Showing posts with label พ่อแม่รังแกฉัน. Show all posts
Showing posts with label พ่อแม่รังแกฉัน. Show all posts

Monday, August 26, 2013

"ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ" :: เรื่องจริง


อ่านจบช่วยแชร์ด้วยครับ.... ขอบคุณ


** "ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ"

บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยืยนมาหลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ไม่ใหญ่โตนัก ที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็กๆ ที่สมภารเจ้าอาวาส อดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่านมาปลูกสร้าง เพื่อให้ผู้เฒ่า ผู้ชรา ได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง มีโยมผู้หญิงวัยกลางคน ไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลก มาบำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้น แวะเวียนผลัด เปลี่ยนกันเป็นผู้ดูแลผู้ชราทั้งหญิงชาย ที่ถูกทอดทิ้งรวม13 ชีวิต

ค่าจ้าง คนดูแล น้ำ ไฟ เสื้อผ้ายารักษาโรค ข้าวปลาอาหาร สมภารใจดี อดีตนักเรียนช่างกล ที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516เหมาจ่าย คนเดียว โดยไม่เคยพิมพ์ฏีกาเรี่ยไรใคร พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับผมควักเงิน 500 บาทใส่ซอง ถวายท่านเป็นค่าใช้ จ่าย ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้ ชวนผมเดินลงจากศาลา ไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้น เปิดนรกบนดินอีกขุมหนึ่ง ให้คนบาปอย่างผม มีดวงตาเห็นธรรม โดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใดๆ

หญิงชรารูปร่างเล็ก ผิวสองสีบอบบางทอดกาย เหยียดตรงบนเตียงเล็กๆ แต่สะอาด มีผ้าห่มผืนบางๆ ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบาๆ ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย แม่เฒ่าพยายามยกมือขึ้นประนมไหว้ เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตาเปล่งวาจา ถามไถ่อาการ และให้ศีลให้พรเบาๆ แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ หยาดน้ำตาแห่งความปิติ ท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น แล้วค่อยๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตา ที่เหี่ยวย่นบนใบหน้า เวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี ผู้เฒ่าอายุ 91 ปี อาวุโสสูงสุดในจำนวน 13 คนชราของที่นี่

เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำ เหมือนเพิ่งเกิด เมื่อวาน.......

แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน

60 ปี ที่ผ่านมาครอบครัวแม่เฒ่าจัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด สามี ของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ก่อร่างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่า แรงรายวัน โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงงานแห่งหนึ่ง อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐาน จนมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ แต่สามีก็ยังทำงานหนัก ไม่ยอมพัก หวังจะฟูมฟักลูก 3 คนให้อยู่อบอุ่น กินอิ่ม โดยไม่ต้องลำบาก ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกทอผ้าแล้ว อยู่บ้านเลี้ยงลูก 3คน ที่อยู่ในวัยซวนไล่เรียงตามลำดับ เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่น มาร่ำลาหมอที่โรง พยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตายทั้งๆ ที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วย ขายของสารพัดชนิด อดทนอด ออมเลี้ยงลูกทั้ง 3 คน ให้ร่ำเรียน จนจบปริญญา ครอบครัวอบอุ่น พี่น้องรักใคร่กันดี ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด

ลูกชายคนโตแต่งงานไปกับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด ในชีวิตของแม่เฒ่า ไม่เคยมีความสุขครั้งไหน เหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน สมบัติที่มี แม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วนให้ลูกชายคนโตเปิดร้านขายทอง ตามที่สะใภ้ต้องการ ปีต่อมา ลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดินที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้น ให้เป็นสมบัติของลูกด้วยความยินดี โดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย

สองปีถัดมา ลูกสาวคนสุดท้องแต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่า รับขวัญลูกเขยด้วย ความปรีดา

สัตว์โลกทั้งหลายล้วนเวียนว่ายก่อเกิดเพื่อมาชดใช้กรรมเก่า สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก ตั้งแต่แต่งเข้าบ้าน ไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือน ซักผ้า ทำกับข้าว จัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะ คอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือ ก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง กวาดเช็ดปัดถูบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อน ด้วยการเดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน สะใภ้สองเข้มงวดแม้แต่ของสดทุกชนิด ที่ซื้อมาทำกับข้าว ต้องถามราคา แล้วยกไปชั่งน้ำหนักราคาสินค้า กับเงินทอนที่เหลือ ต้องตรงกับเงินที่ให้ไปตลาด แต่แม่เฒ่าก็ไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์ แล้ววันหนึ่งสะใภ้สองก็จัดระเบียบการกินใหม่ หล่อนไปสั่งผูกปิ่นโต เพื่อกินกันแค่สองผัวเมีย แล้วสั่งให้ผัวจ่ายเงินให้แม่เฒ่าแค่วันละยี่สิบบาท ไปหากินเอาเองด้วยเหตุผลโง่ๆ คือต้องการประหยัด แต่ลึกๆ ในใจ ไม่ต้องการให้แม่ผัวเม้นเส่วนเกิน
แม่เฒ่าคิดเอาเองว่าลูกๆ คงไม่อยากให้แม่เหนื่อย จึงน้อมรับประกาศิตลูกสะใภ้ด้วยดุษฏี สองสามวันต่อมาแม่เฒ่าก็ลืมสิ้น เพราะความรักลูก

หลายครั้งที่แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายคนโต ที่เปิดร้านขายทองในตลาด แม่เฒ่าจะเจียดเงินที่เก็บออมไว้ ซื้อผลไม้ที่ลูกชอบติดมือไปด้วย แต่ทุกครั้งที่แม่เฒ่าเดินเข้าไปในบ้าน สะใภ้ใหญ่จะมองอย่างเหยียดๆ แล้วเดินหนีเข้าห้องแอร์ ปิดประตูนอนดูโทรทัศน์ สั่งคนใช้ให้คอยสอดส่องเดินตามแม่เฒ่า เธอกลัวแม่ผัวขโมยของในบ้านจ ะคุยกับลูกชายนั่น ก็ออกอาการไม่ว่าง ถามคำตอบคำ เหมือนหนามตำโดนโคนลิ้นจนอ้าปากลำบากลำบน อึดอัดแม่ เกรงใจเมีย แกล้งถอดสร้อยคอทองคำเส้นโต ที่ห้อยแขวนพระเครื่องราคาแพง ในกรอบทองฝังเพชรพวงใหญ่ขึ้นมา ส่องทีละองค์ด้วยความเลื่อมใส และไม่แม้แต่จะชายตามองแม่เฒ่า ที่นั่งซึมอยู่ข้างตู้ทองอย่างเดียวดาย เก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักใหญ่ ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโตอย่างเหงาๆ โดยมีคนใช้ของลูก หิ้วถุงผลไม้ ตามมายัดคืนใส่มือ ระหว่างทาง ก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท แต่ในใจของแม่เฒ่า มันวังเวงจนจำไม่ได้ว่าพูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง

ลูกสาวคนเล็ก ที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่น แทบไม่ต้องพูดถึง เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่าตั้งแต้ครั้งแรกที่ไปเยี่ยมว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปหา เพราะบ้านเธอมีแขกที่เป็นลูกน้องของผัว และพ่อค้าวานิชเข้าพบผัวของเธอ เพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจบ่อยๆ และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าแม่เฒ่ารักลูก ก็ควรจะต้องรักษาเกียรติรักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย แม่เฒ่าไม่เข้าใจ ว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้น ต้องทำอย่างไร แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของเพื่อนบ้าน เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดี ลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้ม ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน จึงเหมือนกำแพงชนชั้น ปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูกจนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง กระทบธุรกิจของสองผัวเมีย จนทรวดเซ ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่า ที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้าน ส่งสัญญาณถึงขาลง สองผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้ง ลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัวเป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด...


