Showing posts with label โรคภัย-ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ. Show all posts
Showing posts with label โรคภัย-ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ. Show all posts

Wednesday, August 21, 2013

สิวบอกโรค

ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผิว จากศูนย์สุขภาพผิวเลียวนาร์ด เดรก มีหลักในการวิเคราะห์สภาพผิวแบบ Face Mapping ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สภาพผิวที่ละเอียดกว่าการวิเคราะห์ผิวโดยทั่วไป โดยแบ่งส่วนใบหน้า ลำคอ และแผ่นอกออกเป็น 4 โซน

สิวบอกโรค : โซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถ้ามีปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

สิวบอกโรค : โซนที่ 2 สิวบริเวณหว่างคิ้ว เกี่ยวกับตับ อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้) การทานอาหารรสจัดหรือทานอาหารดึกเกินไป

สิวบอกโรค : โซนที่ 4 และโซนที่ 10 ผิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง

สิวบอกโรค : โซนที่ 5 และโซนที่ 9 บริเวณแก้มทั้งสองด้าน โดยแก้มส่วนบนจะเกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด ส่วนแก้มส่วนล่าง เหงือกและฟัน สาเหตุอาจเป็นเพราะสูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็นๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด

สิวบอกโรค : โซนที่ 6 และโซนที่ 8 ตำแหน่งรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับไต และปัญหาภูมิแพ้ สาเหตุมาจากเครื่องสำอางที่ใช้อยู่ อาจไม่เหมาะสม หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคือง อาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร

สิวบอกโรค : โซนที่ 7 ผิวบริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด

สิวบอกโรค : โซนที่ 11 และโซนที่ 13 หากผิวบริเวณนี้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

สิวบอกโรค : โซนที่ 12 สิวเรื่อๆ บริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

สิวบอกโรค : โซนที่ 14 หากคุณมีสิวบริเวณนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง


ดังนั้นลองเช็คตัวเองดูค่ะว่าคุณมีแนวโน้มจะเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้จากตำแหน่งที่เป็นสิวในที่เดิมซ้ำๆกันแบบนี้นะคะ

