Monday, December 19, 2011

2555 'ธนารักษ์' ยืนราคาที่ดินเขตน้ำท่วมตามเดิม ไม่ปรับใหม่

กรมธนารักษ์ อุ้มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ไม่ปรับราคาประเมินที่ใหม่ในเขตพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม หวั่นโครงการจัดสรรขายไม่ออก ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยแหล่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ “วิรุฬ” พร้อมดันลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนองกระตุ้นกำลังซื้ออีกรอบ

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2554 นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า การประกาศราคาประเมินที่ดินใหม่ของกรมธนารักษ์ ในวันที่ 1 ม.ค. 2555 ซึ่งถือเป็นการปรับราคารอบใหญ่ทุกๆ 4 ปีนั้น กำลังประเมินว่า อาจจะไม่ปรับขึ้นราคาประเมินที่ดินในเขตหรือจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ส่วนเขตหรือพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม จะมีการปรับราคาประเมินขึ้นตามความเจริญ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

“ปัญหาตอนนี้ คือ เราต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลังจากที่น้ำลดลงแล้ว เพราะหากมีการปรับราคาประเมินที่ดินขึ้นไปอีกรอบ ราคาอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าก็จะแพงขึ้นกว่าปีนี้ ทำให้ยอดขายที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมีความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากเขตหรือพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมจะมีราคาแพงขึ้นไปในทิศทางเดียวกับราคาประเมินใหม่ จึงมีคำถามว่า คนจะซื้อที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวหรือไม่ และราคาจะถูกลงหรือเท่าเดิม โดยประเมินว่าหากราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ปรับขึ้น โครงการเปิดจำหน่ายไปแล้ว น่าจะยังพอขายได้”

นายวิรุฬ กล่าวว่า ปกติราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ จะมีการปรับเปลี่ยนทุกปี ขึ้นอยู่กับความเจริญหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ถนนตัดใหม่ การเปิดเส้นทางรถไฟฟ้า หรือแหล่งท่องเที่ยวเป็นจุดๆ ไป แต่การปรับใหญ่จะเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปี แต่เนื่องจากในปีนี้ เกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกและตะวันตกของพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น บางบัวทอง บางใหญ่ รังสิต และจังหวัดมีนบุรี เป็นต้น ซึ่งอนาคตอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หากราคาที่ดินแพงขึ้นตอนนี้ อาจจะทำให้กำลังซื้อลดลงได้ นอกจากนี้ ยังหารือกับกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า จะออกมาตราลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนองจากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ในอัตรา 2% ลงเหลือในอัตราที่ผ่อนปรน เพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ประชาชน

ด้าน นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ราคาประเมินรอบใหม่ที่จะประกาศในวันที่ 1 ม.ค.2555นี้ จะไม่ปรับขึ้นทุกแปลงก็สามารถทำได้ โดยกรมธนารักษ์ จะประกาศราคาใหม่เฉพาะพื้นที่หรือเขตที่ไม่ถูกน้ำท่วม ส่วนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมนั้น ก็ให้ยื่นราคาเดิม เพราะหน้าที่ของกรมธนารักษ์คือการเป็นผู้ประกาศราคาประเมินที่ดิน ไม่ใช่ผู้ปรับราคาที่ดิน แต่ที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเจริญขึ้น ถนนหนทางมีมากขึ้น ทำให้ราคาประเมินที่ประกาศใหม่เกือบ 100% มีราคาที่ดินสูงขึ้น แต่ก็มีเหมือนกัน เช่น ที่ดินตาบอด (ไม่มีทางเข้าหรือออก) ที่ก็ประกาศราคาลดลง แต่มีจำนวนน้อยมากๆ

“ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ลงพื้นที่สำรวจเขตหรือพื้นที่ถูกน้ำท่วมแล้ว คาดว่า ภายใน 1 เดือนจะรับทราบข้อมูลว่า มีพื้นที่ใดบางจะยังคงใช้อัตราเดิม แต่เนื่องจากธนารักษ์ต้องประกาศให้ทันวันที่ 1 ม.ค.2555 จึงจำเป็นต้องยึดตามแนวทางของรัฐบาลที่ประกาศว่า พื้นที่ที่เป็นเขตภัยพิบัติจากน้ำท่วมก็จะคงยื่นราคาเดิมไว้ หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณาอีกครั้ง ส่วนในภาพรวมของราคาที่ดินใหม่ทั่วประเทศนั้น ยังคงมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต และสมุย เป็นต้น“

ที่มา: 'ธนารักษ์' ยืนราคาที่ดินเขตน้ำท่วมตามเดิม ไม่ปรับใหม่ ไทยรัฐออนไลน์ วันจ้ันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2554
==================

น้ำท่วม 2554 ไม่กระเทือนราคาที่ดินกทม. แนวรถไฟฟ้าขยับ 50%


ธนารักษ์จ่อประกาศราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ 1 ม.ค.55 เผยราคาที่ดินทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 20% ระบุอุดรธานี ราคาขยับสูงสุด 51% แซงหน้าภูเก็ต 49% ขณะที่ราคาประเมินตามแนวรถไฟฟ้าพุ่ง 50% พร้อมเผยวิกฤติน้ำท่วมไม่สะเทือนราคาประเมิน...

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์จะประกาศการประเมินราคาที่ดินรอบใหม่ในวันที่ 1 ม.ค.2555 โดยพบว่า ราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศปรับขึ้นจากการประเมินครั้งก่อน 20% ซึ่งถือเป็นระดับการปรับราคาขึ้นที่ไม่มากนัก สาเหตุจากราคาประเมินที่ดินในครั้งก่อน มีการปรับเพิ่มขึ้นเกือบถึงระดับสูงสุดแล้ว สำหรับจังหวัดที่มีราคาประเมินที่ดินปรับขึ้นสูงที่สุด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี ปรับขึ้น 51% จากราคาประเมินครั้งก่อน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีราคาประเมินที่ดินสูงแซงหน้าจังหวัดภูเก็ต ซึ่งอยู่ที่ 49% ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ ราคาประเมินที่ดินปรับสูงขึ้นจากครั้งก่อน 11% เชียงราย 4.3% พระนครศรีอยุธยา 10.6% ปทุมธานี 5% นนทบุรี 27% และลพบุรี 22% เป็นต้น

นอกจากนั้น ในส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่ามีการปรับราคาขึ้นประมาณ 17-20% โดยเฉพาะที่ดินในเขตสีลม ขณะที่ราคาที่ดินซึ่งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า ทั้งแนวรถไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่และที่กำลังก่อสร้างใหม่ พบว่าราคาประเมินขยับขึ้นสูงถึง 50% จากราคาประเมินครั้งก่อน ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าในหลายๆ พื้นที่ของไทย รวมถึงกรุงเทพฯ จะประสบกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดทำประเมินราคาที่ดินแต่อย่างใด เนื่องจากราคาใหม่ที่จะประกาศออกมานั้น เป็นการประเมินราคาเอาไว้ก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งเห็นว่ากรณีน้ำท่วมที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤติที่ไม่ได้เกิดซ้ำซากทุกปี ดังนั้น หากจะพิจารณาว่าปัญหาน้ำท่วมจะกระทบกับราคาประเมินหรือไม่ ก็ต้องรอพิจารณาจากความต้องการซื้อและความต้องการขายในปีถัดไปก่อน

"กรมจะประกาศราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ แม้ว่าเกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อการทำราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ เพราะเราดำเนินการประเมินเอาไว้ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมแล้ว และหากจะดูว่าน้ำท่วมกระทบต่อราคาหรือไม่ก็คงต้องรอดูจากดีมานและซัพพลายในปีถัดไป ส่วนที่เห็นว่าราคาประเมินรอบนี้ขยับขึ้นแค่ 20% ทั่วประเทศนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับผลจากน้ำท่วม แต่เป็นเพราะราคาประเมินที่ดินในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวเกือบจะถึงขีดสุดแล้ว”

ที่มา:น้ำท่วมไม่กระเทือนราคาที่ดินกทม. แนวรถไฟฟ้าขยับ 50% ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธันวาคม 2554
------------------

ธอส.คาดน้ำท่วมใหญ่ทำอสังหาฯทรุดยาวถึงปี55

ธอส. คาดหลังน้ำลดเจ้าของบ้านต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท ซ่อมแซมบ้าน ส่วนทาวน์เฮาส์อาจมีค่าใช้จ่ายไม่กี่หมื่นบาทถึงหลายหมื่นบาท คาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทรุดยาวถึงปีหน้า

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2554 นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า หลังภาวะน้ำท่วมสิ้นสุดลงแล้ว จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเฉพาะในโครงการบ้านจัดสรรที่ได้รับความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 170,000 หน่วย ทั้งนี้ ในการประเมินได้คำนึงแล้วว่า มีโครงการบ้านจัดสรรหลายโครงการที่ถูกน้ำท่วมเพียงบางส่วน และบางโครงการได้รับความเสียหายเพียงภายนอกบ้าน จึงประเมินเฉพาะหน่วยที่เสียหายจริง และไม่ได้นับจากหน่วยในผังโครงการทั้งหมดที่อยู่ในเขตน้ำท่วม

“จำนวนหน่วยดังกล่าวยังไม่ได้นับรวมหน่วยบ้านนอกโครงการจัดสรร หรือบ้านที่ประชาชนสร้างเอง หรือบ้านเช่า ซึ่งมีจำนวนอีกหลายแสนหน่วยโดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา ซึ่งหากรวมกันทั้งหมดแล้วจะมีจำนวนสูงถึงประมาณ 1 ล้านหน่วยใน 7 จังหวัดดังกล่าว คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา”

นายสัมมา กล่าวต่อว่า แม้ขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมน่าจะไม่ขยายวงไปกว่านี้มากนัก แต่มีโครงการบ้านจัดสรรหลายโครงการในพื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมหนักไปแล้วนั้น ยังต้องใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำและต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมต่อไปอีกหลายสัปดาห์ เมื่อระยะเวลาที่อสังหาริมทรัพย์จมอยู่ในน้ำนานขึ้น ขอบเขตความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวอสังหาริมทรัพย์ก็มีมากขึ้นและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานขึ้น ดังนั้น บ้านจัดสรรที่มีระดับน้ำท่วมสูงมาก และจมน้ำนานมากถึงสองเดือนอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูซ่อมแซมนานนับเดือนเจ้าของจึงจะสามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้ตามเดิม หรือหมายความว่าต้องใช้เวลาข้ามไปถึงต้นปี

ส่วนกระบวนการฟื้นฟู มีทั้งการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคเชื้อรา การซ่อมแซมหรือซื้อหาประตู หน้าต่าง เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เฟอร์นิเจอร์ วัสดุปูพื้น วัสดุปูผนัง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้จำเป็นประจำบ้าน สีทาบ้าน ฯลฯ ซึ่งสำหรับบ้านจัดสรรที่เป็นบ้านเดี่ยวและถูกน้ำท่วมระดับหัวเข่าขึ้นไปน่าจะมีค่าใช้จ่ายในหลักประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป และสำหรับบ้านประเภททาวน์เฮาส์อาจมีค่าใช้จ่ายในไม่กี่หมื่นบาทถึงหลายหมื่นบาท เหล่านี้รวมกันจะทำให้ผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายมาก ทำให้ระดับความสามารถในการซื้อหาหรือผ่อนชำระค่าที่อยู่อาศัยใหม่ลดน้อยลง ตลาดบ้านจะอยู่ในภาวะซบเซาไปตลอดจนถึงสิ้นไตรมาสแรกปีหน้าเป็นอย่างน้อย

สำหรับผู้บริโภคซึ่งได้วางเงินดาวน์หรือได้เริ่มต้นผ่อนชำระไปไม่นาน และบ้านที่วางเงินดาวน์หรือซื้อแล้วได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าสูงกว่า จำนวนเงินดาวน์หรือเงินที่ผ่อนชำระไปแล้วมาก ย่อมมีโอกาสสูงที่จะทิ้งดาวน์หรือไม่ผ่อนต่อ แต่หากประมาณมูลค่าความเสียหายไม่สูงเท่าเงินดาวน์หรือเงินกู้ที่ผ่อนชำระไป แล้วผู้บริโภคน่าจะเลือกที่จะซ่อมแซมบ้านและอยู่อาศัยต่อไป

นายสัมมา กล่าวอีกว่า ในฟากผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยนั้น มีผู้ประกอบการหลายรายที่ได้ประกาศเลื่อนการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยออกไป จากแผนงานเดิมที่จะเปิดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปเป็นการเปิดในปีหน้าแทน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่โดยปกติจะมีการเปิดโครงการจำนวนมากในปริมณฑล โดยในรอบตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ถึงวันที่ 20 พ.ย.54 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลน้อยมาก กล่าวคือ มีหน่วยบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่เพียงประมาณ 3,000 หน่วยจากประมาณ 20 โครงการ และมีหน่วยห้องชุดเปิดชายใหม่เพียงประมาณ 6,000 หน่วยจากอาคารชุดประมาณ 17 โครงการ และเมื่อรวมตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมา หรือประมาณ 10 เดือนครึ่ง มีหน่วยโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่ประมาณ 37,000 หน่วย และหน่วยห้องชุดประมาณ 40,000 หน่วย หรือรวมกันประมาณ 77,000 หน่วย ในขณะที่ปี 2553 ทั้งปีมีหน่วยบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่รวมประมาณ 54,000 หน่วย และหน่วยห้องชุดเปิดขายใหม่รวมประมาณ 66,000 หน่วย หรือรวมกันประมาณ 120,000 หน่วย

นายสัมมา กล่าวด้วยว่า ผลจากอุทกภัยครั้งใหญ่และแนวโน้มการชะลอตัวของการซื้อขายและการโอน กรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ทำให้คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศเลื่อนการบังคับใช้เกณฑ์ LTV หรือการควบคุมสัดส่วนวงเงินกู้ต่อราคาบ้านสำหรับบ้านจัดสรร ซึ่งเดิมกำหนดให้บังคับใช้ร้อยละ 95 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 นั้น ขยายไปบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 แทน หรือเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นแนวทางที่อะลุ่มอล่วยต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการโดยรวม และเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมต่อสภาพตลาด

“อุทกภัยครั้งใหญ่ทำให้ ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน มองหาการประกันภัยน้ำท่วมเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง แต่ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บท หรือ Master Plan ในการบริหารจัดการเพื่อรับมือภาวะน้ำท่วมในอนาคต บริษัทประกันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจะยังไม่กล้ารับประกันภัยน้ำท่วม (Flood Insurance) หรือหากรับประกันก็จะมีอัตราค่าเบี้ยประกันที่สูงมาก”

ที่มา: ธอส.คาดน้ำท่วมใหญ่ทำอสังหาฯทรุดยาวถึงปี55 ไทยรัฐออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2554

Friday, December 9, 2011

เตือนป่วยภูมิแพ้ระวังสัมผัสเชื้อราน้ำท่วมก่ออันตราย

กรมควบคุมโรคเตือนระวังเชื้อรา ผู้เป็นภูมิแพ้ หากสัมผัสอาจเกิดอันตรายได้ ขณะคนกินยากดภูมิ มีประวัติเป็นวัณโรค อาจเสี่ยงรับเชื้อราเข้าสู่ปอดเพิ่ม แนะวิธีทำความสะอาดอย่างถูกต้อง...

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2554 นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางกรมควบคุมโรคมีความเป็นห่วงเรื่องเชื้อราที่มากับน้ำท่วม ซึ่งมักพบตามอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน โรงเรียน สำนักงาน และสถานที่ต่างๆ โดยการสำรวจเบื้องต้นของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า เชื้อราส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อโรคในคน แต่เป็นเชื้อที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดเพราะความชื้นจากน้ำท่วม ซึ่งหากมีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดีแล้ว จะไม่มีปัญหาสุขภาพ แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสร ก็อาจแพ้เชื้อราด้วย หากสูดหายใจเอาละออง (สปอร์) ของเชื้อราเข้าไป โดยอาจเกิดอาการโพรงจมูกอักเสบ ระคายเคืองนัยน์ตา หอบหืด หรือปอดอักเสบ จากการแพ้ เป็นต้น

“นอกจากนี้ ในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ที่ใช้ยากดภูมิกัน ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมี บำบัดผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่เคยเป็นวัณโรค หรือโรคปอดเรื้อรัง รวมทั้งผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือผู้สูงอายุ อาจติดเชื้อราในปอด ซึ่งบางรายมีอาการรุนแรงได้ แต่ปัญหาเชื้อราเหล่านี้จะเกิดมากหรือน้อย ขึ้นกับโอกาสและการสัมผัสกับเชื้อรา ดังนั้นจึงต้องทำความสะอาดทุกอาคารบ้านเรือนอย่างดี รวมทั้งสวมเสื้อผ้ามิดชิดด้วย” นพ.รุ่งเรือง กล่าว

โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า สำหรับข้อแนะนำการทำความสะอาดเชื้อราอย่างถูกวิธีนั้น เน้นการเช็ดเชื้อราออกให้หมด แล้วปล่อยให้พื้นแห้ง จึงต้องเปิดประตูระบายอากาศให้มากที่สุด สิ่งที่กรมฯกังวล คือ เชื้อราจะเจริญเติบโตในความชื้น เช่น ห้องน้ำ อาจจำเป็นต้องล้างด้วยสารฆ่าเชื้อ เช่น น้ำยาซักผ้าขาว หรือผงซักฟอก ด้วยการผสมผงซักฟอก 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 10 ส่วน แต่ผู้ใช้ต้องสวมถุงมือยางป้องกันด้วย เพราะอาจเกิดการระคายเคือง กรณีเสื้อผ้าที่จมน้ำ ควรซักให้สะอาด แล้วลวกน้ำร้อน ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างใหม่ให้หมด หลังจากล้างเสร็จแล้ว ให้ตากแดดอุปกรณ์ จำพวกเครื่องครัวและภาชนะบรรจุให้แห้ง แล้วค่อยเช็ดให้สะอาด ก่อนเก็บจัดวางตามชั้นวางของต่างๆ กรณีเป็นวัสดุที่มีรูพรุน ยากต่อการทำความสะอาด บางครั้งหากไม่หนักหนา หรือราคาสูงมาก แนะนำให้ทิ้งทันที

ที่มา: เตือนป่วยภูมิแพ้ระวังสัมผัสเชื้อราน้ำท่วมก่ออันตราย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธันวาคม 2554

ลบหลู่วีรชน! พบหลักฐานทัพฟ้ามะกันลอบนำกระดูกทหารกล้าถมที่ดิน

กองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความไม่เหมาะสม หลังจากที่หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์พบหลักฐานว่า ทางกองทัพอากาศนำเอาเถ้ากระดูกของทหารที่เสียชีวิตจากสงครามในอิรัก และอัฟกานิสถานไปถมที่ดินในมลรัฐเวอร์จิเนีย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความไม่เหมาะสม หลังจากที่หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ค้นพบหลักฐานว่า ทางกองทัพอากาศนำเอาเถ้ากระดูกของทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามทั้งที่อิรักและอัฟกานิสถาน ไปถมที่ดินในมลรัฐเวอร์จิเนียแบบลับๆ

รายงานข่าวของวอชิงตัน โพสต์ระบุ ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อในกองทัพอากาศ ซึ่งยอมรับว่าในระหว่างปี ค.ศ. 2004-2008 กองทัพอากาศสหรัฐฯได้ทำการเคลียร์ทิ้งเถ้ากระดูกมากกว่า 2,700 ชิ้นส่วน ของเหล่าทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบในสมรภูมิอิรักและอัฟกานิสถาน และส่วนใหญ่เป็นเถ้ากระดูกที่มาจากศพของ "ทหารนิรนาม" ที่สภาพศพเสียหายมาก จนไม่สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้

แหล่งข่าวในกองทัพอากาศเปิดเผยกับวอชิงตัน โพสต์ว่า ทางกองทัพได้นำเถ้ากระดูกของทหารที่ผ่านพิธีฌาปนกิจแล้วไปทิ้งรวมกับพวกของเสียทางการแพทย์ ก่อนจะนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการถมที่ดินผืนหนึ่งในมลรัฐเวอร์จิเนียในเวลาต่อมา โดยไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน

ทั้งนี้ มีทหารอเมริกันไม่น้อยกว่า 6,300 นาย ที่ถูกสังหารในการทำสงครามที่อิรักและอัฟกานิสถาน และศพของพวกเขาจะถูกส่งกลับมายังฐานทัพอากาศโดเวอร์ ในมลรัฐเดลาแวร์ก่อน จากนั้นจึงจะมีการแยกศพของทหารกล้าส่งไปตามหน่วยงานต้นสังกัด หรือบ้านเกิดอีกทอดหนึ่ง

**นี่เป็นอีกหนึ่งความเลวของกองทัพอเมริกัน ที่ทำได้กับพวกเดียวกัน

Washington Post says: Air Force dumps hundreds of war remains in Va. landfill,


Dover, Del. —
In the midst of controversy surrounding the Dover Air Force Base Port Mortuary’s alleged mishandling of fallen officers’ remains, the Washington Post recently reported that the remains of least 274 American military personnel were cremated, incinerated and dumped in a Virginia landfill between 2004 and 2008. a number much higher than the Air Force originally acknowledged.

