เพื่อนเจ้าสาว เป็น ผู้หญิงที่ช่วยในพิธีแต่งงาน โดยช่วยฝ่ายเจ้าสาว Bridesmaid is a girl or woman who during the marriage ceremony helps the woman who is getting married.
เพื่อนเจ้าสาวอาจจะมีหลายคน แต่เพื่อนเจ้าสาวที่เรียกว่า maid of honour เป็นเพื่อนเจ้าสาวที่สำคัญที่สุด maid of honor is the most important bridesmaid at a marriage ceremony.
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนเจ้าสาวของเธอ It is a real honour to be your Maid of Honour
สำนวน ที่กล่าวว่า Always a bridesmaid, never the bride เป็นการบอกกล่าว ถึงใครบางคนที่ไม่เคยได้เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์ This saying said about someone who is never the most important person in a situation.
ดร.SoS
Wednesday, December 15, 2010
Tuesday, December 14, 2010
โกรธ ไม่พอใจ: Resentment, Angry
ทำไมคนเราถึงโกรธด้วยนะ Why do we have to get angry?
ความโกรธเป็นภาวะทางอารมณ์ Angry involves emotional situation of strong feeling/resentment.
คำว่า angry จะตามด้วย at หรือ with หรือ about
เจโกรธน้องชายที่เอารถไปโดยไม่ได้รับอนุญาต Jay is angry at his younger brother who takes his car without permission.
คนอเมริกันโกรธการเล่นการเมืองของ(รัฐบาล)กรุงดีซี Americans angry with DC politics.
คุณโกรธเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและการให้บริการหรือเปล่า Are you angry about the water quality and service?
โกรธคือโง่ (คนโง่ย่อมถูกฆ่าด้วยความโกรธ) Resentment kills a fool และความอิจฉาฆ่าได้โดยง่าย
and envy slays the simple.
ดร.SoS
ความโกรธเป็นภาวะทางอารมณ์ Angry involves emotional situation of strong feeling/resentment.
คำว่า angry จะตามด้วย at หรือ with หรือ about
เจโกรธน้องชายที่เอารถไปโดยไม่ได้รับอนุญาต Jay is angry at his younger brother who takes his car without permission.
คนอเมริกันโกรธการเล่นการเมืองของ(รัฐบาล)กรุงดีซี Americans angry with DC politics.
คุณโกรธเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและการให้บริการหรือเปล่า Are you angry about the water quality and service?
โกรธคือโง่ (คนโง่ย่อมถูกฆ่าด้วยความโกรธ) Resentment kills a fool และความอิจฉาฆ่าได้โดยง่าย
and envy slays the simple.
ดร.SoS
Monday, December 13, 2010
ตรวจเลือดบอกภาวะโรคหัวใจ -รู้อันตรายล่วงหน้าเป็นปี
วารสาร "แพทย์สมาคมอเมริกัน" รายงานว่า ศูนย์แพทย์ของมหาวิทยาลัยเท็กซัสเวสเติร์น แห่งสหรัฐฯ ได้ค้นคิดวิธีตรวจเลือดวิธีใหม่ ซึ่งสามารถจะบอกได้ว่า ผู้ที่ดูท่าทางแข็งแรงดีกำลัง เสี่ยงจะตายด้วยโรคหัวใจอยู่หรือไม่
การตรวจเลือดแบบเก่า จะตรวจหาโปรตีนอย่างหนึ่งในคน พบได้เพียงร้อยละไม่เท่าไร และวิธีการตรวจแบบใหม่คิดขึ้นโดยบริษัทยาโรช ตรวจพบมากขึ้นถึงร้อยละ 25 จากตัวอย่างเลือด 3,500 ตัวอย่าง ผู้ที่ถูกตรวจเลือดพบโปรตีนนั้นในปริมาณที่วัดได้ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย เสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจภายในเวลา 6 ปี สูงเกือบ 7 เท่า
วิธีการตรวจเลือดที่แล้วมา ล้วนแต่เพื่อตรวจหาโปรตีนที่เรียกว่า "cardiac troponin T." ซึ่งบอกให้รู้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย วิธีการตรวจหลังสุดนี้ ซึ่งเรียกว่า "Elecsys Troponin T." จะตรวจได้ไวกว่าถึง 10 เท่า
ดร.เจ อเมสด์ เลโมซอฟ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า "มันดูเหมือนว่ายิ่งตรวจพบ troponin T. สูงเท่าใดก็ส่อว่ามีปัญหากับหัวใจของตนเองมากเท่านั้น และอาจจะนำไปสู่เรื่องร้ายแรงยิ่งกว่า โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นด้วย"
การตรวจเลือดแบบเก่า จะตรวจหาโปรตีนอย่างหนึ่งในคน พบได้เพียงร้อยละไม่เท่าไร และวิธีการตรวจแบบใหม่คิดขึ้นโดยบริษัทยาโรช ตรวจพบมากขึ้นถึงร้อยละ 25 จากตัวอย่างเลือด 3,500 ตัวอย่าง ผู้ที่ถูกตรวจเลือดพบโปรตีนนั้นในปริมาณที่วัดได้ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย เสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจภายในเวลา 6 ปี สูงเกือบ 7 เท่า
วิธีการตรวจเลือดที่แล้วมา ล้วนแต่เพื่อตรวจหาโปรตีนที่เรียกว่า "cardiac troponin T." ซึ่งบอกให้รู้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย วิธีการตรวจหลังสุดนี้ ซึ่งเรียกว่า "Elecsys Troponin T." จะตรวจได้ไวกว่าถึง 10 เท่า
ดร.เจ อเมสด์ เลโมซอฟ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า "มันดูเหมือนว่ายิ่งตรวจพบ troponin T. สูงเท่าใดก็ส่อว่ามีปัญหากับหัวใจของตนเองมากเท่านั้น และอาจจะนำไปสู่เรื่องร้ายแรงยิ่งกว่า โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นด้วย"
ไทเป 101: ตึกระฟ้า
ตึกไทเป 101 ซึ่งมีความสูง 508 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2004 เคยรั้งตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลก แต่เพิ่งถูกทำลายสถิติโดยตึก "เบิร์จ คาลิฟา" ที่นครดูไบ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ตึกไทเป 101 แห่งไต้หวัน อดีตตึกสูงสุดในโลก มีกำไรครั้งแรกหลังเปิดใช้มานาน 6 ปี เหตุเพราะยอดนักท่องเที่ยวจีนที่พุ่งสูงขึ้นเท่าตัว...
สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ว่า บริษัท ไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป เจ้าของตึก "ไทเป 101" ซึ่งเป็นตึกที่มีความสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในขณะนี้ ออกมาเปิดเผยว่า ตึกสูงแห่งนี้สามารถทำกำไรให้กับบริษัทของตนได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่มี การเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา หลังจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมายังตึกพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว
ไมเคิล หลิว โฆษกของไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป ออกมาแถลงที่กรุงไทเปว่า รายได้สุทธิจากร้านค้าและยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังตึกไทเป 101 ในปีนี้ อาจพุ่งสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 200 ล้านบาท ทั้งที่ในปีที่แล้ว ตึกแห่งนี้มีผลประกอบการที่ขาดทุนสูงถึง 178.5 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ด้านเจนิซ ไหล ผู้อำนวยการใหญ่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวัน ออกมาเปิดเผยว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่พุ่งสูงขึ้น มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับผลกำไรของตึกไทเป 101 ในปีนี้ และจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้น ยังถือเป็นผลพวงของนโยบายของรัฐบาลไต้หวัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีหม่า ยิงจิว ที่หันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนอย่างจริงจัง นับแต่ที่เขาได้ก้าวขึ้นมาครองอำนาจเมื่อเดือนพ.ค.2008 เป็นต้นมา
ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ ได้เพิ่มเป็น 3,440 รายแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นถึงเท่าตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยว 1,661 คนเมื่อปีที่แล้ว
ตึกไทเป 101 แห่งไต้หวัน อดีตตึกสูงสุดในโลก มีกำไรครั้งแรกหลังเปิดใช้มานาน 6 ปี เหตุเพราะยอดนักท่องเที่ยวจีนที่พุ่งสูงขึ้นเท่าตัว...
สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ว่า บริษัท ไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป เจ้าของตึก "ไทเป 101" ซึ่งเป็นตึกที่มีความสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในขณะนี้ ออกมาเปิดเผยว่า ตึกสูงแห่งนี้สามารถทำกำไรให้กับบริษัทของตนได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่มี การเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา หลังจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมายังตึกพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว
ไมเคิล หลิว โฆษกของไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป ออกมาแถลงที่กรุงไทเปว่า รายได้สุทธิจากร้านค้าและยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังตึกไทเป 101 ในปีนี้ อาจพุ่งสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 200 ล้านบาท ทั้งที่ในปีที่แล้ว ตึกแห่งนี้มีผลประกอบการที่ขาดทุนสูงถึง 178.5 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ด้านเจนิซ ไหล ผู้อำนวยการใหญ่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวัน ออกมาเปิดเผยว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่พุ่งสูงขึ้น มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับผลกำไรของตึกไทเป 101 ในปีนี้ และจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้น ยังถือเป็นผลพวงของนโยบายของรัฐบาลไต้หวัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีหม่า ยิงจิว ที่หันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนอย่างจริงจัง นับแต่ที่เขาได้ก้าวขึ้นมาครองอำนาจเมื่อเดือนพ.ค.2008 เป็นต้นมา
ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ ได้เพิ่มเป็น 3,440 รายแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นถึงเท่าตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยว 1,661 คนเมื่อปีที่แล้ว
สารบอแรกซ์ ในลูกชิ้นและไส้กรอก
สารบอแรกซ์ หลายคนคงจะรู้สึกคุ้นหูกับสารเคมีชนิดนี้ เนื่องจากสังคมไทยมีการกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง
ด้วยเหตุที่ว่า เป็นสารที่ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเราอย่างมาก
สารบอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง เป็นสารเคมีที่ส่วนใหญ่มักใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแก้วและเครื่องเคลือบต่างๆ
โดยใช้เป็นสารต้านจุลินทรีย์ ทำความสะอาดและใช้ทำสเปรย์ ถ้าเรารู้จักใช้อย่างถูกวิธี สารชนิดนี้ก็จะไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด
แต่ปัจจุบันอาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีพ่อค้า แม่ค้าหัวใสบางราย นำสารบอแรกซ์ไปผสมอาหารโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เพียง คิดว่าใส่ไปเพื่อให้อาหารมีความกรอบและหยุ่นมากขึ้น ส่วนใหญ่มักผสมในอาหารคาว เช่น ลูกชิ้น หมูยอ ไส้กรอก หัวไช้โป๊ ผักและผลไม้ดอง ในขนมหวาน เช่น ลอดช่อง วุ้นกรอบ สาคู ทับทิมกรอบ
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ
เนื่องจากส่วนผสมสารบอแรกซ์เป็นพิษต่อร่างกายทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีอาการเป็นพิษต่อระบบประสาท ตับ ไต และผิวหนัง
วันนี้ สถาบันอาหารขอส่งสัญญาณเตือนให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลควบคุมการผลิตและจำหน่ายในประเทศว่า
ถึง เวลาแล้วหรือยังที่เราจะเอาจริงเอาจังกับผู้ผลิตที่ฉวยโอกาสและไม่ปฏิบัติ ตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้สารบอแรกซ์ในอาหารเหล่านี้
แต่ คนไทยก็ไม่โชคร้ายเสมอไป เมื่อสถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างลูกชิ้นปลาและไส้กรอก จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อวิเคราะห์หาสารบอแรกซ์ปนเปื้อน
ผลปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเลย
-ลูกชิ้นปลา จาก ศาลายา คลองเตย และบางแค
-ไส้กรอกไก่ จาก บางแค
-----------------------
ไม่ใส่บอแรกซ์ แล้วใส่อย่างอื่นที่เป็นอันตรายแทนหรือเปล่า และอยากให้ตรวจสินค้าในห้างดัง ๆ เอามาแฉให้ดูหน่อย ว่าเบื้องหน้า เบื้องหลังเป็นอีหยังก้า
ด้วยเหตุที่ว่า เป็นสารที่ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเราอย่างมาก
สารบอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง เป็นสารเคมีที่ส่วนใหญ่มักใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแก้วและเครื่องเคลือบต่างๆ
โดยใช้เป็นสารต้านจุลินทรีย์ ทำความสะอาดและใช้ทำสเปรย์ ถ้าเรารู้จักใช้อย่างถูกวิธี สารชนิดนี้ก็จะไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด
แต่ปัจจุบันอาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีพ่อค้า แม่ค้าหัวใสบางราย นำสารบอแรกซ์ไปผสมอาหารโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เพียง คิดว่าใส่ไปเพื่อให้อาหารมีความกรอบและหยุ่นมากขึ้น ส่วนใหญ่มักผสมในอาหารคาว เช่น ลูกชิ้น หมูยอ ไส้กรอก หัวไช้โป๊ ผักและผลไม้ดอง ในขนมหวาน เช่น ลอดช่อง วุ้นกรอบ สาคู ทับทิมกรอบ
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ
เนื่องจากส่วนผสมสารบอแรกซ์เป็นพิษต่อร่างกายทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีอาการเป็นพิษต่อระบบประสาท ตับ ไต และผิวหนัง
วันนี้ สถาบันอาหารขอส่งสัญญาณเตือนให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลควบคุมการผลิตและจำหน่ายในประเทศว่า
ถึง เวลาแล้วหรือยังที่เราจะเอาจริงเอาจังกับผู้ผลิตที่ฉวยโอกาสและไม่ปฏิบัติ ตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้สารบอแรกซ์ในอาหารเหล่านี้
แต่ คนไทยก็ไม่โชคร้ายเสมอไป เมื่อสถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างลูกชิ้นปลาและไส้กรอก จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อวิเคราะห์หาสารบอแรกซ์ปนเปื้อน
ผลปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเลย
-ลูกชิ้นปลา จาก ศาลายา คลองเตย และบางแค
-ไส้กรอกไก่ จาก บางแค
-----------------------
ไม่ใส่บอแรกซ์ แล้วใส่อย่างอื่นที่เป็นอันตรายแทนหรือเปล่า และอยากให้ตรวจสินค้าในห้างดัง ๆ เอามาแฉให้ดูหน่อย ว่าเบื้องหน้า เบื้องหลังเป็นอีหยังก้า
Thursday, December 9, 2010
วิจัยแนะกระตุ้นคิด แก้ IQเด็กไทย ต่ำสุดเอเชีย
กรมสุขภาพจิต ระบุ IQ เด็กไทยไม่พัฒนา ลดระดับต่ำสุดเอเชีย แนะพ่อแม่กระตุ้นการคิด ฝึกจินตนาการ จัดระเบียบเส้นใยประสาท ขณะที่ผลวิจัยพบสมองเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก กำพร้าฝ่อลง คล้ายคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ ขณะที่เด็กถูกทารุณกรรมจะมีสารความเครียดในเลือดสูง มีปัญหาพัฒนาการสมอง...
วัน ที่ 9 ธ.ค. สัมมนาโครงการ “สำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา เด็กไทยปี 2554” ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ดำเนินการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยจำนวนประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ - ข้อมูลจากหนังสือของ Lynn ปี 2006 ได้ทำการสำรวจ IQ ของเด็กทั่วโลก พบว่า IQ ของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 91 จัดอยู่ในระดับที่ 53 จาก 192 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าระดับ IQ ของเด็กในประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น เด็กในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย นอกจากนี้ยังพบว่า ตั้งแต่ปี 2002-2006 อันดับ IQ ของเด็กไทยแทบจะไม่มีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ระดับ IQ ของเด็กเพิ่มจาก 103 ในปี ค.ศ.2002 เป็น 108 ในปี ค.ศ. 2006 ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อนำระดับ IQ แสดงผลเป็นกราฟรูประฆังคว่ำ พบว่า IQ ที่ระดับ 91 ของเด็กไทย มีแนวโน้มที่จะเอียงไปทางซ้ายของกราฟ ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามกับระดับการแปรผลที่ฉลาดกว่า
นพ.อีริค อาร์ แคนเดล จิตแพทย์รางวัลโนเบลในปี 2553 พบว่า การเรียนรู้ ความรู้ ความจำ ความคิด อารมณ์ สติปัญญา เกิดจากการที่เซลล์สมองแตกกิ่งมาเชื่อมต่อกันเป็นวงจร สมองส่วนที่มีการจัดระเบียบใยประสาทจะเพิ่มการเชื่อมต่อใหม่ๆเพิ่มขึ้นจำนวน มาก ขณะที่ใยประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้จะหายไป ใยประสาทส่วนที่ใช้บ่อยจะหนาตัวขึ้น ทั้งนี้ ทารกอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี จะเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการมากที่สุด ดังนั้น การสร้างการพัฒนาสมองให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายใยประสาทที่แข็งแรงจะมีส่วน ทำให้เด็กมีระดับ IQ ที่เพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากระบบใยประสาทในสมองแล้ว ยังพบว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการพัฒนาสมองของคนอย่างมาก การวิจัยในสัตว์และคนให้ผลยืนยันตรงกันว่า ความสามารถของสมองในการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Neuro-Plasticity หมายถึง การที่เราใช้สมองส่วนใดบ่อยๆ สมองส่วนนั้นจะเจริญเติบโตได้ดี แต่หากเราไม่ได้ใช้สมองส่วนนั้นเลย นานๆเข้า สมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไป ในปีพ.ศ.2541 มีการศึกษาพบว่า หลังคลอดออกมา สมองเด็กทุกคนทั่วโลกจะมีรูปแบบที่เหมือนกัน แต่วิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ และอบรมเลี้ยงดูต่างกัน จะทำให้ IQ เด็กต่างกัน เซลล์สมองส่วนไหนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันจะถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพของสมองส่วนนั้นถูกทำลาย เช่น การคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นจะหายไป จึงมีการสรุปว่า จินตนาการของคนไทยหายไป เนื่องจากเราไม่ค่อยกระตุ้นให้เด็กฝึกคิด
ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมองเด็กจำนวนมาก ระบุตรงกันถึงการกระตุ้นการใช้สมองที่เหมาะสม เช่น การพบว่าสมองของเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีบางส่วนเสียการทำงานไป คล้ายๆกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือ เด็กที่ถูกทารุณกรรมจะมีระดับสารความเครียดในเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ และจะมีปัญหาพัฒนาการสมอง อารมณ์ ความประพฤติ และการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่ได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดูช้า เช่น ปล่อยให้ร้องไห้นานๆ หิวแล้วยังไม่ได้กิน เกิดความกลัวโดยไม่มีใครมาอยู่ใกล้ชิด ไม่มีใครมาสัมผัสโอบอุ้ม เด็กจะกลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่มั่นคงในชีวิต หวาดระแวง ฯลฯ
“ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น เซลล์ประสาทจะมีการสร้างขึ้นมากกว่าแสนล้านเซลล์ แต่ถ้าไม่มีการกระตุ้นจะด้วยการเสริมอาหาร หรือการเลี้ยงดู ที่เหมาะสม ก็จะขาดเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ยื่นยาวออกมา ที่พร้อมจะส่งเสริมให้เด็กฉลาด และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น”
นอกจากนั้น พัฒนาการด้านภาษาต่างประเทศ ก็ต่ำ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ
วัน ที่ 9 ธ.ค. สัมมนาโครงการ “สำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา เด็กไทยปี 2554” ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ดำเนินการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยจำนวนประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ - ข้อมูลจากหนังสือของ Lynn ปี 2006 ได้ทำการสำรวจ IQ ของเด็กทั่วโลก พบว่า IQ ของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 91 จัดอยู่ในระดับที่ 53 จาก 192 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าระดับ IQ ของเด็กในประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น เด็กในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย นอกจากนี้ยังพบว่า ตั้งแต่ปี 2002-2006 อันดับ IQ ของเด็กไทยแทบจะไม่มีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ระดับ IQ ของเด็กเพิ่มจาก 103 ในปี ค.ศ.2002 เป็น 108 ในปี ค.ศ. 2006 ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อนำระดับ IQ แสดงผลเป็นกราฟรูประฆังคว่ำ พบว่า IQ ที่ระดับ 91 ของเด็กไทย มีแนวโน้มที่จะเอียงไปทางซ้ายของกราฟ ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามกับระดับการแปรผลที่ฉลาดกว่า
นพ.อีริค อาร์ แคนเดล จิตแพทย์รางวัลโนเบลในปี 2553 พบว่า การเรียนรู้ ความรู้ ความจำ ความคิด อารมณ์ สติปัญญา เกิดจากการที่เซลล์สมองแตกกิ่งมาเชื่อมต่อกันเป็นวงจร สมองส่วนที่มีการจัดระเบียบใยประสาทจะเพิ่มการเชื่อมต่อใหม่ๆเพิ่มขึ้นจำนวน มาก ขณะที่ใยประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้จะหายไป ใยประสาทส่วนที่ใช้บ่อยจะหนาตัวขึ้น ทั้งนี้ ทารกอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี จะเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการมากที่สุด ดังนั้น การสร้างการพัฒนาสมองให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายใยประสาทที่แข็งแรงจะมีส่วน ทำให้เด็กมีระดับ IQ ที่เพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากระบบใยประสาทในสมองแล้ว ยังพบว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการพัฒนาสมองของคนอย่างมาก การวิจัยในสัตว์และคนให้ผลยืนยันตรงกันว่า ความสามารถของสมองในการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Neuro-Plasticity หมายถึง การที่เราใช้สมองส่วนใดบ่อยๆ สมองส่วนนั้นจะเจริญเติบโตได้ดี แต่หากเราไม่ได้ใช้สมองส่วนนั้นเลย นานๆเข้า สมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไป ในปีพ.ศ.2541 มีการศึกษาพบว่า หลังคลอดออกมา สมองเด็กทุกคนทั่วโลกจะมีรูปแบบที่เหมือนกัน แต่วิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ และอบรมเลี้ยงดูต่างกัน จะทำให้ IQ เด็กต่างกัน เซลล์สมองส่วนไหนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันจะถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพของสมองส่วนนั้นถูกทำลาย เช่น การคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นจะหายไป จึงมีการสรุปว่า จินตนาการของคนไทยหายไป เนื่องจากเราไม่ค่อยกระตุ้นให้เด็กฝึกคิด
ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมองเด็กจำนวนมาก ระบุตรงกันถึงการกระตุ้นการใช้สมองที่เหมาะสม เช่น การพบว่าสมองของเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีบางส่วนเสียการทำงานไป คล้ายๆกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือ เด็กที่ถูกทารุณกรรมจะมีระดับสารความเครียดในเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ และจะมีปัญหาพัฒนาการสมอง อารมณ์ ความประพฤติ และการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่ได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดูช้า เช่น ปล่อยให้ร้องไห้นานๆ หิวแล้วยังไม่ได้กิน เกิดความกลัวโดยไม่มีใครมาอยู่ใกล้ชิด ไม่มีใครมาสัมผัสโอบอุ้ม เด็กจะกลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่มั่นคงในชีวิต หวาดระแวง ฯลฯ
“ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น เซลล์ประสาทจะมีการสร้างขึ้นมากกว่าแสนล้านเซลล์ แต่ถ้าไม่มีการกระตุ้นจะด้วยการเสริมอาหาร หรือการเลี้ยงดู ที่เหมาะสม ก็จะขาดเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ยื่นยาวออกมา ที่พร้อมจะส่งเสริมให้เด็กฉลาด และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น”
นอกจากนั้น พัฒนาการด้านภาษาต่างประเทศ ก็ต่ำ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ
ชื่อเรียกภาษาอังกฤษ และสแลง: โสเภณี/หญิงขายบริการ
ในภาษาอังกฤษ มีการใช้คำ เล่นคำมากมาย ที่หมายเกี่ยวข้องถึง หญิงขายบริการทางเพศเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตรา In English words, there are many vocabularies meaning a woman who engages in sexual intercourse for money. การให้บริการทางเพศ (prostitution)แก่บุคคลก็เพื่อหวังผลตอบแทน Prostitution is the act or practice of providing sexual services to another person in return for payment. ผู้ที่ทำการให้บริการกิจกรรมทางเพศนี้ เรียกว่า โสเภณี People who execute such activities are called prostitutes. เขาบอกว่า อาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก Prostitution is the oldest profession.
คำเหล่านี้ที่หมายถึงหญิงขายบริการทางเพศ ได้แก่ bawd, cocotte, cyprian, fancy woman, harlot, lady of pleasure, prostitute, escort, sporting lady, whore, tart, woman of the street, working girl
bawd [N] เป็นคำเก่า เป็นภาษาวรรณกรรม มาจากภาษาฝรั่งเศส/เยอรมันโบราณ ที่ใช้เรียกโสเภณี
bawdy [Adj] เป็นการใช้คำพูดเกี่ยวกับเซ็กซ์ในทางตลกขบขัน containing humorous remarks about sex
เช่น การแสดงตลกทางเพศ/เซ็กซ์นี้มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงนิวยอก This bawdy humor show is the most famous in New York City.
bawdily [Adv]
bawdiness [N]
cocotte [N] เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส ที่ใช้เรียก โสเภณี a prostitute หรื่อ ผู้หญิงสำส่อน or promiscuous woman เช่น ผู้หญิงโสเภณีคนนี้ร้อนแรงที่สุดของเมือง This cocotte girl is the hottest in town. ผู้ชายสำส่อนก็เรียก promiscuous men
cocotte บางครั้งหมายถึง พวกหม้อหรือกะทะจานร้อนด้วย และอาจมีฝาปิด
cyprian [N] เป็นคำโบราณ ที่ใช้เรียก โสเภณี และพวกนักร้องนักเต้น
fancy woman [N] หมายถึง พวกนักรัก (รักไปทั่ว) a lover จัดเป็นคำแสลง Slang ใช้เรียก โสเภณี หรือ กิ๊ก mistress (คำ mistress นี้มีหลายความหมาย ปัจจุบันมีความหมายในแง่ลบ) ถ้าเป็นผู้ชายโสเภณีจะเรียก fancy man ก็ได้
harlot [N] เป็นคำฝรั่งเศสโบราณ ที่ใช้เรียก หญิงโสเภณี ผู้หญิงขายตัว หญิงแพศยา
courtesan [N] โสเภณี (ระดับสูง) หญิงบริการ
lady of pleasure หญิงที่นำสุขหรือความพึงพอใจมาให้ อันหมายถึง หญิงโสเภณี บางครั้งเรียก หญิงในชุดแดง lady in red ผู้หญิงกลางคืน lady of the evening (lady of the night)
call girl - นางทางโทรศัพท์ a female prostitute who can be hired by telephone
camp follower - หมายถึงผู้หญิงโสเภณีที่เป็นผู้ติดตามไปแคมป์ เพื่อให้บริการแก่ทหารที่ประจำการ a prostitute who provides service to military personnel
comfort woman, ianfu - a woman forced into prostitution for Japanese servicemen during World War II; "she wrote a book about her harsh experiences as a comfort woman"
demimondaine - a woman whose sexual promiscuity places her outside respectable society
hustler, slattern, street girl, streetwalker, floozie, floozy, hooker - a prostitute who attracts customers by walking the streets
white slave - หมายถึงผู้หญิงที่ถูกขายมาเพื่อเป็นโสเภณี a woman sold into prostitution
chippie เป็นคำ สแลง[Slang] หญิงโสเภณี, ผู้หญิงขายตัว, หญิงหากิน นอกจากนั้น chippie ยังเป็นคำสแลงที่หมายถึง ผู้ใช้ยาเสพย์ติดเป็นครั้งคราว
wench [N] ผู้หญิงขายตัว (คำหยาบ)
tom เป็นคำ สแลง[Slang] โสเภณี (ที่ยืนขายตัวตามถนน)
slut [N] โสเภณี ถือเป็นคำหยาบ ใช้เรียก หญิงสำส่อน, อีตัว ผู้หญิงโสโครก ผู้หญิงสกปรก ผู้หญิงมั่วโลกีย์
chippy (ชิพ'พี) n. โสเภณี,หญิงสำส่อน,หญิงใจง่าย [Adj] โมโหง่าย แห้งแล้ง ไม่สบาย (ร่างกาย)
trollop (ทรอล'เลิพ) n. หญิงโสมม หญิงรุ่มร่าม หญิงโสเภณี หญิงปากร้าย, trollopy [Adj]
slattern (สแลท'เทิร์น) n. หญิงรุ่มร่าม หญิงสกปรก หญิงปลาร้า โสเภณี. adj. รุ่มร่าม,สกปรก. vt. ทำให้สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ slatternly [Adv] slatternliness [n]
strumpet (n) นางโลม หญิงโสเภณี
fornicatress = hussy = loose woman = strumpet = woman adulterer = หญิงโสเภณี
courtezan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
courtesan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
โสเภณีอ่อนวัย หรือโสเภณีเด็ก เรียก young prostitute
เราสามารถเรียก male prostitute สำหรับ โสเภณีชาย
โสเภณี น่าจะถือเป็นคำเรียกแบบกลาง ๆ ภาษาโบราณจะเรียกว่า "หญิงงามเมือง" ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า "ผู้หญิงหากิน" หรือ "นางโลม" ภาษาที่ค่่อนข้างหยาบจะเรียกว่า "กะหรี่" หรือ "อีตัว"
โสเภณีมีทุกชาติทุกภาษาทุกชนชั้น There are prostitutes in all nations all languages all classes of people. โสเภณีมีทุกหนทุกแห่ง Prostitutes are everywhere.
ดร.SoS
คำเหล่านี้ที่หมายถึงหญิงขายบริการทางเพศ ได้แก่ bawd, cocotte, cyprian, fancy woman, harlot, lady of pleasure, prostitute, escort, sporting lady, whore, tart, woman of the street, working girl
bawd [N] เป็นคำเก่า เป็นภาษาวรรณกรรม มาจากภาษาฝรั่งเศส/เยอรมันโบราณ ที่ใช้เรียกโสเภณี
bawdy [Adj] เป็นการใช้คำพูดเกี่ยวกับเซ็กซ์ในทางตลกขบขัน containing humorous remarks about sex
เช่น การแสดงตลกทางเพศ/เซ็กซ์นี้มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงนิวยอก This bawdy humor show is the most famous in New York City.
bawdily [Adv]
bawdiness [N]
cocotte [N] เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส ที่ใช้เรียก โสเภณี a prostitute หรื่อ ผู้หญิงสำส่อน or promiscuous woman เช่น ผู้หญิงโสเภณีคนนี้ร้อนแรงที่สุดของเมือง This cocotte girl is the hottest in town. ผู้ชายสำส่อนก็เรียก promiscuous men
cocotte บางครั้งหมายถึง พวกหม้อหรือกะทะจานร้อนด้วย และอาจมีฝาปิด
cyprian [N] เป็นคำโบราณ ที่ใช้เรียก โสเภณี และพวกนักร้องนักเต้น
fancy woman [N] หมายถึง พวกนักรัก (รักไปทั่ว) a lover จัดเป็นคำแสลง Slang ใช้เรียก โสเภณี หรือ กิ๊ก mistress (คำ mistress นี้มีหลายความหมาย ปัจจุบันมีความหมายในแง่ลบ) ถ้าเป็นผู้ชายโสเภณีจะเรียก fancy man ก็ได้
harlot [N] เป็นคำฝรั่งเศสโบราณ ที่ใช้เรียก หญิงโสเภณี ผู้หญิงขายตัว หญิงแพศยา
courtesan [N] โสเภณี (ระดับสูง) หญิงบริการ
lady of pleasure หญิงที่นำสุขหรือความพึงพอใจมาให้ อันหมายถึง หญิงโสเภณี บางครั้งเรียก หญิงในชุดแดง lady in red ผู้หญิงกลางคืน lady of the evening (lady of the night)
call girl - นางทางโทรศัพท์ a female prostitute who can be hired by telephone
camp follower - หมายถึงผู้หญิงโสเภณีที่เป็นผู้ติดตามไปแคมป์ เพื่อให้บริการแก่ทหารที่ประจำการ a prostitute who provides service to military personnel
comfort woman, ianfu - a woman forced into prostitution for Japanese servicemen during World War II; "she wrote a book about her harsh experiences as a comfort woman"
demimondaine - a woman whose sexual promiscuity places her outside respectable society
hustler, slattern, street girl, streetwalker, floozie, floozy, hooker - a prostitute who attracts customers by walking the streets
white slave - หมายถึงผู้หญิงที่ถูกขายมาเพื่อเป็นโสเภณี a woman sold into prostitution
chippie เป็นคำ สแลง[Slang] หญิงโสเภณี, ผู้หญิงขายตัว, หญิงหากิน นอกจากนั้น chippie ยังเป็นคำสแลงที่หมายถึง ผู้ใช้ยาเสพย์ติดเป็นครั้งคราว
wench [N] ผู้หญิงขายตัว (คำหยาบ)
tom เป็นคำ สแลง[Slang] โสเภณี (ที่ยืนขายตัวตามถนน)
slut [N] โสเภณี ถือเป็นคำหยาบ ใช้เรียก หญิงสำส่อน, อีตัว ผู้หญิงโสโครก ผู้หญิงสกปรก ผู้หญิงมั่วโลกีย์
chippy (ชิพ'พี) n. โสเภณี,หญิงสำส่อน,หญิงใจง่าย [Adj] โมโหง่าย แห้งแล้ง ไม่สบาย (ร่างกาย)
trollop (ทรอล'เลิพ) n. หญิงโสมม หญิงรุ่มร่าม หญิงโสเภณี หญิงปากร้าย, trollopy [Adj]
slattern (สแลท'เทิร์น) n. หญิงรุ่มร่าม หญิงสกปรก หญิงปลาร้า โสเภณี. adj. รุ่มร่าม,สกปรก. vt. ทำให้สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ slatternly [Adv] slatternliness [n]
strumpet (n) นางโลม หญิงโสเภณี
fornicatress = hussy = loose woman = strumpet = woman adulterer = หญิงโสเภณี
courtezan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
courtesan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
โสเภณีอ่อนวัย หรือโสเภณีเด็ก เรียก young prostitute
เราสามารถเรียก male prostitute สำหรับ โสเภณีชาย
โสเภณี น่าจะถือเป็นคำเรียกแบบกลาง ๆ ภาษาโบราณจะเรียกว่า "หญิงงามเมือง" ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า "ผู้หญิงหากิน" หรือ "นางโลม" ภาษาที่ค่่อนข้างหยาบจะเรียกว่า "กะหรี่" หรือ "อีตัว"
โสเภณีมีทุกชาติทุกภาษาทุกชนชั้น There are prostitutes in all nations all languages all classes of people. โสเภณีมีทุกหนทุกแห่ง Prostitutes are everywhere.
