Tuesday, April 24, 2012

สุดระทึก- เร่งกู้!รถไฟบรรทุกน้ำมันตกรางดอนเมือง

สุดระทึก- เร่งกู้!รถไฟบรรทุกน้ำมันตกรางดอนเมือง

จนท.กู้ภัยนำรถเครนขนาดใหญ่มาทำการเตรียมกู้โบกี้ รถไฟบรรทุกน้ำมันตกราง ใกล้คลังสินค้าดอนเมือง เบื้องต้นจนท.ยังไม่สามารถระบุเวลาแล้วเสร็จได้

เมื่อเวลา 16.20 วันที่ 24 เม.ย.2555 เกิดเหตุรถไฟบรรทุกน้ำมันดิบจำนวน 6 โบกี้ ตกรางพลิกคว่ำบริเวณตรงข้ามสนามบินดอนเมือง ทำให้น้ำมันดิบทั้ง 5 โบกี้ รั่วไหลออกมา เจ้าหน้าที่พยายามปิดวาล์ว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันไหลกระจายไปบริเวณอื่น และพยายามดูดน้ำมันดิบกลับเข้าถัง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรถนนกำแพงเพชร 6 ทำให้การจราจรติดขัด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถปิดวาล์วถังน้ำมันได้แล้ว 3 โบกี้ และกำลังกู้รถไฟขบวนดังกล่าว นอกจากนี้รถไฟขบวนสายเหนือ สายอีสาน หยุดเดินขบวนรถชั่วคราว ส่วนสาเหตุครั้งนี้คาดว่าน่าจะเกิดจากรางชำรุด เนื่องจากเกิดน้ำท่วมก่อนหน้านี้
พ.ต.ท.สุวิทย์ รัตนพันธ์ สารวัตรเวร สน.ดอนเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเกิดเหตุรถไฟบรรทุกน้ำมันดิบจาก จ.พิษุโลก มุ่งหน้าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เกิดตกรางจำนวน 6 โบกี้ บริเวณถนนขาเข้ากรุงเทพฯ ก่อนหน้าคลังสินค้า ถ.วิภาวดีรังสิต เบื้องต้นขบวนรถไฟดังกล่าวมีจำนวน 21 โบกี้ โดย 6 โบกี้สุดท้าย ได้เกิดพลิกตะแคงตกราง ส่งผลให้เกิดน้ำมันดิบรั่วไหลออกมาจำนวนมาก
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จากการท่าอากาศยานและการรถไฟฯได้เดินทางเข้าตรวจสอบที่ เกิดเหตุ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ปิดจราจรบริเวณถนนโลคัลโรด และ ถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้าแล้ว เพื่อป้องกันประจุหรือประกายไฟจากรถยนต์ ที่อาจส่งผลให้เกิดเพลิงลุกไหม้ และเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าไปปิดฝาวาล์ว เพื่อป้องกันการระเบิดขึ้นได้ อีกทั้งได้เตรียมวางหัวฉีด และเตรียมโฟมป้องกันการลุกไหม้แล้ว ทั้งนี้คาดว่าต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายสักระยะหนึ่ง

จนท.กู้ภัยฯ นำเครนขนาดใหญ่เตรียมกู้โบกี้รถไฟที่คว่ำอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา18.23 น. เจ้าหน้าที่ทำการแยกโบกี้รถไฟส่วนที่คว่ำออก ในขณะที่หน่วยกู้ภัยม้าเหล็ก เคลื่อนย้ายเครนขนาดใหญ่เพื่อทำการกู้โบกี้รถไฟมายังจุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่เร่งเตรียมทำการกู้โบกี้รถไฟที่คว่ำ คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่เผยอุปสรรคของการยกคือตัวเครนอาจติดสายไฟฟ้าที่พาดผ่าน

จนท.กู้แล้ว 1 โบกี้ แต่ยังไม่สามารถระบุเวลาการกู้โบกี้แล้วเสร็จได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.35 น. จนท.กู้ภัยฯ ได้ใช้รถเครนยกตู้โบกี้ตั้งขึ้นได้แล้ว 1 โบกี้ แต่ยังไม่สามารถระบุเวลาการกู้โบกี้แล้วเสร็จได้

:: คมชัดลึกออนไลน์ วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555
==========================

กู้รถไฟน้ำมันตกรางสำเร็จเปิดใช้ทางแล้ว


ขบวนรถไฟบรรทุกน้ำมันตกรางที่ดอนเมือง ทำประชาชนแตกตื่นจนเจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนโรคัลโรดเพื่อให้รถดับเพลิงเข้ามา จัดการน้ำมันที่รั่วไหล โชคดีไม่มีไฟลุกไหม้ เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งมือทำงานกันอย่างหนักเพื่อเปิดเส้นทางรถไฟ ล่าสุดกู้ซากรถไฟได้แล้วพร้อมเปิดใช้เส้นทางตามปกติ วันนี้ ( 24 เม.ย.) นายสมยศ รอดเกิด นายสถานีรถไฟดอนเมืองได้รับแจ้งจาก นายปริญญา ประยงค์ พนักงานขับรถไฟขบวน 640 บึงพระ- สถานนีแม่น้ำ  ว่าได้เกิดเหตุ รถไฟบรรทุกน้ำมันตกราง ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณ หน้า บ.บริการเชื้อเพลิงกรุงเทพ ถ.กำแพงเพชร 6 แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชา พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.  ตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ในที่เกิดเหตุพบรถไฟขบวนดังกล่าว ซึ่งบรรทุก จากทั้งหมด 26 โบกี้ แต่ละถังบรรจุน้ำมันเตาจำนวน 38,000 ลิตร โดยมีน้ำมันเตาไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดการจราจรถ.กำแพงเพชร 6 ทั้งขาเข้าและออก จากนั้นเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยได้ทำการฉีดโฟมเพื่อควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ เกิดประกายไฟ พร้อมกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากที่เกิดเหตุ
จากการสอบถามนายปริญญา ประยงค์ พนักงานขับรถไฟ ให้การด้วยเสียงตื่นตระหนกว่า ได้ขับรถไฟเดินทางจากสถานีจ่ายเชื้อเพลิงบึงพระ ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก มุ่งหน้าสถานีบริการเชื้อเพลิงย่านคลองเตย โดยขับมาถึงที่เกิดเหตุได้ยินเสียงดังสนั่นบริเวณท้ายขบวนจึงทำการหยุดรถไฟ พร้อมลงไปตรวจสอบพบรถไฟดังกล่าว
โดยทางนายยุทธนา ทรัพย์เจริญ ผู้ว่า รฟท. ได้กล่าวในขณะที่เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า “สาเหตุในครั้งน่าเกิดจากสาเหตุจากที่รางรถไฟขยายตัว แต่ทาง รฟท. ก็มีการดำเนินการตรวจสอบอยู่ตลอด 3 เวลา เนื่องจากตลอดทั้งวันจะมีขบวนรถน้ำมัน วิ่งเข้า-ออกเมือง ประมาณ 5 ขบวนต่อวัน ซึ่งถ้าหากตรวจสอบพบว่าตรงจุดไหนเป็นจุดที่เสี่ยง ก็จะดำเนินการลดอุณหภูมิของรางรถไฟ โดยการนำน้ำมาชโลมที่ตัวเหล็กราง เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนสูง และหลังจากนี้ในการเคลื่อนย้าย ก็จากนำรถเครนขนาดใหญ่ของ รฟท. มาทำการยกตู้รถไฟออกจากจุดเกิดเหตุ ก่อนที่จะทำการซ่อมแซมรางต่อไป
เมื่อเวลา 00.30น. วันที่ 25 เม.ย. บรรยากาศการเก็บกู้โบกี้รถไฟที่ตกราง ที่เกิดเหตุยังคงมีกลิ่นน้ำมันกระจายอยู่โดยรอบบริเวณ เจ้าหน้าที่ได้พยายามใช้รถเครนยกโบกี้ของรถไฟที่กีดขวางเส้นทางรถไฟขาออก เพื่อเปิดเส้นทางให้รถไฟขบวนอื่นๆสามารถวิ่งได้ จนเมื่อเวลาประมาณ 01.00น. ก็สามารถยกโบกี้รถไฟที่กีดขวางรางรถไฟขาออกได้สำเร็จ เพื่อเปิดให้ขบวนรถไฟที่ยังตกค้างทยอยวิ่งส่งผู้โดยสาร โดยใช้เส้นทางฝั่งขาออกเพียงรางเดียว ในการให้รถไฟขบวนขาเข้าและขาออกวิ่งสลับกัน โดยมีจุดสลับรางรถไฟอยู่ที่ สถานีรถไฟบางซื่อ กับ สถานีรถไฟรังสิต

ส่วนการเก็บกู้ขบวนรถไฟนั้น เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งมือทำงานกันอย่างหนักเพื่อเปิดเส้นทางรถไฟ และซ่อมแซมรางรถไฟ ให้กลับมาวิ่งได้ตามปกติ โดยเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เก็บกู้ซากรถไฟแล้วซ่อมแซมรางเป็นที่เรียบร้อยทำให้การเดิน รถไฟกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว

:: © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันพุธที่ 25 เมษายน 2555


ศาลสั่งคืนภาษีบางกอกแอร์ฯ 117 ล. เช่าที่สนามบินสมุย

ศาลภาษีอากรกลาง สั่งเทศบาลเมืองเกาะสมุย คืนภาษี "บางกอกแอร์เวย์ส" เช่าที่สนามบินสมุย 117 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย หลังเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย...

ที่ศาลภาษีอากรกลาง วันที่ 25 เม.ย.ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัทบางกอกแอร์เวย์ส เป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองเกาะสมุยเป็นจำเลย ฐานขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน และให้คืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้ว 4 ปีคืน

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทประกอบกิจการสายการบินในประเทศ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 เทศบาลเมืองเกาะสมุย ได้แจ้งว่าโจทก์ต้องจ่ายภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2550-2553 เนื่องจากโจทก์มีรายได้จากการนำสนามบินสมุยไประดมเงินทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกองทุนรวมดังกล่าว ขายหุ้นได้เงิน 9,500 ล้านบาท แล้วกองทุนจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ 9,300 ล้านบาท โดยกองทุนหักไว้ 200 ล้านบาท ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าสนามบิน 30 ปี (เอาสนามบินไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วเช่าสนามบินของตัวเอง) โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้กองทุนรวมเดือนละ 26,125,000 บาท ทางเทศบาลเมืองเกาะสมุยเห็นว่า การที่โจทก์นำเอาทรัพย์สินของสนามบินสมุยไปทำสัญญาเช่าระยะยาวกับกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยมีกำหนด 30 ปี และโจทก์ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 9,300 ล้านบาทนั้น เงินทั้งหมดต้องเสียภาษีโรงเรือนปี 2550 จำนวน 3.9 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 37 ล้านบาทเศษ ปี 2552 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ และปี 2553 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ โจทก์ไม่เห็นด้วย เพราะสัญญาเช่าระยะยาวระหว่างโจทก์กับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งของการระดมเงินทุนของโจทก์ผ่านกองทุนรวมอสังหาริม ทรัพย์เท่านั้น มิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สิน เลยไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน

ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์นำทรัพย์สินทั้งหมดของสนามบินสมุยไปออกหน่วยลงทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าระยะยาวให้กองทุนรวมนำไปหาผลประโยชน์โดยทำสัญญาเช่า มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยกองทุนรวมตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จำนวน 9,300 ล้านบาท จำเลยไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคำนวณเพื่อกำหนดค่ารายปี ในการที่จะประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าระยะยาวมิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สินตามปกติทั่วไป แต่เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาเงินทุนหรือระดมเงิน การจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองเกาะสมุย จึงไม่ชอบ จึงพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีที่เก็บไปแล้ว 4 ปี รวม 117 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยต่อไป

:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 25 เมษายน 2555
==========================
อุธรณ์ ฎีกา ต่อไปเด้อ ...ที่ฮัก

หวิดดับ!สาวเม้าท์เพลินตกหลุมลึก6ม.

หวิดดับ!สาวเม้าท์เพลินตกหลุมลึก6ม.

สาวจีนตกลงไปในหลุมลึกกว่า 6 เมตร ขณะกำลังเดินคุยโทรศัพท์โดยไม่ทันระวัง เคราะห์ดีแท็กซี่ฮีโร่ ผ่านมาพบช่วยชีวิตเอาไว้ได้ รอดตายหวุดหวิด

วันอังคารที่ 24 เม.ย.55 กล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ขณะที่วัยรุ่นสาวคนหนึ่งกำลังเดินคุยโทรศัพท์ อยู่บนฟุตปาธอย่างเพลิดเพลิน ในเมืองซีอาน มณฑลส่านซี และจู่ๆ ก็เดินตกลงไปในหลุม ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นกระเบื้องปูถนนหายไปโดยไม่ทันได้สังเกต แต่โชคดีที่คนขับรถแท็กซี่ ที่ขับรถผ่านบริเวณนั้นเห็นเข้าพอดี จึงหยุดรถทันที และลงไปในหลุมที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งเมตรและลึก 6 เมตร เพื่อช่วยชีวิตสาวน้อยรายนี้เอาไว้ได้ทันท่วงที โดยเกิดจากปัญหาน้ำใต้ดินกัดเซาะ จึงทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่บริเวณข้างใต้ของทางเดินเท้า และหลุมได้ขยายวงกว้างมากขึ้น

นายหวัง เหว่ย คนขับรถแท็กซี่ บอกว่า เด็กสาวตกลงไปนอนอยู่ข้างใต้หลุม และร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เขาจึงลงไปในหลุม แต่ก็ไม่สามารถพาเธอขึ้นมาได้ จนกระทั่งหน่วยดับเพลิงมาถึงที่เกิดเหตุและหย่อนบันไดลงไป แต่บันไดดูไม่ค่อยแข็งแรง เด็กสาวกรีดร้องตลอดเวลาด้วยความหวาดกลัว จนเขาต้องปลอบว่าจะคอยอยู่ข้างหลังเพื่อรองรับเธอจนกว่าจะไต่ขึ้นไปถึงปาก หลุม สุดท้ายทั้งคู่ก็ขึ้นจากหลุมได้อย่างปลอดภัย และนายหวัง เหว่ย ก็เดินออกจากที่เกิดเหตุไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครรู้เรื่องราวความดีของเขา จนกระทั่งครอบครัวของเด็กสาวได้ไปหาเขาถึงที่ทำงานและกล่าวขอบคุณสำหรับความ ช่วยเหลือในครั้งนี้

::  คม ชัด ลึก ออนไลน์ วันอังคารที่ 24 เม.ย.2555

Monday, April 23, 2012

สุนัขตัวผู้ไม่ยอมทิ้งคู่หลังถูกรถชนตาย

ภาพสะเทือนใจ สุนัขเพศผู้ไม่ยอมออกห่างจากคู่ของมัน หลังจากที่ถูกรถชนตาย
เหตุการณ์น่าสลดใจนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน เมื่อสุนัขตัวผู้ไม่ยอมทิ้งคู่ของมัน โดยภาพที่มีการเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศได้แสดงให้เห็นว่าสุนัขที่ซื่อสัตย์ปฏิเสธที่จะทิ้งคู่ของมัน แม้ว่าสุนัขตัวเมียจะเสียชีวิตแล้วจากการถูกรถชน โดยมันยังคงนั่งเฝ้าศพอยู่ข้างๆ และส่งเสียงเห่าหอน เมื่อมีคนลากร่างของคู่มันออกจากถนน
ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวว่า "พวกมันอยู่ด้วยกันตลอดเวลา โดยปกติแล้วตัวเมียจะวิ่งออกมาก่อนและตัวผู้ก็จะวิ่งตาม มันสะเทือนใจมากเมื่อภาพที่เห็น คือมันไม่ยอมทิ้งคู่ของมัน" อย่างไรก็ตามหลังจากเจ้าหน้าที่ได้เก็บศพสุนัขเพศเมียไปแล้ว เจ้าตัวผู้ก็ยังคงไม่ยอมหนีไปไหนยังคงเฝ้าวนเวียนในจุดที่คู่ของมันตาย

::สุนัขตัวผู้ไม่ยอมทิ้งคู่หลังถูกรถชนตาย โพสต์ทูเดย์ดอทคอม © บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555

================
ความรักของหมา-ใครว่าไม่มี

อาชีพโสเภณีจะหมดสิ้นลงในอนาคต มีหุ่นยนต์บริการขายกามารมณ์แทน

นักวิทยาศาสตร์นิวซีแลนด์ กล่าวทำนายว่า ผู้ประกอบอาชีพโสเภณีจะหมดสิ้นลง ไม่เกินปี พ.ศ. 2593 นี้ แต่จะมีหุ่นยนต์มาบริการแทน นักวิทยาศาสตร์แห่งโรงเรียนการจัดการวิกตอเรีย ที่นครเวลลิงตัน เมืองนกกีวี ระบุว่า สิ่งนี้จะเกิดเป็นจริงภายในเวลา 40 ปีนี้ เขาได้กล่าววาดภาพว่า ย่านโสเภณีอันโด่งดัง ในกรุงอัมสเตอร์ดัม จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นย่านโสเภณีแบบล้ำยุค ซึ่งจะมีหุ่นยนต์นุ่งน้อยห่มน้อย ทั้งผมสีบลอนด์และผมดำ ไม่น้อยกว่า 100 ตัว ในชุดกางเกง จีสติงและชั้นใน ลูกค้าที่ต้องการให้เทพบุตรและเทพธิดา ที่มีนานาเชื้อชาติ รูปร่าง อายุ ภาษาและแบบอย่างทางเพศแบบต่างๆ บริการอย่างครบเครื่อง อาจต้องควักกระเป๋าสูงถึงประมาณ 300,000 บาท เขายังบอกด้วยว่า การสร้างและใช้งานหุ่นยนต์เพื่อกามารมณ์เหล่านี้ขึ้น จะทำให้กามโรคสูญพันธุ์ลงในที่สุด ตลอดจนการล่อลวงเพื่อไปเป็นโสเภณีด้วย และที่สำคัญยังจะพลอยทำให้กระทาชายทั้งหลายไม่รู้สึกเป็นบาปเป็นกรรมอีกต่อไป ::อาชีพโสเภณีจะหมดสิ้นลงในอนาคต มีหุ่นยนต์บริการขายกามารมณ์แทน ไทยรัฐฉบับพิมพ์ วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555

คำสารภาพ จาก "นายพลดอลล่าร์" "คุณหญิงแมงมุม" คือผู้หญิงที่อยากอยู่ด้วยจนวันตาย!!

