Showing posts with label ลูกจ๋าลูกรัก. Show all posts
Showing posts with label ลูกจ๋าลูกรัก. Show all posts

Friday, March 4, 2011

จม.จากลูกสาว + จม.ตอบจากพ่อ

จดหมายจากลูก(สาว)

กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ

คุณพ่อคะ คุณแม่คะ เป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือเปล่าคะ
ผ่านมาเกือบครึ่งปีตั้งแต่หนูเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หนูไม่ได้ติดต่อคุณพ่อคุณแม่เลย

หนูอยู่ที่นี่สบายดีค่ะ พี่มากเค้ารักหนู และดูแลหนูเป็นอย่างดี สงสัยหรือคะว่าพี่มากคือใคร
จำได้มั้ยคะวันที่หนูจากคุณพ่อคุณแม่ที่สถานีรถทัวร์เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ รถทัวร์ที่หนูนั่งมาเกิดอุบัติเหตุใกล้ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

หลังเกิดอุบัติเหตุ มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลังหนูเต็มไปหมดเลยค่ะ และมีคนขโมยกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าตังค์ไป

พี่มากเค้าเป็นเด็กปั๊มที่นั่นค่ะ พอรถชนกันเค้าก็เข้าไปช่วยปฐม พยาบาล เราเจอกันที่นั่นค่ะคุณพ่อ พี่เค้าเป็นคนดีมาก เราพูดคุยกันซักครู่ใหญ่ รู้สึกถูกคอกันมาก คุณแม่ขา นี่แหละมั้งคะ ที่เรียกว่า รักแรกพบ

พอเค้ารู้ว่าหนูยังไม่มีที่พัก ไม่มีญาติในกรุงเทพฯ และยังไม่รู้จะไปพักที่ไหน แถมยังบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ พี่มากเลยชวนหนูไปอยู่ด้วยกันที่หอพักใกล้ ๆ ปั๊มน้ำมันนั้น

ด้วยความตกใจและไม่มีที่พึ่งทำให้หนูรับปากพี่เค้าไปโดยไม่รู้ตัว แต่ว่าคุณพ่อคะ พี่มากเป็นคนดีมากค่ะ

เค้าไม่เคยแตะต้องตัวหนูเลย เราอยู่ด้วยกันประมาณ 2 เดือน พี่มากจึงขอหนูแต่งงานค่ะ หนูขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ก่อน แต่ด้วยความใกล้ชิดทำให้หนูไม่สามารถยั้งใจไว้ได้ จึงได้บอกตกลงพี่มากเค้าไป อภัยให้เรานะคะ นึกว่าเห็นแก่เด็กตาดำๆ ที่จะเกิดมาดูโลกนี้อีกไม่นานเท่าไร

หนูกำลังมีหลานให้คุณแม่ค่ะ คาดว่าการเรียนเทอมแรกนี้คงต้องพักไว้ก่อน หรือ ไม่ก็ต้องเลิกเรียนไปเลย เพราะว่าหนูคงต้องช่วยพี่มากหาเงินก่อนที่ท้องจะใหญ่ไปกว่านี้ พอลูกคลอดแล้วก็คงต้องอยู่เลี้ยงลูกอีก คงไปเรียนไม่ได้ เงินทองก็หมดไปทุกวันๆ แต่หนูก็ยังสุขใจดีค่ะ ไม่ต้องห่วง

คุณพ่อคุณแม่อย่าโกรธหนูนะคะ มันเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ แต่หนูคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะให้อภัย เมื่อคลอดลูกแล้ว
หนูจะพาพี่มากและลูกไปกราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านนะคะ

ที่หนูเขียนจดหมายมาหาคุณพ่อคุณแม่วันนี้ มีข่าวดีและข่าวร้ายมาบอกค่ะ

ข่าวดีก็คือ ที่หนูเล่ามาทั้งหมดนั่น เป็นเรื่องไม่จริงค่ะ หนูล้อเล่นค่ะ!!
ส่วนข่าวร้ายก็คือ เทอมแรกหนูสอบได้ F 3 วิชา D 2 วิชา และ C- อีก 1 วิชา

เห็นมั้ยคะ ที่หนูสอบตก มันไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าที่หนูเล่ามาตั้งแต่ต้นหรอก ดีกว่าซะอีกจริงมั้ยคะ
ฉะนั้นอย่าโกรธหนูนะคะ

ด้วยรักและเคารพอย่างสูง
หนูดา ที่รักของคุณพ่อคุณแม่

ป.ล. เงินที่คุณพ่อให้มาหมดแล้วล่ะค่ะถ้าคุณพ่อจะเห็นใจช่วยโอนเงินเข้าให้หนูด้วยนะคะ

