Wednesday, July 13, 2011

ช่วงเวลานาทีทอง!!เหมาะทบทวนหนังสือ

ไขข้อข้องใจอ่านหนังสืออย่างไร “จำแม่นที่สุด” พร้อมบอกลาความงัวเงีย ตื่นเต็มตาด้วย “เทคนิคพิชิตง่วง”

เป็นข้อสงสัยที่วัยเรียนส่วนใหญ่อยากไขคำตอบ กับคำถาม เวลาไหนเหมาะสำหรับการทบทวนหนังสือ? จะสังเกตว่า เมื่อความคิดของน้อง ๆ นิ่ง และไม่ฟุ้งซ่านกับเรื่องใด นั่นคือช่วงที่ควรหยิบหนังสืออ่าน และจดจำเนื้อหาที่สุด ดังนั้น ยามเช้าหลังตื่นนอนก็ดี หรือแม้กระทั่งก่อนนอน ซึ่งพักผ่อนมาแล้วพอสมควร ก็เหมาะเช่นกัน ขณะที่ สภาพแวดล้อมในห้องยังสำคัญต่อการเรียนรู้ด้วย โดยการอ่านกับไฟสลัว ๆ ดวงตาจะทำงานหนัก เมื่อยล้าเร็ว จึงควรจัดแสงสว่างให้เพียงพอ นอกจากนั้น บรรยากาศที่สงบเงียบ ยังช่วยให้คิดได้เร็ว และมีสมาธิสูง

นอกจากนี้ ยังมีตัวช่วยคลายความงัวเงียอย่างถาวร ด้วยการตั้งเวลาตื่นที่แน่นอนเป็นประจำ เมื่อร่างกายคุ้นเคยจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกอีกต่อไป ทั้งยังตื่นด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มด้วย ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้ง่ายต่อการจัดเวลาอ่านหนังสือ จากนั้น ดื่มน้ำเปล่า ทำสมองปลอดโปร่ง พร้อมเปิดรับข้อมูล แต่สำหรับใครที่ชอบน้ำสมุนไพร แนะนำน้ำขิงอุ่น จิบปลุกความสดชื่น เรียกความกระปรี้กระเปร่าได้ หรือกระตุ้นร่างกายให้ตื่น โดยยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ ไหล่ แขน และฝ่ามือ ประมาณ 5-10 นาที เท่านี้ก็นั่งหลังตรงทบทวนหนังสือกันได้เลย

ทั้ง นี้ เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ น้อง ๆ ควรหมั่นปฏิบัติสม่ำเสมอ เพราะการค่อย ๆ สะสมความเข้าใจ จะช่วยให้สมองจดจำเนื้อหาเป็นระบบ เมื่อถึงเวลาสอบ จะสามารถดึงความรู้นั้นออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ช่วงเวลานาทีทอง!!เหมาะทบทวนหนังสือ โดย ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน 2554

rattikarnt @ dailynews.co.th

เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน

เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2554

บอกลาอาการง่วง ซึมเซา วอกแวก ฟุ้งซ่าน ด้วยวิธีเสริมสร้าง “สมาธิ” อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยหลักปฏิบัติง่าย ๆ 5 ข้อ

วัยเรียนหลายคนที่มักเผชิญปัญหาสมาธิสั้น หรือบ่อยครั้งจดจ่อกับกิจกรรมเป็นบางเรื่อง แต่ก็เพียงระยะเวลาไม่นานนัก นั่นเป็นเพราะน้อง ๆ อาจละเลยความสมดุลของตารางกิจวัตรประจำวันไป จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ และจดจำ อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวปรับแก้ได้ด้วย 5 วิธีสร้างสมาธิง่าย ๆ ดังนี้

เริ่มจาก หลับเพื่อสมอง ในอัตราที่เพียงพอ 6-7 ชั่วโมง ระบบประสาทจะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในวันถัดไป บอกลาอาการง่วง ซึมเซาได้เลย หากนอนให้เป็นระบบทุกวัน ร่างกายจะคุ้นชิน และส่งผลดีต่อสมองในระยะยาวด้วย

เลี่ยงคาเฟอีนเข้มข้น
แม้ผลวิจัยในต่างประเทศจะพบว่า คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ลดความง่วง เหนื่อยล้า กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็ว และมีสมาธิมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับในปริมาณไม่มากเกินไป สำหรับวัยเรียนลองลดความเข้มข้นจากกาแฟเป็นชาจะเหมาะต่อสุขภาพมากกว่า

ขยับกายยืดเส้นยืดสาย
ในระหว่างรอเรียน หรือเปลี่ยนคาบเรียน อาจลุกเดินรอบ ๆ ห้อง ก้ม เงย หยุดพักสายตาที่สนามสีเขียว หรือจิบน้ำเปล่าบ้าง ช่วยเติมความสดชื่น คลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ และเป็นการเรียกสมาธิให้กลับคืนมา

สร้างสมาธิด้วยโยคะ รวม ถึงการออกกำลังกายลักษณะอื่น อาทิ วิ่งเหยาะ ๆ ว่ายน้ำ ฯลฯ เมื่อร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน จะรู้สึกกระชุ่มกระชวย นอกจากช่วยคลายเครียดแล้ว ยิ่งปฏิบัติสม่ำเสมอจะทำให้จิตใจสงบ ไม่วอกแวก หรือฟุ้งซ่าน มีผลต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้นานขึ้นด้วย

กำหนด หรือควบคุมเวลา โดย เฉพาะเมื่อต้องสะสางงาน รายงาน การบ้าน อ่านหนังสือ รวมถึงกระทำสิ่งต่าง ๆ โดยตั้งเป้าช่วงเวลาเสร็จสิ้นให้ชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับกระตุ้นสมองให้เร่งตอบสนอง จดจ่อ มุ่งมั่นอยู่กับความรับผิดชอบนั้น ๆ

นับเป็นพื้นฐานเบื้องต้นใน การปรับสมดุล และความแปรปรวนของร่างกาย สู่การเสริมสร้างสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีง่าย ๆ ข้างต้น ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ.

เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2554

Tuesday, July 12, 2011

สาคูลำไยดอกอัญชัน ทับทิมกรอบชาววัง "ขนมหวานนกน้อย" กว่า 40 ปีหวานไม่มีเปลี่ยน


กะทิมันแอนด์ไม่หวาน
มาเที่ยวเมืองเพชรบุรีทั้งที ถ้าไม่ได้แวะโซ้ยขนมหวาน ลิ้มรสน้ำตาลเมืองเพชรถือว่ายังมาไม่ถึง เพราะชื่อเสียงน้ำตาลโตนดของที่นี่เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ต่อมรับรสคนไทยมาเนิ่นนาน หากมีการประกวด ประชันความหวาน คาดว่าจะกวาดรางวัลเกือบทุกเวที (หุหุ)

นอกจากความหวานจากน้ำตาลอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว เมืองเพชรยังอุดมไปด้วยยอดฝีมือในการทำอาหารทั้งคาวหวาน เจ๊แซบเคยตระเวนหม่ำและแนะนำไปแล้วเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน วันนี้ ขอกลับไปซ้ำย้ำความเก๋าที่ร้านระดับตำนาน “ขนมหวานนกน้อย” ร้านที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมี “คุณพี่แตน” เป็นหัวเรือใหญ่ ทำหน้าที่คุมหน้าเตาและเฝ้าหน้าร้านในคราวเดียวกัน

“เราเปิดมา 40 กว่าปีแล้วค่ะ แม่พี่ขายมาก่อน พี่เพิ่งจะมารับช่วง 10 ปีหลังนี้เองค่ะ ก่อนหน้านี้พี่ทำงานธนาคาร แต่พี่ก็ช่วยแม่มาตลอดอยู่แล้วค่ะ ตั้งแต่เด็กเลย แม่พี่ชื่อ ‘แม่หลาย’ สูตรทั้งหมดมาจากแม่ คนแถวนี้จะรู้จักแม่หลายดี เพราะร้านเราก็ตั้งอยู่หน้าวัดมหาธาตุมาตลอด ไม่เคยย้ายไปไหนเลยค่ะ” คุณพี่แตนเป็นสาวร่างกะทัดรัดช่างขัดกับของหวานที่เรียงละลานอยู่ข้างหน้า จนเจ๊แซบต้องแอบกระแซะแงะเคล็ดลับการรักษาหุ่น “จริงๆพี่ชอบทานขนมหวานนะ เวลาทำก็ต้องทานเอง ต้องชิมด้วย แต่เพราะพี่ต้องอยู่หน้าเตาตลอด เวลาทำขนมเหงื่อออก เยอะมากเลยค่ะ เหมือนเราได้ออกกำลังกาย เลย แล้วพี่เป็นคนเดินทั้งวัน หยิบนั่น หยิบนี่ ทำขนมตรงนั้นตรงนี้ ไม่อยู่กับที่ น้องสาวพี่ก็ไม่อ้วนนะ พี่ว่า...การทำขนมก็เหมือนการออกกำลังกายนะ” สาวๆที่ชอบหม่ำของหวานแต่ไม่อยากจ้ำม่ำเกินงามทำตามได้ คุณพี่แตนไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขนมหวานอันหลากหลายที่เรียงรายอยู่หน้าร้าน เจ๊แซบแอบแบ่งเป็น 3 หมวดให้เลือกหม่ำ คือ หมวดน้ำกะทิเข้มข้นหวานมัน หมวดของเชื่อมนุ่มลิ้นกินเพลิน และสุดท้ายเป็นหมวดข้าวเหนียวสารพัดหน้าท้าใจ (หุหุ)

หมวดน้ำกะทินับเป็นไฮไลต์มัดใจลูกค้าขาประจำ ‘มัน’ นำ ‘หอม’ ตาม ‘ไม่หวาน’ จัด คุณพี่แตนสั่งคัดมะพร้าวที่แก่กำลังเหมาะ ได้มาแล้วก็เฉาะเอง คั้นเอง บรรเลงกันสดๆทุกวัน รับประกันความใหม่ไม่มีค้างคืนให้เหม็นหืนฝืนกระเพาะ

ดาวเด่นประจำหมวดมีมากมาย แต่ไฮไลต์ที่ได้ใจเจ๊แซบคือ ‘สาคูลำไยดอกอัญชัน’ สีน้ำเงินแปลกตาท้าทายให้ลิ้มลอง เม็ดสาคูต้มได้นุ่มหนุบหนึบกำลังดี มีเนื้อลำไยกรุบกรอบแทรกอยู่เป็นระยะขณะเคี้ยว คุณพี่แตนใส่แป้งมันได้กำลังดีไม่เหนียวเกิน เพิ่มรสเข้มข้นอีกระดับด้วยหัวกะทิคั้นสดรสกลมกล่อม เค็มๆ มันๆ หม่ำเพลิ้น...เพลิน!

หลากหลายผลไม้เชื่อม

ต่อด้วย “ทับทิมกรอบชาววัง” สูตรคุณยายทวดที่ถ่ายทอดต่อๆกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี ทับทิมกรอบสูตรนี้ มี 3 ไส้ ใช้มัน เผือก และแห้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาคลุกกับแป้ง ปั้นเป็นเม็ด ต้มในน้ำเดือดคนไปเรื่อยๆจนสุก ตักขึ้นจากหม้อแช่ในน้ำเย็นจัดทันที เทคนิคร้อนกระทบเย็นจะทำให้เม็ดทับทิมกรอบเด้งๆ หนึบๆ หลังจากนั้นช้อนขึ้นมาใส่ไว้ในน้ำเชื่อมรอลูกค้ามาสั่ง ค่อยตักใส่ถ้วยราดด้วยน้ำกะทิสดเสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งบดละเอียด สำหรับขาหม่ำหลายใจคุณพี่แตนมีแปะก๊วย ซ่าหริ่ม มะพร้าวกะทิ ไว้ให้เลือกใส่เพื่อเพิ่มสีสันในการโซ้ย

ถ้ายังมันกันไม่พอต่อด้วย ขนมข้าวฟ่าง, ขนมโค, ลอดช่องแตงไทย และรวมมิตรสูตร พิเศษ ไม่เหมือนใครเพราะคุณแม่พี่แตนคิดเอง ทำเอง ไม่เกรงใจต้นทุน ระดมใส่ทั้งทับทิมกรอบไส้แห้ว ขนุน ลูกตาล วุ้นซอย สาคู และเนื้อมะพร้าวอ่อน อร่อยครบเครื่องเปลืองแรงคนทำแต่คนหม่ำสบายท้อง (ฮา)


หมดหมวดน้ำกะทิมาต่อกันที่ผลไม้เชื่อมฝีมือประณีต มีทั้ง รากบัวใบเชื่อม, สาเกเชื่อม, มันสำปะหลังเชื่อม, มันเทศเชื่อม, กล้วยเชื่อม, มะเขือเทศเชื่อม, สับปะรดเชื่อม และทุเรียนเชื่อม!!! เมนูใหม่ล่าสุดคุณพี่แตนเป็นคนคิดค้นด้นสูตรขึ้นมาใหม่ ต้องใช้ทุเรียนห่ามๆ เนื้อไม่เละนำมาคว้านเม็ด และคว้านไส้ออกให้หมด เหลือแต่เนื้อล้วนๆ นำมากวนกับน้ำเชื่อม ตั้งไฟอ่อนๆ กวนไปเรื่อยห้ามเหนื่อย ห้ามหยุด ต้องกวนจนน้ำเชื่อมซึมเข้าไปในเนื้ออย่างทั่วถึง จากนั้นยกลงจากเตาวางทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้น้ำตาลค่อยๆแทรกเข้าในทุกอณู วันที่ 2 นำมาอุ่น กวนต่อ และวางทิ้งไว้อีก 1 คืน วันที่ 3 ค่อยทยอยออกมาขาย ผลไม้ เชื่อมทุกชนิดมีขั้นตอนการทำเหมือนกัน ต่างกันที่เวลาในการกวนมากน้อยขึ้นอยู่กับ เนื้อผลไม้ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันกับอีก 2 คืน ถึงจะได้ความหวานละมุนละไม โซ้ยทีไรชื่นใจทุกที



ปิดท้ายด้วยหมวดข้าวเหนียวหลากหน้า ทั้งหน้าสังขยา, หน้าลูกตาล, หน้าปลา และหน้ากระฉีก ทั้ง 4 หน้าขายดีมีแฟนประจำมาหม่ำไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสังขยาหน้าเนี้ยน...เนียน ไม่เลี่ยน ไม่คาว โซ้ยกับข้าวเหนียวมูนเม็ดนุ่มแสนจะอร่อย...อร๊อย...อร่อย !!



