Showing posts with label ปกิณกะ - Varieties Matters. Show all posts
Showing posts with label ปกิณกะ - Varieties Matters. Show all posts

Thursday, August 21, 2014

ลิเบีย:: รู้แล้วจะอึ้ง!!! ทำไมต้องสังหาร"กอซซาฟี" ???

อาลัย‘กอซซาฟี’และ เหตุผลการล่าสังหาร‘กอซซาฟี’ เรื่องบางอย่างที่คุณไม่เคยรู้ เกี่ยวกับ กอซซาฟี่
หากจะเทียบความโชคดีของประชาชนในประเทศต่างๆโดยวัดจากสวัสดิการที่รัฐบาลให้แก่ประชาชนแล้ว ชาวลิเบียน่าจะเป็นประชาชนที่โชคดีที่สุด
เพราะอะไรหรือครับ?

คำตอบก็คือ ชาวลิเบียทั้งหมดใช้ไฟฟ้าฟรีเนื่องจากไม่มีการเก็บค่าไฟฟ้าในลิเบีย
ธนาคารในลิเบียเป็นของรัฐและกฎหมายกำหนดให้ประชาชนกู้เงินโดยปลอดดอกเบี้ย ประชาชนลิเบียจึงกู้เงินโดยไม่เสียดอกเบี้ย
การมีบ้านเป็นของตนเองถือเป็นสิทธิมนุษยชนในลิเบีย
คู่แต่งงานใหม่ทุกคู่ในลิเบียจะได้รับเงินจากรัฐบาลเป็นเงิน 60,000 ดีนาร์ (ประมาณ 1,500,000 บาท) เพื่อซื้อบ้านหลังแรกเป็นการเริ่มต้นครอบครัว
ประชาชนลิเบียได้รับการศึกษาและการรักษาพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า ก่อนหน้าสมัยพันเอกมุอัมมาร์ กอซซาฟี เป็นผู้นำ ลิเบียมีผู้อ่านออกเขียนได้เพียง 25% แต่ปัจจุบันลิเบียมีผู้อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นจำนวน 83%
ชาวลิเบียคนใดที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรรมจะได้รับที่ดินทำการเกษตร บ้าน เครื่องมือการเกษตร เมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์แบบให้เปล่าเพื่อเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรม
ถ้าชาวลิเบียคนใดไม่สามารถหาบริการทางด้านการศึกษาและการแพทย์ที่ตัวเองต้อง การ รัฐบาลจะจ่ายเงินให้และยังจัดสรรเงินอีกประมาณ 70,000 บาทเป็นค่าที่พักและค่าพาหนะอีกด้วย
ถ้าชาวลิเบียคนใดซื้อรถ รัฐบาลจะออกเงินให้ครึ่งหนึ่ง
ราคาน้ำมันรถยนต์ในลิเบียลิตรละประมาณ 5-6 บาท
ลิเบียไม่มีหนี้ภายนอก เงินสำรองของลิเบียมีอยู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ทั่วโลกซึ่งขณะนี้ถูกอายัดโดยชาติมหาอำนาจ
ถ้าชาวลิเบียจบการศึกษาและไม่สามารถหางานทำ รัฐจะจ่ายเงินเดือนให้พอๆกับคนที่ทำงานจนกว่าจะหางานได้
เงินส่วนหนึ่งจากการขายน้ำมันของรัฐบาลจะถูกโอนเข้าบัญชีพลเมืองชาวลิเบียโดยตรง

