Showing posts with label ”การรอคอย” และ "ความอดทน". Show all posts
Showing posts with label ”การรอคอย” และ "ความอดทน". Show all posts

Thursday, February 18, 2016

เลิกกับเมีย(ขี้เหร่) ที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี

บทความดีๆ

เห็นเมียขี้เหร่ ไม่สวยเหมือนเดิม จึงขอเลิกซะ
เมียก็ยอม ที่ไหนได้ พอมารู้ตัวอีกที น้ำตาไหลพราก เสียดายเมียสุดๆ!!!

เหตุเกิดที่เมืองจีน  เขาเริ่มจากการทำงานเป็นช่างปูนจนๆคนหนึ่ง และค่อยๆ ได้เลื่อนเป็นหัวหน้าช่างปูน ในเวลาไม่นานเขาก็ได้ก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งในขณะนี้บริษัทก่อสร้างของเขาเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงพอสมควร และนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดสิ่งยั่วยวนใจเขา

ภรรยาช่างปูนจนๆคน นี้ คอยดูแลสามีมาตลอดหลายปี จากหุ่นที่ผอมเพรียวเริ่มอ้วน ผิวพรรณที่เคยเนียนนุ่มก็เริ่มเหี่ยวลงทุกวัน ผิวพรรณที่หยาบกร้านของภรรยา ทำให้เขารู้สึกแย่เมื่อเทียบภรรยากับผู้หญิงคนอื่น ลักษณะรูปร่างของภรรยาทำให้เขารู้สึกเบื่อ และเมื่อเห็นภรรยาเขาก็คิดถึงแต่เรื่องในอดีตช่วงชีวิตที่ลำบากและจน

เขา คิดว่าชีวิตคู่ของเราทั้งสองคงจะหยุดลงได้แล้ว เขาฝากเงินในบัญชีให้ภรรยาเขา 100 ล้านหยวน เพียงพอต่อการซื้อบ้านใหม่ในเมือง เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบ เขาวางแผนชีวิตในอนาคตของภรรยาไว้ หากเขาไม่ทำเช่นนี้จะรู้สึกแย่ ไม่อยากให้ภรรยาต้องลำบาก.....

ในที่สุดก็ขอหย่ากับภรรยา

เธอ รับฟังข้อเสนอของเขาด้วยแววตาที่สงบและถ่อมตน เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องย้ายออกไปอยู่บ้านที่สามีซื้อไว้ให้แล้ว ช่วงบ่ายโมงเขาก็กลับมาช่วยภรรยาย้ายบ้าน และเป็นการจบในการใช้เวลาอยู่ร่วมกันมา20กว่าปี

ตลอดช่วงเช้าเขาทำงาน ด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น พอถึงตอนบ่ายเขารีบกลับบ้านก็พบว่าภรรยาได้ออกจากบ้านแล้ว เธอวางกุญแจบ้านที่เขาซื้อให้กับสมุดบัญขีที่ฝากไว้ให้จำนวน100 ล้านหยวน (ประมาณ 400-500 ล้านบาท) พร้อมจดหมายที่เขียนข้อความไว้ว่า :

-- ฉันไปแล้วนะ ฉันจะกลับไปบ้านแม่ฉัน

ผ้าปูเตียงซักเสร็จและตากแห้งหมดแล้ว พับเก็บไว้ที่ห้องเก็บแต่งตัวมุมขวาของตู้ อากาศหนาวก็อย่าลืมเอาออกมาใช้นะ

เสื้อเชิตแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ถุงเท้า เข็มขัดเก็บไว้ชั้นล่างของตู้เสื้อผ้านะ

หลังจากที่ฉันไปแล้วอย่าลืมกินยา กระเพาะคุณไม่ค่อยดี ฉันฝากให้เพื่อนซื้อยาไว้ให้คุณน่าจะพอกินถึงครึ่งปี

อ่อ!ยังมีอีกเรื่อง คุณชอบลืมกุญแจบ้านเป็นประจำ ฉันเลยฝากกุญแจสำรองไว้ที่ป้อมยาม ถ้าลืมก็ไปเอาที่ป้อมยามได้

ตอนเช้าก่อนออกไปทำงานอย่าลืมปิดหน้าต่าง เพราะถ้าฝนตกจะสาดเข้าบ้านทำให้พื้นบ้านเปียกและเสียได้

ฉันทำเกี๊ยวที่คุณชอบอยู่ในห้องครัว กลับมาก็ต้มกินเองได้นะ.....

ตัวหนังสือของเธอในจดหมายเขียนได้ขี้เหร่มาก แต่ตัวหนังสือทุกตัวที่แสดงถึงความจริงใจสุดซึ้ง ทำให้เขารู้สึกเจ็บตรงหัวใจ

เขา นั่งมองเกี๊ยวที่ห่อเก็บไว้ให้เขา ทำให้เขานึกถึงเมื่อ 20 ปีก่อน ช่างปูนจนๆคนหนึ่ง นึกถึงเสียงสับผักที่เตรียมห่อเกี๊ยวให้เขา ทำให้เขามีความสุขและสัญญากับตัวเองไว้ว่า : ฉันจะต้องทำให้ผู้หญิงคนนี้มีความสุขที่สุด.....

