Showing posts with label types of pupil / teacher ประเภทศิษย์ ชนิดครู ดี ห่วย แย่ การปฏิรูปการศึกษาล้มเหลว. Show all posts
Showing posts with label types of pupil / teacher ประเภทศิษย์ ชนิดครู ดี ห่วย แย่ การปฏิรูปการศึกษาล้มเหลว. Show all posts

Thursday, January 10, 2013

นักเรียน-ผู้ปกครองฮือไล่ครูเกณฑ์เด็กเป็นแคดดี้

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.เวลา 08.00 น. ที่บริเวณประตูเข้าโรงเรียนขมิ้นพิทยาสรรพ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ มีตัวแทนผู้ปกครอง พร้อมด้วยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวนกว่า 50 คน รวมตัวกันถือป้ายประท้วงการบริหารงานและขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยระบุมีพฤติกรรมหลายอย่างที่สร้างความไม่พอใจให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง เป็นอย่างมาก ตัวแทนผู้ปกครอง กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนในพื้นที่ ทำให้รู้เห็นพฤติกรรมและทราบปัญหาของโรงเรียน ที่มีนายสุรพงษ์ ภูแสงศรี เป็นผู้อำนวยการ แทนที่จะมาปรับปรุงและพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้สมกับเป็นโรงเรียนยอดนิยม ประจำอำเภอที่เคยได้รับหลายรางวัล แต่กลับทำให้โรงเรียนล้าหลังลงในหลายด้าน ทั้งสภาพภายในโรงเรียน คุณภาพการศึกษา

“ยิ่งมาทราบปัญหาจากเด็กนักเรียนว่า ผู้อำนวยการให้เด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.4-ม.6 ไปเป็นแคดดี้สนามกอล์ฟอีกด้วย ซึ่งเป็นการใช้นักเรียนเกินขอบเขต เสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากการถูกชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.55 จึงได้ทำหนังสือร้องเรียน ไปที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของโรงเรียนฯ และศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ เพื่อขอให้มีการสอบวินัยและย้ายผู้อำนวยการคนนี้ออกจากโรงเรียน แต่เรื่องก็ยังเงียบหาย ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงได้นำบุตรหลานประท้วง ล่ารายชื่อได้ 200 รายชื่อ เพื่อย้ายผู้อำนวยการคนนี้ไปจากโรงเรียน” นางศรีประพันธุ์ กล่าว

ด้าน น.ส.เอ (นามสมมุติ) นักเรียนชั้น ม.4 กล่าวว่า ในส่วนของการบังคับนักเรียนไปเป็นแคดดี้ที่สนามกอล์ฟบึงอร่าม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ที่อยู่ห่างกันประมาณ 30 กม.นั้น ทางโรงเรียนไม่เคยมีหนังสือขออนุญาตจากผู้ปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่หน้าที่ของนักเรียน ตนกับเพื่อนนักเรียนหญิงจำเป็นต้องไป เพราะถูกขู่ว่าถ้าขัดขืนจะไม่ออกเกรดให้ จึงได้จำยอมไป และเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้หากจะถูกบังคับไปอีก เพราะรู้สึกเกรงกลัว เนื่องจากเป็นงานที่หนัก เสี่ยงต่อการถูกลวนลามและล่อลวงไปในทางที่เสื่อมเสีย จึงได้รวมตัวประท้วงขับไล่ เพื่อไม่ให้ผู้อำนวยการคนนี้อยู่ที่โรงเรียนนี้ต่อไป

ขณะที่นายสุรพงษ์ ภูแสงศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด และสามารถอธิบายข้อกล่าวหาได้ทั้งหมด ในกรณีที่กล่าวว่าตนทำหน้าที่หย่อนยาน ไม่เป็นคุมเข้มเรื่องระเบียบวินัย ทำให้โรงเรียนสกปรกนั้น ก็เนื่องจากเพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ โครงสร้างบุคลากรและอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างยังต้องปรับปรุง จึงยังไม่นิ่ง และในช่วงที่ผ่านมามีกิจกรรมเยอะมาก ทั้งในส่วนของการนำคณะครู นักเรียน ไปร่วมจัดนิทรรศการที่โรงเรียนอื่น และมีโครงการที่จะนำเศษใบไม้เป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จึงยังไม่ได้สั่งการให้นักการฯและนักเรียนเก็บกวาดไปใช้ตามวัตถุประสงค์
“ในส่วนของการนำนักเรียนไปเป็นแค้ดดี้ที่สนามกอล์ฟนั้น สืบเนื่องจากเป็นคำสั่งจาก อบจ.กาฬสินธุ์ ที่ขอความร่วมมือจากสถานศึกษาในสังกัด ให้โรงเรียนจัดหาอาสาสมัครนักเรียน ไปเป็นแคดดี้ในรายการกอล์ฟการกุศล ที่ อบจ.กาฬสินธุ์จัดขึ้นที่สนามกอล์ฟบึงอร่าม โดยประกาศรับนักเรียนที่สมัครใจไป มีรถรับส่งและให้เบี้ยเลี้ยงตามสมควร สำหรับข้อกล่าวหาและข้อเรียกร้องที่ตัวแทนผู้ปกครองและนักเรียนต้องการให้ผม ย้ายออกจากโรงเรียนนั้น ขอให้เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่จะพิจารณาและไต่สวนตามขั้นตอน ส่วนผมอยู่ไหนก็อยู่ได้ เพราะไม่เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา” นายสุรพงษ์กล่าว

:: เดลินิวส์ เว็บ วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม 2556
==============
ปัญหา คือ
1. ถ้าเป็นการสมัครใจ แล้วจะมีเด็กมาประท้วงทำไม แก้ตัวน้ำขุ่นๆ
2. เรื่องนี้ นายก อบจ.กาฬสินธุ์ ต้องร่วมรับผิดชอบ
3. ผู้อำนวยการ ศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ ต้องร่วมรับผิดชอบ

...........

Tuesday, April 10, 2012

ลุ้น 3 หมื่นล้าน ปั๊มนักวิจัยโทเอก 2 หมื่นคน

ลุ้นรัฐจัดงบ 3 หมื่นล้านปั้นนักวิจัย ป.โท เอก 2 หมื่นคน พัฒนาประเทศ ให้คิด ออกแบบ ปั๊มผลิตภัณฑ์ออกขายสร้างรายได้ ชี้มาเลย์แซงหน้าไปแล้ว

ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผอ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำลังประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในเชิงบูรณาการในการเสนอของบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) 29,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนานักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก อย่างละ 1 หมื่นคน รวมเป็น 2 หมื่นคน ภายในเวลา 15 ปี ทั้งนี้ ได้มีการเสนอเข้าสู่การประชุม ครม. เมื่อวันที่ 6 มี.ค.แต่ถูกตีกลับให้ออกมาจัดทำบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ อีกครั้ง

งบประมาณการพัฒนาเพื่อสร้างนักวิจัยดังกล่าว ในปีแรกจะผลิต 200 คน ใช้งบประมาณ 300 ล้านบาทและจะเพิ่มขึ้นทุกปี จนถึง 2,700 ล้านบาท โดยค่าลงทุนสำหรับนักวิจัยปริญญาโทหัวละ 3 แสนบาท ปริญญาเอกหัวละ 1.7 ล้านบาท การของบประมาณเพื่อเพิ่มนักวิจัยครั้งนี้ กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัย 15 คนต่อประชากร 10,000 คน ในขณะที่ปัจจุบันมีสัดส่วนบุคลากรด้านการวิจัย 9 คนต่อประชากร 10,000 คน หรือมีอยู่ราว 54,000 คน เทียบกับประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน อัตราส่วนนักวิจัยต่อประชากรราว 30-50 ต่อ 10,000 คน

การเพิ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยครั้งนี้ จะทำให้งบประมาณด้านการวิจัยของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 0.28% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) จากปัจจุบัน ได้รับอยู่ 0.24% ซึ่งน้อยกว่ามาเลเซีย 3 เท่า ห่างจากสิงคโปร์นับสิบเท่า ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กำหนดเป้าหมายว่าจะพยายามผลักดันให้ได้งบประมาณเพื่อการวิจัยเพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเกณฑ์เฉลี่ยที่ทั่วโลกใช้กัน และก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายให้งบประมาณการวิจัยสูง 1% ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศจะก้าวไปสู่งบประมาณด้านการวิจัย 2% ทาง สวทน.จึงจะพยายามเร่งรัดให้ได้

ศ.ดร.สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไป ประเทศไทยจึงต้องก้าวข้ามการขายแรงงาน และต้องทำพร้อมกันทุกด้าน เพราะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สามารถพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เกิดนวัตกรรมได้ เช่น สมุนไพร เครื่องสำอาง โดยภาคอุตสาหกรรมกว่า 40 สาขา ก็พร้อมจะใช้งานวิจัยเพื่อการพัฒนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ที่มีจุดมุ่งหมายก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง จำต้องมีอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรม สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์เองได้ ทำวิศวกรรมเอง ไม่ต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยเป็นฐานรากการสร้างระบบวิจัย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ดร.นลินี ทวีสิน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมวิชาการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ครั้งที่ 13 ที่โรงแรมจอมเทียน ปาล์มบีช รีสอร์ท พัทยา ระบุว่า โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกดำเนินการมา 14 ปีแล้ว มีนักศึกษาปริญญาเอกในโครงการมากกว่า 3,500 คน มีดุษฎีบัณฑิตมากกว่า 1,800 คน มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติมากกว่า 4,300 เรื่อง และผลงานที่ยื่นจดสิทธิบัตรทั้งในและต่างประเทศ 64 เรื่อง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเข้มแข็งด้านการวิจัยของหลายมหาวิทยาลัย

::ลุ้น 3 หมื่นล้าน ปั๊มนักวิจัยโทเอก 2 หมื่นคน © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

Monday, April 2, 2012

การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม กับความคาดหวังของสังคมไทย

จากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ผลักดันให้สังคมไทยมุ่งความสำเร็จทางวัตถุ คนในสังคมแสวงหาความสำเร็จในชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ บ้างก็แสวงหาอำนาจ บ้างก็แสวงหาผลประโยชน์ จนหลายคนมองเห็นตรงกันว่าปัจจุบันสังคมไทยเริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ และกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การศึกษา ศาสนา เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่พึงวิตกกังวลยิ่งนั่นคือ คุณธรรม จริยธรรมของคนไทยเริ่มถดถอยอันเป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่วิกฤติให้แก่สังคมไทยในอนาคต

ถ้าพิจารณาพื้นฐานปัญหาคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชนไทย ส่วนหนึ่งและอาจจะเป็นส่วนใหญ่ปัญหานั้นเริ่มจาก “ปัญหาด้านครอบครัว” ซึ่งเกิดจากการที่ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พ่อแม่ไม่มีเวลาให้บุตรหลาน การใช้ความรุนแรงในครอบครัว และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งประเด็นปัญหาของสังคมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยลำดับต้น ๆ เช่น ขาดความอบอุ่นจากครอบครัว ซึ่งจะนำไปสู่การมีความรัก การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร รวมถึงภัยจากสื่อเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต และการเข้าถึงอบายมุขทั้งเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดได้ง่ายดาย และที่สำคัญคือ “การขาดแบบอย่างที่ดี” นั่นเอง

ทุกครั้งที่กล่าวถึงปัญหาคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย หลายคนมักจะมองไปที่กระบวนการจัดการศึกษา และตอกย้ำเสมอว่าเป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษา แต่อยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจยอมรับว่าปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนั้นเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหานั้นจะต้องเริ่มต้นจากครอบครัว สถานศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เนื่องจากการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้ประสบผลสำเร็จสูงสุดนั้นต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง สังคมอยากเห็นภาพเด็กและเยาวชนเป็นเช่นไร ทุกคนในสังคมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูผู้สอน ผู้บริหาร นักการเมือง ผู้นำสังคม ผู้นำประเทศต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะการเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นถือเป็นวิธีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่ดีที่สุด

จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และด้วยสถาบันครอบครัวที่อ่อนแอลง สังคมไทยจึงคาดหวังและมอบภาระอันหนักอึ้งนี้ให้กับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่จะช่วยกันขัดเกลาปลูกฝังและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

แม้กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด บ้างก็มุ่งเน้น “คุณ ธรรมนำความรู้” บ้างก็มุ่งเน้น “ความรู้คู่คุณธรรม” สำหรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สำคัญในเบื้องต้น คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ

“ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสำหรับคนไทย” ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดของนักการศึกษาไทย ศ.ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจมีจุดเด่น คือ ลักษณะพื้นฐานและองค์ประกอบทางจิตใจซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่พึงปรารถนาเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเป็นคนดีและคนเก่ง โดยแบ่งต้นไม้จริยธรรม ออกเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น แสดงถึงพฤติกรรมการทำดีละเว้นชั่ว และพฤติกรรมการทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้อต่อการพัฒนาประเทศ

ส่วนที่สอง ได้แก่ ส่วนลำต้นของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 5 ด้าน คือ เหตุผลเชิงจริยธรรม มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง ความเชื่ออำนาจในตน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ทัศนคติ คุณธรรม และค่านิยม

ส่วนที่สาม ได้แก่ รากของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 3 ด้าน คือ สติปัญญา ประสบการณ์ทางสังคม และสุขภาพจิต

สำหรับแนวทางในการปลูกฝังเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ครูผู้สอนทุกคนต้องร่วมกันวางแผนและสอดแทรกไว้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างให้เกิดได้อย่างยั่งยืนโดยผ่านกระบวนการปฏิบัติงานทั้งงานส่วนบุคคล และจากการร่วมกันทำงาน เป็นทีม

สุดท้ายขอฝากคุณครูทุกท่านพึงตระหนักไว้เสมอว่าท่านเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง นอกจากท่านมีหน้าที่ในการสอนหนังสือแล้ว ยังต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ที่สังคมคาดหวัง อีกอย่าง นั่นก็คือ การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย เพื่อร่วมกันสรรค์สร้างผู้เรียนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติให้เป็นคนที่มีความรู้คู่คุณธรรมนำชีวิตไปสู่ความสุขและจะนำสันติสุขมาสู่สังคมไทยต่อไป

ฟาฎินา วงศ์เลขา ::การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม กับความคาดหวังของสังคมไทย (c) เดลินิวส์ เว็บ วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555

Friday, March 23, 2012

เหน็บ!เงินเดือนครูขึ้นสวนคุณภาพการศึกษาเด็ก

แขวะเงินเดือนครูขึ้นสวนคุณภาพการศึกษาเด็กไทย แนะเร่งออกข้อสอบวัดผลจัดเกรดเป็นแนวไขปัญหา

วันนี้ (19 มี.ค.2555) ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า เมื่อไม่นานนี้ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ จัดอภิปรายอย่างไม่เป็นทางการเรื่อง “แนวทางแก้ไขคุณภาพการศึกษาไทย” เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการศึกษา ตลอดจนแนวทางแก้ปัญหา เพื่อนำข้อสรุปเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยในที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นในการแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาเด็กไทยตกต่ำ ดังนี้ 1.จัดทดสอบระดับชาติให้กับเด็กโดยใช้ข้อสอบชุดเดียวกันทั่วประเทศที่ออกโดยหน่วยงานอิสระ และไม่อยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และข้อสอบจะเน้นไปที่การอ่านออกเขียนได้ โดยเฉพาะ 3 วิชาพื้นฐาน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการสื่อสารทางภาษา จากนั้นนำผลมาประมวลจัดคุณภาพของโรงเรียนเป็นกลุ่ม ๆ คือ แย่ พอใช้ ดี ดีมาก และดีเยี่ยม เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมในการยกระดับคุณภาพ ขณะเดียวกันจะต้อมีการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ แก่สาธารณชนและผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนรับผิดชอบและการจัดการเรียนการสอน