*****************************************************

จดหมายพ่อตอบกลับมา


สวัสดีจ้ะ
ลูกรักของพ่อ

ที่ลูกเล่ามาทั้งหมดตั้งแต่แรกนั่นน่ะ ทำเอาพ่อใจไม่ดีไปเลยเชียว พ่ออ่านจดหมายลูกได้แค่ครึ่งเดียวก็โกรธจัดจนไม่ได้อ่านต่อ เพราะว่าบันดาลโทสะ ทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันยกใหญ่

แม่เค้าไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเค้ารักลูกมาก คิดว่าลูกคงจะไม่ทำให้เค้าผิดหวัง แต่พ่อก็โมโหซะจนลืมตัวทะเลาะกับแม่อย่างแรง ลูกก็รู้ว่าแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่

พ่อผิดเองที่ไม่รู้จักคิด รู้จักยั้งความโกรธ เราทะเลาะกันแรงมาก จนแม่เค้า......ล้มลง หัวใจวาย
ยา ที่เคยมีอยู่ในบ้านก็หาไม่เจอ พ่อพาแม่แกส่งโรงพยาบาลก็สายไปซะแล้ว พ่อกำลังเศร้ามากคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดจากพ่อไม่อ่านจดหมายของแกให้จบซะก่อน แม่ก็เลยมีอันเป็นไป

อ้อ พ่อมีข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับลูก

ข่าวดีคือแม่แกยังอยู่สบายดีไม่มีอะไร พ่อล้อเล่น

ข่าวร้ายคือแม่เค้าเสียไพ่ เลยไม่มีเงินส่งไปให้ลูก
แต่มันก็ยังดีกว่าที่แม่เค้าจะเป็นอะไรไปใช่ไหมล่ะ

ปล. หวังว่าลูกคงอ่านจดหมายจนจบนะ ไม่ใช่ตกใจตะลีตะเหลือกไปฆ่าตัวตายซะก่อน

รักลูกมากจ้ะ
พ่อ

ที่มา: forward mail
.

Sunday, December 5, 2010

(สอนลูกและตัวเองให้รู้จัก)คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า

ต้องอ่านเรื่องนี้ "คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า"

หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ

ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่า มีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย

ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “ เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ไม่เคยครับ ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณแม่ทำงานซักรีด ”


ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู

ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?”
เขาตอบว่า “ ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า ”

ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา

ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก

หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา

เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่น และเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน

ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก

นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน

รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา

เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา

และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย

คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน


เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ

ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า
“ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ”

เด็กหนุ่มตอบ

“ ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย

ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง

ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว ”

ผู้อำนวยการจึงบอกว่า “ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน

เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”

ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา

ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี

เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก

เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่

เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา

เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น

คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง

แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ

หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ

ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้

จงถามตัวเราว่า

เรากำลังให้ความรักกับลูก

หรือ

กำลังทำลายเขากันแน่ ?

เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ

ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้ แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี

เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม

ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น

Sunday, October 10, 2010

แพ้ท้องแท้งลูกยาก ค้นพบคุณประโยชน์ของเกิดอาการโอ้กอ้าก

การศึกษาเรื่องใหม่พบว่า อาการแพ้ท้องอย่างหนักตอนตั้งท้องใหม่ๆ อาจจะเป็นลางดี แสดงว่าการตั้งครรภ์สมบูรณ์ดี และไม่ค่อยจะแท้งลูก

ดร.รอน นา แอล ฉั่น มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ของสหรัฐฯ ผู้เรียบเรียงผลการศึกษา กล่าวว่า "อย่างไรก็ดี สตรีที่ไม่มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตอนตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะว่าไม่ใช่ผู้หญิงที่มีท้อง มีลูกได้สำเร็จจะต้องแพ้ท้องกันไปหมด เพราะการมีท้องอาจจะแตกต่างกันไปได้ตามแต่ละท้อง แม้ว่าจะเป็นแม่คนเดียวกัน"

ดร.รอนนากับคณะตั้งข้อสังเกต ในรายงานผลการศึกษา ซึ่งเผยแพร่ใน วารสารวิชาการ "การเจริญพันธุ์ของมนุษย์" ต่อไปว่า "สตรีมากระหว่างร้อยละ 50-90 จะมีอาการแพ้ท้องในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก การศึกษาเมื่อก่อนหน้าได้พบว่า ผู้ที่มีอาการนี้จะไม่ค่อยแท้งลูก