หวาน ละลานตา

ร้าน “ขนมหวานนกน้อย” ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ตรงข้ามวัดมหาธาตุ หาง้าย...ง่ายไม่ยุ่งยาก คุณพี่แตนเปิดร้านบริการความหวานทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม ยกเว้นวันที่มีลูกค้ามาเหมาขนมไปออกงาน ต้องปิดร้านเพราะไม่มีของขาย ถ้าไม่แน่ใจ โทร.มาถามเผื่อความชัวร์ 08-1434-9627 และ 0-3242-8940


ก่อนจบก่อนจากคุณพี่แตนฝากข้อคิดพิชิตใจขาหม่ำ เคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย “แม่พี่สอนพี่เสมอว่า การทำขนม หรือกับข้าว หรือของที่ไว้ทาน อย่าขี้เหนียวเครื่องปรุง และเครื่องปรุงที่เราใช้แล้วดี ถึงมันจะแพงเราก็ต้องใช้แบบเดิม ห้ามเปลี่ยน ราคา แพงไม่ว่าแต่ขอให้อร่อย” สั้นได้ ใจความ และได้ ใจเจ๊ แซบแบบเต็มๆ!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ที่มา: สาคูลำไยดอกอัญชัน ทับทิมกรอบชาววัง "ขนมหวานนกน้อย" กว่า 40 ปีหวานไม่มีเปลี่ยน ไทยรัฐออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2554

ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนในไทย

บีโอไอ BOI เผยตัวเลขลงทุนช่วง 6 เดือน ปี 2554 เงินลงทุนทะลุ 247,100 ล้านบาท มูลค่าเกินครึ่งจากเป้าหมาย ที่ประเมินไว้ทั้งปีที่ประมาณ 400,000 ล้านบาท ด้านตัวเลข เอฟดีไอ พุ่งต่อเนื่อง ทิศทางเงินทุนจากเอเชีย โหมเข้าไทย ญี่ปุ่นยังครองแชมป์สูงสุด

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2554 นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวะการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. -มิ.ย.) ว่า นักลงทุนได้ยื่นขอรับส่งเสริมการเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 882 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 247,100 ล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีจำนวน 616 โครงการ เพิ่มขึ้น 43.2% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 185,000 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าเงินลงทุนเกินครึ่งจากเป้าหมายการขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ ที่ตั้งเป้าไว้ 400,000 ล้านบาท

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมีทิศทางขยายตัวในอัตราสูงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือน มิ.ย.เพียงเดือนเดียว มีจำนวนโครงการสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยมี 180 โครงการ มูลค่าลงทุน 43,600 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มลงทุนรายใหญ่ รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการจำนวนมาก

"สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรก กระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ที่มีโครงการลงทุนสูงสุดรวม 226 โครงการ มูลค่า 77,000 ล้านบาท รองมาเป็นกิจการในกลุ่มบริการและสาธารณูปโภค 180 โครงการ มูลค่า 46,300 ล้านบาท ตามด้วยกิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก 126 โครงการ มูลค่า 41,300 ล้านบาท กิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า 130 โครงการ มูลค่า 35,400 ล้านบาท กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร 129 โครงการ มูลค่า 25,700 ล้านบาท" เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วงครึ่งปีแรก มี 522 โครงการ มูลค่า 167,274 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 375 โครงการหรือเพิ่มขึ้น 39% ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่า 98,332 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 70% สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในไทย กลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นการลงทุนจากประเทศต่างๆ ในเอเซีย

โดยญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 272 โครงการ เงินลงทุน 72,244 ล้านบาท

ตามด้วยเกาหลีใต้ มีจำนวน 21 โครงการ เงินลงทุน 6,137 ล้านบาท

ฮ่องกง มี13 โครงการเงินลงทุน 10,399 ล้านบาท เป็นต้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2554
------------------

สารเคมีปะปนนมหลายชนิด ใช้ในยาและอาหารเลี้ยงเพื่อให้โตเร็ว

ผู้ที่ดื่มนมอยู่เป็นประจำ อาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่า ได้ดื่มสารเคมีที่มีอยู่ในนมมากถึง 20 อย่างเข้าไปด้วย ตั้งแต่ตัวยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะ เพียงแต่ว่ามันมีอยู่ในปริมาณเล็กน้อย ไม่ถึงกับทำให้เกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้น

ทีมนักวิทยาศาสตร์สเปนและโมร็อกโก ได้ศึกษาด้วยการใช้เครื่องมือความไวสูง วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำนมวัว แพะ และรวมทั้งของมนุษย์ด้วย ทั้งที่เป็นของจากสเปนและโมร็อกโก

หนังสือพิมพ์รายวัน “เดลี่นิวส์” ของอังกฤษ เสนอข่าวว่า การค้นพบนี้ ทำให้รู้ว่าสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้ลงไปปนเปื้อนอยู่ทั่วทั้งห่วงโซ่อาหาร นมที่ปนเปื้อนสูงได้แก่นมวัว นักวิจัยเชื่อว่า เหตุที่มันไปปนเปื้อนได้ ก็อาจเป็นเพราะ มีการเอาตัวยาเคมีและสารอย่างอื่นไปใช้ในการเลี้ยงดูเพื่อให้มันโตเร็ว

นักวิทยาศาสตร์ยังได้เสนอความเห็น ให้มีการวิเคราะห์แบบเดียวกันนี้กับอาหารชนิดอื่นด้วยเพื่อความปลอดภัย นอกจากเพื่อการรับรู้ของผู้บริโภคแล้ว ยังเพื่อจะให้แน่ใจได้ว่าอาหารปลอดอันตราย บริสุทธิ์ เป็นของแท้บำรุงสุขภาพและไร้สารพิษต่างๆ

สารเคมีปนเปื้อนเหล่านี้ ทำให้เด็กโตเร็วผิดปกติ เด็กผู้หญิงบางคนอายุไม่กี่ขวบก็มีประจำเดือนแล้ว

Monday, July 11, 2011

หลอดไฟ(หลอดไส้/หลอดตะเกียบ): bulb

หลอดไฟ(หลอดไส้)ล้าสมัย old-fashioned bulbs


หลอดไฟ เรียกว่า bulb ที่คนไทยเรียกเป็นหลอดไส้ นั้น มีชื่อเต็มว่า incandescent light bulbs ซึ่งเป็นหลอดไฟที่คิดค้นโดย โทมัส อันวา เอดิสัน (Thomas Edison) ตั้งแต่ปี 1879 จึงสามารถเรียกว่า หลอดเอดิสัน Edison bulb (สิทธิบัตรหมายเลข U.S. Patent 223898)

โรงงานผลิตหลอดไฟไส้ เรียกว่า incandescent plant(s)

หลอดไฟแบบใหม่ หลอดตะเกียบ compact-fluorescent (CFL) bulbs

ฝ่ายสนับสนุนบอกว่า หลอดแบบใหม่จะช่วยประหยัดไฟ ประหยัดพลังงาน ได้มากโข light bulbs use 25 to 30 percent less energy.

ฝ่ายค้านโจมตีว่า หลอดไฟตะเกียบไม่ปลอดภัยและผลิตในจีน CFLs are unsafe and typically produced in China

หลอดไฟตะเกียบขาดซึ่งสุนทรียภาพ ดูไม่สวยเลย CFL bulbs are aesthetically unappealing

หลอดไฟตะเกียบเป็นอันตรายต่อสุขภาพ CFL bulbs are a health hazard.

หลอดไฟตะเกียบแต่ละหลอดยังเต็มไปด้วยสารพิษตะกั่วเป็นอันตรายต่อระบบน้ำเป็นร้อยๆแกลลอน Each CFL bulb contains enough toxic mercury to pollute hundreds of gallons of water.

นอกจากหลอดไฟแบบตะเกียบแล้วนั้น ยังมีหลอดไฟเอลอีดี LED bulbs

Dr.SoS

Sunday, July 10, 2011

RoboCup 2011: เด็กไทยเจ๋งคว้าแชมป์ 'หุ่นยนต์กู้ภัย' เด็กไทยเจ๋งชิงแข่งหุ่นยนต์โลก3ทีม


RoboCup 2011 - Istanbul - TURKEY

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2554 ผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์” รายงานจากอาคารอิสตันบูลเอ็กซ์โปเซ็นเตอร์ ประเทศตุรกี ในการจัดแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย “เวิลด์โรโบคัพ” ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่จัดอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15 โดยมีการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ฟุตบอลหุ่นยนต์ หุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์ทำงานบ้าน และหุ่นยนต์ระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี (RoboCupSoccer, RoboCupRescue, RoboCup@Home, and RoboCupJunior) ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมรวมทุกประเภทกว่า 3,000 คน จาก 43 ประเทศทั่วโลก

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่าทีม “ไอราป_จูดี้” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สามารถคว้าแชมป์ในประเภทหุ่นยนต์กู้ภัย หลังทำคะแนนในรอบสุดท้ายได้อย่างดีเยี่ยม โดยนำโด่งมาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะสามารถค้นหาผู้ประสบภัยได้ถึง 25 ราย รวม 835 คะแนน อันดับ 2 ได้แก่ ทีม “เอ็มอาร์แอล” จากประเทศอิหร่าน ซึ่งสามารถค้นหาผู้ประสบภัยได้เพียง 12 ราย ทำได้ 430 คะแนน


ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของทีม “สเตบิไลซ์” จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งสามารถค้นหาผู้ประสบภัยได้ 11 ราย ทำได้ 410 คะแนน ในส่วนของทีมซักเซส จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตัวหุ่นเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ระบบเซ็นเซอร์การตรวจจับเพื่อบอกสถานะของผู้ประสบภัยชำรุดทั้งหมด แต่ยังไว้ลายค้นหาผู้ประสบภัยได้มากถึง 18 ราย ทำไปได้เพียง 395 คะแนน จึงทำได้ดีที่สุดแค่อันดับ 4 เท่านั้น

นายกัญจนัศ หรือน้องแตม แสนบุญศิริ ผู้บังคับหุ่นของทีม “ไอราป_จูดี้” กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่สามารถนำความภาคภูมิใจมาให้คนไทยได้อีกครั้ง ทำให้ไทยครองแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลกติดต่อกันเป็นสมัยที่ 6 แล้ว ส่วนตัวไม่รู้สึกกดดันมากนัก เนื่องจากในรอบที่ผ่านมาทำคะแนนได้ดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องพัฒนาต่อไปคือหุ่นยนต์อัตโนมัติ และการทำแผนที่สามมิติ เพราะมีการให้ความสำคัญกับจุดนี้ด้วย ทั้งนี้ตนกับเพื่อนร่วมทีมมีแผนจะเดินทางกลับถึงไทยในช่วงบ่ายของวันที่ 12 ก.ค.นี้

ด้าน ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทรากรณ์ ที่ปรึกษาอาวุโสสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย และกรรมการบริหารการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยโลก กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าสมรรถนะหุ่นของเยาวชนไทยถือได้ว่าแข็ง แกร่งมาก เพราะสามารถเคลื่อนที่ไปในจุดที่มีอุปสรรคได้ดี แต่ยังมีจุดด้อยเรื่องการทำแผนที่ เพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนาต่อไป

“ทางคณะผู้จัดการแข่งขันได้ร่วมกันหารือเพื่อวางทิศทางการแข่งขันในปีถัดไป โดยได้มีการพิจารณาเรื่องการนำหุ่นยนต์ไปใช้จริงให้มากขึ้น เพราะในพื้นที่ประสบภัยจริงจะมีอุปสรรคเรื่องความชื้น ฝุ่น และน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบให้ตัวหุ่นในอนาคตต้องสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น” ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

ส่วนการแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ รุ่นสมอลไซซ์ ทีมสคูบ้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถเอาชนะทีมคู่แข่งเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย กับทีมกิ๊ก จากญี่ปุ่น ทีมเอ็มอาร์แอล และทีมอิมมอทอล จากอิหร่าน ทีมสคูบ้ายังได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม 2 รางวัล คือ รางวัลระบบนำทางยอดเยี่ยม และรางวัลมิกซ์ทีมยอดเยี่ยม และหากในรอบชิงสามารถเอาชนะได้จะทำให้ประเทศไทยเป็นแชมป์ในรุ่นนี้ 3 ปีซ้อน อย่างไรก็ตามทีมไทยแลนด์ทีม ซึ่งเป็นการรวมตัวของเด็กระดับมัธยมปลาย และลงแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยจูเนียร์ เป็นครั้งแรกของตัวแทนจากประเทศไทยทำได้เพียงผ่านเข้ารอบคัดเลือกเท่านั้น

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2554

หมูแดงอร่อย ต้องร้านอ้วน เจ้าเก่า ตลาดรถไฟสงขลา

ที่สุดแห่งความอร่อย หมูแดง ที่รสชาติ กำลังพอดี นุ่มกำลังพอเหมาะ เหนียวกำลังพอกิน หมูแดงอร่อย ต้องร้านอ้วน เจ้าเก่า ตลาดรถไฟสงขลา

ร้านอ้วน ตลาดรถไฟ สงขลา เปิดขายมานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่สมัยคุณย่า มีอาหารกับแกล้ม อร่อยหลายอย่าง หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นต้มจับฉ่าย หมูผัดขิง .. อาหารตามสั่ง นานาชนิด ผัดร้อน ๆ ทำสด ๆ หากท่านต้องการอาหารทะเล ก็สามารถมาสั่งได้ สดมาก หวานตามธรรมชาติ และมีห้องแอร์ไว้บริการลูกค้า ที่สำคัญ ราคา เป็นกันเองสุด ๆ

ถ้าท่านไปสงขลา อย่าลืม แวะ ร้านอ้วน ตลาดรถไฟ หลังโรงเรียน อนุบาลสงขลา

ที่มา: forward mail

ก.พาณิชย์ประกาศบริษัทสิ้นสภาพ18,449ราย

"พาณิชย์" ประกาศถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทร้างจำนวน 18,449 ราย หลังไม่ได้ยื่นงบการเงินและรายการชำระบัญชีมาแล้วนานกว่า 3 ปี หวั่นใช้ชื่อที่อยู่ในทะเบียนแอบบอ้างหลอกลวงประชาชน...

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ในฐานะสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางได้อาศัยอำนาจตามความในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะดำเนินการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด 18,449 ราย ที่จัดตั้งขึ้นแล้วไม่ได้ทำการค้าขาย หรือประกอบกิจการงานใดๆ และไม่ได้ยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรม หรือบางรายจดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่ยื่นรายงานการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนให้เสร็จสิ้น โดยยังมีชื่อของห้างหุ้นส่วนและบริษัทยังคงอยู่ในทะเบียนและมีสถานะเป็น นิติบุคคลอยู่ในฐานข้อมูลนิติบุคคล ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงและอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดและก่อให้ เกิดความเสียหายจากการทุจริตหลอกลวงได้

"กรมได้ตรวจสอบห้างหุ้น ส่วนหรือบริษัทจำกัดที่มิได้ส่งงบการเงินนับแต่ปีปัจจุบันย้อนหลัง 3 ปีติดต่อกันพบ ว่า มีห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่จดทะเบียนเลิกแล้ว และมิได้ทำรายงานการชำระบัญชี หรือมิได้ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี นับแต่วันรับจดทะเบียนเลิก ซึ่งกรมได้มีหนังสือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทและผู้ชำระบัญชีแจ้งให้ดำเนินการภายใน 180 วันไปแล้วแต่ผู้ชำระบัญชีมิได้ปฏิบัติตาม จึงเตรียมถอนทะเบียนบริษัทดังกล่าวออกจากฐานข้อมูลการจดทะเบียนของกรม" นายอิทธิพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจะสิ้นสภาพนิติบุคคล แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการและผู้ถือหุ้นมีอยู่เท่าไรก็คงจะอยู่ในทะเบียนอย่างนั้น และพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทนั้นยังมิได้สิ้นสภาพนิติบุคคล

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554
************
ข่าวนี้แปลกมาก เพราะข่าวว่า "วันที่ 10 ก.ค. 2554 นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า" ซึ่งวันที่ วันที่ 10 ก.ค. 2554 เป็นวันอาทิตย์ ท่านทำงานให้ข่าววันอาทิตย์ด้วยหรือ ขยันผิดสังเกต อิอิ..