ด้าน ศ.ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนด้านการศึกษามาก โดยเฉพาะเงินเดือนครูที่มีการเลื่อนขั้นเงินเดือนพิเศษในช่วงรอบปีที่ผ่านมาถึง 13% มากกว่าข้าราชการอื่นที่ได้แค่ 5% แต่คุณภาพการศึกษากลับทรุดต่ำลงมาก ๆ จึงทำให้สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินร่วมกับทีดีอาร์ไอจะค้นหาว่าปัจจัยใดที่เป็นปัญหา เพื่อที่จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขระบบการศึกษา เพราะในปี 2558 จะต้องเปิดประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่คุณภาพการศึกษาไทยยังมีปัญหาอีกมาก ดังนั้นจะต้องชี้ให้ตรงเป้า ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายในบางเรื่อง และปรับบางองค์กรออกไปเป็นองค์กรอิสระ เป็นต้น

“ประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษามาตลอด แต่ไม่ได้เกิดผล ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ต้องจี้ให้ถูกจุด จุดไหนที่ต้องเปลี่ยนแปลงจริงๆต้องเปลี่ยนทันที ซึ่งในการประชุมมีนักวิชาการบางคนแสดงความคิดเห็น ทำให้รู้สึกตกใจที่ว่าปัจจุบันยังคงมีการจัดการศึกษาแบบเดิมๆ เหมือนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ทั้งที่ต้องศึกษาว่าโลกศตวรรษที่ 21 ต้องมีอะไรบ้าง ห้องเรียน เนื้อหาวิชาของหลักสูตรต่าง ๆ ครูต้องปรับตัวอย่างไร ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงที่สุดและเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ก็ไม่มีใครรู้ร้อนรู้หนาว หาก ศธ.ยังเฉย สภาการศึกษาก็เฉย หน่วยงานอื่น ๆ ก็เฉย ทั้งที่คุณภาพการศึกษาของเราต่ำลงทุกวัน อย่างไรก็ตามสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำวิจัยเชิงลึก เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมข้อคิดความเห็นของเรา และจะเสนอไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะ รมว.ศึกษาธิการ ทั้งนี้ผมคิดว่าฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลน่าจะต้องฟังข้อเสนอแนะของเรา เพราะคือหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศที่จะต้องรวมกันแก่ปัญหา” ศ.ศรีราชา กล่าว

ที่มา:: เหน็บ!เงินเดือนครูขึ้นสวนคุณภาพการศึกษาเด็ก © เดลินิวส์ เว็บ วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม 2555

Wednesday, February 29, 2012

รัฐบาลเกาหลีใต้รับสมัคร 345 ทุนเรียนป.โท-เอกประเทศเกาหลีใต้

รัฐบาลเกาหลีใต้รับสมัคร 345 ทุนเรียนป.โท-เอกประเทศเกาหลีใต้

รัฐบาลเกาหลีใต้ มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก แก่นักศึกษาต่างชาติทั้งจากประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา รวมทั้งไทย จำนวน 345 ทุน ประจำปีการศึกษา 2012-2013 เพื่อเปิดโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา และกระชับมิตรภาพระหว่างประเทศ...

ระยะเวลาให้ทุน
- ปริญญาโท 2 ปี (ไม่รวมหลักสูตรอบรมภาษาเกาหลี ระยะเวลา 1 ปี)
- ปริญญาเอก 3 ปี (ไม่รวมหลักสูตรอบรมภาษาเกาหลี ระยะเวลา 1 ปี)

สิทธิประโยชน์
- ทุนการศึกษาประกอบด้วยค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับชั้นประหยัด เมื่อเรียนสำเร็จการศึกษา แต่จะงดเว้นค่าโดยสารขาเข้าในกรณีที่ผู้รับทุนอาศัยในประเทศเกาหลีเพื่อศึกษาหรือทำงานอยู่แล้ว
- ค่าใช้จ่ายรายเดือน 900,000 วอน
- ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยสาขามานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ 210,000 วอน/ภาคเรียน หรือสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์เครื่องกล 240,000 วอน/ภาคเรียน
- ค่าตั้งถิ่นฐานเมื่อแรกเข้า 200,000 วอน
- ค่าเรียนภาษาเกาหลี เป็นเวลา 1 ปี
- ค่าเทอมและค่าสอบทั้งหมด
- ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์วิทยานิพนธ์ 500,000-800,000 วอน
- ค่าประกันสุขภาพ 20,000 วอน/เดือน
- เงินทุนพิเศษสำหรับนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญภาษาเกาหลี (TOPIK Level 5 - 6) 100,000 วอน/เดือน

คุณสมบัติผู้สมัคร
- เป็นผู้มีสัญชาติไทย มีอายุไม่เกิน 40ปี
- มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ
- ผู้สมัครหลักสูตรปริญญาโท ต้องสำเร็จหรือคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า สำหรับหลักสูตรปริญญาเอก ต้องสำเร็จหรือคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า โดยจะต้องสำเร็จการศึกษา ภายในวันที่ 1 กันยายน 2555
- มีผลการเรียนอย่างต่ำ 2.64 จากเกรด 4.0 หรือมีคะเนน 80% จากสถาบันการศึกษาล่าสุด

หมายเหตุ
- ผู้สมัครที่ได้ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลีใต้แล้วจะถูกตัดสิทธิ์จากการขอทุน แต่ผู้รับทุนที่สำเร็จหรือกำลังจะสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลีใต้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2555 และมีผลคะแนนสอบวัดความสามารถทางด้านภาษาเกาหลี (Test of Proficiency in Korean - TOPIK) Level 4 ขึ้นไป สามารถยื่นขอทุนผ่านสถานเอกอัครราชทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย
- มีทักษะภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลีดี จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และหากสมัครเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือเทคโนโลยี จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

เอกสารการสมัคร
- ใบสมัครที่กรอกข้อมูลครบถ้วน (มีแบบฟอร์มให้ในเว็บไซต์ www.gks.go.kr )
- รูปถ่าย
- สำเนาใบประกาศนียบัตร ใบแสดงผลการเรียน
- เรียงความแนะนำตนเอง 1 ฉบับ (มีแบบฟอร์มให้)
- แผนการศึกษา สำเนาเอกสารแสดงความสามารถทางภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลี
- ผลงานที่ได้ตีพิมพ์หรือรางวัลที่ได้รับ

หมายเหตุ : เอกสารทั้งหมดที่ใช้ในการสมัครต้องเป็นภาษาเกาหลี หรือภาษาอังกฤษเท่านั้น หากเอกสารต้นฉบับมิใช่ภาษาเกาหลี หรือภาษาอังกฤษ ให้แปลเป็นภาษาเกาหลี หรือภาษาอังกฤษ และต้องได้รับการรับรองจากกรมการกงสุลด้วย หากมีเอกสารที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่สมบูรณ์จะถูกปฏิเสธการพิจารณาจาก NIIED (National Institute For International Education)

ช่วงเวลาการรับสมัคร
ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2555

ผู้สนใจสามารถสมัครขอทุนได้ที่
สถานเอกอัครราชทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย
เลขที่ 23 ถนนเทียมร่วมมิตร รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทรศัพท์ 0-2247-7537-41 โทรสาร 0-2247-7535

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555

ให้จริงหรือแกล้งหลอก ลองโทรไปดูก็จะรู้เอง

Friday, February 24, 2012

Manage Your Career: How to Write a Statement of Teaching Philosophy

How to Write a Statement of Teaching Philosophy


By Gabriela Montell

You've polished your CV and cover letter and lined up your letters of recommendation. Your application for a faculty position is ready, with one big exception: You're still struggling to write a statement of your teaching philosophy.
The task is daunting -- even for the most experienced Ph.D.'s -- but it's increasingly difficult to avoid, as a growing number of departments are requiring applicants to submit such statements in their job applications. We talked to dozens of professors and administrators to learn what they look for when they read a statement of teaching philosophy, and we assembled their advice on getting started and avoiding some costly mistakes. Here are their tips and a list of dos and don'ts:
Getting Started
"Do I even have a teaching philosophy?" you may ask yourself.
Of course you do, says Matt Kaplan, associate director of the Center for Research on Learning and Teaching at the University of Michigan. Every doctoral graduate has a teaching philosophy, whether or not they realize it. Let's face it, you may not be the most experienced instructor, but "you've been a student for a long time, and you've been in all types of classes, so you have opinions about teaching and learning and what works and doesn't work," he says.
If you don't have a lot of teaching experience, "think about the great teachers you've had and what made them so effective, what they did that inspired you to spend six years in graduate school at a cost of $1,000 a month," says Andrew Green, a Ph.D. counselor in the Career Center at the University of California at Berkeley.
If you're still feeling overwhelmed by the task at hand, try to focus on concrete questions, as opposed to the abstract question of "What's my philosophy?" says Mr. Kaplan.
"Breaking down that broad question into component parts -- for example, What do you believe about teaching? What do you believe about learning? Why? How is that played out in your classroom? How does student identity and background make a difference in how you teach? What do you still struggle with in terms of teaching and student learning? -- is often easier," he says. "Those more concrete questions get you thinking, and then you can decide what you want to expand on."
Another useful tip is to think about what you don't like in a teacher, says Cynthia Petrites, assistant director for graduate services for the humanities in the Career and Placement Services office at the University of Chicago. "Reflecting on what you don't like can give you insights about what you do like," and that can help you to define your own teaching philosophy and goals, she says.
Do Some Research
"Different institutions have different expectations, depending on their mission and how they view the role of teaching within the broader responsibilities of being a faculty member," says Mr. Green.
Does the college have a religious mission? Does it have an environmental mission? If so, you'd better address the mission in your statement, he says. While your teaching philosophy may stay the same, your teaching style may vary depending on your audience. So if you're applying to various types of institutions -- evangelical colleges, community colleges, liberal-arts colleges, and state universities -- you may need to write several different statements, Mr. Green says.
Before you start writing, look closely at the job ad and the institution's Web site. Look to see if the teaching philosophies of the faculty members are on the site. Find out how large the institution is and what the institution values.
You need to know about class size and what kinds of students you'll be teaching, so you'll know what to stress in your statement, because above all, the search committee will be looking to see if you understand what's expected of you at their institution, says Brian Wilson, chairman of the department of comparative religion at Western Michigan University. "You don't want to pitch large auditorium classes to a liberal-arts college, because they don't do that. That's not their style. Their mission is to give personal service to students. Whereas here at Western, we've got 35,000 students. We're a school that offers education to a wide variety of people, and we have large classes, so if you have experience teaching large classes, that's important and would be essential to put into a teaching statement."
Don't Rehash Your Vita
A teaching philosophy isn't a laundry list of what you've done, says Mr. Green. "I've read a lot of first drafts that were simply recitations of students' past teaching history -- 'I've had six semesters as a teaching assistant at Berkeley and I've taught Introduction to Comparative Politics twice.' Well, you know, maybe you taught them all poorly. How do I know, unless you tell me what you learned as a teaching assistant about effective teaching and how you're going to implement it?"
The first rule of thumb is "to focus not so much on what courses you've taught, but on how it is you go about teaching," he says. "Don't make the mistake of recapitulating what's already in your CV."
Don't Make Empty Statements
Good statements and bad statements frequently start the same (with a broad philosophical declaration), but good ones anchor the general in something concrete (in an example that one can visualize), Ms. Petrites says. Anyone can talk about teaching in an idyllic sense; you need to give examples.
"If you say you work to encourage collaboration in the classroom, then explain how you do that, or if you're a new teacher, how you would do that," she says. "It's easy to say, 'I want to encourage collaboration in the classroom,' or 'I want to get students to think more critically' and leave it at that. But who doesn't want to do that?"
Empty statements are a dime a dozen, says David Haney, chairman of the English department at Appalachian State University. "Ninety percent of the statements I see include the sentence, 'I run a student-centered classroom.' My response to that is, 'Duh. If you don't, there's something wrong with you.' Do not ever use that phrase, unless you plan to follow it up with what kinds of things you have students do, what specific teaching techniques you've found successful. Otherwise it sounds like you're just saying what you think I want to hear."
Keep It Short
If there's a page limit, stick to it. "If they say they want one to two pages, don't give them five pages," says Mr. Haney. You may have a lot to say, but you don't want to overwhelm the search committee.
Ground Your Teaching Philosophy in Your Discipline
One way to avoid becoming mired in generalities is to share some insights about teaching in your particular field, Mr. Haney says. For example, if you're applying for a job in an English department teaching literature courses, you might talk about why you think it's important for students to read literature and how you plan to teach them to interpret it, he says. Describing your theoretical approach and/or what kinds of exercises you assign students will make your statement more engaging.
Make Sure It's Well-Written
"Like everything else in your application, it's a writing sample," so make sure your statement is well-written, Mr. Haney says. "It's a chance for you to demonstrate how articulate you are. Hiring committees, especially in English and the humanities, are going to look very closely at your writing."
Adopt a Tone of Humility
Be careful not to sound as if you know all there is to know about teaching, warns Bill Pannapacker, an assistant professor of English at Hope College. Most applicants believe they won't be hired unless they already know everything, so "they tend to glorify their successes and present a picture of seamless perfection, which is unbelievable. I feel alienated from them because I can't imagine myself being as perfect, even after years of experience, as they present themselves as being with only a few years of experience. It's pretty presumptuous, if you ask me."
Good teaching comes from years of trial and error, so a little humility is in order. "I'd rather read statements from candidates who talk about their mistakes and go on from there to describe how they learned from them to become better teachers," says Mr. Pannapacker.
Applicants also would be wise to avoid using superlatives, unless they want to sound arrogant. "It's much better to say, 'My student evaluations are consistently high' than to say 'My students say I'm the best teacher they've ever had,'" says Gene C. Fant Jr., chairman of the English department at Union University. And don't use Latin quotations, he adds. "A lot of the statements I've seen start off with Latin, and to me, that's just pompous. We already have enough pompous people in higher education. We don't need them in our own department."
Remember That Teaching Is About the Students
New teachers often devote their statements to showing that they can be innovative or that they can incorporate sophisticated concepts in a classroom, but they seldom mention how students reacted to those innovations and concepts, says Ms. Petrites of Chicago. "It's important to present a picture of yourself in a classroom with students. Otherwise readers may ask, 'Was this all about you or the students?'"
When you mention your students, be sure to convey enthusiasm toward them rather than condescension, says Mary Cullinan, dean of arts and sciences at California State University-Stanislaus. "Writers of teaching statements may come across as exasperated with students if they talk about how flawed the students are, how their writing skills aren't as good as they should be, or how they don't attend class the way they should," she says. That's not the message you want to send to readers of your teaching statement. Your role as a teacher is to ensure that students learn, no matter how flawed you think they might be.
Don't Ignore Your Research
By all means focus the statement on your teaching, but don't downgrade your research, especially if you're applying to a small liberal-arts college or a state university. "Some people think that any institution below a Research I won't value research," says ASU's Mr. Haney, but many colleges want to see whether you can integrate your research and teaching.
One of the biggest trends at small colleges right now is "enhanced engagement of undergraduates and faculty research," adds Berkeley's Mr. Green. "They tell parents, 'If you send Johnny here, he's going to be involved in cutting-edge research with our faculty,' so they're looking for evidence that you're going to be able to take undergraduates and utilize them in your research program."
Get a Second Opinion
It's a good idea to ask other people to read your statement, says Union's Mr. Fant. Show it to your mentors, other faculty members, and peers, and if there's a center for teaching and learning on your campus, show it to someone there as well. Let them read it, and then go back to it a week later and revise it. Then have somebody else proofread it before you send it out.
Just Be Yourself
Good readers will know when you're exaggerating, boastful, or insincere. "I want to hear your authentic voice," says Mr. Pannapacker of Hope College, "rather than the written equivalent of the beauty-pageant smile."
In the end, that's what will make you credible and maybe even help persuade a search committee to bring you in for an interview.

::How to Write a Statement of Teaching Philosophy (c)Copyright 2012 All rights reserved by The Chronicle of Higher Education http://chronicle.com/article/How-to-Write-a-Statement-of/45133

Harvard Conference Seeks to Jolt University Teaching

February 5, 2012
Harvard Conference Seeks to Jolt University Teaching

By Dan Berrett (Cambridge, Mass.)

A growing body of evidence from the classroom, coupled with emerging research in cognitive psychology and neuroscience, is lending insight into how people learn, but teaching on most college campuses has not changed much, several speakers said here at Harvard University at a daylong conference dedicated to teaching and learning.

Too often, faculty members teach according to habits and hunches, said Carl E. Wieman, a Nobel Prize-winning physicist and associate director of the White House Office of Science and Technology Policy, who has extensively studied how to improve science education.