หมอ รอนนากับคณะได้ศึกษากับหญิงมีครรภ์ชาวอเมริกันไม่ต่ำกว่า 2,400 ราย ได้พบว่า สตรีมีครรภ์ร้อยละ 89 จะมีอาการแพ้น้อยบ้างมากบ้าง ในจำนวนนี้จะมีทั้งคลื่นไส้และอาเจียนร้อยละ 53 และมีอยู่ร้อยละ 11 ที่เกิดแท้งเสียก่อนจะครบกำหนด โดยที่มารดาผู้ที่ไม่เคยมีอาการแพ้ท้องเลยจะมีโอกาสแท้งลูกมากกว่าผู้ที่เคย มีอาการ 3.2 เท่า

ที่มา: แพ้ท้องแท้งลูกยาก ค้นพบคุณประโยชน์ของเกิดอาการโอ้กอ้าก ไทยรัฐออนไลน์ 11 ตุลาคม 2553

Monday, September 6, 2010

เลี้ยงลูกวิถีพุทธเพื่ออยู่อย่างไม่เป็นทุกข์

นอกจากความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อลูก พ่อแม่ยังหวังให้ลูกเป็นคนดี มีความสุขและเท่าทันสังคมโลกปัจจุบัน ท่ามกลางสิ่งยั่วยวนหลากหลาย ซึ่งการอบรมสั่งสอนลูกในทางโลกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยการเลี้ยงดูแลใน วิถีพุทธเข้ามาเสริม เป็นที่มาให้เกิดหนังสือ “มีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู” โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียร สุต แห่ง เสถียรธรรมสถาน หนังสือคู่มือภาวนาสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการแก้ปัญหาเด็ก และครอบครัวด้วยวิถีพุทธ ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ กระทั่งเติบโตสู่โลกกว้าง ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของพ่อแม่ หากเด็กได้รับการปลูกฝังธรรมะจากพ่อแม่ เด็กจะอยู่กับโลกอย่างที่โลกเป็นและไม่เป็นทุกข์

เสวนาเรื่อง “เลี้ยงลูกวิถีพุทธด้วยหลักมีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู” โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กล่าวว่า ลูกที่ดีจะเกิดจากพ่อแม่ที่มีจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ เมื่อมีพื้นฐานของพลังจิตที่ดี จะทำให้จิตที่ดีมาปฏิสนธิในครรภ์แม่ เมื่อเด็กออกจากครรภ์เป็นเรื่องของการเลี้ยงดูท่ามกลางตัวแปรมากขึ้น ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรมลิขิตหมายความว่า อยากให้เป็นแบบใดจงทำแบบนั้น การทำให้ครอบครัวเป็นครอบครัวแห่งสติ เป็นการลงทุนนิดเดียวแต่ได้กำไรมหาศาล การประคับประคองจิตใจของลูกในโลกวัตถุนิยม ให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมา “แป๊บ ๆ” แล้วก็ไป ควรเป็นพ่อแม่ ที่สังเกตลูกอย่างให้โอกาส ให้เขาพอใจและมีความสุขอย่างที่เขาเป็น

ด้าน พระมหาวุฒิชัย ชี้แนะว่า พ่อแม่มีสิทธิเลือกลูกได้ อยากให้ลูกดีพ่อแม่ต้องอยู่ในศีลธรรม การอ่านหนังสือให้ลูกฟังคือขุมคลังแห่งข้อมูลที่เด็กรับรู้ได้ตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์ พ่อแม่สามารถออกแบบคุณสมบัติของลูกได้ เช่นอยากให้ลูกเป็นระเบียบ ก็ฝึกให้ลูกเป็นระเบียบ เราทุกคนมาสู่โลกนี้อย่างมีความหมายเสมอ และเราจะถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือที่หนึ่งที่ใดบนโลกนี้เสมอ มีพุทธศาสนสุภาษิตซึ่งเนื้อหาทันสมัยมากว่า เด็กคือความหวังของมนุษยชาติ สะท้อนให้เห็นว่า เด็กทุกคนเป็นความหวังของชาติ โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กแต่อยู่ที่ตัวเรา พ่อแม่มีส่วนในการสร้างโลกด้วยการสร้างลูก การเลี้ยงลูกให้ดีเป็นโจทย์ที่ทำได้ยาก แต่คิดว่าการเลี้ยงลูกให้ดีหนึ่งคน เท่ากับการสร้างอารยะบุคคลขึ้นมาในโลกอีกคนหนึ่ง

ที่มา: เลี้ยงลูกวิถีพุทธเพื่อยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 กันยายน 2553

Wednesday, June 16, 2010

แนะเคล็ดลับ เตรียมลูกน้อยสู่วัยเรียนรู้

คุณแม่ยุคใหม่ต้องเปิดหูเปิดตาให้ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อลูกน้อย เปิดโลกการศึกษาแนวทางใหม่ บรรยากาศสดใสและสนุกสนาน