ยอดเยี่ยม = Transcendental

เมื่อเราพูดถึงบางอย่างที่ไม่ธรรมดา แต่ ยอดเยี่ยม ดีเยี่ยม เหนือธรรมชาติ เกินธรรมดา เราสามารถใช้คำภาษาอังกฤษ ที่ให้ความหมายเหล่านี้ได้หลายคำ เช่น Transcendental

Transcendental (adj) = ยอดเยี่ยม ดีเยี่ยม เหนือธรรมชาติ เกินธรรมดา

surpassing others = เกินเลยในลักษณะดีเยี่ยมเหนือสิ่งอื่นๆ เช่น บางครั้งก็พูด surpassing others in excellence

supereminent(adj) = อัจฉริยะกว่า,สูงกว่า,เหนือกว่า,เด่นกว่า

superior (adj) = อยู่เหนือ,เบื้องบน,ดีกว่า,เหนือกว่า,สูงกว่า,ยอดเยี่ยม,ดีเลิศ, (ดาวนพเคราะห์) มีวงจรนอกวงจรโลก,ยโส,โอหัง. (n) กรณีเป็นคำนาม จะหมายถึง สิ่งที่เหนือกว่า,ผู้บังคับบัญชา,ผู้อาวุโส,เจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักนางชี

superiority feeling = ความรู้สึกเด่น

Dr.SoS

Wednesday, July 6, 2011

นามสกุล"ดอท คอม" เตรียมตกยุค หลังองค์กรด้านเว็บไซต์ อนุญาตใช้ชื่อบริษัทแทนได้

องค์กรเพื่อความร่วมมือด้านการจัดสรรชื่อและหมายเลขทางอินเตอร์เน็ต หรือไอคานน์ (ICANN) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูเเลจัดระเบียบการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ ประกาศในวันนี้ (20 มิ.ย.)ว่า เตรียมอนุญาตให้บริษัทต่างๆตั้งชื่อประเภทของโดเมนเนม โดยใช้ชื่อบริษัทของตนได้เป็นครั้งแรก แทนที่คำว่า"ดอท คอม" (.com)ที่นิยมใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมของไอคานน์ ที่ประเทศสิงคโปร์ มีมติอย่างท่วมท้นต่อข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้ว่าจะมีความกังวลอยู่บ้างว่าอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้

โดยผู้บริหารจากบริษัทที่ให้บริการด้านข้อมูลสารสนเทศรายหนึ่งจากออสเตรเลียกล่าวว่า นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการคอมพิวเตอร์นับตั้งแต่มีการสร้างคำว่า"ดอท คอม"ขึ้นมาเมื่อ 26 ปีก่อน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้หน่วยงานธุรกิจต่างๆไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการใช้ gTLDs (Generic Top Level Domain Names) หรือ โดเมนระดับบนสุดแบบทั่วไป เช่น .com .net .org .info ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อต้องเปิดเว็บไซต์ใหม่ๆ

ด้านผู้สังเกตการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ ชี้ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ แอปเปิล โตโยต้า หรือบีเอ็มดับเบิลยู อาจเป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ใช้ชื่อบริษัทของตนเป็นชื่อของประเภทของโดเมนเนม และกล่าวว่า บริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากที่สุดคือ "บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีการตลาดที่ชัดเจน และมีกลยุทธิ์ในการศึกษาลูกค้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้ชื่อยี่ห้อเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยธุรกิจต่างๆจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับนโยบายใหม่ของไอคานน์ เนื่องจากขั้นตอนการลงทะเบียนใช้อาจไม่ง่ายดายเหมือนเช่นกรณีของ"ดอท คอม"

นายเซบาสเตียน บาโชลเลต์ คณะกรรมการของไอคานน์ ซึ่งผลักดันข้อเสนอดังกล่าว ระบุว่า บางคนอาจรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลง gTLDs อาจก่อให้เกิดความสับสน แต่เขายืนยันว่าองค์กรมีเครื่องมือที่จัดการให้ปัญหาต่างบรรเทาลงได้

ที่มา: มติชนออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สวีเดนคุย อีก 10 ปี โรงเรียนประถมทุกแห่งสอนภาษาจีนแน่ สบโอกาส"จีน"ครองโลกธุรกิจ

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของสวีเดนเปิดเผยวันนี้ว่า ภายในอีก 10 ปี ข้างหน้านี้ โรงเรียนชั้นประถมศึกษาของสวีเดนทุกแห่งจะต้องเปิดชั้นเรียนสอนภาษาจีน โดยกล่าวย้ำว่าสวีเดนจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ นายยาน บียอร์คลุนด์ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสวีเดน ผู้นำพรรคโพรเกรส ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายขวา กล่าวว่า เขาต้องการเห็นสวีเดนเป็นประเทศแรกในยุโรปที่เปิดหลักสูตรวิชาภาษาจีน ในฐานะวิชาภาษาต่างประเทศในโรงเรียนชั้นประถมทุกแห่ง

รัฐมนตรีสวีเดนกล่าวต่อหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งว่า เขาต้องการเห็นสวีเดนเป็นประเทศแรกของยุโรปที่มีการสอนภาษาจีนตามโรงเรียน ประถมและมัธยม และว่าการให้นักเรียนสวีเดนได้เรียนรู้ภาษาจีนนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่าง ยิ่งที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสวีเดน

และชี้ว่า ทุกวันนี้บุคลากรในโลกธุรกิจทุกคนไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษอีกต่อไป และกิจกรรมทางธุรกิจหลายประเภทย้ายจากฝั่งยุโรปไปที่จีนแล้ว และภาษาจีนก็จะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจมากกว่าภาษาฝรั่งเศส และสเปน

ปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศหลักที่มีการเรียนการสอนในสวีเดน ตามมาด้วยภาษาสเปน เยอรมัน และฝรั่งเศส

นายบียอร์คลุนด์ยังระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจ้างบุคลากรและนักการศึกษาที่สามารถสอนภาษาจีนได้ และกล่าวว่า ภายในไม่เกิน 10 นี้ โรงเรียนในระดับประถมศึกษาทุกแห่งจะต้องมีความพร้อมในการสอนภาษาจีน ขณะที่อาจต้องใช้เวลาถึง 15 ปี สำหรับระดับมัธยมศึกษาในการปรับระบบ

ที่มา: สวีเดนคุย อีก 10 ปี โรงเรียนประถมทุกแห่งสอนภาษาจีนแน่ สบโอกาส"จีน"ครองโลกธุรกิจ มติชนออนไลน์ วันพุธที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผลการเลือกตั้ง 2554

ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554

ผลการเลือกตั้ง 2554 "สุวัจน์" เชื่อสัญญาณการเมืองดีทุกอย่าง ไม่ว่าใครแพ้-ชนะ วันนี้ประเทศไทยชนะ!


ที่มา: มติชนออนไลน์ 7 กค.2554

เช็ดตัวลดไข้ ใช้'น้ำอุ่น'หรือ'น้ำเย็น'?

เมื่อเป็นไข้ ตัวร้อน หลายๆ คน จะรีบหยิบยาลดไข้มารับประทาน แต่ถ้าตัวร้อนจนรู้สึกเพลียมากๆ แม้รับประทานยาไปแล้ว อาการที่เป็นดูจะยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ก็คงต้องเพิ่มตัวช่วยอย่างการนำผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติมาประคบลงบนหน้าผาก แล้วนอนพักผ่อน

ทว่ารู้สึกตัว ตื่นขึ้นมาอีก กลับพบว่าอาการไข้ยังมีอยู่ คงต้องเช็ดตัวลดไข้ช่วยอีกทางหนึ่ง แต่ดูเหมือนบางคนก็ใช้น้ำเย็น บางครั้งถึงกับเอาน้ำแข็งมาผสมใส่น้ำ ขณะที่บางคนกลับเลือกใช้น้ำอุ่น แล้วในความเป็นจริง น้ำเย็น หรือน้ำอุ่น กันแน่ ที่ใช้เช็ดตัวแล้วช่วยให้ไข้ลดได้

คำตอบของข้อข้องใจนี้ ก็คือ 'น้ำอุ่น' เนื่องจากผ้าที่ชุบน้ำอุ่นแล้วบิดหมาดๆ นำมาเช็ดตามตัวให้ผิวหนังออกแดงๆ จะช่วยให้เหงื่อออก ถือเป็นการช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนจากพิษไข้ออกมา ลดอุณหภูมิของร่างกายลงอย่างได้ผล

เหตุที่ไม่ควรใช้น้ำเย็นมาเช็ดตัว เพราะน้ำเย็นจะยิ่งทำให้คนเป็นไข้ยิ่งรู้สึกหนาวสั่นกว่าเดิม แถมความเย็นจากน้ำ ยังทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังหดเกร็ง ถือเป็นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม เวลามีไข้ นอกจากการรับประทานยาลดไข้ ประคบผ้าชุบน้ำไว้ที่หน้าผาก เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นแล้ว ยังควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องให้มากๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD @ gmail.com

ที่มา: เช็ดตัวลดไข้ ใช้'น้ำอุ่น'หรือ'น้ำเย็น'? ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2554

จับสท.เมืองท่าโขลงพร้อมพวกตั้งแท่นผลิตยาบ้า

ตำรวจ ปปส.บุกจับ สท.เมืองท่าโขลง พร้อมพวกอีก 3 คนผลิตยาบ้า ก่อนวิ่งหลบหนีลงป่ากก เจ้าหน้าที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ปิดล้อมกดดันอยู่นานก่อนยอมปรากฏตัว จึงยึดแท่นปั๊มยาบ้า สารตั้งต้น หัวเชื้อในการผลิต และหัวเชื้อยาไอซ์ไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขยายผลต่อไป...

เมื่อเวลา 06.00 น. วันพุธที่ 6 ก.ค. 2554 พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส.พร้อมด้วย พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผบช.สพฐ.ตร., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี รักษาการแทน ผกก.สภ.คลองหลวง พ.ต.อ.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ รอง ผบก.ศพฐ.1 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ปปส. บุกเข้าตรวจค้นบ้านเช่าเลขที่ 62/11 หมู่ 15 ถนนเลียบคลองแอน 1-2 ติดถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แต่ขณะนั้นผู้ต้องหาวิ่งหลบหนีการจับกุมออกไปทางประตูด้านหลัง ก่อนวิ่งหลบหนีลงป่ากก เจ้าหน้าที่ทำการปิดล้อมจับกุม โดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินปิดล้อมกดดัน จากนั้นผู้ต้องหาทั้งหมด 4 คน ยอมมอบตัว และขึ้นมาจากป่ากก



ทราบชื่อคือ 1.นายบรรเจิด ยอดมะลิ อายุ 38 ปี ตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองท่าโขลง อ.คลองหลวง อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ 15 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 2.นายกมล แช่มชื่น อายุ 30 ปี ภูมิลำเนาอยู่ย่านปากน้ำ จ.สมุทรปราการ 3.นายสมศักดิ์ พ่วงมาลี อายุ 58 ปี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 4.นายจักรกฤษณ์ สุดคิด อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50/1 หมู่ 16 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ไปชี้จุดและตรวจค้นภายในห้องเช่าดังกล่าว ตรวจสอบพบแท่นปั๊มยาบ้าขนาดเล็ก แบบ 2 หัวตอก จำนวน 1 เครื่อง, หัวปั๊มเม็ดยากว่า 20 หัว, สารตั้งต้น, หัวเชื้อในการผลิตยาบ้า, หัวเชื้อยาไอซ์, พร้อมอุปกรณ์บรรจุยาบ้าเป็นถุงพลาสติกสีฟ้าจำนวนมาก และยาบ้าที่ปั๊มเสร็จเป็นเม็ดยาแล้วอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดไว้ตรวจสอบ และนำตัวไปสอบสวนขยายผลต่อที่ ปปส.

ด้าน พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. เปิดเผยว่า จากการติดตามสืบสวน ก่อนการบุกเข้าทลายแหล่งปั๊มนี้ ได้ทำการติดตามมานานกว่า 7-8 เดือนแล้ว ซึ่งบ้านเช่าหลังดังกล่าว เป็นของนายบรรเจิดฯ สท.ท่าโขลง และมีบ้านพักอยู่ด้านหลังบ้านเช่า และเมื่อ 3 วันก่อนก็ได้ทราบว่า ได้มีการนำยาบ้าออกไป และจากนั้นติดตามจับกุมขบวนการยาบ้า ก็ทราบว่ารับยามา จากบริเวณดังกล่าว จึงได้วางแผนเข้าตรวจค้นจับกุม แต่ขณะที่บุกเข้าจับกุมซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 4 คน กำลังผลิตยาบ้าอยู่ในห้องเช่าดังกล่าว เมื่อทราบว่า เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้น ได้วิ่งหลบหนีออกประตูด้านหลัง ก่อนหนีลงเข้าป่ากก จึงได้นำเฮลิคอปเตอร์สำนักงานตำรวจบินกดดันป่ากกและปิดล้อม เพื่อกดดันผู้ต้องหา


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 40 นาที ผู้ต้องหาทั้งหมดจึงยอมมอบตัวแต่โดยดี และเมื่อตรวจสอบแท่นปั๊มที่ผู้ต้องหาใช้เป็นแท่นปั๊มแบบ 2 หัวตอก ซึ่งถือเป็นแท่นพิมพ์ขนาดเล็ก ที่ส่วนใหญ่จะใช้ในการลักลอบแอบผลิตเอง เพราะแท่นปั๊มชนิดนี้เสียงจะไม่ดัง จำนวนการผลิตภายใน 24 ชั่วโมง จะสามารถผลิตยาบ้าได้ประมาณกว่า 3 แสนเม็ด จะไม่เหมือนเครื่องพิมพ์แบบเครื่องจักร ที่ต้องใช้สถานที่เก็บเสียง จึงต้องลักลอบจัดหาสถานที่ปั๊ม แต่แท่นปั๊มที่สามารถจับกุมได้ในครั้งนี้ ใช้ระบบเมนนวล ซึ่งง่ายและสะดวกในการเคลื่อนย้ายสถานที่ จึงเป็นการยากในการสืบสวนติดตามตัวแก๊งพวกนี้


ส่วนนายบรรเจิด ผู้ต้องหา ปัจจุบันทำงานเป็น สท.อยู่ที่เทศบาลเมืองท่าโขลง แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน นายประดิษฐ์ ยอดมะลิ น้องชายนายบรรเจิด เพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง จับกุมในคดียาเสพติดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จะได้สอบสวนเพื่อขยายผลทลายขบวนการแก๊งค้ายาบ้ารายนี้ และจะได้ตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและหลักฐานการใช้จ่ายเงินของนายบรรเจิดเพิ่มเติม ส่วนหลักฐานที่สามารถตรวจยึดได้จะนำไปเก็บตรวจสอบที่ ปปส. ต่อไป

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2554

นักวิจัยเกาหลีใต้พบความยาวนิ้วบ่งบอกขนาดอวัยวะเพศชาย

มืออาจบ่งบอกความเป็นเจ้าของมากกว่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะคุณผู้ชาย เมื่อผลศึกษาของเกาหลีใต้พบว่า นิ้วสามารถบ่งชี้ถึงขนาดขององคชาติได้เลยทีเดียว

ผลศึกษาของนักวิจัยเกาหลีใต้ที่เผยแพร่ในวารสาร Asian Journal of Andrology พบว่าชายที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนางอาจมีองคชาติยาวกว่าคนทั่วไป

"จากข้อมูลของเรา ผู้ที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง อาจมีอวัยวะเพศยาวกว่าคนอื่น" แต บอม คิม นักวิจัยแผนกวิทยาทางเดินปัสสาวะของโรงพยาบาลมหาวิทาลัยแกชอน ในอินชอน เกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ผลศึกษาต่างๆก่อนหน้านี้พบหลักฐานที่แน่ชัดว่าเทสโทสเตอโรนฮอร์โมนเพศชายก่อนคลอดอาจกำหนดพัฒนาการของนิ้วเช่นเดียวกับความยาวขององคชาติ ซึ่งก็สัมพันธ์กับสิ่งที่ คิม และเพื่อนร่วมงานลงมือศึกษา

ที่มา: นักวิจัยเกาหลีใต้พบความยาวนิ้วบ่งบอกขนาดอวัยวะเพศชาย ผู้จัดการออนไลน์ วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2554

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม (1) + (2)

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม (1)

ดิฉันอยากทราบว่า การที่ผู้หญิงจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายซึ่งทำให้กลายเป็นภริยาตามกฎหมายแล้วนั้น จะมีสิทธิในส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของชายผู้เป็นสามีอย่างไรบ้าง และถ้าสามีมีทายาทอื่นด้วย จะแบ่งกันในสัดส่วนอย่างไร

ตอบ

คู่สมรสตามกฎหมายไม่ว่าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตและมีทรัพย์มรดก คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ของเจ้ามรดกจะมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายด้วย หมายความว่าเจ้ามรดกอาจมีทายาทโดยธรรมตามกฎหมายประเภทอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ (1) ผู้สืบสันดาน, (2) บิดามารดา, (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, (4)พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน, (5) ปู่ ย่า ตา ยาย, (6) ลุง ป้า น้า อา คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

โดยทายาทในลำดับบนจะตัดทายาทลำดับล่าง คือทายาทลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยถ้าทายาทลำดับบนขึ้นไปยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นกรณีทายาทโดยธรรมลำดับสอง เพราะกฎหมายได้ให้บิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เจ้ามรดกตายนั้น บิดามารดาจะได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร

สมมุติว่ามีครอบครัวหนึ่งสามีเสียชีวิต ทรัพย์สินของครอบครัวนั้นที่เป็นสินสมรสจะต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องครอบครัวก่อน ดังนั้นสินสมรสที่แบ่งแล้วครึ่งหนึ่งรวมกับสินส่วนตัวของผู้เสียชีวิตจะตกเป็นมรดกที่หากไม่มีพินัยกรรมกำหนดไว้ จะต้องนำมาแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป สรุปคือก่อนจะถึงขั้นตอนที่คู่สมรสจะรับมรดกของผู้ตาย คู่สมรสจะต้องมีส่วนแบ่งในสินสมรสครึ่งหนึ่งก่อนตามกฎหมายครอบครัว

หลังจากนั้นจึงมาพิจารณากฎหมายมรดก เนื่องจากคู่สมรสถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมด้วย กล่าวคือ ถึงแม้เจ้ามรดกจะมีทายาทโดยธรรมลำดับชั้นบนตามมาตรา 1629 อยู่ด้วย ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกก็ไม่อาจตัดสิทธิคู่สมรสในการที่จะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของสามีที่เสียชีวิตด้วย เพียงแต่ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสจะได้จำนวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมลำดับใดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม 2554

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม 2


สิทธิและส่วนแบ่งในฐานะทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสที่มีสิทธิรับมรดกของสามีที่เสียชีวิต ต้องดูประกอบกับลำดับชั้นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 กล่าวคือ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ ผู้สืบสันดาน (บุตร หลาน เหลน ลื้อ), บิดามารดา, พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน, ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635” ตามที่กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสจะได้จำนวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมลำดับใดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย สิทธิและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรม มีดังนี้

1. ถ้าเจ้ามรดกมีทายาทลำดับ (1) คู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนบุตร ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีบุตร 3 คน มีภริยา 1 คน ภริยาจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตร คือทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องแบ่งเป็น 4 ส่วน ภริยาได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 4

2. ถ้าเจ้ามรดกมีทั้งทายาทลำดับ (1) และ (2) คือมีบุตรและบิดามารดาด้วย ภริยาจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตรและบิดามารดา ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีบุตร 3 คน บิดา 1 คน มารดา 1 คน และภริยา 1 คน ทรัพย์มรดกของผู้ตายจะต้องแบ่งเป็น 6 ส่วน ภริยาได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 6

3. ถ้าเจ้ามรดกไม่มีทายาทลำดับ (1) แต่มีทายาทลำดับ (2) คู่สมรสมีสิทธิได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 2 ตัวอย่าง เจ้ามรดกไม่มีบุตร มีแต่บิดามารดาและภริยา เช่น มีเงินสด 1,000,000 บาท ภริยาได้ 500,000 บาท ส่วนบิดาได้ 250,000 บาท และมารดาได้ 250,000 บาท

4. ถ้าเจ้ามรดกมีแต่ทายาทลำดับ (4) หรือ (5) หรือ (6) กรณีใดกรณีหนึ่ง คู่สมรสได้ส่วนแบ่ง 2 ใน 3 ตัวอย่าง เจ้ามรดกไม่มีบุตร ไม่มีบิดามารดา มีแต่พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน 3 คน และมีภริยา เจ้ามรดกมีเงินสด 900,000 บาท ภริยาได้ 600,000 บาท พี่น้อง 3 คน ได้คนละ 100,000 บาท

นอกจากนี้เพื่อความเป็นธรรมในหลักที่ว่าญาติสนิทตัดญาติห่าง กฎหมายจะมีเรื่องของการรับมรดกแทนที่ของทายาทโดยธรรมแต่ละลำดับที่จะตัดทายาทโดยธรรมลำดับหลังด้วย กล่าวคือ ถ้าทายาทโดยธรรมลำดับใดเสียชีวิตก่อนเจ้ามรดก แต่ทายาทโดยธรรมลำดับนั้นมีทายาท ทายาทก็เข้ารับมรดกแทนที่ด้วย เช่น เจ้ามรดกมีบุตร และบุตรแต่งงานแล้วมีบุตรสาว 1 คน ถ้าบุตรของเจ้ามรดกตาย หลานสาวของเจ้ามรดกจะในฐานะรับมรดกแทนที่บิดาที่จะตัดทายาทลำดับหลังของเจ้ามรดก สมมุติว่าถ้าเจ้ามรดกมีหลานสาวและภริยา ภริยาจะได้รับมรดกคนละครึ่งกับหลานสาว เนื่องจากหลานสาวได้เข้ามารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ของเจ้ามรดก เป็นต้น

และถ้าเจ้ามรดกไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับใดเลย รวมทั้งไม่มีการรับมรดกแทนที่ในทายาทลำดับใดด้วย คู่สมรสจึงจะมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดของเจ้ามรดกซึ่งเป็นสามีที่เสียชีวิต

ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม 2554

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย (1) + (2)

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย (1) / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย


ผมมีน้องสาวอายุ 26 ปี ได้เสียกับเพื่อนชายจนท้อง ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่าชายผู้เป็นบิดาของเด็กมีภริยาตามกฎหมายอยู่แล้ว และชายผู้นี้ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบเด็กที่เกิดมา จึงอยากจะทราบว่าถ้าน้องสาวกับชายผู้นี้ไม่เคยอยู่กินร่วมกันแต่มีบุตรด้วยกัน มีทางที่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้องขอให้เด็กคนนี้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายได้หรือไม่

ตอบ

เด็กที่เกิดจากชายและหญิงที่ไม่ได้เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ถ้าหากชายประสงค์จะรับผิดชอบก็สามารถจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร หรือถ้าชายไม่มีภริยาชอบด้วยกฎหมายก็สามารถจดทะเบียนสมรสกับมารดาเด็กในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เด็กกลายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายได้

แต่ถ้าหากชายปฏิเสธไม่ยินยอมรับเด็กเป็นบุตร จะต้องอาศัยคำพิพากษาของศาลโดยการฟ้องคดีขอให้ชายรับเด็กเป็นบุตรของชาย โดยการฟ้องได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 ถึงเหตุในการฟ้องคดีให้รับเด็กเป็นบุตรไว้ ดังนี้

1. เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

2. เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

3. เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน

4. เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น

5. เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้

6. เมื่อได้ร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น

7. เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร พฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดูหรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น

ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรากฏว่าชายไม่อาจเป็นบิดาของเด็กนั้นได้ให้ยกฟ้องเสีย

ฉบับวันอังคารหน้าเราจะต่อกันในเรื่องพฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้ง 7 กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรณีที่ 6 ที่หญิงชายเพียงแต่ได้เสียกันโดยสมัครใจโดยมิได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่าชายมีภริยาอยู่แล้วหรือชายไม่รับผิดชอบเด็กที่เกิดมา ซึ่งในทางกฎหมายจะสามารถเรียกร้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้หรือไม่

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม 2554 เวลา 0:00 น

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย (2) / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย

ฉบับที่แล้วเราทิ้งประเด็นปัญหากรณีที่หญิงชายได้เสียกันโดยสมัครใจและฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ แต่ชายไม่อาจรับผิดชอบได้เพราะมีคู่สมรสอื่นอยู่แล้ว หรือชายไม่ประสงค์จะรับผิดชอบก็ตาม ฝ่ายหญิงจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กคนนี้เป็นบุตรของชายได้หรือไม่ ซึ่งแต่เดิมการที่หญิงได้เสียกับชายโดยสมัครใจไม่มีการบังคับขู่เข็ญ ล่อลวง หรือข่มขืนและได้ตั้งครรภ์กับชาย การจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของชายได้ต้องมีข้อเท็จจริงสำคัญในกรณีอื่น ๆ เช่น การที่ชายและหญิงคู่นี้ได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้ (ในทางการแพทย์จะอยู่ในช่วงที่ชายและหญิงได้เสียกันในระยะเวลา 180 วัน ถึง 310 วัน ก่อนเด็กคลอด) หรือมีพฤติการณ์ที่อื่นใดที่เป็นที่รู้กันทั่วไปที่ชายผู้เป็นบิดาได้ยอมรับหรือแสดงให้เห็นว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรของตนด้วย เป็นต้น

แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเรื่องเหตุแห่งการฟ้องคดีให้กว้างขึ้น กล่าวคือ ได้แก้ไขเพิ่มเติมเหตุแห่งการฟ้องคดีดังกล่าวให้รวมถึง เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555(6)

ผู้ที่ฟ้องคดีจึงต้องพิสูจน์โดยนำพยานต่าง ๆ มาสืบให้เห็นว่า ได้มีการร่วมประเวณีระหว่างชายผู้เป็นจำเลยกับหญิงผู้เป็นมารดาในระยะเวลา 180 วัน ถึง 310 วัน ก่อนเด็กเกิด และประการสำคัญคือต้องมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น เช่น พิสูจน์หมู่เลือด, ดีเอ็นเอ รูปร่างหน้าตา หรือหญิงมิได้มีชายอื่นหรือพฤติ กรรมสำส่อน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังมีนักกฎหมายอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่เพียงแต่ชายหญิงได้เสียกันแล้วจะมาฟ้องคดีให้รับเด็กเป็นบุตรของชายได้จะทำให้อาจเกิดกรณีการฉวยโอกาสแอบอ้างว่าเด็กเป็นบุตรเพื่อขอรับมรดกของชายที่ตายได้ โดยฝ่ายชายจะพิสูจน์หักล้างได้ยาก นักกฎหมายฝ่ายนี้จึงเห็นว่าในภายภาคหน้าควรจะแก้ไขกฎหมายโดยการตัดเหตุแห่งการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรกรณีนี้ออกไปเสีย

สินสมรส (1) + (2) + (3) + (4) + (5)

สินสมรส (1)

ดิฉันมีปัญหาเกี่ยวกับชีวิตสมรส แต่สิ่งที่ดิฉันไม่ทราบคือปัญหาเรื่องทรัพย์สิน เพราะชีวิตสมรสที่มีปัญหา ทำให้ดิฉันต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เรามีร่วมกัน ซึ่งจะมีทั้งนำไปขายโดยไม่บอก หรือซื้อมาโดยปิดบังไม่ให้รู้ ดังนี้

1. การที่สามีนำที่ดินและบ้านไปขายฝากโดยดิฉันไม่ทราบ ดิฉันจะมีทางเอาที่ดินกลับคืนมาได้หรือไม่

2. ที่ดินที่สามีเป็นผู้ซื้อโดยผ่อนกับธนาคาร และธนาคารหักหนี้จากเงินเดือนของสามีทุกเดือน ที่ดินแปลงนี้จะเป็นสินส่วนตัวของสามีหรือสินสมรสของสามีภริยา

รวมทั้งให้สามีช่วยเซ็นให้ความยินยอมในเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่เซ็นให้ ทำให้ดิฉันไม่อาจทำการค้าขายได้สะดวก จนบางครั้งต้องใช้วิธีปลอมลายเซ็นสามีในการให้ความยินยอม

ตอบ
เนื่องจากมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการจัดการสินสมรสมากมาย ทั้งจดหมาย โทรศัพท์และอีเมล จึงขอรวบรวมตอบเพื่อผู้อ่านท่านอื่น ๆ จะได้ศึกษาเป็นแนวทางด้วยดังนี้

1. ถ้าที่ดินแปลงใดเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส ที่ดินแปลงนั้นจะเป็นสินสมรสที่จะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยา การขาย ฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง จะทำให้นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1)) และถ้าเจ้าหนี้รับซื้อฝากที่ดินโดยไม่สุจริต คู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมขายฝากมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากคู่สมรสนำไปขายฝากให้เจ้าหนี้ได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480) โดยฟ้องทั้งผู้ซื้อฝากและผู้ขายฝากให้เป็นจำเลยร่วมกัน

นอกจากนี้การฟ้องคดีดังกล่าวยังสามารถฟ้องเพิกถอนทรัพย์สินได้ทั้งหมดมิใช่ฟ้องได้เฉพาะส่วน เนื่องจากในการเพิกถอนนิติกรรมสำคัญใด ๆ ที่บุคคลภายนอกทำการโดยไม่สุจริตหรือไม่ได้เสียค่าตอบแทนตามนัยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้นั้น เป็นเรื่องของนิติกรรมโดยตรง จึงต้องเพิกถอนทั้งหมด โดยมีผลว่าทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นย่อมกลับคืนมาเป็นสินสมรสทั้งหมด มิใช่เพิกถอนแต่เฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมเท่านั้น (ตามแนวคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7180/2551) ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ถูกเพิกถอนได้รับความเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่าเอากับผู้ขาย

2. เมื่อเงินเดือนเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เงินเดือนจึงเป็นสินสมรส
ดังนั้นการที่นำเงินเดือนไปชำระหนี้กับธนาคารเพราะเป็นผู้กู้เงินจากธนาคารมาซื้อทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาโดยผ่อนชำระกับธนาคารโดยวิธีการให้หักเงินเดือน การซื้อหาทรัพย์สินนี้จึงได้มาจากการใช้เงินเดือน ถือได้ว่าทรัพย์สินนี้เป็นสินสมรสซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยาไม่ใช่สินส่วนตัวของเจ้าของเงินเดือน (ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2551)

ฉบับหน้าจะมาว่ากันต่อเรื่องปัญหากรณีที่คู่สมรสไม่ให้ความยินยอมในการจัดการสินสมรส

ที่มา: สินสมรส (1) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน 2554

สินสมรส (2) ต่อ

ฉบับที่แล้วเราค้างไว้ในปัญหาที่ว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดไม่ให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะจัดการสินสมรส จะทำอย่างไร

ในเบื้องต้นดิฉันอยากจะทำความเข้าใจก่อนว่า มิใช่ว่าถ้าเรามีคู่สมรสแล้วเราจะต้องขอความยินยอมจากคู่สมรสของเราทุกเรื่อง เพราะในหลายกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถทำได้โดยลำพัง เพราะนิติกรรมนั้นยังไม่ใช่การจัดการสินสมรสที่สำคัญที่กฎหมายบัญญัติให้จัดการร่วมกัน ยกตัวอย่างกรณีที่คู่สมรสสามารถจัดการได้เองโดยลำพัง เช่น

1. การจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวของตนเอง,

2. การจัดการบ้านเรือนหรือจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการดังกล่าวจะผูกพันสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย

3. การทำพินัยกรรมยกสินสมรสเฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของตนให้แก่บุคคลใด

4. คดีที่เกี่ยวกับการฟ้อง ต่อสู้คดี หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส

5. การให้เพื่อการกุศลพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว

6. บางคู่อาจจะได้มีการทำสัญญาก่อนสมรสไว้ว่าจะให้คู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้จัดการสินสมรส ก็เป็นไปตามสัญญาก่อนสมรสนั้น

7. สำหรับการค้าการขาย ถ้าเป็นการที่คู่สมรสคนใดอยากจะขอกู้เงินจากบุคคลอื่น การขอกู้ยืมเงินมิใช่เป็นเรื่องของการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจะต้องจัดการร่วมกัน และหนี้เงินกู้นั้นถือว่าเป็นหนี้สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นลูกหนี้ คู่สมรสฝ่ายใดจึงมีอำนาจกู้ยืมเงินบุคคลอื่นได้โดยไม่ต้องมีความยินยอมของคู่สมรส เพราะกฎหมายจะระบุกรณีต้องมีความยินยอมของคู่สมรสเฉพาะเรื่องการให้กู้ยืมสินสมรสเนื่องจากการให้บุคคลอื่นมากู้ยืมเงินเราอาจจะทำให้สินสมรสได้รับความเสียหายเพราะอาจไม่ได้รับการใช้คืน แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติถ้าเราจะไปกู้เงินใคร เจ้าหนี้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารหรือสหกรณ์จะให้ผู้ขอกู้ได้โปรดกรอกแบบฟอร์มเอกสารความยินยอมของคู่สมรสด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหนี้ต้องการเอกสารอะไรผู้กู้ก็จะหามาให้เพราะอยากได้เงินกู้ จึงมีกรณีที่ผู้กู้บางรายไม่อยากบอกให้คู่สมรสของตนทราบว่าจะขอกู้เงินจึงได้เซ็นชื่อปลอมของคู่สมรสในเอกสารความยินยอม