According to the Washington Post, an additional group of 1,762 unidentified remains were collected from the battlefield and disposed of in the same manner.

The Air Force has not yet responded to the Dover Post’s request for comment on the Washington Post’s claims.

Early last month, it was announced that one military officer and two civilians had been disciplined for gross mismanagement.

The mortuary, which recieves bodies and prepares them for burial, was investigated after three whistleblowers, employees of the Air Force, came forward with claims of improper preparations of remains of a deceased Marine, improper handling and transport of possibly contagious remains and the failure to resolve cases of missing body parts.

In a letter to Air Force Secretary Michael Donley, Carolyn N. Lerner, chief of the Office of Special Counsel, which conducted its own investigation, said the investigation substantiated the whistleblowers' allegations concerning two incidents in which Port Mortuary lost portions of remains of deceased service members and failed to properly resolve those cases.

“The findings substantiating violations of rules and regulations and gross mismanagement by AFMAO leadership appear to be reasonable,” she stated.

A panel of experts was tasked by Defense Secretary Leon Panetta with reviewing Dover Air Force Base Port Mortuary operations. Retired Army Gen. John P. Abizaid is chairing the panel. Panetta asked the panel for its report within 60 days of its inception.

Source: By Jennifer Hayes, Dover Post, Dec 08, 2011
----------------

Air Force dumped ashes of more troops’ remains in Va. landfill than acknowledged


By Craig Whitlock and Mary Pat Flaherty, Published: December 8, 2011

The Air Force dumped the incinerated partial remains of at least 274 American troops in a Virginia landfill, far more than the military had acknowledged, before halting the secretive practice three years ago, records show.

The landfill dumping was concealed from families who had authorized the military to dispose of the remains in a dignified and respectful manner, Air Force officials said. There are no plans, they said, to alert those families now.

 The military has long borne a sacred obligation: to treat its fallen members and their families with utmost levels of dignity and honor.

::Dumping of partial remains spurs wider probe
Air Force dumped ashes of more troops' remains in Va. landfill than acknowledged
Congressional panel investigates Dover mortuary
Abizaid to head inquiry into Dover mortuary scandal
View all Items in this Story

The Air Force had maintained that it could not estimate how many troops might have had their remains sent to a landfill. The practice was revealed last month by The Washington Post, which was able to document a single case of a soldier whose partial remains were sent to the King George County landfill in Virginia. The new data, for the first time, show the scope of what has become an embarrassing episode for vaunted Dover Air Base, the main port of entry for America’s war dead.

The landfill disposals were never formally authorized under military policies or regulations. They also were not disclosed to senior Pentagon officials who conducted a high-level review of cremation policies at the Dover mortuary in 2008, records show.

Air Force and Pentagon officials said last month that determining how many remains went to the landfill would require searching through the records of more than 6,300 troops whose remains have passed through the mortuary since 2001.

“It would require a massive effort and time to recall records and research individually,” Jo Ann Rooney, the Pentagon’s acting undersecretary for personnel, wrote in a Nov. 22 letter to Rep. Rush D. Holt (D-N.J.).

Holt, who has pressed the Pentagon for answers on behalf of a constituent whose husband was killed in Iraq, accused the Air Force and Defense Department of hiding the truth.

“What the hell?” Holt said in a phone interview. “We spent millions, tens of millions, to find any trace of soldiers killed, and they’re concerned about a ‘massive’ effort to go back and pull out the files and find out how many soldiers were disrespected this way?” He added: “They just don’t want to ask questions or look very hard.”

Senior Air Force leaders said there was no intent to deceive. “Absolutely not,” said Lt. Gen. Darrell D. Jones, the Air Force’s deputy chief of staff for personnel.

This week, after The Post pressed for information contained in the Dover mortuary’s electronic database, the Air Force produced a tally based on those records. It showed that 976 fragments from 274 military personnel were cremated, incinerated and taken to the landfill between 2004 and 2008.

An additional group of 1,762 unidentified remains were collected from the battlefield and disposed of in the same manner, the Air Force said. Those fragments could not undergo DNA testing because they had been badly burned or damaged in explosions. The total number of incinerated fragments dumped in the landfill exceeded 2,700.

A separate federal investigation of the mortuary last month, prompted by whistleblower complaints, uncovered “gross mismanagement” and documented how body parts recovered from bomb blasts stacked up in the morgue’s coolers for months or years before they were identified and disposed of.

Source: washingtonpost.com December 8, 2011

Thursday, December 8, 2011

ออกสำรวจเด็กไทย 'สมาธิสั้น' หวั่นกระทบการเรียน

ออกสำรวจเด็กไทย 'สมาธิสั้น' หวั่นกระทบการเรียน

สถาบันสุขภาพจิตเด็กฯ เตรียมสำรวจ "เด็กไทยสมาธิสั้น" ครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ชี้ส่งผลกระทบการเรียน ความสัมพันธ์คนรอบข้าง...

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็ก และวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าปัญหาเด็กสมาธิสั้น กลายเป็นโรคที่พบมากที่สุดในคลินิกจิตเวช โดยจากการสำรวจครั้งล่าสุด 4-5 ปีก่อน ในกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถม 4 ในเขต กทม.จำนวน 1,698 คน จาก 104 โรงเรียน พบว่าอัตราเด็กสมาธิสั้นอยู่ที่ 5% ของเด็กทั้งหมด ซึ่งปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะส่งผลกระทบถึงการเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทั้งครอบครัว เพื่อน ครู ซึ่งปัจจุบันประชาชนยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากนัก โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กฯ ได้รับมอบหมายจากกรมสุขภาพจิต ในการสำรวจสถานการณ์เด็กครั้งใหญ่ทั่วประเทศ โดยจะใช้ตัวอย่างกลุ่มประชากรมากกว่าเดิม คาดว่าจะได้ผลสรุปในปี 2555 นี้ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์ และเร่งหาวิธีแก้ปัญหาต่อไป

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า โรคสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) คือ ลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่สมาธิเสียไป อยู่ไม่นิ่ง สามารถสังเกตได้ 3 ลักษณะ คือ 1. สมาธิสั้น ไม่สามารถทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิได้นาน เช่น อ่านหนังสือ วาดภาพ 2. อยู่ไม่นิ่ง ซุกซน ซึ่งจะสร้างปัญหาในการดูแลให้กับพ่อ แม่ ครู 3. หุนหันพลันแล่น ซึ่งเกิดจากเด็กไม่มีสมาธิ จึงแสดงพฤติกรรมไปโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ อยากทำอะไรก็จะทำเลย และหากโดนขัดใจ ก็จะแสดงพฤติกรรมหงุดหงิด และจะเกิดเป็นปัญหากับคนรอบข้างตามมาเพราะความไม่เข้าใจ ซึ่งการวินิจฉัยจะต้องดูหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ไม่สามารถสรุปได้เลยเพียงแค่ดูอาการ 3 ประการนี้ ควรสังเกตอาการและตัดสินใจในช่วงวัยประถมจะเหมาะสมที่สุด หากเป็นในช่วงวัยอนุบาล ความซุกซนอยู่ไม่นิ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ

"โรคสมาธิสั้นเป็นโรคเรื้อรัง ที่ควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง สามารถปรับได้โดยการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ส่วนระยะเวลาในการรักษา ขึ้นอยู่กับว่ามีเรื่องอื่นแทรกซ้อนหรือไม่ เพราะบางรายพบโรคอื่น โดยเฉพาะโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ไม่สามารถเขียนได้ หรือเรียนรู้ช้า บางรายจึงต้องแก้ไขปัญหาหลายๆอย่างไปพร้อมกัน นอกจากยาแล้ว อาจต้องใช้การปรับพฤติกรรมร่วมด้วย" นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

ที่มา: ออกสำรวจเด็กไทย 'สมาธิสั้น' หวั่นกระทบการเรียน ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2554

เชียงราย มี “ข้าวญี่ปุ่น” ได้มาตรฐานสำหรับผู้บริโภค

เกษตรมหัศจรรย์
การุณย์ มะโนใจ

จังหวัดในภาคเหนือของไทย เป็นแหล่งปลูกข้าวพันธุ์ดีอีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งนอกเหนือจากสายพันธุ์ที่ปลูกและคิดค้นโดยคนไทยเอง กระจายการทดลองปลูกจนได้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศแล้ว เทคโนโลยีการปลูกและคิดค้นสายพันธุ์ข้าวยังคงไม่หยุดนิ่ง ไม่เฉพาะสายพันธุ์ที่เติบโตภายในประเทศเท่านั้น ยังคงรวมถึงสายพันธุ์จากต่างประเทศ
ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรก ที่นำ “ข้าวญี่ปุ่น” เข้ามาทดลองปลูกในประเทศไทย

คุณทองมา มานะกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย บอกว่า สถาบันวิจัยข้าวเริ่มดำเนินงานเพื่อศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้น ตลอดจนความเป็นไปได้ในการปลูกข้าวญี่ปุ่นมา ตั้งแต่ ปี 2507 โดยได้ดำเนินการที่สถานีทดลองข้าวพาน จังหวัดเชียงราย ต่อมาในปี 2530 สถานีทดลองข้าวพาน ได้เก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวญี่ปุ่นจากแหล่งต่างๆ มาขยายเมล็ดพันธุ์ จากนั้นนำไปปลูกศึกษาพันธุ์ขั้นต้น เมื่อปี 2531-2532 ปลูกศึกษาพันธุ์ขั้นสูงที่สถานีทดลองข้าวพานและสถานีทดลองข้าวสันป่าตอง เมื่อปี 2532-2533 ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ระหว่างสถานี เมื่อปี 2533-2534

หลังจากนั้น นำไปปลูกทดสอบผลผลิตในนาเกษตรกร จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก ชัยนาท สกลนคร และจังหวัดหนองคาย พร้อมทั้งบันทึกผลผลิต ลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในช่วงฤดูปลูกตรวจสอบคุณภาพเมล็ดทางกายภาพและทางเคมี ตลอดจนทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคและแมลง เมื่อปี 2534-2538 ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตรให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2538 และให้ชื่อว่าพันธุ์ ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.1 และข้าวญี่ปุ่น ก.วก.2


ลักษณะประจำพันธุ์ ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.1 เป็นข้าวเจ้านาสวน ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 88 เซนติเมตร ต้นค่อนข้างแข็งแรง กอตั้งตรง ใบแก่ช้าสีเขียวและมีขน กาบใบและปล้องสีเขียว ใบธงค่อนข้างตั้งตรง รวงแน่น ระแง้ถี่ คอรวงสั้น เมล็ดข้าวเปลือกสีฟางมีขนสั้น ยอดเมล็ดสีฟางและมีหางเล็กน้อย รูปร่างเมล็ดข้าวเปลือกสั้นป้อม ยาว 7.4 มิลลิเมตร กว้าง 3.5 มิลลิเมตร และหนา 2.2

มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาว ยาวเฉลี่ย 5.18 มิลลิเมตร มีท้องไข่ปานกลาง การร่วงของเมล็ดยาก มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วัน และให้ผลผลิตประมาณ 700 กิโลกรัม ต่อไร่

ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตสูงในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่ดินนาเขตภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีกว่าข้าวญี่ปุ่นพันธุ์อื่นๆ คุณภาพการสีดี ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว ประมาณ 48 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี ตรงตามมาตรฐานสำหรับผู้บริโภคข้าวญี่ปุ่น ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป

คำแนะนำ ให้ปลูกในเขตภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
การปลูกในฤดูนาปรัง ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะให้ผลผลิตสูงกว่าฤดูนาปี เพราะเป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งมีอุณหภูมิเหมาะสมในการเจริญเติบโต อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ 7-10 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับนาดำ และ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับนาหว่านน้ำตม โดยเมล็ดพันธุ์ต้องมีความงอกไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อายุกล้าที่เหมาะสมต่อการปักดำในฤดูนาปรัง ในเขตภาคเหนือตอนบน ประมาณ 25-30 วัน และ 15-18 วัน สำหรับภาคเหนือตอนล่าง หรือเมื่อต้นกล้ามีใบ 3-5 ใบ ถอนกล้าอย่าให้ช้ำ และนำไปปักดำให้เสร็จภายในวันเดียว เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงและตั้งตัวได้เร็ว โดยปักดำจับละ 6-8 ต้น ระยะปักดำ 30x15 หรือ 20x20 เซนติเมตร
ข้อควรระวัง ในสภาพที่มีอากาศร้อนและความชื้นสูง ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.1 ไม่ต้านทานโรคไหม้ การปลูกข้าวให้ได้ผลดี ควรหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมดังกล่าว

ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.1 มีระแง้เหนียวมาก การนวดโดยการฟาดข้าวทำได้ยาก หลังจากเก็บเกี่ยวควรตากข้าว ในนา 3-4 วัน แล้วนวดด้วยเครื่องนวดทันที เมล็ดข้าวเสื่อมความงอกเร็ว การเก็บเมล็ดพันธุ์ควรลดความชื้นเมล็ดให้เหลือ 8-10 เปอร์เซ็นต์ และเก็บในปีบหรือภาชนะที่สามารถปิดผนึกได้ ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบสีส้ม ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียวและเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ลักษณะประจำพันธุ์ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.2 เป็นข้าวเจ้านาสวน ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 80 เซนติเมตร ต้นแข็ง ทรงกอตั้งตรง ใบแก่ช้าสีเขียวและมีขน กาบใบและปล้องสีเขียว ใบธงค่อนข้างตั้งตรง รวงแน่น ระแง้ถี่ คอรวงสั้น เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง มีขนสั้น ยอดเมล็ดสีฟางและมีหางบ้างบางเมล็ด รูปร่างเมล็ดข้าวเปลือกสั้นป้อม ยาว 7.3 มิลลิเมตร กว้าง 3.3 มิลลิเมตร และหนา 2.2 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาว ยาวเฉลี่ย 5.13 มิลลิเมตร มีท้องไข่น้อย การร่วงของเมล็ดยาก มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 117 วัน และให้ผลผลิตประมาณ 700 กิโลกรัม ต่อไร่

ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตสูงในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่ดินนาเขตภาคเหนือตอนบน คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวประมาณ 52 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี ตรงตามมาตรฐานสำหรับผู้บริโภคข้าวญี่ปุ่น ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป

คำแนะนำ ให้ปลูกในเขตภาคเหนือตอนบน การปลูกในฤดูนาปรังช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมจะให้ผลผลิตสูงกว่าฤดูนาปี เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว ซึ่งมีอุณหภูมิเหมาะสมในการเจริญเติบโต อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ 7-10 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับนาดำ และ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับนาหว่านน้ำตม โดยเมล็ดพันธุ์ต้องมีความงอกไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อายุกล้าที่เหมาะสมต่อการปักดำในฤดูนาปรังในเขตภาคเหนือตอนบน ประมาณ 25-30 วัน หรือเมื่อต้นกล้ามีใบ 3-5 ใบ ถอนกล้าอย่าให้กล้าช้ำ ควรถอนกล้าและปักดำให้เสร็จภายในวันเดียว เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงและตั้งตัวได้เร็ว โดยปักดำจับละ 6-8 ต้น ระยะปักดำ 30x15 หรือ 20x20 เซนติเมตร
ข้อควรระวัง ในสภาพที่มีอากาศร้อนและความชื้นสูง ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.2 ไม่ต้านทานโรคไหม้ การปลูกข้าวให้ได้ผลดีหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมดังกล่าว ข้าวญี่ปุ่น ก.วก.2 มีระแง้เหนียวมาก การนวดโดยการฟาดข้าวทำได้ยาก หลังจากเก็บเกี่ยวควรตากข้าวในนา 3-4 วัน แล้วนวดด้วยเครื่องนวดทันที เมล็ดขาวเสื่อมความงอกเร็ว การเก็บเมล็ดควรลดความชื้นเมล็ดให้เหลือ 8-10 เปอร์เซ็นต์ และเก็บในปีบหรือภาชนะที่สามารถปิดผนึกได้ ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้งและโรคใบสีส้ม ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียวและเพลี้ยกระโดดหลังขาว


ในปัจจุบัน ข้าวญี่ปุ่น ได้มีภาคเอกชนในจังหวัดเชียงราย หลายรายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก และรับซื้อคืนในราคาประกัน แล้วแต่ฤดูกาล ในหลายอำเภอ เช่น อำเภอแม่จัน เมืองเชียงราย เวียงป่าเป้า พาน แม่ลาว ฯลฯ ผู้เขียนได้ขอความกรุณาจากผู้อำนวยการศูนย์ว่า ในการจัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2012” ที่จะมีขึ้น ระหว่าง วันที่ 22-26 กุมภาพันธ์2555 ที่ชั้น 4 ห้องเอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค จะนำข้าวญี่ปุ่นทั้ง 2 สายพันธุ์ มาจัดแสดงให้ชม สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามที่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ (053) 721-578 โทรสาร (053) 721-916 หรือ crr.ricethailand. @ hotmail.com