ถ้ารู้ว่าแต่งงานแล้วมีความสุขขนาดนี้ ก็คงไม่หวงชีวิตโสดมาจนอายุปูนนี้!! นี่คือความในใจของ “นายพลดอลล่าร์–พล.ต.พัชร รัตตกุล” ทายาทหนุ่มใหญ่วัย 50 ปี ของเจ้าพ่อหาดทิพย์ “ร้อยตรีไพโรจน์ รัตตกุล” ซึ่งจูงมือคู่หมั้นสาวต่างวัยเจ้าของสูตรรักแมงมุมขยุ้มหัวใจ “คุณหญิงแมงมุม–ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล” ลูกสาวสุดรักของผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนาน “ท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล” เข้าประตูวิวาห์หวานชื่นไปเมื่อค่ำวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกเกินบรรยายของสวนหลวง ร.9 สวนพฤกษศาสตร์ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกเนรมิตด้วยฝีมือคุณแม่เจ้าสาว “หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา” เพื่อให้เป็นฉากรักสุดสวีตชวนฝันราวกับเทพนิยาย พร่างพรายไปด้วยแสงไฟแสงดาวระยิบระยับ ตามความฝันของ “คุณหญิงแมงมุม”
งานนี้ “นายพลดอลล่าร์” ลดดีกรีความเข้มแบบชายชาติทหาร เหลือไว้เพียงแต่รอยยิ้มกว้าง แววตาสุขล้นปรี่ และใบ หน้าอิ่มเอิบเพราะน้ำหนักขึ้นหลายกิโลตามประสาคนมีความสุข เจ้าบ่าวสุดหล่อเปิดใจว่า วันนี้ถือเป็นวันแรกที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่กับ “แมงมุม” ได้อยู่ด้วยกัน และสร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยกัน “แมงมุม” คือผู้หญิงที่อยากอยู่ด้วยจนวันตาย!! น้องทำให้ผมเป็นคนดีขึ้น และมีความสุขทุกวินาที ตลอดเวลาที่คบกันมา 5 ปี รู้สึกประทับใจที่น้องเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา และรักครอบครัวมาก คุณชายอดัม-ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ช่วยต้อนรับเพื่อนบ่าวสาว ด้านเจ้าสาวคนสวย ที่ยิ่งดูสง่างามขึ้นในชุดเจ้าสาวสุดโก้ตกแต่งขนนกของ “Vathit Itthi” ก็เผยความรู้สึกว่า ตื่นเต้นมากๆ คุณแม่เนรมิตทุกอย่างให้ตามที่ฝัน “แมงมุม” ไม่ใช่ คนหวานอะไร แต่ก็ปลื้มที่ได้ยินว่าเราเป็นผู้หญิงที่ “พี่ดอลล่าร์” อยากอยู่ด้วยจนวันตาย เวลาอยู่กับ “พี่ดอลล่าร์” ทำให้ใจเย็นขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ท่านพ่อบอกเสมอว่า มีอะไรต้องคุยกัน ต้องใจเย็น และให้สงสาร “พี่ดอลล่าร์” บ้าง พอถามถึงเรื่องทายาท “คุณหญิงแมงมุม” รีบชิงตอบว่า อยากมีลูกเร็วๆค่ะ เพราะรักเด็ก ขอเป็นแฝดสามเลยละกัน...เจอภารกิจหนักซะแล้วท่านนายพล!! ::คำสารภาพ จาก "นายพลดอลล่าร์" "คุณหญิงแมงมุม" คือผู้หญิงที่อยากอยู่ด้วยจนวันตาย!! ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555

ชนบทสเปนจัดพิธีดูตัวหนุ่มโสด สาวชาวเมืองแห่หาคู่ครอง

เหลือเชื่อ - ชนบทสเปนจัดพิธีดูตัวหนุ่มโสด สาวชาวเมืองแห่หาคู่ครอง เมืองเกษตรกรรมทางตอนกลางของสเปน จัดพิธีดูตัวหนุ่มโสด 68 ราย สาวโสดทั่วประเทศแห่เดินทางมาหาคู่... สำนักงานจัดหาคู่ “อโซคามู” ในเมืองแคนเดเลดา ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมริมแม่น้ำโลเบราทางตอนกลางของสเปน จัดพิธีหาคู่เมื่อ 21-22 เม.ย. พร้อมเชิญชวนหญิงโสดทั่วประเทศให้เดินทางมาร่วมพิธีดูตัวหนุ่มโสด 68 ราย ซึ่งเป็นชาวแคนเดเลดาโดยกำเนิด ทั้งนี้ ต้องหาคู่ครองที่มาช่วยกันดูแลกิจการเกษตรกรรม รวมถึงช่วยกันเพิ่มจำนวนประชากร หลังแคนเดเลดาประสบภาวะประชากรเพศชายน้อยกว่าเพศหญิง รวมถึงการอพยพออกไปหางานในเมืองใหญ่ ทำให้อัตราการแต่งงานและการเกิดใหม่ของประชากรในแคนเดเลดาลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2494 ขณะที่หญิงสาวจากเมืองใหญ่จำนวนมากสนใจเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้ :: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555

ศาลอนุมัติหมายจับมาเฟียสุวรรณภูมิ

ศาลอนุมัติหมายจับมาเฟียสุวรรณภูมิ ศาลจังหวัดสมุทรปราการออกหมายจับมาเฟียเรียกเก็บเงินค่าจอดรถที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณอาคารจอดรถชั้น 5 แล้ว วันที่ 23 เม.ย. นางสาววิไลวรรณ นัดวิไล โฆษกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้แจ้งความกับตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลและกลุ่มบุคคลที่เข้ามาแอบอ้างเรียกเก็บเงินค่าจอดรถเพิ่มจากผู้ใช้บริการที่อาคารจอดรถของ ทสภ.ในข้อหาบุกรุกนั้น ขณะนี้ ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อนุมัติหมายจับบุคคลและกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว นางสาววิไลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้บริการพบเห็นการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากอัตราค่าจอดรถที่ ทสภ.กำหนดไว้ กรุณาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารผู้โดยสาร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2134-0555 หรือแจ้งการพบเห็นผู้กระทำความผิดได้ที่ ฝ่ายบริหารการขนส่ง ทสภ. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2132-9511-2 :: ไทยรัฐออนไลน์ 23 เมษายน 2555 ------------------------ เมืองไทย สุดยอดเจ้าพ่อมาเฟียถึงสนามบิน อ้าย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ก็สุดเลว ยำ บริหารงารสุดเห่ยหลายจุด หุ้้นมันน่าโง่ซื้อไปได้ไง โกงคอรับชั่นกันเป็นแก๊ง ..

พ่ายศึกปทุมฯ กับปรากฏการณ์รอยร้าวเสื้อแดง เอฟเฟกต์ทัวร์แก้กรรมของคนดูไบ

เสียกระบวนท่าหมดรูปแบบกันเลยทีเดียว กับการพ่ายแพ้ของผู้แทนในสนามเลือกตั้งของ จ.ปทุมธานี ที่พรรคเพื่อไทยเรียกได้ว่า กินแห้วทั้ง 2 สนาม ทั้งสนามเล็กและสนามใหญ่ คือ ส.ส.และนายก อบจ. ปูมหลังไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ที่ทำให้ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี มั่นใจถึงขนาดลาออกจากการเป็น ส.ส.แล้วโดดลงไปแข่งในสนาม อบจ.ที่ว่ากันว่างบเยอะจำนวนมาก ว่ากันว่านับพันล้านบาท ปรากฏการณ์ครั้งนี้น่าสนใจมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกกันว่าเป็น 'เมืองหลวงเสื้อแดงภาคกลาง' เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของบริเวณนี้มีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่จำนวนมาก และเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าใครจะได้หรือไม่ได้ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ผลกลับออกมาอย่างน่าตกใจ คือไม่ได้ตามที่หวัง คำถามคืออะไรเป็นปัจจัยทำให้ไม่ได้รับเลือกอีกครั้งในเกมนี้ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำเข้าสู่ในที่ประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ในการนำมาหารือว่า หากในอนาคตนั้น ถ้า ส.ส.คนใดต้องการที่จะลงไปสมัครการเมืองท้องถิ่นจะไม่ได้รับอณุญาตจากพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน แต่หากฝ่าฝืนหรือมีการขัดคำสั่งของที่ประชุม พรรคเพื่อไทยก็จะตัดสิทธิ์ไม่ให้บุคคลผู้นั้นลงสมัครในนามพรรคอีกต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ของที่ จ.ปทุมธานี ถือว่าราคาแพงมากที่ต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของพรรค การตอกย้ำความรู้สึกของคนเสื้อแดงว่าเป็นการหนีปัญหา จึงแสดงพลังว่าไม่ต้องการแล้วกับพฤติกรรมแบบนี้จึงรวมใจเทคะแนนให้ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเป็นการสั่งสอนพรรคเพื่อไทยให้ได้เห็น ผสมกับความอึดอัดใจของการบริหารการจัดการของรัฐบาลในเรื่องที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ในเรื่องการที่ใช้ จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่รับน้ำเป็นเวลานาน ก็เป็นได้ เพราะที่แล้วมาชาวปทุมธานีได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยอาจจะรู้สึกอึดอัดใจในหลายปัญหาที่หมักหมม จนกลายเป็นเรื่องที่แสดงออกมาถึงผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ อย่างอันตราย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แม้กระทั่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และอีกหัวโขนคือแกนนำคนเสื้อแดง จะออกมาบอกว่า ไม่ให้ด่วนสรุปเหตุดังกล่าวว่าเกิดจากความไม่พอใจในผลงานของรัฐบาล เพราะเป็นการตัดสินใจของตัวบุคคลเอง แต่การที่เพิ่มมาตรการกฎเหล็กออกมาว่าห้าม ส.ส.เพื่อไทยไปลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเพราะเกรงว่าจะเสียเก้าอี้ ส.ส. ก็คงสะท้อนอะไรบางอย่างในใจลึกๆ ของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นพรรคก็จะไม่สนับสนุนบุคคลดังกล่าวอีกต่อไป โดยเริ่มจากกรณี จ.ปทุมธานี เป็นที่แรกในการประเดิมกฎเหล็กเป็นการกู้หน้าก่อนใครเพื่อน ข้ามมาที่งานเก็บตกทัวร์แก้กรรมที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งถือได้ว่าจบลงอย่างชื่นมื่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างยิ่งใหญ่ที่สามารถเรียกคนเสื้อแดงมารวมตัวกันได้มากมายกว่า 2 หมื่นคนที่ต่างแดนในครั้งนี้ นอกจากงานที่จัดจะเปรียบเสมือนได้กับอีเวนต์ งานที่มีการไปทัวร์ที่นู่นที่นั่น แล้วก็ให้มาพบปะกันที่ตามจุดนัดพบต่างๆ เริ่มต้นจากที่แรกของก็คือที่ สปป.ลาว โดยเบื้องหลังของการพบกันระหว่างคนเสื้อแดงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กว่าจะได้เจอกันนั้นเป็นไปด้วยความทุลักทุเลลำบากเป็นอย่างมาก เหตุก็เพราะทางการลาวนั้นไม่ต้องการจะให้มีความเอิกเกริกเกินไป เกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ในระยะยาวกับประเทศไทย เพราะอย่าลืมว่าสถานะของประเทศไทยตอนนี้ก็ใช่จะอยู่บนความที่แน่นอน เพราะหากจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ออกหน้าออกตานั้น หากสถานการณ์เกิดพลิกผันอำนาจเปลี่ยนขั้วก็จะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงในบัดดลทันที เบื้องหลังกำหนดดังกล่าวแทบจะมืดบอดในทันที เนื่องจากถูกปิดไม่ให้มีใครได้ล่วงรู้ แม้กระทั่งพวกแกนนำคนเสื้อแดงที่คอยประสานงานใน สปป.ลาว เพราะก่อนหน้านี้หลายคนทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของงานดูแลภาพรวมทั้งหมด ทั้งคนใหญ่คนโตเสื้อแดงที่เป็นแกนนำอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี โดยเฉพาะเมื่อถึงวันมาของนายใหญ่จริงๆ แล้วคนแทบจะเป็นใบ้ เพราะหมายทุกอย่างถูกกำหนดการของ สปป.ลาวทำให้เลื่อนไปหมด คนเสื้อแดงกว่า 5 พันคนผิดหวังที่จะได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้ แต่กลับมีแกนนำบางคนไปโอ้อวดว่างานประสบความสำเร็จ เพราะคนมากันอย่างล้นหลามเป็นหมื่นๆ คน เป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างแม้ว่าจะมีคนในระดับบิ๊กๆ ในพรรคและแกนเสื้อแดงของแต่ละสายพยายามดอดเข้าพบและแย่งซีนออกนอกหน้าผ่านจอทีวี แต่กลับโดนเมินอย่างเห็นได้ชัดผ่านหน้าจออย่างเต็มตา ว่าจะพยายามสร้างราคาให้ประชาชนได้เห็นถึงความสนิทสนมโดยใช้พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเครื่องมือในการสร้างราคา แต่กลับไม่ได้รับความสนใจแม้แต่เอ่ยปากทักทาย หรือให้ได้พบเป็นการส่วนตัว แม้กระทั่งจะพูดคุยก็ยังไม่มีโอกาส ซ้ำร้ายกลับเอาภาพที่ยืนชิดใกล้กับนายใหญ่มาแอบอ้างในการพูดถึงในแต่ละครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยสรุปก็สามารถชี้ให้เห็น แม้ว่าเสื้อแดงจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะเป็นกลุ่มดียวกันอย่างเป็นปึกแผ่น ในแต่ละสายก็จะมีนายที่คุมกลุ่มของคนของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป แต่สุดท้ายจุดรวมกันก็คือคนๆ เดียว พ.ต.ท.ทักษิณ กับพรรคเพื่อไทย แต่ปรากฎการณ์ที่ค่อนข้างเหลือเชื่อ ของ จ.ปทุมธานี อาจจะสะท้อนให้เห็นและคิดไปได้ว่าคนเสื้อแดงพร้อมที่จะก้าวข้ามคนที่ชื่อ"ทักษิณ" เพราะไม่ใช่ว่ายี่ห้อพรรคเพื่อไทยภายใต้โลโก้"ยิ่งลักษณ์"จะมีความแน่นอนเสมอไป แบบนี้แกนนำแต่ละคนที่หวังพึ่งบารมีนายใหญ่ต้องหันมาสนใจฐานเสียงมวลชนของตนเอง มิใช่จะหวังเพียงได้ท่อน้ำเลี้ยงเท่านั้น :: ไทยรัฐออนไลน์ 24 เมษายน 2555 ------------------------------- * ผิดหวังพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก น้ำท่วมทำคนเดือดร้อน ตกงานบานเบอะ บ้านโดนยึด ของแพงมโหฬาร แม้กระทั่งค่าตัดผมยังขึ้นเลย บะหมี่เป็นชามละ 30 เป็นอย่างน้อย ค่าแรง 300 ซ้ำเติมให้ตกงานอีกเกือบครึ่ง บริษัท sme เจ๊งไม่เป็นท่า .. ค่าแก๊สรถ NGV LPG ขึ้นไม่ยอมหยุด

ผู้ชายขายตัว escort man,

ในโลกนี้ใช่ว่า จะมีแต่ผู้ชายที่ต้องการผู้หญิง แต่ผู้หญิงก็ต้องการผู้ชายด้วยเช่นกัน จึงเกิดอาชีพ ผู้ชายขายตัว ผู้ชายขายบริการ

gigolo = ผู้ชายขายบริการ ผู้ชายขายตัว พูดง่าย คือ ผู้ชายที่ทำรักทำเซ็กเพื่อเงิน a man who performs sex acts on women for money เรียกภาษาบ้่าน ๆ เรียก อีตัวผู้ชายหรืออีดอกชาย (a man-whore)

เขาคิดว่าผมเป็นผู้ชายขายตัวขายบริการ พวกผู้หญิงยินดีง่ายเพื่อให้ผมทำให้พวกเธอพวกหล่อนพอใจมีสุข They think me a gigolo: Women pay me to give them pleasure

ปกติ gigolo ผู้ชายขายบริการชั้นสูง หรือ ผู้ชายขายตัวชั้นสูง ราคาแพงน่ะเด่ะ

escort man = ผู้ชายขายตัว

เธอมีปัญญาจ่ายตังก์ให้ผู้ชายที่มาร่วมรักด้วย
She can afford to pay for male escort sex

เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกใช้ผู้ชายเป็นเพื่อนเที่ยว และเธอก็ตื่นเต้น
It is her first time she’d ever used a male escort and she is nervous.

male escort = ผู้ชายนั่งชั่วโมง ผู้ชายเป็นเพื่อนเที่ยว(ให้ผู้หญิง) ผู้ชายขายตัว

gigolo = ผู้ชายขายตัว

ขายตัวน่ะ ขายหัวใจไปด้วยหรือเปล่า

Dr.SoS
====================

จมอยู่ในทะเลทุกข์ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขึ้นฝั่ง

"(คนเราถ้า)จมอยู่ในทะเลทุกข์ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขึ้นฝั่ง" หลวงจีนแก่ ๆ ผู้กวาดลาดวัดเส้าหลิน ในเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า กล่าวเตือนสติ "คนสมัยก่อนไม่มีความรู้ถูกประนามว่า โง่เขลา แต่ท่าน(ทั้่งหลาย)เป็นผู้มีความรู้ แต่ยังทำเรื่องโง่ ๆ อีก" คำกล่าวเตือนสติของหลวงจีนรูปเดียวกัน ทุกข์มันหนัก ถ้าได้ไปแบกมันเชียว ปล่อยมันไป ให้ทุกอย่างไปตามทางของมัน ทำใจให้ว่าง ปล่อยใจให้สบาย เปลือยใจให้หมด ให้รู้ทันทุกข์ ทุกอย่างย่อมไม่เที่ยง มันมา เดี๋ยวมันก็จะไป มีสติ รู้เท่าทันทุกข์ คิดให้ดีก่อนทำ ให้คิดแล้วคิดอีก จะได้ไม่ผิดหวัง ลองอ่านอีกครั้งเผื่อจะมีสติสตังสตางค์ บ้าง "(คนเราถ้า)จมอยู่ในทะเลทุกข์ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขึ้นฝั่ง" หลวงจีนแก่ ๆ ผู้กวาดลาดวัดเส้าหลิน ในเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า กล่าวเตือนสติ "คนสมัยก่อนไม่มีความรู้ถูกประนามว่า โง่เขลา แต่ท่าน(ทั้่งหลาย)เป็นผู้มีความรู้ แต่ยังทำเรื่องโง่ ๆ อีก" คำกล่าวเตือนสติของหลวงจีนรูปเดียวกัน (c) copyright 2555

Wednesday, April 11, 2012

แนะเส้นทางออกกรุง ไปชุ่มฉ่ำ-ท่องเที่ยวสงกรานต์

แนะนำเส้นทางเลี่ยงถนนสายหลักออกจากกรุงเทพฯ ช่วงสงกรานต์ปี 2555 ทั้งขึ้นภาคเหนือ อีสาน ตะวันออกและใต้ ด้านตำรวจเล็งประสานชุมชนร่วมป้องกันเมาไม่ขับ เพื่อลดอุบัติเหตุ...

