีสีแดงอิฐอยู่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ สูงจากเส้นขอบฟ้าประมาณ 30 องศา (สังเกตการณ์จากจังหวัดเชียงใหม่) นอกจากนี้ หากท้องฟ้าดี ไม่มีเมฆมากนัก ประกอบกับตำแหน่งที่สังเกตการณ์อยู่ห่างจากตัวเมือง และ ไม่มีแสงไฟรบกวน ก็จะมีโอกาสเห็นทางช้างเผือกในคืนวันเพ็ญขณะที่ดวงจันทร์ถูกเงาโลกบดบังทั้ง ดวง
นอกจากนี้ วันจันทรุปราคาในวันที่ 16 มิ.ย.2554 นี้ คนไทยสามารถชมปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ด้วยตาเปล่า และหากท้องฟ้าใส ไม่มีเมฆ และไม่มีแสงไฟรบกวน จะมีโอกาสเห็น “ทางช้างเผือก” ในคืนวันเพ็ญ ขณะที่ดวงจันทร์ถูกเงาโลกบดบังอีกด้วย สำหรับจันทรุปราคาครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในเดือนมหามงคล และในวันรัฐธรรมนูญคือ วันที่ 10 ธ.ค.2554
ทั้งนี้ ในวันที่ 16 มิ.ย. 2554 นี้ยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์อีกปรากฏการณ์เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน คือ ขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงาของโลกเกือบเต็มดวงนั้น ดวงจันทร์ยังเคลื่อนที่ไปบังดาวฤกษ์ที่ชื่อว่า 51 Ophiuchi(โอฟีอุชชี) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สีขาวที่อยู่นอกระบบสุริยะ มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก แต่อยู่ไกลจากโลกมากถึง 446.35 ปีแสง อีกด้วยทั้งนี้ เราจะมองเห็นดาวฤกษ์ 51 Ophiuchi เริ่มหายเข้าไปหลังดวงจันทร์สีแดงอิฐในเวลาประมาณ 02.02 น. และจะโผล่พ้นดวงจันทร์ออกมาในเวลาประมาณ 02.12 น.อีกด้วย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 'โหรฟันธง' ชี้ 'จันทรุปราคา'เต็มดวงนี้ แนะ 'สวดมนต์' วันพุธที่ 8 มิถุนายน 2554
ฮือฮาไปทั่วเมือง หลังจากนักดาราศาสตร์ออกมาระบุว่าในคืนวันที่ 15 มิ.ย. ถึงเช้ามืดของวันที่ 16 มิ.ย. 2554 ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าพิศวงครั้งสำคัญครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยจันทรุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นใช้เวลายาวนานถึง 100 นาทีเต็มๆ แต่ในด้านโหราศาสตร์ก็มีหมอดูหลายคนออกมาพยากรณ์ว่าจะเกิดสิ่งร้ายๆ เกี่ยวกับบ้านเมือง เกี่ยวกับภัยพิบัติทางน้ำ เนื่องจากพระจันทร์มีผลต่อน้ำขึ้นน้ำลงในคืน “จันทร์ดับ” นี้ด้วย สร้างความตื่นตกใจเป็นอย่างมาก
ล่าสุด อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์เจ้าของฉายาหมอลักษณ์ฟันธง ออกมาอธิบายความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านไทยรัฐออนไลน์ถึงปรากฏการณ์นี้ว่า ถ้าในประเทศไทยเห็นการเกิดจันทรุปราคาเต็มๆ โดยไม่มีเมฆหรือหมอกบดบัง อิทธิพลนี้ก็จะส่งผลต่อประเทศไทยมากมายอย่างแน่นอน
“พูดในกรณี “ฟ้าเปิด” เป็นใจให้เราได้เห็นปรากฏการณ์นี้นะครับ ทางดาราศาสตร์จะถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ท่าทึ่ง น่าอัศจรรย์ใจที่หลายปีจะเกิดขึ้นแล้ว ในวันนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ทุกครั้งที่เกิดจันทรุปราคา มักจะเกินคลื่นลม ฟ้า ฝน และ พายุรุนแรง เนื่องจากเป็นการเคลื่อนเดือนย้ายของดวงดาว แล้วจันทรุปราคายังหมายถึง “เงามืด” ดังนั้น ต้องระวังเรื่องอารมณ์คนที่จะแปรปวนอย่างหนัก เดินทางไปไหนในช่วงนี้ก็จะอันตราย”
สำหรับอิทธิพลที่จะส่งผลต่อดวง เมืองในวันนี้นั้น หมอดูจอมฟันธง บอกว่า ประเทศไทยลัคนาสถิตย์อยู่ราศีเมษ วันเกิดจันทรุปราคา ที่ว่า พระจันทร์อยู่ในจุดราศีพิจิก ยกต่อเข้าราศีธนู มันมีความหมายเป็นจุดที่ดวงเมืองที่ไปสู่ “จุดดับ” ก้าวไป “สู่จุดเกิด” แล้วราศีพิจิกเป็นราศีที่เป็นมรณะของชะตาเมือง ราศีเมษ เป็นดวงของชะตาเมือง ราศีพฤษภ ดวงการเงินชะตาเมือง ราศีเมถุนเป็นเพื่อนบ้านของเมือง พันธุ เป็นธุรกรรมของบ้านเมืองโดยราศีกันต์ เป็นอริกับดวงเมือง ราศีพฤศจิ เป็นจุดดับของดวงเมือง ในขณะที่พระจันทร์โคจรเข้าสู่จุดมรณะของดวงเมือง แล้วมีตำแหน่งเสื่อม
“พระจันทร์แปลว่า อารมณ์ต่างๆ เพราะให้น้ำขึ้นน้ำลง มีผลต่อการไหลเวียนของเลือด ฉะนั้นพระจันทรุปราคาที่เกิดในวันที่ 15-16 มิ.ย.นี้ อยู่ตำแหน่งเสื่อม หรือว่าความทุกข์ร้ายที่เกี่ยวกับประชาชนในประเทศที่เกิดขึ้น มันกำลังจะหมดไปดับไป อย่าลืมว่า ผมไม่ได้มองเหมือนหมอดูอื่นที่ทำให้หวาดกลัวในวันจันทรุปราคา จริงอยู่ในที่เกิดคือวันที่ 15 มิ.ย.นี้ อาจจะไม่ดี แต่ผมมองว่าหลังจากวันไม่ดี วันที่ 16 มิ.ย. อยู่ในดวงเมืองมันก็เปลี่ยนจากร้ายไปดี สิ่งที่เป็นความทุกข์ของประชาชนจะค่อยหายไปเพราะว่า ดวงเมืองไทยดีตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ตามหลักโหรศาสตร์ แต่ดวงดีก็สักแต่ว่าดี แต่คนยังป่วยจิตใจคนแตกความสามัคคี แต่วันที่เกิดจันทรุปราคานี้มันจะมีปรากฏการณ์ดี ที่ทำให้คนได้ชื่นใจ มีความหวังใหม่ๆ ที่อยากจะลงทุน อารมณ์มันเหมือนกับวันที่พระจันทร์ยิ้ม” หมอดูชื่อดังกล่าว
หมอลักษณ์บอกว่า ในช่วงจันทรุปราคานี้ คนที่ดวงดีที่สุด ได้แก่ ราศีเมษ ราศีกรกฎ ราศีตุลย์ จะรุ่งโรจน์มาก ส่วนคนที่มีความทุกข์มาก ราศีเมถุน กับ ราศีธนู จากที่เคยป่วยใจหรือเลิกกับแฟน 2 ปี ที่ผ่านมา หลังวันจันทรุปราคาอาการป่วยใจหมด รู้สึกว่ากูเลิกกับมันก็ดีหาใหม่ได้ก็ดี หรือ ธุรกิจเจ๊งก็ดี ก็จะหาธุรกิจใหม่ที่ดีกว่าเดิม แล้วจะมีสภาพส่งเสริม นักโหราศาสตร์ตัวจริงได้รับการยกย่อง ส่วนพวกคนทรงเจ้าเข้าผี พวกแสนกลโน่นนี่ก็จะหายและตายไป
“การเกิดจันทรุปราคานี้ เกิดในขณะดาวพฤหัสบดีที่เป็นดาวตัวแทนแห่งโชคลาภความสำเร็จ โคจรทับชะตาเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 12 ปี แล้วราหูก็มีทั้งฝ่ายร้ายกับราหูฝ่ายดี ราหูฝ่ายร้ายอยู่ในมุมมรณะของชะตาเมือง ราหูฝ่ายดี คือราหูที่ฟังธรรมจากองค์พระสัมมาสัมพุทธะเจ้าแล้ว ท่านก็จะให้คุณ มันมีคำว่า “ราหูให้พรคนดี ย่ำยีคนชั่ว” คนชั่วจะไม่ได้ครองเมืองคนชั่วจะไม่ได้เข้ามาในสภา คนดีๆ เท่านั้น”
ทั้งนี้ เลขานุการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ ยังกล่าวถึงกระแสฤกษ์ปฏิวัติในวันดังกล่าวด้วยว่า ไม่ขอตอบ แต่อยากจะบอกเตือนให้ข้อคิดว่า
“จริงๆ วันเกิดจันทรุปราคา หรือ “วันดับ-วันมืด” ที่จะถึงนี้ ถ้าเป็นอดีตเขาจะใช้ฤกษ์ที่เรียกว่าฤกษ์ “ปล้นเมือง” นี้ ถ้าใครใช้ฤกษ์ ขณะที่ดาวพฤหัสบดีทับดวงเมือง ก่อการร้ายบาง อย่างในสมัยประชาธิปไตยเช่นนี้ จะได้รับการต่อต้านจากประชาชนอย่างรุนแรงทั่วทุกหัวระแหง ที่สำคัญคณะผู้ก่อการจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เพราะดาวพันธุ เป็นมรณะกับดวงชะตาเมือง คนก่อการร้ายในวันนั้นจะเกิดเพศภัยต่างๆ แก่ตนเอง ดังนั้นจึงขอเตือนด้วยความหวังดี”
สุดท้าย หมอจอมฟันธงแนะนำถึงกระแสหวาดกลัวของคนทั่วไปด้วยว่า ในวันแห่งจันทรุปราคานี้ ตนแนะนำให้ห่างไกลจากแห่งอบายมุข แหล่งที่มีแสงมืดๆ ให้พ้นเพราะจะอันตราย ให้ไปไหว้พระ หรือ สวดมนต์บทบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือไปราบไหว้สักการะองค์พระนอนที่วัดป่าโมกข์ วัดโพธิ์ และ วัดใหญ่ชัยมงคล และโปรดอย่าเชื่อหมอดูที่มักจะหยิบดวงชะตาเพียงแค่เสี้ยวเดียวมาขู่ให้คน กลัว ให้นึกถึงแต่เรื่องดีๆ และในวันนั้น ผมก็จะอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งจะมีการสวดมนต์ให้พรตลอดวัน ตลอดคืนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าใครสนใจก็ขอเรียนเชิญด้วย” โหรชื่อดังกล่าวสรุป
สำหรับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวงและจันทรุปราคาบังดาวฤกษ์” นี้ จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 15 มิ.ย. ถึงเช้ามืดของวันที่ 16 มิ.ย. 2554 ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังเคยเกิดขึ้นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2550 โดยจันทรุปราคาเต็มดวง หรือดวงอาทิตย์ โลก และ ดวงจันทร์ มาเรียงอยู่ในแนวเดียวกันครั้งนี้ จะเกิดขึ้นใช้เวลายาวนานมาก โดยดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามืดของโลกในเวลา 01:22:37 น. และดวงจันทร์เข้าสู่ช่วงคราสเต็มดวง ตั้งแต่เวลา 02:22:11 น. ถึง 04:03:22 น. เป็นเวลายาวนานถึง 100 นาทีเต็มๆ หรือ 1 ชั่วโมง 40 นาที 52 วินาที ที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลก แต่ถ้านับปรากฏการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจะพบการเกิดจันทรุปราคาครั้งนี้กินเวลา นานถึง 3 ชั่วโมง 39 นาที ซึ่งถือว่านานที่สุดตั้งแต่เคยเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคา
สำหรับ จันทรุปราคาครั้งนี้ดวงจันทร์จะมีสีแดงอิฐอยู่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ สูงจากเส้นขอบฟ้าประมาณ 30 องศา (สังเกตการณ์จากจังหวัดเชียงใหม่) นอกจากนี้ หากท้องฟ้าดี ไม่มีเมฆมากนัก ประกอบกับตำแหน่งที่สังเกตการณ์อยู่ห่างจากตัวเมือง และ ไม่มีแสงไฟรบกวน ก็จะมีโอกาสเห็นทางช้างเผือกในคืนวันเพ็ญขณะที่ดวงจันทร์ถูกเงาโลกบดบังทั้ง ดวง
นอกจากนี้ วันจันทรุปราคาในวันที่ 16 มิ.ย.2554 นี้ คนไทยสามารถชมปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ด้วยตาเปล่า และหากท้องฟ้าใส ไม่มีเมฆ และไม่มีแสงไฟรบกวน จะมีโอกาสเห็น “ทางช้างเผือก” ในคืนวันเพ็ญ ขณะที่ดวงจันทร์ถูกเงาโลกบดบังอีกด้วย สำหรับจันทรุปราคาครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในเดือนมหามงคล และในวันรัฐธรรมนูญคือ วันที่ 10 ธ.ค.2554
ทั้งนี้ ในวันที่ 16 มิ.ย. 2554 นี้ยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์อีกปรากฏการณ์เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน คือ ขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงาของโลกเกือบเต็มดวงนั้น ดวงจันทร์ยังเคลื่อนที่ไปบังดาวฤกษ์ที่ชื่อว่า 51 Ophiuchi(โอฟีอุชชี) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สีขาวที่อยู่นอกระบบสุริยะ มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก แต่อยู่ไกลจากโลกมากถึง 446.35 ปีแสง อีกด้วยทั้งนี้ เราจะมองเห็นดาวฤกษ์ 51 Ophiuchi เริ่มหายเข้าไปหลังดวงจันทร์สีแดงอิฐในเวลาประมาณ 02.02 น. และจะโผล่พ้นดวงจันทร์ออกมาในเวลาประมาณ 02.12 น.อีกด้วย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 'โหรฟันธง' ชี้ 'จันทรุปราคา'เต็มดวงนี้ แนะ 'สวดมนต์' วันพุธที่ 8 มิถุนายน 2554
Wednesday, June 1, 2011
วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020: ไม่มี
บันทึกสงสารประเทศไทย พูดไปแล้ว อายเค้าที่ ประเทศไทยเราไม่มี วิสัยทัศน์ ระยะยาว 2020: ไม่มีอะไรอยู่ในหัว
แต่มาเลเซียเขามี: มาเลเซีย กับ วิสัยทัศน์ 2020
การเมืองที่พัฒนาแล้วนั้น จะหาเสียงกันด้วยนโยบาย ตั้งแต่นโยบายระยะยาวไกล ระยะกลาง และระยะสั้นเฉพาะไม่กี่ปีข้างหน้า
การเมืองที่พัฒนาแล้วจะไม่มีการหาเสียงแบบตำหนิวิพากษ์ท้าทายฝ่ายพรรคคู่แข่ง และจะไม่ถือว่าพรรคคู่แข่งเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ที่จะต้องไล่ล่าทำลายกันทุกวิถีทาง
นโยบายพัฒนาประเทศโดยภาพรวมระยะสั้น และระยะกลาง เป็นเรื่องไม่ยากที่แต่ละพรรคจะร่างไว้เพื่อการนำเสนอขอการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งเชื่อว่าทุกพรรคคงจะพอมีทำไว้แล้วบ้าง แม้ว่าจะยังไม่นำเสนอสู่สาธารณชนกันเลยก็ตาม ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสนำมาขอความเห็นชอบจากประชาชนบ้างในโอกาสอันใกล้ก่อนวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
แต่ที่ไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินจากพรรคการเมืองใดเลยก็คือนโยบายระยะยาวไกลในอันที่จะนำพาประเทศไทยพัฒนาไปในทิศทางใด นโยบายระยะยาวไกลที่ว่านี้เป็นการมองการไกลเพื่อสร้างประเทศชาติและสังคมไทยให้บรรลุเป้าหมายตามอุดมคติ ศัพท์ร่วมสมัยปัจจุบันเรียกว่า “วิสัยทัศน์” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Vision”
ไม่มีพรรคการเมืองไทยพรรคใดประกาศ “วิสัยทัศน์ประเทศไทย” เลย
ไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าหาญที่จะคิดสร้างประเทศชาติและสังคมไทยในระยะยาวใดๆเลย ทุกพรรคมองกันแต่เพียงว่าปีนี้ปีหน้าจะทำอะไรพอที่จะให้ประชาชนพอใจได้ หรือที่เลวร้ายหนักกว่าก็คือแต่ละพรรคคิดจะทำเพียง “พูดหาเสียง” ว่าจะทำอะไรให้ประชาชนบ้างไนสองสามปีข้างหน้า พูดแล้ว ได้รับเลือกตั้งแล้ว อาจจะทำ หรือไม่ทำ ทำได้ หรือทำไม่ได้ ค่อยว่ากันทีหลัง หากทำกันเพียงเท่านี้ก็ถือว่าการเมืองไทยยังไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะควร
ในบรรดารัฐสมาชิกอาเซียนทั้งหมด มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่ง ที่พรรคการเมืองและรัฐบาลประกาศ “วิสัยทัศน์” และเริ่มทำตามที่ประกาศจนกระทั่งใกล้ถึงเวลาบรรลุเป้าหมายแห่งวิสัยทัศน์แล้ว
ในปี 1991 นายกรัฐมนตรี ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ (United Malay National Organization-UMNO) “ประกาศวิสัยทัศน์ 2020” หรือ “Vision 2020” (ภาษามาเลย์ใช้คำว่า “Wawasan 2020”) เริ่มที่แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 6 ใน 1991 โดยกำหนดอนาคตประเทศมาเลเซียไว้ว่า “มาเลเซียจะต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ในปี 2020”
“วิสัยทัศน์ 2020” ของมาเลเซีย ประกาศไว้ดังนี้ :
1. มาเลเซียจะเป็นประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตนเองได้ภายในปี 2020 พัฒนาภาพรวมของประเทศ ทุกส่วนของวิถีชีวิตพลเมือง ตั้งแต่เรื่องความเจริญมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความสุขสมบูรณ์ในสังคม ประชาชนมีการศึกษาในคุณภาพระดับโลก การเมืองมีความมั่นคง และประเทศชาติประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีดุลยภาพทางจิตใจ
2. เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายแห่ง “วิสัยทัศน์ 2020” รัฐบาลมาเลเซียทุกรัฐบาลจะต้องทำงานต่อเนื่อง 30 ปี ให้ได้ตามเป้าหมายดังนี้ :
(1). อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 7% ต่อปี (ตามค่าจริง) ทุกปีตลอด 30 ปี จากปี 1990 ถึงปี 2020
(2). เศรษฐกิจจะเข้มแข็งขึ้นเป็นแปดเท่า จากปี 1990 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Products – GDP) เท่ากับ 115,000 ล้านริงกิต - เมื่อถึงปี 2020 GDPจะต้องเพิ่มเป็น 920,000 ล้านริงกิต (คิดตามค่าเงินในปี 1990)
