ท่านเจ้าคุณ อำนาจอยู่ที่ความรัก ความศรัทธาของประชาชน หาได้อยู่ที่ตัวของท่านเจ้าคุณไม่
หลักการบริหารการปกครองที่เป็นจิตวิญญาณแห่งนักปกครองทุกคนจากพระผู้เป็นที่ รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ล้นเกล้าล้นกระหม่อมรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราช
ในฐานะพลเมืองดีจึงขอให้ท่านผู้ใช้อำนาจทางการบริหารโดยเฉพาะท่านนักการ เมืองผู้มีอำนาจในวันนี้ทั้งหลายได้ระลึกถึงเนื่องในวันปิยมหาราช
ได้สติเอาไปทำมั่ง ไม่ทำมั่ง ยังได้ลดความเดือดร้อนของประชาชนและเหล่าข้าราชการประจำลงได้สักหน่อย
กลัวนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางหลักการบริหารงานบุคคล เรื่องการสละตำแหน่งอีกนะโยม
ชาวบ้านเขาเป็นงงมาก ๆ และยังงงไม่ฟื้นจนบัดนี้
ส่วนข้าราชการประจำที่เผลอไผลไปกระทำผิดวินัย อันนี้ถือว่าท่านเลือกทางเดือดร้อนของท่านด้วยตัวเอง โทษใครหาได้ไม่
ยกเว้นท่านที่ยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ ชีวิตก็ต้องสู้กันต่อไป
เช่นในขณะนี้ที่ต้องเอาใจช่วยทั้งนายอำเภอทั้งนายตำรวจ คู่ใหญ่ตัวจริงเสียงจริงประจำอำเภอ
รักกันจริง ขึ้นเขาลงห้วย ไม่ทิ้งซึ่งกันและกันแบบไม่ต้องพิสูจน์ดีเอ็นเอ
นายพลตำรวจใหญ่ขอสละตำแหน่งมาหมาด ๆ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเดินตามรอยกันเป๊ะ
คำสั่งแต่งตั้งนายอำเภอซีเก้ายังลูกผีลูกคน โผแต่งตั้งนายตำรวจโดย ก.ตร.ก็ยังไม่ไปไหน
นักเรียนนายอำเภอกำลังถูก ป.ป.ช.กล่าวหาเรื่องทุจริต การสอบเป็นนายตำรวจสัญญาบัตรกำลังถูกยกเลิกเพราะมีทุจริตในการสอบ
ตักบาตรร่วมขันกันมาจริง
เอาใจช่วยครับท่าน ทองแท้ย่อมทนต่อการพิสูจน์ แต่โปรดระวังนักการเมืองแอบหยิบไปจำนำอีกก็แล้วกัน ราคากำลังดี
ท่านข้าราชการที่กำลังประสบวิบากกรรมถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ท่านคงทราบดีว่าเงินเดือนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ท่านยังได้รับอยู่จน กว่าจะถูกสั่งลงโทษ
เว้นจากการลงโทษระดับเบาประเภทว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ หรือตัดเงินเดือน แบบนี้หลวงท่านยังเลี้ยงดูอยู่แต่ถ้าเจอโทษเป็นให้ออก ปลดออกหรือไล่ออก ท่านต้องไปทำมาหากินใหม่
กระทั่งถูกลงโทษแรง ๆ ดังกล่าวไปแล้วต่อมาได้รับการพิจารณายกโทษก็ยังมีสิทธิได้รับเงินเดือนถ้า การลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก นั้นได้มีคำสั่งไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ตาม ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนให้แก่ ข้าราชการ ซึ่งถูกสั่งให้ออก ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้าราชการซึ่งถูกสั่งให้ ออก ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการแล้วต่อมาได้รับการพิจารณายกโทษ พ.ศ. ๒๕๓๘
ท่านกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ในระหว่างที่มิได้มาปฏิบัติราชการ เนื่องจากถูกลงโทษให้ออก ปลดออกหรือไล่ออกโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เป็นการยกเว้นหลักการรับเงินเดือนของข้าราชการประจำทั้งหลายว่า การจ่ายเงินเดือนให้ผู้ใด ผู้นั้นต้องมาทำงาน
แต่ตามธรรมเนียมพี่ไทย มีกฎหมายที่ไหน มีปัญหาที่นั่น ยิ่งชื่อ ยาว ๆ ยังงี้เดี๋ยวสวย
ข้าราชการท่านหนึ่งถูกไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจตามกฎหมายจนได้ความกลับมาว่ากระบวนการสอบสวนไม่ถูก ต้อง มิได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าว หาทราบ
ให้ เพิกถอนคำสั่งไล่ออก แล้วให้บรรจุกลับเข้ารับราชการตามเดิมแล้ว สอบสวนใหม่ ให้ถูกต้อง
ทุกอย่างกลับมาดีเหมือนเดิมยกเว้นช่วงระยะเวลาที่ถูกไล่ออกนับแต่วันที่รับ คำสั่งไล่ออกจนถึงวันที่ได้รับคำสั่งเพิกถอนการไล่ออกและให้กลับ มารับราชการใหม่ได้
รวมสี่ปีกว่า ซึ่งเจ้านายท่านสั่งไม่ให้รับเงินเดือนในช่วงนี้ซึ่งนับดูแล้วแปดแสนกว่าบาท ท่านอ้างว่าเงินคืองาน งานคือเงิน จะจ่ายเงินเดือนให้ผู้ใด ผู้นั้นต้องมาทำงาน
สูนอนเอกเขนกสบายอยู่กับบ้าน ตูจึงไม่จ่าย
ตาม พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จบำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕
นึกว่าตบจูบ นี่ ตบ เตะ แถมเข่าศอก เงินตั้งเกือบล้าน ถึงไม่มี คลิปวิดีโอ ก็ต้องฟ้อง ชิมิ
จึงยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองให้เจ้านายผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเดือน ระหว่างถูกไล่ออกจนถึงวันที่ได้กลับเข้ารับราชการแปดแสนกว่ารวมถึงเวลา ราชการที่สะดุดหายไปให้บวกมาเหมือนเดิมด้วย
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเดือนให้ผู้ฟ้องคดีตาม ฟ้อง ท่านว่าการดำเนินการสอบสวนหลังการกลับเข้ารับราชการใหม่อีกเป็นการดำเนินการ ทางวินัยครั้งใหม่ ผู้ฟ้องคดียังไม่ใช่ผู้กระทำผิดวินัย
สะดุ้งกันทั้งกรม ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ตามระเบียบดังกล่าวผู้ที่จะมีสิทธิรับเงินเดือนในช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็ต่อ เมื่อการดำเนินการทางวินัยถึงที่สุดแล้ว
ประเด็นปัญหาในคดีนี้ที่ผู้ฟ้องคดีได้กลับมารับราชการโดยเพิกถอนคำสั่งไล่ ออกแต่เดิมแต่ยังมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยในข้อหาเดิมไม่ว่าจะ เป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่
ถามว่าเป็นการดำเนินการทางวินัยครั้งใหม่หรือไม่ ที่ผ่านมาไม่มีผลจึงรับเงินเดือนได้
ท่านว่า ถือได้ว่า กระบวนการดำเนินการทางวินัยยังไม่ถึงที่สุด เพราะยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในข้อหาเดิม ถ้าไม่มีการดำเนินการทางวินัยต่อไปจึงจะถือว่ากรณีถึงที่สุดแล้ว จึงจะจ่ายเงินเดือนในระหว่างถูกไล่ออกได้ตามระเบียบกระทรวงการคลัง
ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีหน้าที่จ่ายเงินเดือนระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีมิได้มาปฏิบัติราชการระหว่างถูกไล่ออก
พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๑๕/๒๕๔๙)
งานไม่มา เงินไม่มี
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
ที่มา: งานคือเงิน เงินคืองาน กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2553
Sunday, December 26, 2010
ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร
สมัยเป็นเด็กนักเรียนประถม คุณครูสอนว่าประเทศไทยเป็นประเทศในเขตมรสุม
ฝนตกน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติ ปู่ย่าตายายจึงสร้างบ้านเรือนยกสูง หน้าน้ำขึ้นไปอยู่บนเรือน หน้าแล้งลงมารับลมโกรกชั้นล่างเย็นสบายดี สมัยนี้ผู้คนมากขึ้น ตัดไม้ทำลายป่ารุนแรง พื้นที่รับน้ำหมดเกลี้ยง ถนนตัดผ่านทางน้ำเดิม ชุมชนมีหนาแน่นทุกแห่ง จากฝนตกน้ำท่วมจึงกลายเป็นอุทกภัยร้ายแรงที่พี่น้องประชาชน กำลังประสบกันในขณะนี้
ยังไม่เห็นทางแก้เลยขอรับ
เหมือนมรสุมในชีวิตการรับราชการในปัจจุบันที่มีมากกว่าแต่ก่อนเช่นกัน
โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นปัญหาใหญ่ท่ามกลางระบบคุณธรรมที่มีไว้ใช้เฉพาะในราชการ วงสัมมนาเท่านั้น
ส่วนของจริงท่านนักการเมืองผู้มีอำนาจท่านจัดระบบตามคุณธรรมของท่านเอง
ยังไม่เห็นทางแก้เหมือนกัน
แล้วมันก็มีผลกระทบลงไปทุกระดับ ทุกเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องการบำเหน็จความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือนขวัญกำลังใจข้าราชการทั้งหลาย
บัดนี้กำลังอยู่ในระบบคุณธรรมตามหลักการเด็กใคร เด็กมันอีกจนได้
ท่านที่เจอมรสุมลูกนี้ โปรดตรวจดูเรื่องราวตามกฎหมายในเรื่องนี้ไว้ช่วยตนเองสักหน่อย
เดี๋ยวนี้มีทั้ง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีศาลปกครองไว้เป็นที่พึ่ง ไม่ต้องเซ็งชีวิตเพียงโดดเดี่ยวเหมือนสมัยก่อน
คดีนี้เกิดขึ้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๗๒ ท่านว่าการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญให้ผู้บังคับบัญชา พิจารณา โดยคำนึงถึง คุณภาพและปริมาณงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน ที่ได้ปฏิบัติมา ความสามารถและความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน ตลอดจนการรักษาวินัยและการปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
ท่านกำหนดไว้ตาม กฎ ก.พ. วรรคสอง ว่าการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการพลเรือนสามัญที่อยู่ในหลักเกณฑ์ตาม วรรคหนึ่งให้อยู่ใน ดุลพินิจ ของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณา
นี่แหละญาติโยมทั้งหลาย พอเป็นดุลพินิจของท่าน ท่านก็ใช้ดุลพินิจแบบไทย ๆ เป็นเรื่องทุกที
แบบนี้ต้องดูคดีที่ศาลปกครองท่านวินิจฉัยการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชากันหน่อย
ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการระดับ ๖ ประจำศูนย์ในต่างจังหวัดของกรมใหญ่กรมหนึ่ง
มีทั้งหมด ๓๑ ศูนย์ทั่วประเทศ ทำงานทำการตามความรับผิดชอบเดียวกัน แต่ปรากฏว่าศูนย์ที่ผู้ฟ้องคดีทำงานอยู่ได้รับการประเมินว่าทำงานได้มีผลดี เป็นลำดับที่ ๗ ใน ๑๕ อันดับแรกของศูนย์ทั้งหมด
เจ้านายที่ศูนย์รับรองตอกย้ำด้วยการประเมินผลงานในระดับดีเด่น แบบนี้ต้องได้รับบำเหน็จความดีความชอบแหง ๆ
แต่ก็เป็นอย่างที่คาดไว้นั่นแหละขอรับ สองขั้นดันไปสิงสู่อยู่ที่กรมเป็นส่วนใหญ่ ตนเองจึงแห้วได้ขั้นเดียวตามระบบคุณนะทำ
แล้วมีข้อสังเกตด้วยว่าเมื่อเทียบกับศูนย์ที่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นในกลุ่มข้าราชการระดับ ๖ และระดับ ๗ ทั้ง ๓๑ ศูนย์
มีอยู่สามศูนย์ใน ๑๕ ศูนย์อันดับแรกดังกล่าวที่ข้าราชการระดับ ๖ ได้เลื่อนสองขั้น ผู้อำนวยการศูนย์ได้ขั้นครึ่ง
ไม่ได้อิจฉานะ แต่ทั้งสามศูนย์ดังกล่าวมีภาระงานน้อยกว่า ใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายมากกว่า
แล้วจะไม่คิดมากได้ไง อุทธรณ์ขอความเป็นธรรมไปสองครั้งก็เงียบสนิท
ก็ต้องเป็นคดีที่ศาลปกครอง เจ้านายใช้ดุลพินิจโดยมิชอบนี่หว่า
งานนี้ ท่านชี้แจงมาง่าย ๆ ตามสูตรว่า เป็นเรื่องของการคำนวณสัดส่วนของแต่ละกลุ่ม ไม่มีเงินเหลือตามสัดส่วนสองขั้นในกลุ่มระดับ ๖ ระดับ ๗
มีให้หนึ่งขั้นน่ะบุญแล้วน้องเอ๋ย
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้กรมผู้ถูกฟ้องคดีเลื่อนขั้นเงินเดือนให้น้องเขา ซะดี ๆ ใหม่อีกครั้งหนึ่งภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
ยัง ยังดื้อตาใส กรมผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเรื่องความจำเป็นของส่วนสัด เอ๊ย สัดส่วนเหมือนเดิม
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่กรมผู้ถูกฟ้องคดีเลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นให้แก่ข้าราชการระดับ ๖ และหนึ่งขั้นครึ่งแก่ผู้อำนวยการศูนย์ทั้งสามศูนย์ดังกล่าว
ทั้งที่ศูนย์ของผู้ฟ้องคดีได้รับมอบหมายงานจากผู้ถูกฟ้องคดีมากกว่าทั้งสามศูนย์ดังกล่าวและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานน้อยกว่ามาก
ท่านว่าเป็นการพิจารณาเลื่อนขั้นโดย ไม่คำนึงถึงปริมาณงาน ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการดำเนินงานแต่ละศูนย์
ผู้ฟ้องคดีสมควรได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นก่อนสามศูนย์ดังกล่าว
เป็นการใช้ดุลพินิจ โดยมิชอบตามมาตรา ๗๒ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ พิพากษายืน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๑๔ / ๒๕๔๙)
ค่าของคนต้องไปคุยกันที่ศาลปกครองนะครับ
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
ที่มา: ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2553
ฝนตกน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติ ปู่ย่าตายายจึงสร้างบ้านเรือนยกสูง หน้าน้ำขึ้นไปอยู่บนเรือน หน้าแล้งลงมารับลมโกรกชั้นล่างเย็นสบายดี สมัยนี้ผู้คนมากขึ้น ตัดไม้ทำลายป่ารุนแรง พื้นที่รับน้ำหมดเกลี้ยง ถนนตัดผ่านทางน้ำเดิม ชุมชนมีหนาแน่นทุกแห่ง จากฝนตกน้ำท่วมจึงกลายเป็นอุทกภัยร้ายแรงที่พี่น้องประชาชน กำลังประสบกันในขณะนี้
ยังไม่เห็นทางแก้เลยขอรับ
เหมือนมรสุมในชีวิตการรับราชการในปัจจุบันที่มีมากกว่าแต่ก่อนเช่นกัน
โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นปัญหาใหญ่ท่ามกลางระบบคุณธรรมที่มีไว้ใช้เฉพาะในราชการ วงสัมมนาเท่านั้น
ส่วนของจริงท่านนักการเมืองผู้มีอำนาจท่านจัดระบบตามคุณธรรมของท่านเอง
ยังไม่เห็นทางแก้เหมือนกัน
แล้วมันก็มีผลกระทบลงไปทุกระดับ ทุกเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องการบำเหน็จความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือนขวัญกำลังใจข้าราชการทั้งหลาย
บัดนี้กำลังอยู่ในระบบคุณธรรมตามหลักการเด็กใคร เด็กมันอีกจนได้
ท่านที่เจอมรสุมลูกนี้ โปรดตรวจดูเรื่องราวตามกฎหมายในเรื่องนี้ไว้ช่วยตนเองสักหน่อย
เดี๋ยวนี้มีทั้ง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีศาลปกครองไว้เป็นที่พึ่ง ไม่ต้องเซ็งชีวิตเพียงโดดเดี่ยวเหมือนสมัยก่อน
คดีนี้เกิดขึ้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๗๒ ท่านว่าการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญให้ผู้บังคับบัญชา พิจารณา โดยคำนึงถึง คุณภาพและปริมาณงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน ที่ได้ปฏิบัติมา ความสามารถและความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน ตลอดจนการรักษาวินัยและการปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
ท่านกำหนดไว้ตาม กฎ ก.พ. วรรคสอง ว่าการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการพลเรือนสามัญที่อยู่ในหลักเกณฑ์ตาม วรรคหนึ่งให้อยู่ใน ดุลพินิจ ของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณา
นี่แหละญาติโยมทั้งหลาย พอเป็นดุลพินิจของท่าน ท่านก็ใช้ดุลพินิจแบบไทย ๆ เป็นเรื่องทุกที
แบบนี้ต้องดูคดีที่ศาลปกครองท่านวินิจฉัยการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชากันหน่อย
ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการระดับ ๖ ประจำศูนย์ในต่างจังหวัดของกรมใหญ่กรมหนึ่ง
มีทั้งหมด ๓๑ ศูนย์ทั่วประเทศ ทำงานทำการตามความรับผิดชอบเดียวกัน แต่ปรากฏว่าศูนย์ที่ผู้ฟ้องคดีทำงานอยู่ได้รับการประเมินว่าทำงานได้มีผลดี เป็นลำดับที่ ๗ ใน ๑๕ อันดับแรกของศูนย์ทั้งหมด
เจ้านายที่ศูนย์รับรองตอกย้ำด้วยการประเมินผลงานในระดับดีเด่น แบบนี้ต้องได้รับบำเหน็จความดีความชอบแหง ๆ
แต่ก็เป็นอย่างที่คาดไว้นั่นแหละขอรับ สองขั้นดันไปสิงสู่อยู่ที่กรมเป็นส่วนใหญ่ ตนเองจึงแห้วได้ขั้นเดียวตามระบบคุณนะทำ
แล้วมีข้อสังเกตด้วยว่าเมื่อเทียบกับศูนย์ที่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นในกลุ่มข้าราชการระดับ ๖ และระดับ ๗ ทั้ง ๓๑ ศูนย์
มีอยู่สามศูนย์ใน ๑๕ ศูนย์อันดับแรกดังกล่าวที่ข้าราชการระดับ ๖ ได้เลื่อนสองขั้น ผู้อำนวยการศูนย์ได้ขั้นครึ่ง
ไม่ได้อิจฉานะ แต่ทั้งสามศูนย์ดังกล่าวมีภาระงานน้อยกว่า ใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายมากกว่า
แล้วจะไม่คิดมากได้ไง อุทธรณ์ขอความเป็นธรรมไปสองครั้งก็เงียบสนิท
ก็ต้องเป็นคดีที่ศาลปกครอง เจ้านายใช้ดุลพินิจโดยมิชอบนี่หว่า
งานนี้ ท่านชี้แจงมาง่าย ๆ ตามสูตรว่า เป็นเรื่องของการคำนวณสัดส่วนของแต่ละกลุ่ม ไม่มีเงินเหลือตามสัดส่วนสองขั้นในกลุ่มระดับ ๖ ระดับ ๗
มีให้หนึ่งขั้นน่ะบุญแล้วน้องเอ๋ย
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้กรมผู้ถูกฟ้องคดีเลื่อนขั้นเงินเดือนให้น้องเขา ซะดี ๆ ใหม่อีกครั้งหนึ่งภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
ยัง ยังดื้อตาใส กรมผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเรื่องความจำเป็นของส่วนสัด เอ๊ย สัดส่วนเหมือนเดิม
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่กรมผู้ถูกฟ้องคดีเลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นให้แก่ข้าราชการระดับ ๖ และหนึ่งขั้นครึ่งแก่ผู้อำนวยการศูนย์ทั้งสามศูนย์ดังกล่าว
ทั้งที่ศูนย์ของผู้ฟ้องคดีได้รับมอบหมายงานจากผู้ถูกฟ้องคดีมากกว่าทั้งสามศูนย์ดังกล่าวและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานน้อยกว่ามาก
ท่านว่าเป็นการพิจารณาเลื่อนขั้นโดย ไม่คำนึงถึงปริมาณงาน ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการดำเนินงานแต่ละศูนย์
ผู้ฟ้องคดีสมควรได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นก่อนสามศูนย์ดังกล่าว
เป็นการใช้ดุลพินิจ โดยมิชอบตามมาตรา ๗๒ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕ พิพากษายืน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๑๔ / ๒๕๔๙)
ค่าของคนต้องไปคุยกันที่ศาลปกครองนะครับ
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
ที่มา: ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2553
ขึ้นเงินเดือนแต่เงินเดือนไม่ขึ้น
เรื่องขึ้นเงินเดือนเป็นเรื่องของรัฐบาล มีแต่ความเบิกบานใจสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คนพิจารณาทำเรื่องนี้ได้รับความชื่นชม คะแนนนิยมกระฉูด
ส่วนเรื่องเงินเดือนไม่ขึ้นเป็นเรื่องของข้าราชการ
ใครโดนเรื่องนี้เข้าย่อมหมองหม่นทุกข์ใจ มีแต่อารมณ์อยากเตะคนพิจารณา
สุดขั้วกันอย่างนี้แหละครับท่าน
การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีเป็นสิทธิของข้าราชการทุกคนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลกำหนด
แวดวงข้าราชการเรียกกันว่าขึ้นเงินเดือนเหมือนกัน ขึ้นหนึ่งขั้น ขั้นครึ่งหรือสุดยอดสองขั้น ถ้าสุดยอดระดับพรวดพราดเจ็ดขั้น เก้าขั้น
อันนี้ก็แรงไปไม่มีใครอยากได้ ผู้ได้รับการปูนบำเหน็จไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตกันทั้งนั้น
ส่วนใหญ่ต้องไปประกาศคุณงามความดีที่มีความชอบเก้าขั้นเจ็ดขั้นกันในวันฌาปนกิจที่วัด
การเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาการเลื่อนขั้นของผู้ใต้บังคับบัญชาตามกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ
เมื่อเป็นดุลพินิจของบุคคลที่เป็นเจ้านาย พระเดชพระคุณท่านที่เคารพจึงมีเรื่องราวอันหลากหลายว่าผู้บังคับบัญชาใช้ อำนาจไม่เป็นธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง เด็กใครเด็กมัน (อีกแล้ว)
จึงขอนำแนวทางปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนจากคำพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุดมานำเรียนทั้งท่านผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
ในโอกาสอันเป็นมงคลที่ได้ขึ้นเงินเดือนจากรัฐบาลและดันอัปมงคลเจ้านายไม่ขึ้นเงินเดือน
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครู ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งเลื่อนขั้นให้แค่ครึ่งขั้น โดยใช้อำนาจพิจารณาเพียงฝ่ายเดียว ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนตามวิธีประเมินความดีความชอบ
อย่างนี้ความอดทนเกินลิมิตแล้ว จึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งเลื่อนขั้นดังกล่าว
กฎหมายว่าด้วยการเลื่อนขั้นของข้าราชการครูคือกฎ ก.ค. ฉบับที่ ๒๐ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓
ข้อ ๙ กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายนำผลการประเมินการ ปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค. กำหนด และข้อมูลเกี่ยวกับการลา พฤติกรรมการมาทำงาน การรักษา วินัย การปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการครูและข้อควรพิจารณาอื่น ๆ ของข้าราชการครูผู้นั้นมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วรายงานผลการ พิจารณานั้นพร้อมด้วยข้อมูลดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปตาม ลำดับจนถึงผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน
กฎหมายว่าไว้อย่างนี้ ถามว่าในการพิจารณาเลื่อนขั้นของผู้บังคับบัญชาคุณครูผู้ฟ้องคดีท่านทำประการใดบ้าง
ไม่ได้ประมง ประเมินอะไรให้วุ่นวายกับเขาหรอกครับท่าน
ศาลปกครองสูงสุดท่านจึงวินิจฉัยแนวทางปฏิบัติในกรณีนี้ดังนี้ว่า กฎ ก.ค.ตามข้อ ๙ ดังกล่าวได้กำหนดกรอบการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาว่า ต้องนำผลการประเมินการปฏิบัติงานซึ่งผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้รับการ ประเมินเป็นผู้ประเมินเบื้องต้นตามหัวข้อที่กำหนด แล้วนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามสายการบังคับบัญชา
ทั้งนี้ ให้จัดมีการประเมินอย่างน้อย ปีละสองครั้ง โดยระยะเวลาในการประเมินห่างกันพอสมควร และเมื่อเสร็จการประเมินผลแต่ละครั้ง ผู้ประเมินต้องแจ้งการประเมินและผลการประเมินให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูก ประเมินทราบเป็นรายบุคคล
เพื่อให้มีการแก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานรวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับ บัญชาที่ถูกประเมินได้ชี้แจง ให้ความเห็นหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินและผลการประเมินดังกล่าว
อันจะทำให้การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการครูมีความเป็นธรรม โปร่งใส สามารถตรวจสอบและอธิบายได้
อีกทั้ง ผู้ใต้บังคับบัญชามีโอกาสทราบผลการประเมินเพื่อการโต้แย้งหรือปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น
ผู้บังคับบัญชาไม่ได้ทำดังที่ว่ามานี้สักอย่าง
การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนในกรณีนี้จึง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๑/๒๕๔๘)
เมื่อไม่ชอบก็ต้องถูกเพิกถอนคำสั่ง ไปทำคำสั่งใหม่ให้ชอบ ห้ามมั่วมาเหมือนเดิม
(ท่าน ผอ.ใช้กฎ"ก.อ."(กูเอง)หน้าแหกมั๊ย หมออาจไม่รับเย็บเด้อค่ะเด้อ)
ประเด็นต่อมา กฎ ก.ค.ฉบับดังกล่าวตามข้อ ๖ กำหนดว่า ข้าราชการครูที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีหนึ่งขั้น ในรอบปีที่แล้วมาต้องไม่ขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
จึงมีปัญหาว่าท่านผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขตออกคำสั่งเลื่อน ขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการครูรายหนึ่ง หนึ่งขั้นเรียบร้อยแล้ว บัดนี้มีคำสั่งตามหลังจากหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอให้ลงโทษภาคทัณฑ์คุณครู รายนี้กรณีขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรในรอบปีที่แล้วมา
คำสั่งลงโทษมาทีหลังคำสั่งเลื่อนขั้น และเข้ากรณีเลื่อนขั้นให้คุณครูรายนี้ไม่ได้จะเพิกถอนแก้ไขคำสั่งเดิมได้ไหม
ได้ไม่ได้ ท่านผอ.เขตออกคำสั่งแก้ไขคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนเดิมโดยถอนชื่อคุณครูผู้ ถูกลงโทษออกจากคำสั่งเดิมดังกล่าวเรียบร้อยแบบไม่ต้องมีคุณครูวิวัฒน์
จึงเป็นคดีที่ศาลปกครองตามธรรมเนียม ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้คุณครูผู้ฟ้องคดี หนึ่งขั้น ขัดต่อข้อ ๖ แห่งกฎ ก.ค.ดังกล่าว เป็นการออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนที่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง
การออกคำสั่งเพิกถอน ชื่อคุณครูผู้ฟ้องคดีจึง ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาที่ อ.๙๗/๒๕๔๗)
เป็นการแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่เกิดจาก"ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง"โดยหน่วยงาน ทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ครับท่าน (สรุปกรณีนี้เงินเดือนไม่ขึ้น)
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
praepim@yahoo.com
ที่มา: ขึ้นเงินเดือนแต่เงินเดือนไม่ขึ้น กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2553
ส่วนเรื่องเงินเดือนไม่ขึ้นเป็นเรื่องของข้าราชการ
ใครโดนเรื่องนี้เข้าย่อมหมองหม่นทุกข์ใจ มีแต่อารมณ์อยากเตะคนพิจารณา
สุดขั้วกันอย่างนี้แหละครับท่าน
การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีเป็นสิทธิของข้าราชการทุกคนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลกำหนด
แวดวงข้าราชการเรียกกันว่าขึ้นเงินเดือนเหมือนกัน ขึ้นหนึ่งขั้น ขั้นครึ่งหรือสุดยอดสองขั้น ถ้าสุดยอดระดับพรวดพราดเจ็ดขั้น เก้าขั้น
อันนี้ก็แรงไปไม่มีใครอยากได้ ผู้ได้รับการปูนบำเหน็จไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตกันทั้งนั้น
ส่วนใหญ่ต้องไปประกาศคุณงามความดีที่มีความชอบเก้าขั้นเจ็ดขั้นกันในวันฌาปนกิจที่วัด
การเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาการเลื่อนขั้นของผู้ใต้บังคับบัญชาตามกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ
เมื่อเป็นดุลพินิจของบุคคลที่เป็นเจ้านาย พระเดชพระคุณท่านที่เคารพจึงมีเรื่องราวอันหลากหลายว่าผู้บังคับบัญชาใช้ อำนาจไม่เป็นธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง เด็กใครเด็กมัน (อีกแล้ว)
จึงขอนำแนวทางปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนจากคำพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุดมานำเรียนทั้งท่านผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
ในโอกาสอันเป็นมงคลที่ได้ขึ้นเงินเดือนจากรัฐบาลและดันอัปมงคลเจ้านายไม่ขึ้นเงินเดือน
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการครู ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งเลื่อนขั้นให้แค่ครึ่งขั้น โดยใช้อำนาจพิจารณาเพียงฝ่ายเดียว ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนตามวิธีประเมินความดีความชอบ
อย่างนี้ความอดทนเกินลิมิตแล้ว จึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งเลื่อนขั้นดังกล่าว
กฎหมายว่าด้วยการเลื่อนขั้นของข้าราชการครูคือกฎ ก.ค. ฉบับที่ ๒๐ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓
ข้อ ๙ กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายนำผลการประเมินการ ปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค. กำหนด และข้อมูลเกี่ยวกับการลา พฤติกรรมการมาทำงาน การรักษา วินัย การปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการครูและข้อควรพิจารณาอื่น ๆ ของข้าราชการครูผู้นั้นมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วรายงานผลการ พิจารณานั้นพร้อมด้วยข้อมูลดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปตาม ลำดับจนถึงผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน
กฎหมายว่าไว้อย่างนี้ ถามว่าในการพิจารณาเลื่อนขั้นของผู้บังคับบัญชาคุณครูผู้ฟ้องคดีท่านทำประการใดบ้าง
ไม่ได้ประมง ประเมินอะไรให้วุ่นวายกับเขาหรอกครับท่าน
ศาลปกครองสูงสุดท่านจึงวินิจฉัยแนวทางปฏิบัติในกรณีนี้ดังนี้ว่า กฎ ก.ค.ตามข้อ ๙ ดังกล่าวได้กำหนดกรอบการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาว่า ต้องนำผลการประเมินการปฏิบัติงานซึ่งผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้รับการ ประเมินเป็นผู้ประเมินเบื้องต้นตามหัวข้อที่กำหนด แล้วนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามสายการบังคับบัญชา
ทั้งนี้ ให้จัดมีการประเมินอย่างน้อย ปีละสองครั้ง โดยระยะเวลาในการประเมินห่างกันพอสมควร และเมื่อเสร็จการประเมินผลแต่ละครั้ง ผู้ประเมินต้องแจ้งการประเมินและผลการประเมินให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูก ประเมินทราบเป็นรายบุคคล
เพื่อให้มีการแก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานรวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับ บัญชาที่ถูกประเมินได้ชี้แจง ให้ความเห็นหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินและผลการประเมินดังกล่าว
อันจะทำให้การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการครูมีความเป็นธรรม โปร่งใส สามารถตรวจสอบและอธิบายได้
อีกทั้ง ผู้ใต้บังคับบัญชามีโอกาสทราบผลการประเมินเพื่อการโต้แย้งหรือปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น
ผู้บังคับบัญชาไม่ได้ทำดังที่ว่ามานี้สักอย่าง
การพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนในกรณีนี้จึง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๑/๒๕๔๘)
เมื่อไม่ชอบก็ต้องถูกเพิกถอนคำสั่ง ไปทำคำสั่งใหม่ให้ชอบ ห้ามมั่วมาเหมือนเดิม
(ท่าน ผอ.ใช้กฎ"ก.อ."(กูเอง)หน้าแหกมั๊ย หมออาจไม่รับเย็บเด้อค่ะเด้อ)
ประเด็นต่อมา กฎ ก.ค.ฉบับดังกล่าวตามข้อ ๖ กำหนดว่า ข้าราชการครูที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีหนึ่งขั้น ในรอบปีที่แล้วมาต้องไม่ขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
จึงมีปัญหาว่าท่านผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขตออกคำสั่งเลื่อน ขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการครูรายหนึ่ง หนึ่งขั้นเรียบร้อยแล้ว บัดนี้มีคำสั่งตามหลังจากหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอให้ลงโทษภาคทัณฑ์คุณครู รายนี้กรณีขาดราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรในรอบปีที่แล้วมา
คำสั่งลงโทษมาทีหลังคำสั่งเลื่อนขั้น และเข้ากรณีเลื่อนขั้นให้คุณครูรายนี้ไม่ได้จะเพิกถอนแก้ไขคำสั่งเดิมได้ไหม
ได้ไม่ได้ ท่านผอ.เขตออกคำสั่งแก้ไขคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนเดิมโดยถอนชื่อคุณครูผู้ ถูกลงโทษออกจากคำสั่งเดิมดังกล่าวเรียบร้อยแบบไม่ต้องมีคุณครูวิวัฒน์
จึงเป็นคดีที่ศาลปกครองตามธรรมเนียม ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้คุณครูผู้ฟ้องคดี หนึ่งขั้น ขัดต่อข้อ ๖ แห่งกฎ ก.ค.ดังกล่าว เป็นการออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนที่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง
การออกคำสั่งเพิกถอน ชื่อคุณครูผู้ฟ้องคดีจึง ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาที่ อ.๙๗/๒๕๔๗)
เป็นการแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่เกิดจาก"ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง"โดยหน่วยงาน ทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ครับท่าน (สรุปกรณีนี้เงินเดือนไม่ขึ้น)
พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์
praepim@yahoo.com
ที่มา: ขึ้นเงินเดือนแต่เงินเดือนไม่ขึ้น กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2553
ผลจากการประเมินคุณภาพของนักเรียนด้วยข้อสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) ของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD(Organisation for Economic Co-operation and Development) ซึ่งเป็นการประเมินตรวจสอบโดยมองไปในอนาคตว่าระบบการศึกษาได้เตรียมความ พร้อมให้กับเยาวชนสำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และเพื่อการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ พบว่า นักเรียนไทยยังมีระดับ “ความรู้หนังสือ” (ผู้เขียนขอใช้คำว่า “ความรู้หนังสือ” แทนคำว่า “Literacy” ซึ่งน่าจะยังไม่มีคำไทยที่จะสื่อความหมายได้ตรงตัวที่สุด) อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์และอยู่ในลำดับท้ายๆ ซึ่ง “ความรู้หนังสือ” นี้มิได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านออกเขียนได้ และคิดคำนวณเป็นเท่านั้น แต่มีความหมายรวมไปถึงความสามารถในการวิเคราะห์ ตีความสารสนเทศที่ได้จากการอ่าน การรู้เท่าทันข้อมูล สื่อ เหตุการณ์ หรือสภาวการณ์ต่างๆ ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่มีข้อมูลสารสนเทศท่วมหัวเช่นใน ปัจจุบัน
แนวโน้มการศึกษาของไทยเองก็ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบหลักสูตรให้เป็น “หลักสูตรอิงมาตรฐาน(Standard-Based Curriculum)” แทนหลักสูตรเดิมซึ่งเป็นหลักสูตรแบบอิงเนื้อหา(Content-Based Curriculum) เพราะการจำข้อมูลความรู้ไปแบบดิบๆ ของนักเรียนไม่สามารถจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้พัฒนาประเทศชาติได้ ยิ่งสถานการณ์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา องค์ความรู้ต่างๆ ก็มีการปรับเปลี่ยน/เพิ่มเติมอย่างรวดเร็วจนยากที่ครูจะบอกสอนผู้เรียนได้ ครบทุกเรื่อง โรงเรียนจึงควรสอนความรู้ที่เป็นรากฐานสำคัญและทักษะที่ผู้เรียนจะนำไปใช้ใน การแสวงหาความรู้หรือเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองได้ในภายภาคหน้า
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เองก็พยายามที่จะระบุสมรรถนะที่สำคัญสำหรับผู้เรียนไว้ 5 ประการคือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น แต่ผู้เขียนเองก็ไม่มั่นใจนักว่ากิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนทั่วไปจะ ส่งเสริมให้เกิดสมรรถนะดังกล่าวได้เป็นอย่างดีหรือไม่ หากทุกฝ่ายยังไม่เข้าใจเหตุผลความจำเป็นที่แท้จริง จึงอยากเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่มีความจำเป็นต่อผู้เรียนสำหรับ โลกในอนาคต ซึ่งครูควรหล่อหลอมและปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียน ดังนี้
1. นักอ่าน จากตัวเลขสถิติการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยของคนไทยที่น้อยจนน่าวิตก รัฐบาลเองก็มีความพยายามที่จะผลักดันเรื่อง “รักการอ่าน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ก็ยังดูเป็นเพียงลมปาก (Lip Services) เท่านั้น ผู้เขียนอยากเสริมในประเด็นนี้อีกว่า นอกจากในเรื่องของการอ่านภาษาไทยแล้ว โรงเรียนคงต้องช่วยส่งเสริมในเรื่องการอ่านและใช้ภาษาอังกฤษด้วย ทำอย่างไรจะทำให้สังคมไทยยอมรับภาษาอังกฤษได้อย่างไม่เคอะเขิน(แม้ว่าเราจะ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครก็ตาม) อย่ามองการใช้ภาษาอังกฤษว่าเป็นเรื่องของคนหัวสูง แต่ควรฝึกฝนใช้ให้เป็นสิ่งคุ้นเคย ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราคุยกับคนทั่วโลกได้ รู้เรื่อง เราจะสามารถเรียนรู้วิทยาการต่างๆ ได้อย่างไร้พรมแดน ลองนึกภาพดูว่าคนค่อนโลกเขาคุยกันรู้เรื่องหมดแต่เราคุยกับเขาไม่รู้ เรื่องอยู่คนเดียวแล้วจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นปมด้อยและอุปสรรคในการออกสู่โลกกว้าง สำหรับคนไทยส่วนใหญ่เช่นในอดีตและปัจจุบัน
2. นักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เราจะพบว่านักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยยังมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสื่อ สาร และใช้เพื่อการบันเทิงเท่านั้น แต่ยังไม่มองเทคโนโลยีในแง่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไร้พรมแดน ซึ่งตรงนี้ครูคงต้องริเริ่มออกแบบการสอนที่จะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของการเรียนรู้ในห้องเรียน เพื่อพยายามชี้ให้นักเรียนได้เห็นว่าเราสามารถใช้ประโยชน์และหาคำตอบในสิ่ง ที่อยากรู้ทั้งหลายได้จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเสนอตัวอย่างมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางเพื่อส่งเสริม การประกอบอาชีพ หรือที่เรียกว่า “มองให้เป็นเงินเป็นทอง” ขึ้นมาได้
3. นักวิเคราะห์สารสนเทศ เนื่องจากปัจจุบันในโลกไซเบอร์มีสารสนเทศอยู่มากมาย บ้างก็เป็นข้อเท็จจริง บ้างก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล และที่ร้ายกว่านั้นอาจเป็นข้อความที่มีเจตนาบิดเบือนหลอกลวงให้บุคคลอื่น เข้าใจผิดเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตน นักเรียนจะต้องมีวิจารณญาณในการตีความและ วิเคราะห์ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ บ่อยครั้งที่ครูสั่งงานให้นักเรียนไปค้นคว้าหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตแล้ว นักเรียนใช้การก๊อป&วาง(Copy and Paste) เพื่อทำรายงานมาส่งครูโดยที่ไม่ได้อ่านเนื้อหานั้นเลย ครูควรแนะนำให้นักเรียนรู้จักเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา รวมทั้งให้นักเรียนอ้างอิงที่มาของเนื้อหานั้นด้วย เพื่อครูจะได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลและการทำงานของนักเรียนว่า นักเรียนได้สังเคราะห์ข้อมูลเป็นหรือไม่อย่างไร
4. นักแก้ปัญหา สำนวน “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการจัดการศึกษาที่ไม่บรรลุประสิทธิผล ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ร่ำเรียนไปใช้ได้จริง สังคมจะเต็มไปด้วยคนประเภทที่ “รู้ดี พูดดี แต่ทำไม่ได้” คงต้องยอมรับว่าปัจจุบันประเทศของเรามีปัญหาในสังคมหลายเรื่องที่ยังแก้ไม่ ได้ ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาโดยตรงหรือใช้วิธีการ แก้ปัญหาแบบโกยเอาปัญหาไปกองหลบไว้อีกมุมหนึ่ง(พอให้ลับตาคน) วันดีคืนดีปัญหาเหล่านั้นก็ปะทุขึ้นมาทีหนึ่ง วนเวียนอยู่เช่นนี้เป็นวัฏจักร และนับวันปัญหาทั้งหลายก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนควรต้องจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกวางแผนแก้ปัญหา ได้เรียนรู้เทคนิคการแก้ปัญหาที่เป็นชีวิตจริงอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเตรียมสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้กับ ประเทศชาติ อนาคตของชาติจะได้ไม่แย่ไปกว่าวันนี้
5. นักกระหายใคร่เรียนรู้(Active Learner) ผู้เขียนจะรู้สึกสลดใจมากหากได้ยินคำถามจากนักเรียนว่า “วันนี้ครูจะสอนอะไร” “ครูจะสั่งให้ทำอะไร” “อันนี้ต้องจดไหม” ฯลฯ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่านักเรียนได้แต่รอให้คนอื่นมานำพาชีวิตเขาไป นักเรียนไม่ได้มีเป้าหมายแท้จริงอย่างที่ตัวเองต้องการ ได้แต่ทำตามที่คนอื่นบอกหรือทำอย่างที่เขาทำๆ กัน นักเรียนทุกคนควรมีความศรัทธาเชื่อมั่นในตนเองว่า “ฉันทำได้...ฉันเรียนรู้ได้” และ “ฉันจะต้องได้เรียนในสิ่งที่ฉันอยากรู้” เพราะแท้ที่จริงแล้วการศึกษาก็คือชีวิตของเรา ในปลายทางของชีวิตแล้วเราไม่ได้เรียนไปเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนไปเพื่อเกรด4 ไม่ได้เรียนไปเพื่อพ่อเพื่อแม่ แต่เราเรียนเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้ และมีชีวิตเพื่อการเรียนรู้ (Lifelong Learning)
6. นักธรรม คุณสมบัติข้อนี้มิได้หมายถึงการสอบธรรมศึกษา(ที่เน้นแบบเชิงปริมาณ)แต่อย่าง ใด แต่หมายถึงการมีคุณธรรมจริยธรรม มีสำนึกรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสังคม และรู้สึกละอายต่อการทำผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกำกับความกระหายใคร่รู้ในข้อ 5 มิให้กลายเป็นความ “สอดรู้” เราคงรู้สึกกันได้ว่าสังคมไทยขณะนี้เริ่มมองการสอดรู้สอดเห็นเป็นเรื่อง ธรรมดาไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีคลิปลับส่วนบุคคลที่ต้องกลายเป็นคลิปสาธารณะ หนังสือประเภทซุบซิบนินทาที่วางขายกันเกลื่อนแผงหนังสือ หรือแม้แต่รายการประเภทแฉเรื่องราวส่วนบุคคลของคนที่มีชื่อเสียง อันแสดงให้เห็นว่าสังคมกำลังมัวเมากับการเสพความบันเทิงจากเรื่องเสียหายของ ผู้อื่น หากเราปล่อยให้เยาวชนเอาแต่ลุ่มหลงฝักใฝ่กับเรื่องเหล่านี้โดยไม่กระตุกความ คิดกันบ้าง ความเจริญงอกงามทางความคิดของเยาวชนไทยก็คงลอยไกลออกไปทุกที
ผู้เขียนเชื่อว่าหากการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถทำให้เยาวชนเกิดคุณลักษณ์ 6 ประการข้างต้นได้สำเร็จ นั่นถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาอันยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่า"การปฏิรูปเอกสารหลักสูตร ปฏิรูปข้อกฎหมาย หรือปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ เช่นที่ผ่านมา" ประเทศไทยเราสาละวนอยู่แต่กับการสร้างกรอบสร้างเกณฑ์ต่างๆ มาตลอด สร้างเสร็จก็รื้อออกมาสร้างใหม่ หมดเงิน...หมดเวลา...และหมดแรงไปมิใช่น้อย คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับกระบวนทัศน์ในการคิดและการทำงานกันใหม่เสียที มาช่วยกันนะครับ “เพื่อชาติ”
พงศธร มหาวิจิตร / ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี
นิสิต ป.เอก สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม 2553
แนวโน้มการศึกษาของไทยเองก็ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบหลักสูตรให้เป็น “หลักสูตรอิงมาตรฐาน(Standard-Based Curriculum)” แทนหลักสูตรเดิมซึ่งเป็นหลักสูตรแบบอิงเนื้อหา(Content-Based Curriculum) เพราะการจำข้อมูลความรู้ไปแบบดิบๆ ของนักเรียนไม่สามารถจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้พัฒนาประเทศชาติได้ ยิ่งสถานการณ์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา องค์ความรู้ต่างๆ ก็มีการปรับเปลี่ยน/เพิ่มเติมอย่างรวดเร็วจนยากที่ครูจะบอกสอนผู้เรียนได้ ครบทุกเรื่อง โรงเรียนจึงควรสอนความรู้ที่เป็นรากฐานสำคัญและทักษะที่ผู้เรียนจะนำไปใช้ใน การแสวงหาความรู้หรือเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองได้ในภายภาคหน้า
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เองก็พยายามที่จะระบุสมรรถนะที่สำคัญสำหรับผู้เรียนไว้ 5 ประการคือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น แต่ผู้เขียนเองก็ไม่มั่นใจนักว่ากิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนทั่วไปจะ ส่งเสริมให้เกิดสมรรถนะดังกล่าวได้เป็นอย่างดีหรือไม่ หากทุกฝ่ายยังไม่เข้าใจเหตุผลความจำเป็นที่แท้จริง จึงอยากเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่มีความจำเป็นต่อผู้เรียนสำหรับ โลกในอนาคต ซึ่งครูควรหล่อหลอมและปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียน ดังนี้
1. นักอ่าน จากตัวเลขสถิติการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยของคนไทยที่น้อยจนน่าวิตก รัฐบาลเองก็มีความพยายามที่จะผลักดันเรื่อง “รักการอ่าน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ก็ยังดูเป็นเพียงลมปาก (Lip Services) เท่านั้น ผู้เขียนอยากเสริมในประเด็นนี้อีกว่า นอกจากในเรื่องของการอ่านภาษาไทยแล้ว โรงเรียนคงต้องช่วยส่งเสริมในเรื่องการอ่านและใช้ภาษาอังกฤษด้วย ทำอย่างไรจะทำให้สังคมไทยยอมรับภาษาอังกฤษได้อย่างไม่เคอะเขิน(แม้ว่าเราจะ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครก็ตาม) อย่ามองการใช้ภาษาอังกฤษว่าเป็นเรื่องของคนหัวสูง แต่ควรฝึกฝนใช้ให้เป็นสิ่งคุ้นเคย ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราคุยกับคนทั่วโลกได้ รู้เรื่อง เราจะสามารถเรียนรู้วิทยาการต่างๆ ได้อย่างไร้พรมแดน ลองนึกภาพดูว่าคนค่อนโลกเขาคุยกันรู้เรื่องหมดแต่เราคุยกับเขาไม่รู้ เรื่องอยู่คนเดียวแล้วจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นอย่าปล่อยให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นปมด้อยและอุปสรรคในการออกสู่โลกกว้าง สำหรับคนไทยส่วนใหญ่เช่นในอดีตและปัจจุบัน
2. นักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เราจะพบว่านักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยยังมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสื่อ สาร และใช้เพื่อการบันเทิงเท่านั้น แต่ยังไม่มองเทคโนโลยีในแง่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไร้พรมแดน ซึ่งตรงนี้ครูคงต้องริเริ่มออกแบบการสอนที่จะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของการเรียนรู้ในห้องเรียน เพื่อพยายามชี้ให้นักเรียนได้เห็นว่าเราสามารถใช้ประโยชน์และหาคำตอบในสิ่ง ที่อยากรู้ทั้งหลายได้จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเสนอตัวอย่างมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางเพื่อส่งเสริม การประกอบอาชีพ หรือที่เรียกว่า “มองให้เป็นเงินเป็นทอง” ขึ้นมาได้
3. นักวิเคราะห์สารสนเทศ เนื่องจากปัจจุบันในโลกไซเบอร์มีสารสนเทศอยู่มากมาย บ้างก็เป็นข้อเท็จจริง บ้างก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล และที่ร้ายกว่านั้นอาจเป็นข้อความที่มีเจตนาบิดเบือนหลอกลวงให้บุคคลอื่น เข้าใจผิดเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตน นักเรียนจะต้องมีวิจารณญาณในการตีความและ วิเคราะห์ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ บ่อยครั้งที่ครูสั่งงานให้นักเรียนไปค้นคว้าหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตแล้ว นักเรียนใช้การก๊อป&วาง(Copy and Paste) เพื่อทำรายงานมาส่งครูโดยที่ไม่ได้อ่านเนื้อหานั้นเลย ครูควรแนะนำให้นักเรียนรู้จักเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา รวมทั้งให้นักเรียนอ้างอิงที่มาของเนื้อหานั้นด้วย เพื่อครูจะได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลและการทำงานของนักเรียนว่า นักเรียนได้สังเคราะห์ข้อมูลเป็นหรือไม่อย่างไร
4. นักแก้ปัญหา สำนวน “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการจัดการศึกษาที่ไม่บรรลุประสิทธิผล ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ร่ำเรียนไปใช้ได้จริง สังคมจะเต็มไปด้วยคนประเภทที่ “รู้ดี พูดดี แต่ทำไม่ได้” คงต้องยอมรับว่าปัจจุบันประเทศของเรามีปัญหาในสังคมหลายเรื่องที่ยังแก้ไม่ ได้ ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาโดยตรงหรือใช้วิธีการ แก้ปัญหาแบบโกยเอาปัญหาไปกองหลบไว้อีกมุมหนึ่ง(พอให้ลับตาคน) วันดีคืนดีปัญหาเหล่านั้นก็ปะทุขึ้นมาทีหนึ่ง วนเวียนอยู่เช่นนี้เป็นวัฏจักร และนับวันปัญหาทั้งหลายก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนควรต้องจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกวางแผนแก้ปัญหา ได้เรียนรู้เทคนิคการแก้ปัญหาที่เป็นชีวิตจริงอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเตรียมสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้กับ ประเทศชาติ อนาคตของชาติจะได้ไม่แย่ไปกว่าวันนี้
5. นักกระหายใคร่เรียนรู้(Active Learner) ผู้เขียนจะรู้สึกสลดใจมากหากได้ยินคำถามจากนักเรียนว่า “วันนี้ครูจะสอนอะไร” “ครูจะสั่งให้ทำอะไร” “อันนี้ต้องจดไหม” ฯลฯ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่านักเรียนได้แต่รอให้คนอื่นมานำพาชีวิตเขาไป นักเรียนไม่ได้มีเป้าหมายแท้จริงอย่างที่ตัวเองต้องการ ได้แต่ทำตามที่คนอื่นบอกหรือทำอย่างที่เขาทำๆ กัน นักเรียนทุกคนควรมีความศรัทธาเชื่อมั่นในตนเองว่า “ฉันทำได้...ฉันเรียนรู้ได้” และ “ฉันจะต้องได้เรียนในสิ่งที่ฉันอยากรู้” เพราะแท้ที่จริงแล้วการศึกษาก็คือชีวิตของเรา ในปลายทางของชีวิตแล้วเราไม่ได้เรียนไปเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนไปเพื่อเกรด4 ไม่ได้เรียนไปเพื่อพ่อเพื่อแม่ แต่เราเรียนเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้ และมีชีวิตเพื่อการเรียนรู้ (Lifelong Learning)
6. นักธรรม คุณสมบัติข้อนี้มิได้หมายถึงการสอบธรรมศึกษา(ที่เน้นแบบเชิงปริมาณ)แต่อย่าง ใด แต่หมายถึงการมีคุณธรรมจริยธรรม มีสำนึกรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสังคม และรู้สึกละอายต่อการทำผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกำกับความกระหายใคร่รู้ในข้อ 5 มิให้กลายเป็นความ “สอดรู้” เราคงรู้สึกกันได้ว่าสังคมไทยขณะนี้เริ่มมองการสอดรู้สอดเห็นเป็นเรื่อง ธรรมดาไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีคลิปลับส่วนบุคคลที่ต้องกลายเป็นคลิปสาธารณะ หนังสือประเภทซุบซิบนินทาที่วางขายกันเกลื่อนแผงหนังสือ หรือแม้แต่รายการประเภทแฉเรื่องราวส่วนบุคคลของคนที่มีชื่อเสียง อันแสดงให้เห็นว่าสังคมกำลังมัวเมากับการเสพความบันเทิงจากเรื่องเสียหายของ ผู้อื่น หากเราปล่อยให้เยาวชนเอาแต่ลุ่มหลงฝักใฝ่กับเรื่องเหล่านี้โดยไม่กระตุกความ คิดกันบ้าง ความเจริญงอกงามทางความคิดของเยาวชนไทยก็คงลอยไกลออกไปทุกที
ผู้เขียนเชื่อว่าหากการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถทำให้เยาวชนเกิดคุณลักษณ์ 6 ประการข้างต้นได้สำเร็จ นั่นถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาอันยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่า"การปฏิรูปเอกสารหลักสูตร ปฏิรูปข้อกฎหมาย หรือปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ เช่นที่ผ่านมา" ประเทศไทยเราสาละวนอยู่แต่กับการสร้างกรอบสร้างเกณฑ์ต่างๆ มาตลอด สร้างเสร็จก็รื้อออกมาสร้างใหม่ หมดเงิน...หมดเวลา...และหมดแรงไปมิใช่น้อย คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับกระบวนทัศน์ในการคิดและการทำงานกันใหม่เสียที มาช่วยกันนะครับ “เพื่อชาติ”
พงศธร มหาวิจิตร / ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี
นิสิต ป.เอก สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม 2553
ซื้อขายปริญญา(ปลอม)
สวนดุสิตรับซื้อขายปริญญามีมานาน เชื่อปลอมใบปริญญาทำยาก ด้าน ม.กรุงเทพเตรียมเอาผิดเว็บไซต์
เมื่อ วันที่ 26 ธ.ค. ดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะนายกสมาคมมหาวิทยาลัยเอกชน กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รับร้องเรียนว่ามีการซื้อขายใบปริญญาปลอมผ่านทางเว็บไซต์ ว่า เรื่องดังกล่าวตนขอหารือกับฝ่ายกฎหมายของมหาวิทยาลัยก่อนว่าจะมีการฟ้องร้อง เว็บไซต์หรือไม่ที่นำโลโก้ของมหาวิทยาลัยไปใช้ในการปลอมแปลงใบปริญญา ซึ่งที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้เฝ้าระวังเรื่องนี้อย่างเข้มงวด เพราะมีหลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานราชการได้ส่งวุฒิการศึกษามาให้ ทางมหาวิทยาลัยตรวจสอบว่าเป็นวุฒิการศึกษาที่ถูกปลอมแปลงขึ้นหรือไม่ และได้ตรวจสอบแล้วพบเป็นวุฒิปลอมอยู่บ้างแต่ไม่บ่อย ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงได้แจ้งความเอาไว้
“ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเฝ้าระวังเรื่องนี้มาโดยตลอด และเราไม่คิดว่าจะมีคนภายในมหาวิทยาลัยเป็นคนดำเนินการ เพราะเชื่อว่าระบบของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีระบบที่คัดกรองคนเข้ามาทำงานอย่าง เข้มข้น โดยเฉพาะบุคลากรชาวต่างชาติ จะมีการตรวจสอบประวัติย้อนหลังตั้งแต่อยู่ต่างประเทศและหากพบว่ามี ประวัติการทำงานหรือการศึกษาถูกปลอมแปลงเราจะยุติสัญญาการว่าจ้างทันที” ดร.มัทนา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงหน่วยงานและบริษัทต่างๆหากต้องการจะตรวจสอบวุฒิของ ผู้สมัครงานก็ให้ส่งเรื่องมาได้ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพทางมหาวิทยาลัย ยินดีจะตรวจสอบให้พร้อมที่จะช่วยคัดกรองให้อีกทางหนึ่ง
ด้านรศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต(มสด.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า เรื่องการซื้อขายปริญญามีมานานแล้ว ตนเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยดูแลเรื่องนี้มาตลอด เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการซื้อขายปริญญาปลอม และจากการตรวจสอบพบว่าคนที่พยายามทำเรื่องนี้จะเป็นคนนอกมหาวิทยาลัย เนื่องเห็นว่าเป็นช่องทางทำมาหากินได้ ส่วนคนในมหาวิทยาลัยไม่น่าจะทำ เพราะเรื่องการปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆทำได้ยาก โดยเฉพาะใบปริญญาจริง ที่จะต้องมีตัวเลขต่าง ๆกำกับและลายเซ็นต์ที่ปลอมกันไม่ได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทรานคลิป และจากที่ตรวจสอบพบว่ามีการปลอมทรานคลิปไม่มากนัก อย่างของมสด.ปีนี้มีเพียง 2-3 ราย ที่บางรายไปเอาทรานคริปของคนอื่นมาแล้วไปลบชื่อออกจากนั้นใส่ชื่อตัวเองลงไป แทน และนำไปถ่ายเอกสาร ดังนั้นถ้าหน่วยงานไหนไม่ได้ตรวจสอบอาจจะไม่รู้
ผศ.ดร.ปานเพชร ชินินทร รองอธิการบดีวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าวว่า การปลอมใบปริญญา เชื่อว่าได้ยาก เพราะใบปริญญาของแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีลักษณะเฉพาะ มีลายเซ็นต์ มีการกำหนดหลักฐานข้อมูล ที่สามารถบ่งบอก และตรวจสอบได้ ส่วนการจะแฮกข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากฐานข้อมูลเพื่อมาทำใบปริญญา ไม่ได้ทำง่ายๆ เช่นกัน เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยน่าจะมีระบบป้องกันที่ดี
หากสงสัย ท่านสามารถส่งข้อมูลให้มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ตรวจสอบได้
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2553
เมื่อ วันที่ 26 ธ.ค. ดร.มัทนา สานติวัตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะนายกสมาคมมหาวิทยาลัยเอกชน กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รับร้องเรียนว่ามีการซื้อขายใบปริญญาปลอมผ่านทางเว็บไซต์ ว่า เรื่องดังกล่าวตนขอหารือกับฝ่ายกฎหมายของมหาวิทยาลัยก่อนว่าจะมีการฟ้องร้อง เว็บไซต์หรือไม่ที่นำโลโก้ของมหาวิทยาลัยไปใช้ในการปลอมแปลงใบปริญญา ซึ่งที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้เฝ้าระวังเรื่องนี้อย่างเข้มงวด เพราะมีหลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานราชการได้ส่งวุฒิการศึกษามาให้ ทางมหาวิทยาลัยตรวจสอบว่าเป็นวุฒิการศึกษาที่ถูกปลอมแปลงขึ้นหรือไม่ และได้ตรวจสอบแล้วพบเป็นวุฒิปลอมอยู่บ้างแต่ไม่บ่อย ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงได้แจ้งความเอาไว้
“ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเฝ้าระวังเรื่องนี้มาโดยตลอด และเราไม่คิดว่าจะมีคนภายในมหาวิทยาลัยเป็นคนดำเนินการ เพราะเชื่อว่าระบบของมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีระบบที่คัดกรองคนเข้ามาทำงานอย่าง เข้มข้น โดยเฉพาะบุคลากรชาวต่างชาติ จะมีการตรวจสอบประวัติย้อนหลังตั้งแต่อยู่ต่างประเทศและหากพบว่ามี ประวัติการทำงานหรือการศึกษาถูกปลอมแปลงเราจะยุติสัญญาการว่าจ้างทันที” ดร.มัทนา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงหน่วยงานและบริษัทต่างๆหากต้องการจะตรวจสอบวุฒิของ ผู้สมัครงานก็ให้ส่งเรื่องมาได้ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพทางมหาวิทยาลัย ยินดีจะตรวจสอบให้พร้อมที่จะช่วยคัดกรองให้อีกทางหนึ่ง
ด้านรศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต(มสด.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า เรื่องการซื้อขายปริญญามีมานานแล้ว ตนเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยดูแลเรื่องนี้มาตลอด เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการซื้อขายปริญญาปลอม และจากการตรวจสอบพบว่าคนที่พยายามทำเรื่องนี้จะเป็นคนนอกมหาวิทยาลัย เนื่องเห็นว่าเป็นช่องทางทำมาหากินได้ ส่วนคนในมหาวิทยาลัยไม่น่าจะทำ เพราะเรื่องการปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆทำได้ยาก โดยเฉพาะใบปริญญาจริง ที่จะต้องมีตัวเลขต่าง ๆกำกับและลายเซ็นต์ที่ปลอมกันไม่ได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทรานคลิป และจากที่ตรวจสอบพบว่ามีการปลอมทรานคลิปไม่มากนัก อย่างของมสด.ปีนี้มีเพียง 2-3 ราย ที่บางรายไปเอาทรานคริปของคนอื่นมาแล้วไปลบชื่อออกจากนั้นใส่ชื่อตัวเองลงไป แทน และนำไปถ่ายเอกสาร ดังนั้นถ้าหน่วยงานไหนไม่ได้ตรวจสอบอาจจะไม่รู้
ผศ.ดร.ปานเพชร ชินินทร รองอธิการบดีวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าวว่า การปลอมใบปริญญา เชื่อว่าได้ยาก เพราะใบปริญญาของแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีลักษณะเฉพาะ มีลายเซ็นต์ มีการกำหนดหลักฐานข้อมูล ที่สามารถบ่งบอก และตรวจสอบได้ ส่วนการจะแฮกข้อมูลของมหาวิทยาลัยจากฐานข้อมูลเพื่อมาทำใบปริญญา ไม่ได้ทำง่ายๆ เช่นกัน เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยน่าจะมีระบบป้องกันที่ดี
หากสงสัย ท่านสามารถส่งข้อมูลให้มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ตรวจสอบได้
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2553
Saturday, December 25, 2010
พรปีใหม่จากสมเด็จพระสังฆราช 'ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ'
สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานพระพรปีใหม่ให้ประชาชน "ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ" ขอธรรมคือคุณงามความดีที่ทุกท่านประพฤติแล้วจงนำสุขมาให้แก่ท่าน ...
