Showing posts with label โรคสมอง. Show all posts
Showing posts with label โรคสมอง. Show all posts

Tuesday, July 30, 2013

โรคปวดศีรษะจากความเครียด

~~~โรคปวดศีรษะจากความเครียด~~~

โดย นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 336 เมษายน 2550 หน้า 28-31

โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ มักจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่อง นานเป็นวันๆ จนถึงเป็นสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างคงที่ ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรกๆ ที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็นๆ หาย ๆ เรื้อรัง

ชื่อภาษาไทย โรคปวดศีรษะจากความเครียด โรคปวดศีรษะแบบตึงเครียด

ชื่อภาษาอังกฤษ Tension-type headache (TTH), Tension headache, Muscle contraction headache, Psychogenic headache

สาเหตุ
อาการปวดศีรษะของผู้ป่วยโรคนี้เป็นผลมาจากมีการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้าซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและกลไกของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจากมีสิ่งเร้ากระตุ้นที่กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณรอบกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทขึ้นตรงประสาทส่วนกลาง (อาจเป็นบางส่วนของไขสันหลัง หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ที่เลี้ยงบริเวณศีรษะและใบหน้า) แล้วส่งผลกลับมาที่กล้ามเนื้อรอบกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าว รวมทั้งอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี (เช่น เอนดอร์ฟินซีโรโทนิน) ในเนื้อเยื่อดังกล่าว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ

ส่วนใหญ่ มักพบว่ามีสาเหตุกระตุ้น ได้แก่ ความเครียด หิวข้าวหรือกินข้าวผิดเวลา อดนอน ตาล้าตาเพลีย(จากใช้สายตามากเกินไป)

นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีโรควิตกกังวลซึมเศร้า ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือการปรับตัว บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคปวดศีรษะไมเกรน

อาการ
ลักษณะเฉพาะของโรคนี้คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ หรือท้ายทอยทั้ง 2 ข้าง หรือทั่วศีรษะ หรือปวดรอบศีรษะคล้ายเข็มขัดรัด ต่อเนื่องกันนานครั้งละ 30 นาทีถึง 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มักจะปวดนานเกิน 24 ชั่วโมง บางคนอาจปวดนานติดต่อกันทุกวันเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นแรมเดือนโดยที่อาการปวดจะเป็นอย่างคงที่ ไม่ปวดรุนแรงขึ้นจากวันแรกๆ ที่เริ่มเป็น ส่วนมากจะเป็นการปวดตื้อๆ หนักๆ พอรำคาญหรือรู้สึกไม่สุขสบาย ส่วนมากที่อาจปวดรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวัน

ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ ไม่เป็นหวัด ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่าตาลาย และไม่ปวดมากขึ้นเมื่อถูกแสง เสียง กลิ่น หรือมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย

อาการปวดศีรษะอาจเริ่มเป็นตั้งแต่หลังตื่นนอนหรือในช่วงเช้าๆ บางคนอาจเริ่มปวดตอนบ่ายๆ เย็นๆ หรือหลังจากได้คร่ำเคร่งกับงานมากหรือขณะหิวข้าว หรือมีเรื่องคิดมาก วิตกกังวล มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับ

การแยกโรค

อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวันๆ ขึ้นไปควรแยกออกจากสาเหตุอื่น เช่น

1. ไมเกรน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับข้างเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน 2 ข้าง) คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า นาน 4-72 ชั่วโมง มันจะเป็นๆ หายๆ ทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ มักจะเกิดจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย

2. เนื้องอกสมอง
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆ ก็ทุเลาไป ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวันอาการดังกล่าว จะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนผู้ป่วยต้องสะดุ้ง ตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกปวด และจะปวดนานขึ้นทุกวันจนในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา ในระยะต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม

3.โรคทางสมองอื่นๆ
เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย

4.ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่างรุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวดจะมีสิ่งรบกวน ตาแดงๆ ตรงบริเวณตาขาว (รอบๆ ตาดำ) อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวันๆ ซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้จากลักษณะอาการ และประวัติเกี่ยวกับความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ การคร่ำเคร่งกับงาน

นอกจากมีอาการไม่ชัดเจนและสงสัยเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง จึงจะส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ผู้ป่วยและญาติจึงควรบอกเล่าประวัติ และอาการเจ็บป่วยอย่างละเอียด เช่น ปัญหาครอบครัว (สามีมีภรรยาน้อย เล่นการพนัน การทะเลาะกัน) ปัญหาการงาน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ถูกต้องและไม่หลงไปส่งตรวจพิเศษให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

การดูแลตนเอง
เมื่อมีอาการปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ควรกินยาพาราเซตามอลบรรเทา 1-2 เม็ด นั่งพักนอนพัก ใช้นิ้วบีบนวด
ควรไปปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

• มีอาการปวดรุนแรง หรืออาเจียนรุนแรง
• มีอาการปวดมากตอนเช้ามืด จนสะดุ้งตื่น หรือปวดแรงขึ้นและนานขึ้นทุกวัน
• มีอาการเดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือชักกระตุก
• มีอาการตาพร่ามัว และตาแดงร่วมด้วย
• มีอาการปวดศีรษะหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ
• ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น
• มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะรักษาตนเอง

การรักษา
แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ยาบรรเทาปวดร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อหรือยากล่อมประสาท

ถ้าพบว่ามีโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าร่วมด้วย ก็จะให้การรักษาภาวะเหล่านี้ไปพร้อมกัน และอาจให้การรักษาด้วยวิธีอื่นร่วมไปด้วย เช่น กายภาพบำบัด เทคนิคการผ่อนคลาย การทำจิตบำบัด การกระตุ้นประสาทด้วยไฟฟ้า การฝังเข็ม เป็นต้น

ในรายที่มีอาการกำเริบมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้งและแต่ละครั้งปวดนานมากกว่า 3-4 ชั่วโมง หรือปวดรุนแรง หรือต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยมาก แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกินยาป้องกัน เช่น อะมิทริปไทลีน หรือฟลูออกซีทีนทุกวันติดต่อกันนาน 1-3 เดือน

ภาวะแทรกซ้อน
โรคนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงแต่อย่างใด นอกจากทำให้วิตกกังวล ไม่สุขสบาย และอาจสิ้นเปลืองเงินทองและเวลาในการแสวงหาบริการ ซึ่งผู้ป่วยและญาติมักคิดว่าเป็นโรคร้ายแรง จึงย้ายรงพยาบาลที่รักษาไปเรื่อยๆ

การดำเนินโรค
อาการปวดแต่ละครั้งจะเป็นนานเป็นชั่วโมงๆ จนเป็นสัปดาห์ หรือแรมเดือน เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็มักจะทุเลาไปได้ แต่เมื่อขาดการรักษา และมีสิ่งกระตุ้นก็อาจกำเริบได้อีก จึงมักจะเป็นๆ หายๆ ได้บ่อย

การป้องกัน
ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้กำเริบโดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่าปล่อยให้หิว อย่าคร่ำเคร่งกับงานมากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้สายตาจนเมื่อยล้า ออกกำลังเป็นประจำ หาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ ถ้าจำเป็นควรกินยาป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ

ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อย คือประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ที่ปวดศีรษะจะมีสาเหตุจากโรคนี้

พบได้ในคนทุกวัย เริ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่วัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว (มีโอกาสน้อยมาก ที่จะมีอาการครั้งแรกหลังอายุ 50 ปีไปแล้ว) และพบมีอาการกำเริบบ่อยในช่วงอายุ 20-50 ปี

พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 1.5-2 เท่า

*******************************************

ข้อมูลจาก นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 336 เมษายน 2550 หน้า 28-31

ใช้ธรรมะช่วยรักษาอาการ โรคปวดศีรษะจากความเครียด
ปล่อยมือ ปล่อยวาง ปล่อยจิต ..



Sunday, July 3, 2011

โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสันมีผลต่อการเคลื่อนไหวของคุณ มันเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทในสมองมีปัญหา

โดยทั่วไปเซลล์ประสาทสร้างสารเคมีที่สำคัญชื่อว่า โดพามีน ซึ่งส่งสัญญาณไปที่ส่วนของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว มันทำให้กล้ามเนื้อของคุณเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นและทำตามที่คุณต้องการให้มันทำ