12 มิถุนายน ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆ สลับกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเป็นระยะๆ ครู่ใหญ่ๆ ต่อมาสายฝนจึงโปรยปรายชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับ ปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว แม่เฒ่าจำได้ว่า วัยรุ่นสองคนขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้านขอซื้อเบียร์หนึ่งขวด แม่เฒ่ารับเงินแล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชัก โดยไม่ระแวงว่า สองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่อง ช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อย สองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้าน ช่วยกันเก็บของเข้าร้าน วางของทุกชิ้นเข้าที่ๆ เคยวาง เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่ จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่า ที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็น ก่อนปักธูปลงกระถาง เสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชาย ก็ดังสวนสนั่นบ้าน ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่กึกก้องประสานเสียงกับสายลมนอกบ้าน ก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์

ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร แม่เฒ่าให้การไม่รู้ ด้วยซื่อบริสุทธิ์ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียว กว่าชั่วโมงในห้อง แอร์เย็นเฉียบ แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำ ให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้านโดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่า ที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้าน ด้วยความหนาวเหน็บ สายฝนยังสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้าน บ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท แม่เฒ่าลงจากรถเดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้าน แล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีด กับภาพเบื้องหน้า ที่พื้นหน้าบ้าน เสื้อผ้าเก่าๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า กระถางธูปและรูปถ่ายของสามี แตกกระจายเกลื่อนกราด หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามี จนเปียกปอนขาดวิ่น แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน ปวดร้าว เหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ

แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต สองเท้าออกก้าวช้าๆ เหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไป หยุดนิ่งอยู่หน้าร้านขายทองของลูกชายคนโต เหมือนเป็นการบอกลาแล้วลัดเลาะฝ่าความมืดและสายฝน ไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็ก เก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่ จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงม สลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ ดั่งเจ้ากรรมนายเวรกำลังเร่งรีบกรีดนิ้วกัปนาท บรรเลงเพลงกรรมในอดีตชาติ ติดตามมาทวงคืน ให้แม่เฒ่าต้องชดใช้อย่างบอบช้ำยับเยิน รถกระบะเก่าๆ คันนั้นวิ่งฝ่าสายฝนมาจอดสงบนิ่งอยู่หน้ากุฏิพระของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษๆ คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างถนน
เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ด้วยใจเมตตา

เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่ จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวช แม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่ นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิงเหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห่งรัตนะทั้งสาม ฟ้าเริ่มขมุกขมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภาร และแม่เฒ่า เจ้าของเรื่องราวน่าสลด นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้ แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆ กับที่ทั้งสามคนก็ไม่เคยออกติดตามถามหา จะรู้หรือไม่ก็แล้วแต่ ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของลูกทั้งสาม

ผมจากลาออกมา ทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา.. ' แม่จำลูกได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนโตจ ะทุกข์จะสุข ก็คือลูกของแม่ แม่ให้โดยไม่เคยวาดหวังจะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน ลูกเอ๋ย... เมื่อลูกยังเป็นทารก ทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า สองมือน้อยๆ ของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหวๆ วันนี้แม่สิ้นแรงแทบ สิ้นใจ จะมีมือของลูกคนไหน เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม....

อ่านจบแล้วจะแชร์ได้ก็ขอบคุณมากๆๆครับ 

"ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ" 

Cr:: คุณชาญวิทย์ ปรีชาพาณิชพัฒนา



Tuesday, August 13, 2013

เด็กคือผ้าขาว จะย้อมสีอะไรต้องใคร่ครวญกันมากๆ

เด็กคือผ้าขาว จะย้อมสีอะไรต้องใคร่ครวญกันมากๆ

แทนที่จะแจกแทปเลส. 
ก็ลองแจกกีตาร์ กลองชุด
แจกครื่องดนตรีทุกประเภท
แจกอุปกรณ์การกีฬา
แจกอุปกรณ์การเกษตร
แจกเครื่องมือประดิษฐ์ ทดลองต่างๆ
แจกอุปกรณ์งานศิลปะ
แจกเครื่องมือทำอาหาร ขนม แปรรูป

ควรเอาหลักสูตรเก่าโยนทิ้ง
เชิญครู ผู้ปกครอง ผู้รู้ มืออาชีพด้านต่างๆ
มาช่วยกันจัดตารางการเรียนใหม่
แบบวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง
แบ่งเวลาวิชาการ กับ วิชาจินตนาการ ครึ่งต่อครึ่ง
ให้เด็กได้แสดงออก ได้คนหาตนเอง ได้ฝึกสิ่งที่เขารัก เขาชอบ เขาถนัด

ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
ถ้าไม่ยอมเปิดโอกาสให้ครูได้สอนแนวปฏิบัติ
ถ้าไม่ยอมปรับเปลี่ยนเนื้อหาและบรรยากาศ
ถ้าไม่ยอมผ่าตัดทั้งระบบ

โรงเรียนจะกลายเป็นค่ายกักกัน
โรงเรียนจะกลายเป็นขุมนรก
โรงเรียนจะกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะความทุกข์ใจ
โรงเรียนจะกลายเป็นสถานที่ทำลายอนาคตเด็ก

เด็กทิ้งการเรียน เพราะการเรียนทิ้งเด็ก
เด็กทิ้งครู เพราะครูทิ้งเด็ก
เด็กทิ้งโรงเรียน เพราะโรงเรียนทิ้งเด็ก

คำว่า "ทิ้ง" ในที่นี่! ไม่ใช่แค่ ..ไม่ดูดาย ทำแกนๆ ทำอย่างซังกะตาย ทำเพราะใบสั่ง ทำตามข้อจำกัด ทำตามนโยบายห่วยๆ แต่หมายถึงการทิ้งความเป็นการศึกษาที่เป็นแก่นสาร มาเอาเป็นเอาตายกับกระพี้

ก็ลองนึกดูสิเธอ ..
ถ้าเด็กไม่มีสัมมาคาระวะ
ถ้าเด็กไม่มีมารยาท
ถ้าเด็กไม่มีจิตอาสา
ถ้าเด็กไม่มีความอ่อนโยน
ถ้าเด็กไม่มีความประพฤติน่ารัก

ต่อให้ได้เหรียญทองโอลิมปิคล้นตู้

มันก็ช่วยการศึกษาไทยทั้งระบบไม่ได้หรอก

เด็กไทยแพ้เด็กชาติไหนในโลกนี้รึ

ลองสอนให้เขาเก่งอย่างในรายการตี10 สิ

เด็กไทยจะไปโลดแค่ไหน

เลิกเมามายเรื่องเด็กเก่งต้อง แพทย์ วิศวะ เท่านั้นเสียที

ประเทศนี้ต้องการเด็กเก่งทุกสาขาอาชีพ

โปรดเฉลี่ยความเก่ง ความดี. ความงดงาม

ไปทุกๆศาสตร์ทุกสาขา

เลิกดื้อตาไสกันเสียที พวกผู้ใหญ่ตาถั่ว..

รีบๆหน่อยนะ..

ก่อนที่จะไม่มีเด็กให้มาสอน มาโรงเรียน

ตอนนี้แยู่ในช่วงน้องเมย์ กระหึ่ม
ใครๆกผ้มามะรุมมะตุ้ม
แต่ถ้ามองย้อยกลับไปถึงที่มา
จะเห็นว่า.. ลูกคนงานในโรงงานทำขนมจนๆจากร้อยเอ็ด สู้ชีวิตจนตัวเป็นกลั่น บังเอิญลูกได้รับโอกาสดี มีคนตระหนักถึงอนาคตเด็กๆ จัดให้เล่นกีฬา หาครูอาช่วยฝึกสอน เด็กได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ทำงานช่วยพ่อแม่ วิ่งเล่นอยู่ในสายตาพ่อแม่ ฝึกเล่นกีฬาตามที่ชอบ

การฝึก การแข่งขัน การก้าวเดินของชีวิต
ก้าวไปตามขั้นบันได ที่ละขั้นๆ
เพียงอายุ 18 ปี ก็สร้างชื่อกระฉ่อนโลก
พูดมากไปก็เท่านั้น
ยกตัวอย่างที่ใครๆก็รู้อยู่แล้วมาทำไม?
นั่น นะ สิ เขียน ทำ ไม วะ
อ๋อ พื้น ที่ นี้ เป็น เฟสบุกค์ วิทยา ครับผม

อิ อิ

Cr:: S. Pratchayapruet
-------------------

นั่นสิ มันคือ Tablet or Tab-less




Thursday, March 29, 2012

พ่อเขมรฉุน! ล่ามคอลูกกับเสาไฟฟ้า ประจานติดเกมงอม

กลุ้มใจเหมือนกัน ลูกติดเกม ติดไอเพด ติดเฟสบุ๊ค ติดกาแล็กซี่ จนการเรียนเสียหาย
จะเอาไงดี จะทำไงดี ลูกติดเกม
- ต้องกำหนดเวลาเล่น
- ต้องกำหนดเงินที่ให้
- ต้องกำหนดเกรด-ผลการเรียน

-------------
พ่อเขมรฉุน! ล่ามคอลูกกับเสาไฟฟ้า ประจานติดเกมงอม
ติดเกมโอเวอร์ซะแล้ว!! เด็กชายชาวเขมรวัย 13 ปี ถูกพ่อบังเกิดเกล้าจับล่ามโซ่ที่คอไว้กับเสาไฟฟ้า หมายลงโทษและประจานที่ติดเกมออนไลน์อย่างหนัก หมดสิทธิ์เล่นต่อ...