ภายหลังเกิดคู่สมรสนั้นมีปัญหาทะเลาะกันเรื่องอื่นก็มีการขุดคุ้ยเรื่องการปลอมลายเซ็นมาแจ้งความกันวุ่นวาย ซึ่งความจริงแล้วการขอกู้เงินไม่จำเป็นต้องใช้ความยินยอมของคู่สมรสเลย ตัวอย่างคดีเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862/2531 จำเลยเป็นหญิงมีสามี สมัครใจทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าสัญญากู้ทำขึ้นเพราะถูกบังคับหรือสำคัญผิดก็ย่อมเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้สามีจำเลยไม่ได้ให้ความยินยอมในการกู้เงินก็ไม่ทำให้สัญญากู้ดังกล่าวเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกู้เงินของจำเลยไม่ใช่ การจัดการเกี่ยวกับสินสมรสที่จะต้องให้สามีจำเลยยินยอม

ที่มา: สินสมรส (2) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน 2554

สินสมรส (3)

บางกรณีคู่สมรสอาจจะไว้ใจคู่สมรสอีกฝ่ายมาก ในอันที่จะให้ทำนิติกรรมใด ๆ หรือกรณีที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันและไม่อยากยุ่งยากในการต้องมาเซ็นยินยอม จึงอาจจะทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะจัดการสินสมรสไว้ล่วงหน้าจะใช้ได้หรือไม่ เพราะอาจเกิดกรณีว่าพอคู่สมรสฝ่ายใดไปทำนิติกรรมเข้าจริง ๆ ภายหลังอีกฝ่ายหนึ่งก็จะขอให้เพิกถอนโดยอ้างเรื่องยังไม่มีความยินยอมในนิติกรรมนั้น เรื่องนี้มีแนวคำวินิจฉัยของศาลตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3186/2538 ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าทำได้ โดยศาลได้วางแนวบรรทัดฐานไว้ในคดีนั้นว่า ความยินยอมให้ทำนิติกรรมไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องเฉพาะราย จะให้ความยินยอมเป็นการล่วงหน้าและตลอดไปไม่ได้ ทั้งโดยสภาพแล้วผู้ให้ความยินยอมสามารถให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องเฉพาะรายหรือตลอดไปก็ได้

เมื่อหนังสือให้ความยินยอมมีข้อความว่า ภริยายอมให้สามีทำนิติกรรมในการกู้เงิน กู้เบิกเงินเกินบัญชีค้ำประกัน ฯลฯ หรือทำนิติกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องได้โดยผู้เป็นภริยาตกลงให้ความยินยอมในการกระทำนั้นตลอดไป ย่อมแสดงให้เห็นว่า ภริยามีเจตนาให้ความยินยอมในการที่สามีทำนิติกรรมที่ระบุในหนังสือให้ความยินยอมและนิติกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับธนาคารได้ตลอดไป ดังนั้นสัญญาค้ำประกันที่สามีทำกับธนาคารเพื่อค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้คนหนึ่งต่อธนาคารย่อมมีผลใช้บังคับโดยชอบ ภริยาจึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

ส่วนกรณีที่คู่สมรสไม่ยอมให้ความยินยอมสำหรับการจัดการสมรสที่สำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งจึงต้องร้องขอต่อศาลสั่งอนุญาตแทนความยินยอมนั้น หากปรากฏว่าการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลหรือไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอมได้ เพราะถ้าขืนจัดการไปเองโดยลำพังจะทำให้คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นไว้เสียแต่ว่าคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมจะมารับรองนิติกรรมนั้นในภายหลังที่เรียกว่าการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้น หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

สำหรับนิติกรรมที่สำคัญซึ่งกฎหมายกำหนดให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหลังนั้น มีข้อสังเกตคือ ตราบใดที่นิติกรรมที่ทำโดยไม่มีความยินยอมดังกล่าวนี้ยังไม่มีการฟ้องขอให้เพิกถอน นิติกรรมสัญญานั้นยังคงสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น สามีขายบ้านหลังหนึ่งให้แก่นาย ก. โดยภริยาไม่ทราบและไม่ได้ให้ความยินยอม นาย ก.ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่บริวารของผู้ขายให้ออกจากบ้านหลังนั้นได้ เพราะนิติกรรมสัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนาย ก.กับสามีนั้นสมบูรณ์เนื่องจากยังไม่มีการเพิกถอนจึงเป็นเรื่องที่ภริยาจะต้องฟ้องศาลเพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายบ้านของสามีกับนาย ก.ว่าทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นภริยา และนาย ก.ผู้เป็นบุคคลภายนอกไม่สุจริตและไม่ได้เสียค่าตอบแทน เป็นต้น

ที่มา: สินสมรส (3) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน 2554

สินสมรส (4)

คู่สมรสที่ต้องการจะให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่ผู้อื่นจะทำได้มากน้อยเพียงใด เช่น ให้ลูกติดมา หรือให้ญาติพี่น้อง ของตนเอง หรือนำไปบริจาคหรือทำบุญ และไม่อยากให้คู่สมรสของเราทราบเพราะขี้เกียจฟังเสียงบ่นในวันหลัง

ตอบ
เนื่องจากการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่กฎหมายบัญญัติให้คู่สมรสต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะรวมถึงการยกทรัพย์สินให้ผู้อื่นโดยเสน่หาไว้ด้วย อย่างไรก็ตามกฎหมายได้ยกเว้นการให้โดยเสน่หาที่สามารถจัดการได้ตามลำพังหรือไม่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าหากการให้โดยเสน่หานั้นเป็นการให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

แต่เดิมกฎหมายเก่าได้แบ่งประเภทของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเป็น 3 ประเภท คือ สินส่วนตัว สินเดิม และสินสมรส โดยสินเดิมและสินสมรสที่อยู่รวมกันเป็นสินบริคณห์ แต่กฎหมายใหม่แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้น คือ สินส่วนตัว และสินสมรส ดังนั้นคู่สมรสจะเอาสินส่วนตัวของตนไปให้ใครย่อมไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาพิพาทกันในศาลจะเป็นเรื่องที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเอาสินสมรสไปยกให้ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสของตน ซึ่งอันที่จริงการยกให้ผู้อื่นโดยเสน่หาอาจทำได้หากเข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย หรือจะยกให้ไม่ได้หากเกินสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวและไม่เป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา จึงต้องดูข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องว่ากรณีใดเป็นการให้ที่เกินสมควรหรือไม่ ตัวอย่างคดีที่พิพาทกัน เช่น

-สามียกที่ดินให้ภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควร ในทางศีลธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270-2271/2534 )

-สามียกที่ดินสินสมรสราคาเกินกว่าแสนบาทให้ผู้อื่น โดยภริยามิได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ เหตุที่ยกให้เพราะผู้นั้นช่วยอุปการะและพาสามีไปตรวจรักษาพยาบาล ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินเท่าใด ยังไม่พอถือว่าเป็นการสมควรในทางศีลธรรมอันดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2518)

-สามีทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินอันเป็นสินบริคณห์ให้บุตรโดยเสน่หาคนละแปลง เมื่อปรากฏว่ายังมีที่ดินอันเป็นสินบริคณห์หรือสินสมรสเหลืออีกหลายแปลง จึงเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยาก่อน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2391-2392/2517, 3471/2531)

หรือตัวอย่างของการที่บิดายกสินสมรสให้บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7419/2543 คดีนั้นได้ให้เหตุผลไว้ว่า แม้บิดาไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย แต่โดยทางธรรมจรรยาซึ่งเป็นความรู้สึกผิดชอบภายในจิตใจที่เกิดจากพื้นฐานทางคุณธรรมและจริย ธรรมของผู้เป็นบิดา บิดาย่อมมีความผูกพันที่จะให้การเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดมาโดยปราศจากความผิดใด ๆ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ ซึ่งบิดาได้จัดให้บุตรได้รับการศึกษาและดูแลบุตรดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่งบิดาถึงความตาย ดังนั้นการที่บิดาได้โอนบ้านและที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของบุตรและมารดาของเด็ก โดยบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดที่บิดามีอยู่ร่วมกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาอันพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว คู่สมรสที่เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายจึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาดังกล่าวไม่ได้

ที่มา: สินสมรส (4) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน 2554

สินสมรส (5)

การที่บิดามารดาจะยกทรัพย์สินให้บุตรของตนที่มีครอบครัวแล้ว ทรัพย์สินที่ยกให้นี้จะเป็นสินส่วนตัวของบุตรคนเดียว หรือเป็นสินสมรสร่วมกันระหว่างสามีภริยา และถ้าให้เป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่งแทนการให้เป็นทรัพย์สินจะเกิดปัญหาได้หรือไม่
ปราณี

บิดามารดาที่จะยกทรัพย์สินให้บุตรหลาน ส่วนใหญ่มักจะกังวลกันว่าจะตกได้แก่บุตรของตนทั้งหมด หรือตกเป็นสินสมรสซึ่งจะทำให้บุตรของตนมีสิทธิเพียงครึ่งเดียว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471(3) บัญญัติเรื่องสินส่วนตัวว่า ได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา และในมาตรา 1474(2) บัญญัติเรื่องสินสมรสว่า ได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส สรุปคือการยกทรัพย์สินให้บุตรหลานของตนที่มีครอบครัวแล้วจะเป็นสินส่วนตัว เว้นแต่การยกให้นั้นผู้ให้หรือเจ้าของพินัยกรรมจะระบุชัดแจ้งว่าจะยกให้เป็นสินสมรส

นอกจากนี้ยังมีมาตรา 1474(3) บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว ซึ่งดอกผลที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ทรัพย์สินพวกดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าเช่า เป็นต้น ตัวอย่างเช่น บิดายกที่ดินให้บุตรชายที่แต่งงานแล้ว บุตรชายนำที่ดินแปลงนี้ไปให้เช่า ค่าเช่าที่ดินถือว่าเป็นดอกผลที่ได้มาในระหว่างสมรส ดังนั้นที่ดินแม้จะเป็นสินส่วนตัวของบุตรชาย แต่ค่าเช่าจะเป็นสินสมรส หรือได้รับมรดกเป็นเงิน 10 ล้านบาท เงินต้น 10 ล้านบาทเป็นสินส่วนตัว แต่เงินดอกเบี้ยของเงินที่ได้มาและนำไปฝากไว้กับธนาคารเป็นสินสมรส เป็นต้น

แต่เงินกำไรที่ได้จากการขายทรัพย์สินที่ได้รับมรดกหรือรับการยกให้มาซึ่งเป็นส่วนต่างที่ทำให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้นไม่ถือว่าเป็นดอกผล เพราะเงินกำไรไม่ถือว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการให้ผู้อื่นได้ใช้ทรัพย์สินนั้นและให้ประโยชน์แก่เจ้าของทรัพย์สินเป็นครั้งคราว ดังนั้นถ้าที่ดินรับมรดกมามีมูลค่าที่ดินประมาณ 10 ล้านบาท แต่ขายได้ในราคา 20 ล้านบาท แม้จะขายที่ดินแปลงนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากราคาที่ดินเดิม เงินกำไรนี้ยังเป็นสินส่วนตัวของเจ้าของที่ดิน

นอกจากนี้มาตรา 1474 วรรคท้าย ยังบัญญัติไว้ว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ผลที่อาจจะตามมาเกี่ยวกับปัญหานี้คือถ้าหากว่าเงินที่ได้รับการยกให้หรือรับมรดกไม่แยกออกให้ชัดเจน จนไม่อาจจะแยกกันได้ว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสเพราะอยู่รวมปนกัน กฎหมายจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2545 เงินฝากในบัญชีเงินฝากในธนาคารมีรายได้จากกิจการที่สามีภริยาร่วมกันทำมาหาได้ร่วมกันอยู่ด้วย เนื่องจากเงินรายได้จากกิจการเป็นเงินสินสมรส แต่เมื่อได้รวมระคนปนกับเงินสินส่วนตัวของสามีจนไม่อาจจำแนกว่าแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าใด ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเงินในบัญชีนั้นเป็นสินสมรส ฉะนั้นการที่ได้ถอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ เงินฝากในบัญชีใหม่จึงเป็นสินสมรส หากมีการนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและห้องชุด ที่ดินและห้องชุดจะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่าเป็นสินสมรส เป็นต้น

บทสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสนั้น หมายความว่าถ้าฝ่ายใดจะอ้างว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวของตนไม่ใช่สินสมรส ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัวจะต้องเป็นผู้นำหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างให้ได้ว่าไม่ใช่สินสมรส

ที่มา: สินสมรส (5) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 05 กรกฎาคม 2554

ปตท.แนะทุนสำรองสร้างคลังน้ำมัน

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บมจ. ปตท. ในฐานะประธานกลุ่ม โรงกลุ่มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ต้องการเสนอให้รัฐบาลสร้างคลังสำรองน้ำมันเพื่อป้องกันปัญหาวิกฤติน้ำมันโลกเหมือนกับหลายประเทศที่ดำเนินการสร้างแล้ว เนื่องจากไทยยังเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ เบื้องต้นรัฐบาลลงทุนโดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปลี่ยนจากการเก็บเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นน้ำมันแทน ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้เก็บสำรองน้ำมันตามกฎหมาย

“เห็นว่าการเก็บสำรองน้ำมันยิ่งทำเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งกำไร เพราะราคาน้ำมันมีแต่ปรับราคาขึ้น และวิธีการนี้ก็มีหลายประเทศที่ใช้เช่น จีน ฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะใช้บริหารจัดการราคาน้ำมันได้ดีกว่าการอุดหนุน โดยเบื้องต้นการเก็บสำรองน้ำมันโดยรัฐบาลเองก็มีตั้งแต่ 30-90 วันขึ้นไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวก่อนหน้านี้ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เสนอให้ไทยมีการสำรองน้ำมันดิบ 90 วัน ซึ่งเป็นการสำรองจากภาครัฐเพื่อให้ประชาชนมั่นใจ หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้จากกรณีวิกฤติต่าง ๆ โดยต้องใช้งบลงทุน 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายไพรินทร์ กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีแนวคิดให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า รัฐบาลคงต้องดูว่ามีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้ามีกองทุนน้ำมันก็สามารถช่วยพยุงราคาน้ำมันบางส่วนได้ แต่ถ้ายกเลิกก็ทำได้หากมีคลังน้ำมันสำรองอยู่

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. กล่าวว่า นโยบายยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซลลดลงทันที ขณะเดียวกันก็จะทำให้ราคาพลังงานที่มีการอุดหนุนอยู่ เช่น ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นต้องติดตามว่ารัฐบาลจะนำเงินจากส่วนใดมาดูแล ส่วนภาษีน้ำมันนั้นตามหลักการแล้วก็จำเป็นต้องเก็บ เพราะสร้างรายได้จำนวนมาก เฉพาะภาษีน้ำมันดีเซลตัวเดียวปีหนึ่งก็เกือบ 1 แสนล้านบาท

ที่มา: ปตท.แนะทุนสำรองสร้างคลังน้ำมัน เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2554

Tuesday, July 5, 2011

นอนนานวิ่งได้เร็วขึ้น พบสำคัญกับนักกีฬาชั้นยอดยิ่งกว่าอย่างอื่น

นอนนานประโยชน์เยอะ เช่น วิ่งได้เร็วขึ้น พบสำคัญกับนักกีฬาชั้นยอดยิ่งกว่าอย่างอื่น

นักวิจัยได้ขุดค้นพบความสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ของการนอนหลับที่สำคัญใหม่อีก อย่าง ช่วยให้นักกีฬาชั้นยอดทำสถิติได้ดีขึ้น

วารสารวิชา “การนอนหลับ” ของสหรัฐฯ การได้หลับนอนนานขึ้น จะช่วยให้นักกีฬาทำสถิติดีขึ้นได้

นักวิจัยได้ทดลองกับทีมบาสเกตบอลชาย ขอให้นอนหลับให้นานเป็นคืนละ 10 ชม. เป็นเวลาเดือนครึ่ง ปรากฏว่าทำให้พวกเขาเล่นดีขึ้น และชู้ตลูกแม่นขึ้นกว่าเดิมอีกร้อยละ 9 และทำให้รู้ความสำคัญว่า การนอนหลับและพักผ่อนนานเพียงพอ สำคัญไม่แพ้กับการฝึกซ้อมและอาหารการกินสำหรับนักกีฬาชั้นยอดเช่นกัน

นักวิจัย เชริ หม่า ของคลินิกรักษาปัญหาในการนอน กล่าวว่า การนอนมักจะถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาต่างก็รู้ความสำคัญของมันแก่ใจดี แต่ก็มักจะชอบสังเวยมันก่อนเสมอ การค้นพบทำให้รู้ว่า ความสำคัญของการนอนสำคัญในระยะยาวเหนือกว่าสิ่งใดหมด ไม่เฉพาะแต่คืนก่อนแข่งเท่านั้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 กรกฎาคม 2554

นอนให้เยอะที่สุดแต่ต้องไม่มากเกินไป และความสดชื่นจะตามมา

จงใจแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ

คำกล่าวที่ชาวบ้านพูดกันว่า เลือกตั้งทีต้องสะสมกระสุนไว้ยิงนั้น...เป็นความจริง ตราบใดที่การเมืองต้องแข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเลือกตั้งจบก็เหมือนเสร็จสงคราม เมื่อรบชนะก็แบ่งสมบัติ เลือกตั้งเสร็จก็ปูนบำเหน็จด้วยตำแหน่งในรัฐบาล ดังนั้นก่อนการเลือกตั้งก็
ต้องเตรียมตัว พรรคการเมืองจะออกรบก็ต้องเตรียมกระสุนดินดำคือเตรียมเงิน เตรียมทุนให้ลูกพรรคไปใช้หาเสียง เพื่อให้ชนะเลือกตั้งพรรคที่มีความพร้อมก็จะได้ ส.ส.จำนวนมาก พรรคที่ไม่พร้อม ส.ส.ที่ได้ก็น้อย ดังนั้นการแต่งตั้งรัฐมนตรีของพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลจึงคำนวณจาก ส.ส.ที่ได้รับเลือกเข้ามา พรรคการเมืองจึงต้องหาเงินทุนให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง.....