เมื่อคุณเป็นโรคพาร์กินสัน เซลล์ประสาทเหล่านี้ทำงานไม่ปกติ แล้วคุณไม่สามารถสร้างโดพามีนเพียงพอ แล้วมีผลให้คุณไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการ โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่จะแย่ลงไปตามระยะเวลาที่เป็น แต่มันมักจะเกิดขึ้นช้า ๆ เป็นเวลาหลายปี ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำไมเซลล์ประสาทถึงไม่ทำงาน แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามค้นคว้าหาคำตอบ ศึกษาหาสาเหตุมากมาย รวมทั้งความสูงวัย และมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ยืนไม่ปกติก็ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลักสำหรับคนบางคน แต่ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์เพียงพอที่จะแสดงว่ามันเป็นโรคทางกรรมพันธุ์

อาการหลัก 4 อาการของโรคพาร์กินสันคือ อาการสั่นตามมือ แขน หรือขา กล้ามเนื้อแข็ง เคลื่อนไหวช้า และมีปัญหาในการทรงตัวหรือการเดิน อาการสั่นจะเป็นอาการแรกที่คุณสังเกตได้ มันเป็นอาการที่เป็นกันมากที่สุดของโรคนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการสั่น และไม่ใช่ว่าคนที่มีอาการสั่นจะเป็นโรคนี้ อาการสั่นมักจะเริ่มจากแขนหรือขาข้างหนึ่งของร่างกาย อาการอาจจะแย่ ตอนตื่นหรือตอนที่ไม่เคลื่อนไหวมากกว่าตอนที่หลับหรือกำลังเคลื่อนไหว เมื่อเวลาผ่านไปโรคนี้จะมีผลกระทบต่อกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหากับการกลืนอาหารหรือท้องผูก ในขั้นที่เป็นมากแล้ว คนที่เป็นโรคนี้จะหน้าตาตึงไม่มีการแสดงสีหน้า มีปัญหาในการพูด และปัญหาอื่น ๆ คนบางคนมีปัญหาทางจิตด้วย คนมักจะเริ่มมีอาการเมื่ออายุประมาณ 50-60 ปี แต่ในบางคนก็มีอาการเมื่ออายุน้อยกว่านั้น

ตอนนี้มันยังไม่มีทางรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดได้ แต่มียาหลายประเภทที่จะช่วยควบคุมอาการและช่วยให้อยู่กับโรคนี้ได้ง่ายขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ช่วยป้องกันและทำให้อาการของโรคนี้เป็นช้าลง คนที่บริโภคอาหารเช่นบรอกโคลี ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี ช่วยเพิ่มกลูตาไธออน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกเก็บไว้ที่ตับ โคคิวเท็น (CoQ10) ก็เป็นสารอาหารหนึ่งที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาท ควรรับประทาน 20-50 มิลลิกรัม 2-3 วันต่อสัปดาห์ตอนเช้า รับประทานอาหารที่มีวิตามินสูง ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ผักโขม และผักใบเขียวอื่น ๆ ก็ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ด้านเพศสัมพันธ์ คนไข้ที่รักษาโรคพาร์กินสันแล้วมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ก็ยังมีความแข็งแรงได้เช่นเดิม อย่าได้ท้อถอยโดยไม่ได้ฟื้นฟู

ท่านที่มีคำถามหรือต้องการขอคำปรึกษาให้ส่งจดหมายมาที่ นสพ.เดลินิวส์ เลขที่ 1/4 ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กท. 10210 วงเล็บมุมซองด้วยว่าส่งต่อ ดร.คิว หรือทาง โทร. 08-4636-2789, 08-1494-1561 และอีเมล : DrQcontact @ gmail.com

ดร.คิว ลานทอง

ที่มา: เสพสมบ่มิสม นสพ.เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 04 กรกฎาคม 2554

Thursday, July 1, 2010

การให้อภัย (forgive n forget)

เหลือเชื่อ!! ข้อคิดดี ๆ ในเรื่องการให้อภัย จากละครเรื่อง ไทรโศก (ช่อง 3)

ที่คลินิกหมองาม ไทรงามทำแผลให้ทนต์เสร็จแล้ว เธอเข้ามาดึงปรอทดูบอกว่าไม่มีไข้แล้ว ชมว่าร่างกายเขาแข็งแรงมากเลยฟื้นตัวได้เร็ว ทนต์ถามว่าทำไมเธอถึงดีกับตนอย่างนี้เฝ้าไข้ทั้งคืน

หมองามพูด "มันเป็นเรื่อง ยากที่ต้องช่วยชีวิตคนที่ฆ่าพ่อแม่เรา อันที่จริง ฉันแก้แค้นคุณได้ทุกเวลาถ้าฉันคิดจะทำ แต่ฉันเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือการให้อภัย แล้วฉันก็คิดว่าพ่อแม่ฉันท่านคงเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันเลือกทำ รอสักครู่นะคะ ฉันจะไปเตรียมยาให้"

การให้อภัย (forgiveness) จัดเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะลืมมันไปด้วย (forget)  ความจริงแล้วการให้อภัยกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ให้อภัยเอง เพราะการให้อภัยคือการปลดปล่อยตนเองจากซากอดีตที่เจ็บปวดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

มนุษย์พร้อมจะโกรธคนอื่นได้ง่ายเพราะเขาสนใจและรักตัวเองมากไป มักจะจับผิดคนอื่น หรือโยนความผิดไปให้คนอื่น หรือตั้งมาตรฐานตัวเองสูงมากจนมองคนอื่นทำผิดได้ง่าย เพราะไม่เข้ามาตรฐานที่เขาตั้งเอาไว้หรือผิดหวังเพราะคิดว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องมีความดีพร้อม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ และมนุษย์ก็ไม่พร้อมจะให้อภัย หรืออยากล้างแค้นให้สมใจเสียก่อน หรือเกิดความระแวงว่าจะเกิดความเจ็บปวดขึ้นอีก

หลายๆ คนคอยเตือนความทรงจำเกี่ยวกับความโกรธแค้นด้วยการคิดถึงบ่อย ๆ หรือจดบันทึกเหตุการณ์ที่โกรธเอาไว้ ยิ่งทำให้ไม่สามารถลืมได้ แถมจะยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถอภัยได้เลยจนตาย

การให้อภัยไม่ใช่ได้ง่าย แต่ทำยากกว่าการให้สิ่งของ ให้เงิน หรือให้กำลังใจคนอื่นเสียอีก ถ้าใครรู้จักการให้อภัยได้ ถือว่าเป็นการทำงานชิ้นเยี่ยมของชีวิตได้ และทำให้มีความสุขมากขึ้น

คนที่ไม่อภัยคือคนแพ้
ถ้าเราโกรธใครเพราะคิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และเราไม่ให้อภัยเขานั่นก็เหมือนกับเราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ เพราะเราจะให้เวลาและความสำคัญกับเขาบ่อย ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ทำอะไรก็ไม่ได้
ตัวเราเองจะทุกข์มากขึ้น ส่วนเขาจะทุกข์หรือไม่ เราไม่รู้ ตกลงเราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ


แต่ถ้าหากเราให้อภัยได้ เราไม่แคร์ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเรา เรื่องมันผ่านไปแล้วเป็นเรื่องของอดีต เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะทันที ถ้าเขาทำผิดกฎหมายก็ให้ต่อสู้ในแง่กฎหมาย

ถ้าเขาผิดโดยเราต่อสู้ไม่ได้และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องคิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม
ที่เราอาจจะเคยทำสิ่งที่ไม่ดีกับเขาเอาไว้ก่อนในอดีต ผลกรรมจึงตามมาทำให้เราทุกข์เราต้องถ่อมตัว ถ่อมใจ ยอมรับความทุกข์นั้น และทำดีให้มากขึ้นโดยหวังว่าผลของการทำดีนั้นจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น พ้นจากวิบากกรรมนั้นได้เร็วๆ ส่วนเขาที่ทำความผิดกับเรา ทำให้เราเดือดร้อน เจ็บปวด เขาก็จะได้รับผลของการกระทำนั้นเองในอนาคต

ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเอาไว้บ้าง จะได้มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ได้ ไม่จนมุม ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ก็จะเกิดการยกตัวโดยคิดว่าตัวเองถูกต้อง คนอื่นผิด และโทษคนอื่นตลอดเวลา จะยิ่งทุกข์มากขึ้น

คนที่ไม่ให้อภัยนั้นจะมีความทุกข์เสมือนมีบาดแผลในใจหรือมีหนามชีวิตที่คอยทิ่มแทงจิตใจตัวเอง ให้เจ็บปวดตลอดเวลาที่นึกถึงเป็นเรื่องทรมานมาก เวลาคิดขึ้นมาจะมีความเครียด รู้สึกเจ็บปวด มีการหลั่งสารคลายความเครียดคือ Adrenaline และ Cortizonine (ไม่แน่ใจต้นฉบับขาดตรงคำนี้น่ะค่ะ) ในสมองแต่ถ้าให้อภัยแล้วจิตใจสบาย พร้อมจะรักตัวเองเป็นและรักคนอื่นได้ มีความคิดสร้างสรรค์ได้ จะมีการหลั่งสารของความสุข Endophine ในสมองได้

เทคนิคการให้อภัยผู้อื่นการให้อภัยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักต้องตั้งใจทำ
และต้องรู้ประโยชน์ของการให้อภัยรู้จักโทษ ของการไม่ให้อภัยให้ดีด้วย และลองๆ
ทำตามคำแนะนำดังนี้ครับ

1. จงสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้มากขึ้นโดยให้มีความพร้อมจะให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น และโกรธคนได้น้อยลง เพราะรู้แล้วว่าถ้าโกรธแค้นแล้วไม่ดีอย่างไร และรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ยาก แต่มีผลดีมาก เราจะสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยขอให้ถ่อมตน
อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือทุกคืนว่า ขอให้คุณได้รับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อทำให้คุณ
สามารถรักคนอื่นได้มากขึ้น สามารถให้คนอื่นได้มากขึ้น สามารถให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และขอให้คุณ ได้รับความรักจากคนอื่นมากขึ้น ได้รับการให้จากคนอื่นมากขึ้น ได้รับการให้อภัยจากคนอื่นมากขึ้น จะทำให้คุณมีความพร้อมจะให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้นและง่ายกว่า และเป็นการเตรียมตัวถ่อมตัว รับเอาพลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าคุณที่คุณนับถือ
มาไว้ในใจของคุณเพื่อให้คุณมีพลัง จะทำในสิ่งที่ยากนี้ได้ดีขึ้น

2. ใช้สติ ปัญญา ให้มากขึ้น โดยให้คิดว่า คนที่ทำให้เราโกรธนั้นเขาอาจจะมีข้อบกพร่องในตัว
ซึ่งเป็นความปรกติของบุคคลทั่วไป ที่เกิดมามีความบกพร่องในตัวทุกคน
และมีความไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน จะทำให้เรามองความผิด และความบกพร่องของเขาเป็นเรื่องปรกติ
รวมทั้งตัวเราก็สามารถทำความผิดหรือมีความบกพร่องได้ด้วย

คนที่มีความบกพร่องนั้นจะได้รับความทุกข์จากความบกพร่องของเขา เช่น
คนที่ปากพล่อยชอบด่าว่า ก้าวร้าวต่อคนอื่น เขาก็จะมีศัตรูมาก
เมื่อเขาโกรธง่ายก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง
หรือมีภูมิต้านทานต่ำได้ง่าย

เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าหากเขารังแกเรา ทำให้เราทุกข์ ก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม
ตามมาถึงเราให้ถ่อมใจรับเสียและทำความดีมากขึ้น (ในกรณีที่ต่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้ แต่ถ้าหากต่อสู้ด้วยกฎหมายได้ก็ให้ดำเนิน ตามกฎหมายไป ถ้าสู้แล้วแพ้ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรมดังกล่าวแล้ว ให้ถ่อมตัวยอมรับและรีบทำความดีให้มากขึ้น

ถ้าไม่อยากต่อสู้ทางด้านกฎหมายและความแค้นยังคาใจอยู่ ก็ให้นึกถึงผลของความแค้นของเรา ที่ทำให้สารของความเครียดหลั่งออกมา เกิดความไม่เป็นสุขและเป็นโรคทางกายตามมาได้มาก เพราะใจของเราจะใฝ่คิดถึงแต่ความทุกข์เสมอๆ

ถ้ายังแค้นอยู่และไม่ให้อภัยเท่ากับเราเป็นผู้แพ้ เพราะยิ่งคิดยิ่งแค้นและทำอะไรไม่ได้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา แต่ถ้าเราแค้นและให้อภัยได้ เราคือผู้ชนะ เพราะเราไม่แคร์ว่า เขาทำอะไรให้เราในอดีตแล้ว เราคิดเป็นแล้ว
เราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลำบากคือการให้อภัยได้แล้ว

ผลของการทำความผิดของเขาที่ทำต่อเรานั้น ให้เป็นเรื่องการตัดสินและลงโทษ
ตามกติกาของกฎแห่งกรรมเถิด

3. ให้ถ่อมตัวให้มากขึ้นอีก สติปัญญา
และวิจารณญาณจะเกิดขึ้นได้มากขึ้นอีกโดยคิดได้ว่า

เราตั้งมาตรฐานตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า ระแวงมากไปไหม คิดมากไปไหม
จับผิดเขามากไปไหม ทำให้คิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และย้ำคิดซ้ำๆ
มากไปจนเกิดความทุกข์จากความโกรธแค้นมากไปหรือเปล่า
เกิดความเข้าใจสภาพปรกติของมนุษย์ว่าต้องมีความผิดความบกพร่องและสามารถยอมรับ
ความบกพร่องของคนอื่นได้เห็นใจในความผิดบกพร่องของงเขาได้อยากช่วยเหลือเขา
และจะอภัยได้ง่ายขึ้นเพราะรู้ว่าเขาก็ทุกข์จากข้อบกพร่องของเขา เขาไม่ได้มีความสุข
จากการทำผิดต่อเราอย่างที่เราคิดหรอก

ทุกอย่างที่เราคิดโกรธแค้นแล้วเกิดความทุกข์นั้น ไม่ใช่ทุกข์ถาวรหรอก
ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไป ตามกฎของปรมัตถ์สัจจะที่มีความเป็นอนิจจังทั้งนั้น
อย่าไปคิดยึดติดว่าเราจะต้องทุกข์มากๆ ตลอดไป
จงหาทางคลายทุกข์ให้ผ่านไปเร็วๆด้วยการให้อภัยไม่ดีกว่าหรือ
(ถ้าคิดอย่างนี้ถือว่ามีวิจารณญาณ หรือ Insight ได้แล้ว)

4. ให้ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวและไม่แข่งขัน (Aerobic Exercise) เช่นการวิ่งจ๊อกกิ้ง
เพื่อให้สารความสุขหลั่งออกมาและให้นึกถึงภาพตัวเองมีความสุขจากการให้อภัยคนอื่น
และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความทุกข์จากการไม่ให้คนอื่น จะทำให้อยากให้อภัยได้ง่ายขึ้น

5. ชื่นชมตัวเองให้มากๆเมื่อคิดได้ดังกล่าว หรือเริ่มลงมือทำอะไร เพื่อการให้อภัยดังกล่าวแล้ว จะเกิดกำลังใจได้มากขึ้น

ผู้ให้อภัยคือผู้ชนะ
เมื่ออภัยได้แล้วจะเกิดปรากฎการณ์ดังนี้
1. คุณคือผู้ชนะ เพราะคุณไม่แคร์เขาแล้ว
2. คุณไม่ผูกมัดตัวเองกับหนามชีวิต หรือบาดแผลหัวใจต่อไปแล้ว เลิกเจ็บปวดกับมันเสียที
3. สารความสุข Endophine ก็จะหลั่งในสมองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น
4. ชื่นชมตัวเองได้มากขึ้น เพราะว่าสามารถทำสิ่งที่ยากแต่สร้างสรรค์ได้แล้ว
หัวใจคุณจะเปิดรับการรักคนอื่นได้มากขึ้นแทนการรักตัวเอง
ซึ่งจะเป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับตนเองตรงที่คุณรู้จัก รักคนอื่นได้มากนี่แหละครับ

ปกติมนุษย์เราจะรักคนที่รักมนุษย์เป็น ทั้งนี้เพราะอยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยเป็นมิตร การให้อภัยนี้ถือเป็นงานชิ้นเยี่ยมของชีวิตเชียวน่ะครับ เพราะทำได้ยาก ลดความทุกข์ได้มาก เกิดความสร้างสรรค์มากและเป็นการยกระดับจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้นมากมาย คุณจะไม่ลองทำดูเดี๋ยวนี้หรือครับ

ผู้ได้ประกอบกรรมชั่ว กรรมนั้นจะต้องตามสนองไม่ช้าก็เร็ว ฉะนั้น พระศาสดาจึงสอนเราอย่าประมาทให้เรามีสติ รู้ตัวก่อน หากว่าความโกรธกำลังจะเกิดขึ้น มีเวลายับยั้ง มีปัญญาพอจะรู้ได้ว่าความโกรธเป็นภัยที่ร้ายแรงแก่ผู้โกรธเอง ยิ่งโกรธมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นโทษเป็นภัยมากเท่านั้น โดยโทษภัยนั้นจะติดตามมาภายหลัง เรามีสติพอ มีเวลาสามารถที่จะดับความโกรธลงได้ก่อนที่จะถึงจุดบ้าร้อนแรงเดือดพลุ่งขึ้น มา พอที่เผาผลาญอนาคตและชีวิตของตนเองได้”

ฉะนั้น มนุษย์ในยุคนี้จึงมีอารมณ์โกรธง่าย โมโหร้ายพยาบาทอาฆาต ความแค้น จองเวร สาเหตุเพียงเล็กน้อยก็ฆ่ากันตาย เหมือนทำลายตัวเองและชีวิตในครอบครัว เป็นข่าวมากจนชินเป็นของธรรมดา เป็นคดีมากมาย เป็นเรื่องเศร้าใจ ครอบครัวใดมีคนชั่วปนอยู่ด้วยนับว่ามีทุกข์หนักเป็นเวรกรรม หากคนเรามีหลักศาสนธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ทำให้มีสติอยู่ตลอดเวลา มีอารมณ์เย็น โกรธยาก โมโหยาก จะทำอะไรก็ใช้สติไตร่ตรองตัดสินใจก่อนทำ จึงมีคุณประโยชน์ มีโทษน้อยเพราะคิดหน้าคิดหลังดีแล้ว ทำสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เข้ากับตัวเอง

เมื่อผิดก็ยอมรับผิดด้วยหน้าชื่นตาบาน ถือเอาความผิดเป็นบทเรียน แก้ไขให้ดี ประพฤติให้ถูกศีลธรรม ไม่มีความลับทั้งภายในภายนอก จิตใจก็สบาย ชาติไทยจะมีพลเมืองอยู่กันด้วยความสงบสุขเหมือนครั้งปู่ย่า ตายายเพราะต่างก็มีศีลธรรมอยู่ในขอบเขต แม้บ้านเมืองยังไม่เจริญไม่มีเครื่องใช้บำรุงบำเรอความสะดวกสบายภายนอก ตึกรามสูงใหญ่สวยงามยังไม่ค่อยมี แต่คนสมัยนั้นก็มีความสงบสบายทางจิตใจ เพราะไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย ใจคอไม่โหดร้ายเหมือนทุกวันนี้

ก็เปรียบเทียบให้เห็น ระหว่างผู้ที่มีหลักธรรมปฏิบัติกับผู้ปฏิบัติไปตามอารมณ์ไม่มีขอบเขต ในปัจจุบันจะพบเห็นสิ่งแตกต่างกันมาก ทุกคนเกิดมาจะต้องพบกับมนุษย์ทุกชนิดไม่ว่าดีหรือชั่ว เพื่อความไม่ประมาทเราก็เตรียมจิตใจหาหลักธรรมคอยแก้ไข เอาความดีชนะความชั่ว ให้อภัย อโหสิกรรม ไม่พยาบาทจองเวรจองกรรม ให้เหตุร้ายผ่านไปโดยไม่ยอมรับเอาความทุกข์ไว้ในความรู้สึก ไม่อยู่ใต้อารมณ์ของความโกรธ ความเจ็บแค้น ความพยาบาท”

"จงชนะตนเองด้วยการให้อภัยตนเอง และให้อภัยผู้อื่น" ขอให้หลับสบาย เพราะใจมันสบาย ใจมันเย็นฉ่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ผมคิดได้แล้วผมสบายใจ ผมได้สติ ได้ความคิดว่า การอโหสิกรรมเป็นบุญกุศลอันสูงยิ่งและได้ผลทันตาเห็น สามารถกำจัดความโกรธ ความแค้น ความพยาบาทให้หลุดพ้นไปได้ เป็นการชนะใจตัวเอง เพราะผมได้อโหสิกรรมแล้ว ไม่มีความโกรธไม่มีความแค้นเหลืออยู่อีกเหมือนปลดของหนักออกจากบ่า ทำให้ตัวเบาสบาย ทำให้จิตใจแจ่มใสมองเห็นแสงสว่างขึ้นมาแล้ว ขอขอบคุณที่รบกวนเวลาของคุณยามดึกดื่นมาก คุณได้ให้ข้อคิดหลักการอโหสิกรรมแก่ผม ทำให้ผมได้สติกลับมาเป็นตัวเอง ไม่เป็นทาสของกิเลส ตัณหา คือความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท เรื่องที่ผมจะให้เขียนพบคนชั่วไม่ต้องเขียนแล้ว คืนนี้ผมคงหลับสบาย ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมสบายใจ เพราะปลดความทุกข์ที่หนักอกลงได้แล้ว สวัสดี”

=-=-=-=-=-ให้อภัยเถอะนะ นะ

ที่มา: ข้อมูลบางส่วนจากบทความของ ศ.ดร.น.พ.วิทยา นาควัชระ และ อโหสิกรรม โดย ท.เลียงพิบูลย์ จากหนังสือกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒

Sunday, May 9, 2010

ฉี่–ใครว่าไม่สำคัญ (1)

เรื่องปัสสาวะ–ขอโทษนะครับ ขอพูดแบบชาวบ้านว่าเรื่องฉี่นี้สำคัญมากสำหรับชีวิตของมนุษย์และสัตว์

สำคัญมากสำหรับสุขภาพ ถ้าฉี่ไม่ได้ หรือฉี่ไม่ออก เราก็ต้องตาย

แม้ แต่เรื่องการเมือง เข้าใจว่าคนไทยเกือบทั้งชาติคงได้ทั้งดูและฟังข่าวเมื่อเย็นวันที่ 28 มีนาคมนะครับ กำลังเจรจาเรื่องสำคัญระดับประวัติศาสตร์ของชาติทีเดียวละ บรรยากาศกำลังดี พูดจารู้สึกเข้าใจกันได้ ดูแล้วก็น่ารักทั้งคู่

อยู่ๆเกิดปวดฉี่ขึ้นมา ต้องหยุดพักการเจรจาเพื่อไปฉี่ พอทำธุระเสร็จแล้วก็หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสพูดจากันต่อไปได้

เห็นไหมครับว่าเรื่องฉี่สำคัญอย่างไร ผมเฝ้าดูเหตุการณ์วันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ

เลยตัดสินใจว่าจะเขียนเรื่องสำคัญ คือ เรื่องฉี่อาทิตย์นี้

จะ ขอพูดแต่ถึงเรื่องฉี่ในด้านสุขภาพเท่านั้น เรื่องฉี่การเมืองผมจะไม่พูดถึง เพราะยังไม่รู้ผลว่าจะเป็นอย่างไร เห็นว่าจะเจรจากันต่อวันรุ่งขึ้น (วันที่ 29)

ขอให้ลงเอยกันด้วยดีเถิด ในฐานะประชาชนคนเดินถนนคนหนึ่ง ผมทุกข์กายทุกข์ใจแสนสาหัสกับเหตุการณ์ของบ้านเมืองแบบนี้

ขอพูดถึงเรื่องฉี่กับสุขภาพต่อไป

ที่ว่าฉี่ไม่ออกแล้วจะต้องตายนั้น ความจริงเราจะไม่ตายทันทีหรอกครับ

แต่เราจะเริ่มอ่อนแอและเจ็บปวดไปทีละน้อยๆ ในขณะเดียวกัน แต่ละส่วนหรือแต่ละระบบของร่างกายก็จะค่อยๆเริ่มตายไป

- จากฉี่ไม่ออก จะมีอาการพิการไปถึงไต

- จากไตก็จะติดต่อไปถึงระบบหายใจ (ปอด หลอดลม หัวใจ)

- จากระบบหายใจก็เข้าถึงหัวใจเลย

- จากหัวใจก็ถึงสมอง

ถึงตอนนี้ก็แปลว่าจบแล้ว จบจริงๆครับ ทั้งกายทั้งใจไปพร้อมกันหมดแล้วจะเหลืออะไร

มาลองพิจารณาดูกันก่อนไหมครับ ว่าการฉี่ ตามปกตินั้นคืออย่างไร

น้ำและของเหลวทุกอย่างนั้นเมื่อเรากลืนเข้าไปแล้ว จะต้องผ่านไต

ไต จะต้องทำหน้าที่กลั่นกรองของสกปรก ไตจะขับออกมาเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ ของดีๆที่ยังเป็นประโยชน์สำหรับร่างกายก็จะเก็บกลับย้อนไปไว้เลี้ยงร่างกาย ต่อไป

ต่อไปนี้เป็นวิธีสังเกตว่าฉี่ของเราเป็นปกติหรือไม่

อัตราปกติของปริมาณปัสสาวะนั้น เราคิดเป็นปริมาณต่อวัน

วันหนึ่งๆเราฉี่อย่างต่ำ 800 มิลลิลิตรหรือ ML ต่อวัน และอย่างมากที่สุด 2,000 มล.หรือ ML

ถ้า 2,000 มล. ก็เท่ากับน้ำ 2 ลิตร

ถ้า 800 มล. ก็เกือบจะเท่ากับน้ำหนึ่งลิตร (คิดง่ายๆ 500 มล.ก็เท่ากับครึ่งลิตร + ด้วย 300 มล. ก็เกือบเท่าหนึ่งลิตรนั่นแหละครับ)

เคยคุยกันอย่างนี้ก็มีเพื่อนๆถามว่าปริมาณที่ว่ามานี้ เกี่ยวข้องกับคนตัวใหญ่หรือตัวเล็กหรือเปล่า?