สำนักข่าวเอพีรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของนายเชธ วานนี รองผู้บัญชาการตำรวจ จ.พระตะบอง ทางภาคเหนือกัมพูชาว่า นายศก เธือน คนขับรถแท็กซี่วัย 40 ปี ใช้โซ่ล่ามคอลูกชายวัยรุ่นอายุ 13 ปี ติดกับเสาไฟฟ้าข้างถนน เพื่อประจานและลงโทษสั่งสอน เพราะโกรธที่ลูกชายโดดเรียนหนีไปเล่นเกมออนไลน์ในร้านอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ

ทั้งนี้ ชาวบ้านที่พบเห็นเกิดความสงสาร จึงแจ้งตำรวจให้นำช่างกุญแจมาช่วยปล่อยเด็ก หลังถูกล่ามโซ่ นานกว่า 2 ชั่วโมง ส่วนบิดาขี้โมโหหลบหนีไปหลังจากก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกหมายจับในข้อหากระทำทารุณเด็ก

อนึ่ง กัมพูชาซึ่งเป็นชาติยากจนมีอัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่ำที่สุดชาติหนึ่ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือไม่ถึง 1.5% ของประชากรราว 14 ล้านคน ที่ลงทะเบียนใช้อินเทอร์เน็ตในปี 2553 แต่ในปีหลังๆ มีร้านอินเทอร์เน็ตเปิดให้บริการเป็นดอกเห็ดตามเขตเมือง ส่งผลให้วัยรุ่นแห่กันไปเล่นเกมออนไลน์ตามร้านอินเทอร์เน็ตคับคั่ง จนเกิดปัญหาเด็กติดเกมตามมา

:: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555

Tuesday, December 28, 2010

เก๋งแข่งนรกเสยท้ายรถตู้ 8 ศพเละ ร่วงจากโทลล์เวย์

อัดโครมเต็มแรงทางลงม.เกษตรฯผู้โดยสารกระเด็นบาดเจ็บสาหัสอีก 7

อุบัติเหตุสยองโทลล์เวย์ส่งท้ายปีเสือ สาวนามสกุลเทพหัสดิน ณ อยุธยา ซิ่งเก๋งฮอนด้า ซีวิค พุ่งชนท้ายรถตู้โดยสารที่มีคนนั่งเต็มคัน ส่งผลรถตู้ประตูฉีกหลังคาเปิด ผู้โดยสารร่วงตกลงมาตายเกลื่อนถนนวิภาวดีฯ 8 ศพ เจ็บอีก 7 ตำรวจเร่งสอบสวนหาชื่อคนตายเป็นใครบ้าง

อุบัติเหตุสยอง ส่งท้ายปีเสือครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 27 ธ.ค. พ.ต.ท.ฉัตรไชย เอี่ยมอ่อง พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.วิภาวดี รับแจ้งเหตุรถชนบนทางด่วนยกระดับอุตราภิมุข หรือทางด่วนโทลล์เวย์ ฝั่งขาเข้า แขวงลาดยาว เขตจตุจักร มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก โดยผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งกระเด็นตกลงมาอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

พบศพผู้เสีย ชีวิตกระจายเกลื่อนอยู่บนถนนช่องทางคู่ขนาน ตั้งแต่หน้าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฝั่งขาเข้า 4 ศพ สภาพศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ในสภาพสยดสยอง นอกจากนี้ยังพบศพชายค้างอยู่บนสะพานลอยคนข้าม สภาพกะโหลกศีรษะเปิด เศษสมองร่วงไหลหล่นลงมาบนพื้นถนน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เชือกผูกไว้กันร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นลงมา บางศพอยู่บนฟุตปาท บางศพตกอยู่ในคลองระบายน้ำ นับได้ทั้งหมด 8 ศพ เป็นชาย 4 ศพ หญิง 4 ศพ ส่วนผู้บาดเจ็บอาสาสมัครกู้ภัยและพลเมืองดีช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลวิภาวดี 7 ราย เป็นชาย 4 คน หญิง 3 คน

ส่วนจุดเกิดเหตุอยู่บนทางด่วนโทลล์เวย์ ก่อนถึงช่วงทางลงบางเขน บริเวณช่องกลางถนนพบรถฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว ทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร สภาพกระโปรงหน้ารถยุบเกือบถึงคอนโซล ห่างออกไปประมาณ 10 เมตรเลนเดียวกัน พบรถตู้โดยสารยี่ห้อโตโยต้า สีเทาฟ้า ทะเบียน 13-7795 กรุงเทพมหานคร เลขข้างรถ ต-11827 วิ่งระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-รังสิต ถึงบีทีเอสจตุจักร สภาพรถทั้งหน้าหลังยับเยินเป็นเศษเหล็ก ประตูหลังและหลังคาฉีกเปิดออกมา ภายหลัง พ.ต.ท.สนอง แสงมณี สว.จร. สน.วิภาวดี ขึ้นมาอำนวยความสะดวกในที่เกิดเหตุ และลากรถทั้ง 2 คันลงไปไว้ที่ สน.วิภาวดี เพื่อรอการสอบสวน

สอบสวนเบื้องต้น รถเก๋งฮอนด้าทราบชื่อคนขับว่า น.ส.อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ยังไม่ทราบอายุ วิ่งมาด้วยความเร็วมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เมื่อถึงที่เกิดเหตุ หักหลบรถตู้ที่วิ่งอยู่ในเลนกลางไม่พ้น พุ่งชนเต็มแรงเสียงดังสนั่น จนรถตู้กระเด็นชนผนังคอนกรีตข้างทาง ประตูรถฉีกขาด ทำให้ผู้โดยสารกระเด็นตกลงมาเสียชีวิตสยองถึง 8 ศพ ขณะที่ น.ส.อรชร เทพหัสดินฯ บาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลวิภาวดี

ที่มา: เก๋งแข่งนรกเสยท้ายรถตู้ 8 ศพเละ ร่วงจากโทลล์เวย์ ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธันวาคม 2553
-------------------

'เร็วก็ตาย ไม่เร็วตายอยู่ดี' สุดอาลัย ..จากใจโชเฟอร์รถตู้


จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2553 กับอุบัติเหตุบนทางด่วนรถเก๋งซีวิคชนท้ายรถตู้สาย 118 ธรรมศาสตร์-จตุจักร เชื่อว่าทั้งคนทำงาน และนักศึกษาที่ใช้บริการรถตู้สายนี้ รวมถึงคนอื่นๆที่ใช้บริการรถตู้อยู่ทั่วกรุงเทพฯ คงเกิดความวิตกกังวลอยู่พอสมควร เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับอุบัติเหตุรถตู้ ที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต...

ความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากเรื่องชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ภาพลักษณ์ของรถตู้ก็คงดูแย่กว่าเก่า แม้ว่าครั้งนี้รถตู้จะเป็นฝ่ายถูกชนก็ตาม และหลายชีวิตที่สูญเสียในเหตุการณ์สุดสยองเมื่อคืน คนขับรถตู้เองก็ใช่ว่าจะนิ่งเฉย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งพวกเขาเองก็บอกว่าไม่เข้าข้างใคร เพราะคนขับรถตู้ที่แย่จริงๆ ก็มี แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างที่สังคมเข้าใจ

นายพิทยา ศรีจงใจ พนักงานขับรถตู้สาย 118 เพื่อนร่วมงานของผู้ตาย เล่าว่า ในคืนวันเกิดเหตุ รถตู้ของผู้ตายเป็นคันสุดท้ายที่วิ่งออกจากวิน ซึ่งในตอนนั้นก็ยังทักทายกันอยู่ แต่พอรู้ว่าเกิดอุบัติเหตุก็ตกใจมาก ส่วนเรื่องสังคมจะมองว่ารถตู้ผิดหรือถูก ก็อยากให้แยกแยะด้วย เพราะทุกๆ คนรักชีวิตตัวเองเหมือนกัน