***********
ดร.อัญญมณี บุญซื่อ
ผู้เชี่ยวชาญสายการศึกษาปฐมวัย และกุมารแพทย์ชื่อดัง มาร่วมพูดคุยถึงเคล็ดลับการเตรียมพัฒนาการให้ลูกน้อยก่อนเข้าสู่วัยเรียนรู้ นำโดย "ดร.อัญญมณี บุญซื่อ" อาจารย์ประจำสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เสนอแนะแนวทางการเลือกโรงเรียนของคุณแม่ยุคใหม่ว่า ควรเลือกโรงเรียนที่ตอบโจทย์การพัฒนาความรู้ได้ตามความคาดหวังของสังคม เน้นกิจกรรมบูรณาการที่เชื่อมโยงเด็กเข้ากับกิจกรรมต่างๆในวิถีชีวิตประจำ วัน ไม่ควรเน้นเรียนเพื่อรู้ แต่ควรเน้นให้เด็กๆเป็นผู้ปฏิบัติ มีทักษะ และทัศนคติทางบวกในการริเริ่มสร้างสรรค์

************

พญ.พิกุล อาศิรเวช

สำหรับ "พญ.พิกุล อาศิรเวช" กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและพัฒนาการเด็ก จากโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวเสริมว่า เด็กในวัยแรกเกิดถึง 1 ขวบ เป็นวัยแห่งการเคลื่อนไหว เด็กจะมีพัฒนาการทางระบบประสาทต่างๆ มุ่งเรียนรู้ด้วยการสัมผัสและมองเห็นในระยะใกล้ๆรอบตัว ดังนั้น พ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู จะมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการของเด็ก เช่นเดียวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆใกล้ตัวเด็ก อาทิ ผ้าปูที่นอนสีสดใส ก็จะทำให้เด็กมีพัฒนาการมองเห็นได้ดี ส่วนเด็กในวัย 1-2 ขวบ เป็นวัยสื่อสาร เด็กจะเริ่มออกเสียงเล่นเสียง และค่อยๆพัฒนากลายเป็นคำพูด หรือประโยคยาวๆ ในวัยนี้พ่อแม่ควรพูดคุยใกล้ชิดกับลูกน้อย เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการสื่อสาร สำหรับเด็กวัย 2-3 ขวบ เป็นวัยเข้าสังคม ควรเปิดโอกาสให้ได้พบปะกับเพื่อนวัยเดียวกัน และเน้นการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติตามศักยภาพ อย่าไปเร่งหรือยัดเยียดลูกจนเกินไป นอกจากนี้ ยังเป็นวัยที่ควรห่างไกลทีวีและโทรศัพท์มือถือ เพราะเด็กจะจดจำสิ่งผิด ๆ

**************
การใช้กลยุทธ์ในการเลี้ยงดูแตกต่างกัน

- เด็กเรียบร้อยว่าง่าย ควรเน้นเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์
- เด็กขี้หงุดหงิดเจ้าอารมณ์ ควรเน้นเรื่องการพัฒนาอีคิว พยายามใกล้ชิดกับเขาให้มากที่สุด เพื่อปรับอารมณ์ของลูกให้เป็นเด็กที่อ่อนโยนและมีเหตุผลมากขึ้น
- การเล่นคือการเรียนรู้ อย่างหนึ่ง ทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ และเป็นตัวของตัวเอง อยากให้ลูกๆได้ทำกิจกรรม out-door เยอะ ๆ มากกว่าจะเป็นหนอน หนังสืออยู่แต่ในห้องเรียน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมปลูกฝังเรื่องมารยาทแบบไทย ๆ

ที่มา: แนะเคล็ดลับ เตรียมลูกน้อยสู่วัยเรียนรู้ ทีมข่าวหน้าสตรี ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิถุนายน 2553

Saturday, June 12, 2010

เด็กนอนเป็นเวลาปัญญาดี ยิ่งนอนตั้งแต่หัวค่ำยิ่งหัวไวยิ่งกว่าเพื่อน

นักวิจัยสหรัฐฯ พบในการศึกษาขนาดใหญ่ ที่สุดครั้งหนึ่งว่า เด็กที่มีพ่อแม่บังคับให้เข้านอนเป็นเวลาจะปัญญาดีกว่าเพื่อน

นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเออาร์ไอระหว่างชาติอันเป็นหน่วยงานวิจัยที่ไม่หวังผล กำไร ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังพบด้วยว่าเด็กหนุ่มสาวที่เข้านอนเป็นเวลา จะเก่งภาษา การอ่านและเลข มากกว่าเพื่อนที่ไม่ได้ทำตัวเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้นยิ่งคนไหนนอนแต่ หัวค่ำยิ่งกว่าคนอื่น ก็จะยิ่งเรียนรู้อะไรได้เร็ว