ดร.SoS
Wednesday, December 8, 2010
(ปาก/รสชาติ)จัดจ้าน: tart
คนไทยส่วนมากจะชอบอาหารพวกรสจัดจ้าน Thais mostly love foods having tart taste. อาหารส่วนมากจากทางภาคใต้ให้อาหารที่จัดจ้านเผ็ดร้อน Many foods from the South of Thailand gives spicy tart taste.
คำคุณศัพท์ tart [Adj] ซึ่งมีรสจัด: ซึ่งมีรสเปรี้ยว, เผ็ดร้อน, ซึ่งทำให้แสบลิ้น (acidulous, bitter, sharp)
สัปปะรดแช่งแข็งเหล่านี้ให้รสชาติค่อนข้างจัดจ้าน (เปรี้ยวแสบลิ้นอะไรประมาณนั้น) These frozen pineapples taste rather tart.
นอกจากนั้น ยัง tart [Adj] ยังหมายถึง (ปาก)จัด: (วาจา/คำพูด)เผ็ดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการพูดว่ากล่าววิพากอย่างออกรส "sharp criticism" การโต้เถียงสาดกันด้วยคำรุนแรง "a sharp-worded exchange" การพูดว่าอย่างไม่ปรานี(ปราศรัย) "a tart remark"
เมื่อเช้านี้ มีการพูดโต้เถียงที่ดุดันระหว่างที่ปรึกษาที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน This morning, there was a tart talk between opposing counsels. เป็นการพูดที่ออกรสออกชาติจริง ๆ It was a tasty talk indeed.
สำหรับฝรั่งการพูดเหน็บแนมประชดประชัดเป็นสิ่งที่ไม่รื่นรมย์ (unpleasant) - เพราะเราสามารถมีการรับรู้ มีจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันได้ People can be disagreeable to the senses, to the mind, or feelings แต่ต้องไม่ใช่การทำบุึคลิกที่ไม่เหมาะ "You should not keep an unpleasant personality." เสียมั๊ย Was it good?
flat (Adj) แบน,ราบ,แฟบ,เรียบ,ไม่มีรสชาติ,ไม่คมชัด,ทื่อ,ซบเซา
นอกจากนั้น tart [N] ขนมพายไส้ต่างๆ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงของกิน ทาร์ต จะเป็นขนมประเภทพาย
ทาร์ตเป็นขนมอบ (pastry) (แป้งจะเป็นแบบมีไส้ puff หรือ ไม่มีไส้ plain) ที่มีพื้นชั้นเดียว ใส่ไส้ เป็นรสหวานหรือเปรี้ยว Tart is defined as a single-layered base of pastry (plain or puff) with a sweet or savory filling.
ทาร์ท ถูกนำไปอบโดยใช้กะทะที่ตรง มีร่องหรือรูที่ด้านข้าง ชนิดเอาก้นออกได้ Tart is then baked in either a shallow tart pan that has straight, fluted sides and a removable bottom หรือจะเป็นวงเหล็กสำหรับทำทาร์ทโดยวางบนแผ่นสำหรับการอบ or a metal tart ring placed on a baking sheet. เราจะเอาทาร์ทออกจากกะทะทาร์ทหรือวงแหวนก่อนจะนำมาเสิร์ฟ The tart is removed from the tart pan or ring before serving. พูดอย่างกว้าง ๆ คำว่า ทาร์ท ถูกนำมาใช้หมายถืง อาหารที่มีลักษณะคล้ายพาย เช่น ฟลาน ควิ๊ช และพายแบบต่าง ๆ Broadly, the term 'tart' encompasses flans, quiches, and pies. Depending on the type of tart made they can be served as appetizers, entrees or desserts. Their size ranges from bite-size (hors d'oeuvre), individual-size (tartlet) to full-size (tart)
Sweet tarts have fillings of fruit, jams, custards, flavored creams, or nuts. Tarts distinguish themselves by their fillings; beautifully glazed berries Fruit Tart concentrically placed on top of a sweet custard filling (Pastry Cream), or artfully arranged sliced apples on an almond frangipane-lined pate brisee (Apple Frangipane Tart). What could be more elegant on a warm summer's evening than a refreshing lemon tart.
Savory tarts (quiches) can have fillings of cheese, meat, eggs, and/or vegetables.
ภาษาแสลง tart ยังหมายถึง หญิงโสเภณี หญิงที่ให้บริการทางเพศเพื่อแลกกับเงิน เช่นกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ มีจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มากขึ้นที่ยอมทำตัวเป็นหญิงโสเภณี ที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับเงิน Now, there are an increased number in tart university students who engages in sexual intercourse for money. ผู้หญิงเหล่านี้เป็นโรคเอดส์มากจริง ๆ โดยที่หล่อนไม่รู้ตัว Lots of these girls get AIDS without knowing.
ดร.SoS
หมายเหตุ: ข้อมูลดี ๆ จาก http://www.joyofbaking.com/PieAndTartRecipes.html
คำคุณศัพท์ tart [Adj] ซึ่งมีรสจัด: ซึ่งมีรสเปรี้ยว, เผ็ดร้อน, ซึ่งทำให้แสบลิ้น (acidulous, bitter, sharp)
สัปปะรดแช่งแข็งเหล่านี้ให้รสชาติค่อนข้างจัดจ้าน (เปรี้ยวแสบลิ้นอะไรประมาณนั้น) These frozen pineapples taste rather tart.
นอกจากนั้น ยัง tart [Adj] ยังหมายถึง (ปาก)จัด: (วาจา/คำพูด)เผ็ดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการพูดว่ากล่าววิพากอย่างออกรส "sharp criticism" การโต้เถียงสาดกันด้วยคำรุนแรง "a sharp-worded exchange" การพูดว่าอย่างไม่ปรานี(ปราศรัย) "a tart remark"
เมื่อเช้านี้ มีการพูดโต้เถียงที่ดุดันระหว่างที่ปรึกษาที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน This morning, there was a tart talk between opposing counsels. เป็นการพูดที่ออกรสออกชาติจริง ๆ It was a tasty talk indeed.
สำหรับฝรั่งการพูดเหน็บแนมประชดประชัดเป็นสิ่งที่ไม่รื่นรมย์ (unpleasant) - เพราะเราสามารถมีการรับรู้ มีจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันได้ People can be disagreeable to the senses, to the mind, or feelings แต่ต้องไม่ใช่การทำบุึคลิกที่ไม่เหมาะ "You should not keep an unpleasant personality." เสียมั๊ย Was it good?
flat (Adj) แบน,ราบ,แฟบ,เรียบ,ไม่มีรสชาติ,ไม่คมชัด,ทื่อ,ซบเซา
นอกจากนั้น tart [N] ขนมพายไส้ต่างๆ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงของกิน ทาร์ต จะเป็นขนมประเภทพาย
ทาร์ตเป็นขนมอบ (pastry) (แป้งจะเป็นแบบมีไส้ puff หรือ ไม่มีไส้ plain) ที่มีพื้นชั้นเดียว ใส่ไส้ เป็นรสหวานหรือเปรี้ยว Tart is defined as a single-layered base of pastry (plain or puff) with a sweet or savory filling.
ทาร์ท ถูกนำไปอบโดยใช้กะทะที่ตรง มีร่องหรือรูที่ด้านข้าง ชนิดเอาก้นออกได้ Tart is then baked in either a shallow tart pan that has straight, fluted sides and a removable bottom หรือจะเป็นวงเหล็กสำหรับทำทาร์ทโดยวางบนแผ่นสำหรับการอบ or a metal tart ring placed on a baking sheet. เราจะเอาทาร์ทออกจากกะทะทาร์ทหรือวงแหวนก่อนจะนำมาเสิร์ฟ The tart is removed from the tart pan or ring before serving. พูดอย่างกว้าง ๆ คำว่า ทาร์ท ถูกนำมาใช้หมายถืง อาหารที่มีลักษณะคล้ายพาย เช่น ฟลาน ควิ๊ช และพายแบบต่าง ๆ Broadly, the term 'tart' encompasses flans, quiches, and pies. Depending on the type of tart made they can be served as appetizers, entrees or desserts. Their size ranges from bite-size (hors d'oeuvre), individual-size (tartlet) to full-size (tart)
Sweet tarts have fillings of fruit, jams, custards, flavored creams, or nuts. Tarts distinguish themselves by their fillings; beautifully glazed berries Fruit Tart concentrically placed on top of a sweet custard filling (Pastry Cream), or artfully arranged sliced apples on an almond frangipane-lined pate brisee (Apple Frangipane Tart). What could be more elegant on a warm summer's evening than a refreshing lemon tart.
Savory tarts (quiches) can have fillings of cheese, meat, eggs, and/or vegetables.
ภาษาแสลง tart ยังหมายถึง หญิงโสเภณี หญิงที่ให้บริการทางเพศเพื่อแลกกับเงิน เช่นกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ มีจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มากขึ้นที่ยอมทำตัวเป็นหญิงโสเภณี ที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับเงิน Now, there are an increased number in tart university students who engages in sexual intercourse for money. ผู้หญิงเหล่านี้เป็นโรคเอดส์มากจริง ๆ โดยที่หล่อนไม่รู้ตัว Lots of these girls get AIDS without knowing.
ดร.SoS
หมายเหตุ: ข้อมูลดี ๆ จาก http://www.joyofbaking.com/PieAndTartRecipes.html
ขวัญเสีย: unnerved เสียขวัญ: panicky
สำหรับคนไทย ขวัญเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิต For Thais, "khwan" is an important to daily lives.
ขวัญ (น.) (จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒) ขวัญ เป็น ผมหรือขนที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย Khwan hairs are in spiral shape ; มิ่งมงคล morale, สิริ fortune/luck, ความดี goodness
"ขวัญ" มีอยู่ในคำพูดมากมาย
ขวัญเมือง [N] spirit of a city
ขวัญกระเจิง [V] be frightened ; be startled ; be scared
ขวัญหนีดีฝ่อ [Adj] frightened ; terrified ; scared ; startled
ขวัญตา [N] beauty ; beloved
ขวัญใจ [N] beloved =dear, darling, sweetheart
ขวัญหาย [Adj] scared ; soul loss ; startled ; fearful
ขวัญอ่อน [Adj] fearful ; afraid ; nervous ; frightened
ขวัญหนี [V] frightened, terrified, scared, startled, =ขวัญบิน =ขวัญหนีดีฝ่อ =ขวัญหาย, =ตกใจ =ใจหาย
ขวัญเสีย [Adj] afraid ; fearful ; disheartened ; unnerved ; scared ; demoralized
ขวัญเสีย =เสียขวัญ =ขวัญหาย =ขวัญบิน =ใจหาย
เสียขวัญ [Adj] panic, panicky
ขวัญดี [N] high morale ; good spirit
ผูกขวัญ; เรียกขวัญหรือเชิญขวัญ เรียกว่า รับขวัญ
หญิงที่รัก เรียกว่า จอมขวัญ sweetheart
เมียขวัญ =คำยกย่องเรียกภรรยาอันเป็นที่รัก
ผู้รู้พิธีทําขวัญ เรียกว่า หมอขวัญ
การทําพิธีเชิญขวัญหมายความว่า เรียกขวัญ มาอยู่กับตัว
แล้ว"ขวัญ" ของคุณเป็นแบบไหน
ดร.SoS
ขวัญ (น.) (จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒) ขวัญ เป็น ผมหรือขนที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย Khwan hairs are in spiral shape ; มิ่งมงคล morale, สิริ fortune/luck, ความดี goodness
"ขวัญ" มีอยู่ในคำพูดมากมาย
ขวัญเมือง [N] spirit of a city
ขวัญกระเจิง [V] be frightened ; be startled ; be scared
ขวัญหนีดีฝ่อ [Adj] frightened ; terrified ; scared ; startled
ขวัญตา [N] beauty ; beloved
ขวัญใจ [N] beloved =dear, darling, sweetheart
ขวัญหาย [Adj] scared ; soul loss ; startled ; fearful
ขวัญอ่อน [Adj] fearful ; afraid ; nervous ; frightened
ขวัญหนี [V] frightened, terrified, scared, startled, =ขวัญบิน =ขวัญหนีดีฝ่อ =ขวัญหาย, =ตกใจ =ใจหาย
ขวัญเสีย [Adj] afraid ; fearful ; disheartened ; unnerved ; scared ; demoralized
ขวัญเสีย =เสียขวัญ =ขวัญหาย =ขวัญบิน =ใจหาย
เสียขวัญ [Adj] panic, panicky
ขวัญดี [N] high morale ; good spirit
ผูกขวัญ; เรียกขวัญหรือเชิญขวัญ เรียกว่า รับขวัญ
หญิงที่รัก เรียกว่า จอมขวัญ sweetheart
เมียขวัญ =คำยกย่องเรียกภรรยาอันเป็นที่รัก
ผู้รู้พิธีทําขวัญ เรียกว่า หมอขวัญ
การทําพิธีเชิญขวัญหมายความว่า เรียกขวัญ มาอยู่กับตัว
แล้ว"ขวัญ" ของคุณเป็นแบบไหน
ดร.SoS
คนไทยเป็นมะเร็งตายติดอันดับ 1 แซงหน้าเอดส์-อุบัติเหตุ-โรคหัวใจ คาดอีก 10 ปีข้างหน้า สังเวยโรคร้ายปีละ 11 ล้านคนทั่วโลก...
สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งแห่งชาติ - มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็น 1 ใน 5 โรคที่คุกคามชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 โรคดังกล่าว ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุดกับคนไทยในภาพรวมคือ ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้คนไทยเป็น 5 โรคนี้ หรือถ้าป่วย ต้องมีวิธีการรักษาที่ถูกวิธี
องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ประมาณ 11 ล้านคนทั่วโลก ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศไทย นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก เนื่องจากร้อยละ 40 ของผู้ป่วย สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นที่รู้ตัวว่าป่วย ไม่ให้มะเร็งลุกลาม วิธีดำเนินการมี 2 วิธีคือ การป้องกันไม่ให้ป่วย และมีระบบการคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที
"โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสีย ชีวิตของคนไทยติดต่อกันในรอบ 9 ปี (พ.ศ.2543-2551) โดยในปี 2551 เสียชีวิต 55,403 คน เป็นชาย 32,060 คน หญิง 23,343 คน โดยร้อยละ 53 ของผู้เสียชีวิตอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งตับสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาได้แก่ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนในผู้หญิงอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง แต่หากป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ต้องรีบไปรับการรักษาทันที หากรักษาได้ทัน ก็จะมีโอกาสหายได้ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์นโยบายลดหวาน มัน เค็ม ลดอ้วน ลดโรค เพิ่มผักผลไม้ เพิ่มการออกกำลัง และลดละเลิกอบายมุข และ 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นแกนหลักดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปีใหม่ 2554 เป็นต้นไป"
นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เพราะได้มอบให้หมู่บ้านและตำบล คิดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง 5 โรค และจะมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งแห่งชาติ - มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็น 1 ใน 5 โรคที่คุกคามชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 โรคดังกล่าว ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุดกับคนไทยในภาพรวมคือ ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้คนไทยเป็น 5 โรคนี้ หรือถ้าป่วย ต้องมีวิธีการรักษาที่ถูกวิธี
องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ประมาณ 11 ล้านคนทั่วโลก ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศไทย นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก เนื่องจากร้อยละ 40 ของผู้ป่วย สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นที่รู้ตัวว่าป่วย ไม่ให้มะเร็งลุกลาม วิธีดำเนินการมี 2 วิธีคือ การป้องกันไม่ให้ป่วย และมีระบบการคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที
"โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสีย ชีวิตของคนไทยติดต่อกันในรอบ 9 ปี (พ.ศ.2543-2551) โดยในปี 2551 เสียชีวิต 55,403 คน เป็นชาย 32,060 คน หญิง 23,343 คน โดยร้อยละ 53 ของผู้เสียชีวิตอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งตับสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาได้แก่ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนในผู้หญิงอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง แต่หากป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ต้องรีบไปรับการรักษาทันที หากรักษาได้ทัน ก็จะมีโอกาสหายได้ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์นโยบายลดหวาน มัน เค็ม ลดอ้วน ลดโรค เพิ่มผักผลไม้ เพิ่มการออกกำลัง และลดละเลิกอบายมุข และ 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นแกนหลักดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปีใหม่ 2554 เป็นต้นไป"
นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เพราะได้มอบให้หมู่บ้านและตำบล คิดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง 5 โรค และจะมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
Tuesday, December 7, 2010
รายงานวิจัยผู้ป่วยเบาหวานมักอายุสั้นกว่าคนทั่วไปทุกช่วงอายุ
รายงานวิจัยเกี่ยวกับเบาหวาน ชื่อ “Profiles of an Aging Society: Diabetes" ผู้ป่วยเบาหวานมักอายุสั้นกว่าคนทั่วไปทุกช่วงอายุ สถาบันวิชาการเกี่ยวกับการมีอายุมากขึ้นของสหรัฐ National Academy on an Aging Society ได้รายงานว่า คนที่มีอายุ 50 ปีที่เป็นเบาหวาน จะมีอายุสั้นกว่าคนที่ปกติประมาณ 8 ปี A 50-year-old diabetic lives 8.5 years lesser than non-diabetic counterpart. คนที่มีอายุ 60 ปีที่เป็นเบาหวาน จะมีอายุสั้นกว่าคนที่ปกติประมาณ 5.4 ปี At age 60, the difference in life expectancy is 5.4 years. สำหรับคนอายุ 90 ปี ก็จะมีอายุต่างกันกับคนปกติ 1 ปี By age 90, the difference is one year.
โดยเดือน พฤศจิกายน ถือเป็นเดือนแห่งความตระหนักถึงโรคเบาหวาน National Diabetes Awareness Month is November.
นอกจากนั้น เมื่อทำการเปรียบเทียบกับคนปกติที่ไม่เป็นเบาหวาน การศึกษายังพบว่า คนป่วยเบาหวาน มีโอกาสที่่จะถูกจ้างงานน้อยกว่า It also found that, compared to older adults without diabetes, those with the disease are less likely to be employed และยังมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รุมเร้า and more likely to have other health problems, เช่น โรคหัวใจ such as heart disease, โรคซึมเศร้า depression, และเกิดทุพพลภาพอันส่งผลต่อกิจวัตรประจำวัน and disabilities that interfere with normal life activities.
จริง ๆ เมื่อดูตัวเลขสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอายุมากกว่า 50 ปีในช่วง 10 ปี พบว่า พวกฝรั่งผิวขาวเพิ่มจาก 11% (1998 = 2541) เป็น 18%(2008 = 2551) และพวกฝรั่งผิวดำเพิ่มจาก 22% (1998 = 2541) เป็น 32%(2008 = 2551) Indeed, the figures show a marked increase in the percentage of adults over age 50 with diabetes during the past decade: from 11 percent of non-Hispanic whites in 1998 to 18 % in 2008, and from 22 % of non-Hispanic blacks in 1998 to 32 % in 2008.
รายงานนี้ศึกษาโดย ดร.Scott M Lynch แห่งสถาบันวิจัยประชากรของมหาวิทยาลัยพริ้นตัน โดยใช้ข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ HSR ที่รวบรวมปีละ 2 ครั้งระหว่างปี 1998-2008 ที่ประกอบด้วยข้อมูลผู้มีอายุเกินกว่า 50 ปีจำนวนกว่า 20,000 คน The analysis was conducted by Scott M Lynch, PhD, of the Office of Population Research at Princeton University — using HRS data collected biannually from 1998 through 2008, which included information from more than 20,000 adults over age 50 in 1998.
ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานของพวกอเมริกันที่ชอบกินแป้ง โดนัท ของทอด ของขบเคี้ยว
All information given is related to Americans whose their favorite consumptions mostly are food with highly flour such as donuts, fried food, and snacks.
ดร.SoS
โดยเดือน พฤศจิกายน ถือเป็นเดือนแห่งความตระหนักถึงโรคเบาหวาน National Diabetes Awareness Month is November.
นอกจากนั้น เมื่อทำการเปรียบเทียบกับคนปกติที่ไม่เป็นเบาหวาน การศึกษายังพบว่า คนป่วยเบาหวาน มีโอกาสที่่จะถูกจ้างงานน้อยกว่า It also found that, compared to older adults without diabetes, those with the disease are less likely to be employed และยังมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รุมเร้า and more likely to have other health problems, เช่น โรคหัวใจ such as heart disease, โรคซึมเศร้า depression, และเกิดทุพพลภาพอันส่งผลต่อกิจวัตรประจำวัน and disabilities that interfere with normal life activities.
จริง ๆ เมื่อดูตัวเลขสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอายุมากกว่า 50 ปีในช่วง 10 ปี พบว่า พวกฝรั่งผิวขาวเพิ่มจาก 11% (1998 = 2541) เป็น 18%(2008 = 2551) และพวกฝรั่งผิวดำเพิ่มจาก 22% (1998 = 2541) เป็น 32%(2008 = 2551) Indeed, the figures show a marked increase in the percentage of adults over age 50 with diabetes during the past decade: from 11 percent of non-Hispanic whites in 1998 to 18 % in 2008, and from 22 % of non-Hispanic blacks in 1998 to 32 % in 2008.
รายงานนี้ศึกษาโดย ดร.Scott M Lynch แห่งสถาบันวิจัยประชากรของมหาวิทยาลัยพริ้นตัน โดยใช้ข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ HSR ที่รวบรวมปีละ 2 ครั้งระหว่างปี 1998-2008 ที่ประกอบด้วยข้อมูลผู้มีอายุเกินกว่า 50 ปีจำนวนกว่า 20,000 คน The analysis was conducted by Scott M Lynch, PhD, of the Office of Population Research at Princeton University — using HRS data collected biannually from 1998 through 2008, which included information from more than 20,000 adults over age 50 in 1998.
ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานของพวกอเมริกันที่ชอบกินแป้ง โดนัท ของทอด ของขบเคี้ยว
All information given is related to Americans whose their favorite consumptions mostly are food with highly flour such as donuts, fried food, and snacks.
ดร.SoS
โอกาส: Opportunity
"โอกาส"เป็นจังหวะสำคัญของชีวิต Opportunity is a favorable juncture of circumstances (juncture ในที่นี้หมายถึง จังหวะ หรือ a point of time สำหรับกิจกรรมสำคัญ) โปรเจคใหม่เปิดโอกาสให้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ The new project provided an opportunity for new creatives.
"โอกาส" ย่อมเป็นโอกาสที่ดีที่จะก้าวต่อไปหรือสร้างความก้าวหน้า Opportunity is a good chance for advancement or progress.
ผมขอถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผมอย่างต่อเนื่อง I would like to take this opportunity to thank everyone who gives continued supports.
มีสุภาษิตจีนกล่าวว่า การสร้างโอกาสย่อมมีอยู่ในผู้ที่มีความพร้อมมีความสามารถที่แท้จริง ไม่ว่า(เขา)จะอยู่ในสถานการณ์อย่างไรก็ตาม Those with true skill know how to make opportunities in any environment. เมื่อโอกาสมาให้เขาได้พิสูจน์ว่า เขาสามารถทำงานนั้นได้ เพราะว่า เขาก็มีความพร้อมสำหรับโอกาสที่มาถึง When the opportunity came for him to prove that he could do the job, he was ready.
บริษัทมีอาชีพมีงานต่าง ๆ ให้เลือก พร้อมโอกาสอย่างมากมาย(ในการแสดงศักยภาพ/ความสามารถ) The company gives a great career choice with plenty of opportunity.
โอกาสที่มีน้อยหรือหาได้ยาก เรียกว่า rare opportunity เช่น บริษัทแอ๊ปเปิล เปิดโอกาสที่หาได้ยากที่พูดคุยเรื่องงานขั้นสูง (งานที่มีความสลับซับซ้อน)ของเขา Apple is offering a rare opportunity to talk about its advanced works.
สุภาษิตจีนอีกบทกล่าวว่า ความสามารถคงไม่มีึคุณค่าความหมายหากปฏิเสธซึ่งโอกาสที่เปิดให้ Ability in itself is nothing if denied opportunity.
อย่าได้ถามหาโอกาสถ้าคุณไม่รู้จักฉกฉวยหรือสร้างโอกาสให้กับตนเอง(อย่างชอบธรรมนะครับ) Don't ask for opportunity if you do not grab or build your own opportunity.
ดร.SoS
"โอกาส" ย่อมเป็นโอกาสที่ดีที่จะก้าวต่อไปหรือสร้างความก้าวหน้า Opportunity is a good chance for advancement or progress.
ผมขอถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผมอย่างต่อเนื่อง I would like to take this opportunity to thank everyone who gives continued supports.
มีสุภาษิตจีนกล่าวว่า การสร้างโอกาสย่อมมีอยู่ในผู้ที่มีความพร้อมมีความสามารถที่แท้จริง ไม่ว่า(เขา)จะอยู่ในสถานการณ์อย่างไรก็ตาม Those with true skill know how to make opportunities in any environment. เมื่อโอกาสมาให้เขาได้พิสูจน์ว่า เขาสามารถทำงานนั้นได้ เพราะว่า เขาก็มีความพร้อมสำหรับโอกาสที่มาถึง When the opportunity came for him to prove that he could do the job, he was ready.
บริษัทมีอาชีพมีงานต่าง ๆ ให้เลือก พร้อมโอกาสอย่างมากมาย(ในการแสดงศักยภาพ/ความสามารถ) The company gives a great career choice with plenty of opportunity.
โอกาสที่มีน้อยหรือหาได้ยาก เรียกว่า rare opportunity เช่น บริษัทแอ๊ปเปิล เปิดโอกาสที่หาได้ยากที่พูดคุยเรื่องงานขั้นสูง (งานที่มีความสลับซับซ้อน)ของเขา Apple is offering a rare opportunity to talk about its advanced works.
สุภาษิตจีนอีกบทกล่าวว่า ความสามารถคงไม่มีึคุณค่าความหมายหากปฏิเสธซึ่งโอกาสที่เปิดให้ Ability in itself is nothing if denied opportunity.
อย่าได้ถามหาโอกาสถ้าคุณไม่รู้จักฉกฉวยหรือสร้างโอกาสให้กับตนเอง(อย่างชอบธรรมนะครับ) Don't ask for opportunity if you do not grab or build your own opportunity.
ดร.SoS
Sunday, December 5, 2010
(สอนลูกและตัวเองให้รู้จัก)คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า
ต้องอ่านเรื่องนี้ "คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า"
หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า มีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย
ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “ เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ไม่เคยครับ ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณแม่ทำงานซักรีด ”
ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?”
เขาตอบว่า “ ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า ”
ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา
ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก
หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา
เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่น และเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน
ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน
รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา
เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา
และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย
คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน
เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า
“ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ”
เด็กหนุ่มตอบ
“ ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย
ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง
ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว ”
ผู้อำนวยการจึงบอกว่า “ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน
เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”
ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา
ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี
หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า มีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย
ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “ เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ไม่เคยครับ ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณแม่ทำงานซักรีด ”
ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?”
เขาตอบว่า “ ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า ”
ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา
ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก
หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา
เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่น และเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน
ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน
รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา
เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา
และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย
คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน
เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า
“ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ”
เด็กหนุ่มตอบ
“ ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย
ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง
ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว ”
ผู้อำนวยการจึงบอกว่า “ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน
เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”
ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา
ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี
เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก
เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่
เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา
เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น
คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง
แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ
หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ
ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้
จงถามตัวเราว่า
เรากำลังให้ความรักกับลูก
หรือ
กำลังทำลายเขากันแน่ ?
เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้ แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี
เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม
ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น
เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่
เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา
เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น
คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง
แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ
หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ
ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้
จงถามตัวเราว่า
เรากำลังให้ความรักกับลูก
หรือ
กำลังทำลายเขากันแน่ ?
เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้ แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี
เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม
ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น
Friday, December 3, 2010
ของเคียง เครื่องเคียง: side dish
อาหารไทยจะมีพวก เครื่องเคียง/ของเคียง มาก พวก เครื่องเคียง/ของเคียง นี้เราเรียกว่า side dish
มีอยู่จานหนึ่งเป็นพวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก Side dish refers to one of the dishes subordinate to the main course เราเรียก อาหารจานหลัก ว่า main course
พวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก จะถูกเสิร์ฟพร้อมอาหารจานหลัก Side dish is served with, but is subordinate to, a main course
side dish บางครั้งเราก็เรียก side order, หรือ entremets
ดร.SoS
มีอยู่จานหนึ่งเป็นพวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก Side dish refers to one of the dishes subordinate to the main course เราเรียก อาหารจานหลัก ว่า main course
พวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก จะถูกเสิร์ฟพร้อมอาหารจานหลัก Side dish is served with, but is subordinate to, a main course
side dish บางครั้งเราก็เรียก side order, หรือ entremets
ดร.SoS
ผลข้างเคียง: side effect
เมื่อเราไม่สบาย (sick, sickness) ก็จะทานยา You take pills to cure your sickness. ยาเม็ด = pill เพราะคุณอาจมีเชื้อโรคที่ทำให้ไม่สบาย = Disease
ยาเมื่อออกฤทธิ์ ก็อาจให้ผลข้างเคียง ที่เรียกว่า side effect : ซึ่งส่วนมากแล้ว ผลข้างเคียง จะไม่ค่อยดี เพราะมันเป็น adverse effect (adverse = แง่ลบ ในลักษณะศัตรู ผลร้าย)
ร้านยาดี ๆ ในกรุงเทพจะให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Drug store in Bangkok offers detailed information about side effects caused by various medications. ซึ่งผลข้างเคียงหรือผลไม่ค่อยดีอาจเกิดจากปฏิกิริยาต่อยา A side effect (adverse effect) may occur as a reaction to a medication หรือเป็นผลมาจากการใช้ยาผิดขนาด or as a result of incorrect dosage หรือเป็นปฏิกิิริยาต่อยาอื่น ๆ ที่ทานร่วมกัน or interactions with other medications.
การเข้าใจ ผลข้างเคียง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงอันตราย ที่สัมพันธ์กับการใช้ยาในการรักษาอาการไม่สบาย Understanding the side effect will enable patients to understand the risks associated with certain medications. การเข้าใจถึงปฏิกิริยาของยาบางตัวที่ส่งผลลบ By understanding the adverse reactions that may occur with certain drugs, จะทำให้คนไข้สามารถปรึกษาหรือถามแพทย์ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่จะตามมาจาการใช้ยาตัวใหม่ หรือการรักษาในขณะนี้ patients are able to better formulate questions for their doctors in order to fully understand what to expect from new medications or current treatments.
จริง ๆ แล้ว ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาบางอย่างบางตัว Side effects may occur following the use of certain drugs, เพราะคนไข้แต่ละคนตอบสนองต่อยาแตกต่างกันไป as patients respond differently to medications ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย depending on a variety of factors เช่น อายุ including age, สุขภาพโดยรวม overall health, เพศ gender, ชาติพันธุ์ ethnicity, และระดับความรุนแรงของความเจ็บป่วยหรือโรคที่คนไข้กำลังต่อสู้ด้วย and the levels of severity of the illness or disease the patient is fighting.
นอกจากนั้น ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาร่วมกัยยาหรือสารบางอย่างบางตัว Side effects may also occur as a result of taking a certain medication in combination with another drug or substance, ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง whether it is a prescription medication, ซื้อยาจากเค้าเตอร์over-the-counter drug, ยาสมุนไพร herbal supplement, หรืออาหารหรือเครื่องดื่ม or food or drink. ขณะเริ่มรับการรักษาโดยใช้ยาตัวใหม่ Beginning treatment with a new medication, หยุดการรักษา ceasing treatment, หรือการปรับเปลี่ยนยาของคนไข้ เหล่านี้อาจให้ผลที่ทำให้คนไข้ ประสบภาวะที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ or adjusting a patient’s dosage may also cause a patient to experience unwanted reactions to a medication.
ดร.SoS
ข้อมูลจาก http://www.drugwatch.com/side-effects
ยาเมื่อออกฤทธิ์ ก็อาจให้ผลข้างเคียง ที่เรียกว่า side effect : ซึ่งส่วนมากแล้ว ผลข้างเคียง จะไม่ค่อยดี เพราะมันเป็น adverse effect (adverse = แง่ลบ ในลักษณะศัตรู ผลร้าย)
ร้านยาดี ๆ ในกรุงเทพจะให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Drug store in Bangkok offers detailed information about side effects caused by various medications. ซึ่งผลข้างเคียงหรือผลไม่ค่อยดีอาจเกิดจากปฏิกิริยาต่อยา A side effect (adverse effect) may occur as a reaction to a medication หรือเป็นผลมาจากการใช้ยาผิดขนาด or as a result of incorrect dosage หรือเป็นปฏิกิิริยาต่อยาอื่น ๆ ที่ทานร่วมกัน or interactions with other medications.
การเข้าใจ ผลข้างเคียง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงอันตราย ที่สัมพันธ์กับการใช้ยาในการรักษาอาการไม่สบาย Understanding the side effect will enable patients to understand the risks associated with certain medications. การเข้าใจถึงปฏิกิริยาของยาบางตัวที่ส่งผลลบ By understanding the adverse reactions that may occur with certain drugs, จะทำให้คนไข้สามารถปรึกษาหรือถามแพทย์ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่จะตามมาจาการใช้ยาตัวใหม่ หรือการรักษาในขณะนี้ patients are able to better formulate questions for their doctors in order to fully understand what to expect from new medications or current treatments.
จริง ๆ แล้ว ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาบางอย่างบางตัว Side effects may occur following the use of certain drugs, เพราะคนไข้แต่ละคนตอบสนองต่อยาแตกต่างกันไป as patients respond differently to medications ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย depending on a variety of factors เช่น อายุ including age, สุขภาพโดยรวม overall health, เพศ gender, ชาติพันธุ์ ethnicity, และระดับความรุนแรงของความเจ็บป่วยหรือโรคที่คนไข้กำลังต่อสู้ด้วย and the levels of severity of the illness or disease the patient is fighting.