เมื่อนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัด ประกาศวิสัยทัศน์ 2020 แล้วก็กำหนดยุทธศาสตร์เป็นแนวทางปฏิบัติ 9 ประการ คือ:
1. สร้างสังคมมาเลเซียให้หลอมรวมเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายเป็นหนึ่งเผ่าพันธุ์ เรียกว่าเผ่าพันธุ์มาเลเซีย (Malaysian Race) (แทนที่จะแยกกันอยู่เป็นเผ่าพันธุ์ มาเลย์ จีน อินเดีย ฯลฯ อย่างที่เคยเป็นมาและยังเป็นอยู่ในปี 1990)
2. สร้างสังคมมาเลเซียที่เป็นอิสระเสรีในเชิงความรู้สึกนึกคิดหรือ”จิตวิทยา” เป็นสังคมที่พัฒนาแล้วอย่างมีความมั่นคง
3. สร้างสม เสริมส่ง และ คุ้มครองสังคมประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ เป็นสังคมประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว
4. สถาปนาสังคมที่เปี่ยมด้วยศีลธรรมและจริยธรรมอย่างสมบูรณ์
5. สร้างสังคมที่มีอุดมการณ์เสรีนิยมและอดทนต่อกันอย่างมีวุฒิภาวะ
6. สร้างสังคมที่มีฐานความคิดเป็นวิทยาศาสตร์และคิดอย่างก้าวหน้า
7. สร้างสังคมที่ห่วงใยเอื้ออาทรต่อกันและกันอย่างสมบูรณ์
8. สร้างหลักประกันให้มีความยุติธรรมในสังคมทางด้านเศรษฐกิจ เป็นสังคมที่มีการจัดการกระจายความมั่งคั่งของชาติให้ทั่วถึงและเป็นธรรม
9. สร้างสังคมที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ด้วยระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีพลวัตรสูง มีความยืดหยุ่นและมีความตื่นตัวคึกคักตลอดเวลา
กาลผ่านไป 20 ปี การทำงานตามวิสัยทัศน์ 2020 ที่ประกาศไป 20 ปีก่อนหน้านี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศต่อมาอีกสองท่าน คือนายกรัฐมนตรีอาหมัด บาดาวี ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งไปเมื่อปี 2009 และนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค คนปัจจุบัน ณ วันนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังคงมุ่งสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ 2020 เช่นเดิม โดยพยายามปรับการปฏิบัติงานให้ได้ตามแผน ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคต่างๆที่ผ่านพบโดยไม่คาดคิดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาวิกฤติการเงินโลกในช่วงปี 2007-2010 ยังผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเซียตกลงไปต่ำกว่า 7% ดูจากสถิติในช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า ในช่วงปี 1990-1999 เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.2% แต่หลังจากนั้นก็ตกลงมาเป็น 5.4% ต่อปี และจากการคำนวนก็ได้ข้อสรุปว่าหากเศรษฐกิจมาเลเซียตกลงมาเป็นปีละ 6% (จากที่ควรจะเป็น 7%) จะทำให้การเป็นประเทศพัฒนาแล้วตามวิสัยทัศน์ 2020 ต้องยืดเวลาไปอีก 10 ปี “วิสัยทัศน์ 2020” ก็จะกลายเป็น “วิสัยทัศน์ 2030” ไปได้ หากไม่แก้ไขยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลใหม่ของมาเลเซียจึงตัดสินใจปรับแก้ยุทธศาสตร์สู่ปี 2020 โดยการเริ่มนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพื่อทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพิ่มเป็น 8% ต่อปี ทุกปี จากปี 2010 เป็นต้นไป จนถึงปี 2020 พร้อมทั้งประกาศนโยบาย “1 Malaysia” เพื่อย้ำความเป็นหนึ่งเดียวกันของสังคมอีกด้วย
ทุกวันนี้มาเลเซียเดินหน้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 แน่นอน ไม่ยอมยืดเวลาให้เนิ่นนานออกไป แต่เร่งปรับการทำงานให้มากขึ้นหนักขึ้น
ปี 2020 หรืออีกเพียง 10 ปี เท่านั้น มาเลเซียก็จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแน่นอน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และจะนับเป็นประเทศที่สองในอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ ที่จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
นี่คือการเมืองว่าด้วยเรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศ” ที่มาเลเซียมี และกำลังใกล้จะบรรลุผลในอีก 10 ปีที่จะถึงนี้
“วิสัยทัศน์” ที่ 79 ปีที่ผ่านมาของประชาธิปไตยไทย พรรคการเมืองและรัฐบาลไทย...ยังไม่มี
สมเกียรติ อ่อนวิมล
บันทึกอาเซียน | ASEAN Diary : มาเลเซีย กับ วิสัยทัศน์ 2020
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 01 มิถุนายน 2554
แต่มาเลเซียเขามี: มาเลเซีย กับ วิสัยทัศน์ 2020
มาเลเซีย กับ วิสัยทัศน์ 2020
ประเทศไทยขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป อันเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 ที่นั่ง มีพรรคการเมืองมากมายลงสมัครแข่งขันเลือกตั้ง ทั้งพรรคใหญ่พรรคเล็ก พรรคเก่า พรรคใหม่ ทุกพรรคต่างก็หาเสียงกันด้วยนโยบายปลีกย่อยต่างๆตามแต่จะนึกออกหรือวางแผนไว้ว่าจะนำเสนออย่างไร ข้อมูลที่ประชาชนได้รับก็น้อยนิดเท่าที่ป้ายหาเสียงข้างถนนจะให้ข้อมูลได้ เท่าที่อ่านพบตามข้างถนน ประชาชนก็คงจะได้ข้อมูลเพียงชื่อคนที่สมัคร ชื่อพรรค หมายเลข และข้อความเชิงนโยบายหรือคำขวัญสั้นๆของพรรคเท่านั้น เช่น “จะเพิ่มค่าแรงเท่าไรในกี่ปี” “จะพร้อมรับใช้พี่น้องประชาชนแล้ว” “ใครจะคิดให้ ใครจะทำตามที่เขาคิดให้” ฯลฯ ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องปลีกย่อยที่ไม่ใช่ภาพรวมของนโยบายการบริหารประเทศ และเมื่อไปฟังการปราศรัยหาเสียงตามเวทีต่างๆของแต่ละพรรคก็จะได้ยินแต่เรื่องนโยบายปลีกย่อยเช่นเดิม ผสมกับสำนวนโวหารคุยโอ่เรื่องของตัวเองและเย้ยหยันตำหนิพรรคฝ่ายตรงข้ามหรือพรรคแข่ง ปราศรัยให้สนุก หวังเสียงชัยโยโห่ร้องและเสียงปรบมือ รวมความแล้วก็สรุปได้ว่าพรรคการเมืองทั้งหลายของไทยยังไม่พร้อมในการอธิบายนโยบายของพรรคในการบริหารประเทศ หรือไม่ก็ยังไม่มีนโยบายอะไรจริงจังนัก นับเป็นเรื่องไร้สาระยิ่งนักสำหรับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ผ่านกาลเวลามาถึง 79 ปี แม้วันนี้ พรรคการเมืองทั้งหลายยังไม่พร้อมที่จะคุยกับประชาชนเรื่องนโยบายการบริหารประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว ส่วนประชาชนก็ยังไม่สนใจในเรื่องนโยบายของพรรคเช่นเดียวกันการเมืองที่พัฒนาแล้วนั้น จะหาเสียงกันด้วยนโยบาย ตั้งแต่นโยบายระยะยาวไกล ระยะกลาง และระยะสั้นเฉพาะไม่กี่ปีข้างหน้า
การเมืองที่พัฒนาแล้วจะไม่มีการหาเสียงแบบตำหนิวิพากษ์ท้าทายฝ่ายพรรคคู่แข่ง และจะไม่ถือว่าพรรคคู่แข่งเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ที่จะต้องไล่ล่าทำลายกันทุกวิถีทาง
นโยบายพัฒนาประเทศโดยภาพรวมระยะสั้น และระยะกลาง เป็นเรื่องไม่ยากที่แต่ละพรรคจะร่างไว้เพื่อการนำเสนอขอการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งเชื่อว่าทุกพรรคคงจะพอมีทำไว้แล้วบ้าง แม้ว่าจะยังไม่นำเสนอสู่สาธารณชนกันเลยก็ตาม ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสนำมาขอความเห็นชอบจากประชาชนบ้างในโอกาสอันใกล้ก่อนวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
แต่ที่ไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินจากพรรคการเมืองใดเลยก็คือนโยบายระยะยาวไกลในอันที่จะนำพาประเทศไทยพัฒนาไปในทิศทางใด นโยบายระยะยาวไกลที่ว่านี้เป็นการมองการไกลเพื่อสร้างประเทศชาติและสังคมไทยให้บรรลุเป้าหมายตามอุดมคติ ศัพท์ร่วมสมัยปัจจุบันเรียกว่า “วิสัยทัศน์” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Vision”
ไม่มีพรรคการเมืองไทยพรรคใดประกาศ “วิสัยทัศน์ประเทศไทย” เลย
ไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าหาญที่จะคิดสร้างประเทศชาติและสังคมไทยในระยะยาวใดๆเลย ทุกพรรคมองกันแต่เพียงว่าปีนี้ปีหน้าจะทำอะไรพอที่จะให้ประชาชนพอใจได้ หรือที่เลวร้ายหนักกว่าก็คือแต่ละพรรคคิดจะทำเพียง “พูดหาเสียง” ว่าจะทำอะไรให้ประชาชนบ้างไนสองสามปีข้างหน้า พูดแล้ว ได้รับเลือกตั้งแล้ว อาจจะทำ หรือไม่ทำ ทำได้ หรือทำไม่ได้ ค่อยว่ากันทีหลัง หากทำกันเพียงเท่านี้ก็ถือว่าการเมืองไทยยังไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะควร
ในบรรดารัฐสมาชิกอาเซียนทั้งหมด มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่ง ที่พรรคการเมืองและรัฐบาลประกาศ “วิสัยทัศน์” และเริ่มทำตามที่ประกาศจนกระทั่งใกล้ถึงเวลาบรรลุเป้าหมายแห่งวิสัยทัศน์แล้ว
ในปี 1991 นายกรัฐมนตรี ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ (United Malay National Organization-UMNO) “ประกาศวิสัยทัศน์ 2020” หรือ “Vision 2020” (ภาษามาเลย์ใช้คำว่า “Wawasan 2020”) เริ่มที่แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 6 ใน 1991 โดยกำหนดอนาคตประเทศมาเลเซียไว้ว่า “มาเลเซียจะต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ในปี 2020”
“วิสัยทัศน์ 2020” ของมาเลเซีย ประกาศไว้ดังนี้ :
1. มาเลเซียจะเป็นประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตนเองได้ภายในปี 2020 พัฒนาภาพรวมของประเทศ ทุกส่วนของวิถีชีวิตพลเมือง ตั้งแต่เรื่องความเจริญมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความสุขสมบูรณ์ในสังคม ประชาชนมีการศึกษาในคุณภาพระดับโลก การเมืองมีความมั่นคง และประเทศชาติประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีดุลยภาพทางจิตใจ
2. เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายแห่ง “วิสัยทัศน์ 2020” รัฐบาลมาเลเซียทุกรัฐบาลจะต้องทำงานต่อเนื่อง 30 ปี ให้ได้ตามเป้าหมายดังนี้ :
(1). อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 7% ต่อปี (ตามค่าจริง) ทุกปีตลอด 30 ปี จากปี 1990 ถึงปี 2020
(2). เศรษฐกิจจะเข้มแข็งขึ้นเป็นแปดเท่า จากปี 1990 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Products – GDP) เท่ากับ 115,000 ล้านริงกิต - เมื่อถึงปี 2020 GDPจะต้องเพิ่มเป็น 920,000 ล้านริงกิต (คิดตามค่าเงินในปี 1990)
เมื่อนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัด ประกาศวิสัยทัศน์ 2020 แล้วก็กำหนดยุทธศาสตร์เป็นแนวทางปฏิบัติ 9 ประการ คือ:
1. สร้างสังคมมาเลเซียให้หลอมรวมเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายเป็นหนึ่งเผ่าพันธุ์ เรียกว่าเผ่าพันธุ์มาเลเซีย (Malaysian Race) (แทนที่จะแยกกันอยู่เป็นเผ่าพันธุ์ มาเลย์ จีน อินเดีย ฯลฯ อย่างที่เคยเป็นมาและยังเป็นอยู่ในปี 1990)
2. สร้างสังคมมาเลเซียที่เป็นอิสระเสรีในเชิงความรู้สึกนึกคิดหรือ”จิตวิทยา” เป็นสังคมที่พัฒนาแล้วอย่างมีความมั่นคง
3. สร้างสม เสริมส่ง และ คุ้มครองสังคมประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ เป็นสังคมประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว
4. สถาปนาสังคมที่เปี่ยมด้วยศีลธรรมและจริยธรรมอย่างสมบูรณ์
5. สร้างสังคมที่มีอุดมการณ์เสรีนิยมและอดทนต่อกันอย่างมีวุฒิภาวะ
6. สร้างสังคมที่มีฐานความคิดเป็นวิทยาศาสตร์และคิดอย่างก้าวหน้า
7. สร้างสังคมที่ห่วงใยเอื้ออาทรต่อกันและกันอย่างสมบูรณ์
8. สร้างหลักประกันให้มีความยุติธรรมในสังคมทางด้านเศรษฐกิจ เป็นสังคมที่มีการจัดการกระจายความมั่งคั่งของชาติให้ทั่วถึงและเป็นธรรม
9. สร้างสังคมที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ด้วยระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีพลวัตรสูง มีความยืดหยุ่นและมีความตื่นตัวคึกคักตลอดเวลา
กาลผ่านไป 20 ปี การทำงานตามวิสัยทัศน์ 2020 ที่ประกาศไป 20 ปีก่อนหน้านี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศต่อมาอีกสองท่าน คือนายกรัฐมนตรีอาหมัด บาดาวี ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งไปเมื่อปี 2009 และนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค คนปัจจุบัน ณ วันนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังคงมุ่งสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ 2020 เช่นเดิม โดยพยายามปรับการปฏิบัติงานให้ได้ตามแผน ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคต่างๆที่ผ่านพบโดยไม่คาดคิดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาวิกฤติการเงินโลกในช่วงปี 2007-2010 ยังผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเซียตกลงไปต่ำกว่า 7% ดูจากสถิติในช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า ในช่วงปี 1990-1999 เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.2% แต่หลังจากนั้นก็ตกลงมาเป็น 5.4% ต่อปี และจากการคำนวนก็ได้ข้อสรุปว่าหากเศรษฐกิจมาเลเซียตกลงมาเป็นปีละ 6% (จากที่ควรจะเป็น 7%) จะทำให้การเป็นประเทศพัฒนาแล้วตามวิสัยทัศน์ 2020 ต้องยืดเวลาไปอีก 10 ปี “วิสัยทัศน์ 2020” ก็จะกลายเป็น “วิสัยทัศน์ 2030” ไปได้ หากไม่แก้ไขยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลใหม่ของมาเลเซียจึงตัดสินใจปรับแก้ยุทธศาสตร์สู่ปี 2020 โดยการเริ่มนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพื่อทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพิ่มเป็น 8% ต่อปี ทุกปี จากปี 2010 เป็นต้นไป จนถึงปี 2020 พร้อมทั้งประกาศนโยบาย “1 Malaysia” เพื่อย้ำความเป็นหนึ่งเดียวกันของสังคมอีกด้วย
ทุกวันนี้มาเลเซียเดินหน้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 แน่นอน ไม่ยอมยืดเวลาให้เนิ่นนานออกไป แต่เร่งปรับการทำงานให้มากขึ้นหนักขึ้น
ปี 2020 หรืออีกเพียง 10 ปี เท่านั้น มาเลเซียก็จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแน่นอน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และจะนับเป็นประเทศที่สองในอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ ที่จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
นี่คือการเมืองว่าด้วยเรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศ” ที่มาเลเซียมี และกำลังใกล้จะบรรลุผลในอีก 10 ปีที่จะถึงนี้
“วิสัยทัศน์” ที่ 79 ปีที่ผ่านมาของประชาธิปไตยไทย พรรคการเมืองและรัฐบาลไทย...ยังไม่มี
สมเกียรติ อ่อนวิมล
บันทึกอาเซียน | ASEAN Diary : มาเลเซีย กับ วิสัยทัศน์ 2020
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 01 มิถุนายน 2554
Tuesday, May 24, 2011
น้ำมันแพง เพราะ ปตท.
