Wednesday, July 6, 2011

จับสท.เมืองท่าโขลงพร้อมพวกตั้งแท่นผลิตยาบ้า

ตำรวจ ปปส.บุกจับ สท.เมืองท่าโขลง พร้อมพวกอีก 3 คนผลิตยาบ้า ก่อนวิ่งหลบหนีลงป่ากก เจ้าหน้าที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ปิดล้อมกดดันอยู่นานก่อนยอมปรากฏตัว จึงยึดแท่นปั๊มยาบ้า สารตั้งต้น หัวเชื้อในการผลิต และหัวเชื้อยาไอซ์ไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขยายผลต่อไป...

เมื่อเวลา 06.00 น. วันพุธที่ 6 ก.ค. 2554 พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส.พร้อมด้วย พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผบช.สพฐ.ตร., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี รักษาการแทน ผกก.สภ.คลองหลวง พ.ต.อ.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ รอง ผบก.ศพฐ.1 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ปปส. บุกเข้าตรวจค้นบ้านเช่าเลขที่ 62/11 หมู่ 15 ถนนเลียบคลองแอน 1-2 ติดถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แต่ขณะนั้นผู้ต้องหาวิ่งหลบหนีการจับกุมออกไปทางประตูด้านหลัง ก่อนวิ่งหลบหนีลงป่ากก เจ้าหน้าที่ทำการปิดล้อมจับกุม โดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินปิดล้อมกดดัน จากนั้นผู้ต้องหาทั้งหมด 4 คน ยอมมอบตัว และขึ้นมาจากป่ากก



ทราบชื่อคือ 1.นายบรรเจิด ยอดมะลิ อายุ 38 ปี ตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองท่าโขลง อ.คลองหลวง อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ 15 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 2.นายกมล แช่มชื่น อายุ 30 ปี ภูมิลำเนาอยู่ย่านปากน้ำ จ.สมุทรปราการ 3.นายสมศักดิ์ พ่วงมาลี อายุ 58 ปี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 4.นายจักรกฤษณ์ สุดคิด อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50/1 หมู่ 16 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ไปชี้จุดและตรวจค้นภายในห้องเช่าดังกล่าว ตรวจสอบพบแท่นปั๊มยาบ้าขนาดเล็ก แบบ 2 หัวตอก จำนวน 1 เครื่อง, หัวปั๊มเม็ดยากว่า 20 หัว, สารตั้งต้น, หัวเชื้อในการผลิตยาบ้า, หัวเชื้อยาไอซ์, พร้อมอุปกรณ์บรรจุยาบ้าเป็นถุงพลาสติกสีฟ้าจำนวนมาก และยาบ้าที่ปั๊มเสร็จเป็นเม็ดยาแล้วอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดไว้ตรวจสอบ และนำตัวไปสอบสวนขยายผลต่อที่ ปปส.

ด้าน พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. เปิดเผยว่า จากการติดตามสืบสวน ก่อนการบุกเข้าทลายแหล่งปั๊มนี้ ได้ทำการติดตามมานานกว่า 7-8 เดือนแล้ว ซึ่งบ้านเช่าหลังดังกล่าว เป็นของนายบรรเจิดฯ สท.ท่าโขลง และมีบ้านพักอยู่ด้านหลังบ้านเช่า และเมื่อ 3 วันก่อนก็ได้ทราบว่า ได้มีการนำยาบ้าออกไป และจากนั้นติดตามจับกุมขบวนการยาบ้า ก็ทราบว่ารับยามา จากบริเวณดังกล่าว จึงได้วางแผนเข้าตรวจค้นจับกุม แต่ขณะที่บุกเข้าจับกุมซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 4 คน กำลังผลิตยาบ้าอยู่ในห้องเช่าดังกล่าว เมื่อทราบว่า เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้น ได้วิ่งหลบหนีออกประตูด้านหลัง ก่อนหนีลงเข้าป่ากก จึงได้นำเฮลิคอปเตอร์สำนักงานตำรวจบินกดดันป่ากกและปิดล้อม เพื่อกดดันผู้ต้องหา


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 40 นาที ผู้ต้องหาทั้งหมดจึงยอมมอบตัวแต่โดยดี และเมื่อตรวจสอบแท่นปั๊มที่ผู้ต้องหาใช้เป็นแท่นปั๊มแบบ 2 หัวตอก ซึ่งถือเป็นแท่นพิมพ์ขนาดเล็ก ที่ส่วนใหญ่จะใช้ในการลักลอบแอบผลิตเอง เพราะแท่นปั๊มชนิดนี้เสียงจะไม่ดัง จำนวนการผลิตภายใน 24 ชั่วโมง จะสามารถผลิตยาบ้าได้ประมาณกว่า 3 แสนเม็ด จะไม่เหมือนเครื่องพิมพ์แบบเครื่องจักร ที่ต้องใช้สถานที่เก็บเสียง จึงต้องลักลอบจัดหาสถานที่ปั๊ม แต่แท่นปั๊มที่สามารถจับกุมได้ในครั้งนี้ ใช้ระบบเมนนวล ซึ่งง่ายและสะดวกในการเคลื่อนย้ายสถานที่ จึงเป็นการยากในการสืบสวนติดตามตัวแก๊งพวกนี้


ส่วนนายบรรเจิด ผู้ต้องหา ปัจจุบันทำงานเป็น สท.อยู่ที่เทศบาลเมืองท่าโขลง แล้วเมื่อ 2 ปีก่อน นายประดิษฐ์ ยอดมะลิ น้องชายนายบรรเจิด เพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง จับกุมในคดียาเสพติดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จะได้สอบสวนเพื่อขยายผลทลายขบวนการแก๊งค้ายาบ้ารายนี้ และจะได้ตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและหลักฐานการใช้จ่ายเงินของนายบรรเจิดเพิ่มเติม ส่วนหลักฐานที่สามารถตรวจยึดได้จะนำไปเก็บตรวจสอบที่ ปปส. ต่อไป

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2554

นักวิจัยเกาหลีใต้พบความยาวนิ้วบ่งบอกขนาดอวัยวะเพศชาย

มืออาจบ่งบอกความเป็นเจ้าของมากกว่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะคุณผู้ชาย เมื่อผลศึกษาของเกาหลีใต้พบว่า นิ้วสามารถบ่งชี้ถึงขนาดขององคชาติได้เลยทีเดียว

ผลศึกษาของนักวิจัยเกาหลีใต้ที่เผยแพร่ในวารสาร Asian Journal of Andrology พบว่าชายที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนางอาจมีองคชาติยาวกว่าคนทั่วไป

"จากข้อมูลของเรา ผู้ที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง อาจมีอวัยวะเพศยาวกว่าคนอื่น" แต บอม คิม นักวิจัยแผนกวิทยาทางเดินปัสสาวะของโรงพยาบาลมหาวิทาลัยแกชอน ในอินชอน เกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ผลศึกษาต่างๆก่อนหน้านี้พบหลักฐานที่แน่ชัดว่าเทสโทสเตอโรนฮอร์โมนเพศชายก่อนคลอดอาจกำหนดพัฒนาการของนิ้วเช่นเดียวกับความยาวขององคชาติ ซึ่งก็สัมพันธ์กับสิ่งที่ คิม และเพื่อนร่วมงานลงมือศึกษา

ที่มา: นักวิจัยเกาหลีใต้พบความยาวนิ้วบ่งบอกขนาดอวัยวะเพศชาย ผู้จัดการออนไลน์ วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2554

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม (1) + (2)

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม (1)

ดิฉันอยากทราบว่า การที่ผู้หญิงจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายซึ่งทำให้กลายเป็นภริยาตามกฎหมายแล้วนั้น จะมีสิทธิในส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของชายผู้เป็นสามีอย่างไรบ้าง และถ้าสามีมีทายาทอื่นด้วย จะแบ่งกันในสัดส่วนอย่างไร

ตอบ

คู่สมรสตามกฎหมายไม่ว่าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตและมีทรัพย์มรดก คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ของเจ้ามรดกจะมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายด้วย หมายความว่าเจ้ามรดกอาจมีทายาทโดยธรรมตามกฎหมายประเภทอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ (1) ผู้สืบสันดาน, (2) บิดามารดา, (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, (4)พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน, (5) ปู่ ย่า ตา ยาย, (6) ลุง ป้า น้า อา คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

โดยทายาทในลำดับบนจะตัดทายาทลำดับล่าง คือทายาทลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยถ้าทายาทลำดับบนขึ้นไปยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นกรณีทายาทโดยธรรมลำดับสอง เพราะกฎหมายได้ให้บิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เจ้ามรดกตายนั้น บิดามารดาจะได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร

สมมุติว่ามีครอบครัวหนึ่งสามีเสียชีวิต ทรัพย์สินของครอบครัวนั้นที่เป็นสินสมรสจะต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องครอบครัวก่อน ดังนั้นสินสมรสที่แบ่งแล้วครึ่งหนึ่งรวมกับสินส่วนตัวของผู้เสียชีวิตจะตกเป็นมรดกที่หากไม่มีพินัยกรรมกำหนดไว้ จะต้องนำมาแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป สรุปคือก่อนจะถึงขั้นตอนที่คู่สมรสจะรับมรดกของผู้ตาย คู่สมรสจะต้องมีส่วนแบ่งในสินสมรสครึ่งหนึ่งก่อนตามกฎหมายครอบครัว

หลังจากนั้นจึงมาพิจารณากฎหมายมรดก เนื่องจากคู่สมรสถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมด้วย กล่าวคือ ถึงแม้เจ้ามรดกจะมีทายาทโดยธรรมลำดับชั้นบนตามมาตรา 1629 อยู่ด้วย ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกก็ไม่อาจตัดสิทธิคู่สมรสในการที่จะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของสามีที่เสียชีวิตด้วย เพียงแต่ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสจะได้จำนวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมลำดับใดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม 2554

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม 2


สิทธิและส่วนแบ่งในฐานะทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสที่มีสิทธิรับมรดกของสามีที่เสียชีวิต ต้องดูประกอบกับลำดับชั้นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 กล่าวคือ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ ผู้สืบสันดาน (บุตร หลาน เหลน ลื้อ), บิดามารดา, พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน, ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635” ตามที่กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสจะได้จำนวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมลำดับใดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย สิทธิและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรม มีดังนี้

1. ถ้าเจ้ามรดกมีทายาทลำดับ (1) คู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนบุตร ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีบุตร 3 คน มีภริยา 1 คน ภริยาจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตร คือทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องแบ่งเป็น 4 ส่วน ภริยาได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 4

2. ถ้าเจ้ามรดกมีทั้งทายาทลำดับ (1) และ (2) คือมีบุตรและบิดามารดาด้วย ภริยาจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตรและบิดามารดา ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีบุตร 3 คน บิดา 1 คน มารดา 1 คน และภริยา 1 คน ทรัพย์มรดกของผู้ตายจะต้องแบ่งเป็น 6 ส่วน ภริยาได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 6

3. ถ้าเจ้ามรดกไม่มีทายาทลำดับ (1) แต่มีทายาทลำดับ (2) คู่สมรสมีสิทธิได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 2 ตัวอย่าง เจ้ามรดกไม่มีบุตร มีแต่บิดามารดาและภริยา เช่น มีเงินสด 1,000,000 บาท ภริยาได้ 500,000 บาท ส่วนบิดาได้ 250,000 บาท และมารดาได้ 250,000 บาท

4. ถ้าเจ้ามรดกมีแต่ทายาทลำดับ (4) หรือ (5) หรือ (6) กรณีใดกรณีหนึ่ง คู่สมรสได้ส่วนแบ่ง 2 ใน 3 ตัวอย่าง เจ้ามรดกไม่มีบุตร ไม่มีบิดามารดา มีแต่พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน 3 คน และมีภริยา เจ้ามรดกมีเงินสด 900,000 บาท ภริยาได้ 600,000 บาท พี่น้อง 3 คน ได้คนละ 100,000 บาท

นอกจากนี้เพื่อความเป็นธรรมในหลักที่ว่าญาติสนิทตัดญาติห่าง กฎหมายจะมีเรื่องของการรับมรดกแทนที่ของทายาทโดยธรรมแต่ละลำดับที่จะตัดทายาทโดยธรรมลำดับหลังด้วย กล่าวคือ ถ้าทายาทโดยธรรมลำดับใดเสียชีวิตก่อนเจ้ามรดก แต่ทายาทโดยธรรมลำดับนั้นมีทายาท ทายาทก็เข้ารับมรดกแทนที่ด้วย เช่น เจ้ามรดกมีบุตร และบุตรแต่งงานแล้วมีบุตรสาว 1 คน ถ้าบุตรของเจ้ามรดกตาย หลานสาวของเจ้ามรดกจะในฐานะรับมรดกแทนที่บิดาที่จะตัดทายาทลำดับหลังของเจ้ามรดก สมมุติว่าถ้าเจ้ามรดกมีหลานสาวและภริยา ภริยาจะได้รับมรดกคนละครึ่งกับหลานสาว เนื่องจากหลานสาวได้เข้ามารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ของเจ้ามรดก เป็นต้น

และถ้าเจ้ามรดกไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับใดเลย รวมทั้งไม่มีการรับมรดกแทนที่ในทายาทลำดับใดด้วย คู่สมรสจึงจะมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดของเจ้ามรดกซึ่งเป็นสามีที่เสียชีวิต

ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม 2554

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย (1) + (2)

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย (1) / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย


ผมมีน้องสาวอายุ 26 ปี ได้เสียกับเพื่อนชายจนท้อง ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่าชายผู้เป็นบิดาของเด็กมีภริยาตามกฎหมายอยู่แล้ว และชายผู้นี้ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบเด็กที่เกิดมา จึงอยากจะทราบว่าถ้าน้องสาวกับชายผู้นี้ไม่เคยอยู่กินร่วมกันแต่มีบุตรด้วยกัน มีทางที่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้องขอให้เด็กคนนี้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายได้หรือไม่

ตอบ

เด็กที่เกิดจากชายและหญิงที่ไม่ได้เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ถ้าหากชายประสงค์จะรับผิดชอบก็สามารถจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร หรือถ้าชายไม่มีภริยาชอบด้วยกฎหมายก็สามารถจดทะเบียนสมรสกับมารดาเด็กในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เด็กกลายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายได้

แต่ถ้าหากชายปฏิเสธไม่ยินยอมรับเด็กเป็นบุตร จะต้องอาศัยคำพิพากษาของศาลโดยการฟ้องคดีขอให้ชายรับเด็กเป็นบุตรของชาย โดยการฟ้องได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 ถึงเหตุในการฟ้องคดีให้รับเด็กเป็นบุตรไว้ ดังนี้

1. เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

2. เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

3. เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน

4. เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น

5. เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้

6. เมื่อได้ร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น

7. เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร พฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดูหรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น

ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรากฏว่าชายไม่อาจเป็นบิดาของเด็กนั้นได้ให้ยกฟ้องเสีย

ฉบับวันอังคารหน้าเราจะต่อกันในเรื่องพฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้ง 7 กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรณีที่ 6 ที่หญิงชายเพียงแต่ได้เสียกันโดยสมัครใจโดยมิได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่าชายมีภริยาอยู่แล้วหรือชายไม่รับผิดชอบเด็กที่เกิดมา ซึ่งในทางกฎหมายจะสามารถเรียกร้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้หรือไม่

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม 2554 เวลา 0:00 น

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย (2) / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย

ฉบับที่แล้วเราทิ้งประเด็นปัญหากรณีที่หญิงชายได้เสียกันโดยสมัครใจและฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ แต่ชายไม่อาจรับผิดชอบได้เพราะมีคู่สมรสอื่นอยู่แล้ว หรือชายไม่ประสงค์จะรับผิดชอบก็ตาม ฝ่ายหญิงจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กคนนี้เป็นบุตรของชายได้หรือไม่ ซึ่งแต่เดิมการที่หญิงได้เสียกับชายโดยสมัครใจไม่มีการบังคับขู่เข็ญ ล่อลวง หรือข่มขืนและได้ตั้งครรภ์กับชาย การจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของชายได้ต้องมีข้อเท็จจริงสำคัญในกรณีอื่น ๆ เช่น การที่ชายและหญิงคู่นี้ได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้ (ในทางการแพทย์จะอยู่ในช่วงที่ชายและหญิงได้เสียกันในระยะเวลา 180 วัน ถึง 310 วัน ก่อนเด็กคลอด) หรือมีพฤติการณ์ที่อื่นใดที่เป็นที่รู้กันทั่วไปที่ชายผู้เป็นบิดาได้ยอมรับหรือแสดงให้เห็นว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรของตนด้วย เป็นต้น

แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเรื่องเหตุแห่งการฟ้องคดีให้กว้างขึ้น กล่าวคือ ได้แก้ไขเพิ่มเติมเหตุแห่งการฟ้องคดีดังกล่าวให้รวมถึง เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555(6)