นอกจากนั้น ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาร่วมกัยยาหรือสารบางอย่างบางตัว Side effects may also occur as a result of taking a certain medication in combination with another drug or substance, ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง whether it is a prescription medication, ซื้อยาจากเค้าเตอร์over-the-counter drug, ยาสมุนไพร herbal supplement, หรืออาหารหรือเครื่องดื่ม or food or drink. ขณะเริ่มรับการรักษาโดยใช้ยาตัวใหม่ Beginning treatment with a new medication, หยุดการรักษา ceasing treatment, หรือการปรับเปลี่ยนยาของคนไข้ เหล่านี้อาจให้ผลที่ทำให้คนไข้ ประสบภาวะที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ or adjusting a patient’s dosage may also cause a patient to experience unwanted reactions to a medication.
ดร.SoS
ข้อมูลจาก http://www.drugwatch.com/side-effects
รู้สึกว่า/คิดว่า/เห็นว่า: Deem
deem คำกิริยา (v.) deemed, deem·ing, deems
v.tr.
1. เป็นการแสดงความคิืดเห็น To have as an opinion; การตัดสิน judge: มีความเห็นว่าตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง It deemed it was time for a change.
2. เป็นการคำนึงถึง To regard as; พิจารณาลงความเห็น consider
ฉันรู้สึกว่า การบอกกล่าวที่ดีที่สุดของเธอ คือ เมื่อเธอไม่พูดกล่าวอะไรเลย
It deems to me, you say it best when you say nothing at all.
เห็นว่าภาพหรือวิดีโอบางอย่าง ไม่เหมาะสมที่จะให้เด็ก ๆ ดู
Some images or videos are deemed unsuitable for viewing by very young children.
อย่างไรก็ตาม บรรณาธิการสงวนไว้ซึ่่งสิทธิที่จะเปลี่ยนตามที่เห็นสมควร โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
However, editor reserves the right to make changes deemed necessary without notice.
ในปี 1971 เรือนี้ดูเหมือนจะ ไม่เหมาะสม (unfit) ที่จะเก็บไว้ใช้ต่อไป
In 1971, the ship was deemed unfit for further use.
ผลการศึกษานี้รู้สึกว่าจะมีคุณค่าที่จะยอมรับได้ ในวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์
Results of this study are deemed worthy of acceptance into the body of scientific knowledge.
การเขียนประกาศ (post) ข้อความที่ผู้ดูแลเห็นว่าไม่เหมาะสมจะถูกเอาออกโดยไม่มีการเตือน
Any post which the moderator deems inappropriate will be removed without warning.
เขารู้สึกว่าจะสอบผ่าน แต่เขาก็ต้องรอจนกว่าจะได้รายงานผลการศึกษา
He deems to pass the exam, but he still have to wait until the grades are reported.
ดร.SoS
v.tr.
1. เป็นการแสดงความคิืดเห็น To have as an opinion; การตัดสิน judge: มีความเห็นว่าตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง It deemed it was time for a change.
2. เป็นการคำนึงถึง To regard as; พิจารณาลงความเห็น consider
ฉันรู้สึกว่า การบอกกล่าวที่ดีที่สุดของเธอ คือ เมื่อเธอไม่พูดกล่าวอะไรเลย
It deems to me, you say it best when you say nothing at all.
เห็นว่าภาพหรือวิดีโอบางอย่าง ไม่เหมาะสมที่จะให้เด็ก ๆ ดู
Some images or videos are deemed unsuitable for viewing by very young children.
อย่างไรก็ตาม บรรณาธิการสงวนไว้ซึ่่งสิทธิที่จะเปลี่ยนตามที่เห็นสมควร โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
However, editor reserves the right to make changes deemed necessary without notice.
ในปี 1971 เรือนี้ดูเหมือนจะ ไม่เหมาะสม (unfit) ที่จะเก็บไว้ใช้ต่อไป
In 1971, the ship was deemed unfit for further use.
ผลการศึกษานี้รู้สึกว่าจะมีคุณค่าที่จะยอมรับได้ ในวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์
Results of this study are deemed worthy of acceptance into the body of scientific knowledge.
การเขียนประกาศ (post) ข้อความที่ผู้ดูแลเห็นว่าไม่เหมาะสมจะถูกเอาออกโดยไม่มีการเตือน
Any post which the moderator deems inappropriate will be removed without warning.
เขารู้สึกว่าจะสอบผ่าน แต่เขาก็ต้องรอจนกว่าจะได้รายงานผลการศึกษา
He deems to pass the exam, but he still have to wait until the grades are reported.
ดร.SoS
Thursday, December 2, 2010
ขยายวงกว้าง ขยายเรื่องราว: keep on growing
เรื่องราวบางอย่าง ขยายเรื่องราว ขยายวงกว้าง = Some stories keep on growing. โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดจากการโกหก (lie) การหลอกลวง (deceive) ที่ต้องมีการสร้างเรื่องราวการโกหกอันใหม่ขึ้นมา เพื่อเสริมการโกหกเดิมที่ได้มีการทำไว้ แล้ววงจรการโกหก การหลอกลวงก็เพิ่มขึ้น Most lie stories keep on growing. จนบางครั้งคนโกหกก็จำไม่ได้ ว่าได้โกหกอะไรไปบ้าง และก็มีโอกาสสูงที่จะูถูกจับได้ในที่สุด
กลับมาดูเรื่องราวดี ๆ ถ้าจะถามว่า ความรักของฉันจะเพิ่มขึ้นตลอดชีวิตหรือเปล่า Will my love keep on growing all of my life? ก็คงต้องถามว่าว ชีวิตรักนั้น มีความมีชีวิตชีวาหรือเปล่าอ่ะ Is your love life vivid?
คุณมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า ? Are you a positive thinker?
รักนี้เพิ่มขึ้นไปเรือ่ย ๆ ที่รัก This Love Keep On Growing Baby
เธอรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง You Know It's True
รักนี้มีฉันมีเพียงเธอเท่านั้นอ่ะฮ่า This Love I Have It's Only You
คุณอาจคาดหวังให้รักนี้เพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด May the love keep on growing forever!
ในตัวฉันมีรักนี้ที่ขยาย ที่เพิ่มขึ้น ที่งอกงาม Love keep on growing inside me
แต่ฉันอยากให้เป็นรักของเราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน I hope our love keep on growing everyday
รักของฉันยังคงงอกงาม My LOVE keep on growing. ฉันคิดถึงเธอทุกวินาทีของชีวิต I miss you every second of my life.
ฉันจะรักเธอต่อไปและไม่เคยเบื่อที่จะหยุดรักเธอ I will continue and never tired to LOVE you
ฉันไม่ต้องการใครเลยนอกจากเธอ I want nobody but you
อย่างนั้นนี้อาจไม่ใช่รักแท้ This might not be a true love
เพราะ รักแท้ย่อมมีแต่สิ่งดี ๆ ให้แก่กัน .. Let true love keep on growing
ดร.SoS
กลับมาดูเรื่องราวดี ๆ ถ้าจะถามว่า ความรักของฉันจะเพิ่มขึ้นตลอดชีวิตหรือเปล่า Will my love keep on growing all of my life? ก็คงต้องถามว่าว ชีวิตรักนั้น มีความมีชีวิตชีวาหรือเปล่าอ่ะ Is your love life vivid?
คุณมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า ? Are you a positive thinker?
รักนี้เพิ่มขึ้นไปเรือ่ย ๆ ที่รัก This Love Keep On Growing Baby
เธอรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง You Know It's True
รักนี้มีฉันมีเพียงเธอเท่านั้นอ่ะฮ่า This Love I Have It's Only You
คุณอาจคาดหวังให้รักนี้เพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด May the love keep on growing forever!
ในตัวฉันมีรักนี้ที่ขยาย ที่เพิ่มขึ้น ที่งอกงาม Love keep on growing inside me
แต่ฉันอยากให้เป็นรักของเราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน I hope our love keep on growing everyday
รักของฉันยังคงงอกงาม My LOVE keep on growing. ฉันคิดถึงเธอทุกวินาทีของชีวิต I miss you every second of my life.
ฉันจะรักเธอต่อไปและไม่เคยเบื่อที่จะหยุดรักเธอ I will continue and never tired to LOVE you
ฉันไม่ต้องการใครเลยนอกจากเธอ I want nobody but you
อย่างนั้นนี้อาจไม่ใช่รักแท้ This might not be a true love
เพราะ รักแท้ย่อมมีแต่สิ่งดี ๆ ให้แก่กัน .. Let true love keep on growing
ดร.SoS
Thursday, November 25, 2010
ตะลึงตึงตึง แบบว่านักศึกษาทำงานหารายได้
นักศึกษาขายของ วันนี้เราเป็นนักศึกษาที่ได้รับการพัฒนาแล้ว และก็ได้รับการสนับสนุนจากทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้นักศึกษามีรายได้ นี่ก็คือหนึ่งในกิจกรรมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ให้สามารถหารายได้เองโดยการขายสินค้า ที่ตลาดนัดธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
สนใจเจอหน้าแม่ค้าน่ารักน่ารักเข้ามาอุดหนุนกันได้นะคะ สนับสนุนนักศึกษา สนับสนุนกิจกรรมดี มา shopping ที่ตลาดนัดกันค่ะ ช๊อบกระจายทุกวันจันทร์ และ พฤหัสบดี 17:00-21:00.
สนใจเจอหน้าแม่ค้าน่ารักน่ารักเข้ามาอุดหนุนกันได้นะคะ สนับสนุนนักศึกษา สนับสนุนกิจกรรมดี มา shopping ที่ตลาดนัดกันค่ะ ช๊อบกระจายทุกวันจันทร์ และ พฤหัสบดี 17:00-21:00.
Saturday, November 20, 2010
แคดเมียมในเห็ดหอมแห้ง Cadmium found in edible dry mushroom .
คนไทยมีวิวัฒนาการของการรับประทานอาหารไม่เหมือนชาติใดในโลก คือสามารถนำอาหารท้องถิ่นของแต่ละแห่งมาผสมรวมกันกลายเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ได้อย่างน่าอัศจรรย์
จะว่าเป็นพรสวรรค์หรือฝีมืออันนี้ก็แล้วแต่ใครจะเรียก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเหมือนใครนั่นคือ รสชาติที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
อาหารไทยเป็นอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านเป็นเอกลักษณ์ คนจีนกินอาหารที่มีรสชาตินุ่มนวลไม่จัดจ้าน แต่ก็ไม่เชิงไม่มีรสชาติเสียทีเดียว
วัตถุดิบก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น แต่เครื่องจะไม่เยอะเหมือนกับอาหารไทย
เมื่อ คนจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น ก็ได้นำเอาวัฒนธรรม ด้านอาหารการกินเข้ามาด้วย เครื่องปรุงรสที่ใช้ก็จะมีเต้าเจี้ยว ซอส ซีอิ๊วต่างๆ หรือแม้แต่เห็ดหอม
เห็ดหอม เป็นเห็ดที่คนจีนใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยมีความเชื่อว่าช่วย รักษาหวัด ทำให้เลือดลมดี
ประโยชน์ของเห็ดหอม คือบำรุงสมอง เพิ่มความสดชื่น คึกคัก ช่วย ในระบบย่อยอาหาร ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ต้านไวรัส บำรุงประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด บำรุง หลอดลม ชะลอความชรา
อีกทั้งเห็ดหอมยังมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยคอเลสเทอรอลได้ดี โดยตัวเห็ดหอมนั้นล้วนมีแต่ของที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
แต่สิ่งแวดล้อมภายนอกอาจทำให้เห็ดหอมนั้นมีโทษแฝงอยู่ เช่น ปนเปื้อน สารแคดเมียมในเห็ดหอมแห้ง ซึ่งอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อน เช่น อาจมีการเพาะปลูกเห็ดหอมอยู่ใกล้ๆโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่อาจปล่อยควันพิษ หรือของเสียต่างๆ หรือโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำและดิน
และเมื่อแคดเมียม ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ ดิน และอากาศแล้ว โอกาสที่แคด-เมียมจะปนเปื้อนในพืช ผัก รวมถึงเห็ดที่เพาะปลูกอยู่ใกล้ๆ ก็มีสูงตามไปด้วย
สำหรับวันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างเห็ดหอมแห้งเพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในเห็ดหอม จำนวน 5 ตัวอย่าง
ผลวิเคราะห์ ปรากฏว่าพบแคดเมียมปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง แต่ปริมาณที่ปนเปื้อนนั้นยังนับว่าไม่สูงมาก
ผลการตรวจวิเคราะห์
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2553
จะว่าเป็นพรสวรรค์หรือฝีมืออันนี้ก็แล้วแต่ใครจะเรียก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเหมือนใครนั่นคือ รสชาติที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
อาหารไทยเป็นอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านเป็นเอกลักษณ์ คนจีนกินอาหารที่มีรสชาตินุ่มนวลไม่จัดจ้าน แต่ก็ไม่เชิงไม่มีรสชาติเสียทีเดียว
วัตถุดิบก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น แต่เครื่องจะไม่เยอะเหมือนกับอาหารไทย
เมื่อ คนจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น ก็ได้นำเอาวัฒนธรรม ด้านอาหารการกินเข้ามาด้วย เครื่องปรุงรสที่ใช้ก็จะมีเต้าเจี้ยว ซอส ซีอิ๊วต่างๆ หรือแม้แต่เห็ดหอม
เห็ดหอม เป็นเห็ดที่คนจีนใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยมีความเชื่อว่าช่วย รักษาหวัด ทำให้เลือดลมดี
ประโยชน์ของเห็ดหอม คือบำรุงสมอง เพิ่มความสดชื่น คึกคัก ช่วย ในระบบย่อยอาหาร ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว ต้านมะเร็ง รักษาหอบหืด ลดความเครียด ต้านไวรัส บำรุงประสาท ช่วยให้หลับง่าย บำรุงปอด บำรุง หลอดลม ชะลอความชรา
อีกทั้งเห็ดหอมยังมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยคอเลสเทอรอลได้ดี โดยตัวเห็ดหอมนั้นล้วนมีแต่ของที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
แต่สิ่งแวดล้อมภายนอกอาจทำให้เห็ดหอมนั้นมีโทษแฝงอยู่ เช่น ปนเปื้อน สารแคดเมียมในเห็ดหอมแห้ง ซึ่งอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อน เช่น อาจมีการเพาะปลูกเห็ดหอมอยู่ใกล้ๆโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่อาจปล่อยควันพิษ หรือของเสียต่างๆ หรือโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำและดิน
และเมื่อแคดเมียม ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ ดิน และอากาศแล้ว โอกาสที่แคด-เมียมจะปนเปื้อนในพืช ผัก รวมถึงเห็ดที่เพาะปลูกอยู่ใกล้ๆ ก็มีสูงตามไปด้วย
สำหรับวันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างเห็ดหอมแห้งเพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในเห็ดหอม จำนวน 5 ตัวอย่าง
ผลวิเคราะห์ ปรากฏว่าพบแคดเมียมปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง แต่ปริมาณที่ปนเปื้อนนั้นยังนับว่าไม่สูงมาก
ผลการตรวจวิเคราะห์
วันนี้ยังทานเห็ดหอมกันได้ แต่ไม่ควรทานให้บ่อยมากนัก
โดยควรล้างน้ำโดยการแช่น้ำทิ้งไว้ นาน ๆ (แนะนำให้ใช้เกลือละลายน้ำ ช่วยล้างสารพิษ)
ยังไงฝากช่วยตรวจสารตะกั่วในเห็ดหอม และสาหร่ายทะเลด้วยครับ
โดยควรล้างน้ำโดยการแช่น้ำทิ้งไว้ นาน ๆ (แนะนำให้ใช้เกลือละลายน้ำ ช่วยล้างสารพิษ)
ยังไงฝากช่วยตรวจสารตะกั่วในเห็ดหอม และสาหร่ายทะเลด้วยครับ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2553
Tuesday, November 9, 2010
ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ: tiniest drop in the ocean
คำพังเพย ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ มีความหมายในลักษณะเปรียบเทียบ ถึงการลงทุนที่สูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์ ใช้เปรียบเทียบกับการที่เราจะทำสิ่งใดก็ตาม ลงทุนไปมากแต่กลับมองไม่เห็นคุณค่าของมัน หรือว่าไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย
เท่ากับเป็นการกระทำที่สูญเปล่า ไม่ส่งผลอะไร (เพราะเป็นไปในลักษณะที่ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเต็ม) ที่อาจจะเสียทั้งแรงกาย แรงใจ และทรัพย์สินเงินทอง
คำสำนวนภาษาอังกฤษที่ใกล้เคียงดูเหมือนจะเป็น the tiniest drop in the ocean/หรือ a tiny drop in the ocean
เช่น The money donated to cancer charities is the tiniest drop in the ocean of what is needed to research cancer and its treatments and cures. เงินที่บริจาคการกุศลเพื่อมะเร็ง เป็นเสมือนหยดน้ำเล็ก ๆ ในมหาสมุทร [ของหยดน้ำที่ต้องการจำนวนมหาศาล(ที่จะทำให้กลายเป็นมหาสมุทร)] เป็นเพียงเงินเล็กน้อยของที่ต้องการในการทำการศึกษาวิจัย และ บำบัดและรักษามะเร็งร้าย [เงินน้อยมากจึงทำการวิจัยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น วิธีการรักษาที่ดีกว่าปัจจุบันจึงยังไม่ถูกค้นพบ เพราะฉะนั้นจึงต้องการเงินบริจาคเงินสนับสนุนอีกมหาศาล]
The effort to implement this strategy will be only the tiniest drop in the ocean. = ความพยายามที่จะดำเนินการตามนโยบายนี้ จึงเปรียบเสมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ (เพราะมันไม่ส่งผลอะไรให้มันดีขึ้น)
ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณรู้มากแค่ไหน ความรู้ของคุณมันน้อยเอามาก ๆ (เปรียบเหมือนหยดน้ำในมหาสมุทร) มีสิ่งที่ต้องค้นหาเรียนรู้ได้ตลอดเวลาเรียนรู้ได้ไม่หมด (เรียนรู้ตลอดชีวิตไงครับ) No matter how much you think you know, it is only a tiny drop in the ocean. There is always more to be discovered.
ดร.SoS
เท่ากับเป็นการกระทำที่สูญเปล่า ไม่ส่งผลอะไร (เพราะเป็นไปในลักษณะที่ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเต็ม) ที่อาจจะเสียทั้งแรงกาย แรงใจ และทรัพย์สินเงินทอง
คำสำนวนภาษาอังกฤษที่ใกล้เคียงดูเหมือนจะเป็น the tiniest drop in the ocean/หรือ a tiny drop in the ocean
เช่น The money donated to cancer charities is the tiniest drop in the ocean of what is needed to research cancer and its treatments and cures. เงินที่บริจาคการกุศลเพื่อมะเร็ง เป็นเสมือนหยดน้ำเล็ก ๆ ในมหาสมุทร [ของหยดน้ำที่ต้องการจำนวนมหาศาล(ที่จะทำให้กลายเป็นมหาสมุทร)] เป็นเพียงเงินเล็กน้อยของที่ต้องการในการทำการศึกษาวิจัย และ บำบัดและรักษามะเร็งร้าย [เงินน้อยมากจึงทำการวิจัยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น วิธีการรักษาที่ดีกว่าปัจจุบันจึงยังไม่ถูกค้นพบ เพราะฉะนั้นจึงต้องการเงินบริจาคเงินสนับสนุนอีกมหาศาล]
The effort to implement this strategy will be only the tiniest drop in the ocean. = ความพยายามที่จะดำเนินการตามนโยบายนี้ จึงเปรียบเสมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ (เพราะมันไม่ส่งผลอะไรให้มันดีขึ้น)
ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณรู้มากแค่ไหน ความรู้ของคุณมันน้อยเอามาก ๆ (เปรียบเหมือนหยดน้ำในมหาสมุทร) มีสิ่งที่ต้องค้นหาเรียนรู้ได้ตลอดเวลาเรียนรู้ได้ไม่หมด (เรียนรู้ตลอดชีวิตไงครับ) No matter how much you think you know, it is only a tiny drop in the ocean. There is always more to be discovered.
ดร.SoS
Monday, November 8, 2010
เงินไม่สามารถสร้างสุขได้...
ตายายดวงเฮงใจดี ถูกลอตโต326ล้าน บริจาคการกุศล
คู่รักแคนาดาวัยเกษียณ ถูกแจ๊คพ็อตลอตเตอรี่ กว่า 326 ล้านบาท แบ่งช่วยเหลือการกุศลเกือบหมด เก็บไว้ใช้เองยามลำบากเท่าที่จำเป็น แจงชีวิตสุขสบายดีอยู่แล้ว และเงินไม่สามารถสร้างสุขได้...
รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2553 ว่า คู่สามีภรรยาสูงอายุชาวแคนนาดา กลายเป็นขวัญใจประชาชนทันที หลังบริจาคเงินรางวัลที่ได้รับจากการถูกลอตเตอรี่มากกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( กว่า 326 ล้านบาท) ช่วยเหลือการกุศล
นางไวโอเลต และนาย อัลเลน ลาร์จ ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในเมืองโลเวอร์ ทูโร รัฐโนวาสโกเทีย แต่ชีวิตกลับพลิกผัน ถูกแจ๊กพ็อตจังเบอร์เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ทั้งคู่เปิดเผยว่า ชีวิตสมบูรณ์แบบมีทุกอย่างที่ต้องการอยู่แล้ว จึงปรารถนาบริจาคเงินรางวัลส่วนใหญ่ให้กับการกุศล และเก็บไว้ใช้จ่ายยามขัดสนเพียงแค่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น ( เกือบ 6 ล้านบาท)
ทั้งคู่คัดเลือกรายชื่อ เพื่อส่งเช็คเงินสดบริจาคเงินไปทางจดหมาย โดยเริ่มจากสมาชิกในครอบครัว แล้วไล่ไปยังโรงพยาบาล สำนักงานดับเพลิง คริสตจักร สุสาน และกลุ่มองค์กรณ์การกุศล "เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้" คือคำอธิบายในการตัดสินใจของ อัลเลน อดีตช่างเชื่อมเหล็ก วัย 75 ปี ภรรยาของเขาต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง และผลจากการทำคีโม เป็นเหตุให้เธอผมร่วงทั้งหัว แต่เธอก็ยังบอกว่าเธอรู้สึกโชคดี และแจงว่ามันไม่เคยทำให้เธอรู้สึกรังเกียจตัวเองแต่อย่างใด
เมื่อข่าวความใจดีของพวกเขาแพร่สู่สาธารณะ ก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เมืองของเขา และในตอนนี้ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มของทั้งคู่ ก็ได้ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ รวมไปถึงหน้าของหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
คู่รักแคนาดาวัยเกษียณ ถูกแจ๊คพ็อตลอตเตอรี่ กว่า 326 ล้านบาท แบ่งช่วยเหลือการกุศลเกือบหมด เก็บไว้ใช้เองยามลำบากเท่าที่จำเป็น แจงชีวิตสุขสบายดีอยู่แล้ว และเงินไม่สามารถสร้างสุขได้...
รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2553 ว่า คู่สามีภรรยาสูงอายุชาวแคนนาดา กลายเป็นขวัญใจประชาชนทันที หลังบริจาคเงินรางวัลที่ได้รับจากการถูกลอตเตอรี่มากกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( กว่า 326 ล้านบาท) ช่วยเหลือการกุศล
นางไวโอเลต และนาย อัลเลน ลาร์จ ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในเมืองโลเวอร์ ทูโร รัฐโนวาสโกเทีย แต่ชีวิตกลับพลิกผัน ถูกแจ๊กพ็อตจังเบอร์เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ทั้งคู่เปิดเผยว่า ชีวิตสมบูรณ์แบบมีทุกอย่างที่ต้องการอยู่แล้ว จึงปรารถนาบริจาคเงินรางวัลส่วนใหญ่ให้กับการกุศล และเก็บไว้ใช้จ่ายยามขัดสนเพียงแค่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น ( เกือบ 6 ล้านบาท)
ทั้งคู่คัดเลือกรายชื่อ เพื่อส่งเช็คเงินสดบริจาคเงินไปทางจดหมาย โดยเริ่มจากสมาชิกในครอบครัว แล้วไล่ไปยังโรงพยาบาล สำนักงานดับเพลิง คริสตจักร สุสาน และกลุ่มองค์กรณ์การกุศล "เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้" คือคำอธิบายในการตัดสินใจของ อัลเลน อดีตช่างเชื่อมเหล็ก วัย 75 ปี ภรรยาของเขาต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง และผลจากการทำคีโม เป็นเหตุให้เธอผมร่วงทั้งหัว แต่เธอก็ยังบอกว่าเธอรู้สึกโชคดี และแจงว่ามันไม่เคยทำให้เธอรู้สึกรังเกียจตัวเองแต่อย่างใด
เมื่อข่าวความใจดีของพวกเขาแพร่สู่สาธารณะ ก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เมืองของเขา และในตอนนี้ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มของทั้งคู่ ก็ได้ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ รวมไปถึงหน้าของหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
Sunday, November 7, 2010
รู้ได้ไงว่าถูกเพื่อน จ้องแย่งแฟน?
จากผลการสำรวจหลายครั้งหลายหน พบว่า คนมีคู่นั้น มีแนวโน้มที่จะสุขภาพดี, เครียดน้อย และอายุยืน กันจัง ซึ่งก็น่าจะจริงอ่ะนะ เพราะคนมีคู่หรือมีแฟน อย่างน้อยๆก็เท่ากับมีเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านที่สามารถให้คำปรึกษาแนะนำ ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิตและเรื่องการงานให้กันและกันได้
หรือถ้า เผื่อให้คำแนะนำไม่ได้ แต่คนรักของคุณก็ย่อมยินดีที่จะรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณบ้างล่ะว้า แถมเผลอๆ เขาจะคอยให้กำลังใจแก่คุณซะด้วยสิ...อู๊ยนี่ละค่ะ ที่เป็นข้อดีของการมีคนรัก
แต่ก็อีกล่ะนะ ชีวิตของพวกเราจะเวรี่ กู้ด (ดีเลิศประเสริฐศรี) เพราะมีคนรักก็ต่อเมื่อ...สุดเลิฟของคุณคนนั้น ต้องรักและห่วงใยคุณอย่างจริงจังและจริงใจด้วยนะซี
แบบว่า ในเมื่อคุณรักเขาอย่างหมดใจ เขาก็ควรรักคุณชนิดถึงไหนถึงกันด้วยนั่นแหละ เพราะถ้าขืนคนรักหรือแฟนของคุณเป็นคนไม่ดีแล้วไซร้ แล้วคิดรึว่าจะมีสุขภาพดี, เครียดน้อย และอายุยืน...ฮ้า! อุ๊ย...ถ้าขืนมีแฟนไม่ดี, ชอบสร้างปัญหา และชักนำแต่เรื่องไม่สบายอกสบายใจมาให้ละก็ จะไปทำให้ "คนอยู่ด้วยกัน" มีความสุขสันต์, หรรษา, ร่าเริง และสุขภาพดีได้ไงเนอะ
เอ้า งั้นพวกเราเวลารักใครชอบใครและจะเป็นแฟนกับใคร ก็ขอให้ทั้งคุณและเขาเลิฟกันจริงๆเหอะนะ แล้วเชื่อเลยว่า ชีวิตเลิฟของคุณๆจะแฮปปี้ชะชะช่าแน่นอน
ส่วนสัปดาห์นี้ อยากชวนคุยเรื่องเพื่อนกันดีกว่า เพราะมีคำถามชวนสงสัยเข้ามาอีกแล้วจ๊ะ ว่าเพื่อนที่มีพฤติกรรมแย่งแฟนเพื่อนได้ลงคอน่ะ...มีจริงปะ? แหม...ถามได้ ก็มีจริงสิยะ แต่อย่าถามนะ ว่าเค้าทำกันได้ยังไงเนี่ย? โห...ไม่คำนึงถึงความเป็นเพื่อนกันเลยรึไง?
อู๊ย...ถ้าคิดถึงความ เป็นเพื่อนกันล่ะก็ คนดีๆที่ไหนจะเลว...เอ๊ย จะกล้าแย่งแฟนเพื่อนได้ลงคอล่ะท่าน นี่แสดงว่าไอ้คนคนนี้มันไม่คำนึงถึงความเป็นเพื่อนแล้วน่ะสิ ถึงได้กล้าแย่งแฟนของเพื่อนอย่างหน้าด้านๆ ซึ่งหากใครโชคร้ายมีเพื่อนเป็นคนแบบนี้เข้าละก็ มีแต่ซวยกับซวย โอ๊ย อย่าให้เซดเลย
ว่าแต่ถ้าหากเพื่อนจ้องที่จะแย่งแฟนของคุณขึ้นมา ก็น่าจะมีสิ่งที่พอจะสังเกตเห็นพฤติกรรมอันไม่บริสุทธิ์ใจของ "ไอ้เพื่อนเลว" คนนี้อยู่เหมือนกันนะ ส่วนจะมีอะไรนั้น ขอแซมเปิ้ลแจกแจงให้ฟัง ดังต่อไปนี้ เช่น... 1.พิจารณาจากประวัติความฉาวโฉดของเจ้าเพื่อนคนนี้ดูก็ได้ ว่าเค้าเคยมีประวัติด่างพร้อยในเรื่องของการเผลอใจไปรักแฟนเพื่อนมาก่อนหรือ ไม่
ถ้าเคยละก็ โอ๊ะโอ ย่อมมีความเป็นไปได้นะสิว่า ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยเอาก็ได้ แถมประวัติร้ายๆหยั่งงี้ ยังบอกให้รู้ซะด้วยดิว่า ไอ้คนแบบนี้สงสัยจะไม่ชอบหาแฟนเองแฮะ ถึงได้มักง่ายคิดแต่จะแย่งแฟนเพื่อนไปเป็นแฟนของมันยังไงล่ะ...เอ้ แต่บางทีไอ้นี่ไม่ได้อยากแย่งแฟนเพื่อนมาเป็นแฟนตัวเองก็ได้ เพราะอาจคิดแค่อยากจะ "ฟัน" หรือมีเพศสัมพันธ์กับแฟนของเพื่อน ก็มีนี่หว่า
งั้น หากคุณมีเพื่อนที่มีประวัติไม่โสภาสถาพรหยั่งงี้ละก็ ควรระวังไว้ให้ดีก็ละกัน แม้ในอนาคตอาจไม่รู้แน่ชัดหรอกว่ามันจะมาแย่งแฟนเรารึเปล่า? (เพราะอาจไปแย่งจากเพื่อนคนอื่นก็ได้) แต่อย่าเผลอดีกว่า ถึงไงก็อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคนแบบนี้ เดี๋ยวเถอะจะใสเจีย...เสียใจทีหลังนะเอ๊า
2.สายตาของเพื่อนเอาแต่จ้องมองมาที่แฟนของคุณรึเปล่า?
หาก คุณพาแฟนไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆของคุณ แล้วเผอิ๊ญคุณสังเกตเห็นว่ามีเพื่อนคนนึงเอาแต่จ้องมองแฟนของคุณแทบไม่ กะพริบตาแล้วละก็ อุ๊ย อย่างนี้ก็สันนิษฐานได้เลยว่า เจ้าเพื่อนคนนี้กำลังคิดไม่ซื่อแล้วแหงๆ เอ้า...ถ้าคิดดีและไม่ประสงค์ ร้าย แล้วจะจ้องแต่แฟนของคุณทำไมวะ
หันไปมองคนอื่นๆบ้างก็ได้นี่...ใช่ปะ งั้นจงระวังคนสายตาหื่นหยั่งงี้ละกัน
3.สนใจอยากรู้เรื่องของแฟนคุณจนเกินเหตุ
ประมาณ ว่า เจ้าเพื่อนคนนี้เจอคุณเป็นไม่ได้ ต้องรีบปรี่เข้ามาถามคุณอยู่เรื่อยแหละว่า แฟนของคุณตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่, ไปช็อปปิ้งที่ไหน, ไปกับใคร, แฟนของคุณมีเพื่อนกี่คน, มีใครบ้าง, แฟนของคุณมีงานอดิเรกอะไร แถมยังถามไปถึงเรื่องส่วนตัว ว่า คุณกับแฟนเจอกันได้ยังไง, เจอที่ไหน, คุณชอบแฟนตรงไหน, ทำไมถึงชอบ และอีกสารพัดคำถาม...เฮ่อ มันอยากรู้ซอกแซกจนเว่อร์เกินไปเนอะ
ก็เพราะสนใจจนเกินพอดีแบบนี้แหละ ที่เข้าข่าย อ.ต.ร. อันตรายล่ะ
4.ชอบซื้อของมาฝากแฟนของคุณบ่อยๆ เอ๊ะ ชักยังไงซะแล้วแฮะ
แบบ ว่า เพื่อนชอบอ้างเสมอเลยว่า พอไปเห็นอะไรที่มันน่ารักหรือน่ากิน หรือใครเค้าว่าเป็นของอร่อย ก็มักคิดถึงแฟนของคุณอยู่เรื่อย ดังนั้น จึงซื้อของมาฝากแฟนของคุณซะเลย
แต่เอ...ไอ้เพื่อนคนนี้ของคุณก็ แปลกแฮะ แทนที่จะซื้อของมาฝากเพื่อนด้วยกัน มันกลับซื้อของมาฝากแฟนของเพื่อนได้ไงวะเนี่ย โอ้มายก็อด ทำงี้มันน่าเกลียดจะตายไป
อื้อหือ หยั่งงี้ก็ยิ่งส่ออาการสิว่า กำลังคิดมิดี มิร้ายกับคุณและแฟนของคุณแหงซะ
5.อยากได้เบอร์โทรศัพท์ของแฟนคุณเหลือเกิน โอ้โหชักเหิมเกริมใหญ่แล้ว
โดย เจ้าเพื่อนคนนี้อาจหน้าด้านขอเบอร์แฟนของคุณจากคุณตรงๆเลยก็ได้ แล้วถ้าคุณไม่ให้ มันก็จะเบนเข็มไปถามไถ่ชนิดอยากรู้ให้ได้ว่า ใครบ้างที่เป็นเพื่อนของแฟนคุณ เพื่อที่มันจะได้ไปกะลิ้มกะเหลี่ยขอเบอร์โทรศัพท์จากเพื่อนของแฟนคุณไง หรือไม่งั้นเวลาที่เจอกับแฟนของคุณเมื่อไหร่ ก็จะตรงดิ่งเข้าไปขอเบอร์แฟนคุณทันที โอ๊ยโหยว ทำงี้ต้องไม่มาดีแน่นอน
แล้วทันใดนั้น ก็ทำเป็นพูดจากลบเกลื่อนว่า ที่อยากได้เบอร์โทรศัพท์น่ะ เพราะแฟนของคุณอัธยาศัยดีซะจนอยากเป็นเพื่อนด้วย แต่ใครจะหลงกลฮ้า ไม่รู้ซะแล้วว่าแฟนเพื่อนคือของหวงห้าม!
ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า เมอร์ลิน ไทยรัฐออนไลน์ 3 ตุลาคม 2553
หรือถ้า เผื่อให้คำแนะนำไม่ได้ แต่คนรักของคุณก็ย่อมยินดีที่จะรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณบ้างล่ะว้า แถมเผลอๆ เขาจะคอยให้กำลังใจแก่คุณซะด้วยสิ...อู๊ยนี่ละค่ะ ที่เป็นข้อดีของการมีคนรัก
แต่ก็อีกล่ะนะ ชีวิตของพวกเราจะเวรี่ กู้ด (ดีเลิศประเสริฐศรี) เพราะมีคนรักก็ต่อเมื่อ...สุดเลิฟของคุณคนนั้น ต้องรักและห่วงใยคุณอย่างจริงจังและจริงใจด้วยนะซี
แบบว่า ในเมื่อคุณรักเขาอย่างหมดใจ เขาก็ควรรักคุณชนิดถึงไหนถึงกันด้วยนั่นแหละ เพราะถ้าขืนคนรักหรือแฟนของคุณเป็นคนไม่ดีแล้วไซร้ แล้วคิดรึว่าจะมีสุขภาพดี, เครียดน้อย และอายุยืน...ฮ้า! อุ๊ย...ถ้าขืนมีแฟนไม่ดี, ชอบสร้างปัญหา และชักนำแต่เรื่องไม่สบายอกสบายใจมาให้ละก็ จะไปทำให้ "คนอยู่ด้วยกัน" มีความสุขสันต์, หรรษา, ร่าเริง และสุขภาพดีได้ไงเนอะ
เอ้า งั้นพวกเราเวลารักใครชอบใครและจะเป็นแฟนกับใคร ก็ขอให้ทั้งคุณและเขาเลิฟกันจริงๆเหอะนะ แล้วเชื่อเลยว่า ชีวิตเลิฟของคุณๆจะแฮปปี้ชะชะช่าแน่นอน
ส่วนสัปดาห์นี้ อยากชวนคุยเรื่องเพื่อนกันดีกว่า เพราะมีคำถามชวนสงสัยเข้ามาอีกแล้วจ๊ะ ว่าเพื่อนที่มีพฤติกรรมแย่งแฟนเพื่อนได้ลงคอน่ะ...มีจริงปะ? แหม...ถามได้ ก็มีจริงสิยะ แต่อย่าถามนะ ว่าเค้าทำกันได้ยังไงเนี่ย? โห...ไม่คำนึงถึงความเป็นเพื่อนกันเลยรึไง?
อู๊ย...ถ้าคิดถึงความ เป็นเพื่อนกันล่ะก็ คนดีๆที่ไหนจะเลว...เอ๊ย จะกล้าแย่งแฟนเพื่อนได้ลงคอล่ะท่าน นี่แสดงว่าไอ้คนคนนี้มันไม่คำนึงถึงความเป็นเพื่อนแล้วน่ะสิ ถึงได้กล้าแย่งแฟนของเพื่อนอย่างหน้าด้านๆ ซึ่งหากใครโชคร้ายมีเพื่อนเป็นคนแบบนี้เข้าละก็ มีแต่ซวยกับซวย โอ๊ย อย่าให้เซดเลย
ว่าแต่ถ้าหากเพื่อนจ้องที่จะแย่งแฟนของคุณขึ้นมา ก็น่าจะมีสิ่งที่พอจะสังเกตเห็นพฤติกรรมอันไม่บริสุทธิ์ใจของ "ไอ้เพื่อนเลว" คนนี้อยู่เหมือนกันนะ ส่วนจะมีอะไรนั้น ขอแซมเปิ้ลแจกแจงให้ฟัง ดังต่อไปนี้ เช่น... 1.พิจารณาจากประวัติความฉาวโฉดของเจ้าเพื่อนคนนี้ดูก็ได้ ว่าเค้าเคยมีประวัติด่างพร้อยในเรื่องของการเผลอใจไปรักแฟนเพื่อนมาก่อนหรือ ไม่
ถ้าเคยละก็ โอ๊ะโอ ย่อมมีความเป็นไปได้นะสิว่า ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยเอาก็ได้ แถมประวัติร้ายๆหยั่งงี้ ยังบอกให้รู้ซะด้วยดิว่า ไอ้คนแบบนี้สงสัยจะไม่ชอบหาแฟนเองแฮะ ถึงได้มักง่ายคิดแต่จะแย่งแฟนเพื่อนไปเป็นแฟนของมันยังไงล่ะ...เอ้ แต่บางทีไอ้นี่ไม่ได้อยากแย่งแฟนเพื่อนมาเป็นแฟนตัวเองก็ได้ เพราะอาจคิดแค่อยากจะ "ฟัน" หรือมีเพศสัมพันธ์กับแฟนของเพื่อน ก็มีนี่หว่า
งั้น หากคุณมีเพื่อนที่มีประวัติไม่โสภาสถาพรหยั่งงี้ละก็ ควรระวังไว้ให้ดีก็ละกัน แม้ในอนาคตอาจไม่รู้แน่ชัดหรอกว่ามันจะมาแย่งแฟนเรารึเปล่า? (เพราะอาจไปแย่งจากเพื่อนคนอื่นก็ได้) แต่อย่าเผลอดีกว่า ถึงไงก็อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคนแบบนี้ เดี๋ยวเถอะจะใสเจีย...เสียใจทีหลังนะเอ๊า
2.สายตาของเพื่อนเอาแต่จ้องมองมาที่แฟนของคุณรึเปล่า?
หาก คุณพาแฟนไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆของคุณ แล้วเผอิ๊ญคุณสังเกตเห็นว่ามีเพื่อนคนนึงเอาแต่จ้องมองแฟนของคุณแทบไม่ กะพริบตาแล้วละก็ อุ๊ย อย่างนี้ก็สันนิษฐานได้เลยว่า เจ้าเพื่อนคนนี้กำลังคิดไม่ซื่อแล้วแหงๆ เอ้า...ถ้าคิดดีและไม่ประสงค์ ร้าย แล้วจะจ้องแต่แฟนของคุณทำไมวะ
หันไปมองคนอื่นๆบ้างก็ได้นี่...ใช่ปะ งั้นจงระวังคนสายตาหื่นหยั่งงี้ละกัน
3.สนใจอยากรู้เรื่องของแฟนคุณจนเกินเหตุ
ประมาณ ว่า เจ้าเพื่อนคนนี้เจอคุณเป็นไม่ได้ ต้องรีบปรี่เข้ามาถามคุณอยู่เรื่อยแหละว่า แฟนของคุณตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่, ไปช็อปปิ้งที่ไหน, ไปกับใคร, แฟนของคุณมีเพื่อนกี่คน, มีใครบ้าง, แฟนของคุณมีงานอดิเรกอะไร แถมยังถามไปถึงเรื่องส่วนตัว ว่า คุณกับแฟนเจอกันได้ยังไง, เจอที่ไหน, คุณชอบแฟนตรงไหน, ทำไมถึงชอบ และอีกสารพัดคำถาม...เฮ่อ มันอยากรู้ซอกแซกจนเว่อร์เกินไปเนอะ
ก็เพราะสนใจจนเกินพอดีแบบนี้แหละ ที่เข้าข่าย อ.ต.ร. อันตรายล่ะ
4.ชอบซื้อของมาฝากแฟนของคุณบ่อยๆ เอ๊ะ ชักยังไงซะแล้วแฮะ
แบบ ว่า เพื่อนชอบอ้างเสมอเลยว่า พอไปเห็นอะไรที่มันน่ารักหรือน่ากิน หรือใครเค้าว่าเป็นของอร่อย ก็มักคิดถึงแฟนของคุณอยู่เรื่อย ดังนั้น จึงซื้อของมาฝากแฟนของคุณซะเลย
แต่เอ...ไอ้เพื่อนคนนี้ของคุณก็ แปลกแฮะ แทนที่จะซื้อของมาฝากเพื่อนด้วยกัน มันกลับซื้อของมาฝากแฟนของเพื่อนได้ไงวะเนี่ย โอ้มายก็อด ทำงี้มันน่าเกลียดจะตายไป
อื้อหือ หยั่งงี้ก็ยิ่งส่ออาการสิว่า กำลังคิดมิดี มิร้ายกับคุณและแฟนของคุณแหงซะ
5.อยากได้เบอร์โทรศัพท์ของแฟนคุณเหลือเกิน โอ้โหชักเหิมเกริมใหญ่แล้ว
โดย เจ้าเพื่อนคนนี้อาจหน้าด้านขอเบอร์แฟนของคุณจากคุณตรงๆเลยก็ได้ แล้วถ้าคุณไม่ให้ มันก็จะเบนเข็มไปถามไถ่ชนิดอยากรู้ให้ได้ว่า ใครบ้างที่เป็นเพื่อนของแฟนคุณ เพื่อที่มันจะได้ไปกะลิ้มกะเหลี่ยขอเบอร์โทรศัพท์จากเพื่อนของแฟนคุณไง หรือไม่งั้นเวลาที่เจอกับแฟนของคุณเมื่อไหร่ ก็จะตรงดิ่งเข้าไปขอเบอร์แฟนคุณทันที โอ๊ยโหยว ทำงี้ต้องไม่มาดีแน่นอน
แล้วทันใดนั้น ก็ทำเป็นพูดจากลบเกลื่อนว่า ที่อยากได้เบอร์โทรศัพท์น่ะ เพราะแฟนของคุณอัธยาศัยดีซะจนอยากเป็นเพื่อนด้วย แต่ใครจะหลงกลฮ้า ไม่รู้ซะแล้วว่าแฟนเพื่อนคือของหวงห้าม!
ที่มา: ร้อยแปดพันเก้า เมอร์ลิน ไทยรัฐออนไลน์ 3 ตุลาคม 2553
ประโยคแสลงหู ทำให้หญิงอึดอัดใจ
สิ่งแรกที่ทำให้คุณสะดุดตาใครสักคน จะให้ น้ำหนักไปที่สิ่งไหนมากที่สุดน้า? แบบว่า ให้ความสำคัญไปที่หน้าตาของใครคนนั้นรึเปล่า เพราะได้ยินบ่อยนี่หว่า ว่าถ้าหน้าตาดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่แหม บางคนก็ไม่ได้คิดอย่างเดียวกันนี้นะฮ้า แถมยังให้เหตุผลซะอีกว่า ถ้าขืนไปชอบคนที่หน้าตาดีเพียงอย่างเดียวก็ไม่ไหวอ่ะ เพราะคนหน้าตาดีน่ะ มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนเจ้าชู้ด้วยน่ะซี
เอ้าก็คิดดูละกัน ว่าคนหล่อคนสวยเค้ามักจะภูมิใจในความเลิศเลอเพอร์เฟกต์ของใบหน้าตัวเองซะจน อาจนิยมมีรักเผื่อเลือกไปเรื่อยๆก็ได้นะ หนำซ้ำพวกหน้าตาดีมักจะมีผู้คนมากมายเสนอตัวเข้ามาทำความรู้จักมักจี่ หรือไม่ก็เข้ามาขายขนมจีบกันอย่างหน้าด้านๆ...เอ้ย ปรี่เข้ามาขายขนมจีบกันอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น คนหน้าตาดีจึงอาจเป็นคนช่างเลือกด้วยนะเอ้า
แต่แหม ถ้า "คนหน้าตาดี" จะเป็นคนช่างเลือกก็เป็นสิทธิ์ของเค้านะ ก็ในเมื่อเค้าเป็นพวกหล่อเลือกได้ หรือสวยเลือกได้ แล้วทำไมจะไม่เลือกล่ะ ต้องถือว่าคนหน้าตาดีเป็นคนโชคดีมากกว่าสิ
ซึ่งก็เอาเถอะ หากท่านใดสนใจอยากเป็นมิตรกับใครเพราะหน้าตามาเป็นอันดับหนึ่งหรือไม่ ตรงนี้คงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละท่านแล้วกัน ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนย่อมมีรสนิยมที่แตกต่างกันไป จะชอบคนหล่อ คนสวย หรือคนหน้าตาธรรมดาก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้เค้าเป็นคนดีก็แล้วกันเนอะ
เอา ล่ะ มาเข้าประเด็นที่อยากชวนคุยในสัปดาห์นี้กันเลยดีกว่า เพราะเท่าที่สังเกตสังการู้สึกว่า คำพูดคำจาที่ผู้ชายจะเอ่ยปากชวนฝ่ายหญิงคุยนั้น ถือเป็นสิ่งนึงที่ฝ่ายหญิงจะนำมาใช้ในการตัดสินใจว่าจะคบกับหนุ่มคนนี้ต่อไป ดี หรือจะตัดหาง ปล่อยวัดเค้าไปซะ
ทำไมน่ะเหรอ? เอ้า ก็เพราะผู้ชายบางคนแทนที่จะชวนคุยในเรื่องที่ทำให้สาวๆรู้สึกสบายอกสบายใจ และสร้างความสนุกสนานเฮฮาให้กับคุณเธอ (ซึ่งถ้าทำได้หยั่งงี้ รับรองหล่อนคงหลงเสน่ห์และอยากคบเค้าต่อไปอีกแน่ๆ) แต่หนุ่มบางคนไม่เป็นงี้สิ เพราะ ดั้น...สะเหล่อชอบชวนผู้หญิงคุยในเรื่องที่ทำให้เธออึดอัดใจเข้าให้ เฮ่อ ขืนเป็นซะแบบนี้ แล้วจะมีสาวคนไหนอยากคบหาเค้าเป็นเพื่อน หรือเป็นแฟนกันล่ะ ถ้าในเมื่อยังขืนพูดจาไม่ถูกหูซะหยั่งงี้ ก็อย่าคบกันดีกว่ามั้ง
อ่ะ งั้นมาดูละกันว่ามีคำพูดอย่างไรบ้างที่มักสร้างความขุ่นเคืองใจให้ฝ่ายหญิง แถมยังชวนให้อึดอัดใจซะด้วยซี เอ้าขอยกตัวอย่างเป็นแซมเปิ้ลให้ฟังละกัน เช่น...
1. ถ้าเผื่อคุณซึ่งเป็นฝ่ายหญิงที่มีน้องสาว หรือพี่สาว แล้วเผอิ้ญหนุ่มที่เข้ามาจีบดันรู้เข้าและพูดเปรียบเทียบขึ้นมาทำนองว่า แหมทำไมน้องสาว (หรือพี่สาว) น่ารักกว่าคุณตั้งแยะ
โอ๊ะ โอ หากขืนพูดประชด เอ๊ะ...หรือบางทีเค้าอาจแค่อยากจะกระเซ้าเย้าแหย่คุณก็ได้ แต่กรุณารู้ไว้เถอะ ว่าคำพูดอย่างนี้น่ะ มันแสลงรูหูแถมยังแสลงใจของฝ่ายหญิงด้วยนะเฟ้ย
ถึงแม้น้องสาวหรือพี่ สาวของหล่อนจะสวยหรือน่ารักกว่าก็จริง แต่ไอ้หนุ่มปากบอนรายนี้ก็ไม่ควรไปพูดจี้ใจดำเธอขึ้นมารู้ไหม เนี่ยแสดงว่า ไม่รู้จักรักษาน้ำใจของฝ่ายหญิงบ้างเลย
แล้วหยั่งงี้สาวคนไหนยังอยากคุยกับตานี่ต่อไปล่ะ
2. ในกรณีที่ยังรู้จักกันได้ไม่นาน แบบว่าฝ่ายหญิงยังไม่ทันรู้เลยว่ากำพืด...เอ้ย นิสัยใจคอของฝ่ายชายเป็นคนอย่างไร แต่เค้ากลับถามขึ้นมาว่าชอบผมรึเปล่า?
แหม ช่างเป็นหนุ่มใจร้อนซะจริงๆ ไม่รู้มันจะร้อนรนและใจร้อนไปถึงไหน ถึงอยากรีบรู้นักว่าคุณนั้นมีใจชอบเค้ารึยัง เอ๊ะ รึว่าที่อยากรีบรู้ความในใจของคุณเร็วๆ เพราะเค้าจะได้ไปเตรียมตัวเตรียมใจตัดสินอนาคตของตัวเองไงว่า จะรีบชิ่งหนีไปซะ ถ้าเผื่อคุณตอบว่ายังไม่รู้สิ เพราะยังรู้จักกันได้ไม่นานเท่าไหร่นี่หว่า แล้วมาถาม คำถามที่สร้างความลำบากใจให้ทำไมวะ
รู้เปล่าว่า ชายที่ถามคำถามนี้กับผู้หญิงน่ะ แสดงว่าเค้าเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่ ดังนั้น เค้าถึงอยากรู้น่ะสิว่า คุณมีใจให้เค้าหรือไม่นั่นเอง
แต่ที่บอกนี่ ก็ไม่ได้ห้ามให้หนุ่มๆถามคำถามนี้กับฝ่ายหญิงนะ เพียงแต่ควรถามเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมมากกว่า นั่นก็คือ ควรให้เวลาฝ่ายหญิงทำความรู้จักกับฝ่ายชายสักระยะนึงก่อน เช่น คบกันมาแล้วสัก 6 เดือน หรือปีนึง เออหยั่งงี้ หล่อนจะได้ตัดสินใจถูก และรู้ใจตัวเองว่าจะตอบอย่างไร
ไม่ใช่รีบมาถาม เพื่อจะได้รีบชิ่งหนีถ้าเธอตอบว่ายังไม่รู้! ก็ไม่แฟร์กับฝ่ายหญิงนะ
3. ถ้าคบกันไปสักระยะแล้ว เค้าดันถามโพล่งออกมาว่า คุณเคยนอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คน? อู้หู ขืนถามแบบนี้ ฝ่ายหญิงก็น่าตบ "คนถาม" แทนคำตอบไปซะเลยก็แล้วกัน
เพราะไม่มีผู้ชายดีๆที่ไหนกล้า ตั้งคำถามประมาณนี้เพื่อถามคนที่ตัวเองจีบหรอกเว้ย ถึงแม้เค้าจะอยากรู้ก็ตาม แต่มันก็เป็นคำถามที่กวนทีนและกวนใจคนฟังเป็นอย่างยิ่ง
รู้ซะบ้างสิ ว่าคำถามแบบนี้อย่างัดออกมาพูด ให้เสียความรู้สึกกันเลย หากผู้ชายคนไหนไม่ไว้ใจผู้หญิงในเรื่องพรรค์นี้แล้วละก็ เอ็งจะไปจีบหรือคบหล่อนทำไมฮ้า!
4. พูดถึงแต่ความไม่ดีของเพื่อนผู้ชายของเธอ
แบบนี้ก็เท่ากับเค้าแสดงธาตุแท้ออกมาแล้วสิว่าทั้งหึงทั้งหวง ด้วยการพูดถึงแต่สิ่งที่ไม่ดีของเพื่อนผู้ชายของหล่อน เช่น ถ้าเค้ารู้ว่า เอ (เพื่อนผู้ชายของฝ่ายหญิง) เป็นพวกชอบเที่ยวกลางคืน เค้าก็จะเอา "เอ" ไปเล่าให้หล่อนฟังทันทีว่า เพื่อนของเธอนั้นมีนิสัย แบบนี้นะ
แหม ทำอย่างกะหล่อนไม่รู้มาก่อนงั้นแน่ะ แล้วถ้าจะใช้วิธี "ใส่ร้าย" เพื่อนของหล่อนเลยล่ะก็ อู้ยมันจะมากเกินไปแล้ว รู้ซะมั่งซิจ๊ะ ว่าถึงแม้เพื่อนของเธอจะดีหรือไม่ดี ก็ปล่อยให้ฝ่ายหญิงรู้เองดีกว่า ไม่ต้องคอยยุให้รำตำให้รั่วหรอกเฟ้ย.
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย เมอร์ลิน 24 ตุลาคม 2553
เอ้าก็คิดดูละกัน ว่าคนหล่อคนสวยเค้ามักจะภูมิใจในความเลิศเลอเพอร์เฟกต์ของใบหน้าตัวเองซะจน อาจนิยมมีรักเผื่อเลือกไปเรื่อยๆก็ได้นะ หนำซ้ำพวกหน้าตาดีมักจะมีผู้คนมากมายเสนอตัวเข้ามาทำความรู้จักมักจี่ หรือไม่ก็เข้ามาขายขนมจีบกันอย่างหน้าด้านๆ...เอ้ย ปรี่เข้ามาขายขนมจีบกันอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น คนหน้าตาดีจึงอาจเป็นคนช่างเลือกด้วยนะเอ้า
แต่แหม ถ้า "คนหน้าตาดี" จะเป็นคนช่างเลือกก็เป็นสิทธิ์ของเค้านะ ก็ในเมื่อเค้าเป็นพวกหล่อเลือกได้ หรือสวยเลือกได้ แล้วทำไมจะไม่เลือกล่ะ ต้องถือว่าคนหน้าตาดีเป็นคนโชคดีมากกว่าสิ
ซึ่งก็เอาเถอะ หากท่านใดสนใจอยากเป็นมิตรกับใครเพราะหน้าตามาเป็นอันดับหนึ่งหรือไม่ ตรงนี้คงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละท่านแล้วกัน ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนย่อมมีรสนิยมที่แตกต่างกันไป จะชอบคนหล่อ คนสวย หรือคนหน้าตาธรรมดาก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้เค้าเป็นคนดีก็แล้วกันเนอะ
เอา ล่ะ มาเข้าประเด็นที่อยากชวนคุยในสัปดาห์นี้กันเลยดีกว่า เพราะเท่าที่สังเกตสังการู้สึกว่า คำพูดคำจาที่ผู้ชายจะเอ่ยปากชวนฝ่ายหญิงคุยนั้น ถือเป็นสิ่งนึงที่ฝ่ายหญิงจะนำมาใช้ในการตัดสินใจว่าจะคบกับหนุ่มคนนี้ต่อไป ดี หรือจะตัดหาง ปล่อยวัดเค้าไปซะ
ทำไมน่ะเหรอ? เอ้า ก็เพราะผู้ชายบางคนแทนที่จะชวนคุยในเรื่องที่ทำให้สาวๆรู้สึกสบายอกสบายใจ และสร้างความสนุกสนานเฮฮาให้กับคุณเธอ (ซึ่งถ้าทำได้หยั่งงี้ รับรองหล่อนคงหลงเสน่ห์และอยากคบเค้าต่อไปอีกแน่ๆ) แต่หนุ่มบางคนไม่เป็นงี้สิ เพราะ ดั้น...สะเหล่อชอบชวนผู้หญิงคุยในเรื่องที่ทำให้เธออึดอัดใจเข้าให้ เฮ่อ ขืนเป็นซะแบบนี้ แล้วจะมีสาวคนไหนอยากคบหาเค้าเป็นเพื่อน หรือเป็นแฟนกันล่ะ ถ้าในเมื่อยังขืนพูดจาไม่ถูกหูซะหยั่งงี้ ก็อย่าคบกันดีกว่ามั้ง
อ่ะ งั้นมาดูละกันว่ามีคำพูดอย่างไรบ้างที่มักสร้างความขุ่นเคืองใจให้ฝ่ายหญิง แถมยังชวนให้อึดอัดใจซะด้วยซี เอ้าขอยกตัวอย่างเป็นแซมเปิ้ลให้ฟังละกัน เช่น...
1. ถ้าเผื่อคุณซึ่งเป็นฝ่ายหญิงที่มีน้องสาว หรือพี่สาว แล้วเผอิ้ญหนุ่มที่เข้ามาจีบดันรู้เข้าและพูดเปรียบเทียบขึ้นมาทำนองว่า แหมทำไมน้องสาว (หรือพี่สาว) น่ารักกว่าคุณตั้งแยะ
โอ๊ะ โอ หากขืนพูดประชด เอ๊ะ...หรือบางทีเค้าอาจแค่อยากจะกระเซ้าเย้าแหย่คุณก็ได้ แต่กรุณารู้ไว้เถอะ ว่าคำพูดอย่างนี้น่ะ มันแสลงรูหูแถมยังแสลงใจของฝ่ายหญิงด้วยนะเฟ้ย
ถึงแม้น้องสาวหรือพี่ สาวของหล่อนจะสวยหรือน่ารักกว่าก็จริง แต่ไอ้หนุ่มปากบอนรายนี้ก็ไม่ควรไปพูดจี้ใจดำเธอขึ้นมารู้ไหม เนี่ยแสดงว่า ไม่รู้จักรักษาน้ำใจของฝ่ายหญิงบ้างเลย
แล้วหยั่งงี้สาวคนไหนยังอยากคุยกับตานี่ต่อไปล่ะ
2. ในกรณีที่ยังรู้จักกันได้ไม่นาน แบบว่าฝ่ายหญิงยังไม่ทันรู้เลยว่ากำพืด...เอ้ย นิสัยใจคอของฝ่ายชายเป็นคนอย่างไร แต่เค้ากลับถามขึ้นมาว่าชอบผมรึเปล่า?
แหม ช่างเป็นหนุ่มใจร้อนซะจริงๆ ไม่รู้มันจะร้อนรนและใจร้อนไปถึงไหน ถึงอยากรีบรู้นักว่าคุณนั้นมีใจชอบเค้ารึยัง เอ๊ะ รึว่าที่อยากรีบรู้ความในใจของคุณเร็วๆ เพราะเค้าจะได้ไปเตรียมตัวเตรียมใจตัดสินอนาคตของตัวเองไงว่า จะรีบชิ่งหนีไปซะ ถ้าเผื่อคุณตอบว่ายังไม่รู้สิ เพราะยังรู้จักกันได้ไม่นานเท่าไหร่นี่หว่า แล้วมาถาม คำถามที่สร้างความลำบากใจให้ทำไมวะ
รู้เปล่าว่า ชายที่ถามคำถามนี้กับผู้หญิงน่ะ แสดงว่าเค้าเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่ ดังนั้น เค้าถึงอยากรู้น่ะสิว่า คุณมีใจให้เค้าหรือไม่นั่นเอง
แต่ที่บอกนี่ ก็ไม่ได้ห้ามให้หนุ่มๆถามคำถามนี้กับฝ่ายหญิงนะ เพียงแต่ควรถามเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมมากกว่า นั่นก็คือ ควรให้เวลาฝ่ายหญิงทำความรู้จักกับฝ่ายชายสักระยะนึงก่อน เช่น คบกันมาแล้วสัก 6 เดือน หรือปีนึง เออหยั่งงี้ หล่อนจะได้ตัดสินใจถูก และรู้ใจตัวเองว่าจะตอบอย่างไร
ไม่ใช่รีบมาถาม เพื่อจะได้รีบชิ่งหนีถ้าเธอตอบว่ายังไม่รู้! ก็ไม่แฟร์กับฝ่ายหญิงนะ
3. ถ้าคบกันไปสักระยะแล้ว เค้าดันถามโพล่งออกมาว่า คุณเคยนอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คน? อู้หู ขืนถามแบบนี้ ฝ่ายหญิงก็น่าตบ "คนถาม" แทนคำตอบไปซะเลยก็แล้วกัน
เพราะไม่มีผู้ชายดีๆที่ไหนกล้า ตั้งคำถามประมาณนี้เพื่อถามคนที่ตัวเองจีบหรอกเว้ย ถึงแม้เค้าจะอยากรู้ก็ตาม แต่มันก็เป็นคำถามที่กวนทีนและกวนใจคนฟังเป็นอย่างยิ่ง
รู้ซะบ้างสิ ว่าคำถามแบบนี้อย่างัดออกมาพูด ให้เสียความรู้สึกกันเลย หากผู้ชายคนไหนไม่ไว้ใจผู้หญิงในเรื่องพรรค์นี้แล้วละก็ เอ็งจะไปจีบหรือคบหล่อนทำไมฮ้า!
4. พูดถึงแต่ความไม่ดีของเพื่อนผู้ชายของเธอ
แบบนี้ก็เท่ากับเค้าแสดงธาตุแท้ออกมาแล้วสิว่าทั้งหึงทั้งหวง ด้วยการพูดถึงแต่สิ่งที่ไม่ดีของเพื่อนผู้ชายของหล่อน เช่น ถ้าเค้ารู้ว่า เอ (เพื่อนผู้ชายของฝ่ายหญิง) เป็นพวกชอบเที่ยวกลางคืน เค้าก็จะเอา "เอ" ไปเล่าให้หล่อนฟังทันทีว่า เพื่อนของเธอนั้นมีนิสัย แบบนี้นะ
แหม ทำอย่างกะหล่อนไม่รู้มาก่อนงั้นแน่ะ แล้วถ้าจะใช้วิธี "ใส่ร้าย" เพื่อนของหล่อนเลยล่ะก็ อู้ยมันจะมากเกินไปแล้ว รู้ซะมั่งซิจ๊ะ ว่าถึงแม้เพื่อนของเธอจะดีหรือไม่ดี ก็ปล่อยให้ฝ่ายหญิงรู้เองดีกว่า ไม่ต้องคอยยุให้รำตำให้รั่วหรอกเฟ้ย.
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย เมอร์ลิน 24 ตุลาคม 2553
อุปสรรคขวางรัก (ที่คู่เลิฟมักเจอ)
ความรักเป็นสิ่งท้าท้าย ย่อมมีอุปสรรคทดสอบรักเป็นธรรมดา อุปสรรคขวางรัก ที่คู่เลิฟมักเจอ :0
อันว่าความรักเนี่ยมักได้ยิน "คนที่รักเป็น" พูดให้ฟังอยู่เรื่อยว่า ถ้าหากรักใครแล้วก็อย่าทำเป็นเงียบหรือนิ่งเฉย หรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เชียว ทางที่ดีคุณควรจะบอกถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อ "คนที่คุณรัก" หรือไป "แอบรัก" เค้าซะเลยจะดีกว่า ขืนเก็บงำความรักเอาไว้ระวังจะอึดอัดหาวเรอเอานะเออ ซึ่งถ้าบอกไปแล้ว หากโชคดีบางทีคำว่ารักอาจเป็นคำที่จุดชนวนความคิดให้เค้าทบทวนใจตัวเองก็ได้ ว่ารักคุณรึเปล่า? ซึ่งหากใจตรงกันพอดี๊พอดีละก็ แฮปปี้ เอนดิ้งสิจ๊ะงานนี้
แต่ ถ้าเผื่อเค้าไม่ได้รักคุณแบบชนิดที่จะคว้ามาเป็นแฟน และเค้าบอกออกมาตรงๆ เพราะไม่อยากหลอกให้คุณหลงละเมอ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เพราะไม่มีใครประสบความสำเร็จในความรักเสมอไปหรอก ซึ่งหากเค้าไม่รักตอบก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะเกลียดคุณซะหน่อย ตรงข้าม เค้าอาจรู้สึกขอบคุณคุณอยู่ก็ได้ที่มอบความรู้สึกดี ๆ ให้ แล้วหลังจากนั้นก็ยังเป็นเพื่อนต่อไปได้
เพราะมีคนมารักนั้นดีกว่ามีคนเกลียดนี่หว่า แล้วทำไมจะไม่ชอบล่ะ!
พูดถึงเรื่องรักๆเลิฟๆแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ความรักแต่ละครั้งของคนเรานั้นไม่ได้สมูท แอส ซิลค์ (ราบรื่น) เสมอไปอ่ะ ก็ดูจากตัวอย่างที่ยกมาให้ฟังข้างต้นก็ได้ คือถ้าไปรักคนที่เค้าไม่รักเรา แม้สุดท้ายจะเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ แต่ก็ทำให้ "ฝ่ายที่ไปรัก" รู้สึกผิดหวัง เพราะไม่ สมหวังในรักนั่นเอง ดังนั้น นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้ รู้ว่า หากมีรักก็อย่าลืมคำว่าเสียใจนะฮ้า
และสัปดาห์นี้ก็ไม่อยากพูดเรื่องที่ทำให้โซแซด (เสียใจ) กันหรอก เพราะอยากชวนคุยถึงอุปสรรคที่ขัดขวางความรักต่างหากล่ะ เอ้าโห...บางคู่กว่าจะฝ่าฝัน...เอ๊ยฝ่าฟันมารักและมาคบกันได้นี่ มันไม่ใช่เรื่องหมูๆนะเฟ้ย เพราะบางทีอาจมีอะไรบางอย่างมาขวางทางรักอยู่ก็ได้ เช่น...
1. สมาชิกในครอบครัวของเค้าไม่เห็นด้วยกับรักของเรา
อ้าว ๆ ขืนเป็นงี้แล้วคุณกะเค้าจะรักกันต่อไปได้รึ ในเมื่อดั๊น...ดันมีสมาชิกในครอบครัวของเค้าไม่เห็นด้วยกับการที่เค้ากับคุณ จะมาจับคู่ชูรสชูรักกันน่ะซี
กระนั้นต้องดูว่าสมาชิกในครอบครัวของเค้าที่ไม่เห็นด้วยกับรักของเรานั้นคือใครกันล่ะ?