เขารีบขับรถออกไปตามหาภรรยาทันที หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงเขาก็เจอภรรยาที่สถานีรถไฟ ร่างกายเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ

เขา พูดด้วยความโมโหว่า : "คุณจะไปไหน ผมเพิ่งเลิกงาน เหนื่อยมาทั้งวัน กลับบ้านยังไม่ได้กินข้าว หน้าที่ภรรยาเขาทำกันแบบนี้หรือไง? ตามผมกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ! "

ภรรยาเขาน้ำตาคลอ ค่อยๆลุกขึ้นและเดินตามหลังเขาไป จากรอยน้ำตากลายเป็นรอยยิ้ม

แต่ เธอไม่รู้ว่าผู้ชายที่เดินอยู่หน้า ตอนนั้นร้องไห้หนักมาก....ชายคนนี้กลัวมากขณะที่ขับรถมาที่สถานีรถไฟ เขากลัวว่าจะหาเธอไม่เจอ กลัวจะสูญเสียเธอไปตลอดชีวิต

เขาด่าและโทษ ตัวเองว่าทำไมถึงโง่แบบนี้ ทิ้งผู้หญิงที่เขารักมาก ผู้หญิงที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา 20 กว่าปี ซึ่งมันกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้

ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่จำนวนเงินในสมุดบัญชี
**แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่รักต่างหาก

ที่มา สยามอัฟเดทดอทคอม
* รักคืออะไร
*ชีวิตต้องการอะไร
*ถามใจตัวเองดู
***

Monday, August 9, 2010

เคล็ดลับการเลิกกาแฟ

ใครที่กำลังมองหาวิธีเลิกติดกาแฟ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเคล็ดลับมาบอก

- ให้ลดปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันลง เช่น จากที่เคยดื่มวันละ 4 แก้วให้ลดลงเหลือ 3 แก้ว แต่หากจำเป็นต้องดื่มแก้วที่ 4 ให้ชงด้วยกาแฟสกัดคาเฟอีน จนกระทั่งร่างกายเริ่มชินก็ให้ลดปริมาณลงอีก

- สำรวจว่า นอกจากกาแฟแล้ว ยังได้รับคาเฟอีนจากอาหารชนิดใดอีกบ้าง เช่น ชา โกโก้ ช็อคโกแลต ซีเรียลรสโกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น จากนั้นให้ลดการบริโภคทุกอย่างร่วมกับการลดปริมาณกาแฟที่ดื่มในแต่ละวัน หรือเลิกบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้

- นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอในตอนกลางคืน อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง

- ดื่มน้ำสะอาดวันละประมาณ 1-2 ลิตร และรับประทานวิตามินบีรวม ซึ่งจะช่วยทุเลาอาการอ่อนเพลีย

- การออกกำลังกาย จะช่วยให้สมองเพิ่ม ซีโรโตนิน และโดปามีน ได้เช่นเดียวกันกับการได้รับคาเฟอีน

- งดดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่

- รับประทานอาหารเช้า เพราะระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพียงพอจะช่วยให้สมองและร่างกายทำงานได้โดยไม่อ่อนเพลีย

- หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เพื่อหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ และควรหลีกเลี่ยงการไปร้านกาแฟ

- หากมีอาการปวดศรีษะระหว่างงดกาแฟ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล หรือแอสไพรินได้ ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดไมเกรนซึ่งมีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่

- หากมีอาการหงุดหงิด ใจสั่น อาจจะใช้วิธีอาบน้ำเย็นช่วยได้

เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้เลิกติดกาแฟได้แล้ว

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 07 สิงหาคม 2553

Wednesday, June 9, 2010

หนทางฟื้นฟูใจ - 'เมตตาและรักตัวเอง'

คิดมาก แก้ปัญหาไม่ตก: หนทางฟื้นฟูใจในวิกฤติ

สภาพสังคมที่กำลังเสื่อมสลายในปัจจุบัน ทั้งจากปัญหาบ้านเมืองและสังคมบีบคั้น ถึงเวลาที่ต้องฟื้นฟูและหาทางเยียวยา การพัฒนาจิตใจเป็นอีกหนึ่งหนทางรับมือวิกฤติในชีวิต ด้วยเหตุนี้ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ เปิดตัวหนังสือธรรมะอ่านง่าย ซึ่งรวบรวมความรู้ที่ชาวพุทธควรทราบ 4 เล่มใหม่เอี่ยมอ่อง ได้แก่ วัคซีนธรรมะ, รู้เท่าทันกรรม ชีวิตเป็นสุข, โชคดีที่ได้รู้ และ ดีใจที่ได้ทราบ ผลงาน พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดสุนันทวนา ราม จ.กาญจนบุรี พระนักเขียนและพระนักปฏิบัติชื่อดังชาวญี่ปุ่นผู้ค้นพบหนทางแห่งพุทธศาสนา