สำหรับเด็กเล็กระดับอนุบาล ถ้าหากนอนน้อยกว่าเวลาที่แนะนำคือ ไม่ถึง 11 ชม. มักจะเรียนไม่ทันเพื่อน

การศึกษาเพื่อต้องการเรียนรู้ผลการพัฒนา ของเด็กวัย 4 ขวบ ได้ทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กเล็กจำนวนถึง 8,000 คน

ผลการศึกษาสรุปได้ว่าการเข้านอนเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ เป็นตัวพยากรณ์ของผลการพัฒนาการอันดีงาม ที่ถูกร่องถูกรอยที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิถุนายน 2553

=-=-=-=-=
สอนเด็กให้ดี ต้องไม่ตีไม่ตะคอก

การดุด่าว่ากล่าวเด็กด้วยข้อหาเล็กๆ น้อยๆ ทุกย่างก้าวที่พลาดพลั้งไปนั้น รังแต่จะเป็นการทำให้เด็กต่อต้านแข็งขืนมากยิ่งขึ้นเสียเปล่า

แน่นอน ว่าการฝึกเด็กให้มีวินัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง นุ่มนวล และด้วยความรัก มิใช่อยากให้เด็กเป็นคนดี แล้วตะคอกเอาๆ

จะให้เด็กทำตัวดีมีวินัยได้ อย่างไร ลองมาดูเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับใช้สอนเด็กกัน จากเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ไทม์ออฟอินเดียของอินเดีย (http://timesofindia.indiatimes.com)

- วิธีหนึ่งที่ง่ายและได้ผลคือลองยกตัวอย่างให้เด็กทำตาม เพราะเด็กมีแนวโน้มจะเลียนแบบผู้ใหญ่ ถ้าต้องการสร้างนิสัยให้เด็กทำอะไร ผู้ใหญ่ก็ต้องทำด้วย ยกตัวอย่างเรื่องทิ้งขยะลงถัง หรือทำเตียงให้ เรียบร้อยเมื่อลุกจากที่นอน เด็กก็จะเรียนรู้ได้โดยอัตโนมัติและทำตาม

- ถ้าหากเด็กเป็นพวกชอบดื้อในที่สาธารณะ ผู้ใหญ่ต้องอดทนและบอกเหตุผลไปก่อน ถ้าเด็กยังไม่ เอาใจใส่ หรือทำพฤติกรรมไม่ดีอยู่อีก ให้เดินหนีห่างออกมา อย่างไรก็ตาม ต้องจำไว้ว่าจะไม่ขึ้นเสียงหรือตีเด็ก เพราะนั่นจะเท่ากับทำให้เด็กยิ่งลงไปชักดิ้นชักงอ เรียกร้องความสนใจมากขึ้น

- ควรปฏิบัติกับเด็กเหมือนคนโตๆแล้วอยู่ เสมอ เพราะเด็กเองก็อยากได้รับความสำคัญจากผู้ใหญ่ ควรให้คำชมเด็กเมื่อเขาหรือเธอทำงานเสร็จเรียบร้อยดี รวมไปถึงการตัดสินใจเลือกอะไรต่างๆที่เหมาะสม เช่น กล่าวชมว่าเด็กแต่งตัวสวย หรือเลือกรองเท้าได้เหมาะดี เป็นต้น

- พยายามอย่าดุด่าว่ากล่าวเด็ก หากระเบิดอารมณ์เสียออกมา นั่นจะเป็นการเผยจุดอ่อนและเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าจะเลือกใช้มัน ให้เกิดผลต่อไปอย่างไร นี่ยังรวมไปถึงเรื่องมารยาทที่ต้องสอนเด็กให้พูดแบบมีหางเสียง และรู้จักพูดขอโทษหากไปผลักโดนใคร

- ถ้าเด็กประพฤติตัวไม่ดีต่อหน้าแขก อย่าตะโกนใส่เด็ก ควรรอจนกว่ากลับถึงบ้านแล้วอธิบายให้ฟังอย่างเข้มงวดว่าพฤติกรรมที่ทำลงไป แล้วนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ และต้องเตือนด้วยว่าหากทำซ้ำอีกจะมีมาตรการขั้นเด็ดขาด

อย่าลืมว่าเด็กก็มีหัวใจ ไม่ใช่ว่าอยากให้ได้ดีแล้วทั้งตี ทั้งตะคอกใส่ แล้วอย่างนั้นจะไปได้ถึงไหนกัน

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิถุนายน 2553

Sunday, April 25, 2010

อันตรายไวรัส RSV เด็กตายเป็นแสน

กระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตราย ไวรัส “อาร์เอสวี” คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกปีละ 2 แสนราย ร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ในไทยพบเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ กว่า 1 หมื่นคน ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้แล้ว.....