In large part, the problem is that graduate students pursuing their doctorates get little or no training in how students learn. When these graduate students become faculty members, he said, they might think about the content they want students to learn, but not the cognitive capabilities they want them to develop.

"It really requires someone to be doubly expert," Mr. Wieman said. As sometimes happens in some disciplines and departments, a few people develop deeper knowledge of pedagogy. These doubly expert faculty members, he said, can show colleagues how to apply new approaches to teaching the discipline.

Such approaches would demand much more of students and faculty. Students should be made to grapple with the material and receive authentic and explicit practice in thinking like an expert, Mr. Wieman said. Faculty would need to provide timely and specific feedback, and move beyond lectures in which students can sit passively receiving information.

"We assume that telling people things without asking them to actively process them results in learning," Mr. Wieman said.

The conference, which also featured demonstrations of innovative approaches to teaching, was the first event in a new Harvard Initiative for Learning and Teaching, a project supported by a $40-million grant from two benefactors, Gustave M. and Rita E. Hauser. In addition to the conference, the money will pay for the redesign of classrooms at Harvard and for a grant program that will finance innovative ideas. More than 250 Harvard faculty, staff, and students have submitted letters of interest for projects costing nearly $10-million. Awardees will be selected in April.

Many colleges routinely hold seminars on teaching and learning. But the fact that Harvard is focusing on the subject—and that many speakers referred worryingly to the growth of online and for-profit providers—suggests a growing concern at even the most elite institutions that the classroom experience is not all it could be.

The Hausers wanted their money to have a broad effect across Harvard's departments and disciplines. They also wanted the university to respond to changes in students. "You can see there will be a fundamental break in how students are learning," Mrs. Hauser said in an interview, "and we thought Harvard should be at the forefront of that."
Confronting Misconceptions

Students are indeed changing, some speakers said. Their level of curiosity has declined over the past two decades, said Clayton M. Christensen, a professor of business administration at the Harvard Business School.

Mr. Christensen also drew an analogy between Harvard and the for-profit world, and General Motors and Toyota, describing how new businesses often enter the bottom of a market and claim untapped customers whom they reach through some new technological advance. Eventually, they move up-market and overtake the dominant player.

Higher education once was immune, he said, until the spread of online learning, which will allow lower-cost providers to extend into the higher reaches of the marketplace. "Higher education," he said, "is vulnerable to disruption."

And, while students are changing, several speakers described conventional teaching approaches as being ineffective.

Take, for example, the lecture, which came up for frequent shellacking throughout the day. It is designed to transfer information, said Eric Mazur, professor of physics at Harvard. But it does not fully accomplish even this limited task.

Lectures set up a dynamic in which students passively receive information that they quickly forget after the test. "They're not confronted with their misconceptions," Mr. Mazur said. "They walk out with a false sense of security."

The traditional lecture also fails at other educational goals: prodding students to make meaning from what they learn, to ask questions, extract knowledge, and apply it in a new context.

And yet, many speakers acknowledged, faculty members harbor their own misconceptions about learning, which still hold sway at Harvard and beyond.

One, said Mahzarin R. Banaji, a professor of psychology at Harvard, is what she called a "myth" about different learning styles, in which it is thought that some students learn best visually, others by hearing, and still others kinesthetically.

"There's no evidence, zero, that teaching methods should be matched up with different learning styles," Ms. Banaji said. "It's intuitively appealing, but not scientifically supported."
Assessing as Learning

Another commonly held notion, that studying is how learning occurs and testing is an afterthought, was upended by Henry L. "Roddy" Roediger III, a professor of psychology at Washington University in St. Louis, who has studied what is known as the "testing effect."

In an experiment, he broke students into three different groups: One studied a list of words eight consecutive times without taking any tests; the second studied the list six times and was tested twice. The last studied the words four times and took four tests. Two days later, they were asked to recall as many words as they could. Those who took four tests recalled words at up to twice the rate of those who only studied.

"Taking a test on something is a very effective way to learn about it," Mr. Roediger said.

But frequent quizzes—which he said should be low-stakes and not "deadly" multiple choice—often hit a wall of disdain among both faculty and students, he noted. "There's a kind of a conspiracy in higher education that professors don't like to give tests," Mr. Roediger said. "We hate grading tests. Students don't like taking them, so we don't give them very much."

But there are other ways to get students to truly learn, other speakers said. Asking students to explain concepts or to teach one another the material they have just learned are also effective.

Writing is often an effective pedagogical tool, too, several speakers said. For his history of psychology course, Mr. Roediger asks his students to send him short essays before each class meets. They respond to the reading. (Others at the conference who use this method said they sometimes ask their students to identify outstanding questions or relevant areas of their reading that have been left unexplored.) Mr. Roediger reads the one-page essays before class and works their thoughts into his comments.

But writing is also more than a means to convey content. It is a core skill that faculty members often hope their students will carry with them after they graduate, said Steven Pinker, a professor of psychology at Harvard who studies language and cognition. But even here, students and faculty often fail.

Students are trained to write in jargon-heavy language that obscures rather than reveals the underlying ideas. Mr. Pinker drew an analogy to teaching, saying that obtuse writing and poor teaching both reflect what he called the "curse of knowledge."

Having this curse means that a writer or professor often assumes knowledge the reader or student does not have. More important, the writer or teacher usually forgets that the reader or student is struggling to learn the material for the first time, which often was long ago for the teacher.

"It's hard to know what it is like for someone else not to know something that you know," Mr. Pinker said. "It's the chief driver of bad writing and, I would argue, bad teaching."

(c)Copyright 2012 All rights reserved by The Chronicle of Higher Education
http://chronicle.com/article/Harvard-Seeks-to-Jolt/130683

Wednesday, December 21, 2011

เปิดเสรีทางการศึกษา บทพิสูจน์ 'เสร็จนาฆ่าโคคึก'

เปิดเสรีทางการศึกษา บทพิสูจน์ 'เสร็จนาฆ่าโคคึก'
วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554

ดูเหมือนกระแสของการก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน กำลังกลายเป็นประเด็น “ฮอต” อย่างสุด ๆ ในสังคมขณะนี้ ซึ่งการที่สังคมไทยมีความตื่นตัวกับเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเท่ากับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายประการประการแรก ประเทศไทยได้ประกาศ ปฏิญญาสากลต่อชาวโลกก่อนหน้านี้ในทำนองว่าจะสร้างคนไทยให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีพุทธศักราช 2558 2. ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกยุคใหม่ โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก 3. ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องจมปลักอยู่กับ “หลุมดำ” ของปัญหาทางด้านการเมืองมาอย่างยาวนาน จนทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างที่ควรจะเป็น และ 4. เรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการขับเคลื่อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงจะต้องออกแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวผ่านไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนให้ได้ แม้จะเหลือระยะเวลาในการดำเนินการอีกไม่มากก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลนี้ควรจะต้องรีบกระทำคือ เร่งจัดหาเจ้าภาพเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการประสานและขับเคลื่อนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นระบบ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการสร้างคนให้ประเทศชาติ ก็ควรที่จะกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการสร้างเด็กให้มีคุณภาพตามที่่ต้องการทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว พร้อมทั้งกำหนดให้เรื่อง

ดังกล่าวเป็น “วาระแห่งชาติ” อย่างเร่งด่วน เพราะนอกจากจะเป็นการปลุกกระแสคนไทยให้เข้ามามีส่วนร่วมแล้วยังจะทำให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติของทุกภาคส่วน
ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ศธ. ก็จะต้องมีการจัดระเบียบการศึกษาใหม่ด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการขับเคลื่อน เริ่มตั้งแต่การแก้ปัญหาขาดแคลนครู, ทำให้ครูได้สอนตรงตามวิชาเอกที่เรียนมา, หลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับสังคมยุคใหม่, การคืนไม้เรียว, การปรับแนวทางการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย โดยจะต้องเน้นให้เด็กอ่านแบบสะกดคำ ประสมคำ รวมทั้งได้รู้ถึงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ไทย ฯลฯ และที่สำคัญคือเน้นการสอนให้เด็กรู้จักการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์และแก้ปัญหาเป็น, การสอนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม การเรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีนอย่างเข้มข้น และที่สำคัญคือการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับหลักสูตร เป็นต้น เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาล้วนแต่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเยาวชนไทยให้มีคุณภาพทั้งสิ้น

จะว่าไปแล้วการที่ประเทศไทยจะต้องเร่งสร้างคนให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างยั่งยืนก่อนปี 2558 แม้จะถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นก็จริง แต่ก็ควรที่จะคำนึงถึงผลกระทบอื่น ๆ ที่จะตามมาอย่างรอบด้านด้วย เพราะทุกอย่างในโลกนี้เปรียบเสมือน “เหรียญสองด้าน” อยู่เสมอ เมื่อมีด้านบวกก็ย่อมมีด้านลบ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างรัดกุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะเหตุว่าหลังการเกิดเป็นประชาคมอาเซียนขึ้นมาแล้วจะทำให้ตลาดการศึกษาทุกระดับในอาเซียนถูกเปิดออกอย่างเสรี โดยเฉพาะสถานศึกษาในประเทศไทยทุกสังกัดที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ที่มีอยู่เกือบ 30,000 แห่งทั่วประเทศนั้นก็คงจะมีโอกาสล้มครืนลงอย่างไม่เป็นท่า หากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังเพิกเฉยไม่หามาตรการใด ๆ มารองรับ สุดท้ายก็คงเหลืออยู่แต่เพียงสถานศึกษาที่มีความพร้อมที่มีอยู่เพียงไม่กี่พันแห่งเท่านั้นที่ยังจะสามารถยืนอยู่ได้กระแสความตื่นตัวของการเปิดเสรีทางการศึกษาที่จะถาโถมเข้าสู่ตลาดการศึกษาไทยในอีกไม่นาน หากมองในแง่ดีก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้สถานศึกษาของไทยต้องเร่งพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถก้าวไปสู่ส่วนบนของยอดคลื่น แต่ในทางกลับกันเกลียวคลื่นที่สาดซัดมาด้วยความรุนแรงนี้ก็พร้อมที่จะม้วนเอาการศึกษาที่อ่อนแอให้ถูกกลืนหายสาบสูญไปได้ด้วยเช่นกัน

กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล น่าจะต้องมองเห็นถึงปัญหาใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาทำลายล้างสถาบันการศึกษาของบ้านเราในอีกไม่ช้า ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่ายังมีสถานศึกษาทั้งของรัฐและของภาคเอกชนอีกหลายหมื่นแห่งที่ยังตกอยู่ในสภาพเสมือนคนไข้ที่ป่วยนอนซม บางแห่งอาการหนักถึงขั้น “โคม่า” อันเนื่องมาจากผลกระทบของปัญหารอบด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคม ที่โหมกระหน่ำเข้าใส่มาก่อนหน้านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โดยเฉพาะในส่วนของสถานศึกษาเอกชน ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ มาโดยตลอด ทั้งจากปัญหาทางด้านการเมือง ผสมผสานไปกับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนฟรี, การที่บุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์จำนวนมากลาออกไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ, การเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการให้บุตรหลานได้เข้าเรียน หรือแม้แต่การจะเพิ่มค่าตอบแทนให้ผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท เป็นต้น คงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องหันกลับมาเหลียวแลการศึกษาเอกชนอย่างจริงจังเสียที ควรหาทางช่วยเหลือให้สถานศึกษาเหล่านั้นสามารถอยู่รอดได้ เพราะหากปล่อยให้สถานศึกษาเอกชนกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศต้องต่อสู้เพียงลำพังจนต้องปิดตัวเองในที่สุด ในขณะที่สถานศึกษาของรัฐเองก็ไม่สามารถรองรับนักเรียนที่มีอยู่นับล้านคนได้ทั้งหมด และผู้ปกครองเองก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงลิบลิ่วให้แก่สถานศึกษาดี ๆ ได้ ถามว่ากระทรวงศึกษาธิการจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เด็กนักเรียนที่ไม่มีที่เรียนอาจต้องกลายสภาพเป็นเสมือนสารตกค้าง รวมทั้งบุคลากรอีกไม่น้อยที่ต้องตกงาน ทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาสถานศึกษาเอกชนนอกจากจะเป็น “ยอดขุนพล”ในการร่วมสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศชาติแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เด็ก ๆ ทุกคนได้มีที่เรียน ดังนั้นหากผู้มีอำนาจทั้งหลาย เมื่อเห็นปัญหาใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นกับสถานศึกษาเอกชนแล้วไม่คิดหาทางแก้ไข และปล่อยให้แนวร่วมที่เคยเป็นพลังสำคัญในการร่วมพัฒนาเยาวชนของชาติต้องล้มหายตายจากไปต่อหน้าอย่างไม่รู้สึกรู้สาแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับสุภาษิตที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” นั่นเอง

สายธาร สืบพัฒนา
© 2554 เดลินิวส์ เว็บ วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2554
-------------------
Nan Manee: ยกเลิกการเรียนแบบท่องจำ หักไม้เรียว นี่คือผลพวงจากหลักสูตรดังกล่าว จบ ม. ๓ อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น ขาดคุณธรรมจริยธรรม -หลักสูตรเมื่อก่อน จบชั้น ป. ๔ อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้และเขียนสวย คิดเลขเป็น ลองเปรียบเทียบดูว่าการศึกษาพัฒนาขึ้นหรือแย่ลง

Tian Maudtaisong · Ramkhamhaeng University: เห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นครูมาจะยี่สิบปีแล้ว มีครูไม่ถึงครึ่งโรงเรียนที่เห็นว่านักเรียนสำคัญส่วนใหญ่ยึดแต่ตัวครูเท่านั้นที่สำคัญ ครูเก่ง นักเรียนต้องฟังอย่าแสดงความคิดเห็น ปิดกั้นทางสติปัญญาห้ามเด็กโต้เถียง นี่แหละครูปัจจุบัน จบสูงแต่สมองต่ำ มีอต่ชวนนักเรียนไปเรียนพิเศษที่ตัวเองรวมกับเพื่อนครูด้วยกันเปิดสอนในโรงเรียนบ่นทั้งชั่วโมง บางคนแย่มากฝากฝึกสอนตลอด ผู้บริหารก็มัวแต่ไปทำผลงานซีนั่นซีนี่ตลอดทั้งปีการศึกษาพบหน้าผู้บริหารไม่ถึง๑๐ หน บางคนอยู่ก็ไม่ทำอะไรนั่งอ่านหนังสือพิมพ์กับรอเซ็นแฟ้ม ที่แย่ไปกว่านั้นไม่มีเมตตาธรรมเด็กทำผิดแทนที่จะหาเหตุที่แท้จริงกลับดุด่าว่ากล่าวแบบหยาบคายเด็กบางคนครอบครัวก็แย่อยู่แล้วยิ่งมาเจอครูแย่ก็เลยไปกันใหญ่ หลักสูตรก็เปลี่ยนบ่อยมากเปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนหลักสูตรที ยิ่งภาษาจีนไม่รู้จะให้เรียนไปทำอะไร เด็กเรียนมา ๒ เทอมได้ ๒ คำ หนีห่าว หล่าวซือ ที่เหลือไม่ได้ เงินก็ต้องจ่ายค่าภาษาจีน ควรเน้นภาษาไทยให้แตกฉาน แล้วเพิ่มภาษาอังกฤษให้แน่นจะดีกว่า ครูไทยเก่งกว่าครูต่างชาติเยอะแต่กลับมองข้าม มีอีกมากมายในวงการครูที่หาประโยชน์จากเด็กและผู้ปกครอง รัฐบาลอย่ามองแต่ผิวเผินควรลงลึกสักทีอนาคตของชาติอยู่ที่การศึกษาอย่างให้ใครประนามได้ว่าแพ้ลาว แพ้เวียตนาม