พระอาจารย์มิตซูโอะ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินชีวิตในสถานการณ์ปัจจุบันว่า สังคมทุกวันนี้มีปัญหามากขึ้น สังคมแตกแยก คนไทยไม่สบายใจ เป็นทุกข์มาก เกิดจากการสื่อสารต่าง ๆ ที่มีมากเกินไป การรับข้อมูลด้านเดียว ทำให้เกิดการทะเลาะและขัดแย้งกันมากขึ้น ต้องคิดถึงประโยชน์ ส่วนรวม รักษาใจเป็นกลาง หนักแน่น เชื่อ ครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ทำใจให้ดี มีเมตตา ให้อภัย ไม่ยินดียินร้าย เรียนรู้และหัดคิดให้ดี คิดให้ถูกได้อย่างไร

“หลักการปฏิบัติธรรมคือ ใช้เทคนิคในการเจริญเมตตาปวารณา ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร จงทำใจหนักแน่น ให้ท่องว่าอดได้ ทนได้ รอได้ ใน ชีวิตประจำวันดำเนินชีวิตอย่างปกติ มีสติ ทำสุขภาพใจให้ดี หากสุขภาพใจไม่ดีเงิน พันล้านก็ไม่มีความหมาย ทำอะไรก็ตามให้เอาใจใส่หน้าที่ของตนให้ดีที่สุด รักษาศีล กฎหมายบ้านเมือง กติกาสังคม ความเป็นไทยในสิ่งที่ดีไว้ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ได้และพอใจในสิ่งที่มีอยู่”

พระนักปฏิบัติชื่อดังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะรับมาจากคนอื่น คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุกข์เพราะเหตุใด หาต้นตอไม่เจอ คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ รู้สึกว่าเป็นทุกข์ เพราะคิดว่าตัวเองไม่ดี ทุกข์จึงเกิดจากทุกข์เพราะคิดผิด ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจชีวิต

ส่วนแนวทางแก้ปัญหา ไม่ว่าหน่วยงานต่าง ๆ รัฐบาล ประชาชนคนไทย 65 ล้านคนต้องร่วมมือกัน โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ แนะนำว่า ต้องรักและเมตตาตัวเองก่อน ควรใช้ปิยวาจา คือการวางตนให้เหมาะ สม สำรวมตน และช่วยเหลือสังคม สำหรับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในขณะนี้ เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เป็นเพราะมีเหตุที่บางทีเราอาจไม่รู้ซึ่งสร้างไว้ในอดีต แต่กฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่จริง ใครทำอะไรจะได้ผลนั้นตอบแทน อย่างไรก็ตาม คนไทยถูกสอนมาว่า ทุกคนเป็นพี่น้องกันมาแต่ชาติปางก่อน ให้คิดว่าอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ที่ต้องให้อภัยและเมตตากรุณาต่อกัน

ที่มา: หน้าสตรี เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 09 มิถุนายน 2553
อย่าคิดมาก ปัญหาแก้ไม่ตก ไม่จริง ทุกอย่างแก้ไขได้ ด้วยธรรมะ อ่านหนังสือนี้จะช่วยให้พบหนทางสว่างกระจ่างในชีวิต

Sunday, May 9, 2010

อยู่ก่อนแต่ง

ในเมื่อสภาพการเมืองและสภาพเศรษฐกิจไม่เป็นใจให้คู่รักคู่เลิฟบางรายจัด งานฉลองมงคลสมรสกันในเวลานี้ เหตุนี้คู่รักบางคู่ที่ยังไม่พร้อมจึงต้องร้องเพลง "รอ" กันต่อไป แต่ถึงเป็นงี้ ก็รู้น่าว่า คู่รักที่มั่นใจต่อกันอย่างสุดๆ ย่อมไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆที่ขัดขวางพวกเค้าเอาไว้อย่างแน่นอน ก็ถ้ารักจริงหวังแต่งซะอย่าง ไม่ว่าจะเลื่อนไปวันใดย่อมไม่เปลี่ยนใจหรอกน่า

พูด ถึงเรื่องคู่รักหรือคู่ที่เป็นแฟนกันนี่ก็มีประเด็น ให้ฝอยกันเยอะ เพราะบางคู่นี่รักกันม้าก มาก แถมรักกันจริง รักกันจังซะด้วย ดังนั้น เมื่อทั้งคู่มีอายุพอสมควรแล้วจึงเลือกที่จะแต่งงานกันอย่างเป็นทางการไปซะ เพื่อแสดงให้รู้ไงว่าฝ่ายชายนั้นให้เกียรติกับฝ่ายหญิงและครอบครัวของฝ่าย หญิงนะเฟ้ย...ซึ่งกรณีนี้น่าสนับสนุน เพราะแสดงว่ามีความจริงใจ ต่อกันน่าสรรเสริญ