24 ธ.ค.2553 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระพรปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ให้แก่ประชาชนชาวไทย มีใจความว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้โดยทั่วไปย่อมถือกันว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อถึงคราวจำเป็นคนเราอาจสละทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต หากพิจารณาตามแนวของพระพุทธศาสนาก็เป็นจริงเช่นนั้น พระพุทธศาสนาถือว่ารากฐานของชีวิตคือความดี หากมีความดีไม่ถึงขั้นจะไม่ได้ความเป็นมนุษย์ ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก เมื่อชีวิตมีค่า จึงควรที่เราจะต้องใช้ชีวิตให้สมค่าของชีวิต คือการที่ได้มาเป็นมนุษย์ โดยการทำความดี คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม การทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์และการประกอบประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปอย่างเปล่าประโยชน์ ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี ทั้งที่เป็นส่วนตนและผู้อื่น จึงได้ชื่อว่า สุชีวิต คือ ชีวิตที่ดีงาม ขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านได้กระทำแล้วในปีเก่า และขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านกำลังกระทำอยู่ในปัจจุบัน และในปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ตลอดปี ขอธรรมคือคุณงามความดีที่ทุกท่านประพฤติแล้วจงนำสุขมาให้แก่ท่านเทอญ
'พรปีใหม่ 2554 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระพรปีใหม่ 'ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ'
24 ธ.ค.2553 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระพรปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ให้แก่ประชาชนชาวไทย มีใจความว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้โดยทั่วไปย่อมถือกันว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อถึงคราวจำเป็นคนเราอาจสละทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต หากพิจารณาตามแนวของพระพุทธศาสนาก็เป็นจริงเช่นนั้น พระพุทธศาสนาถือว่ารากฐานของชีวิตคือความดี หากมีความดีไม่ถึงขั้นจะไม่ได้ความเป็นมนุษย์ ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก เมื่อชีวิตมีค่า จึงควรที่เราจะต้องใช้ชีวิตให้สมค่าของชีวิต คือการที่ได้มาเป็นมนุษย์ โดยการทำความดี คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม การทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์และการประกอบประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปอย่างเปล่าประโยชน์ ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี ทั้งที่เป็นส่วนตนและผู้อื่น จึงได้ชื่อว่า สุชีวิต คือ ชีวิตที่ดีงาม ขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านได้กระทำแล้วในปีเก่า และขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านกำลังกระทำอยู่ในปัจจุบัน และในปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ตลอดปี ขอธรรมคือคุณงามความดีที่ทุกท่านประพฤติแล้วจงนำสุขมาให้แก่ท่านเทอญ
'พรปีใหม่ 2554 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระพรปีใหม่ 'ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ'
Thursday, December 23, 2010
หมอศิริราชสุดยอด ปลูกถ่ายตับอ่อนสำเร็จแห่งแรกในไทย
คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชสุดยอด ทำการปลูกถ่ายตับอ่อนสำเร็จแห่งแรกในไทย เผยค่าใช้จ่ายถูกเพียง 3 แสนบาท ชี้อนาคตจะทำให้ลดลงกว่านี้อีก...
“ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตั้งแต่อายุ 20 ปี พอป่วยได้ 5 ปี ก็เกิดภาวะไตวายต้องฟอกไต 3 วันต่อ 1 สัปดาห์ ครั้งละ 4-5 ชั่วโมง คุณภาพชีวิตแย่มาก เพราะไหนจะต้องระวังเรื่องน้ำตาลที่สวิงตลอดเวลา ฉีดอินซูลินวันละ 4 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าใดนัก บ่อยครั้งที่น้ำตาลต่ำจนช็อค และสูงขึ้นไปถึงหลักพัน แล้วยังต้องดูแลร่างกายตัวเองจากสภาวะไตวาย จนกระทั่งใน พ.ศ.2550 ก็ได้รับบริจาคไตจากผู้ป่วยสมองตาย และผ่าตัดเปลี่ยนไต” สมนึก หนึ่งในผู้ป่วยที่ผ่านการรักษา ที่เขาบอกว่าเหมือนได้ชีวิตใหม่ กล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์
ภายในงาน แถลงความสำเร็จของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ฝีมือชั้นครู ม.มหิดล เช่น ศ.คลินิกนพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ อ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ อ.นพ.สมชัย ลิ้มศรีเจริญ ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ในการปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนในครั้งนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช
อ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ทำการปลูกถ่ายตับอ่อนสำเร็จเป็นแห่งแรก ซึ่งการปลูกถ่ายตับอ่อนเป็นหนึ่งวิทยาการความก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ไทยยังไม่เคยทำการปลูกถ่ายตับอ่อนมาก่อน เนื่องจากต้องอาศัยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยญชาญทำการผ่าตัดตับอ่อนของผู้บริจาค และความชำนาญในการต่อเส้นเลือดของผู้ป่วย ตลอดจนการดูแลอย่างถูกวิธีภายหลังการผ่าตัด
อ.นพ.สมชัย ลิ้มศรีเจริญ ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า วิธีนี้เป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลีน หรือเรียกว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นผลจากการทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินวันละหลายครั้งทุกวัน
อย่าง ไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ เกรดภาวะช็อกจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงกินไป ผู้ป่วยบางรายต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ยังส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จอประสาทจม และเส้นประสาทเสื่อม การรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับอ่อน จึงเป็นวิธีการรักษาหนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มาภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนไตร่วมด้วย
“โดย มากมักจะพบในเด็ก ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ ถือเป็นผู้ป่วยเบาหวานส่วนน้อยในประเทศไทย หากเทียบกับเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน ที่มักพบในวัยสูงอายุและคนอ้วน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในประเทศไทย ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีถึง 90% เลยทีเดียว”
ด้าน ศ.นพ.ศุภกร กล่าวว่า ตับอ่อนอาจจะเป็นอวัยวะที่ไม่คุ้นหูนัก ตับอ่อนจะอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหาร ลักษณะเป็นอวัยวะทรงรี ขวางกลางลำตัว ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยและผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะสร้างอินซูลินได้น้อยหรือไม่สร้างเลย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยไม่นิ่ง โดยจะสวิงต่ำเกินไปและสูงเกินไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตเป็นอย่างยิ่ง หากต่ำเกินไปอาจช็อคจนเสียชีวิตได้ หากสูงเกินไปจะส่งผลต่อไต ทำให้ไตวาย จอประสาทตาเสื่อม หลอดเลือดหัวใจตีบ
อย่างไรก็ดี การปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนนี้ เป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่ในประเทศอเมริกาเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2509 แต่จนถึงทุกวันนี้ทั่วโลกมีผู้ได้รับการปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนเพียง 23,000 คนเท่านั้น โดยราวๆ 17,000 คน อยู่ในอเมริกาและที่เหลือส่วนใหญ่จะอยู่ในยุโรป และมีประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคดังกล่าวเล็กน้อยไม่มากนัก สำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดอยู่ราว 200,000-300,000 บาท
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธันวาคม 2553
“ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตั้งแต่อายุ 20 ปี พอป่วยได้ 5 ปี ก็เกิดภาวะไตวายต้องฟอกไต 3 วันต่อ 1 สัปดาห์ ครั้งละ 4-5 ชั่วโมง คุณภาพชีวิตแย่มาก เพราะไหนจะต้องระวังเรื่องน้ำตาลที่สวิงตลอดเวลา ฉีดอินซูลินวันละ 4 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าใดนัก บ่อยครั้งที่น้ำตาลต่ำจนช็อค และสูงขึ้นไปถึงหลักพัน แล้วยังต้องดูแลร่างกายตัวเองจากสภาวะไตวาย จนกระทั่งใน พ.ศ.2550 ก็ได้รับบริจาคไตจากผู้ป่วยสมองตาย และผ่าตัดเปลี่ยนไต” สมนึก หนึ่งในผู้ป่วยที่ผ่านการรักษา ที่เขาบอกว่าเหมือนได้ชีวิตใหม่ กล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์
ภายในงาน แถลงความสำเร็จของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ฝีมือชั้นครู ม.มหิดล เช่น ศ.คลินิกนพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ อ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ อ.นพ.สมชัย ลิ้มศรีเจริญ ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ในการปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนในครั้งนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช
อ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ทำการปลูกถ่ายตับอ่อนสำเร็จเป็นแห่งแรก ซึ่งการปลูกถ่ายตับอ่อนเป็นหนึ่งวิทยาการความก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ไทยยังไม่เคยทำการปลูกถ่ายตับอ่อนมาก่อน เนื่องจากต้องอาศัยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยญชาญทำการผ่าตัดตับอ่อนของผู้บริจาค และความชำนาญในการต่อเส้นเลือดของผู้ป่วย ตลอดจนการดูแลอย่างถูกวิธีภายหลังการผ่าตัด
อ.นพ.สมชัย ลิ้มศรีเจริญ ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า วิธีนี้เป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลีน หรือเรียกว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นผลจากการทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินวันละหลายครั้งทุกวัน
อย่าง ไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ เกรดภาวะช็อกจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงกินไป ผู้ป่วยบางรายต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ยังส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จอประสาทจม และเส้นประสาทเสื่อม การรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับอ่อน จึงเป็นวิธีการรักษาหนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มาภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนไตร่วมด้วย
“โดย มากมักจะพบในเด็ก ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ ถือเป็นผู้ป่วยเบาหวานส่วนน้อยในประเทศไทย หากเทียบกับเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน ที่มักพบในวัยสูงอายุและคนอ้วน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในประเทศไทย ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีถึง 90% เลยทีเดียว”
ด้าน ศ.นพ.ศุภกร กล่าวว่า ตับอ่อนอาจจะเป็นอวัยวะที่ไม่คุ้นหูนัก ตับอ่อนจะอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหาร ลักษณะเป็นอวัยวะทรงรี ขวางกลางลำตัว ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยและผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะสร้างอินซูลินได้น้อยหรือไม่สร้างเลย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยไม่นิ่ง โดยจะสวิงต่ำเกินไปและสูงเกินไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตเป็นอย่างยิ่ง หากต่ำเกินไปอาจช็อคจนเสียชีวิตได้ หากสูงเกินไปจะส่งผลต่อไต ทำให้ไตวาย จอประสาทตาเสื่อม หลอดเลือดหัวใจตีบ
อย่างไรก็ดี การปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนนี้ เป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่ในประเทศอเมริกาเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2509 แต่จนถึงทุกวันนี้ทั่วโลกมีผู้ได้รับการปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนเพียง 23,000 คนเท่านั้น โดยราวๆ 17,000 คน อยู่ในอเมริกาและที่เหลือส่วนใหญ่จะอยู่ในยุโรป และมีประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคดังกล่าวเล็กน้อยไม่มากนัก สำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดอยู่ราว 200,000-300,000 บาท
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธันวาคม 2553
โรคเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ: Blood deficency in brain
พูดถึงหน้าที่และความต้องการเลือดในสมอง Function and blood requirement in brain. เขาว่า สมองมนุษย์ประกอบด้วยเซลประสาทมากกว่าแสนล้านเซล(หรือเรียกว่า นูร่อน) Human brain comprises more than 100 billion nerve cells (called "neurons"). นูร่อนเหล่านี้ควบคุมระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทโดยรอบ These neurons regulate central and peripheral nerve system. นูร่อนนี้กำกับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ These neurons control many organs' function, ranging from ตั้งแต่ cardiovascular (โรคหัวใจและหลอดเลือด), respiratory (ระบบทางเดินหายใจ), digestive (การย่อยอาหาร), eliminative function (ระบบขจัดของเสีย), hormone secret (การทำงานฮอร์โมนที่ยังเป็นความลับ), movement of limbs (การขยับเคลื่อนตัวของแขนขา), การพูดจา (language), ระบบความจำ (memories) ระบบการรับรู้ (recognition) ระบบความคิด (thinking) และอื่น ๆ (and others)
Wednesday, December 22, 2010
ขี้หงุดหงิด หงุดหงิดง่าย ขี้รำคาญ: Moody / Annoy / Bristle up / Irritable / Fretful
เดี๋ยวนี้ อากาศมันร้อนผิดปกติ เช่นเดียวกันกับผู้คนที่โมโหโกรธาง่าย Nowadays, weather seems to getting hotter than before, as well as people get into moody easily.
หงุดหงิด (ว.) เป็นภาวะการมีอารมณ์เสียอยู่เสมอ ๆ เช่น เธอเป็นคนหงุดหงิดง่าย, มีอารมณ์เสียเพราะ ไม่ได้ดังใจหรือไม่เป็นไปตามกำหนด เป็นต้น A moody person indicates state of being in a bad humor ; being in a bad tempered ; being in a bad mood ; being irritable ; getting angry easily.
ภาวะโกรธ(รำคาญ) bristle up เป็นการแสดงการโกรธ - show anger หรือ ความขุ่นเคือง ความเดือดดาล or indignation; เช่น เขาโกรธขุ่นเคืองต่อการพูดจา ยโสอวดดีของหล่อนเมื่อวันวาน He bristled at her yesterday insolent remarks. จะใช้คำ bridle at, bridle up, หรือ bristle at ก็ให้ความหมายทำนองเดียวกัน
การทำให้ใครบางคนรำคาญ บ้าคลั่ง คุมสติไม่อยู่ อารมณ์เสีย ใช้ drive someone crazy; drive someone insane; หรือ drive someone mad คือ พูดง่าย ๆ ว่า ทำให้มันเสียสมดุลย์แห่งสุนทรียภาพ
คำ drive you nuts ก็เหมือนกันกับ drive you crazy คือ ทำให้เกิดภาวะการโกรธ / โมโหโกรธา เช่น โปรแกรมใหม่ตัวนี้ทำให้เรารู้สึกโมโหโกรธา This new program drives me nuts.
ภาวะที่ประกอบด้วย งุ่นง่าน หงุดหงิด อยู่ไม่สุข กระวนกระวาย กระวนกระวายใจ อารมณ์เสีย สามารถใช้คำ fidgety ได้ เช่น มีแนวโน้มที่จะเรียกเด็กที่หงุดหงิดง่าย อยู่ไม่เป็นสุข ว่าเป็นพวก ไฮเปอร์ There's a tendency to automatically label fidgety kids as “hyperactive."
ทำให้โกรธ หรือ รำคาญ madden(V) เช่น มันทำให้ฉันโกรธที่เห็นว่า ลินดาได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม It maddens me to see how unfairly Linda has been treated. โดยมี maddened(Adj) เช่น พวกผู้ชายโต้เถียงกันและกันเมื่อเกิดการโกรธจากการดื่มมาก Men quarrel with each other when maddened by drink.
การโกรธแบบมีอารมณ์ upset อารมณ์เสีย ความทุกข์ร้อน ความหัวเสีย สิ่งที่ผิดคาด
หงุดหงิด กลุ้ม ในลักษณะหัวเสียไม่สบายใจ ใช้ fretful(Adj)
หงุดหงิด,เป็นประสาท,กังวลใจ,เกี่ยวกับประสาท nervous(เนิร์ฟ'เวิส) adj. shaky, timid [nervousness n.]
สแลง heebie-jeebies (Slang) เป็นความรู้สึก ไม่สบาย หรือ รู้สึกประหม่าหงุดหงิด A feeling of uneasiness or nervousness เช่น ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมช่่วงกลางคืนถึงได้รู้สึกหงิดหงิดยังไงบอกไม่ถูก I don't understand why i'd feel heebie-jeebies during the night.
คำอื่น ๆ ที่ให้ความหมายในเชิงหงุดหงิด ประหม่า เช่น jitters , anxiety, fidgets, butterflies, nervousness
คนขี้บ่น หรือ ขี้รำคาญ เรียก grouch [A habitually complaining or irritable person.]
คนขี้หงุดหงิดมักจะมี อารมณ์บูดบึ้ง sulky mood ไม่พอใจ grumpy อารมณ์ไม่ดี grouchy; ฉุนเฉียว peevish; ใจร้อน bad-tempered
"ขี้"ย่อมเป็นสิ่งไม่ดี มันเหม็น ทั้ง ขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ ขี้บ่น ฝึกรู้จักปล่อยวางซะบ้าง Take it easy. แล้วชิวิตจะมีความสุขขึ้นอีกมาก
ดร.SoS
.
หงุดหงิด (ว.) เป็นภาวะการมีอารมณ์เสียอยู่เสมอ ๆ เช่น เธอเป็นคนหงุดหงิดง่าย, มีอารมณ์เสียเพราะ ไม่ได้ดังใจหรือไม่เป็นไปตามกำหนด เป็นต้น A moody person indicates state of being in a bad humor ; being in a bad tempered ; being in a bad mood ; being irritable ; getting angry easily.
ภาวะโกรธ(รำคาญ) bristle up เป็นการแสดงการโกรธ - show anger หรือ ความขุ่นเคือง ความเดือดดาล or indignation; เช่น เขาโกรธขุ่นเคืองต่อการพูดจา ยโสอวดดีของหล่อนเมื่อวันวาน He bristled at her yesterday insolent remarks. จะใช้คำ bridle at, bridle up, หรือ bristle at ก็ให้ความหมายทำนองเดียวกัน
การทำให้ใครบางคนรำคาญ บ้าคลั่ง คุมสติไม่อยู่ อารมณ์เสีย ใช้ drive someone crazy; drive someone insane; หรือ drive someone mad คือ พูดง่าย ๆ ว่า ทำให้มันเสียสมดุลย์แห่งสุนทรียภาพ
คำ drive you nuts ก็เหมือนกันกับ drive you crazy คือ ทำให้เกิดภาวะการโกรธ / โมโหโกรธา เช่น โปรแกรมใหม่ตัวนี้ทำให้เรารู้สึกโมโหโกรธา This new program drives me nuts.
ภาวะที่ประกอบด้วย งุ่นง่าน หงุดหงิด อยู่ไม่สุข กระวนกระวาย กระวนกระวายใจ อารมณ์เสีย สามารถใช้คำ fidgety ได้ เช่น มีแนวโน้มที่จะเรียกเด็กที่หงุดหงิดง่าย อยู่ไม่เป็นสุข ว่าเป็นพวก ไฮเปอร์ There's a tendency to automatically label fidgety kids as “hyperactive."
ทำให้โกรธ หรือ รำคาญ madden(V) เช่น มันทำให้ฉันโกรธที่เห็นว่า ลินดาได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม It maddens me to see how unfairly Linda has been treated. โดยมี maddened(Adj) เช่น พวกผู้ชายโต้เถียงกันและกันเมื่อเกิดการโกรธจากการดื่มมาก Men quarrel with each other when maddened by drink.
การโกรธแบบมีอารมณ์ upset อารมณ์เสีย ความทุกข์ร้อน ความหัวเสีย สิ่งที่ผิดคาด
หงุดหงิด กลุ้ม ในลักษณะหัวเสียไม่สบายใจ ใช้ fretful(Adj)
หงุดหงิด,เป็นประสาท,กังวลใจ,เกี่ยวกับประสาท nervous(เนิร์ฟ'เวิส) adj. shaky, timid [nervousness n.]
สแลง heebie-jeebies (Slang) เป็นความรู้สึก ไม่สบาย หรือ รู้สึกประหม่าหงุดหงิด A feeling of uneasiness or nervousness เช่น ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมช่่วงกลางคืนถึงได้รู้สึกหงิดหงิดยังไงบอกไม่ถูก I don't understand why i'd feel heebie-jeebies during the night.
คำอื่น ๆ ที่ให้ความหมายในเชิงหงุดหงิด ประหม่า เช่น jitters , anxiety, fidgets, butterflies, nervousness
คนขี้บ่น หรือ ขี้รำคาญ เรียก grouch [A habitually complaining or irritable person.]
คนขี้หงุดหงิดมักจะมี อารมณ์บูดบึ้ง sulky mood ไม่พอใจ grumpy อารมณ์ไม่ดี grouchy; ฉุนเฉียว peevish; ใจร้อน bad-tempered
"ขี้"ย่อมเป็นสิ่งไม่ดี มันเหม็น ทั้ง ขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ ขี้บ่น ฝึกรู้จักปล่อยวางซะบ้าง Take it easy. แล้วชิวิตจะมีความสุขขึ้นอีกมาก
ดร.SoS
.
Tuesday, December 21, 2010
หลักสูตร'ซี้ดอุ๊ย'ทางเลือกพิฆาต'ท้อง แท้ง ทิ้ง' อ.นคร สันธิโยธิน ขบถเพศศึกษา
การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด กับครู “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้หนังโป๊เป็นสื่อสอนเพศศึกษา...
แบบเรียนเพศ ศึกษาของกระทรวงฯ อันคร่ำครึ กระทั่งบุคลากรอันหมายถึงคุณครูสอนเพศศึกษาเฉพาะทางไร้ทักษะที่จะไม่เท่าทัน เด็กยุคใหม่-โลกฟรีเลิฟ - โลกเสรีที่ทันสมัย...?
เป็นอีกหนึ่ง “คำถาม” อาฟเตอร์ช็อกไล่หลังเหตุการณ์ “สึนามิ” วัดไผ่เงินฯ หรือ เหตุการณ์พบศพเด็กที่ถูกทำแท้งและทิ้งเอาไว้ 2,002 ศพ ฉาวโฉ่ขึ้นมา
ข้อคิด จากครู “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้ "หนังโป๊" เป็นสื่อสอนเพศศึกษา
เพื่อหาทางออกให้กับ “มหาวิกฤต” ท้อง แท้ง ทิ้ง ของเด็กไทยว่าปลูกฝัง แก้อย่างไรให้ถูกจุดและยั่งยืน …!?!
Q : เห็นการพบศพเด็ก 2,002 ศพที่วัดไผ่เงินฯ ทำให้หลายนึกถึงคำพูดของ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ที่ว่าว่า ณ วันนี้สังคมไทยอยู่ในยุค ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กส์ คุณเห็นด้วยไหม...?
A : ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่ทั้งหมดค่ะ...สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามก็คือวันนี้แต่ ว่าเราให้ความรู้ที่รอบด้าน ด้านดี-ไม่ดีและให้ข้อมูลครบถ้วนแล้วหรือยัง เรามองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงว่า “ผู้ใหญ่” พ่อ แม่ พี่ น้อง ครูบาอาจารย์ดูแลเด็กๆ ดีพอหรือยัง ต้องกลับมาถามตัวเอาเอง แทนที่จะโทษและปล่อยให้เด็กไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีความรู้เท่าทันและอยู่ในโลกฟรีเซ็กซ์อย่างเดียวดาย
Q : ปัจจุบันครูอยู่ในวงการการศึกษามากว่า 30 ปีเป็นห่วงอะไรมากที่สุด...?
A : วันนี้เราก็ยังเป็นห่วงและรู้สึกว่า เด็กยังไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่รอบด้านเพียงพอ เพราะถ้าเขาได้รับครบถ้วนรอบด้านแล้ว เขาก็จะคิดและแก้ปัญหาได้ อย่างเรื่องกฎหมายทำแท้งเสรี ครูมองว่าเวลาที่ผู้ใหญ่จะคิดทำอะไรมันน่าจะทำ “ประชาพิจารณ์” เอาคนที่มีส่วนให้เขาเข้ามาแลกเปลี่ยนเลยว่ามันเพราะอะไร ที่ทำแท้งกันมากๆ เพราะเด็กขาดความรู้ไหม...? หรือมีปัญหาอะไรกับสังคมไหม...? เราจะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับคนที่ถูกจุด อย่าให้ “ผู้ใหญ่ครอบงำ” คิดแทนเด็กๆ อย่างเดียว ปัญหาของเด็กก็ต้องถามเด็กโดยตรงถึงจะถูกต้อง ครูเสนอว่า ให้นำเด็ก-เยาวชนมาให้หลากหลายให้ทั่วถึงทุกกลุ่มสถานการณ์ต่างๆ มันดีขึ้นสักแต่ว่าคิดเอง-เออเองแบบนี้
Q : คุณกำลังจะบอกว่าพอเกิดเหตุการณ์ทำแท้งถูกตีแผ่ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษา-สาธารณสุขต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่านี้ ไม่ใช่พอข่าวลงแค่ไปจับสถานทำแท้งไปจับยาทำแท้ง ไปเยี่ยมวัดไผ่เงินฯ เอาหน้าไปถ่ายรูปลงข่าวแล้วก็กลับบ้านนอน
A : ก็นั่นน่ะสิ จริงๆแล้วมันเกิดวิกฤติอย่างนี้มันก็น่าจะเอามาเป็นประเด็นพอมันมีข่าวออกมา หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องจัดการในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด อย่างคนทำอาชีพครูก็หยิบประเด็นขึ้นมาเลยว่าทำแท้งขนาดนี้ “พวกหนูดูแล้วรู้สึกยังไง มันมีประโยชน์ไหมแล้วโทษมันจะเป็นอย่างไรแล้วถ้าเป็นเธอๆ จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นไหม...?” แล้วก็ถามต่อว่าถ้าลักษณะแบบนี้ถ้าเธอเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นคนๆหนึ่งที่มีส่วนรับผิดชอบตรงนี้เธอจะรับผิดชอบยังไง มันก็มีวิธีที่จะพูดที่จะคุยได้หลายรูปแบบ
วันนี้เรายืนยันได้เลย ว่า จากการที่เราสอนเด็กกว่า 600 คน วิธีการคิดมันก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เด็กก็บอกว่าตระหนักมากขึ้น รู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นสิ่งใกล้ตัว เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง ฉะนั้นเราก็สอนเด็กๆ เลยว่าก่อนจะทำอะไรต้องคิดเธอต้องใช้สูตร“ค - ว –ย” และ “ห” คือ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” อย่างมี ห. หรือ “เหตุผล” ด้วย
Q : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัจจุบันหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ว่าด้วยเรื่อง“เพศศึกษา” ไม่เท่าทันโลกสมัยใหม่
A : ถามเรา เราว่าหลักสูตรของกระทรวงฯ มันก็โอเคอยู่นะ แต่ปัญหาอย่างที่รู้ๆ กันว่าคนสอนจะกล้าสอนหรือเปล่า พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะสังคมบ้านเรามันก็ลักษณะของ “มือถือสากปากถือศีล” อะไรที่กระทบกระเทือนกันหน่อย ก็ไม่กล้าพูด การที่เราทำแตกต่างจากคนอื่น กลายเป็นว่าต้องถูกซักฟอก ต้องถูกสังคมประณาม ประจาน ครูพูดมาตั้งแต่เมื่อ 8-9 ปีก่อนแล้วว่าปัญหา ท้อง- แท้ง - ทิ้ง นี่มันเกิดขึ้นแน่นอน เดี๋ยวคุณเจอวิกฤติกันแน่ถ้าคุณยังไม่ตระหนักในเรื่องนี้ แล้วทีนี้เป็นยังไง โชว์ให้เห็นเลย 2,002 ศพเด็กที่โดนทำแท้งเหตุการณ์นี้เหมือน “ตบหน้าสังคม ตบหน้าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
Q : พอเกิดเหตุ ท้อง แท้ง ทิ้ง ทีไร เสียง “เรียกเพรียก” หลักสูตรการเรื่องเพศศึกษาทางเลือกก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง...?
A : ใช่ค่ะ จริงๆ ตอนนี้ก็มีคนมาทาบทามว่าครูให้ทำ “หลักสูตรเพศศึกษาทางเลือกขึ้นมา” ซึ่งครูอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะยังไง แต่ว่าถ้าร่างทำแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมันก็ต้องลงมือลุยเพื่อส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้หลักสูตรตามกระแสหลักจะโอเคแค่ไหน แต่ถ้าจะดีกว่าไหมถ้าเรามีหลักสูตรเพื่อเป็นทางเลือกขึ้นมา
Q : แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้หลักสูตรทางเลือกก็คือ วงการการศึกษาต้องผลิต ผู้สอนวิชาที่สำคัญแบบนี้ต้องมีกุศโลบายดีๆ ให้มีจำนวนมากขึ้นกว่านี้
A : ใช่ค่ะ และเหนืออื่นใดและคนในวงการศึกษาก็ต้องเข้าใจมากๆ อย่างกรณีการคิดนอกกรอบที่ครูเอาหนังโป๊มาเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่งบุคลากร เก่าๆ ของวงการนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ เราปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างมากมายของหนังแบบนี้ไม่ได้ แทนที่จะให้เขาดูคนเดียวเราก็เอามาเปิดและค่อยๆ สอนเขาให้เท่าทันในห้องเรียนดีกว่าไหม แน่นอนว่าก่อนที่จะเอาอะไรไปนำเสนอเป็นสื่อการสอนเรื่องเพศทางเลือกอะไรที่ จะเกิดขึ้นมาในอนาคตให้กับเด็กๆ เราต้องรู้ว่าจุดหมายปลายทางของการสอนแต่ละเรื่องมันจะให้ทักษะอะไรบ้าง อย่างครูเปิด “หนังโป๊” ให้พวกเขาดูในห้องเรียน เราก็คิดมาแล้วว่าจะสอนสอดแทรกอะไรตอนไหน อย่างก่อนเปิดหนังโป๊เราก็จะถามเขาว่า “ถ้าเธอจะดูหนังแบบนี้ที่อื่นให้มันดูคนเดียวนะ...!” หลังจากดูเราก็กดหยุดแล้วก็ถามความรู้สึกตัวเองว่า 1.รู้สึกยังไง 2.ควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้และออกไปข่มขืนคนอื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ “ติดคุก ขึ้นศาล เข้าบ้านเมตตาใช่ไหม…?” ให้เขาได้คิด
ถามว่าถ้าไม่ให้มัน ดู จงอย่าทำ เด็กจะเชื่อไหม ไม่เชื่อหรอก ยิ่งห้ามมันเหมือนยิ่งยุ ถ้าอยากดูก็ดูเลย แต่ดูที่บ้าน แล้วก็ดูคนเดียว ดูเสร็จก็ “สไลด์หนอน” (หมายถึงสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง) ไปก็จบไม่ต้องไปดูหลายคนจะได้เรียนรู้และบอกคนอื่นเขาได้
“หม้อ ข้าวมันร้อนแล้วไม่เอามือไปจับมันจะรู้ไหมว่าร้อน” เราต้องเข้าใจความต้องการของเด็กวัยรุ่นว่ามันอยากรู้ “อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย” ฉะนั้นกระทรวงศึกษาและโรงเรียนต่างๆต้องจัดกิจกรรมแล้วให้เด็กทำในสิ่งที่ สนใจและต้องการ ถึงจะได้พัฒนาศักยภาพไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้
Q : คนส่วนใหญ่มักเข้าใจ การเรียนเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
A: หลายคนเข้าใจแบบนั้นจริง เพศศึกษาเป็นการเรียนรู้ทั้งหมดกระบวนการ 6 ด้าน พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมสัมพันธภาพความเป็นพี่น้อง ทักษะการตัดสินใจกระบวนการคิด และในเรื่องของการแสดงความเหมาะสมในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศมันเป็นยังไง ในเรื่องของสุขภาพทางเพศเป็นยังไง และรวมถึงสังคมและวัฒนธรรมด้วย
Q : ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมในการสอนเรื่องเซ็กซ์ให้แก่เด็ก...?