เกือบจะเป็นเรื่องปกติของช่วงเทศกาลสงกรานต์​ ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน แต่ก่อนที่หลายๆ คนจะได้ไปเล่นสาดน้ำชุ่มฉ่ำ ท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือกลับภูมิลำเนาไปรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่อันเป็นที่รักเคารพแล้ว จะต้องฟันฝ่ากับการจราจรบนถนน โดยเฉพาะเส้นทางมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ ที่มักเต็มไปด้วยรถราคับคั่งจนต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติกว่าครึ่งค่อนวัน

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเดินทางลดความหนาแน่นบนถนน ใช้เวลารวดเร็วยิ่งขึ้นและความปลอดภัยในการเดินทาง ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์จึงได้รวบรวมข้อมูลเส้นทางเลี่ยง และทางลัดถนนสายหลักจากหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองบังคับการตำรวจทางหลวง กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เป็นต้น มาแนะนำ ดังนี้

เส้นทางมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือมี 3 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1. จากบางบัวทอง ทล.340 สุพรรณบุรี ชัยนาท อ.มโนรมย์ ทางหลวงหมายเลข (ทล.) 32 หรือสายเอเชีย และนครสวรรค์ เส้นทางที่ 2. จากกรุงเทพฯ ทางด่วนแจ้งวัฒนะ ด่านเก็บค่าผ่านทางบางปะอิน เลี้ยวขวาเข้า ทล.9 เลี้ยวซ้ายเข้า ทล. 347 ต่างระดับบางปะหัน ทล.32 อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ และเส้นทางที่ 3. กรุงเทพฯ ไป ทล.305 อ.บ้านนา ทล.33 อ.หินกอง ทล.1 หรือ ถ.พหลโยธิน สระบุรี ถึง ทล.21 ลพบุรี อ.ชัยบาดาล อ.วิเชียรบุรี เพชรบูรณ์ พิจิตร และพิษณุโลก

เส้นทางมุ่งหน้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1. จากกรุงเทพฯ ทล.305 อ.บ้านนา ทล.3222 ทล.2 หรือ ถ.มิตรภาพ อ.แก่งคอย อ.มวกเหล็ก และนครราชสีมา เส้นทางที่ 2. กรุงเทพฯ ไป ทล.304 อ.พนมสารคาม อ.กบินทร์บุรี อ.นาดี อ.วังน้ำเขียว และ อ.ปักธงชัย เส้นทางที่ 3. กรุงเทพฯ ทล.304 อ.พนมสารคาม เลี้ยวซ้าย ทล.359 สระแก้ว เข้า อ.อรัญประเทศ อ.ตาพระยา ไป อ.โนนดินแดง อ.นางรอง และเส้นทางที่ 4 .จากกรุงเทพฯ ทล.7 หรือ ถ.มอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ- ชลบุรี เลี้ยวซ้ายเข้า ทล.314 ฉะเชิงเทรา เชื่อมต่อ ทล.304

สำหรับเส้นทางมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกมี 3 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1. จากกรุงเทพฯ ขึ้นด่วนบางนา ขึ้นยกระดับบูรพาวิถี ผ่าน อ.บางพลี อ.บางปะกง จ.ชลบุรี เส้นทางที่ 2. ทางด่วนศรีนครินทร์ ทล.7 มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออก และเส้นทางที่ 3. วงแหวนตะวันออก ถ.สุขุมวิท ถ.วงแหวนตะวันตก ไป อ.พระประแดง

ส่วนเส้นทางมุ่งหน้าสู่ภาคใต้มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1. ถ.บรมราชชนนี ถ.พุทธมณฑล นครชัยศรี ถ.เพชรเกษม สู่ภาคใต้ เส้นทางที่ 2. ทางด่วนดาวคะนอง ถ.พระราม 2 มุ่งสมุทรสาคร สมุทรสงคราม แยกวังมะนาว และ ถ.เพชรเกษม มุ่งหน้าสู่ภาคใต้

ทั้งนี้ ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมล่วงหน้า หรือตรวจสอบข้อมูลจราจรระหว่างการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1193 ของตำรวจทางหลวง หมายเลข 1586 ของกรมทางหลวง หมายเลข 1146 ของกรมทางหลวงชนบท

ด้าน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ปรึกษา (สบ 10) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.ให้รับผิดชอบการอำนวยการจราจรและป้องกันอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ปีนี้ เปิดเผยว่า จะมีมาตรการต่างๆ ลดการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ส่วนเป้าหมายในการลดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิต ตั้งเป้าจะลดให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในช่วงเทศกาลปีใหม่

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มีนโยบายชัดเจนให้ตำรวจประสานทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุ โดยที่ผ่านมา พบว่าถนนสายรองเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดถึง 80% สาเหตุเกิดจากรถจักรยานยนต์มากที่สุด ซึ่ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์มีนโยบายชัดเจนให้ตำรวจในพื้นที่ประสานกับคนในชุมชนทำความเข้าใจผู้ขับขี่ ช่วยกันสอดส่องดูแล และป้องกันผู้ดื่มสุราไม่ให้ขับขี่ยานพาหนะทุกชนิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

::แนะเส้นทางออกกรุง ไปชุ่มฉ่ำ-ท่องเที่ยวสงกรานต์ วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2555
::แนะเส้นทางออกกรุง ไปชุ่มฉ่ำ-ท่องเที่ยวสงกรานต์ ไทยรัฐออนไลน์

แพทย์เตือนระวังเด็กเล็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

ภาวะท้องเสียเป็นปัญหาที่พบบ่อยโดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน หากได้รับการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสมอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายต่อเด็กได้ และมีโอกาสเกิดปัญหาอุจจาระร่วงยืดเยื้อหรือเรื้อรังตามมา ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกอย่างมาก

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2555 พญ.วิมล เสกธีระ กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงภาวะท้องเสียในเด็กว่า ในทางการแพทย์เด็กที่มีภาวะท้องเสียจะหมายถึง เด็กที่มีการถ่ายอุจจาระเหลว จำนวน 3 ครั้งต่อวันหรือมากกว่า หรือถ่ายมีมูกหรือเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน ยกเว้นทารกแรกเกิดที่กินนมแม่

ส่วนภาวะเด็กยืดตัวในภาษาโบราณสันนิษฐานว่า เด็กที่อยู่ในวัยยืดตัวจะเป็นวัยที่ชอบเอาสิ่งของต่างๆ เข้าปาก จึงทำให้มีภาวะถ่ายเหลวได้ แต่อาการจะไม่รุนแรง และมักจะหายได้เอง ซึ่งทางการแพทย์จะไม่มีภาวะเด็กยืดตัว

สาเหตุของภาวะท้องเสียในเด็ก อาจเกิดจากภาวะติดเชื้อในลำไส้ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียหรือไวรัส เกิดจากการติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งผ่านทาง fecal – oral – route (จากอุจจาระผ่านทางปาก) หรือโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อบางชนิดทำให้เกิดโรคท้องเสีย และภาวะอาหารเป็นพิษได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น การแพ้นมวัว หรือแพ้อาหารอื่นๆ หรือจากการใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เป็นต้น

สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์
เมื่อเด็กมีภาวะขาดน้ำ เช่น ตาโหล เพลีย ซึม กระหม่อมหน้าบุ๋มลงลึก ปัสสาวะออกน้อยลง โดยเฉพาะถ้าไม่ปัสสาวะเลยภายใน 8 ชั่วโมง หรือมีภาวะไข้สูง ซึมหรือชักเกร็ง เนื่องจากเด็กที่ถ่ายเหลวมักเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ต่างๆ ออกมาทางอุจจาระ ถ้าไม่ได้รับสารน้ำหรือเกลือแร่ชดเชย ทำให้มีภาวะขาดสมดุลของน้ำและเกลือแร่ อาจทำให้เด็กมีอาการชักเกร็งได้

นอกจากนี้ถ้าลูกๆ อาเจียนมาก กินไม่ได้เลย หรือถ่ายมากและบ่อยครั้งหรือถ่ายเป็นมูกเลือด ควรรีบพบแพทย์ทันที

การดูแลรักษาเบื้องต้นเมื่อมีภาวะท้องเสีย

ควรให้เด็กรับสารน้ำหรือเกลือแร่ เพื่อชดเชยอย่างพอเพียงโดยให้ (ORS) สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ ควรงดอาหารเสริมต่างๆ ชั่วคราว โดยเฉพาะงดอาหารประเภทผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ ไข่ อาหารมันๆ ควรให้รับประทานแค่ข้าวต้มอ่อนๆ รับประทานทีละน้อย แต่บ่อยๆ แทน

สำหรับนม ถ้าเป็นนมแม่สามารถรับประทานต่อได้ แต่ถ้าเป็นนมผสมควรเจือจางนมลงเท่าตัว ถ้ายังไม่ดีอาจต้องเปลี่ยนนมเป็นนมสำหรับภาวะท้องเสียโดยเฉพาะ คือนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส เช่น โอแลค ซิมิแลค แอลเอฟ หรือแนนแอลเอฟ เป็นต้น หรืออาจรับประทานนมประเภทนมถั่วเหลืองได้

ข้อควรระวังที่สำคัญคือคุณแม่หรือผู้ดูแลไม่ควรซื้อยาแก้ท้องเสียมาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากจะเกิดอันตรายต่อเด็กมากกว่า ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์สำหรับการใช้ยา

วิธีป้องกันภาวะท้องเสีย
1. ควรรับประทานนมแม่ให้นานที่สุด โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก
2. ทำความสะอาด ล้างขวดนมให้ถูกวิธี ต้มขวดในน้ำเดือด 10-15 นาที หรือใช้เครื่องนึ่งขวดนมสำเร็จรูป หรือถ้าใช้ซึ้งนึ่งควรใช้เวลา 25-30 นาที
3. ให้อาหารเสริมตามวัย ดูแลความสะอาดในการเตรียมอาหารและภาชนะที่ใส่
4. ควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ ไม่ควรตั้งทิ้งไว้นาน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงจากกะทิ อาหารทะเล เนื่องจากหน้าร้อน อากาศร้อน อาหารจะบูดเสียง่าย
5. ควรมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหารให้ลูก หรือชงนม ก่อนให้นมหรือป้อนอาหารลูก
คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก เพื่อป้องกันภาวะท้องร่วงในเด็ก

Super Kid’s Center โรงพยาบาลเวชธานี

::แพทย์เตือนระวังเด็กเล็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
::แพทย์เตือนระวังเด็กเล็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 11 เมษายน 2555

Tuesday, April 10, 2012

อกหัก: เรียนจากเพลงเก่า - Eruption "One Way Ticket (to The Blues)"

เพลงเศร้าเคล้าสนุกว้าวุ่นเรื่องอกหัก อกหักเป็นสิ่งที่มีมานานมาก คู่กับโลก คู่กับผู้คนก็ว่าได้ Eruption Lyrics "One Way Ticket (to The Blues) "

ตั๋วขาเดียว (= One Way Ticket)
ความเศร้าเคล้าน้ำตา (= Blue Blues)

Mmmm… oohhhh … yeea yeea yeaah
One way ticket
One way ticket.
One way ticket
One way ticket.
One way ticket to the blues.

Choo choo train
Tuckin' down the track
Gotta travel on it ทางเดียวที่ให้เดิน
Never comin' back คงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว
Ooh
Ooh got a one way ticket to the blues.

Bye bye love ลาก่อนความรัก
My babe is leavin' me คนรักของฉันกำลังจากฉันไป
Now lonely tear drops are all that i can see. ตอนนี้มีเพียงน้ำตาแห่งความโดดเดี่ยวที่ฉันเห็นได้

Ooh
Ooh
Got a one way ticket to the blues
Gonna take a trip to lonesome town คงต้องเดินทางไปเมีองคนเหงา
Gonna stay at heartbreak hotel. คงต้องพักอยู่ที่โรงแรมหัวใจสลาย

A fool such as i a fool such as i คนโง่เช่นฉัน คนโง่ ๆ เช่นฉันไง
There never was มันไม่เคย(โง่)มาก่อนนี่นา
I cry my tears away. ฉันร้องให้น้ำตาไหลทิ้งไป

One way ticket
One way ticket.
One way ticket
One way ticket.
One way ticket to the blues.

Choo choo train
Tuckin' down the track
Gotta travel on it
Never comin' back
Ooh
Ooh got a one way ticket to the blues.

Gotta go on

Gotta truck on
Got a one way ticket to the blues.

I gotta take a trip to lonesome town
Gonna stay at heartbreak hotel
Ooh
A fool such as i a fool such as i
There never was i cry my tears away.

One way ticket
One way ticket.
One way ticket
One way ticket.
One way ticket to the blues.

Choo choo train
Tuckin' down the track
Gotta travel on it
Never comin' back
Ooh yeah yeah yeah
Ooh got a one way ticket to the blues.

Got my ticket...
There is no way you can deny it
I see that you're oh so sad

:: อกหัก: เรียนจากเพลงเก่า - Eruption "One Way Ticket (to The Blues)"

ยาฆ่าเพลี้ยทำปลากรุงเก่าตายเป็นเบือ

ประมงกรุงเก่าเตือนเกษตรกรห้ามสูบน้ำจากคลองที่มีปลาตายเข้าบ่อเลี้ยง ชี้เหตุจากชาวนาปล่อยน้ำปนเปื้อนยาฆ่าเพลี้ยลงคลอง

วันนี้ (10เม.ย.2555) นายประมวล มีแป้น ประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่าขณะนี้ได้เกิดเหตุปลาตายในคลองบ้านโรง หมู่ 4 ต. สะพานไทย อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นระยะทางยาวกว่า 2 ก.ม. โดยปลาส่วนใหญ่เป็นปลาผิวน้ำ หรือปลาหัวเบา คาดว่ามีปลาตายไม่น้อยกว่า 2 ตัน หลังเกิดเหตุได้ส่งจนท.ประมงไปตรวจสอบพบว่าเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 9 เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ต้นข้าวในนาล้มระเนระนาดแช่น้ำที่ฝนตกลงมาท่วมขัง เกษตรกรที่ทำนาเกรงว่าข้าวจะตาย จึงได้ระบายน้ำจากนาลงสู่คลอง ซึ่งน้ำที่ปล่อยลงมาปนเปื้อนยาฆ่าเพลี้ย จึงทำให้มีปลาตายดังกล่าว

ขณะเดียวกันประมงจังหวัดได้รับรายงานว่ามีปลาจำนวนกว่า 10 ตันตายลอยอยู่ในคลองอีบาง คลองหนู คลองปากกราน หมู่ 8, 9 และหมู่ 10 ต.ปากกราน อ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่เป็นปลาตะเพียน และปลาสร้อย ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งสองแห่งนั้น ทางประมงได้ประสานกับทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งคนออกไปช่วยเก็บซากปลาที่ตายลอยน้ำ แล้วนำไปฝังให้ไกลจากแหล่งน้ำ และยังได้ประสานกับทางชลประทานในการปล่อยน้ำดีไล่น้ำเสียในคลองต่างๆที่เกิดเหตุ ที่สำคัญได้แจ้งให้เกษตรที่มีปลาเลี้ยงในบ่อใกล้กับคลองที่เกิดเหตุ ห้ามสูบน้ำเข้าบ่อเลี้ยงเด็ดขาด เพราะจะทำให้ปลาตายได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากไม่มีฝนตกลงมา และเกษตรกรไม่มีการระบายน้ำทิ้งออกจากนาอีก เชื่อว่าจะใช้เวลา 3-4 วันน้ำคงจะเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมด

::ยาฆ่าเพลี้ยทำปลากรุงเก่าตายเป็นเบือ
::ยาฆ่าเพลี้ยทำปลากรุงเก่าตายเป็นเบือ ©2555 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง รับ เหตุทยอยขึ้นเงินเดือน 15,000 บาท ข้าราชการ เพราะรัฐบาลมีปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ แจงยิบ ก่อนปี 57 ขรก.จะได้รับเงินค่าครองชีพถึง 15,000 บาท แน่...

