Showing posts with label ดูแลสุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label ดูแลสุขภาพ. Show all posts

Monday, August 26, 2013

"บุหรี่" ยิ่งสูบยิ่งเสี่ยง มะเร็ง-เซ็กซ์เสื่อม-แก่เร็ว-หัวใจ-กระดูกพรุน-อัมพาต ฯลฯ !!!

"บุหรี่" ยิ่งสูบยิ่งเสี่ยง
มะเร็ง-เซ็กซ์เสื่อม-แก่เร็ว-หัวใจ-กระดูกพรุน-อัมพาต ฯลฯ !!!

โทษภัยของบุหรี่นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าร้ายแรง ก่อให้เกิดโรคและความเสี่ยงต่างๆ มากมาย รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

โดยโรคที่เกิดจากการได้รับควันบุหรี่นั้น มักจะติดอันดับต้นๆ ของสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งยังคงทวีความรุนแรงและเพิ่มอุบัติการณ์มากขึ้นทุกวัน

คุณภาพชีวิต (ผู้จัดการออนไลน์) ได้รวบรวมผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสูบบุหรี่ไว้ ดังนี้

1.เสี่ยงต่อมะเร็ง สารพิษในควันบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งนอกจากมะเร็งปอดแล้ว

ยังก่อให้เกิดมะเร็งที่ช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง หลอดลม หลอดอาหาร เม็ดเลือดขาว ตับอ่อน ปากมดลูก ไต กระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะได้

2.ผลต่อการตั้งครรภ์และทารก ผู้ที่สูบบุหรี่จะเสี่ยงต่อการเป็นหมัน ตั้งครรภ์นอกมดลูก แท้ง

และยังเพิ่มอัตราการตายในทารก ยอกจากนี้ ลูกที่เกิดจากแม่ที่สูบบุหรี่มักจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

สำหรับเด็กที่เติบโตในสิ่งแวดล้อมที่พ่อหรือแม่ที่สูบบุหรี่จะมีอุบัติการณ์การเกิดโรคหอบหืด เป็นหวัดบ่อย

หลอดลมอักเสบจนถึงปอดบวม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการไหลตาย

3.เซ็กซ์เสื่อม สารพิษในควันบุหรี่จะทำให้เกิดการตีบตันของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี่ยงอวัยวะเพศ

ทำให้เลือดไปเลี้ยงได้น้อยลง ประสาทที่ควบคุมเกี่ยวกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ส่งผลให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

4.แก่เร็ว เมื่อสารพิษในควันบุหรี่ถูกดูดซึมผ่านปอดเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระมากมาย

ทำให้เกิดอาการอักเสบและอุดตันของเส้นเลือดฝอยในอวัยวะต่างๆ เลือดจึงไปเลี้ยงได้น้อยลง

ทั้งยังไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้งกร้านและเหี่ยวย่นเร็วขึ้น

5.โรคหัวใจ สารพิษมากมายในควันบุหรี่จะทำให้เกิดความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด

ทำให้ไขมันชนิดดีลดลง และไขมันชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกันง่ายขึ้น เลือดจะมีความหนืดเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันสารพิษในควันบุหรี่ยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือดขึ้น

6.โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน โดยนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่จะไปลดการสร้างกระดูก

และลดการดูดซึมแคลเซียมทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักได้ง่าย และโรคข้อและกระดูก

การสูบบุหรี่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อและกระดูกจากการออกกำลังได้ง่าย รวมถึงการฉีกของเอ็นและกล้ามเนื้อ

ในรายที่กระดูกหักก็จะต่อติดกันได้ยากและทำให้แผลหายช้า

7.ปัญหาสุขภาพช่องปาก ควันบุหรี่จะทำลายเนื้อเยื่อที่ยึดระหว่างเหงือกและฟัน

ทำให้เหงือกร่น เหงือกอักเสบเนื้อตายแบบเฉียบพลัน เสียวฟัน ฟันผุ แผลในช่องปากหายช้า มะเร็งช่องปาก

ความสามารถในการรับรสและกลิ่นลดลง มีกลิ่นปาก มีคราบบุหรี่ติดที่เหงือกและฟัน

8.โรคทางเดินอาหาร เช่น ร้อนใน ผู้ป่วยจะมีอาการจุกหน้าอก

ซึ่งเกิดจากการที่บุหรี่ทำให้หูรูดที่กั้นระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารหย่อนตัว กรดจากกระเพาะล้นไปยังหลอดอาหาร

ทำให้เกิดอาการอักเสบ โรคกระเพาะอาหาร บุหรี่ทำให้เกิดการติดเชื้อ Helicobacter pylori (H.pylori_ ได้ง่าย

และโรคตับ เนื่องจากตับมีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย การสูบบุหรี่จะทำให้ความสามารถในการกำจัดของเสียลดลง

9.อัมพาต การตีบตันของเส้นเลือดในสมองเป็นผลจากสารพิษในควันบุหรี่

ถ้าผู้ป่วยรู้ตัวเร็ว เส้นเลือดในสมองตีบแต่ยังไม่ถึงตัน หรือตันแต่เส้นเลือดขนาดเล็ก ผู้ป่วยก็จะเป็นอัมพฤกษ์

แต่หากตันที่เส้นเลือดขนาดใหญ่ก็จะทำให้เป็นอัมพาต

10.มะเร็งปอด เป็นโรคแรกที่ได้รับการประกาศว่าเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่

ซึ่งพบว่ามะเร็งปอดสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ โดยร้อยละ 80-90 ของผู้ที่เป็นมะเร็งปอดมาจากการสูบบุหรี่ และได้รับควันบุหรี่มือสอง

และ 11.ถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่คนสูบบุหรี่เป็นมากที่สุด เพราะปอดเป็นอวัยวะที่ได้รับควันบุหรี่มากที่สุด

โดยสารพิษจากควันบุหรี่ก่อให้เกิดการอักเสบแก่อวัยวะต่างๆ ของหลอดลมและเนื้อปอด

ซึ่งเนื้อเยื่อปอดส่วนปลายสุดที่เป็นถุงลมขนาดเล็กจะค่อยๆ ถูกทำลายโดยควันบุหรี่ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่ายขึ้น เนื่องจากเนื้อปอดถูกทำลายไป

CR:: ข้อมูลจากหนังสือ “บุหรี่ภัยร้ายทำลายคุณ” หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต

สาขาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ โรงเรียนเวชนิทัศน์พัฒนา

สถานเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

::"บุหรี่" ยิ่งสูบยิ่งเสี่ยง 
มะเร็ง-เซ็กซ์เสื่อม-แก่เร็ว-หัวใจ-กระดูกพรุน-อัมพาต ฯลฯ !!!

Friday, July 26, 2013

ฆ่าเซลล์มะเร็ง ด้วย Graviola(ทุเรียนน้ำ) หรือ (ทุเรียนเทศ) ฆ่าได้มากกว่าการคีโม Chemo

** ฆ่าเซลล์มะเร็ง ด้วย Graviola(ทุเรียนน้ำ) หรือ (ทุเรียนเทศ) ฆ่าได้มากกว่าการคีโม Chemo

แบ่งปันข้อมูลนี้ก่อนแล้วอ่านในภายหลัง เพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น

ด้วยการแบ่งปันเรื่องนี้ให้มากที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้

" แรงกว่า 10,000 เท่า ฆ่าเซลล์มะเร็งได้มากกว่าการคีโม Chemo เสียอีก"

ร่วมแบ่งปันข้อมูล จะสามารถช่วยชีวิตหลายชีวิต
ให้ความหวังและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย

ผลไม้รสเปรี้ยวหรือผลไม้จากต้นไม้ Graviola(ทุเรียนน้ำ) หรือ (ทุเรียนเทศ)
เป็นต้นไม้มหัศจรรย์จากธรรมชาติ
ที่เป็นฆาตกรเซลล์โรคมะเร็งได้10,000 เท่าดีกว่าคีโม Chemo

ทำไมพวกเราจึงไม่รู้ถึงเรื่องนี้ ?
เพราะบริษัทยาขนาดใหญ่ต้องการที่จะทำเงิน
หลังจากการต้องทุ่มเทเวลาอยู่นานหลายปีกับการวิจัย
ที่พยายามที่สังเคราะห์ผลผลิตออกมาเป็นยา
เพื่อนำมาขายโดยเฉพาะ

ดังนั้น ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า
คุณสามารถช่วยเหลือเพื่อนที่เจ็บป่วย
โดยการบอกให้พวกเขารู้ว่า
หรือเพียงแค่ดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเป็นประจำ
เพื่อเป็นการป้องกัน
รสชาติก็ไม่เลวมากนักหลังจากเคยชิน
เพราะเป็นผลไม้ตามธรรมชาติโดยสมบูรณ์
และแน่นอนไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย
หากคุณมีพื้นที่ดินเหลือว่างอยู่ในบ้าน
ให้ลองปลูกสักหนึ่งต้น

ส่วนอื่น ๆ ของต้นไม้นี้ก็มีประโยชน์เช่นกัน

ในครั้งต่อไปถ้าต้องการดื่มน้ำผลไม้ให้ดื่มน้ำผลไม้นี้

มีกี่คนแล้วที่ตายเปล่าไป
ในขณะที่ผู้ผลิตยาทำเงินกว่าพันล้านดอลลาร์
จากการปกปิดความลับที่เป็นเรื่องมหัศจรรย์
จากต้นไม้ Graviola(ทุเรียนน้ำ)

ต้น Graviola นี้เป็นต้นไม้ที่มีความสูงไม่มากนัก
และถูกเรียกว่า Graviola ในบราซิล Guanabana ในสเปน
และมีชื่อที่รู้จักกันว่า "ทุเรียนเทศ" “ทุเรียนน้ำ”
ในบางแห่งของประเทศไทย
เป็นผลไม้ที่มีขนาดใหญ่มากและมีกรดเล็กน้อย
เยื่อขาวหวานที่กินได้เลย
หรือนำมาผลิตให้แตกต่างกว่าปรกติ
มักจะทำเป็นทำเครื่องดื่มรสผลไม้
เครื่องดื่มผสมรสผลไม้ หรือทำนองเดียวกัน

ความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับต้นไม้นี้
เป็นเพราะผลในการต่อต้านเซลล์มะเร็งเป็นอย่างมาก
มันจะมีประสิทธิภาพที่นับจำนวนครั้งได้
ตามเงื่อนไขทางการแพทย์
มันมีผลต่อต้านเซลล์เนื้องอก
แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด
ต้นไม้นี้ได้พิสูจน์แล้วว่า
รักษาโรคมะเร็งได้ทุกประเภท

นอกเหนือจากการรักษาโรคมะเร็ง
Graviola มีสเปกตรัม(ขอบเขตการรักษา)กว้างมากเหมือนยาปฏิชีวนะ
สำหรับรักษาการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
มีผลดีกับการกำจัดพยาธิภายในและหนอน
ช่วยลดความดันโลหิตสูง
และถูกนำมาใช้สำหรับรักษาความผิดปกติจาก
อาการเครียด ซึมเศร้า และโรคประสาท

เคยมีกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ ?
เกี่ยวกับประโยชน์ของต้นไม้ต้นนี้หรือไม่ ?
ทำไม สถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ยังจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ต่อไปหรือไม่
สำหรับชาวอเมริกันเช่นคุณ ?

มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเพราะมีเบื้องหลังเกี่ยวกับ ต้น Graviola

ความจริงก็เป็นเรื่องง่าย ๆ
ลึกเข้าไปในป่าดงดิบอเมซอน
การเติบโตของต้นไม้นี้
จะเป็นการปฏิวัติอย่างแท้จริง
ในสิ่งที่ตัวคุณเอง หมอของคุณ
และคนส่วนที่เหลือของโลก
คิดเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็ง
และมีโอกาสอยู่รอด
อนาคตที่ไม่เคยมองเห็น
เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง (มีแนวโน้มดีขึ้น)

การวิจัยแสดงให้เห็นว่า
สารสกัดที่ได้จากจากต้นไม้มหัศจรรย์นี้
ในขณะนี้และที่อาจเป็นไปได้คือ

* โจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างปลอดภัย
และมีประสิทธิภาพในการรักษา
เป็นผลผลิตตามธรรมชาติทั้งหมด
ไม่ก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง
สูญเสียน้ำหนักและเส้นผมหลุดร่วง

* ป้องกันระบบภูมิคุ้มกันและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อร้ายแรง

* รู้สึกถึงความแข็งแรงและมีสุขภาพดีมากขึ้น
ตลอดช่วงเวลาของการรักษา

* เพิ่มพลังงานชีวิตและปรับปรุง
สภาพร่างกายภายนอกของคุณ

แหล่งที่มาของข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่น่าประหลาดใจ
เพราะข้อมูลมาจากหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตยา
ในสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุด
จากผลการทดสอบผลไม้นี้
ในห้องทดสอบปฏิบัติการมากกว่า 20 แห่ง
ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1970(2513)
ผลการทดสอบเหล่านั้นเผยผลลัพท์
ที่ทำให้นักทดลองต่างต้องตกตะลึง
และมึนงงไปตาม ๆ กันเลย
สารสกัดจากต้นไม้แสดงให้เห็นว่า

* มีประสิทธิภาพตามที่ต้องการ
ฆ่าเซลล์โรคมะเร็งได้ถึง 12 ชนิด
ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก
มะเร็งปอดและมะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

* สารประกอบต้นไม้พิสูจน์ให้เห็นว่า
มีฤทธิ์แรงมากกว่า 10,000 เท่า
ในการลดอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
ทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าขึ้น
เหนือกว่ายาเคมีบำบัด Adriamycin
ยารักษาโรคมะเร็งที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

* มีอะไรเพิ่มเติมที่แตกต่างจากยาเคมีบำบัด
สารสกัดที่คัดเลือกแล้วจาก Graviola
มีแต่เพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ถูกฆ่า
โดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ทั่วไปของร่างกาย

คุณสมบัติในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง
ที่น่าประหลาดใจนี้จาก Graviola
ทีผ่านการทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง

แต่ทำไมพวกเราถึงไม่เคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
ถ้า Graviola มีประโยชน์จริงตามนี้ ?

เพราะหนึ่งในบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่
ที่มียอดขายต่อปีมากกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ
ได้เริ่มต้นค้นหายาสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง
โดยการวิจัยที่มีเป้าหมายรวมศูนย์อยู่ที่ Graviola
มีตำนานบอกเล่ามานานแล้วว่าใช้ในการรักษาโรค
มาจากชาวบ้านป่าดงดิบอเมซอน

ส่วนต่าง ๆ ของ Graviola
รวมทั้งเปลือก ใบ ราก ผลไม้ และเมล็ด
มีการใช้งานมานานหลายศตวรรษแล้ว
โดยหมอยา และคนพื้นเมืองอินเดียนในละตินอเมริกา
ใช้ในการรักษาโรคหัวใจ โรคหืด โรคไข้ข้ออักเสบ
โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ

แต่สิ่งที่พบเห็นและที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือ
มีเอกสารและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
รวมทั้งงานวิจัยเกี่ยวกับ Graviola น้อยมาก
เพราะบริษัทยาได้ทุ่มเทเงินและทรัพยากร
ลงไปในการทดสอบคุณสมบัติการป้องกันรักษามะเร็ง
จาก Graviola เป็นจำนวนมหาศาล
แล้วพบกับเรื่องที่น่าตื่นตะลึงและน่าตกใจว่า
ผลการทดสอบคือ Graviola ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า
จะเป็นระเบิดไดนาโมในการฆ่าโรคมะเร็ง

แต่แล้วเรื่องของ Graviola
ก็เกือบจะสิ้นสุดลงไปหรือหายเงียบไปเลย

บริษัทยาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักอีกอย่างหนึ่ง
เกี่ยวกับ Graviola เพราะมันเป็นผลผลิตจากธรรมชาติอย่างแท้จริง
และภายใต้กฎหมายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญา
จึงไม่มีทางที่จะทำกำไรอย่างมหาศาลได้จาก Graviola

เรื่องที่มีการเปิดเผยออกมาก็คือ
บริษัทยาได้ลงทุนไปเกือบเจ็ดปี
ในการพยายามที่จะสังเคราะห์บางส่วนของ Graviola
ให้ได้ส่วนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
เป็นส่วนผสมหลักในการรักษาป้องกันโรคมะเร็ง
ถ้าสามารถแยกแยะ/สกัดออกมาได้
และผลิตซ้ำแบบจำลองรูปแบบคงเดิมเหมือน Graviola
ที่ให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้เช่นนั้น
บริษัทยาจะสามารถจดสิทธิบัตรได้
และจะทำเงินกลับคืนมาได้อย่างมหาศาล

แต่บริษัทยากลับต้องหัวชนฝา
(ก้าวข้ามปัญหาไม่ได้)
เพราะส่วนผสมตามธรรมชาติดั้งเดิมของ Graviola
ไม่สามารถจำลองแบบสมบูรณ์ได้เลย
ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการหรือกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม
ทำให้บริษัทยาไม่สามารถปกป้องผลกำไร
หรือแม้แต่ทำเงินกลับคืนบริษัทยา
เป็นล้านๆ เหรียญสหรัฐ
จากการลงทุนอย่างมหาศาลในงานวิจัย

ความฝันหวานที่จะทำกำไรอย่างมหาศาล
ล่องลายหายไปในอากาศ
ผลการทดสอบใน Graviola
นำมาสู่การหยุดชะงักโครงการอย่างชั่วคราว
และเรื่องที่เลวร้ายที่สุดคือ
บริษัทยามีมติแขวนโครงการทั้งหมดไว้ก่อน
และเลือกที่จะไม่ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการวิจัยครั้งนี้แต่อย่างใด

แต่โชคดีที่มีนักวิทยาศาสตร์นายหนึ่ง
ในทีมวิจัย Graviola ของบริษัทยาแห่งนี้
มีสามัญสำนึกที่ไม่เห็นด้วยกับ
การตัดสินใจที่โหดร้ายผิดมนุษย์มนาของบริษัทยา
เพื่อไม่ให้ผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชิพ
เขาจึงได้ติดต่อกับหน่วยงานที่ทุ่มเทให้กับ
การเก็บเกี่ยวพืชที่เป็นยาสมุนไพรได้
จากป่าดงดิบอเมซอน
และเริ่มต้นให้ข้อมูลบางส่วน

ผลกระทบที่รุนแรงอย่างมหัศจรรย์

เมื่อนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ได้รับการแจ้งเตือนถึงข่าวใหม่เกี่ยวกับ Graviola
พวกเขาเริ่มต้นติดตามผลการวิจัย
ต้นไม้ฆ่าเซลล์มะเร็ง
หลักฐานของความมีประสิทธิผล
ที่น่ามหัศจรรย์ของ Graviola
ทำให้ต้องตกตะลึงกับผลที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
ในด้านความรวดเร็วและดุเด็ดเผ็ดมันของมันเป็นอย่างมาก

สถาบันมะเร็งแห่งชาติดำเนินการวิจัย
ทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกในปี1976
ผลการศึกษาพบว่า Graviola
"ใบและลำต้นพบที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีและทำลายเซลล์มะเร็ง"
แต่กลายเป็นเรื่องปกปิดภายใน
รายงานที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่เฉพาะภายในหน่วยงาน
และไม่เคยปล่อยให้ถึงมือประชาชน
(ให้ประชาชนรับทราบเรื่องนี้เลย)

ตั้งแต่ปี1976 งานวิจัยเกี่ยวกับ Graviola
ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
เป็นสารฆ่าเซลล์มะเร็งที่มีศักยภาพอย่างมหาศาล
ผลจากห้องปฏิบัติการทดสอบอิสระจำนวน 20 แห่ง
แม้ว่าจะยังไม่มีการทดสอบแบบคู่ขนาน
ในคลินิกทดลองทางการแพทย์
คือ มีกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง
มีการใช้ ยาจริงยาปลอม
ในการให้การรักษาโรคมะเร็ง
แต่กระแสหลักที่เป็นมาตรฐานชี้วัด
ทางการแพทย์ทั่วไปและวารสารต่างๆ
ได้การตัดสินแล้วว่า
ผลการรักษานี้มีคุณค่ามากกว่ายาประเภทอื่น ๆ

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน
วารสารผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ
จากการติดตามผลการศึกษาล่าสุด
ที่ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยคาทอลิกของเกาหลีใต้
ระบุว่าหนึ่งในสารเคมีของ Graviola
ที่ค้นพบคือ การเลือกฆ่าเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่
ที่มากกว่า10,000 เท่าของความแรง
มากกว่ายาเคมีบำบัดที่ใช้กันทั่วไปที่ชื่อว่า Adriamycin

ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดจากรายงานของ
มหาวิทยาลัยคาทอลิกของเกาหลีใต้
ได้รายงานว่า Graviola
แสดงให้เห็นถึงการกำหนดเป้าหมาย
กำจัดเฉพาะเซลล์มะเร็ง
แยกออกจากเซลล์ทั่วไปของร่างกาย
เซลล์ปกติจะไม่ถูกแตะต้อง
ซึ่งแตกต่างจากยาเคมีบำบัดทั่วไป
ที่ไม่แยกแยะเป้าหมายเซลล์แต่อย่างใด
แต่มีผลอย่างแรงต่อเซลล์อื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งหมด
(เช่น กระเพาะอาหาร และเซลล์เส้นผลผม)
ทำให้เกิดการทำลายล้างอย่างมาก
มักจะมีผลข้างเคียงจาก อาการคลื่นไส้และผมร่วงในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัย Purdue เมื่อเร็ว ๆ นี้
พบว่าใบจาก Graviola
ฆ่าเซลล์มะเร็งภายในร่างกายมนุษย์ได้ถึงหกประเภท
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีประสิทธิภาพกับ
ต่อมลูกหมาก ตับอ่อน และมะเร็งปอด

เจ็ดปีแห่งความเงียบของเรื่องนี้
ในที่สุดมันก็จะจบลงที่นี่

Cr:: สมาพันธ์แพทย์แผนไทย ภาคใต้

Thursday, July 25, 2013

เคล็ดลับสุขภาพดีที่สำคัญๆ

ส่งต่อให้กับคนที่คุณรัก...นะค่ะ...♥♥♥

เคล็ดลับสุขภาพดีที่สำคัญๆ
1. อย่าทานยากับน้ำเย็น

2. อย่าทานอาหารมื้อหนักๆ หลัง5โมงเย็น
3. ทานน้ำเยอะๆในตอนเช้า และทานน้ำน้อยๆตอนกลางคืน
4. เวลานอนที่ดีที่สุดคือ 4ทุ่ม ถึง ตี4
5. อย่านอนลงทันทีหลังจากรับ ประทานอาหารเสร็จ
6. รับโทรศัพท์ด้วยหูข้างซ้าย ..
7. เมื่อแบตโทรศัพท์เหลือขีดสุดท้าย อย่ารับสายใดๆทั้งสิ้นเพราะ รังสีจะแรงกว่าปกติถึง1000เท่า

Cr.Fon Fuangfon Chujai


Friday, October 12, 2012

รังนกราคาดิ่ง! ย่านเยาวราชเหลือกิโลละหมื่น

 นักท่องเที่ยวจีน-ฮ่องกงไม่ซื้อกลับ ทำราคารังนกดิ่ง! ย่านเยาวราชเหลือกิโลละหมื่น ..