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นางพรรณสิริ กุลนารถศิริ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยกรณีที่นิตยสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาใหม่ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระในสก็อตแลนด์ซึ่ง เป็นการศึกษาระดับโลกครั้งแรก ค้นพบว่าไวรัสที่มีชื่อว่าอาร์เอสวี (RSV : respiratory syncytial virus บางคนเรียก SRV) เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการติดเชื้อในปอดของเด็ก ทำให้เกิดโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกถึงปีละ200,000 ราย ร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 33.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 3.4 ล้านคน

นางพรรณสิริ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยดังกล่าว นับเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากในการพัฒนาสุขภาพเด็กเล็ก โดยเฉพาะการป้องกันโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สูงเป็นอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อทั้งหมด จากการเฝ้าระวังการป่วยของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีในปี 2552 พบว่าป่วยจากโรคปอดบวม 53,727 ราย เสียชีวิต 46 ราย โดยเกือบครึ่งหนึ่งติดเชื้อไวรัสหลายชนิด และมีประมาณกว่า 10,000 รายที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือประมาณ 1 ใน 4 ของสาเหตุติดเชื้อทั้งหมด โดยที่เหลือเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย

รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า ในการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ที่ดูแลเด็กต่ำกว่า 5 ปีทั่วประเทศให้มีคุณภาพ ไม่ให้เป็นแหล่งแพร่โรคติดเชื้อทุกชนิด โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม เนื่องจากจะติดต่อกันง่าย เพราะเด็กวัยนี้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อมีเด็กป่วย 1 คน ก็อาจจะลุกลามไปได้ทั้งศูนย์ โดยมาตรการสำคัญในการป้องกันคือการล้างมือให้เด็กเล็กบ่อยๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อยๆเช่นกัน เมื่อมีเด็กป่วย หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วย ออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

ด้านนพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไวรัสอาร์เอสวี ทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบและโรคระบบทางเดินหายใจ สามารถติดเชื้อได้โดยตรงและเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มทารกที่คลอด ก่อนกำหนด หรือมีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนก.ค. - ก.ย. อาการของโรคจะเริ่มจากเด็กเป็นไข้หวัดธรรมดาก่อน อาจมีไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูก แต่ต่อมาไข้จะสูงขึ้น หายใจลำบาก เด็กจะซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็วและมีเสียงหวีดหรือฮื๊ด ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการปอดบวมต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ อาทิตย์ 25 เมษายน 2553
==============
วัคซีนหวัด ช่วยได้ ครับ ปรึกษาหมอเด็ก ได้ ต้องฉีดทุกปี เพราะวัคซีนมีอายุสั้น ทำให้ต้องฉีดบ่อยครั้ง เช่น ทุกเดือน A monthly injection of a medication consisting of RSV antibodies during peak RSV season (roughly April to November) is recommended. Due to that its protection is short-lived, vaccine has to be given in subsequent years/months until the child is no longer at high risk for severe RSV infection. Consult the doctor if your child is considered high risk.

Wednesday, March 10, 2010

พ่อ + แม่ + ลูก อ่านเถอะ 3 นาที อาจช่วยพลิกชีวิตได้

เรื่องนี้น่าสนใจอ่านแล้วดีมาก ๆ อ่านให้จบนะคะ เสียเวลาเพียง 3 นาทีเองสำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ กำลังจะเป็น และคนที่เป็นลูก

เรื่องนี้ไว้สอนสำหรับคนเป็นพ่อแม่โดยเฉพาะ อ่านแล้วค่อยให้ลูก ๆ อ่านต่อ

ในระหว่างทานข้าวกลางวัน วนิดาซึ่งเป็นซีอีโอ
ถามกิตติผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่รายงานตรงต่อเธอว่า

“กิตติ พี่สังเกตว่าคุณไม่เคยปิดมือถือเลย แม้กระทั่งเวลาประชุม แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัวออกไปจากที่ประชุมกลางคันเพื่อรับโทรศัพท์ พี่อยากรู้ว่าเป็นโทรศัพท์ของใครหรือ ทำไมมันสำคัญขนาดรอจนจบประชุมไม่ได้ พี่เห็นเป็นประจำเลยนะ”

กิตติมีท่าทีอึดอัด เขาตอบว่า
“ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องส่วนตัวนะครับ ผมขอโทษ”

วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี เธอเงียบไปสักครู่จึงพูดต่อ

เธอจะตำหนิเขาโดยตรงในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมแบบเจ้านายกับลูกน้อง วิธีนี้ได้ผล! กิตติสารภาพออกมาแบบกระอักกระอ่วน