ถ้าคนที่ไม่เห็นด้วยเป็นพี่, ป้า, น้า, อา หรือน้องของเค้าก็ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะหากใครคนใดคนหนึ่งในที่นี้ "ไม่เห็นด้วย" กับเค้าที่มารักกะคุณ ก็ยังพอปรับความเข้าใจกันได้
แต่หากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเป็นพ่อแม่ ของเค้าดิ โอ๊ยโหยว...งานนี้คงหินมากๆ ที่จะฝ่าด่านอรหันต์แฮะ ทว่าอย่าเพิ่งใจแป้ว หรือตีโพยตีพายว่า สงสัยคงจะไม่ได้เป็นสะใภ้ของบ้านนี้แหงเลย...ก็ขอให้คุณใจเย็นๆไว้ก่อน เพราะถ้าผู้ใหญ่ของฝ่ายเค้าไม่เห็นด้วยกับ "รักคราวนี้" ก็แสดงว่าท่านย่อมมีเหตุผลแน่นอน ดังนั้น คุณควรหาสาเหตุให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไรล่ะที่ทำให้ท่านไม่ยอมรับ "รักของเรา"?
แบบว่าเป็นเพราะท่านยังไม่รู้จักคุณดีพอรึเปล่า ถึงไม่อยากให้พวกคุณคบกัน? ซึ่งหากเป็นงี้ เห็นทีคุณคงต้องกล้าเข้าหาพ่อแม่ของเค้าบ่อยๆแล้วล่ะ จะได้ไปเปิดตัวเปิดใจทำความรู้จัก มักจี่กับทางผู้ใหญ่ของแฟนให้แน่นแฟ้นกันซะเลย ก็ไหนๆไปรักกะลูกเค้าแล้วนี่หว่า หรือถ้าหากเกิดจากกรณีที่ท่านไม่ชอบคุณ เพราะเผอิญได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ว่าคุณไม่ดีอย่างโง้น อย่างงี้ละก็ ขอแนะจ้ะว่า แบบนี้คุณยิ่งควรเข้าหาผู้ใหญ่ของเค้ามากยิ่งขึ้น
เพื่อ ท่านจะได้ทราบไงว่า ไอ้ข่าวลือหรือข่าวลวงที่กล่าวหาว่าคุณเป็นคนไม่ดีนั่นน่ะ มันเป็นเพียงข่าวโคมลอยไม่ใช่เรื่องจริงซะหน่อย แต่ คุณถูกใส่ร้าย...ฮือๆ ไม่ย้อมไม่ยอม
แต่เอ่อ ถ้าเผื่อเป็นเรื่องจริงขึ้นมาละก็ งั้นตัวใครตัวมันละกันนะน้อง เพราะท่านผู้ใหญ่น่ะเค้าดูคนเป็น และดูออกนะยะว่าใครดีหรือใครไม่ดี เอ้าถ้าดีจริงท่านก็ไม่ขัดขวางนานนักร้อก ส่วนใหญ่มักจะตามใจลูกหลานมากกว่า ประมาณลูกรักใครพ่อแม่ก็รักด้วยไงเล่า
2. โดนมือที่ 3 เข้าแทรกแซง
คน เราบางคนนี่ก็แปลกนะ แทนที่จะไปรักไปชอบกับคนโสดซิงๆ กลับไม่หรอก เพราะชอบหาเหยื่อที่เป็นคนมีเจ้าของแล้ว แบบว่าไปแย่งเค้ามาเป็นแฟนอีกทีมากกว่า เออ...พวกนี้มันบ้าหรือเป็นโรคจิตกันแน่ก็ไม่รู้ ถึงได้ชอบไปตื๊อคนมีแฟนแล้วเพื่อให้ มาเป็นแฟนของตัวอย่างหน้าด้านๆได้อย่างเลือดเย็น ซึ่งหากคู่ไหนเจอกรณีถูกมือที่ 3 เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยละก็ ขอให้ใจคอของคู่รักแต่ละคนไม่วอกแวก วอแว หรือเอนเอียงจนเผลอใจไปให้กับไอ้พวกที่พยายามเข้ามาเป็นมือที่ 3 ก็ละกัน
3. ถูกพวกยุให้รำตำให้รั่วกลั่นแกล้ง
พวก ที่มีพฤติกรรมแบบนี้สงสัยจะอิจฉาในความรักอันดูดดื่มและดื่มด่ำของคู่รัก อย่างคุณและเค้าละมั้ง ถึงได้หาวิธีทุกวิถีทางกีดกันไม่ให้รักของคุณอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นไงล่ะ
อย่างไรก็ตาม คิดว่าคู่รักส่วนใหญ่คงรู้นะว่า ใครคนไหนที่ปากพร่อยชอบปล่อยลมปากเหม็นๆ มายั่วยุให้คู่ของคุณผิดใจซึ่งกันและกัน เพราะดูไม่ยากหรอกไอ้คนแบบนี้น่ะ เนื่องจากมันไม่เคยมีความจริงใจกับพวกคุณเลยน่ะซี แหม...แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว จึงอย่าไปเชื่อถือไอ้พวกนี้ละกันนะ
4. แล้วนิสัยของคู่รักแต่ละคนล่ะเข้ากันได้อ่ะเปล่า
คู่รักที่แตกแยกกันบางคู่นี่นะ บางทีก็ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากบุคคลภายนอกหรอก แต่เป็นเพราะพฤติกรรมและนิสัยใจคอของพวกเค้านี่แหละที่ทำให้ ต้องล่มเรือรักมานักต่อนักแล้ว
อย่างบางคนงี้ชอบโกหกแฟนจัง ยิ่งถ้าเป็นคนเจ้าชู้ด้วยแล้ว...โอ๊ยตัวดีเลย เพราะจะชอบมุสากับแฟนบ่อย ซึ่งนิสัยราวๆนี้แหละที่ไม่มีใครอยากเป็นแฟนด้วย ใครว่ะชอบให้แฟนโกหก...ฮ้า!
เมอร์ลิน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ # ร้อยแปดพันเก้า เมอร์ลิน # วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2553
อันว่าความรักเนี่ยมักได้ยิน "คนที่รักเป็น" พูดให้ฟังอยู่เรื่อยว่า ถ้าหากรักใครแล้วก็อย่าทำเป็นเงียบหรือนิ่งเฉย หรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เชียว ทางที่ดีคุณควรจะบอกถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อ "คนที่คุณรัก" หรือไป "แอบรัก" เค้าซะเลยจะดีกว่า ขืนเก็บงำความรักเอาไว้ระวังจะอึดอัดหาวเรอเอานะเออ ซึ่งถ้าบอกไปแล้ว หากโชคดีบางทีคำว่ารักอาจเป็นคำที่จุดชนวนความคิดให้เค้าทบทวนใจตัวเองก็ได้ ว่ารักคุณรึเปล่า? ซึ่งหากใจตรงกันพอดี๊พอดีละก็ แฮปปี้ เอนดิ้งสิจ๊ะงานนี้
แต่ ถ้าเผื่อเค้าไม่ได้รักคุณแบบชนิดที่จะคว้ามาเป็นแฟน และเค้าบอกออกมาตรงๆ เพราะไม่อยากหลอกให้คุณหลงละเมอ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เพราะไม่มีใครประสบความสำเร็จในความรักเสมอไปหรอก ซึ่งหากเค้าไม่รักตอบก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะเกลียดคุณซะหน่อย ตรงข้าม เค้าอาจรู้สึกขอบคุณคุณอยู่ก็ได้ที่มอบความรู้สึกดี ๆ ให้ แล้วหลังจากนั้นก็ยังเป็นเพื่อนต่อไปได้
เพราะมีคนมารักนั้นดีกว่ามีคนเกลียดนี่หว่า แล้วทำไมจะไม่ชอบล่ะ!
พูดถึงเรื่องรักๆเลิฟๆแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ความรักแต่ละครั้งของคนเรานั้นไม่ได้สมูท แอส ซิลค์ (ราบรื่น) เสมอไปอ่ะ ก็ดูจากตัวอย่างที่ยกมาให้ฟังข้างต้นก็ได้ คือถ้าไปรักคนที่เค้าไม่รักเรา แม้สุดท้ายจะเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ แต่ก็ทำให้ "ฝ่ายที่ไปรัก" รู้สึกผิดหวัง เพราะไม่ สมหวังในรักนั่นเอง ดังนั้น นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้ รู้ว่า หากมีรักก็อย่าลืมคำว่าเสียใจนะฮ้า
และสัปดาห์นี้ก็ไม่อยากพูดเรื่องที่ทำให้โซแซด (เสียใจ) กันหรอก เพราะอยากชวนคุยถึงอุปสรรคที่ขัดขวางความรักต่างหากล่ะ เอ้าโห...บางคู่กว่าจะฝ่าฝัน...เอ๊ยฝ่าฟันมารักและมาคบกันได้นี่ มันไม่ใช่เรื่องหมูๆนะเฟ้ย เพราะบางทีอาจมีอะไรบางอย่างมาขวางทางรักอยู่ก็ได้ เช่น...
1. สมาชิกในครอบครัวของเค้าไม่เห็นด้วยกับรักของเรา
อ้าว ๆ ขืนเป็นงี้แล้วคุณกะเค้าจะรักกันต่อไปได้รึ ในเมื่อดั๊น...ดันมีสมาชิกในครอบครัวของเค้าไม่เห็นด้วยกับการที่เค้ากับคุณ จะมาจับคู่ชูรสชูรักกันน่ะซี
กระนั้นต้องดูว่าสมาชิกในครอบครัวของเค้าที่ไม่เห็นด้วยกับรักของเรานั้นคือใครกันล่ะ?
ถ้าคนที่ไม่เห็นด้วยเป็นพี่, ป้า, น้า, อา หรือน้องของเค้าก็ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะหากใครคนใดคนหนึ่งในที่นี้ "ไม่เห็นด้วย" กับเค้าที่มารักกะคุณ ก็ยังพอปรับความเข้าใจกันได้
แต่หากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเป็นพ่อแม่ ของเค้าดิ โอ๊ยโหยว...งานนี้คงหินมากๆ ที่จะฝ่าด่านอรหันต์แฮะ ทว่าอย่าเพิ่งใจแป้ว หรือตีโพยตีพายว่า สงสัยคงจะไม่ได้เป็นสะใภ้ของบ้านนี้แหงเลย...ก็ขอให้คุณใจเย็นๆไว้ก่อน เพราะถ้าผู้ใหญ่ของฝ่ายเค้าไม่เห็นด้วยกับ "รักคราวนี้" ก็แสดงว่าท่านย่อมมีเหตุผลแน่นอน ดังนั้น คุณควรหาสาเหตุให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไรล่ะที่ทำให้ท่านไม่ยอมรับ "รักของเรา"?
แบบว่าเป็นเพราะท่านยังไม่รู้จักคุณดีพอรึเปล่า ถึงไม่อยากให้พวกคุณคบกัน? ซึ่งหากเป็นงี้ เห็นทีคุณคงต้องกล้าเข้าหาพ่อแม่ของเค้าบ่อยๆแล้วล่ะ จะได้ไปเปิดตัวเปิดใจทำความรู้จัก มักจี่กับทางผู้ใหญ่ของแฟนให้แน่นแฟ้นกันซะเลย ก็ไหนๆไปรักกะลูกเค้าแล้วนี่หว่า หรือถ้าหากเกิดจากกรณีที่ท่านไม่ชอบคุณ เพราะเผอิญได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ว่าคุณไม่ดีอย่างโง้น อย่างงี้ละก็ ขอแนะจ้ะว่า แบบนี้คุณยิ่งควรเข้าหาผู้ใหญ่ของเค้ามากยิ่งขึ้น
เพื่อ ท่านจะได้ทราบไงว่า ไอ้ข่าวลือหรือข่าวลวงที่กล่าวหาว่าคุณเป็นคนไม่ดีนั่นน่ะ มันเป็นเพียงข่าวโคมลอยไม่ใช่เรื่องจริงซะหน่อย แต่ คุณถูกใส่ร้าย...ฮือๆ ไม่ย้อมไม่ยอม
แต่เอ่อ ถ้าเผื่อเป็นเรื่องจริงขึ้นมาละก็ งั้นตัวใครตัวมันละกันนะน้อง เพราะท่านผู้ใหญ่น่ะเค้าดูคนเป็น และดูออกนะยะว่าใครดีหรือใครไม่ดี เอ้าถ้าดีจริงท่านก็ไม่ขัดขวางนานนักร้อก ส่วนใหญ่มักจะตามใจลูกหลานมากกว่า ประมาณลูกรักใครพ่อแม่ก็รักด้วยไงเล่า
2. โดนมือที่ 3 เข้าแทรกแซง
คน เราบางคนนี่ก็แปลกนะ แทนที่จะไปรักไปชอบกับคนโสดซิงๆ กลับไม่หรอก เพราะชอบหาเหยื่อที่เป็นคนมีเจ้าของแล้ว แบบว่าไปแย่งเค้ามาเป็นแฟนอีกทีมากกว่า เออ...พวกนี้มันบ้าหรือเป็นโรคจิตกันแน่ก็ไม่รู้ ถึงได้ชอบไปตื๊อคนมีแฟนแล้วเพื่อให้ มาเป็นแฟนของตัวอย่างหน้าด้านๆได้อย่างเลือดเย็น ซึ่งหากคู่ไหนเจอกรณีถูกมือที่ 3 เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยละก็ ขอให้ใจคอของคู่รักแต่ละคนไม่วอกแวก วอแว หรือเอนเอียงจนเผลอใจไปให้กับไอ้พวกที่พยายามเข้ามาเป็นมือที่ 3 ก็ละกัน
3. ถูกพวกยุให้รำตำให้รั่วกลั่นแกล้ง
พวก ที่มีพฤติกรรมแบบนี้สงสัยจะอิจฉาในความรักอันดูดดื่มและดื่มด่ำของคู่รัก อย่างคุณและเค้าละมั้ง ถึงได้หาวิธีทุกวิถีทางกีดกันไม่ให้รักของคุณอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นไงล่ะ
อย่างไรก็ตาม คิดว่าคู่รักส่วนใหญ่คงรู้นะว่า ใครคนไหนที่ปากพร่อยชอบปล่อยลมปากเหม็นๆ มายั่วยุให้คู่ของคุณผิดใจซึ่งกันและกัน เพราะดูไม่ยากหรอกไอ้คนแบบนี้น่ะ เนื่องจากมันไม่เคยมีความจริงใจกับพวกคุณเลยน่ะซี แหม...แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว จึงอย่าไปเชื่อถือไอ้พวกนี้ละกันนะ
4. แล้วนิสัยของคู่รักแต่ละคนล่ะเข้ากันได้อ่ะเปล่า
คู่รักที่แตกแยกกันบางคู่นี่นะ บางทีก็ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากบุคคลภายนอกหรอก แต่เป็นเพราะพฤติกรรมและนิสัยใจคอของพวกเค้านี่แหละที่ทำให้ ต้องล่มเรือรักมานักต่อนักแล้ว
อย่างบางคนงี้ชอบโกหกแฟนจัง ยิ่งถ้าเป็นคนเจ้าชู้ด้วยแล้ว...โอ๊ยตัวดีเลย เพราะจะชอบมุสากับแฟนบ่อย ซึ่งนิสัยราวๆนี้แหละที่ไม่มีใครอยากเป็นแฟนด้วย ใครว่ะชอบให้แฟนโกหก...ฮ้า!
เมอร์ลิน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ # ร้อยแปดพันเก้า เมอร์ลิน # วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2553
Saturday, November 6, 2010
The River Kwai Bridge สะพานข้ามแม่น้ำแคว
งานวิศวกรรมที่เจ๋งที่สุดมีมากมาย ในประเทศไทยมีผลงานทางวิศวกรรมโยธาที่ยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 "World War II (WWII)" โดยทหารพันธมิตร ถูกใช้เป็นทาส (slaves) ในการก่อสร้างสะพาน ที่เรียกว่า สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานนี้เป็นสะพานเหล็กที่มีฐานเป็น Roller supports พวกเขาตั้งใจจะสร้างสะพา่นนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งระหว่างการก่อสร้าง ฝ่ายพันธมิตรก็พยายามที่จะทำลายสะพานนี้ แต่สะพานก็รอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด เราจึงได้เห็นอย่างทุกวันนี้ ระยะทางก่อสร้างทางรถไฟทั้งหมดมีความยาวถึง 260 ไมล์ (416 km) มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากในระหว่างการก่อสร้าง
ªªª Bridge on River Kwai: Documentary ªªª
ªªª Documentary account of the infamous story of ªªª
ªªª the greatest engineering project of WWII. ªªª
ªªª The Japanese used Allied (British) POWs as slaves ªªª
ªªª to construct a 260 mile railway.
British POWs in Burma are employed by the Japanese to build a bridge; meanwhile, British agents seek to destroy it. After surrendering his unit to the Japanese. Colonel Nicholson demands his men behave by the book, and refuses to cooperate with the equally dutiful Japanese commander. When the Japapese insist that the POWs build a bridge, they decide to build the best one possible, thereby restoring morale. But after one of the men escapes to Australia and lets the British commander there know of the operation, he is sent back to the jungle to destroy the tactically-crucial bridge that his comrades are desperately trying to complete.
ªªª Bridge on River Kwai: Documentary ªªª
ªªª Documentary account of the infamous story of ªªª
ªªª the greatest engineering project of WWII. ªªª
ªªª The Japanese used Allied (British) POWs as slaves ªªª
ªªª to construct a 260 mile railway.
British POWs in Burma are employed by the Japanese to build a bridge; meanwhile, British agents seek to destroy it. After surrendering his unit to the Japanese. Colonel Nicholson demands his men behave by the book, and refuses to cooperate with the equally dutiful Japanese commander. When the Japapese insist that the POWs build a bridge, they decide to build the best one possible, thereby restoring morale. But after one of the men escapes to Australia and lets the British commander there know of the operation, he is sent back to the jungle to destroy the tactically-crucial bridge that his comrades are desperately trying to complete.
Wednesday, November 3, 2010
ธุรกิจ"ไก่ตาแตก" เสรีอาเซียน
เกษตรกร 100% ไม่รู้จัก ชี้เอสเอ็มอีแข่งลำบาก
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหา วิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ 500 รายใน 11 กลุ่มธุรกิจ เกี่ยวกับความพร้อมและความเข้าใจต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า มีผู้ประกอบการเข้าใจเออีซีในปี 53 เพิ่มขึ้นจากปี 52 เพียงเล็กน้อย 5.1% และที่สำคัญภาคเกษตรกรยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจเออีซีถึง 100% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไม่เข้าใจ 82.9% ภาคบริการไม่เข้าใจ 74.8%
ทั้งนี้ประเด็นที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ไม่เข้าใจ 3 อันดับ แรกได้แก่ การเปิดเสรีภาคบริการ มาตรฐานสินค้าร่วมของอาเซียน และกรอบการลดอัตราภาษีศุลกากรหรือการเปิดเสรีการค้าสินค้า ขณะที่ประเด็นผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่เข้าใจ ได้ แก่ การเปิดเสรีภาคบริการ กรอบการลดอัตรา ภาษีศุลกากรหรือการเปิดเสรีการค้าสินค้า และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ทำให้หลังจากนี้ รัฐต้องเร่งประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ไทย พร้อมแข่งขันเออีซีโดยสมบูรณ์ในปี 58
“ความเห็นต่อประโยชน์การเข้าเป็นเออีซีต่อธุรกิจไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 59.4% คิดว่าจะได้ประโยชน์ ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ 72.8% เห็นว่าจะได้ประโยชน์เช่นกัน แต่จากสัดส่วนธุรกิจที่เข้าใจเออีซีช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 5.1% ยังถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะหากในปี 58 สัดส่วนผู้เข้าใจเออีซีไม่เพิ่มขึ้นถึง 50% เป็นสัญญาณว่าธุรกิจไทยจะแข่งขันไม่ได้”
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐต้องเร่งดำเนินการในลำดับแรกคือ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ข้อดีข้อเสีย กำหนดแผนงานและนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นด้านการเมือง จัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น ปรับโครงสร้างการศึกษาให้มีศักยภาพ เร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และพัฒนาทักษะแรงงานและทักษะด้านภาษา
ด้านศักยภาพบุคลากรระดับปฏิบัติการ เอสเอ็มอีพร้อม 42.1% ไม่พร้อม 57.9% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อม 74.1% ไม่พร้อม 25.9% ปัจจัยที่ไม่พร้อมได้แก่ บุคลากรขาดความชำนาญ ขาดทักษะด้านภาษา บุคลากรขาดความอดทน เปลี่ยนงานบ่อย ด้านต้นทุนการผลิตและบริการต่อหน่วย เอสเอ็มอีพร้อม 33.3% ไม่พร้อม 66.7% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่พร้อม 66.8% ไม่พร้อม 33.2% ปัจจัยที่ไม่พร้อมได้แก่ ต้นทุนสูงจากราคาวัตถุดิบสูง อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันผันผวนควบคุมต้นทุนยาก
ส่วนการส่งเสริมของภาครัฐในการใช้ประโยชน์จากการมีเออีซี เอสเอ็มอี พร้อม 36.5% ไม่พร้อม 63.4% ธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อม 63.4% ไม่พร้อม 42.1% ปัจจัยที่ไม่พร้อม เพราะรัฐมีความพร้อมด้านพิธีการศุลกา กร วิชาการ การส่งเสริมของภาครัฐทำให้ธุรกิจสามารถขยายฐานการผลิต และบริการจำกัด
นายอัทธ์กล่าวอีกว่า จุดแข็งที่ทำให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ ด้านระดับการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและการบริหารจัดการ เอสเอ็มอีพร้อม 53.4% ไม่พร้อม 46.6% ธุรกิจขนาดใหญ่พร้อม 75.4% ไม่พร้อม 24.6% ด้านคุณภาพสินค้าและบริการ เอสเอ็มอีพร้อม 75% ไม่พร้อม 25% ผู้ประกอบการขนาดใหญ่พร้อม 85.8% ไม่พร้อม 14.2% ปัจจัยที่มีความพร้อม สินค้ามีคุณภาพตรงความต้องการของลูกค้า ระบบตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวด และได้มาตรฐานระดับสากลซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
ที่มา: ธุรกิจ ไก่ตาแตก เสรีอาเซียน เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 03 พฤศจิกายน 2553
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหา วิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ 500 รายใน 11 กลุ่มธุรกิจ เกี่ยวกับความพร้อมและความเข้าใจต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า มีผู้ประกอบการเข้าใจเออีซีในปี 53 เพิ่มขึ้นจากปี 52 เพียงเล็กน้อย 5.1% และที่สำคัญภาคเกษตรกรยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจเออีซีถึง 100% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไม่เข้าใจ 82.9% ภาคบริการไม่เข้าใจ 74.8%
ทั้งนี้ประเด็นที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ไม่เข้าใจ 3 อันดับ แรกได้แก่ การเปิดเสรีภาคบริการ มาตรฐานสินค้าร่วมของอาเซียน และกรอบการลดอัตราภาษีศุลกากรหรือการเปิดเสรีการค้าสินค้า ขณะที่ประเด็นผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่เข้าใจ ได้ แก่ การเปิดเสรีภาคบริการ กรอบการลดอัตรา ภาษีศุลกากรหรือการเปิดเสรีการค้าสินค้า และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ทำให้หลังจากนี้ รัฐต้องเร่งประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ไทย พร้อมแข่งขันเออีซีโดยสมบูรณ์ในปี 58
“ความเห็นต่อประโยชน์การเข้าเป็นเออีซีต่อธุรกิจไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 59.4% คิดว่าจะได้ประโยชน์ ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ 72.8% เห็นว่าจะได้ประโยชน์เช่นกัน แต่จากสัดส่วนธุรกิจที่เข้าใจเออีซีช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 5.1% ยังถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะหากในปี 58 สัดส่วนผู้เข้าใจเออีซีไม่เพิ่มขึ้นถึง 50% เป็นสัญญาณว่าธุรกิจไทยจะแข่งขันไม่ได้”
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐต้องเร่งดำเนินการในลำดับแรกคือ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ข้อดีข้อเสีย กำหนดแผนงานและนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นด้านการเมือง จัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น ปรับโครงสร้างการศึกษาให้มีศักยภาพ เร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และพัฒนาทักษะแรงงานและทักษะด้านภาษา
นายอัทธ์กล่าวต่อว่า ภาพรวมการแข่งขันพบว่า เอสเอ็มอีมีความพร้อมแข่งขัน 59.4% ไม่พร้อม 40.6% ด้านเงินทุนเอสเอ็มอีมีความพร้อม 41.6% ไม่พร้อม 58.4% ส่วนด้านการแข่งขันของธุรกิจขนาดใหญ่มีความพร้อม 72.8% ไม่พร้อม 27.2% ด้านเงินทุนพร้อม79% ไม่พร้อม 21% ปัจจัยที่ทำให้ไม่พร้อมได้แก่ ธุรกิจมีทุนจำกัด เข้าถึงเงินทุนยาก อัตราดอกเบี้ยสูง ด้านศักยภาพของบุคลากรระดับบริหารกลุ่มเอสเอ็มอีพร้อม 67.1% ไม่พร้อม 32.9% กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่พร้อม 78.6% ไม่พร้อม 21.4% สาเหตุที่ทำให้ไม่พร้อมได้แก่ บุคลากรด้านบริหาร มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยขาดทักษะภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีนและภาษาในประเทศอาเซียน การบริหารงานเป็นแบบครอบครัว
ด้านศักยภาพบุคลากรระดับปฏิบัติการ เอสเอ็มอีพร้อม 42.1% ไม่พร้อม 57.9% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อม 74.1% ไม่พร้อม 25.9% ปัจจัยที่ไม่พร้อมได้แก่ บุคลากรขาดความชำนาญ ขาดทักษะด้านภาษา บุคลากรขาดความอดทน เปลี่ยนงานบ่อย ด้านต้นทุนการผลิตและบริการต่อหน่วย เอสเอ็มอีพร้อม 33.3% ไม่พร้อม 66.7% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่พร้อม 66.8% ไม่พร้อม 33.2% ปัจจัยที่ไม่พร้อมได้แก่ ต้นทุนสูงจากราคาวัตถุดิบสูง อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันผันผวนควบคุมต้นทุนยาก
ส่วนการส่งเสริมของภาครัฐในการใช้ประโยชน์จากการมีเออีซี เอสเอ็มอี พร้อม 36.5% ไม่พร้อม 63.4% ธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อม 63.4% ไม่พร้อม 42.1% ปัจจัยที่ไม่พร้อม เพราะรัฐมีความพร้อมด้านพิธีการศุลกา กร วิชาการ การส่งเสริมของภาครัฐทำให้ธุรกิจสามารถขยายฐานการผลิต และบริการจำกัด
นายอัทธ์กล่าวอีกว่า จุดแข็งที่ทำให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ ด้านระดับการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและการบริหารจัดการ เอสเอ็มอีพร้อม 53.4% ไม่พร้อม 46.6% ธุรกิจขนาดใหญ่พร้อม 75.4% ไม่พร้อม 24.6% ด้านคุณภาพสินค้าและบริการ เอสเอ็มอีพร้อม 75% ไม่พร้อม 25% ผู้ประกอบการขนาดใหญ่พร้อม 85.8% ไม่พร้อม 14.2% ปัจจัยที่มีความพร้อม สินค้ามีคุณภาพตรงความต้องการของลูกค้า ระบบตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวด และได้มาตรฐานระดับสากลซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
ด้านบริหารจัดการ เอสเอ็มอี พร้อม 65.8% ไม่พร้อม 34.2% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อม 81.4% ไม่พร้อม 18.6% ปัจจัยที่ทำให้พร้อมได้แก่ ธุรกิจได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ไอเอสโอ การอบรมพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารจัดการสม่ำเสมอ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของประเทศเอสเอ็มอี พร้อม 73.8% ไม่พร้อม 26.2% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อม 86.8% ไม่พร้อม 13.2% ปัจจัยที่ทำให้พร้อมได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานมีความสะดวกและเชื่อมต่อกัน ระบบไฟฟ้า ประปา มีความพร้อม มีศูนย์กลาง กระจายสินค้าที่มีมาตรฐาน รัฐมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
ที่มา: ธุรกิจ ไก่ตาแตก เสรีอาเซียน เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 03 พฤศจิกายน 2553
"หาดใหญ่" วิปโยคแสนชีวิตติดเกาะ
"ในหลวง-ราชินี" พระราชทาน 5 ล้าน ซับน้ำตาราษฎร รับสั่งนำเครื่องอุปโภค-บริโภคจากท้องพระคลังช่วย "หาดใหญ่" วิปโยคท่วมหนักสุดในรอบ 22 ปี
วานนี้ (2 พ.ย.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 5,000,000 บาท เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำไปจัดซื้อไฟฉาย น้ำดื่มสะอาด และเครื่องอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่จำเป็น มอบให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ
พ.อ.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการพระราชดำริ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.อ.ไพศาล หนูสังข์ ผบ.กรมทหารพรานที่ 46 ได้ร่วมอำนวยการในการเบิกเครื่องอุปโภคและบริโภคจากท้องพระคลังของพระตำหนัก ทักษิณราชนิเวศน์ โดยให้กำลังพลจากกรมทหารพรานที่ 46 พร้อมด้วยกำลังพลจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ศิลปาชีพ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ นำเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้งรวมทั้งผลไม้ และเครื่องนุ่งห่มมาบรรจุเป็นถุง 5,000 ชุด เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งจะได้กระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสตูล
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะได้นำถุงยังชีพพระราชทานทั้งหมดลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นำไปหย่อนตามจุดที่ประชาชนต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมอย่างหนักเป็นการเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประมาณกว่า 3 แสนคนแล้ว
"หาดใหญ่" จมบาดาล 3 เมตร
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยที่ จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่มีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไหลท่วมพื้นที่ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในเขตเศรษฐกิจถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 ถึง 3 ถนนเสน่หานุสรณ์ ถนนศรีภูมนารถ และถนนรัถการ น้ำท่วมสูงตั้ง แต่ 1-3 เมตร โดยน้ำได้ทะลักจากขอบคลองอู่ตะเภา และคลองต่าง ๆ เข้ามาอย่างรวดเร็วจนประประชนตั้งตัวไม่ทัน ไม่สามารถขนข้าวของออกมาได้ ต่างพากันหนีไปบนชั้นสอง บางจุดที่น้ำท่วมสูงต้องปีนขึ้นหลังคาเพื่อเอาชีวิตรอด หลังเกิดเหตุมีการตัดกระแสไฟฟ้า และสัญญาณโทรศัพท์ จึงทำให้ตัวเมืองหาดใหญ่ถูกตัดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ด้าน นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน เช่นสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ อบต.เทศบาล อบจ. และทางจังหวัด ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว
100,000 ชีวิตรอช่วยเหลือ
ด้าน นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีผู้ที่ยังหนีออกจากบ้านไม่ได้และติดอยู่ในกระแสน้ำเกือบ 40,000 คน ผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่า 100,000 คนปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การขาดแคลนเรือท้องแบน น้ำดื่ม อาหารการกิน การติดต่อสื่อสารพื้นฐานและโทรศัพท์มือถือถูกตัดขาด มีผู้ที่ติดอยู่ในบ้านซึ่งน้ำสูงถึงชั้น 2 มีผู้ติดอยู่บนหลังคาบ้านจำนวนหลายร้อยราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจช่วยผู้ที่เห็นว่าอยู่ในโซนอันตรายก่อน สำหรับชุมชนที่เป็นโซนอันตรายที่สุดขณะนี้ คือชุมชนโคกสมานคุณ ชุมชนรัตนอุทิศ ชุมชนทุ่งเสา ซึ่งอยู่ในที่ลุ่มต่ำ
ขนคนไข้ขึ้นเอลิคอปเตอร์หนีน้ำ
นพ.สุรชัย ล้ำเลิศเกียรติกุล รักษาการ ผอ.รพ.ศูนย์หาดใหญ่ เปิดเผยว่า น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมโรงพยาบาลซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมาก จึงต้องประกาศปิดโรงพยาบาลและอพยพคนไข้บางส่วนไปยัง รพ.มอ. โดยโรงพยาบาลสามารถรับส่งน้ำและอาหารได้ทางดาดฟ้า ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เส้นทางเดียวเท่านั้น
ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยทางภาคใต้ พบว่าโรงพยาบาลที่เข้าขั้นวิกฤติมี 3 แห่ง คือ รพ.ศูนย์หาดใหญ่ รพ.สะเดา และ รพ.สมเด็จฯ นาทวี โดย รพ.ศูนย์หาดใหญ่ ที่มีผู้ป่วยนอนรักษา 559 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 70 ราย ล่าสุด ทางโรงพยาบาลได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ ส่งต่อผู้ป่วยหนัก 8 รายไปรักษาที่ รพ.สงขลานครินทร์ หาดใหญ่
12 ชั่วโมงวิกฤติไร้มือช่วย
ขณะเดียวกัน กระแสน้ำยังไหลบ่าเข้าท่วมสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ที่ทำการเทศบาลนครหาดใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนมาก ที่ต่างร้องขออาหารและน้ำดื่ม โดยนับแต่เกิดเหตุน้ำท่วมเฉียบพลันเป็นเวลากว่า 12 ชั่วโมง ทางเทศบาลฯ และจังหวัดสงขลา ยังไม่สามารถตั้งกองบัญชาการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเป็นทางการ มีเพียงศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเท่านั้น ที่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ตั้งอยู่ไกลถึงสนามบินหาดใหญ่ และมีหมายเลขโทรศัพท์เพียงเลขหมายเดียว
นอกจากนี้ยังมีประชาชน นักท่องเที่ยวนับ 1,000 คน ติดอยู่ในโรงแรมต่าง ๆ กว่า 30 แห่ง ได้รับความเดือดร้อน ขาดแคลนอาหาร นำดื่ม และไม่มีไฟฟ้าใช้ มือถือไร้สัญญาณ โดยผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ต่างได้รับความเดือดร้อน เพราะโทรศัพท์มือถือใช้ไม้ได้ เนื่องจากเครือข่ายล่มและไร้ไฟฟ้าชาร์จแบตเตอรี่
โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวชี้แจงปัญหาโทรศัพท์มือถือถูกตัดขาดว่า เป็นเพราะเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เสียหาย 80 เสา จากเดิมที่มีอยู่ 200 เสา สาเหตุเป็นเพราะเครื่องปั่นไฟของเสาส่งสัญญาณฯ ชำรุด ได้สั่งการแก้ไขด้วยการส่งรถดาวเทียมเคลื่อนที่ของ บมจ.ทีโอที ไปเชื่อมต่อสัญญาณแล้ว คาดว่าในค่ำวันเดียวกันนี้ การสื่อสารจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ส่วนพระสงฆ์ตามวัดต่าง ๆ ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เช่น วัดคลองเรียน วัดหงส์ประดิษฐาราม วัดโคกสมานคุณ ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเพราะน้ำท่วมสูง ไม่สามารถบิณฑบาตได้ ส่วนที่โรงเรียนมัธยมหาดใหญ่พิทยาคาร ต.ควนลัง ได้มีนักเรียนกว่า 400 คน ติดอยู่ชั้น 2 ของตัวอาคาร ขาดน้ำดื่มและอาหารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยและคนแก่ติดอยู่ในบ้านพักหมู่ที่ 1 ต.คลองแห 4 คน โดยมีรายงานว่า มีผู้จมน้ำเสียชีวิต 1 ราย ขณะพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย
โวยชะล่าใจรับมือน้ำท่วม