พอดีไปอ่านเจอในหนังสือ "Positioning" ที่บอกถึงที่มาของราคาน้ำมันที่แพง เลยเอามาแบ่งปัน
ข้อความบางตอนมีการพาดพิงชื่อบุคคล ก่อนจะฟอร์เิว์ริดลบผมออกก่อนนะคร้าบ มันเสียว ๆ
ไม่ผิดหาก ปตท. จะกำไร และมีเป้าหมายอย่างที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซีอีโอของ ปตท. ตั้งเป้าหมายให้ ปตท. เป็นบริษัทข้ามชาติภายในปี 2555 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปี 2550 ที่มีรายได้ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และตั้งแต่ปี 2555 รายได้เพิ่มอีกปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ จนในปี 2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 176,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับความเป็นบริษัทชั้นนำ ติดอันดับ 100 บริษัทของฟอร์จูนภายในปี 2555 จากเมื่อปี 2550 ป ตท. อยู่ในอันดับ 207
บิ๊ก ปตท. รวยล้น
เมื่อบริษัทร่ำรวยย่อมทำให้ผู้บริหารที่มาทำงานที่นี่ร่ำรวยไปตามกัน รายงานประจำปีของ ปตท. ระบุชัดเจนถึงผลตอบแทนทั้งโบนัส เงินเดือนที่บอร์ด ปตท. ได้รับ และผู้บริหารที่ร่ำรวยจากหุ้น
เฉพาะบอร์ดกว่า 10 คน ได้เบี้ยประชุม โบนัส เฉพาะที่ทำงานให้ ปตท. เท่านั้นรวมกันถึง 42 ล้านบาทโดยมี โอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยชินวัตร และประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายก รัฐมนตรี ได้รับสูงสุดคนละกว่า 3 ล้านบาท
สำหรับผู้บริหาร ระดับสูงของ ปตท. ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เงินเดือน โบนัส รวมประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารที่มีหุ้นมากสุดคือ จิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิต และก๊าซธรรมชาติ ณ 31 ธันวาคม 2550 มีหุ้นเหลืออยู่ 175,830 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 65,408,760 บาท เฉพาะประเสริฐที่วันนี้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีหุ้นแล้ว แต่หากย้อนหลังไปเมื่อปี 2548 เขาได้หุ้น ESOP เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จำนวน 243,000 หุ้น (บันทึกราคาที่ 0.00 บาท) และ 1 ปีให้หลังได้โอนออก 60,700 หุ้น และ 29 กันยายน 2549 ได้อีก119,000 หุ้น จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ได้ขายออกครั้งละ 5,000 หุ้นบ้าง 60,000 หุ้นบ้าง ในราคาเฉลี่ย 330-370 บาท จน ล่าสุดเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ได้ ESOP อีก 87,000 หุ้น
นี่คือความร่ำรวยของ ปตท. ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ที่รายได้มากมาย มาจากความลำบากของประชาชนคนไทย เพราะการผูกขาด และการคิดราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรม
น้ำมันแพงตามสูตรสิงคโปร์
ปตท. ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมด 5 โรงจากที่มีอยู่ทั้งหมด 7 โรง คิดเป็นกำลังการผลิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อจากโรงกลั่นในเครือของ ปตท. โรงกลั่นที่ต้องการกำไรทำให้ ปตท. อ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ที่เป็นแหล่งซื้อขายและปั่นราคาน้ำมันที่ คิดล่วงหน้า 1-2 เดือน ทั้งที่โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางและบางส่วนจากในประเทศ ไทย
แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าไม่จำเป็นต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ ปตท. ก็พยายามชี้แจงว่าจำเป็นเพราะเป็นไปตามการคิดราคาในกลไกของตลาดโลก แม้จะฟังไม่ขึ้น แต่ ปตท. ก็ยังคงเดินหน้าคิดราคาน้ำมันที่ยึดราคาสูงเป็นที่ตั้ง นอกเหนือจากภาษีต่างๆ และค่าขนส่งหลายส่วนมาประกอบกันจนแพงอย่างที่ต้องจ่ายกัน
ราคา หน้าโรงกลั่น = ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Import parity Price) ที่มาจากราคาน้ำมันจรในตลาดจรที่สิงคโปร์ (FOB)+ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+ค่าจัดเก็บน้ำมัน+ภาษีศุลกากรนำเข้า
ค่าการตลาด = ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ+ค่าขนส่ง+ค่าส่งเสริมการตลาด+ค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ
ในที่สุดปัญหาจากราคาน้ำมันแพง ไม่ใช่เพราะตลาดโลกหรือเพราะตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะประเสริฐได้เฉลยออกมาด้วยตัวเองว่าเพราะ ปตท. ต้องกำไรและ ปตท. อยู่ใ นตลาดหลักทรัพย์ฯ
“อยู่ ที่ว่าสังคมไทยอยากให้ ปตท. เป็นยังไง และวันนี้ ปตท. ก็อยู่ในตลาดฯ (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ก็อยู่ที่สังคมไทยว่าอยากให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปล่า ผมเป็นผู้บริหาร เป็นพนักงาน ปตท. ผมก็อยากทำอะไรให้ดีที่สุดแก่ทุกฝ่าย และสอดคล้องกับแนวทางที่ทั่วโลกทำกัน ถ้าเผื่อว่าเราซึ่งเป็นประเทศ Net Import Country มาบิดเบือนโครงสร้างราคาและเราต้องนำเข้า ประชาชนก็ไม่รู้จักประหยัด เราก็ต้องไปเอาก๊าซหุงต้มเข้ามาแล้ว เราต้องอุดหนุน สุดท้ายจะเอาเงินมาจากไหน ปตท. ก็อุดหนุนไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ถ้าเอา ปตท. เป็นหน่วยอุดหนุน ปตท. ก็ต้องไปเป็น Non Profit Organization ก็อย่าให้ ปตท. เป็นบริษัทอยู่ในมหาชน ก็เอา ปตท. ออกจากตลาดฯ ปตท. ก็จะเป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจที่จะไม่สามารถสนองนโยบายรัฐได้เหมือนในบางรัฐ วิสาหกิจ”
ณ วันนี้เค้าลางที่คนไทยจะต้องลำบากต่อไปกับราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังชัด ขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นก๊ าซ แอลพีจี เอ็นจีวี และแม้แต่อี 85 ก็กำลังถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนที่มีรากฐานมาจากธุรกิจที่ต้องการกำไรเป็นที่ ตั้งทั้งสิ้น และที่สำคัญคือการผูกขาดโดย ปตท.
กลุ่มทุนฮุบ E85-LPG-NGV
ไม่ว่าจะเป็น E20 หรือ E85 คือหนทางทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันถูกขึ้น เพราะมันเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่นำเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซิน ซึ่งเอทานอลมาจากพืชและมันสำปะหลัง
โรงงานเอทานอลขนาดใหญ่ ล้วนมาจากทุนระดับบิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นของค่ายเบียร์ช้างที่เปิดเผยตัวชัดเจน และยังมีเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยตัวชัดเจน ทั้งกลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มคอมลิงค์ ตัวแทนและกลุ่มของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จนมาถึงกลุ่มเทมาเส็กที่ยอมจ่ายเงิน73,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป
&n bsp;
เช่นเดียวกับธุรกิจก๊าซที่ต้องยกให้ว่าเป็นลับ-ลวง-พรางฉบับ ปตท. เพราะผู้เล่นในตลาดก๊าซ LPG ที่รับช่วงจาก ปตท. ไม่ว่าจะเป็นสยามแก๊สหรือเวิลด์แก๊สล้วนก๊วนเดียวกัน
สยามแก๊ส หรือ สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ ที่กำลังเข้าตลาดหุ้นในเร็ววัน ก็พบชื่อ พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานกรรมการ ส่วน เวิลด์แก๊ส นั้นถือหุ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์โดย ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น ที่รุ่งเรืองจากธุรกิจก๊าซ และถังก๊าซ จนเข้าตลาดหุ้นได้ มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือคนใ น ตระกูลลาภวิสุทธิสิน
นี่คือเครือข่ายที่น่าสะพรึงกลัว เพราะก่อนแปรรูป ปตท. รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ขายถังละ 160 บาท หลังเข้าตลาดฯ ราคาเพิ่มมาเป็นถังละ 290-300 บาท
จึง ไม่แปลกหาก ปตท. จะเดินหน้าแยก LPG เป็น 2 ราคา เพราะบรรดาโบรกเกอร์ทั้งหลายต่างวิเคราะห์หุ้น ปตท. ว่า ราคาต่ำของ LPG เป็นปัจจัยกดดัน ปตท. ในเชิงสร้างกำไร เนื่องจากปัจจุบันรัฐมีการควบคุมราคาขาย LPG ในประเทศ 315 เหรียญต่อตัน ขณะที่ราคาส่งออกในตลาดโลกสูงถึง 800 - 900 เหรียญต่อตัน ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ปตท. มียอดส่งออก LPG 8.9 พันบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากปี 2549 ถึง -51.8 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น
นี่ จึงเป็นนัยสำคัญว่าทำไมจึงต้องดันราคา LPG ในประเทศให้สูง โดยตั้งราคา 2 มาตรฐานเพื่อตรึงราคาภาคครัวเรือนเพื่อรักษาความนิยมของรัฐบาลต่อไป ขณะที่ลอยตัวราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรมจะ ช่วยลด Demand ของ LPG ในตลาดรถ เพื่อให้ปริมาณ LPG เหลือมากพอให้ ปตท. ส่งออกทำกำไรได้มากยิ่งขึ้นกว่าเงินที่ได้รับจากการชดเชยกองทุนน้ำมัน และยังเป็นเครื่องมือช่วย ปตท. ครองตลาดก๊าซเพื่อยานยนต์ด้วย NGV แต่เพียงผู้เดียว ไม่ต่างจากการ“ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว
ตราบ เท่าที่ ปตท. ยังสามารถซื้อสื่อและสร้างภาพด้วยงบโฆษณาพีอาร์และซีเอสอาร์ ปีหนึ่งหลักพันล้านบาท การผูกขาดของ ปตท. และกลุ่มทุนที่เหนียวแน่น คนไทยคงต้องลำบากกับน้ำมันและก๊าซที่ถูกปั่นราคาไปอีกนาน
LPG หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว มาจาก 2 แหล่ง คือการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ จึงถือเป็นผลพลอยได้สุดๆ โดยมีต้นทางมาจาก ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) บริษัทในกลุ่ม ปตท.
นอกจากนี้ ยังให้สัมปทานขุดเจาะ 30 ปีในอ่าวไทย และบางแปลงมีพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา แก่บริษัท เชฟรอน สำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งร่วมทุน 16 เปอร์เซ็นต์ ในโครงการอาทิตย์ของ ปตท.สผ. อีกด้วย โดยเชฟรอนผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 47,147 บาร์เรลต่อวัน นอกเหนือจากผลิตก๊าซธรรมชาติ 1,668 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบ 85, 387 บาร์เรลต่อวัน โดยส่งต่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดให้ ปตท. ที่เชฟรอนแจ้งว่า 75 เปอร์เซ็นต์นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า 25 เปอร์เซ็นต์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี
ดังนั้น เมื่อแยกก๊าซเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะที่ ปตท. ครองตลาดก๊าซธรรมชาติ NGV แต่เพียงผู้เดียวและใช้กับตลาดยานยนต์เท่านั้น โดย ปตท. ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 60,000 ล้านบาท แต่ยังอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท
ส่วนที่เป็นก๊าซเหลว LPG นั้น นอกจาก ปตท. จะขายปลีกมีส่วนแบ่งตลาดรวม 45 เปอร์เซ็นต์ยังขายส่งให้บริษัทก๊าซ โดยมี สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์และเวิลด์แก๊สเป็นยักษ์ใหญ่รองจาก ปตท. ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์และ 21 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
เบื้องหลังราคาน้ำมันมหาโหด
ปตท และ ก.พลังงาน เห็นสิงโปร์เป็นพ่อ เลยอ้างอิงราคาน้ำมัน
1. กลั่นเองก็ถูกกว่า เพราะซื้อราคาจำนำล่วงหน้า 3-5ปี แต่อ้างราคาตลาดโลกรายวัน
2. อ้างสิงโปร์ตลาดใหญ่ แต่ทำไม รถยนต์ไม่อิงราคา ดีทรอย ทั้งที่ภาษีอาฟต้าก็ 0%
3. FTA ก็ถูกลงเฉพาะผักผลไม้ทางเกษตรกร แต่สินค้าอุตสาหกรรม ของพ่อค้านักการเมืองยังแพงเหมือนเดิม
4. อ้างเป็นมหาชนต้องลอยตัวตามตลาดโลก100% ก็ไม่ถูกต้องเพราะรัฐถือหุ้นเกินครึ่งแถมบังคับด้วยเอกสิทธิของรัฐให้หน่วยงานราชการซื้อน้ำมัน ปตท เท่านั้นไม่ได้ลอยตัวใครถูกแพงก็เลือกซื้อเอา
5. อ้างการค้าเสรี แต่ผูกโควต้านำเข้ากับยักใหญ่4-5บริษัท ตลาดจรและมาเลก็ขายถูก(14-16บาท/ลิตร) แต่นำเข้ากันไม่ได้
6. อ้างการค้าเสรีลอยตัว แต่ ปิโตนัส นำเข้าจะขายได้ถูกกว่าก็ไม่ใด้ เพราะมีการฮั้วราคาตรึงราคาไว้ที่40กว่าบาท
7. มาเลเซียขายส่งออกลิตรละ15-16 บาท ก็ใม่ยอมนำเข้ามาขาย เพราะกลัวรู้ราคาทุน (ถ้าอ้างราคามา เลเซีย+ภาษี8บาท+ค่าการตลาด3บาท=27บาท)ใช่ไหม
8. แต่ยังดันทุรังอ้างราคาโคตรพ่อสิงโปร์ 41- 43บาท
*ราคาน้ำมันตลาดสิงโปร์รายวันคือ= ต้นทุนกลั่นของสิงโปร์+กำไรพ่อค้าสิงโปร์+ค่าโบรกเกอร์นายหน้า3% + ค่าการเก็งกำไรรายวันของพ่อค้าหน้าเลือด
*คิดได้ไง เป็นต้นทุนกลั่นอ้างอิงของน้ำมันไทยเพราะมันบวกกำไรใว้แล้วถึง3ต่อ แล้วเอามาตั้งต้นนับหนึ่งเป็นต้นทุนกลั่นของไทย
*ราคาที่ถูกต้องคือ ราคาเฉลี่ย ระหว่างต้นทุนซื้อ จำนำราคาล่วงหน้า กับราคาขายตลาดโลกรายวันที่ดูไบ(ใม่ใช่ของ นิวยอร์ค หรือ สิงโปร์) เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจเกินครึ่งและเป็นมหาชนไม่ถึงครึ่งเดียว
*จับตาดูให้ดีคิวต่อไปก๊าซLPGจะลอยตัวถึงลิตรละ15-18บาท NGVจะลอยตัว12บาท จะอ้างอะไรได้อีกทั้งๆที่ขุดเจาะได้ในประเทศแท่นขุดเจาะเต็มอ่าวไทย ไหนว่าก๊าซโชติช่วงชัชวาลตั้งแต่สมัยนายกเปรมฯ แถมก๊าซNGVซื้อจำนำราคา จากพม่ากิโลละ1บาท ยังหน้าด้านจะอ้างตลาดโลกรายวันอยู่อีกหรือ
ผลกระทบต่อสังคมไทย
1. ปตท กำไร1 แสนล้าน เงินที่ไหลออกก็4แสนล้าน (เชลล์,คาลเท็ก,เอสโซ่,ปิโตนัส) ถ้าปีนี้ ปตท กำไร2.5แสนล้าน เงินไทยก็จะไหลออกนอกประเทศ= 2.5แสนล้านคูณ4เท่า
2 . เศรษฐกิจลูกโซ่ล่มสลายอีกไม่รู้กี่หมื่น แสนบริษัท รัฐเก็บภาษีไม่ได้อีกกี่แสนล้าน คนไทยยากจนลง ต้องฆ่าตัวตายไม่รู้กี่ครอบครัว นักเรียนนักศึกษา ต้องขายตัวแลกค่าหน่วยกิต ประชาชนตกงาน ไม่มีเม็ดเงินจะหากิน ต้องก่อ อาชญกรรม แลกความอยู่รอด เข้าใจบ้างรึยัง
หยุดบริหารเศรษฐกิจแบบคนสิ้นคิด ระวังจะสิ้นชาติ เพราะกลไกเกมส์โกง ของพ่อค้าน้ำมัน สิงโปร์ไม่ใช่ โตคร
พ่อคุณ แต่ลูกหลานคุณกำลังจะอดตายทั้งประเทศ เพราะกลเกมส์ กลโกง ทำกำไรของพวกคุณ
ข้อความบางตอนมีเนื้อหาไม่เหมาะสมและเข้าข่ายผิดกติกากรุ๊ป ผมจึงต้องมีการตัดแต่งเสียใหม่ และยังคงเนื้อความเดิมไว้ หากท่านใดสนใจสามารถหาอ่านเพิ่มในหนังสืือครับ
ที่มา: forward mail
ข้อความบางตอนมีการพาดพิงชื่อบุคคล ก่อนจะฟอร์เิว์ริดลบผมออกก่อนนะคร้าบ มันเสียว ๆ
ไม่ผิดหาก ปตท. จะกำไร และมีเป้าหมายอย่างที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซีอีโอของ ปตท. ตั้งเป้าหมายให้ ปตท. เป็นบริษัทข้ามชาติภายในปี 2555 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปี 2550 ที่มีรายได้ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และตั้งแต่ปี 2555 รายได้เพิ่มอีกปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ จนในปี 2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 176,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับความเป็นบริษัทชั้นนำ ติดอันดับ 100 บริษัทของฟอร์จูนภายในปี 2555 จากเมื่อปี 2550 ป ตท. อยู่ในอันดับ 207
บิ๊ก ปตท. รวยล้น
เมื่อบริษัทร่ำรวยย่อมทำให้ผู้บริหารที่มาทำงานที่นี่ร่ำรวยไปตามกัน รายงานประจำปีของ ปตท. ระบุชัดเจนถึงผลตอบแทนทั้งโบนัส เงินเดือนที่บอร์ด ปตท. ได้รับ และผู้บริหารที่ร่ำรวยจากหุ้น
เฉพาะบอร์ดกว่า 10 คน ได้เบี้ยประชุม โบนัส เฉพาะที่ทำงานให้ ปตท. เท่านั้นรวมกันถึง 42 ล้านบาทโดยมี โอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยชินวัตร และประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายก รัฐมนตรี ได้รับสูงสุดคนละกว่า 3 ล้านบาท
สำหรับผู้บริหาร ระดับสูงของ ปตท. ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เงินเดือน โบนัส รวมประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารที่มีหุ้นมากสุดคือ จิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิต และก๊าซธรรมชาติ ณ 31 ธันวาคม 2550 มีหุ้นเหลืออยู่ 175,830 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 65,408,760 บาท เฉพาะประเสริฐที่วันนี้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีหุ้นแล้ว แต่หากย้อนหลังไปเมื่อปี 2548 เขาได้หุ้น ESOP เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จำนวน 243,000 หุ้น (บันทึกราคาที่ 0.00 บาท) และ 1 ปีให้หลังได้โอนออก 60,700 หุ้น และ 29 กันยายน 2549 ได้อีก119,000 หุ้น จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ได้ขายออกครั้งละ 5,000 หุ้นบ้าง 60,000 หุ้นบ้าง ในราคาเฉลี่ย 330-370 บาท จน ล่าสุดเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ได้ ESOP อีก 87,000 หุ้น
นี่คือความร่ำรวยของ ปตท. ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ที่รายได้มากมาย มาจากความลำบากของประชาชนคนไทย เพราะการผูกขาด และการคิดราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรม
น้ำมันแพงตามสูตรสิงคโปร์
ปตท. ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมด 5 โรงจากที่มีอยู่ทั้งหมด 7 โรง คิดเป็นกำลังการผลิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อจากโรงกลั่นในเครือของ ปตท. โรงกลั่นที่ต้องการกำไรทำให้ ปตท. อ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ที่เป็นแหล่งซื้อขายและปั่นราคาน้ำมันที่ คิดล่วงหน้า 1-2 เดือน ทั้งที่โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางและบางส่วนจากในประเทศ ไทย
แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าไม่จำเป็นต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ ปตท. ก็พยายามชี้แจงว่าจำเป็นเพราะเป็นไปตามการคิดราคาในกลไกของตลาดโลก แม้จะฟังไม่ขึ้น แต่ ปตท. ก็ยังคงเดินหน้าคิดราคาน้ำมันที่ยึดราคาสูงเป็นที่ตั้ง นอกเหนือจากภาษีต่างๆ และค่าขนส่งหลายส่วนมาประกอบกันจนแพงอย่างที่ต้องจ่ายกัน
ราคา หน้าโรงกลั่น = ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Import parity Price) ที่มาจากราคาน้ำมันจรในตลาดจรที่สิงคโปร์ (FOB)+ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+ค่าจัดเก็บน้ำมัน+ภาษีศุลกากรนำเข้า
ค่าการตลาด = ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ+ค่าขนส่ง+ค่าส่งเสริมการตลาด+ค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ
ในที่สุดปัญหาจากราคาน้ำมันแพง ไม่ใช่เพราะตลาดโลกหรือเพราะตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะประเสริฐได้เฉลยออกมาด้วยตัวเองว่าเพราะ ปตท. ต้องกำไรและ ปตท. อยู่ใ นตลาดหลักทรัพย์ฯ
“อยู่ ที่ว่าสังคมไทยอยากให้ ปตท. เป็นยังไง และวันนี้ ปตท. ก็อยู่ในตลาดฯ (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ก็อยู่ที่สังคมไทยว่าอยากให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปล่า ผมเป็นผู้บริหาร เป็นพนักงาน ปตท. ผมก็อยากทำอะไรให้ดีที่สุดแก่ทุกฝ่าย และสอดคล้องกับแนวทางที่ทั่วโลกทำกัน ถ้าเผื่อว่าเราซึ่งเป็นประเทศ Net Import Country มาบิดเบือนโครงสร้างราคาและเราต้องนำเข้า ประชาชนก็ไม่รู้จักประหยัด เราก็ต้องไปเอาก๊าซหุงต้มเข้ามาแล้ว เราต้องอุดหนุน สุดท้ายจะเอาเงินมาจากไหน ปตท. ก็อุดหนุนไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ถ้าเอา ปตท. เป็นหน่วยอุดหนุน ปตท. ก็ต้องไปเป็น Non Profit Organization ก็อย่าให้ ปตท. เป็นบริษัทอยู่ในมหาชน ก็เอา ปตท. ออกจากตลาดฯ ปตท. ก็จะเป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจที่จะไม่สามารถสนองนโยบายรัฐได้เหมือนในบางรัฐ วิสาหกิจ”
ณ วันนี้เค้าลางที่คนไทยจะต้องลำบากต่อไปกับราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังชัด ขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นก๊ าซ แอลพีจี เอ็นจีวี และแม้แต่อี 85 ก็กำลังถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนที่มีรากฐานมาจากธุรกิจที่ต้องการกำไรเป็นที่ ตั้งทั้งสิ้น และที่สำคัญคือการผูกขาดโดย ปตท.