“ก็...คือว่า...พี่อย่าโกรธผมนะครับ มันเป็นโทรศัพท์มาจากลูกสาวผมเอง

เธอเพิ่งไปเรียนไฮสคูลที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือน
โรงเรียนที่ลูกสาวผมเรียนนี้ค่อนข้างจะเข้มงวด แถมมีการบ้านจมเลย
ตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ ผมช่วยติวและทำการบ้านร่วมกับเธอบ่อยๆ
ลูกคนเดียวเธอคือดวงใจของผมเลยครับ ผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่น
ติดขัดเรื่องการบ้านละก็โทรมาหาผมได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นเวลาใด
ผมจะคอยช่วยเหลือเธอผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว

ตอนค่ำเมื่อกลับบ้านผมก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน
แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้านแล้วก็แฟ็กซ์ส่งไปเรื่องคณิตศาสตร์บ้าง
ภาษาอังกฤษบ้าง ผมอยากให้เธอประสบความสำเร็จ

ผมต้องขอโทษที่บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง ”
กิตติจบเรื่องลงด้วยท่าทีละอายใจ วนิดาแสดงความเห็นใจ

“เรื่องของคุณมันฟังแล้วคุ้นๆมากเลย พี่พอจะจินตนาการออก ถึงความลำบากใจของเธอ พี่เองก็มีลูกสาวเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา
พี่เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรี แล้วไปต่อโทเลย จึงไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นพอทำกรณีศึกษาก็มักจะ ไม่ทันเพื่อนเขา หรือไม่เข้าใจ แถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีก

พี่เลยต้องช่วยทำเคส แล้วก็อีเมล์ไปให้เธอ แต่ว่าตอนนี้พี่หยุดช่วยเธอแบบนั้นแล้วล่ะค่ะ ”

กิตติถามด้วยความประหลาดใจ

“ ทำไมล่ะครับ พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ หรือว่าพี่เห็นว่างานมีความสำคัญกว่าครอบครัวครับ ”

วนิดาตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า

“ พี่ยังรักลูก และเห็นคุณค่าของครอบครัวและงานเหมือนเดิม

พี่โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นวิธีที่พี่ช่วยลูกสาว

แล้ววันหนึ่งเขาก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Power of Failure

โดย Charles C. Manz และมีการแปลเป็นไทยในชื่อ วิกฤติคือโอกาส

โดยพสุมดี กุลมา เรียบเรียงโดย นราธิป นัยนา

เพื่อนอเมริกันเขาคั่นเรื่องๆหนึ่งให้พี่อ่านโดยเฉพาะเลย พี่จะเล่าให้เธอฟัง ”

........

มีชายคนหนึ่งนั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนจะออกจากรังไหม

เจ้าผีเสื้อดิ้นรนไปซักพัก จนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาดเป็นรูเล็กๆ

ชายคนนั้นมองด้วยความสนใจ เจ้าผีเสื้อดูเหมือนจะหยุดไป ที่จริงผีเสื้อมันพักเพื่อที่จะดิ้นรนต่อไป

แต่ว่าชายคนนั้นคิดไปเองว่าผีเสื้อคงติดใยรังไหม ไม่สามารถจะออกมาได้ด้วยตนเอง

ด้วยความหวังดี เขาจึงนำกรรไกรขนาดเล็กมาตัดใยรังไหมนั้น ทำให้รูมันขยายใหญ่ขึ้น เจ้าผีเสื้อเห็นรูขยายใหญ่ขึ้นมันก็คลานต้วมเตี้ยมออกมา แต่เขาสังเกตว่าตัวมันมีขนาดเล็กกว่าปกติ ปีกเหี่ยวย่น แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อก็มีลักษณะบวมผิดปกติ กลายเป็นว่าในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกาย เพื่อพยายามจะดันตัวมันออกจากรังไหมนั้น เป็นกระบวนการธรรมชาติที่จะกระตุ้นให้ของเหลวชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อเคลื่อนที่มาสู่ปีก เพื่อทำให้ปีกแข็งแรงเพียงพอจะบินได้

ด้วยความปรารถนาดีของชายคนนั้น

ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงเหี่ยวย่นไม่แข็งแรงเพียงพอจะบินได้

แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ เพราะของเหลวที่ควรจะอยู่ที่ปีก ดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว

เจ้าผีเสื้อตัวนี้ออกจากใยมาได้ด้วยความสบาย

แต่ต้องพิกลพิการ และบินไม่ได้ไปชั่วชีวิตของมัน

.....

อุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตของคน ก็คล้ายๆกันกับสิ่งที่เจ้าผีเสื้อเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ความก้าวหน้าในชีวิต การพัฒนาทักษะ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น ล้วนแล้วแต่น่าสงสารและน่าเห็นใจ แต่จะได้คุณค่ามาก็ด้วยการล้มเหลวอย่างถูกวิธี เราจะคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต โดยไม่มีความล้มเหลวนั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อเราเผชิญอุปสรรค แล้วเราหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน เท่ากับว่าเรากำลังเสียโอกาสสำคัญในการเรียนรู้บทเรียนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิตของคน

กิตติฟังด้วยความสนใจ
“โอ้โฮ เรื่องนี้จุดประกายน่าดูครับ แต่ผมกลัวว่าลูกผมจะเกลียดผมนะซีครับ ”

วนิดาเสริมต่อ
“มีคำพูดที่ว่า 'No pain No gain' "ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้"

ที่จริงพวกเรานะผิดเองที่ป้อนลูกๆ เรามากไป

สำหรับกรณีของพี่ พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจด้วยการเล่าเรื่องนี้แหละ

หลังจากนั้น พี่ก็ขอโทษสำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกแบบผิดๆในอดีต

ลูกๆ ของเราเขาฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้นะ ...

กิตติ คุณลองมองไปรอบๆตัวเราสิ เรามีพนักงานที่มีความรู้ มาจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทนต่อปัญหาและอุปสรรค คนที่ควรถูกตำหนิคือ พ่อแม่ของเขา คุณอยากถูกคนอื่นเขาต่อว่าแบบนี้ในอนาคตไหมล่ะ

แถมลูกๆ ของเรายังอ่อนแอไม่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้ .....

คุณมีสิทธิ์เลือกนะ … ”

Saturday, January 30, 2010

เทคนิคช่วยให้ลูกหลับนานขึ้น

เทคนิคช่วยให้ลูกนอนหลับนานขึ้นมีอะไรบ้าง ...

- ควบคุมแสงสว่างในห้อง

ลูกจะจดจำสภาวะก่อนที่จะหลับไว้ หากตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าห้องเปลี่ยนไป จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นหากจะให้ลูกหลับในเวลากลางคืน อาจจะเปิดไฟสลัวๆ ไว้ให้พอมองเห็น จากนั้นค่อยกล่อมให้หลับ และเปิดไฟนั้นทิ้งไว้ตลอดคืน เพราะบ่อยครั้งที่ลูกรู้สึกตัวขึ้นมากลางดึก ก็จะสามารถหลับต่อได้เองหากคุ้นเคยกับสภาวะห้องนอน แต่การนอนในห้องที่มืดสนิทตั้งแต่เด็กจะลดอาการกลัวการนอนในที่มืดของเด็ก เมื่อโตขึ้นได้ และความมืดยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นยานอนหลับตามธรรมชาติ ทำให้ลูกนอนหลับได้เร็วขึ้น

- ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องนอน

หากอุณหภูมิของห้องหนาวหรือร้อนเกินไป ก็จะทำให้ลูกนอนไม่สบายตัว อุณหภูมิที่เหมาะในการนอนคือประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากอยากให้ลูกนอนหลับได้นานขึ้น ก็อาจจะตั้งเวลาปิดแอร์ให้ช้าลงกว่าเดิมเพื่อให้เด็กนอนได้นานขึ้น

- ควบคุมเรื่องเสียง

บ่อยครั้งที่ลูกตกใจตื่นเพราะเสียงที่ดังมาจากรอบๆ บ้าน เช่น เสียงเห่าจากสุนัข เสียงรถยนต์วิ่ง เสียงแตร หรือเสียงกริ่งหน้าบ้าน ลองแก้ไขด้วยการย้ายที่นอนหรือห้องนอนไปอยู่ในโซนที่เงียบสงบกว่าเดิม แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงเสียงเหล่านี้ได้ ก็ต้องฝึกให้ชินกับเสียงเหล่านั้นแทน

- สร้างบรรยากาศ และจุดสนใจ

โดยลองแขวนโมบายล์เล็กๆ ไว้เหนือเปล หรือเตียงของลูกในระดับที่ลูกสามารถมองเห็นได้ คือประมาณ 1-3 ฟุตจากระยะสายตา เวลาที่ลูกตื่น ก็จะจ้องมองโมบายล์และสุดท้ายก็จะหลับต่อได้เอง นอกจากนั้นอาจจะเล่นกับลูกในห้องนอนตอนกลางวัน เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับสภาวะแวดล้อมของห้องมากขึ้น เพื่อที่เวลาตื่นมา จะไม่ตกใจมาก

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้ลูกหลับได้นานยิ่งขึ้นแล้ว


ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม 2553 http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=424&contentId=45499