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการวานนี้ ไม่ได้เป็นการเลื่อนปรับโครงสร้างเงินเดือนออกไปเป็นปี 2557 เพราะเงินเดือนข้าราชการแรกเข้าทำงานในอัตราเงินเดือน 15,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี ซึ่งทำงานมานานแล้ว รวมไปถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อให้โครงสร้างเงินเดือนมีความสอดคล้องกัน และเหตุผลที่ไม่มีการปรับให้พร้อมกัน เนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องจัดสรรงบประมาณไปใช้ในด้านอื่นๆ ด้วย

ด้าน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ ตามข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ.นั้น ในปี 2555 ผู้จบระดับปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนเดิมพร้อมกับเงินเพิ่มค่าครองชีพ เพื่อให้ได้ระดับ 15,000 บาท จากนั้นในปี 2556 อัตราเงินเดือนจะปรับเพิ่มขึ้น และจะทยอยปรับเงินค่าครองชีพลง จากนั้นในปี 2557 เงินเดือนข้าราชการก็จะมีการจ่ายเต็มอัตรา โดยไม่มีค่าครองชีพ เพื่อรับเงินเดือนที่ 15,000 บาท

::รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน
::รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 11 เมษายน 2555
------------------
สรุป เงินเดือนเช้าชามเย็นชาม
ป.ตรี เริ่มเข้า 2555 เงินเดือนน้อย + เิงินค่าครองชีพมาก = 15,000
ป.ตรี ทำงานปี 2 2556 เงินเดือนมากขึ้น + เิงินค่าครองชีพน้อยลง = 15,000 เท่าเดิม
ป.ตรี ทำงานปี 3 2557 เงินเดือนมากขึ้น + ไม่มีเิงินค่าครองชีพ = 15,000 เท่าเดิม

ปลูกมะนาวบนต้นตอส้มต่างประเทศทนน้ำท่วม - ดินดีสม เป็นนาสวน

ที่ผ่านมาในอดีตการปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรงเพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่าต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากที่ภาระเลี้ยงผลมาก ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหามหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน เกษตรกรที่ปลูกมะนาวโดยใช้กิ่งตอนน้ำท่วมขังเพียงไม่กี่วัน พบว่าต้นมะนาวยืนต้นตายเกือบทั้งหมด ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกต้นมะนาวโดยใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศรอดตายหลายรายเนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง

ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษซึ่งมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษสามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก ในช่วงปลายปี 2554 เป็นต้นมาจนมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ราคามะนาวแป้นดกพิเศษขายจากสวนได้ราคาแพงมากเฉลี่ยผลละ 2-3 บาท เมื่อขายถึงผู้บริโภคราคาเฉลี่ยผลละ 5 บาท นับเป็นปีทองของชาวสวนมะนาวอีกครั้งหนึ่ง

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้นอายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปีก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่ ถ้าคิดการลงทุนปลูกใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่ต้นมะนาวควรจะมีอายุยืนอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์,สวิงเกิล, โวคา-เมอเรียน่าฯลฯ เป็นต้นตอซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่าทนทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรงและมีรากแก้ว เทคนิคในการเสียบยอดให้ใช้ต้นตอส้มทรอยเยอร์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร ตัดยอดต้นตอส้มให้สูงจากพื้นดินประมาณ 15เซนติเมตร จากนั้นนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษเสียบยอดด้วยวิธีการผ่าลิ่มให้แผลมีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน ยอดที่เสียบจะแตกยอดใหม่ออกมา

เป็นที่ทราบกันดีว่าในการปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ตลาดมีความต้องการมะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษมากที่สุด และการเลือกใช้กิ่งพันธุ์มะนาวได้เปลี่ยนจากการใช้กิ่งตอนมาใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์แข็งแรงและอายุยืนยาวกว่าปลูกด้วยกิ่งตอน

:: ปลูกมะนาวบนต้นตอส้มต่างประเทศทนน้ำท่วม - ดินดีสม เป็นนาสวน
::ปลูกมะนาวบนต้นตอส้มต่างประเทศทนน้ำท่วม - ดินดีสม เป็นนาสวน © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันพุธที่ 11 เมษายน 2555

ความต้องการมะลิพุ่งสูงในเทศกาลสงกรานต์

ความต้องการมะลิพุ่งสูงจนขาดตลาดในเทศกาลสงกรานต์ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ ( 11 เม.ย.2555) เวลา 9.00 น. ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่จังหวัดมหาสารคาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยอดสั่งซื้อพวงมาลัย มาลัยกร และมาลัยดอกมะลิ พุ่งสูงกว่าเท่าตัว ส่งผลให้ราคาดอกมะลิพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท โดยนายสมทรง มาลี บ้านเลขที่ 28 บ้านนาเลา หมู่ 8 ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนได้ใช้พื้นที่สวนข้างบ้านและหลังบ้านปลูกต้นมะลิ 400 ต้น หลังจากที่ตนเองเพื่อเก็บดอกมาร้อยมาลัย ส่งขายลูกค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสารคาม โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ยอดสั่งจองพวงมาลัยถวายพระ มาลัยกร และมาลัยคล้องคอดอกมะลิ มีออเดอร์เพิ่มสูงกว่าปีที่ผ่านมากว่าเท่าตัว ส่งผลให้ราคาดอกมะลิมีราคาสูงขึ้นกว่าเท่าตัวเช่นเดียวกัน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะนิยมนำพวงมาลัยที่ร้อยจากดอกมะลิไปร้อยมาลัยเพื่อถวายพระ รวมถึงนำไปลอยในขันน้ำเพื่อที่จะนำไปรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ที่ตนเองเคารพนับถือ หรือไม่ก็นำไปร้อยมาลัยใส่ข้อมือเพื่อกราบไหว้ญาติผู้ใหญ่ ทำให้มีลูกค้าสั่งซื้อดอกมะลิเพื่อนำไปจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก แต่ละวันจะร้อยมาลัยส่งให้กับลูกค้า จำนวน 100-200 พวง ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับดอกมะลิสดที่เก็บได้ในสวน

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาดอกมะลิ อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 300 บาท สำหรับพวงมาลัยถวายพระ และมาลัยคล้องคอ จะขายส่งอยู่ที่ราคาพวงละ 5 บาท ส่วนมาลัยกร จะส่งที่พวงละ 50--150 บาท ส่วนราคาขายปลีกมาลัยถวายพระ และมาลัยคล้องคอดอกมะลิ จะอยู่ที่พวงละ 10 บาท ส่วนมาลัยกร จะอยู่ที่พวงละ 80-150-250 บาท ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงวันสงกรานต์ ราคาดอกมะลิอาจพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 400 บาท ถ้าดอกไม้ในสวนตนเองไม่พอก็สั่งข้างบ้าน เนื่องจากหมู่บ้านนาเลา ต.เกิ้ง อ.เมืองมหาสารคาม ทั้งหมู่บ้านมีการปลูกต้นมะลิ เพื่อเก็บดอกมะลิไปร้อยมาลัยขายทั้งหมู่บ้านกว่า 150 หลังคาเรือน สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านช่วงหลังฤดูกาลทำนาได้เป็นอย่างดี

::ความต้องการมะลิพุ่งสูงในเทศกาลสงกรานต์
::ความต้องการมะลิพุ่งสูงในเทศกาลสงกรานต์ © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันพุธที่ 11 เมษายน 2555

ศาลจำคุก 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บ. หนุ่มตกงานจี้แท็กซี่

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา จำคุก 5 ปี หนุ่มสกลฯ ตกงาน จี้แท็กซี่ได้เงินไปพันเศษ แต่ไม่รอดถูกรุมจับ รับสารภาพเหลือติด 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บาท...

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2555 ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดำ อ.305/ 54 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้องนายอภิพู หรืออ้าย เรืองรุ่ง อายุ 43 ปี ชาว จ.สกลนคร เป็นจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธ ฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 17 ม.ค.54 ระบุความผิดจำเลย สรุปว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.53 ขณะที่นายณรงค์ จันทรพิทักษ์ ผู้เสียหายขับรถแท็กซี่ ทะเบียน ทร 4353 กรุงเทพมหานคร มาถึงปาก ซ.รามคำแหง 53 จำเลยได้เรียกให้ไปส่งที่ ซ.ลาดพร้าว 112 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. ระหว่างทางจำเลยได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมจี้ที่บริเวณลำคอด้านหลังของนายณรงค์ แล้วขู่บังคับเอาเงินจำนวน 1,240 บาท ลงจากรถวิ่งหลบหนี ผู้เสียหายได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ จนมีคนช่วยกันจับตัวจำเลยส่งพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง แจ้งข้อหาดำเนินคดี

จำเลยรับสารภาพว่า กำลังตกงาน ไม่มีเงินใช้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก, มาตรา 371 ฐานชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธ จำคุก 5 ปี ฐานพกพาอาวุธมีดไปตามทางสาธารณะ ปรับ 100 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 2 ปี 6 เดือน ปรับ 50 บาท

::ศาลจำคุก 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บ. หนุ่มตกงานจี้แท็กซี่
::ศาลจำคุก 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บ. หนุ่มตกงานจี้แท็กซี่ ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

โพลชี้สงกรานต์ คนใช้เงินมากขึ้น สะพัด 1.4 แสนล้าน

เอแบคโพล เผยนักการเมืองที่ประชาชนอยากรดน้ำดำหัว คือ "ยิ่งลักษณ์" รองลงมาคือ "อภิสิทธิ์'' ส่วนอดีตนายกฯ ได้แก่ "ทักษิณ" ร้อยละ 53.8 ระบุ เทศกาลสงกรานต์ใช้เงินมากขึ้น คาดเงินสะพัด 1.4 แสนล้าน...

น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง วงเงินสะพัด สิ่งน่าหวาดเสียวทางสังคม และคนที่ประชาชนอยากรดน้ำดำหัวด้วยช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยใน 28 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี อยุธยา ลพบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุดรธานี อุตรดิตถ์ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำภู ระนอง พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และปัตตานี จำนวนทั้งสิ้น 2,149 ตัวอย่าง โดยดำเนินการสำรวจในระหว่างวันที่ 10 มี.ค.-9 เม.ย.2555 พบว่า ร้อยละ 58.5 ไม่มีแผนหรือความตั้งใจที่จะเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ในขณะที่ร้อยละ 41.5 มีความตั้งใจที่จะไปต่างจังหวัด โดยร้อยละ 65.9 ตั้งใจจะไปเที่ยวสงกรานต์กับครอบครัว รองลงมา ร้อยละ 29.5 ตั้งใจจะไปกับแฟน/คนรัก

เมื่อสอบถามถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พบว่า ร้อยละ 53.8 ระบุค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.6 ระบุเท่าเดิม ในขณะที่ร้อยละ 7.6 ระบุลดลง เมื่อสอบถามถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 48.0 ระบุเป็นค่าเดินทาง เช่น ตั๋วโดยสาร ค่าน้ำมัน เป็นต้น รองลงมาร้อยละ 43.6 ระบุเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 4.2 ระบุค่าที่พัก ร้อยละ 1.8 ระบุค่าของที่ระลึก ร้อยละ 1.6 ระบุเป็นค่าเข้าชมและกิจกรรมต่างๆ และร้อยละ 0.8 ระบุอื่นๆ อาทิ ทำบุญ ให้ลูกหลาน ให้พ่อแม่ เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อประมาณการทางสถิติ พบว่า จะมีเงินสะพัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศ 144,190,623,071 บาท โดยพบว่า จะมีวงเงินสะพัดจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ตั๋วโดยสาร น้ำมัน 69,211,499,074 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม 62,867,111,659 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับที่พัก 6,056,006,169 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อของที่ระลึก 2,595,431,215 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับเข้าชมและกิจกรรมต่างๆ 2,307,049,969 บาท และค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ อาทิ ทำบุญ ให้ลูกหลาน ให้พ่อแม่ 1,153,524,985 บาท ตามลำดับ

เมื่อถามถึงกิจกรรมที่น่าหวาดเสียว ไม่ดีแต่อยากเล่น อยากดู อยากใช้ พบสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มวัยรุ่น เยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.3 อยากเล่นสาดน้ำขณะขับรถ ในขณะที่ผู้ใหญ่ที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ร้อยละ 44.5 อยากเล่นเช่นกัน และที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มเยาวชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.8 และกลุ่มผู้ใหญ่ร้อยละ 32.3 อยากดูการเต้นโคโยตี้ นอกจากนี้ กลุ่มวัยรุ่นร้อยละ 38.1 และกลุ่มผู้ใหญ่ร้อยละ 34.6 อยากดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ ช่วงเทศกาล ร้อยละ 34.0 ของกลุ่มเยาวชน และร้อยละ 33.9 ของกลุ่มผู้ใหญ่อยากเล่นการพนัน และที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนร้อยละ 14.2 และกลุ่มผู้ใหญ่ร้อยละ 4.5 ยังคงตั้งใจจะใช้ยาเสพติดช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อสอบถามถึงนักการเมืองที่ชาวบ้านอยากรดน้ำดำหัวมากที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 43.7 อยากรดน้ำดำหัวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อันดับสองหรือร้อยละ 26.9 ระบุเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันดับสามหรือร้อยละ 11.1 ระบุ นายชวน หลีกภัย อันดับสี่หรือร้อยละ 10.6 ระบุ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง และอันดับห้า หรือร้อยละ 4.2 ระบุ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตามลำดับ

เมื่อสอบถามถึงอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชาวบ้านอยากรดน้ำดำหัวมากที่สุด พบว่า อันดับที่หนึ่งหรือ ร้อยละ 40.2 อยากรดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อันดับที่สองหรือร้อยละ 23.4 ระบุเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อันดับสามหรือร้อยละ 11.5 ระบุเป็นนายชวน หลีกภัย อันดับสี่หรือร้อยละ 11.0 ระบุเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอันดับห้า หรือร้อยละ 9.0 ระบุเป็นนายอานันท์ ปันยารชุน ตามลำดับ

::โพลชี้สงกรานต์ คนใช้เงินมากขึ้น สะพัด 1.4 แสนล้าน
::โพลชี้สงกรานต์ คนใช้เงินมากขึ้น สะพัด 1.4 แสนล้าน ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

การปรับโครงสร้างราคา LPG: ถึงเวลาต้องทำให้ถูกต้องทั้งระบบ

สถานการณ์การนำเข้าก๊าซ LPG ของไทยเลวร้ายลงเรื่อยๆ ครับ ล่าสุดเราต้องนำเข้า LPG สูงถึง 170,000 ตัน/เดือน ราคานำเข้าล่าสุดอยู่ที่ 1,270 เหรียญสหรัฐต่อตัน

สถานการณ์การนำเข้าก๊าซ LPG ของไทยเลวร้ายลงเรื่อยๆ ครับ

ล่าสุดเราต้องนำเข้า LPG สูงถึง 170,000 ตัน/เดือน ราคานำเข้าล่าสุดอยู่ที่ 1,270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่เราตรึงราคาขายส่งหน้าโรงแยกก๊าซอยู่ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน เท่ากับรัฐต้องใช้เงินกองทุนน้ำมัน (ซึ่งก็คือเงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันนั่นเอง) ไปอุดหนุนถึง 937 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ 29 บาท/ก.ก.

ถึงแม้เราจะเริ่มมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในภาคอุตสาหกรรมและขนส่งกันไปบ้างแล้ว โดยมีการปรับราคาขายในสองภาคนี้ขึ้นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป

แต่ผมก็ยังเห็นว่าโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ยังคงมีการบิดเบือนและยังไม่ได้ทำให้ถูกต้องทั้งระบบ อีกทั้งยังจะสร้างความสับสนและยุ่งยากให้กับการบริหารราคาก๊าซ LPG ที่ขายให้กับภาคส่วนต่างๆมากขึ้น เพราะตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นมา เรามีราคาขายก๊าซ LPG ถึง 3 ราคา แยกตามแต่ละตลาด คือ

1. ตลาดอุตสาหกรรมที่ได้มีการขึ้นราคาไปแล้ว 9 บาท/ก.ก.และต้องขึ้นในเดือนเมษายนนี้อีก 3 บาท/ก.ก. ตามมติเดิมของกพช.ที่ให้มีการขึ้นราคาก๊าซ LPG ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง 12 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้ราคาขาย LPG ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 972 เหรียญสหรัฐต่อตัน

2. ตลาดขนส่งซึ่งจะมีการปรับราคาทุกเดือนๆละ 75 ส.ต./ก.ก.เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งสิ้น 9 บาท/ก.ก. ซึ่งจะทำให้ราคาก๊าซ LPG ภาคขนส่ง ขึ้นไปอยู่ที่ระดับราคาสูงสุดที่ 27.13 บาท/ก.ก. หรือประมาณ 875 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเสียก่อน)

3. ตลาดครัวเรือนซึ่งจะยืนราคาปัจจุบันที่ 18.13 บาท/ก.ก. หรือประมาณ 585 เหรียญสหรัฐต่อตัน ไปจนถึงสิ้นปี 2555

ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมจะต้องเป็นผู้รับภาระใช้ก๊าซ LPG ในราคาแพงที่สุด โดยอาจจะแพงกว่าราคาในตลาดโลกในบางช่วงเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งจะกระทบกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยที่ยังจำเป็นต้องใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิง

เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในบ้านเราว่าเป็นอย่างไร โดยเทียบเคียงราคาในประเทศกับราคานำเข้าก๊าซ LPG ในตลาดโลก ผมขอนำเสนอโครงสร้างราคาก๊าซ LPG เพื่อความชัดเจนทั้งราคาเป็นบาทต่อกิโลกรัม และแปลงเป็นเงินเหรียญสหรัฐต่อตันดังต่อไปนี้


  บาทต่อกิโลกรัม เหรียญสหรัฐต่อตัน
ราคาหน้าโรงแยกก๊าซ
ราคาอ้างอิงในการตั้งราคาก๊าซ LPG ในประเทศ = ราคาหน้าโรงแยกก๊าซ + ภาษีสรรพสามิต+ภาษีเทศบาล+เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน = 10.26 บาท/ก.ก. + (2.17+0.22+1.04 = 3.43 บาท/ก.ก.)
10.26 333.00
ราคาขายส่ง 13.69 442.00
ราคาขายปลีก (ราคาควบคุม) 18.13 585.00
ราคานำเข้า (เม.ย. 2555) 30.75 992.00
ราคาขายภาคอุตสาหกรรม (มี.ค. 2555) 30.13 972.00
ราคาขายภาคขนส่ง (เมื่อปรับราคาเต็มที่) 27.13 875.00

ตามตารางข้างต้นจะเห็นว่าเมื่อปรับโครงสร้างราคาเต็มที่ ผู้ที่ต้องแบกรับภาระจ่ายค่าก๊าซ LPG ในราคาแพงใกล้เคียงกับราคานำเข้า คือภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ในขณะที่ราคาขายก็แยกออกเป็นหลายราคาตามตลาดและตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะสร้างความสับสนและยุ่งยากในการบริหารเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ปัญหาการลักลอบถ่ายเทก๊าซจากตลาดหนึ่งไปสู่อีกตลาดหนึ่ง และการลักลอบส่งออกก๊าซทางชายแดนได้อีกด้วย

ดังนั้นถ้าเราปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในประเทศเสียใหม่ โดยยึดเอาราคาเฉลี่ยตามแหล่งที่มาของก๊าซ LPG ซึ่งปัจจุบันผลิตจากโรงแยกก๊าซ 50% และผลิตจากโรงกลั่นน้ำมัน (กลั่นมาจากน้ำมันดิบซึ่งต้องนำเข้า) และนำเข้าในรูปก๊าซ LPG สำเร็จรูปรวมกันอีก 50% โดยนำเอาราคาหน้าโรงแยกก๊าซ (333 เหรียญสหรัฐต่อตัน) เป็นฐาน 60% และเอาราคานำเข้าเป็นฐานอีก 40% (ที่ใช้เพียง 40% เพราะราคาก๊าซ LPG ที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมันจะถูกกว่าราคานำเข้าเพราะไม่ต้องเสียค่าขนส่ง) มาหารเฉลี่ยกัน เราก็จะได้ราคา LPG ที่จะเป็นต้นทุนจริงๆ ดังนี้
ราคาก๊าซ LPG ตามต้นทุนเฉลี่ย 60:40 = 18.50 บาทต่อกิโลกรัม = 597 เหรียญสหรัฐต่อตัน
+ภาษีสรรพสามิต/กองทุนน้ำมัน = 3.43 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายส่ง = 21.93 บาทต่อกิโลกรัม = 707 เหรียญสหรัฐต่อตัน
+กำไรและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกประมาณ = 4.44 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายปลีก = 26.37 บาทต่อกิโลกรัม = 851 เหรียญสหรัฐต่อตัน

โดยการเฉลี่ยราคาในประเทศและราคานำเข้าที่สัดส่วน 60:40 ราคาขายปลีก LPG ในประเทศจะปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 18.13 บาท เป็น 26.37 บาทต่อกิโลกรัม (โดยอ้างอิงราคานำเข้าก๊าซ LPG ที่ 992 เหรียญสหรัฐต่อตัน) หรือปรับเพิ่มขึ้น 8.24 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะเป็นราคาเดียวกันทั้งภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลอาจใช้วิธีค่อยๆ ปรับขึ้นทุกไตรมาสๆ ละ 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ปรับตัว ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบผู้มีรายได้น้อยในภาคครัวเรือนด้วยคูปองหรือเงินช่วยเหลือค่าครองชีพรายเดือนให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำก็ทำได้

และถ้ารัฐบาลไม่ต้องการให้ราคาก๊าซ LPG ขึ้นราคามากถึง 8 บาทต่อกิโลกรัม รัฐบาลก็ยังมีทางเลือกโดยการลดภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันลง ซึ่งจะมีผลให้ลดราคาก๊าซ LPG ลงไปได้อีก 2-3 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นราคาขายปลีกก๊าซ LPG ก็จะขึ้นไปไม่เกิน 5 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาระกับประชาชนมากจนเกินไป และยังจะเป็นการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG อย่างถาวร โดยไม่ต้องแยกออกเป็น 2-3 ตลาดอย่างที่ทำกันอยู่ทกวันนี้ ซึ่งยากต่อการควบคุม และไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

การปรับราคา LPG ทั้งกระดานแบบนี้ นอกจากจะเป็นการปรับโครงสร้างราคาอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นการลอยตัวราคาก๊าซ LPG ให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง เพราะถ้าราคา LPG ในตลาดโลกปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ก็จะส่งผลถึงราคาขายปลีก LPG ในประเทศให้ปรับตัวขึ้นลงตามไปด้วย (โดยอาจกำหนดให้มีการปรับราคาอ้างอิงการนำเข้าทุกเดือนก็ได้) ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างราคา LPG ที่มีมาอย่างยืดเยื้อยาวนานในครั้งเดียว

ไหนๆ จะทำทั้งทีแล้วยอมโดนด่าทีเดียว ทำให้ถูกต้องไปเลยดีกว่าครับ !!!