ขอ ตอบว่าเรื่องขนาดของคนคงไม่เกี่ยวมากนัก เว้นแต่ว่าบางคนมีขนาดผิดปกติ เช่น เตี้ยเป็นคนแคระ สูงไม่ถึงหนึ่งเมตร หรือสูงผิดปกติตั้งสองเมตรครึ่งขึ้นไป อย่างนี้ปริมาณปัสสาวะก็คงมากน้อยต่างกว่าคนปกติมาก

แต่จริงๆแล้วปริมาณของปัสสาวะจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

1. สำคัญที่สุดก็คือ คุณเป็นคนกินน้ำตามปกติธรรมดาหรือเปล่า ถ้าคุณกินน้ำแบบชีวจิต คือ วันละประมาณ 4-6 แก้ว ปัสสาวะของคุณก็จะออกมาประมาณ 800 มล. หรือเกือบหนึ่งลิตรต่อวัน หรือถ้าคุณเป็นคนเล่นกีฬาหนักๆ อย่างผมที่เวลาผมออกกำลังรำตะบองหรือเล่นเทนนิส เหงื่อผมจะออกขนาดบิดเสื้อ เหงื่อจะออกมาเป็นน้ำไหลโจ๊กทีเดียว

ถ้าอย่างนั้นผมก็จะดื่มน้ำเยอะๆ บางครั้งทั้งร้อนและเหงื่อออกมาก จะดื่มรวดเดียว ประมาณหนึ่งลิตร แล้วจึงต่อด้วยทยอยดื่ม ห่างกันประมาณ 10 นาที 20 นาที เรื่อยๆจนดื่มได้ประมาณลิตรครึ่งถึง 2 ลิตร

โปรดสังเกตนะครับว่า ผมใช้คำว่า ทยอยดื่ม นั่นก็คือเมื่อร้อนมากและเหงื่อออกมาก เราก็จะกระหายน้ำมาก บางครั้งกระหายน้ำจนรู้สึกตาลายเหมือนจะเป็นลม

เมื่อ เป็นอย่างนี้เราก็มักจะดื่มน้ำมาก ดื่มเอาๆเหมือนคนที่หลงไปอยู่กลางทะเลทราย และความที่คุณเชื่อว่าเหงื่อออกมากหมดแรง คุณก็เลยคิดว่าต้องดื่มน้ำทดแทนให้มันท่วมตัวคุณไปหมด

ถ้าเป็นอย่างนั้น ร่างกายคุณรับไม่ได้ กระเพาะของคุณก็รับไม่ไหว เมื่อรับไม่ไหว คุณก็จะอาเจียนออกมา แล้วคุณก็จะเป็นลม

เพราะ ฉะนั้น ถ้าคุณเป็นคนชอบออกกำลังหรือเล่นกีฬาหนักๆบ่อยๆ ก็ให้รู้จักวิธีดื่มน้ำทดแทนให้ถูกต้อง วิธีดีที่สุด ก่อนออกกำลังกายหนัก ดื่มน้ำเสียก่อนสัก 2-3 อึก

ต่อจากนั้น เมื่อหลังออกกำลังกายสักครึ่งชั่วโมง เหงื่อออกมากแล้ว ดื่มน้ำครั้งละครึ่งแก้ว จนรู้สึกว่าร่างกายได้น้ำพอเพียงแล้ว ก็ไปอาบน้ำอาบท่า อาบน้ำเย็นแล้วถูเนื้อถูตัวให้สะอาด จะสบายเหมือนขึ้นสวรรค์

อยากจะให้ระวังอะไรอีกอย่างหนึ่งครับ เรื่องข่าวลือ พักหนึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อยู่ๆก็มีตำรามาจากไหนก็ไม่ทราบ ให้ดื่มน้ำรักษาโรค

เขา จะบอกว่าตื่นเช้าขึ้นมาให้ดื่มน้ำก่อน 5 แก้ว และต่อจากนั้นให้ดื่มน้ำให้ได้ตลอดวันต้องให้ได้น้ำถึง 3 ลิตร บางคนเขาบอกว่าป่วยมาก ต้องรักษาอาการป่วยด้วยการดื่มน้ำถึงวันละ 5 ลิตร

ผมสนใจจึงพยายามค้นคว้าตำราต่างๆถึงเรื่องการกินน้ำแบบนี้ ไม่เคยเห็นมีในตำราการแพทย์แบบไหนเลยครับ

และของจริงที่ได้พบมาก็คือ มีผู้เชื่อเรื่องนี้ และปฏิบัติแบบนี้ ป่วยหนักและถึงแก่ชีวิตมาแล้วก็มี

อาการ ป่วยที่ผู้ปฏิบัติตามสูตรกินน้ำมากเกินปกตินี้ เรียกว่า POLYURIA เป็นอาการป่วยจากการที่กินน้ำมากเกินวันละ 2,000 ML หรือ 2 ลิตร (กินเป็นประจำ)

อาการของ POLYURIA จะเกี่ยวข้องมากสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือกำลังมีอาการเกือบจะเป็นเบาหวานอยู่แล้ว อาการหนักซึ่งจะเป็นต่อไปก็คือ ไตวาย ตัวบวม หายใจไม่ออก ระบบไตและหัวใจล้มเหลว

นอกจากนั้น อาการของ POLYURIA ยังเกี่ยวข้องไปถึงผู้ป่วยไทรอยด์ และผู้ที่ป่วยด้วยการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เนื่องมาจากระบบฮอร์โมนโดยเฉพาะฮอร์โมน ALDOSTERONE ผิดปกติร่วมกัน

แถม ยังมีอาการผิดปกติที่ระบบเลือด พลาสมาในเลือดจะมีปริมาณสูงอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้โรคไตและโรคหัวใจมีอาการหนักจนบางครั้งแก้ไขไม่ทัน

เพราะ ฉะนั้น ข่าวลือเกี่ยวกับยาวิเศษและการรักษาตัวแบบแปลกๆนั้น ฟังหูไว้หูและกรุณาพิจารณาดูให้ดีถึงเหตุผลด้วยนะครับว่าควรเชื่อได้หรือไม่

ยังไม่จบครับ ยังมีอีกหลายตอนสำคัญๆทั้งนั้น อย่าลืมตัดเก็บไว้ด้วย

*****
สาทิส อินทรกำแหง

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 4 เมษายน 2553

ฉี่–ใครว่าไม่สำคัญ (2)

เรากำลังคุยกันถึงเรื่องปัสสาวะหรือ "ฉี่" กันอยู่นะครับ

เมื่อ อาทิตย์ที่แล้วได้ขึ้นต้นข้อที่ 1 ไว้ว่าให้ลองสังเกตดูว่า "ปริมาณของฉี่มีมากน้อยเพียงไร" และในข้อที่ 1 อาทิตย์ที่แล้ว ผมลืมอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อเรากินน้ำ-กระหายน้ำ กินน้ำมากเกินไป ก็จะเกิดอาการฉี่มากเกินปกติด้วย

การฉี่มากเกินปกตินั้นให้สังเกตว่า เกินประมาณ วันละ 2 ลิตร ก็เรียกว่าปริมาณของฉี่เริ่มผิดปกติแล้ว

และอาการฉี่เกินจะเกี่ยวกับการป่วยเป็นเบาหวานด้วย

ไม่ใช่เกี่ยวกับเบาหวานอย่างเดียว แต่ให้สังเกตด้วยว่า อาจจะเกี่ยวไปถึงเรื่องของไตวาย ตัวบวม ขาบวม และเกี่ยวไปถึงโรคหัวใจด้วยก็ได้

เมื่อพูดถึงฉี่เกินก็ต้องคุยต่อถึงเรื่องตรงกันข้าม คือ ฉี่น้อยด้วย

อาการ ของฉี่น้อยเรียกกัน 2 อย่าง อย่างหนึ่ง คือ OLIGURIA (อ่านว่าโอลิกูเรีย) หมายความ ว่าวันหนึ่งๆฉี่ของคุณน้อยกว่า 500 มล. หรือน้อยกว่าครึ่งลิตร

อีก อย่างหนึ่งจะเรียกว่า ฉี่น้อยมาก ก็พอจะได้ นั่นก็คือ ANURIA (อ่านว่าเอินยูเรีย) ฉี่น้อยมากแบบนี้อันตรายมากๆเลยนะครับ นั่นก็คือ วันหนึ่งอย่างเก่งก็ฉี่ได้ไม่เกิน 125 มล.

125 มล. นี่ก็เห็นจะประมาณ 8-1/2 ช้อนโต๊ะ ขนาดนี้ต้องถือว่าอันตรายมากนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้คือฉี่น้อยหรือฉี่ไม่ออกติดต่อกันถึงสัก 2 อาทิตย์มีหวังเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

เรื่องอันตรายของการฉี่น้อยหรือฉี่มากเกินเหตุนี้จะได้อธิบายให้ละเอียดกว่านี้เป็นเรื่องๆไป

ตอนนี้ขอคุยกันแต่เพียงว่าให้สังเกตดูเป็นข้อๆก่อนว่าปัสสาวะหรือฉี่ผิดปกติจะมีลักษณะอย่างไรบ้างเสียก่อน

ข้อสังเกตข้อต่อไปเกี่ยวกับฉี่ก็คือ ข้อ 2 ให้สังเกตว่าสีของฉี่นั้นเป็นอย่างไร

ปกตินั้นสีของปัสสาวะน่าจะเป็นสีใสอมเหลืองนิดๆ

ถ้าใสจนเกือบเหมือนน้ำบริสุทธิ์ก็ลองดูตัวเองว่า ตอนนั้นคุณดื่มเบียร์หรือเหล้าเติมโซดามากไปหรือเปล่า

แต่ถ้าเป็นสีแดงหรือสีแดงอ่อนๆ ก็คงจะเป็นเพราะ ฉี่ของคุณมีเลือดออกมาปน อันนี้ไม่ค่อยดีนะครับ

หรือถ้าเหลืองน้อยๆจนกระทั่งเหลืองจัด ก็ให้ สังเกตว่าคุณกินวิตามินอย่างเป็นเม็ดเข้าไปมากหรือเปล่า โดยเฉพาะวิตามินกลุ่ม B

เหลืองแบบวิตามินออกมาปนอย่างนี้ไม่มีอันตรายครับ แต่ก็ควรตรวจตราดูให้ดีว่าคุณกินมากเกินอัตราที่แพทย์เขาแนะนำไว้หรือเปล่า

กินวิตามินมากเกินไป นอกจากจะฉี่สีไม่สวยแล้ว ยังเปลืองสตางค์ค่าวิตามินแพงๆอีกด้วย

เรื่องสีของฉี่นี้ความจริงมีเรื่องยาวๆจะต้องคุยกันเยอะเลยนะครับ โดยเฉพาะคุณบางคนที่ชอบกินยาหรือแพทย์สั่งยาประจำตัวให้คุณ

คุณ ต้องสังเกตเอาเองว่ายาประจำตัวของคุณนั้นจะมีสีแปลกๆหรือบางทีไม่ต้องสังเกต ก็ได้ เพราะแพทย์ ของคุณเขาน่าจะบอกคุณว่า เมื่อกินยานั้นๆเข้าไปแล้ว ฉี่ของคุณอาจจะมีสีผิดปกติอย่างไรบ้างเป็นต้นว่า

ยากลุ่มโคลโปรมาซีน ปัสสาวะจะมีสีคล้ำ

กลุ่มโคลโซมาโซน จะมีสีส้มหรือม่วงแดง

ฟลูโอเรสซิน (ฉีดเข้าทางเส้นเลือด) ฉี่จะมีสีเหลืองหรือส้ม

เมทไทลีน บลู จะมีสีน้ำเงินเขียว ฯลฯ

ฉะนั้น ถ้าปัสสาวะของคุณมีสีแปลกๆอย่าเพิ่งตกใจ ให้นึกย้อนไปว่าคุณกินยาอะไรหรือฉีดยาอะไรเข้าไปบ้าง

นอกไปจากนั้น คุณหมอประจำตัวของคุณท่านก็คงจะบอกล่วงหน้านะครับ ฉะนั้นไม่ควรตกใจจนเกินเหตุ

เมื่อพูดถึงปริมาณ พูดถึงสีของปัสสาวะแล้ว ก็ต้องพูดถึงกลิ่นด้วย อันนี้อยู่ในข้อ 3 นะครับ

กลิ่นของปัสสาวะในข้อ 3 นี้ก็ยังเกี่ยวกับยาเสียเป็นส่วนมากอีกนั่นแหละ

กลิ่นของยาในปัสสาวะนั้นตัวซึ่งมักจะได้กลิ่นกันแทบทุกคน ที่นำหน้ามาก่อนก็คือ ยาประเภทปฏิชีวนะหรือ ANTIBIOTICS

ยาประเภทปฏิชีวนะนี้ในปัจจุบันมีหลายร้อยตัว บริษัทยาท่านคิดยาตัวใหม่ๆในกลุ่มนี้ออกมาเรื่อยๆ ยายิ่งแรง กลิ่นฉี่ก็แรงตามไปด้วยครับ

ที่ มีกลิ่นแรงอีกอย่างหนึ่งก็คือยา ประเภทที่เรียกว่า PARALDEHYDE (อ่านว่าพาราดิไฮด์) ซึ่งเป็นยาประเภทกล่อมประสาทและช่วยให้นอนหลับด้วย

นอก ไปจากนั้น ก็คือพวกวิตามิน โดยเฉพาะกลุ่ม วิตามิน B ในข้อสองที่กล่าวมาแล้ว วิตามินกลุ่มนี้นอกจากจะทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองแล้ว บางครั้งยังทำให้มีกลิ่นแรงด้วย

นี่คือพวกยาซึ่งจะทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นแปลกๆ แต่มีอีกกลิ่นหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ กลิ่นยา ซึ่งผมอยากจะขอเตือนเพื่อนๆชาวชีวจิตเป็นพิเศษ

กลิ่น นั้นก็คือ กลิ่น ฉี่ซึ่งออกมาเป็นกลิ่นหวานๆ เหมือนกลิ่นละมุด สุก และโดยเฉพาะที่กลิ่น จะเหมือนมากที่สุด ก็คือ เหมือนกลิ่นน้ำยาล้างเล็บ

กลิ่น นี้คุณผู้หญิงคงจะรู้จักดีนะครับ (เอ หรือคุณผู้ชายบางคนก็อาจจะรู้จักดีบ้างก็ได้ เห็นว่าคุณผู้ชายหลายคนก็ทาเล็บเหมือนกัน ไม่ใช่เหรอ?)