แต่หนุ่มสาววัยรุ่นสมัยนี้ไม่รู้เป็นไง ไฟราคะมันชอบสปาร์ก (ไฟลุกพึ่บ) กันเร็วมาก จึงชอบหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่ด้วยกันก่อนแต่งจนเห็นกันชินตาไปซะแล้ว สงสัยเพราะฮอร์โมนมันพลุ่งพล่านคล้ายขีปนาวุธอยากพุ่งออกจากฐานละมั้งก็เลย ห้ามจิตห้ามใจกันไว้ไม่ไหว พอได้จับไม้จับมือกันเข้าหน่อย ก็เขยิบไปจับโน่นจับนี่ เช่น จับแขน แตะไหล่ เอามือของอีกฝ่ายลูบผมของอีกคน ไม่งั้นบางทีฝ่ายนึงก็ไปนั่งตักของอีกฝ่าย ซึ่งดูๆไปถ้าทำกันแค่นี้ในที่สาธารณะก็ไม่น่าเกลียดแถมน่ารักด้วยซ้ำ

แต่ ขอแนะว่า ถ้าอยากทำอะไรมากกว่านั้น ก็เชิญระเห็จไปลูบไล้กันในห้องสองต่อสองเถอะนะ เพราะยังไงๆ ธรรมเนียมไทยก็ยังอยากให้หนุ่มสาวรักนวลสงวนตัวอยู่ดีละว้า

ซึ่งน่า ชื่นใจที่หนุ่มสาวบางคนยินดีที่จะเป็นแฟนกันไปก่อนสักระยะนึงแล้วค่อย "มีอะไรกัน" เพราะไม่อยากรีบที่จะมีเซ็กซ์ให้ยุ่งยากใจไงล่ะ เอ้าอย่าลืมนะจ๊ะ ถ้าคุณพร้อมที่จะมีเซ็กซ์กัน ละก็ ทั้งคู่ควรพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อกันและกันด้วย ไม่ใช่จับมือกันโดดขึ้นเตียงเพราะความไวไฟ, อยากรู้อยากเห็น, อยากลอง และรักสนุกเท่านั้น...ไม่ได้นะเฟ้ย

เมื่อไปถาม คุณเอ๋ สาวพนักงานบริษัท วัย24 ปี ว่า กล้าที่จะอยู่กับแฟนก่อนแต่งไหม? น้องหนูบอกกล้านะ เพราะพ่อแม่อยู่ต่างจังหวัดไง จึงปล่อยให้เธอทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ โอ้โหยิ่งไกลหูไกลตาบุพการี...เอ้า หยั่งงี้ถ้าจะอยู่กะแฟนมันก็ง่ายนิดเดียว แต่ๆเอ๋บอกว่าอย่าเพิ่งเสี่ยงดีกว่า เพราะถ้าทำงี้ เราควรมั่นใจว่า คนที่เราจะอยู่ด้วยเป็นคนดี เพียงพอ แบบว่าเป็นคนสม่ำเสมอและไม่ใช่คนตอแหลหรือรักง่ายหน่ายเร็วจริงปะ เพราะเดี๋ยวเกิดอยู่กันไปแล้ว เค้าดันถีบเราทิ้ง เนื่องจากไม่ได้รักจริง...ก็แย่ดิ

แต่หากเปลี่ยนข้างไปถามฝ่ายชายใน คำถามเดียวกันนี้บ้าง คุณเจ วัย 25 ปี เปิดเผยด้วยความหื่น...เอ๊ย...ด้วยความปากไว แถมใจตรงกันทันทีว่า ทำไมจะไม่กล้าอยู่กะแฟนก่อนแต่งล่ะ ผมว่าดีออก ผมจะได้มีคนช่วยทำความสะอาด, ช่วยเอาผ้าไปซัก, ช่วยดูแลอาหารการกิน....เอ๊ะไอ้ที่พูดมาเนี่ย ท่าทางเริงร่าเพราะอยากมีแฟนมาเป็น "คน (รับ) ใช้" มากกว่านะมึง...เอ๊ย...นะเฟ้ย! เออหยั่งงี้ก็มี

ดังนั้น สัปดาห์นี้ไม่อยากมัวถามเรื่องกล้าหรือ ไม่กล้าอยู่กะแฟนก่อนแต่งแล้ว เพราะส่วนใหญ่กล้ากันทั้งนั้น แต่ก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป โดยเฉพาะฝ่ายชายนี่ดี๊ด๊า "อยาก" กันเป็นพิเศษ

เหตุนี้จึงฝอยเรื่อง อยู่ก่อนแต่งแล้วทำให้รักมั่นคงจริงรึ? กันดีก่า เพราะกระแสอยู่ก่อนแต่ง มันกลายเป็นไฟลามทุ่งไปแล้วนี่หว่า ซึ่งก็มีข้อสังเกตไว้เตือนใจ ดังนี้ เช่น...

