Showing posts with label ศาสตร์แพทย์แผนจีน ผสมผสาน แพทย์แผนปัจจุบัน. Show all posts
Showing posts with label ศาสตร์แพทย์แผนจีน ผสมผสาน แพทย์แผนปัจจุบัน. Show all posts

Tuesday, October 5, 2010

‘ฝังเข็ม’ โรคที่ควร-คนที่ห้าม / 6 ขั้นตอนการฝังเข็ม

การฝังเข็ม 6 ขั้นตอน

การรักษาอาการป่วยด้วยวิธีฝังเข็มนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ระหว่างการรักษาไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหนักหนานัก และเพื่อคลายกังวล ถ้าต้องถูกฝังเข็ม ‘มุมสุขภาพ’ จึงลำดับขั้นตอนในการฝังเข็มไว้ดังต่อไปนี้...

ขั้นแรก วินิจฉัยโรค แพทย์ จะซักประวัติและตรวจร่างกายผู้ป่วย วินิจฉัยอาการและโรคเสียก่อน เพื่อให้ทราบโรคที่เป็น อาการใดเป็นอาการหลัก-เป็นรอง อาการใดควรรักษาก่อน-หลัง ทั้งเพื่อให้ทราบว่า มีโรคแทรกซ้อนหรือไม่

ต่อมา กำหนดแผนการรักษา แพทย์ จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการรักษา เช่น กำหนดเลือกจุดปักเข็ม ตำแหน่งใด ใช้กี่จุด จุดใดคือจุดหลักที่ต้องปักทุกครั้ง จุดใดเป็นจุดรองที่ปักเป็นบางครั้ง ซึ่งคล้ายกับแพทย์แผนปัจจุบันที่ต้องเขียนใบสั่งยานั่นเอง

ตามด้วย จัดท่าผู้ป่วย จะ จัดท่าผู้ป่วยให้อยู่ในท่าที่เหมาะสมกับการปักเข็ม เช่น ใช้ท่านอนคว่ำเมื่อจะปักเข็มบริเวณหลังหรือเอว ใช้ท่านอนหงายเมื่อจะต้องปักเข็มบริเวณใบหน้า หน้าท้อง แขนขา เป็นต้น

ถัดมาเป็นขั้น ปักเข็ม แพทย์ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดบริเวณผิวหนัง ก่อนใช้เข็มขนาดเล็กปราศจากเชื้อ ปักลงบนจุดฝังเข็มที่กำหนดไว้ โดยเข็มจะผ่านชั้นผิวหนังอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บ หากเจ็บจะคล้ายมดกัด โดยผู้ป่วยต้องรู้สึกตื้อ ๆ บริเวณที่ถูกฝังเข็ม ซึ่งเรียกว่า ความรู้สึกได้ลมปราณ

ขั้นรองสุดท้าย กระตุ้นเข็ม เพื่อให้ความรู้สึกได้ลมปราณเกิดขึ้น มี 2 แบบ คือ กระตุ้นด้วยการใช้มือหมุนปั่นเข็มไปทางซ้ายขวาหรือปักและดึงเข็มขึ้นลงสลับ กัน อีกแบบใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ต่อสายไฟติดกับเข็ม แล้วเปิดเครื่องกระตุ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณที่ปักเข็มกระตุกเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ

สุดท้าย การถอนเข็ม หลังจากปักเข็มและกระตุ้นรวมเวลาราว 30 นาที แพทย์จึงถอนเข็มออกทั้งหมด ไม่ฝังค้างไว้ ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น ฝังเข็มหู เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดเมื่อยเล็กน้อย เพียงไม่กี่วันจะหายไปเอง.

takecareDD @ gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน 2553

‘ฝังเข็ม’ โรคที่ควร-คนที่ห้าม

วันนี้ ‘ภาษาหมอ’ บอกต่อถึงโรคที่รักษาด้วยวิธีฝังเข็มแล้วให้ผลการรักษาอย่างน่าพึงพอใจ ที่ให้ผลดีเป็นพิเศษ คือ กลุ่มอาการปวดต่าง ๆ อาทิ ปวดจากระบบเคลื่อนไหว ปวดจากความเครียด ปวดจากการเล่นกีฬา ปวดหลังผ่านการผ่าตัด

นอกจากนี้ยังรวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพของแขนและขา เนื่องจากการเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ งูสวัด เม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ สมรรถภาพทางเพศเสื่อม ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส ลมชัก โปลิโอ อาการนอนไม่หลับ ขากรรไกรค้าง แพ้ท้อง การเลิกเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด

ส่วนกลุ่มอาการที่ฝังเข็มแล้วให้ผลดี ประกอบด้วย อาการเจ็บเฉียบพลันหรือเรื้อรังในลำคอ (ต่อมทอนซิล) การวิงเวียนศีรษะเพราะน้ำในช่องหู สายตาสั้นในเด็ก เด็กในครรภ์มารดาอยู่ในท่าขวางทำให้คลอดยาก อาการผิดปกติของลำไส้เมื่อมีความเครียด สำหรับการฝังเข็มที่ให้พอใช้ อาทิ ท้องผูก ท้องเดิน มีบุตรยาก เรอบ่อย ปัสสาวะขัด หญิงหลังคลอดน้ำนมน้อย

ทั้งนี้ยังมีเพื่อความงาม อย่างการรักษาสิว ฝ้า เพื่อผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลดหรือเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งโดยรวมแล้วไม่ว่าจะฝังเข็มเพื่อรักษาอาการใด ควรทำควบคู่กับการรักษาร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการฝังเข็มเพียงอย่างเดียวอาจให้ผลการรักษาระหว่างร้อยละ 51-94

ข้อห้ามในการฝังเข็ม เพราะอาจทำให้เกิดอันตราย จะห้ามฝังเข็มในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เว้นแต่การฝังเข็มเพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ช่วยคลอดง่าย ห้ามฝังเข็มในผู้ป่วยที่ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ ห้ามฝังเข็มลงที่ก้อนเนื้อร้ายในผู้ป่วยมะเร็ง และในผู้ป่วยที่ต้องเข้าผ่าตัดรักษาอย่างแน่นอน.

takecareDD @ gmail.com

ที่มา: ‘ฝังเข็ม’ โรคที่ควร-คนที่ห้าม วันอังคารที่ 28 กันยายน 2553 เดลินิวส์ออนไลน

Sunday, August 8, 2010

ความเชื่อต่าง ๆ จากแพทย์จีน

ความเชื่อต่างๆ จากแพทย์จีน

ท่านทราบหรือไม่ว่า แพทย์จีนมีความเชื่อในเรื่องอวัยวะต่าง ๆ ที่หากได้ลองทำจะทำให้ดูสุขภาพดี รายละเอียดมีมาบอก

- หวีผมบ่อย ๆ: จะช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง

- ถูใบหน้าบ่อยๆ : เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

- กระตุ้นใบหูบ่อยๆ : การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

- ขบฟันบ่อยๆ : จะช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

- ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ : การ ใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

- กลืนน้ำลายบ่อยๆ : ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

- หมั่นขับของเสีย : หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ กลับเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

- ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ : ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

- ขมิบก้นบ่อยๆ : จะช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

- ถูผิวหนังบ่อยๆ : ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี

รู้อย่างนี้แล้ว ใครมีความเชื่อแบบไหนก็ลองนำไปทำตามกันดูได้

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 08 สิงหาคม 2553

Sunday, April 25, 2010

สวดมนต์บำบัดโรค..?

สวดมนต์บำบัดโรค..?

พุทธมนต์..ทำให้น้ำธรรมดากลายเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ได้ แล้วการสวดพุทธมนต์ล่ะจะรักษาโรคได้มั้ย..??? ไม่ลองไม่รู้ค่ะ
พุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ได้...งั้นมาเริ่มสวดมนต์กันเลยดีกว่าค่ะ

ขอท่านทั้งหลายผู้ใฝ่ในธรรมจงถึงพร้อมด้วย ธรรม 4 ประการนี้เทอญสัทธาสัมปทา...ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
สีลสัมปทา......ความถึงพร้อมด้วยศีล
จาคสัมปทา.....ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค
ปัญญาสัมปทา..ความถึงพร้อมด้วยปัญญา


สวดมนต์บำบัดโรค..?

เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ ??? เพราะการสวดมนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้

การสวดมนต์บำบัด คือ หลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy หรือ Vibrational Medicine คือ การใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ก็เป็น Vibrational Therapy เช่นกัน แต่เป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจาก สวดมนต์บำบัดซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต
ดังนั้นมาดูพลังแห่งการสวดมนต์บำบัดกัน ว่าคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร ???คลื่นแห่งการเยียวยาการสวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา ซึ่งหากคลื่นเสียงที่มากระทบดังแบบไร้ระเบียบ คือประกอบด้วยเสียงที่มีความถี่ต่าง ๆ กัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดกลไกดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหูของเราได้ยินเสียงบทสวด ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังศูนย์การได้ยินที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ ก่อนส่งไปบริเวณก้านสมอง ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาที ก็จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย

เสียงสวดมนต์ด้วยสมาธิ เป็นยา :ให้ผลกับร่างกายเอนกอนันต์
รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมดังนี้

“สมองของเราเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้เซลล์ประสาทของระบบประสาทสมองสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายๆชนิด
บริเวณก้านสมองจะหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน (serotonin) เพิ่มขึ้น
ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น เมลาโทนิน ซึ่งเปรียบคล้ายกับยาอายุวัฒนะ เพราะจะช่วยยึดอายุ การทำงานของเซลล์ประสาท เซลล์ร่างกาย ให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และยังมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ เพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์สดชื่นขึ้น รวมถึง โดปามีน มีฤทธิ์ลดความก้าวร้าว และอาการพาร์กินสัน
นอกจากนี้ปริมาณของซีโรโทนิน มีความสัมพันธ์ต่อการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น อะเซทิลโคลีน ช่วยในกระบวนการเรียนรู้ และความจำ ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้ความดันลดลง และยังช่วยลดปริมาณ อาร์กินิน วาโซเปรสซิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความก้าวร้าว ความสมดุลของน้ำ และซีโรโทนินยังเข้าไปลดปริมาณของสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวกระตุ้นของการทำงานของต่อมหมวกไตให้ลดลง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่เครียด ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น

ดังนั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ร่างกายจะสามารถสร้างสารสื่อประสาทได้หรือไม่ อาจารย์สมพรเสริมว่า

“หลักการสำคัญอยู่ที่หากมีสิ่งเร้า หลายๆประเภทเข้ามารบกวนกระบวนการทำงานของคลื่นสมอง พร้อม ๆ กัน ทำให้สัญญาณคลื่นสมองเปลี่ยนไป การหลั่งสารสื่อประสาทจะสับสน ไม่มีผลในการเยียวยา สิ่งเร้านี้มาจากหลายส่วน ทั้งตัวเอง เช่น บางคนปากสวดมนต์ แต่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ก็ไม่ได้ประโยชน์ และการเกิดเสียงดังอื่นๆ เข้ามารบกวนขณะสวดมนต์ เพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้ได้ไวและอ่อนไหวมาก เรามีตัวประสาทรับสัญญาณมากมาย เรารับสิ่งเร้าได้ทั้งจากทางปาก ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว และใจ เหล่านี้ทำให้สัญญาณคลื่นสมองสับสนและเปลี่ยนไป ร่างกายก็จะสร้างซีโรโทนินได้ไม่มากพอ”

และไม่ใช่เฉพาะสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์เท่านั้นที่เราจะได้ จากการสวดมนต์ แต่การสวดมนต์ยังทำให้อวัยวะต่างๆได้รับการกระตุ้น คล้ายกับการนวดตัวเองจากการเปล่งเสียงสวดมนต์

สวดมนต์กระตุ้นอวัยวะ อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต อธิบายหลักการนี้ว่า “เวลาเราสวดมนต์นานๆ คำแต่ละคำจะสร้างความสั่นสะเทือนไม่เท่ากันตามฐานที่เกิดของเสียงหรือตามวิธีเปล่งเสียง แม้ว่าเสียงจะออกมาจากปากเหมือนกัน แต่ว่าเสียงบางเสียงออกมาจากริมฝีปาก บางเสียงออกมาจากปุ่มเหงือก บางเสียงออกมาจากไรฟัน บางเสียงออกมาจากคอ ดังนั้น ถ้าเราสวดมนต์ถูกต้องตามฐานกรณ์ จึงเกิดพลังของการสั่น” และเมื่อเกิดพลังของการสั่น

การสั่นนี้จะเข้าไปเยียวยาอาการป่วยได้อย่างไร? อาจารย์เสถียรพงษ์อธิบายต่อว่า “เวลาเราสวดมนต์ เสียงสวดจะไปช่วยกระตุ้นต่อมต่างๆ ซึ่งจะช่วยปราบเชื้อโรคบางชนิด เช่นการวิจัยของฝรั่ง พบว่า อักษร เอ บี ซี ดี จะช่วยกระตุ้นระบบน้ำย่อย ส่วนบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนา เสียงอักขระแต่ละตัวมีคำหนักเบาไม่เท่ากัน บางตัวสั่นสะเทือนมาก บางตัวสั่นสะเทือนน้อย ทำให้ต่อมต่างๆในร่างกายถูกกระตุ้น เมื่อต่อมที่ฝ่อถูกกระตุ้นบ่อยๆเข้า ก็คงคืนสภาพ อาการป่วยก็จะดีขึ้น”
นอกจากนี้ ยังมีบทความที่อธิบายเกี่ยวกับการฝึกเปล่งเสียงเพื่อรักษาโรคจากเสียงต่าง ๆ เช่น