กลิ่นเหมือน ละมุดสุกหรือกลิ่นน้ำยาล้างเล็บอย่างนี้ไม่ค่อยดีครับ เพราะคงหมายความว่าโรคเบาหวานอาจจะหนักแล้ว หรือบางทีอาจจะเกี่ยวกับโรคไตหลายอย่างก็เป็นได้ รายละเอียดจะว่ากันต่อทีหลังครับ

นอกไปจากนั้นก็ยังมีลักษณะอาการผิดปกติของตัวปัสสาวะอีกหลายอย่าง ถือว่าเป็นข้อ 4 ซึ่งอยู่ในข้อเบ็ดเตล็ดก็แล้วกันนะครับ

ข้อ 4 เบ็ดเตล็ดนี้ ต้องอาศัยการตรวจปัสสาวะจากห้องแล็บ จะเป็นห้องแล็บโดยตรงหรือห้องแล็บของโรงพยาบาลก็ได้

การตรวจแบบนี้เขาจะตรวจในหลักใหญ่ๆ คือ

- ยาซึ่งเปลี่ยนความถ่วงจำเพาะ (SPACIFIC GRAVITY)

- ยาซึ่งลด PH (ความเป็นกรดและด่าง)

- ยาซึ่งเพิ่ม PH (ความเป็นกรดและด่าง)

- ยาซึ่งทำให้โปรตีนออกมาในปัสสาวะ

- ยาซึ่งทำให้น้ำตาลในปัสสาวะเปลี่ยน

- ยาซึ่งทำให้ปริมาณเลือดขาวเพิ่ม

- ยาซึ่งทำให้ระบบเลือดผิดปกติ

- ยาซึ่งทำให้ปัสสาวะเกิดเป็นพิษ

- ยาซึ่งทำให้ปัสสาวะมีเกล็ดเล็กๆ

ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ผมรวบรวมเรื่องย่อยๆเกี่ยวกับปัสสาวะมาแบ่งเป็นข้อๆเพื่อให้เพื่อนๆชาวชีวจิตพอเข้าใจ

สิ่งสำคัญก็คืออยากให้คุณๆสนใจของในกายตัวคุณเอง (ซึ่งก็คือตัวคุณเองนั่นแหละ) ให้มากขึ้น

ถ้าคุณเห็นว่าอะไรผิดสังเกต คุณก็จะได้ ระวังตัว และง่ายๆก็คือ คอยสืบหาให้ได้ว่าต้นเหตุคืออะไร และน่าจะมาจากอะไร

อย่างนี้ก็จะทำให้คุณดูแลสุขภาพของคุณได้ดียิ่งขึ้น

ลองตรวจดูตัวเองตามข้อ 1-3 นะครับ ส่วนข้อ 4 นั้นคงจะต้องให้แพทย์ท่านสั่งให้ตรวจ

ต่อไปก็จะค่อยเข้าเรื่องและโรคต่างๆเกี่ยวกับฉี่แล้วนะครับ.

*******
สาทิส อินทรกำแหง

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 11 เมษายน 2553

ฉี่–ใครว่าไม่สำคัญ (3)

เรื่อง "ฉี่" เข้าตอนที่ 3 แล้วนะครับ อย่าลืมตัดเก็บรวมไว้

ขอย้ำ อีกครั้งหนึ่งครับ ว่าเรากำลังคุยกันแบบชาวบ้าน คือ พูดกันภาษาง่ายๆ และเป้าหมายสำคัญของบทความตอนนี้ อยู่ที่ว่า "อย่า เห็นว่าเรื่องฉี่เป็นเรื่องเล็ก ความจริงนั้นเราฉี่กันอยู่ทุกวันเป็นเรื่องธรรมดามาหลายสิบปีแล้ว" และถ้านับจำนวนครั้ง ลองคิดดูเล่นๆ นะครับ อย่างผมอายุ 85 นี่ฉี่มาแล้ว 196,150 เชียวนะครับ ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

เพราะเราฉี่กันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ธรรมดาๆนี่แหละ ถ้ามีอะไรผิดปกตินิดๆหน่อยๆ เราก็มักจะไม่ได้สังเกต

แต่ เรื่องฉี่ผิดปกตินิดหน่อยนี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ สำคัญถึงขนาดว่าอาจจะเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยเรื่องใหญ่ๆ ใหญ่ถึงขนาดต้องเสียชีวิตเลยก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นผมจึงได้พยายามเอา เรื่องฉี่ แบบต่างๆ (ไม่ใช่นั่งฉี่, นอนฉี่, ยืนฉี่, หรือนั่งยองๆฉี่นะครับ แต่เป็นแบบชนิดของฉี่) มารวบรวมไว้ และพูดคุยกันภาษาชาวบ้านแบบง่ายๆ เราก็จะได้ทั้งความรู้และคลายเครียดจากเรื่องซึ่งกำลังแสนเครียดขณะนี้ลง บ้าง ดีไหมครับ

วิธีดูความผิดปกติของฉี่ได้พูดมาแล้ว 2 ครั้งนะครับ คือให้ดูว่า

1. ปัสสาวะฉี่มากน้อยอย่างไร

2. ฉี่มีสีอะไร

3. ฉี่มีกลิ่นอย่างไร (ดมห่างๆก็ได้หรอก ครับ คงไม่ถึงกับต้องเอาปัสสาวะมาป้ายจมูก หรอก)

4. เบ็ดเตล็ด ซึ่งในข้อนี้มีข้อปลีกย่อยหลาย อย่าง และท่านที่ป่วยเกี่ยวกับเบาหวาน หรือเกี่ยวกับไตและระบบปัสสาวะ แพทย์ประจำตัวของท่านต้องเตือนอยู่แล้วว่า ยาที่รับประทานอยู่นั้น จะให้ผลเกี่ยวกับปริมาณ-กลิ่น-และสีอย่างไร

และวิธีที่ดีที่สุด คุณหมอท่านก็จะสั่งให้ตรวจทางห้องแล็บอยู่แล้วว่า ปัสสาวะของคุณจะเป็นกรดเป็นด่าง จะมีโปรตีนหรือสารอื่นๆอย่างไรติดออกมาด้วย

มี อีกอย่างหนึ่งครับ ซึ่งควรจะอยู่ในข้อ สังเกตข้อเบ็ดเตล็ด หรือข้อ 4 แต่ครั้งที่แล้วไม่มี โอกาสจะรวมไว้ เพราะ หน้ากระดาษหมดเสียก่อน

ข้อปลีกย่อยอีก อย่างหนึ่งซึ่งเคยถูกถามบ่อยๆก็คือ ปัสสาวะมี ฟองมาก

ฟอง ในที่นี้เป็นฟองเกือบจะเหมือนโซดาเวลาเปิดขวด พอเราฉี่ออกมาปัสสาวะที่อยู่ในโถจะเป็นฟองมากผิดปกติ และถ้าเราสังเกต โดยละเอียดผสมกับเรื่อง ปริมาณปัสสาวะ รวมทั้ง เรื่องสีและกลิ่นด้วยแล้วก็จะรู้สึกว่า เอ เราน่าจะมีอะไรผิดปกติเกี่ยวแก่ระบบขับถ่ายปัสสาวะของ เราเสียแล้ว

ฉะนั้นให้ลองสังเกตด้วยนะครับว่า ฉี่ ของเรามีฟองมากผิดปกติหรือเปล่า

เรื่อง ฉี่มีฟองนี้เป็นเรื่องต้องพูดกันยาว และถ้าจะเอาเหตุผลกันให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไรและเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆอย่าง ไรบ้างแล้ว ต้องพูดกันยาว และต้องสาวกันไปถึง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวแก่ ความผิดปกติของอวัยวะต่างๆของระบบขับถ่าย (ปัสสาวะ ไต กระเพาะปัสสาวะ และแม้แต่อวัยวะ อื่นๆใกล้เคียงกัน เช่น ต่อมลูกหมากก็อาจจะเกี่ยวด้วย)

ยกตัวอย่างอาการ ป่วยอย่างหนึ่งเกี่ยวกับระบบปัสสาวะที่เรียกว่า ฟันโคนี่’ส ซินโดรม (FANCONI’s SYNDROME)

คำ ว่า SYNDROME นี้ผมเคยอธิบายให้แฟนๆฟังดูแล้วว่าอธิบายยาก เพราะมันจะเป็นอาการหลายอาการของโรคหลายโรค มารวมกันอยู่ในโรคเดียว ภาวะเดียวกัน ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรแน่ เขาก็เลยเรียกว่า SYNDROME

เฉพาะ ฟันโคนี่’ส ซินโดรมนี้ อาการของเขาก็คือ ในปัสสาวะมีน้ำตาลกลูโคส ไบคาร์บอเนต ฟอสเฟต ยูริค แอซิด โปแตสเซียม โซเดียม และกรดแอมมิโน (โปรตีน) ออกมาพร้อมกับปัสสาวะ

อาการของฟันโคนี่’ส นี้ เกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ เป็นจากกรรมพันธุ์ และเป็นอาการซึ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับโรคไตและปัสสาวะก็ได้

ถ้าหากเป็นเพราะกรรมพันธุ์ ก็จะเป็นตั้งแต่ เด็กๆ อาการของผู้ป่วยจะมีปัสสาวะออกมากผิดปกติและฉี่บ่อยแต่อายุยังน้อย

ส่วน ผู้ที่ไม่เป็นเพราะกรรมพันธุ์นั้น จะมี อาการป่วยเมื่อมีอายุมากขึ้น บางคนป่วยเพราะทำงานคลุกคลีกับสถานที่มีโลหะหนักอยู่มาก เช่น ทำงานอยู่ในโรงงานแบตเตอรี่ เป็นต้น นอกไปจากนั้นก็อาจจะเป็นเพราะร่างกายขาดวิตามิน D มาเป็นเวลานาน หรือเพราะผ่าตัดเปลี่ยนไต หรือเป็นมะเร็งที่ไต หรือเพราะกินสารอาหารที่ทำให้เกิดแอมเมิลลอยด์เข้าไปเยอะ

อาการอีก อย่างของผู้ป่วยเป็นฟันโคนี่’ส ซินโดรม ก็คือ จะมีอาการปวดกระดูก ร่วมด้วย แต่อาการทั้ง หมดนั้นเพียงแต่สังเกตอาการอย่างเดียวคงไม่ พอ คงจะต้องให้แพทย์สั่งตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และตรวจจากพิธีการทางห้องทดลองอีกหลายอย่าง

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งอยากจะให้เพื่อนๆ ชาวชีวจิตได้รู้ล่วงหน้าว่า เมื่อสังเกตเห็นมีอาการ ผิดปกติเรื่องปริมาณปัสสาวะ สีปัสสาวะ กลิ่นปัสสาวะ และเมื่อกินยาบางอย่างเป็นประจำเป็นเวลานาน เกิดอาการผิดปกติทางระบบปัสสาวะขึ้นมา

ก็ขอให้สำเหนียกไว้ แล้วสังเกตต่อไป ถ้ายังมีอาการระยะยาว และอาจจะมีอาการอย่างอื่นเพิ่มขึ้นก็ต้องตรวจกันอย่างละเอียดแล้ว

ก่อนจะถึงโรคสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับฉี่หรือปัสสาวะ มีข้อสังเกตเพิ่มขึ้นก็คือ อาจจะมี อาการ เกี่ยวกับระบบอื่นๆอีก ดังนี้

1. ฉี่บ่อยเกินไป และฉี่ออกช้า หรือฉี่ๆ หยุดๆ ฉี่ไม่สุด ตื่นกลางคืนบ่อย อาจจะเกี่ยวกับโรคของต่อมลูกหมากด้วย (แฮะๆ คุณผู้หญิงไม่เกี่ยวนะครับ)

2. ฉี่บ่อย แถมยังมีอาการหิวง่าย พร้อมกับกระหายน้ำมากๆด้วย (ไม่เกี่ยวกับอากาศร้อน) ให้สงสัยว่าอาจจะเกี่ยวกับเบาหวานให้เช็กเลือด เช็กปัสสาวะ และเช็กน้ำตาลด่วน

3. รู้สึกปวดฉี่บ่อย พยายามกลั้นไว้ได้ บางครั้ง แต่ต่อมากลั้นปัสสาวะไม่ได้เลย เฉพาะ คุณผู้หญิง ให้สังเกตว่า คุณเครียดมากหรือเปล่า

4. ฉี่กลางคืนบ่อยยิ่งหน้าร้อนๆอย่าง นี้ ตื่นบ่อยมาก คุณชอบดื่มกาแฟหรือชามาก เกินไปหรือเปล่า ทุเลากาแฟ-ชาลงเสียบ้าง

5. ฉี่บ่อยอีกเหมือนกัน แต่ก่อนไม่เคยเป็น ให้ทบทวนดูว่า คุณกินยาลดความอ้วน ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันมากเกินไปหรือเปล่า

6. กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ให้ดูว่ามีอะไรผิดปกติเรื่องระบบย่อย (ท้องเดิน ท้องเสีย ปวด ท้อง ท้องผูก) หรือคุณ มีอาการอัมพาต เส้น โลหิตในสมองแตก หรือเส้นเลือดอุดตัน

7. โรคเกี่ยวกับสมอง จะเกี่ยวกับการฉี่ผิดปกติทั้งสิ้น โรคนี้คู่กันกับเรื่องสมอง คงจะต้องพูดกันโดยละเอียดละครับ ทั้งการปฏิบัติตัว การป้องกันและการแก้ไข

คราวหน้าจะต้องขึ้นเรื่องโรคเกี่ยวกับฉี่แล้วนะครับ.