1. อยู่ก่อนแต่ง จะทำให้รักมั่นคงได้ไง ในเมื่อส่วนใหญ่เห็นเบื่อกันง่ายเหลือเกิน เอ้า พูดก็พูดเถอะ แม้แต่คนที่แต่งงานแต่งการกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว คู่รักคู่นั้นยังเบื่อกันได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับพวกที่อยู่ด้วยกันก่อนแต่งโดยไม่ผ่านพิธีวิวาห์จะไม่ เบื่อกันฮึ!...เป็นไปไม่ได้หรอก

มีแต่จะเบื่อกันง่ายซะยิ่งกว่า ปอกกล้วยเข้าปากสิไม่ว่า เพราะคู่ที่อยู่ก่อนแต่ง ไม่มีอะไรให้ต้องรู้สึกผูกพันกันมากกว่าคู่ที่แต่งงานกันไง (ยกเว้นคู่ที่อยู่ ก่อนแต่งนั้น เลิฟกันสุดใจจริงๆ และรู้สึกว่าพวกเค้าเกิดมาเพื่อกันและกันเท่านั้น...จึงอาจเบื่อกันน้อยมาก ก็ได้ ว่าแต่คู่ที่เป็นแบบนี้จะมีสักเท่าไหร่เชียว)

2. อยู่ก่อนแต่ง ไม่ได้รับประกันเสมอไปว่าจะพัฒนาไปสู่การแต่งงานจริงๆเพราะบางคู่คบกันอย่าง ฉาบฉวยมากๆ บางทีอยู่ด้วยกันเพราะอยากแค่แชร์ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเช่าห้อง, หารกันจ่ายค่าน้ำค่าไฟ, ช่วยกันออกค่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเดือนไหนมีรายได้น้อยแล้วต้องเจี๊ยะอย่างประหยัด ก็ต้องพึ่งมาม่า, ยำยำ, ไวไวไปตามเรื่อง ดังนั้น เมื่ออยู่กันด้วยเหตุผลนี้ แล้วคิดว่านั่นคือความรักเรอะ เป็นงี้แล้วจะนำไปสู่การแต่งงานได้ไง ในเมื่อมาอยู่กันเสมือนเป็นหน่วยเฉพาะกิจซะมากกว่า

3. อยู่ก่อนแต่ง ยิ่งทำให้เสียโอกาสที่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะได้พบกับคนที่ดีกว่าที่อยู่ด้วยกันตอนนี้ คิดดูละกันว่า หากคุณอยู่กะใครสักคนแล้ว พอเกิดไป เจ๊อะกับคนที่คุณมั่นใจมากกว่าว่า ใครคนนี้คือคนที่ "ใช่" เพราะปรารถนาอยากมีแฟนแบบนี้มานานแล้ว ก็โห เค้าทั้งเป็นห่วงเป็นใย, เอาอกเอาใจ และมองคุณว่าน่ารักน่าคบมากกว่าไอ้คนที่อยู่ด้วย เนื่องจากมีความละเอียดอ่อนและเข้าใจผู้หญิง ซึ่งตรงข้ามกับหนุ่มที่อยู่ด้วย ปัจจุบันเพราะมันชอบแซวคุณว่าเป็นแม่มันไปซะแล้ว

โถ...ถ้าเป็นงี้ แล้วคุณจะรู้สึกเสียดายไหมล่ะ ว่าถ้าไม่รีบร้อนด่วนได้ คุณอาจจะเจอใครอีกมากมายหลายคนที่ดีกว่าคนที่คุณตัดสินใจอยู่ด้วยไปแล้วก็ ได้ รู้งี้ไม่รีบดีกว่าเนอะ

4. อยู่ก่อนแต่ง ก็แค่ทำให้สนุกกับการมี เซ็กซ์ประเดี๋ยวประด๋าว....เอ๊ะรึว่า เล่นกายกรรมกัน อยู่หลายวันฮ้า! ซึ่งแม้จะชอบ แต่ฝ่ายหญิงเสียเปรียบฝ่ายชายอยู่ดีล่ะน่า อ่ะอย่าลืมนะฮ้าว่า ถึงแม้เค้าจะใส่ถุงยางอนามัย แต่ถึงใส่ก็มีสิทธิ์ทำให้สาวท้องได้ อีกอย่างบางทีชายลืมใส่ถุงก็มี ดังนั้น ขืนสาวเกิดท้องขึ้นมา แล้วฝ่ายชายไร้ความรับผิดชอบ ไอ้ที่เคยสนุกจะกลายเป็นทุกข์ถนัดไปน่ะเซ่.

เมอร์ลิน

ที่มา: คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์ วันอาทิตย์ 9 พฤษภาคม 2553

รักแท้ ตามสัญญา: แต่งเจ้าชายนิทรา รพ.ตำรวจเป็นเรือนหอ

รักแท้! เจ้าสาวใส่ชุดแต่งงาน ไปประกอบพิธีสู่ขอ และ มงคลสมรสกับเจ้าบ่าวที่นอนเป็นเจ้าชายนิทรา ที่รพ.ตำรวจ เพราะลื่นล้มทำให้สมองตาย หมอระบุหากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที...