หน่วยงานของจีนที่เรียก AQSIQ (Administration for Quality Supervision Inspection and Quarantine) โดยท่านเลขาฯ (General) ได้ออกประกาศ  ห้ามนำรังนกทุกประเภทเข้าจีน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 สืบจากพบสารไนเตรต (สารก่อมะเร็ง) ปนเปื้อนอยู่ในรังนกสีแดงที่ส่งจากมาเลเซีย


ราคารังนกดิ่งย่านเยาวราช จากที่เคยขายกันถึง  50,000 บาท ต่อ กก. เหลือเพียง 10,000 ต่อ กก.บาท (ราคาเฉลี่ย) ทั้งนี้ราคาได้ค่อย ๆ ลดลง โดยเกือบปีที่ผ่านมา ราคาได้ลดไปครึ่งหนึ่ง  โดยยอดจำหน่ายลดลงอย่างมาก โดยคนที่ทานรังนกเป็นชาวจีนซะเกือบร้อยละร้อย นักท่องเที่ยวชาวจีนและฮ่องกงก็ไม่ซื้อรังนกกลับประเทศ เพราะเจอกฎเหล็กห้ามนำเข้า

สำหรับการส่งออกรังนก ผู้ส่งออกรังนก จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมสินค้ารังนก โดยปัจจุบัน ไทยยังไม่สามารถลงนามใน MOU ฉบับนี้ได้
โดยคำสั่งห้ามนำเข้ารังนกของจีนรวมการหิ้วหรือพกพานำเข้าด้วย ทำให้ราคารังนกโดยรวมตกลงอย่างมาก

ปัจจุบันอินโดนีเซีย เพียงประเทศเดียวที่ได้ลงนามใน MOU กับรัฐบาลจีน อนุญาตให้มีการนำเข้ารังนกได้ สำหรับไทยยังไม่สามารถขอลงนาม MOU ได้ เพราะเราไม่มีการจดทะเบียนผู้เลี้ยงนกนางแอ่นเพื่อการพาณิชย์ (คอนโดฯนก) เพราะนกนางแอ่นยังไม่ได้รับการ "ยกเว้น" ให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ


โดยทั่วไป รังนกช่วยให้สุขภาพของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพดีขึ้นได้ .. ราคาถูก ๆ แบบนี้ ลองหารังนกของแท้มากินกันดู


:: นักท่องเที่ยวจีน-ฮ่องกงไม่ซื้อกลับ ทำราคารังนกดิ่ง! ย่านเยาวราชเหลือกิโลละหมื่น ..

12 ตุลาคม 2555


Tuesday, January 17, 2012

หวั่น 30บาทยุคเพื่อไทย กลายเป็น'ระบบอนาถา'

ชมรมเพื่อนโรคไตหวั่น 30 บาทยุคเพื่อไทยเป็นระบบอนาถา เอื้อประโยชน์ให้ รพ.เอกชนมากกว่า ระบุ นพ.เอื้อชาติ ขัดขวางการพัฒนาสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลของประชาชน ร้อง "ยิ่งลักษณ์" อย่าเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า...

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นายสุบิล นกสกุล ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทิศทางการดำเนินงาน 30 บาทในยุครัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะหลังจากที่ชมรมแพทย์ชนบทได้ออกมาเปิดเผยถึงแผน 4 ขั้น ในการล้มระบบบัตรทองนั้น ทางชมรมเพื่อนโรคไตมีความเป็นห่วงและวิตกกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก และเมื่อทราบว่าได้มีการประชุมลับระหว่าง นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ และ นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ บอร์ดสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อจัดโผการแต่งตังคณะอนุกรรมการการเงินการคลังนั้น ก็น่าเป็นห่วงว่า ต่อจากนี้ไปทิศทางของบัตรทองภายใต้การบริหารของกลุ่มคนที่คัดค้าน 30 บาทมาตั้งแต่ต้น แต่กลับเข้ามาเป็นบอร์ด สปสช. จะไม่รักษาผลประโยชน์ประชาชนและผู้ป่วย แต่จะเอื้อประโยชน์ให้ รพ.เอกชนมากกว่า ต่อจากนี้สิทธิประโยชน์เพื่อประชาชนจะไม่ได้รับการพัฒนา ที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว กรณีนพ.เอื้อชาติ ที่ทำหนังสื่อถึง รพ.เอกชนไม่ให้เข้าร่วมฟอกเลือดผู้ป่วยไตกับ สปสช. เพราะต้องการกดดันให้ สปสช.เพิ่มราคาให้ รพ.มากกว่าเดิม

นายสุบิล กล่าวว่า ที่ผ่านมาชมรมเพื่อนโรคไตได้ร้องเรียนกับ รมว.สธ. แพทยสภาให้พิจารณาประเด็นจริยธรรมของ นพ.เอื้อชาติ ที่ขัดขวางการพัฒนาสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลของประชาชนมาโดยตลอด ทั้งประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนสมัยที่เป็นประธานคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขของ สปสช. และยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคม รพ.เอกชนด้วย อีกทั้งที่ผ่านมา นพ.เอื้อชาติ ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มแพทย์ ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านกฎหมายหลักประกันสุขภาพ และกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโดยตลอด ซึ่งชมรมเพื่อนโรคไตยืนยันว่า จะร่วมปกป้องเจตนารมณ์ของระบบหลักประกันสุขภาพ ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากการผลักดันของนพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ที่มีขึ้นเพื่อสิทธิ์ของประชาชน จะไม่ยอมให้กลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ใดมาฉกฉวยเอาประโยชน์จากกองทุน และทำให้ 30 บาท กลายเป็นระบบอนาถา ละเมิดสิทธิ์ของประชาชน

“ชมรมเพื่อนโรคไตขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อไทยว่า อย่าเขียนด้วยมือแล้วลบด้วยเท้า สิ่งที่รัฐบาลไทยรักไทยได้สร้างมาเป็นประโยชน์มหาศาลกับคนไทยทั้งประเทศ แต่ผ่านมา 10 ปี รัฐบาลนี้กลับจะมาทำลายระบบที่ตัวเองสร้างมากับมือเสียเอง อยากถามว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำแล้วหรือไม่ ซึ่งผมและชมรมเพื่อนโรคไต ตลอดจนเครือข่ายผู้ป่วยจะเข้าร่วมประชุมกับชมรมแพทย์ชนบทในวันที่ 20 ม.ค.นี้ และจะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้จัดการกับความไม่ถูกต้องนี้โดยเร็ว ก่อนที่บอร์ด สปสช.ชุดใหม่จะทำให้ 30 บาทกลายเป็นระบบการรักษาพยาบาลแบบอนาถาในที่สุด” ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าว

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 18 มกราคม 2555

Wednesday, December 28, 2011

เตือนวัยรุ่นระวังใส่กางเกงรัดรูปเสี่ยงโรคปวดหลัง

นักวิจัยพบพิษกางเกงขาเดฟรัดรูป ส่งผลกระทบกระดูกสันหลังกลายเป็นโรคปวดหลังส่งผลต่อการเรียน แนะไม่อยากเจอโรคปวดหลังเล่นงานก่อนวัยอันควร ควรหลีกเลี่ยงกางเกงรัดรูดเด็ดขาด
วันนี้ (28 ธ.ค.) ที่ห้องวิจัยทางกายภาพบำบัดชั้น 5 คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล หัวหน้ากลุ่มวิจัยปวดหลัง ปวดคอ และปวดข้ออื่น ๆ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์ รอง หน.กลุ่มวิจัยฯ พร้อมทีมคณะวิจัยฯ ร่วมกันแถลงข่าวงานวิจัย เรื่อง “ผลของกางเกงขายาวแบบรัดรูปต่อองศาการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังส่วนเอว และการทำงานของกล้ามเนื้อลำตัว”

ในโอกาสนี้ ได้ฉายสไลด์ภาพวัยรุ่นหญิง-ชาย 3 คน สวมกางเกงยีนขายาวเอวต่ำ แบบรัดรูป กำลังเดินตามชุมชน ห้างสรรพสินค้า นั่งโต๊ะทำงาน และยกของหนัก จนกลายเป็นโรคปวดเมื่อยและพบมากในภาคอีสาน โดยมีสาเหตุหนึ่ง เกิดจากการสวมกางเกงแบบรัดรูป และพบด้วยว่าปัจจุบันวัยรุ่นในภาคอีสาน ประมาณร้อยละ 80 เป็นโรคปวดหลัง โดยมีแฟชั่นยุคใหม่ นุ่งกางเกงรัดรูปเอวต่ำ โดยเฉพาะคนไข้ที่สวมกางเกงขายาวแบบรัดรูปอายุยังน้อย ทำให้มีปัญหาเรื่องปวดหลังมากกว่าร้อยยะ 20 และเข้าสู่ในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่เป็นโรคปวดหลังร้อยละ 80 นอกจากนี้ได้สร้างสถานการณ์จำลองวัยรุ่นสวมกางเกงขายาวรัดรูปเอวต่ำ คือ

1.ยืนขึ้นยกของหนัก-เบา
2.นั่งยอง ๆ ยกของหนัก-เบา
3.ยืนเหยียดไปด้านหน้า

โดยพบว่ากางเกงรัดรูปกับกระดูกสันหลังส่วนเอวทำงานมากขึ้น จนทำให้ผู้สวมใส่มีอาการปวดหลังเป็นอย่างมาก

สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญในวัยรุ่น ส่งผลต่อการเรียน การทำงาน และ ค่าใช้จ่ายในการรักษาทางการแพทย์ ส่วนสาเหตุของอาการปวดหลังส่วนล่างในวัยรุ่นมีหลากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจำกัดของการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก อีกทั้งอาการปวดหลังส่วนล่างในวัยรุ่นจะมีส่วนเชื่อมโยงกับอาการปวดหลังส่วนล่างในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้น หากวัยรุ่นคนใดมีอาการปวดหลังส่วนล่างเกิดขึ้น เชื่อได้ว่าในวัยผู้ใหญ่น่าจะการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง

ด้าน รศ.ดร.วิชัย กล่าวว่า ในปัจจุบันวัยรุ่นไทยนิยมสวมกางเกงขายาวแบบรัดรูปตามสมัยนิยม โดยกางเกงแบบนี้จะรัดแนบแน่นบริเวณสะโพก ต้นขา และข้อเข่าของผู้สวมใส่ เช่น กางเกงยีนขาเดฟ เป็นต้น โดยลักษณะของกางเกงขายาวแบบรัดรูป จะทำให้การเคลื่อนไหวของข้อสะโพกถูกจำกัด และทำให้เกิดการทำงานของกล้ามเนื้อลำตัวในช่วงของการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังส่วนเอวที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นหากเปลี่ยนแปลงการทำงานของโครงสร้างเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน อาจนำไปสู่การบาดเจ็บ จนเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างตามมาได้ในอนาคต

“ดังนั้น กลุ่มวิจัยปวดหลัง ปวดคอ และปวดข้ออื่น ๆ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงศึกษาถึงผลการสวมกางเกงขายาวแบบรัดรูปต่อองศาการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังระดับเอวและการทำงานของกล้ามเนื้อลำตัว และผลการวิจัยพบว่า กางเกงขายาวแบบรัดรูป จำกัดการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก แล้วส่งผลให้องศาการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังระดับเอวเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ การทำงานของกล้ามเนื้อหลังคลอด และทำให้ผู้สวมใส่เกิดความไม่สบายที่บริเวณหลังส่วนล่าง และเมื่อเปรียบเทียบกับกางเกงขายาวแบบสวมใส่สบายในขณะทำกิจกรรมต่างๆที่กล่าวมาแล้วข้างต้น” รศ.ดร.วิชัย กล่าว พร้อมกับแนะว่า อยากให้วัยรุ่นและคนทำงานควรหลีกเลี่ยงสวมกางเกงขายาวชนิดรัดรูป และจำกัดการเคลื่อนไหวที่ข้อสะโพกในการทำกิจกรรมหรืองานในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่าง รวมถึงลดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยสวัสดิการแก่ผู้มีอาการหลังส่วนล่างต่อไป และหากชอบกางเกงรัดรูปควรเลือกกางเกงทำจากเนื้อผ้ายึดหยุ่นได้ดี

ืัืที่มา: เตือนวัยรุ่นระวังใส่กางเกงรัดรูปเสี่ยงโรคปวดหลัง เดลินิวส์ เว็บ วันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554

แฉเล่ห์ สปสช.หวังฮุบเงินกองทุนประกันสังคม

สมาคมผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์ แฉเล่ห์ สปสช.หวังฮุบกองทุนประกันสังคม ด้านกลุ่มประกันฯสธ.ชี้ บัตรทองควรปรับปรุงระบบบริหารกองทุนย่อย ปี 54 มีเงินตกค้างมากกว่า 4 พันล้าน...