กลุ่มทุนฮุบ E85-LPG-NGV
ไม่ว่าจะเป็น E20 หรือ E85 คือหนทางทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันถูกขึ้น เพราะมันเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่นำเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซิน ซึ่งเอทานอลมาจากพืชและมันสำปะหลัง
โรงงานเอทานอลขนาดใหญ่ ล้วนมาจากทุนระดับบิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นของค่ายเบียร์ช้างที่เปิดเผยตัวชัดเจน และยังมีเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยตัวชัดเจน ทั้งกลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มคอมลิงค์ ตัวแทนและกลุ่มของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จนมาถึงกลุ่มเทมาเส็กที่ยอมจ่ายเงิน73,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป
&n bsp;
เช่นเดียวกับธุรกิจก๊าซที่ต้องยกให้ว่าเป็นลับ-ลวง-พรางฉบับ ปตท. เพราะผู้เล่นในตลาดก๊าซ LPG ที่รับช่วงจาก ปตท. ไม่ว่าจะเป็นสยามแก๊สหรือเวิลด์แก๊สล้วนก๊วนเดียวกัน
สยามแก๊ส หรือ สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ ที่กำลังเข้าตลาดหุ้นในเร็ววัน ก็พบชื่อ พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานกรรมการ ส่วน เวิลด์แก๊ส นั้นถือหุ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์โดย ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น ที่รุ่งเรืองจากธุรกิจก๊าซ และถังก๊าซ จนเข้าตลาดหุ้นได้ มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือคนใ น ตระกูลลาภวิสุทธิสิน
นี่คือเครือข่ายที่น่าสะพรึงกลัว เพราะก่อนแปรรูป ปตท. รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ขายถังละ 160 บาท หลังเข้าตลาดฯ ราคาเพิ่มมาเป็นถังละ 290-300 บาท
จึง ไม่แปลกหาก ปตท. จะเดินหน้าแยก LPG เป็น 2 ราคา เพราะบรรดาโบรกเกอร์ทั้งหลายต่างวิเคราะห์หุ้น ปตท. ว่า ราคาต่ำของ LPG เป็นปัจจัยกดดัน ปตท. ในเชิงสร้างกำไร เนื่องจากปัจจุบันรัฐมีการควบคุมราคาขาย LPG ในประเทศ 315 เหรียญต่อตัน ขณะที่ราคาส่งออกในตลาดโลกสูงถึง 800 - 900 เหรียญต่อตัน ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ปตท. มียอดส่งออก LPG 8.9 พันบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากปี 2549 ถึง -51.8 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น
นี่ จึงเป็นนัยสำคัญว่าทำไมจึงต้องดันราคา LPG ในประเทศให้สูง โดยตั้งราคา 2 มาตรฐานเพื่อตรึงราคาภาคครัวเรือนเพื่อรักษาความนิยมของรัฐบาลต่อไป ขณะที่ลอยตัวราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรมจะ ช่วยลด Demand ของ LPG ในตลาดรถ เพื่อให้ปริมาณ LPG เหลือมากพอให้ ปตท. ส่งออกทำกำไรได้มากยิ่งขึ้นกว่าเงินที่ได้รับจากการชดเชยกองทุนน้ำมัน และยังเป็นเครื่องมือช่วย ปตท. ครองตลาดก๊าซเพื่อยานยนต์ด้วย NGV แต่เพียงผู้เดียว ไม่ต่างจากการ“ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว
ตราบ เท่าที่ ปตท. ยังสามารถซื้อสื่อและสร้างภาพด้วยงบโฆษณาพีอาร์และซีเอสอาร์ ปีหนึ่งหลักพันล้านบาท การผูกขาดของ ปตท. และกลุ่มทุนที่เหนียวแน่น คนไทยคงต้องลำบากกับน้ำมันและก๊าซที่ถูกปั่นราคาไปอีกนาน
LPG หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว มาจาก 2 แหล่ง คือการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ จึงถือเป็นผลพลอยได้สุดๆ โดยมีต้นทางมาจาก ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) บริษัทในกลุ่ม ปตท.
นอกจากนี้ ยังให้สัมปทานขุดเจาะ 30 ปีในอ่าวไทย และบางแปลงมีพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา แก่บริษัท เชฟรอน สำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งร่วมทุน 16 เปอร์เซ็นต์ ในโครงการอาทิตย์ของ ปตท.สผ. อีกด้วย โดยเชฟรอนผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 47,147 บาร์เรลต่อวัน นอกเหนือจากผลิตก๊าซธรรมชาติ 1,668 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบ 85, 387 บาร์เรลต่อวัน โดยส่งต่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดให้ ปตท. ที่เชฟรอนแจ้งว่า 75 เปอร์เซ็นต์นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า 25 เปอร์เซ็นต์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี
ดังนั้น เมื่อแยกก๊าซเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะที่ ปตท. ครองตลาดก๊าซธรรมชาติ NGV แต่เพียงผู้เดียวและใช้กับตลาดยานยนต์เท่านั้น โดย ปตท. ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 60,000 ล้านบาท แต่ยังอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท
ส่วนที่เป็นก๊าซเหลว LPG นั้น นอกจาก ปตท. จะขายปลีกมีส่วนแบ่งตลาดรวม 45 เปอร์เซ็นต์ยังขายส่งให้บริษัทก๊าซ โดยมี สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์และเวิลด์แก๊สเป็นยักษ์ใหญ่รองจาก ปตท. ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์และ 21 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
เบื้องหลังราคาน้ำมันมหาโหด
ปตท และ ก.พลังงาน เห็นสิงโปร์เป็นพ่อ เลยอ้างอิงราคาน้ำมัน
1. กลั่นเองก็ถูกกว่า เพราะซื้อราคาจำนำล่วงหน้า 3-5ปี แต่อ้างราคาตลาดโลกรายวัน
2. อ้างสิงโปร์ตลาดใหญ่ แต่ทำไม รถยนต์ไม่อิงราคา ดีทรอย ทั้งที่ภาษีอาฟต้าก็ 0%
3. FTA ก็ถูกลงเฉพาะผักผลไม้ทางเกษตรกร แต่สินค้าอุตสาหกรรม ของพ่อค้านักการเมืองยังแพงเหมือนเดิม
4. อ้างเป็นมหาชนต้องลอยตัวตามตลาดโลก100% ก็ไม่ถูกต้องเพราะรัฐถือหุ้นเกินครึ่งแถมบังคับด้วยเอกสิทธิของรัฐให้หน่วยงานราชการซื้อน้ำมัน ปตท เท่านั้นไม่ได้ลอยตัวใครถูกแพงก็เลือกซื้อเอา
5. อ้างการค้าเสรี แต่ผูกโควต้านำเข้ากับยักใหญ่4-5บริษัท ตลาดจรและมาเลก็ขายถูก(14-16บาท/ลิตร) แต่นำเข้ากันไม่ได้
6. อ้างการค้าเสรีลอยตัว แต่ ปิโตนัส นำเข้าจะขายได้ถูกกว่าก็ไม่ใด้ เพราะมีการฮั้วราคาตรึงราคาไว้ที่40กว่าบาท
7. มาเลเซียขายส่งออกลิตรละ15-16 บาท ก็ใม่ยอมนำเข้ามาขาย เพราะกลัวรู้ราคาทุน (ถ้าอ้างราคามา เลเซีย+ภาษี8บาท+ค่าการตลาด3บาท=27บาท)ใช่ไหม
8. แต่ยังดันทุรังอ้างราคาโคตรพ่อสิงโปร์ 41- 43บาท
*ราคาน้ำมันตลาดสิงโปร์รายวันคือ= ต้นทุนกลั่นของสิงโปร์+กำไรพ่อค้าสิงโปร์+ค่าโบรกเกอร์นายหน้า3% + ค่าการเก็งกำไรรายวันของพ่อค้าหน้าเลือด
*คิดได้ไง เป็นต้นทุนกลั่นอ้างอิงของน้ำมันไทยเพราะมันบวกกำไรใว้แล้วถึง3ต่อ แล้วเอามาตั้งต้นนับหนึ่งเป็นต้นทุนกลั่นของไทย
*ราคาที่ถูกต้องคือ ราคาเฉลี่ย ระหว่างต้นทุนซื้อ จำนำราคาล่วงหน้า กับราคาขายตลาดโลกรายวันที่ดูไบ(ใม่ใช่ของ นิวยอร์ค หรือ สิงโปร์) เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจเกินครึ่งและเป็นมหาชนไม่ถึงครึ่งเดียว
*จับตาดูให้ดีคิวต่อไปก๊าซLPGจะลอยตัวถึงลิตรละ15-18บาท NGVจะลอยตัว12บาท จะอ้างอะไรได้อีกทั้งๆที่ขุดเจาะได้ในประเทศแท่นขุดเจาะเต็มอ่าวไทย ไหนว่าก๊าซโชติช่วงชัชวาลตั้งแต่สมัยนายกเปรมฯ แถมก๊าซNGVซื้อจำนำราคา จากพม่ากิโลละ1บาท ยังหน้าด้านจะอ้างตลาดโลกรายวันอยู่อีกหรือ
ผลกระทบต่อสังคมไทย
1. ปตท กำไร1 แสนล้าน เงินที่ไหลออกก็4แสนล้าน (เชลล์,คาลเท็ก,เอสโซ่,ปิโตนัส) ถ้าปีนี้ ปตท กำไร2.5แสนล้าน เงินไทยก็จะไหลออกนอกประเทศ= 2.5แสนล้านคูณ4เท่า
2 . เศรษฐกิจลูกโซ่ล่มสลายอีกไม่รู้กี่หมื่น แสนบริษัท รัฐเก็บภาษีไม่ได้อีกกี่แสนล้าน คนไทยยากจนลง ต้องฆ่าตัวตายไม่รู้กี่ครอบครัว นักเรียนนักศึกษา ต้องขายตัวแลกค่าหน่วยกิต ประชาชนตกงาน ไม่มีเม็ดเงินจะหากิน ต้องก่อ อาชญกรรม แลกความอยู่รอด เข้าใจบ้างรึยัง
หยุดบริหารเศรษฐกิจแบบคนสิ้นคิด ระวังจะสิ้นชาติ เพราะกลไกเกมส์โกง ของพ่อค้าน้ำมัน สิงโปร์ไม่ใช่ โตคร
พ่อคุณ แต่ลูกหลานคุณกำลังจะอดตายทั้งประเทศ เพราะกลเกมส์ กลโกง ทำกำไรของพวกคุณ
ข้อความบางตอนมีเนื้อหาไม่เหมาะสมและเข้าข่ายผิดกติกากรุ๊ป ผมจึงต้องมีการตัดแต่งเสียใหม่ และยังคงเนื้อความเดิมไว้ หากท่านใดสนใจสามารถหาอ่านเพิ่มในหนังสืือครับ
ที่มา: forward mail
อันตราย อย่านวด “หัว” และ “ต้นคอ”
อันตราย อย่านวด “หัว” และ “ต้นคอ”
ขอนำเรื่องของคุณแม่ของผมมาเป็นอุทาหรณ์ครับ
แม่อายุ 59ปี มีประวัติความดันสูง และมีอาการปวดหัวอยู่บ้าง แต่ก็หายลงด้วยการกินยาลดความดัน หลังจากเกิดอาการปวดหัวบ่อยขึ้น แม่ก็คิดเองว่าอาจเกิดจากความเครียด เลยหาหมอนวดมือหนักๆ นวดหัว และต้นคอเผื่อผ่อนคลายเสมอๆมา
กว่าสองอาทิตย์การนวดไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว และ อาการรุนแรงมากขึ้น ต้องไปพบหมอและเอ็กซเรย์เพือดูความผิดปรกติภายใน
จันทร์ที่ 2 พ.ค. 54 คุณหมอจาก โรงพยาบาลโทรเรียกแม่ให้กลับโรงพยาบาลด่วน ภายหลังจากหมอทราบผลการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ว่า มีน้ำและเลือดคั่งอยู่ภายในสมอง 2 ข้าง (bilateral subdural hematoma ไม่มี intra-axial hematoma)
อาการนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากศรีษะกระแทกอย่างรุนแรง ถูกทำร้าย หรือไม่ก็เกิดอุบัติเหตุหกล้ม
ก่อนเข้าห้องผ่าตัด หมอถามแม่และน้องชายย้ำหลายครั้งว่าถูกทำร้ายมาหรือเปล่า เพราะหากถูกทำร้ายต้องกลายเป็นเรื่องคดีความต่อ ทุกคนต่างยืนยันว่าไม่เคยล้ม และไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน สาเหตุของน้ำและเลือดคั่งในสมองแม่ ยังคงเป็นปัญหาคาใจหมอ ?
พยาบาลโกนหัวแม่ทันทีในคืนนั้น พร้อมกับบอกว่าต้องเจาะเอาน้ำและเลือดออกจากสมอง เพื่อให้คลายอาการปวดหัว “นิดเดียว เดี๋ยวก็หาย ” พยาบาลย้ำกับแม่เพื่อให้สบายใจ ก่อนส่งตัวให้คุณหมอ เปิดหนังศรีษะ พร้อมเจาะกะโหลก ฝั่งซ้ายและขวา
จากคำบอกเล่าของพยาบาล ในหัวแม่มีน้ำผสมกับเลือดไหลออกมา 4 ถุง (ไม่แน่ใจปริมาณ) ผ่านไปช่วงเย็นของอีกวัน แม่เริ่มพูดคุยได้
แม่ขอดูกระจก พร้อมกับเอามือลูปหัวตัวเอง และบ่นว่า “ พยาบาลหลอกว่าทำนิดเดียว แต่ทำตั้งเยอะ” เนื่องจากน้ำและเลือดคั่งในสมองสองข้าง ต้องผ่าตัดพร้อมๆกันทั้งสองข้าง หลังการผ่าตัดมีรอยเย็บที่หัวข้างละ 8 เข็ม และมีรอยเจาะเล็กๆ อีกสองจุด ผมยังแซวแม่ว่า “ทำไมไม่บอกหมอดึงหน้าให้ตึงไปเลยละ ไหนๆก็ผ่าหัวละ” แม่นั่งยิ้มไม่คุยต่อ
หลังจากนั้นก็หลอกถามอีกครั้งว่า มีใครตีหัวแม่หรือเปล่า เคยล้มไหม เพราะหมอยืนยันว่าอาการมีน้ำปนเลือดคั่งในสมองเกิดจากการกระแทกย่างรุนแรง
แม่เริ่มเล่าให้ฟังด้วยความจำนนต่อหลักฐานทางการแพทย์ว่า ทุกครั้งที่ปวดหัวจะไปหาหมอนวดให้นวดหัวซึ่งวิธีการนวดก็มีการใช้มือสองข้าง สับ สับ สับ กด กด กด คลึง คลึง คลึง ที่หัว แม่บอกว่านวดมานานหลายอาทิตย์ เข้าใจว่านานมากพอที่จะทำให้เกิดน้ำและเลือดปนในสมองได้มากถึง 4 ถุง หลังจากรู้สาเหตุก็ปรึกษาคุณหมอ คุณหมอยืนยันว่าการนวดนี้แหละคือสาเหตุ คุณหมอเล่าว่าอุบัติเหตุจากการนวด คอ และนวดหัว เกิดขึ้นบ่อย มีคนเป็นอัมพาตเพราะการนวดที่ลำคอ เนื่องจากการนวดจะส่งผลให้เส้นเลือดเส้นหลักถูกบีบ ถูกกระแทก คนแก่บางคน ในเส้นเลือด มีแคลเซียมและ ไขมันเกาะอยู่ในเส้นเลือด การนวด ทำให้แคลเซียมและไขมันในเส้นเลือดย้ายที่และอุตตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เลือดส่งไปไม่ถึงสมองบางส่วน และเป็นอัมพาตในที่สุด
ตอนนี้แม่ผมอยู่ในระหว่างการพักฟื้น หลังการผ่าตัดเพียงสองวันก็สามารถเดินและพูดคุยได้ และที่สำคัญอาการปวดหัวหายไป
ทุกครั้งที่คิดจะนวดหัว หรือนวดคอ อยากให้นึกถึงเรื่องของแม่ผมไว้ จะได้ไม่ประมาทครับ
และที่สำคัญคนแก่ที่มีภาวะความดัน ไม่ควรนวดที่หัวและที่คอ
ขอให้ทุกท่านโชคดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายแข็งแรงนะครับ
ที่มา: forward mail
ขอนำเรื่องของคุณแม่ของผมมาเป็นอุทาหรณ์ครับ
แม่อายุ 59ปี มีประวัติความดันสูง และมีอาการปวดหัวอยู่บ้าง แต่ก็หายลงด้วยการกินยาลดความดัน หลังจากเกิดอาการปวดหัวบ่อยขึ้น แม่ก็คิดเองว่าอาจเกิดจากความเครียด เลยหาหมอนวดมือหนักๆ นวดหัว และต้นคอเผื่อผ่อนคลายเสมอๆมา
กว่าสองอาทิตย์การนวดไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว และ อาการรุนแรงมากขึ้น ต้องไปพบหมอและเอ็กซเรย์เพือดูความผิดปรกติภายใน
จันทร์ที่ 2 พ.ค. 54 คุณหมอจาก โรงพยาบาลโทรเรียกแม่ให้กลับโรงพยาบาลด่วน ภายหลังจากหมอทราบผลการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ว่า มีน้ำและเลือดคั่งอยู่ภายในสมอง 2 ข้าง (bilateral subdural hematoma ไม่มี intra-axial hematoma)
อาการนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากศรีษะกระแทกอย่างรุนแรง ถูกทำร้าย หรือไม่ก็เกิดอุบัติเหตุหกล้ม
ก่อนเข้าห้องผ่าตัด หมอถามแม่และน้องชายย้ำหลายครั้งว่าถูกทำร้ายมาหรือเปล่า เพราะหากถูกทำร้ายต้องกลายเป็นเรื่องคดีความต่อ ทุกคนต่างยืนยันว่าไม่เคยล้ม และไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน สาเหตุของน้ำและเลือดคั่งในสมองแม่ ยังคงเป็นปัญหาคาใจหมอ ?