ที่ รพ.ตำรวจ เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 9 พ.ค. 2553 น.ส.วิภาวรรณ ทองชูแสง อายุ 35 ปี พนักงานข้าราชการโรงเรียนนายเรือ แต่งชุดเจ้าสาวพร้อมญาติได้เดินทางไปประกอบพิธีสู่ขอ และมงคลสมรสกับ นายอดิศักดิ์ ไค่นุ่นกา อายุ 35 ปี เจ้าบ่าว ลูกจ้างประจำกรมสวัสดิการทหารเรือ ซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ในห้องศัลยกรรมประสาทชายชั้น 4 ตึกเฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากฝ่ายชายลื่นล้มในแฟลตพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ ศีรษะกระแทกพื้นสมองตายร่างกายไม่ตอบสนองมาตั้งแต่คืนวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ระบุว่า โอกาสรอดน้อยมาก ต้องให้ออกซิเจน และยาช่วยกระตุ้นหัวใจ หากถอดเครื่องช่วยหายใจจะเสียชีวิตทันที

เจ้าสาวเปิดเผยว่า ตามกำหนดได้แจกการ์ดแต่งงานกันในวันนี้ ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร โรงเรียนนายเรือ สมุทรปราการ แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ส่วนสาเหตุเนื่องจากว่าที่เจ้าบ่าวอ่อนเพลียจากการไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ มาทำพิธีในช่วงเช้าไม่มีเวลาพักผ่อน ตอนนี้ถือว่าได้ทำพิธีให้ดีที่สุดตามที่ได้ตั้งใจไว้แล้ว ส่วนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นก็จะทำใจยอมรับ

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2553
=========
ขอให้มีปาฏิหาริย์ พระพุทธคุณช่วยบันดาลให้เจ้าบ่าวฟื้น ให้ทั้งคู่มีความสุขสมดังใจหวังด้วยเถิด รักแท้ ๆ

Friday, May 7, 2010

ง่ายนิดเดียว...เดินวันละ 10,000 ก้าว เพื่อชีวิตยืนยาว

อเมริกันชนกำลังเห่อเทรนด์สุขภาพใหม่ คือการเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าว โดยมีเครื่องเพโดมิเตอร์ ช่วยนับก้าวในการเดิน แต่ที่ จริงแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 4 ทศวรรษก่อน ไอเดียนี้ผุดขึ้นมาจากมันสมองของคุณหมอชาวญี่ปุ่น "โยชิโร ฮาตาโน" ซึ่งประ-ดิษฐ์อุปกรณ์ออกกำลังกายแสนชาญ ฉลาด ตั้งชื่อว่า Manpo-kei แปลว่าเครื่องวัด 10,000 ก้าว และได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน พอแนวคิดดังกล่าวแพร่หลายไปถึงฝั่งอเมริกาและยุโรป ได้เปลี่ยนชื่ออุปกรณ์นี้ใหม่ให้ดูอินเตอร์ว่า เพโดมิเตอร์

แม้หลายตำราจะยืนยันว่าการเดินวันละ 10,000 ก้าว สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 500 แคลอรี แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง ในหนังสือ "ออกกำลังกาย ง่ายที่สุดในโลก" แนะนำทางลัดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย "เดินวันละ 10,000 ก้าว" ง่ายกว่าที่คิด!!

เริ่มจาก เพิ่มระยะทางให้ทุกจุดหมาย เช่น ถ้าคุณขับรถ ก็ให้จอดรถก่อนถึงจุดหมายสัก 500 เมตร ลงจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ก่อนกำหนด 1-2 สถานี หรือเดินไปธนาคารสาขาที่ไกลขึ้น จำไว้ว่า แค่ 5 นาที ก็สะสมได้เพิ่ม 500 ก้าว โอกาสทองก่อนช็อปปิ้ง เพิ่มก้าวเดินด้วยการเดินเร็วๆรอบห้างฯโปรดสัก 20 นาที ก่อนเริ่มช็อปปิ้งทุกครั้ง ได้เพิ่ม 2,000 ก้าว เที่ยวงานแฟร์ใหญ่ๆคือกิจวัตรของเรา งานมหกรรมหนังสือ มอเตอร์โชว์ งานเทรดโชว์ คือลู่เดินอันแสนวิเศษ เปลี่ยนตัวเองให้กระฉับกระเฉง ด้วยการเดินเที่ยวงานแฟร์อย่างน้อย 30 นาที ได้คะแนนเพิ่ม 3,000 ก้าว พึ่งสองเท้าของเราเอง แทนพาหนะโดยสาร งดเดินทางโดยรถยนต์ รถไฟฟ้า รถเมล์ ในวันที่ไม่เร่งรีบ เช่น เช้าวันเสาร์ แล้วค่อยๆเดินไปยังจุดหมายไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป เดินแค่ 30 นาที ได้เพิ่ม 3,000 ก้าว ไปเที่ยวเพื่อเปลี่ยนที่นอน เลิกซะทีนิสัยเก่าๆที่ไปเที่ยวที่ไหนแล้วเอาแต่กินกับนอน ลองออกเดินสำรวจสถานที่ใหม่ๆ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ แค่ 1 ชั่วโมง ก็เดินได้ 6,000 ก้าวแล้ว