ขั้นตอนการปลูกข้าวญี่ปุ่น ฤดูนาปี

ขั้นตอนการปลูกข้าวญี่ปุ่น ฤดูนาปรัง


ที่มา: เชียงราย มี “ข้าวญี่ปุ่น” ได้มาตรฐานสำหรับผู้บริโภคมติชนกรุ๊ป วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไทยโดน "อียู"ประกาศตัดความช่วยเหลือ 19 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไทยโดนด้วยพร้อมกับ"จีน-อินเดีย"

"อียู"ประกาศตัดความช่วยเหลือ 19 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไทยโดนด้วยพร้อมกับ"จีน-อินเดีย"

กรรมาธิการยุโรปเปิดเผยวานนี้ (7 ธ.ค.) ตัดสินใจตัดความช่วยเหลือประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จำนวน 19 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นไป นับตั้งแต่จีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

โดย 19 ประเทศที่จะถูกตัดความช่วยเหลือประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล ชิลี จีน โคลอมเบีย คอสตาริกา เอกวาดอร์ คาซัคสถาน อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน มาเลเซีย มัลดิฟส์ เม็กซิโก ปานามา เปรู ไทย เวเนซุเอลาและอุรุกวัย

นายแอนดริส ไพบอกส์ กรรมาธิการการพัฒนาของสหภาพยุโรป กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และจะเน้นความช่วยเหลือไปยังประเทศยากจนที่สุดในระหว่างปี 2014-2020

การตัดสินใจครั้งนี้อยู่ภายใต้บริบทเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายเพื่อปรับตัวให้เข้ากับแผนงบประมาณระยะยาวในสภาพแวดล้อมทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นและการผงาด ของคู่แข่งในเวทีเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ 27 ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปถือเป็นกลุ่มผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของทั่วโลก หรือคิดเป็นเงิน 53,800 ล้านยูโรเมื่อปีที่ผ่านมา โดยกรรมาธิการการพัฒนาของสหภาพยุโรปเป็นผู้จัดการเงินราวร้อยละ 20 ของก้อนดังกล่าว หรือประมาณ 11,000 ล้านยูโร

กรรมาธิการการพัฒนาฯเปิดเผยรายละเอียดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณและการจัดสรรความช่วยเหลือของอียูไปยังประเทศที่สมควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดและในประเทศที่จะได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

นั่นหมายถึงการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะลดลงตามไปด้วย โดยช่วงระหว่างปี 2007-2013 กรรมาธิการการพัฒนาฯได้จัดสรรเงินช่วยเหลือให้แก่แอฟริกาใต้เป็นจำนวน 980 ล้านยูโร, อินเดีย 470 ล้านยูโร, จีน 170 ล้านยูโร และ 61 ล้านยูโร สำหรับบราซิล

การตัดสินใจครั้งนี้ถูกคัดค้านจากสหพันธ์องค์กรช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แห่งยุโรป ซึ่งมองว่าอียูไม่ได้ให้ความสนใจกับคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านี้ซึ่งยังยากจนอยู่ แม้ฐานะโดยเฉลี่ยของทั้งประเทศจะสูงขึ้น และได้ตำหนิกรรมาธิการยุโรปว่ากำลังเล่นการเมืองกับประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย ซึ่งกำลังเจรจาทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหภาพยุโรป

ที่มา: "อียู"ประกาศตัดความช่วยเหลือ 19 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไทยโดนด้วยพร้อมกับ"จีน-อินเดีย" มติชนออนไลน์ :วันพฤหัสบดีที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2554

“ผลสำรวจเรื่องเซ็กส์” คือ “FYI” หรือ “การตลาด” ของผลิตภัณฑ์ใต้สะดือ?

ลิงก์ที่เกี่ยวกับประเด็นขายดีแซ่บๆแบบไม่ต้องสืบ...ประเด็นที่ ชวนให้นึกถึงผลสำรวจที่เป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ 2 ชิ้นในบ้านเรา

ที่ผู้คนพูดถึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะงานสำรวจนี้พูดถึงเรื่องเซ็กซ์

ชิ้นแรก ประกาศออกมาช่วงต้นเดือนธันวาคม เป็นงานสำรวจเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ในหัวข้อต่างๆ โดยสัมภาษณ์ผู้คนรวมทั้งหมด 29,000 คน ใน 36 ประเทศ แล้วได้ผลออกมาน่าสนใจว่า

ชายไทย มีพฤติกรรมนอกใจคนรักมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในโลก โดยชายไทย 54 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่า เคยนอกใจคนรัก ซึ่งอันดับสองได้แก่ชายเกาหลีใต้ ด้วยสถิติ 34 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อันดับสามคือ ชายมาเลเซีย มีจำนวน 33 เปอร์เซ็นต์

ผลสำรวจชุดนี้ ยังมีต่อ หญิงไทยก็ไม่น้อยหน้า นอกใจเป็นอันดับสอง รองจากไนจีเรีย โดยผู้หญิงจากประเทศในดินแดนกาฬทวีป ยอมรับว่านอกใจแฟน 62 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหญิงไทยใจเด็ดตามมาติดๆ 59 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่สามก็คือ มาเลเซีย 39 เปอร์เซ็นต์

แค่ข้อสรุปว่า ชายไทยนอกใจมากที่สุดในโลก ส่วนหญิงไทยก็มาแรงเป็นอันดับสองของโลก เท่านี้ก็สร้างความฮือฮากันมากมายแล้ว

ส่วนผลสำรวจชุดที่สอง ปรากฏประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2554 ในประเด็น “ผลสำรวจล่าสุดเรื่องความสุขสมแห่งสัมผัสรักในอุดมคติของชาวเอเชีย”

การสำรวจดังกล่าวทำกับชายและหญิงที่มีคู่รักที่มีความแข็งตัวของอวัยวะเพศชายระดับ 3 หรือ 4 (ระดับความแข็งตัวมี 4 ระดับ ระดับ 4 คือระดับที่ดีที่สุด)อายุระหว่าง 31-74 ปี ที่มีกิจกรรมทางเพศในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา รวม 3,282 คน (ชาย 1,658 คน หญิง 1,624 คน) ใน 10 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และประเทศไทย

แล้วได้ข้อสรุปจากการสำรวจว่า...

ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ต่อเดือน ชายอินโดฯ นำหน้าถี่สูงสุด 9.8 ครั้ง ชายไทยอยู่ในระดับ 4 ที่ 7.7 ครั้ง หญิงอินเดียนำหน้าถี่สูงสุด 8.7 ครั้ง หญิงไทยอยู่ในระดับกลางที่ 5.7 ชาวเกาหลีใต้รั้งท้ายทั้งชายหญิงถี่เพียง 4.4 ครั้ง และ 4.3 ครั้ง

ประเด็นที่น่าคิดในงานสำรวจทั้ง 2 ชิ้นงานนี้ ไม่ใช่เรื่องความน่าเชื่อถือของเครื่องมือที่ใช้สำรวจ

แต่เป็นเรื่องของที่มาของผลสำรวจ อันมาจากผลิตภัณฑ์ใต้สะดือ(พูดแล้วรู้สึก “คันหู” โดยทันที)

ผลสำรวจแรก มาจากผลิตภัณฑ์ถุงยางเจ้าหนึ่ง ส่วนผลสำรวจหลัง มาจากบริษัทระดับโลกที่รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

การนำประเด็นที่ผู้คนบนโลกนี้สนใจมาเชื่อมโยงกับสินค้าตัวเองได้อย่างเหนือชั้น ส่งผลต่อการรับรู้(Brand Awareness) ต่อแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง

ผลสำรวจเหล่านี้จึงก้าวข้ามจากการแจ้งให้ทราบ หรือ “FYI” (For Your Information) มาสู่การทำ “การตลาด” ด้วยข้อมูลที่หวือหวา แฝงเรื่องใกล้ตัวสักนิดอย่างการใช้คำว่า “ชายไทย” หรือ “หญิงไทย” ซึ่งสามารถชวนให้นึกถึงพี่ป้าน้าอาหรือสาวน้อยข้างบ้านก็ได้

และที่สำคัญ งานสำรวจแนวนี้ มีกลิ่นความเป็น “วิชาการ” แฝงอยู่ ทำให้สามารถนำเรื่อง “เซ็กส์” มาพูดกันอย่างเปิดเผย(อาจจะแกมด้วยอารมณ์ขัน)ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งวัฒนธรรมในบางพื้นที่ทำให้พูดเรื่องใต้สะดือได้ไม่เต็มปาก แต่เมื่อบอกว่าเป็น “ผลสำรวจ” แล้ว ความรู้สึกบัดสีบัดเถลิงจึงลดดีกรีลง

“ผลสำรวจเรื่องเซ็กซ์” จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญกับผลิตภัณฑ์ใต้สะดือ จนคาดหมายได้ว่า “เทรนด์” นี้จะทำให้เราได้ยินผลสำรวจที่แสนหวือหวาเกี่ยวกับเรื่องบนเตียงผ่านแบรนด์ถุงยางอีกหลายชุดสำรวจ

ไม่ต่างจากภาพของโฆษณารถยนต์ที่ผูกกับสมรรถภาพเครื่องยนต์และประเด็นการรักษาสิ่งแวดล้อม(ทั้งที่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ก็ไม่รักษาสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว)

ไม่ต่างจากบริษัทประกันชีวิต ที่หยิบเอาความรักแบบไร้เงื่อนไขเพื่อทำอะไรให้คนที่คุณรักที่ดังมาตั้งแต่ยุค “ปู่ชิว” จนมาถึงยุค “พ่อใบ้”

หรือการโฆษณาเครื่องดื่มมึนเมา ที่ไม่พูดถึงตัวผลิตภัณฑ์โดยตรง แต่พูดถึงการทำประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อนฝูง

คมคิดที่แสนครีเอทีฟเหล่านี้ ชวนให้สองมือของตัวเองล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้าไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีภาพประทับในหัวแบบข้างต้นเสียจริง

แต่มองอีกมุม ชวนให้เกิดอาการพิจารณาว่า...

นี่เรากำลังบริโภคสินค้า หรือบริโภค "ภาพลักษณ์" ของสินค้าอยู่หรือ?

เรื่อง...ณัฐกร เวียงอินทร์
ที่มา: “ผลสำรวจเรื่องเซ็กส์” คือ “FYI” หรือ “การตลาด” ของผลิตภัณฑ์ใต้สะดือ? มติชนออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รักแท้ข้ามสายพันธุ์ "แกะ-กวาง" เชื่อ"ความรักชนะทุกสิ่ง"

ชาวเน็ตจีนฮือฮา รักแท้ข้ามสายพันธุ์ "แกะ-กวาง" เชื่อ"ความรักชนะทุกสิ่ง"

ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตชาวจีนต่างหลั่งไหลแสดงความคิดเห็นมายังเว็บไซต์ของสำนักงานอุทยานสัตว์ป่า โดยขอร้องให้แกะเพศผู้และกวางเพศเมียที่กำลัง"ตกหลุมรักกัน" ได้อยู่ร่วมกันต่อไป หลังพฤติกรรมแสดงความรักของทั้งสอง ที่ถูกอยู่ร่วมกรงกันที่อุทยานสัตว์ป่ายูนนาน สร้างความกระอักกระอ่วนใจต่อผู้พบเห็น ต่อกันจนมีความพยายามให้แยกกันอยู่แต่ไม่สำเร็จ

เจ้าหน้าที่อุทยานสัตว์ป่า ได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้บริการอินเทอร์เนตถึง 500 ล้านราย หลังจากโพสต์คำถามในเว็บไซต์ว่า "คุณจะทำอย่างไรเมื่อกวางตกหลุมรักกับแกะ?" โดยถามผู้อ่านว่าพวกเขาจะยอมรับความรักข้ามสายพันธุ์เช่นนี้ได้หรือไม่ ระหว่างกวางเพศเมียวัย 3 ปี ชื่อ"ชุนซี" และแกะเพศผู้วัย 2 ปี ที่มีชื่อภาษาจีนว่า "ฉางเหมา" หรือ"ขนยาว" ซึ่งอยู่ร่วมกันในกรงที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของสนามบาสเก็ตบอล ร่วมกับกวางอีก 5 ตัวและแกะอีก 2 ตัว

เจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลสัตว์ทั้งสองรายหนึ่งกล่าวว่า ชุนซีเป็นกวางที่มีความงดงามมากที่สุด แม้ว่าเธอจะถูกตามจีบจากกวางหนุ่มตัวอื่นๆเธอก็ไม่สนใจ เธอกลับชอบที่จะมาเล่นกับเจ้าขนยาว และทั้งสองก็ชอบมาคลุกคลีกันเช่นนี้ตั้งแต่พวกมันยังเล็ก

ความรักโรแมนติกของสัตว์ทั้งสองกลายเป็นข่าวใหญ่ในจีน หลังสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นที่มณฑลยูนนานนำเสนอรายงานในเรื่องดังกล่าว และกล่าวว่าความพยายามที่จะจับมันแยกออกจากกันไม่เป็นผลสำเร็จ

กระทั่งวันนี้ ความรัก"ที่ไม่สามารถแยกกันได้"ระหว่างแกะกับกวางทั้งสอง กลายเป็นที่วิจารณ์ของผู้ใช้บริการเว็บไซต์เหว่ยโป๋ ที่แสดงความเห็นกว่า 1,700 ราย

ผู้แสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ชื่อดังของจีนกล่าวว่า เธอร้องไห้ระหว่างที่ดูวิดีโอที่ทั้งสองกำลังแสดงความรักต่อกัน และว่าความรักของมันสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ขณะที่อีกรายหนึ่งกล่าวว่า ความรักของพวกมันทำให้เขาเชื่อมั่นในความรักอีกครั้ง

โดยผู้ใช้อีกรายกล่าวว่า ความรักระหว่างกวางและแกะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ มันทั้งสองอาจทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่"แปลกประหลาด"ขึ้น และกระตุ้นให้ผู้ใช้รายอื่นจับตาอย่างใกล้ชิด

ที่มา: รักแท้ข้ามสายพันธุ์ "แกะ-กวาง" เชื่อ"ความรักชนะทุกสิ่ง" มติชนออนไลน์ วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ซันโยประกาศหยุดผลิตในไทย

ซันโยเซมิคอนดักเตอร์ประกาศแจ้งเลิกจ้างพนักงาน เลิกประกอบกิจการในเมืองไทยถาวร หลังน้ำท่วมขังโรงงานนานนับเดือน เครื่องจักรเสียหายสุดเยียวยา

นี้คือ อีกหนึ่งความเสียหายใหญ่ยักษ์จากอุทกภัย 2554

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำวันที่ 8 ธ.ค.2554 ได้มีการเผยแพร่ ประกาศของบริษัทซันโยเซมิคอนดักเตอร์ ที่ 12-003/2554ลงนามโดยนายเทซสีโซะ ยามาคาวา ประธานบริษัท แจ้งว่า การจ้างงานพนักงานส่วนใหญ่จะสิ้นสุดลงวันที่ 25 ธ.ค.นี้ และยังจำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนหนึ่งต่อไปเพื่อกู้ซากเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ อีกทั้งทำความสะอาดโรงงาน และดำเนินการเพื่อการหยุดผลิตโดยถาวรต่อไป

ประกาศดังกล่าวมีใจความอีกตอนหนึ่งว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทซันโย เซมิคอนดักเตอร์(ประเทศไทย)จำกัด เป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องจักร และตัวโรงงานถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ทำให้การซ่อมแซมและกู้โรงงานขึ้นใหม่มีภาวะต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงมาก การที่บริษัทไม่สามารถประกอบกิจการได้เป็นเวลานานส่งผลกระทบทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกของกลุ่มบริษัทออน เซมิคอนดักเตอร์ เกิดภาวะชะงักงันครั้งไหญ่ จากเหตุดังกล่าว จึงเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบว่าบริษัทจะไม่ประกอบกิจการในประเทศไทยอีกต่อไป

ที่มา: ซันโยประกาศหยุดผลิตในไทย เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2554
---------------
เฮ้อ...เหนื่อยใจ

Wednesday, December 7, 2011

จำกัดนักท่องเที่ยว10อุทยานฯดัง แนะสอบถามก่อนไปเก้อ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินหน้าจำกัดนักท่องเที่ยวอุทยานฯ ชื่อดัง 10 แห่ง เตือนสอบถามข้อมูลก่อนไปเก้อ...

วันที่ 7 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดำเนินมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ จำนวน 10 แห่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการท่องเที่ยว จนอาจนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ยากแก่การฟื้นฟู และบริหารจัดการให้คงสภาพเดิมได้ โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ดังนั้น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงยังคงใช้มาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ 10 แห่ง เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณขยะในอุทยานแห่งชาติ

โดยนักท่องเที่ยว สามารถติดต่อสอบถามหรือจองที่พักล่วงหน้าก่อนการเดินทาง ดังนี้

1. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ โทรศัพท์หมายเลข 053 263 910 (ตลอด 24 ชั่วโมง) และ 053 248 491 (ระหว่าง 08.00 น. – 17.00 น.)

2. อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก จ.เชียงใหม่ โทรศัพท์หมายเลข 053 453 517-8 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

3. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ โทรศัพท์หมายเลข 053 268 550 (ตลอด 24 ชั่วโมง) และ 053 268 577 (ระหว่าง 08.00 น. – 17.00 น.)

4. อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ โทรศัพท์หมายเลข 053 295 041 (ตลอด 24 ชั่วโมง) และ 053 210 244 (ระหว่าง 08.00 น.–17.00 น.) 053 210 246

5. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย โทรศัพท์หมายเลข 042 871 333 (ตลอด 24 ชั่วโมง) และหมายเลข 042 871 458 (ระหว่างเวลา 07.00 น. – 18.00 น.)

6. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา โทรศัพท์หมายเลข 08 1877 3127 และหมายเลข 08 6092 6531 , 08 06092 6527 , 08 6092 6529 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

7. อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี โทรศัพท์หมายเลข 034 574 722 และ 034 574 234

8. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ. เพชรบุรี โทรศัพท์หมายเลข 032 459 293 , 032 459 291 (ระหว่างเวลา 08.00 น. – 16.30 น.)

9. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ. พังงา โทรศัพท์หมายเลข 076 472 145-6 และ

10.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา โทรศัพท์หมายเลข 076 595 045 , 076 421 365 และ 076 453 272 (ระหว่างเวลา 08.00 น. – 17.00 น.)

ทั้งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะไปท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติ สามารถจองผ่านเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช www.dnp.go.th หรือโทรศัพท์หมายเลข 02 562 0760-2 ในเวลาราชการ.

ที่มา: จำกัดนักท่องเที่ยว10อุทยานฯดัง แนะสอบถามก่อนไปเก้อ ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2554

จำคุก 23 ปีเทคโน ยิงอริพลาด ถูกเด็ก 9 ขวบตาย

ศาลพิพากษาคดีเด็กเทคโนฯบางกะปิ ร่วมกับพวก ยิงปืนใส่กลุ่มอริเทคโนฯ ช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ บนรถเมล์สาย 113 กระสุนไปโดนเด็ก 9 ขวบตาย ระบุจำเลยทำความผิดจริง จำคุกรวม 23 ปี ลดโทษ 1 ใน 4 เหลือ 17 ปี 3 เดือน ชดใช้ 1 แสนบาท...