โอม กระตุ้น หน้าผาก, ฮัม กระตุ้น คอ, ยัม กระตุ้น หัวใจ, ราม กระตุ้น ลิ่นปี่, วัม กระตุ้น สะดือ, ลัม กระตุ้น ก้นกบ เป็นต้น

แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้น การสวดมนต์ให้ประโยชน์ทางใจที่มีคุณค่ากับผู้สวดรองศาสตราจารย์จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปว่ามี 2 ข้อคือ

1.การสวดมนต์เป็นเครื่องช่วยให้เกิดสมาธิ โดยต้องสวดเสียงดัง ให้หูได้ยินเสียงตัวเอง และจิตใจต้องจดจ่ออยู่กับเสียงสวด เมื่อใจไม่ฟุ้งไปที่อื่น ใจอยู่กับเสียงเดียว จึงเกิดสมาธิ

2.ถ้าเข้าใจความหมายของบทสวดนั้นๆ จะทำให้เรามีความเลื่อมใสศรัทธา เพราะบทสวดของทุกศาสนาเป็นเรื่องของความดีงาม จิตใจก็จะสะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น เป็นการยกระดับจิตใจของผู้สวด

เมื่อร่างกายที่รับสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์และการกระตุ้นระบบอวัยวะต่างๆให้ทำงานเป็นปกติ เท่ากับว่าเราได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ย่อมทำให้ภูมิชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ ความป่วยก็จะดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่อาจารย์สมพร สรุปให้ฟังว่า

การสวดมนต์ช่วยบำบัดอาการป่วยและโรคร้าย ดังต่อไปนี้1. หัวใจ 2. ความดันโลหิตสูง 3. เบาหวาน 4. มะเร็ง 5. อัลไซเมอร์ 6. ซึมเศร้า 7. ไมเกรน 8. ออทิสติก 9. ย้ำคิดย้ำทำ 10. โรคอ้วน 11. นอนไม่หลับ 12.พาร์กินสัน

สวดมนต์อย่างไร? ให้หายจากโรค

สวดมนต์บำบัดมีวิธีการและจุดประสงค์ที่หลากหลาย สรุปออกมาได้ 3 แบบ
1.การสวดมนต์ด้วยตัวเอง

เป็นการเหนี่ยวนำตัวเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า Prayer Therapy ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะหากใครสักคนคิดที่จะสวดมนต์ นั่นหมายความว่าเขากำลังมีความปรารถนาดีต่อตนเอง วิธีการที่อาจารย์สมพรแนะนำคือ

-ควรสวดด้วยตัวเอง และไม่ควรสวดมนต์หลังกินอาหารทันที ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย อาจเป็นเวลาก่อนเข้านอน

- หาสถานที่ที่สงบเงียบ

-สวดบทสั้น ๆ 3-4 พยางค์ โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายได้หลั่งสารซีโรโทนิน แต่หากสวดมนต์ด้วยบทยาวๆ จะได้ความผ่อนคลายและความศรัทธา

-ขณะสวดมนต์ให้หลับตา สวดให้เกิดเสียงดังเพื่อให้ตัวเองได้ยิน

2.การฟังผู้อื่นสวดมนต์ เป็นการเหนี่ยวนำโดยคลื่นเสียง จากผู้อื่น เช่น การฟังเสียงพระสวดมนต์ เสียงผู้นำสวดในศาสนาต่างๆ หากผู้สวดมีสมาธิ เสียงสวดนั้นจะนุ่ม ทุ้ม ทำให้เกิดคลื่นที่ช่วยเยียวยา(healing)ผู้ฟัง แต่หากผู้สวดไม่มีสมาธิ ไม่มีความเมตตา เสียงสวดที่เกิดขึ้นอาจเป็นคลื่นขึ้นๆลงๆ นอกจากจะไม่ช่วยเยียวยาอาการป่วย อาจทำให้เสียสุขภาพได้
3.การสวดมนต์ให้ผู้อื่น

ปรากฏการณ์มากมายที่เราเห็นในสังคม เมื่อใครสักคนเจ็บป่วย เรามักสวดมนต์อธิษฐานขอให้ความเจ็บป่วยของเขาหายไป บางครั้งอยู่ห่างกันคนละซีกโลก เสียงสวดมนต์เหล่านี้จะมีผลทำให้สุขภาพเขาดีขึ้นจริงหรือไม่ อาจารย์สมพรอธิบายดังนี้