ภรณชนิต ศรีวงค์ · มหาวิทยาลัยเกษตรศาสร์: การศึกษาไทยไร้ทิศทาง นักเรียนเรียนรู้เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ทำอะไรเป็นบ้าง พ่อแม่ไทยไม่เคยให้ลูกทำงานเหมือนฝรั่ง จบตรีทำงานไม่ได้ก็ต่อโทร จบเอกทำอะไรได้บ้าง งบด้านการศึกษา จัดใ้ห้โรงเรียนน้อยมาก ตึกใหม่ไม่เคยมี แต่มหาวิทยาลัย ตึกมากมายเอาไว้ทำอะไรบ้าง เด็กมัธยมขาดอุปกรณ์หลายอย่างโรงเรียนงบไม่พอ ครูต้องหาเอง หรือให้เด็กนำมา เมื่อไม่พร้อมก็ไม่อยากเรียน อย่างภาษาจีน เปิดตั้งแต่ ม.1 ภาษาไทย ยังใช้ไม่ถูกเขียนไม่ได้เลย บังคับเรียนจีน เอาไปใช้ที่ไหน ใครได้ผลประโยชน์กันแน่

รศ.ดร.อำนวย เดชชัยศรี · วค.บ้านสมเด็จฯ ๐๙ มศว.ประสานมิตร ๑๙ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๓๐:
ระบบพรรคในสภาไทยมีปัญหา..สส.ที่เราเลือกแค่ประชาธิปไตย ๔ นาทีที่เรามีสิทธิเมื่อสส.ไปกินดีอยู่ดีมักจะทรยศต่อตนเองลืมความทุกข์ยากของประชาชน..ระบบสังคมทุนนิยมผู้บริหารเอาตัวรอดประจบนักการเมือง..นักการเมืองข้ามหัวผู้บริหาร..ชี้มือกร่างกับผู้น้อยสั่งเอาสั่งเอา.ร่ำรวยจากเงินภาษีประชาชนซื้ออำนาจทุกอย่างที่ประเทศไทยมีอยู่..เงินภาษีประชาชนส่วนหนึ่งนำมาแจกรากหญ้าในนามตัวเอง...สร้างระบบเอาแต่ได้ฮึกเหิมเผด็จการเปลี่ยนแปลงตัวบทกฎหมายให้เป็นประโยชน์กับพวกตัวเอง..ทำผิดแก้ให้ไม่ผิด..เผาบ้านเมืองไม่ผิด???เอาอวัยวะส่วนไหนมาคิด ...แค่นี้..ครูจะยังคิดพึ่งพวกขี้โกงอีกหรือ ขี้โกงได้รับการสนับสนุน ๑๕ ล้านเสียง..แล้วอีก ๕๐ ล้านเสียงที่มีความเห็นตรงข้ามจะนั่งนิ่งๆกระนั้นหรือ....สงสารประเทศไทย

Etc

Wednesday, September 21, 2011

อึ้ง!เด็กไทยยอมรับพฤติกรรม “การเล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส”

อึ้งผลสำรวจเด็กไทยพร้อมลอกข้อสอบ-ขี้โกงถ้ามีโอกาส

น.พ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นักวิจัยโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) เปิดเผยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2551–2552 ในส่วนของพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคมและจริยธรรม(อีคิว)ของเด็กไทยว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 1-14 ปี จำนวน 9,035 คน ใน 20 จังหวัด ด้วยการใช้แบบทดสอบพ่อแม่ และเด็ก โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มอายุ คือ อายุ 1-5 ปี 6-9 ปีและ 10-14 ปี เนื่องจากเด็กแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการต่างกัน เปรียบเทียบเมื่อปี 2544 พบว่า กลุ่มเด็กอายุ 6-9 ปี สำรวจ 8 ด้าน คือ วินัย สติ-สมาธิ เมตตา อดทน ซื่อสัตย์ ประหยัด การควบคุมอารมณ์และพัฒนาสังคม พบว่า ผลการทดสอบพัฒนาการด้านสังคม ได้คะแนนสูงกว่าด้านอื่นๆ ส่วนด้านที่ได้คะแนนต่ำ คือ ความมีวินัย ความมีสติ-สมาธิ ความอดทนและความประหยัด โดยพัฒนาการด้านที่เด็กได้คะแนนน้อยซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ได้แก่ พัฒนาการด้านความมีวินัยในเด็กชาย การมีสมาธิในเด็กหญิง ด้านความเมตตาและการควบคุมอารมณ์ทั้งเด็กชายและหญิง

ด้านกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี สำรวจ 14 ด้าน ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตน ความภาคภูมิใจในตนเอง ความเห็นใจผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคม การจัดการกับอารมณ์ การจัดการกับความเครียด การสื่อสาร สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ความคิดสร้างสรรค์ค์ ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การควบคุมอารมณ์และคุณธรรมจริยธรรม พบว่า ในภาพรวมแม้ว่าเด็กจะมีคะแนนดีขึ้น แต่มีหลายด้านที่พบว่าคะแนนการสำรวจยังไม่ดีขึ้นกว่าปี 2544 ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ การแก้ปัญหา และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดที่ได้คะแนนค่อนข้างต่ำ เมื่อแยกย่อยในส่วนของด้านจริยธรรม เด็กกลุ่มนี้ เห็นว่า “การเล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส” และ “การลอกข้อสอบถ้าจำเป็น” เป็นพฤติกรรมที่เด็กยอมรับได้มากขึ้น

“ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กมีปัญหาจริยธรรม พบว่า ตัวแปรสำคัญคือระดับการศึกษาของพ่อแม่ และผู้เลี้ยงดู พ่อแม่ที่มีการศึกษาสูงขึ้น เด็กจะมีจริยธรรมและพฤติกรรมในทางที่ดีมากขึ้น อาจเป็นเพราะพ่อแม่ที่มีการศึกษาสูงมีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ว่าควรจะเลี้ยงลูกอย่างไร

ทั้งนี้ สิ่งที่ควรพัฒนาในเด็กอายุ 1-5 ปี คือ การทำตามระเบียบกติกา

สิ่งที่ควรพัฒนาในเด็ก 6-9 ปี ในเด็กชายและเด็กหญิงควรพัฒนาด้านความเมตตาและการควบคุมอารมณ์

และสิ่งที่ควรพัฒนาสำหรับเด็กอายุ 10-14 ปี ควรฝึกการควบคุมและจัดการกับอารมณ์ รวมทั้งการคิดวิเคราะห์วิจารณ์” รศ.นพ.วิชัย กล่าว

ที่มา: ข่าวสดออนไลน์ วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554
--------------------

สวรส.เปิดวิกฤติจริยธรรมเด็กไทย อึ้ง!ยอมรับพฤติกรรม “การเล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส” “การลอกข้อสอบถ้าจำเป็น”มากขึ้น แนะพ่อแม่ ครู เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก สื่อช่วยบ่มเพาะพฤติกรรมที่ดี ...

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2554 รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นักวิจัยโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข( สวรส.) เปิดเผยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2551 – 2552 ในส่วนของพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคมและจริยธรรมของเด็กไทยว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 1-14 ปี จำนวน 9,035 คน ใน 20 จังหวัด ด้วยการใช้แบบทดสอบพ่อแม่ และเด็ก โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มอายุ คือ อายุ 1-5 ปี 6-9 ปีและ 10-14 ปี เนื่องจากเด็กแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการต่างกัน โดยผลการสำรวจที่ได้จะเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนหน้าเมื่อปี 2544 กลุ่มเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี สำรวจ 7 ด้าน ได้แก่ การสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิด การทำตามระเบียบกติกา ความจดจ่อมีสมาธิ การเลียนแบบ/เล่น แรงจูงใจใฝ่สำเร็จ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการชอบสังคมกับเพื่อน พบว่า มีมากกว่าร้อยละ 10 ของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนต่ำกว่าผลจากการสำรวจปี พ.ศ. 2544

ในด้านการทำตามระเบียบกติกา (Compliance) ในกลุ่มเด็กชาย เป็นข้อสังเกตที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนถึงแนวโน้มที่เด็กอาจมีนิสัยที่ต้องการจะได้อะไรก็ต้องได้ ขาดความพยายาม เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวโยงกับความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของบุคคลกลุ่มเด็กอายุ 6-9 ปี สำรวจ 8 ด้าน คือ วินัย สติ-สมาธิ เมตตา อดทน ซื่อสัตย์ ประหยัด การควบคุมอารมณ์และพัฒนาสังคม พบว่า ผลการทดสอบพัฒนาการด้านสังคม ได้คะแนนสูงกว่าด้านอื่นๆ  ส่วนด้านที่ได้คะแนนต่ำ คือ ความมีวินัย ความมีสติ-สมาธิ ความอดทนและความประหยัด โดยพัฒนาการด้านที่เด็กได้คะแนนน้อยซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ได้แก่ พัฒนาการด้านความมีวินัยในเด็กชาย การมีสมาธิในเด็กหญิง

ด้านความเมตตาและการควบคุมอารมณ์ทั้งเด็กชายและหญิงกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี สำรวจ 14 ด้าน ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตน ความภาคภูมิใจในตนเอง ความเห็นใจผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคม การจัดการกับอารมณ์ การจัดการกับความเครียด การสื่อสาร สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ความคิดสร้างสรรค์ค์ ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การควบคุมอารมณ์และคุณธรรมจริยธรรม พบว่า ในภาพรวมแม้ว่าเด็กจะมีคะแนนดีขึ้น แต่มีหลายด้านที่พบว่าคะแนนการสำรวจยังไม่ดีขึ้นกว่าปี 2544 ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ การแก้ปัญหา และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดที่ได้คะแนนค่อนข้างต่ำ เมื่อแยกย่อยในส่วนของด้านจริยธรรม เด็กกลุ่มนี้ เห็นว่า “การเล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส” และ “การลอกข้อสอบถ้าจำเป็น” เป็นพฤติกรรมที่เด็กยอมรับได้มากขึ้น

“ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กมี ปัญหาจริยธรรม พบว่า ตัวแปรสำคัญคือระดับการศึกษาของพ่อแม่ และผู้เลี้ยงดู พ่อแม่ที่มีการศึกษาสูงขึ้น เด็กจะมีจริยธรรมและพฤติกรรมในทางที่ดีมากขึ้น อาจเป็นเพราะพ่อแม่ที่มีการศึกษาสูงมีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ว่าควรจะเลี้ยง ลูกอย่างไร ทั้งนี้ สิ่งที่ควรพัฒนาในเด็กอายุ 1-5 ปี คือ การทำตามระเบียบกติกา (Compliance) ในเด็ก 6-9 ปี ในเด็กชายและเด็กหญิงควรพัฒนาด้านความเมตตาและการควบคุมอารมณ์ และสำหรับเด็กอายุ 10-14 ปี ควรฝึกการควบคุมและจัดการกับอารมณ์ รวมทั้งการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ” รศ.นพ.วิชัย กล่าว

ด้านรศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ นักวิจัยโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัย สวรส. กล่าวว่า ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ควรให้น้ำหนักต่อการพัฒนาเด็กในด้านวุฒิภาวะด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และจริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการดำรงชีวิตของบุคคลและเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความ สำเร็จในชีวิต ยิ่งไปกว่าปัจจัยด้านความฉลาดทางสติปัญญา ซึ่งการศึกษาวิจัยระยะยาวในต่างประเทศ บ่งบอกว่า ระดับเชาวน์ปัญญาหรือ IQ มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตเพียงร้อยละ 20 ในขณะที่พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมร่วมกับพัฒนาการด้านสติปัญญาที่สมวัยใน วัยต้นของชีวิต เป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการด้านภาษา ด้านสติปัญญา และด้านจริยธรรมในขั้นต่อๆ ไป และจากศึกษาติดตามระยะยาวจากเด็กจนเป็นผู้ใหญ่ พบว่า ระดับเชาวน์ปัญญาในวัยเด็กมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในชีวิตการงาน และระดับเงินเดือนค่อนข้างน้อย ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ควบคุมความขัดแย้งและการเข้ากับคนอื่นได้ง่ายกลับมีส่วนทำให้ประสบความ สำเร็จในชีวิตมากขึ้น

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมพัฒนาการเด็กให้มาก ขึ้น และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กคือ พ่อแม่และครู ซึ่งต้องเน้นการเลี้ยงดูและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก นอกจากนั้น สื่อต่างๆโดยเฉพาะทีวี และภาพยนตร์ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็ก โดยสื่อสามารถนำหน้าที่บ่มเพาะพฤติกรรมที่ดีให้แก่เด็ก ทั้งในการให้ความรู้ผ่านทางรายการบันเทิงหรือรายการเด็กที่เหมาะสมกับการ เรียนรู้ รวมทั้งต้องคำนึงถึงเนื้อหาในการนำเสนอเพื่อปลูกฝังเรื่องดีๆ ให้กับเด็กอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของกรมสุขภาพจิต มีแผนด้านการพัฒนาด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และจริยธรรมให้กับเด็กไว้อย่างชัดเจน

นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผอ.สวรส. กล่าวว่า สวรส.จะนำเสนอสถานการณ์ผลการสำรวจและข้อเสนอแนะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2554

Thursday, February 3, 2011

ขึงป้ายเด็กฝากติดประจานหน้ารร.

ขึงป้ายเด็กฝากติดประจานหน้าโรงเรียน

ศธ.แก้เส้นใหญ่

"ศธ." งัดมาตรการเด็ดป้องกันตั๋วเด็กฝาก "ชินวรณ์" มุ่งมั่นเดินหน้าล้างระบบฝากเด็กเข้าเรียนโดยมิชอบ ส่งทีมออกสุ่มตรวจโรงเรียนชื่อดัง 369 โรงเรียน ใช้มาตรการคุมเข้มให้ประกาศรายชื่อเด็กฝากในโควตาผู้มีอุปการคุณต่อโรงเรียน ให้สาธารณชนรับรู้ ย้ำผู้บริหารโรงเรียนไหน ทำดีจะมีเกียรติบัตรยกย่อง แต่นอกลู่นอกทางจะถูกสังคมประณาม แถมยังอาจโดนเล่นงานทั้งทางวินัยและอาญา กสม.ค้านระบบอุปการคุณ แนะใช้ระบบคุณธรรมสอบเข้าแทน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2554 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวถึงการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2554 ว่า ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการรับนักเรียน และคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ศธ. ปีการศึกษา 2554 โดยกำหนดให้คณะกรรมการติดตามตรวจสอบร่วมกับผู้ตรวจราชการ ศธ. และเขตพื้นที่การศึกษาออกสุ่มตรวจการรับนักเรียนของโรงเรียน ที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั่วประเทศ ในช่วงการรับสมัครนักเรียน และให้รายงานผลการสุ่มตรวจมาให้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา และป้องกันไม่ให้มีการเรียกรับเงินและฝากเด็ก

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า การรับนักเรียนในปีนี้ จะเกิดผลโดยตรง ที่ทำให้คุณภาพการศึกษาสูงขึ้น รวมทั้งปราศจากการเรียกรับเงิน และผลประโยชน์อื่นใด จึงอยากขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีบารมีให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงิน หรือหาผลประโยชน์จากการรับนักเรียน อาจจะถูกจับตามองเป็นพิเศษจากสังคม และอาจนำไปสู่การดำเนินการลงโทษทางสังคม อีกทั้ง หากมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า เป็นการหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จะมีการดำเนินคดี ทั้งทางอาญา และทางวินัยอย่างเด็ดขาด

ด้านรศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการรับนักเรียน กล่าวว่า สัปดาห์หน้าคณะกรรมการจะประชุม เพื่อกำหนดวิธีการ และแบ่งสายลงพื้นที่ตรวจสอบ การรับนักเรียนของโรงเรียน ที่มีอัตราการแข่งขันสูง ทั้ง 369 โรงเรียน โดยจะมีการตรวจสอบว่า ที่ใดมีการรับฝากเด็กบ้าง เพื่อจะได้ดำเนินการตามอำนาจ ที่ได้รับมอบจาก รมว.ศธ. และหากพบความไม่ชอบมาพากล จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพราะฉะนั้นยืนยันว่า คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเต็มที่ไม่เป็นเพียงเสือกระดาษอย่างแน่นอน