ผู้หญิงลิเบียที่คลอดลูกจะได้รับเงิน 150,000 บาท
ขนมปัง 40 ก้อนในลิเบียราคาประมาณ 5 บาท
ปัจจุบันชาวลิเบีย 25% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
กอซซาฟีเป็นผู้ทำโครงการชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เรียกกันว่า
“โครงการแม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์ทำขึ้น”
เพื่อส่งน้ำไปเลี้ยงผืนทะเลทรายทั่วประเทศ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พันเอกมุอัมมาร์ กอซซาฟี จะปกครองประเทศลิเบียนานถึง 42 ปีโดยที่ไม่มีชาวลิเบียลุกขึ้นมาประท้วงผู้นำของตนว่าเป็นเผด็จการ
ในทางตรงข้าม ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่กองทัพนาโต้โจมตีลิเบียอย่างไร้เหตุผล ประชาชนชาวลิเบียตามเมืองต่างๆประมาณ 1.7 ล้านคนได้ออกมาเดินขบวนสนับสนุนผู้นำของตน แต่ภาพเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกนำออกมาเผยแพร่ในตะวันตก
แต่สิ่งที่สื่อกระแสหลักของตะวันตกนำมาแพร่เพื่อลวงโลกก็คือ กอซซาฟีเป็นเผด็จการ ทั้งๆที่ก่อนกองทัพภาคีนาโต้จะโจมตีลิเบีย สหประชาชาติกำลังเตรียมที่จะมอบรางวัลให้แก่ประธานาธิบดีมุอัมมาร์ กอซซาฟี ในฐานะผู้สร้างความสำเร็จในด้านสิทธิมนุษยชน
ลิเบียผลิตน้ำมันดิบคุณภาพสูงและการผลิตน้ำมันของลิเบียมีต้นทุน 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ชาติตะวันตกซื้อไปกลั่นขายในตลาดโลกราคาบาร์เรลละหลายสิบหรือบางครั้งก็ เหยียบ 100 ดอลลาร์ กระนั้นก็ตาม สหภาพยุโรปและสหรัฐกลับเป็นหนี้ลิเบีย 200,000 ล้านดอลล่าร์สำหรับค่าน้ำมัน
ใน ค.ศ. 2012 สัมปทานการขุดเจาะน้ำมันของชาติตะวันตกจะหมดอายุลง และกอซซาฟีกล่าวว่าถ้าชาติตะวันตกไม่จ่ายหนี้ให้ลิเบีย เขาจะให้สัมปทานใหม่แก่บริษัทของจีนและรัสเซีย นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งสำหรับจุดจบของกอซซาฟี
เหตุผลของการกำหนดเขตห้ามบินและการทิ้งระเบิดลิเบียมิใช่เพื่อคุ้มครอง พลเมืองลิเบียดังที่ชาติภาคีนาโต้กล่าวอ้าง แต่มันคือความเหี้ยมโหดของบริษัทน้ำมันและนายธนาคารโลกที่ต้องการปล้น ทรัพย์สินของลิเบียไปแก้ปัญหาการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐและยุโรป
ทหารกบฏที่ไล่ล่ากอซซาฟีมิใช่ทหารลิเบีย แต่เป็นทหารรับจ้างจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์ที่นาโต้ส่งเข้าไป เพราะกองกำลังนาโต้ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะส่งทหารจากชาติภาคีของตนเข้าไป ปฏิบัติการในลิเบีย
แม้จะมั่งคั่งร่ำรวย แต่ลิเบียก็ไม่มีแสนยานุภาพทางทหารเพียงพอที่จะไปต่อกรกับกองทัพนาโต้ ยิ่งถ้าต่อสู้ บ้านเมืองก็มีแต่จะเสียหาย ผู้คนจะต้องบาดเจ็บและล้มตายอีกเป็นจำนวนมาก กอซซาฟีจึงได้แต่ถอยหนีเพื่อรักษาชีวิตประชาชนที่เขาดูแลมาตลอดเวลาที่ครอง อำนาจ และในที่สุดก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสงสาร
สิ้นผู้นำที่ชื่อว่ามุอัมมาร์ กอซซาฟีแล้ว ชาวลิเบียจะได้รับสวัสดิการเหมือนกับที่ตัวเองได้รับจากผู้นำคนเก่าหรือไม่ เป็นเรื่องที่หลายคนเริ่มสงสัย?
เหตุผลการล่าสังหาร ‘กอซซาฟี’
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกจะร่วมกันลงขันหาทางสังหาร ประธานาธิบดีมุอัมมาร์ ก็อซซาฟี ผู้นำประเทศลิเบีย ที่เป็นชาติเล็กๆในแอฟริกาอย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนกับที่สหรัฐใช้เวลานับสิบปีและงบประมาณอีกหลายพันล้านดอลลาร์ตามฆ่า “บิน ลาดิน” เพียงคนเดียว
มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ชาติตะวันตกพยายามเข่นฆ่าสังหารก็อซซาฟี?
ไม่ใช่เพราะกอซซาฟีเข่นฆ่าสังหารประชาชนของตนอย่างที่สื่อตะวันตกพยายามจะลวงชาวโลกแน่นอน
กอซซาฟีจะฆ่าประชาชนของตัวเองทำไม ในเมื่อเขาให้การศึกษา การรักษาพยาบาลแบบให้เปล่าแก่ประชาชน ไม่เพียงเท่านั้น หนุ่มลิเบียคนใดที่แต่งงานและยังไม่มีงานทำก็จะได้รับห้องพักอาศัยโดยไม่ ต้องเสียค่าเช่า ประชาชนลิเบียจึงไม่ได้ลุกขึ้นประท้วงเขาเหมือนในตูนิเซียและอียิปต์ก่อน หน้านั้น
แต่เหตุผลสำคัญที่ผู้นำชาติตะวันตกต้องการให้กอซซฟาฟีตายก็คือ