ผู้ที่ฟ้องคดีจึงต้องพิสูจน์โดยนำพยานต่าง ๆ มาสืบให้เห็นว่า ได้มีการร่วมประเวณีระหว่างชายผู้เป็นจำเลยกับหญิงผู้เป็นมารดาในระยะเวลา 180 วัน ถึง 310 วัน ก่อนเด็กเกิด และประการสำคัญคือต้องมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น เช่น พิสูจน์หมู่เลือด, ดีเอ็นเอ รูปร่างหน้าตา หรือหญิงมิได้มีชายอื่นหรือพฤติ กรรมสำส่อน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังมีนักกฎหมายอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่เพียงแต่ชายหญิงได้เสียกันแล้วจะมาฟ้องคดีให้รับเด็กเป็นบุตรของชายได้จะทำให้อาจเกิดกรณีการฉวยโอกาสแอบอ้างว่าเด็กเป็นบุตรเพื่อขอรับมรดกของชายที่ตายได้ โดยฝ่ายชายจะพิสูจน์หักล้างได้ยาก นักกฎหมายฝ่ายนี้จึงเห็นว่าในภายภาคหน้าควรจะแก้ไขกฎหมายโดยการตัดเหตุแห่งการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรกรณีนี้ออกไปเสีย

สินสมรส (1) + (2) + (3) + (4) + (5)

สินสมรส (1)

ดิฉันมีปัญหาเกี่ยวกับชีวิตสมรส แต่สิ่งที่ดิฉันไม่ทราบคือปัญหาเรื่องทรัพย์สิน เพราะชีวิตสมรสที่มีปัญหา ทำให้ดิฉันต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เรามีร่วมกัน ซึ่งจะมีทั้งนำไปขายโดยไม่บอก หรือซื้อมาโดยปิดบังไม่ให้รู้ ดังนี้

1. การที่สามีนำที่ดินและบ้านไปขายฝากโดยดิฉันไม่ทราบ ดิฉันจะมีทางเอาที่ดินกลับคืนมาได้หรือไม่

2. ที่ดินที่สามีเป็นผู้ซื้อโดยผ่อนกับธนาคาร และธนาคารหักหนี้จากเงินเดือนของสามีทุกเดือน ที่ดินแปลงนี้จะเป็นสินส่วนตัวของสามีหรือสินสมรสของสามีภริยา

รวมทั้งให้สามีช่วยเซ็นให้ความยินยอมในเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่เซ็นให้ ทำให้ดิฉันไม่อาจทำการค้าขายได้สะดวก จนบางครั้งต้องใช้วิธีปลอมลายเซ็นสามีในการให้ความยินยอม

ตอบ
เนื่องจากมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการจัดการสินสมรสมากมาย ทั้งจดหมาย โทรศัพท์และอีเมล จึงขอรวบรวมตอบเพื่อผู้อ่านท่านอื่น ๆ จะได้ศึกษาเป็นแนวทางด้วยดังนี้

1. ถ้าที่ดินแปลงใดเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส ที่ดินแปลงนั้นจะเป็นสินสมรสที่จะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยา การขาย ฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง จะทำให้นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1)) และถ้าเจ้าหนี้รับซื้อฝากที่ดินโดยไม่สุจริต คู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมขายฝากมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากคู่สมรสนำไปขายฝากให้เจ้าหนี้ได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480) โดยฟ้องทั้งผู้ซื้อฝากและผู้ขายฝากให้เป็นจำเลยร่วมกัน

นอกจากนี้การฟ้องคดีดังกล่าวยังสามารถฟ้องเพิกถอนทรัพย์สินได้ทั้งหมดมิใช่ฟ้องได้เฉพาะส่วน เนื่องจากในการเพิกถอนนิติกรรมสำคัญใด ๆ ที่บุคคลภายนอกทำการโดยไม่สุจริตหรือไม่ได้เสียค่าตอบแทนตามนัยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้นั้น เป็นเรื่องของนิติกรรมโดยตรง จึงต้องเพิกถอนทั้งหมด โดยมีผลว่าทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นย่อมกลับคืนมาเป็นสินสมรสทั้งหมด มิใช่เพิกถอนแต่เฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมเท่านั้น (ตามแนวคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7180/2551) ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ถูกเพิกถอนได้รับความเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่าเอากับผู้ขาย

2. เมื่อเงินเดือนเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เงินเดือนจึงเป็นสินสมรส
ดังนั้นการที่นำเงินเดือนไปชำระหนี้กับธนาคารเพราะเป็นผู้กู้เงินจากธนาคารมาซื้อทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาโดยผ่อนชำระกับธนาคารโดยวิธีการให้หักเงินเดือน การซื้อหาทรัพย์สินนี้จึงได้มาจากการใช้เงินเดือน ถือได้ว่าทรัพย์สินนี้เป็นสินสมรสซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยาไม่ใช่สินส่วนตัวของเจ้าของเงินเดือน (ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2551)

ฉบับหน้าจะมาว่ากันต่อเรื่องปัญหากรณีที่คู่สมรสไม่ให้ความยินยอมในการจัดการสินสมรส

ที่มา: สินสมรส (1) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน 2554

สินสมรส (2) ต่อ

ฉบับที่แล้วเราค้างไว้ในปัญหาที่ว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดไม่ให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะจัดการสินสมรส จะทำอย่างไร

ในเบื้องต้นดิฉันอยากจะทำความเข้าใจก่อนว่า มิใช่ว่าถ้าเรามีคู่สมรสแล้วเราจะต้องขอความยินยอมจากคู่สมรสของเราทุกเรื่อง เพราะในหลายกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถทำได้โดยลำพัง เพราะนิติกรรมนั้นยังไม่ใช่การจัดการสินสมรสที่สำคัญที่กฎหมายบัญญัติให้จัดการร่วมกัน ยกตัวอย่างกรณีที่คู่สมรสสามารถจัดการได้เองโดยลำพัง เช่น

1. การจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวของตนเอง,

2. การจัดการบ้านเรือนหรือจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการดังกล่าวจะผูกพันสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย

3. การทำพินัยกรรมยกสินสมรสเฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของตนให้แก่บุคคลใด

4. คดีที่เกี่ยวกับการฟ้อง ต่อสู้คดี หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส

5. การให้เพื่อการกุศลพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว

6. บางคู่อาจจะได้มีการทำสัญญาก่อนสมรสไว้ว่าจะให้คู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้จัดการสินสมรส ก็เป็นไปตามสัญญาก่อนสมรสนั้น

7. สำหรับการค้าการขาย ถ้าเป็นการที่คู่สมรสคนใดอยากจะขอกู้เงินจากบุคคลอื่น การขอกู้ยืมเงินมิใช่เป็นเรื่องของการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจะต้องจัดการร่วมกัน และหนี้เงินกู้นั้นถือว่าเป็นหนี้สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นลูกหนี้ คู่สมรสฝ่ายใดจึงมีอำนาจกู้ยืมเงินบุคคลอื่นได้โดยไม่ต้องมีความยินยอมของคู่สมรส เพราะกฎหมายจะระบุกรณีต้องมีความยินยอมของคู่สมรสเฉพาะเรื่องการให้กู้ยืมสินสมรสเนื่องจากการให้บุคคลอื่นมากู้ยืมเงินเราอาจจะทำให้สินสมรสได้รับความเสียหายเพราะอาจไม่ได้รับการใช้คืน แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติถ้าเราจะไปกู้เงินใคร เจ้าหนี้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารหรือสหกรณ์จะให้ผู้ขอกู้ได้โปรดกรอกแบบฟอร์มเอกสารความยินยอมของคู่สมรสด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหนี้ต้องการเอกสารอะไรผู้กู้ก็จะหามาให้เพราะอยากได้เงินกู้ จึงมีกรณีที่ผู้กู้บางรายไม่อยากบอกให้คู่สมรสของตนทราบว่าจะขอกู้เงินจึงได้เซ็นชื่อปลอมของคู่สมรสในเอกสารความยินยอม

ภายหลังเกิดคู่สมรสนั้นมีปัญหาทะเลาะกันเรื่องอื่นก็มีการขุดคุ้ยเรื่องการปลอมลายเซ็นมาแจ้งความกันวุ่นวาย ซึ่งความจริงแล้วการขอกู้เงินไม่จำเป็นต้องใช้ความยินยอมของคู่สมรสเลย ตัวอย่างคดีเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862/2531 จำเลยเป็นหญิงมีสามี สมัครใจทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าสัญญากู้ทำขึ้นเพราะถูกบังคับหรือสำคัญผิดก็ย่อมเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้สามีจำเลยไม่ได้ให้ความยินยอมในการกู้เงินก็ไม่ทำให้สัญญากู้ดังกล่าวเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกู้เงินของจำเลยไม่ใช่ การจัดการเกี่ยวกับสินสมรสที่จะต้องให้สามีจำเลยยินยอม

ที่มา: สินสมรส (2) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน 2554

สินสมรส (3)

บางกรณีคู่สมรสอาจจะไว้ใจคู่สมรสอีกฝ่ายมาก ในอันที่จะให้ทำนิติกรรมใด ๆ หรือกรณีที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันและไม่อยากยุ่งยากในการต้องมาเซ็นยินยอม จึงอาจจะทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะจัดการสินสมรสไว้ล่วงหน้าจะใช้ได้หรือไม่ เพราะอาจเกิดกรณีว่าพอคู่สมรสฝ่ายใดไปทำนิติกรรมเข้าจริง ๆ ภายหลังอีกฝ่ายหนึ่งก็จะขอให้เพิกถอนโดยอ้างเรื่องยังไม่มีความยินยอมในนิติกรรมนั้น เรื่องนี้มีแนวคำวินิจฉัยของศาลตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3186/2538 ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าทำได้ โดยศาลได้วางแนวบรรทัดฐานไว้ในคดีนั้นว่า ความยินยอมให้ทำนิติกรรมไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องเฉพาะราย จะให้ความยินยอมเป็นการล่วงหน้าและตลอดไปไม่ได้ ทั้งโดยสภาพแล้วผู้ให้ความยินยอมสามารถให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องเฉพาะรายหรือตลอดไปก็ได้

เมื่อหนังสือให้ความยินยอมมีข้อความว่า ภริยายอมให้สามีทำนิติกรรมในการกู้เงิน กู้เบิกเงินเกินบัญชีค้ำประกัน ฯลฯ หรือทำนิติกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องได้โดยผู้เป็นภริยาตกลงให้ความยินยอมในการกระทำนั้นตลอดไป ย่อมแสดงให้เห็นว่า ภริยามีเจตนาให้ความยินยอมในการที่สามีทำนิติกรรมที่ระบุในหนังสือให้ความยินยอมและนิติกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับธนาคารได้ตลอดไป ดังนั้นสัญญาค้ำประกันที่สามีทำกับธนาคารเพื่อค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้คนหนึ่งต่อธนาคารย่อมมีผลใช้บังคับโดยชอบ ภริยาจึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

ส่วนกรณีที่คู่สมรสไม่ยอมให้ความยินยอมสำหรับการจัดการสมรสที่สำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งจึงต้องร้องขอต่อศาลสั่งอนุญาตแทนความยินยอมนั้น หากปรากฏว่าการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลหรือไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอมได้ เพราะถ้าขืนจัดการไปเองโดยลำพังจะทำให้คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นไว้เสียแต่ว่าคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมจะมารับรองนิติกรรมนั้นในภายหลังที่เรียกว่าการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้น หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

สำหรับนิติกรรมที่สำคัญซึ่งกฎหมายกำหนดให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหลังนั้น มีข้อสังเกตคือ ตราบใดที่นิติกรรมที่ทำโดยไม่มีความยินยอมดังกล่าวนี้ยังไม่มีการฟ้องขอให้เพิกถอน นิติกรรมสัญญานั้นยังคงสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น สามีขายบ้านหลังหนึ่งให้แก่นาย ก. โดยภริยาไม่ทราบและไม่ได้ให้ความยินยอม นาย ก.ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่บริวารของผู้ขายให้ออกจากบ้านหลังนั้นได้ เพราะนิติกรรมสัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนาย ก.กับสามีนั้นสมบูรณ์เนื่องจากยังไม่มีการเพิกถอนจึงเป็นเรื่องที่ภริยาจะต้องฟ้องศาลเพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายบ้านของสามีกับนาย ก.ว่าทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นภริยา และนาย ก.ผู้เป็นบุคคลภายนอกไม่สุจริตและไม่ได้เสียค่าตอบแทน เป็นต้น

ที่มา: สินสมรส (3) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน 2554

สินสมรส (4)

คู่สมรสที่ต้องการจะให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่ผู้อื่นจะทำได้มากน้อยเพียงใด เช่น ให้ลูกติดมา หรือให้ญาติพี่น้อง ของตนเอง หรือนำไปบริจาคหรือทำบุญ และไม่อยากให้คู่สมรสของเราทราบเพราะขี้เกียจฟังเสียงบ่นในวันหลัง

ตอบ
เนื่องจากการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่กฎหมายบัญญัติให้คู่สมรสต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะรวมถึงการยกทรัพย์สินให้ผู้อื่นโดยเสน่หาไว้ด้วย อย่างไรก็ตามกฎหมายได้ยกเว้นการให้โดยเสน่หาที่สามารถจัดการได้ตามลำพังหรือไม่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าหากการให้โดยเสน่หานั้นเป็นการให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

แต่เดิมกฎหมายเก่าได้แบ่งประเภทของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเป็น 3 ประเภท คือ สินส่วนตัว สินเดิม และสินสมรส โดยสินเดิมและสินสมรสที่อยู่รวมกันเป็นสินบริคณห์ แต่กฎหมายใหม่แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้น คือ สินส่วนตัว และสินสมรส ดังนั้นคู่สมรสจะเอาสินส่วนตัวของตนไปให้ใครย่อมไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาพิพาทกันในศาลจะเป็นเรื่องที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเอาสินสมรสไปยกให้ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสของตน ซึ่งอันที่จริงการยกให้ผู้อื่นโดยเสน่หาอาจทำได้หากเข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย หรือจะยกให้ไม่ได้หากเกินสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวและไม่เป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา จึงต้องดูข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องว่ากรณีใดเป็นการให้ที่เกินสมควรหรือไม่ ตัวอย่างคดีที่พิพาทกัน เช่น

-สามียกที่ดินให้ภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควร ในทางศีลธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270-2271/2534 )

-สามียกที่ดินสินสมรสราคาเกินกว่าแสนบาทให้ผู้อื่น โดยภริยามิได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ เหตุที่ยกให้เพราะผู้นั้นช่วยอุปการะและพาสามีไปตรวจรักษาพยาบาล ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินเท่าใด ยังไม่พอถือว่าเป็นการสมควรในทางศีลธรรมอันดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2518)

-สามีทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินอันเป็นสินบริคณห์ให้บุตรโดยเสน่หาคนละแปลง เมื่อปรากฏว่ายังมีที่ดินอันเป็นสินบริคณห์หรือสินสมรสเหลืออีกหลายแปลง จึงเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยาก่อน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2391-2392/2517, 3471/2531)

หรือตัวอย่างของการที่บิดายกสินสมรสให้บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7419/2543 คดีนั้นได้ให้เหตุผลไว้ว่า แม้บิดาไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย แต่โดยทางธรรมจรรยาซึ่งเป็นความรู้สึกผิดชอบภายในจิตใจที่เกิดจากพื้นฐานทางคุณธรรมและจริย ธรรมของผู้เป็นบิดา บิดาย่อมมีความผูกพันที่จะให้การเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดมาโดยปราศจากความผิดใด ๆ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ ซึ่งบิดาได้จัดให้บุตรได้รับการศึกษาและดูแลบุตรดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่งบิดาถึงความตาย ดังนั้นการที่บิดาได้โอนบ้านและที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของบุตรและมารดาของเด็ก โดยบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดที่บิดามีอยู่ร่วมกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาอันพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว คู่สมรสที่เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายจึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาดังกล่าวไม่ได้

ที่มา: สินสมรส (4) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน 2554

สินสมรส (5)

การที่บิดามารดาจะยกทรัพย์สินให้บุตรของตนที่มีครอบครัวแล้ว ทรัพย์สินที่ยกให้นี้จะเป็นสินส่วนตัวของบุตรคนเดียว หรือเป็นสินสมรสร่วมกันระหว่างสามีภริยา และถ้าให้เป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่งแทนการให้เป็นทรัพย์สินจะเกิดปัญหาได้หรือไม่
ปราณี