รักษาสุขภาพควบคู่กับดูแลผิวพรรณกันด้วยค่ะ ^^

Cr:: Finale Skincare Fb


Tuesday, July 30, 2013

โรคปวดศีรษะจากความเครียด

~~~โรคปวดศีรษะจากความเครียด~~~

โดย นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 336 เมษายน 2550 หน้า 28-31

โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ มักจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่อง นานเป็นวันๆ จนถึงเป็นสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างคงที่ ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรกๆ ที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็นๆ หาย ๆ เรื้อรัง

ชื่อภาษาไทย โรคปวดศีรษะจากความเครียด โรคปวดศีรษะแบบตึงเครียด

ชื่อภาษาอังกฤษ Tension-type headache (TTH), Tension headache, Muscle contraction headache, Psychogenic headache

สาเหตุ
อาการปวดศีรษะของผู้ป่วยโรคนี้เป็นผลมาจากมีการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้าซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและกลไกของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจากมีสิ่งเร้ากระตุ้นที่กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณรอบกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทขึ้นตรงประสาทส่วนกลาง (อาจเป็นบางส่วนของไขสันหลัง หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ที่เลี้ยงบริเวณศีรษะและใบหน้า) แล้วส่งผลกลับมาที่กล้ามเนื้อรอบกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าว รวมทั้งอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี (เช่น เอนดอร์ฟินซีโรโทนิน) ในเนื้อเยื่อดังกล่าว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ

ส่วนใหญ่ มักพบว่ามีสาเหตุกระตุ้น ได้แก่ ความเครียด หิวข้าวหรือกินข้าวผิดเวลา อดนอน ตาล้าตาเพลีย(จากใช้สายตามากเกินไป)

นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีโรควิตกกังวลซึมเศร้า ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือการปรับตัว บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคปวดศีรษะไมเกรน

อาการ
ลักษณะเฉพาะของโรคนี้คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ หรือท้ายทอยทั้ง 2 ข้าง หรือทั่วศีรษะ หรือปวดรอบศีรษะคล้ายเข็มขัดรัด ต่อเนื่องกันนานครั้งละ 30 นาทีถึง 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มักจะปวดนานเกิน 24 ชั่วโมง บางคนอาจปวดนานติดต่อกันทุกวันเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นแรมเดือนโดยที่อาการปวดจะเป็นอย่างคงที่ ไม่ปวดรุนแรงขึ้นจากวันแรกๆ ที่เริ่มเป็น ส่วนมากจะเป็นการปวดตื้อๆ หนักๆ พอรำคาญหรือรู้สึกไม่สุขสบาย ส่วนมากที่อาจปวดรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวัน

ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ ไม่เป็นหวัด ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่าตาลาย และไม่ปวดมากขึ้นเมื่อถูกแสง เสียง กลิ่น หรือมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย

อาการปวดศีรษะอาจเริ่มเป็นตั้งแต่หลังตื่นนอนหรือในช่วงเช้าๆ บางคนอาจเริ่มปวดตอนบ่ายๆ เย็นๆ หรือหลังจากได้คร่ำเคร่งกับงานมากหรือขณะหิวข้าว หรือมีเรื่องคิดมาก วิตกกังวล มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับ

การแยกโรค

อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวันๆ ขึ้นไปควรแยกออกจากสาเหตุอื่น เช่น

1. ไมเกรน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับข้างเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน 2 ข้าง) คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า นาน 4-72 ชั่วโมง มันจะเป็นๆ หายๆ ทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ มักจะเกิดจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย

2. เนื้องอกสมอง
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆ ก็ทุเลาไป ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวันอาการดังกล่าว จะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนผู้ป่วยต้องสะดุ้ง ตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกปวด และจะปวดนานขึ้นทุกวันจนในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา ในระยะต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม

3.โรคทางสมองอื่นๆ
เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย

4.ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่างรุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวดจะมีสิ่งรบกวน ตาแดงๆ ตรงบริเวณตาขาว (รอบๆ ตาดำ) อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวันๆ ซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้จากลักษณะอาการ และประวัติเกี่ยวกับความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ การคร่ำเคร่งกับงาน

นอกจากมีอาการไม่ชัดเจนและสงสัยเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง จึงจะส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ผู้ป่วยและญาติจึงควรบอกเล่าประวัติ และอาการเจ็บป่วยอย่างละเอียด เช่น ปัญหาครอบครัว (สามีมีภรรยาน้อย เล่นการพนัน การทะเลาะกัน) ปัญหาการงาน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้องและไม่หลงไปส่งตรวจพิเศษให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

การดูแลตนเอง
เมื่อมีอาการปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ควรกินยาพาราเซตามอลบรรเทา 1-2 เม็ด นั่งพักนอนพัก ใช้นิ้วบีบนวด
ควรไปปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

• มีอาการปวดรุนแรง หรืออาเจียนรุนแรง
• มีอาการปวดมากตอนเช้ามืด จนสะดุ้งตื่น หรือปวดแรงขึ้นและนานขึ้นทุกวัน
• มีอาการเดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือชักกระตุก
• มีอาการตาพร่ามัว และตาแดงร่วมด้วย
• มีอาการปวดศีรษะหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ
• ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น
• มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะรักษาตนเอง

การรักษา
แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ยาบรรเทาปวดร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อหรือยากล่อมประสาท

ถ้าพบว่ามีโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าร่วมด้วย ก็จะให้การรักษาภาวะเหล่านี้ไปพร้อมกัน และอาจให้การรักษาด้วยวิธีอื่นร่วมไปด้วย เช่น กายภาพบำบัด เทคนิคการผ่อนคลาย การทำจิตบำบัด การกระตุ้นประสาทด้วยไฟฟ้า การฝังเข็ม เป็นต้น

ในรายที่มีอาการกำเริบมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้งและแต่ละครั้งปวดนานมากกว่า 3-4 ชั่วโมง หรือปวดรุนแรง หรือต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยมาก แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกินยาป้องกัน เช่น อะมิทริปไทลีน หรือฟลูออกซีทีนทุกวันติดต่อกันนาน 1-3 เดือน

ภาวะแทรกซ้อน
โรคนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงแต่อย่างใด นอกจากทำให้วิตกกังวล ไม่สุขสบาย และอาจสิ้นเปลืองเงินทองและเวลาในการแสวงหาบริการ ซึ่งผู้ป่วยและญาติมักคิดว่าเป็นโรคร้ายแรง จึงย้ายรงพยาบาลที่รักษาไปเรื่อยๆ

การดำเนินโรค
อาการปวดแต่ละครั้งจะเป็นนานเป็นชั่วโมงๆ จนเป็นสัปดาห์ หรือแรมเดือน เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็มักจะทุเลาไปได้ แต่เมื่อขาดการรักษา และมีสิ่งกระตุ้นก็อาจกำเริบได้อีก จึงมักจะเป็นๆ หายๆ ได้บ่อย

การป้องกัน
ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้กำเริบโดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่าปล่อยให้หิว อย่าคร่ำเคร่งกับงานมากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้สายตาจนเมื่อยล้า ออกกำลังเป็นประจำ หาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ ถ้าจำเป็นควรกินยาป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ

ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อย คือประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ที่ปวดศีรษะจะมีสาเหตุจากโรคนี้

พบได้ในคนทุกวัย เริ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่วัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว (มีโอกาสน้อยมาก ที่จะมีอาการครั้งแรกหลังอายุ 50 ปีไปแล้ว) และพบมีอาการกำเริบบ่อยในช่วงอายุ 20-50 ปี

พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 1.5-2 เท่า

*******************************************

ข้อมูลจาก นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 336 เมษายน 2550 หน้า 28-31

ใช้ธรรมะช่วยรักษาอาการ โรคปวดศีรษะจากความเครียด
ปล่อยมือ ปล่อยวาง ปล่อยจิต ..



Thursday, August 9, 2012

สหรัฐเริ่มชะล้างฝนเหลืองในเวียดนาม

8 ส.ค.2555 สำนักข่าวเอพีรายงานจากเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐเริ่มทำการชะล้าง สารอันตราย ไดออกซิน หรือ ฝนเหลือง ในเวียดนามอย่างเป็นทางการแล้ว  ตามโครงการมูลค่า 43 ล้านดอลลาร์ ที่จะขจัดสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวเวียดนามราว 3-4 ล้านคน
สงครามเวียดนามซึ่งสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2518 ช่วงระหว่างปี 2505 – 2514 กองทัพสหรัฐใช้เครื่องบินฉีดพ่นสารไดออกซิน เพื่อทำลายใบไม้และพืชต่างๆ ในพื้นที่ป่าทึบ ที่สงสัยว่าจะเป็นที่หลบซ่อนของนักรบเวียดกง ประมาณ 20 ล้านแกลลอน และสารเคมีนี้ยังคงตกค้างอยู่ในดินและแม่น้ำลำคลองในบริเวณกว้าง เกี่ยวพันกับโรคมะเร็ง การพิการแต่กำเนิด และการพิการอื่นๆ ของชาวเวียดนามเป็นจำนวนมาก

นายวอลเทอร์ ไอแซคสัน ผอ. สถาบันแอสเปน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การเริ่มต้นชำระล้างฝนเหลืองในเวียดนามในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารไดออกซินตามความเป็นจริง และว่า โครงการนี้อาจต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 450 ล้านดอลลาร์ เพื่อชะล้างไดออกซินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวเวียดนาม ที่ได้รับผลกระทบจากฝนเหลือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

:: สหรัฐเริ่มชะล้างฝนเหลืองในเวียดนาม เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 8 สิงหาคม 2555

Wednesday, April 11, 2012