เขาต้องการปลดปล่อยชาติแอฟริกาให้พ้นจากการถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบโดยชาติตะวันตกนั่นเอง
ใน ค.ศ. 1992 ชาติต่างๆในทวีปแอฟริกา 45 ประเทศได้ตัดสินใจที่จะมีดาวเทียมเป็นของตัวเองเพื่อให้บริการสื่อสารโทร คมนาคมในแอฟริกา โครงการนี้ต้องใช้เงินถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำเป็นต้องจ่ายเงินทันที 400 ล้านดอลลาร์เพื่อให้โครงการเกิดขึ้น เดิมทีชาติแอฟริกาตัดสินใจจะไปกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่ใน ค.ศ. 2007 ก็อซซาฟีได้อาสาเข้ามาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่โดยจ่ายให้ 300 ล้านดอลลาร์ แน่นอนการสนับสนุนทางการเงินเช่นนี้เป็นการทำให้ไอเอ็มเอฟสูญเสียประโยชน์ จากดอกเบี้ยเงินกู้และการมีอิทธิพลในแอฟริกา
เหตุผลประการต่อมาก็คือ ประธานาธิบดีก็อซซาฟีต้องการที่จะสร้างสถาบันการเงินที่สำคัญ 3 แห่งขึ้นในแอฟริกา
1) สถาบันการเงินแรกคือ กองทุนการเงินแอฟริกา (African Monetary Fund) ซึ่งจะตั้งขึ้นใน ค.ศ. 2011 โดยมีสำนักงานใหญ่ในแคเมอรูน ถ้าสถาบันการเงินนี้เกิดขึ้นก็จะทำให้ชาติแอฟริกาไม่ต้องพึ่งพาอาศัยไอเอ็ม เอฟอีกต่อไป นั่นหมายความว่าไอเอ็มเอฟจะสูญเสียผลประโยชน์ในอนาคต
2)สถาบันการเงินแห่งที่สองที่จะตั้งขึ้นโดยความร่วมมือกันของชาติแอฟริกาภาย ใต้การนำและการสนับสนุนของก็อซซาฟีก็คือ ธนาคารกลางแอฟริกา (Central African Bank) ซึ่งจะมีสำนักงานใหญ่ในเมืองอาบูญาของไนจีเรีย สถาบันการเงินนี้จะทำให้ชาติแอฟริกาเลิกใช้สกุลเงินยุโรปและหันมามีสกุลเงิน กลางของตัวเอง
3)สถาบันการเงินแห่งที่สามที่จะเปิดคือ ธนาคารเพื่อการลงทุน (Bank of Investment) จะเปิดขึ้นในลิเบีย ธนาคารนี้จะควบคุมการลงทุนในแอฟริกา
ใครๆในโลกนี้ก็รู้ว่าชาติผิวขาวดูถูกและเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ขูดรีดชนชาติผิวดำซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกามานานแล้ว ก็อซซาฟีจึงคิดที่จะปลดปล่อยชาติแอฟริกาให้พ้นจากกับดักของชาติตะวันตก ผู้นำชาติต่างๆในทวีปแอฟริกาจึงเห็นชอบร่วมกันในโครงการดังกล่าว แต่มหาอำนาจชาติยุโรปไม่ชอบด้วยเพราะตัวเองจะเสียประโยชน์
เหตุผลอีกประการที่ทำให้ประธานาธิบดีกอซซาฟีตกเป็นเป้าสังหารคือ
เขาต้องการที่จะรวมชาติต่างๆในแอฟริกาเป็นสหรัฐแอฟริกา (United States of Africa) เหมือนกับสหรัฐอเมริกา แน่นอนถ้าชาติแอฟริการวมตัวกันเมื่อใด แอฟริกาก็จะเป็นชาติใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองมากขึ้นและถูกเอารัดเอาเปรียบน้อย ลง
จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เราจะเข้าใจได้ว่าทำไมชาติมหาอำนาจของโลกจึงใช้ นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง และแบ่งแยกแล้วทำลาย แน่นอน ใครคิดจะทำลายบ้านหลังใหญ่ที่มีความรักใคร่กลมเกลียวกันก็ต้องหาทางให้คนใน บ้านหลังนั้นทะเลาะกัน
ประการถัดไปก็คือ ทำให้คนในบ้านนั้นไร้การศึกษา เพื่อที่คนในบ้านหลังนั้นจะได้ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของตน
สุดท้ายก็คือการตั้งผู้ปกครองเผด็จการขึ้นมาปกครองประเทศที่ตัวเองต้องการจะ ครอบงำและมีอิทธิพล เมื่อประชาชนในตูนิเซียและอียิปต์ลุกขึ้นประท้วงผู้ปกครองของตน ชาติตะวันตกต่างสนับสนุนผู้นำเผด็จการที่ตัวเองหนุนหลังให้สังหารประชาชน แต่ในกรณีของลิเบีย ประชาชนมิได้ประท้วงผู้นำของตน ชาติตะวันตกจึงสนับสนุนฝ่ายกบฏและร่วมกันสังหารประชาชนลิเบียเอง มิหนำซ้ำยังหน้าด้านอ้างว่าทำไปเพื่อมนุษยธรรมเสียอีก
ชาติยุโรปในสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) กำลังจะล่มสลาย สหรัฐเองก็เป็นชาติที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลก ด้วยความกังวลว่าจะสูญเสียแอฟริกา นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ อุตส่าห์เดินทางไปยังประเทศต่างๆในแอฟริกา เพื่อชักชวนชาติเหล่านั้นไม่ให้สนับสนุนกอซซาฟี ชักชวนพวกกบฏในลิเบียให้ไปเปิดสถานทูตของตัวเองในวอชิงตัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังชักชวนให้ชาติแอฟริกาเลิกคบค้ากับจีนด้วย เพราะจีนและรัสเซียจะช่วยผลิตดาวเทียมให้แอฟริกานั่นเอง