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดและนางอังศุ ขำวงศ์ มารดา ด.ช.จตุพร ผลผกา อายุ 9 ปี ผู้เสียชีวิตร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายปริวรรต หรือติ๊บ เลาะภูมี อายุ 20 ปี อดีตนักศึกษาชั้นปี 3 โรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเช้ามืดวันที่ 1 ก.ย.53 หลังจากจำเลยกับนายเอม อายุ 17 ปี (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปี 2 แผนกช่างยนต์ ร.ร.เทคโนโลยีบางกะปิ เป็นเยาวชนและถูกแยกดำเนินคดี ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของอาจารย์ เดินทางไปที่ปากซอยรามคำแหง 166 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. มีรถโดยสารประจำทางสาย 113 มีนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพโดยสารมา พวกจำเลยจึงวิ่งตามรถประจำทางไป ส่วนนายเอม อยู่ที่ป้ายรถประจำทาง ใช้ปืนของกลางยิงขึ้นไปบนรถ 1 นัด กระสุนถูก ด.ช.จตุพร ที่บริเวณหน้าผากทะลุเข้าสมองถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจค้นบ้านจำเลย พบอาวุธปืนที่นายเอมใช้กระทำผิด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกับนายธงชัยกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าได้ความจากพยานซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยให้การว่า หลังจากที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปเติมน้ำมันใกล้สามแยกบัวขาว แล้วขับรถกลับมาบอกกับเพื่อนที่อยู่ปากซอยรามคำแหง 166 ว่า ถูกนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพที่โดยสารมาบนรถประจำทาง สาย 113 ไล่มา เมื่อรถประจำทางมาถึง จำเลยได้บอกกับกลุ่มเพื่อนว่า “คันนี้แหละ” พยานกับพวกจึงวิ่งไล่ตามไปขว้างปาก้อนหิน แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด เห็นนายเอม ลดระดับอาวุธปืนที่ถือเล็งไปทางรถ แล้วมีคนตะโกนว่ามีเด็กถูกยิง ส่วนจำเลยคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่

ขณะที่ พ.ต.ต.สมคิด ประเชิญสุข สว.สส.สน.มีนบุรี เบิกความว่า จากการสอบสวนทราบว่า ทั้งสองโรงเรียนมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันหลายครั้ง พวกจำเลยทราบดีว่า ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ ต้องขึ้นรถโดยสารไปเรียนหนังสือ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยกับพวกต่างทราบดีว่านายเอมมีอาวุธปืนติดตัว และร่วมกันสมคบคิดกันไปยังปากซอยรามคำแหง 166 เพื่อดักยิงโรงเรียนคู่อริ หาใช่เดินออกมาเพื่อแยกย้ายกันกลับบ้าน จากนั้นจำเลยทำหน้าที่ขับรถ จยย. ออกไปที่บริเวณสามแยกบัวขาวเพื่อดูต้นทาง เมื่อเห็นรถโดยสารประจำทางสาย 113 ผ่านมา จึงขี่รถ จยย.ตามไปบอกเพื่อนให้ก่อเหตุ เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลย หลังเกิดเหตุ จำเลยรับฝากอาวุธปืนไว้จากนายเอม แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบดีว่านายเอมมีอาวุธปืนติดตัวและสมคบกันก่อเหตุดังกล่าว

พิพากษาว่า แม้ขณะกระทำผิด จำเลยอายุ 19 ปีเศษ แต่เรียนหนังสือในระดับ ปวช.3 และรู้สึกผิดชอบชั่วดีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่แล้ว จำเลยควรว่ากล่าวตักเตือนและห้ามปรามมิให้นักเรียนรุ่นน้องทำตามค่านิยมที่ผิดในเรื่องสถาบันการศึกษาตามที่รัฐบาลได้จัดโครงการรณรงค์เรื่องดังกล่าวในโรงเรียนอาชีวะเสมอมา แต่จำเลยกลับส่งเสริมและร่วมกระทำผิดดังเช่นอันธพาลกับนักเรียนรุ่นน้องเสียเอง เป็นเหตุให้เด็กนักเรียนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังเดินทางไปโรงเรียนต้องถึงแก่ความตาย อีกทั้งจำเลยไม่รู้สึกสำนึกในการ กระทำผิด ไม่บรรเทาผลร้ายแห่งคดี ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเป็นเวลา 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพกพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 23 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยไว้เป็นเวลา 17 ปี 3 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่ว

ที่มา: จำคุก23ปีเทคโน ยิงอริพลาด ถูกเด็ก9ขวบตาย ไทยรัฐออนไลน์ ทีมข่าวอาชญากรรม วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2554

Sunday, December 4, 2011

เอาหรือไม่เอา Take it or Leave it

ในการที่เรายื่นข้อเสนอเฉพาะบางอย่างให้ จะเอาหรือไม่เอาก็ว่ามา ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า Take it or Leave it.

นี่เป็นทางเลือกทางเดียวที่ฉันให้ได้ จะเอาหรือไม่เอาก็ตามใจ That is the only option I can give. Take it or Leave it.

ครอบครัวของฉันคลั่งไคล้การกินข้าวหอมมะลิอย่างมาก แต่สำหรับฉันยังไงก็ได้ My family is so crazy about Thai Jasmin rice, but I can take it or leave it

ฉันมีรักมาให้เธอ จะรับรักหรือไม่ก็ตามใจเธอ I bring my love for you. Take it or Leave it!

Dr.SoS

Friday, December 2, 2011

ฮือฮา! เปิดตัวโรงเรียนเซ็กซ์แห่งแรกของโลก ค่าเล่าเรียนเทอมละ 6 หมื่น

อิลวา มาเรีย ธอมป์สัน ผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนเซ็กซ์นานาชาติ ในกรุงเวียนนา ของออสเตรีย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์เต็มรูปแบบแห่งแรก ของโลก ระบุว่า นักเรียนที่ลงทะเบียนเข้าศึกษาในสถาบัน จะสามารถพัฒนาตนเองจากคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบรรเลงเพลงรัก ด้วยลีลาท่าทางต่างๆได้ เมื่อสำเร็จการศึกษา ขณะที่ค่าเล่าเรียนตกอยู่ที่เทอมละประมาณ 58,000 บาท...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. โดยอ้างผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนเซ็กซ์นานาชาติ ในกรุงเวียนนา ของออสเตรีย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์เต็มรูปแบบแห่งแรก ของโลก ที่ออกมาระบุว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาออกไป นักเรียนที่ลงทะเบียนเข้าศึกษาในสถาบันแห่งนี้ จะต้องมีความรู้ในเรื่องเพศอย่างแตกฉาน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

รายงานข่าวระบุว่า นางอิลวา มาเรีย ธอมป์สัน ผู้อำนวยการหญิงของโรงเรียนเซ็กซ์นานาชาติแห่งออสเตรีย (Austrian International School of Sex : AISOS) ออกมาเปิดเผยว่า นักเรียนที่สนใจเข้าศึกษาหลักสูตรทางเพศในสถาบันของเธอ จะต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิต เนื่องจากหลักสูตรของทางโรงเรียนไม่ได้เน้นแต่ภาคทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติ ซึ่งหมายถึงการให้นักเรียนได้มีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกันอีกด้วย

ธอมป์สันซึ่งเป็นชาวสวีเดน เปิดเผยว่า นักเรียนของเธอจะได้ศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับ "ศิลปะแห่งการมีเซ็กซ์" ซึ่งจะเน้นให้นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองจากคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในการบรรเลงเพลงรัก ด้วยลีลาท่าทางต่างๆได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขณะเดียวกัน คณะอาจารย์ก็จะคอยเสริมความรู้เกี่ยวกับเทคนิค และเคล็ดลับต่างๆในเรื่องบนเตียงให้ตลอดทั้งหลักสูตร

ในส่วนของการศึกษาภาคปฏิบัตินั้น ธอมป์สันระบุว่า นักเรียนทุกคนได้รับอนุญาตให้สามารถ "ฝึกซ้อมมีเพศสัมพันธ์" กันได้ ภายในหอพักของทางโรงเรียน ซึ่งเป็นหอพักรวมแบบไม่แบ่งแยกเพศ โดยผู้อำนวยการสาวใหญ่รายนี้ย้ำว่า "การฝึกซ้อมมีเพศสัมพันธ์" นี้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้นักเรียนมีความช่ำชอง ก่อนส่ง "การบ้านฉบับจริง" ให้กับคุณครู พร้อมย้ำว่า นักเรียนของเธอทุกคน ต้องสอบให้ผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จึงจะสามารถขอทำเรื่องจบการศึกษา และรับเกียรติบัตรจากทางโรงเรียนได้

"เราไม่ได้บังคับนักเรียนให้มีเพศสัมพันธ์กัน เราเพียงแค่แนะนำให้พวกเขาได้ร่วมรักกันให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ได้ และทางโรงเรียนจะคอยกระตุ้นเตือนพวกเขาอยู่เสมอว่า ถ้าอยากสำเร็จการศึกษาจากที่นี่ ก็จำเป็นต้องสอบให้ผ่านทั้งภาคทฤษฎและปฏิบัติ" ผู้อำนวยการธอมป์สันกล่าว

อย่างไรก็ดี ธอมป์สันยอมรับว่า สถาบันการศึกษาสุดแหวกแนวของเธอค่อนข้างได้รับการต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ นิยม และพวกเคร่งศาสนาในออสเตรียพอสมควร และโฆษณาของทางโรงเรียนก็เพิ่งถูกสั่งแบนห้ามแพร่ภาพผ่านสถานีโทรทัศน์ต่างๆ แล้วเช่นกัน แต่ผู้สนใจยังสามารถรับชมเวอร์ชั่นเต็มได้ผ่านทางเว็บไซต์ของทางสถาบัน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสมัครเข้าเรียน ต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป และควรมีความรู้ด้านภาษาเยอรมัน เนื่องจากการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะทำในภาษาเยอรมันเป็นหลัก และมีภาษาอังกฤษเป็นส่วนเสริมในบางวิชาเท่านั้น โดยค่าเล่าเรียนเบื้องต้นอยู่ที่ภาคเรียนละ 1,400 ยูโร หรือราว 58,195 บาท ซึ่งทางโรงเรียนจะจัดอาหารบริการฟรี 3 มื้อ ในวันจันทร์ถึงศุกร์ พร้อมห้องพักแบบ "เตียงคู่" แต่หากนักเรียนรายใดต้องการขอพักในห้องแบบ "เตียงเดี่ยว" ก็จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 500 ยูโร หรือราว 20,800 บาท

ที่มา: ฮือฮา! เปิดตัวโรงเรียนเซ็กซ์แห่งแรกของโลก ค่าเล่าเรียนเทอมละ 5.8 หมื่น ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554

Monday, November 21, 2011

ลูกหนี้สำลักน้ำใจแบงก์พาณิชย์ มึนเงื่อนไขมาตรการช่วยใครกันแน่!!

จะด้วยถูกบังคับหรือสมัครใจ จะด้วยความจริงใจหรือสร้างภาพ ก็ยากที่จะชี้ชัด แต่ภาพหนึ่งที่ได้เห็นกัน ในช่วงที่สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ รุกคืบเข้าสร้างความเสียหายให้กับประชาชน และภาคธุรกิจ ในช่วงที่ผ่านมานั้น คือการหยิบยื่นน้ำใจไมตรี จากบรรดาธนาคารพาณิชย์ ที่แข่งกันออกหน้าออกตา ประเคนแพ็กเกจช่วยเหลือลูกค้าทุกหมู่เหล่าทั้งรายใหญ่ รายย่อย และเอสเอ็มอี ที่ประสบภัยจากน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นการลดหนี้ พักหนี้ ยืดเวลาชำระหนี้ และอีกสารพัดวิธี ที่คิดทำกันได้

ความช่วยเหลือที่ประกาศออกมาเหล่านี้ ทำเอาบรรดาลูกหนี้ ที่ตัวชื้นจากการแช่น้ำมาหลายเดือน รู้สึกใจชื้นตามมา เพราะด้วยคิดว่า อย่างน้อยจะได้มีเวลาในการฟื้นตัว ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และน่าจะหยวน ๆ ยอม ๆ กันได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับมีปัญหาให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อนอยู่ ต้องขุ่นข้องหมองใจ และตั้งคำถามต่อความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยก่อนหน้านี้ ก็มีลูกค้าของธนาคารออมสินร้องเรียนผ่านมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคว่า ธนาคารออมสินออกโฆษณาประกาศพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยช่วยลูกค้าน้ำท่วม แต่เมื่อลูกค้าโดดเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ไปได้สักพัก กลับถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยและเบี้ยปรับย้อนหลัง ในช่วงเวลาพักชำระหนี้ ทั้งที่ผู้บริหารธนาคารอย่าง “เลอศักดิ์ จุลเทศ” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ประกาศโครม ๆ ว่าธนาคารออมสินจะพักชำระหนี้ และลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ถูกน้ำท่วม แบบไม่มีอะไรสอดไส้แน่นอน...

ทั้งนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลูกหนี้มองโลกในแง่ดีเกินไป หรือบรรดาธนาคารพาณิชย์เกิดอาการใจร้ายเกินเหตุ เพราะจากการพิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ จะพบว่า การออกแพ็กเกจการยืดหนี้นั้น กลายเป็นว่า เป็นเพียงการยืดระยะเวลาชำระเงินต้นเท่านั้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังวิ่งฉิวปกติเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

ยกตัวอย่าง กรณีสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ “ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย” ที่พักชำระหนี้ให้สูงสุด 90 วัน และ ขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้สูงสุด 12 เดือน ซึ่งดูผิวเผินแล้วเห็นว่าแบงก์ช่วยลูกหนี้ที่กำลังเดือดร้อนให้พอมีเวลาตั้งหลักกลับมาฟื้นตัวได้ แต่การกระทำกลับดูเหมือนว่า เป็นการซ้ำเติมลูกหนี้ และดึงลูกหนี้ ลงสู่ปากเหวเร็วกว่าเวลาอันควรมากกว่า เนื่องจากแพ็กเกจที่ออกมาให้ลูกหนี้ไม่ต้องผ่อนชำระเงินต้นช่วงเวลา 3 เดือน แต่เมื่อเข้าเดือนที่ 4 ปรากฏว่าบรรดาลูกหนี้กลับต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินต้นบวกกับดอกเบี้ยที่คั่งค้างให้แบงก์รวดเดียวหมดเกลี้ยง แล้วอย่างนี้จะมาป่าวประกาศว่าช่วยลูกหนี้ได้อย่างไร?

แน่นอนว่า ถ้าถามว่า สิ่งที่ธนาคารสัญชาติมาเลเซียรายนี้ ทำผิดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่ผิด เพราะที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้แต่ขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ไม่ได้ขีดเส้นกำหนดชัดเจนว่า จะต้องช่วยอย่างไร แบบไหน ดังนั้น การที่ทางแบงก์จะเลือกที่จะหยิบยื่นน้ำใจให้ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ ก็ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ก็ควรจะชัดเจนในการชี้แจงให้ลูกค้าเข้าใจ ถึงรายละเอียดต่าง ๆ อย่างชัดเจนและอย่าสร้างภาพความมีน้ำใจให้ไกลเกินจริง

หันไปดูธนาคารแห่งอื่น ๆ ก็จะพบแนวทางความช่วยเหลือที่แตกต่างกันไปเช่นกัน มากบ้างน้อยบ้างตามความใจป้ำของแต่ละแห่ง โดยในกลุ่มพี่ใหญ่ของวงการ อย่าง “ธนาคารกรุงเทพ” ผ่อนผันสินเชื่อบ้านให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ยนานสูงสุด 12 เดือน หรือปรับลดยอดการผ่อนชำระรายดือนลงสูงสุด 40% เป็นเวลา 1 ปี

สอดคล้องกับแนวทางของ “ธนาคารกสิกรไทย” ที่มีเงื่อนไขว่า ลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการสินเชื่อบ้าน ได้ปรับลดยอดผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 40% เป็นเวลา 1 ปี หรือผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ให้ลูกค้าขอพักชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน ฝั่งธนาคารทหารไทยออกมาตรการช่วยลูกค้าที่ค้างชำระค่างวดบ้านตั้งแต่ 1-30 วัน สามารถขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียว โดยไม่ต้องชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน และสามารถขยายเวลาผ่อนชำระออกไปอีก 6 เดือนหากลูกค้ายังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเนื่อง

แต่ที่ถือว่าป๋าสุด ๆ เห็นจะเป็นแบงก์ลูกครึ่งอย่าง “กรุงศรีอยุธยา” ที่พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือนให้กับลูกค้าสินเชื่อบ้าน และเพิ่มมาตรการผ่อนชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว นานสูงสุด 6 เดือน หรือลดค่างวดให้เป็นนานสูงสุดถึง 9 เดือน ถ้าลูกค้ารายนั้นได้รับผลกระทบที่รุนแรง

นอกเหนือจากความช่วยเหลือในเรื่องสินเชื่อ ที่เป็นปัญหากันแล้ว การทวงถามหนี้บัตรเครดิต ก็เป็นอีกประเด็นที่ลูกหนี้ผู้ประสบภัย บ่นกันอื้ออึงเช่นกัน เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาหลายแบงก์จะมีมาตรการช่วยลูกค้า เช่น ไทยพาณิชย์พักชำระหนี้และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน ขณะที่ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยและผู้ใช้สินเชื่อเงินสด ได้รับการผ่อนผันชำระดอกเบี้ย 50% และปรับลดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำให้เป็น 0-10% และลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ได้รับการช่วยเหลือด้วยการลดยอดขั้นต่ำชำระเหลือ 0-10% และผ่อนผันการชำระดอกเบี้ยลงจากอัตราปกติ 50%

ทว่า เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นคู่ขนานไปกับความช่วยเหลือ ก็คือ เสียงการโทรฯ จิก โทรฯ ตาม โทรฯ ทวงหนี้ ที่ฝ่ากระแสน้ำมาหาลูกหนี้ แบบไม่รู้จะตอบโต้กลับไปด้วยภาษาอะไรดี ซึ่งถ้าเป็นลูกหนี้ที่ประวัติการชำระแย่จริง ๆ หรือไม่ได้ประสบภัย และมีศักยภาพที่จะจ่ายหนี้ได้ การโทรฯตามโทรฯทวง ก็เป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ตามปกติ แต่ในรายที่เป็นผู้ประสบภัย เข้าข่ายเป็นผู้อพยพนั้น ก็สมควรที่จะได้รับความผ่อนผันและเห็นใจเช่นกัน

จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารทั้งหลาย ต้องไปกำชับฝ่ายเร่งรัดหนี้สิน ให้รู้จักใช้วิจารณญาณมากขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ไม่ใช่เอะอะก็อ้างว่า “ไม่ทราบ” เพราะจ้างให้บริษัทภายนอกเป็นคนติดตามทวงหนี้ให้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวไปข้างต้น ก็ใช่ว่าจะไม่หลุดไปเข้าหูของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เสียเลย ในทางกลับกัน นายแบงก์ทั้งหลายต่างก็ทราบดี และเหมือนรู้ดีอยู่แล้ว ว่าต้องมีเรื่องร้องเรียนประมาณนี้เกิดขึ้น เห็นได้จากที่ผ่านมา ผู้บริหารของธนาคารหลายแห่ง ได้ออกโรงชี้แจงเคลียร์ทางไว้ล่วงหน้าว่า การช่วยเหลือของแบงก์แต่ละแห่ง ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของแบงก์เป็นหลัก และรายได้ของแบงก์ส่วนใหญ่เกิดจากดอกเบี้ย หากหายไปอาจกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารได้ จึงช่วยลูกค้าได้ตามกำลังที่มีอยู่เท่านั้น

ขณะเดียวกัน นอกจากการช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว แบงก์ต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ด้วยเช่นกัน แต่ละแห่งจึงต้องกำหนดเงื่อนไขที่อยู่บนความสมดุลของทุกฝ่าย และที่ผ่านมา ภาวะน้ำท่วมไม่ใช่กระทบแต่ลูกหนี้ฝ่ายเดียว เพราะสาขาของธนาคารแต่ละแห่ง ได้รับความเสียหายจนต้องปิดให้บริการเช่นกัน

อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าแบงก์ทุกแห่งจะเกิดอาการ “เขี้ยวลากดิน” กันไปเสียหมด แต่ก็มีหลายแบงก์ที่ลูกหนี้แทบไม่ต้องไปติดต่อใด ๆ แต่แบงก์จะเป็นฝ่ายติดต่อมาให้ความช่วยเหลือเอง แบบว่าเห็นใจกันอย่างแท้จริง ที่สำคัญยังสามารถตกลงปลงใจกันได้แบบไม่มีปัญหาอีกต่างหาก

จากเหตุผลที่ออกมา คงต้องบอกว่า การจะไปชี้ว่าใครถูกใครผิด คงต้องถามว่า มองจากมุมไหนและใครเป็นคนมอง แต่จากการกระทำและคำอธิบายที่ออกมาจากคนการเงินทั้งหลาย สรุปได้ว่า มาตรการช่วยเหลือของแบงก์ที่คลอดกันออกมา คงไปคาดหวังไม่ได้ ที่จะมองถึงประโยชน์ของลูกค้าเต็ม 100% เพราะถึงอย่างไรธุรกิจก็ยังคงเป็นธุรกิจ โดยมีกำไร และความอยู่รอดของธนาคารเป็นเป้าหมายหลัก

ลูกหนี้สำลักน้ำใจแบงก์พาณิชย์ มึนเงื่อนไขมาตรการช่วยใครกันแน่!!