"เมื่อคืนวันเกิดเหตุผมออกวินพอดี ก็ยังทักกับพี่เขาเป็นปกติ ยังเห็นพี่เขากวักมือเรียกผู้โดยสารให้ขึ้นรถอยู่เลย เขาก็รีบวิ่งขึ้นรถ เพราะก็อยากกลับบ้านกัน แต่พอมาเจออุบัติเหตุผมนึกแล้วสงสารมาก ทั้งพี่คนขับและผู้โดยสาร และรถคันนี้วิ่งเป็นคันสุดท้ายแล้วด้วย ผมว่าก็ไม่น่าจะขับเร็วอะไรมากนะ เพราะไม่ต้องเอารอบเพิ่มแล้ว แทนที่จะได้กลับบ้านกัน ก็ต้องมาทิ้งชีวิตไว้บนถนนแทน"

ส่วนเรื่องว่าใครจะมองว่าคนขับรถตู้ไม่ดี นายพิทยา กล่าวว่า ก็ไม่ถูกนะ บางคนก็ขับช้า บางคนก็เร็ว คนขับทุกคนกลัวเหมือนกันหมด ก็ระมัดระวังกันที่สุดแล้ว แต่บางทีก็ต้องเข้าใจเพราะรถตู้แต่ละวินไม่เหมือนกัน

"ที่คุณเห็น บางคันปาดซ้าย ปาดขวา แย่งคน ก็เพราะเขาต้องการได้รอบเร็วๆ จะได้ถอนทุนในแต่ละวันได้ อย่างวินนี้ค่าเช่ารถวันละ 2,000 บาท ค่าแก๊สอีก 300 วิ่งได้ประมาณ 3 รอบ ซึ่งถ้าจะให้ได้ทุนคืนทั้งหมดก็ต้องวิ่งให้ได้ 8 ขา (4 รอบ) แต่พอวิ่งๆ ได้น้อยกว่านั้นมันก็ต้องเร็ว ค่าเช่าแต่ละวินจะแพงมากหรือน้อยมันขึ้นอยู่กับเส้นทาง และจำนวนลูกค้า ถ้ามากก็ค่าเช่าแพง มันก็ถึงต้องรีบทำรอบให้ได้เยอะๆไงครับ แต่สำหรับผมก็ยอมรับนะว่าขับเร็ว แต่เราก็มีสมาธิตลอด เพราะมีผู้โดยสารอีกหลายชีวิตที่เขามั่นใจในตัวเรา แต่ถ้าเป็นตอนที่ผมรถเปล่าก็ยอมรับว่าเร็วกว่าปกติครับ ซึ่งก็ต้องดูแลรถดูแลตัวเองดีๆเหมือนกัน แต่กับครั้งนี้มันสุดวิสัย เขามาข้างหลัง รถตู้ก็ควบคุมอะไรไม่ได้แล้ว"

ทางด้านเพื่อนพนักงาน ของผู้ตายอีกคนของรถตู้สาย 118 นายไพรัตน์ สายรัตน์ บอกว่า รู้สึกเสียใจเช่นกัน วันนี้ทั้งวันตั้งแต่เกิดเรื่องบรรยากาศก็เงียบเหงาเป็น 2 เท่า จากที่เงียบอยู่แล้วเพราะเป็นช่วงสิ้นปี

"เห็นเหตุการณ์มันแรงมากนะ ชนจนรถพังขนาดนั้นได้ ประตูก็ล็อคไม่อยู่หรอกครับ รู้สึกเสียใจนะ เพราะทั้งคนขับที่ตาย และผู้โดยสารก็เหมือนญาติเราทั้งนั้น คุ้นหน้ากัน เจอทุกวันครับ ผมเองก็เป็นคนขับรถก็ระวังมาตลอด ไม่อยากเกิดอุบัติเหตุอะไรเลย จะให้เลี่ยงเส้นทางก็คงไม่ได้ เพราะทางด่วนเส้นนี้เราต้องใช้วิ่งตลอด ถนนข้างล่างถ้ารีบมากๆ ก็ไปไม่ได้แล้วครับ ผู้โดยสารที่เขาขึ้นก็เพราะเราขึ้นทางด่วนด้วย คนขับอย่างพวกผมก็ต้องระวังอยู่แล้ว แต่บนทางด่วนรถมันขับเร็วทุกคันครับ"

นอก จากนี้เพื่อนร่วมอาชีพอย่างวินอื่นๆ เมื่อได้ยินข่าวกับเหตุการณ์นี้ก็รู้สึกสลดใจอย่างมาก ต่างก็บอกว่า ถึงอย่างไรทุกคนก็ยังต้องทำมาหากิน ส่วนที่สังคมยังมองภาพของรถตู้ในแง่ลบก็รู้สึกกังวล นายอู๋ หัวหน้าวินรถตู้สายจตุจักร-บางบัวทอง ซึ่งทำหน้าที่คอยดูแลรถตู้ และคนขับเล่ากับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า ยินดีถ้าทางภาครัฐจะจัดระเบียบรถตู้ ถ้าจะช่วยให้อะไรดีขึ้นกว่านี้

"ทุกวันนี้ผู้โดยสารเขาก็กลัวอยู่แล้วนะ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่มีใครอยากขึ้นรถตู้หรอก ผมเองเป็นคนคุมวินก็เข้าใจนะ เพราะก็เคยมีผู้โดยสารร้องเรียนเหมือนกันเรื่องพนักงานขับรถไม่สุภาพ เราก็ต้องว่ากล่าวตักเตือนกัน แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องให้พักงานครับ แต่ทุกคนต้องทำมาหากินน่ะ ทุกอย่างพออยู่บนท้องถนนแล้ว ผมควบคุมไม่ได้หรอก และรถตู้สมัยนี้แข่งขันกันสูงมาก และไม่มีอะไรที่มาจัดระเบียบให้ชัดเจนด้วย ก็เหมือนแท็กซี่ รถเมล์ครับ มีปาดเหมือนกัน ถ้ารัฐหรือ ขสมก.ทำอะไรบ้างก็ดี แต่เท่าที่ผ่านมา 10 ปี ผมไม่เห็นจะมีอะไรเลย"

อีกหนึ่งพนักงานขับรถสายมีนบุรี-จตุจักร นายสิงห์ ช่องรัมย์ วัย 57 ปี บอกว่าการที่สังคมจะรู้สึกแย่กับคนขับรถตู้ก็ไม่แปลก เพราะมันมีจริงๆ แต่คนดีๆ ก็ยังมี ขอให้ทุกคนที่ขับรถอย่าประมาท และอย่าเอาแต่ใจตัวเอง

"ถ้ามองรวมๆ คนขับรถตู้ไม่ค่อยประมาทนะ นอกจากพวกที่ไม่รับผิดชอบจริงๆ อย่างวินผมจะเข้มงวดมาก ทำไม่ดีมีสิทธิ์ถูกไล่ออกเลย ผู้โดยสารเองถ้ารู้สึกว่าพนักงานขับรถแย่จริงๆ ก็โทรไปร้องเรียนได้ เพราะเราก็แคร์ผู้โดยสารนะครับ กลัวเขาไม่กล้านั่งเหมือนกัน จะขับรถเร็วๆ เอารอบเยอะๆ อย่างเดียวคงไม่ได้ แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา โทษรถตู้กันตลอดผมก็ไม่ค้านนะ ไม่เข้าข้างใคร เพราะบางคนมันก็ประมาทจริงๆ กำลังห้าวเลยก็มี แซงกันไปมาและเร็วด้วย ผมก็อยากฝากให้คนขับรถทุกคนอย่าประมาท ที่สำคัญอย่าเอาแต่ใจตัวเอง ใจเย็นๆ กันหน่อย เห็นใจผู้โดยสารด้วย ทุกคนก็กลัวครับ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมันแก้ไม่ได้ แล้วมันแย่นะอย่างเหตุการณ์ครั้งนี้"

ความสลดหดหู่ที่เกิดขึ้น คงไม่มีใครคาดคิดอยากให้เกิด ขณะที่บรรดาผู้ใช้บริการรถตู้โดยสารเอง เมื่อเห็นข่าวจากเหตุการณ์ครั้งนี้ต่างก็บอกว่ากลัว แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะรถตู้สาธารณะยังไงก็เป็นทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกที่สุดแล้ว

น.ส สิโนบล สายเพ็ชร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นรุ่นน้องคณะของหนึ่งในผู้เสียชีวิตด้วย บอกว่า ตัวเองนั้นต้องใช้รถตู้เป็นประจำ ซึ่งพอเกิดเหตุการณ์นี้ก็กลัว และบรรยากาศของที่มหาวิทยาลัยวันนี้ก็ค่อนข้างเงียบเหงา ทั้งที่วันนี้เป็นวันสอบกลางภาค 2/2553