รศ.ดร.สุขุม กล่าวอีกว่า ในการรับนักเรียนนั้น มีประเด็นที่เป็นห่วงกันมากว่า อาจจะมีบางโรงเรียนหลบเลี่ยงไปฝากเด็กในส่วนผู้ที่มีอุปการคุณต่อโรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้ได้กำหนดวิธีการที่ชัดเจนไว้แล้วว่า โรงเรียนต้องประกาศสัดส่วนเด็กฝากที่เหมาะสม และต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา รวมถึงต้องประกาศรายชื่อเด็ก และชื่อผู้ฝากทุกคนพร้อมเหตุผลก่อนการรับสมัครสอบด้วย แต่หากเด็กสอบเข้าได้ด้วยตนเอง จะต้องตัดโควตาในส่วนของเด็กฝากออก โดยห้ามนำรายชื่อเด็กคนอื่นมาสวมแทน ส่วนการประกาศผลสอบ จะต้องประกาศตามลำดับคะแนน หากมีผู้ใดสละสิทธิ จะต้องเรียกสำรองขึ้นมาตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า อาจจะมีการนำชื่อเด็กที่รับฝากไปฝากเรียนที่โรงเรียนอื่นก่อน แล้วค่อยรับย้ายมากลางปีนั้น เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีดาบสองที่จะจัดการอยู่แล้ว

รมว.ศธ.ยำ้ว่าการรับนักเรียนปีนี้ ถ้าโรงเรียนไหนทำดีไม่มีเด็กฝาก ก็จะได้รับเกียรติบัตรยกย่องชมเชย แต่ถ้าทำไม่ดี ก็ต้องมีผู้บริหารโรงเรียนถูกลงโทษย้ายออกนอกพื้นที่ และยิ่งถ้ามีเรื่องการเรียกรับเงินทอง ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าปีนี้มีใครบอกว่า สามารถฝากเด็กเข้าเรียนได้ ก็ให้แจ้งความดำเนินคดีได้ทันที เพราะถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ส่วนที่มีความกังวลว่าข้อสอบจะรั่วนั้น เรื่องนี้ศธ.ให้ความสนใจมาก จึงมีการออกระเบียบห้ามครูที่เกี่ยวข้องกับการออกข้อสอบไปจัดติวหรือรับจ้าง ติวอย่างเด็ดขาด โดยจะถือว่ามีความผิด รศ.ดร.สุขุม กล่าว

นางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านสิทธิเด็กสตรีและความเสมอภาคของบุคคล กล่าวถึงกรณีที่นายชินวรณ์ จะกวาดล้างระบบเด็กฝากเข้าโรงเรียน แต่มีนักวิชาการเกรงว่า โรงเรียนจะหลบเลี่ยงการกวาดล้างระบบดังกล่าว โดยใช้ระบบอุปการคุณสถาบันแทน จนเกรงว่าจะมีการประกาศชื่อให้ทราบที่มาที่ไปของเด็กนักเรียน ว่า เป็นการละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่นั้น ตนคิดว่าไม่เป็นการละเมิด แต่การเปิดรายชื่อเด็กผู้ที่มาจากระบบอุปการคุณเกรงว่า จะมีการเลือกปฏิบัติระหว่างกลุ่มปกติ ที่มาจากการสอบและกลุ่มที่มาจากระบบอุปการคุณสถาบัน หากจะแก้ระบบจะต้องแก้ให้หมด ไม่ควรให้มีระบบอุปการคุณสถาบัน จึงไม่เห็นด้วยหากจะใช้ระบบนี้ เพราะควรใช้ระบบคุณธรรม ที่มีความเป็นธรรมในการแข่งขันในการสอบเข้าโรงเรียนมากกว่า

ที่มา: การศึกษา เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2554
.

คุณครูในดวงใจ

วันที่รัฐบาลสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศเมื่อปี 2499 เป็นต้นมาว่า ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น "วันครู” โดยมีเจตนารมณ์ให้เป็นวันที่ "ลูกศิษย์” ทั้งหลาย มีโอกาสได้แสดงออกถึงความเคารพ ความรัก และระลึกถึงพระคุณของครูผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ในทุกระดับการศึกษา

จำได้ว่าเมื่อครั้งยังเรียนหนังสือ มีครูท่าน หนึ่งชื่ออาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ทราบว่าต่อมาท่านได้รับการยกย่องจากสำนักนายกรัฐมนตรีประกาศให้เป็นบุคคลดี เด่นของชาติ สาขาการพัฒนาสังคม เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ เป็นราชบัณฑิต เป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือได้เก่งมาก สอนด้วยความเมตตาต่อศิษย์ ใจเย็น นุ่มนวล รอบรู้เหมือนสารานุกรมเคลื่อนที่ วิชาที่ผมเรียนกับท่านถ้าจำไม่ผิดเป็นวิชาที่เกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย วรรณคดีเปรียบเทียบ อะไรทำนองนี้ ถ้าผิดพลาดก็ต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ เพราะนานมากแล้ว
มาเมื่อสองวันที่ผ่าน มีโอกาสได้อ่านบทความที่กล่าวถึงข้อคิดของท่านเกี่ยวกับเรื่องครูและคุณลักษณะของครู ก็เลยขอนำบางตอนมาสรุปใน ”เล่าสู่กันฟัง” ฉบับนี้

อาจารย์กล่าวไว้ว่าครูที่ดีควรเป็นผู้มีความรอบรู้ หมายถึงรู้และเข้าใจในวิชาต่างๆ ที่สอนเป็นอย่างดี มีความเชื่อมั่นในวิชาการ แต่ไม่หยิ่งผยอง ครูต้อง มีอารมณ์ขัน มีเทคนิคการสอนที่ช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสนุกสนาน ต้องมีความยืดหยุ่น พร้อมแก้ไขปรับเปลี่ยน ต้องมีวิญญาณของความเป็นครู คือรักในตัวเด็กและสอนด้วยความยินดี มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความสามารถทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่าย รวบรัด ชัดเจน เต็มใจที่จะเปิดเผยวิชาความรู้อย่างเต็มที่ ไม่ขยักเอาไว้ มีความอดทนที่จะเห็นวิวัฒนาการของเด็กๆ ซึ่งบางคนอาจเป็นไปอย่างช้าๆ ทีละเล็กทีละน้อย วันต่อวัน มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรู้ความสามารถพิเศษในหลายๆ ด้าน

เพราะครูส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมักมิได้มีความรู้เพียงด้านเดียว ครูที่ดีควรเป็นผู้แต่งกายเรียบร้อย สะอาด ไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อผ้าราคาแพง แต่อยู่ที่ความสะอาดเรียบร้อย มีสุขอนามัยที่ดี เพราะครูที่ มีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนนักศึกษาได้มากขึ้น และสุดท้ายคือการกระทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่เด็กๆ เพราะครูเป็นเสมือนต้นแบบที่สำคัญของเด็ก สิ่งที่ครูประพฤติปฏิบัติมักถูกเด็กๆ มองว่าสิ่งนั้นถูกต้องแล้ว ถ้าครูประพฤติดีเด็กก็ได้ต้นแบบที่ดี ดังนั้นการประพฤติดีของครูย่อมเปรียบเสมือนเป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

นั่นคือครูดีในทัศนะของครูด้วยกัน แต่หากถามว่าแล้วในความคิดเห็นของเด็กๆ บ้าง ว่าครูที่ ดีในมุมมองของเด็กเป็นอย่างไรก็พบว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย จากการศึกษาของศาสตราจารย์เฉลียว บุรีภักดี ที่รวบรวมข้อมูลจากนักเรียน ผู้ปกครอง ครู ฯลฯ กว่า 7,000 คน เมื่อหลายปีก่อน พบว่าคุณสมบัติครูดีในสายตาของเด็กก็มีหลายข้อ เช่น อยากให้ครูอุทิศเวลาให้แก่นักเรียนให้มาก ไม่เจ้าอารมณ์ รู้จักยอมรับผิด มีความเมตตาปรานี เป็นมิตร จริงใจ เปิดใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน มีความยุติธรรม ไม่อาฆาตศิษย์ ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับการให้คะแนน สนใจและเข้าใจปัญหาของเด็ก เป็นต้น

“ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์ ผู้ก่อประโยชน์ศึกษา...” เชื่อว่าคนที่เคยเป็นนักเรียนมาก่อนทุกคนน่าจะจำข้อความนี้ได้ และยังคงร้องได้อยู่ แม้วันเดือนปีที่ผ่านมาอาจทำให้บางคนหลงลืมข้อความบางตอนไปบ้าง แต่ก็เชื่อว่าทุกคนคงจะยังจำคุณครูของตนเองได้ อาจไม่ครบทุกคน อย่างน้อยแต่ละคนน่าจะมีครูในดวงใจ ที่ทำให้หวนนึกถึงทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังบทกลอนข้างต้น

เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณอันเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของคนดี วันครูปีนี้เรามาช่วยกันตั้งจิตอธิษฐานขอให้คุณครูผู้ มีพระคุณของแต่ละท่านมีความสุขกายสบายใจ สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ฯลฯ กันดีไหม ส่วนตัวผมเองจำเป็นต้องสนับสนุนความคิดนี้เต็มที่อยู่แล้ว เพราะคนที่บ้านก็เป็นครูเหมือนกันครับ

บัญญัติ คำนูณวัฒน์

ที่มา: คุณครูในดวงใจ คมชัดลึกออนไลน์ วันพุธที่ 12 มกราคม 2554

Wednesday, January 19, 2011

ครู 3 จังหวัดใต้

ครู 3 จังหวัดใต้

เที่ยง วันที่ 15 ม.ค. นายมาโนช ชฎารัตน์ อายุ 38 ปี ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล ปัตตานี ถูกคนร้ายยิงตายที่ 3 แยกถนนหน้าวัง ต.จะบังติกอ อ.เมืองปัตตานี

กระสุนเข้ากลางหลังและท้ายทอย นอนตายอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ที่ล้มตะแคง เอกสารการเรียนการสอนกระจายเกลื่อนพื้นถนน

นายมาโนชเพิ่งขี่รถจักรยานยนต์กลับจากไปสอนพิเศษวิชาคอมพิวเตอร์ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนจังหวัดปัตตานี

ถูกตามประกบยิง

คนร้าย 2 คน ซ้อนรถจักรยานยนต์ไล่ตามมาแล้วยิงจากข้างหลังนายมาโนชร่างกระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์ตายคาที่

ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของแนวร่วมโจรใต้

ต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างความหวาดผวาให้กับครูในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้

การสังหารนายมาโนชเป็นข่าวตามสื่อต่างๆในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

ตรงกับ "วันครู" พอดี

นาย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของครูมาโนช พร้อมให้ความช่วยเหลือด้วยการปูนบำเหน็จ 7 ชั้น ขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้

ส่งเสียลูกๆ 3 คนของครูมาโนชให้เรียนจนจบปริญญาตรี

มอบเงินช่วยเหลือกว่า 1 ล้านบาท

ลงท้ายด้วยนายชินวรณ์กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บินไปร่วมงานศพที่ จ.ปัตตานี

ทั้งหมดคือความพยายามที่จะตอบแทนหรือชดเชยการสูญเสีย

ครูใน 3 จังหวัดภาคใต้ถูกยิงถูกฆ่าคนแล้วคนเล่า แต่ความปลอดภัยของครูยังต่ำเหลือเกิน

ทั้งที่เหตุการณ์ไม่สงบผ่านมา 7 ปีแล้ว เป็นครูศพที่ 138

รู้อยู่แล้วว่าพอใกล้วันครู ครูย่อมตกเป็นเป้าหมาย

ต้องมีครูถูกฆ่า

ถึงเวลาโจรใต้ก็ฆ่าครูได้จริงๆ เหมือนนึกอยากจะทำอะไรเมื่อไรก็ทำได้

การแสดงความเสียใจ ปูนบำเหน็จ และความช่วยเหลือต่างๆหลังการตาย ไม่มีประโยชน์เท่ากับการป้องกัน

ครูเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาคน เป็นทางหนึ่งในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้

รัฐบาลต้องทุ่มเทกับการดูแลความปลอดภัยของครูให้มีประสิทธิภาพ

ไม่ใช่แค่แสดงความเสียใจแล้วบินไปร่วมงานศพ

"เพลิงมรกต"

สงสารประเทศไทยจริง ๆ

Saturday, October 9, 2010

ลูกศิษย์ VS ลูกค้า: ข้อคิดจากภาพยนตร์ The Karate Kid (2010)

เรียนภาษาอังกฤษพร้อมได้ข้อคิดจาก หนังเรื่อง The Karate Kid (2010):
1. Mr. Han says "Kung Fu is for knowledge, defense. Not to make war but to create peace." การเรียน กังฟู เพื่อเป็นความรู้ เพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่เพื่อทำร้ายทำสงครามกัน แต่เพื่อสร้างสันติ สร้างความสงบสุข

2.Dre กล่าวตอบว่า "That's not definitely what they are taught" นั่นแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาได้รับการสอนมา

3. คำตอบ Mr. Han states "no such thing as bad student. Only bad teacher, teacher say, student do.ไม่มีหรอกที่ว่า นักเรียนห่วย นักเรียนแย่ มีเพียงครูที่ไม่ได้เรื่อง ครูมีหน้าที่อบรมสั่งสอน นักเรียนมีหน้าที่ปฏิบัติ(ตามคำสอน)

คุณหล่ะคิดอย่างไร แต่ก่อนจะพูดอะไรต่อ ขอให้อ่านข้อความข้างล่าง

===Gene ได้กล่าวไว้ในบอร์ดของ KarateCafe.com ===
เรื่องที่พูดต่อไป เป็นการกล่าวที่เกี่ยวข้องกันการเรียน(คาราเต้)

1.คุณ Kyoshi บ่อยครั้งได้แยกแยะความแตกต่างระหว่าง "นักเรียน(ลูกศิษย์)" กับ "ลูกค้า" เราลองมาพิจารณานิยามความหมายของคำทั้งสองนี้ - Kyoshi has often differentiated between a "student" and a "customer", so let's apply those definitions to the question at hand.

2.1 ก่อนอื่น คำ"นักเรียน" หมายถึง ใครสักคนมาที่ dojo 道場 (โรงเรียนหรือสถาบันหรือสถานที่ที่สอนศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่น) มาด้วยตัวเอง มีแรงบันดาลใจ/ดลใจ/จูงใจ ที่จะมาเรียนรู้ให้มากที่สุด เก็บเกี่ยวความรู้ให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งไม่ใช่แต่เรียนแง่มุมศิลปะการป้องกันตัวเท่านั้น แต่ยังเรียนประวัติศาสตร์ เรียนเกี่ยวกับจิตใจ และ การจดจำอีกด้วย First, a "student" is someone who comes to the dojo on his/her own, and is motivated to learn as much as he/she can, not just about the self-defense aspects of the arts, but the historical, spiritual and cognitive aspects, as well.

2.2. นักเรียนมองการฝึกฝนเป็นการลงทุนในระยะยาว ที่เกี่ยวข้องกับ เลือด เหงื่อ น้ำตา และเงินที่ใช้จ่ายไป The student views his/her training as a long-term investment of blood, sweat, tears, time and money, และในที่สุดจะได้พัฒนาตนเอง เป็นคนที่ดีขึ้นในการต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ and eventually developes into a much better person for their trouble.

2.3. นักเรียนยอมรับในบทบาทหน้าที่ของตนเอง ราวกับเป็น กระดานที่ว่างเปล่า They accept their role as a "blank slate", ให้ความเคารพในสิ่งที่ครูอาจารย์อบรมสั่งสอน เพื่อจะได้ปรับตัวได้ดีในการเรียนรู้ศิลปะวิทยาการ respect what the sensei says and adapt very well to the martial arts. :D

3.1. ในทางตรงกันข้าม "ลูกค้่า" หมายถึง ใครสักคนที่คาดหวังบริการจากเงินที่เขาได้จ่ายไป A "customer", on the other hand, is someone who expects a service for his money, โดยไม่คำนึงถึงความเป็นครูเป็นศิษย์ disregards the teacher-student model, ไม่ได้มองเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ศิลปะวิทยาการ มากไปกว่าการใช้สิ่งที่เรียนไปใช้ในลักษณะการเป็นนักเลงอันธพาล sees no greater purpose to the arts other than to perhaps beat people up และทั่วไปแล้วไม่ได้ให้ความเคารพต่อขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม หรือ ไม่มีมิตรภาพความเป็นเพื่อนที่เกิดขึ้นระหว่างการศึกษาเล่าเรียน and generally has no respect for tradition, culture or the camaraderie that develops with the other practitioners. ร้ายกาจนัก :evil: บางครั้งลูกค้าก็กลายเป็นลูกศิษย์ แต่ส่วนใหญ่แล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้ Sometimes a customer becomes a student, but most of the time, they don't. โอเค ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เห็นด้วยกับคุณ Miyagi (จากเรื่อง The Karate Kid (2010))ที่ว่า ไม่มีนักเรียนห่วย นักเรียนแย่ OK, so if these definitions are true, then I agree with Mr. Han, there are no bad "students". แต่ก็อยากจะแย้งว่า ลูกค้า ส่วนมากแล้วแย่มาก ๆ และไม่ว่าจะได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูอาจารย์มากแค่ไหน ก็ไม่มีทางกลายเป็นนักเรียนไปได้ I would also further argue that there are PLENTY of bad "customers", who will not become "students" no matter how much extra TLC their receive from the sensei. การขจัดล้างบาง เป็นวิธีการทางอ้อมในการทำให้ ลูกค้า ไม่อยากมาทำให้สถาบันมืดดำมัวหมอง Kyoshi's idea of a purge seems to me to be the ideal way of indirectly discouraging these "customers" from continuing to darken your doorway.