บิดามารดาที่จะยกทรัพย์สินให้บุตรหลาน ส่วนใหญ่มักจะกังวลกันว่าจะตกได้แก่บุตรของตนทั้งหมด หรือตกเป็นสินสมรสซึ่งจะทำให้บุตรของตนมีสิทธิเพียงครึ่งเดียว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471(3) บัญญัติเรื่องสินส่วนตัวว่า ได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา และในมาตรา 1474(2) บัญญัติเรื่องสินสมรสว่า ได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส สรุปคือการยกทรัพย์สินให้บุตรหลานของตนที่มีครอบครัวแล้วจะเป็นสินส่วนตัว เว้นแต่การยกให้นั้นผู้ให้หรือเจ้าของพินัยกรรมจะระบุชัดแจ้งว่าจะยกให้เป็นสินสมรส

นอกจากนี้ยังมีมาตรา 1474(3) บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว ซึ่งดอกผลที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ทรัพย์สินพวกดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าเช่า เป็นต้น ตัวอย่างเช่น บิดายกที่ดินให้บุตรชายที่แต่งงานแล้ว บุตรชายนำที่ดินแปลงนี้ไปให้เช่า ค่าเช่าที่ดินถือว่าเป็นดอกผลที่ได้มาในระหว่างสมรส ดังนั้นที่ดินแม้จะเป็นสินส่วนตัวของบุตรชาย แต่ค่าเช่าจะเป็นสินสมรส หรือได้รับมรดกเป็นเงิน 10 ล้านบาท เงินต้น 10 ล้านบาทเป็นสินส่วนตัว แต่เงินดอกเบี้ยของเงินที่ได้มาและนำไปฝากไว้กับธนาคารเป็นสินสมรส เป็นต้น

แต่เงินกำไรที่ได้จากการขายทรัพย์สินที่ได้รับมรดกหรือรับการยกให้มาซึ่งเป็นส่วนต่างที่ทำให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้นไม่ถือว่าเป็นดอกผล เพราะเงินกำไรไม่ถือว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการให้ผู้อื่นได้ใช้ทรัพย์สินนั้นและให้ประโยชน์แก่เจ้าของทรัพย์สินเป็นครั้งคราว ดังนั้นถ้าที่ดินรับมรดกมามีมูลค่าที่ดินประมาณ 10 ล้านบาท แต่ขายได้ในราคา 20 ล้านบาท แม้จะขายที่ดินแปลงนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากราคาที่ดินเดิม เงินกำไรนี้ยังเป็นสินส่วนตัวของเจ้าของที่ดิน

นอกจากนี้มาตรา 1474 วรรคท้าย ยังบัญญัติไว้ว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ผลที่อาจจะตามมาเกี่ยวกับปัญหานี้คือถ้าหากว่าเงินที่ได้รับการยกให้หรือรับมรดกไม่แยกออกให้ชัดเจน จนไม่อาจจะแยกกันได้ว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสเพราะอยู่รวมปนกัน กฎหมายจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2545 เงินฝากในบัญชีเงินฝากในธนาคารมีรายได้จากกิจการที่สามีภริยาร่วมกันทำมาหาได้ร่วมกันอยู่ด้วย เนื่องจากเงินรายได้จากกิจการเป็นเงินสินสมรส แต่เมื่อได้รวมระคนปนกับเงินสินส่วนตัวของสามีจนไม่อาจจำแนกว่าแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าใด ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเงินในบัญชีนั้นเป็นสินสมรส ฉะนั้นการที่ได้ถอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ เงินฝากในบัญชีใหม่จึงเป็นสินสมรส หากมีการนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและห้องชุด ที่ดินและห้องชุดจะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่าเป็นสินสมรส เป็นต้น

บทสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสนั้น หมายความว่าถ้าฝ่ายใดจะอ้างว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวของตนไม่ใช่สินสมรส ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัวจะต้องเป็นผู้นำหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างให้ได้ว่าไม่ใช่สินสมรส

ที่มา: สินสมรส (5) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 05 กรกฎาคม 2554

ปตท.แนะทุนสำรองสร้างคลังน้ำมัน

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บมจ. ปตท. ในฐานะประธานกลุ่ม โรงกลุ่มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ต้องการเสนอให้รัฐบาลสร้างคลังสำรองน้ำมันเพื่อป้องกันปัญหาวิกฤติน้ำมันโลกเหมือนกับหลายประเทศที่ดำเนินการสร้างแล้ว เนื่องจากไทยยังเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ เบื้องต้นรัฐบาลลงทุนโดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปลี่ยนจากการเก็บเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นน้ำมันแทน ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้เก็บสำรองน้ำมันตามกฎหมาย

“เห็นว่าการเก็บสำรองน้ำมันยิ่งทำเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งกำไร เพราะราคาน้ำมันมีแต่ปรับราคาขึ้น และวิธีการนี้ก็มีหลายประเทศที่ใช้เช่น จีน ฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะใช้บริหารจัดการราคาน้ำมันได้ดีกว่าการอุดหนุน โดยเบื้องต้นการเก็บสำรองน้ำมันโดยรัฐบาลเองก็มีตั้งแต่ 30-90 วันขึ้นไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวก่อนหน้านี้ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เสนอให้ไทยมีการสำรองน้ำมันดิบ 90 วัน ซึ่งเป็นการสำรองจากภาครัฐเพื่อให้ประชาชนมั่นใจ หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้จากกรณีวิกฤติต่าง ๆ โดยต้องใช้งบลงทุน 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายไพรินทร์ กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีแนวคิดให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า รัฐบาลคงต้องดูว่ามีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้ามีกองทุนน้ำมันก็สามารถช่วยพยุงราคาน้ำมันบางส่วนได้ แต่ถ้ายกเลิกก็ทำได้หากมีคลังน้ำมันสำรองอยู่

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. กล่าวว่า นโยบายยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซลลดลงทันที ขณะเดียวกันก็จะทำให้ราคาพลังงานที่มีการอุดหนุนอยู่ เช่น ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นต้องติดตามว่ารัฐบาลจะนำเงินจากส่วนใดมาดูแล ส่วนภาษีน้ำมันนั้นตามหลักการแล้วก็จำเป็นต้องเก็บ เพราะสร้างรายได้จำนวนมาก เฉพาะภาษีน้ำมันดีเซลตัวเดียวปีหนึ่งก็เกือบ 1 แสนล้านบาท

ที่มา: ปตท.แนะทุนสำรองสร้างคลังน้ำมัน เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 06 กรกฎาคม 2554

Tuesday, July 5, 2011

นอนนานวิ่งได้เร็วขึ้น พบสำคัญกับนักกีฬาชั้นยอดยิ่งกว่าอย่างอื่น

นอนนานประโยชน์เยอะ เช่น วิ่งได้เร็วขึ้น พบสำคัญกับนักกีฬาชั้นยอดยิ่งกว่าอย่างอื่น

นักวิจัยได้ขุดค้นพบความสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ของการนอนหลับที่สำคัญใหม่อีก อย่าง ช่วยให้นักกีฬาชั้นยอดทำสถิติได้ดีขึ้น

วารสารวิชา “การนอนหลับ” ของสหรัฐฯ การได้หลับนอนนานขึ้น จะช่วยให้นักกีฬาทำสถิติดีขึ้นได้

นักวิจัยได้ทดลองกับทีมบาสเกตบอลชาย ขอให้นอนหลับให้นานเป็นคืนละ 10 ชม. เป็นเวลาเดือนครึ่ง ปรากฏว่าทำให้พวกเขาเล่นดีขึ้น และชู้ตลูกแม่นขึ้นกว่าเดิมอีกร้อยละ 9 และทำให้รู้ความสำคัญว่า การนอนหลับและพักผ่อนนานเพียงพอ สำคัญไม่แพ้กับการฝึกซ้อมและอาหารการกินสำหรับนักกีฬาชั้นยอดเช่นกัน

นักวิจัย เชริ หม่า ของคลินิกรักษาปัญหาในการนอน กล่าวว่า การนอนมักจะถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาต่างก็รู้ความสำคัญของมันแก่ใจดี แต่ก็มักจะชอบสังเวยมันก่อนเสมอ การค้นพบทำให้รู้ว่า ความสำคัญของการนอนสำคัญในระยะยาวเหนือกว่าสิ่งใดหมด ไม่เฉพาะแต่คืนก่อนแข่งเท่านั้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 กรกฎาคม 2554

นอนให้เยอะที่สุดแต่ต้องไม่มากเกินไป และความสดชื่นจะตามมา

จงใจแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ

คำกล่าวที่ชาวบ้านพูดกันว่า เลือกตั้งทีต้องสะสมกระสุนไว้ยิงนั้น...เป็นความจริง ตราบใดที่การเมืองต้องแข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเลือกตั้งจบก็เหมือนเสร็จสงคราม เมื่อรบชนะก็แบ่งสมบัติ เลือกตั้งเสร็จก็ปูนบำเหน็จด้วยตำแหน่งในรัฐบาล ดังนั้นก่อนการเลือกตั้งก็
ต้องเตรียมตัว พรรคการเมืองจะออกรบก็ต้องเตรียมกระสุนดินดำคือเตรียมเงิน เตรียมทุนให้ลูกพรรคไปใช้หาเสียง เพื่อให้ชนะเลือกตั้งพรรคที่มีความพร้อมก็จะได้ ส.ส.จำนวนมาก พรรคที่ไม่พร้อม ส.ส.ที่ได้ก็น้อย ดังนั้นการแต่งตั้งรัฐมนตรีของพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลจึงคำนวณจาก ส.ส.ที่ได้รับเลือกเข้ามา พรรคการเมืองจึงต้องหาเงินทุนให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง.....

จาก “ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก” หนังสือเบสท์เซลเลอร์โดยพระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม (สุขธนะ) อดีตรัฐมนตรีที่ขอแนะนำให้อ่านครับ ชาวบ้านผู้เสียภาษีอย่างเราจะได้ทราบว่าวงจรอุบาทว์ทางการเมืองยังดำรงอยู่ในวงการเมืองแบบไทย ๆ และสามารถอนุรักษ์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นตลอดมา

ต้องเตรียมกระสุนดินดำแล้วเป็นยังไง

จากหนังสือฉบับเดียวกันพระรักเกียรติท่านเล่าว่า แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)ก็ส่งบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาอาตมาถึง ๓ คดี คือ

๑. แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ

๒. ชี้มูลกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ เรียกรับทรัพย์สินจากบริษัทยา

๓. ชี้มูลฐานร่ำรวยผิดปกติ มีมติให้ส่งสำนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขอให้ยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ๒๓๓,๘๘๐,๐๐๐ บาท

ในที่สุดก็อย่างที่เป็นข่าวท่านถูกศาลพิพากษาลงโทษและรับโทษเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ท่านพบความสุขอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนา ถึงมีหนังสือดี ๆ มาให้อ่านกัน

จากกรณีของพระรักเกียรติดังกล่าว ท่านเขียนไว้ในหน้า ๔๙ ว่านักการเมืองที่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วรอดยาก

ที่รอดยากพระท่านว่าเป็นเพราะระบบกฎหมายซึ่งใช้สำนวนคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาคดี สำนวนการไต่สวนเหมือนกับตั้งธงว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือเชื่อว่ามีความผิดแล้ว แต่ก็ให้โอกาสจำเลยมาแก้ต่าง

แต่บางทีที่รอดยากเพราะฟังคำชี้แจงแล้วปล่อยให้รอด มันทำใจลำบาก

ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งต้องยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

ปรากฏว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าท่านผู้อำนวยการไม่แสดงรายการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของตนและของภรรยารวม ๑๕ บัญชีกับรายการที่ดินที่ภรรยาเป็นเจ้าของร่วมอีกหนึ่งแปลง คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ท่านผู้อำนวยการในฐานะผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเป็นประเด็นให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยดังนี้

หนึ่ง ผู้ร้อง (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)ไม่อาจนำประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒มาอ้างเพื่อให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังแก่ผู้คัดค้าน

ประเด็นนี้ ท่านว่าประกาศดังกล่าวก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่นี้โดยทั่วกันเสียก่อน เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงจึงเป็นตำแหน่งที่ต้องเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย และการดำเนินการดังกล่าวก็เป็นการกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การกำหนดให้การกระทำใดเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าเพิ่งมีการดำเนินการหลังจากที่ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ ไม่มีข้อพิจารณาว่าเป็นการดำเนินการที่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สอง ผู้คัดค้านอ้างว่ามีความสับสนในการยื่นบัญชีเนื่องจากเป็นบุตรชายคนโตต้องดูแลธุรกิจและรายรับรายจ่ายของมารดาและส่งเงินให้แก่น้อง ๆ ที่ศึกษาต่างประเทศและมีงานที่ต้องเปิดบัญชีหลายบัญชีมีเงินเดินเข้าออกเป็นจำนวนมากเพราะขายที่ดินมรดกเป็นเงินร้อยกว่าล้านบาท

ท่านว่า ผู้คัดค้านสำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต เคยเป็นทนายความ และยังเคยเป็นอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมทราบเรื่องการยื่นบัญชีดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่กลับไม่แจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารถึง ๑๕ บัญชี ข้ออ้างว่าสับสนและไม่จงใจจึงไม่สมเหตุผล

ส่วนที่ดินซึ่งอ้างว่ามารดาของภรรยาใส่ชื่อภรรยาโดยไม่ทราบเรื่อง เห็นว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มี กระบวนการขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดและผ่านการตรวจสอบหลักฐานของเจ้าพนักงาน เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้นำเจ้าพนักงานที่ดำเนินการมาเบิกความสนับสนุนจึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย

จึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๕ (๔) แต่ พิพากษาห้ามมิให้ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลาห้าปี (คำพิพากษาที่ อม. ๒ / ๒๕๕๓)


พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

: กฎหมายข้างตัว จงใจแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 04 มิถุนายน 2554

ย้ายชั่วคราว+วันครบกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

รัฐบาลสมัยนี้ท่านประกาศวันหยุดเพิ่มขึ้นจากวันหยุดปกติหลายครั้ง

วันหยุดยาวขึ้น ประชาชนเดินทางมากขึ้น หมุนเวียนกระแสเงินสะพัด

ยังมีปัญหาทางคดีความขึ้นมาได้ คนละแนวกันแท้ ๆ

คุณสุพรถามมาว่า กรณีมีวันหยุดเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากวันหยุดตามปกติดังกล่าว

หากวันนั้นเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

จะนับวันถัดไปเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาได้หรือไม่

เพราะไม่ใช่วันหยุดปกติประจำทุกปี

มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๙๐/๒๕๕๐ เป็นแนวทางว่านับได้ครับผม

เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ดังที่ได้เป็นข่าวทางการเมืองกันมาแล้ว

ผู้ฟ้องคดีรายหนึ่งต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์กรณีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคาร

ครบกำหนดสามสิบวันดังกล่าวในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

มายื่นฟ้องในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ศาลปกครองชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องเนื่องจากเป็นการฟ้องคดี เมื่อพ้นระยะเวลาฟ้องคดี ตามมาตรา ๕๒ วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฯ

และมาตรา ๔๙ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ

ในชั้นศาลปกครองสูงสุด ท่านวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายในสามสิบวันคือภายในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

แต่อย่างไรก็ตามคณะรัฐมนตรีมีมติให้วันจันทร์ที่ ๒๐ สิงหาคมดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ทำให้วันที่ ๒๐ สิงหาคม เป็นวันหยุดทำการตามประกาศ

ดังนั้น วันสุดท้ายของระยะเวลาการยื่นฟ้องคดีดังกล่าวจึงต้องนับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการ นั้น คือ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๙๓/๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ฟ้องได้ ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ รับฟ้องไว้พิจารณา ต่อไป

อีกเรื่องจากวงสนทนาของข้าราชการ ท่านเปรย ๆ มาให้กระผมรับใช้หน่อย

เรื่องเดียวสำมะคัญมากเกร็งกันทั้งบางยังกะศรีภรรยาสมัยนี้กลัวเรยา ณ ช่องสามปานนั้น

ถูกเจ้านายสั่งย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ที่ดูมุมไหน ๆ แล้วสู้ตำแหน่งเดิมไม่ได้

สงกะสัยว่าเจ้านายวางแผนจัดหนักให้มีผลถึงเวลาพิจารณาความดีความชั่วประจำปีเพราะอยู่ในตำแหน่งนี้ผลงานมันสู้ตำแหน่งเดิมไม่ได้

สแกนกรรมแล้วเลือกที่รักมักที่ชังนี่หว่า แบบนี้ต้องแก้กรรมใครกรรมมันที่ศาลปกครอง

ไม่กล้าไปแก้กับกูรูกรรมคนดังนั่น พอเวลากรรมตัวเองมามั่งแก้ด้วยการขอโทษสบาย ๆ

ไม่ซับซ้อนพิสดารเหมือนแก้กรรมให้ลูกศิษย์เลยนะตัวเอง

ข้าราชการตำแหน่งหัวหน้างานธุรการท่านหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งช่วยราชการอีกกองหนึ่ง