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554
--------------

ต้องฟ้องศาลให้เป็นคดีตัวอย่าง ธนาคารขี้จุ๊ ขี้โกหก บอกว่า ช่วยเหลือ แต่กลับ ช่วยซ้ำเติม เลวมากๆ

=====================
สถ.สั่งลดหย่อนภาษี-บรรเทาน้ำท่วม

อปท หวังคลายทุกข์ หลังจาก ประเทศไทย เผชิญ “ อุทกภัยใหญ่ “ สั่งลดหย่อนภาษีโรงเรือน-ที่ดิน-ป้าย ช่วยปชช.ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม

วันนี้ ( 18 พ.ย. ) ที่กระทรวงมหาดไทย นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ( สถ. ) เปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาลดภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีป้ายให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีที่ได้่รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย โดยการยื่นแบบประเมินการชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนก.พ.ของทุกปี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น( อปท.) สามารถเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ให้พิจารณาเลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบดังกล่าวออกไปได้ตามที่เห็นสมควรและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินของประชาชนที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ทรัพย์สินชำรุดจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สำคัญ หรือสิ่งปลูกสร้างถูกทำลาย และพิจารณาลดค่าภาษีหรือปลดค่าภาษีทั้งหมด หรือพิจารณาลดยอดค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นตามส่วนที่ถูกทำลายตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น

นายขวัญชัย ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนกรณีที่อปท.ได้จัดทำแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินแล้วให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นใช้แผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินในการสำรวจความเสียหายของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณายกเว้นภาษีปลดภาษี หรือลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งนี้ให้อปท.ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับประชาชนผู้รับประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในเรื่องการขอลดหย่อนค่ารายปี หรือลดหย่อนภาษี หรือขอยกเว้นทั้งหมด สำหรับป้ายที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และเจ้าขอป้ายได้เสียภาษีป้่ายแล้วหากเจ้าของป้ายติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิมและมีพื้นที่ ข้อความภาพ และเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายไปแล้ว เจ้าของป้ายสามารถได้รับการยกเว้นภาษีป้ายดังกล่าวได้ในปีนั้น

สถ.สั่งลดหย่อนภาษี-บรรเทาน้ำท่วม

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554
--------------

Wednesday, November 2, 2011

น้ำท่วม 2554: มหาอุทกภัย พินาศหลายแสนล้าน

คุณจะโทษใครที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ มหาอุทกภัย 2554 วิกฤตอุทกภัย น้ำท่วม 2554

1. โทษพายุที่นำเอาน้ำมหาศาลติดมาด้วย นี่เจอแค่หาง ๆ ของพายุ 2 ลูก พายุนาแก

2. โทษกรมชลที่เก็บน้ำไว้เยอะเกินไป เพราะน้ำน้อยก็โดนด่า น้ำเยอะยิ่งโดนด่าหนัก

3. โทษชาวนาไม่ยอมให้กรมชลฯปล่อยน้ำหลาก เลยไปฟ้องศาล และศาลก็ให้ชาวนาชนะซะด้วย

4. โทษนักการเมือง พรรคเพื่อไทย โทษทักษิณ ต้องอั้นน้ำไว้ ให้ชาวนาได้เกี่ยวก่อน เดี๋ยวไม่มีข้าวไปจำนำ น้ำเลยสะสมเยอะเข้าไปอีก

5. โทษผู้มีอิทธิพลเหนือประตูน้ำ ที่กั้นน้ำออกที่ต่างๆ ต่างไม่ยอมให้น้ำเข้าที่ตัวเอง เพราะบางที่อยากทำนาครั้งที่ 4 ครั้งที่ 5

ุ6. โทษแนวกั้นน้ำ แนวกระสอบทรายต่างๆที่ทำให้น้ำ้ไม่สามารถไหลไปได้อย่างอิสระ น้ำไม่สามารถหลากไปได้อย่างอิสระ ทำให้ปริมาณน้ำสะสม

7. โทษ กทม. โทษประชาธิปัตย์ ที่ได้แต่ด่าคนอื่น แต่ก็ไม่สามารถมาร่วมมือ ไม่ช่วยแก้ปัญหาของชาติได้

8. โทษ พรรคพลังธรรม ที่ไปออกบ้านเลขที่ให้คนบุกรุกทางน้ำสาธารณะ สนับสนุนให้มีการมาตั้งรกรากบนทางน้ำ กีดขวางการไหลของน้ำ

9. โทษ ศปภ ว่อนเน็ตเรียกเป็น ศปภ.ศูนย์ปั่นป่วนทั่วพิภพ ที่ไม่สนใจใยดีชาวบ้าน บริหารน้ำท่วมไม่ได้ เก่งแต่บริหารน้ำลาย พอน้ำท่วมนานเข้า่หายหัวหมด ปั๊มน้ำก็ไม่เคยเตรียมล่วงหน้า แม่น้ำคูคลองก็ไม่เคยขุดลอก ผักตบ ขยะ ก็เต็มทางน้ำ กทม.ก็ชุ่ยพอกัน

โทษฟ้า โทษพายุ โทษคน โทษฝน โทษผู้มีอิทธิพลเหนือประตูน้ำ โทษผู้ขวางทางน้ำ โทษชาวน้ำผู้ฟ้องคดีและชนะกรมชลประทาน โทษตัวเอง ที่ต้องเจอ fresh water tsunami คือน้ำนี้ น้ำท่วมซึนามิน้ำจิดแรกของโลก

ที่มา: forwarded mail
-------------------------------

ปริศนา 'ไฉน' น้ำท่วมหนัก 'ฝั่งตะวันตก' จึงตกเป็นลูกเมียน้อย 'ฝั่งตะวันออก' ??


กลายเป็นเรื่องที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันสรรพกำลังทุกภาคส่วน นักวิชาการ สื่อ กระทั่งรัฐบาล ออกไอเดียมากมายไปจัดการแก้ไขปัญหามวลน้ำก้อนมหึมา ทางฝั่งตะวันออกมากกว่าฝั่งตะวันตก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมวลน้ำที่กำลังเคลื่อนทัพมาฝั่งตะวันตก มากกว่าฝั่งตะวันออกถึง 2 เท่าตัว...

เรื่องนี้ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติมหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อม นานาชาติสิรินธร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ก็สงสัยตามข้อสังเกตนี้เช่นกัน

“ผมเป็นห่วงเรื่องการให้ความสำคัญฝั่งตะวันตกมาก ซึ่งก็พยายามชี้ให้รัฐบาลทราบหลายครั้งว่า ตอนนี้ฝั่งตะวันออกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมาก เพราะว่าการระบายน้ำ มันเข้าระบบดีอยู่แล้ว ให้หันมาสนใจการระบายน้ำในฝั่งตะวันตกให้มากๆ เพราะว่าแทบจะมันไม่มีคลองระบายน้ำเลย ที่สำคัญมันยังมีคลองขวาง ขวางอย่างเดียว ฉะนั้นขณะนี้มันจะรับ-ส่งก้อนน้ำมหึมาเป็นทอดๆ ท่วมไล่เป็นบล็อคๆ แต่ละพื้นที่จะหนักหนามากกว่าฝั่งตะวันตกมาก เพราะไม่รู้จะระบายน้ำไปไหน จะเอาไปท่าจีนน้ำก็สูง ส่งไปเจ้าพระยาก็สูงอีก แถมขณะนี้คันกั้นน้ำก็แตกหนัก เรื่องนี้รัฐบาลต้องตระหนักให้มากๆ”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำแห่ง ม.รังสิต สะท้อนสถานการณ์น้ำเคลื่อนตัวมาถล่มฝั่งตะวันตกว่า ขณะนี้น้ำท่วมเกือบเต็มพื้นที่ กทม.แล้ว ซึ่งคาดว่าจะค่อยท่วมไม่ตูมตาม เต็ม 100% บริเวณคลองมหาสวัสดิ์ (ตั้งอยู่ใน ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี และเขตอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) ก็ 100% แล้วลงมาที่กรุงเทพฯ ไล่ท่วมเข้าเขตตลิ่งชั่น เขตทวีวัฒนา ลงมาเรื่อยๆ ถึงเขตบางแค เขตภาษีเจริญ วิ่งเข้าเขตหนองแขม ซึ่งเขตนี้จะโดนแค่บางส่วนแต่ไม่เยอะมาก โดยน้ำสูงสุดประมาณ 1 เมตร (ใช้ความสูงของพื้นถนนเส้นหลักเป็นเกณฑ์วัด)

“จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างที่เขาเรียกกัน ไม่มีทัพหน้า ทัพหลวงหรอก ซึ่งตอนนี้น้ำไปกองที่ จ.อยุทธยา ตั้งกี่พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะวิ่งเข้ามาที่ฝั่งตะวันตกวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร วิ่งไปทางฝั่งตะวันออก 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝั่งตะวันตกวิกฤติกว่าครึ่งๆ จึงเหลือทางเดียวคือ 1. คุณต้องลดการระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีน เจ้าพระยาลดได้แล้ว ตอนนี้ยังปล่อยมามหาศาลทางล่างก็อ่วม อีกอย่างหนึ่งน้ำเหนือมันลดแล้ว จ.นครสวรรค์เบาแล้ว จ.อุทัยธานีเบาแล้ว คุณไม่จำเป็น จ.สิงห์บุรีเบาแล้ว 2. เครื่องสูบน้ำที่มีอยู่ริมท่าจีน ได้ทำงานกันอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือเปล่า จะได้ช่วยลดมวลน้ำที่เข้ามาในคลองมหาสวัสดิ์ 2 ตัวนี้คือวิธีแก้ไขอย่างเร่งด่วนสำคัญ กว่าการแก้ไขทางฝั่งตะวันออกและต้องทำทันที” นักวิชาการเรื่องน้ำที่ได้รับการเชื่อถือกล่าว

ขณะเดียวกัน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการเรื่องโลกร้อนชื่อดัง ทั้งยังเป็นนักวิชาการที่อยู่ในทีมงานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือ ศปภ. กล่าวถึงประเด็นนี้ผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า ไม่ใช่ ศปภ.ให้ความสำคัญน้อยกว่า แต่เนื่องจากรูปแบบ ศักยภาพฝั่งตะวันตกใช้แก้มลิง ฝั่งตะวันออกใช้ระบบคันกั้นน้ำ แบบป้องกัน 100% การแก้ไขจึงต่างออกไป โดยขณะนี้ได้มีการประชุมคณะการทำงานใหม่ ที่ไม่ใช่ของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง โดยมีรองผู้ว่าฯ กทม. อธิบดีกรมชลประทาน ปลัดกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และผู้ที่มีความชำนาญเรื่องน้ำในพื้นที่มาย่นระยะทางจ่ายงานและสั่งงานแก้ไขให้ตรงและเกิดความรวดเร็ว

“จริงๆ แล้วก้อนน้ำทางฝั่งตะวันตก เป็นน้ำหลากมาทางจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเราเห็นนานแล้ว และใช้วิธีการแบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน เพราะว่าน้ำมันแบ่งเป็น 4 บล็อกใหญ่ๆ ในบางยี่หน จ.สุพรรณบุรี น้ำต้นทางเราพยายามชะลอน้ำให้ได้มากที่สุด ถัดลงมาตรงพื้นที่บริเวณทุ่งพระยาบันลือ ซึ่งมีส่วนของคลองด้วย ก็พยายามเร่งผันข้าม แล้วเอาออกมาลงแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งน้ำทางนี้มันมาเป็นหน้ากระดาน จึงต้องพยายามเอาน้ำตัดลงลำน้ำ ลงแม่น้ำท่าจีนให้มากที่สุด แม่น้ำเจ้าพระยา คลองพระพิมล ยาวมาถึงคลองมหาสวัสดิ์ ก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยเขตบางยี่หน พระยาบันลือ ลงมาพระพิมล มีกรมชลประทานดูแลแล้ว ก็ใช้ระบบประตูน้ำ ช่วงไหนน้ำลงก็เปิดประตูน้ำ ซึ่งหลักการเปิด-ปิดต้องสัมพันธ์กับระดับน้ำขึ้น-ลงอย่างเต็มที่ ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนทาง กทม. รับหน้าที่ดูแลตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์ลงมา ใช้ระบบของคลอง เช่น คลองภาษีเจริญ คลองมหาชัย คลองทวีวัฒนา ระบายน้ำลงไปยังแก้มลิง คลองมหาชัย คลองสนามชัยอีกทางหนึ่งด้วย แต่ปัญหาตอนนี้ มันมีจุดพนังกั้นน้ำตามแนวชายฝั่งเสียหายไปหลายจุด เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน อย่างไรก็ดี ได้สั่งการลงไปให้กรมชลประทาน ให้ใช้เครื่องมือ ใช้แรงงาน ใช้วัสดุจัดการซ่อมแซม แต่ก็มีปัญหาอีกคือตอนนี้เหล็ก Sheet Pile ยังมาขาดตลาดอีก จึงมอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ไปนำมาเหล็กชิบพายมาจากบริษัทนอกพื้นที่ที่ไม่ประสบภัย แล้วส่งมอบให้กรมชลประทานไปจัดการ โดยเร็วที่สุดไม่เกิน 5 วัน จะซ่อมพนังที่เสียหายเสร็จ"

เมื่อถามถึงจำนวนน้ำทางฝั่งตะตก มากกว่าน้ำทางฝั่งตะวันออกถึง 1 เท่าตัว...? ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำผู้นี้บอกว่า จากการคำนวณของตน เชื่อว่าทั้ง 2 ฝั่ง ใกล้เคียงกัน อย่างก็ตาม ด้วยศักยภาพ สูบน้ำรวมกัน แก้มลิงด้วยก็ที่กว่า 10 ลูกบาศก์เมตร แล้วค้างอยู่ในพื้นที่ฝั่งธนฯ ราว 10 ล้านโดยอัตราความสูงจะเพิ่มขึ้น 3-5 เซนติเมตรต่อวัน ขณะที่ฝั่งตะวันออกเข้ากับออกยังน้ำยังสมดุลย์ หมายถึงน้ำออกมากว่าเข้า อย่างน้ำที่ซึมเข้ามา 20-30 ล้านลูกบาศก์เมตรก็ไม่มีปัญหา

เนื่องจากกทม.จัดการได้สบาย เอาแค่คลองหลักสี่ และคลองบางเขนก็เอาอยู่ เพราะระบายได้ถึง 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันซึ่งภาพรวมแล้ว อาทิตย์หน้าน่าจะคลี่คลายอย่างช้าๆ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คืออาทิตย์นี้มันจะมีทั้งน้ำทะเล น้ำเหนือ ทั้งน้ำท่วมและน้ำไหลหลาก แต่ถ้ารอไปจนถึงอาทิตย์ก่อนวันลอยกระทง (วันลอยกระทงวันที่ 10 พ.ย.) ให้น้ำลดแล้วเอาน้ำออกไปได้ประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเราจะสบายโปร่งกว่านี้

"ตอนนี้ฝั่งธนฯ ท่วมเกือบ 100% หมดทุกที สูงต่ำไม่เท่ากัน ดังนั้นอยากให้เอาเกณฑ์ของถนนเป็นหนัก แต่คาดว่าไม่น่าเกิน 1 เมตรจากถนน อย่าง หนองแขมพื้นที่มันสูงกว่าที่อื่นๆ แถมลาดลงแม่น้ำท่าจีน ลงมาภาษีเจริญ ซึ่งบางแค ภาษีเจริญ และพวกที่อยู่ใกล้แม่น้ำใกล้คลองจะโดนเยอะ ผมมองว่าเขตหนองแขมจะโดนท่วมน้อยกว่าเขตอื่นอย่างที่บอกมันสันอยู่ตรงกลางสูงขึ้นมาแล้วมันเทลงแม่น้ำท่าจีน ผิดกับฝั่งบางพลัดนี้มันก็ลงแม่น้ำเจ้าพระยาโดนมากกว่า"

เมื่อถามย้ำถึงแนวทางของศปภ. กทม และนักการเมืองที่คนภายนองมองว่าขัดแย้งและแก้ไขวิกฤตการไม่เป็นแนวทางเดียวนั้น ดร.อานนท์บอกว่า เท่าที่ประชุมในทางลึกพอสมควรแตกต่างจากที่สื่อนำเสนอว่าน้ำท่วมมีความขัดแย้งของพื้นที่รับผิดชอบของนักการเมือง

“บางคนที่สื่อบอกว่าทะเลาะกัน ตอนประชุมเขายังเสนอให้เอาน้ำผันไปในพื้นที่ของเขาเองเลย จะเรียกว่าขัดแย้งได้ไหม จริงๆ มันเป็นเรื่องของการทำงานการปฏิบัติติดขัด ขาดการประสานงานมากกว่า พอสั่งการไป บางทีรู้แค่ 2 คน ระบบการสั่งการลงไปตามสั่งที่หัวก็แจ้งต่อไป แต่จริงๆ มันต้องให้คนรู้เยอะแล้วให้ทุกคนไปคิดปลายทางแก้ไขตามสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าประตูเปิดน้ำ 30 ซ.ม. แล้วเปิดแค่นั้นทั้งที่มันวิกฤต ดังนั้นก็กำชัดกันว่าสิ่งที่สั่งการลงไปนั้นต้องเอาไปปรับใช้ตามสถานการณ์ด้วยเพราะ มันเปลี่ยนแบบวันต่อวัน แต่คิดว่าอาทิตย์ก่อนวันลอยกระทงสถานการณ์จะดีขึ้นอย่างแน่นอน” นักวิชาการผู้ที่ได้รับความเชื่อถืออีกคนกล่าวในที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2554
--------------
เบื่อคนตอแหล เหม็นขี้ฟัน
--------------

วิกฤติน้ำท่วม 2554 ต้องมีคนรับผิดชอบ?