*******
สาทิส อินทรกำแหง

ฉี่–ใครว่าไม่สำคัญ (4)ฉี่–กับโรคสมอง

ฉี่มากฉี่น้อย หรือฉี่ไม่ออก เป็น "อาการ" ซึ่งเกี่ยวกับโรคต่างๆหลายโรค

วันนี้ขอพูดถึงโรคต่างๆซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องฉี่

เริ่มด้วยโรคซึ่งใครๆรู้จักกันดี มาคุยกันก่อน โรคนั้นก็คือ "เบาหวาน"

"เบา หวาน" นั้น โดยทั่วไปมักจะเอาเรื่องน้ำตาลในเลือดเป็นเกณฑ์ ถ้าไปหาคุณหมอลองให้ตรวจเลือดให้ ถ้าน้ำตาลในเลือดของคุณอยู่ในเกณฑ์ตั้งแต่ 110-125 mg/dl ท่านก็จะบอกว่าคุณมีโอกาสเริ่มจะเป็นเบาหวาน ต้องระวังตัว

ถ้าเกิน 125 mg ขึ้นไป และบางครั้งก็เลย 125 จนจะถึง 150 mg ท่านก็คงต้องให้ยาเบาหวานซึ่งเป็นยากดน้ำตาลในเลือดของคุณให้ลดลง

นั่นเป็นคำนำย่อๆของการเป็นเบาหวาน ซึ่งก็คือยึดเอาเรื่องน้ำตาลในเลือดซึ่งสูงผิดปกติเป็นเกณฑ์

แต่ เบาหวานไม่ใช่เรื่องของน้ำตาลในเลือดอย่างเดียว แต่ยังมีอาการอื่นๆนอกจากน้ำตาลมาผสมด้วยหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ปวดเมื่อยตามตัวตามัว อ่อนเพลีย แถมยังมีอาการคล้ายๆคนเป็นโรคหัวใจรวมอยู่ด้วย

และในอาการนอกเหนือไปหลายๆอย่างนี้ ก็แถมด้วยอาการของการกระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยเป็นประจำรวมด้วยเช่นกัน

หลายคนที่เป็นเบาหวานหรือมีอาการแบบจะเริ่มเบาหวานอย่างอ่อนๆ อาจจะยังไม่เคยคิดมาเลยว่าตัวเองจะเป็นเบาหวาน

พอ มีอาการกระหายน้ำมากๆ และปัสสาวะบ่อยๆรวมทั้งอ่อนเพลียมากโดยหาสาเหตุไม่พบก็มักจะคิดว่าตนเองมี ปัญหาเกี่ยวกับไตหรือบางทีคงดื่มน้ำไม่พอในวันหนึ่งๆ

พอคิดว่าดื่ม น้ำไม่พอ ก็เลยดื่มน้ำเพิ่มเป็นการใหญ่ บางท่านเชื่อคำร่ำลือที่ว่าดื่มน้ำมากๆรักษาโรคได้ ก็เลยดื่มน้ำวันละ 3-5 ลิตร จนกระทั่งเกิดอาการตัวบวมและไตวายดังที่เล่าให้ฟังเมื่อตอนต้นๆของบทความ เรื่องฉี่นี้

เพราะฉะนั้น เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะไม่รู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน แต่กลับไปแก้ด้วยการกินน้ำมากๆ ก็เลยทำให้ฉี่มากๆ และทำให้เกิดอาการไตวายได้อย่างนี้แหละครับ

ถ้าอย่างนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นเบาหวาน และยังฉี่มากอย่างนี้ จะแก้ไขอย่างไรดี

เมื่อเบาหวานทำให้ฉี่บ่อยก็แสดงว่าเบาหวานเป็นต้นเหตุ

ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุก่อนซีครับ

แล้วจะแก้หรือรักษาเบาหวานซึ่งเป็นต้นเหตุได้อย่างไรเล่า

ตรงนี้แหละครับที่ต้องขอจับเข่าคุยกันสักนิด

เราจะต้องไม่ออกนอกเส้นทางไประหว่างนี้นะครับ เพราะขณะนี้เรากำลังพูดกันถึงอาการฉี่ผิดปกติอยู่

เมื่ออาการฉี่ผิดปกติเกี่ยวกับเรื่องเบาหวานด้วย

เราก็ต้องพูดถึงเรื่องเบาหวานกันบ้าง แต่จะไม่พูดกันโดยละเอียด เพราะ

1. เรื่องเบาหวานมีการพูดถึงเรื่องนี้มากมายแล้ว มีตำราหลายเล่มทั้งเรื่องของการแพทย์ปัจจุบัน และเรื่องของการแพทย์แขนงอื่นๆเกี่ยวกับเบาหวาน แม้แต่กระทั่งเรื่องยากลางบ้าน หรือยาผีบอกเกี่ยวกับเบาหวานก็มีมากมายด้วยเช่นกัน

2. เราจึงจะพูดถึงเบาหวานกรณีที่เกี่ยวกับเรื่องฉี่โดยตรงก่อน และจะแนะนำเรื่องแก้การฉี่ผิดปกติเพราะเบาหวานก่อน แต่ถ้ามีเรื่องที่จะต้องโยงไปถึงเบาหวานก็จะพูดในวงจำกัดเพื่อให้รู้ว่าจะ บรรเทาเรื่องเบาหวานและเรื่องฉี่ผิดปกติร่วมกันได้อย่างไรเท่านั้น

(แต่ ถ้ามีผู้สนใจเรื่องเบาหวานล้วนๆ ว่าจะแก้ไขหรือรักษาเบาหวานด้วยวิธีชีวจิตอย่างไรได้นั้น ก็คงจะพูดถึงเรื่องเบาหวานโดยเฉพาะอีกตอนหนึ่ง แฟนๆกรุณาแจ้งให้ทราบด้วยครับ)

ขออธิบายย่อๆก่อนว่า ทำไมจึงปัสสาวะบ่อยเมื่อเป็นเบาหวาน

หน้าที่ของไตโดยตรงคือ

1. ระบายของสกปรกหรือสิ่งที่มีเกินความต้องการของร่างกายออกไป

2. รักษาสิ่งที่มีประโยชน์ไว้ไม่ให้ออกไปกับสิ่งสกปรกอื่นๆ

3. เมื่อรักษาสิ่งมีประโยชน์ไว้แล้ว ก็ต้องเก็บรักษาสิ่งที่มีประโยชน์ไว้ตามอวัยวะต่างๆให้ถูกต้องตามที่ของมันด้วย

ฉะนั้น เมื่อมีน้ำตาลในเลือดเกินขีดปกติ ไตก็ต้องทำหน้าที่ร่วมกับตับอ่อน เมื่อน้ำตาลสูง ตับอ่อนต้องสร้างฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้นเพื่อลดน้ำตาล และไตก็ต้องทำหน้าที่ระบายน้ำตาลซึ่งสูงเกินควรออกทางปัสสาวะด้วย

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมองและระบบประสาทโดยตรง นั่นก็คือเรื่องของการกระหายน้ำ

สมอง มีต่อมหรือปุ่มที่ควบคุมความรู้สึกกระหายน้ำของคนเรา หลักง่ายๆของร่างกายก็คือ ถ้าเราถ่ายน้ำออกจากร่างกายมาก จะเป็นการปัสสาวะหรือเหงื่อออกก็ดี น้ำออกไปมาก ร่างกายก็แห้ง

ร่าง กายต้องการความสมดุลระหว่างน้ำกับเนื้อในร่างกายเรา เมื่อน้ำออกจากร่างกายมากเกินไป (ปัสสาวะ/เหงื่อ) เกลือในตัวเราก็จะเข้มข้นขึ้น ตัวอวัยวะบางตัวซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องวัดความเข้มข้นของเกลือ ก็จะเตือนไปที่ระบบเส้นเลือดและหัวใจ (CARDIOVASCULAR SYSTEM) ระบบนี้จะเตือนไปที่เซลล์ส่วนหนึ่งของไฮโปทาลามัส (HYPOTHALAMUS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนกลาง

ไฮโปทาลามัสก็จะเตือนไปที่ต่อมพิทูอิทารี (ต่อมใต้สมอง)

ต่อมนี้ก็จะหลั่งฮอร์โมน ANTIDIURETIC HORMONE หรือเรียกสั้นๆว่า ADH ออกมา

เจ้า ADH นี้ก็จะไปออกฤทธิ์กับไต ซึ่งจะหลั่งเอ็นไซม์ชื่อเรนินเข้าไปในระบบเลือดและก็จะเข้าไปสร้างฮอร์โมน อีกตัวหนึ่ง คือ แองจิโอเทนซิน ซึ่งก็จะย้อนไปเร่งให้ไฮโปทาลามัสสร้าง ADH เพิ่มขึ้นอีก

ผลก็คือเราก็จะคอแห้ง กระหายน้ำ ผมเคยเห็นบางคนเป็นเอามาก ตื่นขึ้นมาแต่เช้าก็จะคอแห้งดื่มน้ำอั๊กๆ เหมือนกับตายอดตายอยากอยู่กลางทะเลทรายมาเป็นเดือน

เป็นอย่างไรบ้าง ครับ อ่านแล้วปวดหัวมากไหม ขอโทษคุณผู้อ่านด้วยครับ ผมเองก็ปวดหัวแทบตายเหมือนกัน เพราะกว่าที่ผมจะเอาเรื่องยากๆมาย่อยให้เป็นเรื่องง่าย แล้วอธิบายเป็นภาษา (ค่อนข้างจะเป็น) ชาวบ้านได้นี้ ต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันเชียวนะครับ

เอา ละขอสรุปสั้นๆว่า ที่อธิบายมาค่อนข้างจะยืดยาวนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การปัสสาวะบ่อยๆและการที่รู้สึกกระหายน้ำมากๆนี้ เป็นเรื่องคู่กัน

และเป็นเรื่องสำคัญก็คือ เนื่องมาจากเบาหวานและเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบเลือด/หัวใจ ไตและระบบสมอง ทั้งหมดต้องทำงานพร้อมๆกัน ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องเบาหวานแต่เพียงเรื่องเดียว

ต่อไปนี้ขอแนะนำสั้นๆและตรงไปตรงมาเลยนะครับ ว่าจะให้ปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อบรรเทาการฉี่มาก และบรรเทาการกระหายน้ำมากๆ

1. โดยเหตุที่ถ้าฉี่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน คุณก็ต้องไปห้องน้ำบ่อยๆ เมื่อกลับจากห้องน้ำคุณจะนอนไม่หลับ ทำให้ภูมิชีวิตหรือ IMMUNE SYSTEM เกี่ยวกับการนอนตกต่ำมาก

วิธีแก้ คุณผู้ชายให้หากระบอกปัสสาวะไว้ข้างเตียง คุณผู้หญิงก็เหมือนกัน หาโถฉี่ไว้ข้างเตียง ฉี่แล้วทำความสะอาดดีๆ จะนอนต่อได้สบาย

2. เวลาดื่มน้ำ อย่าดื่มอั๊กๆเพื่อให้หายอยาก แต่ดื่มทีละอึก สองอึก กลั้วคอ ดื่มบ่อยๆได้

3. ท่ารำตะบอง ทำท่าแถมสองแขนรัดตะบองไว้บั้นเอวด้านหลัง เขย่งเท้า แล้วย่อตัวนั่งบนส้นเท้า 3 ครั้ง แล้วลดตัวนั่งยองๆ ลุกขึ้นยืนเขย่งย่อตัว นับเป็น 1 เซต ให้ทำอย่างน้อย 30 เซตทุกวัน (สงสัยให้ไปถามเพื่อนๆที่ศูนย์รำตะบองชีวจิตทุกแห่ง เขาจะสอนให้เราฟรีๆพร้อมคำแนะนำ)

4. ใช้เถาวัลย์เปรียงตากแห้ง หั่นเป็นแว่น ต้มน้ำร้อนดื่ม 5 แว่น เช้า-เย็นทุกวัน

5. วิตามินและอาหารเสริม

วิตามิน B1 1 เม็ดเช้า (250 มก.) B6 1 เม็ดเช้า (50 มก.)