แพทย์เตือนระวังเด็กเล็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

ภาวะท้องเสียเป็นปัญหาที่พบบ่อยโดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน หากได้รับการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสมอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายต่อเด็กได้ และมีโอกาสเกิดปัญหาอุจจาระร่วงยืดเยื้อหรือเรื้อรังตามมา ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกอย่างมาก

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2555 พญ.วิมล เสกธีระ กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงภาวะท้องเสียในเด็กว่า ในทางการแพทย์เด็กที่มีภาวะท้องเสียจะหมายถึง เด็กที่มีการถ่ายอุจจาระเหลว จำนวน 3 ครั้งต่อวันหรือมากกว่า หรือถ่ายมีมูกหรือเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน ยกเว้นทารกแรกเกิดที่กินนมแม่

ส่วนภาวะเด็กยืดตัวในภาษาโบราณสันนิษฐานว่า เด็กที่อยู่ในวัยยืดตัวจะเป็นวัยที่ชอบเอาสิ่งของต่างๆ เข้าปาก จึงทำให้มีภาวะถ่ายเหลวได้ แต่อาการจะไม่รุนแรง และมักจะหายได้เอง ซึ่งทางการแพทย์จะไม่มีภาวะเด็กยืดตัว

สาเหตุของภาวะท้องเสียในเด็ก อาจเกิดจากภาวะติดเชื้อในลำไส้ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียหรือไวรัส เกิดจากการติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งผ่านทาง fecal – oral – route (จากอุจจาระผ่านทางปาก) หรือโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อบางชนิดทำให้เกิดโรคท้องเสีย และภาวะอาหารเป็นพิษได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น การแพ้นมวัว หรือแพ้อาหารอื่นๆ หรือจากการใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เป็นต้น

สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์
เมื่อเด็กมีภาวะขาดน้ำ เช่น ตาโหล เพลีย ซึม กระหม่อมหน้าบุ๋มลงลึก ปัสสาวะออกน้อยลง โดยเฉพาะถ้าไม่ปัสสาวะเลยภายใน 8 ชั่วโมง หรือมีภาวะไข้สูง ซึมหรือชักเกร็ง เนื่องจากเด็กที่ถ่ายเหลวมักเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ต่างๆ ออกมาทางอุจจาระ ถ้าไม่ได้รับสารน้ำหรือเกลือแร่ชดเชย ทำให้มีภาวะขาดสมดุลของน้ำและเกลือแร่ อาจทำให้เด็กมีอาการชักเกร็งได้

นอกจากนี้ถ้าลูกๆ อาเจียนมาก กินไม่ได้เลย หรือถ่ายมากและบ่อยครั้งหรือถ่ายเป็นมูกเลือด ควรรีบพบแพทย์ทันที

การดูแลรักษาเบื้องต้นเมื่อมีภาวะท้องเสีย

ควรให้เด็กรับสารน้ำหรือเกลือแร่ เพื่อชดเชยอย่างพอเพียงโดยให้ (ORS) สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ ควรงดอาหารเสริมต่างๆ ชั่วคราว โดยเฉพาะงดอาหารประเภทผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ ไข่ อาหารมันๆ ควรให้รับประทานแค่ข้าวต้มอ่อนๆ รับประทานทีละน้อย แต่บ่อยๆ แทน

สำหรับนม ถ้าเป็นนมแม่สามารถรับประทานต่อได้ แต่ถ้าเป็นนมผสมควรเจือจางนมลงเท่าตัว ถ้ายังไม่ดีอาจต้องเปลี่ยนนมเป็นนมสำหรับภาวะท้องเสียโดยเฉพาะ คือนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส เช่น โอแลค ซิมิแลค แอลเอฟ หรือแนนแอลเอฟ เป็นต้น หรืออาจรับประทานนมประเภทนมถั่วเหลืองได้

ข้อควรระวังที่สำคัญคือคุณแม่หรือผู้ดูแลไม่ควรซื้อยาแก้ท้องเสียมาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากจะเกิดอันตรายต่อเด็กมากกว่า ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์สำหรับการใช้ยา

วิธีป้องกันภาวะท้องเสีย
1. ควรรับประทานนมแม่ให้นานที่สุด โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก
2. ทำความสะอาด ล้างขวดนมให้ถูกวิธี ต้มขวดในน้ำเดือด 10-15 นาที หรือใช้เครื่องนึ่งขวดนมสำเร็จรูป หรือถ้าใช้ซึ้งนึ่งควรใช้เวลา 25-30 นาที
3. ให้อาหารเสริมตามวัย ดูแลความสะอาดในการเตรียมอาหารและภาชนะที่ใส่
4. ควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ ไม่ควรตั้งทิ้งไว้นาน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงจากกะทิ อาหารทะเล เนื่องจากหน้าร้อน อากาศร้อน อาหารจะบูดเสียง่าย
5. ควรมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหารให้ลูก หรือชงนม ก่อนให้นมหรือป้อนอาหารลูก
คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก เพื่อป้องกันภาวะท้องร่วงในเด็ก

Super Kid’s Center โรงพยาบาลเวชธานี

::แพทย์เตือนระวังเด็กเล็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
::แพทย์เตือนระวังเด็กเล็กอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 11 เมษายน 2555

Monday, April 2, 2012

เตือน 'บารากู่' เสี่ยงติดโรค เหตุเวียนเทียนกันสูบ

"ศ.นพ.ประกิต" เตือนผู้สูบบารากู่เสี่ยงติดเชื้อโรค จากการเวียนเทียนกันสูบ โดยเฉพาะร้านบริการที่ไม่ได้ทำความสะอาดปากหลอดสูบ ขณะที่ผลวิจัยพบว่า นิสิตที่สูบบารากู่เกือบครึ่งหนึ่ง เข้าใจผิดว่าไม่มีอันตราย...

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า เตือนผู้ที่สูบบารากู่ อาจติดเชื้อโรคจากกรรมวิธีการสูบ ที่ใช้อุปกรณ์สูบร่วมกัน ในลักษณะจับกลุ่มเวียนเทียนกันสูบ ซึ่งขณะนี้พบว่า วัยรุ่นและหนุ่มสาวนักศึกษาไทย มีการสูบบารากู่กันอย่างแพร่หลาย โดยจะเห็นว่ามีอุปกรณ์สูบบารากู่วางขายอยู่ทั่วไป ทั้งที่ยาเส้นหมักที่ใช้ในการสูบ ยังเป็นสิ่งที่ห้ามนำเข้าจำหน่ายใน ประเทศไทย การวิจัยด้วยการสัมภาษณ์เฉพาะกลุ่ม พบว่า นิสิตที่สูบบารากู่เกือบครึ่งหนึ่ง เข้าใจว่าการสูบบารากู่ไม่มีอันตราย หรือมีอันตรายน้อย เนื่องจากเป็นการเผาไหม้กากผลไม้ ควันที่เผาไหม้มีกลิ่นหอม และอุปกรณ์สูบที่ทำให้ควันผ่านกระเปาะน้ำ ก่อนถูกสูดเข้าสู่ร่างกาย

ทั้งนี้ การสูบบารากู่ทำให้เกิดการเสพติด และมีอันตรายไม่น้อยกว่าการสูบบุหรี่ เนื่องจากมียาเส้นเป็นส่วนผสมกับกากผลไม้ ควันจากการสูบบารากู่ จึงมีสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นเช่นเดียวกับควันบุหรี่ และความจริงที่คนทั่วไปต้องรู้คือ การสูดควันที่เผาไหม้จากสิ่งใดๆ ล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากสูดเข้าสู่ปอด ที่สำคัญคือกรรมวิธีการสูบบารากู่ ที่นิยมใช้หลอดสูบเดียวร่วมกันหลายๆ คน สามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัส และเชื้อวัณโรคจากปากและน้ำลายของผู้สูบคนหนึ่ง ไปยังผู้สูบอีกหลายๆ คนได้ โดยเฉพาะร้านบริการที่ให้สูบบารากู่ ไม่ได้ทำความสะอาดปากหลอดสูบบารากู่อย่างสม่ำเสมอถูกวิธี เชื้อโรคจะสะสมที่ปลายหลอดสูบและแพร่ไปสู่ผู้สูบได้

:: เตือน 'บารากู่' เสี่ยงติดโรค เหตุเวียนเทียนกันสูบ ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555

Sunday, October 9, 2011

'สตีฟ จ็อบส์' บุรุษเจ้าของตำนานโลก 'ไอที' ศตวรรษที่ 21

'สตีฟ จ็อบส์' บุรุษเจ้าของตำนานโลก 'ไอที' ศตวรรษที่ 21 - Goodbye ลาก่อนเด้อ
ลองย้อนประวัติชีวิตในแง่มุมที่น่าสนใจของ สตีฟ จ็อบส์ เพื่อเป็นข้อคิดและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังที่อยากประสบความสำเร็จใน ชีวิตแบบชายผู้นี้ บุรุษทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 21...

"สตีฟ จ็อบส์" (Steve Jobs) ผู้ชายที่ดูแสนจะธรรมดา แต่กลับเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ด้วยมันสมองและสองมือที่จ็อบส์ไม่หยุดนิ่ง แม้พบอุปสรรคมากมายในชีวิต ทำให้วันนี้คนทั่วโลกต่างนับถือในผลงานและยกย่องให้เขาเป็น'ตำนาน'ของวงการ ไอทีที่สำคัญคนหนึ่งของโลก


สาวก แอปเปิลและชาวไอทีทั่วโลกคงกำลังน้ำตาซึมกับข่าวการจากไปของสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล วัย 56 ปี ‪เสียชีวิตแล้วด้วย‪โรค‪มะเร็งตับอ่อน หลังพยายามต่อสู้กับโรคมานานหลายปี และเพื่อเป็นการไว้อาลัยครั้งสุดท้ายให้กับซีอีโอผู้นี้ ไทยรัฐออนไลน์ขอย้อนประวัติชีวิตในแง่มุมที่น่าสนใจของสตีฟ จ็อบส์ เพื่อเป็นข้อคิดและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังที่อยากประสบความสำเร็จใน ชีวิตแบบชายผู้นี้บ้าง

1. พ่อที่แท้จริงของ'สตีฟ จ็อบส์' เป็น‪ชาวซีเรีย‪มุสลิม แต่ด้วยความไม่สะดวกที่จะเลี้ยงดูอุ้มชูเด็กชายสตีฟ จึงต้องไปอยู่กับครอบครัว "จ็อบส์" และเป็นต้นกำเนิดของซีอีโอใหญ่ในทุกวันนี้


2. เชื่อหรือไม่ว่า ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล อิงค์ เรียนหนังสือไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะ 'ต้องการทำในสิ่งที่ตนเองรักมากกว่าพยายามทำในสิ่งที่สังคมกำหนด' แต่ใช่ว่าจ็อบส์จะไม่เห็นคุณค่าของวิชาที่เรียน อย่างวิชาการออกแบบตัวอักษรที่หนุ่มน้อยได้เรียนในมหาวิทยาลัย ก็สามารถต่อยอดตอนที่ Apple ได้เริ่มผลิต Mac ออกมา และมีตัวอักษรแบบแปลกๆสวยๆงามๆออกมาให้โลกรู้จัก

3. จ็อบส์ในวัย 21 ปี และเพื่อนสนิทเข้าร่วมชมรมเครื่องคอมพิวเตอร์ทำเองที่บ้าน และจากนั้นอีกเพียงไม่กี่ปี เพื่อนรักทั้งคู่ได้ก่อตั้งบริษัท‪ แอปเปิล คอมพิวเตอร์ขึ้น ในโรงรถที่บ้านของครอบครัวจ็อบส์ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่จ็อบส์กับวอซเนียกได้นำเสนอออกสู่สายตา ได้แก่ เครื่อง ‪Apple I มันถูกตั้งราคาไว้ที่ 666.66 ‪ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก จนมีเครื่อง Apple รุ่นอื่นๆผลิตออกมาเรื่อยๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือผลงานสร้างชื่อให้กับสตีฟ จ็อบส์และบริษัทแอปเปิลเป็นการเปิดตัวเครื่อง‪แมคอินทอช เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่มี‪ส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟฟิกที่ประสบ ความสำเร็จทางการค้า ซึ่งยังคงยืนหยัดมากระทั่งทุกวันนี้ ส่วนสาเหตุที่ใช้แอปเปิลถูกกัดเป็นเครื่องหมายการค้า หลายคนคงพอรู้กันว่าในคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึงตำนานอดัมกับอีฟต้นกำเนิดของมนุษยชาติกัดกินแอปเปิล ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลไม้ต้องห้าม โดยผลลัพธ์ของการฝืนข้อห้ามนั้น ทำให้อดัมกับอีฟกลายร่างเป็นมนุษย์ ต้องเจ็บป่วย ทำงานแลกอาหาร และให้กำเนิดทารก

4. ชีวิตส่วนตัวของชายผู้นี้เรียบและง่ายอย่างที่สุด เขาเป็นมังสวิรัติ สวมเสื้อผ้าใส่สบายๆ สังเกตจากการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนทุกครั้งของสตีฟ จ็อบส์ ต้องเห็นเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบใส่สบาย การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ ทำให้สื่อบางแขนงไปเจาะลึกถึงยี่ห้อและราคาออกมา ไม่น่าเชื่อจริงๆ เลยว่า พ่อวีรบุรุษโลกไอทีผู้นี้ใส่เสื้อผ้าตั้งแต่หัวจรดเท้าเพียงหมื่นเศษๆ