ทั้งวันของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราๆ ท่านๆ คงได้มีโอกาสฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โดยขุนพลของพรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามนำข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด และพฤติกรรมที่ส่อว่ามีการทุจริตมาแฉทุกแง่ทุกมุม

แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อการอภิปรายใน Social Media ก็ดูจะแตกต่างกันไป บ้างก็บอกว่า ประชาธิปัตย์เอาข้อมูลเก่าที่เคยมีการแฉในสื่อต่างๆ และ Social Media มาอภิปราย บ้างก็ว่า อภิปรายคราวนี้ ทำให้เห็นว่า ศปภ.บริหารงานแบบไม่บริหารอย่างชัดเจนขึ้น จนทำให้วิกฤติน้ำครั้งนี้บานปลายเดือดร้อนกันไปทั่ว

ส่วนกลุ่มที่ค่อนข้างจะผิดหวังกับการอภิปรายครั้งนี้ ก็จะสะท้อนออกมาว่า ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านยังต่างฝ่ายต่างเล่นการเมือง ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากกำลังได้รับความเดือดร้อน

จะว่าไปแล้ว ความเดือดร้อนจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงกับประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่น้ำท่วมแล้ว ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่แน่ใจว่าน้ำจะเข้ามาถึงยังพื้นที่ของตนหรือไม่ เพราะหลายคนต้องเสียเงินลงทุนทำระบบป้องกันน้ำท่วมไปมากมาย ยังไม่นับรวมผลกระทบทางจิตใจที่ต้องหวาดผวากับน้ำที่ยังมาไม่ถึง และไม่มีใครบอกได้ว่าจะมาถึงหรือไม่

ขณะนี้ หลายฝ่ายกำลังวุ่นวายกับการฟื้นฟูเยียวยาที่ประเมินแล้วคงจะเกิดความยุ่งยากพอสมควร กับปัญหาการจัดการที่ไม่เป็นระบบของรัฐบาล อีกทั้งพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชัน ที่ยังคงส่อแววให้เห็นอยู่ตลอด แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามของคนไทยจำนวนมากรวมทั้งนักลงทุนต่างชาติในไทย คือ อุทกภัยเช่นนี้ จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

ทั้งนี้ ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงการป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะยาว เรามีความจำเป็นต้องค้นหาสาเหตุของอุทกภัยครั้งนี้ ให้ได้เสียก่อน เพราะยังมีข้อสงสัยกันอยู่ว่า สาเหตุที่แท้จริงของมหาอุทกภัยครั้งนี้มาจากเรื่องใดกันแน่ ระหว่างปริมาณฝนที่ตกลงมามากกว่าทุกปี หรือหน่วยงานของรัฐบริหารจัดการน้ำผิดพลาด หรือทั้งสองเรื่อง

แน่นอนว่า ฝ่ายการเมืองคงไม่ต้องการยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายตน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านที่เป็นพรรคการเมืองที่บริหารราชการกรุงเทพมหานครอยู่ในปัจจุบัน

แต่จากข้อมูลที่นักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญต่างสรุปตรงกันคือ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในปีนี้นั้น มีมากกว่าปกติเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น แต่ด้วยความอ่อนด้อยในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ที่มัวแต่เร่งหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม จนไม่สนใจปัญหาน้ำที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ จึงทำให้ปัญหารุนแรงกว่าที่จะควบคุมได้ ซึ่งยังไม่นับปัญหาทางการเมืองอื่นๆ ในพรรคร่วมรัฐบาล ที่ทำให้ตัดสินใจระบายน้ำผิดพลาด

ข้างฝ่ายกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำเกือบสุดท้ายก่อนที่น้ำจะไหลลงทะเล ฝ่ายบริหารของ กทม. ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ขาดการเตรียมพร้อม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็บริหารจัดการกันแบบรูทีนไปวันๆ ไม่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำจำนวนมหาศาลที่จะเข้ามา ดังจะเห็นได้จากการปล่อยปละละเลยให้คูคลองตื้นเขิน เต็มไปด้วยขยะและวัชพืชที่เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำ

การป้องกันน้ำท่วมในเขต กทม. จึงทำได้เพียงการก่อกระสอบทรายยันน้ำเอาไว้ แต่ไม่สามารถระบายออกไปได้ตามระบบการระบายน้ำที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะนอกเหนือจากความสำเร็จในการสกัดน้ำไม่ให้ทะลักผ่านคลองบางซื่อ ตรงบริเวณถนนรัชดาภิเษก วิภาวดีรังสิต และพหลโยธินแล้ว เราก็จะเห็นการระบายน้ำเข้าสู่ระบบระบายน้ำในเมืองที่จะออกสู่ทะเลและแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำและคูคลองชั้นใน ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น

สภาพคูคลองชั้นในที่ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งระหว่าง 1-2 เมตร เช่น ที่คลองแสนแสบและคลองเปรมประชากร ขณะที่น้ำทางตอนเหนือของ กทม.และปริมณฑล ยังคงท่วมขังอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 1 เดือน ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพในการระบายน้ำของ กทม.อย่างชัดเจน

ทั้งหมดนี้ เป็นบางตัวอย่างของสาเหตุที่ทำให้ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ เลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ปัญหาทุจริตคอรัปชันของข้าราชการประจำและนักการเมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติภัยธรรมชาติเช่นนี้ รุนแรงเกินกว่าที่จะควบคุมได้

ดังนั้น ก่อนที่จะเราเดินไปสู่กระบวนการป้องกันปัญหาในระยะยาว ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจสาเหตุแห่งปัญหาเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราทราบสาเหตุของปัญหาว่าไปพาดพิงถึงนักการเมืองและข้าราชการประจำคนใดบ้าง ก็จำเป็นที่จะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ไม่ใช่เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ใช้เสียงข้างมากลากกันมาลงมติไว้วางใจ โดยไม่สนใจว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมจะรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็ลอยตัวหนีปัญหาไปเรื่อยๆ ด้วยการปัดความรับผิดชอบไปวันๆ เพราะมั่นใจว่าฐานเสียงสำคัญไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ถ้าคิดได้แค่นี้ ก็วังเวงเต็มทีแล้วกับประเทศไทย...

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี 30 พฤศจิกายน 2554
-------------

สื่อนอกตีข่าวน้ำท่วมไทย สังเวยอย่างน้อย 657 ศพ อยุธยาตายเยอะสุด


สื่อต่างประเทศรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุด ในรอบมากกว่าครึ่งศตวรรษของไทย ได้เพิ่มจำนวนเป็นอย่างน้อย 657 รายแล้ว โดยพบข้อมูลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองหลวงเก่าของไทย ถือเป็นจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ขณะที่ "เดวิด แม็คคอลีย์" ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประจำธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ระบุ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศในเอเชีย จะต้องเตรียมแผนรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในระยะยาว แทนการคอยแก้ปัญหาแบบปีต่อปี...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบมากกว่าครึ่งศตวรรษของไทย ได้เพิ่มจำนวนเป็นอย่างน้อย 657 รายแล้ว โดยพบข้อมูลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองหลวงเก่าของไทย ถือเป็นจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด

รายงานข่าวของสื่อต่างประเทศหลายสำนักระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กินระยะเวลานานกว่า 4 เดือนและสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ 64 จาก 77 จังหวัดในประเทศไทย ได้เพิ่มเป็นอย่างน้อย 657 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 3 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มากที่สุดถึง 139 คน รองลงมาคือ จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีผู้เสียชีวิต 72 คน

ขณะที่ เดวิด แม็คคอลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประจำธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ออกมาระบุว่า เหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคให้หันมาตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติให้มากยิ่งขึ้น และถึงเวลาแล้วที่ประเทศในเอเชียจะต้องเตรียมแผนรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในระยะยาว แทนการคอยแก้ปัญหาแบบปีต่อปี

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธันวาคม 2554

Thursday, October 20, 2011

'เพรียวพันธ์'เตรียมโผนายพล เสนอพิจารณาวันนี้-6โมงเย็น

'เพรียวพันธ์'เตรียมโผนายพล เสนอพิจารณาวันนี้-6โมงเย็น

"เพรียวพันธ์" เรียกประชุม รอง ผบ.ตร.ทุกคน เพื่อพิจารณาจัดอันดับอาวุโสข้าราชการตำรวจ เตรียมเสนอให้บอร์ดกลั่นกรองที่มีเลขาธิการ ก.พ.เป็นประธาน พิจารณาในวันนี้(21 ตุลาคม 2554) เวลา 18.00 น. ...

ที่ สตช. เมื่อเวลา 18.00น. วันที่ 20 ต.ค.2554 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ว่าที่ ผบ.ตร. เรียกประชุม รอง ผบ.ตร.ทุกคน เพื่อพิจารณาจัดอันดับอาวุโสข้าราชการตำรวจ ประกอบด้วย ระดับรอง ผบ.ตร.ที่ว่าง 3 ตำแหน่ง ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. ว่าง 4 ตำแหน่ง ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง8 ตำแหน่ง ระดับ ผบช.และรอง ผบช. ขยับเป็น ผบช.ในสัดส่วน 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนรายชื่อ รอง ผบช.ทั้งหมด เพื่อจัดทำบัญชีการแต่งตั้ง และจะนำรายชื่อเสนอคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการตำรวจ หรือบอร์ดกลั่นกรองที่มีเลขาธิการ ก.พ.เป็นประธาน พิจารณาในวันที่ 21ต.ค.2554 เวลา 18.00 น.

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2554
--------------

ผู้ใหญ่ในกรมตำรวจ สตช ไม่รู้จักคิด ห่วงยศ ห่วงอำนาจ ประชาชนประสบอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ในรอบร้อยปี ท่วมไปทั่วค่อนประเทศ แทนที่จะออกไปช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อน กลับห่วงติดยศ ติดเก้าอี้ ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เห็นมีแต่ทหารทุกระดับออกไปช่วยเหลือประชาชน เฮ้อ.. สงสารประเทศไทยจริง ๆ

ใช้หลักการ 'น้ำดันน้ำ' คำแนะนำจากผู้รู้ ป้องกันน้ำท่วม กทม.

เวลานี้ชาวกทม.ต่างใจจดใจจ่อ ลุ้นระทึกว่าน้ำจะท่วมตามหลายๆจังหวัด และหลายๆนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลโดยศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) และกรุงเทพมหานคร(กทม.) ออกมาให้ความมั่นใจว่าสามารถป้องกันได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อถือเท่าใดนัก เพราะมีบทเรียนจากนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่ง ที่รัฐบาลมั่นใจว่าเอาอยู่ แต่ปรากฏว่าแตกหมด

ล่าสุด ทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เผยแพร่คลิปวีดิโอแนะนำวิธีการป้องกันน้ำท่วม กทม. โดยนายอภิชาติ สุทธิศีลธรรม อดีตนิสิตวิศวกรรมเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ซึ่งทำงานภาคเอกชนมาทั้งชีวิต มีประสบการณ์ตรงมากมาย โดยได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กส่วนตัว http://facebook.com/mtaneewong

คุณอภิชาติ แนะนำวิธีการป้องกันโดยเน้นไปที่ปัญหาเรื่องเขื่อน พนัง หรือคันกั้นน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถป้องกันได้ ล้วนถูกน้ำซัดพังในทุกๆพื้นที่ วิธีสู้กับมวลน้ำมหาศาลนี้คือ ใช้ "น้ำดันน้ำ" โดยแยกเป็น 3 กรณี

กรณีที่ 1 ใช้วิธีสร้างเขื่อน 2 ชั้น


คุณอภิชาติ อธิบายว่า ที่ผ่านมามีการสร้างเขื่อนหรือคันกั้นน้ำป้องกัน โดยหวังจะให้พื้นที่นั้นๆแห้ง ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะเขื่อนที่สร้างขึ้นมาเป็นเขื่อนกั้นน้ำชั่วคราว แรงดันน้ำจำนวนมหาศาลจะทำให้น้ำค่อยๆซึมเข้าไปตามด้านล่างของเขื่อนที่อยู่ติดกับพื้นดิน เซาะฐานล่างจนทำให้เขื่อนพังในที่สุด

กรณีถ้ามีเวลาเตรียมตัว วิธีที่ทั่วโลกทำกันก็คือ ทำเขื่อน 2 ชั้น อาจจะให้มีระยะห่างระหว่างแนวเขื่อนชั้นแรกกับชั้นที่ 2 ประมาณ 2-3 เมตร จากนั้นค่อยๆพร่องน้ำให้เข้ามาอยู่ระหว่างแนวเขื่อน ซึ่งแรงดันน้ำที่อยู่นอกเขื่อนกับในแนวเขื่อนก็จะดันกันเอง ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำซึมเข้ามาตามพื้นด้านล่าง หรือมีก็จะน้อยมาก นอกจากนั้นให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำคอยสูบน้ำที่อยู่ในแนวเขื่อนกลับออกไป เพื่อรักษาระดับสมดุลไว้ เขื่อนก็จะไม่พัง

กรณีที่ 2 "ยอมแพ้ แต่ไม่ทั้งหมด"


คุณอภิชาติ อธิบายต่อว่า กรณีนี้จะเหมาะกับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่อยู่นอกเมืองที่ยังไม่จม แต่มวลน้ำมาจ่อแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแนวเขื่อนกั้นอยู่ด้านนอก จุดอ่อนที่น้ำจะโจมตีคือที่บริเวณประตูทางเข้าอาคาร วิธีนี้จะใช้ผนังอาคารเป็นตัวกั้น โดยบริเวณประตูให้ก่ออิฐขึ้นมาและอาจจะมีแนวกระสอบเป็นตัวช่วย จากนั้นใช้เครื่องสูบน้ำ กาลักน้ำ หรือเปิดประตูระบาย เพื่อพร่องน้ำเข้ามาภายในแนวระหว่างเขื่อนกับตัวอาคาร วิธีนี้จะยอมให้พื้นที่รอบนอกอาคารถูกท่วมเสียหายเล็กน้อย เสียหายไม่เกิน 5% แต่จะสามารถป้องกันภายในตัวอาคารไว้ได้ ดีกว่ากั้นไว้จนเขื่อนพังแล้วน้ำทะลักเข้ามาจนเต็มพื้นที่ทั้งหมด

"อย่าเอาชนะน้ำ เราต้องยอมแพ้มัน แต่เราไม่ยอมแพ้ทั้งหมด เรายอมให้มันเข้ามา มันต้องการที่อยู่เราก็ให้มันเข้ามาอยู่ แต่ให้เข้ามาครึ่งเดียว ที่เหลือให้อยู่ข้างนอก"

กรณีที่ 3 "ต้องมีคนเสียสละ"


คุณอภิชาติ ระบุว่า กรณีนี้สำหรับ กทม.โดยเฉพาะ ที่มั่นใจว่าเขื่อนเอาอยู่นั้น ในที่สุดก็จะพังเหมือนกับทุกๆที่ วิธีนี้ก็จะเหมือนกับวิธีที่ 2 คือ ต้องยอมให้ท่วมพื้นที่ กทม.ชั้นนอก เช่น ดอนเมือง สายไหม เชื่อว่าความเสียหายจะไม่เกิน 20% ของพื้นที่ กทม.ทั้งหมด โดยเราค่อยๆปล่อยให้น้ำเข้ามาท่วม โดยแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้า ให้มีเวลาเตรียมการขนย้าย ป้องกันตัวเอง น้ำอาจจะท่วมขังอยู่ 15-20 วัน แล้วจะค่อยๆลดลง เพราะไม่มีฝนตกแล้ว แต่ยังมีมวลน้ำเหนือมหาศาลก็พร้อมที่จะถล่ม กทม.

"กรณีนี้มันต้องมีคนเสีย มันต้องมีคนได้ และมันต้องมีคนกล้าถูกด่า เราต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า มันพังแน่ มันท่วมแน่ เพราะมันพิสูจน์แล้วว่า มันพังมาหมดแล้ว และพังแล้วไม่เคยอุดได้ อันนี้ต้องรีบตัดสินใจทำภายใน 1-2 วันนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ทีม ศปภ. หรือผู้ว่าฯ กทม.ต้องร่วมกันตัดสินใจ"

วิธีคือ เราค่อยๆปล่อยน้ำเข้ามาทางประตูน้ำให้เข้ามาในพื้นที่ กทม.ชั้นนอก พอได้ระดับซัก 1-1.50 เมตรก็ปิด หากฝนตกลงมาหรือซึมเข้ามามากก็สูบออกไปนอกแนวเขื่อน เพื่อให้แรงดันน้ำดันกันเอง กทม.ต้องยอมท่วมบ้าง ต้องยอมรับ หากทุกคนบอกว่าไม่ต้องการท่วมเลยสักคน มันก็จะท่วมทุกคนเลย แล้วใครจะมาช่วยเรา แต่ถ้าเราทำแบบนี้ คนที่ไม่ถูกท่วมก็จะมาช่วยได้

และเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย ตอบแทนผู้ที่เสียสละ รัฐบาลหรือกทม.อาจจะใช้วิธีเก็บภาษีจากพวกที่ไม่ถูกท่วม อาจจะเป็นภาษีโรงเรือน จะเพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 15% เป็นเวลา 3 ปี เพื่อเอาเงินส่วนนี้มาช่วยเหลือฟื้นฟูพวกที่ยอมถูกน้ำท่วม หรือจะมีวิธีอะไรก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำ ที่สำคัญคือ จะต้องกล้าหาญ กล้าตัดสินใจ ปล่อยให้น้ำท่วม โดยมีคำอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ไม่สับสน

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2554

Saturday, October 15, 2011

ปริญญาเอก: PhD/DSc/DEngr/DEd ...