(ฝรั่ง)ช่างสามานย์ไม่สร่างจริงๆ นับเป็นผู้ก่อการร้ายตัวจริง นักเลง อันธพาลของโลก

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน

หมายเหตุ :: บทความนี้แพร่หลายใน Facebook
:: post in ประชาชาติแห่งอิสลาม(Islamic Nations)

Friday, August 30, 2013

หุงข้าวยังไงไม่ให้บูด

หุงข้าวยังไงไม่ให้บูด

วันนี้แม่บ้านคนไหนที่มีเรื่องกังวลใจหรือกลุ้มใจในเรื่องของหุงข้าวไม่ทันไรข้าวก็บูดเสียแล้ว ซึ่งหลายคนนั้นคิดว่าการที่เราเคยทิ้งข้าวให้บูดคาหม้อครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปข้าวที่คุณนั้นหุงอีกก็อยู่ได้ไม่นานแล้วจะบูดอีก ซึ่งความคิดนี้เป็นความจริงค่ะ และเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีเชื้อสปอร์ของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเสียตกค้างอยู่ในหม้อหุงข้าว แม้ว่าเรานำหม้อมาล้างด้วยน้ำยาล้างจานสูตรฆ่าเชื้อจุลินทรีย์เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม เชื้อจุลินทรีย์เล่านี้ก็ถูกขจัดออกไปไม่หมด และวันนี้ผู้เขียนมีเคล็ดลับ หุงข้าวยังไงไม่ให้บูด มาฝากกันค่ะ