อย่างไรก็ตามพบว่าปริมาณฝนตกในพื้นที่ จ.สงขลา ลดน้อยลง แต่น้ำจาก อ.สะเดา อ.นาหม่อม ได้ไหลเข้าสู่ อ.หาดใหญ่ มากขึ้น ทำให้น้ำท่วมในอำเภอรอบนอกลดน้อยลง แต่น้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ กลับเพิ่มสูงขึ้น สร้างความเดือนร้อน และวิตกกังวลให้กับผู้ประสบภัยเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้มีรายงานว่าประชาชนในพื้นที่ต่างไม่พอใจในความช่วยเหลือที่ล่าช้าของ เทศบาล จังหวัด เทศบาล และ อบต. ที่ต่างอ้างว่าไม่มีเรือและน้ำมาเร็วจนเตรียมตัวไม่ทัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำท่วมเมื่อปี 2543 ที่น้ำท่วมหนักเช่นกัน แต่ได้รับการช่วยเหลือที่เร็วกว่า โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 4 ที่มีการตั้งกองบัญชาการ ที่มณฑลทหารบก 42 เพื่อช่วยเหลือผู้คน โดยการใช้เฮลิคอปเตอร์นำอาหารไปทิ้งให้ผู้ที่ติดอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้งยังระดมเรือและรถจีเอ็มซีออกช่วยผู้ประสบภัยแต่ครั้งนี้ทุกหน่วยงานกลับ ไม่มีความพร้อม และอ้างไปในแนวทางเดียวกันว่า น้ำมาเร็วเกินความคาดหมายจนช่วยเหลือไม่ทัน นอกจากนี้ความช่วยเหลือของหน่วยงานจากส่วนกลางยังมุ่งไปแต่ อ.หาดใหญ่ ทั้งที่พื้นที่อื่นก็ประสบภัยเช่นกัน
"สงขลา"ประกาศภัยพิบัติทั้งจังหวัด
ด้าน นายวิญญู ทองสกุล ผวจ.สงขลา ได้ประกาศให้ทั้ง 16 อำเภอ ของ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ภัยพิบัติและสั่งปิดทั้งหมดโดยไม่มีกำหนด โดยอนุมัติให้ทุกอำเภอใช้งบ 1 ล้านบาท และแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้ กองเรือที่ 2 สงขลา รับผิดชอบ อ.เมือง สิงหนคร สทิงพระ กระแสสินธุ์ และ อ.ระโนด ส่วนมณฑลทหารบกที่ 42 จะรับผิดชอบพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และใกล้เคียง กก.ตชด.ภ.4 รับผิดชอบ อ.จะนะ เทพา นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย และกองบิน 56 รับผิดชอบ อ.คลองหอยโข่ง อ.สะเดา
ส่วนพื้นที่ อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับความเสียหายจากดีเปรสชั่น ที่ขึ้นฝั่ง อ.ระโนด เมื่อกลางดึกวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าได้รับความเสียหายอย่างหนักถนนกาญจวนิช ตั้งแต่ ห้าแยกเกาะยอ ไปถึงแหลมสมิหรา ถูกลมพายุถล่มต้นไม้ริมถนนและเกาะกลาง ป้ายโฆษณา ป้ายสัญญาณไฟจราจร ล้มระเนระนาดกีดขวางทางจราจร ถนนชลาทัศน์เลียบริมหาดสนอ่อนถูกคลื่นถล่ม ต้นสนล้มทับจนต้องปิดการจราจร กระจกหน้าต่างศาลากลางจังหวัดและสถานที่ราชการ อาคารร้านค้าได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไฟฟ้าดับ โทรศัพท์เสีย ประปาไม่ไหล ร้านค้าปิดหมด ผู้คนได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคจำหน่าย
"มาร์ค" ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้ส่งเครื่องบินซี 130 นำเรือท้องแบน พร้อมกับถุงยังชีพ 20,000 ถุง จากกรุงเทพฯ มาลงยังสนามบิน กองบิน 56 อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เพื่อแจกจ่ายให้กับ หน่วยงานต่าง ๆ นำไปช่วยประชาชน ที่ติดอยู่ในน้ำ ซึ่งจากการสำรวจล่าสุด พบว่านอกจากในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่แล้ว ยังมีประชาชนใน อ.สะเดา เทศบาลตำบลพังลา เทศบาลเมืองบ้านพรุ เทศบาลเมืองคลองแห ประมาณ 1,000 คน ที่ติดอยู่ในบ้าน และร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทางเทศบาลและ อบต. ไม่มีเรือเข้าไปในพื้นที่ นอกจากนั้นเรือท้องแบน ที่มีอยู่พื้นที่ 2 ลำ ไม่สามารถผ่านเข้าไปในพื้นที่ได้ เพราะกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ต้องใช้เรือติดเครื่องยนต์เข้าไปช่วยเหลือเท่านั้น
ต่อมานายอภิสิทธิ์ และคณะได้ขึ้นเครื่องบินของกองทัพบก มาถึง จ.สงขลา และขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วมที่ รพ.ศูนย์หาดใหญ่ โดยพบว่าน้ำท่วมสูงถึงหัวเข่า ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่หนักที่สุด อย่างไรก็ตามสิ่งที่กำลังอยู่ในวิกฤติ คือ เครื่องปั่นไฟในโรงพยาบาล 3 เครื่อง ซึ่งขณะนี้ใช้งานได้เพียงเครื่องเดียว นายอภิสิทธิ์ จึงสั่งการแจ้งให้วิศวกรเข้ามาซ่อมแซมให้ใช้การได้โดยเร็ว
ห่วงพายุลูกใหม่ซัดซ้ำอีกระลอก
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ยังกำชับให้เจ้าหน้าที่หาทางเร่งอพยพผู้ป่วยออกจากพื้นที่ ก่อนที่จะมีพายุลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวบริเวณ จ.ชุมพร ซึ่งเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อ อ.หาดใหญ่ ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักอีกครั้ง
ด้าน นายพินิจ เจริญพานิช ผวจ.ชุมพร กล่าวถึงกรณีมีพายุลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวในทะเลจีนใต้ โดยมีแนวโน้มจะพัดเข้าภาคใต้โดยเฉพาะที่ จ.ชุมพร ว่า ตนสั่งการให้ทุกหน่วย เตรียมความพร้อมตามแผนการต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ด้วยความไม่ประมาท พร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างเต็มที่ แต่ตนและชาวชุมพรเชื่อมั่นในพระบารมีของ กรมหลวงชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ ที่จะคุ้มครองช่วยให้ จ.ชุมพร แคล้วคลาดจากอุทกภัยในครั้งนี้ได้
ท่วมระทมหนักสุดรอบ 22 ปี
นาย วีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประธาน กล่าวว่า แม้จะมีการเตือนภัยล่วงหน้าถึงสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่จังหวัดภาค ใต้ แต่ด้วยระดับน้ำที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใน 16 อำเภอของจังหวัดสงขลาและจากการวัดระดับน้ำในเช้าวันเดียวกัน โดยที่คลองอู่ตะเภาวัดได้ 1,623.5 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งถือว่าเป็นระดับน้ำที่สูงที่สุด มากกว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2531 ที่วัดได้ 839 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนปี 2543 วัดได้ 970.8 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงถือว่ามากที่สุดในรอบ 22 ปี อย่างไรก็ตามจากการตรวจวัดสถานการณ์ล่าสุด พบแนวโน้มว่าระดับน้ำเริ่มทรงตัวมากขึ้นและถ้าน้ำในตัวเมืองหาดใหญ่ไม่เพิ่ม ขึ้น การบริหารจัดการน้ำจะง่าย ทั้งหากไม่มีฝนตกอีกก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่
ทั้งนี้กระแสน้ำที่ไหลในพื้นที่มาจาก 3 ทิศ คือ ตะวันตก เหนือและใต้ ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำที่อยู่นอกเหนือตัวเมืองแม้จะมีมาก แต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะมีการพร่องน้ำออกไปล่วงหน้าแล้ว เช่นในคลองสะเดา มีระดับน้ำตอนนี้อยู่ที่ 98 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบทำให้เขื่อนแตกอย่างแน่นอน
ขณะที่ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปริมาณระดับน้ำเข้าท่วม จ.สงขลา ที่วัดได้ขณะนี้ แม้จะสูงกว่าปี 2531 และปี 2548 แต่คลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ตามพระราชดำริ ได้ช่วยแบ่งรับน้ำและระบายน้ำที่ไหลหลาก และท่วมขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัตตานีสังเวย 1 ศพ จมหาย 2 คน
ที่ จ.ปัตตานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดพายุดีเปรสชั่นพัดถล่มตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 1 พ.ย. ทำให้สถานที่ราชการหลายแห่งและพื้นที่ริมทะเลของพื้นที่ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งหลังจากพายุสงบ พบว่าต้นไม้เสาไฟฟ้า บ้านเรือนราษฎร สถานที่ราชการได้รับความเสียหายไปตาม ๆ กัน โดยที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีนักศึกษา อาจารย์ติดอยู่ตามตึกเรียนต่าง ๆ นับร้อยชีวิต เพราะไม่สามารถออกมาได้
ส่วนที่บ้านแหลมนก ต.บานา อ.เมือง ประชาชน 800-1,000 คน ต้องเร่งรีบอพยพขึ้นไปบนที่ดอน อาศัยวัด มัสยิดและโรงเรียนเป็นที่หลบภัย เนื่องจากลมพายุได้พัดบ้านเรือนเสียหาย เรือประมงพื้นบ้าน 40-50 ลำจมอยู่ในบ้าน จนรถ จยย.จำนวนมากถูกพายุพัดพังเสียหาย
สำหรับที่ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมือง ได้มีต้นไม้ใหญ่ล้มทับบ้านของนายอับดุลมามะ ตาเห อายุ 39 ปี เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายเป็นเด็กอายุ 2 ขวบ และชายวัย 18 ปี อีกรายก็ถูกน้ำพัดพาไปจากริมแม่น้ำปัตตานี ถนนปากน้ำ เขตเทศบาลเมืองปัตตานี ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม
ด้านนายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ผวจ.ปัตตานี พร้อมกำลังทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร ได้ออกไปช่วยเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 3 อำเภอ คือ ยะรัง หนองจิก และ อ.เมือง
"ยะลา-นราธิวาส" น้ำทะลักจมอ่วม
ที่ จ.ยะลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำยังไหลเข้าสู่ตัวเมืองยะลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการบินสำรวจพื้นที่น้ำท่วมทางอากาศ พบว่าในพื้นที่ อ.รามัน บริเวณแม่น้ำสายบุรี ปริมาณน้ำได้ไหลท่วมพื้นที่การเกษตร สวนยางพารา สวนผลไม้และที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เช่นเดียวกับในพื้นที่ อ.ยะหา และ อ.กรงปินัง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ขณะนี้ อยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้
นายกฤษฎา บุญราช ผวจ.ยะลา กล่าวว่า กรณีที่ชาวบ้านกังวลเรื่องเขื่อนบางลางจะปล่อยน้ำลงพื้นที่ ขอชี้แจงว่าเขื่อนบางลางสามารถบรรจุน้ำได้ 1,400 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 900 ลบ.ม. จึงไม่ต้องวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ขอเตือนไปยังประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
ที่ จ.นราธิวาส ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องใน 13 อำเภอ มากว่า 1 วันได้หยุดตก แต่ปริมาณน้ำป่าบนเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีต้นกำเนิดในพื้นที่ อ.สุคิริน ได้ไหลทะลักเข้ามาสมทบสู่แม่น้ำสายหลัก 3 สาย คือ สุไหงโก-ลก บางนราและแม่น้ำสายบุรี มีปริมาณน้ำล้นตลิ่งกว่า 160 ซม. และเพิ่มระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตรเป็นวงกว้างทั้ง 12 อำเภอ ชาวบ้านเดือดร้อน 11,786 ครัวเรือน
ระทึก!ช้าง 2 เชือกหวิดจมน้ำ
ที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้มีน้ำป่าจากภูเขาที่รายล้อม อ.พิปูน ไหลหลากลงมาผสมกับน้ำในแม่น้ำตาปีและคลองพิปูน เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ยางค้อม มี 7 หมู่บ้านจมมิดใต้บาดาล ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ หมู่ 14 ต.ละอาย อ.ฉวาง น้ำป่าได้เอ่อท่วมช้าง 3 เชือกจนเกือบมิดหัว โชคดีที่นายสุวัฒน์ เพ็ชรชระ สามารถช่วยชีวิตช้างทั้ง 3 เชือกไว้ได้ ล่าสุดทางจังหวัดได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 7 อำเภอ คือ อ.เมือง สิชล ปากพนัง หัวไทร ลานสกา ช้างกลาง และ อ.ชะอวด มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย
ที่ จ.ตรัง ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันใน 8 อำเภอ 4 เขตเทศบาล 54 ตำบล 235 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนเดือดร้อนกว่า 9,000 หลังคาเรือน ปิดโรงเรียนไปแล้ว 42 โรง โดยมีผู้จมน้ำเสียชีวิต 1 คน คือ นายเปลื้อง เหมือนแก้ว อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 1 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว
ที่ จ.สตูล นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ ผวจ.สตูล พร้อมคณะฯ นำถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หมู่ 8 บ้านดาหลำ อ.ท่าแพ จากนั้นจึงเดินทางไป อ.ควนโดน และ อ.เมือง โดยรายงานสถานการณ์ขณะนี้ มีผู้ประสบภัยกว่า 92,016 คน 23,313 ครัวเรือน
ในส่วนของ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกิดน้ำท่วมในชุมชนและถนนสายหลักของอำเภอเกาะสมุย มีการประกาศงดเที่ยวบินทุกเที่ยวเนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดี อย่างไรก็ตาม สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส แจ้งว่าพร้อมเปิดทำการบิน กรุงเทพฯ-สมุย ตั้งแต่เวลา 19.30 น.
ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ชายหาดบ้านแหลมสน หมู่ 5 ต.ปากแพรก อ.บางสะพานน้อย ได้เกิดคลื่นยักษ์พัดถล่มเขื่อนป้องกันคลื่นพังเสียหายเป็นระยะทางยาว 100 เมตร ความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท เมืองดอกบัวเริ่มคลี่คลาย
ด้านสถานการณ์ในภาคอีสาน เริ่มจากที่ จ.อุบลราชธานี น.อ.เฉลิมชัย ศรีสายหยุด ผู้บังคับการกองบินที่ 21 พร้อมสื่อมวลชนได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ขึ้นดูน้ำในเขตเมืองอุบลราชธานี เรื่อยขึ้นไปถึงบริเวณรอยต่อเชื่อมแม่น้ำมูล และแม่น้ำชีที่บริเวณบ้านท่างอย ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ ต่อเนื่องจนถึงบ้านท่าวารี อ.เขื่องใน ซึ่งจากการบินตรวจสอบพบว่าระดับน้ำยังเอ่อล้นท่วมเข้าในที่ลุ่มชุ่มน้ำริม แม่น้ำมูล และบริเวณที่นาซึ่งอยู่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำมูล โดยพื้นที่การล้นท่วมลดลงเล็กน้อยในลุ่มน้ำมูล ในขณะที่ลุ่มน้ำชีด้าน อ.เขื่องใน ยังล้นท่วมทรงตัว โดยน้ำทั้งหมดจะไหลลงแม่น้ำมูล สู่จุดรวมสุดท้ายที่จังหวัดอุบลราชธานี ช้ากว่าที่คาดการณ์คาดว่าจะเดินทางถึงประมาณ 7-8 พ.ย. และจากการประเมินสถานการณ์น้ำในขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
น้ำทะลักเรือนจำ ไม่อพยพ
นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดความน้ำท่วมฉับพลันขึ้นในพื้นที่ภาคใต้หลาย จังหวัด ส่งผลให้เรือนจำในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ มีระดับน้ำท่วมสูง กว่า 10 แห่ง ได้สั่งการให้แก้ไขด้วยการใช้เครื่องสูบน้ำออก และใช้กระสอบทรายกั้น ส่วนการคุมขังนักโทษนั้นส่วนตัวไม่ต้องการใช้วิธีอพยพนักโทษออกจากเรือนจำ เพราะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก จึงใช้วิธีขยับนักโทษจากชั้นล่างขึ้นไปรวมกันชั้นบน หรือการย้ายแดนไปอยู่รวมกัน
ชดเชยบ้านน้ำท่วม 3 หมื่น
ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ นายกฯ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตามที่ ครม.เศรษฐกิจเสนอแล้ว และให้แต่ละหน่วยงานกลับไปทบทวนงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งที่มีอยู่ 4,000 ล้านบาท ให้ปรับใช้ช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมก่อน และมอบหมายให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำหลักการของโครงการบ้านมั่นคง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรื่องที่อยู่อาศัย หากเสียหายทั้งหลัง ให้เงินชดเชย 30,000 บาท เสียหายบางส่วนจ่ายชดเชย 10,000 บาท
ศชอ.เฝ้าระวัง 8 จังหวัดใต้
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย(ศชอ.) แถลงว่า สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ล่าสุดนั้น พายุดีเปรสชั่นที่เข้ามาเมื่อค่ำวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ออกไปทางชายฝั่งทะเลอันดามันแล้ว แต่มีอิทธิพลที่ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ คือ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และพัทลุง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีน้ำท่วมสูงประมาณ 2-3 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งเมื่อเช้านี้ ศชอ.ได้ประสานงานกับกองทัพเรือภาคที่ 2 และมณฑลทหารบกที่ 42 ในการส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 559 ราย นอกจากนี้ ศชอ.ได้ปล่อยคาราวานส่งสิ่งของไปช่วยเหลือ อาทิ เรือท้องแบน เรือยาง สุขา และถุงยังชีพไปแล้ว โดยคาดว่าถุงยังชีพ 9,000 ชุด จะไปถึงภายในคืนนี้
ด้าน พล.ร.อ.กำธร พุ่มพิรัญ ผบ.ทร. เปิดเผยว่า ได้ส่งเรือรบจักรีนฤเบศร ออกจากท่าจุกเสม็ด สัตหีบ จ.ชลบุรี เวลา 16.00 น. ไปยัง จ.สงขลา ในเวลาประมาณ 02.00 น. เพื่อนำของไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานถุงยังชีพ 1,000 ชุด ของมูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ หมายเลข 1696
ด้าน นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า ได้จัดเตรียมเรือสปีดโบ๊ทและเรือท้องแบน รวม 8 ลำ ไปช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยจากสถานการณ์น้ำท่วม
สังเวยน้ำท่วม 104 ศพ
ด้าน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า จากภาวะฝนตกหนักในระหว่างวันที่ 10 ต.ค. -1 พ.ย. 2553 ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยใน 38 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตรวม 104 ราย ใน 20 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา 22 ราย บุรีรัมย์ 6 ราย ลพบุรี 13 ราย ขอนแก่น 4 ราย ระยอง 1 ราย ตราด 1 ราย สระแก้ว 1 ราย ชัยภูมิ 3 ราย สระบุรี 4 ราย นครสวรรค์ 13 ราย อุทัยธานี 1 ราย ชัยนาท 3 ราย นนทบุรี 3 ราย กำแพงเพชร 3 ราย สุพรรณบุรี 6 ราย พิจิตร 1 ราย ปทุมธานี 3 ราย พระนครศรีอยุธยา 7 ราย เพชรบูรณ์ 2 ราย และสิงห์บุรี 7 ราย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต ได้แก่ การจมน้ำจากการลงจับสัตว์น้ำ เก็บของในน้ำ การปล่อยให้เด็กลงเล่นน้ำ และการถูกไฟฟ้าดูด ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็ก
เทงบ 176 ล้านช่วยโรงเรียน
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่ามีสถานศึกษาในภาคใต้ประสบอุทกภัยและเกิดน้ำท่วมฉับพลันจาก พายุดีเปรสชั่น 1,186 โรง จาก 8 จังหวัด และผู้บริหารสถานศึกษาได้สั่งเลื่อนเปิดภาคเรียน 3 วันและ 7 วันตามแต่สถานการณ์ ทั้งนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่สถานศึกษาสังกัด ศธ.ที่ประสบอุทกภัย โดยมอบเงินช่วยเหลือ 100 เขตพื้นที่การศึกษา เขตละ 2 แสนบาท รวมเงิน 20 ล้านบาท จัดสุขาเคลื่อนที่ 1,000 หลัง วงเงิน 10 ล้าน จัดซื้อเรือท้องแบน 1,000 ลำ วงเงิน 10 ล้านบาท จัดสรรเงินเป็นค่าแบบเรียน อุปกรณ์การเรียนและหนังสือเรียนตามโครงการเรียนดีเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 15 ปีเพื่อทดแทนในส่วนที่เสียหาย 136 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 176 ล้านบาท
ม้าเหล็กสายใต้เป็นอัมพาต
นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ในสังกัด ได้แก่ แขวงการทางทั่วประเทศ สำนักทางหลวงชนบท และสำนักขนส่งจังหวัดทุกแห่ง ประสานความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ จัดส่งรถของแขวงการทางเข้าไปช่วยลำเลียงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และให้บริการรับซ่อมฉุกเฉินในพื้นที่น้ำท่วม ล่าสุดได้ประสานให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดส่งรถกู้ภัยลงไปช่วยขนย้ายสิ่งของที่เสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ แล้ว ติดต่อได้ที่ 1356 ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ปริมาณน้ำท่วมเส้นทางรถไฟเพิ่มสูงหลายจุด เช่น สถานีรถไฟหาดใหญ่ ระดับน้ำสูงประมาณ 2 เมตร สถานีรถไฟห้วยยอด-ที่วัง ทุ่งสง-ตรัง.พัทลุง-หาดใหญ่ ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นทางรถไฟตั้งแต่สถานีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช–หาดใหญ่-ปัตตานี-ยะลา-สุไหงโก-ลก และทางสายแยกจากทุ่งสง-ตรัง ทางแยกไปนครศรีธรรมราช และทางแยกหาดใหญ่ไปยังปาดังเบซาร์ ไม่สามารถผ่านไปมาได้ ทาง รฟท. ได้ให้ขบวนรถโดยสารต่างๆ หยุดรอที่สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานีและชุมทางทุ่งสง และแจ้งไปยัง บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) ส่วนภูมิภาค ดำเนินการจัดรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารรถไฟที่ต้องการเดินทางไปยังปลายทางแทน
ภัยหนาวซ้ำเหนือ-อีสาน
ส่วนสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน ที่ จ.น่าน ชนเผ่ามลาบรี หรือเผ่าตองเหลือง ที่บ้านห้วยหยวก หมู่ 6 ต.แม่ขนิง อ.เวียงสา 25 ครอบครัว 148 คน ประสบภัยขาดแคลนเสื้อกันหนาวและผ้าห่ม จนต้องออกมาก่อไฟข้างถนนเพื่อสร้างความอบอุ่น ส่วนที่บริเวณตลาดนัดคลองถม ในเขตเทศบาลเมืองเลย จ.เลย สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น ส่งผลให้บรรยากาศร้านขายเสื้อผ้ากันหนาวมือสองค้าขายกันอย่างคึกคัก มีผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา พากันมาเลือกซื้อกันอย่างเนืองแน่น
ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มมีสภาพอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 11 จังหวัด ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน เลย อุดรธานี หนองคาย สกลนคร และนครพนม จึงจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาว รวมทั้งจัดตั้งศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว ส่วนกลางที่ กรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทรศัพท์ 0-2243-2213
วิงวอนผ่านเดลินิวส์ออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พบข้อความร้องขอความช่วยเหลือจากญาติผู้ประสบภัยรายหนึ่ง ซึ่งโพสต์เอาไว้ที่ "เดลินิวส์ เฟซบุ๊ก ออนไลน์" จึงติดต่อกลับไปตามหมายเลขที่ทิ้งไว้ ทราบชื่อ นายจักรพงษ์ บุญโรจน์ อายุ 35 ปี ข้าราชการหน่วยงานหนึ่งใน จ.ยะลา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า พ่อแม่ของแฟนซึ่งมีอายุพอสมควร กับลูกของตนสองคน เป็นลูกสาววัย 7 ขวบและลูกชายวัย 5 ขวบ รวม 4 ชีวิต ติดน้ำท่วมอยู่ในบ้านทาวน์เฮาส์เลขที่ 92 ซอย 7 ถนนราษฎร์อุทิศ ติดวังบูรพาแมนชั่น ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานจากทางภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือ พยายามโทรศัพท์ติดต่อตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พ.ย. แต่เพิ่งได้คุยกันเมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ โดยญาติบอกว่า ระดับน้ำท่วมสูงมาก อีก 3 ขั้นบันไดจะถึงชั้น 2 แล้ว ขณะนี้หวาดผวามาก เพราะไม่มีเสบียงอาหาร ส่วนหน่วยงานราชการได้นำเรือออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมขั้นวิกฤติก่อน อย่างไรก็ตามยังมีเพื่อนบ้าน ซึ่งมีทั้งผู้สูงอายุ 60-80 ปี รวมทั้งเด็กอยู่อีกหลายคน ติดอยู่ในบ้านเรือนข้างเคียงอีกกว่า 10 หลัง
"ขอความช่วยเหลือด้วยครับ ตอนนี้ติดต่อไม่ได้แล้ว โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือตามหมายเลขต่าง ๆ ก็ไม่ได้ คงเพราะน่าจะมีคนโทรเข้าไปเยอะ" นายจักรพงษ์ โพสต์ข้อความทิ้งไว้อย่างร้อนใจ
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 03 พฤศจิกายน 2553
วานนี้ (2 พ.ย.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 5,000,000 บาท เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำไปจัดซื้อไฟฉาย น้ำดื่มสะอาด และเครื่องอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่จำเป็น มอบให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ
พ.อ.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการพระราชดำริ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.อ.ไพศาล หนูสังข์ ผบ.กรมทหารพรานที่ 46 ได้ร่วมอำนวยการในการเบิกเครื่องอุปโภคและบริโภคจากท้องพระคลังของพระตำหนัก ทักษิณราชนิเวศน์ โดยให้กำลังพลจากกรมทหารพรานที่ 46 พร้อมด้วยกำลังพลจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ศิลปาชีพ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ นำเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้งรวมทั้งผลไม้ และเครื่องนุ่งห่มมาบรรจุเป็นถุง 5,000 ชุด เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งจะได้กระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสตูล
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะได้นำถุงยังชีพพระราชทานทั้งหมดลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นำไปหย่อนตามจุดที่ประชาชนต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมอย่างหนักเป็นการเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประมาณกว่า 3 แสนคนแล้ว
"หาดใหญ่" จมบาดาล 3 เมตร
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยที่ จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่มีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไหลท่วมพื้นที่ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในเขตเศรษฐกิจถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 ถึง 3 ถนนเสน่หานุสรณ์ ถนนศรีภูมนารถ และถนนรัถการ น้ำท่วมสูงตั้ง แต่ 1-3 เมตร โดยน้ำได้ทะลักจากขอบคลองอู่ตะเภา และคลองต่าง ๆ เข้ามาอย่างรวดเร็วจนประประชนตั้งตัวไม่ทัน ไม่สามารถขนข้าวของออกมาได้ ต่างพากันหนีไปบนชั้นสอง บางจุดที่น้ำท่วมสูงต้องปีนขึ้นหลังคาเพื่อเอาชีวิตรอด หลังเกิดเหตุมีการตัดกระแสไฟฟ้า และสัญญาณโทรศัพท์ จึงทำให้ตัวเมืองหาดใหญ่ถูกตัดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ด้าน นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน เช่นสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ อบต.เทศบาล อบจ. และทางจังหวัด ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว
100,000 ชีวิตรอช่วยเหลือ
ด้าน นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีผู้ที่ยังหนีออกจากบ้านไม่ได้และติดอยู่ในกระแสน้ำเกือบ 40,000 คน ผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่า 100,000 คนปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การขาดแคลนเรือท้องแบน น้ำดื่ม อาหารการกิน การติดต่อสื่อสารพื้นฐานและโทรศัพท์มือถือถูกตัดขาด มีผู้ที่ติดอยู่ในบ้านซึ่งน้ำสูงถึงชั้น 2 มีผู้ติดอยู่บนหลังคาบ้านจำนวนหลายร้อยราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจช่วยผู้ที่เห็นว่าอยู่ในโซนอันตรายก่อน สำหรับชุมชนที่เป็นโซนอันตรายที่สุดขณะนี้ คือชุมชนโคกสมานคุณ ชุมชนรัตนอุทิศ ชุมชนทุ่งเสา ซึ่งอยู่ในที่ลุ่มต่ำ
ขนคนไข้ขึ้นเอลิคอปเตอร์หนีน้ำ
นพ.สุรชัย ล้ำเลิศเกียรติกุล รักษาการ ผอ.รพ.ศูนย์หาดใหญ่ เปิดเผยว่า น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมโรงพยาบาลซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมาก จึงต้องประกาศปิดโรงพยาบาลและอพยพคนไข้บางส่วนไปยัง รพ.มอ. โดยโรงพยาบาลสามารถรับส่งน้ำและอาหารได้ทางดาดฟ้า ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เส้นทางเดียวเท่านั้น
ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยทางภาคใต้ พบว่าโรงพยาบาลที่เข้าขั้นวิกฤติมี 3 แห่ง คือ รพ.ศูนย์หาดใหญ่ รพ.สะเดา และ รพ.สมเด็จฯ นาทวี โดย รพ.ศูนย์หาดใหญ่ ที่มีผู้ป่วยนอนรักษา 559 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 70 ราย ล่าสุด ทางโรงพยาบาลได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ ส่งต่อผู้ป่วยหนัก 8 รายไปรักษาที่ รพ.สงขลานครินทร์ หาดใหญ่
12 ชั่วโมงวิกฤติไร้มือช่วย
ขณะเดียวกัน กระแสน้ำยังไหลบ่าเข้าท่วมสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ที่ทำการเทศบาลนครหาดใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนมาก ที่ต่างร้องขออาหารและน้ำดื่ม โดยนับแต่เกิดเหตุน้ำท่วมเฉียบพลันเป็นเวลากว่า 12 ชั่วโมง ทางเทศบาลฯ และจังหวัดสงขลา ยังไม่สามารถตั้งกองบัญชาการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเป็นทางการ มีเพียงศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเท่านั้น ที่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ตั้งอยู่ไกลถึงสนามบินหาดใหญ่ และมีหมายเลขโทรศัพท์เพียงเลขหมายเดียว
นอกจากนี้ยังมีประชาชน นักท่องเที่ยวนับ 1,000 คน ติดอยู่ในโรงแรมต่าง ๆ กว่า 30 แห่ง ได้รับความเดือดร้อน ขาดแคลนอาหาร นำดื่ม และไม่มีไฟฟ้าใช้ มือถือไร้สัญญาณ โดยผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ต่างได้รับความเดือดร้อน เพราะโทรศัพท์มือถือใช้ไม้ได้ เนื่องจากเครือข่ายล่มและไร้ไฟฟ้าชาร์จแบตเตอรี่
โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวชี้แจงปัญหาโทรศัพท์มือถือถูกตัดขาดว่า เป็นเพราะเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เสียหาย 80 เสา จากเดิมที่มีอยู่ 200 เสา สาเหตุเป็นเพราะเครื่องปั่นไฟของเสาส่งสัญญาณฯ ชำรุด ได้สั่งการแก้ไขด้วยการส่งรถดาวเทียมเคลื่อนที่ของ บมจ.ทีโอที ไปเชื่อมต่อสัญญาณแล้ว คาดว่าในค่ำวันเดียวกันนี้ การสื่อสารจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ส่วนพระสงฆ์ตามวัดต่าง ๆ ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เช่น วัดคลองเรียน วัดหงส์ประดิษฐาราม วัดโคกสมานคุณ ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเพราะน้ำท่วมสูง ไม่สามารถบิณฑบาตได้ ส่วนที่โรงเรียนมัธยมหาดใหญ่พิทยาคาร ต.ควนลัง ได้มีนักเรียนกว่า 400 คน ติดอยู่ชั้น 2 ของตัวอาคาร ขาดน้ำดื่มและอาหารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยและคนแก่ติดอยู่ในบ้านพักหมู่ที่ 1 ต.คลองแห 4 คน โดยมีรายงานว่า มีผู้จมน้ำเสียชีวิต 1 ราย ขณะพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย
โวยชะล่าใจรับมือน้ำท่วม
อย่างไรก็ตามพบว่าปริมาณฝนตกในพื้นที่ จ.สงขลา ลดน้อยลง แต่น้ำจาก อ.สะเดา อ.นาหม่อม ได้ไหลเข้าสู่ อ.หาดใหญ่ มากขึ้น ทำให้น้ำท่วมในอำเภอรอบนอกลดน้อยลง แต่น้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ กลับเพิ่มสูงขึ้น สร้างความเดือนร้อน และวิตกกังวลให้กับผู้ประสบภัยเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้มีรายงานว่าประชาชนในพื้นที่ต่างไม่พอใจในความช่วยเหลือที่ล่าช้าของ เทศบาล จังหวัด เทศบาล และ อบต. ที่ต่างอ้างว่าไม่มีเรือและน้ำมาเร็วจนเตรียมตัวไม่ทัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำท่วมเมื่อปี 2543 ที่น้ำท่วมหนักเช่นกัน แต่ได้รับการช่วยเหลือที่เร็วกว่า โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 4 ที่มีการตั้งกองบัญชาการ ที่มณฑลทหารบก 42 เพื่อช่วยเหลือผู้คน โดยการใช้เฮลิคอปเตอร์นำอาหารไปทิ้งให้ผู้ที่ติดอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้งยังระดมเรือและรถจีเอ็มซีออกช่วยผู้ประสบภัยแต่ครั้งนี้ทุกหน่วยงานกลับ ไม่มีความพร้อม และอ้างไปในแนวทางเดียวกันว่า น้ำมาเร็วเกินความคาดหมายจนช่วยเหลือไม่ทัน นอกจากนี้ความช่วยเหลือของหน่วยงานจากส่วนกลางยังมุ่งไปแต่ อ.หาดใหญ่ ทั้งที่พื้นที่อื่นก็ประสบภัยเช่นกัน