การศึกษาปริญญาเอกนับเป็นระดับการศึกษาสูงสุดที่มีในระบบการศึกษา ผู้ที่ได้ปริญญาเอก ส่วนมากจะได้วุฒิ PhD (Ph.D.) Doctor of Philosophy. วุฒิการศึกษานี้เป็นชื่อโบราณ คนที่จะได้วุฒินี้ จะต้องทำการศึกษา และทำงานวิจัย ที่จะเขียนออกมาเป็นเล่มวิทยานิพนธ์

วุฒิอื่น ๆ ที่ถือเป็นการศึกษาระดับปริญญาเอกได้แก่ DSc/DEngr/DEd ...
DSc = Doctor of Science
DEngr = Doctor of Engineering
DEd = Doctor of Education
...

สำหรับผู้ที่ไปศึกษาสำเร็จมาจากพวกมหาวิทยาลัยห้องแถวนั้น (unaccredited colleges/universities) วุฒิปเอก ที่ได้ถือเป็นแค่ diploma mills (วุฒิปั๊ม วุฒิโหล). การที่เขามีชื่อเรียกอีกแบบนั้น แสดงว่า่ วุฒิห้องแถวเองพวกฝรั่งก็ไม่ยอมรับ

ในอเมริกา มีถึง 12 รัฐที่ออกกฎหมาย ห้ามใช้วุฒิจาก ม.ห้องแถว Broad Laws enforced in 12 states restrict or prohibit the use of unaccredited degrees. มหาวิทยาลัยห้องแถวอาจไม่มีอยู่จริง เช่น สมาคมวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทางใต้ของอเมริกากล่าวว่าสมาคมไม่สามารถตรวจสอบตัวตนของวิทยาลัยเทคนิคซานฟรานสิสโก ได้ วุฒิจาก ม.ห้องแถว ก็เป็นแค่วุฒิโหลวุฒิปั๊ม the Southern Association of Colleges and Universities "was unable to verify the existence of San Francisco Technical College and whether this entity is a 'duly accredited institution' and Lacrosse University is reported to be a diploma mill."

ผู้บริหารที่ใช้วุฒิโหลจากม.ห้องแถวอาจมีปัญหาได้ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องมีความน่าเชื่อถือที่เหมาะสมโดยใช้วุฒิจากสถาบันที่ได้รับการรับรองเท่านั้น University/College leaders must have appropriate credentials from accredited institutions.

หลายที่ถือว่า วุฒิม.ห้องแถวเป็นวุฒิปลอม Fraud degrees/bogus degrees/pay to play degrees. ซึ่งปลอมก็คือปลอม Fraud is fraud, bogus is bogus.

Dr.SoS
legit doctoral

เหี้ยมโหด/ทารุณ: ruthless

คำภาษาอังกฤษทีให้ความหมายในลักษณะ โหดร้าย เหี้ยมโหด ทารุณ ไร้ความปรานี อำมหิต ได้แก่ ruthless(adj),

พวกคนอเมริกันที่ขายอาวุธสงครามเป็นพวกคนโหดร้ายไส้ระกำ Those Americans selling war weapons are ruthless.

ภาพยนต์สารคดีเรื่อง องศาฟาเรนไฮท์ 911 เปิดเผยว่าบรรดา สส.และ สว. สนับสนุนแต่ไม่ยอมส่งบุตรชายตัวเองไปร่วมสงครามในตะวันออกกลาง ช่างโหดร้ายอะไรเช่นนี้หนอ The documentary movie "Fahrenheit 911" revealed that American representatives and senators supported but did not want their sons to go war in middle east. What a ruthlessness.

พวกเราเริ่มรู้แล้วว่า นายของเราเป็นพวก เผด็จการที่ไร้ซึ่งความเมตตากรุณา We starts to know that our president is a ruthless dictator.

พวกโจรที่ออกขโมยของชาวบ้านที่โดนน้ำท่วมช่างไร้ซึ่งความปรานีเอาซะเลย Thief people steal stuffs from flooded properties are considered very ruthless.

คำอื่น ๆ ที่ให้ความหมายคล้ายคลึงกัน (โหดร้าย เหี้ยมโหด ทารุณ ไร้ความปรานี อำมหิต) ได้แก่ cruel(adj), merciless(adj), pitiless(adj), brutally(adv), fiercely(adv), wastefully(adv),

คำนามที่ให้ความหมายคล้ายกันในเชิง โหดร้าย เหี้ยมโหด ทารุณ ไร้ความปรานี อำมหิต เช่น cruelty(n), ruthlessness(n), mercilessness(n), savage(n), brutality(n), inhumanity(n), callousness(n)

Dr.SoS

Wednesday, October 12, 2011

ไปรษณีย์ ส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ชี้จุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม เนื่องจากมีความรู้ความชำนาญเฉพาะพื้นที่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 1545...

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ มีหลายหน่วยงานได้ส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยส่วนใหญ่มักจะประสบอุปสรรคในการช่วยเหลือ คือ ไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักเส้นทางในจังหวัดนั้นๆ ส่งผลให้การช่วยเหลือของภาครัฐและเอกชนไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ดังนั้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนเป็นการช่วยพี่น้องผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ปณท จึงนำผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในทุกพื้นที่ ตลอดจนมีความใกล้ชิดกับชุมชน ด้วยการจัดส่งบุรุษไปรษณีย์หรือเจ้าหน้าที่นำจ่ายลงพื้นที่ร่วมไปกับขบวนรถหรือเรือขององค์กรและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ เพื่อช่วยทำหน้าที่ชี้ทางเข้าไปในเขต หมู่บ้าน หรือชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยพื้นที่ในสำนักงานไปรษณีย์เขต 1 (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท) สามารถสอบถามได้ที่ นายองอาจ ศรีม่วง หมายเลขโทรศัพท์ 081-903-6207 นายธนูพร บุณยรัตกลิน หมายเลขโทรศัพท์ 081-994-6605

นอกจากนี้ ปณท ยังสนับสนุนรถขนส่งไปรษณีย์ขนาดใหญ่ไปช่วยลำเลียงสิ่งของที่หน่วยงานต่างๆ บริจาคส่งตรงไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป สำหรับประชาชนที่จะบริจาคเงินและสิ่งของสามารถบริจาคได้ที่ทำการไปรษณีย์ใกล้บ้าน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 1545

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 12 ตุลาคม 2554
==============
เสียดายที่ออกมาประกาศตัวช้าไปหน่อย

ชูวิทย์จวกพณ. มาม่า30บ. ขูดเลือดน้ำท่วม

ชูวิทย์จวกพณ. มาม่า 30 บ. ขูดเลือดน้ำท่วม (ราคาปกติซองละ 5-6 บาท)

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย สุดทนกระซวกไส้ ก.พาณิชย์และกรมการค้าภายในทำงานสุดแย่ ปล่อยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม ถูกขูดเลือดต้องซื้อมาม่าซองละ 30 บาทประทังชีวิต…

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวว่า ตนได้รับการร้องทุกข์จากชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะใน จ.อยุธยา จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบพบว่า ความเป็นอยู่ของชาวบ้านลำบากมาก โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่รอบนอกจากเขตชุมชนหรือเขตเมือง ที่ต้องถูกตัดน้ำตัดไฟ ยังต้องขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง หรือหลังคาบ้าน เพราะห่วงบ้าน เนื่องจากยังมีขโมยชุกชุมที่เข้าไปซ้ำเติม โดยเฉพาะกลางคืนไม่มีไฟฟ้าเสี่ยงต่อการถูกสัตว์เลื้อยคลานมีพิษกัด ขณะที่อาหารเครื่องอุปโภคบริโภคก็ขาดแคลน น้ำดื่มจากเดิมขวดละ 7 บาท มีการนำไปขายสูงถึงขวดละ 30 บาท มาม่า จากซองละ 5 บาท ขึ้นไป 30 บาท หรืออย่างอิฐบล๊อค จากราคาเดิมก้อนละ 3-4 บาท พุ่งไปก้อนละ 10 -12 บาท อิฐมวลเบาเดิมราคาก้อนละ 18-19 บาท พุ่งไป 22-25 บาท ทรายบรรจุถุง จากเดิมขายไปเกินถุงละ 30-40 บาท วันนี้ไปหาซื้อแทบไม่มี หรือมีก็ถูกโขกไปถึงถุงละ 80-100 บาท ซ้ำเติมทุกข์ชาวบ้าน

นอกจากนี้ ถุงยังชีพที่คนใจบุญนำมาบริจาคก็กระจุกตัวแจกกันเฉพาะเขตชุมชน หรือตัวเมืองและมีการเวียนเทียนมารับของแจก จากนั้นก็นำไปแยกถุง ก่อนนำใส่เรือไปขายในพื้นที่รอบนอก เพราะคนที่เอามาบริจาคก็บริจาคเฉพาะเขตชุมชน แต่ไม่มีเรือติดเครื่องยนต์เพื่อนำของไปบริจาคในพื้นที่รอบนอก ถือเป็นการซ้ำเติมทุกข์อย่างมาก หนำซ้ำค่าเช่าเรือเพื่อให้ขนของหนีน้ำ หรือไปรับญาติพี่น้องคนป่วยที่ติดอยู่ในบ้านของชาวบ้านด้วยกันเอง ก็ขูดเลือดขูดเนื้อ เรียกราคาสูงถึงเที่ยวละ 500 บาทขึ้นไป

นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า ยังมีปัญหาการกักตุนสินค้าทั้งสินค้า อุปโภค บริโภค ที่ขณะนี้ขยายมาถึงกรุงเทพและเขตปริมณฑลแล้ว ซึ่งตนประสบด้วยตนเอง โดยไปหาซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดที่บิ๊กซีรามคำแหง พบชาวบ้านแย่งกันซื้อน้ำจนถึงขั้นทะเลาะชกต่อยกันที่ชั้นขายน้ำดื่ม ขณะที่บนชั้นน้ำดื่ม มาม่า อาหารแห้ง ปลากระป๋อง ก็ไม่มีขาย


ส่วนราคาผลไม้พืชผักสดต่างๆในกรุงเทพ ก็เพิ่มขึ้นทั้งหมด อย่างละ 10-20 บาท แม่ค้าต่างอ้างว่าของขึ้นราคา ก็อยากถามว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างนี้หรือ หรือแค่การสั่งการเหมือนสั่งน้ำมูก แต่ฝ่ายปฏิบัติกลับไม่มาตรวจสอบ มันก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เวลานี้ชาวบ้านต่างด่าถึงกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในว่า ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ทำไมไม่ออกมาจัดการปัญหา

“ทำไมคนที่เกี่ยวข้อง ผู้ใหญ่ในรัฐบาล ไม่ลงมาดูแลปัญหาทุกข์สุขชาวบ้านกลับเปิดช่องให้พ่อค้าหน้าเลือดขูดรีดซ้ำเติมเพิ่มความทุกข์ให้ชาวบ้าน ทั้งที่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีงานทำ บ้านจมน้ำ และต้องเก็บเงินไว้ใช้ในยามจำเป็น เสมือนผีถึงหลุมจะถูกโขกสับอย่างไรก็ต้องยอม ผมขอแนะให้รัฐบาลควรใช้เครือข่ายระบบราชการ และองค์กรการปกครองท้องถิ่นในการแจกจ่ายถุงยังชีพให้ชาวบ้านได้ทั่วถึงกว่านี้ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่รอบนอกเขตเมือง เขตชุมชน อย่าสักแต่สั่ง แต่ไม่ติตตามผลว่าสั่งแล้วระดับปฏิบัตินำไปทำจริงหรือไม่

จึงขอเตือนหากไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะเครื่องอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นในชีวิตต้องเข้าถึงชาวบ้านรอบนอกให้มากกว่านี้ ไม่เช่นนี้ ที่สุดแล้วอาจเกิดปัญหาจลาจล การฉกชิง ปล้นจี้ร้านค้าสะดวก เพราะชาวบ้านไม่มีเงินแต่ท้องหิว มันจะเป็นปัญหาสังคมตามมา โดยเฉพาะปัญหาพ่อค้าโก่งราคาสินค้าต่างๆ ที่เอาเปรียบชาวบ้าน รัฐบาลต้องเร่งจัดการให้เห็นเป็นตัวอย่าง” นายชูวิทย์กล่าว

ที่มา: ทีมข่าวการเมือง ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2554
===================

เปรียบเทียบคนไทยที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมกับคนญี่ปุ่นที่ได้ผลกระทบจากสึนามิ แล้วรู้สังเวชที่คนไทยเห็นแก่ได้ ไม่ได้มองเห็นความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมชาติ .. ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา เห็นชัีดๆ ว่าไทยยังด้อยพัฒนาอีกมาก

เฮงซวย: Inferior / Bad / Low

คราวนี้มาพูดภาษาอังกฤษของคำ่ว่า "เฮงซวย" ซึ่งก่อนอื่นเรามาดูนิยามความหมายกันซะหน่อย พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของ "เฮงซวย" ว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้, คุณภาพต่ำ, ไม่ดี, เช่น คนเฮงซวย ของเฮงซวย เรื่องเฮงซวย

คำภาษาอังกฤษที่ให้ความหมายใกล้เคียงกับ"เฮงซวย": Inferior / Bad / Low / nether / worst

คำ Inferior เป็นทั้ง นาม (noun) และ adjective (คำขยายนาม) และมี Inferiority (n) และ Inferiorly (adv)

มาดูตัวอย่างกัน

พลาสติกพวกนี้เฮงซวย คุณภาพห่วยไม่ได้มาตรฐาน These plastics are of inferior quality.

พวกเรามีรัฐบาลเฮงซวย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม We are having inferior governments who are interests in their own benefits more than public's.

เขาทำให้ลูกของฉันรู้สึกแย่ที่จะพูดในที่สาธารณะ He made my son feel inferior to speak in public.

เราเลิกกันเพราะความรักเฮงซวย (ไม่ได้รักกันจริง) We are split due mainly to inferior love.

ลืมมันไปซะเรื่องเฮงซวยพวกนี้ You should forget these inferior matters.

Dr.SoS

เทพนิยายแห่งรัก'ราชา - สามัญชน'ภูฏาน

อีก 1 ความสนใจของคนไทย และปลื้มปีติยินดีที่แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย หรือเป็นชนเชื้อสายไทยก็ตาม แต่กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏานองค์นี้ก็ได้สร้างความประทับใจให้กับคนไทยเมื่อครั้งที่เสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อยู่ไม่น้อย...

ข่าวคราวของมกุฎราชกุมารแห่งภูฏานเมื่อครั้งเสด็จมาเมืองไทยเมื่อครานั้น ยังคงเป็นที่จดจำของคนไทย และสื่อต่างๆ ก็เฝ้าติดตามจนกระทั่งถึงวันที่พระองค์ขึ้นครองสิริราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา


กษัตริย์หนุ่มแห่งภูฏานผู้นี้ นอกจากจะมีพระสิริโฉมที่งดงาม และมีมาดสุขุมนุ่มนวลแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ และมุ่งมั่นกับหน้าที่ของการดูแลประชาชนที่พระองค์ต้องปกครอง แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป เช่นเดียวกับเรื่องความรักที่พระองค์เองนั้นรู้สึก ซึ่งหญิงสาวที่สามารถมัดหัวใจพระราชาหนุ่มองค์นี้ได้ก็คือ เจตซุน เพมา สาวสามัญชนที่กำลังจะเป็นเจ้าหญิงคนใหม่แห่งราชวงศ์วังชุก

รู้จักกับว่าที่ราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน


'นางสาว เจตซุน เพมา' หญิงสาวในวัย 20 ปี เป็นบุตรคนที่ 2 จากพี่น้อง 5 คนของนายโทนทับ ดียัลเซน กับนางโซนัม สุกี เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 ที่กรุงทิมพู ประเทศภูฏาน ในวัยเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ประเทศภูฏาน ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่ลอว์เรนซ์ สคูล ในเมืองซานาวาร์ หิมาจัลประเทศ และที่เซนต์โจเซฟคอนแวนต์ในกาลิมพง ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนีเจนต์คอลเลจ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากเรื่องการศึกษา และสติปัญญาที่หญิงสาวคนนี้มีเพรียบพร้อมแล้ว

นิยายรัก ความประทับใจ พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กับสาวสามัญชน


เส้นทางความรักของทั้งสอง สื่อต่างๆ นั้นต่างเปรียบว่าทั้งสองเปรียบเสมือนคู่ของเจ้าชายวิลเลียม และเคท มิดเดิลตัน แห่งอังกฤษ เพราะต่างพบรักกับหญิงสาวสามัญชนเหมือนกัน ขณะที่ความรักของเจ้าชายจิกมีกับนางสาวเจตซุน เพมา ดำเนินไปอย่างราบเรียบ ความโรแมนติกที่ทั้งสองได้แสดงออกต่อกันก็เริ่มเปิดเผยต่อสาธารณชนให้รับรู้มากขึ้น ว่าหญิงสาวผู้นี้ คือว่าที่ราชินีที่จะเคียงคู่พระองค์ในอนาคต พระองค์ก็เริ่มที่จะเผยความในใจที่พระองค์มีต่อหญิงสาวผู้นี้ให้กับสื่อมากขึ้น

ซีนโรแมนติก คู่รักแห่งปีของประเทศภูฏาน


การประกาศหมั้นของทั้งสอง ทำให้ประชาชนชาวภูฏานต่างรู้สึกยินดีอย่างมาก ฝ่ายของเจ้าชายจิกมีเอง ก็ได้ตรัสถึงว่าที่เจ้าสาวด้วยความชื่นชม ว่าเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมที่สุดด้วยสติปัญญา และเป็นคนที่จิตใจดี ซึ่งพระองค์ทรงเริ่มรู้จักกัน ตั้งแต่ที่พระคู่หมั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยทิมพู และตั้งแต่นั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองก็พัฒนามากขึ้น และเริ่มตามเสด็จไปพบปะประชาชนตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศอยู่บ้าง

ความต่างที่ลงตัวระหว่างกษัตริย์จิกมี และพระคู่หมั้น


แม้ว่าทั้งสองจะเกิดมาในครอบครัวที่แตกต่างกัน อีกคนคือกษัตริย์ที่มีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง ส่วนฝ่ายพระคู่หมั้น แม้ว่าจะเป็นสามัญชนธรรมดา แต่ก็เกิดมาในตระกูลที่มีฐานะดี นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีรสนิยมความชอบคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะงานศิลปะ จิตรกรรม ภาพวาด อีกทั้งพระคู่หมั้นของกษัตริย์จิกมียังชื่นชอบการเล่นกีฬาบาสเกตบอลเป็นชีวิตจิตใจ อีกทั้งยังเต้นระบำพื้นเมืองพันกรา และการเต้นรำแบบตะวันตกอีกด้วย

อีกไม่กี่วันความปลื้มปีติที่จะได้เห็นพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของทั้งสองก็จะยิ่งมากขึ้น โดยพิธีจะจัดขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม 2554 ณ เมืองปุนาคา โดยจะจัดอย่างเรียบง่าย และเป็นตามประเพณีดั้งเดิมของภูฏาน ซึ่งคงนำความสุขมาสู่ทั้งสองพระองค์ และประชาชนทั่วประเทศ

Twitter : Sriploi_social

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 11 ตุลาคม 2554

Tuesday, October 11, 2011

(ความรัก)ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว: Affair

ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ตรงกับภาษาอังกฤษว่า affair

ปกติแล้ว affair(n) จะหมายถึง ธุระ การงาน กงการ แต่ในเชิงความรักความใคร่ affair จะหมายถึง ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว

โดยในแง่ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว affair จะออกไปในลักษณะ เหตุการณ์อื้อฉาว หรือ เรื่องอื้อฉาว ได้ด้วย ดังนั้น affair จึงถือเป็นเรื่องรักที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม

ฉันกับภรรยามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวก่อนที่เราจะแต่งงานกัน I and my wife had an affair before we got marriage.