5. ส่วนเรื่องความรัก จ็อบส์เข้าพิธีสมรสกับลอเรนซ์ พาวเวลล์ เมื่อวัน‪ 18 มีนาคม ‪ค.ศ.1991 และมีบุตรด้วยกันสามคน และยังมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ‪ ลิซา จ็อบส์ ที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่ได้แต่งงานด้วย


6. นิสัยโมโหร้าย ถือเป็นข้อเสียของซีอีโอหนุ่มช่างคิดคนนี้ จนถึงขั้นว่าเขาถูกคณะกรรมการบริหารของแอปเปิลถอดออกจากภารกิจต่างๆที่เขา เป็นผู้รับผิดชอบและได้ลาออกในที่สุด โดยเขากล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมจะพูดอะไรได้ ผมจ้างคนผิด เขาทำลายทุกสิ่งที่ผมสร้างไว้ด้วยการทำงานยาวนานถึง 10 ปี ทุกอย่างเริ่มที่ตัวผมเอง แต่นั่นไม่ใช่ส่วนที่น่าเศร้าที่สุด ผมคงจะยินดีออกจากแอปเปิล หากว่าแอปเปิลยอมทำอย่างที่ผมต้องการ"

7. การที่จ็อบส์สูญเสียแอปเปิลไป กลับพลิกชีวิตเขาให้ได้รู้จักกับความรักจนเป็นแรงใจให้เขาเริ่มต้นใหม่อีก ครั้ง โดยการเริ่มสร้างบริษัท Next และ Pixar บริษัทการ์ตูนแอนิเมชั่นชื่อดัง ซึ่งในตอนหลังได้ขายทำเงินให้กับเขาเป็นจำนวนมาก และในที่สุด Next ก็ถูกบริษัทแอปเปิลซื้อ เขาจึงกลับมาทำงานกับ Apple อีกครั้งโดยปริยาย จนในที่สุดเขาก็ขึ้นเป็นซีอีโอแอปเปิล


8. ช่วงแอปเปิลเกือบถึงคราวสะดุด แต่จ็อบส์ก็ยังรู้จักประยุกต์แฟชั่นให้เข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยเปิดตัวเครื่อง iMAC เครื่องใสๆ สีลูกกวาด พร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆที่เข้าชุดกัน ตามมาด้วย iPod เครื่องเล่นเพลงที่เขย่าวงการทั่วโลก เพราะมียอดขายถึงล้านเครื่องทั่วโลก ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะแอปเปิลยังช็อกคนทั้งโลกด้วยการเปิดตัว i-Phone และ i-Pad สร้างแบรนด์แอปเปิลให้กลายเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่ทุกบ้านจำเป็นต้องมีสัก เครื่อง

9. คำขวัญประจำใจของนักคิด'สตีฟ' "ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมันมีจุดเชื่อมต่อ มันจะต่อกันเอง เพียงแต่ขอให้เรามีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ มันเหมือนกับการลากเส้นจุดเชื่อมต่อ เราไม่สามารถลากจุดไปยังอนาคตได้ แต่หากเราลองมองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่าสิ่งที่ผ่านๆมามันประติดประต่อกัน มาเป็นเรื่องเป็นราวโดยอัตโนมัติ ดังนั้นจงเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มันจะลากเส้นต่อเข้าหากันเองในอนาคต"

10. แม้จะเป็นคนฉลาดและหาทางออกทุกอย่างในชีวิตมาได้ตลอด แต่สุดท้ายสตีฟ จ็อบส์ก็ไม่สามารถหนีโรคภัยไข้เจ็บไปได้ เขารู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และทำการรักษาอย่างเต็มที่พร้อมกับสร้างสรรค์ผลงานไอทีออกมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2011 บุรุษผู้เป็นตำนานแอปเปิล อิงค์ได้ตัดสินใจส่งทอดอำนาจการบริหารต่อให้กับ "ทิม คุก"เป็นซีอีโอสืบสานอนาคตของบริษัทต่อไป

11. หลังจากที่แอปเปิลคอมพิวเตอร์ ประกาศเปิดตัว ไอโฟน 4เอส ได้เพียงแค่วันเดียว แอปเปิลคอมพิวเตอร์ก็ออกมาประกาศว่า 'สตีฟ จ็อบส์' เสียชีวิตอย่างสงบแล้วจากโรคมะเร็งตับอ่อนรุมเร้ามาตั้งแต่กลางปีค.ศ. 2004 ด้วยวัยเพียง 56 ปี

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 7 ตุลาคม 2554
--------------------
ตอนที่ สตีฟ จอบส์ ถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือ
สตีฟ จอบส์: "ผมจะพูดอะไรได้? ผมจ้างคนผิด เขาทำลายทุกสิ่งที่ผมสร้างไว้ด้วยการทำงานยาวนานถึง 10 ปี ทุกอย่างเริ่มที่ตัวผมเอง แต่นั่นไม่ใช่ส่วนที่น่าเศร้าที่สุด ผมคงจะยินดีออกจากแอปเปิลหากว่าแอปเปิลยอมทำอย่างที่ผมต้องการ"

คณะกรรมการบริหารของแอปเปิลระบุในแถลงการณ์ในงานศพของ สตีฟ จอบส์
"ความหลักแหลม กระตือรือร้น และพลังงานของสตีฟ เป็นที่มาของนวัตกรรมนับไม่ถ้วน ซึ่งเพิ่มคุณค่าและพัฒนาชีวิตของพวกเราให้ดีขึ้น โลกดีขึ้นอย่างสุดประมาณเพราะสตีฟ"

----------------------
Steve Jobs
----------------------
Steve Jobs is the Godfather of the Technological Age. Back in the '70s, as a young man, he and fellow "geek" Steve Wozniak started Apple Computers, literally out of their family garages. When Jobs was dismissed from Apple in the 80s, the company suffered. When he returned, he helped develop and promote all the "i's" - the ipod, itunes, iphone, etc., and, lo and behold, Apple again became #1. His appearances at the annual Macworld conventions were always highly anticipated and entertaining, and often produced major announcements regarding new products. When he announced that he would not be making an appearance at the show this year because of health problems, it sent a wave of concern among his "disciples."

One thing for sure, with the millions of dollars he has earned through the years, he certainly should be able to afford the absolute best medical care there is. Of course - life being what it is - if there's no cure for what ails Steve Jobs, if his "number's up," as they say, his wealth won't mean a thing.

Source: Basic Biittner: "Job -less" by Dan Whitney of Cherokee Chronicle Times

Monday, September 19, 2011

อย.ประกาศลดราคายาแก้ปวด-ยาสลบ

อย.ประกาศลดราคายาแก้ปวด-ยาสลบ ชี้ช่วยให้สถานพยาบาลประหยัดงบประมาณจัดหายา สามารถนำงบประมาณไปใช้บริการประชาชนในด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น ด้าน "วิทยา" เผย อาจหนุนเข้าบัญชียาหลัก หากลดราคาลงจริง

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุขเปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งมีกลุ่มเงินทุนหมุนเวียนยาเสพติด ทำหน้าที่ในการจัดหายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ประเภท 4 และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 สำหรับใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ได้ประกาศลดราคายาลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี เนื่องจากได้มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการใหม่ตั้งแต่ปี 2552 โดย อย. ได้เปิดกว้างให้วัตถุเสพติดที่ใช้ทางการแพทย์ที่เป็นยาสามัญ (Generic drug) ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า มีสรรพคุณเท่าเทียมกับยาต้นแบบ (Original drug) เข้าแข่งขันประกวดราคาในการจัดซื้อยาได้ ทั้งนี้ในปัจจุบัน มียาสามัญจากหลายประเทศ เช่น เยอรมัน กรีซ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ สามารถเข้ามาแข่งขันอย่างเสรีในการเข้าร่วมประกวดราคา ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อระบบการบริหารยา ได้ผู้ผลิตใหม่ๆ เข้ามา ไม่เกิดการผูกขาดที่อาจทำให้เกิดปัญหายาขาดตลาด

นอกจากนี้ อย. ยังดำเนินการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็คทรอนิกส์อย่างถูกต้องตามระเบียบ พัสดุ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมทั้งมีนโยบายการจัดซื้อยาครั้งละ 2 ปี แต่แบ่งการส่งยาออกเป็นงวด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศต้องแข่งขันด้านราคา โดยยาบางตัวที่ผ่านการประกวดราคาแล้วมีราคาลดลงกว่าครึ่งในขณะที่ อย. ยังคงได้ยาที่ดี มีคุณภาพในการรักษา และเกิดความมั่นคงในการบริหารยาคงคลังอีกด้วยสำหรับยาที่ได้ปรับลดราคาลงมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มยาแก้ปวด กลุ่มยานำสลบที่ใช้ในการผ่าตัด และกลุ่มยานอนหลับซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป 

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ตัวอย่างยาที่ใช้กันมากและมีราคาลดลงอย่างชัดเจน เช่น ยาเฟนทานิล ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ขนาด 12 ไมโครกรัม/ชั่วโมง สำหรับ แก้ปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง บรรจุกล่องละ 5 แผ่น ราคาขายปี 2551 กล่องละ 1,060 บาท ลดราคาครั้งที่ 1 ปี 2554 เหลือ 795 บาท (ลดลง 25% เมื่อเทียบกับราคาปี 2551) ลดราคาครั้งที่ 2 ปี 2555 เหลือ 580 บาท (ลดลง 45% เมื่อเทียบกับราคาปี 2551) ยาเฟนทานิล ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ขนาด 25 ไมโครกรัม/ชั่วโมง บรรจุกล่องละ 5 แผ่น ราคาขายปี 2551 กล่องละ 1,895 บาท ลดราคาครั้งที่ 1 ปี 2554 เหลือ 1,210 บาท (ลดลง 36% เมื่อเทียบกับราคาปี 2551) ลดราคาครั้งที่ 2 ปี 2555เหลือ 1,000 บาท (ลดลง 47% เมื่อเทียบกับราคาปี 2551) ยาเฟนทานิล ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ขนาด 50 ไมโครกรัม/ชั่วโมง บรรจุกล่องละ 5 แผ่น ราคาขายปี 2551 กล่องละ 3,475 บาท ลดราคาครั้งที่ 1 ปี 2554 เหลือ 2,190 บาท (ลดลง 37% เมื่อเทียบกับราคาปี 2551) ลดราคาครั้งที่ 2 ปี 2555 เหลือ 1,700 บาท (ลดลง 51% เมื่อเทียบกับราคาปี 2551)
ทั้งนี้ยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ที่ใช้ในทางการแพทย์เหล่านี้ ส่วนใหญ่มีราคาสูง จึงไม่ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่หากราคาลดลง อาจมีการพิจารณานำเข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับผู้มีสิทธิในกลุ่มต่างๆ ต่อไป ซึ่งการปรับลดราคายาในครั้งนี้ ช่วยให้สถานพยาบาลประหยัดงบประมาณในการจัดหายา สามารถนำงบประมาณไปใช้บริการประชาชนในด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2554

Monday, July 18, 2011

กินเต่าทะเล: ชาวภูเก็ตดับแล้ว 3 ราย

พบผู้บริโภคเต่าทะเลอันดามัน เสียชีวิตแล้ว 3 รายที่ภูเก็ต นักวิชาการเตือนสารพิษร้ายแรง ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อน และผ่านทางน้ำนม ส่งผลต่อทารกที่ดูดนมแม่ได้ แนะควรติดป้ายเตือนสัตว์มีพิษ-ห้ามรับประทาน...


เมื่อเวลา 09.00 น. 19 ก.ค.2554 น.ส.กุสุมา สว่างพันธุ์ นักวิชาการชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังนำเสนอผลการศึกษา เรื่อง "การรับประทานเต่ากระ กับการป่วย-เสียชีวิตในชุมชนไทยใหม่ จ.ภูเก็ต ปี 53" ในการสัมมนาระบาดวิทยาแห่งชาติ ครั้งที่ 21 ภายใต้เรื่อง "ระบาดวิทยากับความท้าทายจากภัยสุขภาพโลกที่อุบัติใหม่" ว่า งานระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ ภายหลังมีผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเต่าทะเลแล้ว 3 ราย และมีผู้ป่วยอีกหลายรายในหมู่บ้านไทยใหม่ราไวย์ หรือชาวเล ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต จากนั้นได้สอบสวนโรค เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและศึกษาลักษณะการเกิดการกระจายของโรค โดยการรวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาของผู้ป่วยจากโรงพยาบาลและสถานีอนามัย สัมภาษณ์ข้อมูลการรับประทานเต่ากระในชุมชนไทยใหม่ 861 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วย จะต้องมีอย่างน้อย 2 อาการคือ แสบปาก ชาบริเวณปาก เจ็บคอ กลืนลำบาก คลื่นไส้อาเจียน แน่นหน้าอก ซึม หมดสติ ระหว่างวันที่ 4-25 มิ.ย.53 จนทราบผลที่แน่ชัดทั้งประวัติการกินและผลทางห้องปฏิบัติการ