ที่มา: คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553

Thursday, April 29, 2010

ชีวิตเป็นของมีค่า: Life is a gift

เรื่องราวซึ้ง ๆ ของหญิงสาวตาบอดคนหนึ่ง ที่เกลียดตัวเอง เกลียดโชคชะตาที่ทำให้เธอตาบอด จนพาลไปเกลียดทุก ๆ คนรอบตัวเธอไปด้วย แต่ทว่าเธอกลับทุ่มสุดหัวใจรักแฟนหนุ่มที่ทำทุกอย่างเพื่อเธอ และให้กำลังใจเธอในทุก ๆ สถานการณ์ เธอบอกกับแฟนหนุ่มของเธอว่า “ถ้าฉันได้กลับมาเห็นโลกที่สวยงามอีกครั้ง ฉันจะแต่งงานกับเธอ”

และแล้ววันหนึ่งได้มีผู้ใจบุญบริจาคดวงตามาให้เธอ หลังจากการผ่าตัดที่ผ่านพ้นไปด้วยดี และแล้วก็มาถึงวันที่ถอดผ้าพันแผลออก ทำให้เธอได้มองเห็นโลกอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งได้เห็นแฟนหนุ่มที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แล้วแฟนหนุ่มก็ถามเธอว่า “ผมดีใจที่คุณมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะขอคุณแต่งงานตามที่สัญญากันไว้ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับ”

หญิงสาวมองหน้าแฟนหนุ่มของเธอและเห็นว่า แฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอตกใจอย่างมากกับตาที่ปิดสนิทของแฟนหนุ่ม และไม่คาดฝันมาก่อนว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอคิดว่าเธอคงทนไม่ได้ ที่จะต้องอยู่ ต้องเห็นแฟนหนุ่มที่ตาบอดนี้ไปตลอดชีวิตของเธอ ทำให้เธอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเค้า

แฟนหนุ่มของเธอจากไปพร้อมกับความเศร้าโศกเสียใจ และ น้ำตาที่นองหน้า และหลายวันต่อมาเธอก็ได้พบข้อความที่แฟนหนุ่มเขียนให้เธอว่า “ช่วยดูแลตาของคุณให้ดีที่สุดนะครับที่รัก เพราะก่อนที่ตาคู่นี้จะเป็นของคุณ มันเคยเป็นของผมมาก่อน”

นี่คือเรื่องราวที่อาจจะเกิดกับใครหลาย ๆ คน โดยเมื่อสถานะของเราเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ความคิดเปลี่ยนตามไปด้วย บางคนลืมไปเลยว่าชีวิตในอดีตของตนเคยเป็นอย่างไรมาก่อนหน้านี้ ลืมสิ่งที่เคยมีความสำคัญกับเราอย่างมากในอดีต และบางครั้งก็ลืมไปว่าใครที่เคยอยู่เคียงข้างเรา ช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ชีวิต คือ ของขวัญอันล้ำค่า
ในทุกวัน ก่อนที่เราจะพูดถ้อยคำที่หยาบคาบ หรือ ทำร้ายจิตใจใคร ออกไปนั้น จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เปล่งเสียงพูดออกมา

  • ก่อนที่จะบ่นถึงรสชาดอาหารที่รับประทาน จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่อาหารที่จะกินในแต่ละมื้อ
  • ก่อนที่เราจะบ่นถึงข้อเสียของภรรยาหรือสามีนั้น จงนึกถึงคนที่เฝ้าสวดมนต์ขอพรเพียงเพื่อจะมีเพื่อน หรือคนมาเคียงข้างเท่านั้น
  • ก่อนที่เราจะบ่นถึงการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จงนึกถึงบางคนที่ต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ก่อนที่เราจะบ่นเรื่องที่ลูก ๆ ของเรา จงนึกถึงคนที่พยายามอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถแม้แต่จะมีลูกได้
  • ก่อนที่เราจะว่าบ้านเราสกปรก รกรุงรัง เพราะสมาชิกในบ้านไม่ใส่ใจทำความสะอาด จงนึกถึงคนที่ต้องใช้ชีวิตอันแสนลำบากอยู่ข้างถนน
  • ก่อนที่จะบ่น และรู้สึกท้อกับระยะทางที่คุณต้องขับรถไป จงนึกถึงคนที่จำเป็นต้องเดินทางในระยะทางเดียวกับเรา ด้วยการเดินเท้า
  • ก่อนที่เราจะรู้สึกเหนื่อย ท้อ และ บ่นถึงงานที่ทำ และรับผิดชอบอยู่ จงนึกถึงผู้พิการที่ยินดีจะแลกทุกอย่าง เพียงเพื่อมีโอกาสได้ทำงานแบบเรา
  • ก่อนที่เราจะชี้มือด่าว่า หรือวิจารณ์ข้อผิดพลาดของผู้อื่น จงคำนึงว่าเราทุกคนต่างก็เคยมีความผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น และเมื่อความรู้สึกสลด หดหู่ พยายามจะทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย จงต่อสู้ด้วยใบหน้าที่เต็มใบด้วยรอยยิ้มของเรา และคิดเสมอว่า เรายังมีชีวิตที่เป็นของขวัญอันล้ำค่าอยู่
  • ถ้าเราให้อภัยคุณที่คุณเคยทำอะไรผิดหรือเคยทำอะไรแย่ ๆ แล้วคุณจะให้อภัยคนอื่นไหม