วิธีที่ 1 ใส่น้ำส้มสายชูลงไป 1 ช้อนชา แล้วกดหุงตามปกติ ที่ทดลองก็หุงข้าว 2 ถ้วย รสชาติก็ไม่มีอะไรแปลกไป ไม่มีรสเปรี้ยว ข้าวจะอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 4-5 วัน โดยที่ไม่มีกลิ่น ไม่แฉะ ไม่บูด

วิธีที่ 2 นำหม้อที่บูดใส่เกลือ ที่อยู่ในครัว นำมาใส่ในหม้อผสม แล้วทิ้งไว้ประมาณ1-2 ชม.เสร็จแล้ว แล้วล้างหม้อให้สะอาด นำไปหุงเหมือนเดิม ครั้งต่อไป จะล้างหม้อใส่เกลือผสมกับน้ำล้างตามปกติ ประมาณ 2-3 ครั้ง หม้อที่บูดก็จะหายบูด

วิธีที่ 3 ให้ทำความสะอาดหม้อหุงข้าวด้วยน้ำยาล้างจาน และน้ำสะอาดตามวิธีปกติก่อน 1 ครั้ง จากนั้นเติมน้ำเปล่าลงในหม้อหุงข้าวประมาณ 2 ถ้วยตวง และกดปุ่ม Cook เป็นระยะเวลานาน 15 นาที (สำหรับหม้อหุงข้าวขนาดครัวเรือน) การหุงน้ำเปล่่านี้ จะสามารถช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ตกค้างอยู่ได้ และช่วยแก้ปัญหาข้าวบูดเสียง่ายกว่าปกติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อาจใส่เกลือลงไปในน้ำเปล่าที่หุงสัก 1 ช้อนโต๊ะ

เพียงแค่คุณแม่บ้านนั้นลองทำตามวิธีหุงข้าวยังไงไม่ให้บูดที่ผู้เขียนนำมาฝากสัก 1 วิธี แค่นี้ปัญหาข้าวบูดนั้นก็จะหมดไปแล้วละค่ะ
************
Cr:: หุงข้าวยังไงไม่ให้บูด

Monday, August 26, 2013

"ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ" :: เรื่องจริง


อ่านจบช่วยแชร์ด้วยครับ.... ขอบคุณ


** "ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ"

บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยืยนมาหลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ไม่ใหญ่โตนัก ที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็กๆ ที่สมภารเจ้าอาวาส อดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่านมาปลูกสร้าง เพื่อให้ผู้เฒ่า ผู้ชรา ได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง มีโยมผู้หญิงวัยกลางคน ไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลก มาบำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้น แวะเวียนผลัด เปลี่ยนกันเป็นผู้ดูแลผู้ชราทั้งหญิงชาย ที่ถูกทอดทิ้งรวม13 ชีวิต

ค่าจ้าง คนดูแล น้ำ ไฟ เสื้อผ้ายารักษาโรค ข้าวปลาอาหาร สมภารใจดี อดีตนักเรียนช่างกล ที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516เหมาจ่าย คนเดียว โดยไม่เคยพิมพ์ฏีกาเรี่ยไรใคร พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับผมควักเงิน 500 บาทใส่ซอง ถวายท่านเป็นค่าใช้ จ่าย ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้ ชวนผมเดินลงจากศาลา ไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้น เปิดนรกบนดินอีกขุมหนึ่ง ให้คนบาปอย่างผม มีดวงตาเห็นธรรม โดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใดๆ

หญิงชรารูปร่างเล็ก ผิวสองสีบอบบางทอดกาย เหยียดตรงบนเตียงเล็กๆ แต่สะอาด มีผ้าห่มผืนบางๆ ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบาๆ ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย แม่เฒ่าพยายามยกมือขึ้นประนมไหว้ เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตาเปล่งวาจา ถามไถ่อาการ และให้ศีลให้พรเบาๆ แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ หยาดน้ำตาแห่งความปิติ ท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น แล้วค่อยๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตา ที่เหี่ยวย่นบนใบหน้า เวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี ผู้เฒ่าอายุ 91 ปี อาวุโสสูงสุดในจำนวน 13 คนชราของที่นี่

เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำ เหมือนเพิ่งเกิด เมื่อวาน.......

แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน

60 ปี ที่ผ่านมาครอบครัวแม่เฒ่าจัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด สามี ของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ก่อร่างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่า แรงรายวัน โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงงานแห่งหนึ่ง อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐาน จนมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ แต่สามีก็ยังทำงานหนัก ไม่ยอมพัก หวังจะฟูมฟักลูก 3 คนให้อยู่อบอุ่น กินอิ่ม โดยไม่ต้องลำบาก ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกทอผ้าแล้ว อยู่บ้านเลี้ยงลูก 3คน ที่อยู่ในวัยซวนไล่เรียงตามลำดับ เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่น มาร่ำลาหมอที่โรง พยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตายทั้งๆ ที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วย ขายของสารพัดชนิด อดทนอด ออมเลี้ยงลูกทั้ง 3 คน ให้ร่ำเรียน จนจบปริญญา ครอบครัวอบอุ่น พี่น้องรักใคร่กันดี ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด

ลูกชายคนโตแต่งงานไปกับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด ในชีวิตของแม่เฒ่า ไม่เคยมีความสุขครั้งไหน เหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน สมบัติที่มี แม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วนให้ลูกชายคนโตเปิดร้านขายทอง ตามที่สะใภ้ต้องการ ปีต่อมา ลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดินที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้น ให้เป็นสมบัติของลูกด้วยความยินดี โดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย

สองปีถัดมา ลูกสาวคนสุดท้องแต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่า รับขวัญลูกเขยด้วย ความปรีดา

สัตว์โลกทั้งหลายล้วนเวียนว่ายก่อเกิดเพื่อมาชดใช้กรรมเก่า สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก ตั้งแต่แต่งเข้าบ้าน ไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือน ซักผ้า ทำกับข้าว จัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะ คอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือ ก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง กวาดเช็ดปัดถูบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อน ด้วยการเดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน สะใภ้สองเข้มงวดแม้แต่ของสดทุกชนิด ที่ซื้อมาทำกับข้าว ต้องถามราคา แล้วยกไปชั่งน้ำหนักราคาสินค้า กับเงินทอนที่เหลือ ต้องตรงกับเงินที่ให้ไปตลาด แต่แม่เฒ่าก็ไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์ แล้ววันหนึ่งสะใภ้สองก็จัดระเบียบการกินใหม่ หล่อนไปสั่งผูกปิ่นโต เพื่อกินกันแค่สองผัวเมีย แล้วสั่งให้ผัวจ่ายเงินให้แม่เฒ่าแค่วันละยี่สิบบาท ไปหากินเอาเองด้วยเหตุผลโง่ๆ คือต้องการประหยัด แต่ลึกๆ ในใจ ไม่ต้องการให้แม่ผัวเม้นเส่วนเกิน
แม่เฒ่าคิดเอาเองว่าลูกๆ คงไม่อยากให้แม่เหนื่อย จึงน้อมรับประกาศิตลูกสะใภ้ด้วยดุษฏี สองสามวันต่อมาแม่เฒ่าก็ลืมสิ้น เพราะความรักลูก