มนูญ ศิริวรรณ

::การปรับโครงสร้างราคา LPG: ถึงเวลาต้องทำให้ถูกต้องทั้งระบบ สงวนลิขสิทธิ์ © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

ลุ้น 3 หมื่นล้าน ปั๊มนักวิจัยโทเอก 2 หมื่นคน

ลุ้นรัฐจัดงบ 3 หมื่นล้านปั้นนักวิจัย ป.โท เอก 2 หมื่นคน พัฒนาประเทศ ให้คิด ออกแบบ ปั๊มผลิตภัณฑ์ออกขายสร้างรายได้ ชี้มาเลย์แซงหน้าไปแล้ว

ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผอ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำลังประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในเชิงบูรณาการในการเสนอของบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) 29,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนานักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก อย่างละ 1 หมื่นคน รวมเป็น 2 หมื่นคน ภายในเวลา 15 ปี ทั้งนี้ ได้มีการเสนอเข้าสู่การประชุม ครม. เมื่อวันที่ 6 มี.ค.แต่ถูกตีกลับให้ออกมาจัดทำบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ อีกครั้ง

งบประมาณการพัฒนาเพื่อสร้างนักวิจัยดังกล่าว ในปีแรกจะผลิต 200 คน ใช้งบประมาณ 300 ล้านบาทและจะเพิ่มขึ้นทุกปี จนถึง 2,700 ล้านบาท โดยค่าลงทุนสำหรับนักวิจัยปริญญาโทหัวละ 3 แสนบาท ปริญญาเอกหัวละ 1.7 ล้านบาท การของบประมาณเพื่อเพิ่มนักวิจัยครั้งนี้ กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัย 15 คนต่อประชากร 10,000 คน ในขณะที่ปัจจุบันมีสัดส่วนบุคลากรด้านการวิจัย 9 คนต่อประชากร 10,000 คน หรือมีอยู่ราว 54,000 คน เทียบกับประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน อัตราส่วนนักวิจัยต่อประชากรราว 30-50 ต่อ 10,000 คน

การเพิ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยครั้งนี้ จะทำให้งบประมาณด้านการวิจัยของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 0.28% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) จากปัจจุบัน ได้รับอยู่ 0.24% ซึ่งน้อยกว่ามาเลเซีย 3 เท่า ห่างจากสิงคโปร์นับสิบเท่า ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กำหนดเป้าหมายว่าจะพยายามผลักดันให้ได้งบประมาณเพื่อการวิจัยเพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเกณฑ์เฉลี่ยที่ทั่วโลกใช้กัน และก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายให้งบประมาณการวิจัยสูง 1% ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศจะก้าวไปสู่งบประมาณด้านการวิจัย 2% ทาง สวทน.จึงจะพยายามเร่งรัดให้ได้

ศ.ดร.สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไป ประเทศไทยจึงต้องก้าวข้ามการขายแรงงาน และต้องทำพร้อมกันทุกด้าน เพราะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สามารถพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เกิดนวัตกรรมได้ เช่น สมุนไพร เครื่องสำอาง โดยภาคอุตสาหกรรมกว่า 40 สาขา ก็พร้อมจะใช้งานวิจัยเพื่อการพัฒนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ที่มีจุดมุ่งหมายก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง จำต้องมีอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรม สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์เองได้ ทำวิศวกรรมเอง ไม่ต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรากการสร้างระบบวิจัย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ดร.นลินี ทวีสิน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมวิชาการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ครั้งที่ 13 ที่โรงแรมจอมเทียน ปาล์มบีช รีสอร์ท พัทยา ระบุว่า โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกดำเนินการมา 14 ปีแล้ว มีนักศึกษาปริญญาเอกในโครงการมากกว่า 3,500 คน มีดุษฎีบัณฑิตมากกว่า 1,800 คน มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติมากกว่า 4,300 เรื่อง และผลงานที่ยื่นจดสิทธิบัตรทั้งในและต่างประเทศ 64 เรื่อง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเข้มแข็งด้านการวิจัยของหลายมหาวิทยาลัย

::ลุ้น 3 หมื่นล้าน ปั๊มนักวิจัยโทเอก 2 หมื่นคน © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

เผยหนี้สาธารณะสิ้น ม.ค. 55 พุ่ง 6 หมื่นกว่าล้าน

ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะเผยหนี้สาธารณะสิ้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 41.06 ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้สุทธิ 6 หมื่นกว่าล้านบาท...

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 ม.ค. 2555 มีจำนวน 4,362,357.32 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 41.06 ของจีดีพี แยกเป็นหนี้ของรัฐบาล 3,117,186.74 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1,077,900.35 ล้านบาท และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 167,270.23 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ จะมียอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 64,460.24 ล้านบาท โดยหนี้ของรัฐบาล หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) เพิ่มขึ้น 28,665.38 ล้านบาท 16,888.72 ล้านบาท และ 18,906.14 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ และหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นไม่มีหนี้คงค้าง

:: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555
--------------------------

เงินกู้บริหารจัดการน้ำดันหนี้สาธารณะเพิ่ม 48.6 %

ครม.อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 55 ครั้งที่ 2 รองรับหนี้ใหม่จากการกู้เงินบริหารจัดการน้ำท่วม คาดหนี้สาธารณะปีนี้อยู่ที่ 48.6 % ...

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2555 นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2555 ครั้งที่สอง โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นปีงบประมาณ 2555 จะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีอยู่ที่ 48.6 % และมีภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ 9.3% ซึ่งไม่เกินจากกรอบความยั่งยืนที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อจีดีพีต้องไม่เกิน 60% และมีภาระหนี้ต่องบประมาณต้องไม่เกิน 15%

สำหรับแผนการก่อหนี้ใหม่ จากกรอบวงเงินเดิมประมาณ 738,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มอีกประมาณ 447,000 ล้านบาท รวมเป็นประมาณ 1,186,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังขอปรับเพิ่มวงเงินการก่อหนี้ใหม่ในประเทศอีก 450,000 ล้านบาท จากวงเงินเดิม 350,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 8 แสนล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 เงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ และเงินกู้เพื่อนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ โดยกระทรวงการคลังขอบรรจุการกู้เงิน ดังกล่าววงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ

ส่วนในปีงบประมาณ 2556 คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 50.4% และมีภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ 7.6% และปีงบประมาณ 2557 คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดดีพีจะอยู่ที่ 52.1% และมีภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ 11.6% เป็นต้น

::ไทยรัฐออนไลน์ 14 มีนาคม 2555
--------------------------

สบน.การันตีหนี้สาธาณะไทยไร้กังวล

สบน.มั่นใจหนี้สาธารณะไม่สูงอย่างที่หลายฝ่ายคิด เชื่อภายใน 2 ปีรัฐบาลกู้เงินบริหารจัดการน้ำไม่ถึง 350,000 ล้านบาท เพราะทุกขั้นตอนต้องผ่านมติครม....

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือสบน. กล่าวว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลในปี 2555-2556 จะไม่เกิน 50% ของจีดีพี หากรัฐบาลไม่กู้เงินเต็มเพดาน พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อลงทุนวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 350,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าภายใน 2 ปีนี้ การกู้เงินของรัฐบาลไม่น่าจะถึง 350,000 ล้านบาท เพราะแต่ละโครงการต้องมีขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดและผ่านมติครม.ก่อน

ทั้งนี้ เชื่อว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล มีแนวโน้มเข้าสู่สมดุลในระยะเวลา 5 ปี หรือในปี 2560 เพราะตั้งแต่ปี 2556 รัฐบาลจะลดการขาดดุลเหลือ 300,000 ล้านบาท และปี 2557 วางกรอบไว้ 270,000 ล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะ จะไม่สูงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลอย่างแน่นอน

::ไทยรัฐออนไลน์ 21 มีนาคม 2555
==============

ค่าครองชีพพุ่ง ดึงหนี้ครัวเรือนปี55 สูงขึ้น 5.7%


ม.หอการค้าไทย ชี้ หนี้ครัวเรือนปี 55 สูงขึ้น 5.7% หลังค่าครองชีพพุ่ง ประชาชนต้องกู้เงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน ระบุขึ้นค่าแรง 300 บาท อาจทดแทนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ แนะรัฐ ลดภาระราคาสินค้า หาสินค้าทางเลือกลงถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจภาวะหนี้ภาคครัวเรือน จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชาชน 1,237 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 22-26 มี.ค.55 ว่า จำนวนหนี้เฉลี่ยของครัวเรือนในปี 55 อยู่ที่ 168,517 บาทต่อครัวเรือน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อนที่ระดับ 159,432 บาทต่อครัวเรือน แต่กลับมีความสามารถผ่อนชำระเฉลี่ย 10,978 บาทต่อเดือน โดยกลุ่มตัวอย่าง 79.8 % ระบุว่ามีปัญหาในการชำระหนี้ ส่วน 46.4% ระบุอาจก่อหนี้นอกระบบมากขึ้น เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า ภาระหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่มาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเป็นการใช้จ่ายทั่วไป 60.2% ราคาสินค้าที่แพงขึ้น 18.5% และมองว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ฟื้น จึงยังไม่เชื่อมั่นในการบริโภค ทำให้การออมของภาคครัวเรือนลดลง และมีแนวโน้มหันไปก่อนหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน

"จากผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า หนี้ภาคครัวเรือนยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ห่วงเศรษฐกิจประเทศจะไม่ฟื้นมากกว่า ส่วนระยะยาวห่วงว่าจะเกิดปัญหาหนี้สาธารณะต่อสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องระมัดระวังในการใช้เงิน เพราะการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปถึง 51% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 41% ของจีดีพี และห่วงว่าจะเกิดปัญหาว่างงานตามมา" นายธนวรรธน์ กล่าว

สำหรับทรรศนะต่อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันนั้น จะมีผู้ที่ได้รับประโยชน์ 3.5-5 ล้านคน ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,800 บาทต่อคนต่อเดือน หรือมีเงินสะพัดในระบบ 7,000-9,000 ล้านบาท มีผลให้จีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 0.05-0.07% เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะสามารถลดปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นได้ ซึ่งภาครัฐจะต้องดูแลค่าครองชีพให้ลดลง ผ่านโครงการสินค้าราคาถูก หรือหาสินค้าทางเลือกให้กับกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึง โดยไม่เข้าไปแทรกแซงจนกลไกตลาดบิดเบือน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าจะเห็นการย้ายฐานไปลงทุนในต่างประเทศ การจ้างงานชะลอตัวลง เพราะผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทน ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง

:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ี 29 มีนาคม 2555

จบเอกฟันเงินเดือนเฉียดแสน ทิ้งห่างตรีได้ไม่ถึง 2 หมื่น

ธปท.เปิดเรตค่าจ้างคนไทยปี 54 ห่างกันราวฟ้ากับดิน แรงงานไร้การศึกษาได้แค่ 4 พันกว่าบาทต่อเดือน ปริญญาเอก ทิ้งห่างฟันเดือนละ 8 หมื่นกว่าบาท โท 3 หมื่นกว่าบาท ส่วนตรีไม่ถึง 2 หมื่น ขณะที่คนจบอาชีวะได้ค่าจ้างแซงหน้าสายสามัญหมื่นต้นๆ...

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ได้รายงานตัวเลขค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยเฉลี่ย สิ้นปี 2554 ที่ผ่านมา แยกตามการศึกษาและสาขาอาชีพ โดยแยกค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยตั้งแต่ไม่มีการศึกษา จนถึงปริญญาตรีเฉลี่ยทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ พบว่า ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานที่ไม่มีการศึกษา ณ สิ้นปี 2554 อยู่ที่ 4,789.17 ต่อเดือน

ขณะที่แรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยสูงขึ้นเป็น 5,734 บาทต่อเดือน สำหรับแรงงานที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีค้าจ้างเฉลี่ยรายเดือนอยู่ที่ 6,089.98 บาท ส่วนแรงงานที่มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าได้ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 6,972.18 บาทต่อเดือน

ด้านค่าจ้างของแรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลายนั้น จะแยกเป็น 3 ประเภท โดยค่าจ้างแรงงานของผู้จบมัธยมปลายสายอาชีวะ จะมีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่อเดือนสูงที่สุดที่ 12,500.59 บาท ส่วนแรงงงานที่จบมัธยมปลายสายสามัญจะมีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่ำที่สุด 7,863.45 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในสายวิชาการศึกษา ซึ่งหมายถึงด้านวิเคราะห์ วิจัย วางแผนพัฒนา เทคโนโลยีในการศึกษา จะมีค่าจ่างแรงงานเฉลี่ยต่อเดือนที่ 7,960.42 บาท

สำหรับแรงงานระดับอนุปริญญา มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยรวมทุกประเภทอยู่ที่ 11,209.59 บาทต่อเดือน โดยค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของผู้จบสายสามัญ มีรายได้เฉลี่ยสูงอยู่ที่ 13,647.59 บาทต่อเดือน สายอาชีวศึกษากลายเป็นสายที่ได้ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 11,054.49 บาทต่อเดือน ขณะที่สายวิชาการการศึกษามีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 11,443.89 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจถึงค่าจ้างแรงงานระดับปริญญาตรีพบว่า แรงงานในระดับปริญญาตรีสิ้นปี 2554 มีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 18,210.34 บาท แยกเป็น สายวิชาการ มีค่าจ้างเฉลี่ย 17,882.10 บาทต่อเดือน สายวิชาชีพ มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือน 17,032.20 บาท โดยในระดับปริญญาตรีนั้น สายวิชาการการศึกษาขึ้นมาเป็นสายที่มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 22,796.45 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยระหว่างผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี จะเห็นการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยแบบก้าวกระโดด โดยจากค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในปี 2554 ของแรงงานระดับปริญญาตรีที่ 18,843.53 บาทต่อเดือน เมื่อขึ้นมาเป็นแรงงานระดับปริญาโทจะมีค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 33,881.35 บาทต่อเดือน และหากเป็นแรงงานระดับปริญญาเอก ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนจะขึ้นไปที่ 80,288.83 บาทต่อเดือน

ส่วนการสำรวจค่าจ้างแรงงาน จำแนกตามอาชีพ ทุกระดับการศึกษานั้น อาชีพผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส และเอกชนระดับผู้จัดการ มีค่าจ้างแรงงานสูงที่สุดเฉลี่ยที่ 26,360.33 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่างๆ มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย 21,984.92 บาทต่อเดือน ช่างเทคนิคสาขาต่างๆ และผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องมีค่าจ้างเฉลี่ยที่ 16,264.77 บาทต่อเดือน

สำหรับเสมียนมีค่าจ้างเฉลี่ย 12,532.73 บาทต่อเดือน พนักงานบริการและพนักงานขายในร้านค้าและตลาดสด มีค่าจ้างเฉลี่ย 8,806.28 บาทต่อเดือน ผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจด้านความสามารถทางฝีมือและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง มีค่าจ้างเฉลี่ย 7,502.91 บาทต่อเดือน ผู้ปฏิบัติการเครื่องจักรโรงงาน และเครื่องจักร รวมทั้งการประกอบมีค้าจ้างเฉลี่ย 7,504.97 บาทต่อเดือน อาชีพขั้นพื้นฐาน 5,038.08 บาทต่อเดือน และอาชีพอื่นๆ 13,388.81 บาทต่อเดือน

:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2555

Tuesday, April 3, 2012

โอกาสทองของผู้ปลูกหม่อนญี่ปุ่นสั่งชาหม่อนเพิ่มอีกเท่าตัว

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ใบหม่อน นอกจากใช้เป็นอาหารของหนอนไหม เพื่อให้สร้างเส้นใยไว้ทอผ้าแล้ว จากการวิจัยของกรมหม่อนไหมยังพบว่า ใบหม่อนมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร และอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เช่น มีสารดีเอ็นเจ (DNJ :1-deoxynojirimycin) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีสารกาบา (GABA : Gamma Amino Butyric Acid) ช่วยลดความดันโลหิต และบำรุงสมอง อีกทั้งยังพบกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิด จึงมีการนำมาผลิตเป็นชาใบหม่อน ซึ่งปัจจุบันชาใบหม่อนของไทยมีการผลิตแบบอุตสาหกรรมครัวเรือน โดยกลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ ทั่วประเทศ ประมาณ 30 กลุ่ม เพื่อจำหน่ายภายในประเทศ และการผลิตแบบอุตสาหกรรมโรงงานอีก 4 แห่ง ที่จังหวัดนครราชสีมา กาญจนบุรี 2 แห่ง และเชียงราย เพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ

สำหรับประเทศคู่ค้าชาใบหม่อนที่สำคัญของไทย คือ ญี่ปุ่น ซึ่งรู้จักคุณค่าและประโยชน์ของใบหม่อนมาอย่างยาวนาน และเชื่อมั่นในมาตรฐานการผลิตของไทย โดยนำเข้าชาใบหม่อนจากประเทศไทย ปีละประมาณ 100 ตัน และเมื่อปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีความต้องการชาใบหม่อนมากขึ้นอีก 1 เท่าตัว เป็น 200 ตัน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรที่มีพื้นที่อยู่ในจังหวัดที่มีโรงงานผลิตชาใบหม่อนตั้งอยู่ หรือจังหวัดใกล้เคียงที่สนใจจะปลูกหม่อนเพื่อจำหน่ายใบให้กับโรงงานดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 10,000 หรือ 20,000 บาทต่อปี ในเขตชลประทาน หรือพื้นที่ที่สามารถให้น้ำแปลงหม่อนได้

เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจการปลูกหม่อนสามารถสอบถาม ติดต่อได้ที่ กรมหม่อนไหม โทร 0-2558-7948, 0-2558-7924-6 ต่อ 401 หรือศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 แห่งทั่วประเทศ

::โอกาสทองของผู้ปลูกหม่อนญี่ปุ่นสั่งชาหม่อนเพิ่มอีกเท่าตัว © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันพุธที่ 4 เมษายน 2555

สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้ สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างประหยัด ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน

วันนี้(3 เม.ย.) นางจิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากรในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรแจ้งยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ บุคคลธรรมดา ที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) – (8) บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทวัสดุอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะและวัสดุ อุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่ใช้กับยานพาหนะ ไม่เกิน 25%ของค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่เคยผ่านการใช้งานซึ่งได้ซื้อมาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 54-31 ธ.ค. 55 นี้ โดยได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ว่าเป็นวัสดุอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานภายในวันที่ 31 ธ.ค. 55 นอกจากนี้ ต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน

“การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งมาตรการของกรมสรรพากรที่สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบฯ ตามที่กฎหมายกำหนดและหากมีข้อสงสัยสอบถามที่หมายเลข 1161 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 18.00 น. ทุกวันทำการหรือศึกษาข้อมูลที่ www.rd.go.th”

:: สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555 เวลา 15:23 น.