"หนูเรียนที่รังสิตยังไงก็ต้องนั่งรถตู้ไป เรียนอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่เกิดเหตุการณ์นี้หนูก็กลัวนะ เพราะรถตู้ขับเร็วมาก หนูก็เห็นใจนะ เพราะบางคันก็ขับหลายรอบมากเกินไป แต่ที่หนูเคยเจอก็มีขับเร็วจนหัวทิ่มบ้าง ปาดหน้าบ้าง อยากให้ช่วยดูแลคนขับหน่อยค่ะ สภาพรถด้วย เพราะบางคันก็เก่า ยิ่งพอมีข่าวก็เสียวๆ เหมือนกัน เพราะมันรู้สึกใกล้ตัว เมื่อคืนพอทุกๆ คนรู้ข่าว ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ก็โพสต์เรื่องนี้กันเยอะ เลิกอ่านหนังสือกันเลยค่ะ เพราะคนที่เสียชีวิตเป็นรุ่นพี่ที่คณะด้วยค่ะ ตอนนี้ที่มหา'ลัยเงียบมาก ทั้งที่เป็นวันสอบ"

อีกหนึ่งนักศึกษาร่วมคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายอิทธิพล สนธิณรงค์ ชั้นปีที่ 3 บอกว่า หดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากฝากให้ทุกๆ คนมีจิตใจสาธารณะให้มากขึ้น

"สิ่งที่เกิดขึ้น หดหู่ครับ ถือเป็นอุทาหรณ์ของคนใช้รถใช้ถนน ถึงพี่เขาที่เสียชีวิตไปไม่ได้สนิท แต่ผมใช้รถสายนี้บ่อยทุกอาทิตย์ก็กลัวเหมือนกันครับ ปกติผมเองก็ระวัง แต่ในใจก็คิดนะเพราะรถตู้ขับเร็วมาก ส่วนมากชอบปาดบ่อย รถแก๊สก็กลัวเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้มีรถตู้ตกสะพาน แก๊สระเบิดด้วย น่ากลัวครับ หลังจากเหตุการณ์นี้ก็คิดเยอะครับ ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจะเป็นยังไง แต่ก็ไม่มีทางเลือกครับ เพราะต้องไปเรียน ผมคิดว่าคนที่ขับรถทุกคนควรมีจิตใจสาธารณะนิดนึง ทั้งรถเมล์ด้วย ผมเห็นอยากเลี้ยวก็เลี้ยวอยากปาดก็ปาด ใส่ใจกันนิดนึงครับ"

กี่ครั้งกี่หนแล้วที่อุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้น ถือเป็นอุบัติเหตุส่งท้ายปี 53 ที่นอกจากจะนำความเสียใจมาสู่ญาติผู้เสียชีวิต และความวิตกกังวลที่มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถตู้โดยสารแล้ว ยังเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลดีๆ ที่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 29 ธันวาคม 2553

วุฒิภาวะไม่มี มาขับรถแบบไม่รับผิดชอบเพราะบ้านรวย พ่อแม่ไม่สั่งสอน กลับสนับสนุนให้ทำ เป็นการฆ่าคนอื่นทางอ้อม จนกลายเป็นการฆ่าคนไปจริง ๆ


ส่วนความคืบ หน้าอุบัติรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีขาว ทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร ชนท้ายรถตู้โดยสาร ยี่ห้อโตโยต้า สีเทาฟ้า ทะเบียน 13-7795 กรุงเทพมหานคร ของ น.ส.อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา น้องต่างมารดาณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นักแสดงหนุ่มค่ายเอ็กซ์แซ็กท์ จนผู้โดยสารกระเด็นตกทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์

เสียชีวิต 8 ราย พ.ต.ท.ฉัตรชัย เอี่ยมอ่อง พนักงานสอบสวน (สบ 3) งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. กล่าวว่า ดูกล้องวงจรปิดของโทลล์เวย์แล้วสามารถจับภาพได้ในระยะแค่เพียง 70 เมตรเท่านั้น เป็นภาพรถเก๋งของ น.ส.อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา อายุ 16 ปี ขับประกบคู่กับรถตู้แล้วไปเบียดชนรถตู้ด้านฝั่งขวาจนรถตู้เสียหลักเบนออก ซ้าย จากนั้นไม่เห็นอะไรอีกเลย เพราะหลุดเฟรมกล้องแล้ว เบื้องต้นทราบว่า น.ส.อรชรได้รับ บาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่ รพ.วิภาวดี ยังไม่ได้สอบปากคำเช่นเดียวกับผู้โดยสารที่รอดชีวิต ทำให้ไม่สามารถแจ้งข้อหาใครได้ ต้องรอตรวจสอบพยานแวดล้อม และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องก่อน

ด้าน พล.ท.นพ.พร้อมพงษ์ พีระบูล ผอ.รพ.วิภาวดี แถลงข่าวถึงอาการผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สยองขวัญที่เกิดขึ้นว่า มีผู้รับการรักษาทั้งหมด 7 ราย คือ น.ส.กัญจน์นภัส ปัญญาประเสริฐ อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีบาดแผลทั้งตัว และมีอาการปวดหลัง แต่มีสติรู้เรื่องดี นายวรัญญู เกตุชู อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไหปลาร้าและหัวเข่าหัก ทั้งคู่เตรียมย้ายไปรักษาต่อที่ รพ.ธรรมศาสตร์ เนื่องจากเป็นนักศึกษาของที่นั่น นอกจากนี้ยังมี นายมูฮัมหมัด ชารีฟ อายุ 31 ปี มีบาดแผลที่เท้า เข่า และนิ้วก้อยเท้าแตก นายวิศรุต พลสิทธิ์ อายุ 35 ปี มีแผลถลอกและปวดตามตัว นายสุนทร ปิตตาทานัง อายุ 43 ปี มีบาดแผลที่ศีรษะ และหัวไหล่ด้านซ้ายเคลื่อน รอผ่าตัด และยังมีหญิงไทยไม่ทราบชื่อ อายุ 23 ปี อาการสาหัสอยู่ห้องไอซียู รอรับการผ่าตัด เนื่องจากศีรษะได้รับการกระแทกอย่างแรง กระดูกซี่โครงซ้ายหัก ไม่รู้สึกตัว หากรอดก็อาจพิการได้ ส่วนคนสุดท้าย คือ น.ส.อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา คนขับรถเก๋ง มีบาดแผลที่ปาก และข้อศอก อาการไม่สาหัส

นายวิศรุต พลสิทธิ์ ผู้โดยสารที่บาดเจ็บเผยว่า เป็นพนักงานไอเอ็มจีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. วันเกิดเหตุเลิกงานได้เดินมาแล้วไปขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ใกล้ที่ทำงานจะกลับ บ้านย่านแจ้งวัฒนะ พอขึ้นรถก็หลับทันทีเพราะเหนื่อยจากการทำงาน รู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงรถถูกชนดังสนั่น ก่อนที่รถตู้จะหมุนคว้างอย่างแรงไปกระแทกกับขอบกั้น เห็นคนในรถกระเด็นลอยตกไปด้านล่างหลายคน ส่วนในรถยังมีคนเจ็บร้องโอดครวญจำนวนไม่น้อย โชคดีที่ตนนั่งอยู่ตรงกลางรถเลยไม่กระเด็นออกนอกรถ แต่ก็บาดเจ็บที่ศีรษะและซี่โครง ต้องคลานออกมาจากซากรถ

ที่สถาบัน นิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ บ่ายวันเดียวกัน มีญาติของผู้เสียชีวิตทยอยเดินทางไปรับศพด้วยใบหน้าโศกเศร้า บางคนยังทำใจในการสูญเสียญาติพี่น้องไปอย่างกะทันหันไม่ได้ ถึงกับร้องไห้คร่ำครวญปล่อยโฮกอดโลงศพไม่อายใคร สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย ประกอบด้วย นายปรัชญา คันธา อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.สุดาวดี นิลวรรณ อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเกียรติมันต์ รอดอารีย์ อายุ 23 ปี นายภิญโญ จินันทิยา อายุ 34 ปี ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารจัดการงานเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ น.ส.ตรอง สุดธนกิจ อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายอุกฤษณ์ รัตนโฉมศรี อายุ 30 ปี นักวิจัยไบโอเทค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายศาสตรา เช้าเที่ยง อายุ 33 ปี นักวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกของ สวทช. และนางนฤมล ปิดตาทานัง อายุ 37 ปี คนขับรถตู้คันที่ประสบเหตุ