A : จริงๆ ก็ต้องเริ่มสอนกันมาตั้งแต่เริ่มแรก ๆ ตั้งแต่คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้เกิดจากที่เด็กมันไม่มีความพร้อมพอขาดความพร้อมวุฒิภาวะมันก็ไม่มี พอไม่มีเวลามีอะไรเกิดขึ้นมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ จริงๆ แล้วการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเขามีหนังสือออกมาเยอะแยะ ตั้งแต่พ่อแม่ให้มาว่าส่วนไหนเป็นสิ่งหวงห้าม ห้ามใครแตะต้องพอโตมาก็พูดถึงการดูแลเอาใจใส่ รักษาสุขภาพทำยังไง พอเข้าสู้วัยรุ่นอะไรมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรมันจะเกิดขึ้น
การเท่า ทันอารมณ์ความรู้สึก การมีประจำเดือนของผู้หญิง การฝันเปียกของเด็กผู้ชายเป็นยังไง เด็กต้องได้รับการเรียนรู้เขาจะได้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาพร้อม กับตัวตนของเรา ทีนี้ในโอกาสต่อไปเราจะต้องเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น
Q : ถ้าเด็กเดินมาปรึกษาขอคำชี้แนะครูว่า “หนูท้อง และอยากจะแท้ง” เราจะสอนพวกเขาอย่างไร
A : ก็ต้องถามตัวเขา แล้วให้ทั้งคู่เขาคิดว่าจะเก็บไว้ หรือทำแท้ง หรือจะยังไงมันต้องถามความต้องการของเขา ไม่ใช่ถามความต้องการของเรา ถ้าจะทำแท้งมันก็สิทธิส่วนตัวของเขา เราก็ต้องให้เขาเห็นกระบวนการคิดรอบด้าน เช่น ทำผู้หญิงท้อง 4 เดือน ความต้องการที่แท้จริงของคุณคืออะไร...? แล้วนำมาคิดรวมกับ “จริยธรรม-คุณธรรม” ถามคุณพ่อคุณแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายหรือยัง ถ้ามีปัญหาการทำแท้งแล้วแม่ตายลูกตายจะรับได้ไหม แล้วถ้าเก็บเด็กไว้ใครจะดูแล ใครจะออกค่าใช้จ่าย หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม เมื่อให้เขาบวก-ลบด้านดีและไม่ดีทั้งหมดแล้ว ท้ายที่สุดเราก็จะให้เขาเลือกว่าจะเอาอะไร เพราะเหตุผลมันก็จะบ่งบอกว่าคุณจะทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง มันอยู่ที่ตัวคุณ 2 คนที่จะต้องคิดแค่นั้น
Q : อยากจะให้ช่วยแนะนำสำหรับเด็กที่มีแนวคิด หรือกลุ่มเสี่ยวที่มองว่าโลกนี้ ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กซ์
A :ครูมีวิธีสอนคือ ให้เด็กพกไข่มาคนละ 1 ฟอง แล้วเอามาให้อาจารย์เซ็นชื่อ พอเซ็นชื่อเสร็จ หลังจากนั้นคุณต้องดูแลรักษาไข่เท่าชีวิตเป็นเวลา 8 วัน 8 คืน ให้เลี้ยงติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามไปวางที่อื่น ถ้าไปวางที่อื่นเอาไปฝากคนอื่นเลี้ยงจะ “แช่ง” ให้ “เอนท์ฯ” ไม่ติด แล้วความรับผิดชอบส่วนนี้ เด็กที่ถูกดูแลมาดีมันก็จะดูแลทะนุถนอม เอาสำลีมาพันมาห่อ เก็บใส่กล่องอย่างดี แต่ถ้าเด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบปล่อยปละละเลยมันก็จะวางทิ้งโดนเพื่อนเหยียบ พอหลังจากที่เลี้ยงเสร็จมันเน่าหรือไม่เน่าแล้วแต่ ตรงนั้นไม่ว่ากัน
แต่ ท้ายสุดพวกเธอมาเล่าให้ฉันฟังสิว่า 1.ประสบการณ์ที่เลี้ยงไข่มันไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่ร้องขอไม่ใช้เงินเปลืองมันให้ข้อคิดอะไรบ้าง 2.เปรียบเทียบสิว่าพ่อแม่เลี้ยงเธอมา 10 กว่าปีเนี่ย แต่เธอเลี้ยงไข่ 8 วัน มันเปรียบเทียบกันได้ไหมมีอะไรอยากบอกพ่อแม่ไหม แล้วสุดท้ายถ้าเธอเกิดไปทำใครท้องขึ้นมา เธอพร้อมที่จะเป็นพ่อของลูกสาวลูกชายมากน้อยแค่ไหน พร้อมมากเพราะอะไร ไม่พร้อมเพราะอะไร ไม่พร้อมสุดๆ เพราะอะไร สิ่งที่เราอยากจะรู้ก็คือ 8 วันที่คุณได้จากการเลี้ยงไข่ แล้วพบว่าจาก 600 คน มีคนที่พร้อมจะเป็นพ่อคนแค่เพียง 3 คนเท่านั้น ส่วนนอกนั้นบอกว่าผมแค่อยากจะมีเซ็กซ์ แต่ไม่อยากเป็นพ่อคน มันเบื่อ มันรำคาญ เราต้องมีวิธีสอนให้เขาคิดวิเคราะห์มากว่าหยิมๆ ท่องจำ
Q : คุณเห็นด้วยกับ “กฎหมายทำแท้งเสรี” ไหม...?
A : ตรงนี้เราให้ความสำคัญในเรื่องของสาเหตุของแต่ละคนที่ท้องขึ้นมา สาเหตุมันเพราะอะไร มันเกิดเพราะว่ามันพลาด หรือประมาท หรือเพราะอะไร บางคนอาจจะยังไม่รู้จักถุงยางก็ได้ แต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือเด็กไม่รู้ พอเกิดขึ้นมามันก็จะมีทำแท้ง ไม่ทำแท้ง เราไม่ดู เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจว่าคนที่ทำต้องมีเหตุผล เราจะไปประเมินเราจะไปตัดสินเขาไม่ได้
เช่น วันลอยกระทง ลอยเสร็จก็ไปนินทาเขาอีกว่าต้องไป “ลอยดอก” ต่อ หรืออย่าง “วันวาเลนไทน์” คือวันเสียตัว จริงๆ เราอย่าไปมองว่าเด็กเป็นอย่างนั้นทั้งหมด “อย่ามารวมเด็ก 17 ล้านทั้งหมด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคน อย่าคิดแทนเด็ก...?” เราต้องให้ความรู้ที่รอบด้าน แต่การตัดสินใจให้เป็นเรื่องของเด็กเอง ไม่เกี่ยวกับเรา สิ่งสำคัญที่ความผิดมันจะอยู่ที่ผู้ใหญ่ก็คือ ผู้ใหญ่ไม่ให้ความรู้เด็ก ไม่ให้ประสบการณ์ ไม่ให้โอกาส
สุดท้ายก็คือไปครอบงำว่าต้องเป็น แบบนี้ๆ เด็กไม่ใช่วัตถุ มีชีวิตมีจิตใจเหมือนกัน มันไม่มีถูกไม่มีผิด ตรงนี้มันต้องเกิดจากการเรียนรู้ ทำไมเราไม่เอาวิกฤติที่เกิดขึ้นตรงนี้มาทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้น พอมีการทำแท้งเกิดขึ้นแบบนี้คุณจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาว่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมันมาจากไหน ระดมพลออกมาให้หมดในทุกภาคส่วน เอาเข้ามาให้หมด แล้วก็รับฟัง ว่าเขามีประเด็นอะไร อะไรที่มันสำคัญ แล้วอะไรที่มันแก้ไขได้ คุณจับๆ ออกมา แล้วเราก็จะรู้ว่า ไม่ต้องไปทำวิจัยตรงไหนหรอก เอาตรงนี้แหละ อะไรก็ตามที่มันไม่เบียดเบียนคนอื่นเขา คนเราต้องรู้จักแยกแยะได้ เราจะพูดกับเด็กเสมอ คำว่า ถูก ดี ควร มันต่างกันยังไง หรือคำว่า ผิด พลาด ชั่ว มันต่างกันยังไง ถูกก็ถูกต้อง ถูกกฏหมาย ดีไม่มีใครบังคับทำแล้วจะดีมาก ถ้าทำแล้วมันส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ ผิดก็ผิดกฎหมาย ผิดระบบวิธีการ แอบแฝงซ่อนเร้น พลาดอาจจะนอนไม่เต็มที่เขาให้นอน 8 ชม. แต่นอนแค่ 2 ชม. ก็เบลอได้ ชั่ว หมายถึงทั้งผิดและทั้งพลาด
ฉะนั้นเราต้องให้เด็กวิเคราะห์ให้ได้ ว่าความถูกความดีมันคืออะไร การที่คนที่ไม่รู้อิโน่อิเน่มาตายลงมันก็ไม่ใช่ทางออก กฎหมายมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าใช้กันอย่างถูกต้อง ถูกช่วงเวลาหรือเปล่า
Q : สุดท้ายถ้าหากจะต้องมีคนจะต้องรับผิดในเรื่อง “ทำแท้ง” เด็ก ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ครอบครัว คนออกกฏหมาย กระทรวงศึกษาธิการ หรือ คุณครู
A : ต้องกลับมาย้อนดูตัวเอง ไม่ต้องไปโทษใคร ว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ถูกต้องแค่ไหน คนเป็นครูสอนหรือยัง คนเป็นตำรวจทำหน้าที่หรือยัง คนเป็นหมอทำหน้าที่หรือยัง คือทกคนต้องกลับมาดูตัวเอง อย่าไปโทษสังคม อย่าไปโทษใคร เพราะเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราได้ แต่เราจะตัดสินว่าใครชั่วหรือใครดีไม่ได้ คนทุกคนจะมีเหตุผลในการกระทำเสมอ แต่การที่จะอยู่ในสังคมเดียวกันได้ มันจะต้องมีกติการ่วมกัน อยู่ที่ว่าคุณทำหน้าที่ของคุณได้ถูกต้องไหมแค่นั้นเอง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธันวาคม 2553
แบบเรียนเพศ ศึกษาของกระทรวงฯ อันคร่ำครึ กระทั่งบุคลากรอันหมายถึงคุณครูสอนเพศศึกษาเฉพาะทางไร้ทักษะที่จะไม่เท่าทัน เด็กยุคใหม่-โลกฟรีเลิฟ - โลกเสรีที่ทันสมัย...?
เป็นอีกหนึ่ง “คำถาม” อาฟเตอร์ช็อกไล่หลังเหตุการณ์ “สึนามิ” วัดไผ่เงินฯ หรือ เหตุการณ์พบศพเด็กที่ถูกทำแท้งและทิ้งเอาไว้ 2,002 ศพ ฉาวโฉ่ขึ้นมา
ข้อคิด จากครู “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้ "หนังโป๊" เป็นสื่อสอนเพศศึกษา
เพื่อหาทางออกให้กับ “มหาวิกฤต” ท้อง แท้ง ทิ้ง ของเด็กไทยว่าปลูกฝัง แก้อย่างไรให้ถูกจุดและยั่งยืน …!?!
Q : เห็นการพบศพเด็ก 2,002 ศพที่วัดไผ่เงินฯ ทำให้หลายนึกถึงคำพูดของ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ที่ว่าว่า ณ วันนี้สังคมไทยอยู่ในยุค ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กส์ คุณเห็นด้วยไหม...?
A : ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่ทั้งหมดค่ะ...สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามก็คือวันนี้แต่ ว่าเราให้ความรู้ที่รอบด้าน ด้านดี-ไม่ดีและให้ข้อมูลครบถ้วนแล้วหรือยัง เรามองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงว่า “ผู้ใหญ่” พ่อ แม่ พี่ น้อง ครูบาอาจารย์ดูแลเด็กๆ ดีพอหรือยัง ต้องกลับมาถามตัวเอาเอง แทนที่จะโทษและปล่อยให้เด็กไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีความรู้เท่าทันและอยู่ในโลกฟรีเซ็กซ์อย่างเดียวดาย
Q : ปัจจุบันครูอยู่ในวงการการศึกษามากว่า 30 ปีเป็นห่วงอะไรมากที่สุด...?
A : วันนี้เราก็ยังเป็นห่วงและรู้สึกว่า เด็กยังไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่รอบด้านเพียงพอ เพราะถ้าเขาได้รับครบถ้วนรอบด้านแล้ว เขาก็จะคิดและแก้ปัญหาได้ อย่างเรื่องกฎหมายทำแท้งเสรี ครูมองว่าเวลาที่ผู้ใหญ่จะคิดทำอะไรมันน่าจะทำ “ประชาพิจารณ์” เอาคนที่มีส่วนให้เขาเข้ามาแลกเปลี่ยนเลยว่ามันเพราะอะไร ที่ทำแท้งกันมากๆ เพราะเด็กขาดความรู้ไหม...? หรือมีปัญหาอะไรกับสังคมไหม...? เราจะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับคนที่ถูกจุด อย่าให้ “ผู้ใหญ่ครอบงำ” คิดแทนเด็กๆ อย่างเดียว ปัญหาของเด็กก็ต้องถามเด็กโดยตรงถึงจะถูกต้อง ครูเสนอว่า ให้นำเด็ก-เยาวชนมาให้หลากหลายให้ทั่วถึงทุกกลุ่มสถานการณ์ต่างๆ มันดีขึ้นสักแต่ว่าคิดเอง-เออเองแบบนี้
Q : คุณกำลังจะบอกว่าพอเกิดเหตุการณ์ทำแท้งถูกตีแผ่ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษา-สาธารณสุขต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่านี้ ไม่ใช่พอข่าวลงแค่ไปจับสถานทำแท้งไปจับยาทำแท้ง ไปเยี่ยมวัดไผ่เงินฯ เอาหน้าไปถ่ายรูปลงข่าวแล้วก็กลับบ้านนอน
A : ก็นั่นน่ะสิ จริงๆแล้วมันเกิดวิกฤติอย่างนี้มันก็น่าจะเอามาเป็นประเด็นพอมันมีข่าวออกมา หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องจัดการในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด อย่างคนทำอาชีพครูก็หยิบประเด็นขึ้นมาเลยว่าทำแท้งขนาดนี้ “พวกหนูดูแล้วรู้สึกยังไง มันมีประโยชน์ไหมแล้วโทษมันจะเป็นอย่างไรแล้วถ้าเป็นเธอๆ จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นไหม...?” แล้วก็ถามต่อว่าถ้าลักษณะแบบนี้ถ้าเธอเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นคนๆหนึ่งที่มีส่วนรับผิดชอบตรงนี้เธอจะรับผิดชอบยังไง มันก็มีวิธีที่จะพูดที่จะคุยได้หลายรูปแบบ
วันนี้เรายืนยันได้เลย ว่า จากการที่เราสอนเด็กกว่า 600 คน วิธีการคิดมันก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เด็กก็บอกว่าตระหนักมากขึ้น รู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นสิ่งใกล้ตัว เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง ฉะนั้นเราก็สอนเด็กๆ เลยว่าก่อนจะทำอะไรต้องคิดเธอต้องใช้สูตร“ค - ว –ย” และ “ห” คือ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” อย่างมี ห. หรือ “เหตุผล” ด้วย
Q : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัจจุบันหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ว่าด้วยเรื่อง“เพศศึกษา” ไม่เท่าทันโลกสมัยใหม่
A : ถามเรา เราว่าหลักสูตรของกระทรวงฯ มันก็โอเคอยู่นะ แต่ปัญหาอย่างที่รู้ๆ กันว่าคนสอนจะกล้าสอนหรือเปล่า พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะสังคมบ้านเรามันก็ลักษณะของ “มือถือสากปากถือศีล” อะไรที่กระทบกระเทือนกันหน่อย ก็ไม่กล้าพูด การที่เราทำแตกต่างจากคนอื่น กลายเป็นว่าต้องถูกซักฟอก ต้องถูกสังคมประณาม ประจาน ครูพูดมาตั้งแต่เมื่อ 8-9 ปีก่อนแล้วว่าปัญหา ท้อง- แท้ง - ทิ้ง นี่มันเกิดขึ้นแน่นอน เดี๋ยวคุณเจอวิกฤติกันแน่ถ้าคุณยังไม่ตระหนักในเรื่องนี้ แล้วทีนี้เป็นยังไง โชว์ให้เห็นเลย 2,002 ศพเด็กที่โดนทำแท้งเหตุการณ์นี้เหมือน “ตบหน้าสังคม ตบหน้าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
Q : พอเกิดเหตุ ท้อง แท้ง ทิ้ง ทีไร เสียง “เรียกเพรียก” หลักสูตรการเรื่องเพศศึกษาทางเลือกก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง...?
A : ใช่ค่ะ จริงๆ ตอนนี้ก็มีคนมาทาบทามว่าครูให้ทำ “หลักสูตรเพศศึกษาทางเลือกขึ้นมา” ซึ่งครูอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะยังไง แต่ว่าถ้าร่างทำแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมันก็ต้องลงมือลุยเพื่อส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้หลักสูตรตามกระแสหลักจะโอเคแค่ไหน แต่ถ้าจะดีกว่าไหมถ้าเรามีหลักสูตรเพื่อเป็นทางเลือกขึ้นมา
Q : แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้หลักสูตรทางเลือกก็คือ วงการการศึกษาต้องผลิต ผู้สอนวิชาที่สำคัญแบบนี้ต้องมีกุศโลบายดีๆ ให้มีจำนวนมากขึ้นกว่านี้
A : ใช่ค่ะ และเหนืออื่นใดและคนในวงการศึกษาก็ต้องเข้าใจมากๆ อย่างกรณีการคิดนอกกรอบที่ครูเอาหนังโป๊มาเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่งบุคลากร เก่าๆ ของวงการนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ เราปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างมากมายของหนังแบบนี้ไม่ได้ แทนที่จะให้เขาดูคนเดียวเราก็เอามาเปิดและค่อยๆ สอนเขาให้เท่าทันในห้องเรียนดีกว่าไหม แน่นอนว่าก่อนที่จะเอาอะไรไปนำเสนอเป็นสื่อการสอนเรื่องเพศทางเลือกอะไรที่ จะเกิดขึ้นมาในอนาคตให้กับเด็กๆ เราต้องรู้ว่าจุดหมายปลายทางของการสอนแต่ละเรื่องมันจะให้ทักษะอะไรบ้าง อย่างครูเปิด “หนังโป๊” ให้พวกเขาดูในห้องเรียน เราก็คิดมาแล้วว่าจะสอนสอดแทรกอะไรตอนไหน อย่างก่อนเปิดหนังโป๊เราก็จะถามเขาว่า “ถ้าเธอจะดูหนังแบบนี้ที่อื่นให้มันดูคนเดียวนะ...!” หลังจากดูเราก็กดหยุดแล้วก็ถามความรู้สึกตัวเองว่า 1.รู้สึกยังไง 2.ควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้และออกไปข่มขืนคนอื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ “ติดคุก ขึ้นศาล เข้าบ้านเมตตาใช่ไหม…?” ให้เขาได้คิด
ถามว่าถ้าไม่ให้มัน ดู จงอย่าทำ เด็กจะเชื่อไหม ไม่เชื่อหรอก ยิ่งห้ามมันเหมือนยิ่งยุ ถ้าอยากดูก็ดูเลย แต่ดูที่บ้าน แล้วก็ดูคนเดียว ดูเสร็จก็ “สไลด์หนอน” (หมายถึงสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง) ไปก็จบไม่ต้องไปดูหลายคนจะได้เรียนรู้และบอกคนอื่นเขาได้
“หม้อ ข้าวมันร้อนแล้วไม่เอามือไปจับมันจะรู้ไหมว่าร้อน” เราต้องเข้าใจความต้องการของเด็กวัยรุ่นว่ามันอยากรู้ “อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย” ฉะนั้นกระทรวงศึกษาและโรงเรียนต่างๆต้องจัดกิจกรรมแล้วให้เด็กทำในสิ่งที่ สนใจและต้องการ ถึงจะได้พัฒนาศักยภาพไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้
Q : คนส่วนใหญ่มักเข้าใจ การเรียนเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
A: หลายคนเข้าใจแบบนั้นจริง เพศศึกษาเป็นการเรียนรู้ทั้งหมดกระบวนการ 6 ด้าน พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมสัมพันธภาพความเป็นพี่น้อง ทักษะการตัดสินใจกระบวนการคิด และในเรื่องของการแสดงความเหมาะสมในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศมันเป็นยังไง ในเรื่องของสุขภาพทางเพศเป็นยังไง และรวมถึงสังคมและวัฒนธรรมด้วย
Q : ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมในการสอนเรื่องเซ็กซ์ให้แก่เด็ก...?
A : จริงๆ ก็ต้องเริ่มสอนกันมาตั้งแต่เริ่มแรก ๆ ตั้งแต่คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้เกิดจากที่เด็กมันไม่มีความพร้อมพอขาดความพร้อมวุฒิภาวะมันก็ไม่มี พอไม่มีเวลามีอะไรเกิดขึ้นมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ จริงๆ แล้วการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเขามีหนังสือออกมาเยอะแยะ ตั้งแต่พ่อแม่ให้มาว่าส่วนไหนเป็นสิ่งหวงห้าม ห้ามใครแตะต้องพอโตมาก็พูดถึงการดูแลเอาใจใส่ รักษาสุขภาพทำยังไง พอเข้าสู้วัยรุ่นอะไรมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรมันจะเกิดขึ้น
การเท่า ทันอารมณ์ความรู้สึก การมีประจำเดือนของผู้หญิง การฝันเปียกของเด็กผู้ชายเป็นยังไง เด็กต้องได้รับการเรียนรู้เขาจะได้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาพร้อม กับตัวตนของเรา ทีนี้ในโอกาสต่อไปเราจะต้องเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น
Q : ถ้าเด็กเดินมาปรึกษาขอคำชี้แนะครูว่า “หนูท้อง และอยากจะแท้ง” เราจะสอนพวกเขาอย่างไร
A : ก็ต้องถามตัวเขา แล้วให้ทั้งคู่เขาคิดว่าจะเก็บไว้ หรือทำแท้ง หรือจะยังไงมันต้องถามความต้องการของเขา ไม่ใช่ถามความต้องการของเรา ถ้าจะทำแท้งมันก็สิทธิส่วนตัวของเขา เราก็ต้องให้เขาเห็นกระบวนการคิดรอบด้าน เช่น ทำผู้หญิงท้อง 4 เดือน ความต้องการที่แท้จริงของคุณคืออะไร...? แล้วนำมาคิดรวมกับ “จริยธรรม-คุณธรรม” ถามคุณพ่อคุณแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายหรือยัง ถ้ามีปัญหาการทำแท้งแล้วแม่ตายลูกตายจะรับได้ไหม แล้วถ้าเก็บเด็กไว้ใครจะดูแล ใครจะออกค่าใช้จ่าย หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม เมื่อให้เขาบวก-ลบด้านดีและไม่ดีทั้งหมดแล้ว ท้ายที่สุดเราก็จะให้เขาเลือกว่าจะเอาอะไร เพราะเหตุผลมันก็จะบ่งบอกว่าคุณจะทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง มันอยู่ที่ตัวคุณ 2 คนที่จะต้องคิดแค่นั้น
Q : อยากจะให้ช่วยแนะนำสำหรับเด็กที่มีแนวคิด หรือกลุ่มเสี่ยวที่มองว่าโลกนี้ ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กซ์
A :ครูมีวิธีสอนคือ ให้เด็กพกไข่มาคนละ 1 ฟอง แล้วเอามาให้อาจารย์เซ็นชื่อ พอเซ็นชื่อเสร็จ หลังจากนั้นคุณต้องดูแลรักษาไข่เท่าชีวิตเป็นเวลา 8 วัน 8 คืน ให้เลี้ยงติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามไปวางที่อื่น ถ้าไปวางที่อื่นเอาไปฝากคนอื่นเลี้ยงจะ “แช่ง” ให้ “เอนท์ฯ” ไม่ติด แล้วความรับผิดชอบส่วนนี้ เด็กที่ถูกดูแลมาดีมันก็จะดูแลทะนุถนอม เอาสำลีมาพันมาห่อ เก็บใส่กล่องอย่างดี แต่ถ้าเด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบปล่อยปละละเลยมันก็จะวางทิ้งโดนเพื่อนเหยียบ พอหลังจากที่เลี้ยงเสร็จมันเน่าหรือไม่เน่าแล้วแต่ ตรงนั้นไม่ว่ากัน
แต่ ท้ายสุดพวกเธอมาเล่าให้ฉันฟังสิว่า 1.ประสบการณ์ที่เลี้ยงไข่มันไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่ร้องขอไม่ใช้เงินเปลืองมันให้ข้อคิดอะไรบ้าง 2.เปรียบเทียบสิว่าพ่อแม่เลี้ยงเธอมา 10 กว่าปีเนี่ย แต่เธอเลี้ยงไข่ 8 วัน มันเปรียบเทียบกันได้ไหมมีอะไรอยากบอกพ่อแม่ไหม แล้วสุดท้ายถ้าเธอเกิดไปทำใครท้องขึ้นมา เธอพร้อมที่จะเป็นพ่อของลูกสาวลูกชายมากน้อยแค่ไหน พร้อมมากเพราะอะไร ไม่พร้อมเพราะอะไร ไม่พร้อมสุดๆ เพราะอะไร สิ่งที่เราอยากจะรู้ก็คือ 8 วันที่คุณได้จากการเลี้ยงไข่ แล้วพบว่าจาก 600 คน มีคนที่พร้อมจะเป็นพ่อคนแค่เพียง 3 คนเท่านั้น ส่วนนอกนั้นบอกว่าผมแค่อยากจะมีเซ็กซ์ แต่ไม่อยากเป็นพ่อคน มันเบื่อ มันรำคาญ เราต้องมีวิธีสอนให้เขาคิดวิเคราะห์มากว่าหยิมๆ ท่องจำ
Q : คุณเห็นด้วยกับ “กฎหมายทำแท้งเสรี” ไหม...?
A : ตรงนี้เราให้ความสำคัญในเรื่องของสาเหตุของแต่ละคนที่ท้องขึ้นมา สาเหตุมันเพราะอะไร มันเกิดเพราะว่ามันพลาด หรือประมาท หรือเพราะอะไร บางคนอาจจะยังไม่รู้จักถุงยางก็ได้ แต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือเด็กไม่รู้ พอเกิดขึ้นมามันก็จะมีทำแท้ง ไม่ทำแท้ง เราไม่ดู เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจว่าคนที่ทำต้องมีเหตุผล เราจะไปประเมินเราจะไปตัดสินเขาไม่ได้
เช่น วันลอยกระทง ลอยเสร็จก็ไปนินทาเขาอีกว่าต้องไป “ลอยดอก” ต่อ หรืออย่าง “วันวาเลนไทน์” คือวันเสียตัว จริงๆ เราอย่าไปมองว่าเด็กเป็นอย่างนั้นทั้งหมด “อย่ามารวมเด็ก 17 ล้านทั้งหมด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคน อย่าคิดแทนเด็ก...?” เราต้องให้ความรู้ที่รอบด้าน แต่การตัดสินใจให้เป็นเรื่องของเด็กเอง ไม่เกี่ยวกับเรา สิ่งสำคัญที่ความผิดมันจะอยู่ที่ผู้ใหญ่ก็คือ ผู้ใหญ่ไม่ให้ความรู้เด็ก ไม่ให้ประสบการณ์ ไม่ให้โอกาส
สุดท้ายก็คือไปครอบงำว่าต้องเป็น แบบนี้ๆ เด็กไม่ใช่วัตถุ มีชีวิตมีจิตใจเหมือนกัน มันไม่มีถูกไม่มีผิด ตรงนี้มันต้องเกิดจากการเรียนรู้ ทำไมเราไม่เอาวิกฤติที่เกิดขึ้นตรงนี้มาทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้น พอมีการทำแท้งเกิดขึ้นแบบนี้คุณจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาว่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมันมาจากไหน ระดมพลออกมาให้หมดในทุกภาคส่วน เอาเข้ามาให้หมด แล้วก็รับฟัง ว่าเขามีประเด็นอะไร อะไรที่มันสำคัญ แล้วอะไรที่มันแก้ไขได้ คุณจับๆ ออกมา แล้วเราก็จะรู้ว่า ไม่ต้องไปทำวิจัยตรงไหนหรอก เอาตรงนี้แหละ อะไรก็ตามที่มันไม่เบียดเบียนคนอื่นเขา คนเราต้องรู้จักแยกแยะได้ เราจะพูดกับเด็กเสมอ คำว่า ถูก ดี ควร มันต่างกันยังไง หรือคำว่า ผิด พลาด ชั่ว มันต่างกันยังไง ถูกก็ถูกต้อง ถูกกฏหมาย ดีไม่มีใครบังคับทำแล้วจะดีมาก ถ้าทำแล้วมันส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ ผิดก็ผิดกฎหมาย ผิดระบบวิธีการ แอบแฝงซ่อนเร้น พลาดอาจจะนอนไม่เต็มที่เขาให้นอน 8 ชม. แต่นอนแค่ 2 ชม. ก็เบลอได้ ชั่ว หมายถึงทั้งผิดและทั้งพลาด
ฉะนั้นเราต้องให้เด็กวิเคราะห์ให้ได้ ว่าความถูกความดีมันคืออะไร การที่คนที่ไม่รู้อิโน่อิเน่มาตายลงมันก็ไม่ใช่ทางออก กฎหมายมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าใช้กันอย่างถูกต้อง ถูกช่วงเวลาหรือเปล่า
Q : สุดท้ายถ้าหากจะต้องมีคนจะต้องรับผิดในเรื่อง “ทำแท้ง” เด็ก ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ครอบครัว คนออกกฏหมาย กระทรวงศึกษาธิการ หรือ คุณครู
A : ต้องกลับมาย้อนดูตัวเอง ไม่ต้องไปโทษใคร ว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ถูกต้องแค่ไหน คนเป็นครูสอนหรือยัง คนเป็นตำรวจทำหน้าที่หรือยัง คนเป็นหมอทำหน้าที่หรือยัง คือทกคนต้องกลับมาดูตัวเอง อย่าไปโทษสังคม อย่าไปโทษใคร เพราะเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราได้ แต่เราจะตัดสินว่าใครชั่วหรือใครดีไม่ได้ คนทุกคนจะมีเหตุผลในการกระทำเสมอ แต่การที่จะอยู่ในสังคมเดียวกันได้ มันจะต้องมีกติการ่วมกัน อยู่ที่ว่าคุณทำหน้าที่ของคุณได้ถูกต้องไหมแค่นั้นเอง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธันวาคม 2553
ประสบความสำเร็จ: Success, Achieve accomplish
การประสบความสำเร็จเป็นเป้าหมายของผู้คนทุกยุคทุกสมัย Success is the ultimate goal of people of all era. [era หมายถึง ยุค หรือ ช่วงเวลา]
สำเร็จ = ได้ผล = สัมฤทธิ์ผล
ภาวะตื่นเต้นดีใจที่สามารถทำอะไรได้สำเร็จ เรียกว่า "flushed with success" เช่น กล่า่วว่า โค้ชรู้สึำกตื่นเต้นถึงความสำเร็จ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ The coach will be flushed with success whatever happens at the World Cup in South Africa. ผู้ออกแบบรถรู้สึกตื่นเต้นถึงภาวะความสำเร็จ ที่สามารถสร้างเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานน้อย Car designers flushed with success with low-powered engine.
สำนวนที่กล่าวเน้นว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก คือ a roaring success เช่น โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง This project is a roaring success.
สำนวน be a howling success ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นกัน เช่น งานเลี้ยงประสบความสำเร็จอย่างมากมาย The party is a howling success.
นอกจากนั้้นยังสามารถใช้คำง่าย ๆ อย่าง great success, very successful ได้
การปีนบันไดของความสำเร็จ climb the ladder of success คุณจะวางบันไดแห่งความสำเร็จไว้ที่ไหน Where are you situated on the ladder of success?
เรื่องราวของความสำเร็จ สามารถใช้ success story ได้เช่น บริษัทของลุงของเขานับเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ที่หาได้ยากในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ His uncle's company is a rare success story in these times of crisis.
คำกล่าว What price fame/victory/success, etc? เป็นการกล่าวเชิงความรู้สึกที่ว่า ชื่อเสียง (fame) ชัยชนะ (victory) ความสำเร็จ (success) ที่ได้มานั้น มันคุ้มมั๊ยกับความเสียหายหรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เช่น กล่าวว่า มันคุ้มมั้ย กับความสำเร็จเมื่อทุกชีวิตที่สูญเสียที่คุณต้องรับผิดชอบ ผลักดันให้คุณไกลจากการมีสติมีความดี what price success, when every lost life you're responsible for pushes you further from sanity?
การมีปัญหาเพราะความสำเร็จของตัวเอง มีสำนวน be a victim of your own success เช่น แชมเปี้ยนสี่ปี เป็นเหยื่อของความสำเร็จของตัวเขาเองที่ปีนี้เขาไม่ได้รางวัลชนะเลิศ The four-time champion is a victim of his own success as he didn't win this year competition.
การมีแนวโน้มอย่า่่งมากที่จะประสบความสำเร็จ be a recipe for success เมื่อสังเกตมองดูผลิตภัณฑ์ของเธออย่างละเอียด บอกแนวโน้มอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จ A closer look into her products reveals a recipe for success.
มีอีกหลายคำ ที่ให้ความหมายถึง ประสบความสำเร็จเช่นกัน achieve ; accomplish ; complete ; fulfill ; achieve ; finish ; be completed ; be accomplished ; be done, attain, manage
สำเร็จอย่างง่ายดาย สำเร็จได้ง่ายๆ coast [VI] [walk it(สำนวน)]
สำเร็จบางส่วน ใช้ go off
ไม่สำเร็จ, ไร้ผล, แท้ง, คลอดก่อนกำหนด, ซึ่งทำให้แท้ง ใช้คำ abortive(อะบอร์' ทิฟว) (Adj)
การมีแววรุ่ง มีท่าทางจะประสบความสำเร็จ ใช้ up-and-coming (Adj)
สำเร็จการศึกษา เรียนจบ graduate(V) graduation(N)
สำเร็จโทษ [V] execute, สำเร็จโทษด้วยการฆ่า ประหาร: put to death
สำเร็จรูป [ADJ] readymade, (ชิ้นส่วน)สำเร็จรูป: prefabricated (piece), (กาแฟ)สำเร็จรูป: instant(coffee)
สำเร็จความใคร่ [V] masturbate, wank, flog the bishop, jerk off(สำหรับผู้ชายสำเร็จความใคร่) play with, pull at, toss off
Give me your five! เป็นสำนวน เป็นการเอามือมาแปะกัน (โดยใช้ฝ่ามือ ใช้ในโอกาสที่ถูกใจหรือบางสิ่งประสบผลสำเร็จ)
ดร.SoS
.