คลื่นสวดมนต์ เป็นคลื่นบวก เพราะเกิดจากจิตใจที่ดีงาม ปรารถนาดีต่อผู้ป่วย และเมื่อเราคิดจะส่งสัญญาณนี้ออกไปสู่ที่ไกลๆ มันจะเดินทางไปในรูปของคลื่นไฟฟ้า ซึ่งมนุษย์มีเซลล์สมองที่สามารถส่งสัญญาณคลื่นไฟฟ้าและสารเคมีได้ถึง สิบยกกำลังสิบ คลื่นนี้จึงเดินทางไปได้ไกลๆ

บางทีพ่อกำลังป่วยหนักอยู่ที่นี่ แต่ลูกอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถรับคลื่นนี้ได้และรู้ว่ามีใครกำลังไม่สบาย ที่เราเรียกว่า ลางสังหรณ์หรือสัมผัสที่หก


“การรับรู้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้รับผู้ส่งด้วย ถ้าคนไหนรับสัญญาณคลื่นแห่งบทสวดมนต์ได้จึงได้ผล เหมือนเราเปิดวิทยุ ถ้าคนฟังปิดหูก็จะไม่ได้ยิน ดังนั้นถ้าต่างฝ่ายต่างเปิดรับคลื่นบวกที่เราส่งไปผู้ป่วยก็จะได้รับ และทำให้อาการป่วยดีขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องของความมหัศจรรย์ แต่เป็นหลักธรรมชาติทั่วไป"

เลือกสวดมนต์อย่างไร? ถึงจะดี

แล้วบทสวดที่เลือกควรใช้บทไหนดี อาจารย์สมพรแนะนำว่า

“น่าแปลกที่บทสวดในศาสนาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีจังหวะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนจังหวะเพลง จะมีโทนเสียงแค่ไม้เอกไม้โทเท่านั้น สักสามสี่พยางค์ มาสวดซ้ำไปมาได้ทั้งนั้น พระพุทธศาสนา มีบทสวดมากมายหลายบท ให้เลือกใช้ตามความชอบ ยกตัวอย่างเช่น อิติปิโส หรือนะโมตัสสะ นะโมพุทธายะ หรือสัพเพสัตตา ฯลฯ เลือกท่อนใดท่อนหนึ่งแล้วสวดวนไปวนมา หรือโพชฌงค์ 7 ที่หลายคนนิยมสวดให้ตัวเองหรือคนไข้หายป่วย


“ข้อที่น่าสังเกตคือ บทสวดโพชฌงค์ 7 จะมีความแตกต่างจากบทสวดอื่นๆคือ คลื่นเสียงของบทสวดจะมีแค่เสียงสระ มีแค่สองจังหวะ คลื่นเสียงจากบทสวดจึงทำให้เกิดคลื่นที่เยียวยาได้ดีที่สุด”
อยากให้ตัวเองและผู้อื่นมีสุขภาพกายใจเป็นสุขและยังน้อมนำกุศลจิต

เริ่มจากการสวดมนต์เป็นประจำด้วยสมาธิ


จาก นิตยสารชีวจิต ฉบับแรกของเดือนมกราคม 2551
เรื่อง Vibrational Therapy : สวดมนต์บำบัด โดย: ชมนาด

Saturday, October 31, 2009

คนมีไข้ กับอาหารต้องห้าม Flu and forbidden/prohibiting foods

คนมีไข้ ภายในกำลังอยู่ในสภาวะบอบบาง จึงควรงดทานอาหารและผลไม้ หลายชนิด
เช่่น คนมีไข้ควรงดอาหารต่อไปนี้ โดยเฉพาะผู้ที่กินยาสมุนไพรจีน Forbidden/Prohibiting foods for people having flu especially those having Chinese herbal medicine
-อาหารที่มีฤทธิ์เย็น/ธาตุเย็น ได้แก่อาหารที่มีน้ำมาก watery-food/fruit เช่น ส้ม orange น้ำแข็ง ice สัปปะรด pineapple แก้วมังกร dragon-fruit แตงโม water-melon หัวไช้เท้า radish แตงกวา cucumber ฟัก(เขียว)
-อาหารที่มีรสขม bitter taste เช่น บอระเพ็ด Tinospora cordifolia
-อาหารที่ร้อน/เหม็น hot/stink smell เช่น กระเทียม Garlic หน่อไม้ bamboo-shoot
-อาหารที่มัน oily food เช่น ข้าวผัด fried-rice เพราะย่อยยาก
-อาหารบำรุง analeptic/nourishment food เช่น เก๋ากี้ Chinese Lycium

สิ่งที่คนมีไข้ควรทาน คือ ข้าวต้มปลา หรือ ข้าวต้มหมู ที่ย่อยง่าย (สามารถใส่ใบตำลึงสับได้) ทานขณะกำลังร้อน พร้อมกับทานน้ำมาก ๆ และนอนพักผ่อน What people having flu should eat is wet-rice boiled with fresh water adding some fish or pork for easily digestion. Drink lot of water and sleep more

-ขอให้หายไข้เร็ว ๆ เด้อ Recover soon

Thursday, October 22, 2009

อาหารสีดำ บำรุงไต? 黑色食品是补肾?