จาก “ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก” หนังสือเบสท์เซลเลอร์โดยพระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม (สุขธนะ) อดีตรัฐมนตรีที่ขอแนะนำให้อ่านครับ ชาวบ้านผู้เสียภาษีอย่างเราจะได้ทราบว่าวงจรอุบาทว์ทางการเมืองยังดำรงอยู่ในวงการเมืองแบบไทย ๆ และสามารถอนุรักษ์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นตลอดมา

ต้องเตรียมกระสุนดินดำแล้วเป็นยังไง

จากหนังสือฉบับเดียวกันพระรักเกียรติท่านเล่าว่า แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)ก็ส่งบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาอาตมาถึง ๓ คดี คือ

๑. แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ

๒. ชี้มูลกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ เรียกรับทรัพย์สินจากบริษัทยา

๓. ชี้มูลฐานร่ำรวยผิดปกติ มีมติให้ส่งสำนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขอให้ยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ๒๓๓,๘๘๐,๐๐๐ บาท

ในที่สุดก็อย่างที่เป็นข่าวท่านถูกศาลพิพากษาลงโทษและรับโทษเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ท่านพบความสุขอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนา ถึงมีหนังสือดี ๆ มาให้อ่านกัน

จากกรณีของพระรักเกียรติดังกล่าว ท่านเขียนไว้ในหน้า ๔๙ ว่านักการเมืองที่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วรอดยาก

ที่รอดยากพระท่านว่าเป็นเพราะระบบกฎหมายซึ่งใช้สำนวนคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาคดี สำนวนการไต่สวนเหมือนกับตั้งธงว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือเชื่อว่ามีความผิดแล้ว แต่ก็ให้โอกาสจำเลยมาแก้ต่าง

แต่บางทีที่รอดยากเพราะฟังคำชี้แจงแล้วปล่อยให้รอด มันทำใจลำบาก

ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งต้องยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

ปรากฏว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าท่านผู้อำนวยการไม่แสดงรายการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของตนและของภรรยารวม ๑๕ บัญชีกับรายการที่ดินที่ภรรยาเป็นเจ้าของร่วมอีกหนึ่งแปลง คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ท่านผู้อำนวยการในฐานะผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเป็นประเด็นให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยดังนี้

หนึ่ง ผู้ร้อง (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)ไม่อาจนำประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒มาอ้างเพื่อให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังแก่ผู้คัดค้าน

ประเด็นนี้ ท่านว่าประกาศดังกล่าวก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่นี้โดยทั่วกันเสียก่อน เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงจึงเป็นตำแหน่งที่ต้องเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย และการดำเนินการดังกล่าวก็เป็นการกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การกำหนดให้การกระทำใดเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าเพิ่งมีการดำเนินการหลังจากที่ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ ไม่มีข้อพิจารณาว่าเป็นการดำเนินการที่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สอง ผู้คัดค้านอ้างว่ามีความสับสนในการยื่นบัญชีเนื่องจากเป็นบุตรชายคนโตต้องดูแลธุรกิจและรายรับรายจ่ายของมารดาและส่งเงินให้แก่น้อง ๆ ที่ศึกษาต่างประเทศและมีงานที่ต้องเปิดบัญชีหลายบัญชีมีเงินเดินเข้าออกเป็นจำนวนมากเพราะขายที่ดินมรดกเป็นเงินร้อยกว่าล้านบาท

ท่านว่า ผู้คัดค้านสำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต เคยเป็นทนายความ และยังเคยเป็นอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมทราบเรื่องการยื่นบัญชีดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่กลับไม่แจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารถึง ๑๕ บัญชี ข้ออ้างว่าสับสนและไม่จงใจจึงไม่สมเหตุผล

ส่วนที่ดินซึ่งอ้างว่ามารดาของภรรยาใส่ชื่อภรรยาโดยไม่ทราบเรื่อง เห็นว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มี กระบวนการขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดและผ่านการตรวจสอบหลักฐานของเจ้าพนักงาน เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้นำเจ้าพนักงานที่ดำเนินการมาเบิกความสนับสนุนจึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย

จึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๕ (๔) แต่ พิพากษาห้ามมิให้ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลาห้าปี (คำพิพากษาที่ อม. ๒ / ๒๕๕๓)


พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

: กฎหมายข้างตัว จงใจแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 04 มิถุนายน 2554

ย้ายชั่วคราว+วันครบกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

รัฐบาลสมัยนี้ท่านประกาศวันหยุดเพิ่มขึ้นจากวันหยุดปกติหลายครั้ง

วันหยุดยาวขึ้น ประชาชนเดินทางมากขึ้น หมุนเวียนกระแสเงินสะพัด

ยังมีปัญหาทางคดีความขึ้นมาได้ คนละแนวกันแท้ ๆ

คุณสุพรถามมาว่า กรณีมีวันหยุดเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากวันหยุดตามปกติดังกล่าว

หากวันนั้นเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

จะนับวันถัดไปเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาได้หรือไม่

เพราะไม่ใช่วันหยุดปกติประจำทุกปี

มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๙๐/๒๕๕๐ เป็นแนวทางว่านับได้ครับผม

เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ดังที่ได้เป็นข่าวทางการเมืองกันมาแล้ว

ผู้ฟ้องคดีรายหนึ่งต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์กรณีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคาร

ครบกำหนดสามสิบวันดังกล่าวในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

มายื่นฟ้องในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ศาลปกครองชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องเนื่องจากเป็นการฟ้องคดี เมื่อพ้นระยะเวลาฟ้องคดี ตามมาตรา ๕๒ วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฯ

และมาตรา ๔๙ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ

ในชั้นศาลปกครองสูงสุด ท่านวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายในสามสิบวันคือภายในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

แต่อย่างไรก็ตามคณะรัฐมนตรีมีมติให้วันจันทร์ที่ ๒๐ สิงหาคมดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ทำให้วันที่ ๒๐ สิงหาคม เป็นวันหยุดทำการตามประกาศ

ดังนั้น วันสุดท้ายของระยะเวลาการยื่นฟ้องคดีดังกล่าวจึงต้องนับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการ นั้น คือ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๙๓/๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ฟ้องได้ ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ รับฟ้องไว้พิจารณา ต่อไป

อีกเรื่องจากวงสนทนาของข้าราชการ ท่านเปรย ๆ มาให้กระผมรับใช้หน่อย

เรื่องเดียวสำมะคัญมากเกร็งกันทั้งบางยังกะศรีภรรยาสมัยนี้กลัวเรยา ณ ช่องสามปานนั้น

ถูกเจ้านายสั่งย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ที่ดูมุมไหน ๆ แล้วสู้ตำแหน่งเดิมไม่ได้

สงกะสัยว่าเจ้านายวางแผนจัดหนักให้มีผลถึงเวลาพิจารณาความดีความชั่วประจำปีเพราะอยู่ในตำแหน่งนี้ผลงานมันสู้ตำแหน่งเดิมไม่ได้

สแกนกรรมแล้วเลือกที่รักมักที่ชังนี่หว่า แบบนี้ต้องแก้กรรมใครกรรมมันที่ศาลปกครอง

ไม่กล้าไปแก้กับกูรูกรรมคนดังนั่น พอเวลากรรมตัวเองมามั่งแก้ด้วยการขอโทษสบาย ๆ

ไม่ซับซ้อนพิสดารเหมือนแก้กรรมให้ลูกศิษย์เลยนะตัวเอง

ข้าราชการตำแหน่งหัวหน้างานธุรการท่านหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งช่วยราชการอีกกองหนึ่ง

เซ็งเป็ด เพราะรู้สึกว่างานใหม่นี้เกรดสอง ยังงี้เวลาประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนก็เสร็จคนอื่นซิจ๊ะ

แบบนี้เจ้านายกลั่นแกล้งแน่ ๆ เพราะเคยขัดแย้งเรื่องงานไม่กินเส้นกันมาก่อน

จึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ยกเลิกคำสั่งย้ายดังกล่าวขอให้ย้ายกลับตำแหน่งเดิม สถานะเดิม

เพิ่มออพชั่นเรียกให้ชดใช้เงินหลายแสนจากตำแหน่งเดิมติดปลายนวมพอให้เจ้านายระทึกขวัญ

กรณีอย่างนี้ต้องดูแนวทางจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น

สั่งไม่รับฟ้อง

ท่านว่า คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการต่างกองเป็นการชั่วคราวโดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่ง

เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ

แต่คำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดียังคงดำรงตำแหน่งระดับเดิมและได้รับเงินเดือนเท่าเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้

ปัญหาว่าจะเสียโอกาสเพราะงานต่ำกว่ามาตรฐานเดิม เกรงว่าจะไม่มีผลการปฏิบัติงานเข้าตาคณะกรรมการประเมินผลนั่น

ท่านว่า ความเดือดร้อนเสียหายจะเกิดขึ้นเมื่อผู้บังคับบัญชามีคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนโดยอ้างเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีผลการปฏิบัติงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ตามมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นกำหนดเท่านั้น

ความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเกรงว่าจะได้รับนั้น มิได้เกิดจากคำสั่งย้าย ดังกล่าว

ไม่รับฟ้อง ไว้พิจารณา (คำสั่งที่ ๘๔๖ / ๒๕๕๐)

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน สมัยนี้แก้ง่ายยังกะแก้ผ้าซะแล้ว

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

ที่มา: กฎหมายข้างตัว คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน 2554

Monday, July 4, 2011

คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม

เข้าฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งที่รอมานาน

เงินทองน่าจะสะพัดทั้งจังหวัดตามปกติเช่นร้านป้ายโฆษณา ร้านอาหาร ร้านเครื่องเสียง

และสะพัดไม่ปกติ ซึ่งกระผมเคยมีประสบการณ์ตรงกับเขาเหมือนกัน

เงินที่แจกกันอุตลุดโดยเฉพาะคืนหมาหอน

จากประสบการณ์ตรงดังกล่าวทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า ใครหนอเป็นคนต้นคิดห้ามการแจกจ่ายเงินในการหาเสียง

คิดได้ไง เงินน่ะใคร ๆ ก็อยากได้ เมื่อคนแจกเขามีเงินและอยากแจก ก็ให้แจกกันให้เต็มเหนี่ยวเซ่คุณพี่ ชาวบ้านจะได้มีเงินค่าเทอมลูก

ดั๊นไปห้ามชาวบ้านรับเงินฟรี ฝืนธรรมชาติมนุษย์กันสุโค่ย

เออ ถ้าแจกไปแต่ละรายแล้วคะแนนของคนแจกขึ้นทันทีตามกฎหมายก็ว่าไปอย่าง

เขาจะเลือกหรือไม่ก็ไม่รู้ ไปคิดแทนชาวบ้านเองว่า ยังไง ๆต้องลงคะแนนให้คนแจกเท่านั้น

อย่างนี้วัยรุ่นเขาเรียกว่าเกรียนน่ะท่าน

โน่น ไอ้ที่ควรจะทำก็คือการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจชาวบ้านให้ได้ว่าเมื่ออยู่หลังคูหาแล้วเป็นอำนาจของประชาชนเท่านั้น ไม่มีใครมาบังคับได้

หาวิธีจัดการกับพวกที่มาบังคับให้ลงคะแนนซึ่งผิดกฎหมายแน่ ๆ

รณรงค์หน่อยว่าไอ้คนแจกเงินน่ะ ยังไง ๆ มันก็ต้องมาถอนทุนหลังเลือกตั้งแน่ๆ

จากนั้นก็ส่งเสริมการแจกเงินของผู้สมัครกันให้เป็นล่ำเป็นสัน ออกประกาศแสดงจำนวนเงินของการทุ่มแต่ละท่านให้ชาวบ้านได้เห็นกันชัด ๆ การแข่งขันจะได้ดุเดือดเป็นประโยชน์กับชาวบ้านโดยตรง

แล้วก็ประชาสัมพันธ์ตามแนวดังว่ากันให้หนัก ทำได้ครับท่าน รณรงค์ให้เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ยากกว่านี้ ยังทำได้นี่นา

เอาน่า ทำกันจริง เอาให้หนัก เดี๋ยวก็เลิกกันไปเอง ผู้สมัครแนวนี้ต่างหมดตูด เอ๊ย หมดเนื้อหมดตัว ส่วนชาวบ้านเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส

นาน ๆ เสนอความเห็นที อย่าหาว่าเฉิ่มเลยขอรับ

เสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบชาวบ้านแล้ว ก็ต้องโชว์กึ๋นทางวิชาการกันบ้างครับผม

คุณซีห้าอีเมลมาด้วยความร้อนใจ เพราะกำลังถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ไม่ได้บอกรายละเอียดมา บอกแต่ว่าถูกกลั่นแกล้งจะฟ้องร้องได้ประการใด

ปัญหาในเรื่องการดำเนินการทางวินัยข้าราชการที่รับฟังปัญหามาจากบรรดาแฟน ๆ ที่ติดตามกันมาทั้งหลายก็คือไม่ทราบว่าตรงไหนเป็นกระบวนพิจารณาทางปกครอง ตรงไหนเป็นคำสั่งทางปกครอง

และ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาอันที่จริงไม่ใช่เรื่องที่เป็นการดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัยสถานเดียว มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๘ / ๒๕๔๗ (ประชุมใหญ่)วินิจฉัยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขั้นต้นที่จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็น หลักประกันแก่ข้าราชการได้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองและความเป็นธรรมในการสอบสวน

ส่วนปัญหาการฟ้องร้องขอเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่เห็นว่าเป็นการแต่งตั้งกรรมการที่ไม่ชอบหรือไม่เป็นธรรมนั้น ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดสรุปได้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นเพียงกระบวนการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครองว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ ซึ่งหมายถึงเป็น การพิจารณาทางปกครอง

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการทางวินัย จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาจึง ไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๓ / ๒๕๔๘ ที่ ๗๓๔ / ๒๕๔๘ และที่ ๑๗๑ / ๒๕๔๙)

และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๒๗ / ๒๕๕๐ ที่วินิจฉัยถึงการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีข้าราชการผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่ารายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวเป็น กระบวนการภายในของฝ่ายปกครองในขั้นตอนของการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความผิดเพื่อพิจารณาเตรียมการในการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งดังกล่าวจึง ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ดังกล่าว คดีนี้กระผมนำลงใน รายละเอียดไว้ให้ตรวจค้นในเว็บไซต์ข้างล่าง นี้แล้วครับผม