เขาเป็นชู้กับเธอใช่มั๊ย จริงมั๊ย Is it truth that he has an affair with her?

คำอื่น ๆ ทีี่ให้ความหมายในแง่ ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ได้แก่ amour, liaison, affaire

เรื่องรักแบบ affair อย่าได้ทำ เพราะมันไม่ถูกทำนองคลองธรรม

Dr.SoS

(ความรัก)คนที่ใช่ Mr.Right-Miss Right

ความรักมันไม่เข้าใครออกใคร คนที่ใช่ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Mr.Right หรือ Miss Right

ใครคือคนที่ใช่ Who is "Mr.Right/Miss Right" for you?

เคล็ดลับในการหาคนที่ใช่ Secrete of finding Mr.Right/Miss Right

ผมรู้ว่าหล่อนคือผู้หญิงที่ใช่ เธอใช่สำหรับผม He just knows she is Miss Right for him.

จากจูมพิตจูบแรกผมก็รู้ว่าเธอก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับเธอ From our first kiss, I know he is my Mr.Right.

อ้าว เป็นอย่างนั้น เจอคนที่ใช่ แล้วทำไมสถิติในอังกฤษ จีน และอเมริกา ถึงบอกว่า คู่แต่งงานหย่าล้างกันเกินครึ่ง
Oh.. if it is that, you find the Right, then why more than half of marriage couples in UK, China, US get divorce.

อยากบอกให้รู้ ว่า มันมีความแตกต่างระหว่าง 'คนที่ใช่'ในความฝัน กับ'คนที่ใช่'จริงๆ there's a difference between what most women say they want Mr. Right to be, and who Mr. Right actually is

หวังว่าคุณคงสามารถหลีกคนที่ไม่ใช่เพื่อเจอะเจอกับคนที่ใช่นะ Hope you can avoid Mr. Wrong in order to meet Mr.Right/Miss Right.

Dr.SoS

ตกขบวน Fall behind

ตกขบวน เป็น สำนวนแสลงที่แสดงให้เห็นถึงการทำอะไรไม่ทัน หรือ ไม่ทันคนอื่่น ๆ นั่นเอง

ตกขบวน ตรงกับภาษาอังกฤษ "fall behind" เป็นลักษณะ ไล่ตามไม่ทัน ตามหลังอยู่ อยู่ตามหลัง to fail to do something fast enough or on time

ไปพบหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พาดหัว "ทหารแก่ไม่มีใครตกขบวน" On an old newspaper headline, no old soldiers fall behind (the promotions).

อย่าช้านะ (อย่าตกขบวนนะ) = Don't fall behind.

เดินให้เร็วขึ้นจะได้ไม่ตกขบวน Walk faster so as not to fall behind.

บริษัทของเรามีการปรับปรุงเทคโนโลยีที่ไม่ได้ล้าหลังบริษัทอื่น ๆ Our company has updated technology that doesn't fall behind other companies!

ทำไมพวกนักเรียนถึงล้าหลังในเรื่องวิทยาศาสตร์ Why students fall behind on sciences?

ล้าหลัง ตกขบวน บางครั้งก็ใช้ be behind หรือ drag behind

ล้าหลัง ตกขบวน ในลักษณะ"ถอยหลัง"เีรียก recede หรือ fall behind

ล้าหลัง ตกขบวน ในลักษณะ"ด้อยพัฒนา" เรียก become underdeveloped
ย่า/ยายของฉันตกขบวนเทคโนใหม่ ๆ ของพวกมือถือ My grand ma falls behind in cell phone hi-tech.

จากการศึกษาพบว่า เด็กที่พ่อแม่หย่าร้างจะเรียนไม่ทันเพื่อนในเรื่องคณิต ทักษะทางสังคม และอื่นๆ Study finds: Children of divorce fall behind peers in math, social skills, etc.

ทำไม่ทัีนตามแผน เรียก fall behind schedule

Dr.SoS

Sunday, October 9, 2011

ปากแข็ง obstinate/stubborn/tight-lipped

ปากแข็ง จริง ๆ แล้ว ปากแข็งเป็นลักษณะสำนวน idiom ซึ่ง พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของ "ปากแข็ง = พูดยืนยันหรือเถียงอย่างดื้อดัน ไม่ยอมจํานนข้อเท็จจริง"

ปากแข็ง = not to say what one thinks or feels

ปากแข็ง = obstinate (adj) เป็นภาวะที่ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดหรือการกระทำแม้ว่าจะได้โต้เถึยง หรือ โน้นน้าว = unwilling to change opinion or action, not yielding to argument, persuasion, or entreaty.

พวกคนปากแข็งจะดื้อดึง ยึดติดกับเป้าหมาย/วัตถุประสงค์หรือความคิดของตัวเอง stubbornly adhering to one's purpose, opinion etc จะพูดว่า พวกปากแข็ง เป็นพวกไม่ยืดหยุ่น inflexible persistence หรือ ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด or an unyielding attitude จะบอกว่า พวกปากแข็ง เปรียบเหมือนเชื้อโรค ช่างดื้อดึงจริง ๆ ควบคุมหรือพิชิตได้ยาก not easily controlled or overcome

คำในกลุ่มที่ให้ความหมายแนวเดียวกัน
obstinately (adv)
obstinacy (n)
obstinateness (noun)

พวกปากแข็งอย่างมาก อาจเติม super เข้าไปข้างหน้า ได้ เช่น
superobstinate (adjective)
superobstinately, adverb
superobstinateness, noun

พวกปากแข็งแบบต่อต้านการเปลี่ยนแปลง opposed to change ต่อต้่านคำแนะนำ opposed to suggestion จะเรียกว่า พวก ดื้อ ดื้อดึง ในภาษาอังกฤษ จะใช้ stubborn พวกนี้ จะจัดการยาก hard to fix ซ่อมยาก hard to deal with

พวกปากแข็งแบบไม่ยอมรับความผิด refuse to admit mistakes ปากแข็งไม่ยอมแพ้ refuse to admit defeat, pigheaded, stubborn, self-willed, obstinate จะเป็น พวก ดึงดัน ดื้อ พวกนี้ปกติแล้ว หากถูกจับได้ไล่ทันจะยืนกระต่ายขาเดียว ปากแข็ง ไม่ยอมรับเป็นอันขาด

พวกปากแข็งจะเข้าทำนองคำพวกนี้ stubborn, mulish, obdurate, unyielding, unbending, intractable, perverse, inflexible, refractory, pertinacious

พวกปากแข็ง จะมีอาการ ปิดปากเงียบ tight-lipped (Adj) เม้มปากแน่น เงียบ พูดน้อย

พวกปากแข็ง บางครั้งจะออกอาการ เงียบขรึม taciturn adj. เงียบขรึม พูดน้อย เงียบ (taciturnity n.) quiet, untalkative, reticent คือ ไม่พูดไม่จา

พวกปากแข็ง เข้าข่าย พวกหัวแข็ง(ดื้อดึง) headstrong

คนชาติไหน ภาษาไหนก็ปากแข็งกันเป็นทั้งนั้น คนปากแข็ง

Dr.SoS

'สตีฟ จ็อบส์' บุรุษเจ้าของตำนานโลก 'ไอที' ศตวรรษที่ 21

'สตีฟ จ็อบส์' บุรุษเจ้าของตำนานโลก 'ไอที' ศตวรรษที่ 21 - Goodbye ลาก่อนเด้อ
ลองย้อนประวัติชีวิตในแง่มุมที่น่าสนใจของ สตีฟ จ็อบส์ เพื่อเป็นข้อคิดและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังที่อยากประสบความสำเร็จใน ชีวิตแบบชายผู้นี้ บุรุษทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 21...

"สตีฟ จ็อบส์" (Steve Jobs) ผู้ชายที่ดูแสนจะธรรมดา แต่กลับเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ด้วยมันสมองและสองมือที่จ็อบส์ไม่หยุดนิ่ง แม้พบอุปสรรคมากมายในชีวิต ทำให้วันนี้คนทั่วโลกต่างนับถือในผลงานและยกย่องให้เขาเป็น'ตำนาน'ของวงการ ไอทีที่สำคัญคนหนึ่งของโลก


สาวก แอปเปิลและชาวไอทีทั่วโลกคงกำลังน้ำตาซึมกับข่าวการจากไปของสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล วัย 56 ปี ‪เสียชีวิตแล้วด้วย‪โรค‪มะเร็งตับอ่อน หลังพยายามต่อสู้กับโรคมานานหลายปี และเพื่อเป็นการไว้อาลัยครั้งสุดท้ายให้กับซีอีโอผู้นี้ ไทยรัฐออนไลน์ขอย้อนประวัติชีวิตในแง่มุมที่น่าสนใจของสตีฟ จ็อบส์ เพื่อเป็นข้อคิดและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังที่อยากประสบความสำเร็จใน ชีวิตแบบชายผู้นี้บ้าง

1. พ่อที่แท้จริงของ'สตีฟ จ็อบส์' เป็น‪ชาวซีเรีย‪มุสลิม แต่ด้วยความไม่สะดวกที่จะเลี้ยงดูอุ้มชูเด็กชายสตีฟ จึงต้องไปอยู่กับครอบครัว "จ็อบส์" และเป็นต้นกำเนิดของซีอีโอใหญ่ในทุกวันนี้


2. เชื่อหรือไม่ว่า ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล อิงค์ เรียนหนังสือไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะ 'ต้องการทำในสิ่งที่ตนเองรักมากกว่าพยายามทำในสิ่งที่สังคมกำหนด' แต่ใช่ว่าจ็อบส์จะไม่เห็นคุณค่าของวิชาที่เรียน อย่างวิชาการออกแบบตัวอักษรที่หนุ่มน้อยได้เรียนในมหาวิทยาลัย ก็สามารถต่อยอดตอนที่ Apple ได้เริ่มผลิต Mac ออกมา และมีตัวอักษรแบบแปลกๆสวยๆงามๆออกมาให้โลกรู้จัก

3. จ็อบส์ในวัย 21 ปี และเพื่อนสนิทเข้าร่วมชมรมเครื่องคอมพิวเตอร์ทำเองที่บ้าน และจากนั้นอีกเพียงไม่กี่ปี เพื่อนรักทั้งคู่ได้ก่อตั้งบริษัท‪ แอปเปิล คอมพิวเตอร์ขึ้น ในโรงรถที่บ้านของครอบครัวจ็อบส์ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่จ็อบส์กับวอซเนียกได้นำเสนอออกสู่สายตา ได้แก่ เครื่อง ‪Apple I มันถูกตั้งราคาไว้ที่ 666.66 ‪ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก จนมีเครื่อง Apple รุ่นอื่นๆผลิตออกมาเรื่อยๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือผลงานสร้างชื่อให้กับสตีฟ จ็อบส์และบริษัทแอปเปิลเป็นการเปิดตัวเครื่อง‪แมคอินทอช เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่มี‪ส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟฟิกที่ประสบ ความสำเร็จทางการค้า ซึ่งยังคงยืนหยัดมากระทั่งทุกวันนี้ ส่วนสาเหตุที่ใช้แอปเปิลถูกกัดเป็นเครื่องหมายการค้า หลายคนคงพอรู้กันว่าในคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึงตำนานอดัมกับอีฟต้นกำเนิดของมนุษยชาติกัดกินแอปเปิล ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลไม้ต้องห้าม โดยผลลัพธ์ของการฝืนข้อห้ามนั้น ทำให้อดัมกับอีฟกลายร่างเป็นมนุษย์ ต้องเจ็บป่วย ทำงานแลกอาหาร และให้กำเนิดทารก

4. ชีวิตส่วนตัวของชายผู้นี้เรียบและง่ายอย่างที่สุด เขาเป็นมังสวิรัติ สวมเสื้อผ้าใส่สบายๆ สังเกตจากการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนทุกครั้งของสตีฟ จ็อบส์ ต้องเห็นเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบใส่สบาย การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ ทำให้สื่อบางแขนงไปเจาะลึกถึงยี่ห้อและราคาออกมา ไม่น่าเชื่อจริงๆ เลยว่า พ่อวีรบุรุษโลกไอทีผู้นี้ใส่เสื้อผ้าตั้งแต่หัวจรดเท้าเพียงหมื่นเศษๆ

5. ส่วนเรื่องความรัก จ็อบส์เข้าพิธีสมรสกับลอเรนซ์ พาวเวลล์ เมื่อวัน‪ 18 มีนาคม ‪ค.ศ.1991 และมีบุตรด้วยกันสามคน และยังมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ‪ ลิซา จ็อบส์ ที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่ได้แต่งงานด้วย


6. นิสัยโมโหร้าย ถือเป็นข้อเสียของซีอีโอหนุ่มช่างคิดคนนี้ จนถึงขั้นว่าเขาถูกคณะกรรมการบริหารของแอปเปิลถอดออกจากภารกิจต่างๆที่เขา เป็นผู้รับผิดชอบและได้ลาออกในที่สุด โดยเขากล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมจะพูดอะไรได้ ผมจ้างคนผิด เขาทำลายทุกสิ่งที่ผมสร้างไว้ด้วยการทำงานยาวนานถึง 10 ปี ทุกอย่างเริ่มที่ตัวผมเอง แต่นั่นไม่ใช่ส่วนที่น่าเศร้าที่สุด ผมคงจะยินดีออกจากแอปเปิล หากว่าแอปเปิลยอมทำอย่างที่ผมต้องการ"

7. การที่จ็อบส์สูญเสียแอปเปิลไป กลับพลิกชีวิตเขาให้ได้รู้จักกับความรักจนเป็นแรงใจให้เขาเริ่มต้นใหม่อีก ครั้ง โดยการเริ่มสร้างบริษัท Next และ Pixar บริษัทการ์ตูนแอนิเมชั่นชื่อดัง ซึ่งในตอนหลังได้ขายทำเงินให้กับเขาเป็นจำนวนมาก และในที่สุด Next ก็ถูกบริษัทแอปเปิลซื้อ เขาจึงกลับมาทำงานกับ Apple อีกครั้งโดยปริยาย จนในที่สุดเขาก็ขึ้นเป็นซีอีโอแอปเปิล


8. ช่วงแอปเปิลเกือบถึงคราวสะดุด แต่จ็อบส์ก็ยังรู้จักประยุกต์แฟชั่นให้เข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยเปิดตัวเครื่อง iMAC เครื่องใสๆ สีลูกกวาด พร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆที่เข้าชุดกัน ตามมาด้วย iPod เครื่องเล่นเพลงที่เขย่าวงการทั่วโลก เพราะมียอดขายถึงล้านเครื่องทั่วโลก ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะแอปเปิลยังช็อกคนทั้งโลกด้วยการเปิดตัว i-Phone และ i-Pad สร้างแบรนด์แอปเปิลให้กลายเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่ทุกบ้านจำเป็นต้องมีสัก เครื่อง

9. คำขวัญประจำใจของนักคิด'สตีฟ' "ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมันมีจุดเชื่อมต่อ มันจะต่อกันเอง เพียงแต่ขอให้เรามีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ มันเหมือนกับการลากเส้นจุดเชื่อมต่อ เราไม่สามารถลากจุดไปยังอนาคตได้ แต่หากเราลองมองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่าสิ่งที่ผ่านๆมามันประติดประต่อกัน มาเป็นเรื่องเป็นราวโดยอัตโนมัติ ดังนั้นจงเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มันจะลากเส้นต่อเข้าหากันเองในอนาคต"

10. แม้จะเป็นคนฉลาดและหาทางออกทุกอย่างในชีวิตมาได้ตลอด แต่สุดท้ายสตีฟ จ็อบส์ก็ไม่สามารถหนีโรคภัยไข้เจ็บไปได้ เขารู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และทำการรักษาอย่างเต็มที่พร้อมกับสร้างสรรค์ผลงานไอทีออกมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2011 บุรุษผู้เป็นตำนานแอปเปิล อิงค์ได้ตัดสินใจส่งทอดอำนาจการบริหารต่อให้กับ "ทิม คุก"เป็นซีอีโอสืบสานอนาคตของบริษัทต่อไป

11. หลังจากที่แอปเปิลคอมพิวเตอร์ ประกาศเปิดตัว ไอโฟน 4เอส ได้เพียงแค่วันเดียว แอปเปิลคอมพิวเตอร์ก็ออกมาประกาศว่า 'สตีฟ จ็อบส์' เสียชีวิตอย่างสงบแล้วจากโรคมะเร็งตับอ่อนรุมเร้ามาตั้งแต่กลางปีค.ศ. 2004 ด้วยวัยเพียง 56 ปี

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 7 ตุลาคม 2554
--------------------
ตอนที่ สตีฟ จอบส์ ถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือ
สตีฟ จอบส์: "ผมจะพูดอะไรได้? ผมจ้างคนผิด เขาทำลายทุกสิ่งที่ผมสร้างไว้ด้วยการทำงานยาวนานถึง 10 ปี ทุกอย่างเริ่มที่ตัวผมเอง แต่นั่นไม่ใช่ส่วนที่น่าเศร้าที่สุด ผมคงจะยินดีออกจากแอปเปิลหากว่าแอปเปิลยอมทำอย่างที่ผมต้องการ"

คณะกรรมการบริหารของแอปเปิลระบุในแถลงการณ์ในงานศพของ สตีฟ จอบส์
"ความหลักแหลม กระตือรือร้น และพลังงานของสตีฟ เป็นที่มาของนวัตกรรมนับไม่ถ้วน ซึ่งเพิ่มคุณค่าและพัฒนาชีวิตของพวกเราให้ดีขึ้น โลกดีขึ้นอย่างสุดประมาณเพราะสตีฟ"

----------------------
Steve Jobs
----------------------
Steve Jobs is the Godfather of the Technological Age. Back in the '70s, as a young man, he and fellow "geek" Steve Wozniak started Apple Computers, literally out of their family garages. When Jobs was dismissed from Apple in the 80s, the company suffered. When he returned, he helped develop and promote all the "i's" - the ipod, itunes, iphone, etc., and, lo and behold, Apple again became #1. His appearances at the annual Macworld conventions were always highly anticipated and entertaining, and often produced major announcements regarding new products. When he announced that he would not be making an appearance at the show this year because of health problems, it sent a wave of concern among his "disciples."

One thing for sure, with the millions of dollars he has earned through the years, he certainly should be able to afford the absolute best medical care there is. Of course - life being what it is - if there's no cure for what ails Steve Jobs, if his "number's up," as they say, his wealth won't mean a thing.

Source: Basic Biittner: "Job -less" by Dan Whitney of Cherokee Chronicle Times