นางนฤมล นิลวรรณ อายุ 57 ปี นักแสดงรุ่นใหญ่ มีศักดิ์เป็นป้าของ น.ส.สุดาวดี หรือน้องนุ่น นิลวรรณ หนึ่งในผู้เสียชีวิต กล่าวว่า น้องนุ่นเป็นลูกสาวของน้องชาย คือ พ.ต.อ.ศรัญ นิลวรรณ ผกก.สภ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ช่วงเวลา 4 ทุ่ม ตนกำลังขับรถเข้าไปแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มบนถนนวิภาวดีรังสิต จู่ๆการจราจรเริ่มติดขัด เมื่อสอบถามเด็กปั๊มได้ความว่า มีอุบัติเหตุบนโทลล์เวย์ แต่ไม่ได้เอะใจกระทั่งน้องชายโทรศัพท์มาหาบอกให้ช่วยไปดูในที่เกิดเหตุ เพราะสงสัยว่าหลานสาวอาจอยู่ในรถด้วยถึงพบศพหลานถูกห่อวางอยู่ในรถปิกอัพ หน่วยกู้ภัยแล้ว

นักแสดงสาวใหญ่กล่าวทั้งน้ำตาว่า หลานนั่งรถตู้ออกจากสถาบันมุ่งหน้าไปที่ขนส่งหมอชิตเพื่อต่อรถทัวร์กลับบ้าน จ.อุบลราชธานี ฉลองเทศกาลปีใหม่กับพ่อ แต่กลับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หลานเป็นเด็กดี เรียนเก่งมากมีความใฝ่ฝันว่า หากเรียนจบแล้วจะเรียนต่อเนติบัณฑิตแล้วสอบเป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา ไม่คิดว่าหลานจะด่วนจากไปรวดเร็วอย่างนี้ ที่ผ่านมาเวลาดูข่าวอุบัติเหตุคนตายเยอะๆ คิดตลอดว่า เรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดกับครอบครัวตัวเอง แต่ก็หนีไม่พ้น อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันป้องกัน ไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำซาก โดยเฉพาะบนทางด่วนซึ่งรถทุกคันต้องใช้ความเร็วสูง ที่สำคัญเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ประเทศต้องเสียบุคลากรมันสมองดีๆไปหลายคน

ส่วน นางพูลศิริ ทรงชมพันธุ์ อายุ 60 ปี ป้าของนายศาสตรา เช้าเที่ยง นักวิทยาศาสตร์ปริญญาเอก กล่าวว่า หลานชายได้ทุนจาก สวทช.ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจบกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังทำวิจัยเรื่องโรคมาลาเรีย ที่ผ่านมาญาติๆพยายามแนะนำให้ซื้อรถส่วนตัว แต่เจ้าตัวอ้างว่าทำงานเลิกไม่เป็นเวลา กลัวจะขับรถกลับไม่ไหว ขอเลือกใช้บริการรถตู้โดยสารดีกว่า

ที่กระทรวงคมนาคม นายเทียนโชติ จงพีร์เพียร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุกับรถตู้โดยสารที่เกิดขึ้นบ่อย ครั้งว่า จากการตรวจสอบคนขับรถตู้คันเกิดเหตุ มีใบขับขี่รถโดยสารสาธารณะ และสภาพอายุรถตู้ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดซึ่งในช่วงเดือน ม.ค. 54 กรมการขนส่งทางบกจะเรียกเจ้าหน้าที่ในฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือเกี่ยวกับ มาตรการด้านความปลอดภัยของการโดยสารรถตู้ประจำทาง หลังจากนั้นจะเรียกให้ผู้ประกอบการรถตู้ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาสัมมนาร่วมกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองและ ผู้โดยสาร รวมทั้งผู้ใช้รถใช้ถนน อย่างไรก็ตาม หากผู้โดยสารพบเห็นรถตู้โดยสารมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการให้บริการ สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารสาธารณะ โทร. หมายเลข 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
นสพ.ไทยรัฐ

ที่มา: ไทยรัฐฉบับพิมพ์ วันพุธที่ 29 ธันวาคม 2553

Traffic safety the big New Year’s concern

The New Year holiday break is almost here and once again attention is focused on highway safety.

This year concern has been heightened by a horrendous fatal accident Monday night on the Don Muang elevated tollway.

Eight people died in the crash near the Bang Khen exit of the tollway. Seven others were seriously injured.

Pol Lt Col Chatchai Aiem-ong, superintendent at Vibhavadi police station, said footage from a camera on the tollway showed a car swerving just before it collided with a passenger van, which was travelling from Thammasat University Rangsit Campus. The impact pushed the van into the tollway barrier.

The van door was torn off and eight of the passengers were thrown out of the vehicle and over the barrier to the ground below.

Naruemon Nilawan, 57, aunt of Thammasat law student Sudawadee  Nilawan, 20, who died in the crash, said she wanted to see the strict enforcement of safety measures.

"Is it possible to make every passenger wear safety belts?" Ms Naruemon asked as she turned up at Police General Hospital to recover Sudawadee's body.
"Authorities should take it seriously now. Don't just talk about it when things like this happen."

Traffic safety was the top subject at yesterday’s cabinet meeting. Prime Minister Abhisit Vejjajiva said afterward that the government was considering enforcing additional legal measures in its efforts to improve road safety.

Authorities have been asked to study traffic-related laws which regulate the speed and condition of public transport vehicles and to see if more action could be taken to make the country's roads safer.

"The cabinet has also asked parties concerned to study the enforcement of using GPS technology in all public transport vehicles, and even in passenger vehicles, to help prevent accidents," he said.

Deputy government spokesman Marut Masayawanich said about 50,000 vocational students would be sent to checkpoints and car maintenance spots across the country to provide vehicle inspection services over the New Year break.

A total of 875 hospitals would deploy emergency response teams around the clock over the seven-day holiday, he said.

Adapted from a story in today's Bangkok Post

wreckage – the parts of a vehicle or building that remain after it has been severely damaged ซากตึกบ้านเรือนที่ถูกทำลาย
elevated – raised above the ground, or higher than the surrounding area ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าสิ่งอื่น
tollway – a long wide road that you have to pay to drive on โทลล์เวย์, ทางด่วน
collide – (especially of moving objects) to hit something violently ชน,กระแทก
sedan – a closed car with a front and back seat for  passengers รถยนต์ส่วนบุคคลสี่ประตู
barrier – an object like a fence or wall that prevents people from moving forward from one place to another สิ่งขัดขวาง, กำแพง
concern – a worry ความกังวล
attention – interest, especially interest that the public has in a person, event, situation etc ความสนใจ
focus – to give attention, effort, etc. to one particular subject, situation or person rather than another เพ่งความสนใจ
highway – a main road for travelling long distances, especially one connecting and going through cities and towns ทางหลวง, ทางสายใหญ่
heighten – (of emotions) to cause to become stronger เพิ่ม, ทำให้แข็งแรงขึ้น,ทำให้สำคัญขึ้น
horrendous – extremely shocking; extremely unpleasant and unacceptable น่ากลัว, น่าสยดสยอง
fatal – causing someone to die ถึงตาย
injured – hurt in an accident or attack ซึ่งได้รับบาดเจ็บ
superintendent – a senior police officer เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง
footage – film or video of a particular subject or event ฟิลม์หรือคลิปภาพยนตร์ หรือวิดีโอ
swerve – to change directions suddenly เปลี่ยนทิศทาง
impact – the force with which one object hits another แรงกระแทก
strict – very careful and exact เข้มงวด
enforcement – the process of making sure that something happens, especially that people obey a law or rule การบังคับใช้กฎหมาย
measure – a firm action taken to solve a problem or stop an a dangerous unpleasant situation มาตราการ
turn up – to come somewhere มาถึง
authorities – the police or people in official organisations who have the legal power to make people obey laws or rules เจ้าหน้าที่ (ตำรวจ หรือผู้มีอำนาจ)
cabinet – the group of government ministers who make and approve government policy คณะรัฐมนตรี
legal – relating to the law or lawyers เกี่ยวกับกฎหมาย
effort – an attempt to do something ความพยายาม
improve – to make better  ทำให้ดีขึ้น
regulate – to control an activity officially by using rules ควบคุม
condition – the physical state of something สภาพ
public – provided, especially by the government, for the use of people in general  ที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม, ที่เป็นของสาธารณะ
party – one of the people or groups of people involved in an official argument, arrangement or similar situation คู่กรณี
concerned – involved in something, or affected by something ที่สัมพันธ์กับ
vocational students – students attending a school which provided the skills necessary for particular jobs นักเรียนอาชีวศึกษา
maintenance – the act of keeping something in good condition by checking or repairing it regularly การซ่อมบำรุง
spot – the particular place where someone or something is  ที่, สถานที่
inspection – the act of looking closely at something or someone and to check that everything is as it should be; examination การตรวจสอบอย่างละเอียด
deploy – to put in place ready for use นำมาใช้
emergency – an unexpected situation involving danger in which immediate action is necessary เหตุฉุกเฉิน
around the clock – throughout the whole day and night; 24 hours ทั้งวันทั้งคืน

.