แล้วจะทำยังไง ฟ้องไม่ได้อย่างนี้

หนึ่ง คัดค้านกรรมการสอบสวน ที่เห็นว่าน่าจะไม่เป็นกลางหรือจะทำให้การสอบสวนไม่เป็นธรรมคาไว้ในสำนวนไว้เป็นหลักฐานสักหน่อย

สองใจเย็น ๆ รอปี่กลองเชิด ยื่นฟ้องเพิกถอนเมื่อมีคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ติดตามมาตามระเบียบ โดย ยกเหตุความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเป็นเหตุขอให้ศาลท่านเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยอันเป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะมีผลให้การลงโทษทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

ถ้าคุณซีห้าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาว่าไปตามแนวนี้ คุณพระย่อมคุ้มครอง อย่าเผลอไปท้าดีเบตกับเจ้านายก็แล้วกัน.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

ที่มา: กฎหมายข้างตัว คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2554

กรรมการสอบสวนมีส่วนได้ส่วนเสีย

กรรมการสอบสวนมีส่วนได้เสีย ทำไงเมื่อกรรมการสอบสวนมีส่วนได้ส่วนเสีย

เสาร์ที่แล้ว จากเรื่องคณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม

กระผมได้เรียนปิดท้ายว่า ท่านที่ถูกลงโทษทางวินัยจะฟ้องคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ได้

เห็นว่าคณะกรรมการบางคนมีเหตุส่วนตัวหรือมีส่วนได้เสียกับข้อกล่าวหาและกระทำการสอบสวนแบบมีวาระซ่อนเร้น

เพราะเป็นเพียงกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นการเตรียมการมีคำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครองอยู่ที่คำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษทางวินัย

สิทธิการิยะ ท่านว่าต้องฟ้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ส่วนพฤติกรรมของคณะกรรมการสอบสวนดังว่าตรงไหนที่ออกแนวเด็กแว้นท่านว่าให้บรรยายเสียให้ละเอียด

นั่นล่ะอาจเป็นเหตุให้กระบวนพิจารณาทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยซึ่งศาลปกครองอาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอน

ฉะนั้น จึงขอนำคดีปกครองที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะนี้มารายงานเพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านข้าราชการที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่ถูกลงโทษทางวินัย

ส่วนท่านที่ทำผิดจริงก็รับสารภาพเถิดครับ ถ้าไม่หนักหนาสาหัสถึงไล่ออก ปลดออก ก็ยังกลับเนื้อกลับตัวได้

คดีนี้นำมาจาก“บทวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับวินัยข้าราชการ กรณีศึกษาคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๕–๒๕๔๘ ของสำนักงานพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สำนักงานคดีปกครอง มีบทวิเคราะห์มาพร้อมกระผมจึงขออนุญาตนำมารายงานเพราะตรงกับแนวทางในเรื่องและมีประโยชน์ทั้งต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ถูกกล่าวหา

เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยยังมีสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ๓ ของสำนักงานสุขาภิบาล ถูกกล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ ไม่ทำหลักฐานส่งใช้เงินยืมทดรองราชการที่สุขาภิบาลอนุมัติให้ยืมตามโครงการศึกษาและดูงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประธานคณะกรรมการสุขาภิบาลมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ผลการสอบสวนฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้ทำผิดวินัย ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

จุดเกิดเหตุอยู่นี่ ประธานกรรมการสอบสวนทางวินัยก็คือปลัดสุขาภิบาล และกรรมการอีกหนึ่งคนมีส่วนได้เสียในเรื่องนี้

ท่านปลัดสุขาฯประธานกรรมการเป็นผู้ยืมเงินทดรองเพื่อใช้จ่ายในโครงการ แต่ไม่ส่งคืนเงินยืมในฐานะผู้ยืม ส่วนกรรมการอีกคนดังกล่าวเป็นผู้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานตามโครงการ

เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาจึงยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการด้วยเหตุดังกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดยกคำร้องคัดค้านโดยเหตุผลว่า การให้ผู้ถูกคัดค้านซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์เป็นกรรมการสอบสวนด้วยจะเป็นประโยชน์เพราะจะทำให้ได้รับความจริง

คัดค้านไปอีกครั้งท่านผู้ว่าฯก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

แน่นอน หวยต้องออกว่า เจ้าหน้าที่การเงินฯผู้นี้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาควรไล่ออกจากราชการ จากความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยครับท่าน

เจ้าหน้าที่ผู้นี้ย้ายไปอีกเทศบาลหนึ่ง ท่านนายกเทศมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกโดย ใช้สำนวนการสอบสวนเดิม โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและสรุปความเห็นให้ ลงโทษไล่ออกจากราชการ

ในชั้น อ.ก.ท.จังหวัดมีมติให้ลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ ผู้ถูกลงโทษจึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว

คดีถึงที่สุดในชั้นศาลปกครองกลาง โดยศาลได้วินิจฉัยดังนี้

ปลัดสุขาภิบาลและผู้ฟ้องคดี มีข้อโต้แย้งกันว่าผู้ใดมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารหลักฐานเพื่อหักล้างเงินยืมทดรองราชการ การพิจารณาว่าใครมีหน้าที่จัดทำเรื่องเพื่อส่งคืนเงินยืมทดรองจึงเป็นประเด็นสำคัญในการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดี

ปลัดสุขาภิบาลจึงเป็นผู้มีประโยชน์ได้เสียในประเด็นสอบสวนดังกล่าว ตามข้อ ๕ วรรคหนึ่ง(๒)ของกฎ ก.สภ.ฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๓๑)ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

การให้ปลัดสุขาภิบาลเป็นประธานสอบสวนต่อไปย่อมทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการสอบสวนที่ต้องการให้ได้ความจริงและเป็นธรรมแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหา

การใช้ดุลพินิจยกคำคัดค้านของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

และเมื่อไม่มีคำสั่งให้เปลี่ยนกรรมการสอบสวนที่ถูกคัดค้าน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่อาจนำมารับฟังเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีได้

คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาศาล
ปกครองกลางที่ ๘๖๕/๒๕๔๗)

เรื่องนี้มีข้อวิเคราะห์ประกอบว่า จากข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลแล้วทำให้วิเคราะห์ได้ว่า การฟ้องคดีนี้เป็นผลมาจากการใช้ดุลพินิจยกคำคัดค้านกรรมการสอบสวนของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการไม่ให้ความสำคัญต่อ หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่พิจารณาทางปกครอง ตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

กระผมขออภัยที่นำข้อมูลรายละเอียดคดีต่างๆ ลงในเว็บไซต์ข้างล่างตามที่ได้เรียนไว้ยังไม่เรียบร้อย ขอเวลาอีกนิดครับตามประสามือใหม่และแก่หัดขับ ยะการยะงานละก้อช้า ๆ เนิบ ๆ.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com

praepim@yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2554

คิดค่าธรรมเนียมวันไหน

คิดค่าธรรมเนียมวันไหน


เรียน คุณพิสิษฐ์

ขอทราบว่าค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินที่ขอจดทะเบียนตามคำสั่งศาลที่พิพากษาให้คู่สัญญาอีกฝ่ายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา จะคิดค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดในวันที่ยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่งหรือในวันที่นำคำสั่งศาลมายื่นขอจดทะเบียน ผมเห็นว่าน่าจะคิดอัตราค่าธรรมเนียมในวันที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพราะได้ยื่นขอจดทะเบียนมาก่อนแล้ว แต่คู่กรณีอีกฝ่ายไม่ยอมดำเนินการจนต้องฟ้องศาลดังกล่าว

ตอบ

เรื่องนี้มีคดีปกครองวินิจฉัยไว้และกระผมเคยนำลงในกฎหมายข้างตัวมานานแล้วครับ คุณสุพรคงเป็นแฟนรุ่นใหม่จึงขออนุญาตรีเทิร์นกันอีกครั้งเพราะเข้ากับบรรยากาศที่รัฐบาลท่านคุยว่าให้งดเว้นดอกเบี้ยสองปีสำหรับบ้านหลังแรก

เออ แล้วบ้านหลังแรกที่ยังผ่อนไม่หมดมาตั้งหลายปีแล้วนี่ขอถือโอกาสผสมโรงด้วยได้ไหมจ๊ะท่านรัฐมนตรี

น่าฉงฉานเหมือนกันนะ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๘ / ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในปี ๒๕๓๓ แต่ผู้ขายไม่ยอมโอนขายให้ ช่วงนั้นราคาที่ดินกำลังบูม เลยมีเหตุเปลี่ยนใจ

ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ขายเป็นจำเลยตามสัญญาพิพาท ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ฟ้องคดี

ปี ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีนำคำพิพากษามาขอจดทะเบียนโอนที่ดินตามคำสั่งศาล

นี่ไงปัญหา เจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๔๓ ปีที่แล้วมาเรียกเก็บ

ส่วนผู้ฟ้องคดีเห็นว่าได้มาใช้สิทธิจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ แต่ยังจดไม่ได้ก็เพราะต้องเป็นคดีความกันอยู่ ก็ต้องคิดตามอัตราค่าธรรมเนียมในปี ๒๕๓๓ ที่ได้มาใช้สิทธิจริง

หมายเหตุ ที่ต้องเถียงจนถึงต้องฟ้องศาลปกครอง เพราะราคาค่าธรรมเนียมปี ๒๕๔๓ สูงกว่าปี ๒๕๓๓ ตั้งเยอะ

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานที่ดิน จะต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินที่ประกาศใช้ในขณะที่มีการจดทะเบียน คือตามประกาศของ ปี ๒๕๔๓

ไม่ใช่ตามประกาศในวันที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องต่อศาลยุติธรรม คือตามประกาศราคาประเมินในปี ๒๕๓๓

เพราะในขณะที่ยื่นฟ้อง สิทธิของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้ทรงสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นบุคคลสิทธิระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้จะขาย

ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน

ฉะนั้นถ้าเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธการจดทะเบียนโอนที่ดินตามคำสั่งศาลเพราะผู้ฟ้องคดีปฏิเสธไม่ยอมเสียค่าธรรมเนียมตามที่เรียกเก็บ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปความคือต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามอัตราในวันเวลาที่ยื่นคำขอจดทะเบียนครับผม

คุณปะการังถามมาความว่า ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับเทศบาลท้องที่ ครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วขอต่อสัญญาท่านก็ขึ้นค่าเช่า ขึ้นเอา ๆ ชักทนไม่ไหว จะฟ้องต่อศาลปกครองได้ไหมเพราะท่านขึ้นค่าเช่ากันแบบตามใจฉัน ไม่ได้นึกถึงสัญญาที่ผูกพันปฏิบัติต่อกันมาแต่เดิม ขึ้นกันฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้เช่า

จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองกันได้อย่างไรบ้าง

เห็นใจครับ ที่ต้องมีหน้าที่จ่ายตามที่ท่านเรียกร้องเอาอย่างเมามันแบบปฏิเสธกันไม่ได้

แบบนี้ต้องฟ้อง แต่ต้อง ฟ้องต่อศาลยุติธรรม นะครับ ไม่ใช่ศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในข้อเท็จจริงเช่นนี้ ตาม คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๖๓ / ๒๕๕๐ ว่า

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์มีวัตถุแห่งสัญญา คือ ให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในอาคารของเทศบาลผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีจะชำระค่าเช่ารายเดือนเป็นการตอบแทน

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลจึงมีผลเท่ากับเทศบาลมุ่งผูกพันตนกับคู่สัญญาฝ่ายผู้ฟ้องคดีด้วยใจสมัครบน พื้นฐานแห่งความเสมอภาค

แม้ว่าสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็น สัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง

ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อีกเรื่อง บ่นกันมากเรื่องเรียนฟรีของรัฐบาล ทำไมมีแต่เสียงเซ็งแซ่ว่าฟรีซะที่ไหน มีค่าโน่นค่านี่จิปาถะ รวม ๆ แล้วหลักหมื่นอัพ

ตอบ อุตส่าห์ส่งอีเมลมาระบาย ก็ต้องตอบตามที่เขาว่ากันว่า ของฟรีไม่มีในโลกครับผม

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

praepim@yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 07 พฤษภาคม 2554

ปรับมากไป

ฝนตกหนักบ้างแล้งบ้าง ไม่เป็นปัญหาเฉพาะเกษตรกรแต่ยังมีปัญหาถึงผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย

ฝนตกบ่อย ๆ ทำงานไม่ได้ ส่งงานให้ส่วนราชการผู้ว่าจ้างไม่ทันครับท่าน

ส่งงานไม่ทันตามกำหนดในสัญญา ถูกปรับทุนหายกำไรหด เผลอ ๆ แจ๊กพอตแตกถูกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำที่ในวงการเรียกกันว่าบัญชีหนังหมาเป็นผู้ทิ้งงาน

ที่จริง ส่วนราชการว่าจ้างท่าน ก็ไม่ได้ดุร้ายขนาดผิดสัญญาส่งงานไม่ทันท่านจะเล่นกันให้เจ๊งลูกเดียว

กฎระเบียบที่เกี่ยวกับการนี้ ท่านกำหนดไว้ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งส่วนราชการผู้ว่าจ้างและเอกชนผู้รับจัดซื้อจัดจ้าง

แต่การทำงานของข้าราชการ มีคำว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ผู้ใดกระทำการอันได้ชื่อว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการแล้วไซร้

มีพวงมาลัยคล้องคอตั้งแต่ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก ตัดเงินเดือนจนถึงว่ากล่าวตักเตือน

แต่ละอย่างน่าเข้าใกล้ซะที่ไหน

ว่ากันถึงเรื่องการปรับฐานส่งงานไม่ทันตามกำหนด หลวงท่านก็ไม่ได้ตึงไม้ตึงมือว่าจะปรับลูกเดียว มีเหตุสุดวิสัยควรผ่อนปรน ก็ยังให้มาคุยขยายเวลากันได้

แต่ไอ้ตรงนี้ก็ต้องระวังท่านผู้รับเหมาที่เขี้ยวโง้ง อาศัยเหตุขอขยายเวลาอยู่เรื่อยจนทางราชการแทบไม่ได้ประโยชนเรื่องมันจึงต้องปรับกันมั่ง

ห้ามมาอ้างแบบนักวิชาการว่าหน้าข้าวหน้าเหล้า นักเลงเขาไม่ทำกัน

องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)แห่งหนึ่งทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดคู่สัญญาให้ก่อสร้างสระน้ำ

ฝนตกหนักผิดฤดูกาลห้างผู้รับจ้างทำงานไม่ทันตามกำหนดแปดสิบวันขอขยายเวลาก่อสร้างอีกสี่สิบวันและของดค่าปรับ อบต.ผู้ว่าจ้างท่านก็ตกลงแต่ให้ขยายเวลาและงดค่าปรับแค่ ๒๕ วัน

ทำบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้างไว้เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร

ฝนยังตกหนักทำงานไม่เสร็จตามกำหนดยาวไปหน่อยจึงขอลดค่าปรับหน่อยเถอะท่าน

คราวนี้ อบต.ผู้ว่าจ้างขอคิดค่าปรับตามสัญญาซึ่งตกลงกันที่ ร้อยละ ๐.๒๐ ซึ่งห้างผู้รับจ้างเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๘ เพราะงานนี้เป็นการจ้างซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน ตาม ข้อ ๕๖ แห่งระเบียบนี้ที่กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตรา ร้อยละ ๐.๐๑–๐.๑๐ ของราคางานจ้าง ท่านคิดตั้ง ๐.๒๐ มันเกินขนาดนะท่าน

เถียงข้อกฎหมายได้น่าฟัง อบต.ผู้ว่าจ้าง ตกลงทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเอาแค่ ๐.๑๐ ตามนั้น

ไม่ทราบท่านกลับไปนอนคิดอีท่าไหน กลับมาใหม่ไม่เป็นนักโลงนักเลงละวะเตะสำรับวงข้าววงเหล้ากระจายขอคิดค่าปรับ ร้อยละ ๐.๒๐ เหมือนเดิม ให้ทำบันทึกตกลงใหม่เรียกค่าปรับเต็มพิกัด กรณีนี้ไม่เข้าข้อ ๕๖ มีไรมั้ย