สำเร็จ = ได้ผล = สัมฤทธิ์ผล
ภาวะตื่นเต้นดีใจที่สามารถทำอะไรได้สำเร็จ เรียกว่า "flushed with success" เช่น กล่า่วว่า โค้ชรู้สึำกตื่นเต้นถึงความสำเร็จ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ The coach will be flushed with success whatever happens at the World Cup in South Africa. ผู้ออกแบบรถรู้สึกตื่นเต้นถึงภาวะความสำเร็จ ที่สามารถสร้างเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานน้อย Car designers flushed with success with low-powered engine.
สำนวนที่กล่าวเน้นว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก คือ a roaring success เช่น โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง This project is a roaring success.
สำนวน be a howling success ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นกัน เช่น งานเลี้ยงประสบความสำเร็จอย่างมากมาย The party is a howling success.
นอกจากนั้้นยังสามารถใช้คำง่าย ๆ อย่าง great success, very successful ได้
การปีนบันไดของความสำเร็จ climb the ladder of success คุณจะวางบันไดแห่งความสำเร็จไว้ที่ไหน Where are you situated on the ladder of success?
เรื่องราวของความสำเร็จ สามารถใช้ success story ได้เช่น บริษัทของลุงของเขานับเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ที่หาได้ยากในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ His uncle's company is a rare success story in these times of crisis.
คำกล่าว What price fame/victory/success, etc? เป็นการกล่าวเชิงความรู้สึกที่ว่า ชื่อเสียง (fame) ชัยชนะ (victory) ความสำเร็จ (success) ที่ได้มานั้น มันคุ้มมั๊ยกับความเสียหายหรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เช่น กล่าวว่า มันคุ้มมั้ย กับความสำเร็จเมื่อทุกชีวิตที่สูญเสียที่คุณต้องรับผิดชอบ ผลักดันให้คุณไกลจากการมีสติมีความดี what price success, when every lost life you're responsible for pushes you further from sanity?
การมีปัญหาเพราะความสำเร็จของตัวเอง มีสำนวน be a victim of your own success เช่น แชมเปี้ยนสี่ปี เป็นเหยื่อของความสำเร็จของตัวเขาเองที่ปีนี้เขาไม่ได้รางวัลชนะเลิศ The four-time champion is a victim of his own success as he didn't win this year competition.
การมีแนวโน้มอย่า่่งมากที่จะประสบความสำเร็จ be a recipe for success เมื่อสังเกตมองดูผลิตภัณฑ์ของเธออย่างละเอียด บอกแนวโน้มอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จ A closer look into her products reveals a recipe for success.
มีอีกหลายคำ ที่ให้ความหมายถึง ประสบความสำเร็จเช่นกัน achieve ; accomplish ; complete ; fulfill ; achieve ; finish ; be completed ; be accomplished ; be done, attain, manage
สำเร็จอย่างง่ายดาย สำเร็จได้ง่ายๆ coast [VI] [walk it(สำนวน)]
สำเร็จบางส่วน ใช้ go off
ไม่สำเร็จ, ไร้ผล, แท้ง, คลอดก่อนกำหนด, ซึ่งทำให้แท้ง ใช้คำ abortive(อะบอร์' ทิฟว) (Adj)
การมีแววรุ่ง มีท่าทางจะประสบความสำเร็จ ใช้ up-and-coming (Adj)
สำเร็จการศึกษา เรียนจบ graduate(V) graduation(N)
สำเร็จโทษ [V] execute, สำเร็จโทษด้วยการฆ่า ประหาร: put to death
สำเร็จรูป [ADJ] readymade, (ชิ้นส่วน)สำเร็จรูป: prefabricated (piece), (กาแฟ)สำเร็จรูป: instant(coffee)
สำเร็จความใคร่ [V] masturbate, wank, flog the bishop, jerk off(สำหรับผู้ชายสำเร็จความใคร่) play with, pull at, toss off
Give me your five! เป็นสำนวน เป็นการเอามือมาแปะกัน (โดยใช้ฝ่ามือ ใช้ในโอกาสที่ถูกใจหรือบางสิ่งประสบผลสำเร็จ)
ดร.SoS
.
นักดื่ม(เหล้า): drinker, barfly, soak
นักดื่มเหล้า พวกคอทองแดง จะเรียกว่า drinker แต่คำนี้ อาจหมายถึง การเป็นนักดื่มอย่างอื่นก็ได้ เช่น พวกนักดื่มกาแฟ He is a coffee drinker.
พวกคนคอแข็ง ก็เรียกว่า heavy drinker หรือ alcohol fancier หรือ habitual drinker
พวกนักดื่มยังสามารถเรียกว่า imbiber, หรือ toper หรือ juicerได้อีกด้วย
คุณกลับมาเป็นขี้เมาอีกครั้งงั้นเหรอ = Have you been imbibing again? สำหรับพวกดื่มแล้วขับถูกจับปรับ 50000 เหรียญแล้วยังต้องทำงานบริการสาธารณะอีกด้วย For drink and drive toper, it costs him $50000 with public service penalty.
พวกชอบดื่มเป็นประจำ สามารถเรียกว่า drunk, drunkard, inebriate, rummy, sot, wino ได้
drunk ยังบ่งบอก"ภาวะอาการเมา" อีกด้วยที่เรียกว่า intoxicated เช่น พอลดื่มมากจนเมาไปแล้ว Paul drinks a lot and gets drunk. หรือ Paul drinks a lot and gets intoxicated. ก็มีความหมายเช่นเดียวกัน
พวกดื่มหนัก เรียกว่า guzzler เช่น พอลเป็นพวกดื่มเบียร์หนักทุกค่ำคืน Paul is a beer guzzler every night.
พวกดื่มปานกลาง เรียก moderationist เช่น สมเป็นนักดื่มปานกลางเพราะดื่มได้แค่ไม่กี่แก้ว Som is a moderationist as he drinks just 2 glasses.
พวกที่ดื่มเพื่อเข้าสังคม เรียก social drinker หรือ tippler คือ จิบเล็กน้อย แต่อาจบ่อยครั้ง
ผู้ดื่มอวยพร เรียกว่า wassailer หรือ carouser แต่ทั้งสองคำ้ก็อาจเป็นผู้ดื่มหนักได้เช่นกัน
พวกที่เข้่าประชันการดื่ม เรียก bacchanal, bacchant, drunken reveler, drunken reveller คือกันแข่งดื่มดูว่าใครคอแข็งกว่ากัน (หรือจะได้ตายเร็วกว่ากัน)
ส่วนพวกที่ชอบใช้เวลาดื่มเหล้าอยู่แต่ในบาร์ หรือ ตามร้านเหล้า สามารถเรียกว่า barfly หรือ bar fly ก็ได้ A barfly is one who frequents drinking establishments or a person who frequents bars. คำ Barfly นี้ จัดเป็น คำสแลง
เช่น พอลเป็นนักดื่ม ทำให้เดี๋ยวนี้สุขภาพของเขาแย่ลงไปมาก Paul is a barfly, now his health is getting worse.
ดร.SoS
.
พวกคนคอแข็ง ก็เรียกว่า heavy drinker หรือ alcohol fancier หรือ habitual drinker
พวกนักดื่มยังสามารถเรียกว่า imbiber, หรือ toper หรือ juicerได้อีกด้วย
คุณกลับมาเป็นขี้เมาอีกครั้งงั้นเหรอ = Have you been imbibing again? สำหรับพวกดื่มแล้วขับถูกจับปรับ 50000 เหรียญแล้วยังต้องทำงานบริการสาธารณะอีกด้วย For drink and drive toper, it costs him $50000 with public service penalty.
พวกชอบดื่มเป็นประจำ สามารถเรียกว่า drunk, drunkard, inebriate, rummy, sot, wino ได้
drunk ยังบ่งบอก"ภาวะอาการเมา" อีกด้วยที่เรียกว่า intoxicated เช่น พอลดื่มมากจนเมาไปแล้ว Paul drinks a lot and gets drunk. หรือ Paul drinks a lot and gets intoxicated. ก็มีความหมายเช่นเดียวกัน
พวกดื่มหนัก เรียกว่า guzzler เช่น พอลเป็นพวกดื่มเบียร์หนักทุกค่ำคืน Paul is a beer guzzler every night.
พวกดื่มปานกลาง เรียก moderationist เช่น สมเป็นนักดื่มปานกลางเพราะดื่มได้แค่ไม่กี่แก้ว Som is a moderationist as he drinks just 2 glasses.
พวกที่ดื่มเพื่อเข้าสังคม เรียก social drinker หรือ tippler คือ จิบเล็กน้อย แต่อาจบ่อยครั้ง
ผู้ดื่มอวยพร เรียกว่า wassailer หรือ carouser แต่ทั้งสองคำ้ก็อาจเป็นผู้ดื่มหนักได้เช่นกัน
พวกที่เข้่าประชันการดื่ม เรียก bacchanal, bacchant, drunken reveler, drunken reveller คือกันแข่งดื่มดูว่าใครคอแข็งกว่ากัน (หรือจะได้ตายเร็วกว่ากัน)
ส่วนพวกที่ชอบใช้เวลาดื่มเหล้าอยู่แต่ในบาร์ หรือ ตามร้านเหล้า สามารถเรียกว่า barfly หรือ bar fly ก็ได้ A barfly is one who frequents drinking establishments or a person who frequents bars. คำ Barfly นี้ จัดเป็น คำสแลง
เช่น พอลเป็นนักดื่ม ทำให้เดี๋ยวนี้สุขภาพของเขาแย่ลงไปมาก Paul is a barfly, now his health is getting worse.
ดร.SoS
.
Monday, December 20, 2010
'ในหลวง'พระราชทานโอวาท ย้ำศาลยึดมั่นคำปฏิญาณ นำพาประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง
ประธานศาลปกครองสูงสุด นำ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตำแหน่งตุลาการศาลปกครองกลาง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่.....
เมื่อ เวลา 18.03 น.วันที่ 20 ธ.ค.2553 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด นำ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตำแหน่งตุลาการศาลปกครองกลาง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในโอกาสนี้ นายสุชาติ เวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทความว่า"ท่านปฏิญาณว่า จะปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาศาลปกครองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในความตั้งใจ และขอให้ท่านปฏิบัติตามปฏิญาณ ซึ่งอยู่ที่ท่านปฏิญาณว่า จะทำหน้าที่อย่างดีในฐานะผู้พิพากษา และขอให้ท่านได้ทำตรงตามหน้าที่ผู้พิพากษานั้น และให้มีความเรียบร้อยในการคดีทั้งหลายที่จะมีขึ้นได้ในอนาคต ขอให้ท่านได้เข้าใจว่า การปฏิญาณนั้น ไม่ใช่ของเล่น เป็นของจริง ถ้าท่านปฏิญาณ ท่านทำกฎหมาย และท่านจะได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างดี ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณอย่างนี้แล้ว ท่านจะมีความเจริญรุ่งเรืองด้วย ถ้าปฏิบัติตามที่ท่านพูด แล้วเป็นการปฏิบัติตามคำปฏิญาณนั้น เป็นเรื่องของความดี และท่านจะสามารถปฏิบัติสำเร็จเรียบร้อย คนเราถ้าปฏิบัติตามที่ตั้งใจ ก็จะเจริญรุ่งเรือง ถ้าท่านไม่สามารถปฏิบัติตามที่ปฏิญาณไว้ ท่านก็ต้องระวังตัว ฉะนั้น ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ท่านได้ปฏิญาณ ท่านก็จะได้แสดงว่าท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นของท่าน และความศักดิ์ ท่านได้ปฏิบัติเพื่อช่วยให้ผู้ที่ได้เกี่ยวข้องกับท่าน ให้มีความดี ความศักดิ์สิทธิ์ และทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองได้ ก็ขอให้ท่านปฏิบัติถูกต้องตามคำปฏิญาณและสามารถที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ต้องพูดมากกว่านี้ ขอท่านมีความสำเร็จในหน้าที่ของท่าน"
เมื่อ เวลา 18.03 น.วันที่ 20 ธ.ค.2553 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด นำ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตำแหน่งตุลาการศาลปกครองกลาง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในโอกาสนี้ นายสุชาติ เวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทความว่า"ท่านปฏิญาณว่า จะปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาศาลปกครองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในความตั้งใจ และขอให้ท่านปฏิบัติตามปฏิญาณ ซึ่งอยู่ที่ท่านปฏิญาณว่า จะทำหน้าที่อย่างดีในฐานะผู้พิพากษา และขอให้ท่านได้ทำตรงตามหน้าที่ผู้พิพากษานั้น และให้มีความเรียบร้อยในการคดีทั้งหลายที่จะมีขึ้นได้ในอนาคต ขอให้ท่านได้เข้าใจว่า การปฏิญาณนั้น ไม่ใช่ของเล่น เป็นของจริง ถ้าท่านปฏิญาณ ท่านทำกฎหมาย และท่านจะได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างดี ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณอย่างนี้แล้ว ท่านจะมีความเจริญรุ่งเรืองด้วย ถ้าปฏิบัติตามที่ท่านพูด แล้วเป็นการปฏิบัติตามคำปฏิญาณนั้น เป็นเรื่องของความดี และท่านจะสามารถปฏิบัติสำเร็จเรียบร้อย คนเราถ้าปฏิบัติตามที่ตั้งใจ ก็จะเจริญรุ่งเรือง ถ้าท่านไม่สามารถปฏิบัติตามที่ปฏิญาณไว้ ท่านก็ต้องระวังตัว ฉะนั้น ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ท่านได้ปฏิญาณ ท่านก็จะได้แสดงว่าท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นของท่าน และความศักดิ์ ท่านได้ปฏิบัติเพื่อช่วยให้ผู้ที่ได้เกี่ยวข้องกับท่าน ให้มีความดี ความศักดิ์สิทธิ์ และทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองได้ ก็ขอให้ท่านปฏิบัติถูกต้องตามคำปฏิญาณและสามารถที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ต้องพูดมากกว่านี้ ขอท่านมีความสำเร็จในหน้าที่ของท่าน"
การบังคับให้สมรส การผิดสัญญาหมั้น
ถ้าผมมีคู่หมั้น ต่อมาคู่หมั้นไม่ยอมแต่งงานด้วย ในทางกฎหมายจะทำอย่างไรให้เธอแต่งงานด้วย แต่ถ้าทำไม่ได้ผมจะได้ของหมั้นคืนหรือไม่
====
การหมั้นนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เพียงว่า การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้ แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น และเมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นนั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ส่วนการบังคับตามสัญญาหมั้นนั้น ในทางกฎหมายการหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ หรือถ้าได้มีข้อตกลงกันว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ (1438)
อย่างไรก็ตามเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การสมรสในความหมายของกฎหมายไทยนั้นคือการสมรสที่มีการจดทะเบียนสมรสโดยชอบ ด้วยกฎหมาย การสมรส ไม่ได้หมายถึงการจัดพิธีแต่งงาน ดังนั้นการสมรสที่ชอบ ด้วยกฎหมายคือการจดทะเบียนสมรสส่วนจะมีพิธีแต่งงานหรือไม่ไม่สำคัญ และการหมั้นนั้นจะต้องมีของ หมั้นด้วย เพื่อมิให้ถกเถียงกันในภายหลังว่ามีการหมั้นกันหรือยัง
การที่ผู้หญิงและผู้ชายทำสัญญาหมั้นเป็นคู่หมั้นของกันและกันเพื่อเป็นหลัก ฐานว่าจะสมรสกับหญิง ดังนั้นถ้าสัญญาหมั้นนั้นถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วคู่สัญญาหมั้นต่างมี ความผูกพันตามสัญญาหมั้นที่จะต้องทำการสมรสตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ หรือแม้การหมั้นจะไม่ได้กำหนดเวลาการสมรสไว้ ในทางกฎหมายจะถือระยะเวลาอันควรที่จะได้ทำการสมรสกัน
โดยปกติทั่วไปถ้าเป็นเรื่องสัญญาชนิดอื่น ๆ หาก มีการผิดสัญญานั้น คู่สัญญาสามารถจะฟ้องบังคับเพื่อให้มีการปฏิบัติตามสัญญาได้ เช่น การผิดสัญญาซื้อขาย คู่สัญญาสามารถฟ้องบังคับฝ่ายผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย หรือฟ้องบังคับให้ผู้ซื้อจ่ายเงินค่าทรัพย์สินที่ซื้อขายได้ เป็นต้น ในขณะที่สัญญาหมั้นมีลักษณะแตกต่างจาก สัญญาอื่น เพราะการบังคับตามสัญญาหมั้นคือการจะบังคับให้ทำการสมรสนั้น ไม่อาจบังคับให้ทำได้ เนื่องจากการสมรสจะต้องเป็นเรื่องที่ผู้หญิงและผู้ชายยินยอมพร้อมใจกระทำ ด้วยความสมัครใจ ดังนั้นถึงแม้เป็นคู่หมั้นกันถ้าไม่เต็มใจจะทำการสมรส คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่อาจฟ้องให้ศาลบังคับให้มีการจดทะเบียนสมรสได้ รวมทั้งข้อตกลงที่ว่าจะให้มีการชดใช้เบี้ยปรับถ้ามีการหมั้นแล้วไม่ยอมสมรส ข้อตกลงเช่นนี้ตกเป็นโมฆะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการจะบังคับให้ชายหญิงสมรสกันโดยไม่เต็มใจ
สรุป หากมีการหมั้นกันไว้ การหมั้นจะเป็นเรื่องที่จะบังคับให้ทำการสมรสไม่ได้ และถ้ามีข้อตกลงเกี่ยวกับเบี้ยปรับในกรณีที่มีการผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับนี้เป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามถ้าการหมั้นกันไว้นั้น หากมีการผิดสัญญาหมั้น คู่หมั้นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายยังมีบังคับตามสัญญาหมั้นได้ แต่เป็นการบังคับในเรื่องของสิทธิเรียกค่าทดแทนต่าง ๆ ตามกฎหมายได้ รวมทั้งการจะได้ของหมั้นคืน
การผิดสัญญาหมั้น
ในเรื่องของการหมั้นนั้น เงื่อนไขในทางกฎหมายมี 2 อย่าง คือ ชายหญิงมีอายุอย่างต่ำ 17 ปีบริบูรณ์ และต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองถ้าหากเป็นการหมั้นผู้ เยาว์ ดังนั้นผลในทางกฎหมายจึงทำให้การหมั้นที่ชายหญิงอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์จะตกเป็นโมฆะ
นอกจากนี้แบบของการหมั้นจะทำอย่างไรก็ได้ แต่การหมั้นจะเป็นสัญญาหมั้นได้กฎหมายบัญญัติไว้แต่เพียงว่าการหมั้นจะ สมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็น หลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น และเมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ความสำคัญเรื่องทรัพย์ใดว่าเป็นของหมั้นหรือไม่ เนื่องจากปัญหากรณีมีการผิดสัญญาหมั้นว่า ของหมั้นจะยังคงเป็นของหญิง หรือว่าหญิงจะต้องเอาของหมั้นคืนให้แก่ฝ่ายชาย
ดังนั้นการหมั้นใดจะเป็นสัญญาหมั้นได้ต่อเมื่อฝ่ายชายได้มีการมอบของหมั้น ให้แก่หญิงแล้วฉะนั้นการหมั้นที่มีข้อตกลงเพียงว่าจะเอาทรัพย์สินใดให้เป็น ของหมั้นแต่จะส่งมอบให้ในภายหลังและยังไม่ได้ส่งมอบ ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ส่งมอบจะไม่ถือว่าเป็นของหมั้น เช่น ในวันหมั้นฝ่ายชายสวมแหวนหมั้นให้แก่หญิง และสัญญาว่าจะให้เงินสด 1 แสนบาทเป็นของหมั้นในภายหลัง เฉพาะแหวนหมั้นเท่านั้นที่เป็นของหมั้น ส่วนเงินสด 1 แสนบาทที่ยังไม่มีการส่งมอบให้ จะไม่ใช่ของหมั้น เป็นต้น
อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นนั้นไม่ได้คำนึงถึงราคา ดังนั้นถ้าในวันหมั้นมีการยกพานหมากพลูใส่พานมาเป็นของหมั้นอันเป็นการ จัดการหมั้นตามพิธีหมั้น แม้จะตกลงให้ทรัพย์สินอื่นเป็นของหมั้นด้วยแต่ยังไม่มีการส่งมอบ ทรัพย์สินที่ยังไม่ส่งมอบไม่ถือว่าเป็นของหมั้น แต่ถือว่ามีสัญญาหมั้นแล้วเพราะมีการยกพานหมากพลูเป็นของหมั้นแล้ว ดังนั้นถ้ามีการผิดสัญญาหมั้นก็มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ และการหมั้นใดที่ไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินใดเพื่อเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเลย จะไม่ถือว่ามีการทำสัญญาหมั้น
ดังนั้นถ้ามีการผิดข้อตกลงจะทำให้ไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้น ได้ เพราะกฎหมายได้บัญญัติเรื่องการหมั้นว่า เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้ คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย” ฉะนั้นหากไม่มีสัญญาหมั้นแล้วทำให้การผิดข้อตกลงเรื่องการหมั้นจะไม่อาจ เรียกค่าทดแทนฐานการผิดสัญญาหมั้นได้
ค่าทดแทนที่อาจเรียกได้จากการผิดสัญญาหมั้น ได้แก่ 1. ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น 2. ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่อง ในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร 3. ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาด หมายว่าจะได้มีการสมรส
ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07/14 ธันวาคม 2553
====
การหมั้นนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เพียงว่า การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้ แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น และเมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นนั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ส่วนการบังคับตามสัญญาหมั้นนั้น ในทางกฎหมายการหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ หรือถ้าได้มีข้อตกลงกันว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ (1438)
อย่างไรก็ตามเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การสมรสในความหมายของกฎหมายไทยนั้นคือการสมรสที่มีการจดทะเบียนสมรสโดยชอบ ด้วยกฎหมาย การสมรส ไม่ได้หมายถึงการจัดพิธีแต่งงาน ดังนั้นการสมรสที่ชอบ ด้วยกฎหมายคือการจดทะเบียนสมรสส่วนจะมีพิธีแต่งงานหรือไม่ไม่สำคัญ และการหมั้นนั้นจะต้องมีของ หมั้นด้วย เพื่อมิให้ถกเถียงกันในภายหลังว่ามีการหมั้นกันหรือยัง
การที่ผู้หญิงและผู้ชายทำสัญญาหมั้นเป็นคู่หมั้นของกันและกันเพื่อเป็นหลัก ฐานว่าจะสมรสกับหญิง ดังนั้นถ้าสัญญาหมั้นนั้นถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วคู่สัญญาหมั้นต่างมี ความผูกพันตามสัญญาหมั้นที่จะต้องทำการสมรสตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ หรือแม้การหมั้นจะไม่ได้กำหนดเวลาการสมรสไว้ ในทางกฎหมายจะถือระยะเวลาอันควรที่จะได้ทำการสมรสกัน
โดยปกติทั่วไปถ้าเป็นเรื่องสัญญาชนิดอื่น ๆ หาก มีการผิดสัญญานั้น คู่สัญญาสามารถจะฟ้องบังคับเพื่อให้มีการปฏิบัติตามสัญญาได้ เช่น การผิดสัญญาซื้อขาย คู่สัญญาสามารถฟ้องบังคับฝ่ายผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย หรือฟ้องบังคับให้ผู้ซื้อจ่ายเงินค่าทรัพย์สินที่ซื้อขายได้ เป็นต้น ในขณะที่สัญญาหมั้นมีลักษณะแตกต่างจาก สัญญาอื่น เพราะการบังคับตามสัญญาหมั้นคือการจะบังคับให้ทำการสมรสนั้น ไม่อาจบังคับให้ทำได้ เนื่องจากการสมรสจะต้องเป็นเรื่องที่ผู้หญิงและผู้ชายยินยอมพร้อมใจกระทำ ด้วยความสมัครใจ ดังนั้นถึงแม้เป็นคู่หมั้นกันถ้าไม่เต็มใจจะทำการสมรส คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่อาจฟ้องให้ศาลบังคับให้มีการจดทะเบียนสมรสได้ รวมทั้งข้อตกลงที่ว่าจะให้มีการชดใช้เบี้ยปรับถ้ามีการหมั้นแล้วไม่ยอมสมรส ข้อตกลงเช่นนี้ตกเป็นโมฆะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการจะบังคับให้ชายหญิงสมรสกันโดยไม่เต็มใจ
สรุป หากมีการหมั้นกันไว้ การหมั้นจะเป็นเรื่องที่จะบังคับให้ทำการสมรสไม่ได้ และถ้ามีข้อตกลงเกี่ยวกับเบี้ยปรับในกรณีที่มีการผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับนี้เป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามถ้าการหมั้นกันไว้นั้น หากมีการผิดสัญญาหมั้น คู่หมั้นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายยังมีบังคับตามสัญญาหมั้นได้ แต่เป็นการบังคับในเรื่องของสิทธิเรียกค่าทดแทนต่าง ๆ ตามกฎหมายได้ รวมทั้งการจะได้ของหมั้นคืน
การผิดสัญญาหมั้น
ในเรื่องของการหมั้นนั้น เงื่อนไขในทางกฎหมายมี 2 อย่าง คือ ชายหญิงมีอายุอย่างต่ำ 17 ปีบริบูรณ์ และต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองถ้าหากเป็นการหมั้นผู้ เยาว์ ดังนั้นผลในทางกฎหมายจึงทำให้การหมั้นที่ชายหญิงอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์จะตกเป็นโมฆะ
นอกจากนี้แบบของการหมั้นจะทำอย่างไรก็ได้ แต่การหมั้นจะเป็นสัญญาหมั้นได้กฎหมายบัญญัติไว้แต่เพียงว่าการหมั้นจะ สมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็น หลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น และเมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ความสำคัญเรื่องทรัพย์ใดว่าเป็นของหมั้นหรือไม่ เนื่องจากปัญหากรณีมีการผิดสัญญาหมั้นว่า ของหมั้นจะยังคงเป็นของหญิง หรือว่าหญิงจะต้องเอาของหมั้นคืนให้แก่ฝ่ายชาย
ดังนั้นการหมั้นใดจะเป็นสัญญาหมั้นได้ต่อเมื่อฝ่ายชายได้มีการมอบของหมั้น ให้แก่หญิงแล้วฉะนั้นการหมั้นที่มีข้อตกลงเพียงว่าจะเอาทรัพย์สินใดให้เป็น ของหมั้นแต่จะส่งมอบให้ในภายหลังและยังไม่ได้ส่งมอบ ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ส่งมอบจะไม่ถือว่าเป็นของหมั้น เช่น ในวันหมั้นฝ่ายชายสวมแหวนหมั้นให้แก่หญิง และสัญญาว่าจะให้เงินสด 1 แสนบาทเป็นของหมั้นในภายหลัง เฉพาะแหวนหมั้นเท่านั้นที่เป็นของหมั้น ส่วนเงินสด 1 แสนบาทที่ยังไม่มีการส่งมอบให้ จะไม่ใช่ของหมั้น เป็นต้น
อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นนั้นไม่ได้คำนึงถึงราคา ดังนั้นถ้าในวันหมั้นมีการยกพานหมากพลูใส่พานมาเป็นของหมั้นอันเป็นการ จัดการหมั้นตามพิธีหมั้น แม้จะตกลงให้ทรัพย์สินอื่นเป็นของหมั้นด้วยแต่ยังไม่มีการส่งมอบ ทรัพย์สินที่ยังไม่ส่งมอบไม่ถือว่าเป็นของหมั้น แต่ถือว่ามีสัญญาหมั้นแล้วเพราะมีการยกพานหมากพลูเป็นของหมั้นแล้ว ดังนั้นถ้ามีการผิดสัญญาหมั้นก็มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ และการหมั้นใดที่ไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินใดเพื่อเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเลย จะไม่ถือว่ามีการทำสัญญาหมั้น
ดังนั้นถ้ามีการผิดข้อตกลงจะทำให้ไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้น ได้ เพราะกฎหมายได้บัญญัติเรื่องการหมั้นว่า เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้ คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย” ฉะนั้นหากไม่มีสัญญาหมั้นแล้วทำให้การผิดข้อตกลงเรื่องการหมั้นจะไม่อาจ เรียกค่าทดแทนฐานการผิดสัญญาหมั้นได้
ค่าทดแทนที่อาจเรียกได้จากการผิดสัญญาหมั้น ได้แก่ 1. ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น 2. ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่อง ในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร 3. ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาด หมายว่าจะได้มีการสมรส
ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07/14 ธันวาคม 2553
เตือน!"ดมกางเกงใน" เสี่ยงติดเชื้อสูง
เตือน!"ดมกางเกงใน" เสี่ยงติดเชื้อสูง
พวกนักดมทั้งหลาย พึงระวัง เพราะ "กางเกงใน" เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ดังนั้นการ"ดมกางเกงใน" จีงเสี่ยงติดเชื้อสูง ทั้งระบบทางเดินหายใจ และติดมือ หากไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
เตือน!"ดมกางเกงใน" เสี่ยงติดเชื้อสูง
พวกนักดมทั้งหลาย พึงระวัง เพราะ "กางเกงใน" เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ดังนั้นการ"ดมกางเกงใน" จีงเสี่ยงติดเชื้อสูง ทั้งระบบทางเดินหายใจ และติดมือ หากไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
เตือน!"ดมกางเกงใน" เสี่ยงติดเชื้อสูง
หมดเวลา: (run) out of time / Time is up
บ่อยครั้่งที่ เวลา เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม Time is important not to overlook. การทำงานหลายอย่างต้องทำแข่งกับเวลา Many works must be executed against time.
(run) out of time หรือ out of time หมายถึง หมดเวลา ไม่เหลือเวลาอีกแล้ว
ถ้ากำลังจะหมดเวลาที่จะทำงาน สามารถพูดได้ว่า You are running our of time. ถ้าหมดเวลาแล้ว หรือ ไม่เหลือเวลาอีกแล้ว ก็พูดว่า You are out of time. จะพูด You run our of time. ก็ได้
Time is up = เวลาหมด
จะใช้ Time is up. หรือ เพิ่มคำขยาย Your time is up. ก็ได้ เวลาของคุณหมดแล้ว หรือ จะพูดว่า Your time is over ก็ได้เช่นกัน
อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป Don't let your time pass. จะพูด Don't let time pass you by. ก็ดูดี
loiter over = ใช้เวลาให้สูญเสียไปกับ = linger over = ปล่อยเวลาให้สูญเสียไปกับ
มีคนมาแย้งว่า เวลาไม่สำคัญ เพียงชีวิตที่สำคัญ Time is not important. Only life is important. ปรัชญาชีวิตคนย่อมแตกต่างกันไป Philosophy of live varies from people to people.
ดร.SoS
(run) out of time หรือ out of time หมายถึง หมดเวลา ไม่เหลือเวลาอีกแล้ว
ถ้ากำลังจะหมดเวลาที่จะทำงาน สามารถพูดได้ว่า You are running our of time. ถ้าหมดเวลาแล้ว หรือ ไม่เหลือเวลาอีกแล้ว ก็พูดว่า You are out of time. จะพูด You run our of time. ก็ได้
Time is up = เวลาหมด
จะใช้ Time is up. หรือ เพิ่มคำขยาย Your time is up. ก็ได้ เวลาของคุณหมดแล้ว หรือ จะพูดว่า Your time is over ก็ได้เช่นกัน
อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป Don't let your time pass. จะพูด Don't let time pass you by. ก็ดูดี
loiter over = ใช้เวลาให้สูญเสียไปกับ = linger over = ปล่อยเวลาให้สูญเสียไปกับ
มีคนมาแย้งว่า เวลาไม่สำคัญ เพียงชีวิตที่สำคัญ Time is not important. Only life is important. ปรัชญาชีวิตคนย่อมแตกต่างกันไป Philosophy of live varies from people to people.