อาหารสีดำ บำรุงไต?
黑色食品是补肾?

มีคนบอกว่า กินงาดำบำรุงไต กินงาขาวบำรุงปอด เพราะสีดำเกี่ยวกับไต สีขาวเกี่ยวกับปอด เรื่องแบบนี้มีข้อเท็จจริงอะไรที่น่าเชื่อถือ?
แพทย์แผนจีน อาศัยทฤษฎี ยิน-หยาง 阴阳และทฤษฏี ปัญจธาตุ五行มาอธิบายสรรพสิ่งเป็นเวลาหลายพันปี มาถึงยุคไฮเทคแบบนี้แล้ว การเอาทฤษฏีโบราณแบบนี้มาอธิบาย ดูเหมือนจะทะแม่งๆสิ้นดี
แต่ถ้าใครลองเปิดใจให้กว้าง เข้าศึกษาปรัชญาแนวคิดยินหยาง หรือแนวคิดของเต๋า ของปรมาจารย์เล่าจื้อ ก็จะพบว่า หลักคิดของยินหยาง เป็นภูมิปัญญาระดับสูง ที่เป็นกฏของจักรวาล เช่นเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เลยทีเดียว
อีกทฤษฏีหนึ่ง คือเรื่องปัญจธาตุ ซึ่งได้พยายามแยกแยะลักษณะพลังในธรรมชาติ ที่มีลักษณะสะท้อนออกมาในปรากฏการณ์ธรรมชาติทุกอย่าง เช่นฤดูใบไม้ผลิ จะมีพลังของการเกิด, ความอบอุ่น, การเริ่มต้น, การเกิดลม พลังแห่งแสงสีเขียว ฯลฯ ซึ่งพลังเหล่านี้ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษย์และสรรพสิ่ง อย่างแยกจากกันไม่ได้
เอาเฉพาะเจาะจงลงมาใกล้ตัว คือ แสง สี ที่เรามองเห็นด้วยตา ก็มีพลังที่จำเพาะของมัน และมีอิทธิพลต่ออวัยวะภายในร่างกายที่แน่นอน เช่น
สีขาว จะมีการนำพลังเข้าสู่ปอด-ลำไส้ใหญ่
สีดำ จะมีการนำพลังเข้าสู่ไต-กระเพาะปัสสาวะ
สีเหลือง จะมีการนำพลังเข้าสู่ม้าม-กระเพาะอาหาร
สีแดง จะมีการนำพลังเข้าสู่หัวใจ-ลำไส้เล็ก
สีเขียว จะมีการนำพลังเขาสู่ตับ-ถุงน้ำดี

อาหารสีดำกับการบำรุงไต
-อาหารสีดำ โดยธรรมชาติ (ไม่ใช่การปรุงแต่งสี) มีฤทธิ์บำรุงไต, บำรุงเลือด (ตับกับไตมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน) ตัวอย่างเช่น งาดำ, ถั่วดำ, ข้าวเหนียวดำ, ไก่ดำ, เห็ดหูหนูดำ, ผลต้นหม่อน, สาหร่ายใส่แกงจืด (จี๋ไฉ่) ฯลฯ
-การพิจารณาแต่สีของอาหาร ไม่ได้บ่งชี้ว่าอาหารนั้นจะบำรุงไตหรือไม่ ต้องพิจารณาคุณสมบัติ ยิน-หยาง ของอาหารด้วย คืออาหารสีดำนั้นมีฤทธิ์อุ่น, ร้อน ค่อนเย็น,หรือเย็น
-ถ้าอาหารสีดำมีรสออกไปทางหวาน และคุณสมบัติอุ่น หรือร้อน มักจะมีฤทธิ์บำรุง เช่น ไก่ดำ,ข้าวเหนียวดำ,ผลต้นหม่อน ฤทธิ์การบำรุงไต บำรุงเลือดก็จะมาก
-ถ้าอาหารสีดำ คุณสมบัติหรือฤทธิ์กลางๆ เช่น ถั่วดำ, งาดำ, ก็มีฤทธิ์บำรุงไต แต่อาจไม่เด่นชัดเหมือนกลุ่มแรก
-ถ้าอาหารสีดำที่มีฤทธิ์เย็น เช่น เห็ดหูหนูดำ, สาหร่ายสีดำ ฯลฯ มักมีลักษณะขับพิษ ทำให้เลือดไหลไม่ติดขัด และฤทธิ์การบำรุงไตก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สีดำของอาหารบ่งบอกว่า จะนำพลังเข้าสู่ไต แต่จะมีคุณสมบัติบำรุงมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับคุณสมบัติยิน-หยาง และรสชาติของอาหารนั้นด้วย