"จากผลการศึกษาพบผู้ป่วยจำนวน 48 ราย เสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 6.25 ผู้ป่วยอายุระหว่าง 12-80 ปี ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาที่สถานพยาบาลจำนวน 25 ราย อาการที่พบมากที่สุดคือ เจ็บคอ ร้อยละ 87.50 แสบปาก ร้อยละ 72.92 ปากชา ร้อยละ 33.33 และคลื่นไส้-อาเจียน ร้อยละ 31.25 ระยะฟักตัว 2 ชั่วโมงถึง 11 วัน ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดมีผู้ป่วย 46 ราย มีประวัติรับประทานอาหารที่ปรุงจากเต่ากระตัวเดียวกัน ระหว่างวันที่ 4-5 มิ.ย.อีก 2 ราย ดูดนมแม่ที่รับประทานเต่ากระ อัตราป่วยในกลุ่มผู้ที่รับประทานเต่ากระเท่ากับร้อยละ 48.48" น.ส.กุสุมา กล่าว

นอกจากนี้ น.ส.กุสุมา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ เต่ากระเป็นสัตว์ทะเลที่มีสารพิษเรียกว่า Chelonitoxism ซึ่งไม่สามารถทำลายด้วยความร้อน สามารถผ่านทางน้ำนม ส่งผลต่อทารกที่ดูดนมแม่ได้ ดังนั้น หนทางที่สามารถเตือนภัยแก่ประชาชน ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ห้ามจับสัตว์ทะเลอนุรักษ์ และติดป้ายแจ้งเตือนเต่าทะเลมีพิษ-ห้ามนำมารับประทาน อาจทำให้เสียชีวิตได้ เพื่อให้ประชาชนได้หลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดจากสัตว์ทะเล

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554

กินเต่า กินตะพาบ มันบาปมาก ต้องระวัง เพราะมันตายอย่างทรมาน ต้องเอามีดกรีดท้อง เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่แนะนำให้ลอง ..

Sunday, July 3, 2011

ประโยชน์ของวิตามินบี 12

วิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่จำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติ กล้ามเนื้อและซ่อมแซมเซลล์ การสังเคราะห์ดีเอ็นเอช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายช่วยให้มีพละกำลังมากขึ้น ช่วยบำรุงจิตใจอารมณ์ ช่วยให้มีสมาธิ ตามข้อมูลส่วนใหญ่ บี 12 มาจากอาหาร เช่นเนื้อสัตว์ ปลา ไข่และไก่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัตว์และพืชไม่สามารถสร้างวิตามิน บี12 ได้ แบคทีเรียคือตัวที่สร้างวิตามิน บี 12 สัตว์ได้รับวิตามิน บี 12 จากพืชผัก อาหารที่เปื้อนวิตามิน บี 12 เช่นดินหรือหญ้าที่มีแบคทีเรียที่สร้าง บี 12 แล้วสัตว์ก็เลยกลายเป็นแหล่งของวิตามิน บี 12 สำหรับคนที่ทานเนื้อสัตว์

การขาดวิตามิน บี 12 เป็นกันมากในกลุ่มผู้สูงอายุสาเหตุที่เป็นไปได้มี 3 สาเหตุ

ข้อแรกคือมีบางสิ่งในร่างกายที่แย่งบี12 ไปจากร่างกายคุณ เช่นพยาธิ

ข้อสองคือมีบางสิ่งที่ทำลายบี 12 เช่น สารไชยาไนด์ บุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง การดื่มเหล้าและการดื่มน้ำที่มีคลอรีน

ข้อสามคือมีบางสิ่งที่กีดกันการดูดซึมบี 12 ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระเพาะที่ต้องสร้างสารช่วยในการดูดซึม ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะมักจะมีปัญหาในการสร้างส่วนสำคัญในการดูดซึมบี 12

การวิจัยอันหนึ่งพบว่า คนที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วหรือมากกว่านั้นต่อวัน มีการดูดซึมวิตามินบีได้น้อยลงถึง 15% คนที่เป็นโรคโครล์นหรือมีอาการผิดปกติในระบบย่อยอาหารก็ทำให้เกิดการขาดวิตามินบี 12 ได้ อาการขาดวิตามินบี12 นี้ใช้ระยะเวลานานถึง 5 ปีหรือมากกว่านั้นก่อนที่จะปรากฏให้เห็น

อาการที่บ่งว่าร่างกายขาดบี 12 คือ เป็นโรคโลหิตจางเพราะขาดบี12 ท้องเสีย เหนื่อยล้า มีความเสียหายของเส้นประสาทมีอาการหดหู่ เป็นโรคหัวใจ มือสั่น มีจำนวนสเปิร์มน้อย ความจำเสื่อม มือเท้าชา ตาพร่ามัวสับสน ไม่มีสมาธิ เป็นต้น ได้มีการศึกษาค้นคว้าการรักษาคนที่เป็นโรคหดหู่ด้วยวิตามินบี 12 และพบว่าบี 12 มีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาโรคหดหู่ได้เพราะบี12 ช่วยสร้างสารประกอบชื่อ โมโนอามีนในระบบประสาทส่วนกลาง สารนี้ถ้ามีน้อยไปเชื่อว่ามีผลทำให้เกิดอาการเศร้าหดหู่ ทารกถ้าขาดบี12 จะแสดงอาการเร็วกว่าผู้ใหญ่ จะมีอาการเหนื่อยไม่อยากอาหารถ้าไม่รักษาทันทีอาจเสียชีวิตได้ หรือพิการทางสมอง

ถ้าท่านรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 เสริม เช่น ซีเรียล ควรรับประทานให้ได้ 3 ไมโครกรัมต่อวัน ถ้าท่านรับประทานวิตามินบี 12 ในรูปแบบวิตามินบี 12 ในรูปแบบวิตามินเสริมท่านควรรับประทาน 10 ไมโครกรัมต่อวัน สำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากสัตว์สามารถรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 เสริมเช่น นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้

ท่านที่มีคำถามหรือต้องการขอคำปรึกษาให้ส่งจดหมายมาที่ นสพ.เดลินิวส์ เลขที่ 1/4 ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กทม.10210 วงเล็บมุมซองด้วยว่าส่งต่อ ดร.คิว หรือโทร. 08-4636-2789, 08-1494-1561 และอีเมล DrQcontact@gmail.com

ดร.คิว ลานทอง

ที่มา: ประโยชน์ของวิตามินบี 12 นสพ.เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 03 กรกฎาคม 2554

โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสันมีผลต่อการเคลื่อนไหวของคุณ มันเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทในสมองมีปัญหา

โดยทั่วไปเซลล์ประสาทสร้างสารเคมีที่สำคัญชื่อว่า โดพามีน ซึ่งส่งสัญญาณไปที่ส่วนของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว มันทำให้กล้ามเนื้อของคุณเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นและทำตามที่คุณต้องการให้มันทำ

เมื่อคุณเป็นโรคพาร์กินสัน เซลล์ประสาทเหล่านี้ทำงานไม่ปกติ แล้วคุณไม่สามารถสร้างโดพามีนเพียงพอ แล้วมีผลให้คุณไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการ โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่จะแย่ลงไปตามระยะเวลาที่เป็น แต่มันมักจะเกิดขึ้นช้า ๆ เป็นเวลาหลายปี ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำไมเซลล์ประสาทถึงไม่ทำงาน แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามค้นคว้าหาคำตอบ ศึกษาหาสาเหตุมากมาย รวมทั้งความสูงวัย และมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ยืนไม่ปกติก็ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลักสำหรับคนบางคน แต่ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์เพียงพอที่จะแสดงว่ามันเป็นโรคทางกรรมพันธุ์

อาการหลัก 4 อาการของโรคพาร์กินสันคือ อาการสั่นตามมือ แขน หรือขา กล้ามเนื้อแข็ง เคลื่อนไหวช้า และมีปัญหาในการทรงตัวหรือการเดิน อาการสั่นจะเป็นอาการแรกที่คุณสังเกตได้ มันเป็นอาการที่เป็นกันมากที่สุดของโรคนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการสั่น และไม่ใช่ว่าคนที่มีอาการสั่นจะเป็นโรคนี้ อาการสั่นมักจะเริ่มจากแขนหรือขาข้างหนึ่งของร่างกาย อาการอาจจะแย่ ตอนตื่นหรือตอนที่ไม่เคลื่อนไหวมากกว่าตอนที่หลับหรือกำลังเคลื่อนไหว เมื่อเวลาผ่านไปโรคนี้จะมีผลกระทบต่อกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหากับการกลืนอาหารหรือท้องผูก ในขั้นที่เป็นมากแล้ว คนที่เป็นโรคนี้จะหน้าตาตึงไม่มีการแสดงสีหน้า มีปัญหาในการพูด และปัญหาอื่น ๆ คนบางคนมีปัญหาทางจิตด้วย คนมักจะเริ่มมีอาการเมื่ออายุประมาณ 50-60 ปี แต่ในบางคนก็มีอาการเมื่ออายุน้อยกว่านั้น

ตอนนี้มันยังไม่มีทางรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดได้ แต่มียาหลายประเภทที่จะช่วยควบคุมอาการและช่วยให้อยู่กับโรคนี้ได้ง่ายขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ช่วยป้องกันและทำให้อาการของโรคนี้เป็นช้าลง คนที่บริโภคอาหารเช่นบรอกโคลี ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ช่วยเพิ่มกลูตาไธออน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกเก็บไว้ที่ตับ โคคิวเท็น (CoQ10) ก็เป็นสารอาหารหนึ่งที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาท ควรรับประทาน 20-50 มิลลิกรัม 2-3 วันต่อสัปดาห์ตอนเช้า รับประทานอาหารที่มีวิตามินสูง ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ผักโขม และผักใบเขียวอื่น ๆ ก็ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ด้านเพศสัมพันธ์ คนไข้ที่รักษาโรคพาร์กินสันแล้วมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ก็ยังมีความแข็งแรงได้เช่นเดิม อย่าได้ท้อถอยโดยไม่ได้ฟื้นฟู

ท่านที่มีคำถามหรือต้องการขอคำปรึกษาให้ส่งจดหมายมาที่ นสพ.เดลินิวส์ เลขที่ 1/4 ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กท. 10210 วงเล็บมุมซองด้วยว่าส่งต่อ ดร.คิว หรือทาง โทร. 08-4636-2789, 08-1494-1561 และอีเมล : DrQcontact @ gmail.com

ดร.คิว ลานทอง

ที่มา: เสพสมบ่มิสม นสพ.เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 04 กรกฎาคม 2554

Monday, May 23, 2011

เลือดออกทางทวารทั้ง 7

เรื่องจริงที่เหลือเชื่อ มันอาจช่วยให้คุณรอดจากงื้อมือยมบาลที่เป็นตัวคุณเอง

ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี

ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน " ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า"

ศาสตราจารย์ฟันธง ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ "มันฆ่า "แล้วสารหนูมาจากไหน

ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มี สูตร เคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไ ซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง

พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด

เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง เพื่อความไม่ประมาท

เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังเพื่อนฝูงด้วย

Wednesday, February 2, 2011

ระวัง..ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาด

อธิบดีกรมควบคุมโรค เตือนระวังไข้หวัดใหญ่ หลังพบเดือนแรกของปี 2554 ป่วยแล้ว 470 ราย เสียชีวิต 2 ราย แนะสังเกตอาการ พบแพทย์ทันทีที่ป่วย ....