ดร.SoS
Sunday, December 19, 2010
ห้าม: ban, forbid, prohibit, disallow, embargo, restriction, interdiction, postscription
คำที่ให้ความหมายว่า "ห้าม" ในภาษาอังกฤษมีหลายคำ เช่น ban, forbid, embargo, prohibit, disallow, restriction, interdiction, postscription
การ"ห้าม" เป็น การให้เว้นกระทำ ไม่ให้ทำ Prohibition is to tell what should not or must not be done. โดยมีวัตถุประสงค์บางอย่าง This may due to some reasons.
การห้าม สั่งห้าม ประกาศห้าม ในลักษณะ ban เช่น ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ประกาศห้ามเมื่อวานนี้ ไม่ขายพืชผักจากสวนที่ทดลองปรับปรุงพันธุกรรม A grocery store announced yesterday banning produces from genetic modifying sites. คำ produces หมายถึง พืชผักผลไม้
การ"ห้ามใจ" สามารถใช้ restrain oneself, suppress/control one's feeling, ในลักษณะการมีสติที่จะระงับใจ ข่มใจ ยับยั้งใจ
การห้ามติดต่อ ในลักษณะการคว่ำบาตรสามารถใช้ boycott(n) การ boycott เป็นรูปแบบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสมัครใจ ที่จะละเว้นจากการใช้ การซื้อ หรือ การติดต่อ กับ บุคคล องค์กร หรือ ประเทศ โดยเป็นการประท้วงอย่างเปิดเผย ปกติใช้ boycott เพื่อเหตุผลทางการเมือง A boycott is a form of consumer activism involving the act of voluntarily abstaining from using, buying, or dealing with a person, organization, or country as an expression of protest, usually for political reasons.
มันถึงเวลาแล้วยังที่เราจะประท้วงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสหรัฐฯ Is it time to boycott all products made in USA? สหรัฐฯได้ออกมาตรการหลายอย่างที่ประท้วงผลิตภัณฑ์จากประเทศต่าง ๆ ในลักษณะที่ไม่ยุติธรรม USA government issues various unfair measures in boycotting products from many countries. น่าละอายนัก Shame on you!!
"ห้ามปราม" สามารถใช้ dissuade, warn, discourage, deter
"ห้ามเข้า" สามารถใช้ no entry หรือ no admittance เช่น ป้ายห้ามเข้า ถูกนำมาติดไว้ที่ที่ดินส่วนบุคคลของเขา A no entry sign is put on his private property.
"ขัดขวาง, ห้ามเข้า" สามารถใช้ bar from หรือ debar from [การเพิกถอนสิทธิ์(จากการเป็นทนาย) disbar from]
"ห้ามเลือด" สามารถใช้ stop the bleeding, stanch/staunch the bleeding สามารถใช้ ยาห้ามเลือด ยาสมานแผล ที่เรียก astringent
"ห้ามล้อ" สามารถใช้ brake, stop, cease ระบบห้ามล้อโดยการอัดลม เรียก air brake (n) คันห้ามล้อ เรียก brake pedal (n)
"ห้ามประกันตัว" สามารถใช้ deny bail ศาลสามารถห้ามการประกันดัวหากบุคคลถูกพิจารณาว่าจะทำให้เสียรูปคดี A court can deny bail if an individual is thought to be a flight risk.
"ห้ามบุกรุก ห้ามล่วงล้ำ" ใช้ "no trespassing"
"ห้ามจับของ"
"ห้ามจอด(รถ)"
"ห้ามผ่าน"
"ห้ามปัสสาวะ" "ห้ามเยี่ยว"
"ห้ามทัพ"
"ห้ามมาสาย"
"ห้ามตื่นสาย"
"ห้ามส่งเสียงดัง"
"ห้ามจับปลา"
"ห้ามเดินลัดสนามหญ้า"
"ห้ามสูบบุหรี่"
"ห้ามขายเหล้า, ห้ามจำหน่ายสุรา"
"ห้ามบีบแตรรถ"
"ห้ามออกอากาศ" ในลักษณะการตัดออกด้วยอำนาจของผู้ตรวจสอบ เราใช้ censor
"ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง" No change/modification allow/permit เช่น จากการแก้ไขข้อสัญญา ไม่ได้มีการอนุญาตให้มีการเจรจาต่อรองราคา From a contract modification, it does not permit negotiation of a price. [negotiation = การเจรจาต่อรอง]
"ห้ามขโมย"
"ห้ามตี"
"ห้ามพูดคำหยาบ"
"ห้ามหล่อ ห้ามสวย" เอ๋.. มันห้ามกันได้ด้วยเหรอ
contraband หมายถึง ของต้องห้ามตามกฎหมาย ของเถื่อน การค้าเถื่อน การลักลอบขนสินค้า adj. เป็นสินค้าเถื่อน ซึ่งห้ามไม่ให้ส่งออกหรือสั่งเข้าประเทศ
"ห้ามญาติ" พระพุทธรูปปางหนึ่ง อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระกาย พระหัตถ์ขวาแบตั้งขึ้นเสมอพระอุระ เป็นกิริยาห้าม ทำให้เรียกว่า "ปางห้ามญาติ" style of Buddha image
"ห้ามพระแก่นจันทน์" ชื่อพระพุทธรูปปางหนึ่ง อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาห้อยลงข้างพระกาย พระหัตถ์ซ้ายแบตั้งขึ้นเสมอพระอุระ เป็นกิริยาห้าม
การห้าม ตักเตือน ว่ากล่าว ให้สติ สามารถใช้ admonish (vt) admonition (n)
ดร.SoS
การ"ห้าม" เป็น การให้เว้นกระทำ ไม่ให้ทำ Prohibition is to tell what should not or must not be done. โดยมีวัตถุประสงค์บางอย่าง This may due to some reasons.
การห้าม สั่งห้าม ประกาศห้าม ในลักษณะ ban เช่น ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ประกาศห้ามเมื่อวานนี้ ไม่ขายพืชผักจากสวนที่ทดลองปรับปรุงพันธุกรรม A grocery store announced yesterday banning produces from genetic modifying sites. คำ produces หมายถึง พืชผักผลไม้
การ"ห้ามใจ" สามารถใช้ restrain oneself, suppress/control one's feeling, ในลักษณะการมีสติที่จะระงับใจ ข่มใจ ยับยั้งใจ
การห้ามติดต่อ ในลักษณะการคว่ำบาตรสามารถใช้ boycott(n) การ boycott เป็นรูปแบบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสมัครใจ ที่จะละเว้นจากการใช้ การซื้อ หรือ การติดต่อ กับ บุคคล องค์กร หรือ ประเทศ โดยเป็นการประท้วงอย่างเปิดเผย ปกติใช้ boycott เพื่อเหตุผลทางการเมือง A boycott is a form of consumer activism involving the act of voluntarily abstaining from using, buying, or dealing with a person, organization, or country as an expression of protest, usually for political reasons.
มันถึงเวลาแล้วยังที่เราจะประท้วงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสหรัฐฯ Is it time to boycott all products made in USA? สหรัฐฯได้ออกมาตรการหลายอย่างที่ประท้วงผลิตภัณฑ์จากประเทศต่าง ๆ ในลักษณะที่ไม่ยุติธรรม USA government issues various unfair measures in boycotting products from many countries. น่าละอายนัก Shame on you!!
"ห้ามปราม" สามารถใช้ dissuade, warn, discourage, deter
"ห้ามเข้า" สามารถใช้ no entry หรือ no admittance เช่น ป้ายห้ามเข้า ถูกนำมาติดไว้ที่ที่ดินส่วนบุคคลของเขา A no entry sign is put on his private property.
"ขัดขวาง, ห้ามเข้า" สามารถใช้ bar from หรือ debar from [การเพิกถอนสิทธิ์(จากการเป็นทนาย) disbar from]
"ห้ามเลือด" สามารถใช้ stop the bleeding, stanch/staunch the bleeding สามารถใช้ ยาห้ามเลือด ยาสมานแผล ที่เรียก astringent
"ห้ามล้อ" สามารถใช้ brake, stop, cease ระบบห้ามล้อโดยการอัดลม เรียก air brake (n) คันห้ามล้อ เรียก brake pedal (n)
"ห้ามประกันตัว" สามารถใช้ deny bail ศาลสามารถห้ามการประกันดัวหากบุคคลถูกพิจารณาว่าจะทำให้เสียรูปคดี A court can deny bail if an individual is thought to be a flight risk.
"ห้ามบุกรุก ห้ามล่วงล้ำ" ใช้ "no trespassing"
"ห้ามจับของ"
"ห้ามจอด(รถ)"
"ห้ามผ่าน"
"ห้ามปัสสาวะ" "ห้ามเยี่ยว"
"ห้ามทัพ"
"ห้ามมาสาย"
"ห้ามตื่นสาย"
"ห้ามส่งเสียงดัง"
"ห้ามจับปลา"
"ห้ามเดินลัดสนามหญ้า"
"ห้ามสูบบุหรี่"
"ห้ามขายเหล้า, ห้ามจำหน่ายสุรา"
"ห้ามบีบแตรรถ"
"ห้ามออกอากาศ" ในลักษณะการตัดออกด้วยอำนาจของผู้ตรวจสอบ เราใช้ censor
"ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง" No change/modification allow/permit เช่น จากการแก้ไขข้อสัญญา ไม่ได้มีการอนุญาตให้มีการเจรจาต่อรองราคา From a contract modification, it does not permit negotiation of a price. [negotiation = การเจรจาต่อรอง]
"ห้ามขโมย"
"ห้ามตี"
"ห้ามพูดคำหยาบ"
"ห้ามหล่อ ห้ามสวย" เอ๋.. มันห้ามกันได้ด้วยเหรอ
contraband หมายถึง ของต้องห้ามตามกฎหมาย ของเถื่อน การค้าเถื่อน การลักลอบขนสินค้า adj. เป็นสินค้าเถื่อน ซึ่งห้ามไม่ให้ส่งออกหรือสั่งเข้าประเทศ
"ห้ามญาติ" พระพุทธรูปปางหนึ่ง อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระกาย พระหัตถ์ขวาแบตั้งขึ้นเสมอพระอุระ เป็นกิริยาห้าม ทำให้เรียกว่า "ปางห้ามญาติ" style of Buddha image
"ห้ามพระแก่นจันทน์" ชื่อพระพุทธรูปปางหนึ่ง อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาห้อยลงข้างพระกาย พระหัตถ์ซ้ายแบตั้งขึ้นเสมอพระอุระ เป็นกิริยาห้าม
การห้าม ตักเตือน ว่ากล่าว ให้สติ สามารถใช้ admonish (vt) admonition (n)
ดร.SoS
Friday, December 17, 2010
ประสาท: ระบบความรู้สึก: nerve system
คำ"ประสาท"ในภาษาไทย มีการใช้มากจริง ๆ
จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ประสาท [ปฺระสาด, ปฺระสาทะ-] น. ส่วนของร่างกาย มีลักษณะคล้าย เส้นใย มีหน้าที่นําคําสั่งและความรู้สึกไปสู่หรือออกจากสมอง หรืออวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย, โดยปริยายหมายความว่า จิตใจ, ความรู้สึก. (ส. ปฺรสาท; ป. ปสาท).
ประสาทกระตุ้นการหลั่ง, ประสาทกระตุ้นการคัดหลั่ง จะใช้คำ secretory nerve โดยประสาทนี้จะส่งข้อมูลในลักษณะจังหวะกระตุ้นเชิงไฟฟ้า ที่ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของต่อมคัดหลั่ง Secretory nerve conveys impulses that excite functional activity in a gland.
ประสาทกล้ามเนื้อตา (ประสาทสมองเส้นที่ ๓) เรียก oculomotor nerve
ประสาทกล้ามเนื้อลิ้น (ประสาทสมองเส้นที่ ๑๒) เรียก hypoglossal nerve
ประสาทกะบังลม เรียก phrenic nerve
ประสาทกาย เรียก somatic nerve
ประสาทตา [N] optical nerve
ประสาทหู auditory nerve
ประสาทสมอง brain nerve
ประสาทกายวิภาคศาสตร์ neuroanatomy
ประสาทวิทยา neurology
แต่จริง ๆ เรามีประสาทมากมาย แล้วคุณมีบ้างหรือเปล่า
ประสาทเสีย be irritated, be nervous, feel uneasy, get fretful, be neurotic คนขี้หงุดหงิดจะประสาทเสียบ่อย Easily irritated people will always feel uneasy in everything. ถ้าหงุดหงิดใส่ตัวเองก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าใส่คนรอบข้าง ก็จะเป็นบาปที่ต้องชดใช้ Be in a bad tempered to itself is okay, but to others will be sin that have to be repay. [in a bad tempered คือ หงุดหงิด]
ถ้าประสาทเสียบ่อย ๆ ก็จะ ประสาทกิน ประสาทแดก Get easily fretful will cause himself become birdie. คือกลายเป็นคนเพี้ยน ๆ พิลึกพิลั่น
ดร.SoS
จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ประสาท [ปฺระสาด, ปฺระสาทะ-] น. ส่วนของร่างกาย มีลักษณะคล้าย เส้นใย มีหน้าที่นําคําสั่งและความรู้สึกไปสู่หรือออกจากสมอง หรืออวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย, โดยปริยายหมายความว่า จิตใจ, ความรู้สึก. (ส. ปฺรสาท; ป. ปสาท).
ประสาทกระตุ้นการหลั่ง, ประสาทกระตุ้นการคัดหลั่ง จะใช้คำ secretory nerve โดยประสาทนี้จะส่งข้อมูลในลักษณะจังหวะกระตุ้นเชิงไฟฟ้า ที่ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของต่อมคัดหลั่ง Secretory nerve conveys impulses that excite functional activity in a gland.
ประสาทกล้ามเนื้อตา (ประสาทสมองเส้นที่ ๓) เรียก oculomotor nerve
ประสาทกล้ามเนื้อลิ้น (ประสาทสมองเส้นที่ ๑๒) เรียก hypoglossal nerve
ประสาทกะบังลม เรียก phrenic nerve
ประสาทกาย เรียก somatic nerve
ประสาทตา [N] optical nerve
ประสาทหู auditory nerve
ประสาทสมอง brain nerve
ประสาทกายวิภาคศาสตร์ neuroanatomy
ประสาทวิทยา neurology
แต่จริง ๆ เรามีประสาทมากมาย แล้วคุณมีบ้างหรือเปล่า
ประสาทเสีย be irritated, be nervous, feel uneasy, get fretful, be neurotic คนขี้หงุดหงิดจะประสาทเสียบ่อย Easily irritated people will always feel uneasy in everything. ถ้าหงุดหงิดใส่ตัวเองก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าใส่คนรอบข้าง ก็จะเป็นบาปที่ต้องชดใช้ Be in a bad tempered to itself is okay, but to others will be sin that have to be repay. [in a bad tempered คือ หงุดหงิด]
ถ้าประสาทเสียบ่อย ๆ ก็จะ ประสาทกิน ประสาทแดก Get easily fretful will cause himself become birdie. คือกลายเป็นคนเพี้ยน ๆ พิลึกพิลั่น
ดร.SoS
กึ๋น: Common sense
คุณมีกึ๋นหรือเปล่า? Do you have any common sense? คำว่า กึ๋น ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง gizzard ที่เป็น อวัยวะที่ใช้ย่อยอาหารของสัตว์พวกเป็ดไก่ แต่มีความหมายในเชิง ความฉลาด intelligence / smarts ความรู้ทัน "get up to (the knowledge)" / "know what the other is up to" ความรวดเร็วในการเรียนรู้ "apt / quick" ในลักษณะ "quick to know / quick to learn"
กึ๋น นี้ มีลักษณะพิเศษ ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ This กึ๋น is unique and can not be copied.
ดร.SoS
กึ๋น นี้ มีลักษณะพิเศษ ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ This กึ๋น is unique and can not be copied.
ดร.SoS
Thursday, December 16, 2010
เรียกร้อง วิงวอน ขอร้อง -solicit
เดี๋ยวนี้ ผู้คนหันมาเรียกร้อง / วิงวอน เพื่อให้ได้สิ่งต่าง ๆ กันมากขึ้น เราสามารถใช้คำ solicit นี้
solicit (ซะลิส'ซิท) vt.,vi. เรียกร้อง,ชักชวน,ขอร้อง,วิงวอน,เชื้อเชิญ,จูงใจ,ล่อใจ, (โสเภณี) ดึงแขก,กระตุ้นใจ
ซึ่งเป็น Synonym กับ: beg, entreat, beseech, request
ผู้ที่ทำการเรียกร้อง,ชักชวน,ขอร้อง,วิงวอน,เชื้อเชิญ,จูงใจ,ล่อใจ,กระตุ้นใจ เรียกว่า solicitor (ซะ ลิส'ซิเทอะ) n. , ในอังกฤษ จะใช้คำนี้หมายถึง ทนายความชั้นรองลงมาจาก barrister (อัยการ) หรืออาจเรียกเป็น อัยการผู้ช่วย ก็ได้
ถ้าใช้คำ solicit นี้ ในการ บอกบุญ ก็จะใช้ได้ว่า solicit for charity หรือ solicit contributions ส่วน"ใบบอกบุญ" ก็สามารถใช้คำ "circular of solicit subscriptions"
ถ้าเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ที่มีการหาเสียง โดยการ "ขอเสียง solicit votes" เช่น เมื่อวานนี้ นายสมชายที่ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ขอเสียงกับพนักงานโรงงาน Yesterday, Somchai, an election candidate, solicited votes among the factory workers.
การชักชวน จะใช้เป็น solicitation
คำที่ให้ความหมาย"อ้อนวอน" มีหลายคำให้เลือกใช้ เช่น plead ; beg ; beseech ; appeal ; ask ; implore ; petition ; request ; pray ; solicit ; whine ; supplicate
ดร.SoS
solicit (ซะลิส'ซิท) vt.,vi. เรียกร้อง,ชักชวน,ขอร้อง,วิงวอน,เชื้อเชิญ,จูงใจ,ล่อใจ, (โสเภณี) ดึงแขก,กระตุ้นใจ
ซึ่งเป็น Synonym กับ: beg, entreat, beseech, request
ผู้ที่ทำการเรียกร้อง,ชักชวน,ขอร้อง,วิงวอน,เชื้อเชิญ,จูงใจ,ล่อใจ,กระตุ้นใจ เรียกว่า solicitor (ซะ ลิส'ซิเทอะ) n. , ในอังกฤษ จะใช้คำนี้หมายถึง ทนายความชั้นรองลงมาจาก barrister (อัยการ) หรืออาจเรียกเป็น อัยการผู้ช่วย ก็ได้
ถ้าใช้คำ solicit นี้ ในการ บอกบุญ ก็จะใช้ได้ว่า solicit for charity หรือ solicit contributions ส่วน"ใบบอกบุญ" ก็สามารถใช้คำ "circular of solicit subscriptions"
ถ้าเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ที่มีการหาเสียง โดยการ "ขอเสียง solicit votes" เช่น เมื่อวานนี้ นายสมชายที่ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ขอเสียงกับพนักงานโรงงาน Yesterday, Somchai, an election candidate, solicited votes among the factory workers.
การชักชวน จะใช้เป็น solicitation
คำที่ให้ความหมาย"อ้อนวอน" มีหลายคำให้เลือกใช้ เช่น plead ; beg ; beseech ; appeal ; ask ; implore ; petition ; request ; pray ; solicit ; whine ; supplicate
ดร.SoS
Wednesday, December 15, 2010
เพื่อนเจ้าสาว: Bridesmaid
เพื่อนเจ้าสาว เป็น ผู้หญิงที่ช่วยในพิธีแต่งงาน โดยช่วยฝ่ายเจ้าสาว Bridesmaid is a girl or woman who during the marriage ceremony helps the woman who is getting married.
เพื่อนเจ้าสาวอาจจะมีหลายคน แต่เพื่อนเจ้าสาวที่เรียกว่า maid of honour เป็นเพื่อนเจ้าสาวที่สำคัญที่สุด maid of honor is the most important bridesmaid at a marriage ceremony.
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนเจ้าสาวของเธอ It is a real honour to be your Maid of Honour
สำนวน ที่กล่าวว่า Always a bridesmaid, never the bride เป็นการบอกกล่าว ถึงใครบางคนที่ไม่เคยได้เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์ This saying said about someone who is never the most important person in a situation.
ดร.SoS
เพื่อนเจ้าสาวอาจจะมีหลายคน แต่เพื่อนเจ้าสาวที่เรียกว่า maid of honour เป็นเพื่อนเจ้าสาวที่สำคัญที่สุด maid of honor is the most important bridesmaid at a marriage ceremony.
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนเจ้าสาวของเธอ It is a real honour to be your Maid of Honour
สำนวน ที่กล่าวว่า Always a bridesmaid, never the bride เป็นการบอกกล่าว ถึงใครบางคนที่ไม่เคยได้เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์ This saying said about someone who is never the most important person in a situation.
ดร.SoS
Tuesday, December 14, 2010
โกรธ ไม่พอใจ: Resentment, Angry
ทำไมคนเราถึงโกรธด้วยนะ Why do we have to get angry?
ความโกรธเป็นภาวะทางอารมณ์ Angry involves emotional situation of strong feeling/resentment.
คำว่า angry จะตามด้วย at หรือ with หรือ about
เจโกรธน้องชายที่เอารถไปโดยไม่ได้รับอนุญาต Jay is angry at his younger brother who takes his car without permission.
คนอเมริกันโกรธการเล่นการเมืองของ(รัฐบาล)กรุงดีซี Americans angry with DC politics.
คุณโกรธเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและการให้บริการหรือเปล่า Are you angry about the water quality and service?
โกรธคือโง่ (คนโง่ย่อมถูกฆ่าด้วยความโกรธ) Resentment kills a fool และความอิจฉาฆ่าได้โดยง่าย
and envy slays the simple.
ดร.SoS
ความโกรธเป็นภาวะทางอารมณ์ Angry involves emotional situation of strong feeling/resentment.
คำว่า angry จะตามด้วย at หรือ with หรือ about
เจโกรธน้องชายที่เอารถไปโดยไม่ได้รับอนุญาต Jay is angry at his younger brother who takes his car without permission.
คนอเมริกันโกรธการเล่นการเมืองของ(รัฐบาล)กรุงดีซี Americans angry with DC politics.
คุณโกรธเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและการให้บริการหรือเปล่า Are you angry about the water quality and service?
โกรธคือโง่ (คนโง่ย่อมถูกฆ่าด้วยความโกรธ) Resentment kills a fool และความอิจฉาฆ่าได้โดยง่าย
and envy slays the simple.
ดร.SoS
Monday, December 13, 2010
ตรวจเลือดบอกภาวะโรคหัวใจ -รู้อันตรายล่วงหน้าเป็นปี
วารสาร "แพทย์สมาคมอเมริกัน" รายงานว่า ศูนย์แพทย์ของมหาวิทยาลัยเท็กซัสเวสเติร์น แห่งสหรัฐฯ ได้ค้นคิดวิธีตรวจเลือดวิธีใหม่ ซึ่งสามารถจะบอกได้ว่า ผู้ที่ดูท่าทางแข็งแรงดีกำลัง เสี่ยงจะตายด้วยโรคหัวใจอยู่หรือไม่
การตรวจเลือดแบบเก่า จะตรวจหาโปรตีนอย่างหนึ่งในคน พบได้เพียงร้อยละไม่เท่าไร และวิธีการตรวจแบบใหม่คิดขึ้นโดยบริษัทยาโรช ตรวจพบมากขึ้นถึงร้อยละ 25 จากตัวอย่างเลือด 3,500 ตัวอย่าง ผู้ที่ถูกตรวจเลือดพบโปรตีนนั้นในปริมาณที่วัดได้ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย เสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจภายในเวลา 6 ปี สูงเกือบ 7 เท่า
วิธีการตรวจเลือดที่แล้วมา ล้วนแต่เพื่อตรวจหาโปรตีนที่เรียกว่า "cardiac troponin T." ซึ่งบอกให้รู้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย วิธีการตรวจหลังสุดนี้ ซึ่งเรียกว่า "Elecsys Troponin T." จะตรวจได้ไวกว่าถึง 10 เท่า
ดร.เจ อเมสด์ เลโมซอฟ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า "มันดูเหมือนว่ายิ่งตรวจพบ troponin T. สูงเท่าใดก็ส่อว่ามีปัญหากับหัวใจของตนเองมากเท่านั้น และอาจจะนำไปสู่เรื่องร้ายแรงยิ่งกว่า โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นด้วย"
การตรวจเลือดแบบเก่า จะตรวจหาโปรตีนอย่างหนึ่งในคน พบได้เพียงร้อยละไม่เท่าไร และวิธีการตรวจแบบใหม่คิดขึ้นโดยบริษัทยาโรช ตรวจพบมากขึ้นถึงร้อยละ 25 จากตัวอย่างเลือด 3,500 ตัวอย่าง ผู้ที่ถูกตรวจเลือดพบโปรตีนนั้นในปริมาณที่วัดได้ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย เสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจภายในเวลา 6 ปี สูงเกือบ 7 เท่า
วิธีการตรวจเลือดที่แล้วมา ล้วนแต่เพื่อตรวจหาโปรตีนที่เรียกว่า "cardiac troponin T." ซึ่งบอกให้รู้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย วิธีการตรวจหลังสุดนี้ ซึ่งเรียกว่า "Elecsys Troponin T." จะตรวจได้ไวกว่าถึง 10 เท่า
ดร.เจ อเมสด์ เลโมซอฟ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า "มันดูเหมือนว่ายิ่งตรวจพบ troponin T. สูงเท่าใดก็ส่อว่ามีปัญหากับหัวใจของตนเองมากเท่านั้น และอาจจะนำไปสู่เรื่องร้ายแรงยิ่งกว่า โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นด้วย"
ไทเป 101: ตึกระฟ้า
ตึกไทเป 101 ซึ่งมีความสูง 508 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี 2004 เคยรั้งตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลก แต่เพิ่งถูกทำลายสถิติโดยตึก "เบิร์จ คาลิฟา" ที่นครดูไบ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ตึกไทเป 101 แห่งไต้หวัน อดีตตึกสูงสุดในโลก มีกำไรครั้งแรกหลังเปิดใช้มานาน 6 ปี เหตุเพราะยอดนักท่องเที่ยวจีนที่พุ่งสูงขึ้นเท่าตัว...
สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ว่า บริษัท ไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป เจ้าของตึก "ไทเป 101" ซึ่งเป็นตึกที่มีความสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในขณะนี้ ออกมาเปิดเผยว่า ตึกสูงแห่งนี้สามารถทำกำไรให้กับบริษัทของตนได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่มี การเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา หลังจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมายังตึกพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว
ไมเคิล หลิว โฆษกของไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป ออกมาแถลงที่กรุงไทเปว่า รายได้สุทธิจากร้านค้าและยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังตึกไทเป 101 ในปีนี้ อาจพุ่งสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 200 ล้านบาท ทั้งที่ในปีที่แล้ว ตึกแห่งนี้มีผลประกอบการที่ขาดทุนสูงถึง 178.5 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ด้านเจนิซ ไหล ผู้อำนวยการใหญ่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวัน ออกมาเปิดเผยว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่พุ่งสูงขึ้น มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับผลกำไรของตึกไทเป 101 ในปีนี้ และจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้น ยังถือเป็นผลพวงของนโยบายของรัฐบาลไต้หวัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีหม่า ยิงจิว ที่หันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนอย่างจริงจัง นับแต่ที่เขาได้ก้าวขึ้นมาครองอำนาจเมื่อเดือนพ.ค.2008 เป็นต้นมา
ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ ได้เพิ่มเป็น 3,440 รายแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นถึงเท่าตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยว 1,661 คนเมื่อปีที่แล้ว
ตึกไทเป 101 แห่งไต้หวัน อดีตตึกสูงสุดในโลก มีกำไรครั้งแรกหลังเปิดใช้มานาน 6 ปี เหตุเพราะยอดนักท่องเที่ยวจีนที่พุ่งสูงขึ้นเท่าตัว...
สำนัก ข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ว่า บริษัท ไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป เจ้าของตึก "ไทเป 101" ซึ่งเป็นตึกที่มีความสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในขณะนี้ ออกมาเปิดเผยว่า ตึกสูงแห่งนี้สามารถทำกำไรให้กับบริษัทของตนได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่มี การเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา หลังจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมายังตึกพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว
ไมเคิล หลิว โฆษกของไทเป ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ คอร์ป ออกมาแถลงที่กรุงไทเปว่า รายได้สุทธิจากร้านค้าและยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังตึกไทเป 101 ในปีนี้ อาจพุ่งสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 200 ล้านบาท ทั้งที่ในปีที่แล้ว ตึกแห่งนี้มีผลประกอบการที่ขาดทุนสูงถึง 178.5 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ด้านเจนิซ ไหล ผู้อำนวยการใหญ่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวัน ออกมาเปิดเผยว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่พุ่งสูงขึ้น มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับผลกำไรของตึกไทเป 101 ในปีนี้ และจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้น ยังถือเป็นผลพวงของนโยบายของรัฐบาลไต้หวัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีหม่า ยิงจิว ที่หันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนอย่างจริงจัง นับแต่ที่เขาได้ก้าวขึ้นมาครองอำนาจเมื่อเดือนพ.ค.2008 เป็นต้นมา
ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ ได้เพิ่มเป็น 3,440 รายแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นถึงเท่าตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยว 1,661 คนเมื่อปีที่แล้ว
สารบอแรกซ์ ในลูกชิ้นและไส้กรอก
สารบอแรกซ์ หลายคนคงจะรู้สึกคุ้นหูกับสารเคมีชนิดนี้ เนื่องจากสังคมไทยมีการกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง
ด้วยเหตุที่ว่า เป็นสารที่ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเราอย่างมาก
สารบอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง เป็นสารเคมีที่ส่วนใหญ่มักใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแก้วและเครื่องเคลือบต่างๆ
โดยใช้เป็นสารต้านจุลินทรีย์ ทำความสะอาดและใช้ทำสเปรย์ ถ้าเรารู้จักใช้อย่างถูกวิธี สารชนิดนี้ก็จะไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด
แต่ปัจจุบันอาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีพ่อค้า แม่ค้าหัวใสบางราย นำสารบอแรกซ์ไปผสมอาหารโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เพียง คิดว่าใส่ไปเพื่อให้อาหารมีความกรอบและหยุ่นมากขึ้น ส่วนใหญ่มักผสมในอาหารคาว เช่น ลูกชิ้น หมูยอ ไส้กรอก หัวไช้โป๊ ผักและผลไม้ดอง ในขนมหวาน เช่น ลอดช่อง วุ้นกรอบ สาคู ทับทิมกรอบ
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ
เนื่องจากส่วนผสมสารบอแรกซ์เป็นพิษต่อร่างกายทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีอาการเป็นพิษต่อระบบประสาท ตับ ไต และผิวหนัง
วันนี้ สถาบันอาหารขอส่งสัญญาณเตือนให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลควบคุมการผลิตและจำหน่ายในประเทศว่า
ถึง เวลาแล้วหรือยังที่เราจะเอาจริงเอาจังกับผู้ผลิตที่ฉวยโอกาสและไม่ปฏิบัติ ตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้สารบอแรกซ์ในอาหารเหล่านี้
แต่ คนไทยก็ไม่โชคร้ายเสมอไป เมื่อสถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างลูกชิ้นปลาและไส้กรอก จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อวิเคราะห์หาสารบอแรกซ์ปนเปื้อน
ผลปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเลย
-ลูกชิ้นปลา จาก ศาลายา คลองเตย และบางแค
-ไส้กรอกไก่ จาก บางแค
-----------------------
ไม่ใส่บอแรกซ์ แล้วใส่อย่างอื่นที่เป็นอันตรายแทนหรือเปล่า และอยากให้ตรวจสินค้าในห้างดัง ๆ เอามาแฉให้ดูหน่อย ว่าเบื้องหน้า เบื้องหลังเป็นอีหยังก้า
ด้วยเหตุที่ว่า เป็นสารที่ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเราอย่างมาก
สารบอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง เป็นสารเคมีที่ส่วนใหญ่มักใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแก้วและเครื่องเคลือบต่างๆ
โดยใช้เป็นสารต้านจุลินทรีย์ ทำความสะอาดและใช้ทำสเปรย์ ถ้าเรารู้จักใช้อย่างถูกวิธี สารชนิดนี้ก็จะไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด
แต่ปัจจุบันอาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีพ่อค้า แม่ค้าหัวใสบางราย นำสารบอแรกซ์ไปผสมอาหารโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เพียง คิดว่าใส่ไปเพื่อให้อาหารมีความกรอบและหยุ่นมากขึ้น ส่วนใหญ่มักผสมในอาหารคาว เช่น ลูกชิ้น หมูยอ ไส้กรอก หัวไช้โป๊ ผักและผลไม้ดอง ในขนมหวาน เช่น ลอดช่อง วุ้นกรอบ สาคู ทับทิมกรอบ
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ
เนื่องจากส่วนผสมสารบอแรกซ์เป็นพิษต่อร่างกายทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยมีอาการเป็นพิษต่อระบบประสาท ตับ ไต และผิวหนัง
วันนี้ สถาบันอาหารขอส่งสัญญาณเตือนให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลควบคุมการผลิตและจำหน่ายในประเทศว่า
ถึง เวลาแล้วหรือยังที่เราจะเอาจริงเอาจังกับผู้ผลิตที่ฉวยโอกาสและไม่ปฏิบัติ ตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้สารบอแรกซ์ในอาหารเหล่านี้
แต่ คนไทยก็ไม่โชคร้ายเสมอไป เมื่อสถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างลูกชิ้นปลาและไส้กรอก จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อวิเคราะห์หาสารบอแรกซ์ปนเปื้อน
ผลปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเลย
-ลูกชิ้นปลา จาก ศาลายา คลองเตย และบางแค
-ไส้กรอกไก่ จาก บางแค
-----------------------
ไม่ใส่บอแรกซ์ แล้วใส่อย่างอื่นที่เป็นอันตรายแทนหรือเปล่า และอยากให้ตรวจสินค้าในห้างดัง ๆ เอามาแฉให้ดูหน่อย ว่าเบื้องหน้า เบื้องหลังเป็นอีหยังก้า
Thursday, December 9, 2010
วิจัยแนะกระตุ้นคิด แก้ IQเด็กไทย ต่ำสุดเอเชีย
กรมสุขภาพจิต ระบุ IQ เด็กไทยไม่พัฒนา ลดระดับต่ำสุดเอเชีย แนะพ่อแม่กระตุ้นการคิด ฝึกจินตนาการ จัดระเบียบเส้นใยประสาท ขณะที่ผลวิจัยพบสมองเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก กำพร้าฝ่อลง คล้ายคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ ขณะที่เด็กถูกทารุณกรรมจะมีสารความเครียดในเลือดสูง มีปัญหาพัฒนาการสมอง...