ล้าหลัง ตามไม่ทัน: fall behind

หลายคนพูดว่า ประเทศไทยล้่าหลังตามไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน คำ fall behind สามารถนำมาใช้ในกรณีนี้ได้ ซึ่ง fall behind ให้ความหมายในเชิง fail to keep up a pace คือ ล้มเหลวที่จะตามความเร็วของคนอื่น ทำให้ต้องอยู่ในส่วนหลังของกลุ่มหรือตกกลุ่ม lag behind

เพราะผมไม่อยาก(เรียนรู้)ตามคนอื่นไม่ท้ัน ผมต้องเดินให้เร็วกว่านี้ I do not want to fall behind, so I must walk faster. ผมต้องฝึกแล้วฝึกอีก I have to practice again and again.

นอกจากนั้น คำ fall behind ยังให้ความหมายเชิง หาเงินไม่ทันใช้ คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับได้ด้วย (to be financially in arrears)

In this inflation situation, we have to be careful so we do not financially fall behind. เศรษฐกิจรัดตัวกันแบบนี้ ของแพง รายจ่ายเยอะก็ต้องระวังกันหน่อยเด้อ

Dr.SoS

เหตุเพราะต้นยาง 100 ปี

เหตุเพราะต้นยาง 100 ปี

คิดว่าหลายท่านคงเคยใช้เส้นทางเชียงใหม่ – ลำพูน ทัศนียภาพสองข้างทางสวยงามด้วยต้นยางอายุกว่า 100 ปี
ดูแล้ว ชุ่มชื่นหัวใจ (ตามประสาผู้สูงอายุ....) ผู้เขียนก็เคยเช่นเดียวกัน เมื่อเข้าทำงานกรมทางหลวงใหม่ ๆ และได้เดินทางไปราชการที่จังหวัดลำพูนจะใช้เส้นทางเชียงใหม่ – ลำพูน ซึ่งชื่นชอบเป็นพิเศษเพราะสองข้างทางจะเขียวครึ้ม ร่มเย็น

แต่ ผู้ฟ้องคดีนี้คงไม่คิดเช่นนั้น เพราะบ้านของผู้ฟ้องคดีถูกต้นยาง 100 ปี โค่นล้มทับ ทำให้อาคารที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นสำนักงานธุรกิจได้รับความเสียหาย
ทั้ง หลัง ตัวผู้ฟ้องคดีก็ได้รับบาดเจ็บ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ให้กรมทางหลวงชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8,146,450 บาท ฐานละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
กรม ทางหลวงได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า กรมทางหลวงมีหน้าที่รับผิดชอบ ดูแล ลิดรานกิ่งไม้แห้งของต้นยางเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางหลวงเป็นประจำเท่า นั้น และได้ให้แขวงการทางลำพูน และแขวงการทางเชียงใหม่ที่ 2 ดูแลทาสีน้ำปูนขาวบริเวณโคนต้นเพื่อป้องกันเชื้อรา ปลวก และแมลงอื่น ๆ ที่จะทำลายต้น การตัดต้นยางเป็นหน้าที่ของป่าไม้เขตเชียงใหม่โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นผู้พิจารณาทำไม้ออกตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เหตุตามคดีนี้เกิดจากอุบัติภัยทางธรรมชาติ มีพายุฝนฟ้าคะนองนอกฤดูกาลประกอบกับมีลมกระโชกแรง จึงเป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ และต้นยางพิพาทปลูกอยู่บริเวณหน้าสำนักงานผู้ฟ้องคดี และเคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับต้นยางเกิดขึ้น หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าต้นยางดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายก็ควรจะแจ้งเจ้า หน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขก่อนจะก่อให้เกิดความเสียหาย เห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วยเช่นกัน

ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาด้วยเหตุผลดังนี้......

ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของกรมทางหลวงโดยเฉพาะ ซึ่งได้แก่การก่อสร้าง การขยาย การบูรณะหรือการบำรุงรักษา ซึ่งรวมถึงการดูแลต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในเขตทางหลวง มิให้เป็นภยันตรายหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้รถ ตัวถนน รวมถึงบ้านเรือนราษฎรที่ตั้งอยู่สองฝั่งทางหลวงด้วย ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2545 ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ดังนั้น โดยที่อำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้อง ปฏิบัติ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงโดยตรงที่จะต้องตรวจตรา ดูแลบำรุงรักษา หรือแจ้งแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำไม้ยางออกเพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อ บุคคลหรือ ทรัพย์สิน และแม้กรมทางหลวงอ้างว่าไม่มีอำนาจในการตัดต้นยาง ผู้มีอำนาจพิจารณาตัดต้นยางคือผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการทำไม้ออกก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนภายในของหน่วยงานซึ่งไม่ทำให้หน้าที่ ในการตรวจตรา บำรุง ดูแลรักษาต้นยางของกรมทางหลวงหมดไปแต่อย่างใด และศาลเห็นว่าการเกิดฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ไม่ปรากฏว่าต้นยางอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณสองข้างทางหลวงดังกล่าวได้หักโค่นแต่อย่างใด มีเพียงต้นยางที่พิพาทเพียงต้นเดียวที่โค่นล้มทับบ้านผู้ฟ้องคดี ประกอบกับศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือได้ชี้แจงต่อศาลว่า ในวันเกิดเหตุความเร็วลมเพียง 15 น็อต (28 กิโลเมตร/ชั่วโมง)เท่านั้น จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่กรมทางหลวงจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้พ้นความรับผิดชอบ

กรม ทางหลวงจึงย่อมต้องทราบดีว่าต้นยางพิพาทเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีอายุกว่า 100 ปี ลำต้นสูงประมาณ 50 เมตร อีกทั้งยังเป็นต้นไม้อนุรักษ์ กรมทางหลวงต้องดูแล บำรุงรักษา เอาใจใส่ต้นยางบริเวณสองข้างทางหลวงเป็นพิเศษยิ่งกว่าต้นไม้ธรรมดาทั่วไป การที่เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงเพียงแต่ทาสีน้ำปูนขาวบริเวณโคนต้นยางเพื่อ ป้องกันเชื้อรา ปลวก และแมลงอื่น ๆ ทำลายต้น หาใช่เป็นการดูแลบำรุงรักษาอย่างเพียงพอที่จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิด อันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สินได้ เมื่อกรมทางหลวงซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจตรา บำรุง ดูแลรักษาต้นยางพิพาทแต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลบำรุงรักษาต้นยางพิพาท อย่างเพียงพอ เป็นผลให้ต้นยางพิพาทโค่นล้มทับบ้านของผู้ฟ้องคดีและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับ บาดเจ็บ ความเสียหายที่ได้รับจึงเป็นผลโดยตรงจากการละเลยต่อหน้าที่ของกรมทางหลวง จึงเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี พิพากษาให้กรมทางหลวงชำระเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 2,676,034 บาท

เรา จะเห็นได้ว่าดุลยพินิจของศาลในคดีนี้ ศาลท่านวินิจฉัยโดยอาศัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า อำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2545 ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มีว่าอย่างไร ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายได้เลย แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามหน้าที่ที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด แต่ศาลท่านยังเห็นว่ากรมทางหลวงต้องดูแลบำรุงรักษา เอาใจใส่ต้นยางบริเวณสองข้างทางหลวงสายเชียงใหม่ – ลำพูน เป็นพิเศษยิ่งกว่าต้นไม้ธรรมทั่วไป เพราะเป็นต้นยางอายุกว่า 100 ปีนี่เอง (ตามนัยคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 78/2551)

เหตุเพราะต้นยาง 100 ปี จาก : วารสารทางหลวงปีที่ 48 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2554

ทุจริตในหน้าที่

การทุจริตในหน้าที่ ซึ่งความรับผิดในทางแพ่งก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

การทุจริตในหน้าที่ ซึ่งความรับผิดในทางแพ่งก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539


การทุจริตในหน้าที่ เป็นละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ? ปัญหานี้เดิมคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ ว่าการกระทำละเมิดที่เกิดจากการทุจริต มิใช่การกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ปัจจุบันแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ศาลและศาลปกครองสูงสุดวางแนวไว้ว่า เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นในกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดโดยทุจริต ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐสามารถออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงิน ภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง หากถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน หน่วยงานของรัฐ ใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้
การทุจริตในหน้าที่อาจทำให้ผู้ร่วมงาน ต้องร้อน ๆ หนาว ๆ ไปด้วยได้ แต่จะเป็นใครบ้างที่ต้องร่วมรับผิดชอบลองศึกษาเรื่องนี้ต่อกันไป....

เรื่องมีอยู่ว่ากรมทางหลวงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ ในความผิดฐานละเมิด ทำให้ราชการได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ.ศ. 2539 ในเรื่องที่ผู้ละเมิดซึ่งเป็นข้า ราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ได้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของทางราชการในขณะปฏิบัติหน้าที่งานการเงินและ บัญชี โดยสรุปยอดเงินและนำส่งเงินต่ำกว่ารายการใบเสร็จและแก้ไขตัวเลข ทั้งปลอมลายมือชื่อหัวหน้างานการเงินและบัญชี และนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงิน 2,047,640.00 บาท
ผลการสอบสวนนั้นคณะกรรมการสอบ สวนและกรมทางหลวงเห็นตรงกันว่า เมื่อผู้ทำละเมิดได้ยอมรับว่าได้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของทางราชการไป จริงและได้กระทำการเพียงผู้เดียวเท่านั้น เจ้าหน้าที่การเงินบุคคลอื่น ๆ ในงานการเงินไม่ได้ร่วมกระทำการทุจริตด้วย จึงเห็นว่าการกระทำการทุจริตและยักยอกเงินของทางราชการได้กระทำในขณะปฏิบัติ หน้าที่ ให้รับผิดชดใช้ทางแพ่งเต็มจำนวน ส่วนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องคนอื่นไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรมทางหลวงจึงได้รายงานผลการสอบสวนให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบตามระเบียบ

กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้พิจารณาผลการสอบสวนของคณะกรรมการแล้วมีความเห็นแตกต่างจากกรมทางหลวง คิดว่าท่านคงพอจะคาดการณ์ได้ว่าผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร

กรมบัญชีกลางมีความเห็นว่าการทุจริตในเรื่องนี้นอกจากผู้ทำละเมิดที่ต้องรับ ผิดเต็ม 100% แล้วยังมีผู้เกี่ยวข้องที่ต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายอีก 3 คน คือ

1. หัวหน้าการเงินและบัญชี
2. หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป
3. รองผู้อำนวยการสำนัก (ฝ่ายบริหารงานทั่วไป)


เรา มาดูเหตุผลของกรมบัญชีกลางที่ให้หัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิด ทางแพ่งกับผู้ทำละเมิดกันก่อน กรมบัญชีกลางให้เหตุดังนี้


1. หัวหน้าการเงินและบัญชี มีหน้าที่รับผิดชอบงานงบประมาณและบัญชี ควบคุมตรวจสอบการเบิกจ่ายเงิน การนำเงินส่งคลัง การเก็บรักษาเงินและควบคุมตรวจสอบการจัดทำบัญชีต่างๆ ของสำนักงานทางหลวงให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบ รวมทั้งควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาและยังเป็นหัวหน้างาน โดยตรงของผู้ทำละเมิด จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมแลการเบิกจ่ายเงินและติดตามตรวจสอบการจัดทำบัญชีราย รับรายจ่ายในแต่ละวันให้ครบถ้วนถูกต้อง แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำละเมิดให้เป็น ไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด จึงเป็นช่องทางให้ผู้ทำละเมิดนำสำเนาใบเสร็จรับเงินมาลงบัญชีด้วยยอดเงินที่ ต่ำกว่าความเป็นจริงและดำเนินการแก้ไขจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินแล้วนำเงิน ของทางราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและยังเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบและกลั่น กรองเบื้องต้น ซึ่งหากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและละเอียดรอบคอบก็ป้องกันมิให้ เกิดทุจริตขึ้นได้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นโอกาสให้ผู้ทำละเมิดกระทำการทุจริตได้โดยง่าย พฤติการณ์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นการให้ราชการได้รับความเสียหาย จึงให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของความเสียหาย 2,047,640 บาท คิดเป็นเงิน 1,228,584 บาท ตามนัยมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

2. หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป มีหน้าที่ต้องควบคุมตรวจสอบการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่ายให้ครบถ้วนถูกต้อง แต่กลับปล่อยปละละเลยให้หัวหน้าการเงินและบัญชีมอบหมายหน้าที่ให้ผู้ทำ ละเมิดรับผิดชอบหน้าที่รับเงินรายได้ ลงบัญชีและสรุปยอดเงินคงเหลือประจำวัน โดยมิได้มีการตรวจสอบควบคุมอย่างใกล้ชิด เป็นช่องทางให้ผู้ทำละเมิดนำสำเนาเสร็จใบรับเงินมาลงบัญชีด้วยยอดเงินที่ต่ำ กว่าความเป็นจริงและดำเนินการแก้ไขจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินแล้วนำเงินไป เป็นประโยชน์ส่วนตัวได้โดยง่าย พฤติการณ์การกระทำที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ ราชการได้รับความเสียหาย แต่เนื่องจากความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากหัวหน้าการเงินและบัญชีซึ่งเป็นผู้ ตรวจสอบและกลั่นกรองเบื้องต้นไม่ควบคุมการดูแลการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย ให้เป็นไปตามระเบียบโดยเคร่งครัด จึงให้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย 2,047,640 บาท คิดเป็นเงิน 409,528 บาท ตามนัยมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

3. รองผู้อำนวยการสำนักทางหลวง มีหน้าที่รับผิดชอบ กำกับดูแล ตรวจสอบ ควบคุมตลอดจนติดตามประเมินผลงานของฝ่ายบริหารงานทั่วไปและในฐานะผู้บังคับ บัญชาย่อมมีหน้าที่ต้องควบคุม ตรวจสอบและกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตาม กฎหมายและระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด เมื่อหัวหน้าการเงินและบัญชีจัดทำรายงานคงเหลือประจำวันเสนอต่อหัวหน้าฝ่าย บริหารงานทั่วไป เพื่อเสนอรองผู้อำนวยการสำนักเพื่อทราบและตรวจสอบความถูกต้องตามคำสั่งที่ ได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการแทนผู้อำนวยการ สำนักทางหลวง จึงต้องตรวจสอบใบรายงานเงินคงเหลือร่วมกับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ บ้าง แต่กลับตรวจสอบใบรายงานประจำวันเพียงอย่างเดียว พฤติการณ์จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ทำละเมิดกระทำการทุจริตได้โดยง่าย ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย แต่เนื่องจากความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากหัวหน้างานการเงินและบัญชีซึ่งเป็น ผู้ตรวจสอบและกลั่นกรองเบื้องต้นไม่ควบคุมดูแลการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย ให้เป็นไปตามระเบียบโดยเคร่งครัด จึงให้รองผู้อำนวยการสำนักทางหลวงรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย 2,047,640 บาท คิดเป็นเงิน 409,528 บาท ตามนัยมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

กรมบัญชีกลางได้ สรุปท้ายไว้ด้วยว่า หากกรมทางหลวงได้รับชดใช้จากผู้ทำละเมิดและเมื่อนำมารวมกับจำนวนเงินที่หัว หน้างานการเงิน หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป และรองผู้อำนวยการสำนักทางหลวงได้ชดใช้ไว้เกินจำนวนความเสียหาย ก็ให้คืนเงินส่วนที่ได้รับไว้เกินให้แก่บุคคลดังกล่าวตามสัดส่วนแห่งความรับ ผิด
จะเห็นได้ว่าเมื่อรวมค่าเสียหายทั้งหมดจะรวมได้ถึง 200% ซึ่งหากผู้ทำละเมิดนำเงินมาชดใช้เต็มจำนวนความเสียหายแล้ว ผู้ร่วมรับผิดคนอื่นก็ไม่ต้องชดใช้ตามสัดส่วนดังกล่าวนั่นเอง
สำหรับ ขั้นตอนต่อไปตามระเบียบเรื่องนี้กรมได้ออกคำสั่งทางปกครองแล้ว ซึ่งผู้ต้องร่วมรับผิดก็ได้อุทธรณ์คำสั่งและฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำ สั่งตามกระบวนการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง สุดท้ายเรื่องจะลงเอยอย่างไรจะรีบรายงานให้ทราบต่อไป….
จากเหตุผลของกรมบัญชีกลางข้างต้นผู้บังคับบัญชาโดยตรงคงหลุดพ้นความรับผิด ยาก ผลจากการกระทำความผิดของท่านเพียงผู้เดียวอาจทำให้ผู้บังคับบัญชาและเพื่อน ร่วมงานหลายๆคนต้องเป็นทุกข์และเดือดร้อนไปด้วย….เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ อย่างยิ่งใช่ไหมครับ

จาก : วารสารทางหลวงปีที่ 48 ฉบับที่ 2 เดือนมีนาคม - เมษายน 2554

อาหารแพงดันเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบปี

พาณิชย์เผยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมี.ค.ปรับตัวดีขึ้น 3.45% เฉลี่ย 3 เดือนพุ่ง 3.39% เหตุสินค้าโหมดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูง

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมี.ค.2555 สูงขึ้น 3.45% เทียบกับเดือนมี.ค.ปีก่อน ซึ่งเป็นการสูงขึ้นมากสุดในรอบปีนี้ เมื่อเทียบเดือนก.พ.ปีเดียวกัน เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.59% ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 3 เดือนเเรกสูงขึ้นแล้ว 3.39% เที่ยบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เป็นผลมาจากดัชนีหมวดอาหารเเละเครื่องดื่มสูงขึ้น 7.07% สินค้าราคาแพงขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ เครื่องประกอบอาหาร อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น ส่วนหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารเเละเครื่องดื่มสูงขึ้น 1.23% และสินค้าที่ราคาเเพงขึ้นคือน้ำมันเชื่อเพลิง อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายเงินเฟ้อปีนี้ตามกรอบ 3.3-3.8%

::อาหารแพงดันเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบปี โพสต์ทูเดย์ดอทคอม วันอังคารที่ 03 เมษายน 2555
------------------

จะโทษใครดีที่ทำอาหารแพง เศรษฐกิจพัง คนจนลำบาก ..
------------------

สรรพากรเมินเก็บภาษีหุ้นทักษิณ1.2หมื่นล.