เซ็งเป็ด เพราะรู้สึกว่างานใหม่นี้เกรดสอง ยังงี้เวลาประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนก็เสร็จคนอื่นซิจ๊ะ

แบบนี้เจ้านายกลั่นแกล้งแน่ ๆ เพราะเคยขัดแย้งเรื่องงานไม่กินเส้นกันมาก่อน

จึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ยกเลิกคำสั่งย้ายดังกล่าวขอให้ย้ายกลับตำแหน่งเดิม สถานะเดิม

เพิ่มออพชั่นเรียกให้ชดใช้เงินหลายแสนจากตำแหน่งเดิมติดปลายนวมพอให้เจ้านายระทึกขวัญ

กรณีอย่างนี้ต้องดูแนวทางจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น

สั่งไม่รับฟ้อง

ท่านว่า คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการต่างกองเป็นการชั่วคราวโดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่ง

เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ

แต่คำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดียังคงดำรงตำแหน่งระดับเดิมและได้รับเงินเดือนเท่าเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้

ปัญหาว่าจะเสียโอกาสเพราะงานต่ำกว่ามาตรฐานเดิม เกรงว่าจะไม่มีผลการปฏิบัติงานเข้าตาคณะกรรมการประเมินผลนั่น

ท่านว่า ความเดือดร้อนเสียหายจะเกิดขึ้นเมื่อผู้บังคับบัญชามีคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนโดยอ้างเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีผลการปฏิบัติงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ตามมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นกำหนดเท่านั้น

ความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเกรงว่าจะได้รับนั้น มิได้เกิดจากคำสั่งย้าย ดังกล่าว

ไม่รับฟ้อง ไว้พิจารณา (คำสั่งที่ ๘๔๖ / ๒๕๕๐)

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน สมัยนี้แก้ง่ายยังกะแก้ผ้าซะแล้ว

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

ที่มา: กฎหมายข้างตัว คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน 2554

Monday, July 4, 2011

คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม

เข้าฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งที่รอมานาน

เงินทองน่าจะสะพัดทั้งจังหวัดตามปกติเช่นร้านป้ายโฆษณา ร้านอาหาร ร้านเครื่องเสียง

และสะพัดไม่ปกติ ซึ่งกระผมเคยมีประสบการณ์ตรงกับเขาเหมือนกัน

เงินที่แจกกันอุตลุดโดยเฉพาะคืนหมาหอน

จากประสบการณ์ตรงดังกล่าวทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า ใครหนอเป็นคนต้นคิดห้ามการแจกจ่ายเงินในการหาเสียง

คิดได้ไง เงินน่ะใคร ๆ ก็อยากได้ เมื่อคนแจกเขามีเงินและอยากแจก ก็ให้แจกกันให้เต็มเหนี่ยวเซ่คุณพี่ ชาวบ้านจะได้มีเงินค่าเทอมลูก

ดั๊นไปห้ามชาวบ้านรับเงินฟรี ฝืนธรรมชาติมนุษย์กันสุโค่ย

เออ ถ้าแจกไปแต่ละรายแล้วคะแนนของคนแจกขึ้นทันทีตามกฎหมายก็ว่าไปอย่าง

เขาจะเลือกหรือไม่ก็ไม่รู้ ไปคิดแทนชาวบ้านเองว่า ยังไง ๆต้องลงคะแนนให้คนแจกเท่านั้น

อย่างนี้วัยรุ่นเขาเรียกว่าเกรียนน่ะท่าน

โน่น ไอ้ที่ควรจะทำก็คือการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจชาวบ้านให้ได้ว่าเมื่ออยู่หลังคูหาแล้วเป็นอำนาจของประชาชนเท่านั้น ไม่มีใครมาบังคับได้

หาวิธีจัดการกับพวกที่มาบังคับให้ลงคะแนนซึ่งผิดกฎหมายแน่ ๆ

รณรงค์หน่อยว่าไอ้คนแจกเงินน่ะ ยังไง ๆ มันก็ต้องมาถอนทุนหลังเลือกตั้งแน่ๆ

จากนั้นก็ส่งเสริมการแจกเงินของผู้สมัครกันให้เป็นล่ำเป็นสัน ออกประกาศแสดงจำนวนเงินของการทุ่มแต่ละท่านให้ชาวบ้านได้เห็นกันชัด ๆ การแข่งขันจะได้ดุเดือดเป็นประโยชน์กับชาวบ้านโดยตรง

แล้วก็ประชาสัมพันธ์ตามแนวดังว่ากันให้หนัก ทำได้ครับท่าน รณรงค์ให้เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ยากกว่านี้ ยังทำได้นี่นา

เอาน่า ทำกันจริง เอาให้หนัก เดี๋ยวก็เลิกกันไปเอง ผู้สมัครแนวนี้ต่างหมดตูด เอ๊ย หมดเนื้อหมดตัว ส่วนชาวบ้านเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส

นาน ๆ เสนอความเห็นที อย่าหาว่าเฉิ่มเลยขอรับ

เสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบชาวบ้านแล้ว ก็ต้องโชว์กึ๋นทางวิชาการกันบ้างครับผม

คุณซีห้าอีเมลมาด้วยความร้อนใจ เพราะกำลังถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ไม่ได้บอกรายละเอียดมา บอกแต่ว่าถูกกลั่นแกล้งจะฟ้องร้องได้ประการใด

ปัญหาในเรื่องการดำเนินการทางวินัยข้าราชการที่รับฟังปัญหามาจากบรรดาแฟน ๆ ที่ติดตามกันมาทั้งหลายก็คือไม่ทราบว่าตรงไหนเป็นกระบวนพิจารณาทางปกครอง ตรงไหนเป็นคำสั่งทางปกครอง

และ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาอันที่จริงไม่ใช่เรื่องที่เป็นการดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัยสถานเดียว มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๘ / ๒๕๔๗ (ประชุมใหญ่)วินิจฉัยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขั้นต้นที่จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็น หลักประกันแก่ข้าราชการได้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองและความเป็นธรรมในการสอบสวน

ส่วนปัญหาการฟ้องร้องขอเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่เห็นว่าเป็นการแต่งตั้งกรรมการที่ไม่ชอบหรือไม่เป็นธรรมนั้น ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดสรุปได้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นเพียงกระบวนการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครองว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ ซึ่งหมายถึงเป็น การพิจารณาทางปกครอง

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการทางวินัย จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาจึง ไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๓ / ๒๕๔๘ ที่ ๗๓๔ / ๒๕๔๘ และที่ ๑๗๑ / ๒๕๔๙)

และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๒๗ / ๒๕๕๐ ที่วินิจฉัยถึงการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีข้าราชการผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่ารายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวเป็น กระบวนการภายในของฝ่ายปกครองในขั้นตอนของการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความผิดเพื่อพิจารณาเตรียมการในการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งดังกล่าวจึง ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ดังกล่าว คดีนี้กระผมนำลงใน รายละเอียดไว้ให้ตรวจค้นในเว็บไซต์ข้างล่าง นี้แล้วครับผม

แล้วจะทำยังไง ฟ้องไม่ได้อย่างนี้

หนึ่ง คัดค้านกรรมการสอบสวน ที่เห็นว่าน่าจะไม่เป็นกลางหรือจะทำให้การสอบสวนไม่เป็นธรรมคาไว้ในสำนวนไว้เป็นหลักฐานสักหน่อย

สองใจเย็น ๆ รอปี่กลองเชิด ยื่นฟ้องเพิกถอนเมื่อมีคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ติดตามมาตามระเบียบ โดย ยกเหตุความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเป็นเหตุขอให้ศาลท่านเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยอันเป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะมีผลให้การลงโทษทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

ถ้าคุณซีห้าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาว่าไปตามแนวนี้ คุณพระย่อมคุ้มครอง อย่าเผลอไปท้าดีเบตกับเจ้านายก็แล้วกัน.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

ที่มา: กฎหมายข้างตัว คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2554

กรรมการสอบสวนมีส่วนได้ส่วนเสีย

กรรมการสอบสวนมีส่วนได้เสีย ทำไงเมื่อกรรมการสอบสวนมีส่วนได้ส่วนเสีย

เสาร์ที่แล้ว จากเรื่องคณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม

กระผมได้เรียนปิดท้ายว่า ท่านที่ถูกลงโทษทางวินัยจะฟ้องคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ได้

เห็นว่าคณะกรรมการบางคนมีเหตุส่วนตัวหรือมีส่วนได้เสียกับข้อกล่าวหาและกระทำการสอบสวนแบบมีวาระซ่อนเร้น

เพราะเป็นเพียงกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นการเตรียมการมีคำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครองอยู่ที่คำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษทางวินัย

สิทธิการิยะ ท่านว่าต้องฟ้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ส่วนพฤติกรรมของคณะกรรมการสอบสวนดังว่าตรงไหนที่ออกแนวเด็กแว้นท่านว่าให้บรรยายเสียให้ละเอียด

นั่นล่ะอาจเป็นเหตุให้กระบวนพิจารณาทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยซึ่งศาลปกครองอาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอน

ฉะนั้น จึงขอนำคดีปกครองที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะนี้มารายงานเพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านข้าราชการที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่ถูกลงโทษทางวินัย

ส่วนท่านที่ทำผิดจริงก็รับสารภาพเถิดครับ ถ้าไม่หนักหนาสาหัสถึงไล่ออก ปลดออก ก็ยังกลับเนื้อกลับตัวได้

คดีนี้นำมาจาก“บทวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับวินัยข้าราชการ กรณีศึกษาคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๕–๒๕๔๘ ของสำนักงานพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สำนักงานคดีปกครอง มีบทวิเคราะห์มาพร้อมกระผมจึงขออนุญาตนำมารายงานเพราะตรงกับแนวทางในเรื่องและมีประโยชน์ทั้งต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ถูกกล่าวหา

เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยยังมีสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ๓ ของสำนักงานสุขาภิบาล ถูกกล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ ไม่ทำหลักฐานส่งใช้เงินยืมทดรองราชการที่สุขาภิบาลอนุมัติให้ยืมตามโครงการศึกษาและดูงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประธานคณะกรรมการสุขาภิบาลมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ผลการสอบสวนฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้ทำผิดวินัย ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

จุดเกิดเหตุอยู่นี่ ประธานกรรมการสอบสวนทางวินัยก็คือปลัดสุขาภิบาล และกรรมการอีกหนึ่งคนมีส่วนได้เสียในเรื่องนี้

ท่านปลัดสุขาฯประธานกรรมการเป็นผู้ยืมเงินทดรองเพื่อใช้จ่ายในโครงการ แต่ไม่ส่งคืนเงินยืมในฐานะผู้ยืม ส่วนกรรมการอีกคนดังกล่าวเป็นผู้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานตามโครงการ

เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาจึงยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการด้วยเหตุดังกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดยกคำร้องคัดค้านโดยเหตุผลว่า การให้ผู้ถูกคัดค้านซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์เป็นกรรมการสอบสวนด้วยจะเป็นประโยชน์เพราะจะทำให้ได้รับความจริง

คัดค้านไปอีกครั้งท่านผู้ว่าฯก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

แน่นอน หวยต้องออกว่า เจ้าหน้าที่การเงินฯผู้นี้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาควรไล่ออกจากราชการ จากความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยครับท่าน

เจ้าหน้าที่ผู้นี้ย้ายไปอีกเทศบาลหนึ่ง ท่านนายกเทศมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกโดย ใช้สำนวนการสอบสวนเดิม โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและสรุปความเห็นให้ ลงโทษไล่ออกจากราชการ

ในชั้น อ.ก.ท.จังหวัดมีมติให้ลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ ผู้ถูกลงโทษจึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว

คดีถึงที่สุดในชั้นศาลปกครองกลาง โดยศาลได้วินิจฉัยดังนี้

ปลัดสุขาภิบาลและผู้ฟ้องคดี มีข้อโต้แย้งกันว่าผู้ใดมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารหลักฐานเพื่อหักล้างเงินยืมทดรองราชการ การพิจารณาว่าใครมีหน้าที่จัดทำเรื่องเพื่อส่งคืนเงินยืมทดรองจึงเป็นประเด็นสำคัญในการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดี

ปลัดสุขาภิบาลจึงเป็นผู้มีประโยชน์ได้เสียในประเด็นสอบสวนดังกล่าว ตามข้อ ๕ วรรคหนึ่ง(๒)ของกฎ ก.สภ.ฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๓๑)ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

การให้ปลัดสุขาภิบาลเป็นประธานสอบสวนต่อไปย่อมทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการสอบสวนที่ต้องการให้ได้ความจริงและเป็นธรรมแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหา

การใช้ดุลพินิจยกคำคัดค้านของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

และเมื่อไม่มีคำสั่งให้เปลี่ยนกรรมการสอบสวนที่ถูกคัดค้าน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่อาจนำมารับฟังเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีได้

คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาศาล
ปกครองกลางที่ ๘๖๕/๒๕๔๗)

เรื่องนี้มีข้อวิเคราะห์ประกอบว่า จากข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลแล้วทำให้วิเคราะห์ได้ว่า การฟ้องคดีนี้เป็นผลมาจากการใช้ดุลพินิจยกคำคัดค้านกรรมการสอบสวนของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการไม่ให้ความสำคัญต่อ หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่พิจารณาทางปกครอง ตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

กระผมขออภัยที่นำข้อมูลรายละเอียดคดีต่างๆ ลงในเว็บไซต์ข้างล่างตามที่ได้เรียนไว้ยังไม่เรียบร้อย ขอเวลาอีกนิดครับตามประสามือใหม่และแก่หัดขับ ยะการยะงานละก้อช้า ๆ เนิบ ๆ.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com

praepim@yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2554

คิดค่าธรรมเนียมวันไหน

คิดค่าธรรมเนียมวันไหน


เรียน คุณพิสิษฐ์

ขอทราบว่าค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินที่ขอจดทะเบียนตามคำสั่งศาลที่พิพากษาให้คู่สัญญาอีกฝ่ายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา จะคิดค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดในวันที่ยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่งหรือในวันที่นำคำสั่งศาลมายื่นขอจดทะเบียน ผมเห็นว่าน่าจะคิดอัตราค่าธรรมเนียมในวันที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพราะได้ยื่นขอจดทะเบียนมาก่อนแล้ว แต่คู่กรณีอีกฝ่ายไม่ยอมดำเนินการจนต้องฟ้องศาลดังกล่าว

ตอบ

เรื่องนี้มีคดีปกครองวินิจฉัยไว้และกระผมเคยนำลงในกฎหมายข้างตัวมานานแล้วครับ คุณสุพรคงเป็นแฟนรุ่นใหม่จึงขออนุญาตรีเทิร์นกันอีกครั้งเพราะเข้ากับบรรยากาศที่รัฐบาลท่านคุยว่าให้งดเว้นดอกเบี้ยสองปีสำหรับบ้านหลังแรก

เออ แล้วบ้านหลังแรกที่ยังผ่อนไม่หมดมาตั้งหลายปีแล้วนี่ขอถือโอกาสผสมโรงด้วยได้ไหมจ๊ะท่านรัฐมนตรี

น่าฉงฉานเหมือนกันนะ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๘ / ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในปี ๒๕๓๓ แต่ผู้ขายไม่ยอมโอนขายให้ ช่วงนั้นราคาที่ดินกำลังบูม เลยมีเหตุเปลี่ยนใจ

ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ขายเป็นจำเลยตามสัญญาพิพาท ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ฟ้องคดี

ปี ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีนำคำพิพากษามาขอจดทะเบียนโอนที่ดินตามคำสั่งศาล

นี่ไงปัญหา เจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๔๓ ปีที่แล้วมาเรียกเก็บ

ส่วนผู้ฟ้องคดีเห็นว่าได้มาใช้สิทธิจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ แต่ยังจดไม่ได้ก็เพราะต้องเป็นคดีความกันอยู่ ก็ต้องคิดตามอัตราค่าธรรมเนียมในปี ๒๕๓๓ ที่ได้มาใช้สิทธิจริง

หมายเหตุ ที่ต้องเถียงจนถึงต้องฟ้องศาลปกครอง เพราะราคาค่าธรรมเนียมปี ๒๕๔๓ สูงกว่าปี ๒๕๓๓ ตั้งเยอะ

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานที่ดิน จะต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินที่ประกาศใช้ในขณะที่มีการจดทะเบียน คือตามประกาศของ ปี ๒๕๔๓

ไม่ใช่ตามประกาศในวันที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องต่อศาลยุติธรรม คือตามประกาศราคาประเมินในปี ๒๕๓๓

เพราะในขณะที่ยื่นฟ้อง สิทธิของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้ทรงสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นบุคคลสิทธิระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้จะขาย

ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน

ฉะนั้นถ้าเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธการจดทะเบียนโอนที่ดินตามคำสั่งศาลเพราะผู้ฟ้องคดีปฏิเสธไม่ยอมเสียค่าธรรมเนียมตามที่เรียกเก็บ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปความคือต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามอัตราในวันเวลาที่ยื่นคำขอจดทะเบียนครับผม

คุณปะการังถามมาความว่า ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับเทศบาลท้องที่ ครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วขอต่อสัญญาท่านก็ขึ้นค่าเช่า ขึ้นเอา ๆ ชักทนไม่ไหว จะฟ้องต่อศาลปกครองได้ไหมเพราะท่านขึ้นค่าเช่ากันแบบตามใจฉัน ไม่ได้นึกถึงสัญญาที่ผูกพันปฏิบัติต่อกันมาแต่เดิม ขึ้นกันฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้เช่า

จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองกันได้อย่างไรบ้าง

เห็นใจครับ ที่ต้องมีหน้าที่จ่ายตามที่ท่านเรียกร้องเอาอย่างเมามันแบบปฏิเสธกันไม่ได้

แบบนี้ต้องฟ้อง แต่ต้อง ฟ้องต่อศาลยุติธรรม นะครับ ไม่ใช่ศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในข้อเท็จจริงเช่นนี้ ตาม คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๖๓ / ๒๕๕๐ ว่า

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์มีวัตถุแห่งสัญญา คือ ให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในอาคารของเทศบาลผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีจะชำระค่าเช่ารายเดือนเป็นการตอบแทน

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลจึงมีผลเท่ากับเทศบาลมุ่งผูกพันตนกับคู่สัญญาฝ่ายผู้ฟ้องคดีด้วยใจสมัครบน พื้นฐานแห่งความเสมอภาค

แม้ว่าสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็น สัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง

ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อีกเรื่อง บ่นกันมากเรื่องเรียนฟรีของรัฐบาล ทำไมมีแต่เสียงเซ็งแซ่ว่าฟรีซะที่ไหน มีค่าโน่นค่านี่จิปาถะ รวม ๆ แล้วหลักหมื่นอัพ

ตอบ อุตส่าห์ส่งอีเมลมาระบาย ก็ต้องตอบตามที่เขาว่ากันว่า ของฟรีไม่มีในโลกครับผม

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

praepim@yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 07 พฤษภาคม 2554

ปรับมากไป

ฝนตกหนักบ้างแล้งบ้าง ไม่เป็นปัญหาเฉพาะเกษตรกรแต่ยังมีปัญหาถึงผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย

ฝนตกบ่อย ๆ ทำงานไม่ได้ ส่งงานให้ส่วนราชการผู้ว่าจ้างไม่ทันครับท่าน

ส่งงานไม่ทันตามกำหนดในสัญญา ถูกปรับทุนหายกำไรหด เผลอ ๆ แจ๊กพอตแตกถูกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำที่ในวงการเรียกกันว่าบัญชีหนังหมาเป็นผู้ทิ้งงาน

ที่จริง ส่วนราชการว่าจ้างท่าน ก็ไม่ได้ดุร้ายขนาดผิดสัญญาส่งงานไม่ทันท่านจะเล่นกันให้เจ๊งลูกเดียว

กฎระเบียบที่เกี่ยวกับการนี้ ท่านกำหนดไว้ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งส่วนราชการผู้ว่าจ้างและเอกชนผู้รับจัดซื้อจัดจ้าง

แต่การทำงานของข้าราชการ มีคำว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ผู้ใดกระทำการอันได้ชื่อว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการแล้วไซร้

มีพวงมาลัยคล้องคอตั้งแต่ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก ตัดเงินเดือนจนถึงว่ากล่าวตักเตือน

แต่ละอย่างน่าเข้าใกล้ซะที่ไหน

ว่ากันถึงเรื่องการปรับฐานส่งงานไม่ทันตามกำหนด หลวงท่านก็ไม่ได้ตึงไม้ตึงมือว่าจะปรับลูกเดียว มีเหตุสุดวิสัยควรผ่อนปรน ก็ยังให้มาคุยขยายเวลากันได้

แต่ไอ้ตรงนี้ก็ต้องระวังท่านผู้รับเหมาที่เขี้ยวโง้ง อาศัยเหตุขอขยายเวลาอยู่เรื่อยจนทางราชการแทบไม่ได้ประโยชนเรื่องมันจึงต้องปรับกันมั่ง

ห้ามมาอ้างแบบนักวิชาการว่าหน้าข้าวหน้าเหล้า นักเลงเขาไม่ทำกัน

องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)แห่งหนึ่งทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดคู่สัญญาให้ก่อสร้างสระน้ำ

ฝนตกหนักผิดฤดูกาลห้างผู้รับจ้างทำงานไม่ทันตามกำหนดแปดสิบวันขอขยายเวลาก่อสร้างอีกสี่สิบวันและของดค่าปรับ อบต.ผู้ว่าจ้างท่านก็ตกลงแต่ให้ขยายเวลาและงดค่าปรับแค่ ๒๕ วัน

ทำบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้างไว้เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร

ฝนยังตกหนักทำงานไม่เสร็จตามกำหนดยาวไปหน่อยจึงขอลดค่าปรับหน่อยเถอะท่าน

คราวนี้ อบต.ผู้ว่าจ้างขอคิดค่าปรับตามสัญญาซึ่งตกลงกันที่ ร้อยละ ๐.๒๐ ซึ่งห้างผู้รับจ้างเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๘ เพราะงานนี้เป็นการจ้างซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน ตาม ข้อ ๕๖ แห่งระเบียบนี้ที่กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตรา ร้อยละ ๐.๐๑–๐.๑๐ ของราคางานจ้าง ท่านคิดตั้ง ๐.๒๐ มันเกินขนาดนะท่าน

เถียงข้อกฎหมายได้น่าฟัง อบต.ผู้ว่าจ้าง ตกลงทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเอาแค่ ๐.๑๐ ตามนั้น

ไม่ทราบท่านกลับไปนอนคิดอีท่าไหน กลับมาใหม่ไม่เป็นนักโลงนักเลงละวะเตะสำรับวงข้าววงเหล้ากระจายขอคิดค่าปรับ ร้อยละ ๐.๒๐ เหมือนเดิม ให้ทำบันทึกตกลงใหม่เรียกค่าปรับเต็มพิกัด กรณีนี้ไม่เข้าข้อ ๕๖ มีไรมั้ย

มีเซ่ มีคดีที่ศาลปกครองไง ห้างผู้รับจ้างเป็นผู้ฟ้องคดีขอให้อบต.ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้หรือคืนเงินค่าปรับที่ปรับเกินอัตราพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง

ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีทำบันทึกตกลงกันโดยสมัครใจ การขุดสระน้ำ ไม่เข้าลักษณะการจ้างที่ต้องการผลสำเร็จของงานพร้อมกัน ตามข้อ ๕๖ เมื่อปรับตามสัญญาในอัตราไม่เกิน ร้อยละ ๐.๒๐ จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงในสัญญา พิพากษายกฟ้อง

ห้างผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ห้างผู้ฟ้องคดีผิดสัญญา ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญา จึงต้องรับผิดต่ออบต.ผู้ถูกฟ้องคดี

ส่วนต้องรับผิดชำระค่าปรับเท่าใด ท่านว่าสัญญาขุดสระน้ำ ผู้รับจ้างต้องขุดให้แล้วเสร็จ จึงจะสามารถใช้และได้ประโยชน์จากสระน้ำ

สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ต้องการผลสำเร็จของงานพร้อมกัน และระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจ อบต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐดำเนินกิจการทางปกครองที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายมหาชนซึ่งลักษณะเป็นกฎหมายบังคับ (ius cogen) และเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงมิอาจเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามหรือตกลงเป็นอย่างอื่น

ข้อตกลงในเรื่องอัตราค่าปรับตามสัญญาที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในข้อ ๕๖ วรรคหนึ่งของระเบียบดังกล่าว ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชนจะให้ความยินยอมหรือไม่ก็ตาม ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นคู่สัญญาก็ไม่มีอำนาจทำข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้

ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราค่าปรับที่กำหนดในสัญญาจ้างจึงใช้บังคับไม่ได้ ผู้ฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องชำระค่าปรับเกินอัตราร้อยละ ๐.๑๐ ของราคางานที่จ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิปรับวันละ ๑,๓๑๘ บาท รวม ๒๑๗ วันเป็นเงินค่าปรับ ๒๘๖,๐๐๖ บาท

ท่านว่าเบี้ยปรับที่สูงเกิน ส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามมาตรา ๓๘๓วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คดีนี้ วงเงินค่าจ้าง ๑,๓๑๘,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้รับความเสียหายแต่ ปรับผู้ฟ้องคดีถึง ๕๗๒,๐๑๒ บาท คิดเป็นร้อยละ ๔๓ ของวงเงินค่าจ้าง ค่าปรับจึงสูงเกินส่วน

และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวกำหนดว่า กรณีคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาและต้องมีการปรับหากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างให้ประธานกรรมการบริหารบอกเลิกสัญญาโดยผ่านความเห็นชอบของผู้สั่งซื้อสั่งจ้างก่อน


เห็นได้ว่า ระเบียบดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้จำนวนเงินค่าปรับสูงสุดเพียงร้อยละสิบ ของวงเงินค่าจ้างกรณีที่เกิดความล่าช้าโดยผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา

ดังนั้นเงินค่าปรับที่เหมาะสมต้องชำระควรเป็นร้อยละสิบคือเป็นเงิน ๑๓๑,๘๐๐ บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีหักค่าปรับไว้ ๕๗๒,๐๑๒ บาท จึงต้องคืนค่าปรับให้ผู้ฟ้องคดี ๔๔๐,๒๑๒ บาท แต่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ขอคืนเงินค่าปรับจำนวน ๒๘๖,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยจึงให้คืนในจำนวน ๒๘๖,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าชำระเสร็จ พิพากษากลับเป็นให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาที่ อ. ๓๔๕/ ๒๕๕๐).

(สำหรับการคืนค่าปรับพร้อมดอกเบี้่ย ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืน คือ ร้อยละ 7.5 ตามที่กฎหมายกำหนดเด้อ)

คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดโดยละเอียดดูในเว็ปไซต์ได้ครับผม

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน 2554

มีทรัพย์มีหนี้ต้องโชว์

บ้านเมืองเรานี่มีเรื่องแปลกให้คุยกันเรื่อย

กระทั่งเรื่องการทุจริตต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งภาครัฐภาคเอกชนก็ยังมีเหตุให้ชาวบ้านตั้งข้อสังเกต

ภาคเอกชนนั่น เขาใช้ประมวลกฎหมายอาญา เพียงฉบับเดียวเอาอยู่

ส่วนภาครัฐซึ่งรวมถึงภาคการเมือง มีทั้งกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญมีทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง.

ได้ผลขนาดไหนเป็นที่ประจักษ์กันดี เห็นว่าพัฒนาจากสิบเปอร์เซ็นต์เป็นสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว

มีประชุมเทกระจาดของพะนะท่าน ทิ้งทวนไว้เป็นประวัติศาสตร์อีกแน่ะ

เอาเชิงข้อมูลให้น่าเชื่อถือ จากข่าวสื่อมวลชนในขณะนี้ว่าเรตติ้งจาก “ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น” ประจำปี ๒๕๕๓ ของ “องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” ระบุว่า ประเทศไทยได้คะแนน ๓.๕ จากคะแนนเต็ม ๑๐ อยู่อันดับที่ ๗๘ จาก ๑๗๘ ประเทศทั่วโลก และครองตำแหน่งอันดับ ๙ จาก ๒๓ ประเทศในเอเชีย

แบบนี้ เขาเรียกว่า เจริญลงนะโยม

เอา ก็ปรับปรุงกฎหมายแก้โกงกันใหม่ตามวิสัยพี่ไทยคนชอบกฎหมาย

บัดนี้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ไปเรียบร้อยแล้ว

แก้ไขเปลี่ยนแปลงหลายมาตราเพื่อให้ ป.ป.ช.ไล่จับคนทุจริตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แต่มีบางประเด็นที่อ่านแล้วต้องรีบเอามารายงานด้วยความเป็นห่วง

ห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์ที่เป็นคนกันเองทั้งนั้น

ก็ท่านผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างท่านนายก อบต. ท่านนายกเทศมนตรี ท่านนายก อบจ. ท่านรอง ท่านผู้ช่วยที่เคารพของกระผมไงเล่า ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะกำหนดในรายละเอียดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดและรายได้ระดับไหนอยู่ในภาคบังคับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วยังท่านสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกัน

ท่านทั้งหลายทั้งปวงนี้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่ บัดนี้ท่านเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามบทนิยามตามมาตรา ๔ แห่งกฎหมายฉบับนี้แล้ว

เมื่อท่านได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็มี หน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของท่านบวกด้วยของลูกเมียให้เรียบร้อย

กระผมในฐานะพลเมืองเต็มขั้นในความปกครองดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล อยู่นอกเมืองเสียด้วยนะขอรับ เป็นห่วงมากจึงต้องรีบมาโพนทะนาให้ทราบ

เพราะกระบวนการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว มีขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งถ้ามีเวลาทำความเข้าใจพอ ตรงไปตรงมา โปร่งใส ท่านผู้บริหารระดับนี้หรือท่านสมาชิกสภาทั้งหลายสามารถทำได้สบายมาก

แต่ที่ต้องเป็นห่วงเพราะแค่ปัญหาการบริหารงานให้ประชาชนในพื้นที่พอใจก็หนักหนาสาหัส ยังต้องรบรากับฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะเตะเก้าอี้อยู่ตลอดเวลานั้นอีกเล่า

เป็นห่วงว่า ยื่นบัญชีแล้วลืมแนบสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมาด้วยหรือเปล่า ลืมสำเนาหลักฐานความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินหรือเปล่า ลืมจัดทำรายละเอียดเอกสารประกอบบัญชีด้วยหรือเปล่า ลงลายมือชื่อรับรองครบถ้วนหรือเปล่า

แล้วไปยื่นตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือเปล่า ทั้งตอนที่เข้ารับตำแหน่ง และที่พ้นจากตำแหน่ง หรือครบหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง

เผลอไผลไม่ไปยื่นบัญชีตามเวลาที่กฎหมายกำหนด แสดงไปไม่ครบ เพราะกลัวเมียรู้สมบัติที่แอบซ่อนไว้เลยไม่แจ้งหรือแจ้งไปเป็นเท็จมั่ง

ระวังถูกเขาหาว่า จงใจไม่ยื่นบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด จงใจยื่นบัญชีอันเป็นความเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ท่านได้รับสิทธิให้ไปแก้ข้อกล่าวหาที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และถ้าไม่เจ๋งจริงแสดงความบริสุทธิ์ไม่ได้

ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และถ้ามีนัยซ่อนเร้นในทางทุจริตท่านก็จะได้รับโปรโมชั่นในทาง คดีอาญา แถมให้ลุ้นกับคุกต่อไปด้วย

ด้วยความเป็นห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์ที่มีหัวโขนกันดังกล่าว กระผมจึงขอเรียนให้ทราบว่าต่อไปนี้กระผมจะขออนุญาตนำ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเรื่องการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน มารายงานในกฎหมายข้างตัวไว้เป็นแนวทางเช่นกัน

และสำหรับท่านที่อยากทราบรายละเอียดหรือมีปัญหาจะปรึกษาคุยกันโดยตรง โปรดติดต่อทางอีเมลหรือเว็บไซต์ข้างล่าง ด้วยความยินดีครับผม

จัดให้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะท่านข้าราชการ เช่น เรื่องวินัย การโยกย้ายแต่งตั้ง การจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น

นี่ยังไม่พูดถึงบทนิยามใหม่ของ “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” “ผู้บริหารระดับสูง” “ผู้อำนวยการกอง” ที่ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้นนะขอรับ ซึ่งยังต้องเป็นห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์กันอีกชุดใหญ่ครับผม.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

praepim@yahoo.com

Sunday, July 3, 2011

สั่งผิดเสมือนว่าไม่ได้สั่ง

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาทั้งทางโลกและทางธรรม
ในทางธรรมเจตนาการกระทำแรงกล้าเพียงใดทั้งก่อนทำ ขณะทำ หลังทำย่อมทำให้บาปบุญที่ทำนั้นมีผลหนักเบาไปตามเจตนานั้น ศิษย์วัดบาปมั่งบุญมั่งอย่างกระผมจำคำจากหลวงพ่ออีกที

ส่วนทางโลก หลักกฎหมายถือว่าการกระทำเป็นเครื่องส่อเจตนา อยากรู้ว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือไม่อย่างไร ให้ดูการกระทำของผู้นั้นเป็นหลัก