Thursday, November 12, 2009

ทำไมมาม่าต้องต้ม 3 นาที? Why Ramen Noodle Needs 3 Minutes?

จากกระทู้ในพันทิพอะ เกี่ยวกับภาพยนต์ เรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ น่าสนใจดี

ทำไมมาม่าต้องต้ม 3 นาที? Why and why ramen needs 3 minutes to cook???

สังเกตว่าภายในเรื่องตัวละครจะมีความสัมพันธ์กับมาม่า 2 ครั้ง คือ ตอนที่พระเอกจะต้มมาม่าให้นางเอกกินรองท้องก่อนขึ้นรถแท็กซี่ และตอนที่นางเอกผิดหวังเรื่องพระเอกต้องไปเรียนต่อเมืองนอก จึงกลับมาต้มมาม่าที่บ้านคนเดียว

หนังกำลังจะบอกอะไรเราหรือเปล่า? ...เขากำลังจะบอกเรื่องสาระของ ”การรอคอย” และ "ความอดทน"

ครั้งแรกในรถแท็กซี่ นางเอกเปิดกินในขณะที่เพิ่งใส่น้ำร้อนไปแค่ 1 นาที พระเอกก็บอกว่า “ก็ข้างถ้วยเขาเขียนให้รอ 3 นาที” นางเอกก็เถียงว่าชอบกินแบบนี้ เส้นกรอบๆแบบนี้

ถ้า เรามองแบบเปรียบเทียบ ม่าม่ากับความรัก .. เหมือนหนังกำลังบอกว่า ทั่วไปตามสากลโลก ความรักมันมีเวลาของมัน การบ่มเพาะเส้นของความรักให้นุ่มพอดี พอเหมาะเข้าปากนั้น ต้องใช้เวลา แม้นางเอกอาจจะชอบเส้นกรอบๆ ที่ใช้เวลาน้อย แต่ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน จะตัดสินด้วยความชอบเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ และเวลาอีก 2 ปีที่พระเอกจะไม่อยู่ ก็คือช่วงเวลาที่จะบ่มเพาะความรัก ให้สามารถกินได้ทั้ง 2 ฝ่ายนั่นเอง

มาม่ามักถูกใช้เป็นตัวช่วยของคนที่ “ไม่มีเวลา” ไม่มีเวลาทำกับข้าว ไม่มีเวลาไปหาอาหารกินข้างนอก เหมือนในเรื่องนี้ นางเอกคิดว่าตนเอง”ไม่มีเวลา”จะรอพระเอกแล้ว เพราะอายุก็มาก เหงาก็เหงา กินข้าวคนเดียว แต่จะให้ทำอย่างไร แม้แต่มาม่ายังมีเวลา 3 นาทีของมัน แล้วความรักล่ะ?

จึงมาสู่ตอนที่นางเอกเครียดในการต้มมาม่าคนเดียวที่บ้าน อยากกินเร็วๆแต่อะไรก็ขัดใจไปหมด น้ำก็ไม่ได้ต้มไว้ ฉีกซองเครื่องปรุงก็ลำบาก เนื่องจากความ”ใจร้อน” มองแต่”เป้าหมาย” แต่ลืมมอง”ระหว่างทาง” การจะกินมาม่า ต้องต้มน้ำ ต้องค่อยๆเตรียมเครื่องปรุง เหมือนความรัก หากจะมองแต่เป้าหมายว่าฉันกับเขาจะต้องรักกัน แต่ลืมใส่ใจ”ระหว่างทาง” ภาพนั้นคงไม่เกิด

มาม่า ก็เป็นตัวแทนหนึ่งของคนในสมัยนี้ ที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทุกๆอย่างต้องแข่งกับเวลา จนลืมไปว่า เรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างความรัก มันเร่งรีบไม่ได้หรอก

สรุปคือคิดว่า หนังใช้มาม่าสอนเราในเรื่องความรัก ถ้าคิดจะรัก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอ ต้องอดทน คนสมัยนี้มักขาดความอดทน แลกเบอร์กันไม่กี่วัน ก็อยากให้อีกฝ่ายเรียกเราว่าแฟนแล้ว น่าจะมองดูว่า แม้สิ่งที่จะช่วยเราประหยัดเวลามากแค่ไหน อย่างมาม่า มันก็ยังมีเวลาของมัน แล้วกับความรัก ก็เช่นกัน