สรรพากรยันยึดตามคำพิพากษาไม่เก็บภาษีหุ้น 1.2 หมื่นล้านบาทจาก"ทักษิณ" ปล่อยให้หมดอายุความ 31 มี.ค.2555 นี้

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การเก็บภาษีหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท ที่จะหมดอายุวันที่ 31 มี.ค. 2555 นี้ ทางสำนักงานกฎหมายของสรรพากรได้หารือกับอัยการ และคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีของกระทรวงการคลัง ซึ่งเห็นตรงกันหมดว่า ไม่ต้องเก็บภาษีจากอดีตจากนายกฯ

ทั้งนี้ กรมยึดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหุ้นที่ตัดสินว่าหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร และการขายหุ้นดังกล่าวเป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ต้องเสียภาษี

"ยืนยัน ว่าการดำเนินการเรื่องภาษีหุ้นชินที่ผ่านมานั้นทำตามกฎหมาย กรมได้ปฏิบัติตามกฎหมายและดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ ซึ่งไม่ได้เป็นกังวลการเรื่องนี้ได้ถูกส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช. ) ตรวจสอบเอาผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่" นายสาธิต กล่าว

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กำกับดูแลกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว ว่ายืนยันตามเดิมไม่เก็บภาษีหุ้นชิน 1.2 หมื่นล้านบาท จาดอดีตนายกทักษิณแล้ว

สรรพากรเมินเก็บภาษีหุ้นทักษิณ 1.2 หมื่นล. วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม 2555

ครม.ไฟเขียวช่วยลาวปรับปรุงทางรับประชุมระดับโลก

วันนี้ ( 2 เม.ย.2555) นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สปป.ลาว เป็นวงเงิน 190.70 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงถนนในนครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 9 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอโดยให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือสพพ.เป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้สพพ.จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเฉพาะกิจเพื่อนำไปให้สปป.ลาวกู้ต่อ โดยคิดดอกเบี้ย 1.5% อายุสัญญา 20 ปี ปลอดหนี้ 5 ปีแรก โดยกำหนดให้ใช้สินค้าและบริการจากไทย ไม่ต่ำกว่า 50% ซึ่งการกู้เงินครั้งนี้จะเป็นการกู้เงินเต็มทั้งจำนวนที่ 190.70 ล้านบาท แยกเป็นค่างานโยธา วงเงิน 185 ล้านบาท ค่าที่ปรึกษา วงเงิน 3.70 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการ 2 ล้านบาท

“เงื่อนไขที่สำคัญของการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้คือเรื่องของการใช้สินค้าและบริการของไทยไม่น้อยกว่า 50% และให้ดำเนินการตามกฎหมายของไทยทั้งหมด ขณะที่สพพ.เองคิดค่าบริหารจัดการ 0.15% ของวงเงินกู้เท่านั้น โดยถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำมาก และเป็นการดำเนินการเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศและเป็นไปตามความร่วมมือในอนุลุ่มแม่น้ำโขงด้วย”

:: ครม.ไฟเขียวช่วยลาวปรับปรุงทางรับประชุมระดับโลก © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555

คนไทยว่างงานกว่า 2.5แสนคน: กุมภาพันธ์ 2555

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดตัวเลขคนว่างาน 256,000 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12,000 คน โดยผู้ที่ว่างงานส่วนใหญ่เป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 173,000 คน

วันนี้ ( 2 เม.ย.2555) รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การว่างงานล่าสุดเมื่อเดือนก.พ. 55 มีจำนวนทั้งสิ้น 256,000 คน หรือคิดเป็นอัตราว่างงานเพียง 0.7% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12,000 คน แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าถึง 59,000 คน โดยผู้ที่ว่างงานส่วนใหญ่เป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 173,000 คน และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18,000 คน ซึ่งว่างงานมาจากภาคบริการและการค้า 80,000 คน ภาคการผลิต 63,000 คนและภาคเกษตรกรรม 30,000 คน

ทั้งนี้นิสิต นักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา ยังคงเป็นผู้ว่างงานสูงสุดที่ 1.3%หรือประมาณ 88,000 คน รองลงมาเป็นมัธยมศึกษาตอนต้นว่างงาน 68,000 คน มัธยมศึกษาตอนปลาย 48,000 คน ประถมศึกษา 31,000 คน และผู้ที่มี่การศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 21,000 คน ขณะที่พื้นที่กทม.ยังเป็นพื้นที่มีอัตราการว่างงานสูงสุดที 0.8% รองลงมาเป็นภาคเหนือและกลาง ว่างงาน 0.7% ภาคใต้ 0.6% และตะวันออกเฉียงเหนือ 0.5%

ส่วนจำนวนผู้มีงานทำในเดือนก.พ. มีจำนวน 38.06 ล้านคน แยกเป็นผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 13.45 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม 24.61 ล้านคน เทียบกับปีก่อนพบว่า ผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 520,000 คน ส่วนนอกภาคเกษตรกรรมลดลง 10,000 คน โดยลดลงในสาขาก่อสร้าง 180,000 คน รองลงมาเป็นสาขาโรงแรมและบริการด้านอาหาร 150,000 คน การศึกษา 110,000 คน ขายส่งขายปลีก ซ่อมยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ 80,000 คน สาขาการบริการอื่นๆ เช่นกิจกรรมบริการเพื่อสุขภาพ ดูแลสัตว์เลี้ยง เป็นต้น จำนวน 30,000 คน สาขากิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์และสาขาการขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า 20,000 คน ส่วนสาขาที่เพิ่มขึ้นเป็นสาขาการผลิต 560,000 คน การบริหารราชการการป้องกันประเทศและการประกันสังคมภาคบังคับ 60,000 คน กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย 50,000 คน ที่เหลือกระจายอยู่ในสาขาอื่นๆ

::คนไทยว่างงานกว่า 2.5แสนคน: กุมภาพันธ์ 2555 © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555

ด็อกเตอร์เก๊พ่นพิษ ปธน.ฮังการีลาออก

ประธานาธิบดีพอล ชมิทท์ ของฮังการี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาลอกงานวิทยานิพนธ์เกือบทั้งดุ้น จนถูกมหาวิทยาลัยริบวุฒิบัตรปริญญาเอก

วันนี้ (2 เม.ย.2555) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ว่า ประธานาธิบดีพอล ชมิทท์ ของฮังการี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดเรื่องอื้อฉาว ซึ่งเขาถูกริบวุฒิบัตรปริญญาเอก จากข้อกล่าวหาวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตส่วนใหญ่คัดลอกผลงานผู้อื่น โดยชมิทท์วัย 69 ปี ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับ นายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ออร์บาน ประกาศการลาออกต่อที่ประชุมรัฐสภา ในกรุงบูคาเรสต์ วันนี้ โดยให้เหตุผลว่า เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวสร้างความแตกแยกให้กับสังคมฮังการี

ชมิทท์ อดีตนักกีฬา 2 เหรียญทองโอลิมปิกกีฬาฟันดาบ ชนะเลือกตั้งครองตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นงานพิธีการ ในปี 2553 มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี

สัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเซมเมลไวส์ ในกรุงบูดาเปสต์ มีมติให้ริบวุฒิบัตรปริญญาเอกของชมิทท์ ที่มหาวิทยาลัยอนุมัติให้เมื่อปี 2535 หลังมีรายงานเปิดเผยทางอินเทอร์เนตในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่า วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของชมิทท์ ในหัวข้อ “กีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่” ส่วนใหญ่คัดลอกงานเขียนของนักเขียน 2 คน

::ด็อกเตอร์เก๊พ่นพิษ ปธน.ฮังการีลาออก © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555
-------------------
* ขนาดฮังการี ซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ตั้งค่าการอนุมัติปริญญาไว้ ไม่ต่างกับการคลอดคนออกจากครรภ์ แล้วนับประสีประสาอะไรไทยแลนด์ "จ่ายครบ จบแน่" เฉพาะบางมหา,ลัย มิใช่ทั้งหมด มหา,ลัย ไม่แน่เหมือนที่(เขา)ว่า สิ้นปี ๕๖ คนไทยมี(ไม่ใช่จบ) ปริญญาเอก ๓ % ของประชากร ๖๗ ล้าน เท่ากับ ๒,๑๑๐,๐๐๐ คน แต่หันไปดูการเมือง ยังอยู่ในชั้น ก่อนวัยเรียน /รวีแสง-สงขลา

* คนต่างประเทศ...หน้าหนาสู้คนไทย(บางคน) ไม่ได้

เกาหลีใต้จับหนุ่มให้แฟนกินปลาหมึกเป็นจนตาย

หนุ่มพิลึก บังคับแฟนสาวให้กินปลาหมึกตัวเป็นๆ จนขาดอากาศหายใจเสียชีวิต ทางการเกาหลีใต้รวบทันควัน แจ้งข้อหาฆาตรกรรม หวังเงินประกันชีวิต

วันนี้ ( 3 เม.ย. 2555) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ว่า ทางการเกาหลีใต้จับกุมชายคนหนึ่ง พร้อมทั้งเตรียมตั้งข้อหาฆาตกรรมแฟนสาว ด้วยการให้รับประทานปลาหมึกเป็นๆ ที่ทำให้เธอขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

นาย ลี เกียน-แท อัยการเมืองอินชอน แถลงว่า เตรียมตั้งข้อหาฆาตกรรมต่อผู้ต้องสงสัย ที่ได้รับการเปิดเผยเพียงชื่อว่า นาย คิม วัย 31 ปี ภายใน 10 วัน ทั้งนี้ นายคิมได้พานางสาวยูน วัย 24 ปี แฟนสาว เข้าพักที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง ในเมืองอินชอน เมื่อเดือนเม.ย. 2553 โดยซื้อปลาหมึกเป็นมาด้วย 2 ตัว ต่อมานายคิมได้ติดต่อพนักงานต้อนรับว่า แฟนสาวของเขาหมดสติ และหยุดหายใจ หลังรับประทานปลาหมึกเข้าไปแล้วตัวหนึ่ง เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ก่อนจะเสียชีวิตในอีก 16 วันถัดมา ด้วยภาวะสมองตาย เดิมที ครอบครัวของนางสาวยูน เชื่อว่าบุตรสาวเสียชีวิตเพราะปลาหมึกติดคอจริง แต่ภายหลังบิดาของเธอค้นพบกรมธรรม์ประกันชีวิตของบุตรสาว ที่มีชื่อของนายคิมเป็นผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงถึง 189,400 ดอลลาร์สหรัฐ ( 5,682,000 บาท ) รวมถึงการที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งออกอากาศเทปการสัมภาษณ์บิดาของนางสาวยูนเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คดีนี้กลับมาเป็นที่สนใจของประชาชน จนสำนักงานตำรวจเมืองอินชอน และคณะอัยการต้องเริ่มการสืบสวนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายคิม ผู้ได้รับเงินประกันทั้งหมดไปแล้ว ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสันนิษฐานว่า ผู้ต้องสงสัยอาจยัดปลาหมึกเป็นลงในลำคอของแฟนสาว ก่อนกดเธอด้วยหมอนเพื่อให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต

::เกาหลีใต้จับหนุ่มให้แฟนกินปลาหมึกเป็นจนตาย © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555

กราดยิงนศ.วิทยาลัยคริสเตียนในสหรัฐ เสียชีวิต 7 ศพ :: แฉมือกราดยิงเพื่อนนักเรียนมะกันฉุนถูกข่มเหง

"โกวอน-อิล"นักศึกษาเกาหลีปืนดุ ควงปืนกราดยิงเพื่อนนักเรียนชาวมะกันตายสยอง 7 ศพ บาดเจ็บ 3 ตำรวจตามไล่ล่า สุดท้ายยอมมอบตัว แต่ยังไม่ระบุสาเหตุของการกราดยิงดังกล่าว

วันนี้ ( 3 เม.ย. 2555) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ชายชาวเกาหลี วัย 43 ปี ก่อเหตุกราดยิงในวิทยาลัยคริสเตียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ศพ และบาดเจ็บ 3 ราย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ร.ต.อ. ฮาวาร์ด จอร์แดน ผู้บังคับการสถานีตำรวจเมืองโอ๊คแลนด์ แถลงว่า เจ้าหน้าที่กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ( 911 ) ได้รับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ว่า มีหญิงคนหนึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ที่วิทยาลัยคริสเตียน โออิคอส ที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น จึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อช่วยเหลือประชาชนราว 35 คน ที่หลบซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆในอาคาร ทั้งนี้ มีผู้เคราะห์ร้ายถูกยิงทั้งหมด 10 คน 5 คนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 2 คนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนอีก 3 ราย ได้รับบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวมือปืนได้ในอีก 1 ชั่วโมง ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมือง แอละเมดา ห่างจากที่เกิดเหตุไป 5 กิโลเมตร หลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของซุปเปอร์มาร์เก็ตโทรศัพท์แจ้งว่า ผู้ต้องสงสัยอยู่ในอาการหวาดระแวง มาติดต่อขอเข้ามอบตัว เนื่องจากยิงผู้คนเสียชีวิต

จนถึงขณะนี้ ยังคงไม่มีการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับแรงจูงใจ และสัญชาติของผู้ก่อเหตุ ว่าเป็นชาวเกาหลีเหนือ หรือเกาหลีใต้ ทั้งนี้ ร.ต.อ. จอร์แดน ให้รายละเอียดผู้ต้องสงสัยเพียงชื่อ นาย วัน โก วัย 43 ปี รูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดสีกากี และเป็นอดีตนักศึกษาของวิทยาลัยแห่งนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สถานกงสุลเกาหลีใต้ในเมืองซานฟรานซิสโก ให้ข้อมูลว่า ชายคนดังกล่าว มีชื่อจริงว่า นาย โก วอน-อิล

::กราดยิงนศ.วิทยาลัยคริสเตียนในสหรัฐ เสียชีวิต 7 ศพ © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555
-------------------------

แฉมือกราดยิงเพื่อนนักเรียนมะกันฉุนถูกข่มเหง

วันนี้(4 เม.ย.2555) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงความคืบหน้ากรณีนาย โก วอน-อิล วัย 43 ปี ก่อเหตุกราดยิงในวิทยาลัยคริสเตียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ศพ และบาดเจ็บ 3 ราย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ฮาเวิร์ด จอร์แดน ผู้บังคับการตำรวจโอ๊คแลนด์ แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า นายโก วอน –อิล หรือวัน โก ซึ่งเคยถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยโออิคอส ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีหลังถูกนำตัวไปไว้ในสถานคุมขัง แต่ก็ยังไม่มีท่าทีสำนึกผิด

"เราทราบว่าเขามาที่นี่ด้วยมีเจตนาตามหาผู้บริหารรายหนึ่ง แต่เธอไม่อยู่ จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในตัวอาคารและกราดยิงเหยื่อโดยไม่เลือกหน้า เราทราบมาว่าผู้ต้องสงสัยผิดหวังการบริหารของมหาวิทยาลัย เขายังผิดหวังต่อเพื่อนนักศึกษาที่ข่มเหงและขาดความเคารพต่อเขาเมื่อครั้งที่เขายังศึกษาอยู่ มันทำให้เรารู้ว่าชายผู้สับสนรายนี้ตั้งใจมาที่นี่ด้วยมีเจตนาฆ่าคนโดยเฉพาะ" ผู้บังคับการตำรวจโอ๊คแลนด์ กล่าว

ฮาเวิร์ด จอร์แดน บอกต่อว่า ในจำนวนผู้ถูกสังหารนั้น เป็นผู้หญิง 6 คน และชาย 1 คน อายุเฉลี่ยระหว่าง 21 ถึง 40 ปี มีทั้งชาวเกาหลี ไนจีเรีย เนปาลและฟิลิปปินส์ โดยแบ่งเป็นนักศึกษา 6 คน และเลขานุการ 1 คน นอกจากนี้สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 3 คน ที่เข้ารับรักษาตัวที่ รพ.ไฮท์แลนด์ เมโมเรียล ในโอ๊คแลนด์ ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ในช่วงสายของวันอังคารสำหรับนายวัน โก ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อ 2 เดือนก่อน จากปัญหาทางพฤติกรรมและแสดงความฉุนเฉียวต่อประเด็นการด้านจัดการบางอย่าง แต่ไม่มีคำชี้แจงใดๆว่าเหตุการณ์ใดที่นำมาซึ่งการถูกไล่ออกของเขา
เบื้องต้นคาดหมายว่าตำรวจจะส่งมอบผลการสืบสวนไปยังอัยการในวันพุธนี้ และอัยการจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยื่นฟ้องผู้ต้องสงสัยรายนี้ในข้อหาใดบ้าง

:: แฉมือกราดยิงเพื่อนนักเรียนมะกันฉุนถูกข่มเหง © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ วันพุธที่ 4 เมษายน 2555

ไฟไหม้โครงการก่อสร้างตึกแฝดระฟ้ากลางกรุงมอสโก

พระเพลิงเผาผลาญ ตึกแฝดระฟ้ากลางกรุงมอสโก ว่าที่ตึกแฝดสูงที่สุดในโลก เดชะบุญไร้คนเจ็บคนตาย

วันนี้ ( 3 เม.ย.2555) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซียว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บนยอดตึกระฟ้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ในกรุงมอสโก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

โฆษกกระทรวงสภาวการณ์ฉุกเฉินของรัสเซีย แถลงว่า เพลิงไหม้เกิดขึ้นบริเวณด้านทิศตะวันออกของโครงการก่อสร้างตึกแฝดระฟ้า “เฟเดอเรชั่น ทาวเวอร์” ทำให้เกิดประกายไฟ และกลุ่มควันหนาทึบ ที่สามารถมองเห็นได้ไกลถึงฝั่งตะวันตกของกรุงมอสโก หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ บินวนเทน้ำจำนวนมากลงมาเพื่อสกัดเพลิงนานกว่า 3 ชั่วโมง จนกระทั่งสามารถควบคุมเพลิงได้ เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ( 1.30 น. คืนวันอังคาร ตามเวลาในประเทศไทย )

ด้านนาย นิกิทา ซูราฟเลฟ ตัวแทนจากบริษัท “โพท็อค 8” ซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินงานก่อสร้าง กล่าวว่า จุดเกิดเหตุอยู่ที่ระดับความสูง 250 เมตรจากพื้นถนน ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ น่าจะมาจากชิ้นส่วนพลาสติก ลอยเข้าไปติดกับไฟสปอร์ตไลท์ ที่ให้ความสว่างในพื้นที่ก่อสร้าง

โครงการก่อสร้างตึกแฝดระฟ้า “เฟเดอเรชั่น ทาวเวอร์” เป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโครงการพัฒนาพื้นที่ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ริมฝั่งแม่น้ำมอสโก ทางตะวันตกของพระราชวังเครมลิน ทั้งนี้ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2556 ตึกแฝดดังกล่าวจะกลายเป็นตึกแฝดระฟ้าที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป ด้วยความสูง 560 เมตร

ขณะเดียวกัน เกิดเหตุเพลิงไหม้คลังสินค้าขนาด 2 ชั้น ในตลาดแห่งหนึ่ง ชานกรุงมอสโก ทางทิศใต้ คร่าชีวิตผู้อพยพจากประเทศทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นอดีตสหภาพโซเวียต ที่อาศัยคลังสินค้านี้เป็นที่พักพิง เสียชีวิต 12 ราย เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สันนิษฐาน สาเหตุอาจเกิดจากคนงานเปิดเครื่องทำความร้อนทิ้งไว้

::ไฟไหม้โครงการก่อสร้างตึกแฝดระฟ้ากลางกรุงมอสโก © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555

รักแท้แพ้ระยะทางจริงหรือ?