พยาบาลโกนหัวแม่ทันทีในคืนนั้น พร้อมกับบอกว่าต้องเจาะเอาน้ำและเลือดออกจากสมอง เพื่อให้คลายอาการปวดหัว “นิดเดียว เดี๋ยวก็หาย ” พยาบาลย้ำกับแม่เพื่อให้สบายใจ ก่อนส่งตัวให้คุณหมอ เปิดหนังศรีษะ พร้อมเจาะกะโหลก ฝั่งซ้ายและขวา
จากคำบอกเล่าของพยาบาล ในหัวแม่มีน้ำผสมกับเลือดไหลออกมา 4 ถุง (ไม่แน่ใจปริมาณ) ผ่านไปช่วงเย็นของอีกวัน แม่เริ่มพูดคุยได้
แม่ขอดูกระจก พร้อมกับเอามือลูปหัวตัวเอง และบ่นว่า “ พยาบาลหลอกว่าทำนิดเดียว แต่ทำตั้งเยอะ” เนื่องจากน้ำและเลือดคั่งในสมองสองข้าง ต้องผ่าตัดพร้อมๆกันทั้งสองข้าง หลังการผ่าตัดมีรอยเย็บที่หัวข้างละ 8 เข็ม และมีรอยเจาะเล็กๆ อีกสองจุด ผมยังแซวแม่ว่า “ทำไมไม่บอกหมอดึงหน้าให้ตึงไปเลยละ ไหนๆก็ผ่าหัวละ” แม่นั่งยิ้มไม่คุยต่อ
หลังจากนั้นก็หลอกถามอีกครั้งว่า มีใครตีหัวแม่หรือเปล่า เคยล้มไหม เพราะหมอยืนยันว่าอาการมีน้ำปนเลือดคั่งในสมองเกิดจากการกระแทกย่างรุนแรง
แม่เริ่มเล่าให้ฟังด้วยความจำนนต่อหลักฐานทางการแพทย์ว่า ทุกครั้งที่ปวดหัวจะไปหาหมอนวดให้นวดหัวซึ่งวิธีการนวดก็มีการใช้มือสองข้าง สับ สับ สับ กด กด กด คลึง คลึง คลึง ที่หัว แม่บอกว่านวดมานานหลายอาทิตย์ เข้าใจว่านานมากพอที่จะทำให้เกิดน้ำและเลือดปนในสมองได้มากถึง 4 ถุง หลังจากรู้สาเหตุก็ปรึกษาคุณหมอ คุณหมอยืนยันว่าการนวดนี้แหละคือสาเหตุ คุณหมอเล่าว่าอุบัติเหตุจากการนวด คอ และนวดหัว เกิดขึ้นบ่อย มีคนเป็นอัมพาตเพราะการนวดที่ลำคอ เนื่องจากการนวดจะส่งผลให้เส้นเลือดเส้นหลักถูกบีบ ถูกกระแทก คนแก่บางคน ในเส้นเลือด มีแคลเซียมและ ไขมันเกาะอยู่ในเส้นเลือด การนวด ทำให้แคลเซียมและไขมันในเส้นเลือดย้ายที่และอุตตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เลือดส่งไปไม่ถึงสมองบางส่วน และเป็นอัมพาตในที่สุด
ตอนนี้แม่ผมอยู่ในระหว่างการพักฟื้น หลังการผ่าตัดเพียงสองวันก็สามารถเดินและพูดคุยได้ และที่สำคัญอาการปวดหัวหายไป
ทุกครั้งที่คิดจะนวดหัว หรือนวดคอ อยากให้นึกถึงเรื่องของแม่ผมไว้ จะได้ไม่ประมาทครับ
และที่สำคัญคนแก่ที่มีภาวะความดัน ไม่ควรนวดที่หัวและที่คอ
ขอให้ทุกท่านโชคดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายแข็งแรงนะครับ
ที่มา: forward mail
Monday, May 23, 2011
เพลง"จอมใจจักรพรรดิ์" (หยดผึ้งในดวงใจ)
เพลงหยดผึ้งในดวงใจ: "จอมใจจักรพรรดิ์"
ญ: รักของชายคล้ายฟองสบู่ ฟองนั้นอยู่มิคงมั่น เดี๋ยวเดียวพลัน ระเหยแห้งหาย กลัวนักรักชาย ผันกลายตามอารมณ์ ญ: ลิ้นของชายหวานดั่งตาลฉาบ แต่ก็เป็นเหมือนดังดาบคม เคยเชือดใจหญิง เจ็บนัก ด้วยเล่ห์คารม เล่ห์ลวงจากลิ้นแสนคม หญิงตรมเสมอมา ช: ช่างสรร..คำมากล่าว ช่างสาว..คำมาว่า ชายที่เห็นค่า..รักยิ่งกว่าชีวิต..นั้นยังมี (ญ พูด) “ฮึหายาก” ช: เช่นรักของพี่นี้ ชั่วชีวิต(ชีวี)มิมีวันผันแปร (ญ พูด) “ใครจะเชื่อได้คำพูดของชาย” ช: ความรักพี่จริงแท้ ไม่ปรวนแปร ของแท้ย่อมทานทน ญ: นิสัยชายคล้ายดังภมร คอยไชชอนดอกไม้หมองหม่น ช: ดอกไม้ก็เกิดผล ให้ปวงชนได้ชิมสราญใจ ญ: นิสัยผึ้ง พึงลิ้มชิมหวาน ลิ้มแล้วผ่านผละเลยจากไป ช: ไม่ทิ้ง..น้องไปไหนจะมอบใจและกายให้ทุกสิ่ง (ญ พูด) “คำหวานของชายหญิงคนใดเชื่อ ก็ต้องชอกช้ำ” ญ: ลมเอย โอ้ลิ้น..คารมชายหวานกินตายมามากจริง หญิงต้องเกรงกริ่ง หวงตัวหยิ่งไม่หลงในวจี ช: ทุก ๆ ถ้อยกล่าวมาจากใจ ยอด..รักอย่าผลักใส โปรดเชื่อในหัวใจที่ภักดี ญ: น้ำล้นฝั่งนั้นยังเคยแห้ง ยังคลางแคลงด้วยน้ำใจพี่ ช: บ่อน้ำ..ใจพี่นี้ชั่วชีวีมิมีวันเหือดแห้ง ญ: เกรงใหม่ ๆ กระแสความรักยังเชี่ยวแรง พอเก่าใจรักกลับหน่ายแหนง ดังไฟไหม้ขอนคุแดง ร้อนแรงแล้วเป็นเถ้า ช: ดวงใจรัก..พี่เย็นฉ่ำ แม้เปรียบดังน้ำคอยเนา พรมร้อนเร่าให้หายกลายชื่น จะยงยืนชื่นเย็นเหมือน เช่นสายธาร ญ: ที่กล่าวมา.. แม้ใจวาจาจริงแน่ก็จงสาบาน ให้พระพรหมท่าน..นั้นเป็นพยานว่าใจรักมั่นคง ช: ถ้าต้องการ สาบานเพียงใดก็ได้ว่าใจนั้น..แสน.ซื่อตรง เอ้า..น้องจงรับฟังคำสาบาน ชายพูด “ถ้า.พี่.มิ.มี.ใจ.ภักดิ์ ให้.พี่.ถูก.รัก.ประหาร ถ้า.พี่.รัก.ซื่อ.ยืน.นาน ให้.เทพ.ประทาน.สุข.รัก.เรื่อยไป” ช: สาบานให้เธอแล้วดั่งหมาย คงหายข้องใจ ญ: ใจชายถ้ามีรักจริง หญิงก็รักชายได้ ช: รักเหมือนคำสาบานที่ให้ ญ: จะมอบใจให้พี่ดั่งปอง (พร้อมกัน)รักร่วมครองชิดเชยชื่น ทุกวันคืน ยั่งยืนนาน มิหน่าย |
เพลงหยดผึ้งในดวงใจ - : "จอมใจจักรพรรดิ์"
ทำนองเพลงจีน ซี่เฟิ่ง (戏凤) ซึ่งเป็นเพลงประกอบจากภาพยนตร์จีนเรื่อง จอมใจจักรพรรดิ์ (江山美人 ) เพลงจีนต้นฉบับขับร้องคู่โดย จิ้งถิง(静婷) และเจียงหง (江宏) ซึ่งไพเราะมาก ๆ ทั้งเวอร์ชั่นจีนและไทย (RenovA2512)
YouTube จอมใจจักรพรรดิ์ (ไทย)
YouTube จอมใจจักรพรรดิ์ (Madarin Chinese)
เพลงเก่า
Shaw Brother YouTube ทำนองจอมใจจักรพรรดิ์ (Madarin Chinese) 静婷与江宏_戏凤【电影江山美人_片中插曲】
Lyric (歌词) เพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง จอมใจจักรพรรดิ์
静婷与江宏_戏凤【电影江山美人_片中插曲】
「戏凤」 歌词 作词:李隽青作曲:王纯
(李凤姊):人潇洒 性温存若 有意似无情不知他家何处
不知它何姓名倒叫 我坐立难安睡不宁
(皇帝):姓朱 名德正家住北京城 二十岁 还没定过亲
(李凤姊):嘿 你来做什么
(皇帝):我爱上酒家人 我进了酒家门
(李凤姊):我哥哥不在家 今天不卖酒
(皇帝):卖酒的风情好 你比酒更迷人
(李凤姊):我们卖酒做营生 不懂爱也不懂情
(皇帝):为什么 坐立难 安睡不宁
(大牛):你说爱又谈情 存的是什么心再要不安份 我 送你进衙门
(李凤姊):大牛别胡说快去扫地说什么好人心 原来是假正经人家的手帕给你涂得满天星
(皇帝):满天星价连城皇帝题的诗皇后绣的凤
(李凤姊):你假戏当成真欺君罪你罪不轻 (皇帝):店名叫龙凤 难道不欺君
(李凤姊):我们龙凤店远近都知名皇帝都不管 我劝你少费心
(皇帝):不必提龙凤还是论婚姻你貌美丽你性聪明 一见就倾心再见就钟情你愿意我带你进京城我和妳双双对对配龙凤深宫上苑度晨昏
(大牛):我一见你就讨厌再见你更伤心 你要带她走 我就跟你把命拼别以为梅龙镇上好欺人
(李凤姊):我们梅龙镇守礼最严明 我担心受议论 不敢留客人还是哥哥回来再上门 再上门
เลือดออกทางทวารทั้ง 7
เรื่องจริงที่เหลือเชื่อ มันอาจช่วยให้คุณรอดจากงื้อมือยมบาลที่เป็นตัวคุณเอง
ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน " ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า"
ศาสตราจารย์ฟันธง ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ "มันฆ่า "แล้วสารหนูมาจากไหน
ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มี สูตร เคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไ ซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง เพื่อความไม่ประมาท
เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังเพื่อนฝูงด้วย
ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน " ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า"
ศาสตราจารย์ฟันธง ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ "มันฆ่า "แล้วสารหนูมาจากไหน
ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มี สูตร เคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไ ซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง เพื่อความไม่ประมาท
เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังเพื่อนฝูงด้วย
Wednesday, May 18, 2011
Thursday, May 5, 2011
ศึกน้ำลาย สนง.ตำรวจแห่งชาติกับ ปปท.
สังคมไทยนับวันมันเสื่อมถอย เพราะผู้รับผิดชอบไม่เข้าใจในบทบาทหน้าของตนเอง เมื่อหาทางออกไม่ได้ผลตามมาคือ แพะรับบาป ลงเอ๋ยด้วยการเปิดศึกสงครามน้ำลาย ขอถามว่า ชาวบ้านได้อะไรจากพวกคุณ กรณี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.นำกำลังบุกจับ ร้านตู้เกมในห้างดังย่านรัชดา โดยอ้างว่าเป็นบ่อนการพนันออนไลน์ แต่ผลสุดท้าย ก็ตามมาด้วยปัญหาความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน จากกรณีอ้างไม่ได้รับความร่วมมือจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ จนต่อมา ฝ่ายตำรวจนั่งไม่ติด เปิดฉากโต้แหลก ถึงการทำงานของ ปปท. จากเรื่องการขอความร่วมมือประสานงาน สิ่งที่เกิดขึ้นมันแสดงออก คือ ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน แล้วต่อไปข้างหน้า มันจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร
เมื่อหน่วยงานราชการที่กินเงินภาษีประชาชน ยังเปิดศึกสาวไส้ให้กากิน ยำกันเอง คำถามที่ประชาชนเขาตั้งข้อสังเกต ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ที่อยู่ๆถึงออกมาลุยแหลกจับ สถานบันเทิงผิดกฎหมาย บ่อนการพนัน อบายมุข แทนที่จะทำมานานแล้ว หรือ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยปะละเลย กันจนสังคมมันเสื่อม คำตอบนี้ คงหนีไม่พ้นนักการเมืองตัวดี ที่ใกล้หมดอำนาจ อาศัยช่วงจังหวะ สบโอกาสหรือฉวยโอกาสสร้างกระแส ก่อนหมดลมหายใจ ที่ผ่านมาบริหารงานล้มเหลว จึงสร้างกระแสจัดระเบียบสังคมหวังหาเสียงก่อนเลือกตั้ง ถ้าพวกคุณบริสุทธิ์ใจ หวังดีต่อบ้านเมือง ต่อสังคม เหตุใดถึงไม่ลงแขกลุยจับแต่เริ่ม ปล่อยกันมากนาน การที่อ้างเหตุผลต่างๆนานา ในขณะนี้คงไม่มีผล เพราะชาวบ้านเขากินข้าว ไม่ได้กินหญ้า เขารู้ใครทำใครไม่ทำ
ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด ต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน จับมือร่วมกันทำงานมากกว่า เปิดศึกโต้กันไปมา จนบ่อเกิดแห่งความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ทำดีไม่ต้องกลัว ว่าชาวบ้านเขาไม่ชื่นชม ถ้าหน่วยงานพวกคุณทำงานด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรแอบแฝง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความรักความสามัคคี ทำงานประสานร่วมกัน เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ที่ผ่านมา เราพยายามบอกชาวบ้านให้รักสามัคคีกัน รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่พวกคุณประพฤติตนกลับกัน ในขณะที่ คุณตำรวจ เองก็ต้องเข้าใจด้วยว่า บ้างครั้งสังคมยังมีข้อกังขากับการทำงาน เราในฐานะผู้รักษากฎหมาย ก็ต้องแสดงให้เห็นถึง ความเป็นมืออาชีพไม่ลูบหน้าปะจมูก ล่าสุด ชาวบ้านซอยเพชรบุรี 39 เขาร้องเรียนมาว่ายัง มีสถานบันเทิงผิดกฎหมาย ที่อยู่ในซอยแอบเปิดเกินเวลา ไม่เกรงกลัวใครจับ ขณะที่เขาไล่จับกันยกใหญ่ เปิดกันถึงตี4 ตี5 มีสีกากีไปนั่งเฝ้าระวัง กลัวคนอื่นมาจับ แล้วอย่างนี้ มันหมายความว่าอย่างไร
เรื่องนี้คงต้องฝากไปยัง สน.ท้องที่ ที่รับผิดชอบ อย่าปิดตาข้างเดียว เพียงเกรงกลัว ว่า สถานบันเทิงดังกล่าวเส้นใหญ่ มีคนคุมดี มีเส้นสายในเส้นสายนอก ถ้าหมูยังไม่กลัวน้ำร้อน คงต้องให้ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัย จินดา ผบช.น. ช่วยตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ลูกน้องแหกตานาย เดียวหน่วยนอกเขามาบุกจับ เดียวหน้าแหกหมอไม่รับเย็บ ในขณะที่คนอื่นๆเขากำลังอยู่ในกรอบอยู่ในระเบียบ แต่มีบ้างโรงพักแหกกฎ มันจะทำให้หน่วยงานเสื่อม ไฟมันกำลังแรงอย่าไปโหมให้มันเผาพล่านมากขึ้น ถึงเวลาอด ก็ต้องอดอย่างเสือ ถึงเวลากิน ก็ต้องกินไม่มูมมาม อย่าเห็นแก่ได้ อย่าเห็นแก่กิน เดียวความย่อยยับมันจะตามมา ก็คงต้องฝากให้ผู้รับผิดชอบช่วยสร้างสังคมให้มันดี แล้วสิ่งดีๆมันจะเกิดในสังคมไทย
กูรูสีกากี
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554
เมื่อหน่วยงานราชการที่กินเงินภาษีประชาชน ยังเปิดศึกสาวไส้ให้กากิน ยำกันเอง คำถามที่ประชาชนเขาตั้งข้อสังเกต ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ที่อยู่ๆถึงออกมาลุยแหลกจับ สถานบันเทิงผิดกฎหมาย บ่อนการพนัน อบายมุข แทนที่จะทำมานานแล้ว หรือ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยปะละเลย กันจนสังคมมันเสื่อม คำตอบนี้ คงหนีไม่พ้นนักการเมืองตัวดี ที่ใกล้หมดอำนาจ อาศัยช่วงจังหวะ สบโอกาสหรือฉวยโอกาสสร้างกระแส ก่อนหมดลมหายใจ ที่ผ่านมาบริหารงานล้มเหลว จึงสร้างกระแสจัดระเบียบสังคมหวังหาเสียงก่อนเลือกตั้ง ถ้าพวกคุณบริสุทธิ์ใจ หวังดีต่อบ้านเมือง ต่อสังคม เหตุใดถึงไม่ลงแขกลุยจับแต่เริ่ม ปล่อยกันมากนาน การที่อ้างเหตุผลต่างๆนานา ในขณะนี้คงไม่มีผล เพราะชาวบ้านเขากินข้าว ไม่ได้กินหญ้า เขารู้ใครทำใครไม่ทำ
ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด ต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน จับมือร่วมกันทำงานมากกว่า เปิดศึกโต้กันไปมา จนบ่อเกิดแห่งความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ทำดีไม่ต้องกลัว ว่าชาวบ้านเขาไม่ชื่นชม ถ้าหน่วยงานพวกคุณทำงานด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรแอบแฝง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความรักความสามัคคี ทำงานประสานร่วมกัน เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ที่ผ่านมา เราพยายามบอกชาวบ้านให้รักสามัคคีกัน รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่พวกคุณประพฤติตนกลับกัน ในขณะที่ คุณตำรวจ เองก็ต้องเข้าใจด้วยว่า บ้างครั้งสังคมยังมีข้อกังขากับการทำงาน เราในฐานะผู้รักษากฎหมาย ก็ต้องแสดงให้เห็นถึง ความเป็นมืออาชีพไม่ลูบหน้าปะจมูก ล่าสุด ชาวบ้านซอยเพชรบุรี 39 เขาร้องเรียนมาว่ายัง มีสถานบันเทิงผิดกฎหมาย ที่อยู่ในซอยแอบเปิดเกินเวลา ไม่เกรงกลัวใครจับ ขณะที่เขาไล่จับกันยกใหญ่ เปิดกันถึงตี4 ตี5 มีสีกากีไปนั่งเฝ้าระวัง กลัวคนอื่นมาจับ แล้วอย่างนี้ มันหมายความว่าอย่างไร