จ่ายครบ จบแน่ นักเรียน(ลูกศิษย์) กับ ลูกค้า มันก็คงต่างกันตรงนี้ คุณคิดว่า ตัวคุณเองเป็นเช่นไร?

Sunday, September 12, 2010

สถานศึกษาเอกชนปลื้มนักเรียนต่างชาติเพิ่ม 30%

ชี้ข้อได้เปรียบอยู่ที่การบริการและค่าเรียนที่ถูกกว่าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออกเสนอตัวเป็นเจ้าภาพหลักเดินสายโรดโชว์ประชาสัมพันธ์การศึกษาไทยต่อต่างชาติ...
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2553 อาจารย์อุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย (International Schools Association of Thailand – ISAT) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติอยู่รวมประมาณ 35,000 คน เป็นนักเรียนจากทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ซึ่งติดตามผู้ปกครองที่เข้ามาทำงานเป็นผู้บริหารของบริษัทต่างๆในไทย แม้หลังเกิดความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายเป็นกังวลต่อผลกระทบทางลบ แต่ปีนี้กลับมีจำนวนนักเรียนต่างชาติเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึง 30% ทั้งนี้เพราะจุดแข็งและข้อได้เปรียบของประเทศคือ คุณภาพการศึกษาและบริการที่ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองต่างพึงพอใจ ในขณะที่ค่าเล่าเรียนไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ
“นอกจากนั้น กรมส่งเสริมการส่งออก ยังได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ภาคธุรกิจ บริการการศึกษานานาชาติของไทยไปทั่วโลก ทั้งการไปทำ Road Show ในต่างประเทศและการจัดกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดงาน TIEE ซึ่งสมาคมฯ ได้ให้ความร่วมมือในการจัดงานมาตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 12 เนื่องจากเห็นว่างานที่จัดให้ประโยชน์ต่อทั้งสถาบันการศึกษานานาชาติ ผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ สำหรับงานThailand International Education Expo 2010 หรือ TIEE 2010 ซึ่งจะจัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายนนี้ จะมีโรงเรียนในสังกัดของสมาคมฯ เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 55 สถาบัน เช่น โรงเรียนบางกอกพัฒนา โรงเรียน ISB และ Harrow เป็นต้น และจะมีทั้งที่เป็นหลักสูตรอเมริกัน อังกฤษ และหลักสูตรนานาชาติ รวมทั้งโรงเรียนประจำจากทั่วประเทศ”

ขณะเดียวกัน อาจารย์จิตรา จันทรากุล นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ทางสมาคมฯ จะเข้าร่วมงานอย่างเต็มตัว หลังจากที่เข้ามาทดลองในปีที่แล้วด้วยกิจกรรมบางอย่างเช่น การโชว์นวดแผนไทย ทำให้มีจำนวนนักเรียนนักศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สมาคมฯ ขอขอบคุณกรมส่งเสริมการส่งออกที่ให้ความสนับสนุนและช่วยผลักดันในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนช่วยประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางขึ้น โดยการผสมผสานการศึกษากับธุรกิจเชิงพาณิชย์เข้าด้วยกัน สำหรับหลักสูตรยอด นิยมในปัจจุบัน มีหลายหลักสูตรที่ชาวต่างชาตินิยมเข้ามาเรียน เช่น หลักสูตรดำน้ำ มวยไทย สปา เสริมสวย ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำอาหาร รวมทั้งหลักสูตรน้องใหม่ เช่น เพ้นท์เล็บด้วยสีอะคริลิก และหลักสูตรการบิน เป็นต้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553

Friday, September 10, 2010

แห่แจ้งจับ“ครู”บีบแตร“นร.หญิงป.5”

แฉเรื่องแดงเพราะเด็กอายไม่กล้าไปเรียนหนังสือรู้ความจริง แทบช็อกเพื่อนๆ อีก 8 คน ถูกลวนลามแบบเดียวกัน
วันนี้ (10 ก.ย.2553) พ.ต.ท.วิเชียร ใหม่ไชย สวส.สภ.เมืองเชียงราย สอบปากคำเพิ่มเติม นางเมย์และนางมา (นามสมมุติ) มารดาและป้าของ ด.ญ.ฬ (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี นร.ชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงราย หลังเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้พา ด.ญ.ฬ เข้าแจ้งความว่า ถูกครูผู้ชายคนหนึ่งในโรงเรียนกระทำอนาจารด้วยการจับหน้าอก โดยให้การว่าเมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 ก.ย. หลัง ด.ญ.ฬ เลิกเรียน ได้กลับบ้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนก และเล่าให้ฟังว่า ถูกคุณครูคนดังกล่าวลวนลามใช้มือลูบจับบริเวณหน้าอกจนกลัวและอายไม่กล้าไป เรียนหนังสืออีก ต่อมาทั้งป้าและมารดาของเด็กไปสอบถามเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และมีนักเรียนหญิงร่วมชั้นอีกหลายคนถูกคุณครูคนนี้ทำอนาจารในลักษณะเดียวกัน ทั้งตอนเรียนหนังสือหรืออยู่ในที่ลับตาคน ผู้ปกครองจึงปรึกษาหารือกันและรวมตัวกันเข้าแจ้งความที่โรงพัก รวมทั้งสิ้น 9 ราย ให้ดำเนินคดีกับครูจนถึงที่สุด จะได้ไม่ไปทำกับเด็กนักเรียนหญิงคนอื่นๆ อีก

พ.ต.ท. วิเชียร เปิดเผยว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไปแล้ว 4 ราย ซึ่งผู้เสียหายให้การไปในทิศทางเดียวกันหมดว่าถูกครูคนนี้ลวนลามจริง ดังนั้นจะรีบเร่งสอบปากคำให้เสร็จโดยเร็ว สำหรับผู้เสียหายทั้ง 9 ราย คดีมีลักษณะเป็นต่างกรรมต่างวาระ หรือแยกเป็นแต่ละคดี โดยโทษตามกฎหมายที่กำหนดเอาไว้คือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ด้าน ผอ.โรงเรียนดังกล่าว ระบุว่า ได้รับแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากผู้ปกครองแล้ว จึงสุ่มเรียกนร.หญิงชั้นป.5 จำนวน 2 คน มาสอบถาม ก็ยืนยันว่าถูกครูทำลวนลามจริง ตนจึงเรียกครูคนนี้มาสอบถาม ได้รับคำตอบว่าช่วงที่สอนหนังสือ มือและข้อศอกอาจพลาดไปกระทบกับหน้าอกเด็กบ้าง อย่างไรก็ดี ได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้นสังกัด และมีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวไปช่วยราชการที่ สพท.ต้นสังกัดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอยืนยันว่าทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ และรีบจัดการเมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งรู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

ที่มา: ข่าวหน้่า 1 เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน 2553

Tuesday, September 7, 2010

แนะอบรมพ่อแม่แก้ปัญหาเด็กตีกัน

แนะอบรมพ่อแม่แก้ปัญหาเด็กตีกัน

แนะพม.จัดอบรมพ่อแม่เลี้ยงดูลูกถูกวิธีแก้เด็กตีกัน เพิ่มพื้นที่เด็กแสดงออก อย่าใช้อารมณ์-ประชด

วันนี้ (7 ก.ย.2553) นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) กล่าวถึงปัญหาเด็กตีกันว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงรวมถึงเด็กที่สร้างปัญหาจะมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา ซึ่งปัญหาที่มาจากการเลี้ยงดูของครอบครัวนั้นควรแก้ไขโดยนำพ่อแม่ผู้ปกครอง เข้ารับการอบรมการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างถูกวิธี อาจจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีศูนย์พัฒนาครอบครัวกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศเป็นหลักในการอบรม เพราะมาตรการของรัฐในการแก้ปัญหาครอบครัวที่มีถึง 20 ล้านครอบครัวคงไม่ทั่วถึง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องร่วมแก้ปัญหา นอกจากนี้เด็กกลุ่มนี้ยังต้องการแสดงพลังแต่ไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออก ในเชิงสร้างสรรค์ เมื่อเด็กโตแต่ร่างกายแต่ไม่มีวุฒิภาวะจึงเกิดการหล่อหลอมและนำไปสู่การ แสดงออกเชิงลบ

นพ.สุริยเดวกล่าวต่อไปว่า เมื่อเด็กมีพลังก็ควรปลูกฝังเรื่องจิตอาสาเรียนรู้การเป็นผู้ให้ โดยต้องเป็นมาตรการบังคับและทำต่อเนื่อง ไม่ใช่การสร้างภาพ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการต้องคิดนอกกรอบ โดยการเรียนการสอนปีแรกๆ อาจให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่มีปัญหาเรียนรู้มิติเชิงสังคม ให้ออกไปทำกิจกรรมเพื่อผู้ด้อยโอกาส ทำงานกับชุมชน ให้เกิดทักษะการเป็นผู้ให้ และค่อยมาเสริมวิชาการภายหลัง ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถใช้วิชาการที่เรียนรู้กลับไปช่วยเหลือสังคมได้อีก โดยเด็กไม่จำเป็นต้องจบหลักสูตรภายในเวลาที่กำหนด นอกจากนี้จะต้องนำวิถีชีวิตมาเป็นโจทย์ในการเรียนรู้ระหว่างครูและนักเรียน มีพื้นที่ให้เด็กได้ปลดปล่อยอารมณ์ แต่ให้อยู่ในกติกาและขอบเขต รวมทั้งมีเครือข่ายเฝ้าระวังทั้งภายในและนอกสถาบันการศึกษา โดยใช้ระบบครูที่ปรึกษา ร่วมกับพ่อแม่ ชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“ส่วนที่มีการเสนอให้นำเด็กไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือลงโทษเด็กเทียบเท่าผู้ใหญ่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กด้วย ไม่ใช่เสนอบทลงโทษด้วยอารมณ์หรือประชดประชัน เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาอาจจะเกิดปัญหามากยิ่งขึ้น” นพ.สุริยเดวกล่าว

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553
====
ผลวิจัยชี้เด็กตีกันเกิดจากค่านิยม-ศักดิ์ศรี
ผลวิจัยชี้ปัจจัยที่ทำให้วัยรุ่นใช้ความรุนแรงพบว่า 60-80% เกิดจากความคิด ทัศนคติ ค่านิยมความรุนแรง ศักดิ์ศรี

เมื่อ วันที่ 6 ก.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข แถลงภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงปัญหานักเรียนนักเลงในวัยรุ่นไทย โดยเฉพาะสถาบันอาชีวะศึกษาในขณะนี้ว่า ทางกรมสุขภาพจิตได้ทำการวิจัยถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมในการใช้ความ รุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นพบว่าส่วนใหญ่ 60-80% เกิดจาก ความคิด ทัศนคติ ค่านิยมความรุนแรง ศักดิ์ศรี ทั้งนี้ 1.หากมีการดื่มสุรา เสพสารเสพติด จะเพิ่มความเสี่ยงใช้ความรุนแรง 2-20 เท่า 2.ถ้าติดเกมเพิ่มความเสี่ยงใช้ความรุนแรง 3.5 เท่า 3.สื่อที่มีการนำเสนอความรุนแรงอาจทำให้เกิดการเลียนแบบ 2.3 เท่า 4.การใช้ความรุนแรงของผู้ใหญ่ในสังคมอาจทำให้เด็กและวัยรุ่นเลียนแบบ 1.7 เท่า และ5.ครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง เข้มงวดส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง 1.3 เท่า

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขเห็นควรว่า ควรจะมีการส่งเสริมเรื่องความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว ควบคู่กับไอคิว ขณะเดียวกันนอกจากไม้แข็งคือการดำเนินการตามกฎหมาย สถานศึกษาที่ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ความรุนแรงก็ควรมีส่วนรับผิดชอบ ทั้งนี้ควรมีการใช้ไม้อ่อนด้วย โดยกระทรวงสาธารณสุขจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการสร้างสร้าง อีคิวให้แก่เด็ก โดยแนวทางคือ คัดกรองเด็กออกมา จัดหลักสูตรเสริมสร้างอีคิวให้กับกลุ่มเสี่ยง มีโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ทู บี นัมเบอร์ วัน เฟรนด์ คอร์เนอร์ ให้คำปรึกษาวัยรุ่นอายุใกล้เคียงกัน โดยในวันที่ 7 ก.ย. จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในครม.ทางกระทรวงจะเสนอแนวทางช่วยเหลือกระทรวง ศึกษาธิการแก้ไขปัญหานี้ด้วย

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงพฤติกรรมวัยรุ่นมีการก่อเหตุบ่อยครั้งไม่ว่าการปาหิน การใช้เหล็กแป๊บพุ่งใส่รถยนต์ว่า จากการศึกษาเชิงคุณภาพในกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อความรุนแรงปาหิน ทำให้ค้นพบสาเหตุของการก่อเหตุมาจากกลไก 3 ด้าน คือ 1.ความคึกคะนองของวัยรุ่น 2.การเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน และ 3.ความโกรธแค้น การต่อต้านสังคม

“เมื่อศึกษาลงลึกพบว่า การดื่มสุรา เสพยาเสพติด ร่วมด้วยจะยิ่งทำให้วัยรุ่นขาดความยับยั้งชั่งใจ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องความสนใจ โกรธแค้นสังคม ยิ่งผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสนใจ มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดเมื่อมีการก่อเหตุ และสื่อมวลชนนำเสนอข่าวก็จะยิ่งทำให้ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ” นพ.วชิระ กล่าวและว่า สำหรับการแก้ คือ ต้องใช้ไม้แข็งคือมาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง และไม้อ่อน คือ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตามวัย โดยครู่ พ่อแม่ และแพทย์ ต้องมีส่วนช่วยด้วย ขณะเดียวกันกรมสุขภาพจิตจะสื่อสารทำความเข้าใจผ่านโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน หรือผ่านครอบครัว ชุมชน องค์กรต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมรุนแรง

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 06 กันยายน 2553

Monday, September 6, 2010

ควันหลง การลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรมศาสตร์

เรียนทุกท่านที่ผมส่งเมล์ผ่านมานี้

ก่อนอื่นกระผมขออภัยที่รบกวนเวลา แต่การสร้างวัฒนธรรมให้มุ่งสู่ความเป็นธรรม
ต้องใช้เวลารุ่นแล้วรุ่นเล่าถึงกระนั้นก็ยังสำเร็จยาก