นพ.บัญชา ค้าของ ผู้แทนกลุ่มประกันสุขภาพ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) กล่าวถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพของประเทศ ในงานประชุมภาคีเครือข่ายเพื่อระบบสุขภาพที่ดีกว่าของคนไทย หรือ 2011 Thailand Healthcare Summit หัวข้อ “ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพที่ยั่งยืนของประเทศไทย” เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ปัญหาของระบบการเงินการคลังในระบบสุขภาพของประเทศไทย จะเห็นได้ว่า มีการผลักภาระความเสี่ยงค่าใช้จ่ายจากกองทุนประกันสุขภาพไปให้หน่วยบริการ ขณะเดียวกันอำนาจอิสระที่ขาดสมดุลของกองทุนในการกำหนดหลักเกณฑ์จัดสรรภายใน และระหว่างกองทุน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดบริการประชาชน มีปัญหาความไม่เท่าเทียมและเป็นธรรม

"จากปัญหาต่างๆ ได้มีการสำรวจโรงพยาบาล (รพ.) ในสังกัด สธ.กว่า 840 แห่ง โดยมุ่งไปที่ระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งพบว่า ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา กองทุนนี้มีการผลักภาระไปให้หน่วยบริการตลอด แม้จะได้รับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับกัน เงินจำนวนมากที่กองกลางตั้งเป็นกองทุนย่อย ทั้งกองทุนส่งเสริมสุขภาพ กองทุนผู้สูงอายุ ฯลฯ ทำให้งบบริการพื้นฐานของหน่วยบริการไม่เพียงพอ ที่สำคัญยังทุ่มงบไปในงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่กลับไม่เพิ่มงบโครงสร้างพื้นฐาน และงบในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ทั้งๆ ที่หากป้องกันโรคได้มากเท่าใด ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า การกันงบส่วนนี้ ทำให้มีเงินเหลือค้างท่อ หรืออยู่ในกองกลางอีกนับหมื่นล้านบาท แต่ได้มีการทยอยจ่ายให้แก่ รพ. ผ่านกองทุนย่อยต่างๆ กระทั่งข้อมูลล่าสุด ปี 2554 พบว่า ยังเหลือเงินค้างท่ออีก 4,200 ล้านบาท ซึ่งปัญหาเงินค้างท่อมาจากการที่ รพ.แต่ละแห่ง ต้องทำรายละเอียดยุ่งยาก อย่างกรณีการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน หากไม่ทำก็ไม่ได้เงินส่วนนี้ ดังนั้น สปสช.ควรปรับปรุงระเบียบการบริหารงบ ลดขั้นตอนยุ่งยากในกองทุนย่อย เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีปัญหาเบิกจ่าย" นพ.บัญชา กล่าว

พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) เปิดเผยว่า ปัญหาเงินค้างท่อเกิดจากระบบบริหารเงินของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่ดี รายละเอียดยุ่งยาก ต้องผ่านเกณฑ์ต่างๆ ซึ่ง รพ.ส่วนใหญ่รักษาผู้ป่วย ก็แทบไม่มีเวลาในการจัดทำขั้นตอนเบิกจ่ายแล้ว ตรงนี้บางแห่งก็ไม่ได้รับงบไปเลยก็มี ซึ่งก่อนหน้านี้ สพศท.ได้เปิดเผยเรื่องนี้ โดยระหว่างปี 2551-2553 พบเงินค้างท่อถึง 39,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนั้น สปสช.ก็มีการตามจ่ายเร่งด่วน ทำให้เงินค้างท่อลดลง และเหลือ 18,000 ล้านบาท กระทั่งล่าสุดเหลือ 4,200 ล้านบาท ซึ่งก็ยังมากอยู่ดี แต่ข้อมูลตรงนี้ไม่มีหลักฐานว่า มีการตามจ่ายให้ รพ. ไปแล้วจริงหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงควรตรวจสอบด้วย ไม่ใช่ให้ สปสช.พูดฝ่ายเดียว

ด้าน ภก.ธีระ ฉกาจนโรดม นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) กล่าวว่า สปสช.เป็นหน่วยงานที่มีความอิสระมาก ทั้งๆที่มีอายุเพียง 9 ขวบ แต่สามารถเข้าไปดำเนินการต่างๆ ได้ อย่าง รพ.เอกชน มีการทำงานก่อตั้งมาร่วม 21 ปี แต่ปรากฏว่า ขณะนี้กำลังถูกเด็กอายุ 9 ขวบ ไล่เตะก้น ด้วยความพยายามดึงผู้ประกันตนออกจากกองทุนประกันสังคม และไปอยู่ในกองทุนบัตรทอง ซึ่งโดยข้อเท็จจริง แต่ละกองทุนต้องแข่งขันกัน เพื่อสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยมากกว่า เรียกได้ว่าขณะนี้ สปสช.กำลังแผ่อิทธิพลเข้าสู่ สปส. ดังนั้น จึงอยากฝากลูกจ้างผู้ประกันตนทั้งหลาย ออกมาเรียกร้องสิทธิของตน เพราะอย่าลืมว่า ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินทุกๆ เดือน ก็ควรได้สิทธิประโยชน์การบริการที่ดีกว่าสิทธิอื่น และ สปส.ควรใช้วิธีทำสัญญากับประกันสุขภาพเอกชน เพราะหากใช้บริษัทประกันสุขภาพ ย่อมได้รับการดูแลดีกว่าไปประสานกับ รพ.เอง

ขณะที่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ทุกๆ วันที่ 30 กันยายน สปสช. จะกันเงินสำหรับให้ รพ. ทำการเบิกจ่ายกรณีกองทุนต่างๆ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน ตามการวินิจฉัยโรคร่วมหรือ DRG ซึ่งในปีงบประมาณ 2554 จะกันไว้กว่า 4 พันล้านบาท ซึ่งทุกปีไม่เคยถึงหมื่นล้านบาทแน่นอน โดยงบส่วนนี้ตั้งเป้าว่าต้องกันไว้ไม่เกินร้อยละ 5 ของงบกองทุนทั้งหมด และในปีงบประมาณ 2555 ตั้งเป้าไว้ว่าต้องกันไว้ไม่เกินร้อยละ 4 ส่วนที่ใครจะมีการพูดถึง สปสช.ในการเข้าไปดึงผู้ประกันตนนั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า สปสช. ทำตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นการทำตามกฎหมาย ตามมาตรา 10 แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากยังไม่พร้อม

ที่มา: แฉเล่ห์ สปสช.หวังฮุบเงินกองทุนประกันสังคม ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554
---------------------------

ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ คือ โีรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (ศิริราช 2) คลองหลวง ปทุมธานี ต้องยกเลิกการให้บริการ บัตรทอง เพราะขาดทุนกว่า 10 ล้านบาท รับเฉพาะส่งต่อฉุกเฉินที่โรงพยาบาลท้องที่ไม่สามารถรักษาได้เท่านั้น แต่ตอนนี้พอยกเลิกบัตรทองปรากฏว่า คนไข้มากกว่าเดิมเกือบครึ่ง คนไข้พร้อมเสียเงินแต่อยากได้รับการรักษาที่ดี ได้ยาดี ดีกว่าใช้บัตรทองซะอีก ..งงละซิ

Wednesday, December 21, 2011

คัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนปลอดธาลัสซีเมีย

ความก้าวหน้าอีกระดับในการรักษาโรคธาลัสซีเมียปรากฏขึ้นแล้ว ภายหลัง ศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน ประกาศความสำเร็จของการคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนที่ปลอดโรคธาลัสซีเมียและมีเซลล์ที่เข้ากันได้ระหว่างพี่และน้อง เพื่อใช้ในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาโรคธาลัสซีเมียสำหรับพี่ที่เป็นโรคให้หายขาดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดย นายศรายุธ อัสสมกร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ศูนย์ซูพีเรียฯ กล่าวว่า นับเป็นสุดยอดความสำเร็จสำหรับทีมแพทย์และทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อนและพันธุกรรมในการคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนที่ปลอดโรคธาลัสซีเมีย และมีเซลล์ที่เข้ากันได้ระหว่างพี่กับน้อง ในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาโรคธาลัสซีเมียสำหรับพี่ที่เป็นโรคให้หายขาด ซึ่งมองว่านี่อาจหมายถึงมิติใหม่ในวงการแพทย์ที่นอกจากจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว ยังต่อยอดไปที่การรักษาโรคอื่น ๆ ทางด้านพันธุกรรมได้ในอนาคต ซึ่งท้ายสุดแล้วมุ่งหวังที่จะให้ศูนย์ซูพีเรียฯ เป็นศูนย์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีการพัฒนาห้องแล็บให้สามารถคัดกรองโรคอื่น ๆ ได้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน และได้รับการยอมรับจากผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศในก้าวต่อไป

ด้าน นพ.สมเจตน์ มณีปาลวิรัตน์ ผอ.แพทย์และสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยว ชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากของศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตัวเลขจากสถิติของผู้เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียมีอยู่ประมาณร้อยละ 30 และมีผู้ป่วยใหม่ที่เกิดพ่อและแม่ที่เป็นธาลัสซีเมียประมาณ 10,000 รายต่อปี ซึ่งมีผลกระทบต่อส่วนรวมทั้งในด้านสังคม และเศรษฐกิจในระดับสูง สำหรับกรณีนี้คนไข้เป็นเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบต้าธาลัสซีเมีย ซึ่งเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ที่เป็นพาหะสู่ลูก โดยผู้ป่วยที่เป็นเด็กมีโอกาสได้รับการรักษาโดยการใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ปลอดจากโรคธาลัสซีเมียและมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้มาเพื่อใช้ในการรักษา นับเป็นเรื่องยากมากที่จะหาเซลล์ต้นกำเนิดที่ปลอดจากโรคธาลัสซีเมียและมีเนื้อเยื่อที่เข้ากันได้มาเพื่อใช้ในการรักษา

“ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและทีมงานผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ซูพีเรียเอ.อาร์.ที. ทำการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อน Preimplantation Genetic Diagnosis (PGD) โดยการใช้เทคนิค Polymerase Chain Reaction (PCR) สำหรับการตรวจภาวะของโรคธาลัสซีเมียในตัวอ่อนร่วมกับการตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อระหว่างพี่และน้อง มาทำการคัดกรองตัวอ่อนที่ปราศจากโรคธาลัสซีเมียและทำการตรวจจับคู่เนื้อเยื่อที่ตรงกัน จากนั้นนำตัวอ่อนดังกล่าวย้ายกลับเข้าไปในมดลูกของผู้เป็นแม่เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป เมื่อแม่ให้กำเนิดบุตรซึ่งกำเนิดจากตัวอ่อนนี้ออกมาก็สามารถเก็บสเต็มเซลล์จากรกและสายสะดือ ซึ่งถือเป็นเซลล์ต้นกำเนิดจากเด็กคนนี้เพื่อไปใช้ในการรักษาบุตรคนพี่ที่เป็นโรคได้ เพราะเด็กคนนี้ผ่านกระบวนการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย และการตรวจความเข้ากันของเนื้อเยื่อมาแล้วในระดับตัวอ่อน จึงมั่นใจได้ว่าเซลล์ต้นกำเนิดจะสามารถนำไปเพื่อใช้ในการรักษาบุตรอีกคนที่เป็นโรคได้” นพ.สมเจตน์กล่าว

ที่มา: คัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนปลอดธาลัสซีเมีย เดลินิวส์ เว็บ วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2554

ความจำแย่แก้ได้ด้วย 4 วิธี

วัยที่เพิ่มขึ้นบางครั้งอาจทำให้เริ่มหลงลืม ปัญหานี้บรรเทาได้ด้วยเทคนิค 4 ข้อ แนะวัยทำงานปฏิบัติดี วัยเรียนปฏิบัติเลิศ

วิธีแรก โฟกัสสายตา โดยนั่งจ้องวัตถุ หรือ เหตุการณ์ตรงหน้า จดจำรายละเอียดให้มากที่สุด นานประมาณ 3 นาที จากนั้น ละสายตา แล้ววาดสิ่งที่เห็นบนกระดาษ เมื่อเสร็จตรวจดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ ฝึกสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น บริหารสมอง และเสริมประสิทธิภาพความจำด้านสายตา

วิธีต่อมา รับประทานอาหารอุดมวิตามินซี, อี และเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะส้ม องุ่น เบอร์รี ผักสีเขียว ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองเสื่อม ทั้งนี้ ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผู้บริโภควิตามินซีสูง มีผลการทดสอบด้านสมาธิ ความจำ และการคำนวณดีที่สุด

ตามด้วย การทำกิจกรรมท้าทายความคิด เมื่ออายุเริ่มเข้าเลขสาม สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ดังนั้น ควรหางานอดิเรกยามว่างที่สนุกสนานทำ เช่น เต้นแทงโก้ เรียนภาษาใหม่ ต่อจิ๊กซอว์ เกมส์ปริศนาอักษรไขว้ เล่นปิงปอง เป็นต้น ช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมอง และความจำได้ดี

สุดท้าย นอนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ และความจำ.

ที่มา: ความจำแย่แก้ได้ด้วย4วิธี ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ ©2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2554

-----------
ไม่ได้บอกมาด้วยซิ
อายุเริ่มมาก...สมองทำงานช้าลง แต่ปากจะไว กว่าเดิม

Friday, December 9, 2011

เตือนป่วยภูมิแพ้ระวังสัมผัสเชื้อราน้ำท่วมก่ออันตราย

กรมควบคุมโรคเตือนระวังเชื้อรา ผู้เป็นภูมิแพ้ หากสัมผัสอาจเกิดอันตรายได้ ขณะคนกินยากดภูมิ มีประวัติเป็นวัณโรค อาจเสี่ยงรับเชื้อราเข้าสู่ปอดเพิ่ม แนะวิธีทำความสะอาดอย่างถูกต้อง...

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2554 นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางกรมควบคุมโรคมีความเป็นห่วงเรื่องเชื้อราที่มากับน้ำท่วม ซึ่งมักพบตามอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน โรงเรียน สำนักงาน และสถานที่ต่างๆ โดยการสำรวจเบื้องต้นของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า เชื้อราส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อโรคในคน แต่เป็นเชื้อที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดเพราะความชื้นจากน้ำท่วม ซึ่งหากมีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดีแล้ว จะไม่มีปัญหาสุขภาพ แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสร ก็อาจแพ้เชื้อราด้วย หากสูดหายใจเอาละออง (สปอร์) ของเชื้อราเข้าไป โดยอาจเกิดอาการโพรงจมูกอักเสบ ระคายเคืองนัยน์ตา หอบหืด หรือปอดอักเสบ จากการแพ้ เป็นต้น

“นอกจากนี้ ในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ที่ใช้ยากดภูมิกัน ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมี บำบัดผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่เคยเป็นวัณโรค หรือโรคปอดเรื้อรัง รวมทั้งผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือผู้สูงอายุ อาจติดเชื้อราในปอด ซึ่งบางรายมีอาการรุนแรงได้ แต่ปัญหาเชื้อราเหล่านี้จะเกิดมากหรือน้อย ขึ้นกับโอกาสและการสัมผัสกับเชื้อรา ดังนั้นจึงต้องทำความสะอาดทุกอาคารบ้านเรือนอย่างดี รวมทั้งสวมเสื้อผ้ามิดชิดด้วย” นพ.รุ่งเรือง กล่าว

โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า สำหรับข้อแนะนำการทำความสะอาดเชื้อราอย่างถูกวิธีนั้น เน้นการเช็ดเชื้อราออกให้หมด แล้วปล่อยให้พื้นแห้ง จึงต้องเปิดประตูระบายอากาศให้มากที่สุด สิ่งที่กรมฯกังวล คือ เชื้อราจะเจริญเติบโตในความชื้น เช่น ห้องน้ำ อาจจำเป็นต้องล้างด้วยสารฆ่าเชื้อ เช่น น้ำยาซักผ้าขาว หรือผงซักฟอก ด้วยการผสมผงซักฟอก 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 10 ส่วน แต่ผู้ใช้ต้องสวมถุงมือยางป้องกันด้วย เพราะอาจเกิดการระคายเคือง กรณีเสื้อผ้าที่จมน้ำ ควรซักให้สะอาด แล้วลวกน้ำร้อน ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างใหม่ให้หมด หลังจากล้างเสร็จแล้ว ให้ตากแดดอุปกรณ์ จำพวกเครื่องครัวและภาชนะบรรจุให้แห้ง แล้วค่อยเช็ดให้สะอาด ก่อนเก็บจัดวางตามชั้นวางของต่างๆ กรณีเป็นวัสดุที่มีรูพรุน ยากต่อการทำความสะอาด บางครั้งหากไม่หนักหนา หรือราคาสูงมาก แนะนำให้ทิ้งทันที

ที่มา: เตือนป่วยภูมิแพ้ระวังสัมผัสเชื้อราน้ำท่วมก่ออันตราย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธันวาคม 2554

Friday, August 19, 2011

กินแอปเปิลบำรุงหัวใจ มีเปลือกอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์

นักวิจัยเมืองจิงโจ้แนะนำว่าให้บริโภคผลแอปเปิลเอาไว้ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

นักศึกษาปริญญาเอก วิชาเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยเวสเติร์น ออสเตรเลีย ได้ศึกษาคุณสมบัติของแอปเปิลในการสร้างไนตริกออกไซด์ และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งกระทบถึงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ได้พบว่า สารฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในเปลือกแอปเปิลได้ช่วยสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อรอบหัวใจผ่อนคลาย ทำให้หลอดเลือดขยายและเดินได้สะดวก

ผลการศึกษาส่อว่าแอปเปิลซึ่งอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ ช่วยในการสร้างไนตริกออกไซด์และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งบำรุงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
-----------------------
นี่ช่างสอดคล้องอย่างเหลือเชื่อกับคำกล่าวที่ว่า an apple a day keeps the doctor away.
กินแอปเปิลวันละลูกไม่ต้องไปหาหมอ อิอิ

Tuesday, July 5, 2011

นอนนานวิ่งได้เร็วขึ้น พบสำคัญกับนักกีฬาชั้นยอดยิ่งกว่าอย่างอื่น

นอนนานประโยชน์เยอะ เช่น วิ่งได้เร็วขึ้น พบสำคัญกับนักกีฬาชั้นยอดยิ่งกว่าอย่างอื่น

นักวิจัยได้ขุดค้นพบความสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ของการนอนหลับที่สำคัญใหม่อีก อย่าง ช่วยให้นักกีฬาชั้นยอดทำสถิติได้ดีขึ้น

วารสารวิชา “การนอนหลับ” ของสหรัฐฯ การได้หลับนอนนานขึ้น จะช่วยให้นักกีฬาทำสถิติดีขึ้นได้

นักวิจัยได้ทดลองกับทีมบาสเกตบอลชาย ขอให้นอนหลับให้นานเป็นคืนละ 10 ชม. เป็นเวลาเดือนครึ่ง ปรากฏว่าทำให้พวกเขาเล่นดีขึ้น และชู้ตลูกแม่นขึ้นกว่าเดิมอีกร้อยละ 9 และทำให้รู้ความสำคัญว่า การนอนหลับและพักผ่อนนานเพียงพอ สำคัญไม่แพ้กับการฝึกซ้อมและอาหารการกินสำหรับนักกีฬาชั้นยอดเช่นกัน

นักวิจัย เชริ หม่า ของคลินิกรักษาปัญหาในการนอน กล่าวว่า การนอนมักจะถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาต่างก็รู้ความสำคัญของมันแก่ใจดี แต่ก็มักจะชอบสังเวยมันก่อนเสมอ การค้นพบทำให้รู้ว่า ความสำคัญของการนอนสำคัญในระยะยาวเหนือกว่าสิ่งใดหมด ไม่เฉพาะแต่คืนก่อนแข่งเท่านั้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 กรกฎาคม 2554

นอนให้เยอะที่สุดแต่ต้องไม่มากเกินไป และความสดชื่นจะตามมา

Monday, January 3, 2011

จิตใจที่กระชุ่มกระชวยช่วยให้ดู หนุ่มสาวขึ้นถึงหลายปี

อยากหนุ่ม อยากสาว นาน ๆ ให้แต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูหนุ่มดูสาวเข้าไว้ ใครว่าไม่เจียมอย่าไปสน Age Is Just a Number: Believe You’re Younger and Your Health Will Follow

อายุเป็นเพียงตัวเลข Maybe age really is just a number - ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุผู้ที่"ใจยังหนุ่มสาว" (young at heart) และยังคงแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามทันสมัย จะมีสุขภาพดีกว่า เพื่อนฝูงวัยเดียวกันที่ปฏิบัติตัวไปตามวัย How young or old someone feels has a huge influence on their health and how other people view them. An article published in Perspectives on Psychological Science, a journal of the Association for Psychological Science, reviews the research and suggests that feeling young can actually make you look young—and have the health of a younger person, too.

นักวิทยาศาสตร์เชิงจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ศึกษาผลของจิตใจที่มีต่อร่างกายมานานกว่า 30ปี Harvard psychological scientist Ellen Langer has been studying how the mind influences the body for over three decades.

งานวิจัยทำอย่างมีนัยแฝงที่แยบยล โดยให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่ง ให้มีชิวิตจิตใจ กลับไปมีชีวิตแบบย้อนยุค 20 กว่าปีก่อน สมัยเมื่อปี พ.ศ.2520 นานเป็นเวลา 1 อาทิตย์ In one classic study, she had old men live in a retreat that was retrofitted to look like it was 20 years earlier, while they pretended that they were living in that year. “Their minds were in the past. การมองเห็นก็ดีขึ้น กำลังวังชาก็ดีขึ้น Their vision improved, their strength improved, and so on,” she says. Langer cowrote the new article with Laura M. Hsu of Harvard and Jaewoo Chung of the Massachusetts Institute of Technology.

พวกผู้หญิงก็ให้ไปตัดผมย้อมผม In one study by Langer and her colleagues, women had their hair cut and dyed at a hair salon, and volunteers looked at before and after pictures of the women. พวกสาว ๆ พากันรู้สึกสาวขึ้นกว่าอายุจริง Those women who believed having their hair dyed made them look younger actually did look younger after the salon visit, according to the observers who were shown photos of their faces only. Women who didn’t believe they looked younger with dyed hair didn’t have that benefit.