วันพุธที่ 2 ก.พ. 2554 นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า หลังจากองค์การอนามัยโลกได้ลดระดับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ลงเป็นระยะหลังการระบาดใหญ่และกลายเป็นส่วนหนึ่งของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค จึงได้ปรับเปลี่ยนการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รวมเข้ากับการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่โดยรวม เพื่อให้การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่โดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นมา ซึ่งในสัปดาห์ที่ 1-3 ของปี 2554 พบว่าแนวโน้มสัดส่วนของผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในสถานพยาบาลอยู่ใน ระดับคงที่ ประมาณร้อยละ 6 และจากการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ พบว่า สัดส่วนการตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อยู่ในระดับคงที่ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ของโรคมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงเพิ่มมากกว่าสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างชัดเจน แต่ควรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูกาลระบาด ตอนต้นปีอาจพบการระบาดของโรคได้ จากการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ สะสมตั้งแต่วันที่ 1-22 มกราคม 2554 จำนวน 470 ราย เสียชีวิต จำนวน 2 ราย เป็นผู้เสียชีวิตยืนยันเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั้ง 2 ราย โดยเป็นคนในครอบครัวเดียวกันและมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน จากการเฝ้าระวังกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในสถานพยาบาล พบว่าจํานวนผู้ป่วยด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 พบว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้ป่วยระหว่าง ร้อยละ 5-10 เพิ่มสูงขึ้น และจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เกินร้อยละ 10 ของจํานวนผู้ป่วยนอกมี 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทราและสมุทรสาคร

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ มักจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำมูกไหล อาการจะค่อยๆดีขึ้นภายใน 5- 7 วัน ผู้ที่กำลังป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ห้ามออกกำลังกายหรือทำงานหนัก เนื่องจากอาจทำให้อาการทรุดลงจากการติดเชื้อลุกลามไปที่ปอดได้ และหากมีอาการป่วยจากไข้หวัดใหญ่รุนแรง เช่น มีไข้สูงและไข้ไม่ลดลงภายใน 2 วัน มีอาการไอมาก เจ็บหน้าอก หายใจถี่ หอบเหนื่อย ซึม ในเด็กเล็กอาจทำให้เด็กร้องไห้งอแงมาก กินอาหารไม่ได้หรือกินได้น้อยมาก อาเจียน ท้องเสีย ขอให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที และหากมีข้อสงสัยติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทรศัพท์ 0 2590 3333 ตลอด 24 ชั่วโมง

โรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มีวิธีการป้องกันเหมือนกัน คือ รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ หากเข้าไปในที่ชุมชนหนาแน่นควรสวมหน้ากากอนามัย สำหรับผู้ที่มีไข้ ให้หยุดอยู่บ้าน 7 วัน ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น คาดหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่กับผู้อื่น สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีไข้สูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว หากมีอาการดังกล่าว และไข้ยังไม่ลดภายใน 48 ชั่วโมง ขอให้ไปพบแพทย์ทันที

.

Saturday, October 9, 2010

ให้น้ำตาเยียวยาหัวใจ

ร้องไห้เป็นเรื่องธรรมชาติที่ติดตัวคนเราตั้งแต่เกิดมา เมื่อยังเป็นแค่เด็กทารก เราร้องไห้เมื่อรู้สึกหิว เมื่อง่วงนอน เหนื่อย หงุดหงิด รู้สึกไม่สบายเนื้อตัว

เมื่อโตขึ้นสักหน่อย น้ำตารินไหลเมื่อไม่มีใครสนใจ เมื่อกลัว เมื่อถูกผู้ใหญ่ตำหนิลงโทษ หรือเมื่อหกล้มลง แต่นั่นก็ในเวลาไม่นานนัก แค่ไม่กี่นาทีเราก็กลับมาวิ่งเล่นเป็นเด็กปกติได้เหมือนเคย

มิต้า พาน Mita Bhan นักบำบัดองค์รวมชาวอินเดีย เธอเขียนข้อแนะนำ "เดอะ ฮีลลิ่ง เพาเวอร์ ออฟเทียร์" ลงเว็บไซต์ บอกว่า

พอคนเราเริ่มโตขึ้น ก็ถูกสอนว่าให้เก็บกดอารมณ์ของตัวเองไว้ ไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจหรือความเจ็บปวดออกมาได้โดยง่าย เรากลายเป็นคนโตๆ ที่ต้องไม่ร้องไห้ แล้วพวกครู และพ่อแม่ผู้ปกครองก็พร่ำสอนเราอยู่เรื่อยๆ ว่าอย่าร้องไห้ไปเลยคนเก่ง หยุดร้องเสียเถอะคนดี

แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญยิ่งกว่านั้นที่พวกเรา พึงทราบก็คือว่า คนเราทุกคนต้องร้องไห้ ไม่ด้วยเรื่องใดก็เรื่องหนึ่งในชีวิต ในช่วงที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แถมนักวิทยาศาสตร์ยังพบด้วยว่าคนที่ร้องไห้อยู่บ่อยๆ นั้น ยังทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

มาดูกันว่าการร้องไห้ช่วยเยียวยาหัวใจให้แข็งแรงได้อย่างไร คุณมิต้า พาน เธอสรุปเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

-การร้องไห้ช่วยปลดปล่อยความเครียด และสารพิษท็อกซินในอารมณ์เครียด ออกไปจากร่างกาย หลังจากร้องไห้ ยกใหญ่แล้วเราจะรู้สึกว่าอารมณ์โปร่งโล่งเบาขึ้น

-น้ำตาซึ่งถูกขับ ออกมานั้น จะมีปริมาณของ โปรตีนและเบต้าเอนโดรฟินสูง ช่วยลดความเจ็บปวดตามธรรมชาติลงได้ น้ำตายังฆ่าแบคทีเรีย และหล่อลื่นดวงตาให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น

-มีรายงานว่าคนที่ร้องไห้บ่อยกว่าคนอื่นจะมีความเจ็บป่วยทางกายน้อยกว่าคนที่ชอบเก็บงำเอาไว้

-การร้องไห้ช่วยให้รู้สึกสงบอยู่ข้างใน เราจะสามารถมองเห็นสถานการณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น หลังจากได้ร้องไห้หนักๆ ไปแล้ว

พึงระลึกไว้ว่า การเป็นคนเก่งและกล้าหาญไม่จำเป็นต้องเก็บกดอารมณ์เสมอไป

ที่มา: ไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์ 9 ตุลาคม 2553
===จริง ๆ เรื่อง น้ำตาให้พลังเยียวยาหัวใจ นี้มีคนกล่าวเยอะ ทำวิจัยแยะ Mita Bhan เพียงสรุปข้อมูลของคนอื่นเท่านั้น=======
The Healing Power of Tears ให้น้ำตาเยียวยาหัวใจ

Crying has come naturally to us since the day we were born. When we were infants, we bawled when we were hungry, sleepy, tired, frustrated, dirty, you name it. As we grew a little older, our tears rolled when we felt ignored, scared, reprimanded by adults, or we fell down. The tears didn't last for too long, and within a few minutes we were back to our normal active, curious, childlike selves.

But what happened as we grew older? We learnt to repress our emotions. Not show our disappointment or pain so easily. We became big boys and big girls, and our parents and teachers reminded us again and again to stop crying over this or that and to be brave.

But fact of the matter is we all have to cry even as adults at some point or the other in our lives. And scientists have discovered that those who have a good cry periodically actually lead healthier lives.

Here's how crying can heal you:

1. Release tension and the toxins of emotional stresses from the body. After a good bawl, don't we all feel a little lighter?
2. Tears which flow with emotion actually contain higher amounts of protein and beta endorphin - natural pain relievers. Tears also kill bacteria, lubricate our eyes and help us see better.
3. Those who cry more often than others report less physical illnesses than those who keep it inside.
4. Crying aids inner calm and peace. We can view the situation more clearly and calmly after a good session.

Being strong and brave is not about suppression of emotions. It's about clarity, willingness to face whatever life offers our way. And knowing the power of release. So the next time you feel the tears well up, go get the box of tissues and cry your heart out. You'll feel better in more ways than one.

Mita Bhan is a US Certified Psychic Tarot Reader and Holistic Healing Practitioner based in DLF City, India น้าน โม้เข้าไป เก่งจริงสาวน้อยนางนี้

Source: idiva.com

Tuesday, October 5, 2010

ถ่ายภาพทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

มารู้จัก เทคโนโลยีที่ช่วยค้นหาจุดกำเนิดของโรคลมชักและประเมินเพื่อวางแผนในการผ่าตัด หนึ่งในนั้นคือ การถ่ายภาพทางเวชศาสตร์ นิวเคลียร์ เป็น เทคนิคการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยให้สารเภสัชรังสีแก่ผู้ป่วย และถ่ายภาพการกระจายตัวของสารเภสัชรังสีในอวัยวะที่ต้องการตรวจด้วยเครื่อง ตรวจและสร้างภาพ เช่น GAmma camera หรือ Single Photon Emission Computed Tomography (SPECT) หรือ Positron Emission Tomography (PET) เพื่อแสดงขนาด รูปร่าง ตำแหน่ง และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่ไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้โดยวิธีอื่น

SPECT-Single Photon Emission Computed Tomography เป็นเทคนิคการถ่ายภาพอวัยวะภายในร่างกายที่ต้องการตรวจโดยการให้สารเภสัช รังสีแก่คนไข้ แล้วทำการตรวจวัดรังสีแกมมาที่แผ่ออกมาจากสารเภสัชรังสีนั้นด้วย อุปกรณ์ที่เรียกว่า "กล้องถ่าย แกมมา (gamma camera)" ซึ่งมีทั้งแบบที่หมุนได้ และแบบอยู่กับที่รอบตัวคนไข้ จากนั้น คอมพิวเตอร์จะแปลข้อมูลที่ได้ออกมาให้เห็นเป็นภาพการกระจายตัวของสารเภสัช รังสี โดยสร้างภาพตัดเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้น ทำให้สามารถบอกความผิดปกติของอวัยวะได้โดยดูการกระจายตัวของสารเภสัชรังสี ซึ่งเทคนิค SPECT สามาวินิจฉัยได้ดีในโรคหัวใจ โรคลมบ้าหมู และโรคมะเร็ง ข้อได้เปรียบอีกอย่างคือไม่ต้องใช้เครื่องไซโคลตรอนในการผลิตไอโซโทปรังสี