"สงขลา"ประกาศภัยพิบัติทั้งจังหวัด
ด้าน นายวิญญู ทองสกุล ผวจ.สงขลา ได้ประกาศให้ทั้ง 16 อำเภอ ของ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ภัยพิบัติและสั่งปิดทั้งหมดโดยไม่มีกำหนด โดยอนุมัติให้ทุกอำเภอใช้งบ 1 ล้านบาท และแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้ กองเรือที่ 2 สงขลา รับผิดชอบ อ.เมือง สิงหนคร สทิงพระ กระแสสินธุ์ และ อ.ระโนด ส่วนมณฑลทหารบกที่ 42 จะรับผิดชอบพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และใกล้เคียง กก.ตชด.ภ.4 รับผิดชอบ อ.จะนะ เทพา นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย และกองบิน 56 รับผิดชอบ อ.คลองหอยโข่ง อ.สะเดา
ส่วนพื้นที่ อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับความเสียหายจากดีเปรสชั่น ที่ขึ้นฝั่ง อ.ระโนด เมื่อกลางดึกวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าได้รับความเสียหายอย่างหนักถนนกาญจวนิช ตั้งแต่ ห้าแยกเกาะยอ ไปถึงแหลมสมิหรา ถูกลมพายุถล่มต้นไม้ริมถนนและเกาะกลาง ป้ายโฆษณา ป้ายสัญญาณไฟจราจร ล้มระเนระนาดกีดขวางทางจราจร ถนนชลาทัศน์เลียบริมหาดสนอ่อนถูกคลื่นถล่ม ต้นสนล้มทับจนต้องปิดการจราจร กระจกหน้าต่างศาลากลางจังหวัดและสถานที่ราชการ อาคารร้านค้าได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไฟฟ้าดับ โทรศัพท์เสีย ประปาไม่ไหล ร้านค้าปิดหมด ผู้คนได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคจำหน่าย
"มาร์ค" ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้ส่งเครื่องบินซี 130 นำเรือท้องแบน พร้อมกับถุงยังชีพ 20,000 ถุง จากกรุงเทพฯ มาลงยังสนามบิน กองบิน 56 อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา เพื่อแจกจ่ายให้กับ หน่วยงานต่าง ๆ นำไปช่วยประชาชน ที่ติดอยู่ในน้ำ ซึ่งจากการสำรวจล่าสุด พบว่านอกจากในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่แล้ว ยังมีประชาชนใน อ.สะเดา เทศบาลตำบลพังลา เทศบาลเมืองบ้านพรุ เทศบาลเมืองคลองแห ประมาณ 1,000 คน ที่ติดอยู่ในบ้าน และร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทางเทศบาลและ อบต. ไม่มีเรือเข้าไปในพื้นที่ นอกจากนั้นเรือท้องแบน ที่มีอยู่พื้นที่ 2 ลำ ไม่สามารถผ่านเข้าไปในพื้นที่ได้ เพราะกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ต้องใช้เรือติดเครื่องยนต์เข้าไปช่วยเหลือเท่านั้น
ต่อมานายอภิสิทธิ์ และคณะได้ขึ้นเครื่องบินของกองทัพบก มาถึง จ.สงขลา และขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วมที่ รพ.ศูนย์หาดใหญ่ โดยพบว่าน้ำท่วมสูงถึงหัวเข่า ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่หนักที่สุด อย่างไรก็ตามสิ่งที่กำลังอยู่ในวิกฤติ คือ เครื่องปั่นไฟในโรงพยาบาล 3 เครื่อง ซึ่งขณะนี้ใช้งานได้เพียงเครื่องเดียว นายอภิสิทธิ์ จึงสั่งการแจ้งให้วิศวกรเข้ามาซ่อมแซมให้ใช้การได้โดยเร็ว
ห่วงพายุลูกใหม่ซัดซ้ำอีกระลอก
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ยังกำชับให้เจ้าหน้าที่หาทางเร่งอพยพผู้ป่วยออกจากพื้นที่ ก่อนที่จะมีพายุลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวบริเวณ จ.ชุมพร ซึ่งเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อ อ.หาดใหญ่ ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักอีกครั้ง
ด้าน นายพินิจ เจริญพานิช ผวจ.ชุมพร กล่าวถึงกรณีมีพายุลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวในทะเลจีนใต้ โดยมีแนวโน้มจะพัดเข้าภาคใต้โดยเฉพาะที่ จ.ชุมพร ว่า ตนสั่งการให้ทุกหน่วย เตรียมความพร้อมตามแผนการต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ด้วยความไม่ประมาท พร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างเต็มที่ แต่ตนและชาวชุมพรเชื่อมั่นในพระบารมีของ กรมหลวงชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ ที่จะคุ้มครองช่วยให้ จ.ชุมพร แคล้วคลาดจากอุทกภัยในครั้งนี้ได้
ท่วมระทมหนักสุดรอบ 22 ปี
นาย วีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประธาน กล่าวว่า แม้จะมีการเตือนภัยล่วงหน้าถึงสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่จังหวัดภาค ใต้ แต่ด้วยระดับน้ำที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใน 16 อำเภอของจังหวัดสงขลาและจากการวัดระดับน้ำในเช้าวันเดียวกัน โดยที่คลองอู่ตะเภาวัดได้ 1,623.5 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งถือว่าเป็นระดับน้ำที่สูงที่สุด มากกว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2531 ที่วัดได้ 839 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนปี 2543 วัดได้ 970.8 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงถือว่ามากที่สุดในรอบ 22 ปี อย่างไรก็ตามจากการตรวจวัดสถานการณ์ล่าสุด พบแนวโน้มว่าระดับน้ำเริ่มทรงตัวมากขึ้นและถ้าน้ำในตัวเมืองหาดใหญ่ไม่เพิ่ม ขึ้น การบริหารจัดการน้ำจะง่าย ทั้งหากไม่มีฝนตกอีกก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่
ทั้งนี้กระแสน้ำที่ไหลในพื้นที่มาจาก 3 ทิศ คือ ตะวันตก เหนือและใต้ ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำที่อยู่นอกเหนือตัวเมืองแม้จะมีมาก แต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะมีการพร่องน้ำออกไปล่วงหน้าแล้ว เช่นในคลองสะเดา มีระดับน้ำตอนนี้อยู่ที่ 98 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบทำให้เขื่อนแตกอย่างแน่นอน
ขณะที่ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปริมาณระดับน้ำเข้าท่วม จ.สงขลา ที่วัดได้ขณะนี้ แม้จะสูงกว่าปี 2531 และปี 2548 แต่คลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ตามพระราชดำริ ได้ช่วยแบ่งรับน้ำและระบายน้ำที่ไหลหลาก และท่วมขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัตตานีสังเวย 1 ศพ จมหาย 2 คน
ที่ จ.ปัตตานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดพายุดีเปรสชั่นพัดถล่มตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 1 พ.ย. ทำให้สถานที่ราชการหลายแห่งและพื้นที่ริมทะเลของพื้นที่ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งหลังจากพายุสงบ พบว่าต้นไม้เสาไฟฟ้า บ้านเรือนราษฎร สถานที่ราชการได้รับความเสียหายไปตาม ๆ กัน โดยที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีนักศึกษา อาจารย์ติดอยู่ตามตึกเรียนต่าง ๆ นับร้อยชีวิต เพราะไม่สามารถออกมาได้
ส่วนที่บ้านแหลมนก ต.บานา อ.เมือง ประชาชน 800-1,000 คน ต้องเร่งรีบอพยพขึ้นไปบนที่ดอน อาศัยวัด มัสยิดและโรงเรียนเป็นที่หลบภัย เนื่องจากลมพายุได้พัดบ้านเรือนเสียหาย เรือประมงพื้นบ้าน 40-50 ลำจมอยู่ในบ้าน จนรถ จยย.จำนวนมากถูกพายุพัดพังเสียหาย
สำหรับที่ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมือง ได้มีต้นไม้ใหญ่ล้มทับบ้านของนายอับดุลมามะ ตาเห อายุ 39 ปี เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายเป็นเด็กอายุ 2 ขวบ และชายวัย 18 ปี อีกรายก็ถูกน้ำพัดพาไปจากริมแม่น้ำปัตตานี ถนนปากน้ำ เขตเทศบาลเมืองปัตตานี ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม
ด้านนายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ผวจ.ปัตตานี พร้อมกำลังทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร ได้ออกไปช่วยเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 3 อำเภอ คือ ยะรัง หนองจิก และ อ.เมือง
"ยะลา-นราธิวาส" น้ำทะลักจมอ่วม
ที่ จ.ยะลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำยังไหลเข้าสู่ตัวเมืองยะลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการบินสำรวจพื้นที่น้ำท่วมทางอากาศ พบว่าในพื้นที่ อ.รามัน บริเวณแม่น้ำสายบุรี ปริมาณน้ำได้ไหลท่วมพื้นที่การเกษตร สวนยางพารา สวนผลไม้และที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เช่นเดียวกับในพื้นที่ อ.ยะหา และ อ.กรงปินัง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ขณะนี้ อยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้
นายกฤษฎา บุญราช ผวจ.ยะลา กล่าวว่า กรณีที่ชาวบ้านกังวลเรื่องเขื่อนบางลางจะปล่อยน้ำลงพื้นที่ ขอชี้แจงว่าเขื่อนบางลางสามารถบรรจุน้ำได้ 1,400 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 900 ลบ.ม. จึงไม่ต้องวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ขอเตือนไปยังประชาชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
ที่ จ.นราธิวาส ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องใน 13 อำเภอ มากว่า 1 วันได้หยุดตก แต่ปริมาณน้ำป่าบนเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีต้นกำเนิดในพื้นที่ อ.สุคิริน ได้ไหลทะลักเข้ามาสมทบสู่แม่น้ำสายหลัก 3 สาย คือ สุไหงโก-ลก บางนราและแม่น้ำสายบุรี มีปริมาณน้ำล้นตลิ่งกว่า 160 ซม. และเพิ่มระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตรเป็นวงกว้างทั้ง 12 อำเภอ ชาวบ้านเดือดร้อน 11,786 ครัวเรือน
ระทึก!ช้าง 2 เชือกหวิดจมน้ำ
ที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้มีน้ำป่าจากภูเขาที่รายล้อม อ.พิปูน ไหลหลากลงมาผสมกับน้ำในแม่น้ำตาปีและคลองพิปูน เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ยางค้อม มี 7 หมู่บ้านจมมิดใต้บาดาล ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ หมู่ 14 ต.ละอาย อ.ฉวาง น้ำป่าได้เอ่อท่วมช้าง 3 เชือกจนเกือบมิดหัว โชคดีที่นายสุวัฒน์ เพ็ชรชระ สามารถช่วยชีวิตช้างทั้ง 3 เชือกไว้ได้ ล่าสุดทางจังหวัดได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 7 อำเภอ คือ อ.เมือง สิชล ปากพนัง หัวไทร ลานสกา ช้างกลาง และ อ.ชะอวด มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย
ที่ จ.ตรัง ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันใน 8 อำเภอ 4 เขตเทศบาล 54 ตำบล 235 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนเดือดร้อนกว่า 9,000 หลังคาเรือน ปิดโรงเรียนไปแล้ว 42 โรง โดยมีผู้จมน้ำเสียชีวิต 1 คน คือ นายเปลื้อง เหมือนแก้ว อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 1 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว
ที่ จ.สตูล นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ ผวจ.สตูล พร้อมคณะฯ นำถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หมู่ 8 บ้านดาหลำ อ.ท่าแพ จากนั้นจึงเดินทางไป อ.ควนโดน และ อ.เมือง โดยรายงานสถานการณ์ขณะนี้ มีผู้ประสบภัยกว่า 92,016 คน 23,313 ครัวเรือน
ในส่วนของ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกิดน้ำท่วมในชุมชนและถนนสายหลักของอำเภอเกาะสมุย มีการประกาศงดเที่ยวบินทุกเที่ยวเนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดี อย่างไรก็ตาม สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส แจ้งว่าพร้อมเปิดทำการบิน กรุงเทพฯ-สมุย ตั้งแต่เวลา 19.30 น.
ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ชายหาดบ้านแหลมสน หมู่ 5 ต.ปากแพรก อ.บางสะพานน้อย ได้เกิดคลื่นยักษ์พัดถล่มเขื่อนป้องกันคลื่นพังเสียหายเป็นระยะทางยาว 100 เมตร ความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท เมืองดอกบัวเริ่มคลี่คลาย
ด้านสถานการณ์ในภาคอีสาน เริ่มจากที่ จ.อุบลราชธานี น.อ.เฉลิมชัย ศรีสายหยุด ผู้บังคับการกองบินที่ 21 พร้อมสื่อมวลชนได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ขึ้นดูน้ำในเขตเมืองอุบลราชธานี เรื่อยขึ้นไปถึงบริเวณรอยต่อเชื่อมแม่น้ำมูล และแม่น้ำชีที่บริเวณบ้านท่างอย ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ ต่อเนื่องจนถึงบ้านท่าวารี อ.เขื่องใน ซึ่งจากการบินตรวจสอบพบว่าระดับน้ำยังเอ่อล้นท่วมเข้าในที่ลุ่มชุ่มน้ำริม แม่น้ำมูล และบริเวณที่นาซึ่งอยู่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำมูล โดยพื้นที่การล้นท่วมลดลงเล็กน้อยในลุ่มน้ำมูล ในขณะที่ลุ่มน้ำชีด้าน อ.เขื่องใน ยังล้นท่วมทรงตัว โดยน้ำทั้งหมดจะไหลลงแม่น้ำมูล สู่จุดรวมสุดท้ายที่จังหวัดอุบลราชธานี ช้ากว่าที่คาดการณ์คาดว่าจะเดินทางถึงประมาณ 7-8 พ.ย. และจากการประเมินสถานการณ์น้ำในขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
น้ำทะลักเรือนจำ ไม่อพยพ
นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดความน้ำท่วมฉับพลันขึ้นในพื้นที่ภาคใต้หลาย จังหวัด ส่งผลให้เรือนจำในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ มีระดับน้ำท่วมสูง กว่า 10 แห่ง ได้สั่งการให้แก้ไขด้วยการใช้เครื่องสูบน้ำออก และใช้กระสอบทรายกั้น ส่วนการคุมขังนักโทษนั้นส่วนตัวไม่ต้องการใช้วิธีอพยพนักโทษออกจากเรือนจำ เพราะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก จึงใช้วิธีขยับนักโทษจากชั้นล่างขึ้นไปรวมกันชั้นบน หรือการย้ายแดนไปอยู่รวมกัน
ชดเชยบ้านน้ำท่วม 3 หมื่น
ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ นายกฯ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตามที่ ครม.เศรษฐกิจเสนอแล้ว และให้แต่ละหน่วยงานกลับไปทบทวนงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งที่มีอยู่ 4,000 ล้านบาท ให้ปรับใช้ช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมก่อน และมอบหมายให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำหลักการของโครงการบ้านมั่นคง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรื่องที่อยู่อาศัย หากเสียหายทั้งหลัง ให้เงินชดเชย 30,000 บาท เสียหายบางส่วนจ่ายชดเชย 10,000 บาท
ศชอ.เฝ้าระวัง 8 จังหวัดใต้
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย(ศชอ.) แถลงว่า สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ล่าสุดนั้น พายุดีเปรสชั่นที่เข้ามาเมื่อค่ำวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ออกไปทางชายฝั่งทะเลอันดามันแล้ว แต่มีอิทธิพลที่ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ คือ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และพัทลุง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีน้ำท่วมสูงประมาณ 2-3 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งเมื่อเช้านี้ ศชอ.ได้ประสานงานกับกองทัพเรือภาคที่ 2 และมณฑลทหารบกที่ 42 ในการส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลดังกล่าวที่มีอยู่ประมาณ 559 ราย นอกจากนี้ ศชอ.ได้ปล่อยคาราวานส่งสิ่งของไปช่วยเหลือ อาทิ เรือท้องแบน เรือยาง สุขา และถุงยังชีพไปแล้ว โดยคาดว่าถุงยังชีพ 9,000 ชุด จะไปถึงภายในคืนนี้
ด้าน พล.ร.อ.กำธร พุ่มพิรัญ ผบ.ทร. เปิดเผยว่า ได้ส่งเรือรบจักรีนฤเบศร ออกจากท่าจุกเสม็ด สัตหีบ จ.ชลบุรี เวลา 16.00 น. ไปยัง จ.สงขลา ในเวลาประมาณ 02.00 น. เพื่อนำของไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานถุงยังชีพ 1,000 ชุด ของมูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ หมายเลข 1696
ด้าน นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า ได้จัดเตรียมเรือสปีดโบ๊ทและเรือท้องแบน รวม 8 ลำ ไปช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยจากสถานการณ์น้ำท่วม
สังเวยน้ำท่วม 104 ศพ
ด้าน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า จากภาวะฝนตกหนักในระหว่างวันที่ 10 ต.ค. -1 พ.ย. 2553 ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยใน 38 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตรวม 104 ราย ใน 20 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา 22 ราย บุรีรัมย์ 6 ราย ลพบุรี 13 ราย ขอนแก่น 4 ราย ระยอง 1 ราย ตราด 1 ราย สระแก้ว 1 ราย ชัยภูมิ 3 ราย สระบุรี 4 ราย นครสวรรค์ 13 ราย อุทัยธานี 1 ราย ชัยนาท 3 ราย นนทบุรี 3 ราย กำแพงเพชร 3 ราย สุพรรณบุรี 6 ราย พิจิตร 1 ราย ปทุมธานี 3 ราย พระนครศรีอยุธยา 7 ราย เพชรบูรณ์ 2 ราย และสิงห์บุรี 7 ราย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต ได้แก่ การจมน้ำจากการลงจับสัตว์น้ำ เก็บของในน้ำ การปล่อยให้เด็กลงเล่นน้ำ และการถูกไฟฟ้าดูด ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็ก
เทงบ 176 ล้านช่วยโรงเรียน
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่ามีสถานศึกษาในภาคใต้ประสบอุทกภัยและเกิดน้ำท่วมฉับพลันจาก พายุดีเปรสชั่น 1,186 โรง จาก 8 จังหวัด และผู้บริหารสถานศึกษาได้สั่งเลื่อนเปิดภาคเรียน 3 วันและ 7 วันตามแต่สถานการณ์ ทั้งนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่สถานศึกษาสังกัด ศธ.ที่ประสบอุทกภัย โดยมอบเงินช่วยเหลือ 100 เขตพื้นที่การศึกษา เขตละ 2 แสนบาท รวมเงิน 20 ล้านบาท จัดสุขาเคลื่อนที่ 1,000 หลัง วงเงิน 10 ล้าน จัดซื้อเรือท้องแบน 1,000 ลำ วงเงิน 10 ล้านบาท จัดสรรเงินเป็นค่าแบบเรียน อุปกรณ์การเรียนและหนังสือเรียนตามโครงการเรียนดีเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 15 ปีเพื่อทดแทนในส่วนที่เสียหาย 136 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 176 ล้านบาท
ม้าเหล็กสายใต้เป็นอัมพาต
นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ในสังกัด ได้แก่ แขวงการทางทั่วประเทศ สำนักทางหลวงชนบท และสำนักขนส่งจังหวัดทุกแห่ง ประสานความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ จัดส่งรถของแขวงการทางเข้าไปช่วยลำเลียงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และให้บริการรับซ่อมฉุกเฉินในพื้นที่น้ำท่วม ล่าสุดได้ประสานให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดส่งรถกู้ภัยลงไปช่วยขนย้ายสิ่งของที่เสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ แล้ว ติดต่อได้ที่ 1356 ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ปริมาณน้ำท่วมเส้นทางรถไฟเพิ่มสูงหลายจุด เช่น สถานีรถไฟหาดใหญ่ ระดับน้ำสูงประมาณ 2 เมตร สถานีรถไฟห้วยยอด-ที่วัง ทุ่งสง-ตรัง.พัทลุง-หาดใหญ่ ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นทางรถไฟตั้งแต่สถานีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช–หาดใหญ่-ปัตตานี-ยะลา-สุไหงโก-ลก และทางสายแยกจากทุ่งสง-ตรัง ทางแยกไปนครศรีธรรมราช และทางแยกหาดใหญ่ไปยังปาดังเบซาร์ ไม่สามารถผ่านไปมาได้ ทาง รฟท. ได้ให้ขบวนรถโดยสารต่างๆ หยุดรอที่สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานีและชุมทางทุ่งสง และแจ้งไปยัง บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) ส่วนภูมิภาค ดำเนินการจัดรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารรถไฟที่ต้องการเดินทางไปยังปลายทางแทน
ภัยหนาวซ้ำเหนือ-อีสาน
ส่วนสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน ที่ จ.น่าน ชนเผ่ามลาบรี หรือเผ่าตองเหลือง ที่บ้านห้วยหยวก หมู่ 6 ต.แม่ขนิง อ.เวียงสา 25 ครอบครัว 148 คน ประสบภัยขาดแคลนเสื้อกันหนาวและผ้าห่ม จนต้องออกมาก่อไฟข้างถนนเพื่อสร้างความอบอุ่น ส่วนที่บริเวณตลาดนัดคลองถม ในเขตเทศบาลเมืองเลย จ.เลย สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น ส่งผลให้บรรยากาศร้านขายเสื้อผ้ากันหนาวมือสองค้าขายกันอย่างคึกคัก มีผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา พากันมาเลือกซื้อกันอย่างเนืองแน่น
ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มมีสภาพอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 11 จังหวัด ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน เลย อุดรธานี หนองคาย สกลนคร และนครพนม จึงจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาว รวมทั้งจัดตั้งศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว ส่วนกลางที่ กรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทรศัพท์ 0-2243-2213
วิงวอนผ่านเดลินิวส์ออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พบข้อความร้องขอความช่วยเหลือจากญาติผู้ประสบภัยรายหนึ่ง ซึ่งโพสต์เอาไว้ที่ "เดลินิวส์ เฟซบุ๊ก ออนไลน์" จึงติดต่อกลับไปตามหมายเลขที่ทิ้งไว้ ทราบชื่อ นายจักรพงษ์ บุญโรจน์ อายุ 35 ปี ข้าราชการหน่วยงานหนึ่งใน จ.ยะลา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า พ่อแม่ของแฟนซึ่งมีอายุพอสมควร กับลูกของตนสองคน เป็นลูกสาววัย 7 ขวบและลูกชายวัย 5 ขวบ รวม 4 ชีวิต ติดน้ำท่วมอยู่ในบ้านทาวน์เฮาส์เลขที่ 92 ซอย 7 ถนนราษฎร์อุทิศ ติดวังบูรพาแมนชั่น ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานจากทางภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือ พยายามโทรศัพท์ติดต่อตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พ.ย. แต่เพิ่งได้คุยกันเมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ โดยญาติบอกว่า ระดับน้ำท่วมสูงมาก อีก 3 ขั้นบันไดจะถึงชั้น 2 แล้ว ขณะนี้หวาดผวามาก เพราะไม่มีเสบียงอาหาร ส่วนหน่วยงานราชการได้นำเรือออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมขั้นวิกฤติก่อน อย่างไรก็ตามยังมีเพื่อนบ้าน ซึ่งมีทั้งผู้สูงอายุ 60-80 ปี รวมทั้งเด็กอยู่อีกหลายคน ติดอยู่ในบ้านเรือนข้างเคียงอีกกว่า 10 หลัง
"ขอความช่วยเหลือด้วยครับ ตอนนี้ติดต่อไม่ได้แล้ว โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือตามหมายเลขต่าง ๆ ก็ไม่ได้ คงเพราะน่าจะมีคนโทรเข้าไปเยอะ" นายจักรพงษ์ โพสต์ข้อความทิ้งไว้อย่างร้อนใจ
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 03 พฤศจิกายน 2553
Tuesday, November 2, 2010
งามหน้าไทยอันดับ 7 หัวขโมย
น.ส.คลิโอ อึ้ง ผู้จัดการทั่วไปด้านบริหารลูกค้าประเภทช่องทางการจัดจำหน่าย ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท เช็คพอยท์ ซิสเต็มส์ อิงค์ จำกัด เปิดเผยถึงผลศึกษาระดับการโจรกรรมธุรกิจค้าปลีกระดับโลกประจำปี 53 ที่ได้สำรวจห้างค้าปลีก 42 ประเทศทั่วโลกเดือน ก.ค. 52-มิ.ย. 53 พบว่า มูลค่าความเสียหายของห้างค้าปลีกที่ถูกขโมยสินค้าในประเทศไทยติดอันดับที่ 7 ของ โลก และติดอันดับที่ 2 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีมูลค่าสินค้าถูกขโมยสูงถึง 1,005 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,150 ล้าน บาท ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยการขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกทั่วโลกที่ลดลง 5.6% และในเอเชียลดลง 6.5%
สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดการโจรกรรมในห้างค้าปลีก มาจากการลักเล็กขโมยน้อยมากที่สุด ส่วนใหญ่มาเป็นแก๊ง ในสัดส่วนประมาณ 48.9% รองลงมาเป็นการ ทุจริตจากพนักงาน สัดส่วน 23.4%, การทำเอกสารผิดพลาด 21.5% และมาจากผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ส่วนสินค้ายอดนิยมที่ถูกขโมยมากที่สุดคือ เครื่องสำอาง รอง ลงมาเป็นสินค้าบำรุงผิว และสินค้าเพื่อ ความงามและสุขภาพ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวจะจัดวางไว้อย่างโดดเด่นและมีขนาดเล็ก ทำให้ถูกขโมยได้ง่าย รวมถึงมีราคาแพง และสามารถนำไปวางจำหน่ายในตลาดได้ง่าย ประกอบกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้หญิงไทยรักสวยรักงามสูงมาก อันดับสามเป็นสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะติดอันดับของประเทศที่มีการขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกเป็นอันดับ 2 ของโลกก็ตาม แต่กลับมีการลงทุนเพื่อติดตั้งระบบป้องกันถูกขโมยน้อย ที่สุดในเอเชีย โดยมีเงินลงทุนเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันขโมยประมาณ 86 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.13% ของยอดรายได้รวมในแต่ละปี ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเอเชีย ที่มีการลงทุนประมาณ 0.19% ของรายได้รวม และทั่วโลก สัดส่วน 0.34% ซึ่งแนวโน้มการขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังส่งผลให้คนไทยต้องเสียเงินให้กับห้างค้าปลีกประมาณ 1,500 บาทต่อคนต่อปี เพื่อใช้ไปป้องกันการทุจริต ปรับเพิ่มราคาสินค้าเพื่อชดเชยจำนวนสินค้าที่ถูกขโมยไป ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาทุกปี
ทั้งนี้ ข้อมูลทั่วโลกในปีนี้ ห้างค้าปลีกถูกขโมยสินค้า คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 107,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5.6% จากปีก่อน โดยประเทศที่ถูกขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกมากที่สุดคือ ประเทศ อินเดีย รองลงมาเป็น บราซิล และเม็กซิโก ส่วนในเอเชีย-แปซิฟิก มูลค่าความเสียหายประมาณ 16,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับหนึ่งเป็นประเทศอินเดีย รองลงมาไทย และมาเลเซีย ขณะที่ประเทศไต้หวัน เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีการขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกต่ำที่สุด และใช้เงินในการติดตั้งระบบป้องกันการขโมยน้อยเช่นกัน มาจากคนในประเทศไต้หวัน มีนิสัย ซื่อสัตย์ นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบว่า จำนวนขโมยในห้างค้าปลีกทั่วโลกอยู่ที่ 6.18 ล้านคน เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน ส่วนในเอเชีย-แป ซิฟิก มีจำนวนขโมย 154,320 คน เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อนเช่นกัน
“แนวโน้มการขโมยสินค้าทั่วโลกลดลงมาจากการที่หลายประเทศเพิ่มงบประมาณในการ ติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยดูแลสินค้าอย่างเข้มงวดในห้างมากขึ้น โดยค่าเฉลี่ยของการขโมยสินค้าทั่วโลก ทำให้ค่าเฉลี่ยของครัวเรือนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น 5,654 บาทในปีนี้ เพราะห้างค้าปลีก ต้องเพิ่มงบประมาณดูแลสินค้ามากขึ้น หรือใช้แนวทางปรับเพิ่มราคาสินค้า เพื่อชดเชยจำนวนสินค้าที่ถูกขโมยไป ขณะที่สินค้า ในห้างค้าปลีกทั่วโลกที่ถูกขโมยมากสุด คือ เสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าสำหรับใส่ชั้นนอก
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 03 พฤศจิกายน 2553
สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดการโจรกรรมในห้างค้าปลีก มาจากการลักเล็กขโมยน้อยมากที่สุด ส่วนใหญ่มาเป็นแก๊ง ในสัดส่วนประมาณ 48.9% รองลงมาเป็นการ ทุจริตจากพนักงาน สัดส่วน 23.4%, การทำเอกสารผิดพลาด 21.5% และมาจากผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ส่วนสินค้ายอดนิยมที่ถูกขโมยมากที่สุดคือ เครื่องสำอาง รอง ลงมาเป็นสินค้าบำรุงผิว และสินค้าเพื่อ ความงามและสุขภาพ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวจะจัดวางไว้อย่างโดดเด่นและมีขนาดเล็ก ทำให้ถูกขโมยได้ง่าย รวมถึงมีราคาแพง และสามารถนำไปวางจำหน่ายในตลาดได้ง่าย ประกอบกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้หญิงไทยรักสวยรักงามสูงมาก อันดับสามเป็นสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะติดอันดับของประเทศที่มีการขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกเป็นอันดับ 2 ของโลกก็ตาม แต่กลับมีการลงทุนเพื่อติดตั้งระบบป้องกันถูกขโมยน้อย ที่สุดในเอเชีย โดยมีเงินลงทุนเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันขโมยประมาณ 86 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.13% ของยอดรายได้รวมในแต่ละปี ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเอเชีย ที่มีการลงทุนประมาณ 0.19% ของรายได้รวม และทั่วโลก สัดส่วน 0.34% ซึ่งแนวโน้มการขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังส่งผลให้คนไทยต้องเสียเงินให้กับห้างค้าปลีกประมาณ 1,500 บาทต่อคนต่อปี เพื่อใช้ไปป้องกันการทุจริต ปรับเพิ่มราคาสินค้าเพื่อชดเชยจำนวนสินค้าที่ถูกขโมยไป ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาทุกปี
ทั้งนี้ ข้อมูลทั่วโลกในปีนี้ ห้างค้าปลีกถูกขโมยสินค้า คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 107,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5.6% จากปีก่อน โดยประเทศที่ถูกขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกมากที่สุดคือ ประเทศ อินเดีย รองลงมาเป็น บราซิล และเม็กซิโก ส่วนในเอเชีย-แปซิฟิก มูลค่าความเสียหายประมาณ 16,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับหนึ่งเป็นประเทศอินเดีย รองลงมาไทย และมาเลเซีย ขณะที่ประเทศไต้หวัน เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีการขโมยสินค้าในห้างค้าปลีกต่ำที่สุด และใช้เงินในการติดตั้งระบบป้องกันการขโมยน้อยเช่นกัน มาจากคนในประเทศไต้หวัน มีนิสัย ซื่อสัตย์ นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบว่า จำนวนขโมยในห้างค้าปลีกทั่วโลกอยู่ที่ 6.18 ล้านคน เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน ส่วนในเอเชีย-แป ซิฟิก มีจำนวนขโมย 154,320 คน เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อนเช่นกัน
“แนวโน้มการขโมยสินค้าทั่วโลกลดลงมาจากการที่หลายประเทศเพิ่มงบประมาณในการ ติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยดูแลสินค้าอย่างเข้มงวดในห้างมากขึ้น โดยค่าเฉลี่ยของการขโมยสินค้าทั่วโลก ทำให้ค่าเฉลี่ยของครัวเรือนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น 5,654 บาทในปีนี้ เพราะห้างค้าปลีก ต้องเพิ่มงบประมาณดูแลสินค้ามากขึ้น หรือใช้แนวทางปรับเพิ่มราคาสินค้า เพื่อชดเชยจำนวนสินค้าที่ถูกขโมยไป ขณะที่สินค้า ในห้างค้าปลีกทั่วโลกที่ถูกขโมยมากสุด คือ เสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าสำหรับใส่ชั้นนอก
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 03 พฤศจิกายน 2553
Monday, November 1, 2010
ธปท.เล็งสกัดฟองสบู่ภาคอสังหา
รองผู้ว่าธปท. เผย ธปท.เฝ้าจับตาการปล่อยสินเชื่อและการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์และการซื้อขาย ในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงการเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ใน 2 ภาคธุรกิจดังกล่าว...