Sunday, December 5, 2010

(สอนลูกและตัวเองให้รู้จัก)คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า

ต้องอ่านเรื่องนี้ "คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า"

หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ

ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า มีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย

ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “ เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ไม่เคยครับ ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณแม่ทำงานซักรีด ”


ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู

ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?”
เขาตอบว่า “ ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า ”

ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา

ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก

หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา

เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่น และเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน

ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก

นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน

รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา

เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา

และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย

คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน


เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ

ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า
“ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ”

เด็กหนุ่มตอบ

“ ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย

ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง

ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว ”

ผู้อำนวยการจึงบอกว่า “ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน

เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”

ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา

ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี

เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก

เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่

เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา

เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น

คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง

แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ

หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ

ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้

จงถามตัวเราว่า

เรากำลังให้ความรักกับลูก

หรือ

กำลังทำลายเขากันแน่ ?

เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ

ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้ แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี

เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม

ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น

Friday, September 10, 2010

แนวโน้มเด็กไทย ริเป็นมาเฟีย รีดไถ,เสพ-ค้ายา

สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กฯ เผยสถานการณ์โจ๋ไทยอายุ 12-18 ปี นิยมความรุนแรง ตั้งตนเป็น "มาเฟีย" รีดไถเงิน เสพและค้ายา ขายบริการทางเพศ ขณะที่ผลวิจัยของจุฬาฯ ระบุเฉลี่ยเป็นเด็ก ป.4 ถึงม.ต้น ที่พบความรุนแรงบ่อย เดือนละ 2-3 ครั้ง...

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2553 สำนักงานกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2553 โดย พญ.ศิริกุล อิศรานุรักษ์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว (กสค.) กล่าวว่า จากการจัดสมัชชาครอบครัวระดับจังหวัดตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ใน 75 จังหวัด และ กทม. ได้ประมวลประเด็นสถานการณ์ครอบครัวไทยที่น่าเป็นห่วง 5 ประเด็น เพื่อพิจารณาในการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติและเป็นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหา

โดยประเด็นน่าเป็นห่วง 5 ประเด็นประกอบด้วย 1. การส่งเสริมและพัฒนาเด็กในครอบครัวหลังหย่าร้าง 2. การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมรุนแรงของนักเรียนโดยครอบครัว 3. สวัสดิการครอบครัวที่มีเด็กพิการ 4. การเสริมศักยภาพผู้ดูแลเด็กและครอบครัวเพื่อความปลอดภัยของเด็กในชุมชน และ 5. การส่งเสริมสื่อเพื่อสร้างครอบครัวเข้มแข็ง


พญ.ศิริกุล กล่าวว่า ปัญหาครอบครัวหย่าร้างเหมือนมะเร็งที่ลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ปัญหานักเรียนตีกันเหมือนแผลติดเชื้อ หรือหวัด 2009 การแก้ปัญหาทั้ง 5 ประเด็น ต้องทำให้พ่อแม่มีคุณภาพ ครอบครัวเข้มแข็ง พึ่งตัวเองได้ ขณะนี้มีครอบครัวยากลำบากที่พึ่งตัวเองไม่ได้ถึงร้อยละ 20 ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ การแก้ปัญหาเด็กต้องไม่ผลักเด็กออกจากระบบ แต่ต้องทำให้เด็กเรียนรู้แยกแยะผิดถูก คนรุ่นนี้เป็นเจเนอเรชั่นแซด หรือ Gen Z เป็นวัยรุ่นใจร้อน วู่วาม ไม่มีทักษะควบคุมอารมณ์ ซึ่งพบเด็กใช้ความรุนแรงตั้งแต่ประถม ทั้งข่มขู่รีดเงินเพื่อน ซึ่งพ่อแม่ต้องใช้เวลาทุ่มเทดูแลลูกแต่ละคนอย่างน้อย 10 ปีจึงจะได้คนมีคุณภาพ


ด้าน ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ นักวิชาการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า เด็กที่ใช้ความรุนแรงและทำผิดกฎหมายมีอายุเฉลี่ยน้อยลง ในช่วง 12-18 ปี และจากการวิจัยเรื่อง มาเฟียเด็ก ใน กทม. ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่านักเรียนในกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18 มีพฤติกรรมมาเฟีย ทั้งการทำร้ายร่างกาย รีดไถเงิน เสพและค้ายา ขายบริการทางเพศ ความรุนแรงของเด็กพบในทุกระดับ เฉลี่ยเป็นเด็ก ป.4-ม.ต้น ที่พบความ รุนแรงบ่อย เดือนละ 2-3 ครั้ง เป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง โดยเด็กซึมซับความรุนแรงจากครอบครัวและสื่อการแก้ปัญหานักเรียนใช้ความ รุนแรงเป็นหน้าที่โดยตรงของครอบครัว ซึ่งหลายโรงเรียนมีเครือข่ายครอบครัวเข้มแข็งพยายามแก้ปัญหา แต่บางครั้งผู้บริหารโรงเรียนไม่สนับสนุน

 ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

Saturday, June 12, 2010

เด็กนอนเป็นเวลาปัญญาดี ยิ่งนอนตั้งแต่หัวค่ำยิ่งหัวไวยิ่งกว่าเพื่อน

นักวิจัยสหรัฐฯ พบในการศึกษาขนาดใหญ่ ที่สุดครั้งหนึ่งว่า เด็กที่มีพ่อแม่บังคับให้เข้านอนเป็นเวลาจะปัญญาดีกว่าเพื่อน

นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเออาร์ไอระหว่างชาติอันเป็นหน่วยงานวิจัยที่ไม่หวังผล กำไร ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังพบด้วยว่าเด็กหนุ่มสาวที่เข้านอนเป็นเวลา จะเก่งภาษา การอ่านและเลข มากกว่าเพื่อนที่ไม่ได้ทำตัวเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้นยิ่งคนไหนนอนแต่ หัวค่ำยิ่งกว่าคนอื่น ก็จะยิ่งเรียนรู้อะไรได้เร็ว

สำหรับเด็กเล็กระดับอนุบาล ถ้าหากนอนน้อยกว่าเวลาที่แนะนำคือ ไม่ถึง 11 ชม. มักจะเรียนไม่ทันเพื่อน

การศึกษาเพื่อต้องการเรียนรู้ผลการพัฒนา ของเด็กวัย 4 ขวบ ได้ทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กเล็กจำนวนถึง 8,000 คน

ผลการศึกษาสรุปได้ว่าการเข้านอนเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ เป็นตัวพยากรณ์ของผลการพัฒนาการอันดีงาม ที่ถูกร่องถูกรอยที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิถุนายน 2553

=-=-=-=-=
สอนเด็กให้ดี ต้องไม่ตีไม่ตะคอก

การดุด่าว่ากล่าวเด็กด้วยข้อหาเล็กๆ น้อยๆ ทุกย่างก้าวที่พลาดพลั้งไปนั้น รังแต่จะเป็นการทำให้เด็กต่อต้านแข็งขืนมากยิ่งขึ้นเสียเปล่า

แน่นอน ว่าการฝึกเด็กให้มีวินัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง นุ่มนวล และด้วยความรัก มิใช่อยากให้เด็กเป็นคนดี แล้วตะคอกเอาๆ

จะให้เด็กทำตัวดีมีวินัยได้ อย่างไร ลองมาดูเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับใช้สอนเด็กกัน จากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ไทม์ออฟอินเดียของอินเดีย (http://timesofindia.indiatimes.com)

- วิธีหนึ่งที่ง่ายและได้ผลคือลองยกตัวอย่างให้เด็กทำตาม เพราะเด็กมีแนวโน้มจะเลียนแบบผู้ใหญ่ ถ้าต้องการสร้างนิสัยให้เด็กทำอะไร ผู้ใหญ่ก็ต้องทำด้วย ยกตัวอย่างเรื่องทิ้งขยะลงถัง หรือทำเตียงให้ เรียบร้อยเมื่อลุกจากที่นอน เด็กก็จะเรียนรู้ได้โดยอัตโนมัติและทำตาม