น้ำมันเมล็ดฟักทอง 1 แคปซูล (1,000 มก.) ถ้าหาไม่ได้ กินเมล็ดฟักทองกะเทาะเปลือก วันละ 5 ช้อนโต๊ะอีฟเวนนิง พริมโรส 1 แคปซูล

วิตามิน D 1 แคปซูล (1,000 I.U.) หรือใช้น้ำมันปลา 1 แคปซูลแทนก็ได้

*****
สาทิส อินทรกำแหง

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 25 เมษายน 2553

ฉี่–ใครว่าไม่สำคัญ (5)ฉี่–กับโรคสมอง

"ฉี่" มาถึงตอนนี้ต้องหยุดเบรกอธิบายกันสักนิดหนึ่งนะครับ คือ คำว่า "โรค" กับ "อาการ"

"โรค" คือ ชนิดของความเจ็บป่วย เช่น โรคบิด (DYSENTERY) โรคท้องร่วง (DIARRHEA)

เมื่อป่วยเป็นโรคหนึ่งโรคใด ก็จะมี "อาการ" แสดงออกมา อาจจะเป็นอาการเดียวหรือหลายๆอาการก็ได้

อย่าง ที่ยกตัวอย่าง โรคบิดก็จะมีอาการปวดท้อง มวนท้องอย่างรุนแรง แถมด้วยถ่ายออกมาเหลวๆ เวลาถ่ายก็จะถ่ายไม่หมด ถ่ายออกมาได้นิดหนึ่งก็ถ่ายไม่ออก แต่ยังปวดถ่ายอยู่ เมื่อเบ่งออกมาก็มีมูกเลือด เหล่านี้คืออาการ นั่นคือ โรคบิดโรคเดียว จะมีหลายอาการแสดงออกมา

แต่อย่างโรคท้องร่วง อาการขั้นแรกก็คือ ถ่ายออกมาเหลวๆ ถ่ายหลายหนและเป็นมากๆอาจจะถ่ายออกมาเป็นน้ำตลอดเวลา ฉะนั้นท้องร่วง อาการอาจจะขอใช้คำว่าอาจจะ นะครับ อาจจะมีแต่อาการอย่างเดียวก็ได้

ที่ยกตัวอย่างมานี้เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า โรคหนึ่งๆอาจจะมีหลายอาการหรืออีกโรคหนึ่งอาจจะมีแต่อาการเดียวก็ได้

ขอเน้นตรงนี้ก่อนนะครับ แต่ในทางกลับกันอาการอย่างเดียวกัน กลับไปปรากฏอยู่ในหลายๆโรคก็ได้

ฉะนั้น เรื่อง "ฉี่" ที่พูดมาแล้ว 4 ตอนนั่นน่ะ จะมาจากโรคตั้งหลายโรค แต่อาการจะมีเหมือนๆกัน อย่างเช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ ก็จะมีอาการเกี่ยวกับฉี่ผิดปกติ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคหัวใจ โรคไตพิการ โรคเกี่ยวกับต่อมใต้สมอง โรคเกี่ยวกับวัยทอง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่มีอาการของ "ฉี่ผิดปกติ" เกี่ยวข้องอยู่ด้วยทั้งสิ้น

แม้แต่โรคเบาหวานที่พูดถึงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็มีอาการของฉี่ผิดปกติร่วมอยู่ด้วย

และที่สำคัญที่บอกวิธีแก้รำคาญจากการผิดปกตินั้นเป็นการบรรเทาหรือบำบัดอาการ แต่ไม่ใช่เป็นการรักษาโรค

การ บรรเทาหรือบำบัดอาการเรียกเป็นภาษาแพทย์คงจะเทียบได้กับ THERAPY ไม่ใช่การรักษา (CURE หรือ TREATMENT) เมื่อเราบรรเทาอาการบางอย่างได้ก็จะสบายขึ้น แต่โรคก็ยังไม่หาย

ฉะนั้น พูดกันอย่างฟันธงอีกที ถ้าจะให้อาการต่างๆหายไปให้หมด ก็ต้องรักษาโรคนั้นๆให้หายเสียก่อน

อย่าง เช่นเรื่องเบาหวานที่พูดถึงครั้งที่แล้ว จะมีอาการของฉี่ผิดปกติประกอบด้วย ถ้ารักษาเบาหวานให้หายเป็นปกติได้ อาการฉี่ผิดปกติก็น่าจะหายไปด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น ตอนนี้สรุปได้ว่า ถ้ามีหลายอาการในโรคๆเดียว รักษาโรคคือต้นเหตุได้ อาการต่างๆของโรคก็จะหายไปด้วย

แต่ทำไมเรื่อง "ฉี่" จึงพูดกันยาวตั้งหลายตอน ก็เพราะอาการของ "ฉี่ผิดปกติ" นั้น จะเป็นอาการอย่างเดียวแต่แทรกอยู่ในหลายๆโรค

เรื่องฉี่ผิดปกตินี้จึงดูเหมือนเป็นโรคอย่างหนึ่ง แต่มันไม่ใช่โรค มันเป็นอาการจึงต้องอธิบายกันยืดยาวอย่างนี้

ฉะนั้น ก่อนจะสรุปเรื่องฉี่ ผมจึงต้องแจงเสียก่อนว่า "ฉี่ผิดปกติ" เป็นอาการของโรคหลายโรค วิธีแก้ฉี่ผิดปกติ จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุเสียก่อน อาการก็จะหายไป

แต่ก็มีกรณีการป่วยบางโรค ป่วยมานาน แต่ไม่ร้ายแรง ค่อยๆเป็นทีละน้อยๆแล้วก็มากขึ้นๆจนเป็นอาการสาหัส

ระหว่างที่เป็นแต่น้อยนั้น เราก็ไม่ได้สนใจจะแก้ไขหรือรักษาอย่างจริงจัง คล้ายๆกับว่าเราอยู่กับโรคนั้นได้

และ โรคซึ่งเราไม่ค่อยระวังตัวนี้ ก็มักจะมีอาการฉี่ผิดปกติร่วมอยู่ด้วย เราก็ปล่อยให้โรคนั้นเป็นอยู่ต่อไป และอาการฉี่ผิดปกติ เราก็ปล่อยมันไปเรื่อยๆเช่นกัน

อย่างตัวอย่างโรคเบาหวาน ซึ่งกล่าวถึงเมื่ออาทิตย์ก่อนเป็นต้น เมื่อมีอาการเบาหวานอย่างเบาๆ เราก็ไม่สนใจ และในระยะนั้นก็จะมีอาการฉี่ผิดปกติบ้าง เราก็ไม่สนใจ

ตอน ต้นก็คงเป็นอาการฉี่บ่อยครั้งหน่อย ต่อไปก็ชักฉี่กะปริบกะปรอย ต่อไปอีกก็ฉี่ค้างคือ ฉี่ไม่สะเด็ด หยดติ๋งๆ จนกระทั่งตอนสุดท้ายฉี่ไม่ออก ขาบวม ตัวบวม นั่นก็คือถึงขั้นที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว

ขั้นสุดท้ายขาบวม ตัวบวมนี่น่าสนใจมากนะครับ เพราะแสดงให้เห็นว่าได้เกิดอาการไตวายขึ้นแล้ว และถ้าถึงขั้นไตวาย ก็ไม่มีทางรักษา ทางออกบั้นปลายก็คงต้องใช้วิธีล้างไต (HEMODIALYSIS) โดยใช้เครื่องล้างไตอาทิตย์ละครั้งสองครั้งไปจนตลอดชีวิต

ขอพูดถึง เรื่องล้างไตเป็นการเพิ่มความรู้เล็กๆน้อยๆอีกนิดครับ ก่อนที่จะล้างไตด้วยเครื่องล้างไตได้ จำเป็นที่จะต้องมีการผ่าตัดเล็กน้อยเสียก่อน การผ่าตัดนั้นก็คือต่อเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดงเข้าไว้ด้วยกัน ส่วนมากมักจะทำที่บริเวณข้อมือ และเมื่อต่อเส้นเลือดเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ก็ต้องรอไว้ระยะหนึ่งให้แผลหายดี แล้วจึงจะเริ่มใช้เครื่องล้างไต และก็คงต้องปล่อยสภาพการต่อเส้นเลือดไว้อย่างนั้นตลอดไปหรือตราบเท่าที่เรา ยังต้องการล้างไตอยู่

การผ่าตัดเพื่อต่อเส้นเลือดเข้าไว้ด้วยกันนั้น เรียกว่าวิธี ARTERIOVENOUS SHUNT หรือเรียกสั้นๆว่า A.V.SHUNT ซึ่งเมื่อสมัยแรกๆที่คิดวิธีล้างไตขึ้นมานั้น ใช้วิธีแทงเส้นเลือดแดงและเลือดดำเข้าล้างเครื่องกันสดๆเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อล้างไตทุกครั้ง ใช้แทงกันสดๆกันอย่างนี้ เส้นเลือดก็จะเป็นแผลเป็น และในบริเวณที่ถูกแทงก็จะเกิดอาการคล้อท (CLOT) ทำให้เส้นเลือดแข็ง แทงเส้นครั้งต่อๆไปไม่ได้

เขาก็เลยต้อง คิดวิธีต่อเส้นเลือดเข้าด้วยกันอย่างถาวร ซึ่งก็แก้ปัญหาเรื่องเส้นเลือดแข็ง (ARTERIOVENOUS FISTULA) ในกรณีที่ต้องล้างไตเป็นประจำได้ แต่การล้างไตก็ยังคงต้องทำต่อไปตลอดเวลา เพราะยังหาวิธีรักษาอาการไตวายไม่ได้ คงใช้การล้างไตเป็นการบรรเทาอาการไตวายเท่านั้น

ที่ครั้งนี้ต้อง เขียนอธิบายเรื่องโรคและอาการค่อนข้างยืดยาวนั้น ก็เพราะหลายท่านเข้าใจผิดว่าโรคกับอาการเป็นเรื่องเดียวกัน ตั้งแต่เริ่มเขียนเรื่อง "ฉี่" มาได้สองตอนก็ถูกถามหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถามท่านไม่เข้าใจเรื่องโรคกับอาการ ก็เลยต้องอธิบายให้เห็นความแตกต่างและความสำคัญของการรู้จักแยกโรคและอาการ ว่ามันต่างกันอย่างไร ยืดยาวหน่อย ขอโทษด้วยครับ

ขอสรุปเฉพาะตอนนี้ว่าอย่างเรื่อง เบา-หวานกับฉี่ผิดปกติ นั้น ต้องแก้ทั้งสองอย่างเสียแต่เนิ่นๆ และต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน

อย่าง เช่น เริ่มรู้สึกเพลียโดยไม่มีเหตุผล มีอาการความดันโลหิตสูง ก็รีบไปตรวจเบาหวาน และเมื่อแม้แต่ตรวจแล้ว น้ำตาลในเลือดยังต่ำอยู่ แต่อาการผิดปกตินั้นยังคงอยู่ ก็แก้เรื่องอาหารและควบคุมเรื่องน้ำตาลในเลือดไว้ก่อน

ขณะเดียวกันก็สังเกตดูว่ามีอาการผิดปกติเรื่องฉี่หรือเปล่า ถ้ามีก็คงแก้ไปพร้อมๆกับการคุมอาหารและคุมน้ำตาล