หลังจากนั้น เมื่อครบกำหนด ให้พวกเขากลับคืนสู่โลกปัจจุบัน หลายคนต่างให้ความเห็นว่า พวกเขาดูหนุ่มสาวกว่าเก่าขึ้นอีก 3 ปี เนื่องจากว่าหูตากลับดีขึ้นกว่าเดิม กล้ามเนื้อก็แข็งแรงขึ้น ตลอดจนสติ ปัญญาก็เฉียบแหลมเช่นกัน

นักวิจัย ดร.เอลเลน แลนเกอร์ (Dr.Ellen Langer) เธอได้ เขียนในรายงานว่า เหตุที่คนส่วนใหญ่ พากันร่วงโรยไปตามวัย อาจจะเกิดจากความคิดอันไม่เป็นมงคลของตน จึงทำให้แก่ชราลง

Past research has found that male-pattern baldness increases the risk of prostate cancer. Langer and her colleagues hypothesize that this might be because balding men feel older; every day in the mirror, they get a stark visual reminder that they’re aging. (Prostate cancer is more common in older men.) Some heart problems are also linked with balding. There’s no clear biological reason for why hair loss and heart problems would go together; the men’s own feelings about their age could be partly to blame.


Older first-time mothers are often healthier as they age than women who have their first children younger—maybe, Langer says, because they’re spending their time with younger women at playgrounds and preschools. And people who marry older partners have a shorter life expectancy, while those who marry younger partners live younger.

So if Langer and her colleagues are right, and feeling young makes you healthier, what can you do about it? One route is to dress like a teenager, dye your hair, and find a younger boyfriend. But Langer has another solution: “Don’t buy the mindset in the first place. Then you won’t be vulnerable to it,” she says. “I think we have far more control over our health and wellbeing than most of us realize.”

For more information about this study, please contact: Ellen Langer at langer @ wjh.harvard.edu.

จิตใจที่กระชุ่มกระชวยช่วยให้ดู หนุ่มสาวขึ้นถึงหลายปี ถ้ามีคำถามส่งไปถามเธอเลย

Friday, December 31, 2010

สังคมอเมริกันกรณีโรคอ้วน

ฉลาดบริโภค: พลาดซ้ำของสังคมอเมริกันกรณีโรคอ้วน-ดร.วินัย ดะห์ลัน

เรื่องการก้าวพลาดกรณีส่งเสริมการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงยุคทศวรรษ 1970-1980 นำไปสู่ปัญหากรดไขมันโอเมก้าหกล้นและกรดไขมันทรานส์กันบ้าง น่าจะดีกว่า

เรื่องของเรื่องมาจากปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดของคนอเมริกันหลังยุคสงคราม โลกครั้งที่สองที่พุ่งขึ้นเป็นติดจรวด สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมของนักวิชาการต่างฝ่ายต่างก็หาสาเหตุและวิธีการแก้ไข สิ่งที่พบคือภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือด มีผลทำให้หลอดเลือดตีบ นำไปสู่ปัญหาโรคหัวใจ ในที่สุดก็คร่าชีวิตคนอเมริกันล้มตายกันผล็อยๆ

เมื่อคอเลสเตอรอลสูงในเลือดเป็นสาเหตุ นักวิชาการทั้งแพทย์ ทั้งนักโภชนาการจึงแห่กันออกมาให้คำแนะนำเรื่องการลดการบริโภคคอเลสเตอรอล รวมทั้งการหาวิธีดูแลด้านโภชนาการเพื่อลดคอเลสเตอรอลในเลือดกันยกใหญ่ เป็นที่มาของกรณีการรณรงค์การบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 6 ในยุคทศวรรษ 1970-1980 อย่างที่บอกโดยนักวิชาการพบว่า การบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 6 ช่วยให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้

กรดไขมันโอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง กลุ่มโอเมก้า 6 มีกรดไลโนเลอิกซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างไม่ได้ต้องได้รับจาก อาหารเท่านั้นเป็นหลักนักวิชาการรู้จักกรดไขมันตัวนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1937 แล้วรู้ด้วยว่ากรดไขมันตัวนี้พบมากในน้ำมันพืชหลายชนิดแต่ขณะนั้นยังไม่รู้ ว่ามันช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ถึงรู้ก็ยังไม่ทราบว่าคอเลสเตอรอลในเลือด เป็นสาเหตุให้คนอเมริกันต้องเสียชีวิตมากมายในเวลาต่อมา

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สาเหตุหลักที่ทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตคือโรคหัวใจและหลอดเลือด นักวิชาการรู้ว่าเรื่องนี้เป็นผลมาจากการบริโภคไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันนิยมอาหารประเภทไขมันสัตว์ ทั้งไขมันวัว ไขมันหมู เวลาทอดอาหารใช้ความร้อนสูงมากๆ ก็ต้องนำเอาไขมันสัตว์เป็นก้อนแข็งเหล่านี้มาใส่ในกระทะ ทอดด้วยความร้อนสูงๆใช้เวลานานๆ ทั้งไขมันอิ่มตัวและไขมันสัตว์เหล่านี้เองที่ก่อปัญหาทำให้ไขมันสูงในเลือด ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ แต่ยุคแรกๆ นักวิชาการอเมริกันห่วงแต่เรื่องคอเลสเตอรอลเท่านั้น

เมื่อเปลี่ยนการบริโภคจากไขมันสัตว์มาเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว สูงในปริมาณมากๆ อย่างเช่นน้ำมันเมล็ดทานตะวันที่มีกรดไลโนเลอิก 68% น้ำมันเมล็ดคำฝอยที่มีกรดไลโนเลอิก 78% หรือน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมันข้าวโพด (59%)น้ำมันเมล็ดฝ้าย (54%) น้ำมันถั่วเหลือง(51%) น้ำมันงา (45%) เลี่ยงไขมันสัตว์อย่างไขมันวัว ไขมันหมู(10%) สิ่งที่พบคือคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้ ก็เท่านั้นแหละที่ทำให้สังคมอเมริกันตื่นตัวในเรื่องโภชนาการ ว่าด้วยเรื่องไขมันกันยกใหญ่

คนอเมริกันยุคทศวรรษที่ 1970 ได้รับคำแนะนำให้เพิ่มการบริโภคกรดไลโนเลอิกให้มากขึ้น เลี่ยงหรือลดไขมันอิ่มตัวอย่างเด็ดขาด สังคมอเมริกันเกิดการรณรงค์เรื่องการลดคอเลสเตอรอล ตอนนั้นนักวิชาการยังไม่เข้าใจกลไกของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมากนัก รู้แต่ว่าเมื่อเปลี่ยนจากการบริโภคไขมันสัตว์มาบริโภคน้ำมันพืชที่มีกรดไลโน เลอิกมากขึ้น อุบัติการณ์เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง โดยขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากการลดไขมันสัตว์มากกว่าการเพิ่มการบริโภค น้ำมันพืช

นักวิชาการอเมริกันยุคแรกๆ แนะนำให้บริโภคน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันโอเมก้า 6 ให้มากๆ ยิ่งมากก็ยิ่งดี น้ำมันพืชกลุ่มที่มีไลโนเลอิกสูงๆ ทั้งน้ำมันเมล็ดทานตะวันเมล็ดคำฝอย ข้าวโพด ถั่วเหลือง พาเหรดกันออกมายึดครองตลาดอเมริกัน และในที่สุดวิชาการแบบอเมริกันก็แพร่ออกไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ถั่วเหลืองและฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของสหรัฐอเมริกาโดยถั่วเหลืองมี อิทธิพลมากกว่าเนื่องจากเกษตรกรถั่วเหลืองอเมริกันรวมตัวได้เป็นกลุ่มเป็น ก้อนกว่า ให้ทุนสนับสนุนทางวิชาการได้มากกว่า ไม่นานนักอิทธิพลของถั่วเหลืองก็เพิ่มขึ้น ความรู้เรื่องข้อดีของน้ำมันถั่วเหลืองจึงมาแรงแซงน้ำมันพืชทุกชนิดไปได้หมด

คนอเมริกันได้รับการแนะนำให้บริโภคน้ำมันพืชประเภทที่มีกรดไขมันไลโนเลอิก มากขึ้น ขณะที่ลดกรดไขมันอิ่มตัวไปพร้อมๆกัน ทั้งไขมันสัตว์ ทั้งน้ำมันพืชบางชนิด เช่นน้ำมันมะพร้าวและปาล์มถูกรังเกียจ สังคมอเมริกันเน้นการบริหารจัดการด้วยกฎหมายและกฎระเบียบ บรรดาสมาชิกสภาจึงมีบทบาทสูง สิ่งที่เรียกว่าการวิ่งเต้นหรือล็อบบี้เพื่อสนับสนุนกฎหมายฝ่ายที่ตนเองเห็น ด้วยกลายเป็นเรื่องปกติ คนอเมริกันรังเกียจการคอร์รัปชันในสังคมอื่น แต่กลับมองไม่เห็นว่าการล็อบบี้กับการคอร์รัปชันมันก็เรื่องเดียวกัน

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ต่อต้นทศวรรษ 1980 นี่เองที่เกิดสิ่งที่เรียกว่า 'สงครามน้ำมันพืช' ขึ้นระหว่างถั่วเหลืองกับปาล์มต่อเนื่องไปจนถึงยุค 1990 น้ำมันปาล์มที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่มากถึง50% มีกรดไลโนเลอิก 10%กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของนักวิชาการอเมริกัน

สิ่งที่หลายฝ่ายมองข้ามคือถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจของสังคมอเมริกัน ขณะที่น้ำมันปาล์มเป็นอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องธุรกิจการค้ามากกว่าที่เป็นปัญหาทางวิชาการ

แต่ในที่สุดสังคมวิชาการในมหา-วิทยาลัยก็หนีอิทธิพลทางธุรกิจไปไม่พ้นจากผล ประโยชน์ทางธุรกิจแปรเปลี่ยนเป็นข้อมูลทางวิชาการเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

ตัวผมเองเมื่อครั้งเริ่มต้นทำงานยังต้องช่วยทำโปสเตอร์ต่อต้านน้ำมันปาล์ม และมะพร้าว ส่งเสริมการบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองถึงขนาดทำแผ่นปลิวอธิบายวิธีการบริโภค น้ำมันถั่วเหลืองกันเป็นเรื่องเป็นราว ต้องใช้กี่ช้อนโต๊ะในอาหารหนึ่งมื้อ ข้อมูลวิชาการที่ระบาดมาจากสังคมอเมริกันถึงประเทศไทยโดยไม่ทันคิดว่าถั่ว เหลืองคือพืชนำเข้าขณะที่ปาล์มกับมะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจของสังคมไทยแท้ๆ ในที่สุดส่งผลให้อุตสาหกรรมปาล์มและมะพร้าวในบ้านเราแทบถึงการณ์ดับสลาย ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมากที่สุดในโลก จนกระทั่งทุกวันนี้

อีกหลายปีต่อมา นักวิชาการอย่าง Laura Sims ที่ทำงานอยู่ในรัฐสภาสหรัฐนำเรื่องการล็อบบี้ในประเด็นน้ำมันถั่วเหลืองกับ น้ำมันปาล์มที่กลายเป็นสงครามน้ำมันพืชในสหรัฐอเมริกามาเปิดเผยในหนังสือของ เธอชื่อ 'การเมืองน้ำมันพืช'(Politics of Fat) กลายเป็นเรื่องฮือฮาที่ทำให้สังคมได้รับรู้ว่าการล็อบบี้ไม่ได้เกิดเฉพาะใน สภาเท่านั้น แต่เป็นล่ำเป็นสันอยู่ในแวดวงวิชาการอย่างมหาวิทยาลัยด้วย นักวิชาการรับทุนทำงานด้านวิชาการเผยแพร่ข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการ ของฝ่ายธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่ในที่สุดผลักดันสังคมให้ลื่นไถลกลายเป็นสังคมกรดไขมันโอเมก้า 6 ล้นไปในที่สุด

กว่าจะรู้ว่าก้าวพลาด เราก็เจอปัญหาโรคหัวใจไม่ลด โรคอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นที่เรียบร้อย เรื่องอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปกล่าวโทษเอาผิดกับใครได้

ที่มา: คอลัมน์ ฉลาดบริโภค: พลาดซ้ำของสังคมอเมริกันกรณีโรคอ้วน โดย ดร.วินัย ดะห์ลัน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 962 วันที่ 5-11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 หน้า 70-71

สรุป น้ำมันถั่วเหลืองไม่ได้มีดีไปกว่าน้ำมันปาล์มเลย

Thursday, December 23, 2010

หมอศิริราชสุดยอด ปลูกถ่ายตับอ่อนสำเร็จแห่งแรกในไทย

คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชสุดยอด ทำการปลูกถ่ายตับอ่อนสำเร็จแห่งแรกในไทย เผยค่าใช้จ่ายถูกเพียง 3 แสนบาท ชี้อนาคตจะทำให้ลดลงกว่านี้อีก...

“ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตั้งแต่อายุ 20 ปี พอป่วยได้ 5 ปี ก็เกิดภาวะไตวายต้องฟอกไต 3 วันต่อ 1 สัปดาห์ ครั้งละ 4-5 ชั่วโมง คุณภาพชีวิตแย่มาก เพราะไหนจะต้องระวังเรื่องน้ำตาลที่สวิงตลอดเวลา ฉีดอินซูลินวันละ 4 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าใดนัก บ่อยครั้งที่น้ำตาลต่ำจนช็อค และสูงขึ้นไปถึงหลักพัน แล้วยังต้องดูแลร่างกายตัวเองจากสภาวะไตวาย จนกระทั่งใน พ.ศ.2550 ก็ได้รับบริจาคไตจากผู้ป่วยสมองตาย และผ่าตัดเปลี่ยนไต” สมนึก หนึ่งในผู้ป่วยที่ผ่านการรักษา ที่เขาบอกว่าเหมือนได้ชีวิตใหม่ กล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์

ภายในงาน แถลงความสำเร็จของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ฝีมือชั้นครู ม.มหิดล เช่น ศ.คลินิกนพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ อ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ อ.นพ.สมชัย ลิ้มศรีเจริญ ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ในการปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนในครั้งนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช

อ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ทำการปลูกถ่ายตับอ่อนสำเร็จเป็นแห่งแรก ซึ่งการปลูกถ่ายตับอ่อนเป็นหนึ่งวิทยาการความก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ไทยยังไม่เคยทำการปลูกถ่ายตับอ่อนมาก่อน เนื่องจากต้องอาศัยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยญชาญทำการผ่าตัดตับอ่อนของผู้บริจาค และความชำนาญในการต่อเส้นเลือดของผู้ป่วย ตลอดจนการดูแลอย่างถูกวิธีภายหลังการผ่าตัด

อ.นพ.สมชัย ลิ้มศรีเจริญ ทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า วิธีนี้เป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลีน หรือเรียกว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นผลจากการทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินวันละหลายครั้งทุกวัน

อย่าง ไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ เกรดภาวะช็อกจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงกินไป ผู้ป่วยบางรายต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ยังส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จอประสาทจม และเส้นประสาทเสื่อม การรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับอ่อน จึงเป็นวิธีการรักษาหนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มาภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนไตร่วมด้วย

“โดย มากมักจะพบในเด็ก ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ ถือเป็นผู้ป่วยเบาหวานส่วนน้อยในประเทศไทย หากเทียบกับเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน ที่มักพบในวัยสูงอายุและคนอ้วน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในประเทศไทย ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีถึง 90% เลยทีเดียว”

ด้าน ศ.นพ.ศุภกร กล่าวว่า ตับอ่อนอาจจะเป็นอวัยวะที่ไม่คุ้นหูนัก ตับอ่อนจะอยู่ด้านหลังกระเพาะอาหาร ลักษณะเป็นอวัยวะทรงรี ขวางกลางลำตัว ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยและผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนจะสร้างอินซูลินได้น้อยหรือไม่สร้างเลย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยไม่นิ่ง โดยจะสวิงต่ำเกินไปและสูงเกินไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตเป็นอย่างยิ่ง หากต่ำเกินไปอาจช็อคจนเสียชีวิตได้ หากสูงเกินไปจะส่งผลต่อไต ทำให้ไตวาย จอประสาทตาเสื่อม หลอดเลือดหัวใจตีบ

อย่างไรก็ดี การปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนนี้ เป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แต่ในประเทศอเมริกาเป็นเรื่องที่ทำมานานแล้ว โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2509 แต่จนถึงทุกวันนี้ทั่วโลกมีผู้ได้รับการปลูกถ่ายเปลี่ยนตับอ่อนเพียง 23,000 คนเท่านั้น โดยราวๆ 17,000 คน อยู่ในอเมริกาและที่เหลือส่วนใหญ่จะอยู่ในยุโรป และมีประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคดังกล่าวเล็กน้อยไม่มากนัก สำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดอยู่ราว 200,000-300,000 บาท

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธันวาคม 2553

Monday, December 13, 2010

ตรวจเลือดบอกภาวะโรคหัวใจ -รู้อันตรายล่วงหน้าเป็นปี

วารสาร "แพทย์สมาคมอเมริกัน" รายงานว่า ศูนย์แพทย์ของมหาวิทยาลัยเท็กซัสเวสเติร์น แห่งสหรัฐฯ ได้ค้นคิดวิธีตรวจเลือดวิธีใหม่ ซึ่งสามารถจะบอกได้ว่า ผู้ที่ดูท่าทางแข็งแรงดีกำลัง เสี่ยงจะตายด้วยโรคหัวใจอยู่หรือไม่

การตรวจเลือดแบบเก่า จะตรวจหาโปรตีนอย่างหนึ่งในคน พบได้เพียงร้อยละไม่เท่าไร และวิธีการตรวจแบบใหม่คิดขึ้นโดยบริษัทยาโรช ตรวจพบมากขึ้นถึงร้อยละ 25 จากตัวอย่างเลือด 3,500 ตัวอย่าง ผู้ที่ถูกตรวจเลือดพบโปรตีนนั้นในปริมาณที่วัดได้ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย เสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจภายในเวลา 6 ปี สูงเกือบ 7 เท่า

วิธีการตรวจเลือดที่แล้วมา ล้วนแต่เพื่อตรวจหาโปรตีนที่เรียกว่า "cardiac troponin T." ซึ่งบอกให้รู้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย วิธีการตรวจหลังสุดนี้ ซึ่งเรียกว่า "Elecsys Troponin T." จะตรวจได้ไวกว่าถึง 10 เท่า

ดร.เจ อเมสด์ เลโมซอฟ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า "มันดูเหมือนว่ายิ่งตรวจพบ troponin T. สูงเท่าใดก็ส่อว่ามีปัญหากับหัวใจของตนเองมากเท่านั้น และอาจจะนำไปสู่เรื่องร้ายแรงยิ่งกว่า โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นด้วย"

Wednesday, December 8, 2010

คนไทยเป็นมะเร็งตายติดอันดับ 1 แซงหน้าเอดส์-อุบัติเหตุ-โรคหัวใจ คาดอีก 10 ปีข้างหน้า สังเวยโรคร้ายปีละ 11 ล้านคนทั่วโลก...

สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งแห่งชาติ - มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็น 1 ใน 5 โรคที่คุกคามชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 โรคดังกล่าว ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุดกับคนไทยในภาพรวมคือ ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้คนไทยเป็น 5 โรคนี้ หรือถ้าป่วย ต้องมีวิธีการรักษาที่ถูกวิธี

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ประมาณ 11 ล้านคนทั่วโลก ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศไทย นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก เนื่องจากร้อยละ 40 ของผู้ป่วย สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นที่รู้ตัวว่าป่วย ไม่ให้มะเร็งลุกลาม วิธีดำเนินการมี 2 วิธีคือ การป้องกันไม่ให้ป่วย และมีระบบการคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที

"โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสีย ชีวิตของคนไทยติดต่อกันในรอบ 9 ปี (พ.ศ.2543-2551) โดยในปี 2551 เสียชีวิต 55,403 คน เป็นชาย 32,060 คน หญิง 23,343 คน โดยร้อยละ 53 ของผู้เสียชีวิตอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งตับสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาได้แก่ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนในผู้หญิงอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง แต่หากป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ต้องรีบไปรับการรักษาทันที หากรักษาได้ทัน ก็จะมีโอกาสหายได้ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์นโยบายลดหวาน มัน เค็ม ลดอ้วน ลดโรค เพิ่มผักผลไม้ เพิ่มการออกกำลัง และลดละเลิกอบายมุข และ 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นแกนหลักดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปีใหม่ 2554 เป็นต้นไป"

นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เพราะได้มอบให้หมู่บ้านและตำบล คิดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง 5 โรค และจะมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

Tuesday, December 7, 2010

รายงานวิจัยผู้ป่วยเบาหวานมักอายุสั้นกว่าคนทั่วไปทุกช่วงอายุ

รายงานวิจัยเกี่ยวกับเบาหวาน ชื่อ “Profiles of an Aging Society: Diabetes" ผู้ป่วยเบาหวานมักอายุสั้นกว่าคนทั่วไปทุกช่วงอายุ สถาบันวิชาการเกี่ยวกับการมีอายุมากขึ้นของสหรัฐ National Academy on an Aging Society ได้รายงานว่า คนที่มีอายุ 50 ปีที่เป็นเบาหวาน จะมีอายุสั้นกว่าคนที่ปกติประมาณ 8 ปี A 50-year-old diabetic lives 8.5 years lesser than non-diabetic counterpart. คนที่มีอายุ 60 ปีที่เป็นเบาหวาน จะมีอายุสั้นกว่าคนที่ปกติประมาณ 5.4 ปี At age 60, the difference in life expectancy is 5.4 years. สำหรับคนอายุ 90 ปี ก็จะมีอายุต่างกันกับคนปกติ 1 ปี By age 90, the difference is one year.

โดยเดือน พฤศจิกายน ถือเป็นเดือนแห่งความตระหนักถึงโรคเบาหวาน National Diabetes Awareness Month is November.

นอกจากนั้น เมื่อทำการเปรียบเทียบกับคนปกติที่ไม่เป็นเบาหวาน การศึกษายังพบว่า คนป่วยเบาหวาน มีโอกาสที่่จะถูกจ้างงานน้อยกว่า It also found that, compared to older adults without diabetes, those with the disease are less likely to be employed และยังมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รุมเร้า and more likely to have other health problems, เช่น โรคหัวใจ such as heart disease, โรคซึมเศร้า depression, และเกิดทุพพลภาพอันส่งผลต่อกิจวัตรประจำวัน and disabilities that interfere with normal life activities.

จริง ๆ เมื่อดูตัวเลขสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอายุมากกว่า 50 ปีในช่วง 10 ปี พบว่า พวกฝรั่งผิวขาวเพิ่มจาก 11% (1998 = 2541) เป็น 18%(2008 = 2551) และพวกฝรั่งผิวดำเพิ่มจาก 22% (1998 = 2541) เป็น 32%(2008 = 2551) Indeed, the figures show a marked increase in the percentage of adults over age 50 with diabetes during the past decade: from 11 percent of non-Hispanic whites in 1998 to 18 % in 2008, and from 22 % of non-Hispanic blacks in 1998 to 32 % in 2008.