PET-Positron Emission Tomography เป็น เทคนิคการถ่ายภาพอวัยวะในร่างกายที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน โดยการตรวจวัดสารกัมมันตรังสีบางชนิด ซึ่งให้แก่ร่างกายในรูปของสารเภสัชรังสีเพื่อใช้ในการตรวจวัดเชิงปริมาณของ ขบวนการทางชีวเคมีในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ไอโซโทปรังสีที่ใช้จะเป็นชนิดที่ปลดปล่อยโพซิตรอนออกมา ซึ่งโพซิตรอนที่จะทำปฏิกิริยาประลัยเกือบจะทันทีทันใดกับอิเล็กตรอนที่โคจร อยู่รอบนิวเคลียสในอะตอมของสาร จึงทำให้ PET มีประโยชน์ในการศึกษากระบวนการทางสรีรวิทยาและชีวเคมีที่ผิดปกติ โดย PET จะมุ่งไปยังระบบประสาทส่วนกลางเป็นหลัก ด้วยการวัดตัวแปรเสริมอื่น ๆ ประกอบเช่นการไหลเวียนของเลือด กระบวนการสร้างและสลายน้ำตาล กลูโคส และการเผาผลาญออกซิเจน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะหาสมุฏฐานของโรคลมบ้าหมู หรือหาขนาดที่แน่นอนของบริเวณที่พิการในสมองได้ ในการศึกษาที่เกี่ยวกับหัวใจและหน้าที่ของหัวใจ การตรวจโดยใช้ PET จะเป็นวิธีที่เฉพาะเจาะจง และ ให้ผลดีกว่าการตรวจสอบโดยวิธีอื่น ๆ

takecareDD @ gmail.com

ที่มา: ถ่ายภาพทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ภาษาหมอวันละคำ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคารที่ 05 ตุลาคม 2553

Monday, September 20, 2010

2553 ไข้ไทฟอยด์ระบาดสงขลา

ไข้ไทฟอยด์ระบาดสงขลา ป่วยกว่า 100 ราย สั่งคุมเข้มแหล่งน้ำดื่ม ระดับคลอรีนต่ำ...

6 พ.ค. 2553 นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนก.ย.52-ม.ค.53 พบว่ามีการระบาดของโรคไข้ไทฟอยด์ หรือโรคไข้รากสาดน้อย หรือที่ในอดีตเรียกกันว่า โรคไข้หัวโกร๋น ในจ.สงขลา โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนในโรงเรียนของเทศบาลเมืองสงขลา แต่ไม่พบการดื้อยา ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคเพื่อหาสาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของการระบาด ซึ่งจากการเฝ้าระวังโรคของฝ่ายแบคทีเรียลำไส้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าหลังจากการระบาดเมื่อปี 2517-19 ไม่มีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มใหญ่ของโรคไข้ทัยฟอยด์ในประเทศไทยอีก จนกระทั่งปลายปี 2540 พบการระบาดในศูนย์อพยพชาวกัมพูชา จ.ตราด มีผู้เสียชีวิตร้อยละ 4 และมีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีการดื้อยาหลายชนิดอีกด้วย

ด้านนพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลและป้องกันไม่ให้เป็นโรคไข้ไทฟอยด์ได้ โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งจะฉีดให้กับคนที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อที่เกิดจากการประกอบอาชีพ หรือคนที่เดินทางไปในพื้นที่เกิดโรคเป็นประจำ รวมถึงคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการเป็นโรคมาก อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันโรคได้ถ้าได้รับวัคซีนหลังจากได้รับเชื้อเป็นจำนวนมาก ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีสุดคือ การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ดื่มน้ำต้ม หรือน้ำที่ฆ่าเชื้อแล้ว ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือจับอาหาร และหลังจากเข้าส้วม การกำจัดสิ่งปฏิกูลให้ถูกสุขลักษณะ เพียงเท่านี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงโรคไข้ไทฟอยด์ได้

ขณะที่นพ.ภาสกร อัศวเสวี ผู้อำนวยการระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การระบาดของโรคไข้ไทฟอยด์ในพื้นที่จ.สงขลา เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยประชาชนในพื้นที่อ.เมือง ป่วยประมาณ 130-140 คน จากการสอบสวนโรค สงสัยว่าเกิดจากการบริโภคน้ำที่ไม่สะอาด ระดับคลอรีนในน้ำต่ำ จึงเกิดการปนเปื้อนของเชื้อเข้าสู่อาหารที่เลี้ยงในโรงเรียนเด็กเล็กและสถานพินิจ

ทั้งนี้ โรงพยาบาลในพื้นที่ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 ดำเนินการเก็บตัวอย่างประชาชนที่ต้องสงสัยติดเชื้อเพิ่มเติม จำนวน 2 พันตัวอย่างไม่พบเชื้อ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้เรียบร้อยแล้ว และยังไม่น่ากังวลว่าโรคจะแพร่ระบาดไปในพื้นที่อื่น ภายหลังเกิดการระบาด กรมได้ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 ดำเนินการแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบอาหาร เพิ่มระดับการระมัดระวังเรื่องความปลอดมากขึ้น รวมถึงตรวจอุจจาระและอาหารของพ่อค้าแม่ค้าที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งขอความร่วมมือการประปาและโรงน้ำแข็ง เติมคลอรีนในน้ำให้มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น ตรวจสอบและล้างทำความสะอาดตลาดในพื้นที่ และให้ความรู้เกี่ยวกับสุขศึกษาแก่ประชาชน เช่น การเก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นต้น

ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา ไทยรัฐออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2553

Sunday, September 19, 2010

ว่ายน้ำในสระที่ใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค เพิ่มโอกาสมะเร็งหนัก

นักวิจัยชาติแชมเปี้ยนฟุตบอลโลกกล่าวเตือนว่า การว่ายน้ำในสระที่ใส่คลอรีน อาจทำให้ผู้ว่ายเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งสูงขึ้น

นักวิจัยของศูนย์การวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมสเปน มีสำนักงานที่นครบาร์เซโลนา กล่าวว่า การศึกษาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเครื่องบ่งชี้ของการกลายพันธุ์ หรือการกลายพันธุ์อย่างถาวรของดีเอ็นเอในหมู่ของนักว่ายน้ำในสระว่ายน้ำในร่มที่ใส่คลอรีน "พบหลักฐานของพิษต่อกรรมพันธุ์ในนักว่ายน้ำซึ่งเป็นผู้ใหญ่แข็งแรงดี 49 นาย หลังจากว่ายน้ำอยู่ในสระในร่มที่มีคลอรีนอยู่นาน 40 นาที"

รายงานกล่าวต่อไปว่า "นักวิจัยได้พบ ผู้ว่ายน้ำที่แข็งแรงดีเหล่านี้ มีอัตราความเสี่ยงกับอันตรายของโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เนื่องจากคลอรีนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ"

รายงานซึ่งเผยแพร่ในวารสาร "อนามัยสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ" แจ้งว่าผู้ประสานงานในการศึกษา ได้บอกว่า ประชาชนไม่ควรจะเลิกว่ายน้ำเพราะผลการค้นพบนี้เสีย หากว่าลดปริมาณของสารเคมีเหล่านี้ให้น้อยลง จะยิ่งทำให้ได้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพของการว่ายน้ำมากขึ้น"

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 20 กันยายน 2553

ไข้หวัด 2009: เชื้อลงหัวใจ

ดูแลตัวเองด้วย ไข้หวัด 2009 กำลังระบาดหนัก กรณีนี้ หมอไม่รู้ว่าเชื้อไปลงที่หัวใจ คงจะเป็นคนแรก ที่เชื้อไปลงที่หัวใจ โปรดช่วยกันบอกต่อด้วยนะคะ

น้องน้ำเพชร เรียนที่ รร. เซ็นคาเบรียล อยู่ชั้น ม. 3
เป็นเพื่อนกับหลานสาวเราเอง ...
วันศุกร์ที่ 10/9/53 ได้ไปงานศพที่วัดเซ็นต์หลุยส์
น่าเสียดายเด็กอายุ 14 ปี กำลังจะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันสมควร...

อยากให้ทุกคนอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษานะคะ เพราะมันอันตรายจริงๆ

น้ำเพชร น้องชายคนเดียวอายุ14ปี ของบ้านซึ่งเค้าเป็นไข้หวัด2009 ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งครอบครัวเสียใจเป็นอย่างมาก เราก็ไม่รู้หรอกว่าน้องเค้าเป็นอะไร ไปตรวจดูเชื้อก็ไม่พบ อาการ ที่น้องเป็นคือ วันแรกมีไข้ขึ้นสูงมากกกก วันที่ 2 เจ็บหัวใจและหายใจไม่ออก วันสุดท้ายคือวันที่3หน้าซีดและอาเจียน ไม่สามารถกินอะไรได้ตั้งแต่วันจันทร์ตอนเย็นแล้ว เมื่อเวลา4โมงครึ่ง ฉันและพ่อได้พาน้องไปโรงพยาบาล เมื่อกำลังจะถึงโรงพยาบาลน้ำเพชรเกิดอาการช๊อค กำมือแน่น ตาเหลือก และอ้าปาก มีฟองออกจากจมูกน้องของฉัน วินาทีนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี หัวใจของน้องฉันหยุดเต้นแล้ว พอถึงโรงพยาบาล ก้เค้าห้องฉุกเฉิน พ่อของฉันซึ่งเป็นหมอ ก็พยายามปั้มหัวใจให้น้องฉัน ให้พยายาบาลและหมอในโรงพยาบาลอีกหลายท่านมาช่วยกัน แต่ก็ไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน ทำอย่างไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ น้องของฉันถูกปั้มหัวใจอยู่8ชั่วโมง แต่มันไม่ช่วยให้น้องของฉันฟื้นขึ้นมาเลย

พ่อของฉันได้มานั่งคิดดูถึงสาเหตุที่ตรวจเชื้อไวรัสไม่เจอ พ่อของฉันบอกว่า การที่ตรวจเชื้อนี้ตรวจที่หลอดลมและปอด แต่กรณีน้องชายของฉันเชื้อนี้ไม่ได้ลงที่ปอด แต่ไปลงที่หัวใจ ซึ่งผลออกมาเลยไม่ทราบว่าน้องชายของฉันเป็นโรคอะไร

น้องชายของฉันได้ไปทำพาสปอร์ต เมื่อวันจันทร์ที่ 6 /09/10 ได้ติดเชื้อจากที่นั่น พ่อของฉันก็ไปด้วยกันกับน้อง และเมื่อพ่อกลับมาพ่อของฉันเจ็บคอมากไม่สามารถพูดได้เลย และพ่อของฉันก็เลยทานยาและให้น้ำเกลือจึงทำให้หายเจ็บคอ พ่อบอกว่าเชื้อนี้มันลงที่คอพ่อ น้องชายของฉันไปทำพาสปอร์ตเพราะได้ทุนที่จะไปเล่นดนตรีไทยที่ไต้หวันวันที่ 7 ตุลา 2010

ฉันจึงอยากบอกให้ทุกคน ดูแลรักษาร่างกายของตนเองดีๆ ห้ามเข้าไปในที่แออัด ระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อมาก ไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วยนะคะ และฝากส่งข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อว่าการตายของน้องชายของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า และทำให้คนไทยหลายๆ คนไม่เป็นแบบน้องชายของฉัน

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ ขอให้พระคุ้มครองทุกท่านคะ!!!:)



ที่มา: forward mail

Monday, September 13, 2010

เตือน!"ดมกางเกงใน" เสี่ยงติดเชื้อสูง

ดม ถูไถ กางเกงในไม่ซักโรคเพียบ เริม ไวรัส และเชื้อโรคนานับประการ อธิบดีกรมควบคุมโรค เตือนประชาชนอย่าดม หรือสัมผัส กางกางในคนอื่นในระยะประชิด เสี่ยงติดเชื้อ ...

หลังจากที่ไทยรัฐออนไลน์เปิดประเด็นเกี่ยวกับกรณีนิตยสารโป๊วิตถารแถมใช้กลเม็ดเด็ดพรายดึงดูดใจลูกค้าด้วยการแถมกางกางในของนางแบบเพื่อให้ลูกค้าไปสูดดมเป็นที่ระลึกแล้ว

ล่าสุด นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกมาเตือน เรื่องการสูดดม ถูไถ กางเกงในของนางแบบที่นิตยสารโป๊แจกมาว่า เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ ซึ่งการจับต้องหรือสูดดมวัตถุโดยเฉพาะวัตถุที่อยู่ในส่วนซ่อนเร้นส่วนที่มีเชื้อโรคมากมาย หากใครนำไป สูดดม ถูไถ หรือจับต้องไปทำให้ติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยง

“มีโอกาสเสี่ยงสูงมากครับ ถ้าหากคุณสูดดมเครื่องนุ่งห่มที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และยิ่งมันอยู่ในบริเวณของสงวนนั้นๆ ด้วย ซึ่งธรรมดาเครื่องนุ่งห่มที่ใช้แล้วไม่สะอาด ที่สำคัญเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่ใส่กางเกงในจะเป็นโรคอะไรหรือเปล่า โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่นโรคเริม โรคไวรัสต่างๆ มากมาย ยิ่งเอาเข้ามาสูดดม ถูไถใกล้ๆ มีสิทธิ์ติดเชื้อได้ เป็นเรื่องที่อันตรายควรหลีกเลี่ยง”