เมื่อหลักการสั่งมาให้บรรจุในตำแหน่งนี้ตำแหน่งนั้น ก็ต้องตามนั้น ไม่ใช่ไปหาร่องหารูตามสไตล์พี่ไทยแห่งรูออฟลอว์ แต่งตั้งเสร็จจัดการเด้งต่อไปตำแหน่งอื่น

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา จะตะแบงยังไง ๆ ก็เห็นว่ามีเจตนาไม่ยอมปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว

นี่กระผมมิได้หมายความถึงเหตุที่กรมการปกครองนะครับ ไม่บังอาจ ไม่บังอาจ

แต่เหตุเกิดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่ง มีการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินคืนหลวงกรณีประมาทเลินเล่อทำให้ทางราชการเสียหาย

ออกคำสั่งไปแล้วถึงได้รู้ว่าสั่งไปผิดกระบวนการตอนที่ถูกฟ้องเป็นคดีที่ศาลปกครอง

ส่วนคนฟ้องดันไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งตามขั้นตอนก่อนฟ้องซะอีก

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งแล้วให้คำนิยมมาว่าการก่อสร้างถนนหน้าอบต.นั่นแหละทำให้ทางราชการเสียประโยชน์ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้ผู้รับเหมาสูงกว่าค่างานขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด่วน

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตรวจสอบแล้วเห็นว่าความเสียหายเกิดขึ้นจริงและเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบกพร่องและประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่รวมสี่นายคือท่านอดีตประธานกรรมการบริหารองค์การส่วนตำบล อดีตปลัดอบต. หัวหน้าส่วนโยธา และผู้ฟ้องคดี หัวหน้าส่วนการคลัง

จึงให้ร่วมกันชดใช้จำนวนเงินดังกล่าวคืนจำนวน ๗๑,๓๕๘.๒๐ บาท

หัวหน้าส่วนการคลังย้ายมาที่องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งใหม่ก็ยังมีหนังสือตามทวงกันมาเป็นที่เอิกเกริก

แบบนี้ท่านหัวหน้าส่วนการคลังจึงเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองอ้างว่าเรื่องการก่อสร้างไม่มีความเชี่ยวชาญในระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการที่เป็นปัญหา เช่นการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง เพราะไอ้ที่ทำ ๆ กันมาก็ไม่เห็นเคยทำ เพิ่งมาแจ๊กพอตตอน สตง.มาตรวจนี่แหละ แถมการประมาณการกำหนดวงเงินราคาก่อสร้างเป็นเรื่องทางเทคนิคของฝ่ายโยธาล้วน ๆ หนูไม่รู้เรื่อง เสนอเรื่องไปก็ไม่เห็นมีแมว เอ๊ย ใครทักท้วง

แล้วมาหาว่า หนูบกพร่องประมาทเลินเล่อได้ยังไงฮ้า

ความมาปรากฏในการพิจารณาว่า การให้รับผิดทางละเมิดในครั้งนี้ ท่านประธานกรรมการบริหารรับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมาแล้วก็ให้ความเห็นชอบโดยมิได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ เนื่องจากท่านเห็นว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างไม่ร้ายแรง

ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า เรื่องนี้วงเงินเกินกว่าห้าหมื่นบาทจึงไม่ได้รับการยกเว้นตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องรายงานกระทรวงการคลังตรวจสอบ

ต้องรายงาน แต่ไม่รายงานจึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญของการออกคำสั่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดซึ่งเป็นขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญของการออกคำสั่งดังกล่าว และสาระสำคัญของคำสั่งไม่ระบุว่าให้ผู้ใดชดใช้ส่วนของตนเท่าใด ไม่พิจารณาว่ากระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ขัดกับมาตรา ๘ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้เงินดังกล่าว

คดีถึงศาลปกครองสูงสุด

ท่านว่า ทั้งนี้คณะกรรมการชุดที่สอบสวนมีความเห็นให้ลงโทษภาคทัณฑ์อันเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงและยอมรับว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีกับพวกเป็น การประมาทเลินเล่อไม่ร้ายแรง อันเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติมาแต่ต้นว่าความเสียหายของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกคำสั่งให้ชดใช้เงินต้องปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญคือผู้ฟ้องคดีต้องกระทำจงใจกระทำละเมิดหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มี อำนาจเรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งให้ชดใช้เงินอันเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ชอบก็ต้องอุทธรณ์ต่อผู้ทำคำสั่งนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

คดีมีปัญหาว่าเมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นอุทธรณ์ก่อนยื่นฟ้องหรือไม่

ท่านว่านอกจากผู้ฟ้องคดีไม่ต้องรับผิดดังกล่าวแล้วและปรากฏด้วยว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้รายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ (ปัจจุบันกำหนดวงเงินเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท)

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินจึงเป็นการกระทำที่มีลักษณะผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรงในทางกฎหมายจึงถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครอง

ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องยื่นอุทธรณ์ก่อนฟ้องคดี อย่างไรก็ตามเพื่อมิให้เกิดในการนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองในปัญหาที่ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองเช่นเดียวกับคดีนี้หรือไม่ คู่กรณีจึงชอบที่ยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง ตามขั้นตอนและวิธีการตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯหรือที่กฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะก่อน

เมื่อได้วินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งซึ่งถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองจึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งเพราะ คำสั่งย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมายอยู่ในตัว

พิพากษาแก้เป็นไม่เพิกถอนคำสั่งและให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการกระทำเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงิน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๗ / ๒๕๔๖)

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com, praepim@yahoo.com

ที่่มา: สั่งผิดเสมือนว่าไม่ได้สั่ง กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน 2554

สายเสมอ

เวลาราชการ ย่อมเข้าใจกันดีว่าตั้งแต่เช้าแปดโมงครึ่งพักเที่ยงถึงบ่ายโมงแล้วต่อไปถึงเย็นสี่โมงครึ่ง

ราบและถือปฏิบัติทั้งรัฐทั้งชาวบ้านแบบไม่ต้องอ้างกฎหมาย

เรื่องนี้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๒ กำหนดเวลาทำงานของข้าราชการทั่วไปให้เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกาถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา หยุดกลางวันเวลา ๑๒ นาฬิกาถึงเวลา ๑๓ นาฬิกา

ฉะนั้นมาทำงานหลังแปดโมงครึ่งถือว่ามาสายตามกฎหมาย ทำบ่อย ๆ ในวงการเขาจะแอบขนานนามว่าเจ้าชายสายเสมอหรือคุณนายสายเสมอ กลับก่อนสี่โมงครึ่งถือว่ากลับก่อนเวลา

ทั้งมาสายและกลับก่อนเวลาไม่เป็นมงคลทั้งคู่แต่กลับก่อนสี่โมงครึ่งไม่ซีเรียสเหมือนมาทำงานสาย

มาสายบ่อย เจ้านายย่อมเพ่งเล็ง และอาจเอาขั้นเงินเดือนไปแพลงกิ้งได้

เวลาการทำงานเป็นกระบวนการพัฒนาประสิทธิภาพของข้าราชการในการให้บริการประชาชนได้อย่างหนึ่ง

ฉะนั้น ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าวจึงให้อำนาจส่วนราชการต่าง ๆ ที่จะกำหนดเวลาการทำงานได้ตามความจำเป็น

กล่าวถึงคุณครูท่านต้องทำหน้าที่ดูแลการมาหรือไม่มาโรงเรียนของนักเรียน การเข้าแถวเคารพธงชาติ การปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การอบรมบ่มนิสัย ปลูกฝังระเบียบวินัย ความตรงต่อเวลาต่อหน้าที่ ให้ความรู้ ข่าวสารต่าง ๆ รวมถึงการป้องกันภัยหรือเหตุร้ายต่าง ๆ ที่จะเข้าสู่โรงเรียน

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๐ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๖ จึงกำหนดให้ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษามาถึงสถานศึกษาก่อนเวลาทำงานปกติอย่างน้อย ๑๕ นาทีและกลับหลังเวลาปกติไม่น้อยกว่า ๑๕ นาที

คุณครูท่านหนึ่งลงเวลาทำงานหลังเวลา ๐๘.๑๕ น.เกินโควตาที่คณะกรรมการกลั่นกรองและเสนอแนะการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างประจำของโรงเรียนกำหนดไว้ ๘ ครั้ง

ถึงเวลาให้ความดีความชอบ คุณครูท่านนี้ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนเนื่องจากมาทำงานสายเกิน ๘ ครั้ง

ก็ต้องเป็นคดีปกครองตามธรรมเนียม คุณครูยื่นฟ้องผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่หนึ่งขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาผู้ถูกฟ้องคดีที่สองที่ไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนดังกล่าว ให้ประเมินผลงานให้ชอบด้วยกฎหมาย

อ้างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าวที่กำหนดเวลาทำงานแปดโมงครึ่งถึงสี่โมงครึ่ง

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเวลาทำงานดังกล่าวอาศัยอำนาจตามข้อ ๓ ของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการฯ ดังกล่าวซึ่งกำหนดว่า สำหรับสถานศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

เนื่องจากลักษณะของงานและภารกิจของข้าราชการในสถานศึกษามีลักษณะแตกต่างกับข้าราชการทั่วไป

นอกจากภารกิจในด้านการเรียนการสอนแล้วยังมีภารกิจในการดูแลความปลอดภัยและควบคุมความประพฤติ อบรมปลูกฝังระเบียบวินัยของนักเรียนทั้งก่อนเข้าห้องเรียนและในห้องเรียน อันเป็นภารกิจที่ต้องปฏิบัติมากกว่าการทำงานของข้าราชการทั่วไป

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๐ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๖ ข้อ ๘ จึงกำหนดให้ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษามาถึงสถานศึกษาก่อนเวลาทำงานปกติอย่างน้อย ๑๕ นาที และกลับหลังเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า ๑๕ นาที เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะงาน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งในที่ประชุมครูเกี่ยวกับการลงเวลาปฏิบัติราชการขีดเส้นแดง ๘.๑๕ นาฬิกาใต้เส้นแดงถือว่ามาสาย ถือได้ว่าเป็นการแจ้งให้ข้าราชการครูมาปฏิบัติงานให้ถูกต้อง

การกำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามระเบียบ มิใช่เป็นการกำหนดเวลาทำงานขึ้นใหม่ที่จะต้องขออนุญาต ต่อผู้มีอำนาจตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการ ถือว่าการมาทำงานสายเนือง ๆ คือมาทำงานสายเกิน ๘ ครั้ง

ผู้ฟ้องคดีมาทำงานสายจำนวน ๑๘ ครั้งในครึ่งปีที่แล้วจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎ ก.พ.ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือน พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่กำหนดว่าข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นครึ่งขั้นในแต่ละครั้งต้องไม่ลา หรือมาทำงานสาย เกินจำนวนครั้งที่อธิบดี ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายกำหนดเป็นหนังสือไว้ก่อนแล้ว

คำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๓๗ / ๒๕๕๐)

เงินเดือนจึงถูกแฮงกิ้งโดยชอบด้วยกฎหมาย

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว สายเสมอ เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 25 มิถุนายน 2554

นโยบาย ไม่ทำซะอย่าง

ยิ่งอ่านยิ่งสนุกถ้าเข้าใจ การหาเสียงตั้งใจทำจริงหรือแค่ผายลมทางปาก : นโยบาย ไม่ทำซะอย่าง

เห็นการตื่นตัวของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ 2554 แล้วน่าจะเป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทย

ต้องเคารพเสียงของประชาชน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ต้องเคารพเสียงของประชาชน

แต่ละพรรคเสนอนโยบายกันอึกทึกครึกโครม จริงมั่ง โม้เห็น ๆ มั่ง

สร้างสีสันทำให้การตื่นตัวของชาวบ้านเพิ่มมากยิ่งขึ้น ป้าขายกล้วยทอดในตลาดจำนโยบายของฟรีได้มากกว่าชื่อผู้สมัครในพื้นที่

ไอ้มุกแป้กประเภท คนบ้านเดียวกัน เรียกใช้ได้คล่อง เข้าพบได้เสมอ อย่าลืมกระผมนะครับพี่น้อง

จืดแล้วครับท่าน จืดสนิท พี่น้องลืมสูแน่

โลกเปลี่ยนไปแล้ว สมัยนี้ต้องชูนโยบายเจ๋ง ๆ เป็นหลัก ประเภทชาวบ้านฟังแล้วซี้ดซ้าดถูกใจ

ครั้งนี้แต่ละพรรคจึงมีนโยบายมานำเสนอกันเพียบ ไม่ซ้ำกันอีกแน่ะ หูอื้อตาลายไปตาม ๆ กัน

และยังอิทธิพลของโลกสังคมออนไลน์อีกเล่า แค่คลิก
ด้วยปลายนิ้ว ใครที่ยังมะงุมมะงาหรากับวิธีคิดแบบเก่า ๆ ไม่ลืมหูลืมตาดูโลกแห่งการสื่อสารไร้พรมแดนระวังจะตกไปจากเวทีการเมือง

ตามกฎแห่งพระไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นั่นแหละโยม

แฟน ๆ ที่เคารพของกฎหมายข้างตัวส่วนใหญ่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและส่วนหนึ่งน่าจะเยอะเหมือนกันนะ เป็นผู้อาวุโส

ยืนยันได้เพราะกระผมทดสอบด้วยบทความเรื่องเงินบำนาญทีไรมีเสียงตอบรับเซ็งแซ่ทีนั้น

กระผมไม่บังอาจสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ สาธยายกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งที่แต่ละท่านผ่านกันมาอย่างโชกโชนทั้งนั้น

เพียงแต่พักหลังมานี่มีให้เลือก ส.ส.กันแบบคู่ขนานทั้งแบบแบ่งเขต หนึ่งเขตหนึ่งคน แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่เป็นของแปลกมาหน่อย

จึงเอาตามที่ กกต.ท่านว่ามาย้ำเตือนความเข้าใจกันก่อนเดินเข้าคูหากาบัตร

บัตรแบ่งเขตเลือกคนที่รัก บัตรแบบบัญชีรายชื่อเลือกพรรคที่ชอบ

จะเลือกเบอร์เดียวกันทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด

สำหรับท่านที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้

ขอย้ำเตือนว่าท่านต้องเสียสิทธิ ๓ ประการดังนี้

สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.

สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น

สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

ส่วนการแจ้งเหตุที่ไปเลือกตั้งไม่ได้ ท่านให้แจ้งได้สองช่วง ช่วงแรกก่อนวันเลือกตั้งเจ็ดวัน (วันที่ ๒๖ มิถุนายน–๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔) และช่วงที่สองนับจากวันเลือกตั้ง ๗ วัน (วันที่ ๔–๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔) ขอรับแบบ ส.ส. ๒๘ หรือทำหนังสือชี้แจงเหตุที่ทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ และให้ระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

แต่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเถอะน่า งบประมาณจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ตั้ง สามพันแปดร้อยล้านบาท ไม่ไปไม่ได้แล้ว ภาษีประชาชนทั้งนั้น

ส่วนเรื่องของนโยบายอาจมีบางท่านสงสัย เพราะถ้าทำได้หมดทุกนโยบายตามที่ทุกพรรคเสนอมา ประชาชนชาวไทยทุกคนจะอยู่อย่างมีความสุขสบายประหนึ่งอยู่ในยุคพระศรีอาริย์ ไม่มีสิ่งใดขาดแคลนในชีวิตอีกต่อไป

ปัญหาเดิมก็คือตั้งใจทำจริงหรือแค่ผายลมทางปาก

แล้วถ้าทำไม่ได้จริงอย่างที่โม้สะบั้นหั่นแหลกตอนหาเสียง ทำไงดี ฟ้องศาลปกครองให้เป็นเรื่องเป็นราวกันสักทีดีไหม

ขอเรียนว่าเป็นเรื่องที่ต้องพึ่ง พรรคฝ่ายค้าน อภิปรายกันในสภาสถานเดียวครับผม

ศาลปกครองสูงสุดท่านวินิจฉัยไว้ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๓ / ๒๕๔๙ ว่า นโยบายการบริหารราชการของรัฐบาลมิใช่การกระทำทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กรณีนายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อเกษตรกรไทยเสนอโครงการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพราคาถูกมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรใน ๙ จังหวัดอีสานใต้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติงบกลางมาสนับสนุน

แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ จนเป็นคดีปกครองดังกล่าว

ฉะนั้น การเป็นฝ่ายค้านจึงเป็นองคาพยพสำคัญยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ไม่ใช่ประชาธิปไตยตามประสาพี่ไทยที่กระสันอยากเป็นรัฐบาลกันอย่างเดียว เพราะมีหลักอยู่ว่าเป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง เป็นรัฐบาลแล้วอิ่มหมีพีมัน

ช่างคิดนะ ไม่ต้องแปลเลยนะเนี่ย บ้านนี้เมืองนี้

จึงขอปรบมือให้กับฝ่ายค้านไว้ล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ อย่ามีใครมาทำน้อยเนื้อต่ำใจทางการเมืองว่าตกที่นั่งลำบากเป็นฝ่ายค้านเสียแล้ว มันเสียความรู้สึกจริง ๆ นะเฟ้ย