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า ธปท.กำลังจับตาการปล่อยสินเชื่อและการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ การซื้อขายในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงการเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ใน 2 ภาคธุรกิจดังกล่าว แม้ว่าในขณะนี้หากพิจารณาจากการเข้าไปเก็งกำไรในธุรกิจดังกล่าว การมีความต้องการขายหรือจำนวนที่อยู่อาศัยที่มากเกินไป การปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีความ ระมัดระวังหรือราคาขายที่สูงเกินไปจะยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ก็ตาม
ทั้ง นี้ ในการจับตาภาวะฟองสบู่ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย สายนโยบายการเงินจะเป็นผู้สังเกตจากข้อมูลเศรษฐกิจทั้งหมดและหากพบว่า นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินคือ อัตราดอกเบี้ยเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว อาจจะใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential) ช่วยด้วย ทางฝ่ายนโยบายการเงินจะส่งสัญญาณหรือปรึกษามายังสายนโยบายสถาบันการเงิน เพื่อให้ออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อในภาคที่เห็นว่าเริ่มมีฟองสบู่ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการขอความร่วมมือมา
"ในฐานะที่ ธปท.ดูแลทั้งเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ สายนโยบายสถาบันการเงินมองว่า เมื่อธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแรง ในขณะนี้หน้าที่ที่ควรทำคือ การปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมในภาคส่วนสำคัญที่จำเป็นเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยาย ตัวต่อเนื่อง แต่ภายใต้การปล่อยสินเชื่อควรจะมีมาตรฐานและความระมัดระวังที่เหมาะสม ไม่เข้มจนเกินไป หรือไม่อ่อนจนเกินไปจนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคใดภาคหนึ่งได้"
ผู้ ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน กล่าวต่อว่า ถ้าแบงก์พาณิชย์แข่งขันกันมากเกินไป หรือแข่งกันปล่อยสินเชื่อในภาคหนึ่งภาคใดเกินไปฟองสบู่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่หากปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง โดยมีความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมและ คำนึงถึงลูกค้า ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฟองสบู่ได้
สำหรับตัวเลขการ ปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ล่าสุด 9 เดือนแรกในขณะนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่ถ้าดูเดือนก่อนหน้า เดือน ก.ย. การขยายตัวของสินเชื่ออยู่ในระดับเดียวกับเดือน ส.ค.ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก และคาดว่าจนถึงสิ้นปี สินเชื่อปีนี้จะขยายตัวประมาณ 8-9% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เหมาะสม เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่คาดว่าจะโต 7.3-8% เพราะตามทฤษฎีสินเชื่อจะต้องโตกว่าเล็กน้อย
ที่มา: ธปท.เล็งสกัดฟองสบู่ภาคอสังหา ทีมข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2553
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า ธปท.กำลังจับตาการปล่อยสินเชื่อและการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ การซื้อขายในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงการเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ใน 2 ภาคธุรกิจดังกล่าว แม้ว่าในขณะนี้หากพิจารณาจากการเข้าไปเก็งกำไรในธุรกิจดังกล่าว การมีความต้องการขายหรือจำนวนที่อยู่อาศัยที่มากเกินไป การปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีความ ระมัดระวังหรือราคาขายที่สูงเกินไปจะยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ก็ตาม
ทั้ง นี้ ในการจับตาภาวะฟองสบู่ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย สายนโยบายการเงินจะเป็นผู้สังเกตจากข้อมูลเศรษฐกิจทั้งหมดและหากพบว่า นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินคือ อัตราดอกเบี้ยเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว อาจจะใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential) ช่วยด้วย ทางฝ่ายนโยบายการเงินจะส่งสัญญาณหรือปรึกษามายังสายนโยบายสถาบันการเงิน เพื่อให้ออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อในภาคที่เห็นว่าเริ่มมีฟองสบู่ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการขอความร่วมมือมา
"ในฐานะที่ ธปท.ดูแลทั้งเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ สายนโยบายสถาบันการเงินมองว่า เมื่อธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแรง ในขณะนี้หน้าที่ที่ควรทำคือ การปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมในภาคส่วนสำคัญที่จำเป็นเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยาย ตัวต่อเนื่อง แต่ภายใต้การปล่อยสินเชื่อควรจะมีมาตรฐานและความระมัดระวังที่เหมาะสม ไม่เข้มจนเกินไป หรือไม่อ่อนจนเกินไปจนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคใดภาคหนึ่งได้"
ผู้ ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน กล่าวต่อว่า ถ้าแบงก์พาณิชย์แข่งขันกันมากเกินไป หรือแข่งกันปล่อยสินเชื่อในภาคหนึ่งภาคใดเกินไปฟองสบู่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่หากปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง โดยมีความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมและ คำนึงถึงลูกค้า ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฟองสบู่ได้
สำหรับตัวเลขการ ปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ล่าสุด 9 เดือนแรกในขณะนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่ถ้าดูเดือนก่อนหน้า เดือน ก.ย. การขยายตัวของสินเชื่ออยู่ในระดับเดียวกับเดือน ส.ค.ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก และคาดว่าจนถึงสิ้นปี สินเชื่อปีนี้จะขยายตัวประมาณ 8-9% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เหมาะสม เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่คาดว่าจะโต 7.3-8% เพราะตามทฤษฎีสินเชื่อจะต้องโตกว่าเล็กน้อย
ที่มา: ธปท.เล็งสกัดฟองสบู่ภาคอสังหา ทีมข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2553
ด้วง งวง มะพร้าวหรือด้วงสาคู จากอาหารสัตว์เป็นสุดยอดเมนูเปิบคน
ด้วงงวงมะพร้าว หรือที่ทางภาคใต้เรียกว่า ด้วงสาคู.
"ด้วงงวง มะพร้าว" (Pin-hole borers) ในแถบภาคใต้มักจะพบอาศัยแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ อยู่ตาม "ต้นสาคู" ผู้คนถิ่นนี้จึงต่างเรียกขานมันว่า "ด้วงสาคู" อดีตที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านมักนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อลดต้นทุน
กระทั่ง นักเปิบเริ่มหันมาให้ความสนใจ เนื่องจาก พบว่าในตัวมันเองมีคุณค่าทางอาหารโดยเฉพาะ "โปรตีน" ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ ทุกวันนี้เราจึงมักจะเห็น "หนอนไม้" ชนิดดังกล่าว ขึ้นไป "นอนตัวกลม" อยู่บนแผง "รถขายแมลงทอด" ที่วิ่งอยู่ทุกหัวตลาดทั้ง กทม.และต่างจังหวัด ซึ่งสนน ราคาซื้อขายตัวเป็นๆ ตกอยู่ที่กิโลฯละถึง 250 บาท
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกกับ "หลายชีวิต" ว่า....เพื่อเป็นการเพิ่มอาชีพที่ลงทุนไม่สูงมากนัก กลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ ส่วนส่งเสริมสินค้าเกษตร สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรที่สนใจเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้ เสริม ซึ่งแหล่งธรรมชาติที่ด้วงชนิดนี้ชื่นชอบฝังตัวอยู่ ก็คือ ตามต้นมะพร้าวหรือต้นสาคู แต่ถ้าเลี้ยงเชิงพาณิชย์ เพื่อป้อนขายให้กับบรรดาพ่อค้ารถแมลงทอดนั้น
...จากการเพาะเลี้ยงใน ห้องทดลองพบว่า อาหารที่ด้วงชอบและทำให้การเจริญเติบโตได้ดี ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มมากกว่าอาหารชนิด อื่น คือ ขุย กากมะพร้าว รำข้าว และ มันสำปะหลัง ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1 แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์อัตราตัวผู้ 1 : ตัวเมีย 10 ตัว หลังจับคู่อยู่ร่วมกันประมาณ 10 วัน ตัวเมียจะเริ่มวางไข่ จากนั้นอีก 2-3 วัน จึงฟักเป็นตัวอ่อน แล้วเลี้ยงต่ออีก 1-2 เดือน เพื่อให้ สมาชิกใหม่มีขนาดรูปร่างตัวเขื่อง "อวบอั๋นอ้วนพี" ก็สามารถคัดส่งให้กับบรรดาพ่อค้าได้เลย
และ...หากต้องการคัดไว้ทำพ่อ แม่พันธุ์สำหรับเพื่อขยายประชากรต่อ ต้องใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 140 วัน ซึ่งลักษณะรูปร่างเมื่อโตเต็มวัยนั้น ด้วงเพศผู้ จะมีขนาดใกล้เคียงกับเพศเมีย แต่ มีขนที่ด้านบนของงวงใกล้ส่วนปลาย ทั้งสองเพศจะ มีสีและจุดแต้มบนหลังหลายรูปแบบ ปีกมีเส้นเป็นร่องตามความยาว วัดความยาวตั้งแต่หัวจดท้ายประมาณ 25-28 มิลลิเมตร
หลังจากทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ 5-6 เดือน ด้วงเหล่านี้จึงตาย ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นก็สร้างกำไรให้กับผู้เลี้ยงได้มากโขเอาการ
สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2940-6102 ในวันและเวลาราชการ.
เพ็ญพิชญา เตียว
ที่มา: ด้วงงวงมะพร้าว หรือด้วงสาคู จากอาหารสัตว์เป็นสุดยอดเมนูเปิบคน ไทยรัฐออนไลน์ โดย เพ็ญพิชญา เตียว 2 พฤศจิกายน 2553
"ด้วงงวง มะพร้าว" (Pin-hole borers) ในแถบภาคใต้มักจะพบอาศัยแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ อยู่ตาม "ต้นสาคู" ผู้คนถิ่นนี้จึงต่างเรียกขานมันว่า "ด้วงสาคู" อดีตที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านมักนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อลดต้นทุน
กระทั่ง นักเปิบเริ่มหันมาให้ความสนใจ เนื่องจาก พบว่าในตัวมันเองมีคุณค่าทางอาหารโดยเฉพาะ "โปรตีน" ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ ทุกวันนี้เราจึงมักจะเห็น "หนอนไม้" ชนิดดังกล่าว ขึ้นไป "นอนตัวกลม" อยู่บนแผง "รถขายแมลงทอด" ที่วิ่งอยู่ทุกหัวตลาดทั้ง กทม.และต่างจังหวัด ซึ่งสนน ราคาซื้อขายตัวเป็นๆ ตกอยู่ที่กิโลฯละถึง 250 บาท
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกกับ "หลายชีวิต" ว่า....เพื่อเป็นการเพิ่มอาชีพที่ลงทุนไม่สูงมากนัก กลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ ส่วนส่งเสริมสินค้าเกษตร สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรที่สนใจเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้ เสริม ซึ่งแหล่งธรรมชาติที่ด้วงชนิดนี้ชื่นชอบฝังตัวอยู่ ก็คือ ตามต้นมะพร้าวหรือต้นสาคู แต่ถ้าเลี้ยงเชิงพาณิชย์ เพื่อป้อนขายให้กับบรรดาพ่อค้ารถแมลงทอดนั้น
...จากการเพาะเลี้ยงใน ห้องทดลองพบว่า อาหารที่ด้วงชอบและทำให้การเจริญเติบโตได้ดี ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มมากกว่าอาหารชนิด อื่น คือ ขุย กากมะพร้าว รำข้าว และ มันสำปะหลัง ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1 แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์อัตราตัวผู้ 1 : ตัวเมีย 10 ตัว หลังจับคู่อยู่ร่วมกันประมาณ 10 วัน ตัวเมียจะเริ่มวางไข่ จากนั้นอีก 2-3 วัน จึงฟักเป็นตัวอ่อน แล้วเลี้ยงต่ออีก 1-2 เดือน เพื่อให้ สมาชิกใหม่มีขนาดรูปร่างตัวเขื่อง "อวบอั๋นอ้วนพี" ก็สามารถคัดส่งให้กับบรรดาพ่อค้าได้เลย
และ...หากต้องการคัดไว้ทำพ่อ แม่พันธุ์สำหรับเพื่อขยายประชากรต่อ ต้องใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 140 วัน ซึ่งลักษณะรูปร่างเมื่อโตเต็มวัยนั้น ด้วงเพศผู้ จะมีขนาดใกล้เคียงกับเพศเมีย แต่ มีขนที่ด้านบนของงวงใกล้ส่วนปลาย ทั้งสองเพศจะ มีสีและจุดแต้มบนหลังหลายรูปแบบ ปีกมีเส้นเป็นร่องตามความยาว วัดความยาวตั้งแต่หัวจดท้ายประมาณ 25-28 มิลลิเมตร
หลังจากทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ 5-6 เดือน ด้วงเหล่านี้จึงตาย ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นก็สร้างกำไรให้กับผู้เลี้ยงได้มากโขเอาการ
สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2940-6102 ในวันและเวลาราชการ.
เพ็ญพิชญา เตียว
ที่มา: ด้วงงวงมะพร้าว หรือด้วงสาคู จากอาหารสัตว์เป็นสุดยอดเมนูเปิบคน ไทยรัฐออนไลน์ โดย เพ็ญพิชญา เตียว 2 พฤศจิกายน 2553
'นักศึกษา' กับการขับรถยนต์ 'เหยื่อ' อุบัติเหตุทางถนนที่ทุกคนมองข้าม
แทบทุกเดือน เราจะพบเห็นข่าวโศกนาฏกรรม ความสูญเสียที่เกิดกับนิสิตนักศึกษาที่ขับรถยนต์และเกิดการชน และเกือบทุกครั้งสาเหตุที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นเรื่องของ "ขับรถเร็ว ดื่มฉลอง เมาแล้วขับ และหลับใน" ล่าสุด ช่วงเทศกาล "ฮาโลวีน" เกิดเหตุสลด "นศ.เมาซิ่งเก๋งดับ 4 ศพ" ตามข่าวระบุว่า นักศึกษาม.รังสิต ไปเที่ยวย่านเอกมัยและประสบเหตุในช่วงตี 4 บริเวณแยกหลักสี่...
และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวสลดของนิสิตนักศึกษาที่สำคัญ ได้แก่ นศ.ซิ่งแหกด่านขยี้ตร. เมียท้อง 7 เดือนสุดโศก โดยเกิดเหตุในช่วง 02.30 น. และนักศึกษา ม.หอการค้าไทย อายุ 21 ปี มีอาการคล้ายคนเมา พริตตี้สาวชะตาขาด เหยียบแมวเสียหลักอัดก๊อบปี้ต้นไม้ไฟลุกเผาร่างเกรียม ในข่าวระบุว่าทั้งคู่เป็นนักศึกษา อายุ 22 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มารับงานให้ค่ายรถแห่งหนึ่ง และขับกลับด้วยความเร็วสูง นศ.รามซิ่งวีออสดับ 2 ศพ ในข่าวระบุว่าช่วงเกิดเหตุ 22.00 น. ฝนตกและขับด้วยความเร็วลงสะพานข้ามแยก
นักศึกษาม.กรุงเทพซิ่งแจ๊ซชนจยย. ดับสยอง 2 ศพ เป็นเหตุการณ์ในช่วงเช้า และนักศึกษาที่ชนมีอาการคล้ายคนเมา และระบุว่าจำไม่ได้ว่าขับออกมาจากที่ไหน และเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุขับรถชนก็จำไม่ได้ มารู้สึกตัวและตั้งสติได้อีกทีก็ตอนที่อยู่โรงพักแล้ว นศ.มหิดลอินเตอร์ ซิ่งเก๋งชนเสาไฟขาดสองท่อน ดับ 1 เจ็บ 3 ทั้งหมดเป็นนักศึกษาปี 1 และผู้ตายอายุเพียง 19 ปี
มีคำถามตามมามากมายว่า ทำไมนิสิต-นักศึกษาที่กำลังก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย และเพิ่งครบวัยทำใบอนุญาตขับรถยนต์ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ถึงต้องรีบร้อนใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งโดยเฉพาะของเอกชน ผู้นำรถยนต์มาใช้เกือบจะมากกว่าผู้ที่เดินทางด้วยรถสาธารณะ และถือเป็นแหล่งรวมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในขณะที่ระบบการให้ใบอนุญาตขับรถของประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุทางถนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) จะเข้มงวดกับผู้ขับขี่หน้าใหม่ โดยมีการออกใบอนุญาตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน (Graduate licensing) ได้แก่ การเรียนและสอบขอใบอนุญาตไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง เมื่อสอบผ่านได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราวแล้ว ยังต้องขับโดยมีผู้มีประสบการณ์นั่งไปด้วย ห้ามขับเวลากลางคืน ฯลฯ และที่สำคัญคือ ถ้ามีการเมาแล้วขับ จะถูกยึดใบอนุญาตขับรถยนต์ทันที ปัจจัยสำคัญของความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ขับรถ ยนต์คือ การใช้ชีวิตของนักศึกษาในยุคปัจจุบันเองก็อยู่ในวัฒนธรรมของความเร่งรีบ ทุกอย่างดูต้องรวดเร็ว จึงจะถือว่าเก่ง เช่น ใครจะเรียนจบเร็ว ใครจะมีมือถือ มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ก่อน และที่สำคัญคือใครจะออกรถรุ่นใหม่ได้ก่อนกัน
ถ้ายังจำโฆษณารถรุ่น ใหม่ ของค่ายรถยุโรปแห่งหนึ่ง ที่ใช้แนวคิด (concept) เรื่องความเร่งรีบ-ความเร็ว เป็นจุดขาย “รีบไปรับแฟน รีบไปรับแม่ รีบไปทำงาน ชีวิตที่เร่งรีบ ต้องใช้รถ...” แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กับชีวิตที่เร่งรีบ ถือเป็นของคู่กัน นอกจากการมีชีวิตที่เร่งรีบของนิสิตนักศึกษาแล้ว การใช้ชีวิตด้วยความสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และเพื่อนฝูง ก็เป็นอีกจุดขายหนึ่งของ “ธุรกิจสุรา” ที่ใช้เป็นอาวุธเจาะตลาดกลุ่มนี้อย่างได้ผล
ดูจากตัวเลขของสำนัก งานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2539-2550 เยาวชนอายุ 15-19 ปี มีอัตราการดื่มประจำเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 โดยปี 2550 พบว่า เยาวชนที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มสุรามากถึง 19.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงถึง 2.3 ล้านคน นอกจากนี้ ผลสำรวจของเครือข่ายเยาวชนฯพบว่า มีร้านเหล้าเพิ่มขึ้นมากถึง 1,522 ร้าน จาก 45 สถาบัน หรือรอบมหาวิทยาลัย 1 แห่ง จะมีร้านเหล้ามากถึง 34 ร้าน ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์ และในหลายประเทศ บ่งชี้ให้เห็นว่า ยิ่งอายุน้อย ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยพบว่าระดับแอลกอฮอล์ของผู้ดื่มที่เป็นเยาวชน (15-19 ปี) จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าอายุ 20-25 ปี และ 30 ปีขึ้นไป
นอก จากนี้ยังพบว่า นักดื่มส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายในการขับรถเมื่อดื่มสุรา ดังจะเห็นได้จากเอแบคโพลล์เคยสำรวจและพบว่า 1/3 ของคนที่ดื่มเบียร์ 2 ขวด (ซึ่งจะเกินกว่า 50 mg/dl) ยังคิดว่าตัวเองขับขี่ได้เช่นเดียวกับคนดื่มสุรา 1 แบน ครึ่งหนึ่งระบุว่าตัวเองคิดว่าขับได้ สำหรับผู้ดื่มที่ดื่มหนักมากจะต้องใช้เวลาในการกำจัดแอลกอฮอล์ที่ยาวนานหลาย ชั่วโมง โดยพบว่า ผู้ที่ดื่มในปริมาณสูงในช่วงกลางคืน ก็อาจจะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง และมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในช่วงเช้าสำหรับเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวด้วยกัน ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการนั่งรถที่คนเมาขับ แต่ส่วนใหญ่ไม่ตระหนัก และบางส่วนไม่สามารถปฏิเสธการเดินทางได้
โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ศึกษาผู้พิการ 200 รายจากอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา พบว่า 3/4 อยู่ในวัย 13-30 ปี โดยกลุ่มผู้ชายระบุว่า ต้องฝืนขับทั้งๆ ที่เมา เพราะกลัวเสียหน้า บางส่วนจะหวงรถ ไม่ยอมให้คนอื่นขับ ส่วนกลุ่มหญิง จะเกรงใจในการปฏิเสธการเดินทางกับคนที่ดื่มและเมา ดังนั้น กลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ขับรถยนต์ ถือเป็นกลุ่มที่มีทั้ง 3 ปัจจัยเสี่ยงประกอบกันคือ (1) การขาดประสบการณ์ในการขับขี่ และวุฒิภาวะในการตัดสินใจ แต่มานั่งหลังพวงมาลัยรถยนต์ที่เครื่องยนต์มีกำลังสูง (2) การขับรถเร็ว และ (3) ดื่มแล้วขับ ซึ่งโอกาสที่ทั้ง 3 ปัจจัยจะมารวมกัน เกิดขึ้นได้ตลอด โดยเฉพาะสถานการณ์ที่จะมีการเฉลิมฉลอง ได้แก่ ปิดภาคเรียน รับปริญญา วันเกิดเพื่อน เทศกาลต่างๆ (ปีใหม่ วาเลนไทน์ สงกรานต์ ฮาโลวีน ลอยกระทง ฯลฯ)
คำถามท้ายสุดคือ นอกจากให้นิสิตนักศึกษาที่มีรถยนต์ขับขี่ ต้องเกิดจิตสำนึกความปลอดภัย และเรียนรู้ทักษะขับขี่ที่สำคัญแล้ว ใครจะช่วยพวกเขาได้ และคำตอบที่ผู้เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันรับผิดชอบคือ 1. กรมการขนส่งทางบก ควรทบทวนและพัฒนาระบบการออกใบอนุญาตขับรถยนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระบบ graduate licensing ในกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ 2. สถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ควรทบทวนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตนักศึกษา ว่าจะมีมาตรการหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรมอย่างไร มิใช่เมื่อเกิดเหตุการณ์ ก็มารณรงค์กวดขันแบบไฟไหม้ฟาง เพราะถ้าสกอ.และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา ได้มีการรวบรวมข้อมูลนิสิตนักศึกษาที่เสียชีวิตและพิการจากอุบัติเหตุทางถนน ตัวเลขไม่น่าจะต่ำกว่า 100 คนในแต่ละปี หรือคิดง่ายๆ ว่า ทุกๆ ปี จะมีนิสิตนักศึกษา หายไป 2 ห้องเรียน 3. ผู้ปกครองควรคิดให้รอบคอบก่อนสนับสนุนให้บุตรหลานใช้รถยนต์ และถ้าจำเป็นต้องมี ก็ควรมีเงื่อนไขหรือระบบการเรียนรู้ขับขี่ที่สำคัญคือ การกำกับช่วงเวลาใช้ โดยเฉพาะการขับขี่กลางคืน เดินทางต่างจังหวัด หรือการต้องไปเที่ยวฉลองในงานต่างๆ 4. เพื่อนๆ นิสิตนักศึกษาจะช่วยกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ในสถานศึกษา ไม่ตกเป็นเครื่องมือบริโภคนิยม ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ การมีรถขับขี่เป็นเรื่องสำคัญ โดยที่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ ช่วยกันลดพฤติกรรมขับรถเร็ว และดื่มแล้วขับ (เหมือนที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนข้อความในกระทู้ ดังนี้ นักศึกษาหญิงต้องช่วยเพื่อนนักศึกษาชาย โดยประกาศในมหาวิทยาลัยเลยว่า ฉันจะไม่มีแฟนเป็นคนขับรถเร็ว ดื่มเหล้าเก่ง เที่ยวดึก เป็นอันขาด ฉันเกลียดพวกนี้ แบบนี้พวกโชว์แมนจะลดจำนวนลง เพื่อนผู้ชายจะตายน้อยลง)
สุดท้าย ถ้าทุกฝ่ายไม่มองข้ามเรื่องเหล่านี้ และหันมาช่วยกัน พวกเขาเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนอาจจะเป็นคนใกล้ชิดหรือญาติของเรา คงจะมีชีวิตยืนยาว และเป็นอนาคตของครอบครัว และสังคมต่อไป
นพ. ธนะพงศ์ จินวงษ์
ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ที่มา: 'นักศึกษา' กับการขับรถยนต์ 'เหยื่อ' อุบัติเหตุทางถนนที่ทุกคนมองข้าม ไทยรัฐออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2553
และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวสลดของนิสิตนักศึกษาที่สำคัญ ได้แก่ นศ.ซิ่งแหกด่านขยี้ตร. เมียท้อง 7 เดือนสุดโศก โดยเกิดเหตุในช่วง 02.30 น. และนักศึกษา ม.หอการค้าไทย อายุ 21 ปี มีอาการคล้ายคนเมา พริตตี้สาวชะตาขาด เหยียบแมวเสียหลักอัดก๊อบปี้ต้นไม้ไฟลุกเผาร่างเกรียม ในข่าวระบุว่าทั้งคู่เป็นนักศึกษา อายุ 22 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มารับงานให้ค่ายรถแห่งหนึ่ง และขับกลับด้วยความเร็วสูง นศ.รามซิ่งวีออสดับ 2 ศพ ในข่าวระบุว่าช่วงเกิดเหตุ 22.00 น. ฝนตกและขับด้วยความเร็วลงสะพานข้ามแยก
นักศึกษาม.กรุงเทพซิ่งแจ๊ซชนจยย. ดับสยอง 2 ศพ เป็นเหตุการณ์ในช่วงเช้า และนักศึกษาที่ชนมีอาการคล้ายคนเมา และระบุว่าจำไม่ได้ว่าขับออกมาจากที่ไหน และเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุขับรถชนก็จำไม่ได้ มารู้สึกตัวและตั้งสติได้อีกทีก็ตอนที่อยู่โรงพักแล้ว นศ.มหิดลอินเตอร์ ซิ่งเก๋งชนเสาไฟขาดสองท่อน ดับ 1 เจ็บ 3 ทั้งหมดเป็นนักศึกษาปี 1 และผู้ตายอายุเพียง 19 ปี
มีคำถามตามมามากมายว่า ทำไมนิสิต-นักศึกษาที่กำลังก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย และเพิ่งครบวัยทำใบอนุญาตขับรถยนต์ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ถึงต้องรีบร้อนใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งโดยเฉพาะของเอกชน ผู้นำรถยนต์มาใช้เกือบจะมากกว่าผู้ที่เดินทางด้วยรถสาธารณะ และถือเป็นแหล่งรวมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในขณะที่ระบบการให้ใบอนุญาตขับรถของประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุทางถนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) จะเข้มงวดกับผู้ขับขี่หน้าใหม่ โดยมีการออกใบอนุญาตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน (Graduate licensing) ได้แก่ การเรียนและสอบขอใบอนุญาตไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง เมื่อสอบผ่านได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราวแล้ว ยังต้องขับโดยมีผู้มีประสบการณ์นั่งไปด้วย ห้ามขับเวลากลางคืน ฯลฯ และที่สำคัญคือ ถ้ามีการเมาแล้วขับ จะถูกยึดใบอนุญาตขับรถยนต์ทันที ปัจจัยสำคัญของความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ขับรถ ยนต์คือ การใช้ชีวิตของนักศึกษาในยุคปัจจุบันเองก็อยู่ในวัฒนธรรมของความเร่งรีบ ทุกอย่างดูต้องรวดเร็ว จึงจะถือว่าเก่ง เช่น ใครจะเรียนจบเร็ว ใครจะมีมือถือ มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ก่อน และที่สำคัญคือใครจะออกรถรุ่นใหม่ได้ก่อนกัน
ถ้ายังจำโฆษณารถรุ่น ใหม่ ของค่ายรถยุโรปแห่งหนึ่ง ที่ใช้แนวคิด (concept) เรื่องความเร่งรีบ-ความเร็ว เป็นจุดขาย “รีบไปรับแฟน รีบไปรับแม่ รีบไปทำงาน ชีวิตที่เร่งรีบ ต้องใช้รถ...” แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กับชีวิตที่เร่งรีบ ถือเป็นของคู่กัน นอกจากการมีชีวิตที่เร่งรีบของนิสิตนักศึกษาแล้ว การใช้ชีวิตด้วยความสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และเพื่อนฝูง ก็เป็นอีกจุดขายหนึ่งของ “ธุรกิจสุรา” ที่ใช้เป็นอาวุธเจาะตลาดกลุ่มนี้อย่างได้ผล
ดูจากตัวเลขของสำนัก งานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2539-2550 เยาวชนอายุ 15-19 ปี มีอัตราการดื่มประจำเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 โดยปี 2550 พบว่า เยาวชนที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มสุรามากถึง 19.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงถึง 2.3 ล้านคน นอกจากนี้ ผลสำรวจของเครือข่ายเยาวชนฯพบว่า มีร้านเหล้าเพิ่มขึ้นมากถึง 1,522 ร้าน จาก 45 สถาบัน หรือรอบมหาวิทยาลัย 1 แห่ง จะมีร้านเหล้ามากถึง 34 ร้าน ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์ และในหลายประเทศ บ่งชี้ให้เห็นว่า ยิ่งอายุน้อย ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยพบว่าระดับแอลกอฮอล์ของผู้ดื่มที่เป็นเยาวชน (15-19 ปี) จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าอายุ 20-25 ปี และ 30 ปีขึ้นไป
นอก จากนี้ยังพบว่า นักดื่มส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายในการขับรถเมื่อดื่มสุรา ดังจะเห็นได้จากเอแบคโพลล์เคยสำรวจและพบว่า 1/3 ของคนที่ดื่มเบียร์ 2 ขวด (ซึ่งจะเกินกว่า 50 mg/dl) ยังคิดว่าตัวเองขับขี่ได้เช่นเดียวกับคนดื่มสุรา 1 แบน ครึ่งหนึ่งระบุว่าตัวเองคิดว่าขับได้ สำหรับผู้ดื่มที่ดื่มหนักมากจะต้องใช้เวลาในการกำจัดแอลกอฮอล์ที่ยาวนานหลาย ชั่วโมง โดยพบว่า ผู้ที่ดื่มในปริมาณสูงในช่วงกลางคืน ก็อาจจะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง และมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในช่วงเช้าสำหรับเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวด้วยกัน ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการนั่งรถที่คนเมาขับ แต่ส่วนใหญ่ไม่ตระหนัก และบางส่วนไม่สามารถปฏิเสธการเดินทางได้
โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ศึกษาผู้พิการ 200 รายจากอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา พบว่า 3/4 อยู่ในวัย 13-30 ปี โดยกลุ่มผู้ชายระบุว่า ต้องฝืนขับทั้งๆ ที่เมา เพราะกลัวเสียหน้า บางส่วนจะหวงรถ ไม่ยอมให้คนอื่นขับ ส่วนกลุ่มหญิง จะเกรงใจในการปฏิเสธการเดินทางกับคนที่ดื่มและเมา ดังนั้น กลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ขับรถยนต์ ถือเป็นกลุ่มที่มีทั้ง 3 ปัจจัยเสี่ยงประกอบกันคือ (1) การขาดประสบการณ์ในการขับขี่ และวุฒิภาวะในการตัดสินใจ แต่มานั่งหลังพวงมาลัยรถยนต์ที่เครื่องยนต์มีกำลังสูง (2) การขับรถเร็ว และ (3) ดื่มแล้วขับ ซึ่งโอกาสที่ทั้ง 3 ปัจจัยจะมารวมกัน เกิดขึ้นได้ตลอด โดยเฉพาะสถานการณ์ที่จะมีการเฉลิมฉลอง ได้แก่ ปิดภาคเรียน รับปริญญา วันเกิดเพื่อน เทศกาลต่างๆ (ปีใหม่ วาเลนไทน์ สงกรานต์ ฮาโลวีน ลอยกระทง ฯลฯ)
คำถามท้ายสุดคือ นอกจากให้นิสิตนักศึกษาที่มีรถยนต์ขับขี่ ต้องเกิดจิตสำนึกความปลอดภัย และเรียนรู้ทักษะขับขี่ที่สำคัญแล้ว ใครจะช่วยพวกเขาได้ และคำตอบที่ผู้เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันรับผิดชอบคือ 1. กรมการขนส่งทางบก ควรทบทวนและพัฒนาระบบการออกใบอนุญาตขับรถยนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระบบ graduate licensing ในกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ 2. สถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ควรทบทวนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตนักศึกษา ว่าจะมีมาตรการหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรมอย่างไร มิใช่เมื่อเกิดเหตุการณ์ ก็มารณรงค์กวดขันแบบไฟไหม้ฟาง เพราะถ้าสกอ.และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา ได้มีการรวบรวมข้อมูลนิสิตนักศึกษาที่เสียชีวิตและพิการจากอุบัติเหตุทางถนน ตัวเลขไม่น่าจะต่ำกว่า 100 คนในแต่ละปี หรือคิดง่ายๆ ว่า ทุกๆ ปี จะมีนิสิตนักศึกษา หายไป 2 ห้องเรียน 3. ผู้ปกครองควรคิดให้รอบคอบก่อนสนับสนุนให้บุตรหลานใช้รถยนต์ และถ้าจำเป็นต้องมี ก็ควรมีเงื่อนไขหรือระบบการเรียนรู้ขับขี่ที่สำคัญคือ การกำกับช่วงเวลาใช้ โดยเฉพาะการขับขี่กลางคืน เดินทางต่างจังหวัด หรือการต้องไปเที่ยวฉลองในงานต่างๆ 4. เพื่อนๆ นิสิตนักศึกษาจะช่วยกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ในสถานศึกษา ไม่ตกเป็นเครื่องมือบริโภคนิยม ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ การมีรถขับขี่เป็นเรื่องสำคัญ โดยที่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ ช่วยกันลดพฤติกรรมขับรถเร็ว และดื่มแล้วขับ (เหมือนที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนข้อความในกระทู้ ดังนี้ นักศึกษาหญิงต้องช่วยเพื่อนนักศึกษาชาย โดยประกาศในมหาวิทยาลัยเลยว่า ฉันจะไม่มีแฟนเป็นคนขับรถเร็ว ดื่มเหล้าเก่ง เที่ยวดึก เป็นอันขาด ฉันเกลียดพวกนี้ แบบนี้พวกโชว์แมนจะลดจำนวนลง เพื่อนผู้ชายจะตายน้อยลง)
สุดท้าย ถ้าทุกฝ่ายไม่มองข้ามเรื่องเหล่านี้ และหันมาช่วยกัน พวกเขาเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนอาจจะเป็นคนใกล้ชิดหรือญาติของเรา คงจะมีชีวิตยืนยาว และเป็นอนาคตของครอบครัว และสังคมต่อไป
นพ. ธนะพงศ์ จินวงษ์
ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ที่มา: 'นักศึกษา' กับการขับรถยนต์ 'เหยื่อ' อุบัติเหตุทางถนนที่ทุกคนมองข้าม ไทยรัฐออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2553
Subscribe to:
Posts (Atom)