เรื่องนี้คงต้องฝากไปยัง สน.ท้องที่ ที่รับผิดชอบ อย่าปิดตาข้างเดียว เพียงเกรงกลัว ว่า สถานบันเทิงดังกล่าวเส้นใหญ่ มีคนคุมดี มีเส้นสายในเส้นสายนอก ถ้าหมูยังไม่กลัวน้ำร้อน คงต้องให้ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัย จินดา ผบช.น. ช่วยตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ลูกน้องแหกตานาย เดียวหน่วยนอกเขามาบุกจับ เดียวหน้าแหกหมอไม่รับเย็บ ในขณะที่คนอื่นๆเขากำลังอยู่ในกรอบอยู่ในระเบียบ แต่มีบ้างโรงพักแหกกฎ มันจะทำให้หน่วยงานเสื่อม ไฟมันกำลังแรงอย่าไปโหมให้มันเผาพล่านมากขึ้น ถึงเวลาอด ก็ต้องอดอย่างเสือ ถึงเวลากิน ก็ต้องกินไม่มูมมาม อย่าเห็นแก่ได้ อย่าเห็นแก่กิน เดียวความย่อยยับมันจะตามมา ก็คงต้องฝากให้ผู้รับผิดชอบช่วยสร้างสังคมให้มันดี แล้วสิ่งดีๆมันจะเกิดในสังคมไทย
กูรูสีกากี
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554
จุดด่างดำทำลาย'ครู' 'วุฒิ..ซื้อ-ขาย' 'บาป'ธุรกิจการศึกษา
"เรื่องนี้ถือเป็นจุดด่างดำของการศึกษา ซึ่งต้องจัดการให้ดี เพราะปัจจุบันกำลังมีการปฏิรูปครูกันอยู่" ...เป็นการระบุของ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ต่อกรณีข่าวอื้อฉาว ’ซื้อ-ขายวุฒิ ป.บัณฑิต“ ซื้อ-ขายประกาศนียบัตรบัณฑิต ’วิชาชีพครู“
ทั้งนี้ หลังจากอึมครึมอยู่ระยะหนึ่งว่าเรื่องอื้อฉาวครึกโครมนี้เกิดที่ใด-อย่าง ไร?? ล่าสุดทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้ว ดังที่ทราบ ๆ กัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้มีนัยมิใช่เพียงผู้ที่กระทำไม่ถูกต้อง ผู้ที่ขาย-ผู้ที่ซื้อ แต่ยัง ’เกี่ยวโยงถึงเด็ก ๆ - อนาคตชาติ“
ในภาพรวมนั้น รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ สะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ทุกวันนี้มีสิ่งที่สะท้อนว่า ปัจจุบันนี้การศึกษาเป็นเรื่องของธุรกิจการศึกษาเต็มตัว และบางกรณีมีการใช้อำนาจ-ใช้นักการเมืองเป็นโลโก้ปรามระบบราชการ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็พยายามปกป้องสถาบัน ปกป้องตัวเอง
ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่มีการทำไม่ถูกต้อง
สำหรับการซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) วิชาชีพครูนั้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเป็น ’ครู“ ซึ่งการจะเป็นครูได้นั้น ไม่ใช่เพียงเอาใครก็ได้มาสอนหนังสือ โดยไม่มีจิตวิญญาณครู ไม่มีจิตวิทยาเด็ก เพราะผลกระทบจะมีกับเด็กแน่นอน ในอนาคต โดยการจะสั่งสอนในเด็กคนหนึ่งเป็นคนดี เป็นคนมีคุณธรรม มีจริยธรรม จะเป็นไปไม่ได้เลย หากคนที่มาสอนไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม
’เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่าอาย น่าขายหน้ามาก ๆ ทำลายวงการการศึกษา ทำลายวิชาชีพครู ต้องรีบจัดการให้ดี ไม่ใช่ช่วยเหลือหรือปกปิดให้เรื่องเงียบหายไป“ ...รศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ
ทางด้าน ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า... เรื่องลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสภามหาวิทยาลัยโดยตรง ซึ่งจะต้องไม่ให้การศึกษากลายเป็นธุรกิจมากเกินไป เพราะจะทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ
’หากเราได้ครูที่ได้วุฒิจากการซื้อ-ขายวุฒิการศึกษาปลอม ในอนาคตเด็กของเราก็เดือดร้อน ซึ่งไม่ควรให้เกิดเรื่องแบบนี้“ ...เลขาธิการสภาการศึกษา ระบุถึงกรณีอื้อฉาว ซื้อ-ขายวุฒิ ป.บัณฑิต วิชาชีพครู
ขณะที่ตัวแทนภาคีเครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา คมเทพ ประภายนต์ ก็สะท้อนเรื่องนี้ผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ที่ผ่าน ๆ มาลำพังการเรียน-การสอนโดยครูที่ได้วุฒิอย่างถูกต้อง เด็กนักเรียนก็ยังต้องเรียนพิเศษกันมากมายอย่างที่เห็นกันอยู่ ซึ่งหากว่า มีการซื้อ-ขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือ ป.บัณฑิต วิชาชีพครู สภาพเด็กในอนาคตจะเป็นอย่างไร?? คงจะไม่ต้องพูดถึง...
ตัวแทนภาคีเครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา ยังระบุอีกว่า... เรื่องของ “ครู” นั้น ส่วนตัวมองว่าปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการกำลังขาดบุคลากรด้านนี้ จึงพยายามสร้างสายอาชีพครูขึ้นมาอย่างจริงจัง
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน การให้สวัสดิการต่าง ๆ
และคนที่เข้าเรียนในสายวิชาชีพนี้ก็รู้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะมีงานทำแน่นอน มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ดังนั้น สำหรับบางคนแล้ว ลึก ๆ แล้วอาจไม่ทราบว่าการเข้ามาเรียนในสายวิชาชีพครูนั้น เรียนเพื่อเหตุอันใด?
’อาชีพครูนี้ ก็คล้าย ๆ กับหมอ ทนายความ ซึ่งผู้ที่จะเป็นครูจะต้องมีจริยธรรม ต้องมีคุณธรรม และต้องมีจิตวิญญาณประกอบด้วย หากคนมาเป็นครูไม่มีสิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย ก็คงเกิดความวิบัติกับวงการศึกษาไทยแน่นอน รวมทั้งกับเด็กของเราในอนาคตด้วย“ ...คมเทพ ระบุทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ก็แน่นอนว่าจากกรณีอื้อฉาวครึกโครม การซื้อ-ขาย ป.บัณฑิต หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู ส่งผลให้แวดวงการศึกษา และโดยเฉพาะแวดวงวิชาชีพครู สั่นสะเทือนไม่น้อยเลย เสมือนปลาเน่าไม่กี่ตัวทำให้ปลาดีตัวอื่น ๆ พลอยเหม็นไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สังคมก็ต้องไม่เหมารวม สังคมต้องแยกแยะต้องไม่ให้เรื่องนี้ทำให้ครูดี ๆ ท้อแท้
ครูที่สามารถเป็นที่พึ่งของศิษย์ ทั้งด้านวิชาการ และด้านการพัฒนาชีวิต ครูที่มีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม สะท้อนถึง “จิตวิญญาณครู” ที่แท้จริง ครูที่มีจิตวิญญาณการเป็นครู สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียรพยายามพัฒนาการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับศักยภาพ และข้อจำกัดของเด็ก เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีของชาติ ซึ่งสังคมควรต้องเชิดชูยกย่อง และร่วมกันส่งเสริมให้มีครูดีกลุ่มนี้มาก ๆส่วนที่หวังผลประโยชน์โดยขายให้ใครก็ได้เป็นครูและที่ใช้เงินซื้อเพื่อให้ ได้เป็นครูโดยหวังประโยชน์ สังคมจะ ’ประณาม-สาปแช่ง“ ก็จัดหนักได้เลย!!!
ที่มา: จุดด่างดำทำลาย'ครู' 'วุฒิ..ซื้อ-ขาย' 'บาป'ธุรกิจการศึกษา วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2554
ต่อกรณีข่าวอื้อฉาว ’ซื้อ-ขายวุฒิ ป.บัณฑิต“ ซื้อ-ขายประกาศนียบัตรบัณฑิต ’วิชาชีพครู“
ทั้งนี้ หลังจากอึมครึมอยู่ระยะหนึ่งว่าเรื่องอื้อฉาวครึกโครมนี้เกิดที่ใด-อย่าง ไร?? ล่าสุดทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้ว ดังที่ทราบ ๆ กัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้มีนัยมิใช่เพียงผู้ที่กระทำไม่ถูกต้อง ผู้ที่ขาย-ผู้ที่ซื้อ แต่ยัง ’เกี่ยวโยงถึงเด็ก ๆ - อนาคตชาติ“
ในภาพรวมนั้น รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ สะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ทุกวันนี้มีสิ่งที่สะท้อนว่า ปัจจุบันนี้การศึกษาเป็นเรื่องของธุรกิจการศึกษาเต็มตัว และบางกรณีมีการใช้อำนาจ-ใช้นักการเมืองเป็นโลโก้ปรามระบบราชการ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็พยายามปกป้องสถาบัน ปกป้องตัวเอง
ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่มีการทำไม่ถูกต้อง
สำหรับการซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) วิชาชีพครูนั้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเป็น ’ครู“ ซึ่งการจะเป็นครูได้นั้น ไม่ใช่เพียงเอาใครก็ได้มาสอนหนังสือ โดยไม่มีจิตวิญญาณครู ไม่มีจิตวิทยาเด็ก เพราะผลกระทบจะมีกับเด็กแน่นอน ในอนาคต โดยการจะสั่งสอนในเด็กคนหนึ่งเป็นคนดี เป็นคนมีคุณธรรม มีจริยธรรม จะเป็นไปไม่ได้เลย หากคนที่มาสอนไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม
’เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่าอาย น่าขายหน้ามาก ๆ ทำลายวงการการศึกษา ทำลายวิชาชีพครู ต้องรีบจัดการให้ดี ไม่ใช่ช่วยเหลือหรือปกปิดให้เรื่องเงียบหายไป“ ...รศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ
ทางด้าน ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า... เรื่องลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสภามหาวิทยาลัยโดยตรง ซึ่งจะต้องไม่ให้การศึกษากลายเป็นธุรกิจมากเกินไป เพราะจะทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ
’หากเราได้ครูที่ได้วุฒิจากการซื้อ-ขายวุฒิการศึกษาปลอม ในอนาคตเด็กของเราก็เดือดร้อน ซึ่งไม่ควรให้เกิดเรื่องแบบนี้“ ...เลขาธิการสภาการศึกษา ระบุถึงกรณีอื้อฉาว ซื้อ-ขายวุฒิ ป.บัณฑิต วิชาชีพครู
ขณะที่ตัวแทนภาคีเครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา คมเทพ ประภายนต์ ก็สะท้อนเรื่องนี้ผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ที่ผ่าน ๆ มาลำพังการเรียน-การสอนโดยครูที่ได้วุฒิอย่างถูกต้อง เด็กนักเรียนก็ยังต้องเรียนพิเศษกันมากมายอย่างที่เห็นกันอยู่ ซึ่งหากว่า มีการซื้อ-ขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือ ป.บัณฑิต วิชาชีพครู สภาพเด็กในอนาคตจะเป็นอย่างไร?? คงจะไม่ต้องพูดถึง...
ตัวแทนภาคีเครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา ยังระบุอีกว่า... เรื่องของ “ครู” นั้น ส่วนตัวมองว่าปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการกำลังขาดบุคลากรด้านนี้ จึงพยายามสร้างสายอาชีพครูขึ้นมาอย่างจริงจัง
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน การให้สวัสดิการต่าง ๆ
และคนที่เข้าเรียนในสายวิชาชีพนี้ก็รู้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะมีงานทำแน่นอน มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ดังนั้น สำหรับบางคนแล้ว ลึก ๆ แล้วอาจไม่ทราบว่าการเข้ามาเรียนในสายวิชาชีพครูนั้น เรียนเพื่อเหตุอันใด?
’อาชีพครูนี้ ก็คล้าย ๆ กับหมอ ทนายความ ซึ่งผู้ที่จะเป็นครูจะต้องมีจริยธรรม ต้องมีคุณธรรม และต้องมีจิตวิญญาณประกอบด้วย หากคนมาเป็นครูไม่มีสิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย ก็คงเกิดความวิบัติกับวงการศึกษาไทยแน่นอน รวมทั้งกับเด็กของเราในอนาคตด้วย“ ...คมเทพ ระบุทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ก็แน่นอนว่าจากกรณีอื้อฉาวครึกโครม การซื้อ-ขาย ป.บัณฑิต หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู ส่งผลให้แวดวงการศึกษา และโดยเฉพาะแวดวงวิชาชีพครู สั่นสะเทือนไม่น้อยเลย เสมือนปลาเน่าไม่กี่ตัวทำให้ปลาดีตัวอื่น ๆ พลอยเหม็นไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สังคมก็ต้องไม่เหมารวม สังคมต้องแยกแยะต้องไม่ให้เรื่องนี้ทำให้ครูดี ๆ ท้อแท้
ครูที่สามารถเป็นที่พึ่งของศิษย์ ทั้งด้านวิชาการ และด้านการพัฒนาชีวิต ครูที่มีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม สะท้อนถึง “จิตวิญญาณครู” ที่แท้จริง ครูที่มีจิตวิญญาณการเป็นครู สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียรพยายามพัฒนาการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับศักยภาพ และข้อจำกัดของเด็ก เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีของชาติ ซึ่งสังคมควรต้องเชิดชูยกย่อง และร่วมกันส่งเสริมให้มีครูดีกลุ่มนี้มาก ๆส่วนที่หวังผลประโยชน์โดยขายให้ใครก็ได้เป็นครูและที่ใช้เงินซื้อเพื่อให้ ได้เป็นครูโดยหวังประโยชน์ สังคมจะ ’ประณาม-สาปแช่ง“ ก็จัดหนักได้เลย!!!
ที่มา: จุดด่างดำทำลาย'ครู' 'วุฒิ..ซื้อ-ขาย' 'บาป'ธุรกิจการศึกษา วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2554
'สังคมตอแหล?': ถล่ม'ดอก(ส้มสี)ทอง' 'ชิงชังเรยา'
กระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ อันสืบเนื่องจากเนื้อหาของละครทีวีเรื่อง ’ดอกส้มสีทอง“ จนวันนี้ก็ยังไม่จาง ซึ่งนอก จากชาวบ้านร้านตลาดแล้ว กับการเคลื่อนไหวของคนระดับรัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คน และผู้บริหารของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการทำโพลสำรวจความเห็นประชาชน นี่ก็ยิ่งเสริมให้กระแสนี้ “แรง”
ดอกส้มสีทอง เป็นเรื่องราวของตัวละครเอก ’เรยา“ ลูกสาวคนใช้กับยาม ซึ่งไปพัวพันผู้ชายหลายคน และมีพฤติกรรมกราดเกรี้ยวกับผู้เป็นแม่ ซึ่งละครเรื่องนี้นัยว่าเป็นละครภาคต่อของละครเรื่อง ’มงกุฎดอกส้ม“ ที่เป็นเรื่องราวของ ’เจ้าสัว“ อายุประมาณ 60 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมีคุณนายหรือ ’มีเมียถึง 5 คน“ และทำให้มีเรื่องวุ่น ๆ รวมถึงมีการ ’ฆ่าเมีย“ บางคนหมกบ่อน้ำด้วย ซึ่งในรายละเอียดนั้น คอละครไทยก็คงทราบ ๆ กันดี
ละคร ’ดอกส้มสีทอง“ สร้างกระแสวิพากษ์อึงมี่
แล้วก็มีคนตั้งปุจฉาว่าที ’มงกุฎดอกส้ม“ ล่ะ??