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการกินอาหารให้เหมาะสมและสอดคล้อง
อาหารสีดำ เช่น เห็ดหูหนู สาหร่าย เหมาะที่จะกินในฤดูร้อน หือช่วงเวลากลางวัน ไม่ควรกินฤดูหนาว หรือตอนกลางคืน ถ้าจำเป็นต้องกินควรกินแต่น้อย หรือเสริมรสเผ็ดร้อน เช่น พริก, ขิง, พริกไทย, ประกอบอาหารเข้าไปด้วย
อาหารทะเล โดยเฉพาะพวกปู, หอย, จัดเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสเค็ม เข้าไตเหมือนกัน เวลาปรุงจะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะปรับให้สมดุลด้วยกระชาย, พริกไทย, พริก เช่น ผัดเผ็ดทะเล ผัดฉ่า ทั้งยังจะดับความคาวของอาหารไปด้วย
ที่เล่าสู่กันฟัง พอจะทำให้เกิดความเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับหลักทฤษฎีแพทย์แผนจีน ในเรื่องปัญจธาตุ ยินหยาง รสชาติของอาหาร
ถ้าอาหารที่มีฤทธิ์ไปทางอุ่นร้อน รสชาติหวานเผ็ดร้อน มักจะให้การเสริมบำรุง และให้เลือดลมเดิน
อาหารที่มีฤทธิ์ไปทางเย็น, ค่อนข้างเย็น, รสชาติเปรี้ยว, ขม,เค็ม, มักจะเป็นการขับ, ระบาย, พลังส่วนเกิน
สีของอาหารจะบ่งบอกว่า ยาควรจะไปอวัยวะใด
ถ้าคิดจะบำรุงอวัยวะใด ควรพิจารณาให้รอบด้าน อย่ารู้เพียงแค่ว่าสีดำบำรุงไต ใครเป็นโรคไตควรกินสีดำมากๆ อะไรทำนองนั้น เพราะการบำรุงไตของท่านอาจเป็นการทำลายไตของท่านก็ได้.

หมายเหตุ-ไตในทัศนะแพทย์แผนจีนมีความหมายครอบคลุมหลายระบบมีความหมายเฉพาะตัว ไม่ใช่เฉพาะตัวอวัยวะไตเท่านั้น
ที่มา: นพ.ภาสกิจ วัณนาวิบูล วารสารหมอชาวบ้าน