หรือว่าถึงตอนนั้นไม่สนชาวบ้านอีกแล้ว

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

ที่มา: นโยบาย ไม่ทำซะอย่าง เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 02 กรกฎาคม 2554

พิษประชานิยมทำขาดดุล

หวั่นฐานะซ้ำรอยอียู-สหรัฐ

โยนการเมืองค้ำโครงการกู้


นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาคส่วนต่าง ๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก แต่ทั้งนี้หากรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาทำนโยบายประชานิยมและใช้งบประมาณจำนวนมาก อาจส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณปี 55 สูงเกินกว่ากรอบที่ตั้งไว้ 350,000 ล้านบาท

ทั้งนี้หากรัฐบาลทำงบประมาณขาดดุล อาจส่งผลให้ไทยเกิดปัญหาทำให้ฐานะการคลังอาจไม่ยั่งยืนเหมือนสหรัฐและยุโรป และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย

“ความจริงแล้ว วงเงินงบประมาณปี 55 ทางแบงก์ชาติ คิดว่ากรอบวงเงินที่เคยตกลงกันที่ประมาณ 350,000 ล้านบาท เป็นวงเงินที่พอสมควรไม่อยากให้สูงกว่านั้น เพราะเมื่อปี 54 ตัวเลขขาดดุลอยู่ที่ 420,000 ล้านบาท แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องขาดดุลงบประมาณมากขึ้นอีก คือ ไม่จำเป็นที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เพราะอาจเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดการเงินในทางที่ไม่เหมาะสม ประกอบกับขณะนี้ยังมีความเสี่ยงเรื่องของเงินเฟ้อ แต่อย่างไรก็ตามแล้วคงต้องติดตามแผนบริหารราชการแผ่นดินก่อนว่างบประมาณปี 55 จะเป็นอย่างไร”

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ที่ผ่านมายังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากการบริโภคที่ขยายตัว 5.1% และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 11.1% ประกอบกับความต้องการจากต่างประเทศทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวสูง ขณะที่การผลิตและการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากผลของภัยพิบัติในญี่ปุ่น แต่ผลกระทบดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มคลี่คลายลงและน่าจะกลับมาขยายตัวได้ตามปกติในเดือน ก.ค. นี้

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษากลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (โพลิซี่ว็อช) กล่าวว่า กลุ่มโพลิซี่ว็อช จะทำข้อเสนอถึงพรรคการเมืองทุกพรรคที่เข้ามาบริหารประเทศ และนำเอานโยบายประชานิยม โดยเฉพาะการลดแลกแจกแถมมาใช้ จะต้องนำเอาทรัพย์สินของหัวหน้าพรรค สมาชิกพรรค หรือของบุคคลผู้สนับสนุนพรรคมาค้ำประกันเงินกู้ของภาครัฐที่เกิดจากการดำเนินนโยบายประชานิยม หลังเห็นว่านโยบายการหาเสียงของทุกพรรคไม่ได้คำนึงถึงฐานะการเงินการคลังของภาครัฐ

นอกจากนี้การดำเนินการเช่นนี้ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบกับผลการดำเนินการตามนโยบาย ที่อาจทำให้ภาครัฐมีปัญหาไม่สามารถชำระคืนหนี้สาธารณะในอนาคตได้

ทั้งนี้จากการตรวจสอบนโยบายการหาเสียงของพรรคต่าง ๆ พบว่า แต่ละพรรคจะใช้วงเงินในการดำเนินโครงการประชานิยม ทั้ง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ประกันรายได้สินค้าเกษตร และเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน อย่างมหาศาล เช่น พรรคเพื่อไทย จะใช้เงินรวมทุกโครงการกว่า 2 ล้านล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์ใช้เงิน 1.7 ล้านล้านบาท พรรคชาติไทยพัฒนาใช้เงิน 7.9-9 ล้านล้านบาท และพรรคภูมิใจไทยใช้เงิน 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากพรรคใดดำเนินโครงการทั้งหมดตลอดช่วงเวลา 4 ปี จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้ 50% ต่อจีดีพีได้

“อยากให้ทุกพรรคยอมรับเงื่อนไขนี้ ซึ่งยังไม่เคยมีใครทำงานก่อน และคงไม่แฟร์หากเข้ามาทำแล้วผลักภาระการใช้หนี้ให้กับประชาชนผู้เสียภาษี ดังนั้นคนที่ออกนโยบายจะต้องเอาทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น สนามกอล์ฟ คฤหาสน์ หรือเหมืองทอง เข้ามาค้ำประกันแทน เพราะถ้าไม่มีพรรคไหนกล้าเสี่ยงทำตามประชาชนก็จะได้รู้ว่านโยบายที่หาเสียงเอาไว้ยังไม่กล้าทำเลย โดยในเรื่องของการหาเสียงตามนโยบายประชานิยมนี้ที่ผ่านมามีตัวอย่างแล้ว ทั้งประเทศกรีซและอาร์เจนตินาที่รัฐบาลไปสร้างหนี้ตามนโยบายลดแลกแจกแถม”

ที่มา: พิษประชานิยมทำขาดดุล เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 01 กรกฎาคม 2554

สคบ.-อย.ตื่นคุมเข้มเส้นก๋วยเตี๋ยว

นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้สคบ.ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย. เกี่ยวกับการบริโภคก๋วยเตี๋ยวของประชาชน โดยเฉพาะคุณภาพของเส้นก๋วยเตี๋ยวที่พบว่าโรงงานผู้ผลิตส่วนใหญ่ผลิตเส้นไม่ได้มาตรฐานตามที่ อย.กำหนด เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยวใหญ่ที่ดัดแปลงโดยนำเอาน้ำมันที่ใช้แล้วทาไว้ที่เส้น และใส่สารกันบูด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ และจากการตรวจสอบจำนวนโรงงานผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วประเทศกว่า 163 แห่ง พบว่ามีโรงงานที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องเพียง 17 แห่ง เท่านั้น

ทั้งนี้ สคบ.จะร่วมมือกับ อย. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดทำข้อมูลและเร่งประชาสัมพันธ์ให้กับผู้บริโภคได้รับทราบถึงข้อมูลการ เลือกบริโภคเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างถูกต้อง

ที่มา: สคบ.-อย.ตื่นคุมเข้มเส้นก๋วยเตี๋ยว เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 04 กรกฎาคม 2554 เวลา 0:00 น

หน่วยงานปาหี่รายวัน ..มันถึงเพิ่งตื่น สคบ.ตัวเลวชั่วช้า อย.ก็ดีกว่าไม่เท่าไหร่

นักธุรกิจฝากการบ้านรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปมเศรษฐกิจ...หยุดแจกเงิน

ถึงท่านนายกรัฐมนตรีใหม่ 2554 หลังการเลือกตั้ง (วันอาทิตย์ ที่ 03 กรกฎาคม 2554) นักธุรกิจฝากการบ้านรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปมเศรษฐกิจ...หยุดแจกเงิน

ชัดเจนกันไปแล้วสำหรับพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ชุดใหม่ 2554 หลังจากประชาชนคนไทยได้ร่วมใจกันออกมาใช้สิทธิใช้เสียง เพื่อให้ได้นักการเมือง พรรคการเมือง ที่ชื่นชอบ ด้วยความหวังว่า คนเหล่านี้จะเข้ามาดำเนินนโยบายให้คนไทยทั้งประเทศให้หลุดพ้นจากความยากจน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดั่งคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้

ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศถึง 4 ชุด แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยกลับไม่ได้ดีขึ้น หลายคนยังต้องเผชิญความยากลำบาก หลายคนยังต้องตกงาน หลายคนยังไม่มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว เพราะปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ ที่สำคัญยังต้องเผชิญกับปัญหาแรงกระแทกที่เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกซบเซาเข้า ให้อีก

จนมาถึงวันนี้…วันที่คนไทยทั้งประเทศได้มอบความไว้วางใจให้กับกลุ่มคนเหล่า นี้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้เดินหน้าต่อไปให้ได้อย่างมั่นคง โดยไม่หลุดไปจากแผนที่โลกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงสารพัด ’เดลินิวส์“ จึงขอประมวลความเห็นจากบรรดานักธุรกิจ ที่แม้ว่าไม่มีใครคาดหวังไว้สูงกับรัฐบาลชุดใหม่ แต่ก็เรียกร้องให้ผลักดันเศรษฐกิจในภาพรวมมากขึ้น

เร่งวางยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ


’ดุสิต นนทะนาคร“ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งสร้างบรรยากาศการค้าการลงทุนให้เกิดขึ้น เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมา การทะเลาะเบาะแว้ง ทำให้เอกชนทำงานได้ลำบาก โดยในช่วงสั้นรัฐบาลก็ไม่ต้องทำอะไรเพื่อเอกชนมาก ขอแค่อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องสร้างปัญหาก็พอแล้วเพราะภาคเอกชนต่างปรับตัวแข่งขันกับต่างชาติได้ อยู่แล้ว แต่ทางที่ดีรัฐบาลใหม่ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อพัฒนาประเทศให้ชัดเจน ทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เพื่อกำหนดทิศทางให้ภาคเอกชนรู้ว่า ในอีก 10 ปี 20 ปี ประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไร อุตสาหกรรมไหนจะก้าวไปบ้าง เพราะขณะนี้นโยบายของแต่ละพรรค เน้นแต่แผนระยะสั้นทำให้เอกชนมองลำบาก โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 4 ปีข้างหน้า รัฐต้องเตรียมตัวให้มาก และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ไม่เช่นนั้นจะสู้ชาติอื่นไม่ได้ ที่สำคัญยังต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และการลดความเหลื่อมล้ำรายได้ให้แก่ชาวนา ภาคแรงงาน เพราะหากไม่รีบทำเชื่อว่าใน 10-20 ปี ประเทศไทยต้องมลายสูญสิ้นจากการคอร์รัปชั่นแน่

เตือนเศรษฐกิจจะพัง

เช่นเดียวกับ ’พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล“ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น เพราะถ้าเศรษฐกิจดีภาคอุตสาหกรรมมีการขยายการลงทุนไปยังภูมิภาค ประชาชนก็มีงานทำเพิ่มขึ้น หากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นก็จะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพราะที่ผ่านมาเอกชน เป็นฝ่ายขับเคลื่อนอยู่แล้ว ที่สำคัญหากรัฐบาลทำนโยบายประชานิยมมากเกินไป เศรษฐกิจไทยจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารเงินที่จะได้มากเพิ่มขึ้น ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงต้องเก่ง ขณะเดียวกันต้องมียุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในระยะกลางและยาว เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมักจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า

เดินหน้าเมกะโปรเจคท์

ขณะที่ ’ไพบูลย์ นลินทรางกูร“ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย มองว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจคท์) เป็นอันดับแรก เพื่อช่วยเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ เพราะหากไม่ดำเนินการไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ นอกจากนี้ ต้องดูแลวินัยการคลัง หลังพรรคการเมืองใช้โครงการประชานิยม ซึ่งอาจกระทบกับการก่อหนี้ของรัฐบาล ในส่วนของตลาดทุนนั้น ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ผลักดันแผนพัฒนาตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ ควรจะมีการดูแลภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนไทยเข้มแข็ง ขณะเดียวกันต้องสร้างบุคลากรตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนสร้างแบรนด์ของตลาดทุนไทย

ยึดเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา

ด้าน ’โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์“ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งต้อง เข้มงวดมากขึ้น ต้องทำให้เป็นรูปธรรมให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญน้อยมากโดยไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ ความสำคัญใด ๆ หากเดินหน้าตรงจุดนี้ เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ ขณะเดียวกันยังเป็นห่วงการใช้นโยบายประชานิยมเพราะหากมีมากเกินไปก็ต้องใช้ งบประมาณมาก จนอาจส่งผลต่อการออมของประเทศ และทำให้การลงทุนของภาครัฐลดลง ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลใหม่ต้องมีเสถียรภาพและทำให้การเมืองมีเสถียรภาพคือ ไม่มีการตีกัน หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ แต่ก็เชื่อว่าภาคเอกชนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองก็ตาม

สร้างความสงบพัฒนาประเทศ

แม้แต่ ’บัณฑูร ล่ำซำ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ที่เห็นว่า โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเข้ามาแก้ไข คือ การสร้างความสงบในการอยู่ร่วมกันของคนในประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้ง ด้านการศึกษา ด้านคมนาคม-โทรคมนาคม รวมไปถึงระบบกฎหมาย เพราะหากกฎหมายไม่ชัดเจน จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชีวิตประชาชน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลใดก็ตามที่จะมาบริหารประเทศ ควรพัฒนาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด แต่ที่ผ่านมามีเรื่องวุ่นวายเป็นรายวัน รัฐบาลไม่มีเวลามาแก้ปัญหาระยะยาวได้ แต่ถ้าทำให้ทั้ง 3 ส่วนนี้ได้รับการดูแล จะทำให้การลงทุนของภาคเอกชนต่อเนื่อง และเศรษฐกิจดีตามไปด้วย

แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน

เหมือน ๆ กับ ’กงกฤช หิรัญกิจ“ ประธานกรรมการโรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา และประธานฝ่ายนโยบาย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ สทท. ที่ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาความยากจน ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเน้นแต่เรื่องการทำให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแกร่ง มีเสถียรภาพ แต่ไม่ได้ลงไปแก้ปัญหาความยากจน ทั้งที่นับวันปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นทุกที และในฐานะภาคเอกชนก็อยากให้ภาครัฐสร้างโอกาสด้านการลงทุนทั้งในและต่าง ประเทศให้กับเอกชนไทย เพราะบางครั้งมีคนอยากลงทุนมาก แต่กฎหมายบางข้อยังไม่เอื้ออำนวย อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ หรืออาจเพิ่มสิ่งจูงใจ เพื่อกระตุ้นการลงทุนด้วย รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลสร้างโอกาสให้คนไทยใช้ประโยชน์จากการเข้าเป็น ประชาคมอาเซียนหรือเออีซี ให้มากขึ้น โดยรัฐบาลต้องคิดให้มาก ๆ ที่สำคัญอยากให้พรรคที่เป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาดูแลภาคท่อง เที่ยวด้วยตัวเอง หากเห็นว่าภาคท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่เคยพูดกัน

ดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น-ยาว

ด้าน ’เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บริษัท อาร์เอส  เจ้าของค่ายเพลง อาร์เอส ฝากการบ้านถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและวางแผนสร้างความแข็งแกร่งให้กับ เศรษฐกิจไทยเป็นสิ่งแรก โดยต้องวางแผนแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่วนข้อต่อมา ต้องสร้างความปรองดองและความสามัคคีให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งประเทศ รวมทั้งต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาสังคมโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เพราะในปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศกลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบโดยตรงกับเยาวชนของชาติ และการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงอยากให้รัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

เดินหน้านโยบายปรองดอง

ไม่แตกต่างกันกับความคิดของ ’วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ“ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิตี้วอร์ค ผู้บริหารสวนสนุกและสวนน้ำ สวนสยาม ที่สะท้อนถึงรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งเดินหน้านโยบายสร้างความปรองดอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอกชนต้องการที่สุด เพราะที่ผ่านมาธุรกิจไทยมีปัญหามากจนไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ ได้แต่หาวิธีบริหารจัดการระยะสั้น และตั้งรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น รวมทั้งต้องให้รัฐบาลสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาด ย่อมมากขึ้น โดยเฉพาะด้านแหล่งเงินทุน เพราะเวลาที่เหตุการณ์บ้านเมืองมีปัญหา ผู้ประกอบการกลุ่มนี้อาจมีสายป่านทางธุรกิจไม่ยาวพอ ทำให้ธุรกิจมีปัญหาได้ ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ไม่น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว ขอเพียงเหตุการณ์บ้านเมืองสงบ ก็ดำเนินธุรกิจได้ดี

แม้ว่าเสียงสะท้อนจากนักธุรกิจเหล่านี้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนในชาติ แต่ก็เป็นเสียงเตือนถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผลประโยชน์ของคนส่วนรวมในชาติ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง!!!