รายงานนี้ศึกษาโดย ดร.Scott M Lynch แห่งสถาบันวิจัยประชากรของมหาวิทยาลัยพริ้นตัน โดยใช้ข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ HSR ที่รวบรวมปีละ 2 ครั้งระหว่างปี 1998-2008 ที่ประกอบด้วยข้อมูลผู้มีอายุเกินกว่า 50 ปีจำนวนกว่า 20,000 คน The analysis was conducted by Scott M Lynch, PhD, of the Office of Population Research at Princeton University — using HRS data collected biannually from 1998 through 2008, which included information from more than 20,000 adults over age 50 in 1998.

ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานของพวกอเมริกันที่ชอบกินแป้ง โดนัท ของทอด ของขบเคี้ยว
All information given is related to Americans whose their favorite consumptions mostly are food with highly flour such as donuts, fried food, and snacks.

ดร.SoS

Friday, December 3, 2010

ผลข้างเคียง: side effect

เมื่อเราไม่สบาย (sick, sickness) ก็จะทานยา You take pills to cure your sickness. ยาเม็ด = pill เพราะคุณอาจมีเชื้อโรคที่ทำให้ไม่สบาย = Disease

ยาเมื่อออกฤทธิ์ ก็อาจให้ผลข้างเคียง ที่เรียกว่า side effect : ซึ่งส่วนมากแล้ว ผลข้างเคียง จะไม่ค่อยดี เพราะมันเป็น adverse effect (adverse = แง่ลบ ในลักษณะศัตรู ผลร้าย)

ร้านยาดี ๆ ในกรุงเทพจะให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Drug store in Bangkok offers detailed information about side effects caused by various medications. ซึ่งผลข้างเคียงหรือผลไม่ค่อยดีอาจเกิดจากปฏิกิริยาต่อยา A side effect (adverse effect) may occur as a reaction to a medication หรือเป็นผลมาจากการใช้ยาผิดขนาด or as a result of incorrect dosage หรือเป็นปฏิกิิริยาต่อยาอื่น ๆ ที่ทานร่วมกัน or interactions with other medications.

การเข้าใจ ผลข้างเคียง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงอันตราย ที่สัมพันธ์กับการใช้ยาในการรักษาอาการไม่สบาย Understanding the side effect will enable patients to understand the risks associated with certain medications. การเข้าใจถึงปฏิกิริยาของยาบางตัวที่ส่งผลลบ By understanding the adverse reactions that may occur with certain drugs, จะทำให้คนไข้สามารถปรึกษาหรือถามแพทย์ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่จะตามมาจาการใช้ยาตัวใหม่ หรือการรักษาในขณะนี้ patients are able to better formulate questions for their doctors in order to fully understand what to expect from new medications or current treatments.

จริง ๆ แล้ว ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาบางอย่างบางตัว Side effects may occur following the use of certain drugs, เพราะคนไข้แต่ละคนตอบสนองต่อยาแตกต่างกันไป as patients respond differently to medications ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย depending on a variety of factors เช่น อายุ including age, สุขภาพโดยรวม overall health, เพศ gender, ชาติพันธุ์ ethnicity, และระดับความรุนแรงของความเจ็บป่วยหรือโรคที่คนไข้กำลังต่อสู้ด้วย and the levels of severity of the illness or disease the patient is fighting.

นอกจากนั้น ผลข้างเคียงอาจพบได้จากการใช้ยาร่วมกัยยาหรือสารบางอย่างบางตัว Side effects may also occur as a result of taking a certain medication in combination with another drug or substance, ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง whether it is a prescription medication, ซื้อยาจากเค้าเตอร์over-the-counter drug, ยาสมุนไพร herbal supplement, หรืออาหารหรือเครื่องดื่ม or food or drink. ขณะเริ่มรับการรักษาโดยใช้ยาตัวใหม่ Beginning treatment with a new medication, หยุดการรักษา ceasing treatment, หรือการปรับเปลี่ยนยาของคนไข้ เหล่านี้อาจให้ผลที่ทำให้คนไข้ ประสบภาวะที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ or adjusting a patient’s dosage may also cause a patient to experience unwanted reactions to a medication.

ดร.SoS

ข้อมูลจาก http://www.drugwatch.com/side-effects

Sunday, September 12, 2010

ขนมจีน-น้ำพริก เพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย

นอกจากขนมจีน-น้ำยาต่าง ๆ แล้ว “ขนมจีน-น้ำพริก” ก็เป็นอีกเมนูที่คนไทยนิยมรับประทานเป็นจานด่วนกันไม่น้อย และในยุคที่กระแสรักสุขภาพมาแรง เมนูขนมจีน-น้ำพริกนี้ก็อยู่ในข่ายอาหารเพื่อสุขภาพได้ เป็นจุดขายได้ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีสูตรน้ำพริกขนมจีน “เพื่อสุขภาพ” มานำเสนอ...

อัครพล โพธิ์ศรีทอง นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีคณะคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร ได้คิดทำ “น้ำพริกขนมจีน” ที่ “ไขมันและแคลอรีต่ำ” โดยเจ้าตัวบอกว่า น้ำพริกขนมจีนเป็นอาหารไทยโบราณ และปกติแล้วการทำน้ำพริกขนมจีนมีวัตถุดิบที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ กะทิ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ากะทิเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทยโดยส่วนใหญ่

แต่การรับประทานอาหารที่มีกะทิมาก ๆ จะมีคอเลสเตอรอลสูง ดังนั้น จึงได้ทดลองนำน้ำนมถั่วเหลือง มาทดแทนกะทิ เพื่อลดไขมัน และทำให้แคลอรีต่ำลง ซึ่งน้ำนมถั่วเหลืองนี้นอกจากจะช่วยลดไขมันแล้ว ยังมีประโยชน์ที่จำเป็นต่อร่างกายในแง่ของสารอาหารต่าง ๆ อาทิ คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินบี1 และเหล็ก เหมาะที่จะเป็นอาหารเสริมของทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ กากของน้ำนมถั่วเหลืองที่เหลือจากการคั้น ยังใช้เป็นส่วนผสมในน้ำพริกขนมจีนแทนการใช้ถั่วเหลืองซีก ถั่วลิสง หรือถั่วทอง นับว่าเป็นการใช้ของที่เหลือให้มีคุณค่า

และเกิดประโยชน์ต่อร่างกายผู้บริโภคด้วย

“ภาพรวมรสชาติและเนื้อหาอาจจะไม่เหมือนกับน้ำพริกขนมจีนที่ใช้กะทิเสียที เดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อาหารเพื่อสุขภาพรสชาติจะอร่อยสู้อาหารโดยทั่วไปไม่ ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรุงรสมากกว่า” อัครพลกล่าว

มาดูวิธีทำน้ำพริกขนมจีนสูตรนี้กัน เริ่มที่อุปกรณ์ ใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก หากมีใช้ปกติอยู่แล้วก็คงไม่ได้ต้องลงทุนเพิ่มเติมอะไร ตามมาด้วยส่วนผสม ตามสูตรก็เตรียมน้ำนมถั่วเหลือง 1,500 กรัม, เนื้อกุ้งต้มสุก 200 กรัม, กากถั่วเหลือง 50 กรัม, หอมเผา 30 กรัม, กระเทียม 30 กรัม, รากผักชีหั่นคั่ว 15 กรัม, ข่า 5 กรัม, ผิวมะกรูด 5 กรัม, กระเทียมสับละเอียด 20 กรัม, พริกแห้งเม็ดใหญ่ 10 กรัม, น้ำมันพืช 30 กรัม, น้ำตาลมะพร้าว 90 กรัม, น้ำปลา 60 กรัม, น้ำมะขามเปียก 60 กรัม และน้ำมะกรูด 30 กรัม

วิธีทำ เริ่มที่โขลกเนื้อกุ้งให้ละเอียดแล้วพักไว้ จากนั้นทำพริกแกงด้วยการโขลกพริกแห้งให้ละเอียด ใส่หอมเผา กระเทียมเผา ข่า ผิวมะกรูด รากผักชีหั่นคั่ว โขลกรวมกันให้ละเอียด แล้วพักไว้

ส่วนน้ำนมถั่วเหลืองทำเอง วิธีทำคือ นำถั่วเหลืองประมาณ 0.5 กก. แช่น้ำไว้ค้างคืน จากนั้นนำขึ้นมาใส่ลงในเครื่องปั่น โดยการปั่นก็เทน้ำลงไปให้พอท่วมถั่วด้วย แล้วปั่นน้ำออกมา ซึ่งรวมน้ำแล้วจะได้น้ำนมถั่วเหลืองประมาณ 1.5 กก. ส่วนกากถั่วเหลืองนั้นจะเหลือประมาณ 300-400 กรัม โดยก่อนจะนำมาใช้ต้องนำไปคั่วหรืออบให้แห้งเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ถ้าใช้เลยถั่วเหลืองจะชื้น และจับตัวเป็นก้อน

ขั้นตอนการทำน้ำพริก เริ่มต้นด้วยการนำน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟ ใส่กระเทียมสับเจียวจนเหลือง แล้วตักออกพักไว้ ส่วนน้ำมันที่เหลือให้เตรียมไว้บนกระทะอย่างเดิม ใส่พริกแกงที่ทำไว้ ลงไปผัดให้พอหอม จากนั้นใส่น้ำนมถั่วเหลือง (แทนกะทิ) ลงไปครึ่งหนึ่ง แล้วใส่กากถั่วเหลือง (แทนถั่วลิสงคั่ว) และเนื้อกุ้ง แล้วคนให้เข้ากัน โดยขั้นตอนนี้จะต้องค่อยคน ๆ ให้เนื้อกุ้งสุก

ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำมะกรูด เน้น 3 รสคือ หวาน เปรี้ยว เค็ม ตามด้วยใส่กระเทียมเจียวคนให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำนมถั่วเหลืองอีกครึ่งที่เหลือลงไป ตั้งไฟไว้จนเดือด จึงแต่งหน้าน้ำพริกด้วยการลอยลูกมะกรูดที่ผ่านการบีบน้ำแล้ว เพื่อให้เกิดความสวยงาม และดับกลิ่นน้ำเต้าหู้

เมื่อมีขนมจีน ก็พร้อมขายเป็น “ขนมจีน-น้ำพริก” แต่ก็ต้องมีเครื่องเคียงต่าง ๆ ด้วย อาทิ ผักบุ้งไทยหั่นต้ม, หัวปลีซอย, พริกขี้หนูแห้ง, หอมแดงซอยทอด และจะให้ดีควรมีใบผักต่าง ๆ ชุบแป้งทอด และไข่ต้มด้วย

ตามสูตรเพื่อสุขภาพดังที่ว่ามาข้างต้นนี้ อัครพลบอกว่าหากทำในปริมาณไม่มาก ต้นทุนน้ำพริกขนมจีนจะสูงหน่อย คือตามปริมาณข้างต้น ทำขายได้ประมาณ 12 ที่ มีต้นทุนประมาณ 400 บาท โดยจำหน่ายในราคาชุดละ 40 บาทขึ้นไป แต่หากทำขายในปริมาณมาก ๆ ก็จะสามารถลดต้นทุน และราคาขายได้ต่ำลงกว่านี้

ใคร สนใจน้ำพริกขนมจีนสูตรไขมันและแคลอรีต่ำ ต้องการติดต่ออัครพล ก็ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1869-6097 บางทีนี่อาจจะเป็นอีก “เมนูจานด่วนเพื่อสุขภาพ” ที่มีอนาคตไกลก็ได้ ใครจะรู้ ??

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล รายงาาน

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ ขนมจีน-น้ำพริก เพื่อสุขภาพเป็นจุดขาย วันอาทิตย์ที่ 05 กันยายน 2553