ในขณะที่เรื่องของ เรยา ในละคร ดอกส้มสีทอง กระหึ่ม ทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้รับเสียงสะท้อนเผ็ดร้อน ที่ก็น่าพิจารณา กล่าวคือมีการตั้งข้อสังเกตประมาณว่า... สังคมไทย โดยเฉพาะบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ ทำไมเพิ่งจะมาตื่นเต้น? ที่ผ่านมาหายไปไหน? ทำไมกรณี เจ้าสัว ตอนละคร มงกุฎดอกส้ม ออกอากาศจนจบ ถึงไม่มีการออกมาเต้น? ทั้งที่เจ้าสัวมีเมียตั้ง 5 คน เจ้าสัวจะไปนอนห้องเมียคนไหนจะมีโคมแดงไปแขวนหน้าห้องเมียคนนั้น ถ้าไม่มีโคมแสดงว่าไม่ไป เจ้าสัวไม่พอใจเมียคนไหนก็ไม่ไปนอนด้วย เมียที่เจ้าสัวไม่ได้ไปหาเกิดอาการหัวใจสลายที่เจ้าสัวไม่ให้ความรัก แถมในเรื่องยังมีบทที่รุนแรงถึงขั้นมีการ “ฆ่า”
มีการตั้งข้อสังเกตประมาณว่า... หรือนี่สะท้อน ’สังคมชนชั้น“ คือเจ้าสัวรวย ทำอะไรผิดแต่ก็ดูไม่ผิด? ถ้าเรยาเป็นคนรวย เอาแต่ใจตัวเอง ชอบผู้ชายก็เอาเงินซื้อ จะมีกระแสด่าทออย่างวันนี้หรือไม่? หรือว่าที่มีกระแสเพราะเรยาเป็นลูกคนใช้กับยาม เพราะเป็นคนจน? หรือนี่สะท้อน ’ชาย-หญิง ไม่เสมอภาค“ กรณีเจ้าสัวเป็นผู้ชาย...เลยดูว่าธรรมดา แต่เรยาเป็นผู้หญิง...เลยดูว่าไม่ถูกต้อง หรือตอนนี้ที่นักการเมืองออกมาเต้นเป็นการ ’โหนกระแสหาเสียง“ หรือเปล่า? ก็แล้วตอน เจ้าสัว - มงกุฎดอกส้ม นักการเมืองหายหน้าไปไหนหมด?
เสียงสะท้อนยังมีอีกว่า... หรือว่าสังคมไทยเป็นอย่างที่มีนักมานุษยวิทยาบางคนที่ทำวิจัยและชี้ไว้ว่า เป็น ’สังคมลิเก“ หรือเป็น ’สังคมดัดจริต“ เป็น ’สังคมตอแหล“ ...ใช่หรือไม่???????
ทั้งนี้ กับกระแสวิพากษ์ละครในระยะนี้ และกับประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกต ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน บอกว่า... เรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องชนชั้น หรือสิทธิสตรีอะไร ถามว่าเป็นเรื่องการทำตามกระแสหรือไม่? เนื่องจากเรื่องนี้มีผู้จุดประกาย จุดกระแสขึ้นมา แน่นอนที่สุด ก็มีคนร่วมสร้างกระแสแน่นอน “คล้ายกับมีคนจัดงานปาร์ตี้ ก็ต้องมีผู้ร่วมงานเป็นธรรมดา เพราะพฤติกรรมของตัวละครเรื่องนี้ (ดอกส้มสีทอง) มันโหด และแรงเกินไป จึงเป็นกระแสสังคมขึ้นมา” ...ดร.เสรี ระบุ
ขณะที่ รศ.วิระดา สมสวัสดิ์ ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า... ในประเด็นสิทธิหญิง-ชาย หรือชนชั้นนั้น มองในมุมมองของสตรีศึกษาแล้ว คิดว่าละคร 2 เรื่องที่ว่ามีเรื่องเวลาที่ต่างกัน มงกุฎดอกส้มเป็นยุคที่สตรีไม่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจและสังคม และสังคมยุคนั้นไม่เปิด ผู้หญิงทำอะไรมากไม่ได้ ต้องอยู่ในภาวะจำยอม ส่วนดอกส้มสีทองเป็นสังคมยุคใหม่ สังคมเปิด ผู้หญิงสามารถแสดงออกได้
ในแง่ของความเท่าเทียมชาย-หญิง ระหว่างการแสดงออกทางเพศของเจ้าสัว กับเรยา ในมุมของสตรีศึกษานั้น นักสิทธิสตรีเชื่อเรื่องสิทธิทางเพศ เพศวิถี คือสามารถแสดงออกทางเพศได้ เริ่มต้นได้ แต่ ต้องไม่ใช่การสำส่อนทางเพศ หรือละเมิดสิทธิคนอื่น แนวคิดสตรีนิยมไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมสำส่อนของผู้ชายโดยการใช้เนื้อตัวร่าง กายของผู้หญิงเป็นที่ระบายความใคร่ และผู้หญิงก็ต้องไม่ทำแบบนั้นเช่นกัน
’เรื่องชนชั้น รวย-จน ก็เช่นกัน ซึ่งก็ใช่ เพราะ เพศชาย หากมีอำนาจ มีเงิน มีฐานะทางสังคม สิ่งนี้จะเป็นส่วนส่งเสริมให้ผู้ชายมีเมียกี่คนก็ได้ตามใจต้องการ ต่างกับผู้หญิงจน ๆ ลูกแม่บ้านอย่างเรยา ที่ต้องดิ้นรนด้วยวิธีการหาผู้ชายรวย ๆ เพื่อสร้างฐานะและหน้าตา ให้กับตนเอง แต่แนวคิดสตรีนิยมก็ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ใช่วิธีที่ถูก เพราะเป็นการลดคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเอง” ...รศ.วิระดา ระบุ
ด้าน นัยนา สุภาพึ่ง ผอ.มูลนิธิธีรนารถ กาญจนอักษร เห็นว่า... เพราะสังคมคาดหวังบทบาทของชาย-หญิงต่างกัน จึง มีการเดือดเนื้อร้อนใจกับพฤติกรรมของเรยามากกว่าพฤติกรรมของเจ้าสัว ทั้งที่เป็นพฤติกรรมเดียวกัน และในเรื่องฐานะเศรษฐกิจชนชั้น ก็ไม่มีการตั้งคำถามกับกรณีเจ้าสัว ดูเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับได้ เข้าใจได้ แต่อาจมีการสรุปว่าผู้หญิงหลายคนยอมเป็นเมียเจ้าสัวเพราะอยากมีฐานะ รักสบาย
นัยนา ทิ้งท้ายว่า... ถ้าในทางกลับกัน หากเรยาเป็นผู้ชาย และใช้วิธีเดียวกัน หาผู้หญิงรวย ๆ เป็นเมีย ก็อาจจะไม่มีการต่อว่า แถมอาจจะเห็นใจอีกด้วย ซึ่งก็มองว่า ’อย่าว่ากล่าวแต่กรณีเรยาเพียงด้านเดียว...
อยากจะให้ย้อนคิดในมุมกลับด้วย!!“.
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554
นี่คือสังคมไทย
ดอกส้มสีทอง เป็นเรื่องราวของตัวละครเอก ’เรยา“ ลูกสาวคนใช้กับยาม ซึ่งไปพัวพันผู้ชายหลายคน และมีพฤติกรรมกราดเกรี้ยวกับผู้เป็นแม่ ซึ่งละครเรื่องนี้นัยว่าเป็นละครภาคต่อของละครเรื่อง ’มงกุฎดอกส้ม“ ที่เป็นเรื่องราวของ ’เจ้าสัว“ อายุประมาณ 60 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมีคุณนายหรือ ’มีเมียถึง 5 คน“ และทำให้มีเรื่องวุ่น ๆ รวมถึงมีการ ’ฆ่าเมีย“ บางคนหมกบ่อน้ำด้วย ซึ่งในรายละเอียดนั้น คอละครไทยก็คงทราบ ๆ กันดี
ละคร ’ดอกส้มสีทอง“ สร้างกระแสวิพากษ์อึงมี่
แล้วก็มีคนตั้งปุจฉาว่าที ’มงกุฎดอกส้ม“ ล่ะ??
ในขณะที่เรื่องของ เรยา ในละคร ดอกส้มสีทอง กระหึ่ม ทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้รับเสียงสะท้อนเผ็ดร้อน ที่ก็น่าพิจารณา กล่าวคือมีการตั้งข้อสังเกตประมาณว่า... สังคมไทย โดยเฉพาะบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ ทำไมเพิ่งจะมาตื่นเต้น? ที่ผ่านมาหายไปไหน? ทำไมกรณี เจ้าสัว ตอนละคร มงกุฎดอกส้ม ออกอากาศจนจบ ถึงไม่มีการออกมาเต้น? ทั้งที่เจ้าสัวมีเมียตั้ง 5 คน เจ้าสัวจะไปนอนห้องเมียคนไหนจะมีโคมแดงไปแขวนหน้าห้องเมียคนนั้น ถ้าไม่มีโคมแสดงว่าไม่ไป เจ้าสัวไม่พอใจเมียคนไหนก็ไม่ไปนอนด้วย เมียที่เจ้าสัวไม่ได้ไปหาเกิดอาการหัวใจสลายที่เจ้าสัวไม่ให้ความรัก แถมในเรื่องยังมีบทที่รุนแรงถึงขั้นมีการ “ฆ่า”
มีการตั้งข้อสังเกตประมาณว่า... หรือนี่สะท้อน ’สังคมชนชั้น“ คือเจ้าสัวรวย ทำอะไรผิดแต่ก็ดูไม่ผิด? ถ้าเรยาเป็นคนรวย เอาแต่ใจตัวเอง ชอบผู้ชายก็เอาเงินซื้อ จะมีกระแสด่าทออย่างวันนี้หรือไม่? หรือว่าที่มีกระแสเพราะเรยาเป็นลูกคนใช้กับยาม เพราะเป็นคนจน? หรือนี่สะท้อน ’ชาย-หญิง ไม่เสมอภาค“ กรณีเจ้าสัวเป็นผู้ชาย...เลยดูว่าธรรมดา แต่เรยาเป็นผู้หญิง...เลยดูว่าไม่ถูกต้อง หรือตอนนี้ที่นักการเมืองออกมาเต้นเป็นการ ’โหนกระแสหาเสียง“ หรือเปล่า? ก็แล้วตอน เจ้าสัว - มงกุฎดอกส้ม นักการเมืองหายหน้าไปไหนหมด?
เสียงสะท้อนยังมีอีกว่า... หรือว่าสังคมไทยเป็นอย่างที่มีนักมานุษยวิทยาบางคนที่ทำวิจัยและชี้ไว้ว่า เป็น ’สังคมลิเก“ หรือเป็น ’สังคมดัดจริต“ เป็น ’สังคมตอแหล“ ...ใช่หรือไม่???????
ทั้งนี้ กับกระแสวิพากษ์ละครในระยะนี้ และกับประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกต ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน บอกว่า... เรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องชนชั้น หรือสิทธิสตรีอะไร ถามว่าเป็นเรื่องการทำตามกระแสหรือไม่? เนื่องจากเรื่องนี้มีผู้จุดประกาย จุดกระแสขึ้นมา แน่นอนที่สุด ก็มีคนร่วมสร้างกระแสแน่นอน “คล้ายกับมีคนจัดงานปาร์ตี้ ก็ต้องมีผู้ร่วมงานเป็นธรรมดา เพราะพฤติกรรมของตัวละครเรื่องนี้ (ดอกส้มสีทอง) มันโหด และแรงเกินไป จึงเป็นกระแสสังคมขึ้นมา” ...ดร.เสรี ระบุ
ขณะที่ รศ.วิระดา สมสวัสดิ์ ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า... ในประเด็นสิทธิหญิง-ชาย หรือชนชั้นนั้น มองในมุมมองของสตรีศึกษาแล้ว คิดว่าละคร 2 เรื่องที่ว่ามีเรื่องเวลาที่ต่างกัน มงกุฎดอกส้มเป็นยุคที่สตรีไม่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจและสังคม และสังคมยุคนั้นไม่เปิด ผู้หญิงทำอะไรมากไม่ได้ ต้องอยู่ในภาวะจำยอม ส่วนดอกส้มสีทองเป็นสังคมยุคใหม่ สังคมเปิด ผู้หญิงสามารถแสดงออกได้
ในแง่ของความเท่าเทียมชาย-หญิง ระหว่างการแสดงออกทางเพศของเจ้าสัว กับเรยา ในมุมของสตรีศึกษานั้น นักสิทธิสตรีเชื่อเรื่องสิทธิทางเพศ เพศวิถี คือสามารถแสดงออกทางเพศได้ เริ่มต้นได้ แต่ ต้องไม่ใช่การสำส่อนทางเพศ หรือละเมิดสิทธิคนอื่น แนวคิดสตรีนิยมไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมสำส่อนของผู้ชายโดยการใช้เนื้อตัวร่าง กายของผู้หญิงเป็นที่ระบายความใคร่ และผู้หญิงก็ต้องไม่ทำแบบนั้นเช่นกัน
’เรื่องชนชั้น รวย-จน ก็เช่นกัน ซึ่งก็ใช่ เพราะ เพศชาย หากมีอำนาจ มีเงิน มีฐานะทางสังคม สิ่งนี้จะเป็นส่วนส่งเสริมให้ผู้ชายมีเมียกี่คนก็ได้ตามใจต้องการ ต่างกับผู้หญิงจน ๆ ลูกแม่บ้านอย่างเรยา ที่ต้องดิ้นรนด้วยวิธีการหาผู้ชายรวย ๆ เพื่อสร้างฐานะและหน้าตา ให้กับตนเอง แต่แนวคิดสตรีนิยมก็ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ใช่วิธีที่ถูก เพราะเป็นการลดคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเอง” ...รศ.วิระดา ระบุ
ด้าน นัยนา สุภาพึ่ง ผอ.มูลนิธิธีรนารถ กาญจนอักษร เห็นว่า... เพราะสังคมคาดหวังบทบาทของชาย-หญิงต่างกัน จึง มีการเดือดเนื้อร้อนใจกับพฤติกรรมของเรยามากกว่าพฤติกรรมของเจ้าสัว ทั้งที่เป็นพฤติกรรมเดียวกัน และในเรื่องฐานะเศรษฐกิจชนชั้น ก็ไม่มีการตั้งคำถามกับกรณีเจ้าสัว ดูเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับได้ เข้าใจได้ แต่อาจมีการสรุปว่าผู้หญิงหลายคนยอมเป็นเมียเจ้าสัวเพราะอยากมีฐานะ รักสบาย
นัยนา ทิ้งท้ายว่า... ถ้าในทางกลับกัน หากเรยาเป็นผู้ชาย และใช้วิธีเดียวกัน หาผู้หญิงรวย ๆ เป็นเมีย ก็อาจจะไม่มีการต่อว่า แถมอาจจะเห็นใจอีกด้วย ซึ่งก็มองว่า ’อย่าว่ากล่าวแต่กรณีเรยาเพียงด้านเดียว...
อยากจะให้ย้อนคิดในมุมกลับด้วย!!“.