เราได้เงินเดือนจากภาษีของประชาชน บุคคลที่ได้รับเกียรติสูงสุดในสังคมนี้กลับ ไม่ใช่คนทำงานเก่ง ไม่ใช่คนทำงานเป็น ไม่ใช่คนที่รู้ปัญหาและวิธีแก้ หากแต่เป็นคนที่จบการศึกษาสูงสุดเป็นดอกเตอร์ลูกมะพร้าว(อาหารหนอน,2551)
รู้อยู่แต่โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ใช้วิเคราะห์สังเคราะห์ในเนื้อในน้ำและจาว หามีน้อยท่านนักที่รอบรู้และมีประสบการณ์ในการปลูกมะพร้าวให้เป็นคุณแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ดีแต่คอยไหลลอยไปแช่เน่าข้าง ๆ รัฐสภาเพื่อเฝ้าหาโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโต ทั้งที่คุณสมบัติไม่มีเมื่อเทียบกับชาวสวนด้วยซ้ำแต่สังคมเห็นว่าท่านสูงส่งเหล่านั้นเป็นคนที่เรียนเก่งจบสูงซึ่งเหนือชาวบ้านธรรมดา ๆ ในสังคม สังคมจึงให้เกียรตืและเฝ้าแหงนมองให้ลูกหลานเอาเยี่ยงอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เริ่มเผยโฉมที่แท้จริงออกมา....โดยเฉพาะระดับบนซึ่งเป็นยอดสามเหลี่ยมมาสลอว์ที่ต้องนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายอัน
ดีงามให้สังคมอยู่รอดได้ให้ประเทศชาติยืนหยัดได้นานเท่าที่การเกิดขึ้นการตั้งอยู่และการดับไปจะเอื้ออำนวยให้ได้แค่ไหน
กระผมติดตามและจ้องดู"ผู้ใหญ่มาโดยตลอด...ผู้ใหญ่จริงก็มีผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กก็มีขอให้จบดอกเตอร์เป็นใช้ได้" ประชาชนศรัทธาเพราะการศึกษาท่านสูงสุด สังคมให้ความเคารพนับถือมากมายในเปลือกนอก แต่น้ำใจที่จะรักษาลูกหลานเป็นที่ปรึกษาให้นักศึกษาอย่างจริงจังสอนสั่งให้เขาช่วยรักษาบ้านเมืองสืบแทนต่อไปแทบจะหาน้อยมาก ซึ่งส่วนน้อยนี้พูดไปเสนอไปมีหรือ"พวกดอกเตอร์ลูกมะพร้าวเขาจะฟังเพราะเขาเก่งคับบ้านคับเมืองคับลูกมะพร้าวจะออกมาก็ไม่เป็นยังต้องอาศัยชาวบ้านผ่าออกถึงออกได้..แต่เนื้อก็ยังยึดติดอยู่ดี " อุปมาอุปมัยนี้เป็นเพียงอุทาหรณ์สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่เป็นอยู่เช่นนี้มีหรือสังคมเราจะป่วนหนักขนาดนี้ แล้วใครจะรับผิดชอบต่อไปถ้าไม่ใช่พวกเราต้องช่วยกันดึงเอาความจริงออกมาพูดกันไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี อาศัยดอกเตอร์พูดมีน้ำหนักกว่าแล้วพรรคพวกก็แห่ตามกัน ผู้มีปัญญาย่อมสืบค้นหาความจริง ตามหลักกามสูตร ด้วยการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงหลงจมกับทฤษฏีที่ท่านเหล่านั้นเฝ้าบูชาอยู่

ขออภัยอย่างยิ่งที่รบกวนเวลาทุกท่าน แต่ก็ยังคิดเสมอว่าน่าจะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่ทุกท่านคงมีส่วนร่วม
และต้องร่วมบนเส้นทางที่ถูกต้องด้วยศีลธรรมคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้นถึงจะก้าวเข้าสู่ความเป็นธรรมภิบาลได้

ด้วยความเคารพทุกท่านนับถืออย่าง
จากผู้ที่รอมะพร้าวคืนกลับเข้าครัวเข้าสวน(อยู่นอกครัวนอกสวนจะเกิดประโยชน์ได้อย่างไร)

ที่มา: forwarded mail ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

==ส่วนที่ 2==
ควันหลง การลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรมศาสตร์
โดย Public Intellectual

ไม่เคยมีการลงคะแนนสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองครั้ง ใดอีกแล้วในสายธารประวัติศาสตร์ 76 ปีของมหาวิทยาลัยแห่งปวงชนที่จะฉาวโฉ่เท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดวัน พุธที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

เพราะเหตุใดจึงฉาวโฉ่พอกับการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัย

ประการแรก ก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งราว 1 สัปดาห์ มีใบปลิวโจมตีคู่แข่งในการสรรหาอย่างสกปรกที่สุด โดยวางไว้ทุกคณะอย่างโจ๋งครึ่มราวกับได้รับฉันทานุมัติจากผู้เป็นใหญ่ของคณะ คือ คณบดี

ผู้เขียนเองพอเห็นใบปลิว ก็ถึงกับผงะ เพราะนึกไม่ถึงว่าการเมืองในระดับครูบาอาจารย์ของปัญญาชนในรั้ว ของมหาวิทยาลัยอันดับแรกๆ ของประเทศจะเลียนแบบการเมืองระดับประเทศได้อย่างงดงามถึงเพียงนี้

ประการที่สอง ในวันเลือกตั้ง ก็มีปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การสรรหาอธิการบดีของ มธ.อันยาวนานมาถึง 76 ปี กล่าวคือ มีอาจารย์ท่านหนึ่งจากคณะศิลปศาสตร์ตัดสินใจฉีกบัตรลงคะแนนสรรหาออกเป็น เสี่ยงๆ เพื่อคัดค้านการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ การใช้ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูในการเลือกตั้งโดยไม่สนใจเสียงของประชาคมเลย ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าคะแนนเสียงจะออกมาเช่นไร ก็จะไปจบสมบูรณ์แบบที่สภา ซึ่งจะเป็นผู้ที่ชี้ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง

ประการที่สาม ในวันเลือกตั้ง มีบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันที่แฉให้เห็นการใช้อำนาจบาตร ใหญ่ของสภามหาวิทยาลัยซึ่งแทนที่จะมีหน้าที่ "กรอง" และคัดสรรบุคคลโดยอิงคะแนนเสียงส่วนมากการเลือกตั้งจากหน่วยงานภายใน มหาวิทยาลัยเป็นหลัก

ตรงกันข้าม สภาได้ทำหน้าที่ "กลับ" คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งนั้นเสีย เช่น วิทยาลัยนวัตกรรมของ มธ. ผู้อำนวยการคนใหม่ได้คะแนนเสียงเพียง 1 เสียง ขณะที่คู่แข่งขันอีกคนหนึ่งได้คะแนนถึง 84 เสียง

สถาบันประมวลผลและข้อมูล (สปข.) ได้ผู้อำนวยการคนใหม่ที่มีคะแนนเลือกตั้งจากลูกหม้อในหน่วยงานเพียง 1 เสียง ขณะที่อาจารย์อีกท่านหนึ่งได้ถึง 37 เสียง

และขณะที่ท่านอาจารย์ ผอ.คนใหม่แสดงวิสัยทัศน์ของ สปข. ลูกหม้อทั้งห้องประชุมตัดสินใจวอล์กเอ๊าต์ออกจากที่ประชุมทั้งหมด

ใช่แต่เท่านั้นคณบดีของคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน กับคณบดีของคณะศิลปศาสตร์ เมื่อ 3 ปีที่แล้วและล่าสุดนี้ก็หาใช่ผู้ที่ชนะทั้งสาย อาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษาไม่ หากเป็นคนที่ไม่ชนะแม้แต่สายเดียวของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

แล้วเช่นนี้ การลงคะแนนเสียงสรรหาจะมีความหมายอะไรนอกจากการผลาญงบประมาณแผ่นดินเพียง เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนและภาพลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย เท่านั้น

เพราะถึงที่สุดแล้ว ใครที่สามารถล็อบบี้สภาให้เห็นคล้อยมาทางตนเองได้ ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับการชูมือชนะโดยไม่สนใจไยดีต่อเสียงสวรรค์ของลูกหม้อ ของหน่วยงาน ของประชาคมในมหาวิทยาลัยเลย

จากข้อมูลที่ได้รับมาข้างต้นทั้งหมด ผู้เขียนจึงเลือกสุ่ม (Randomize) เข้าไปหาข้อมูลในวันลงคะแนนสรรหาอธิการบดีของคณะหนึ่งใน มธ.ศูนย์รังสิต ซึ่งถ้าพิจารณาจากสิทธิในการออกเสียงทั้งหมดจะพบว่า ในสายเจ้าหน้าที่มี 107 เสียง ในสายอาจารย์มี 172 เสียง ในสายอาจารย์ชาวต่างประเทศ 16 เสียง รวมความแล้วมีถึง 295 เสียงที่สามารถมาใช้สิทธิได้

แต่จากการนับคะแนนเสียงทั้งหมด ปรากฏว่า มีเพียง 100 คนเท่านั้นที่มาใช้สิทธิ ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากยอดรวมทั้งหมด

และที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านี้ก็คือมีจำนวนถึง 16% ของ 101 ท่านที่มาลงคะแนนและตัดสินใจทำบัตรลงคะแนนเสียงสรรหาให้เสียไป เท่ากับว่า เหลือบัตรที่สามารถใช้นับคะแนนได้เพียง 85 ใบเท่านั้น

เหตุผลที่ปรากฏบนบัตรเสียเหล่านั้นได้แก่

- ให้สภาเลือกเองไปเลย

- มาใช้สิทธิโดยไม่ประสงค์เลือกผู้ใดดำรงตำแหน่งอธิการบดี

- ตามใจสภาครับ

- เว้นว่าง ไม่เติมข้อความใดๆ

- ไม่ประสงค์จะเสนอชื่อ

- เว้นว่างที่ชื่อ นามสกุลทั้งของผู้ใช้สิทธิ และชื่อของอธิการบดี

เพียงเท่านี้จากการสุ่มตัวอย่างข้อมูลเพียง 1 คณะ ก็พอจะหยั่งท่าทีของประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองว่า พวกเขาเอือมระอากับระบบการบริหารระบบการเลือกตั้งในมหาวิทยาลัยเพียงไร

ผู้เขียนได้ไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกับศิษย์เก่า มธ.ท่านหนึ่งที่สำเร็จจากคณะนิติศาสตร์ รั้วเหลืองแดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ในวันหนึ่ง ท่านนั้นถึงกับเอ่ยหลังจากที่ได้วิสาสาปรมาญาติกับผู้เขียนบทความนี้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในรั้วของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ.2515-2519 อันเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในบ้านเมืองถึง 2 เหตุการณ์คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519

ท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นถึงกับถอนใจ หน้าถอดสี และออกอาการปลงด้วยความเสียใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในรั้วแดงกำแพงเหลือง มหาวิทยาลัยที่เคยได้ชื่อว่า เป็นแม่แบบ เป็นผู้นำ เป็นตัวอย่างที่ดีงาม สูงส่งของการเมืองระดับประเทศในอดีตกาลนานโพ้น

ปัจจุบันนี้ ธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปมากในลักษณาการที่ว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็ยิ่งห่างไกลจากจิตวิญญาณธรรมศาสตร์และการเมืองที่มุ่งให้การศึกษาที่เป็น ธรรมมุ่งเป็นบ่อน้ำที่บำบัดความกระหายใคร่รู้ของราษฎรไทยทุกขณะ

เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลายรวมทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจงอย่าได้แปลกใจ ตกใจ เสียใจ ช็อคเมื่อเห็นกำลังทหารมาตั้งแคมป์ใน ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม ในปีนี้ ในช่วงที่มีม็อบสีแดงเต็มพื้นที่ราชดำเนิน

เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองวันนี้มิใช่มหาวิทยาลัยของปวง ชน มหาวิทยาลัยที่เป็นเสมือนหนึ่งหัวหอกการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนเฉกเช่นใน อดีตกาลเพียงไม่ถึง 4 ทศวรรษที่แล้วอีกต่อไปแล้ว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในวันนี้เหลือเพียงแต่ชื่อเสียงอัน งดงามในอดีตกาลเท่านั้น แม้การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ม.ธรรมศาสตร์ยังหลุดจาก 500 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลกไปแล้ว

ฤๅมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองตาย...แล้วจากจิตวิญญาณดั้งเดิม ที่ท่านผู้ประศาสน์การ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้อุตสาหะลงทุนลงแรงปลูกสร้างขึ้นไว้ให้เป็นสาธารณประโยชน์ต่อบ้านเมืองไทย เพียงเพราะผู้บริหารบางคนฝักใฝ่แสวงหาอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนจาก ผู้ทรงเกียรติภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ได้รับเทียบเชิญให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ในสภาอันทรงเกียรติเพื่อสืบทอดระบอบอุปถัมภ์ให้ยั่งยืนยาวนานตราบกัลปาวสาน

อนิจจา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองของประชามหาชนคนไทย เจ้าก็หนีไม่พ้นกฎธรรมชาติแห่งพระพุทธศาสนาที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

สโลแกนต่อไปนี้ก็จะเป็นสโลแกนดาดๆ ที่ไร้ความหมายใดๆ ในเชิงวาทกรรมอีกแล้ว อาทิ

"หากขาดโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม"

"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"

ที่มา: ข่าวการศึกษา มติชนออนไลน์ วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2553
====

:: กรรมการสภามหาวิทบาลับธรรมศาสตร์ เหม็นฉาวโฉ่ว ไม่เคยรับผิดชอบต่อความฉิบหายที่ได้ทำไว้ในการเลือกผู้บริหารแต่ละหน่วยงาน มีแต่การเล่นเส้นเล่นสาย ที่เขียนไว้ในหัวข้อ"ควันหลง" ไม่ผิืดเลย แม้แต่นายกสภาฯ ก็ไม่ได้วางตัวเป็นกลางอย่างสมบูรณ์แบบ แต่คอยเลียแข้งขาผู้บริหาร กลัีวจะไม่ได้อยู่วาระสี่วาระห้าหรือไงอ่ะ

===
มธ.โต้ดุสรรหาอธิการบดีไม่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ซัดPublic Intellectualมั่วให้ร้าย จิตใจคับแคบ

มธ.โต้ดุสรรหาอธิการบดีไม่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ซัดPublic Intellectual มั่วให้ร้าย จิตใจคับแคบ

รองศาสตราจารย์ ดร.อุดม  รัฐอมฤต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ท่าพระจันทร์ปฏิบัติราชการแทอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)ทำหนังสือ ชี้แจง"มติชน"กรณีที่มีผู้ใช้นามแฝงว่า “Public Intellectual”เขียนบทความเรื่อง“ควันหลงการลงคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดีธรรม ศาสตร์”ลงในหนังสือมติชนรายวัน วันที่ 2 กันยายน 2553 วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสรรหาอธิการบดี มธ.ว่า ไม่เป็นโปร่งใสและสภามหาวิทยาลัยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จว่า เป็น การแสดงข้อเขียนในลักษณะเหมารวมให้ร้ายสภามหาวิทยาลัย ดูแคลนความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หลายท่านที่คนธรรมศาสตร์เคารพนับถือ มีจิตใจคับแคบ ไม่สมกับการเป็นคนธรรมศาสตร์เป็นอย่างยิ่งโดยมีรายละเอียดดังนี้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตรวจสอบข้อความตามที่ผู้เขียนกล่าวถึงแล้ว เห็นว่าการให้ข้อมูลและความเห็นในข้อเขียนดังกล่าว อาจทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดในกระบวนการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จึงใคร่ขอให้ข้อมูลบางประการเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1.ในการได้มาซึ่งผู้บริหารระดับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้เป็นเรื่องของการ “สรรหา” ไม่ใช่การ “เลือกตั้ง” และในขั้นตอนการสรรหาที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดไว้นั้นจะมีหลายขั้นตอน ซึ่งการเสนอชื่อผู้เหมาะสมของประชาคมเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องดำเนินการพิจารณากลั่นกรอง เพื่อให้ได้ผู้เหมาะสมเสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณา

อย่างไรก็ดี การกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยจัดให้บุคคลในสังกัดหย่อนบัตรเสนอชื่อเพื่อรวบรวมความคิดเห็น เสนอต่อคณะกรรมการสรรหา ก่อนที่จะมีการลงความเห็นว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อคนใดมีความเหมาะสมอาจ เป็นเหตุให้ผู้เขียนบทความดังกล่าวแสดงทัศนะด้วยความเข้าใจผิด โดยคิดไปว่าการได้มาซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นการเมืองในระบบเลือกตั้ง และคะแนนนิยมของคนในประชาคมเท่านั้นที่ชี้ขาดผู้ที่เหมาะสม

ในขณะที่สภามหาวิทยาลัยได้พยายามทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยว ข้องตลอดมาว่า ผลการเสนอชื่อบุคคลเป็นตัวชี้วัดความเหมาะสมประการหนึ่ง คณะกรรมการสรรหาและสภามหาวิทยาลัยยังต้องพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสม ประการอื่นของผู้ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วย