ที่มา: ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 04 กรกฎาคม 2554
เรียน คุณหมอ ดร.โอ สุขุมวิท 51

ปัจจุบันผมอายุ 48 ปี รูปร่างสันทัด สูง 158 ซม. น้ำหนัก 56 กก. ภรรยาอายุ 43 ปี แต่งงานกันมาได้กว่า 20 ปี มีบุตร 2 คน ภรรยามีความต้องการทางเพศสูง ตั้งแต่แต่งงานกันมา ผมก็ตอบสนองได้ตามที่เธอต้องการ จนมาเมื่อช่วงปีที่ผ่านมาผมมีปัญหาสมรรถภาพทางเพศลดลง ไม่ค่อยมีอารมณ์เหมือนแต่ก่อน อ่อนตัวง่ายและหลั่งเร็ว ไปพบหมอตรวจบอกว่าเป็นโรคความดันสูง ต้องกินยาลดทุกเช้า-เย็น

ผมมีคำถามว่า ผมอยู่ในช่วงวัยทองแล้วใช่ไหม ยาลดความดันมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศด้วยหรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจะต้องทำอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

หนุ่มน้ำเค็ม

ตอบ คุณ หนุ่มน้ำเค็ม

ชายวัย 48 ปี ภรรยาอายุ 43 ปี อยู่กันมา 20 ปี ก็เริ่มมีปัญหาเริ่มที่ฝ่ายชายอารมณ์ทางเพศเริ่มลดลงเวลาร่วมเพศ จะหลั่งเร็วขึ้น ผิดกับตอนหนุ่มช่วงวัย 28 ปี เป็นช่วงที่แข็งแรงยังไม่มีปัญหาการหลั่งเร็วและอารมณ์เพศก็ยังดีพร้อม จึงสามารถร่วมเพศได้ถึงวันละ 2 ครั้ง เดือนหนึ่งก็ประมาณ 60 ครั้ง จึงเป็นช่วงที่ทั้งสองสามีภรรยามีความสุขมากที่สุด มีความสมดุลทางเพศ การร่วมเพศวันละ 2 ครั้ง จะพบมากในวัยข้าวใหม่ปลามัน หนุ่มก็แข็งแรง สาวก็เต็มใจ ทั้งคู่อยู่ในช่วงที่น่าชื่นใจแทน จะพบใครก็สดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส สดชื่นในสังคมเล็ก ๆ อย่างจริงใจ ไม่มีเสแสร้งความสุขทางเพศ แต่ช้าก่อน ช่วงข้าวใหม่ปลามันแบบนี้ก็เกิดได้ในชายสูงอายุ เวลามีรักใหม่กับคู่ครองก็จะมีความแข็งแรง มั่นใจไม่แพ้ชายหนุ่ม คือผู้สูงอายุพูดถึงการร่วมเพศกันวันละ 2 ครั้ง สามารถทำ
ได้เช่นกันแต่ชายสูงอายุจะมีความอดกลั้นดีกว่าคนหนุ่ม คือ จะรู้จักถนอมร่างกายดี และเมื่อมีการอดกลั้นได้ดี ก็อาจจะร่วมได้ถึงวัน 3 ครั้งก็ได้ โดยใช้เทคนิคง่าย ๆ คือผู้ชายจะกลั้นไม่ยอมหลั่งสะสมพลังงานไว้ ผู้สูงอายุร่วมบ่อยครั้งแต่จะรู้จักกลั้นไม่ให้หลั่งทุกครั้ง โดยฝึกบ่อย ๆ จนชิน ชายสูงอายุทุกคนทำได้คือยิ่งแก่จะยิ่งชำนาญการกลั้น

กลับมาถึงสามีวัย 48 ปี อายุที่เพิ่มขึ้นพบว่าร่างกายจะเริ่มทรุดโทรมลง ปัญหาที่พบบ่อยวันนี้คือ ฮอร์โมนชายที่ลดลงตามวัย เมื่อฮอร์โมนชายลดลงการแข็งตัวก็จะลดลงด้วย แสดงว่าเริ่มมีอาการของอีดี แล้วผลเสียตามมาคือ กลัวว่าจะอ่อนตัวขณะเริ่มต้นร่วมเพศ จึงมีปฏิกิริยาป้องกันไม่ให้อ่อนตัวโดยการรีบเร่งการร่วม รีบมากก็เร่งการหลั่งไปในตัว จึงมีอาการพีอีหลั่งเร็วมากจนภรรยาวัย 43 ปี หงุดหงิด บ่อยเข้าทำให้ฝ่ายหญิงหมดอารมณ์ทางเพศ ลดน้อยลงไปจากพฤติกรรมของสามีหลั่งเร็ว เรื่องเพศนี้สำคัญหากบกพร่องก็จะเป็นการทำร้ายจิตใจกันอย่างเลือดเย็นแก่ผู้หญิงมากที่สุด ทำให้ผู้ชายเดือดร้อนทางใจอย่างยิ่ง ขอให้ตั้งสติให้ดีวัยของคุณแค่ 48 ปี ยังมีเวลาที่จะร่วมเพศอย่างแข็งแรงและหลั่งช้าได้อีกหลายปี อย่างน้อยถึงวัย 80 ปี อย่างสบาย ๆ ข้อควรระวัง แก่สมรรถภาพของคุณคือต้องคุมเรื่องความดันโลหิตสูง ให้ใกล้ชิดกับแพทย์โดยออกกำลังวันละ 2 ครั้ง ร่วมเพศวันละ 2 ครั้ง อย่างวัยหนุ่ม ยาสั่งซื้อตามใจตัวเองไม่ได้หรอกการรักษาต้องพบแพทย์แล้วได้รับการตรวจภายใน ตรวจร่างกาย แล้วแพทย์จึงวินิจฉัยหาสาเหตุ ของโรคอื่นที่แทรกอยู่ได้ถูกต้อง การฟื้นฟูมียาหลายตัวช่วยคุณได้จนสามารถได้สมรรถภาพทางเพศกลับคืนแข็งแรงอย่างวัยหนุ่มได้อีก คุณมีเวลาพบแพทย์หรือยัง

ถ้าเอาใจใส่ฟื้นฟูเขาหน่อย ตัวอวัยวะเพศจะแข็งแรง ดีกว่าหุ่นหรือของแทนที่ไม่มีชีวิตชีวา ต้องลองฟื้นฟูเอาใจใส่เขาหน่อยให้รีบพบแพทย์จะได้มีความสุขอีกนาน ขอให้โชคดี

ท่านใดที่มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศที่จะต้องขอถามหรือขอคำแนะนำปรึกษาให้โทรฯได้ที่เบอร์ 08-1133-3068, 08-4636-2789 และ 08-5109-0678 เว็บไซต์ www.meetdoctoro.com หรือส่งจดหมายที่ตู้ ป.ณ.1812 บางรัก กท.10500 พร้อมเบอร์โทรฯที่จะติดต่อได้.

ดร.โอ สุขุมวิท 51
----------------
ที่มา: เสพสมบ่มิสม เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน 2554


กินกระหล่ำปลี ช่วยเพิ่มความเป็นหนุ่มให้คุณได้โดยไม่ต้องพึ่งยา เป็นการเพิ่มฮอร์โมนชายตามธรรมชาติ แต่ต้องล้างให้สะอาดปราศจากยาฆ่าแมลง และไม่ควรทานมากเกินไป เพราะมีความหวานตามธรรมชาติสูง จึงอาจทำให้เป็นเบาหวานได้

ประโยชน์ของวิตามินบี 12

วิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่จำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติ กล้ามเนื้อและซ่อมแซมเซลล์ การสังเคราะห์ดีเอ็นเอช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายช่วยให้มีพละกำลังมากขึ้น ช่วยบำรุงจิตใจอารมณ์ ช่วยให้มีสมาธิ ตามข้อมูลส่วนใหญ่ บี 12 มาจากอาหาร เช่นเนื้อสัตว์ ปลา ไข่และไก่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัตว์และพืชไม่สามารถสร้างวิตามิน บี12 ได้ แบคทีเรียคือตัวที่สร้างวิตามิน บี 12 สัตว์ได้รับวิตามิน บี 12 จากพืชผัก อาหารที่เปื้อนวิตามิน บี 12 เช่นดินหรือหญ้าที่มีแบคทีเรียที่สร้าง บี 12 แล้วสัตว์ก็เลยกลายเป็นแหล่งของวิตามิน บี 12 สำหรับคนที่ทานเนื้อสัตว์

การขาดวิตามิน บี 12 เป็นกันมากในกลุ่มผู้สูงอายุสาเหตุที่เป็นไปได้มี 3 สาเหตุ

ข้อแรกคือมีบางสิ่งในร่างกายที่แย่งบี12 ไปจากร่างกายคุณ เช่นพยาธิ

ข้อสองคือมีบางสิ่งที่ทำลายบี 12 เช่น สารไชยาไนด์ บุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง การดื่มเหล้าและการดื่มน้ำที่มีคลอรีน

ข้อสามคือมีบางสิ่งที่กีดกันการดูดซึมบี 12 ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระเพาะที่ต้องสร้างสารช่วยในการดูดซึม ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะมักจะมีปัญหาในการสร้างส่วนสำคัญในการดูดซึมบี 12

การวิจัยอันหนึ่งพบว่า คนที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วหรือมากกว่านั้นต่อวัน มีการดูดซึมวิตามินบีได้น้อยลงถึง 15% คนที่เป็นโรคโครล์นหรือมีอาการผิดปกติในระบบย่อยอาหารก็ทำให้เกิดการขาดวิตามินบี 12 ได้ อาการขาดวิตามินบี12 นี้ใช้ระยะเวลานานถึง 5 ปีหรือมากกว่านั้นก่อนที่จะปรากฏให้เห็น

อาการที่บ่งว่าร่างกายขาดบี 12 คือ เป็นโรคโลหิตจางเพราะขาดบี12 ท้องเสีย เหนื่อยล้า มีความเสียหายของเส้นประสาทมีอาการหดหู่ เป็นโรคหัวใจ มือสั่น มีจำนวนสเปิร์มน้อย ความจำเสื่อม มือเท้าชา ตาพร่ามัวสับสน ไม่มีสมาธิ เป็นต้น ได้มีการศึกษาค้นคว้าการรักษาคนที่เป็นโรคหดหู่ด้วยวิตามินบี 12 และพบว่าบี 12 มีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาโรคหดหู่ได้เพราะบี12 ช่วยสร้างสารประกอบชื่อ โมโนอามีนในระบบประสาทส่วนกลาง สารนี้ถ้ามีน้อยไปเชื่อว่ามีผลทำให้เกิดอาการเศร้าหดหู่ ทารกถ้าขาดบี12 จะแสดงอาการเร็วกว่าผู้ใหญ่ จะมีอาการเหนื่อยไม่อยากอาหารถ้าไม่รักษาทันทีอาจเสียชีวิตได้ หรือพิการทางสมอง

ถ้าท่านรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 เสริม เช่น ซีเรียล ควรรับประทานให้ได้ 3 ไมโครกรัมต่อวัน ถ้าท่านรับประทานวิตามินบี 12 ในรูปแบบวิตามินบี 12 ในรูปแบบวิตามินเสริมท่านควรรับประทาน 10 ไมโครกรัมต่อวัน สำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากสัตว์สามารถรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 เสริมเช่น นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้

ท่านที่มีคำถามหรือต้องการขอคำปรึกษาให้ส่งจดหมายมาที่ นสพ.เดลินิวส์ เลขที่ 1/4 ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กทม.10210 วงเล็บมุมซองด้วยว่าส่งต่อ ดร.คิว หรือโทร. 08-4636-2789, 08-1494-1561 และอีเมล DrQcontact@gmail.com

ดร.คิว ลานทอง

ที่มา: ประโยชน์ของวิตามินบี 12 นสพ.เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 03 กรกฎาคม 2554

โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสันมีผลต่อการเคลื่อนไหวของคุณ มันเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทในสมองมีปัญหา

โดยทั่วไปเซลล์ประสาทสร้างสารเคมีที่สำคัญชื่อว่า โดพามีน ซึ่งส่งสัญญาณไปที่ส่วนของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว มันทำให้กล้ามเนื้อของคุณเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นและทำตามที่คุณต้องการให้มันทำ

เมื่อคุณเป็นโรคพาร์กินสัน เซลล์ประสาทเหล่านี้ทำงานไม่ปกติ แล้วคุณไม่สามารถสร้างโดพามีนเพียงพอ แล้วมีผลให้คุณไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการ โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่จะแย่ลงไปตามระยะเวลาที่เป็น แต่มันมักจะเกิดขึ้นช้า ๆ เป็นเวลาหลายปี ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำไมเซลล์ประสาทถึงไม่ทำงาน แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามค้นคว้าหาคำตอบ ศึกษาหาสาเหตุมากมาย รวมทั้งความสูงวัย และมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ยืนไม่ปกติก็ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลักสำหรับคนบางคน แต่ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์เพียงพอที่จะแสดงว่ามันเป็นโรคทางกรรมพันธุ์

อาการหลัก 4 อาการของโรคพาร์กินสันคือ อาการสั่นตามมือ แขน หรือขา กล้ามเนื้อแข็ง เคลื่อนไหวช้า และมีปัญหาในการทรงตัวหรือการเดิน อาการสั่นจะเป็นอาการแรกที่คุณสังเกตได้ มันเป็นอาการที่เป็นกันมากที่สุดของโรคนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการสั่น และไม่ใช่ว่าคนที่มีอาการสั่นจะเป็นโรคนี้ อาการสั่นมักจะเริ่มจากแขนหรือขาข้างหนึ่งของร่างกาย อาการอาจจะแย่ ตอนตื่นหรือตอนที่ไม่เคลื่อนไหวมากกว่าตอนที่หลับหรือกำลังเคลื่อนไหว เมื่อเวลาผ่านไปโรคนี้จะมีผลกระทบต่อกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหากับการกลืนอาหารหรือท้องผูก ในขั้นที่เป็นมากแล้ว คนที่เป็นโรคนี้จะหน้าตาตึงไม่มีการแสดงสีหน้า มีปัญหาในการพูด และปัญหาอื่น ๆ คนบางคนมีปัญหาทางจิตด้วย คนมักจะเริ่มมีอาการเมื่ออายุประมาณ 50-60 ปี แต่ในบางคนก็มีอาการเมื่ออายุน้อยกว่านั้น

ตอนนี้มันยังไม่มีทางรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดได้ แต่มียาหลายประเภทที่จะช่วยควบคุมอาการและช่วยให้อยู่กับโรคนี้ได้ง่ายขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ช่วยป้องกันและทำให้อาการของโรคนี้เป็นช้าลง คนที่บริโภคอาหารเช่นบรอกโคลี ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ช่วยเพิ่มกลูตาไธออน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกเก็บไว้ที่ตับ โคคิวเท็น (CoQ10) ก็เป็นสารอาหารหนึ่งที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาท ควรรับประทาน 20-50 มิลลิกรัม 2-3 วันต่อสัปดาห์ตอนเช้า รับประทานอาหารที่มีวิตามินสูง ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ผักโขม และผักใบเขียวอื่น ๆ ก็ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ด้านเพศสัมพันธ์ คนไข้ที่รักษาโรคพาร์กินสันแล้วมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ก็ยังมีความแข็งแรงได้เช่นเดิม อย่าได้ท้อถอยโดยไม่ได้ฟื้นฟู

ท่านที่มีคำถามหรือต้องการขอคำปรึกษาให้ส่งจดหมายมาที่ นสพ.เดลินิวส์ เลขที่ 1/4 ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กท. 10210 วงเล็บมุมซองด้วยว่าส่งต่อ ดร.คิว หรือทาง โทร. 08-4636-2789, 08-1494-1561 และอีเมล : DrQcontact @ gmail.com

ดร.คิว ลานทอง

ที่มา: เสพสมบ่มิสม นสพ.เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 04 กรกฎาคม 2554

Saturday, July 2, 2011

พวกผู้ดี มีตระกูล: Gentry

สังคมของคนเราไม่ว่าจะเป็นชาติใด สายพันธุ์ใด มักพยายามแบ่งแยก คนบางพวกคิดว่า พวกตนดีกว่าิ สูงกว่า คนพวกอื่นๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว เวลาตายก็นอนในโลงขนานกับพื้นกันทั้งนั้น พวกที่นั่งในโกฎิก็ลำบาก เพราะคนตายเอ็นมันตึง จึงต้องมัดมือมัดเท้าอีกต่างหากเพื่อให้อยู่ในท่านั่งได้

พวกชนชั้นสูง พวกผู้ดีมีชาติมีตระกูล นั้นในภาษาอังกฤษเรียกว่า gentry ซึ่งจัดเป็นพวกพันธุ์ดี good breeding
หรือจะพูดว่า "well-born and well-bred people" of high social class

คนพวกผู้ดีมีชาติมีตระกูลพวกชนชั้นสูง มักมีอิทธิพลสูงต่อสังคมนั้น ๆ

คนที่ถูกเรียกว่า gentry man จะมีความหมายรวมถึง การเป็นสุภาพบุรุษ gentlefolk ด้วย

การออกแบบอย่างดีเพื่อชนชั้นสูง เรียก gentry design

ถึงแม้คำนี้จะเป็นคำโบราณ แต่ก็ยังมีการใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

คำอื่นๆ ที่ให้ความหมายในทำนอง พวกสุภาพชน, สังคมชั้นสูง ได้แก่ high society, nobility, upper class

Dr.SoS