- ถ้าหากเด็กเป็นพวกชอบดื้อในที่สาธารณะ ผู้ใหญ่ต้องอดทนและบอกเหตุผลไปก่อน ถ้าเด็กยังไม่ เอาใจใส่ หรือทำพฤติกรรมไม่ดีอยู่อีก ให้เดินหนีห่างออกมา อย่างไรก็ตาม ต้องจำไว้ว่าจะไม่ขึ้นเสียงหรือตีเด็ก เพราะนั่นจะเท่ากับทำให้เด็กยิ่งลงไปชักดิ้นชักงอ เรียกร้องความสนใจมากขึ้น

- ควรปฏิบัติกับเด็กเหมือนคนโตๆแล้วอยู่ เสมอ เพราะเด็กเองก็อยากได้รับความสำคัญจากผู้ใหญ่ ควรให้คำชมเด็กเมื่อเขาหรือเธอทำงานเสร็จเรียบร้อยดี รวมไปถึงการตัดสินใจเลือกอะไรต่างๆที่เหมาะสม เช่น กล่าวชมว่าเด็กแต่งตัวสวย หรือเลือกรองเท้าได้เหมาะดี เป็นต้น

- พยายามอย่าดุด่าว่ากล่าวเด็ก หากระเบิดอารมณ์เสียออกมา นั่นจะเป็นการเผยจุดอ่อนและเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าจะเลือกใช้มัน ให้เกิดผลต่อไปอย่างไร นี่ยังรวมไปถึงเรื่องมารยาทที่ต้องสอนเด็กให้พูดแบบมีหางเสียง และรู้จักพูดขอโทษหากไปผลักโดนใคร

- ถ้าเด็กประพฤติตัวไม่ดีต่อหน้าแขก อย่าตะโกนใส่เด็ก ควรรอจนกว่ากลับถึงบ้านแล้วอธิบายให้ฟังอย่างเข้มงวดว่าพฤติกรรมที่ทำลงไป แล้วนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ และต้องเตือนด้วยว่าหากทำซ้ำอีกจะมีมาตรการขั้นเด็ดขาด

อย่าลืมว่าเด็กก็มีหัวใจ ไม่ใช่ว่าอยากให้ได้ดีแล้วทั้งตี ทั้งตะคอกใส่ แล้วอย่างนั้นจะไปได้ถึงไหนกัน

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิถุนายน 2553

Monday, June 7, 2010

จิตแพทย์ชี้ความคาดหวังพ่อแม่ทำร้ายลูกทางอ้อม

ปลัด สธ.แนะโรงเรียนประเมินสภาพจิตใจเด็ก ด้าน กรมสุขภาพจิต ชี้ความคาดหวังของพ่อแม่อาจทำร้ายลูก...

เมื่อ วันที่ 7 มิ.ย. 2553 นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกรณีนักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ก่อเหตุเผาโรงเรียน ว่า คนปกติทั่วไป หากมีสิ่งมากระทบจิตใจจะสามารถควบคุมจิตใจและพฤติกรรมของตนเองได้ดี จะไม่แสดงพฤติกรรมที่ทำร้ายคนอื่นหรือทำลายสิ่งของรอบตัว แต่คนที่แสดงพฤติกรรมออกมาในทางที่ค่อนข้างรุนแรง โดยพื้นฐานอาจจะมีอาการป่วยทางจิตอยู่ก่อน ทั้งนี้ หากโรงเรียนมีการประเมินสุขภาพจิตเด็กและพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ผิดไปจาก ปกติ สามารถให้แจ้งมายังกรมสุขภาพจิตเพื่อจะได้จัดส่งนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เข้าไปเยียวยาช่วยหลือให้คำแนะนำเด็ก

ด้าน นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า วัยรุ่นเป็นรอยต่อระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก จึงมีธรรมชาติอยากลองและอารมณ์ร้อน ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องเข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นที่พยายามปรับตัวรับสิ่ง เหล่านี้ หากผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิดจะช่วยเป็นธงให้วัยรุ่นปรับตัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งสภาพสังคมปัจจุบันที่มีความแข่งขันกันสูง ทำให้สร้างแรงกดดันกับวัยรุ่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคาดหวังจากครอบครัวที่ต้องการให้ลูกมีการงานที่ดี จึงให้ลูกแข่งขันเข้าโรงเรียนดังตั้งแต่เด็ก เหล่านี้ล้วนสร้างความกดดันให้เด็ก ถ้าเด็กมีการปรับตัวที่ดีแรงกดดันก็จะไม่ส่งผลต่อสภาพอารมณ์และพฤติกรรมใน ทางที่ไม่ดีได้

ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรดูแลเด็กและวัยรุ่นด้วยความห่วงใยอย่างใกล้ชิด โดยพยายามสังเกตอาการและพฤติกรรมของเด็กว่ามีความทุกข์ใจเรื่องใดหรือไม่ และถามไถ่จะทำให้รู้ว่าบุตรหลานทุกข์ใจเรื่องใดจะได้หาแนวทางแก้ปัญหาร่วม กันได้ ส่วนตัวเด็กและวัยรุ่นเอง จะต้องค่อยๆเรียนรู้วิธีปรับตัวกับแรงกดดัน หากมีปัญหาควรที่จะบอกเล่า ระบายหรือขอคำแนะนำจากคนที่ใกล้ตัวและไว้ใจได้ เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และเพื่อน เพราะคนเหล่านี้ล้วนรักเราและพร้อมให้คำปรึกษา และขอให้ยอมรับกับตัวเองว่าตนเองไม่ได้เก่งทุกเรื่อง จะต้องมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2553
===
พรรณสิริ กุลนาถสิริ รมช.สาธารณสุข เผย เด็กมือเผาโรงเรียน จำยอมเปลี่ยนที่เรียน ตามความต้องการพ่อแม่ จนเกิดภาวะความเครียด...

นาง พรรณสิริ กุลนาถสิริ รมช.สาธารณสุข ได้เดินทางเข้าเยี่ยมนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5/7 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่ก่อเหตุเผาอาคารเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ โดยมี นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาราชนครินทร์ ให้การต้อนรับ

นพ.ศิริศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้รับตัวนายเอ็ม(นามสมมติ)ไว้เพื่อให้จิตแพทย์ประเมินสภาพจิตใจของเด็กว่า เด็กมีปัญหาอะไร และมีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้ก่อเหตุ ซึ่งจากการที่จิตแพทย์เข้าไปพูดคุย ในเบื้องต้น เด็กให้ความร่วมมือดี และพ่อแม่ของเด็กเองก็เดินทางมาเยี่ยมลูกพร้อมกับให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิสัย และพฤติกรรมของเด็ก เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการดูแลสภาพจิตใจของเด็กได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ ตาม จิตแพทย์และทีมจิตเวช ที่เข้าไปประเมินสภาพจิตใจ จะมีการประชุมกันในบ่ายวันนี้ ในรายละเอียด เบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กมีอาการทางจิตหรือไม่ ต้องรอผลการประเมินทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุสภาพจิตใจของเด็กยังไม่ปรกติ เด็กมีอาการซึมและนิ่งเงียบเป็นบางครั้ง แต่เมื่อมีคนเข้ามาถามหรือพูดคุยด้วย ก็สามารถที่จะโต้ตอบและให้ข้อมูลได้

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จากการเข้าไปพูดคุยกับเด็ก ทราบว่าเด็กทำไปเพราะเกิดความเครียด หลังจากที่ต้องย้ายจากโรงเรียนเดิมใน จ.อุดรธานี มาเรียนที่ ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ โดยพ่อแม่ของเด็กที่เดินทางมาเยี่ยม ยืนยันว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หลังจากมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ โดยมักจะพูดอยู่เสมอว่าไม่มีความสุขเหมือนตอนเรียนที่โรงเรียนเดิม แต่เป็นความต้องการของพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่มีเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่หนึ่งจากทั่วประเทศ มาเรียนด้วยกัน

จุดนี้ ทำให้มองเห็นว่า รัฐบาลอาจต้องทบทวนแนวทางการให้การศึกษาแก่เด็ก ไม่ใช่ให้แข่งขันกันเพื่อที่จะเก่งอย่างเดียว แย่งชิงความเป็นที่หนึ่งอย่างเดียว มีระดับสติปัญญาหรือไอคิวสูง แต่ไม่ได้พัฒนาเรื่องของอีคิว หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ ตรงนี้ทุกฝ่ายคงต้องช่วยกันพิจารณาด้วย

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2553