2.การกลั่นกรองบุคคลที่เหมาะสมจะได้รับการ แต่งตั้งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้น มิได้ดำเนินการด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของสภามหาวิทยาลัยเพียงองค์กรเดียวดังที่ ข้อเขียนดังกล่าวพยายามทำให้เข้าใจไปเช่นนั้น หากแต่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากคณะกรรมการสรรหาที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง จากบุคคลฝ่ายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาที่ผ่านการเลือกตั้งของประชาคมนั้นเอง

คณะกรรมการสรรหาจึงเป็นผู้ที่จะต้องพิจารณากลั่นกรองและลงความเห็น ชั้นต้นในทุกด้าน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการเป็นที่ยอมรับของประชาคมจากผลการเสนอชื่อ ตลอดจนความรู้ความสามารถ และความเหมาะสมในด้านอื่น ๆ ที่ผู้รับการเสนอชื่อให้ข้อมูลหรือแสดงวิสัยทัศน์ให้ปรากฏต่อคณะกรรมการ สรรหา ซึ่งในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาไม่อาจตัดสินใจว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใดเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเพียงคนเดียว จึงจะเสนอรายงานพร้อมรายชื่อบุคคลที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาเสนอให้สภา มหาวิทยาลัยพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง และไม่ว่า คณะกรรมการสรรหาจะเสนอรายชื่อผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเพียงชื่อเดียว หรือมากกว่า สภามหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก มหาวิทยาลัย ผู้แทนผู้บริหาร ผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนข้าราชการ รวมทั้งประธานสภาอาจารย์ รวมทั้งสิ้น 34 คน จะทำหน้าที่รับฟังรายงานของคณะกรรมการสรรหาและตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎ ระเบียบ และความเหมาะสมด้านอื่นๆ

ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งบุคคลใด บุคคลนั้นจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งหมด เว้นแต่ไม่อาจมีเสียงข้างมากเช่นนั้นได้ ผู้ได้รับคะแนนเสียงข้างมากในผู้เหมาะสมสองลำดับแรกในการลงคะแนนรอบสองจะ เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง

3.ในส่วนที่ข้อเขียนดังกล่าวให้ข้อมูลว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยมีมติแต่งตั้งผู้ได้รับคะแนนเสียงเพียง 1 เสียงจากผู้เสนอชื่อ ในการสรรหาผู้บริหารวิทยาลัยนวัตกรรม และผู้บริหารสถาบันประมวลข้อมูลเพื่อการศึกษาและการพัฒนา หรือแต่งตั้งคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และคณบดีคณะศิลปศาสตร์ จากผู้ที่ไม่ได้รับคะแนนเสนอชื่อมากที่สุดในสายอาจารย์ สายข้าราชการ หรือสายนักศึกษา โดยไม่ให้ความสำคัญกับการเสนอชื่อของประชาคมในมหาวิทยาลัยนั้น

มหาวิทยาลัยเห็นว่า ข้อเขียนดังกล่าวให้ข้อมูลเพียงบางส่วนที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่าการให้บุคคลในประชาคมเสนอชื่อนั้นเป็นเพียง ขั้นตอนหนึ่งในอีกหลายขั้นตอนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ ข้อมูลรายละเอียดที่ครบถ้วนรอบด้านเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยพิจารณาในขั้นสุด ท้าย

อนึ่ง มีข้อพิจารณาว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในแต่ละชุดซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปีได้ทำหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยตามรายงานผลการพิจารณา กลั่นกรองของคณะกรรมการสรรหาตามระเบียบข้อบังคับตามปกติ ในหลายกรณีสอดคล้องกับการเสนอชื่อในกระบวนการสรรหาครั้งนั้นๆ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มิได้มีปัญหาข้อโต้แย้งอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยตระหนักดีว่า การบริหารมหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับระบบงานราชการตามสายบังคับบัญชาที่ผู้ บริหารต้องผูกพันรับผิดชอบต่อแผนงานและเป้าหมายที่ตนนำเสนอ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงระบบธรรมาภิบาลในองค์กรเพื่อสร้างความร่วมมือในการทำ งานร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับบุคลากร นักศึกษาในประชาคม รวมถึงศิษย์เก่า

ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงเป็นภารกิจที่ สภามหาวิทยาลัยให้ความสำคัญทั้งในเรื่องความถูกต้องชอบธรรมตามหลักกฎหมายและ ความเหมาะสมตามสภาพความเป็นจริงในแต่ละกรณี

การแสดงข้อเขียนในลักษณะเหมารวมให้ร้ายสภา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า มีการล็อบบี้ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยคล้อยตามความเห็นที่ขัดแย้งกับเสียง ของประชาคมได้จึงเป็นการกล่าวหาที่ดูแคลนความรับผิดชอบของผู้ใหญ่หลายท่าน ที่คนธรรมศาสตร์เคารพนับถือ และหากผู้เขียนเป็นบุคลากรในประชาคมธรรมศาสตร์ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะจัดอยู่ในพวกที่มีจิตใจคับแคบ ไม่สมกับการเป็นคนธรรมศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ชื่อว่าเป็นดินแดน แห่งเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างย่อมเป็นเรื่องปกติ หากการวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความจริง คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม โดยไม่มีประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะองค์กรบริการสาธารณะของรัฐ ถือเป็นหน้าที่ที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อแสวงหาแนวทางในการพัฒนางานของมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา: มติชนออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2553

Thursday, September 2, 2010

กรมคุกเปิด ป.โท ในเรือนจำแห่งแรก

กรมราชทัณฑ์ ร่วมกับ ม.มหาสารคาม ม.ราชภัฎมหาสารคาม วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม และเทศบาลเมืองมหาสารคาม เปิดการสอนปริญญาโทในเรือนจำ โดยมี นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายนิพันธ์ ชลวิทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายกฤษณ์ วงษ์เวช ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม รศ.ดร.สมเจตตน์ ภูศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นายยิ่งยศ อุดรพิมพ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม นายวัลลภ วรรณปะเถาว์ รองนายกเทศบาลเมืองมหาสารคาม และ นายสมใจ เชาว์พานิช ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกัน ในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังเรือนจำ จ.มหาสารคาม กรมราชทัณฑ์ ณ โรงแรมตักสิลามหาสารคาม

การเปิดปริญญาโทในเรือนจำครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกระดับความรู้ และเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาความเข้าใจให้แก่ผู้ต้องขัง และบุคคลากรกรมราชทัณฑ์ ให้มีเจตคติที่ดีต่อการยกระดับการศึกษา เป็นผู้มีความรับผิดชอบ เป็นคนเก่ง คนดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการศึกษาให้กับผู้ต้องขังถึงระดับปริญญาโท ตามพระราชดำริ และพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นการสนองต่อนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ในการจัดตั้งศูนย์นำร่องการศึกษา และการเรียนรู้ของผู้ต้องขัง (Live and learn Prison : LLP) ในเรือนจำ จ.มหาสารคาม ซึ่งถือเป็นการเปิดปริญญาโทในเรือนจำเป็นแห่งแรก

นายชาติชาย สุทธิกรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า จ.มหาสารคาม ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีนักศึกษาเข้ามาศึกษาในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ที่ผ่านมาเรือนจำประจำ จ.มหาสารคาม ได้มีการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ ม.มหาสารคาม ซึ่งในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 4 โดยมีนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ 28 คน ซึ่งจะผลิตบัณฑิตออกสู่สังคมได้เป็นรุ่นแรกในปี 2554 ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ได้มีนโยบายที่จะขยายการศึกษาให้สูงขึ้น จึงได้พิจารณาให้เรือนจำ จ.มหาสารคาม เป็นศูนย์กลางในการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทเป็นแห่งแรกของกรม ราชทัณฑ์ ซึ่งในระดับปริญญาโทนี้ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง ม.ราชภัฎมหาสารคาม และ ม.มหาสารคาม จะดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศาสตร์ และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต นอกจากนั้น วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม จะเปิดการศึกษาในระดับ ปวช. แผนกช่างก่อสร้างอีกด้วย

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีเทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมด้านการฝึกวิชาชีพก่อนพ้นโทษ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีวิชาชีพติดตัวไปหลังพ้นโทษ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ โดยมีวิชาชีพติดตัวไปประกอบอาชีพสุจริต ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน และอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วไป

ด้าน ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการดีฝ่ายพัฒนานิสิต ม.มหาสารคาม กล่าวว่า ม.มหาสารคาม ตระหนักดีว่า การขยายโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะผู้ต้องขังให้ได้ศึกษาต่อ หรือเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง และสังคม จะเป็นการเสริมสร้าง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาของบุคคล เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพ และดำเนินชีวิตในสังคมได้ โดยทาง ม.มหาสารคาม ได้เปิดหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังให้ดีขึ้น และเพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาสในการในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ใช้เวลาที่สูญเสียไปในเรือนจำให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีกหลังพ้นโทษ

ที่มา: กรมคุกเปิด ป.โท ในเรือนจำแห่งแรก เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2553

อาจารย์ดีเด่น พ.ศ. 2552

ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ดีเด่น 2552 ทุกท่าน

อาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2552
- สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ
จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รองศาสตราจารย์วิลาวัณย์ เสนารัตน์
จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

- สาขาสังคมศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่
จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

- สาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.วยุพา ทศศะ
จาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

อาจารย์ดีเด่นของ ปอมท. พ.ศ.2552
- สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ
จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

- สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร.สุเทพ สวนใต้
จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ศาสตราจารย์ ดร. วุฒิชัย ธนาพงศธร
จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รองศาสตราจาร์ ดร.บรรจบ ศรีภา
จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

- สาขาสังคมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.เศกสรรค์ ยงวณิชย์
จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

- สาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธ์
จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่มา: รายงานจากที่ประชุมประธานสภาอาจารย์แห่งประเทศไทย (ปอมท.) 2553

Wednesday, July 22, 2009

ศิษย์ดี ศิษย์แย่ ครูดี ครูห่วย


คนเราก็มีกันอยู่หลายชนิด หลากประเภท ทั้งดี ทั้งไม่ดี ปะปนกัน

1. ว่าด้วยศิษย์ดี + ครูดี

ศิษย์รู้ เพราะครูดี
ศิษย์ดี เพราะครูประเสริฐ
ศิษย์เป็นเลิศ เพราะ "ยอดครู”
ศิษย์น้อมกราบ วันทา "ครู ”

2. ว่าด้วยศิษย์แย่

ความโฉดเขลา เร้าจิต เป็นริษยา จึ่งวาจา ดูหมิ่น ต่างถิ่นฐาน
ส่อสถุล ถ่อยแท้ แปรประจาน ครูอาจารย์ ตกต่ำ ด้วยคำมัน
วิปริต ศิษย์อุบาทว์ ชาติช่างทราม กล้าเหยียดหยาม ครูบา อาจารย์ท่าน
อย่าสะเออะ มาวิจารณ์ ความรู้กัน ใช่เรื่องปั้น เรื่องแต่ง แข่งถ่มถุย

3. ว่าด้วยครูดี
ครูคือ.. แสงทองส่องชีวิต ครูคือ...ดวงจิตอันสูงค่า
ครูคือ.. ผู้ที่ให้วิชา ครูคือ...ผู้ที่พาเราก้าวไกล
ครูคือ..ยานวิเศษลำไม่น้อย ครูคือ..ผู้ที่คอยเอาใจใส่
ครูคือ..หลักนำประจำใจ ครูคือ..หลักชัยของชีวิต

4. ว่าด้วยครูห่วย ลักษณะของครู

๑. ครูมาสาย คติประจำใจ คือ
สอนน้อยหน่อย สายมากหน่อย อร่อยกำลังเหมาะ

๒. ครูค้าขาย คติประจำใจ คือ
ครูที่มีความเพียร ต้องทำโรงเรียนให้เป็นตลาด ครูที่มีความสามารถ ต้องทำตลาดให้เป็นโรงเรียน

๓. ครูคุณนาย คติประจำใจ คือ
อยู่อย่างคุณนาย สบายทุกอย่าง หนทางสะดวก พรรคมากมี

๔. ครูสุราบาล คติประจำใจ
ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์เกียจคร้าน อังคารหยุด พุธลา พฤหัสมาก้มหน้าไม่สู้คน

๕. ครูเกียจคร้าน คติประจำใจ
สอนมั่ง ไม่สอนมั่ง สตางค์เท่าเดิม

๖. ครูหัวโบราณ คติประจำใจ
คิดเป็นก็คิดไป แก้ปัญหาเป็นก็แก้ปัญหาไป แต่ฉันจะสอนอย่างไร ใครอย่ามายุ่งกับฉัน

๗. ครูปากม้า คติประจำใจ
นินทาวันละมาก ๆ ปากผ่องใส

๘. ครูหน้าใหญ่ คติประจำใจ
ใหญ่ที่โรงเรียน ไปเป็นเสมียนที่อำเภอ เห่อเจ้านายได้สองขั้น

๙.ครูไร้อาย (คือ ครูดี)
ทำงานไม่เกี่ยงงอน สอนเต็มหลักสูตรอย่างเคร่งครัด

คุณเป็นคนประเภทไหนเอ่ย ดี แย่ ห่วย ดี


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ปฏิรูปการศึกษาล้มเหลว
ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ.2552
http://www.thairath.co.th/content/edu/33751
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ระบุครูเน้นสอนให้เด็กคิดไปทางเดียวกับตัวเองหาคิดนอกกรอบถือว่าผิดทันที เผยเด็กเบื่อการเรียนเพราะครูสอนน่าเบื่อ ไร้ชีวิตและแรงบันดาลใจ

วันนี้ (17 ก.ย.) น.ส.พัฒนา ชัชพงศ์ อาจารย์สาขาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) กล่าวถึงสาเหตุท่ีการปฏิรูปการศึกษาไทยไม่ประสบความสำเร็จว่า ครูไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา ไม่มีวิธีการที่แน่นอนในการสอน ยังสอนแบบง่ายๆ คือ สอนให้เด็กท่องจำ เรียนแบบท่องจำทั้งไม่สามารถจะจำได้นานเพราะไม่มีหลัก ไม่ได้สอนทักษะวิธีการคิดให้เด็ก ทำให้เด็กไทยนอกจากขาดการฝึกคิดแล้ว ยังขาดความเข้าใจ ขาดการสรุปวิเคราะห์ สังเคราะห์ สิ่งเหล่านี้ครูต้องฝึกและเปิดโอกาสให้เด็กการทำกิจกรรม โดยสิ่งต่างๆเหล่านี้จะต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน เด็กถึงจะคิดได้เก่งและรู้จักคิดอย่างหลากหลาย

อาจารย์สาขาปฐมวัย มศว. กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ครูยังติดกรอบเดิมคิดได้ทางเดียว หากเด็กคิดต่างไปจากครูจะผิดทันที เมื่อครูยังติดกรอบเด็กไทยก็ไม่กล้าคิดอะไรที่แตกต่างจากที่ครูสอนหรือครู บอก ครูต้องรู้จักเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด โดยทำได้ไม่ยาก ขอให้นำเนื้อหาที่ตัวเองสอนมาเป็นจุดตั้งต้น และต้องบอกตัวเองให้ได้ว่าคำตอบที่เด็กตอบต้องหลากหลาย การที่ครูยังยึดกรอบเดิมสอนแบบเดียววิธีการเดียวกับเด็กทั้งชั้นเรียน เพราะครูไม่อยากเหนื่อย การสอนโดยเปิดโอกาสให้เด็กคิดได้หลากหลายครูจะเหนื่อยมาก

“แม้การ ปฏิรูปการศึกษาที่พยายามเน้นให้ครูสอนโดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง แต่ยังทำไม่ได้เพราะครูยังเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ครูไทยยังไม่ยอมรับความต่างของเด็ก แม้จะเน้นการให้เด็กเป็นศูนย์กลางแต่ครูก็ยังรวบอำนาจและสอนอยู่ฝ่ายเดียว ใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้เด็กคิดน้อยมาก เด็กไทยจำนวนมากเบื่อหน่ายการเรียนเพราะมีครูที่สอนน่าเบื่อ ไร้ชีวิตชีวา ไม่มีพลังการเรียนรู้ และไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก”น.ส.พัฒนา กล่าว