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554
นี่คือสังคมไทย
- 'สังคมตอแหล' - นักการเมืองตอแหล
- ’สังคมลิเก' - นักการเมืองลิเก
- ’สังคมดัดจริต' - นักการเมืองดัดจริต
Wednesday, May 4, 2011
ภาษาอังกฤษผิดพลาด
บริษัทดัง ใช้ภาษาอังกฤษผิดพลาด ส่อคุณภาพต่ำ-
จุดที่ผิด คือ all incusive
1. ฝรั่งเขาไม่ใช้แบบนี้ แต่จะใช้ว่า All Included ซึ่งจะหมายถึงรวมทุกอย่างแล้ว
2. พิมพ์ผิด incusive นั้น ถ้าไปเปิดพจนานุกรมนั้น จะหาไม่พบ แต่จะมี inclusive (adj)
ถ้าใช้ได้ถูกต้องจะทำให้ดูดีขึ้นมากอีกหลายโข
Dr.SoS
จุดที่ผิด คือ all incusive
1. ฝรั่งเขาไม่ใช้แบบนี้ แต่จะใช้ว่า All Included ซึ่งจะหมายถึงรวมทุกอย่างแล้ว
2. พิมพ์ผิด incusive นั้น ถ้าไปเปิดพจนานุกรมนั้น จะหาไม่พบ แต่จะมี inclusive (adj)
ถ้าใช้ได้ถูกต้องจะทำให้ดูดีขึ้นมากอีกหลายโข
Dr.SoS
Tuesday, May 3, 2011
ปลูกต้นไม้เสริมดวง ตามวันเกิด
ปลูกต้นไม้เสริมดวง ตามวันเกิด
เริ่มจากคนที่เกิด วันอาทิตย์ ไม้มงคลประจำวัน คือ มหาลาภ นำโชคลาภมาให้ โป๊ยเซียน ควรจะเป็นสีส้ม หรือสีเหลือง เป็นไม้ที่ปลูกแล้วจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ โกศล ช่วยคุ้มครองให้อยู่อย่างเป็นสุข จำปา นำโชคลาภมาให้ ชบา นำความสดใสมาให้ ราชพฤกษ์ หรือ คูน ทำให้มีเกียรติและศักดิ์ศรี กุหลาบ(สีเหลืองและส้ม) เพิ่มความสง่างาม
วันจันทร์ ไม้มงคลประจำวัน คือ ว่าน 4 ทิศ นำทางชีวิตที่ดี ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา มีโชควาสนาเกิดความสุขสมหวังตามปรารถนา โกศล ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข คิดและทำดี มะลิ สร้างความเป็นมงคล มีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความรักคนทั่วไป ราตรี เพิ่มความเป็นสิริมงคล กวนอิม มีฐานะดีร่ำรวย โป๊ยเซียน นำโชคลาภมาสู่ผู้ปลูก จำปี ทำให้มีชีวิตรุ่งเรืองการงานก้าวหน้า พลูด่าง เกิดความเจริญงอกงามในชีวิต
วันอังคาร ไม้มงคลประจำวัน คือ เศรษฐีเรือนนอก ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ กุหลาบ (แดง-ชมพู) เกิดความสุขสบายใจ ความภาคภูมิ สง่างาม โป๊ยเซียน (แดง-ชมพู) นำมาซึ่งความโชคดี อัญชัน เป็นสิริมงคลแก่คนในครอบครัว โกศล อยู่เย็นเป็นสุข จิตใจดี เกิดคุณงามความดี เข็ม(แดง-ชมพู) เกิดความคิดความอ่านที่ดี พญายอ ชีวิตราบรื่นเป็นสุข
วันพุธ ไม้มงคลประจำวัน คือ เสน่ห์จันทร์ขาว นำมาซึ่งความเมตตา ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา มีวาสนา ความสุขความสมหวัง โป๊ยเซียน (สีเหลือง) นำโชคลาภมาให้ กุหลาบ (สีเหลือง) สุขสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ชบา (ชบาสีเหลือง) ถูกโฉลกกับคนวันพุธ ขจัดอุปสรรค กล้วย ร่มเย็นเป็นสุขสบายใจ
วันพฤหัสบดี ไม้มงคลประจำวัน คือ ธรณีสาร นำความโชคดีมาให้ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ มะลิ มีจิตใจบริสุทธิ์รักผู้คน พุด มั่นคง แข็งแรงสมบูรณ์ กุหลาบ (สีขาว) มีความสูงค่า จิตใจบริสุทธิ์ ราตรี เป็นสิริมงคล จำปี รุ่งเรืองก้าวหน้า
วันศุกร์ ไม้มงคลปะจำวัน คือ ว่าน 4 ทิศ อำนวยโชคมีลาภทั้ง 4 ทิศ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ กุหลาบ (แดง-ชมพู) เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ อัญชัน ประสบความสำเร็จในชีวิต เข็ม (แดง-ชมพู) ชีวิตก้าวหน้าไกลด้วยดี ชบา (แดง-ชมพู) เป็นสิริมงคลขจัดอุปสรรค โกศล สร้างคุณงามความดี อยู่เย็นเป็นสุข
วันเสาร์ ไม้มงคลประจำวัน คือ เศรษฐีในเรือน นำความร่ำรวยมาให้ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา เกิดโชควาสนา มะลิ จิตใจบริสุทธิ์ รักผู้คน กวนอิม ฐานะดีร่ำรวย จำปี ชีวิตก้าวหน้ารุ่งเรือง จำปา นำโชค ราชพฤกษ์ หรือคูน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มะม่วง ร่ำรวย
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 04 พฤษภาคม 2554
เริ่มจากคนที่เกิด วันอาทิตย์ ไม้มงคลประจำวัน คือ มหาลาภ นำโชคลาภมาให้ โป๊ยเซียน ควรจะเป็นสีส้ม หรือสีเหลือง เป็นไม้ที่ปลูกแล้วจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ โกศล ช่วยคุ้มครองให้อยู่อย่างเป็นสุข จำปา นำโชคลาภมาให้ ชบา นำความสดใสมาให้ ราชพฤกษ์ หรือ คูน ทำให้มีเกียรติและศักดิ์ศรี กุหลาบ(สีเหลืองและส้ม) เพิ่มความสง่างาม
วันจันทร์ ไม้มงคลประจำวัน คือ ว่าน 4 ทิศ นำทางชีวิตที่ดี ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา มีโชควาสนาเกิดความสุขสมหวังตามปรารถนา โกศล ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข คิดและทำดี มะลิ สร้างความเป็นมงคล มีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความรักคนทั่วไป ราตรี เพิ่มความเป็นสิริมงคล กวนอิม มีฐานะดีร่ำรวย โป๊ยเซียน นำโชคลาภมาสู่ผู้ปลูก จำปี ทำให้มีชีวิตรุ่งเรืองการงานก้าวหน้า พลูด่าง เกิดความเจริญงอกงามในชีวิต
วันอังคาร ไม้มงคลประจำวัน คือ เศรษฐีเรือนนอก ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ กุหลาบ (แดง-ชมพู) เกิดความสุขสบายใจ ความภาคภูมิ สง่างาม โป๊ยเซียน (แดง-ชมพู) นำมาซึ่งความโชคดี อัญชัน เป็นสิริมงคลแก่คนในครอบครัว โกศล อยู่เย็นเป็นสุข จิตใจดี เกิดคุณงามความดี เข็ม(แดง-ชมพู) เกิดความคิดความอ่านที่ดี พญายอ ชีวิตราบรื่นเป็นสุข
วันพุธ ไม้มงคลประจำวัน คือ เสน่ห์จันทร์ขาว นำมาซึ่งความเมตตา ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา มีวาสนา ความสุขความสมหวัง โป๊ยเซียน (สีเหลือง) นำโชคลาภมาให้ กุหลาบ (สีเหลือง) สุขสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ชบา (ชบาสีเหลือง) ถูกโฉลกกับคนวันพุธ ขจัดอุปสรรค กล้วย ร่มเย็นเป็นสุขสบายใจ
วันพฤหัสบดี ไม้มงคลประจำวัน คือ ธรณีสาร นำความโชคดีมาให้ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ มะลิ มีจิตใจบริสุทธิ์รักผู้คน พุด มั่นคง แข็งแรงสมบูรณ์ กุหลาบ (สีขาว) มีความสูงค่า จิตใจบริสุทธิ์ ราตรี เป็นสิริมงคล จำปี รุ่งเรืองก้าวหน้า
วันศุกร์ ไม้มงคลปะจำวัน คือ ว่าน 4 ทิศ อำนวยโชคมีลาภทั้ง 4 ทิศ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ กุหลาบ (แดง-ชมพู) เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ อัญชัน ประสบความสำเร็จในชีวิต เข็ม (แดง-ชมพู) ชีวิตก้าวหน้าไกลด้วยดี ชบา (แดง-ชมพู) เป็นสิริมงคลขจัดอุปสรรค โกศล สร้างคุณงามความดี อยู่เย็นเป็นสุข
วันเสาร์ ไม้มงคลประจำวัน คือ เศรษฐีในเรือน นำความร่ำรวยมาให้ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา เกิดโชควาสนา มะลิ จิตใจบริสุทธิ์ รักผู้คน กวนอิม ฐานะดีร่ำรวย จำปี ชีวิตก้าวหน้ารุ่งเรือง จำปา นำโชค ราชพฤกษ์ หรือคูน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มะม่วง ร่ำรวย
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 04 พฤษภาคม 2554
ผ่าแผนพัฒน์ ฉบับที่ 12 ของจีน
- ผ่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ของจีน
สภาประชาชนจีน (Nation People’s Congress หรือ NPC) ไทยเรียกว่า รัฐสภาจีน ได้อนุมัติร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผน 5 ปี ฉบับที่ 12 เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
แผนนี้มี 5 เป้าหมาย คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตร และด้านสังคม
โดยด้านเศรษฐกิจ จีนตั้งเป้าจะขยายตัว 7% ต่อปี ในช่วง 2011 – 2015 จะสร้างงานใหม่ในเขตเมือง 45 ล้านตำแหน่ง ควบคุมการว่างงานในเมืองต่าง ๆ ไม่ให้เกิน 5% คุมสินค้าประจำวันให้มีเสถียรภาพ (ไม่ใช่แปลว่าต้องราคาถูก แต่ต้องไม่ขึ้นลงวูบวาบ) เตรียมรับภาวะการส่งออกที่อาจชะลอตัว ด้วยการเพิ่มกำลังบริโภคภายในประเทศมาทดแทน มุ่งเพิ่มมูลค่าการค้าภาคบริการให้ถึง 47% ของ GDP (คือเพิ่มปีละ 4%) แปลว่า ไม่มุ่งขยายกำลังผลิตของโรงงานมากนักอีกต่อไป และพัฒนาชนบทให้เป็นเมือง จนได้สัดส่วนเมือง / ต่อชนบทเท่ากับ 51.5 / 48.5
ส่วนด้านเทคโนโลยี จีนตั้งงบวิจัยและพัฒนาเพิ่มเป็น 2.2% ของ GDP แปลว่า เราจะได้เห็นผลผลิตจาก Lab และนักคิดนักวิจัยของจีนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขึ้นอีกภายใน 5 ข้างหน้า จีนมุ่งจะทำให้มีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ 3.3 ชิ้น / ประชากรหมื่นคน นี่จะทำให้คล้ายญี่ปุ่น เกาหลี ที่นักคิดนักประดิษฐ์นั้นก็คือ ประชาชนช่างคิดช่างประดิษฐ์นั่นเอง อาจเป็นการออกแบบกลไกง่าย ๆ แต่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน หรือ เป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน แต่พยายามตอบโจทก์ที่ท้าทาย แม้ไม่ตอบสนองการใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้เกิดการก้าวข้าม (Break though) ไปสู่สิ่งประดิษฐ์ที่ทรงมูลค่าสูง คล้ายกับกรณีหุ่นยนต์อะชิโมะของญี่ปุ่น โดยบริษัทฮอนด้าวันนี้ที่เดินได้ วิ่งได้ พูดได้ เท่านั้นแต่วันหน้ามันจะกลายเป็นคนขับรถให้มนุษย์ พร้อมบริการสารพัด เช่น ขับรถไปก็ทำการจองโต๊ะอาหาร จองตั๋วเครื่องบิน จ่ายค่าซักรีด หิ้วกระเป๋าไปเช็คอิน และกอดคุณตอนที่พบหน้าพร้อมอุ้มลูก ๆ ของคุณ และสุนัขจากที่บ้านไปรอรับคุณที่สนามบินก็ได้
ด้านสิ่งแวดล้อม จีนมุ่งประหยัดการใช้พลังงานให้ได้ 16% ลดการปล่อยก๊าซ CO2 17% เพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็น 21.6% เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ได้ 11.4% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต่อหน่วย 30% (เพราะน้ำใต้ดินของโลกเข้าถึงภาวะวิกฤตแล้ว)
ด้านการเกษตร จีนจะผลิตธัญพืชให้ได้ไม่ต่ำกว่า 540 ล้านตัน จะรักษาพื้นที่เกษตรให้ไม่ต่ำกว่า 1,818 หมู่
ด้านสังคม จีนจะคุมประชากรให้อยู่ที่ 1,390 ล้านคนใน 5 ปี ข้างหน้า จะเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของคนสูงวัยเพิ่มอีกหนึ่งปี สร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 36 ล้านยูนิต เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอย่างน้อย 13% / ปี น่าสนใจที่สุดคือ จะเพิ่มจำนวนอาสาสมัครสังคมให้ได้ 10% ของประชากร นั่นคือ 139 ล้านคน (เพราะหัวใจของอาสาสมัครนั้น คือ พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชาติใดก็ตามจะมีได้จริง เพราะสร้างสรรค์กว่า ถูกกว่า ทุ่มเทกว่า และมีหัวใจกว่าจ้าง)
อ่านดูแล้วน่าสนใจไหมครับ...
จีนส่งสัญญาณว่า จีนจะลดการพึ่งพาโลกภายนอกลงในระยะยาว แต่จะเน้นการขยายพลังเศรษฐกิจจากภายในประเทศตัวเองเป็นจุดเน้น (ซึ่งน่าจะมั่นคงกว่าควบคุมดูแลได้ดีกว่า) จีนจะก้าวสู่พลังงานร้างสรรค์ และก้าวสู่ผู้นำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร พลังงานทดแทน การลงทุนใน Low Carbon Society (สอดคล้องกับรายงานการลงทุน หรือ World Investment Report ของ UNCTAD) อุตสาหกรรมชีวภาพ
ซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และก้าวสู่การผลิตอุปกรณ์ชั้นสูง การใช้วัสดุใหม่ (Material Science) และผลิตรถยนต์พลังงานทดแทน
ภาพพจน์ของจีนกำลังจะเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่ในช่วง 5 ปีนี้แล้วครับ ทัศนะของโลกที่ว่า จีน คือ โรงงานสกปรก ผลิตสินค้าโหล แรงงานไม่มีความรู้ ได้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่โลกจะคุ้นเคยคล้ายแบรนด์เยอรมัน หรือเกาหลี
ที่ไฮเทคและเชื่อถือได้หรืออาจจะมากกว่านั้น
ส่งท้ายด้วยเรื่องที่ปรากฎในแผนเป็นครั้งแรกคราวนี้ คือ เรื่องพลังทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ของจีน ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนในอนาคต จีนถือว่าจากจุดนี้เป็นโอกาสการเปลี่ยนธรรมเนียมการทำงานการทูตของโลกสากล ที่ยุโรปเคยครองและมีบทบาทมานาน โดยเฉพาะการที่โลกตะวันตกเห็นการเผชิญหน้าทางกฎหมายเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับโลกชาวตะวันออกอย่างจีนแล้ว มิตรภาพและความเข้าใจสำคัญกว่า เพราะถ้าคิดจะอยู่ร่วมต้องคิดอย่างเพื่อนอย่างมิตร ถ้าคิดจะอยู่รอดก็คิดอย่างนักกฎหมาย หรือทนายความ
ส่งท้ายด้วยคำ อาจารย์ประเวศ วะสี ที่เคยสอนผมว่า เวลาเราจะทำอะไรให้สำเร็จ ให้ถอดออกทุกหมวก อย่าเป็นนักอะไรทั้งนั้น อย่าเป็นนักบัญชี อย่าเป็นนักกฎหมาย อย่าเป็นนักการเมือง อย่าเป็นนักการทูต อย่าเป็นนักทหาร อย่าเป็นนักการศึกษา อย่าเป็นข้าราชการ แต่ให้เป็น... มนุษย์...ครับ
ขอจบลงด้วยจิตคารวะครับ
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา
ที่มา: ผ่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน 2554
สภาประชาชนจีน (Nation People’s Congress หรือ NPC) ไทยเรียกว่า รัฐสภาจีน ได้อนุมัติร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผน 5 ปี ฉบับที่ 12 เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
แผนนี้มี 5 เป้าหมาย คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตร และด้านสังคม
โดยด้านเศรษฐกิจ จีนตั้งเป้าจะขยายตัว 7% ต่อปี ในช่วง 2011 – 2015 จะสร้างงานใหม่ในเขตเมือง 45 ล้านตำแหน่ง ควบคุมการว่างงานในเมืองต่าง ๆ ไม่ให้เกิน 5% คุมสินค้าประจำวันให้มีเสถียรภาพ (ไม่ใช่แปลว่าต้องราคาถูก แต่ต้องไม่ขึ้นลงวูบวาบ) เตรียมรับภาวะการส่งออกที่อาจชะลอตัว ด้วยการเพิ่มกำลังบริโภคภายในประเทศมาทดแทน มุ่งเพิ่มมูลค่าการค้าภาคบริการให้ถึง 47% ของ GDP (คือเพิ่มปีละ 4%) แปลว่า ไม่มุ่งขยายกำลังผลิตของโรงงานมากนักอีกต่อไป และพัฒนาชนบทให้เป็นเมือง จนได้สัดส่วนเมือง / ต่อชนบทเท่ากับ 51.5 / 48.5
ส่วนด้านเทคโนโลยี จีนตั้งงบวิจัยและพัฒนาเพิ่มเป็น 2.2% ของ GDP แปลว่า เราจะได้เห็นผลผลิตจาก Lab และนักคิดนักวิจัยของจีนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขึ้นอีกภายใน 5 ข้างหน้า จีนมุ่งจะทำให้มีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ 3.3 ชิ้น / ประชากรหมื่นคน นี่จะทำให้คล้ายญี่ปุ่น เกาหลี ที่นักคิดนักประดิษฐ์นั้นก็คือ ประชาชนช่างคิดช่างประดิษฐ์นั่นเอง อาจเป็นการออกแบบกลไกง่าย ๆ แต่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน หรือ เป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน แต่พยายามตอบโจทก์ที่ท้าทาย แม้ไม่ตอบสนองการใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้เกิดการก้าวข้าม (Break though) ไปสู่สิ่งประดิษฐ์ที่ทรงมูลค่าสูง คล้ายกับกรณีหุ่นยนต์อะชิโมะของญี่ปุ่น โดยบริษัทฮอนด้าวันนี้ที่เดินได้ วิ่งได้ พูดได้ เท่านั้นแต่วันหน้ามันจะกลายเป็นคนขับรถให้มนุษย์ พร้อมบริการสารพัด เช่น ขับรถไปก็ทำการจองโต๊ะอาหาร จองตั๋วเครื่องบิน จ่ายค่าซักรีด หิ้วกระเป๋าไปเช็คอิน และกอดคุณตอนที่พบหน้าพร้อมอุ้มลูก ๆ ของคุณ และสุนัขจากที่บ้านไปรอรับคุณที่สนามบินก็ได้
ด้านสิ่งแวดล้อม จีนมุ่งประหยัดการใช้พลังงานให้ได้ 16% ลดการปล่อยก๊าซ CO2 17% เพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็น 21.6% เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ได้ 11.4% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต่อหน่วย 30% (เพราะน้ำใต้ดินของโลกเข้าถึงภาวะวิกฤตแล้ว)
ด้านการเกษตร จีนจะผลิตธัญพืชให้ได้ไม่ต่ำกว่า 540 ล้านตัน จะรักษาพื้นที่เกษตรให้ไม่ต่ำกว่า 1,818 หมู่
ด้านสังคม จีนจะคุมประชากรให้อยู่ที่ 1,390 ล้านคนใน 5 ปี ข้างหน้า จะเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของคนสูงวัยเพิ่มอีกหนึ่งปี สร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 36 ล้านยูนิต เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอย่างน้อย 13% / ปี น่าสนใจที่สุดคือ จะเพิ่มจำนวนอาสาสมัครสังคมให้ได้ 10% ของประชากร นั่นคือ 139 ล้านคน (เพราะหัวใจของอาสาสมัครนั้น คือ พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชาติใดก็ตามจะมีได้จริง เพราะสร้างสรรค์กว่า ถูกกว่า ทุ่มเทกว่า และมีหัวใจกว่าจ้าง)
อ่านดูแล้วน่าสนใจไหมครับ...
จีนส่งสัญญาณว่า จีนจะลดการพึ่งพาโลกภายนอกลงในระยะยาว แต่จะเน้นการขยายพลังเศรษฐกิจจากภายในประเทศตัวเองเป็นจุดเน้น (ซึ่งน่าจะมั่นคงกว่าควบคุมดูแลได้ดีกว่า) จีนจะก้าวสู่พลังงานร้างสรรค์ และก้าวสู่ผู้นำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร พลังงานทดแทน การลงทุนใน Low Carbon Society (สอดคล้องกับรายงานการลงทุน หรือ World Investment Report ของ UNCTAD) อุตสาหกรรมชีวภาพ
ซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และก้าวสู่การผลิตอุปกรณ์ชั้นสูง การใช้วัสดุใหม่ (Material Science) และผลิตรถยนต์พลังงานทดแทน
ภาพพจน์ของจีนกำลังจะเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่ในช่วง 5 ปีนี้แล้วครับ ทัศนะของโลกที่ว่า จีน คือ โรงงานสกปรก ผลิตสินค้าโหล แรงงานไม่มีความรู้ ได้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่โลกจะคุ้นเคยคล้ายแบรนด์เยอรมัน หรือเกาหลี
ที่ไฮเทคและเชื่อถือได้หรืออาจจะมากกว่านั้น
ส่งท้ายด้วยเรื่องที่ปรากฎในแผนเป็นครั้งแรกคราวนี้ คือ เรื่องพลังทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ของจีน ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนในอนาคต จีนถือว่าจากจุดนี้เป็นโอกาสการเปลี่ยนธรรมเนียมการทำงานการทูตของโลกสากล ที่ยุโรปเคยครองและมีบทบาทมานาน โดยเฉพาะการที่โลกตะวันตกเห็นการเผชิญหน้าทางกฎหมายเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับโลกชาวตะวันออกอย่างจีนแล้ว มิตรภาพและความเข้าใจสำคัญกว่า เพราะถ้าคิดจะอยู่ร่วมต้องคิดอย่างเพื่อนอย่างมิตร ถ้าคิดจะอยู่รอดก็คิดอย่างนักกฎหมาย หรือทนายความ
ส่งท้ายด้วยคำ อาจารย์ประเวศ วะสี ที่เคยสอนผมว่า เวลาเราจะทำอะไรให้สำเร็จ ให้ถอดออกทุกหมวก อย่าเป็นนักอะไรทั้งนั้น อย่าเป็นนักบัญชี อย่าเป็นนักกฎหมาย อย่าเป็นนักการเมือง อย่าเป็นนักการทูต อย่าเป็นนักทหาร อย่าเป็นนักการศึกษา อย่าเป็นข้าราชการ แต่ให้เป็น... มนุษย์...ครับ
ขอจบลงด้วยจิตคารวะครับ
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา
ที่มา: ผ่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน 2554
Subscribe to:
Posts (Atom)