วิธีเปล่งเสียง 6 คำอักษร ขจัดโรค-ทำให้อายุยืน


วิธีเปล่งเสียง 6 คำอักษร ขจัดโรค-ทำให้อายุยืน
祛病延年六字法

ความสนใจเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ด้วยความรู้และสิ่งที่ได้รับจากการแพทย์แผนปัจจุบันแบบสูตรสำเร็จ เช่น กินอาหารให้ครบ 5 หมู่, ออกกำลังกาย, พักผ่อนให้เพียงพอ, หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์, ควบคุมจิตอารมณ์, ขับถ่ายของเสีย ฯลฯ ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสุขภาพเสียแล้ว การแสวงหาภูมิปัญญาโบราณ ที่สั่งสมประสบการณ์นับพันๆ ปี เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ โดยเน้นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน เพราะรายละเอียดในแง่หลักการ, วิธีการ การปฏิบัติ มีความแตกต่างกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญในการอธิบายสิ่งต่างๆ ในสิ่งที่เป็นรูปลักษณ์ แต่เพียงด้านเดียว คือเน้นไปทางด้านวัตถุ หรือสิ่งที่มองเห็นแต่ขาดมิติของสิ่งที่ไร้รูปลักษณ์ คือพลังงาน พลังลมปราณเป็นตัวกำหนดความมีอยู่ของชีวิต พลังชีวิตที่มีอยู่จริง แต่มองไม่เห็น
การฝึกพลังลมปราณ ชี่กง เพื่อปรับสมดุลของอวัยวะภายใน และการไหลเวียนของเลือด -พลังในเส้นลมปราณ ซึ่งเส้นลมปราณ จะเชื่อมต่อระหว่างอวัยวะภายในร่างกายกับภายนอกร่างกาย รวมถึงการเชื่อมต่อกับพลังแห่งคลื่นธรรมชาติ (ฟ้า-ดิน) การฝึกพลังลมปราณ ชี่กง เป็นวิถีการเชื่อมพลังร่างกาย-จิตใจ กับพลังธรรมชาติ ให้เป็นหนึ่งเดียวอีกวิธีหนึ่ง เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ล้ำลึก มีมิติทางจิตที่เป็นนามธรรม ไร้รูปลักษณ์ ควบคู่กับการเคลื่อนไหวภายนอก และการหายใจที่มองเห็นได้
วิธีการฝึกลมปราณมีหลายวิธี มีเทคนิคง่ายๆ ที่จะแนะนำ คือ “สูตรเสียง 6 คำอักษร” 六字诀
หลักการง่ายๆ คือ หายใจออกในท่าที่เหมาะสม พร้อมเปล่งเสียงที่มีลักษณะจำเพาะกับการกระตุ้นอวัยวะภายใน
เสียงต่างๆ ที่กำหนดขึ้นตามอักษรจีน 6 คำ เสียงต่างๆ ที่เปล่งออกมายาวๆแรงๆขณะหายใจออกทางปาก จะทำให้มีการสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในไม่เหมือนกัน
ท่าต่างๆ ถูกดัดแปลงให้สอดคล้องกับ การเคลื่อนไหวกระตุ้นของอวัยวะภายในเช่นกัน
1. เสียง ซวี 嘘 xu -บำรุงตับ
ทำปกติ สรรพคุณ : บำรุงตับ ทำให้ตาสว่าง กระตุ้นการไหลเวียนเส้นลมปราณตับ
2. เสียง เคอ 呵 ke - บำรุงหัวใจ – ขับร้อนของหัวใจ
สรรพคุณ : ขับความร้อนของหัวใจ รักษานอนไม่หลับ ทำให้กระบังลมถูกยกขึ้นด้านบน
3. เสียง ฮู. 呼 hu -บำรุงม้าม
สรรพคุณ: ช่วยการย่อยและการดูดซึมอาหาร, รักษากระเพาะอาหารหย่อนยาน
4. เสียง ซือ 呬 si .- บำรุงปอด
สรรพคุณ : บำรุงปอด ขับสิ่งก่อโรคที่รุกรานปอด
5. เสียง ชุย 吹 chui - บำรุงไต
สรรพคุณ : เสริมธาตุน้ำ, ยินของไต
6. เสียง ซี 嘻 xi - บำรุงซานเจียว
สรรพคุณ : ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดและพลังในช่องลำตัว คือทรวงอก- ช่องท้อง- อุ้งเชิงกราน ไหลคล่องตัวไม่ติดขัด
เทคนิคการหายใจที่สำคัญคือ หายใจเข้าทางจมูกยาวๆ หายใจออกทางปาก พร้อมการเปล่งเสียงที่ละอักษร เริ่มจาก ซวี, เคอ, ฮู, ซือ, ชุย, ซี คือ กระตุ้นอวัยวะ ตับ, หัวใจ, ม้าม, ปอด, ไต, ซานเจียว ตามลำดับ
เปล่งเสียงแต่ละคำ 6 ครั้ง และพักปรับการหายใจ หายใจเข้าออกทางจมูก แล้วต่อด้วยเสียงคำอักษรตัวอื่นๆ ต่อไป
ในช่วงไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ระบาด ถ้าต้องการเน้นการขับพิษจากภายนอก และเสริมพลังปอด แนะนำการออกเสียง ซือ 呬 si ให้บ่อยๆ เพื่อบำรุงปอดและขับสิ่งก่อโรคที่รุกรานปอด
การเปล่งเสียงตาม “สูตรเสียง 6 คำอักษร”六字诀 เป็นวิธีที่ง่าย พึ่งตนเองได้ มีผลต่อการเสริมสร้างอวัยวะภายในโดยตรง ใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพ, ป้องกันโรค และรักษาโรคได้ แพทย์จีนเชื่อว่า ถ้าเลือดและพลังการไหลเวียนที่ดี ทำให้หยินหยางสมดุล ทำให้พลังเจิ้งชี่ดี ปัจัยก่อโรคก็ทำอะไรไม่ได้ 正气存内,邪不可干
-----------------------------------------------
ที่มา: นพ.ภาสกิจ วัณนาวิบูล วารสารหมอชาวบ้าน