วัน ที่ 9 ธ.ค. สัมมนาโครงการ “สำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา เด็กไทยปี 2554” ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ดำเนินการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยจำนวนประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ - ข้อมูลจากหนังสือของ Lynn ปี 2006 ได้ทำการสำรวจ IQ ของเด็กทั่วโลก พบว่า IQ ของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 91 จัดอยู่ในระดับที่ 53 จาก 192 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าระดับ IQ ของเด็กในประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น เด็กในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย นอกจากนี้ยังพบว่า ตั้งแต่ปี 2002-2006 อันดับ IQ ของเด็กไทยแทบจะไม่มีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ระดับ IQ ของเด็กเพิ่มจาก 103 ในปี ค.ศ.2002 เป็น 108 ในปี ค.ศ. 2006 ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อนำระดับ IQ แสดงผลเป็นกราฟรูประฆังคว่ำ พบว่า IQ ที่ระดับ 91 ของเด็กไทย มีแนวโน้มที่จะเอียงไปทางซ้ายของกราฟ ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามกับระดับการแปรผลที่ฉลาดกว่า
นพ.อีริค อาร์ แคนเดล จิตแพทย์รางวัลโนเบลในปี 2553 พบว่า การเรียนรู้ ความรู้ ความจำ ความคิด อารมณ์ สติปัญญา เกิดจากการที่เซลล์สมองแตกกิ่งมาเชื่อมต่อกันเป็นวงจร สมองส่วนที่มีการจัดระเบียบใยประสาทจะเพิ่มการเชื่อมต่อใหม่ๆเพิ่มขึ้นจำนวน มาก ขณะที่ใยประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้จะหายไป ใยประสาทส่วนที่ใช้บ่อยจะหนาตัวขึ้น ทั้งนี้ ทารกอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี จะเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการมากที่สุด ดังนั้น การสร้างการพัฒนาสมองให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายใยประสาทที่แข็งแรงจะมีส่วน ทำให้เด็กมีระดับ IQ ที่เพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากระบบใยประสาทในสมองแล้ว ยังพบว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการพัฒนาสมองของคนอย่างมาก การวิจัยในสัตว์และคนให้ผลยืนยันตรงกันว่า ความสามารถของสมองในการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Neuro-Plasticity หมายถึง การที่เราใช้สมองส่วนใดบ่อยๆ สมองส่วนนั้นจะเจริญเติบโตได้ดี แต่หากเราไม่ได้ใช้สมองส่วนนั้นเลย นานๆเข้า สมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไป ในปีพ.ศ.2541 มีการศึกษาพบว่า หลังคลอดออกมา สมองเด็กทุกคนทั่วโลกจะมีรูปแบบที่เหมือนกัน แต่วิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ และอบรมเลี้ยงดูต่างกัน จะทำให้ IQ เด็กต่างกัน เซลล์สมองส่วนไหนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันจะถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพของสมองส่วนนั้นถูกทำลาย เช่น การคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นจะหายไป จึงมีการสรุปว่า จินตนาการของคนไทยหายไป เนื่องจากเราไม่ค่อยกระตุ้นให้เด็กฝึกคิด
ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมองเด็กจำนวนมาก ระบุตรงกันถึงการกระตุ้นการใช้สมองที่เหมาะสม เช่น การพบว่าสมองของเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีบางส่วนเสียการทำงานไป คล้ายๆกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือ เด็กที่ถูกทารุณกรรมจะมีระดับสารความเครียดในเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ และจะมีปัญหาพัฒนาการสมอง อารมณ์ ความประพฤติ และการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่ได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดูช้า เช่น ปล่อยให้ร้องไห้นานๆ หิวแล้วยังไม่ได้กิน เกิดความกลัวโดยไม่มีใครมาอยู่ใกล้ชิด ไม่มีใครมาสัมผัสโอบอุ้ม เด็กจะกลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่มั่นคงในชีวิต หวาดระแวง ฯลฯ
“ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น เซลล์ประสาทจะมีการสร้างขึ้นมากกว่าแสนล้านเซลล์ แต่ถ้าไม่มีการกระตุ้นจะด้วยการเสริมอาหาร หรือการเลี้ยงดู ที่เหมาะสม ก็จะขาดเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ยื่นยาวออกมา ที่พร้อมจะส่งเสริมให้เด็กฉลาด และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น”
นอกจากนั้น พัฒนาการด้านภาษาต่างประเทศ ก็ต่ำ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ
วัน ที่ 9 ธ.ค. สัมมนาโครงการ “สำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา เด็กไทยปี 2554” ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ดำเนินการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยจำนวนประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ - ข้อมูลจากหนังสือของ Lynn ปี 2006 ได้ทำการสำรวจ IQ ของเด็กทั่วโลก พบว่า IQ ของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 91 จัดอยู่ในระดับที่ 53 จาก 192 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าระดับ IQ ของเด็กในประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น เด็กในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย นอกจากนี้ยังพบว่า ตั้งแต่ปี 2002-2006 อันดับ IQ ของเด็กไทยแทบจะไม่มีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ระดับ IQ ของเด็กเพิ่มจาก 103 ในปี ค.ศ.2002 เป็น 108 ในปี ค.ศ. 2006 ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อนำระดับ IQ แสดงผลเป็นกราฟรูประฆังคว่ำ พบว่า IQ ที่ระดับ 91 ของเด็กไทย มีแนวโน้มที่จะเอียงไปทางซ้ายของกราฟ ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามกับระดับการแปรผลที่ฉลาดกว่า
นพ.อีริค อาร์ แคนเดล จิตแพทย์รางวัลโนเบลในปี 2553 พบว่า การเรียนรู้ ความรู้ ความจำ ความคิด อารมณ์ สติปัญญา เกิดจากการที่เซลล์สมองแตกกิ่งมาเชื่อมต่อกันเป็นวงจร สมองส่วนที่มีการจัดระเบียบใยประสาทจะเพิ่มการเชื่อมต่อใหม่ๆเพิ่มขึ้นจำนวน มาก ขณะที่ใยประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้จะหายไป ใยประสาทส่วนที่ใช้บ่อยจะหนาตัวขึ้น ทั้งนี้ ทารกอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี จะเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการมากที่สุด ดังนั้น การสร้างการพัฒนาสมองให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายใยประสาทที่แข็งแรงจะมีส่วน ทำให้เด็กมีระดับ IQ ที่เพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากระบบใยประสาทในสมองแล้ว ยังพบว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการพัฒนาสมองของคนอย่างมาก การวิจัยในสัตว์และคนให้ผลยืนยันตรงกันว่า ความสามารถของสมองในการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Neuro-Plasticity หมายถึง การที่เราใช้สมองส่วนใดบ่อยๆ สมองส่วนนั้นจะเจริญเติบโตได้ดี แต่หากเราไม่ได้ใช้สมองส่วนนั้นเลย นานๆเข้า สมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไป ในปีพ.ศ.2541 มีการศึกษาพบว่า หลังคลอดออกมา สมองเด็กทุกคนทั่วโลกจะมีรูปแบบที่เหมือนกัน แต่วิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ และอบรมเลี้ยงดูต่างกัน จะทำให้ IQ เด็กต่างกัน เซลล์สมองส่วนไหนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันจะถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพของสมองส่วนนั้นถูกทำลาย เช่น การคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นจะหายไป จึงมีการสรุปว่า จินตนาการของคนไทยหายไป เนื่องจากเราไม่ค่อยกระตุ้นให้เด็กฝึกคิด
ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมองเด็กจำนวนมาก ระบุตรงกันถึงการกระตุ้นการใช้สมองที่เหมาะสม เช่น การพบว่าสมองของเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีบางส่วนเสียการทำงานไป คล้ายๆกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือ เด็กที่ถูกทารุณกรรมจะมีระดับสารความเครียดในเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ และจะมีปัญหาพัฒนาการสมอง อารมณ์ ความประพฤติ และการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่ได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดูช้า เช่น ปล่อยให้ร้องไห้นานๆ หิวแล้วยังไม่ได้กิน เกิดความกลัวโดยไม่มีใครมาอยู่ใกล้ชิด ไม่มีใครมาสัมผัสโอบอุ้ม เด็กจะกลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่มั่นคงในชีวิต หวาดระแวง ฯลฯ
“ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น เซลล์ประสาทจะมีการสร้างขึ้นมากกว่าแสนล้านเซลล์ แต่ถ้าไม่มีการกระตุ้นจะด้วยการเสริมอาหาร หรือการเลี้ยงดู ที่เหมาะสม ก็จะขาดเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ยื่นยาวออกมา ที่พร้อมจะส่งเสริมให้เด็กฉลาด และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น”
นอกจากนั้น พัฒนาการด้านภาษาต่างประเทศ ก็ต่ำ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ
ชื่อเรียกภาษาอังกฤษ และสแลง: โสเภณี/หญิงขายบริการ
ในภาษาอังกฤษ มีการใช้คำ เล่นคำมากมาย ที่หมายเกี่ยวข้องถึง หญิงขายบริการทางเพศเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตรา In English words, there are many vocabularies meaning a woman who engages in sexual intercourse for money. การให้บริการทางเพศ (prostitution)แก่บุคคลก็เพื่อหวังผลตอบแทน Prostitution is the act or practice of providing sexual services to another person in return for payment. ผู้ที่ทำการให้บริการกิจกรรมทางเพศนี้ เรียกว่า โสเภณี People who execute such activities are called prostitutes. เขาบอกว่า อาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก Prostitution is the oldest profession.
คำเหล่านี้ที่หมายถึงหญิงขายบริการทางเพศ ได้แก่ bawd, cocotte, cyprian, fancy woman, harlot, lady of pleasure, prostitute, escort, sporting lady, whore, tart, woman of the street, working girl
bawd [N] เป็นคำเก่า เป็นภาษาวรรณกรรม มาจากภาษาฝรั่งเศส/เยอรมันโบราณ ที่ใช้เรียกโสเภณี
bawdy [Adj] เป็นการใช้คำพูดเกี่ยวกับเซ็กซ์ในทางตลกขบขัน containing humorous remarks about sex
เช่น การแสดงตลกทางเพศ/เซ็กซ์นี้มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงนิวยอก This bawdy humor show is the most famous in New York City.
bawdily [Adv]
bawdiness [N]
cocotte [N] เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส ที่ใช้เรียก โสเภณี a prostitute หรื่อ ผู้หญิงสำส่อน or promiscuous woman เช่น ผู้หญิงโสเภณีคนนี้ร้อนแรงที่สุดของเมือง This cocotte girl is the hottest in town. ผู้ชายสำส่อนก็เรียก promiscuous men
cocotte บางครั้งหมายถึง พวกหม้อหรือกะทะจานร้อนด้วย และอาจมีฝาปิด
cyprian [N] เป็นคำโบราณ ที่ใช้เรียก โสเภณี และพวกนักร้องนักเต้น
fancy woman [N] หมายถึง พวกนักรัก (รักไปทั่ว) a lover จัดเป็นคำแสลง Slang ใช้เรียก โสเภณี หรือ กิ๊ก mistress (คำ mistress นี้มีหลายความหมาย ปัจจุบันมีความหมายในแง่ลบ) ถ้าเป็นผู้ชายโสเภณีจะเรียก fancy man ก็ได้
harlot [N] เป็นคำฝรั่งเศสโบราณ ที่ใช้เรียก หญิงโสเภณี ผู้หญิงขายตัว หญิงแพศยา
courtesan [N] โสเภณี (ระดับสูง) หญิงบริการ
lady of pleasure หญิงที่นำสุขหรือความพึงพอใจมาให้ อันหมายถึง หญิงโสเภณี บางครั้งเรียก หญิงในชุดแดง lady in red ผู้หญิงกลางคืน lady of the evening (lady of the night)
call girl - นางทางโทรศัพท์ a female prostitute who can be hired by telephone
camp follower - หมายถึงผู้หญิงโสเภณีที่เป็นผู้ติดตามไปแคมป์ เพื่อให้บริการแก่ทหารที่ประจำการ a prostitute who provides service to military personnel
comfort woman, ianfu - a woman forced into prostitution for Japanese servicemen during World War II; "she wrote a book about her harsh experiences as a comfort woman"
demimondaine - a woman whose sexual promiscuity places her outside respectable society
hustler, slattern, street girl, streetwalker, floozie, floozy, hooker - a prostitute who attracts customers by walking the streets
white slave - หมายถึงผู้หญิงที่ถูกขายมาเพื่อเป็นโสเภณี a woman sold into prostitution
chippie เป็นคำ สแลง[Slang] หญิงโสเภณี, ผู้หญิงขายตัว, หญิงหากิน นอกจากนั้น chippie ยังเป็นคำสแลงที่หมายถึง ผู้ใช้ยาเสพย์ติดเป็นครั้งคราว
wench [N] ผู้หญิงขายตัว (คำหยาบ)
tom เป็นคำ สแลง[Slang] โสเภณี (ที่ยืนขายตัวตามถนน)
slut [N] โสเภณี ถือเป็นคำหยาบ ใช้เรียก หญิงสำส่อน, อีตัว ผู้หญิงโสโครก ผู้หญิงสกปรก ผู้หญิงมั่วโลกีย์
chippy (ชิพ'พี) n. โสเภณี,หญิงสำส่อน,หญิงใจง่าย [Adj] โมโหง่าย แห้งแล้ง ไม่สบาย (ร่างกาย)
trollop (ทรอล'เลิพ) n. หญิงโสมม หญิงรุ่มร่าม หญิงโสเภณี หญิงปากร้าย, trollopy [Adj]
slattern (สแลท'เทิร์น) n. หญิงรุ่มร่าม หญิงสกปรก หญิงปลาร้า โสเภณี. adj. รุ่มร่าม,สกปรก. vt. ทำให้สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ slatternly [Adv] slatternliness [n]
strumpet (n) นางโลม หญิงโสเภณี
fornicatress = hussy = loose woman = strumpet = woman adulterer = หญิงโสเภณี
courtezan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
courtesan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
โสเภณีอ่อนวัย หรือโสเภณีเด็ก เรียก young prostitute
เราสามารถเรียก male prostitute สำหรับ โสเภณีชาย
โสเภณี น่าจะถือเป็นคำเรียกแบบกลาง ๆ ภาษาโบราณจะเรียกว่า "หญิงงามเมือง" ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า "ผู้หญิงหากิน" หรือ "นางโลม" ภาษาที่ค่่อนข้างหยาบจะเรียกว่า "กะหรี่" หรือ "อีตัว"
โสเภณีมีทุกชาติทุกภาษาทุกชนชั้น There are prostitutes in all nations all languages all classes of people. โสเภณีมีทุกหนทุกแห่ง Prostitutes are everywhere.
ดร.SoS
คำเหล่านี้ที่หมายถึงหญิงขายบริการทางเพศ ได้แก่ bawd, cocotte, cyprian, fancy woman, harlot, lady of pleasure, prostitute, escort, sporting lady, whore, tart, woman of the street, working girl
bawd [N] เป็นคำเก่า เป็นภาษาวรรณกรรม มาจากภาษาฝรั่งเศส/เยอรมันโบราณ ที่ใช้เรียกโสเภณี
bawdy [Adj] เป็นการใช้คำพูดเกี่ยวกับเซ็กซ์ในทางตลกขบขัน containing humorous remarks about sex
เช่น การแสดงตลกทางเพศ/เซ็กซ์นี้มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงนิวยอก This bawdy humor show is the most famous in New York City.
bawdily [Adv]
bawdiness [N]
cocotte [N] เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส ที่ใช้เรียก โสเภณี a prostitute หรื่อ ผู้หญิงสำส่อน or promiscuous woman เช่น ผู้หญิงโสเภณีคนนี้ร้อนแรงที่สุดของเมือง This cocotte girl is the hottest in town. ผู้ชายสำส่อนก็เรียก promiscuous men
cocotte บางครั้งหมายถึง พวกหม้อหรือกะทะจานร้อนด้วย และอาจมีฝาปิด
cyprian [N] เป็นคำโบราณ ที่ใช้เรียก โสเภณี และพวกนักร้องนักเต้น
fancy woman [N] หมายถึง พวกนักรัก (รักไปทั่ว) a lover จัดเป็นคำแสลง Slang ใช้เรียก โสเภณี หรือ กิ๊ก mistress (คำ mistress นี้มีหลายความหมาย ปัจจุบันมีความหมายในแง่ลบ) ถ้าเป็นผู้ชายโสเภณีจะเรียก fancy man ก็ได้
harlot [N] เป็นคำฝรั่งเศสโบราณ ที่ใช้เรียก หญิงโสเภณี ผู้หญิงขายตัว หญิงแพศยา
courtesan [N] โสเภณี (ระดับสูง) หญิงบริการ
lady of pleasure หญิงที่นำสุขหรือความพึงพอใจมาให้ อันหมายถึง หญิงโสเภณี บางครั้งเรียก หญิงในชุดแดง lady in red ผู้หญิงกลางคืน lady of the evening (lady of the night)
call girl - นางทางโทรศัพท์ a female prostitute who can be hired by telephone
camp follower - หมายถึงผู้หญิงโสเภณีที่เป็นผู้ติดตามไปแคมป์ เพื่อให้บริการแก่ทหารที่ประจำการ a prostitute who provides service to military personnel
comfort woman, ianfu - a woman forced into prostitution for Japanese servicemen during World War II; "she wrote a book about her harsh experiences as a comfort woman"
demimondaine - a woman whose sexual promiscuity places her outside respectable society
hustler, slattern, street girl, streetwalker, floozie, floozy, hooker - a prostitute who attracts customers by walking the streets
white slave - หมายถึงผู้หญิงที่ถูกขายมาเพื่อเป็นโสเภณี a woman sold into prostitution
chippie เป็นคำ สแลง[Slang] หญิงโสเภณี, ผู้หญิงขายตัว, หญิงหากิน นอกจากนั้น chippie ยังเป็นคำสแลงที่หมายถึง ผู้ใช้ยาเสพย์ติดเป็นครั้งคราว
wench [N] ผู้หญิงขายตัว (คำหยาบ)
tom เป็นคำ สแลง[Slang] โสเภณี (ที่ยืนขายตัวตามถนน)
slut [N] โสเภณี ถือเป็นคำหยาบ ใช้เรียก หญิงสำส่อน, อีตัว ผู้หญิงโสโครก ผู้หญิงสกปรก ผู้หญิงมั่วโลกีย์
chippy (ชิพ'พี) n. โสเภณี,หญิงสำส่อน,หญิงใจง่าย [Adj] โมโหง่าย แห้งแล้ง ไม่สบาย (ร่างกาย)
trollop (ทรอล'เลิพ) n. หญิงโสมม หญิงรุ่มร่าม หญิงโสเภณี หญิงปากร้าย, trollopy [Adj]
slattern (สแลท'เทิร์น) n. หญิงรุ่มร่าม หญิงสกปรก หญิงปลาร้า โสเภณี. adj. รุ่มร่าม,สกปรก. vt. ทำให้สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ slatternly [Adv] slatternliness [n]
strumpet (n) นางโลม หญิงโสเภณี
fornicatress = hussy = loose woman = strumpet = woman adulterer = หญิงโสเภณี
courtezan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
courtesan (คอร์'ทิเซิน) n. โสเภณีชั้นสูง
โสเภณีอ่อนวัย หรือโสเภณีเด็ก เรียก young prostitute
เราสามารถเรียก male prostitute สำหรับ โสเภณีชาย
โสเภณี น่าจะถือเป็นคำเรียกแบบกลาง ๆ ภาษาโบราณจะเรียกว่า "หญิงงามเมือง" ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า "ผู้หญิงหากิน" หรือ "นางโลม" ภาษาที่ค่่อนข้างหยาบจะเรียกว่า "กะหรี่" หรือ "อีตัว"
โสเภณีมีทุกชาติทุกภาษาทุกชนชั้น There are prostitutes in all nations all languages all classes of people. โสเภณีมีทุกหนทุกแห่ง Prostitutes are everywhere.
ดร.SoS
Wednesday, December 8, 2010
(ปาก/รสชาติ)จัดจ้าน: tart
คนไทยส่วนมากจะชอบอาหารพวกรสจัดจ้าน Thais mostly love foods having tart taste. อาหารส่วนมากจากทางภาคใต้ให้อาหารที่จัดจ้านเผ็ดร้อน Many foods from the South of Thailand gives spicy tart taste.
คำคุณศัพท์ tart [Adj] ซึ่งมีรสจัด: ซึ่งมีรสเปรี้ยว, เผ็ดร้อน, ซึ่งทำให้แสบลิ้น (acidulous, bitter, sharp)
สัปปะรดแช่งแข็งเหล่านี้ให้รสชาติค่อนข้างจัดจ้าน (เปรี้ยวแสบลิ้นอะไรประมาณนั้น) These frozen pineapples taste rather tart.
นอกจากนั้น ยัง tart [Adj] ยังหมายถึง (ปาก)จัด: (วาจา/คำพูด)เผ็ดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการพูดว่ากล่าววิพากอย่างออกรส "sharp criticism" การโต้เถียงสาดกันด้วยคำรุนแรง "a sharp-worded exchange" การพูดว่าอย่างไม่ปรานี(ปราศรัย) "a tart remark"
เมื่อเช้านี้ มีการพูดโต้เถียงที่ดุดันระหว่างที่ปรึกษาที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน This morning, there was a tart talk between opposing counsels. เป็นการพูดที่ออกรสออกชาติจริง ๆ It was a tasty talk indeed.
สำหรับฝรั่งการพูดเหน็บแนมประชดประชัดเป็นสิ่งที่ไม่รื่นรมย์ (unpleasant) - เพราะเราสามารถมีการรับรู้ มีจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันได้ People can be disagreeable to the senses, to the mind, or feelings แต่ต้องไม่ใช่การทำบุึคลิกที่ไม่เหมาะ "You should not keep an unpleasant personality." เสียมั๊ย Was it good?
flat (Adj) แบน,ราบ,แฟบ,เรียบ,ไม่มีรสชาติ,ไม่คมชัด,ทื่อ,ซบเซา
นอกจากนั้น tart [N] ขนมพายไส้ต่างๆ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงของกิน ทาร์ต จะเป็นขนมประเภทพาย
ทาร์ตเป็นขนมอบ (pastry) (แป้งจะเป็นแบบมีไส้ puff หรือ ไม่มีไส้ plain) ที่มีพื้นชั้นเดียว ใส่ไส้ เป็นรสหวานหรือเปรี้ยว Tart is defined as a single-layered base of pastry (plain or puff) with a sweet or savory filling.
ทาร์ท ถูกนำไปอบโดยใช้กะทะที่ตรง มีร่องหรือรูที่ด้านข้าง ชนิดเอาก้นออกได้ Tart is then baked in either a shallow tart pan that has straight, fluted sides and a removable bottom หรือจะเป็นวงเหล็กสำหรับทำทาร์ทโดยวางบนแผ่นสำหรับการอบ or a metal tart ring placed on a baking sheet. เราจะเอาทาร์ทออกจากกะทะทาร์ทหรือวงแหวนก่อนจะนำมาเสิร์ฟ The tart is removed from the tart pan or ring before serving. พูดอย่างกว้าง ๆ คำว่า ทาร์ท ถูกนำมาใช้หมายถืง อาหารที่มีลักษณะคล้ายพาย เช่น ฟลาน ควิ๊ช และพายแบบต่าง ๆ Broadly, the term 'tart' encompasses flans, quiches, and pies. Depending on the type of tart made they can be served as appetizers, entrees or desserts. Their size ranges from bite-size (hors d'oeuvre), individual-size (tartlet) to full-size (tart)
Sweet tarts have fillings of fruit, jams, custards, flavored creams, or nuts. Tarts distinguish themselves by their fillings; beautifully glazed berries Fruit Tart concentrically placed on top of a sweet custard filling (Pastry Cream), or artfully arranged sliced apples on an almond frangipane-lined pate brisee (Apple Frangipane Tart). What could be more elegant on a warm summer's evening than a refreshing lemon tart.
Savory tarts (quiches) can have fillings of cheese, meat, eggs, and/or vegetables.
ภาษาแสลง tart ยังหมายถึง หญิงโสเภณี หญิงที่ให้บริการทางเพศเพื่อแลกกับเงิน เช่นกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ มีจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มากขึ้นที่ยอมทำตัวเป็นหญิงโสเภณี ที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับเงิน Now, there are an increased number in tart university students who engages in sexual intercourse for money. ผู้หญิงเหล่านี้เป็นโรคเอดส์มากจริง ๆ โดยที่หล่อนไม่รู้ตัว Lots of these girls get AIDS without knowing.
ดร.SoS
หมายเหตุ: ข้อมูลดี ๆ จาก http://www.joyofbaking.com/PieAndTartRecipes.html
คำคุณศัพท์ tart [Adj] ซึ่งมีรสจัด: ซึ่งมีรสเปรี้ยว, เผ็ดร้อน, ซึ่งทำให้แสบลิ้น (acidulous, bitter, sharp)
สัปปะรดแช่งแข็งเหล่านี้ให้รสชาติค่อนข้างจัดจ้าน (เปรี้ยวแสบลิ้นอะไรประมาณนั้น) These frozen pineapples taste rather tart.
นอกจากนั้น ยัง tart [Adj] ยังหมายถึง (ปาก)จัด: (วาจา/คำพูด)เผ็ดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการพูดว่ากล่าววิพากอย่างออกรส "sharp criticism" การโต้เถียงสาดกันด้วยคำรุนแรง "a sharp-worded exchange" การพูดว่าอย่างไม่ปรานี(ปราศรัย) "a tart remark"
เมื่อเช้านี้ มีการพูดโต้เถียงที่ดุดันระหว่างที่ปรึกษาที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน This morning, there was a tart talk between opposing counsels. เป็นการพูดที่ออกรสออกชาติจริง ๆ It was a tasty talk indeed.
สำหรับฝรั่งการพูดเหน็บแนมประชดประชัดเป็นสิ่งที่ไม่รื่นรมย์ (unpleasant) - เพราะเราสามารถมีการรับรู้ มีจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันได้ People can be disagreeable to the senses, to the mind, or feelings แต่ต้องไม่ใช่การทำบุึคลิกที่ไม่เหมาะ "You should not keep an unpleasant personality." เสียมั๊ย Was it good?
flat (Adj) แบน,ราบ,แฟบ,เรียบ,ไม่มีรสชาติ,ไม่คมชัด,ทื่อ,ซบเซา
นอกจากนั้น tart [N] ขนมพายไส้ต่างๆ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงของกิน ทาร์ต จะเป็นขนมประเภทพาย
ทาร์ตเป็นขนมอบ (pastry) (แป้งจะเป็นแบบมีไส้ puff หรือ ไม่มีไส้ plain) ที่มีพื้นชั้นเดียว ใส่ไส้ เป็นรสหวานหรือเปรี้ยว Tart is defined as a single-layered base of pastry (plain or puff) with a sweet or savory filling.
ทาร์ท ถูกนำไปอบโดยใช้กะทะที่ตรง มีร่องหรือรูที่ด้านข้าง ชนิดเอาก้นออกได้ Tart is then baked in either a shallow tart pan that has straight, fluted sides and a removable bottom หรือจะเป็นวงเหล็กสำหรับทำทาร์ทโดยวางบนแผ่นสำหรับการอบ or a metal tart ring placed on a baking sheet. เราจะเอาทาร์ทออกจากกะทะทาร์ทหรือวงแหวนก่อนจะนำมาเสิร์ฟ The tart is removed from the tart pan or ring before serving. พูดอย่างกว้าง ๆ คำว่า ทาร์ท ถูกนำมาใช้หมายถืง อาหารที่มีลักษณะคล้ายพาย เช่น ฟลาน ควิ๊ช และพายแบบต่าง ๆ Broadly, the term 'tart' encompasses flans, quiches, and pies. Depending on the type of tart made they can be served as appetizers, entrees or desserts. Their size ranges from bite-size (hors d'oeuvre), individual-size (tartlet) to full-size (tart)
Sweet tarts have fillings of fruit, jams, custards, flavored creams, or nuts. Tarts distinguish themselves by their fillings; beautifully glazed berries Fruit Tart concentrically placed on top of a sweet custard filling (Pastry Cream), or artfully arranged sliced apples on an almond frangipane-lined pate brisee (Apple Frangipane Tart). What could be more elegant on a warm summer's evening than a refreshing lemon tart.
Savory tarts (quiches) can have fillings of cheese, meat, eggs, and/or vegetables.
ภาษาแสลง tart ยังหมายถึง หญิงโสเภณี หญิงที่ให้บริการทางเพศเพื่อแลกกับเงิน เช่นกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ มีจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มากขึ้นที่ยอมทำตัวเป็นหญิงโสเภณี ที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับเงิน Now, there are an increased number in tart university students who engages in sexual intercourse for money. ผู้หญิงเหล่านี้เป็นโรคเอดส์มากจริง ๆ โดยที่หล่อนไม่รู้ตัว Lots of these girls get AIDS without knowing.
ดร.SoS
หมายเหตุ: ข้อมูลดี ๆ จาก http://www.joyofbaking.com/PieAndTartRecipes.html
ขวัญเสีย: unnerved เสียขวัญ: panicky
สำหรับคนไทย ขวัญเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิต For Thais, "khwan" is an important to daily lives.