“รักแท้แพ้ระยะทาง” ดูจะเป็นประโยคจี๊ดใจไม่น้อยสำหรับคู่รักระยะไกล ทว่ามีคู่รักอีกมากมายที่ไม่รู้สึกวิตก!

“รักแท้แพ้ระยะทาง” ดูจะเป็นประโยคจี๊ดใจไม่น้อยสำหรับคู่รักระยะไกล อาจเพราะตัวอย่างที่มีให้เห็น หรือ ได้ฟังจากคนรอบข้าง ทำให้เกิดความกังวล และกลัวไม่สมหวัง

เมื่อประมาณปลายปีที่ผ่านมา “ดูเร็กซ์” ผู้ผลิตถุงยางอนามัยชั้นนำ ได้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 29,000 คน ใน 36 ประเทศทั่วโลก ว่าด้วยเรื่องเพศสัมพันธ์ในหัวข้อต่าง ๆ โดยการสำรวจครั้งนั้น เผยว่า ชายไทย 54% ยอมรับว่าเคยนอกใจคนรัก ขณะที่ หญิงไทยพบ 59%

แต่ทว่ามีคู่รักอีกมากมายที่ไม่รู้สึกวิตก เพราะเชื่อว่าหากมีความ “ซื่อสัตย์” ทั้งต่อหน้า และลับหลัง จะเป็นส่วนสำคัญที่พาสองเราก้าวอย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน “ทิ้งพื้นที่ส่วนตัวให้กันและกันบ้าง” ทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ รูปแบบการทำงาน เวลา และมุมอิสระของแต่ละฝ่าย เพื่อความสบายใจ และไม่เป็นปัญหาในอนาคต

รวมทั้งต้อง “เสมอต้นเสมอปลาย” เพราะเป็นการแสดงถึงความใส่ใจ ทำให้รักสวยงาม และก่อตัวเป็นความผูกพันยิ่งขึ้น อาจไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์คุยกันทุกวัน เพียงรักษาความสม่ำเสมอของการสื่อสาร เป็นกำลังใจ คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ รับฟังปัญหาของกันและกันอย่างจริงใจ

และไม่ละเลย ความ “ไว้วางใจ” ให้เกียรติกัน เริ่มง่าย ๆ ด้วยการสื่อสารที่ดี พูดคุยแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบัง และร่วมรักษาความเชื่อมั่นนั้นร่วมกัน จะทำให้สองฝ่ายไม่ทุกข์ และอึดอัด ตรงกันข้ามเมื่อใดที่เกิดความระแวงสิ่งที่เข้ามาแทนคือความกังวล ซึ่งอาจกลายเป็นสาเหตุของการทะเลาะได้ง่าย

“เมื่อมีหลักข้างต้นเป็นศรัทธาร่วมกันแล้ว จะพบว่าความรักกับความห่างไกลสามารถไปด้วยกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ”.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
:: รักแท้แพ้ระยะทางจริงหรือ? เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555

ไก่ดำภูพาน 2 ขนขาวราคาดี - ทิศทางเกษตร

ไก่ดำภูพาน 2 ขนขาวราคาดี - ทิศทางเกษตร

ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร ได้ประสบความสำเร็จในการค้นคว้าวิจัยพัฒนาไก่ดำภูพาน 1 มาก่อนหน้านี้ และได้มีการศึกษาพัฒนาไก่สายพันธุ์นี้อย่างต่อเนื่องจนสามารถเพาะพันธุ์ไก่ดำภูพานสายพันธุ์ใหม่ คือไก่ดำภูพาน 2 ที่มีขนสีขาวบริสุทธิ์ แต่ยังคงความเป็นไก่ดำ คือ มีหนังดำ เล็บดำ เนื้อเทาดำ และกระดูกก็สีเทาดำเช่นเดียวกับไก่ดำภูพาน 1 ทุกประการ

ไก่ดำภูพานเป็นสายพันธุ์หนึ่งของไก่ดำที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากไก่ดำของประเทศจีน ปัจจุบันไก่ดำภูพาน 1 ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานที่มีการนำไปเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย และจำหน่ายได้ราคาโดยเฉพาะพ่อแม่พันธุ์ทุกวันนี้ผลิตไม่พอต่อความต้องการถึงขนาดมีการสั่งจองไข่จากเกษตรกรที่นำไปเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการในตลาดประเทศจีน ที่มีความเชื่อในสรรพคุณยาของไก่ดำ เป็นผลให้ผู้บริโภคในไทยสนใจและมีความต้องการ ทำให้การผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อย่างลูกไก่ปัจจุบันมีราคาสูงถึงตัวละ 200 บาท ที่สำคัญอีกประการคือเนื่องจากไก่ดำได้รับการจัดให้เข้ามาอยู่ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยเชื่อว่าเป็นอาหารที่มีคุณสมบัติในการบำรุงสุขภาพคนป่วย ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ และหลัง คลอด มีการนำไปสกัดทำซุปไก่

สำหรับไก่ดำภูพาน 2 นั้น ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ได้ทำการค้นคว้าวิจัย แบบต่อยอดจากไก่ดำภูพาน 1 และประสบความสำเร็จด้วยดีจนสามารถได้พ่อแม่พันธุ์ที่เพียงพอแก่การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรที่สนใจนำไปเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้ นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เป็นอย่างดี เนื่องจากลงทุนไม่มาก เลี้ยงง่าย โตเร็ว และขยายพันธุ์ได้เร็วกว่าไก่พันธุ์พื้นเมือง

เมื่อเปรียบเทียบจากการเลี้ยงไก่พื้นเมือง 1 ตัว จะใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ 4-5 เดือน ขายได้ตัวละ 60-70 บาท แต่หากเลี้ยงไก่ดำภูพาน ใช้เวลาเท่า ๆ กัน ไก่น้ำหนักตัวที่ 3-5 ขีดจะขายเป็นชุด 1 ชุดมี 4 ตัว เฉลี่ยตัวละ 250 บาท เป็นรายได้และมีกำไรมากกว่าการเลี้ยงไก่สายพันธุ์พื้นเมืองถึง 3-4 เท่าตัว จากความต้องการของตลาดและการเลี้ยงที่ไม่ยุ่งยากและซับซ้อนเป็นผลทำให้ไก่ดำภูพาน 2 จึงเป็นผลสำเร็จอีกหนึ่งรายการของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้นำไปเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้แบบไม่มีปัญหาเรื่องของตลาด

ไก่ดำจะไม่เหมือนไก่พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิมอยู่แถบภาคเหนือของมองโกเลียในประเทศจีน กินเกสรดอกไม้ แมลงต่าง ๆ และยอดอ่อนของต้นไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร ชาวจีนโบราณถือว่าไก่ดำเป็นอาหารชั้นฮ่องเต้ ในตำรายาจีนบางฉบับระบุว่า สามารถใช้ประโยชน์จากไก่ดำได้ทุกส่วน เช่น กระดูกนำไปบดละเอียดผสมน้ำผึ้ง กินแก้โรคไต เป็นต้น
ลักษณะที่แตกต่างจากไก่พื้นเมืองก็คือ ช่วงขาของไก่ดำจะสั้นกว่า ตลอดทั้งตัวเป็นสีดำ ตั้งแต่จะงอยปากถึงปลายเล็บ ผิวหนัง เกล็ดขา กระทั่งอวัยวะภายในล้วนดำสนิท ลักษณะดังกล่าวเกิดจากสารที่เรียกว่า “ไมอานิน” อันเป็นสารสีดำที่มีประโยชน์ เนื้อของไก่ดำมีโปรตีนสำคัญที่ร่างกายต้องการ คือแอนโดร และอะมิโนแอซิด อีกทั้งเนื้อไก่ดำมีปริมาณไขมันหรือคอเลสเตอรอลต่ำ จึงให้คุณค่าทางอาหารแก่ร่างกายโดยสมบูรณ์ ไก่ดำที่เหมาะจะนำมารับประทาน ควรเลือกไก่ดำรุ่น ๆ หนักประมาณหนึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัมครึ่ง เนื้อจะนุ่มอร่อย ส่วนไก่ดำภูพาน 2 ทุกอย่างเหมือนไก่ดำภูพาน 1 ทุกประการยกเว้นแต่สีขนเท่านั้นที่สีขาวทั่วตัวเกษตรกรที่สนใจเข้าไปขอข้อมูลและศึกษาวิธีการเลี้ยงไก่ดำเชิงพาณิชย์ทั้งสองชนิดนี้ได้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ไก่ดำภูพาน 2 ขนขาวราคาดี - ทิศทางเกษตร เดลินิวส์ เว็บ วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555

Monday, April 2, 2012

การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม กับความคาดหวังของสังคมไทย

จากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ผลักดันให้สังคมไทยมุ่งความสำเร็จทางวัตถุ คนในสังคมแสวงหาความสำเร็จในชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ บ้างก็แสวงหาอำนาจ บ้างก็แสวงหาผลประโยชน์ จนหลายคนมองเห็นตรงกันว่าปัจจุบันสังคมไทยเริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ และกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การศึกษา ศาสนา เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่พึงวิตกกังวลยิ่งนั่นคือ คุณธรรม จริยธรรมของคนไทยเริ่มถดถอยอันเป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่วิกฤติให้แก่สังคมไทยในอนาคต

ถ้าพิจารณาพื้นฐานปัญหาคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชนไทย ส่วนหนึ่งและอาจจะเป็นส่วนใหญ่ปัญหานั้นเริ่มจาก “ปัญหาด้านครอบครัว” ซึ่งเกิดจากการที่ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พ่อแม่ไม่มีเวลาให้บุตรหลาน การใช้ความรุนแรงในครอบครัว และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งประเด็นปัญหาของสังคมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยลำดับต้น ๆ เช่น ขาดความอบอุ่นจากครอบครัว ซึ่งจะนำไปสู่การมีความรัก การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร รวมถึงภัยจากสื่อเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต และการเข้าถึงอบายมุขทั้งเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดได้ง่ายดาย และที่สำคัญคือ “การขาดแบบอย่างที่ดี” นั่นเอง

ทุกครั้งที่กล่าวถึงปัญหาคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย หลายคนมักจะมองไปที่กระบวนการจัดการศึกษา และตอกย้ำเสมอว่าเป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษา แต่อยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจยอมรับว่าปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนั้นเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหานั้นจะต้องเริ่มต้นจากครอบครัว สถานศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เนื่องจากการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้ประสบผลสำเร็จสูงสุดนั้นต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง สังคมอยากเห็นภาพเด็กและเยาวชนเป็นเช่นไร ทุกคนในสังคมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูผู้สอน ผู้บริหาร นักการเมือง ผู้นำสังคม ผู้นำประเทศต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะการเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นถือเป็นวิธีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่ดีที่สุด

จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และด้วยสถาบันครอบครัวที่อ่อนแอลง สังคมไทยจึงคาดหวังและมอบภาระอันหนักอึ้งนี้ให้กับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่จะช่วยกันขัดเกลาปลูกฝังและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

แม้กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด บ้างก็มุ่งเน้น “คุณ ธรรมนำความรู้” บ้างก็มุ่งเน้น “ความรู้คู่คุณธรรม” สำหรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สำคัญในเบื้องต้น คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ

“ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสำหรับคนไทย” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดของนักการศึกษาไทย ศ.ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจมีจุดเด่น คือ ลักษณะพื้นฐานและองค์ประกอบทางจิตใจซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่พึงปรารถนาเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเป็นคนดีและคนเก่ง โดยแบ่งต้นไม้จริยธรรม ออกเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น แสดงถึงพฤติกรรมการทำดีละเว้นชั่ว และพฤติกรรมการทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้อต่อการพัฒนาประเทศ

ส่วนที่สอง ได้แก่ ส่วนลำต้นของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 5 ด้าน คือ เหตุผลเชิงจริยธรรม มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง ความเชื่ออำนาจในตน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ทัศนคติ คุณธรรม และค่านิยม

ส่วนที่สาม ได้แก่ รากของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 3 ด้าน คือ สติปัญญา ประสบการณ์ทางสังคม และสุขภาพจิต

สำหรับแนวทางในการปลูกฝังเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ครูผู้สอนทุกคนต้องร่วมกันวางแผนและสอดแทรกไว้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างให้เกิดได้อย่างยั่งยืนโดยผ่านกระบวนการปฏิบัติงานทั้งงานส่วนบุคคล และจากการร่วมกันทำงาน เป็นทีม

สุดท้ายขอฝากคุณครูทุกท่านพึงตระหนักไว้เสมอว่าท่านเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง นอกจากท่านมีหน้าที่ในการสอนหนังสือแล้ว ยังต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ที่สังคมคาดหวัง อีกอย่าง นั่นก็คือ การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย เพื่อร่วมกันสรรค์สร้างผู้เรียนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติให้เป็นคนที่มีความรู้คู่คุณธรรมนำชีวิตไปสู่ความสุขและจะนำสันติสุขมาสู่สังคมไทยต่อไป

ฟาฎินา วงศ์เลขา ::การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม กับความคาดหวังของสังคมไทย (c) เดลินิวส์ เว็บ วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555

เตือน 'บารากู่' เสี่ยงติดโรค เหตุเวียนเทียนกันสูบ

"ศ.นพ.ประกิต" เตือนผู้สูบบารากู่เสี่ยงติดเชื้อโรค จากการเวียนเทียนกันสูบ โดยเฉพาะร้านบริการที่ไม่ได้ทำความสะอาดปากหลอดสูบ ขณะที่ผลวิจัยพบว่า นิสิตที่สูบบารากู่เกือบครึ่งหนึ่ง เข้าใจผิดว่าไม่มีอันตราย...

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า เตือนผู้ที่สูบบารากู่ อาจติดเชื้อโรคจากกรรมวิธีการสูบ ที่ใช้อุปกรณ์สูบร่วมกัน ในลักษณะจับกลุ่มเวียนเทียนกันสูบ ซึ่งขณะนี้พบว่า วัยรุ่นและหนุ่มสาวนักศึกษาไทย มีการสูบบารากู่กันอย่างแพร่หลาย โดยจะเห็นว่ามีอุปกรณ์สูบบารากู่วางขายอยู่ทั่วไป ทั้งที่ยาเส้นหมักที่ใช้ในการสูบ ยังเป็นสิ่งที่ห้ามนำเข้าจำหน่ายใน ประเทศไทย การวิจัยด้วยการสัมภาษณ์เฉพาะกลุ่ม พบว่า นิสิตที่สูบบารากู่เกือบครึ่งหนึ่ง เข้าใจว่าการสูบบารากู่ไม่มีอันตราย หรือมีอันตรายน้อย เนื่องจากเป็นการเผาไหม้กากผลไม้ ควันที่เผาไหม้มีกลิ่นหอม และอุปกรณ์สูบที่ทำให้ควันผ่านกระเปาะน้ำ ก่อนถูกสูดเข้าสู่ร่างกาย

ทั้งนี้ การสูบบารากู่ทำให้เกิดการเสพติด และมีอันตรายไม่น้อยกว่าการสูบบุหรี่ เนื่องจากมียาเส้นเป็นส่วนผสมกับกากผลไม้ ควันจากการสูบบารากู่ จึงมีสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นเช่นเดียวกับควันบุหรี่ และความจริงที่คนทั่วไปต้องรู้คือ การสูดควันที่เผาไหม้จากสิ่งใดๆ ล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากสูดเข้าสู่ปอด ที่สำคัญคือกรรมวิธีการสูบบารากู่ ที่นิยมใช้หลอดสูบเดียวร่วมกันหลายๆ คน สามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัส และเชื้อวัณโรคจากปากและน้ำลายของผู้สูบคนหนึ่ง ไปยังผู้สูบอีกหลายๆ คนได้ โดยเฉพาะร้านบริการที่ให้สูบบารากู่ ไม่ได้ทำความสะอาดปากหลอดสูบบารากู่อย่างสม่ำเสมอถูกวิธี เชื้อโรคจะสะสมที่ปลายหลอดสูบและแพร่ไปสู่ผู้สูบได้

:: เตือน 'บารากู่' เสี่ยงติดโรค เหตุเวียนเทียนกันสูบ ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555