เมื่อถามว่าหากนำกกน.นางแบบมาดมแบบห่างๆ จะติดเชื้อโรคไหมนั้น อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า แม้จะไม่เป็นอันตราย แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือยิ่งถ้าเอากางเกงตัวนั้นๆ ที่ได้มา มันถอดออกใหม่ๆ แล้งนำมาดม หรือสัมผัส ถูไถ เป็นต่อสุขภาพอันตรายมาก จึงอยากจะประชาสัมพันธ์ว่าถ้าเป็นได้ อยากจะให้ประชาชนหลีกเลี่ยงด้วย”อธิบดีกรมควบคุมโรค

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ อังคาร 14 กันยายน 2553

Friday, September 10, 2010

ปัญหาเรื่องปวดเข่าของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี

ผมขอนำจดหมายที่ส่งมาทางอีเมล จากเด็กหนุ่มวัย 17 ปี นักเรียน รร. กีฬาแห่งหนึ่งที่ให้ประวัติว่า “หัวเข่าข้างขวาของผม บิดมาประมาณ 9 รอบ คุณหมอมีเวลาไหมครับ ซึ่งมันทรมานมากครับ แต่ตอนนี้ผมก็ยังปวดอยู่ตลอดหลายครั้ง และครั้งล่าสุดที่เจ็บ คือ วันที่ 7 เมษายน 2553 ตอนที่เข่าผมบิดครั้งแรก ประมาณเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และผมก็เจ็บมาเกือบทุกเดือน รวมกันเป็น 9 ครั้ง และทุกครั้งที่ผมเจ็บ ผมก็ไปหาหมอทุกครั้ง และหมอก็บอกว่า หมอนรองกระดูกเข่าขวาฉีก หรือเอ็นหัวเข่าขวาอักเสบ และฉีกขาด และหมอให้ยามาทานเป็นตัวยา 4 ชนิด คือ 1. ยาบำรุงไขข้อ 2. ยาแก้อักเสบ 3. ยาคลายกล้ามเนื้อ 4. ยาบำรุงแก้เหน็บชา และหมอก็บอกให้พักประมาณ 2-3 อาทิตย์ และมันไม่ปวดแล้ว ผมก็เลยไปเล่นบอลต่อและก็เจ็บกลับมาอีก มันทรมานมากเลยครับและจะทำตัวอย่างไร”
วิเคราะห์ประวัติการเจ็บป่วย
1. บาดเจ็บจากการเล่นฟุตบอลครั้งแรก เดือนกรกฎาคม 2552 เข้าใจว่าไปพบแพทย์ แพทย์ให้ยามาทาน และให้พัก 2-3 อาทิตย์ แล้วกลับไปเล่นใหม่
2. หลังกลับไปเล่นก็มีการบาดเจ็บอีก บอกว่ามีการเจ็บทุกเดือนและมีการเข่าบิดมา 9 รอบ (คงหมายถึง 9 ครั้ง) ทุกครั้งที่บาดเจ็บก็ไปพบแพทย์ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นแพทย์สาขาใด แพทย์บอกว่า หมอนรองกระดูกเข่าขวาฉีกและเอ็นหัวเข่าขวาฉีกขาดและมีการอักเสบ แพทย์ให้การรักษาด้วยยา 4 ชนิดและให้พักก่อนที่จะลงไปเล่นอีก

จากประวัติข้างต้น ทางการแพทย์อาจกล่าวได้ว่า “มีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน เพราะเมื่อกลับไปเล่นครั้งใด ก็มีอาการบาดเจ็บทุกครั้ง” ซึ่งแสดงว่าภายในข้อเข่าข้างนั้นน่าที่จะสูญเสียความแข็งแรงจากการฉีกขาดของ เอ็นยึดข้อเข่า ซึ่งน่าจะเป็นเอ็นไขว้ โดยปกติข้อเข่าของคนเราจะมีเอ็นไขว้หน้า และเอ็นไขว้หลัง การบาดเจ็บ จากการเล่นกีฬาส่วนใหญ่จะเกิดการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า

นอกจากนี้ในข้อเข่ายังมีหมอนรองกระดูก เพื่อเสริมความเคลื่อนไหวของข้อเข่า ไม่ให้ผิวข้อของกระดูกที่มาประกอบเป็นข้อต่อ ต้องเสียดสีหรือชนกันโดยตรง หมอนรองกระดูกนี้จะมี 2 ชิ้น อยู่ด้านใน และอยู่ด้านนอก ซึ่งในการบาดเจ็บทางการกีฬา ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกันกับเอ็นไขว้ที่ฉีกขาดไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็มีบางรายที่ฉีกขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

ประเด็นสำคัญในการตรวจและวินิจฉัย
แพทย์ที่ให้การรักษาได้ให้การวิเคราะห์โรคว่า หมอนรองกระดูกและเอ็นหัวเข่าฉีกขาด โดยการตรวจร่างกายซึ่งผู้ถามมาไม่ได้บอกว่า มีการส่งตรวจทางเอกซเรย์หรือไม่ ซึ่งคาดเดาว่าคงไม่มีการส่งตรวจทางเอกซเรย์ จึงไม่ได้ระบุมาในจดหมาย เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องการตรวจวินิจฉัยให้ได้ผลค่อนข้าง จะ 100% สำหรับเอ็นไขว้และหมอนรองกระดูกฉีกขาด แพทย์จะต้องส่งไปตรวจเอกซเรย์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า เอ็มอาร์ไอ MRI (Magnetic Resonance Imaging) จึงจะเห็นการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและเอ็นภายในและรอบ ๆ ข้อเข่าได้ การส่งเอกซเรย์ธรรมดาจะเห็นตัวกระดูกได้ชัดเจน ส่วนเนื้อเยื่อและเอ็นตลอดจนหมอนรอง กระดูก จะไม่สามารถเห็นได้

ดังนั้นในกรณีที่สงสัยเอ็นไขว้ฉีกขาดและหรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด และต้องการพิสูจน์ทราบให้ชัดเจน แพทย์จะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปตรวจข้อเข่าด้วยวิธีการเอ็มอาร์ไอ การที่แพทย์ไม่ส่งผู้ป่วยไปทำเอ็มอาร์ไอข้อเข่าทุก ๆ รายเพราะแพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่มีความจำเป็นหรืออาจต้องคำนึงถึงเรื่องค่า ใช้จ่ายในการทำเอ็มอาร์ไอ ซึ่งยังค่อนข้างสูงอยู่ (ประมาณ 5,000-6,000 บาทขึ้นไป)

สำหรับกรณีที่ถามมานี้ ผมคงให้ความเห็นว่า น่าจะต้องไปพบแพทย์ด้านออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) เพื่อทำการตรวจและพิจารณาส่งไปทำ เอ็มอาร์ไอของข้อเข่า เพื่อพิสูจน์ว่ามีส่วนใดภายในข้อเข่าฉีกขาดไปบ้าง โดยนำมาพิจารณาร่วมกับการที่แพทย์ตรวจข้อเข่าไว้ก่อนแล้ว

ประเด็นสำคัญในการรักษา
เมื่อได้ข้อมูลการบาดเจ็บ การฉีกขาดของเนื้อเยื่อ เอ็นไขว้ หรือหมอนรองกระดูกแล้วว่ามีมากเพียงใด แพทย์ก็จะสรุปผลทั้งหมดให้ผู้ป่วยได้เข้าใจไปพร้อมกัน ในรายของผู้ถามมีอายุ 17-18 ปี อาจต้องมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือครูหรือโค้ช/ผู้ฝึกสอน เข้ามาร่วมฟังด้วย เพราะในบางครั้ง อาจต้องมีการตัดสินใจที่จะเลือกวิธีการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การรักษาด้วยการเข้าเฝือก รับประทานยา หรือการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เลือกที่จะทำการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งในขณะนี้แพทย์ออร์โธปิดิกส์ ที่สามารถทำการผ่าตัดผ่านกล้องนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากเป็นการฉีกขาดของเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด ผมมีความเห็นว่า ในรายของผู้ถามที่อยู่ในวัย 17 ปี และต้องการที่จะให้ความแข็งแรง ของข้อเข่ากลับคืนมา แพทย์ออร์โธปิดิกส์คงจะเสนอแนะให้ทำการผ่าตัดผ่านกล้อง โดยจะเอาเอ็นส่วนอื่นภายในบริเวณใกล้ ๆ ข้อเข่ามาเสริมหรือทดแทน เอ็นไขว้ที่ฉีกขาด (ในกรณีของผู้ถาม ฉีกขาดมานานแล้ว) เพื่อให้ได้ความแข็งแรงกลับคืนมา ส่วนกรณีหมอนรองกระดูกฉีกขาด แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษา เมื่อเห็นว่ามีการฉีกขาดแบบใด อาจเป็นการเย็บซ่อมหรือเย็บเล็มให้เรียบ กรณีฉีกขาดมาก ๆ มาเป็นเวลานาน ๆ อาจพิจารณาเอาออก

สุดท้ายที่สำคัญมากไม่แพ้กัน คือ ผู้ถามจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะต้องตั้งใจปฏิบัติตามขั้นตอนก่อนและหลัง การผ่าตัด ในด้านการฝึกการสร้างกล้ามเนื้อรอบ ๆ เข่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อต้นขา ผมเดาเอาว่าขณะนี้กล้ามเนื้อต้นขาของผู้ถามคงลีบเล็กลงจากการที่ใช้งานน้อย ลง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ถามที่จะต้องรู้จักการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น โดยปฏิบัติตามแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดที่จะสอนวิธีการให้ ท่านจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการใด ๆ ที่จะทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นและแข็งแรงขึ้น โดยตัวท่านไม่ได้ออกแรงบริหารเอง ซึ่งคงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่จะได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงกลับคืนมา

สวัสดีครับ

ที่มา: คลินิกกีฬา คุยกันวันเสาร์ ปัญหาเรื่องปวดเข่าของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 04 กันยายน 2553

Monday, September 6, 2010

ไข้เลือดออกวิกฤตอาทิตย์เดียวป่วยเพิ่ม7พันราย

รมว.สาธารณสุข เผยโรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดหนักเกือบทุกประเทศของกลุ่มอาเซียน หรือบริเวณเพื่อนบ้าน โดยในที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนที่ผ่านมา ได้หารือเพื่อเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกด้วย.....

เมื่อ วันที่ 6 ก.ย.2553 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า สถิติผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกตั้งแต่เดือนม.ค. 2553 – 2 ก.ย.2553 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมทั่วประเทศ 70,902 ราย เสียชีวิต 87ราย โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 7,374 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 10 ราย ที่ จ.นครศรีธรรมราช 5 ราย กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปัตตานี เชียงใหม่ และกำแพงเพชร จังหวัดละ 1 ราย ซึ่งอัตราผู้ป่วยสะสมเมื่อเทียบช่วงระยะเวลาเดียวกันระหว่างปี 2552 กับปี 2553 พบว่าปีนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 117.23 หรือประมาณกว่า 1 เท่าตัว

รม ว.สาธารณสุข กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้รายงานสถานการณ์โรคเป็นรายอำเภอ ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดและใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป พบ 10 อำเภอที่มีการแพร่ระบาดสูงสุด ได้แก่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก อ.มะขาม จ.จันทบุรี อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี อ.เมือง จ.กระบี่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก อ.สะเดา จ.สงขลา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช และอ.จะแนะ จ.นราธิวาส ได้สั่งการให้แต่ละอำเภอที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก หาสาเหตุของการระบาด รายงานให้ทราบภายในวันที่ 13 ก.ย.2553 ทั้งนี้ พบว่าโรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดหนักเกือบทุกประเทศของกลุ่มอาเซียน หรือบริเวณเพื่อนบ้าน โดยในที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนที่ผ่านมา ได้หารือเพื่อเร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกด้วย

ด้าน นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัญหาการระบาดขณะนี้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้พาหะของโรคมีปริมาณมากขึ้นทั่วภูมิภาคนี้ จากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า เมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงสั้นขึ้น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณยุงมากขึ้น และยุงจะมีโอกาสติดเชื้อนำไปแพร่ได้ง่ายขึ้น

ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553
===
ทำไมไม่สั่งให้"กำจัด"สาเหตุ/ต้นตอของยุงลายไปพร้อม ๆ กันเลยจะได้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ปัญญาดีหรือเปล่าอ่ะ