ที่ แน่นอนและอยากย้ำแล้วย้ำอีกตอนนี้ก็คือ ตรวจแล้วจะเป็นหรือไม่เป็นก็ตาม ขอให้ปลีกเวลาออกกำลังกายอย่างหนักเป็นประจำไว้ก่อน ได้แนะนำไว้หลายครั้งแล้วนะครับว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายด้วยวิธีใดดี ก็ขอให้ยึดวิธีรำตะบองของชีวจิตนั่นแหละครับ ทำเป็นประจำ ทำให้ได้พีก ผมขอเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า จะได้ผลดี ช่วยรักษาได้ทั้งโรคและอาการทั้งหมด

ยังไม่จบนะครับเรื่อง "ฉี่" คราวหน้าขอต่ออีกนิด เรื่องฉี่ผิดปกติเพราะอัมพาตและฉี่ผิดปกติ เพราะเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะและไตโดยตรง

ฉี่–ใครว่าไม่สำคัญ (6)ฉี่–กับโรคสมอง

"ฉี่ กับ โรคสมอง" ไม่ใช่ฉี่ใส่สมองนะครับ

"โรคสมอง" หมายความว่าโรคต่างๆเกี่ยวกับสมอง ซึ่งมีหลายโรคเหลือเกิน

และโรคซึ่งเกี่ยวกับสมองเหล่านี้ จะมีอาการเกี่ยวกับ "ฉี่ผิดปกติ" เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ

ขอ ยกตัวอย่างโรคเกี่ยวกับสมองซึ่งเราค่อนข้างจะได้ยินบ่อยและรู้จักกันดี อย่างเช่น เส้นโลหิตในสมองแตกหรืออุดตัน ซึ่งจะเรียกกันเป็นภาษาสามัญทางการแพทย์ว่า STROKES

ถ้าของไทยเราก็ คงจะเรียกกันว่า อัมพาตหรืออย่างเบาๆก็คงว่าอัมพฤกษ์ โรคนี้เริ่มขึ้นที่สมองก่อน คือ เส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองใหญ่ (CEREBRUM) อุดตันหรือแตก หรืออาจจะเป็นสมองส่วนอื่นๆก็ได้ อย่างเช่น สมองส่วนกลาง

เมื่อ เส้นเลือดแตก เลือดที่ไหลออกมาก็จะไปคั่งอยู่ในสมอง สมองส่วนอื่นๆก็ทำงานไม่ได้หรือถ้าเส้นเลือดอุดตัน เซลล์ของสมองส่วนที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากโลหิตก็จะตาย

เมื่อสมอง ส่วนหนึ่งส่วนใดทำงานไม่ได้ ร่างกายที่เกี่ยวข้องกับสมองส่วนนั้นก็จะชาหรือพิการ เกิดอาการพิการไปครึ่งซีกหรือทั้งหมดของร่างกายได้

ที่น่าสังเกตก็ คือสมองใหญ่ 2 ซีกนั้นแยกกันทำหน้าที่ควบคุมร่างกายเป็นซีกตรงกันข้าม คือ ซีกซ้ายจะคุมร่างกายทางขวา และซีกขวาจะควบคุมร่างกายทางซ้าย

ฉะนั้น ถ้าใครเกิดเส้นโลหิตแตกหรืออุดตันทางสมองซีกซ้าย ด้านขวาของร่างกายก็จะเป็นอัมพาต หรือเป็นสมองด้านขวา ด้านซ้ายของร่างกายก็จะเป็นอัมพาตกลับกันอย่างนี้

แล้วก็ยังมีโรคของสมองอีกหลายโรคจะมีส่วนกระทบต่อร่างกายบางซีกบางส่วน หรือบางทีก็ร่างกายทั้งตัวก็ได้เช่นกัน

อย่าง โรคพาร์กินสันที่ทำให้มีอาการสั่นบางส่วนของร่างกายหรือทั้งตัว ลมชักหรือลมบ้าหมูที่ทำให้มีอาการชัก เกร็งและกระตุก อัลไซเมอร์และความจำเสื่อมเพราะความชรา (ALZHEIMER’S DISEASE และ SENILE DEMENTIA) และ ยังมีโรคเกี่ยวกับสมองอื่นๆอีกหลายอย่าง

ที่อยากจะสรุปลงตอนนี้เสียก่อนก็คือว่าโรคเกี่ยวกับสมองต่างๆเหล่านี้ จะมี อาการของปัสสาวะผิดปกติร่วมอยู่ด้วยเสมอ

สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าอาการฉี่ผิดปกติของโรคสมองนี้ ผิดกับอาการฉี่ผิดปกติของโรคที่ไม่เกี่ยว กับสมอง

ผิด กันก็อยู่ตรงที่ว่าการฉี่ผิดปกติของโรคที่ไม่เกี่ยวกับสมองนี้ ส่วนมากเราพอจะบังคับไม่ให้ฉี่ราดได้ อย่างเช่น เบาหวานหรือต่อมลูกหมากอักเสบนั้น ต้องฉี่บ่อยๆก็จริง และบางครั้ง ปวดฉี่จนหน้าเขียวก็จริง ก็ยังพอบังคับหรือกลั้นไว้หน่อยหนึ่ง ถ่วงเวลาพอจนกระทั่งวิ่งไปถึงห้องน้ำได้ (แม้กระทั่งถึงห้องน้ำแล้วมีคนยืนฉี่อยู่ก่อน ก็พอมีโอกาสทำหน้ากระมิดกระเมี้ยนกลั้นยืนรออยู่ได้อีกสักครู่)

แต่ การฉี่ผิดปกติเพราะโรคเกี่ยวกับสมองนั้นจะกลั้นไม่อยู่ ส่วนมากมักจะฉี่ราด หรือบางทีไม่รู้ตัวว่าจะปวดฉี่ด้วยซ้ำ อยู่เฉยๆปัสสาวะก็ราดออกมาเฉยๆ

ฉี่ ราดเฉยๆโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลหรือครอบ ครัวใกล้ชิดที่จะต้องดูแลผู้ป่วย ใครที่ไม่เคยต้องดูแลผู้ป่วยเพราะโรคสมองเหล่านี้ คงจะไม่เข้าใจหรอกว่าการดูแลการขับถ่ายของผู้ป่วยซึ่งรวมทั้งการปัสสาวะผิด ปกติอยู่ด้วยนี้ เป็นเรื่องน่าสงสารและเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสสำหรับผู้ป่วยผู้ดูแลหรือผู้ พยาบาลเพียงใด

เพราะฉะนั้น บทความตอนนี้จึงมุ่งที่จะ ช่วยบรรเทาความทรมานของผู้ป่วยและบรรเทาความอดทนอย่างหนักหนาสาหัสสำหรับผู้ พยาบาลและผู้ดูแลเสียก่อน

แต่อย่าลืมนะครับว่าการบรรเทาหรือการบำบัด นี้ไม่ใช่การรักษา ผมได้อธิบายไว้แล้วในบทความตอนก่อนๆว่า ถ้าจะแก้อาการต่างๆให้หายโดยเด็ดขาด ก็ต้องแก้ตัวโรคซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการให้ได้เสียก่อน แล้วอาการต่างๆก็จะหายไปเอง

ขอให้เข้าใจเรื่องกายวิภาคของสมองสักนิด หนึ่ง สมอง คือกองบัญชาการใหญ่ของร่างกาย การจะเคลื่อนไหวส่วนใดของร่างกายต้องเริ่มที่สมองก่อน แล้วสมองจะสั่งมาที่กระดูก สันหลัง กระดูกสันหลังก็จะสั่งประสาท และกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายให้ เคลื่อนไหวได้

ในขณะ เดียวกันเรื่องของการฉี่นั้น ความ รู้สึกและการสั่งการให้ อวัยวะแก่การฉี่เริ่มที่สมอง อยู่ในบริเวณสมองส่วนกลาง ซึ่งส่วนหนึ่งของสมองส่วนกลางเรียกว่า HYPOTHALAMIC REGION นี้เป็นจุดเริ่มต้น

ถ้าสมองส่วนนี้ถูกกดหรือทำงานไม่ได้ ขั้นตอนของการฉี่ก็เสียไปหมด ขอยกตัวอย่างของผู้ป่วย เป็นอัมพาต ถ้าเป็นอัมพาตขนาดหนักจะเคลื่อนไหว ตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ ระบบต่างๆของร่างกายรวนเร หมดอย่างนี้ อาการหนักมาก เรื่องการฉี่คงจัดการอะไรไม่ได้ ในกรณีต้องใช้วิธีใส่ท่อสวนกระเพาะปัสสาวะและปล่อยให้ปัสสาวะลงถุงตลอดเวลา

แต่ถ้าคนไข้ยังรู้ตัว แม้แต่พูดไม่ได้ แต่ก็พอกระดุกกระดิกตัวได้

1. ให้สังเกตว่าคนไข้เครียดมากหรือเปล่า ถ้าคนไข้เครียด ลองจับเนื้อตัว แขนขาดู จะเห็นว่า เกร็งและกล้ามเนื้อแข็งไปหมด ในกรณีนี้แทนที่จะฉี่ราดก็กลับฉี่ไม่ค่อยออก

วิธีแก้คือ เช็ดเนื้อเช็ดตัวคนไข้ให้สะอาดและให้สบายตัว แล้วนวดแบบสบายๆ (ไม่ใช่นวดเส้น) คือ นวดใช้ฝ่ามือกดผสมกับใช้หัวแม่มือกดผ่อนคลาย

ถ้าคนไข้นอนคว่ำได้ ให้กด-นวดบริเวณก้นกบเบาๆ พอคนไข้สบาย ก็จะหายเกร็งและเริ่มปัสสาวะได้

2. ถ้าฉี่ออกและฉี่ราดบ่อยๆ หากระบอกฉี่ (ผู้ชาย) ไว้ข้างตัว ถ้าเป็นผู้หญิงใช้โถฉี่ชนิดบนเตียง พยายามหัดให้ฉี่เป็นเวลา ประมาณทุกชั่วโมง จะฉี่ออกหรือไม่ออกก็ให้หัดฉี่ไว้ก่อน ข้อสำคัญอย่าให้คนไข้เครียด ให้ฟังเพลงหรือดูทีวี หรือซีดีเรื่องตลกๆ เบาสมองให้มากๆ

3. ถ้าคนไข้เคลื่อนไหวได้หรือเดินได้ ให้ออก กำลังกายท่ารำตะบอง คือ ท่าแถม (ถือตะบองสองมือตรงเอวด้านหลัง นั่งยองๆลงบนส้นเท้า ย่อ 3 ครั้ง แล้วปล่อยตัวนั่งบนส้นเท้า จากนั้นยกตัวช้าๆ ขึ้นยืน (นับเป็น 1 ชุด) ให้ทำอย่างน้อย 5-10 ชุดต่อครั้ง)

4. ถ้าคนไข้เคลื่อนไหวได้ดี และสามารถพูดจาเข้าใจกันเหมือนคนปกติ ให้ลองหัดวิธีบริหาร แบบขมิบ ที่เรียกกันว่า KEGEL EXERCISE

วิธี ฝึกที่ดีก็คือ ขณะกำลัง "ฉี่" อยู่ อย่าปล่อยให้ฉี่จนสุด แต่ให้กลั้นหยุดฉี่ไว้แล้วนับหนึ่งถึงสิบ แล้วจึงฉี่ต่อ ทำหลายๆครั้ง ต่อไปจะกลั้นฉี่ และบังคับฉี่ได้

5. สมุนไพรบางตัว เอามาทำเป็นชาชงน้ำดื่มดี เช่น ต้นขัดมอญ ใบทองพันชั่ง ใบเหงือกปลาหมอ อย่าปนกัน ใช้ทีละอย่าง

เอาสมุนไพรเหล่านี้ ตากให้แห้ง แล้วคั่วพอหอม ชงน้ำดื่มครั้งละประมาณ 3 หยิบมือ (แยกกัน-อย่าต้มรวมกัน ดื่มทีละอย่างสลับกัน).

สาทิส อินทรกำแหง
********
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2553