มีเซ่ มีคดีที่ศาลปกครองไง ห้างผู้รับจ้างเป็นผู้ฟ้องคดีขอให้อบต.ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้หรือคืนเงินค่าปรับที่ปรับเกินอัตราพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง

ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีทำบันทึกตกลงกันโดยสมัครใจ การขุดสระน้ำ ไม่เข้าลักษณะการจ้างที่ต้องการผลสำเร็จของงานพร้อมกัน ตามข้อ ๕๖ เมื่อปรับตามสัญญาในอัตราไม่เกิน ร้อยละ ๐.๒๐ จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงในสัญญา พิพากษายกฟ้อง

ห้างผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ห้างผู้ฟ้องคดีผิดสัญญา ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญา จึงต้องรับผิดต่ออบต.ผู้ถูกฟ้องคดี

ส่วนต้องรับผิดชำระค่าปรับเท่าใด ท่านว่าสัญญาขุดสระน้ำ ผู้รับจ้างต้องขุดให้แล้วเสร็จ จึงจะสามารถใช้และได้ประโยชน์จากสระน้ำ

สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ต้องการผลสำเร็จของงานพร้อมกัน และระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจ อบต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐดำเนินกิจการทางปกครองที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายมหาชนซึ่งลักษณะเป็นกฎหมายบังคับ (ius cogen) และเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงมิอาจเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามหรือตกลงเป็นอย่างอื่น

ข้อตกลงในเรื่องอัตราค่าปรับตามสัญญาที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในข้อ ๕๖ วรรคหนึ่งของระเบียบดังกล่าว ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชนจะให้ความยินยอมหรือไม่ก็ตาม ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นคู่สัญญาก็ไม่มีอำนาจทำข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้

ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราค่าปรับที่กำหนดในสัญญาจ้างจึงใช้บังคับไม่ได้ ผู้ฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องชำระค่าปรับเกินอัตราร้อยละ ๐.๑๐ ของราคางานที่จ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิปรับวันละ ๑,๓๑๘ บาท รวม ๒๑๗ วันเป็นเงินค่าปรับ ๒๘๖,๐๐๖ บาท

ท่านว่าเบี้ยปรับที่สูงเกิน ส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามมาตรา ๓๘๓วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คดีนี้ วงเงินค่าจ้าง ๑,๓๑๘,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้รับความเสียหายแต่ ปรับผู้ฟ้องคดีถึง ๕๗๒,๐๑๒ บาท คิดเป็นร้อยละ ๔๓ ของวงเงินค่าจ้าง ค่าปรับจึงสูงเกินส่วน

และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวกำหนดว่า กรณีคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาและต้องมีการปรับหากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างให้ประธานกรรมการบริหารบอกเลิกสัญญาโดยผ่านความเห็นชอบของผู้สั่งซื้อสั่งจ้างก่อน


เห็นได้ว่า ระเบียบดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้จำนวนเงินค่าปรับสูงสุดเพียงร้อยละสิบ ของวงเงินค่าจ้างกรณีที่เกิดความล่าช้าโดยผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา

ดังนั้นเงินค่าปรับที่เหมาะสมต้องชำระควรเป็นร้อยละสิบคือเป็นเงิน ๑๓๑,๘๐๐ บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีหักค่าปรับไว้ ๕๗๒,๐๑๒ บาท จึงต้องคืนค่าปรับให้ผู้ฟ้องคดี ๔๔๐,๒๑๒ บาท แต่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ขอคืนเงินค่าปรับจำนวน ๒๘๖,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยจึงให้คืนในจำนวน ๒๘๖,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าชำระเสร็จ พิพากษากลับเป็นให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาที่ อ. ๓๔๕/ ๒๕๕๐).

(สำหรับการคืนค่าปรับพร้อมดอกเบี้่ย ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืน คือ ร้อยละ 7.5 ตามที่กฎหมายกำหนดเด้อ)

คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดโดยละเอียดดูในเว็ปไซต์ได้ครับผม

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน 2554

มีทรัพย์มีหนี้ต้องโชว์

บ้านเมืองเรานี่มีเรื่องแปลกให้คุยกันเรื่อย

กระทั่งเรื่องการทุจริตต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งภาครัฐภาคเอกชนก็ยังมีเหตุให้ชาวบ้านตั้งข้อสังเกต

ภาคเอกชนนั่น เขาใช้ประมวลกฎหมายอาญา เพียงฉบับเดียวเอาอยู่

ส่วนภาครัฐซึ่งรวมถึงภาคการเมือง มีทั้งกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญมีทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง.

ได้ผลขนาดไหนเป็นที่ประจักษ์กันดี เห็นว่าพัฒนาจากสิบเปอร์เซ็นต์เป็นสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว

มีประชุมเทกระจาดของพะนะท่าน ทิ้งทวนไว้เป็นประวัติศาสตร์อีกแน่ะ

เอาเชิงข้อมูลให้น่าเชื่อถือ จากข่าวสื่อมวลชนในขณะนี้ว่าเรตติ้งจาก “ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น” ประจำปี ๒๕๕๓ ของ “องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” ระบุว่า ประเทศไทยได้คะแนน ๓.๕ จากคะแนนเต็ม ๑๐ อยู่อันดับที่ ๗๘ จาก ๑๗๘ ประเทศทั่วโลก และครองตำแหน่งอันดับ ๙ จาก ๒๓ ประเทศในเอเชีย

แบบนี้ เขาเรียกว่า เจริญลงนะโยม

เอา ก็ปรับปรุงกฎหมายแก้โกงกันใหม่ตามวิสัยพี่ไทยคนชอบกฎหมาย

บัดนี้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ไปเรียบร้อยแล้ว

แก้ไขเปลี่ยนแปลงหลายมาตราเพื่อให้ ป.ป.ช.ไล่จับคนทุจริตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แต่มีบางประเด็นที่อ่านแล้วต้องรีบเอามารายงานด้วยความเป็นห่วง

ห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์ที่เป็นคนกันเองทั้งนั้น

ก็ท่านผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างท่านนายก อบต. ท่านนายกเทศมนตรี ท่านนายก อบจ. ท่านรอง ท่านผู้ช่วยที่เคารพของกระผมไงเล่า ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะกำหนดในรายละเอียดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดและรายได้ระดับไหนอยู่ในภาคบังคับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วยังท่านสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกัน

ท่านทั้งหลายทั้งปวงนี้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่ บัดนี้ท่านเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามบทนิยามตามมาตรา ๔ แห่งกฎหมายฉบับนี้แล้ว

เมื่อท่านได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็มี หน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของท่านบวกด้วยของลูกเมียให้เรียบร้อย

กระผมในฐานะพลเมืองเต็มขั้นในความปกครองดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล อยู่นอกเมืองเสียด้วยนะขอรับ เป็นห่วงมากจึงต้องรีบมาโพนทะนาให้ทราบ

เพราะกระบวนการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว มีขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งถ้ามีเวลาทำความเข้าใจพอ ตรงไปตรงมา โปร่งใส ท่านผู้บริหารระดับนี้หรือท่านสมาชิกสภาทั้งหลายสามารถทำได้สบายมาก

แต่ที่ต้องเป็นห่วงเพราะแค่ปัญหาการบริหารงานให้ประชาชนในพื้นที่พอใจก็หนักหนาสาหัส ยังต้องรบรากับฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะเตะเก้าอี้อยู่ตลอดเวลานั้นอีกเล่า

เป็นห่วงว่า ยื่นบัญชีแล้วลืมแนบสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมาด้วยหรือเปล่า ลืมสำเนาหลักฐานความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินหรือเปล่า ลืมจัดทำรายละเอียดเอกสารประกอบบัญชีด้วยหรือเปล่า ลงลายมือชื่อรับรองครบถ้วนหรือเปล่า

แล้วไปยื่นตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือเปล่า ทั้งตอนที่เข้ารับตำแหน่ง และที่พ้นจากตำแหน่ง หรือครบหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง

เผลอไผลไม่ไปยื่นบัญชีตามเวลาที่กฎหมายกำหนด แสดงไปไม่ครบ เพราะกลัวเมียรู้สมบัติที่แอบซ่อนไว้เลยไม่แจ้งหรือแจ้งไปเป็นเท็จมั่ง

ระวังถูกเขาหาว่า จงใจไม่ยื่นบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด จงใจยื่นบัญชีอันเป็นความเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ท่านได้รับสิทธิให้ไปแก้ข้อกล่าวหาที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และถ้าไม่เจ๋งจริงแสดงความบริสุทธิ์ไม่ได้

ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และถ้ามีนัยซ่อนเร้นในทางทุจริตท่านก็จะได้รับโปรโมชั่นในทาง คดีอาญา แถมให้ลุ้นกับคุกต่อไปด้วย

ด้วยความเป็นห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์ที่มีหัวโขนกันดังกล่าว กระผมจึงขอเรียนให้ทราบว่าต่อไปนี้กระผมจะขออนุญาตนำ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเรื่องการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน มารายงานในกฎหมายข้างตัวไว้เป็นแนวทางเช่นกัน

และสำหรับท่านที่อยากทราบรายละเอียดหรือมีปัญหาจะปรึกษาคุยกันโดยตรง โปรดติดต่อทางอีเมลหรือเว็บไซต์ข้างล่าง ด้วยความยินดีครับผม

จัดให้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะท่านข้าราชการ เช่น เรื่องวินัย การโยกย้ายแต่งตั้ง การจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น

นี่ยังไม่พูดถึงบทนิยามใหม่ของ “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” “ผู้บริหารระดับสูง” “ผู้อำนวยการกอง” ที่ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้นนะขอรับ ซึ่งยังต้องเป็นห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์กันอีกชุดใหญ่ครับผม.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

praepim@yahoo.com

Sunday, July 3, 2011

สั่งผิดเสมือนว่าไม่ได้สั่ง

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาทั้งทางโลกและทางธรรม
ในทางธรรมเจตนาการกระทำแรงกล้าเพียงใดทั้งก่อนทำ ขณะทำ หลังทำย่อมทำให้บาปบุญที่ทำนั้นมีผลหนักเบาไปตามเจตนานั้น ศิษย์วัดบาปมั่งบุญมั่งอย่างกระผมจำคำจากหลวงพ่ออีกที

ส่วนทางโลก หลักกฎหมายถือว่าการกระทำเป็นเครื่องส่อเจตนา อยากรู้ว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือไม่อย่างไร ให้ดูการกระทำของผู้นั้นเป็นหลัก

เมื่อหลักการสั่งมาให้บรรจุในตำแหน่งนี้ตำแหน่งนั้น ก็ต้องตามนั้น ไม่ใช่ไปหาร่องหารูตามสไตล์พี่ไทยแห่งรูออฟลอว์ แต่งตั้งเสร็จจัดการเด้งต่อไปตำแหน่งอื่น

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา จะตะแบงยังไง ๆ ก็เห็นว่ามีเจตนาไม่ยอมปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว

นี่กระผมมิได้หมายความถึงเหตุที่กรมการปกครองนะครับ ไม่บังอาจ ไม่บังอาจ

แต่เหตุเกิดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่ง มีการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินคืนหลวงกรณีประมาทเลินเล่อทำให้ทางราชการเสียหาย

ออกคำสั่งไปแล้วถึงได้รู้ว่าสั่งไปผิดกระบวนการตอนที่ถูกฟ้องเป็นคดีที่ศาลปกครอง

ส่วนคนฟ้องดันไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งตามขั้นตอนก่อนฟ้องซะอีก

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งแล้วให้คำนิยมมาว่าการก่อสร้างถนนหน้าอบต.นั่นแหละทำให้ทางราชการเสียประโยชน์ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้ผู้รับเหมาสูงกว่าค่างานขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด่วน

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตรวจสอบแล้วเห็นว่าความเสียหายเกิดขึ้นจริงและเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบกพร่องและประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่รวมสี่นายคือท่านอดีตประธานกรรมการบริหารองค์การส่วนตำบล อดีตปลัดอบต. หัวหน้าส่วนโยธา และผู้ฟ้องคดี หัวหน้าส่วนการคลัง

จึงให้ร่วมกันชดใช้จำนวนเงินดังกล่าวคืนจำนวน ๗๑,๓๕๘.๒๐ บาท

หัวหน้าส่วนการคลังย้ายมาที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งใหม่ก็ยังมีหนังสือตามทวงกันมาเป็นที่เอิกเกริก

แบบนี้ท่านหัวหน้าส่วนการคลังจึงเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองอ้างว่าเรื่องการก่อสร้างไม่มีความเชี่ยวชาญในระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการที่เป็นปัญหา เช่นการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง เพราะไอ้ที่ทำ ๆ กันมาก็ไม่เห็นเคยทำ เพิ่งมาแจ๊กพอตตอน สตง.มาตรวจนี่แหละ แถมการประมาณการกำหนดวงเงินราคาก่อสร้างเป็นเรื่องทางเทคนิคของฝ่ายโยธาล้วน ๆ หนูไม่รู้เรื่อง เสนอเรื่องไปก็ไม่เห็นมีแมว เอ๊ย ใครทักท้วง

แล้วมาหาว่า หนูบกพร่องประมาทเลินเล่อได้ยังไงฮ้า

ความมาปรากฏในการพิจารณาว่า การให้รับผิดทางละเมิดในครั้งนี้ ท่านประธานกรรมการบริหารรับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมาแล้วก็ให้ความเห็นชอบโดยมิได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ เนื่องจากท่านเห็นว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างไม่ร้ายแรง

ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า เรื่องนี้วงเงินเกินกว่าห้าหมื่นบาทจึงไม่ได้รับการยกเว้นตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องรายงานกระทรวงการคลังตรวจสอบ

ต้องรายงาน แต่ไม่รายงานจึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญของการออกคำสั่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดซึ่งเป็นขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญของการออกคำสั่งดังกล่าว และสาระสำคัญของคำสั่งไม่ระบุว่าให้ผู้ใดชดใช้ส่วนของตนเท่าใด ไม่พิจารณาว่ากระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ขัดกับมาตรา ๘ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้เงินดังกล่าว

คดีถึงศาลปกครองสูงสุด

ท่านว่า ทั้งนี้คณะกรรมการชุดที่สอบสวนมีความเห็นให้ลงโทษภาคทัณฑ์อันเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงและยอมรับว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีกับพวกเป็น การประมาทเลินเล่อไม่ร้ายแรง อันเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติมาแต่ต้นว่าความเสียหายของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกคำสั่งให้ชดใช้เงินต้องปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญคือผู้ฟ้องคดีต้องกระทำจงใจกระทำละเมิดหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มี อำนาจเรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งให้ชดใช้เงินอันเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ชอบก็ต้องอุทธรณ์ต่อผู้ทำคำสั่งนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

คดีมีปัญหาว่าเมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นอุทธรณ์ก่อนยื่นฟ้องหรือไม่

ท่านว่านอกจากผู้ฟ้องคดีไม่ต้องรับผิดดังกล่าวแล้วและปรากฏด้วยว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้รายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ (ปัจจุบันกำหนดวงเงินเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท)

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินจึงเป็นการกระทำที่มีลักษณะผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรงในทางกฎหมายจึงถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครอง

ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องยื่นอุทธรณ์ก่อนฟ้องคดี อย่างไรก็ตามเพื่อมิให้เกิดในการนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองในปัญหาที่ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองเช่นเดียวกับคดีนี้หรือไม่ คู่กรณีจึงชอบที่ยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง ตามขั้นตอนและวิธีการตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯหรือที่กฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะก่อน

เมื่อได้วินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งซึ่งถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองจึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งเพราะ คำสั่งย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมายอยู่ในตัว

พิพากษาแก้เป็นไม่เพิกถอนคำสั่งและให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการกระทำเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงิน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๗ / ๒๕๔๖)

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com, praepim@yahoo.com

ที่่มา: สั่งผิดเสมือนว่าไม่ได้สั่ง กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน 2554