ขวัญ (น.) (จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒) ขวัญ เป็น ผมหรือขนที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย Khwan hairs are in spiral shape ; มิ่งมงคล morale, สิริ fortune/luck, ความดี goodness
"ขวัญ" มีอยู่ในคำพูดมากมาย
ขวัญเมือง [N] spirit of a city
ขวัญกระเจิง [V] be frightened ; be startled ; be scared
ขวัญหนีดีฝ่อ [Adj] frightened ; terrified ; scared ; startled
ขวัญตา [N] beauty ; beloved
ขวัญใจ [N] beloved =dear, darling, sweetheart
ขวัญหาย [Adj] scared ; soul loss ; startled ; fearful
ขวัญอ่อน [Adj] fearful ; afraid ; nervous ; frightened
ขวัญหนี [V] frightened, terrified, scared, startled, =ขวัญบิน =ขวัญหนีดีฝ่อ =ขวัญหาย, =ตกใจ =ใจหาย
ขวัญเสีย [Adj] afraid ; fearful ; disheartened ; unnerved ; scared ; demoralized
ขวัญเสีย =เสียขวัญ =ขวัญหาย =ขวัญบิน =ใจหาย
เสียขวัญ [Adj] panic, panicky
ขวัญดี [N] high morale ; good spirit
ผูกขวัญ; เรียกขวัญหรือเชิญขวัญ เรียกว่า รับขวัญ
หญิงที่รัก เรียกว่า จอมขวัญ sweetheart
เมียขวัญ =คำยกย่องเรียกภรรยาอันเป็นที่รัก
ผู้รู้พิธีทําขวัญ เรียกว่า หมอขวัญ
การทําพิธีเชิญขวัญหมายความว่า เรียกขวัญ มาอยู่กับตัว
แล้ว"ขวัญ" ของคุณเป็นแบบไหน
ดร.SoS
ขวัญ (น.) (จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒) ขวัญ เป็น ผมหรือขนที่ขึ้นเวียนเป็นก้นหอย Khwan hairs are in spiral shape ; มิ่งมงคล morale, สิริ fortune/luck, ความดี goodness
"ขวัญ" มีอยู่ในคำพูดมากมาย
ขวัญเมือง [N] spirit of a city
ขวัญกระเจิง [V] be frightened ; be startled ; be scared
ขวัญหนีดีฝ่อ [Adj] frightened ; terrified ; scared ; startled
ขวัญตา [N] beauty ; beloved
ขวัญใจ [N] beloved =dear, darling, sweetheart
ขวัญหาย [Adj] scared ; soul loss ; startled ; fearful
ขวัญอ่อน [Adj] fearful ; afraid ; nervous ; frightened
ขวัญหนี [V] frightened, terrified, scared, startled, =ขวัญบิน =ขวัญหนีดีฝ่อ =ขวัญหาย, =ตกใจ =ใจหาย
ขวัญเสีย [Adj] afraid ; fearful ; disheartened ; unnerved ; scared ; demoralized
ขวัญเสีย =เสียขวัญ =ขวัญหาย =ขวัญบิน =ใจหาย
เสียขวัญ [Adj] panic, panicky
ขวัญดี [N] high morale ; good spirit
ผูกขวัญ; เรียกขวัญหรือเชิญขวัญ เรียกว่า รับขวัญ
หญิงที่รัก เรียกว่า จอมขวัญ sweetheart
เมียขวัญ =คำยกย่องเรียกภรรยาอันเป็นที่รัก
ผู้รู้พิธีทําขวัญ เรียกว่า หมอขวัญ
การทําพิธีเชิญขวัญหมายความว่า เรียกขวัญ มาอยู่กับตัว
แล้ว"ขวัญ" ของคุณเป็นแบบไหน
ดร.SoS
คนไทยเป็นมะเร็งตายติดอันดับ 1 แซงหน้าเอดส์-อุบัติเหตุ-โรคหัวใจ คาดอีก 10 ปีข้างหน้า สังเวยโรคร้ายปีละ 11 ล้านคนทั่วโลก...
สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งแห่งชาติ - มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็น 1 ใน 5 โรคที่คุกคามชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 โรคดังกล่าว ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุดกับคนไทยในภาพรวมคือ ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้คนไทยเป็น 5 โรคนี้ หรือถ้าป่วย ต้องมีวิธีการรักษาที่ถูกวิธี
องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ประมาณ 11 ล้านคนทั่วโลก ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศไทย นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก เนื่องจากร้อยละ 40 ของผู้ป่วย สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นที่รู้ตัวว่าป่วย ไม่ให้มะเร็งลุกลาม วิธีดำเนินการมี 2 วิธีคือ การป้องกันไม่ให้ป่วย และมีระบบการคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที
"โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสีย ชีวิตของคนไทยติดต่อกันในรอบ 9 ปี (พ.ศ.2543-2551) โดยในปี 2551 เสียชีวิต 55,403 คน เป็นชาย 32,060 คน หญิง 23,343 คน โดยร้อยละ 53 ของผู้เสียชีวิตอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งตับสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาได้แก่ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนในผู้หญิงอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง แต่หากป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ต้องรีบไปรับการรักษาทันที หากรักษาได้ทัน ก็จะมีโอกาสหายได้ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์นโยบายลดหวาน มัน เค็ม ลดอ้วน ลดโรค เพิ่มผักผลไม้ เพิ่มการออกกำลัง และลดละเลิกอบายมุข และ 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นแกนหลักดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปีใหม่ 2554 เป็นต้นไป"
นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เพราะได้มอบให้หมู่บ้านและตำบล คิดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง 5 โรค และจะมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งแห่งชาติ - มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็น 1 ใน 5 โรคที่คุกคามชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 โรคดังกล่าว ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุดกับคนไทยในภาพรวมคือ ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้คนไทยเป็น 5 โรคนี้ หรือถ้าป่วย ต้องมีวิธีการรักษาที่ถูกวิธี
องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ประมาณ 11 ล้านคนทั่วโลก ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศไทย นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก เนื่องจากร้อยละ 40 ของผู้ป่วย สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นที่รู้ตัวว่าป่วย ไม่ให้มะเร็งลุกลาม วิธีดำเนินการมี 2 วิธีคือ การป้องกันไม่ให้ป่วย และมีระบบการคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที
"โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสีย ชีวิตของคนไทยติดต่อกันในรอบ 9 ปี (พ.ศ.2543-2551) โดยในปี 2551 เสียชีวิต 55,403 คน เป็นชาย 32,060 คน หญิง 23,343 คน โดยร้อยละ 53 ของผู้เสียชีวิตอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งตับสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาได้แก่ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนในผู้หญิงอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง แต่หากป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ต้องรีบไปรับการรักษาทันที หากรักษาได้ทัน ก็จะมีโอกาสหายได้ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์นโยบายลดหวาน มัน เค็ม ลดอ้วน ลดโรค เพิ่มผักผลไม้ เพิ่มการออกกำลัง และลดละเลิกอบายมุข และ 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นแกนหลักดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปีใหม่ 2554 เป็นต้นไป"
นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เพราะได้มอบให้หมู่บ้านและตำบล คิดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง 5 โรค และจะมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
Tuesday, December 7, 2010
รายงานวิจัยผู้ป่วยเบาหวานมักอายุสั้นกว่าคนทั่วไปทุกช่วงอายุ
รายงานวิจัยเกี่ยวกับเบาหวาน ชื่อ “Profiles of an Aging Society: Diabetes" ผู้ป่วยเบาหวานมักอายุสั้นกว่าคนทั่วไปทุกช่วงอายุ สถาบันวิชาการเกี่ยวกับการมีอายุมากขึ้นของสหรัฐ National Academy on an Aging Society ได้รายงานว่า คนที่มีอายุ 50 ปีที่เป็นเบาหวาน จะมีอายุสั้นกว่าคนที่ปกติประมาณ 8 ปี A 50-year-old diabetic lives 8.5 years lesser than non-diabetic counterpart. คนที่มีอายุ 60 ปีที่เป็นเบาหวาน จะมีอายุสั้นกว่าคนที่ปกติประมาณ 5.4 ปี At age 60, the difference in life expectancy is 5.4 years. สำหรับคนอายุ 90 ปี ก็จะมีอายุต่างกันกับคนปกติ 1 ปี By age 90, the difference is one year.
โดยเดือน พฤศจิกายน ถือเป็นเดือนแห่งความตระหนักถึงโรคเบาหวาน National Diabetes Awareness Month is November.
นอกจากนั้น เมื่อทำการเปรียบเทียบกับคนปกติที่ไม่เป็นเบาหวาน การศึกษายังพบว่า คนป่วยเบาหวาน มีโอกาสที่่จะถูกจ้างงานน้อยกว่า It also found that, compared to older adults without diabetes, those with the disease are less likely to be employed และยังมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รุมเร้า and more likely to have other health problems, เช่น โรคหัวใจ such as heart disease, โรคซึมเศร้า depression, และเกิดทุพพลภาพอันส่งผลต่อกิจวัตรประจำวัน and disabilities that interfere with normal life activities.
จริง ๆ เมื่อดูตัวเลขสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอายุมากกว่า 50 ปีในช่วง 10 ปี พบว่า พวกฝรั่งผิวขาวเพิ่มจาก 11% (1998 = 2541) เป็น 18%(2008 = 2551) และพวกฝรั่งผิวดำเพิ่มจาก 22% (1998 = 2541) เป็น 32%(2008 = 2551) Indeed, the figures show a marked increase in the percentage of adults over age 50 with diabetes during the past decade: from 11 percent of non-Hispanic whites in 1998 to 18 % in 2008, and from 22 % of non-Hispanic blacks in 1998 to 32 % in 2008.
รายงานนี้ศึกษาโดย ดร.Scott M Lynch แห่งสถาบันวิจัยประชากรของมหาวิทยาลัยพริ้นตัน โดยใช้ข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ HSR ที่รวบรวมปีละ 2 ครั้งระหว่างปี 1998-2008 ที่ประกอบด้วยข้อมูลผู้มีอายุเกินกว่า 50 ปีจำนวนกว่า 20,000 คน The analysis was conducted by Scott M Lynch, PhD, of the Office of Population Research at Princeton University — using HRS data collected biannually from 1998 through 2008, which included information from more than 20,000 adults over age 50 in 1998.
ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานของพวกอเมริกันที่ชอบกินแป้ง โดนัท ของทอด ของขบเคี้ยว
All information given is related to Americans whose their favorite consumptions mostly are food with highly flour such as donuts, fried food, and snacks.
ดร.SoS
โดยเดือน พฤศจิกายน ถือเป็นเดือนแห่งความตระหนักถึงโรคเบาหวาน National Diabetes Awareness Month is November.
นอกจากนั้น เมื่อทำการเปรียบเทียบกับคนปกติที่ไม่เป็นเบาหวาน การศึกษายังพบว่า คนป่วยเบาหวาน มีโอกาสที่่จะถูกจ้างงานน้อยกว่า It also found that, compared to older adults without diabetes, those with the disease are less likely to be employed และยังมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รุมเร้า and more likely to have other health problems, เช่น โรคหัวใจ such as heart disease, โรคซึมเศร้า depression, และเกิดทุพพลภาพอันส่งผลต่อกิจวัตรประจำวัน and disabilities that interfere with normal life activities.
จริง ๆ เมื่อดูตัวเลขสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอายุมากกว่า 50 ปีในช่วง 10 ปี พบว่า พวกฝรั่งผิวขาวเพิ่มจาก 11% (1998 = 2541) เป็น 18%(2008 = 2551) และพวกฝรั่งผิวดำเพิ่มจาก 22% (1998 = 2541) เป็น 32%(2008 = 2551) Indeed, the figures show a marked increase in the percentage of adults over age 50 with diabetes during the past decade: from 11 percent of non-Hispanic whites in 1998 to 18 % in 2008, and from 22 % of non-Hispanic blacks in 1998 to 32 % in 2008.
รายงานนี้ศึกษาโดย ดร.Scott M Lynch แห่งสถาบันวิจัยประชากรของมหาวิทยาลัยพริ้นตัน โดยใช้ข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ HSR ที่รวบรวมปีละ 2 ครั้งระหว่างปี 1998-2008 ที่ประกอบด้วยข้อมูลผู้มีอายุเกินกว่า 50 ปีจำนวนกว่า 20,000 คน The analysis was conducted by Scott M Lynch, PhD, of the Office of Population Research at Princeton University — using HRS data collected biannually from 1998 through 2008, which included information from more than 20,000 adults over age 50 in 1998.
ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานของพวกอเมริกันที่ชอบกินแป้ง โดนัท ของทอด ของขบเคี้ยว
All information given is related to Americans whose their favorite consumptions mostly are food with highly flour such as donuts, fried food, and snacks.
ดร.SoS
โอกาส: Opportunity
"โอกาส"เป็นจังหวะสำคัญของชีวิต Opportunity is a favorable juncture of circumstances (juncture ในที่นี้หมายถึง จังหวะ หรือ a point of time สำหรับกิจกรรมสำคัญ) โปรเจคใหม่เปิดโอกาสให้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ The new project provided an opportunity for new creatives.
"โอกาส" ย่อมเป็นโอกาสที่ดีที่จะก้าวต่อไปหรือสร้างความก้าวหน้า Opportunity is a good chance for advancement or progress.
ผมขอถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผมอย่างต่อเนื่อง I would like to take this opportunity to thank everyone who gives continued supports.
มีสุภาษิตจีนกล่าวว่า การสร้างโอกาสย่อมมีอยู่ในผู้ที่มีความพร้อมมีความสามารถที่แท้จริง ไม่ว่า(เขา)จะอยู่ในสถานการณ์อย่างไรก็ตาม Those with true skill know how to make opportunities in any environment. เมื่อโอกาสมาให้เขาได้พิสูจน์ว่า เขาสามารถทำงานนั้นได้ เพราะว่า เขาก็มีความพร้อมสำหรับโอกาสที่มาถึง When the opportunity came for him to prove that he could do the job, he was ready.
บริษัทมีอาชีพมีงานต่าง ๆ ให้เลือก พร้อมโอกาสอย่างมากมาย(ในการแสดงศักยภาพ/ความสามารถ) The company gives a great career choice with plenty of opportunity.
โอกาสที่มีน้อยหรือหาได้ยาก เรียกว่า rare opportunity เช่น บริษัทแอ๊ปเปิล เปิดโอกาสที่หาได้ยากที่พูดคุยเรื่องงานขั้นสูง (งานที่มีความสลับซับซ้อน)ของเขา Apple is offering a rare opportunity to talk about its advanced works.
สุภาษิตจีนอีกบทกล่าวว่า ความสามารถคงไม่มีึคุณค่าความหมายหากปฏิเสธซึ่งโอกาสที่เปิดให้ Ability in itself is nothing if denied opportunity.
อย่าได้ถามหาโอกาสถ้าคุณไม่รู้จักฉกฉวยหรือสร้างโอกาสให้กับตนเอง(อย่างชอบธรรมนะครับ) Don't ask for opportunity if you do not grab or build your own opportunity.
ดร.SoS
"โอกาส" ย่อมเป็นโอกาสที่ดีที่จะก้าวต่อไปหรือสร้างความก้าวหน้า Opportunity is a good chance for advancement or progress.
ผมขอถือโอกาสนี้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผมอย่างต่อเนื่อง I would like to take this opportunity to thank everyone who gives continued supports.
มีสุภาษิตจีนกล่าวว่า การสร้างโอกาสย่อมมีอยู่ในผู้ที่มีความพร้อมมีความสามารถที่แท้จริง ไม่ว่า(เขา)จะอยู่ในสถานการณ์อย่างไรก็ตาม Those with true skill know how to make opportunities in any environment. เมื่อโอกาสมาให้เขาได้พิสูจน์ว่า เขาสามารถทำงานนั้นได้ เพราะว่า เขาก็มีความพร้อมสำหรับโอกาสที่มาถึง When the opportunity came for him to prove that he could do the job, he was ready.
บริษัทมีอาชีพมีงานต่าง ๆ ให้เลือก พร้อมโอกาสอย่างมากมาย(ในการแสดงศักยภาพ/ความสามารถ) The company gives a great career choice with plenty of opportunity.
โอกาสที่มีน้อยหรือหาได้ยาก เรียกว่า rare opportunity เช่น บริษัทแอ๊ปเปิล เปิดโอกาสที่หาได้ยากที่พูดคุยเรื่องงานขั้นสูง (งานที่มีความสลับซับซ้อน)ของเขา Apple is offering a rare opportunity to talk about its advanced works.
สุภาษิตจีนอีกบทกล่าวว่า ความสามารถคงไม่มีึคุณค่าความหมายหากปฏิเสธซึ่งโอกาสที่เปิดให้ Ability in itself is nothing if denied opportunity.
อย่าได้ถามหาโอกาสถ้าคุณไม่รู้จักฉกฉวยหรือสร้างโอกาสให้กับตนเอง(อย่างชอบธรรมนะครับ) Don't ask for opportunity if you do not grab or build your own opportunity.
ดร.SoS
Sunday, December 5, 2010
(สอนลูกและตัวเองให้รู้จัก)คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า
ต้องอ่านเรื่องนี้ "คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า"
หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า มีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย
ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “ เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ไม่เคยครับ ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณแม่ทำงานซักรีด ”
ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?”
เขาตอบว่า “ ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า ”
ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา
ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก
หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา
เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่น และเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน
ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน
รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา
เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา
และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย
คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน
เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า
“ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ”
เด็กหนุ่มตอบ
“ ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย
ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง
ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว ”
ผู้อำนวยการจึงบอกว่า “ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน
เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”
ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา
ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี
หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า มีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย
ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “ เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ไม่เคยครับ ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณแม่ทำงานซักรีด ”
ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?”
เขาตอบว่า “ ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า ”
ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา
ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก
หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา
เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่น และเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน
ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน
รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา
เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา
และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย
คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน
เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า
“ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ”
เด็กหนุ่มตอบ
“ ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย
ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง
ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว ”
ผู้อำนวยการจึงบอกว่า “ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน
เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”
ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา
ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี
เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก
เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่
เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา
เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น
คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง
แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ
หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ
ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้
จงถามตัวเราว่า
เรากำลังให้ความรักกับลูก
หรือ
กำลังทำลายเขากันแน่ ?
เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้ แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี
เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม
ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น
เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่
เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา
เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น
คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง
แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ
หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ
ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้
จงถามตัวเราว่า
เรากำลังให้ความรักกับลูก
หรือ
กำลังทำลายเขากันแน่ ?
เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้ แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี
เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม
ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น
Friday, December 3, 2010
ของเคียง เครื่องเคียง: side dish
อาหารไทยจะมีพวก เครื่องเคียง/ของเคียง มาก พวก เครื่องเคียง/ของเคียง นี้เราเรียกว่า side dish
มีอยู่จานหนึ่งเป็นพวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก Side dish refers to one of the dishes subordinate to the main course เราเรียก อาหารจานหลัก ว่า main course
พวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก จะถูกเสิร์ฟพร้อมอาหารจานหลัก Side dish is served with, but is subordinate to, a main course
side dish บางครั้งเราก็เรียก side order, หรือ entremets
ดร.SoS
มีอยู่จานหนึ่งเป็นพวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก Side dish refers to one of the dishes subordinate to the main course เราเรียก อาหารจานหลัก ว่า main course
พวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก จะถูกเสิร์ฟพร้อมอาหารจานหลัก Side dish is served with, but is subordinate to, a main course
side dish บางครั้งเราก็เรียก side order, หรือ entremets
ดร.SoS
ผลข้างเคียง: side effect
เมื่อเราไม่สบาย (sick, sickness) ก็จะทานยา You take pills to cure your sickness. ยาเม็ด = pill เพราะคุณอาจมีเชื้อโรคที่ทำให้ไม่สบาย = Disease
ยาเมื่อออกฤทธิ์ ก็อาจให้ผลข้างเคียง ที่เรียกว่า side effect : ซึ่งส่วนมากแล้ว ผลข้างเคียง จะไม่ค่อยดี เพราะมันเป็น adverse effect (adverse = แง่ลบ ในลักษณะศัตรู ผลร้าย)
ร้านยาดี ๆ ในกรุงเทพจะให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Drug store in Bangkok offers detailed information about side effects caused by various medications. ซึ่งผลข้างเคียงหรือผลไม่ค่อยดีอาจเกิดจากปฏิกิริยาต่อยา A side effect (adverse effect) may occur as a reaction to a medication หรือเป็นผลมาจากการใช้ยาผิดขนาด or as a result of incorrect dosage หรือเป็นปฏิกิิริยาต่อยาอื่น ๆ ที่ทานร่วมกัน or interactions with other medications.
การเข้าใจ ผลข้างเคียง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงอันตราย ที่สัมพันธ์กับการใช้ยาในการรักษาอาการไม่สบาย Understanding the side effect will enable patients to understand the risks associated with certain medications. การเข้าใจถึงปฏิกิริยาของยาบางตัวที่ส่งผลลบ By understanding the adverse reactions that may occur with certain drugs, จะทำให้คนไข้สามารถปรึกษาหรือถามแพทย์ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่จะตามมาจาการใช้ยาตัวใหม่ หรือการรักษาในขณะนี้ patients are able to better formulate questions for their doctors in order to fully understand what to expect from new medications or current treatments.
จริง ๆ แล้ว ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาบางอย่างบางตัว Side effects may occur following the use of certain drugs, เพราะคนไข้แต่ละคนตอบสนองต่อยาแตกต่างกันไป as patients respond differently to medications ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย depending on a variety of factors เช่น อายุ including age, สุขภาพโดยรวม overall health, เพศ gender, ชาติพันธุ์ ethnicity, และระดับความรุนแรงของความเจ็บป่วยหรือโรคที่คนไข้กำลังต่อสู้ด้วย and the levels of severity of the illness or disease the patient is fighting.
นอกจากนั้น ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาร่วมกัยยาหรือสารบางอย่างบางตัว Side effects may also occur as a result of taking a certain medication in combination with another drug or substance, ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง whether it is a prescription medication, ซื้อยาจากเค้าเตอร์over-the-counter drug, ยาสมุนไพร herbal supplement, หรืออาหารหรือเครื่องดื่ม or food or drink. ขณะเริ่มรับการรักษาโดยใช้ยาตัวใหม่ Beginning treatment with a new medication, หยุดการรักษา ceasing treatment, หรือการปรับเปลี่ยนยาของคนไข้ เหล่านี้อาจให้ผลที่ทำให้คนไข้ ประสบภาวะที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ or adjusting a patient’s dosage may also cause a patient to experience unwanted reactions to a medication.
ดร.SoS
ข้อมูลจาก http://www.drugwatch.com/side-effects
ยาเมื่อออกฤทธิ์ ก็อาจให้ผลข้างเคียง ที่เรียกว่า side effect : ซึ่งส่วนมากแล้ว ผลข้างเคียง จะไม่ค่อยดี เพราะมันเป็น adverse effect (adverse = แง่ลบ ในลักษณะศัตรู ผลร้าย)
ร้านยาดี ๆ ในกรุงเทพจะให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Drug store in Bangkok offers detailed information about side effects caused by various medications. ซึ่งผลข้างเคียงหรือผลไม่ค่อยดีอาจเกิดจากปฏิกิริยาต่อยา A side effect (adverse effect) may occur as a reaction to a medication หรือเป็นผลมาจากการใช้ยาผิดขนาด or as a result of incorrect dosage หรือเป็นปฏิกิิริยาต่อยาอื่น ๆ ที่ทานร่วมกัน or interactions with other medications.
การเข้าใจ ผลข้างเคียง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงอันตราย ที่สัมพันธ์กับการใช้ยาในการรักษาอาการไม่สบาย Understanding the side effect will enable patients to understand the risks associated with certain medications. การเข้าใจถึงปฏิกิริยาของยาบางตัวที่ส่งผลลบ By understanding the adverse reactions that may occur with certain drugs, จะทำให้คนไข้สามารถปรึกษาหรือถามแพทย์ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่จะตามมาจาการใช้ยาตัวใหม่ หรือการรักษาในขณะนี้ patients are able to better formulate questions for their doctors in order to fully understand what to expect from new medications or current treatments.
จริง ๆ แล้ว ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาบางอย่างบางตัว Side effects may occur following the use of certain drugs, เพราะคนไข้แต่ละคนตอบสนองต่อยาแตกต่างกันไป as patients respond differently to medications ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย depending on a variety of factors เช่น อายุ including age, สุขภาพโดยรวม overall health, เพศ gender, ชาติพันธุ์ ethnicity, และระดับความรุนแรงของความเจ็บป่วยหรือโรคที่คนไข้กำลังต่อสู้ด้วย and the levels of severity of the illness or disease the patient is fighting.
นอกจากนั้น ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาร่วมกัยยาหรือสารบางอย่างบางตัว Side effects may also occur as a result of taking a certain medication in combination with another drug or substance, ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง whether it is a prescription medication, ซื้อยาจากเค้าเตอร์over-the-counter drug, ยาสมุนไพร herbal supplement, หรืออาหารหรือเครื่องดื่ม or food or drink. ขณะเริ่มรับการรักษาโดยใช้ยาตัวใหม่ Beginning treatment with a new medication, หยุดการรักษา ceasing treatment, หรือการปรับเปลี่ยนยาของคนไข้ เหล่านี้อาจให้ผลที่ทำให้คนไข้ ประสบภาวะที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ or adjusting a patient’s dosage may also cause a patient to experience unwanted reactions to a medication.
ดร.SoS
ข้อมูลจาก http://www.drugwatch.com/side-effects
รู้สึกว่า/คิดว่า/เห็นว่า: Deem
deem คำกิริยา (v.) deemed, deem·ing, deems
v.tr.
1. เป็นการแสดงความคิืดเห็น To have as an opinion; การตัดสิน judge: มีความเห็นว่าตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง It deemed it was time for a change.
2. เป็นการคำนึงถึง To regard as; พิจารณาลงความเห็น consider
ฉันรู้สึกว่า การบอกกล่าวที่ดีที่สุดของเธอ คือ เมื่อเธอไม่พูดกล่าวอะไรเลย
It deems to me, you say it best when you say nothing at all.
เห็นว่าภาพหรือวิดีโอบางอย่าง ไม่เหมาะสมที่จะให้เด็ก ๆ ดู
Some images or videos are deemed unsuitable for viewing by very young children.
อย่างไรก็ตาม บรรณาธิการสงวนไว้ซึ่่งสิทธิที่จะเปลี่ยนตามที่เห็นสมควร โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
However, editor reserves the right to make changes deemed necessary without notice.
ในปี 1971 เรือนี้ดูเหมือนจะ ไม่เหมาะสม (unfit) ที่จะเก็บไว้ใช้ต่อไป
In 1971, the ship was deemed unfit for further use.
ผลการศึกษานี้รู้สึกว่าจะมีคุณค่าที่จะยอมรับได้ ในวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์
Results of this study are deemed worthy of acceptance into the body of scientific knowledge.
การเขียนประกาศ (post) ข้อความที่ผู้ดูแลเห็นว่าไม่เหมาะสมจะถูกเอาออกโดยไม่มีการเตือน
Any post which the moderator deems inappropriate will be removed without warning.
เขารู้สึกว่าจะสอบผ่าน แต่เขาก็ต้องรอจนกว่าจะได้รายงานผลการศึกษา
He deems to pass the exam, but he still have to wait until the grades are reported.
ดร.SoS
v.tr.
1. เป็นการแสดงความคิืดเห็น To have as an opinion; การตัดสิน judge: มีความเห็นว่าตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง It deemed it was time for a change.
2. เป็นการคำนึงถึง To regard as; พิจารณาลงความเห็น consider
ฉันรู้สึกว่า การบอกกล่าวที่ดีที่สุดของเธอ คือ เมื่อเธอไม่พูดกล่าวอะไรเลย
It deems to me, you say it best when you say nothing at all.
เห็นว่าภาพหรือวิดีโอบางอย่าง ไม่เหมาะสมที่จะให้เด็ก ๆ ดู
Some images or videos are deemed unsuitable for viewing by very young children.
อย่างไรก็ตาม บรรณาธิการสงวนไว้ซึ่่งสิทธิที่จะเปลี่ยนตามที่เห็นสมควร โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
However, editor reserves the right to make changes deemed necessary without notice.
ในปี 1971 เรือนี้ดูเหมือนจะ ไม่เหมาะสม (unfit) ที่จะเก็บไว้ใช้ต่อไป
In 1971, the ship was deemed unfit for further use.
ผลการศึกษานี้รู้สึกว่าจะมีคุณค่าที่จะยอมรับได้ ในวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์
Results of this study are deemed worthy of acceptance into the body of scientific knowledge.
การเขียนประกาศ (post) ข้อความที่ผู้ดูแลเห็นว่าไม่เหมาะสมจะถูกเอาออกโดยไม่มีการเตือน
Any post which the moderator deems inappropriate will be removed without warning.
เขารู้สึกว่าจะสอบผ่าน แต่เขาก็ต้องรอจนกว่าจะได้รายงานผลการศึกษา
He deems to pass the exam, but he still have to wait until the grades are reported.
ดร.SoS
Thursday, December 2, 2010
ขยายวงกว้าง ขยายเรื่องราว: keep on growing
เรื่องราวบางอย่าง ขยายเรื่องราว ขยายวงกว้าง = Some stories keep on growing. โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดจากการโกหก (lie) การหลอกลวง (deceive) ที่ต้องมีการสร้างเรื่องราวการโกหกอันใหม่ขึ้นมา เพื่อเสริมการโกหกเดิมที่ได้มีการทำไว้ แล้ววงจรการโกหก การหลอกลวงก็เพิ่มขึ้น Most lie stories keep on growing. จนบางครั้งคนโกหกก็จำไม่ได้ ว่าได้โกหกอะไรไปบ้าง และก็มีโอกาสสูงที่จะูถูกจับได้ในที่สุด
กลับมาดูเรื่องราวดี ๆ ถ้าจะถามว่า ความรักของฉันจะเพิ่มขึ้นตลอดชีวิตหรือเปล่า Will my love keep on growing all of my life? ก็คงต้องถามว่าว ชีวิตรักนั้น มีความมีชีวิตชีวาหรือเปล่าอ่ะ Is your love life vivid?
คุณมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า ? Are you a positive thinker?
รักนี้เพิ่มขึ้นไปเรือ่ย ๆ ที่รัก This Love Keep On Growing Baby
เธอรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง You Know It's True
รักนี้มีฉันมีเพียงเธอเท่านั้นอ่ะฮ่า This Love I Have It's Only You
คุณอาจคาดหวังให้รักนี้เพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด May the love keep on growing forever!
ในตัวฉันมีรักนี้ที่ขยาย ที่เพิ่มขึ้น ที่งอกงาม Love keep on growing inside me
แต่ฉันอยากให้เป็นรักของเราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน I hope our love keep on growing everyday
รักของฉันยังคงงอกงาม My LOVE keep on growing. ฉันคิดถึงเธอทุกวินาทีของชีวิต I miss you every second of my life.
ฉันจะรักเธอต่อไปและไม่เคยเบื่อที่จะหยุดรักเธอ I will continue and never tired to LOVE you
ฉันไม่ต้องการใครเลยนอกจากเธอ I want nobody but you
อย่างนั้นนี้อาจไม่ใช่รักแท้ This might not be a true love
เพราะ รักแท้ย่อมมีแต่สิ่งดี ๆ ให้แก่กัน .. Let true love keep on growing
ดร.SoS
กลับมาดูเรื่องราวดี ๆ ถ้าจะถามว่า ความรักของฉันจะเพิ่มขึ้นตลอดชีวิตหรือเปล่า Will my love keep on growing all of my life? ก็คงต้องถามว่าว ชีวิตรักนั้น มีความมีชีวิตชีวาหรือเปล่าอ่ะ Is your love life vivid?
คุณมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า ? Are you a positive thinker?
รักนี้เพิ่มขึ้นไปเรือ่ย ๆ ที่รัก This Love Keep On Growing Baby
เธอรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง You Know It's True
รักนี้มีฉันมีเพียงเธอเท่านั้นอ่ะฮ่า This Love I Have It's Only You
คุณอาจคาดหวังให้รักนี้เพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด May the love keep on growing forever!
ในตัวฉันมีรักนี้ที่ขยาย ที่เพิ่มขึ้น ที่งอกงาม Love keep on growing inside me
แต่ฉันอยากให้เป็นรักของเราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน I hope our love keep on growing everyday
รักของฉันยังคงงอกงาม My LOVE keep on growing. ฉันคิดถึงเธอทุกวินาทีของชีวิต I miss you every second of my life.
ฉันจะรักเธอต่อไปและไม่เคยเบื่อที่จะหยุดรักเธอ I will continue and never tired to LOVE you
ฉันไม่ต้องการใครเลยนอกจากเธอ I want nobody but you
อย่างนั้นนี้อาจไม่ใช่รักแท้ This might not be a true love
เพราะ รักแท้ย่อมมีแต่สิ่งดี ๆ ให้แก่กัน .. Let true love keep on growing
ดร.SoS
Subscribe to:
Posts (Atom)