หลายครั้งที่แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายคนโต ที่เปิดร้านขายทองในตลาด แม่เฒ่าจะเจียดเงินที่เก็บออมไว้ ซื้อผลไม้ที่ลูกชอบติดมือไปด้วย แต่ทุกครั้งที่แม่เฒ่าเดินเข้าไปในบ้าน สะใภ้ใหญ่จะมองอย่างเหยียดๆ แล้วเดินหนีเข้าห้องแอร์ ปิดประตูนอนดูโทรทัศน์ สั่งคนใช้ให้คอยสอดส่องเดินตามแม่เฒ่า เธอกลัวแม่ผัวขโมยของในบ้านจ ะคุยกับลูกชายนั่น ก็ออกอาการไม่ว่าง ถามคำตอบคำ เหมือนหนามตำโดนโคนลิ้นจนอ้าปากลำบากลำบน อึดอัดแม่ เกรงใจเมีย แกล้งถอดสร้อยคอทองคำเส้นโต ที่ห้อยแขวนพระเครื่องราคาแพง ในกรอบทองฝังเพชรพวงใหญ่ขึ้นมา ส่องทีละองค์ด้วยความเลื่อมใส และไม่แม้แต่จะชายตามองแม่เฒ่า ที่นั่งซึมอยู่ข้างตู้ทองอย่างเดียวดาย เก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักใหญ่ ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโตอย่างเหงาๆ โดยมีคนใช้ของลูก หิ้วถุงผลไม้ ตามมายัดคืนใส่มือ ระหว่างทาง ก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท แต่ในใจของแม่เฒ่า มันวังเวงจนจำไม่ได้ว่าพูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง

ลูกสาวคนเล็ก ที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่น แทบไม่ต้องพูดถึง เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่าตั้งแต้ครั้งแรกที่ไปเยี่ยมว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปหา เพราะบ้านเธอมีแขกที่เป็นลูกน้องของผัว และพ่อค้าวานิชเข้าพบผัวของเธอ เพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจบ่อยๆ และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าแม่เฒ่ารักลูก ก็ควรจะต้องรักษาเกียรติรักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย แม่เฒ่าไม่เข้าใจ ว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้น ต้องทำอย่างไร แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของเพื่อนบ้าน เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดี ลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้ม ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน จึงเหมือนกำแพงชนชั้น ปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูกจนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง กระทบธุรกิจของสองผัวเมีย จนทรวดเซ ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่า ที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้าน ส่งสัญญาณถึงขาลง สองผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้ง ลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัวเป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด...


12 มิถุนายน ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆ สลับกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเป็นระยะๆ ครู่ใหญ่ๆ ต่อมาสายฝนจึงโปรยปรายชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับ ปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว แม่เฒ่าจำได้ว่า วัยรุ่นสองคนขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้านขอซื้อเบียร์หนึ่งขวด แม่เฒ่ารับเงินแล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชัก โดยไม่ระแวงว่า สองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่อง ช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อย สองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้าน ช่วยกันเก็บของเข้าร้าน วางของทุกชิ้นเข้าที่ๆ เคยวาง เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่ จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่า ที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็น ก่อนปักธูปลงกระถาง เสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชาย ก็ดังสวนสนั่นบ้าน ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่กึกก้องประสานเสียงกับสายลมนอกบ้าน ก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์

ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร แม่เฒ่าให้การไม่รู้ ด้วยซื่อบริสุทธิ์ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียว กว่าชั่วโมงในห้อง แอร์เย็นเฉียบ แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำ ให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้านโดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่า ที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้าน ด้วยความหนาวเหน็บ สายฝนยังสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้าน บ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท แม่เฒ่าลงจากรถเดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้าน แล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีด กับภาพเบื้องหน้า ที่พื้นหน้าบ้าน เสื้อผ้าเก่าๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า กระถางธูปและรูปถ่ายของสามี แตกกระจายเกลื่อนกราด หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามี จนเปียกปอนขาดวิ่น แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน ปวดร้าว เหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ

แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต สองเท้าออกก้าวช้าๆ เหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไป หยุดนิ่งอยู่หน้าร้านขายทองของลูกชายคนโต เหมือนเป็นการบอกลาแล้วลัดเลาะฝ่าความมืดและสายฝน ไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็ก เก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่ จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงม สลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ ดั่งเจ้ากรรมนายเวรกำลังเร่งรีบกรีดนิ้วกัปนาท บรรเลงเพลงกรรมในอดีตชาติ ติดตามมาทวงคืน ให้แม่เฒ่าต้องชดใช้อย่างบอบช้ำยับเยิน รถกระบะเก่าๆ คันนั้นวิ่งฝ่าสายฝนมาจอดสงบนิ่งอยู่หน้ากุฏิพระของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษๆ คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างถนน
เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ด้วยใจเมตตา

เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่ จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวช แม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่ นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิงเหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห่งรัตนะทั้งสาม ฟ้าเริ่มขมุกขมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภาร และแม่เฒ่า เจ้าของเรื่องราวน่าสลด นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้ แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆ กับที่ทั้งสามคนก็ไม่เคยออกติดตามถามหา จะรู้หรือไม่ก็แล้วแต่ ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของลูกทั้งสาม

ผมจากลาออกมา ทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา.. ' แม่จำลูกได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนโตจ ะทุกข์จะสุข ก็คือลูกของแม่ แม่ให้โดยไม่เคยวาดหวังจะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน ลูกเอ๋ย... เมื่อลูกยังเป็นทารก ทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า สองมือน้อยๆ ของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหวๆ วันนี้แม่สิ้นแรงแทบ สิ้นใจ จะมีมือของลูกคนไหน เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม....

อ่านจบแล้วจะแชร์ได้ก็ขอบคุณมากๆๆครับ 

"ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ" 

Cr:: คุณชาญวิทย์ ปรีชาพาณิชพัฒนา



Sunday, August 18, 2013

ของขึ้น Black magic / Voo doo...

ของขึ้น Black magic / Voo doo...

ว่ากันว่าใครที่ได้รับวิชาจากครูบาอาจารย์ไม่ว่าจะเป็นคาถาอาคมหรือสักยันต์ หากประพฤติผิดกฏของครูบาอาจารย์มักจะมีอาการที่เรียกว่าของขึ้น ...
วานนี้เข้าเวร มีชายคนหนึ่งถูกพามารักษาด้วยอาการนอนแน่นิ่ง ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นใดๆ ญาติเลยหามใส่รถปิ๊กอัพมาที่รพ. สารภี เมื่อมาถึงสักครู่ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้น เมื่อชายคนนี้ ลุกขึ้นและทำท่าคล้ายเสือโคร่ง ขู่ผู้คนที่อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน สังเกตว่าบนหลังและท่อนแขนชายคนนี้สักยันต์ ผู้ช่วยพยาบาลมารายงานว่าหมอคนผีเข้า หมอพอจะมีของดีไปปราบคนผีเข้าไหม เราก็แปลกใจว่าอยู่ที่นี่มานานพอควรยังไม่เห็นคนไข้ถูกผีเข้า เลยตามออกไปดูที่หน้าโอพีดี ญาติกำลังเฝ้าระวังชายคนนี้ที่กำลังขู่ฟอดๆอยู่ที่ท้ายรถกระบะ ไอ้เราก็อยากลองของ เลยเอาสเตรทโตสโคปหรือหูฟัง ไปแกว่งๆ พร้อมนึกในใจว่าพุทโธๆ 555 สักครู่ชายคนนี้ก็เพ่งสายตาด้วยความอาฆาต ปานจะกินเลือดกินเนื้อ เลยจ้องสบตาอยู่พอควร เราก็แผ่เมตตาให้ แต่สงสัยรับไม่ได้ ชายคนนี้กระโดดใส่เรา เรายืนนิ่งอยู่แต่เพราะแกโดจากขอบกระบะรถปิ๊คอัพพลาด เลยหัวขะเมนขะมำลงเกือบฟาดพื้น ยามกับพนักงานเปลเลยจัดหนัก เอามือล๊อคแขนแกสองข้าง เอาเท้ายันที่หน้าอกไว้ พลันพยาบาลอีอาร์ก็เอายาhadol 5mg. และValium 10 mg. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ สักครู่ก็หลับไป เลยหามเข้าไปนอนเปลในห้องฉุกเฉิน สอบถามมารดาให้การเพิ่มว่า แกไปกินเหล้า ดื่มแก้วเดียวกันกับเพื่อน ของเลยขึ้น!!!
สอยบถามผู้ที่เชื่อเรื่องของขึ้น เขาบอกว่าใครก็ตามที่รับคาถาอาคม ของดีมาไว้กับตัวแล้ว มีข้อห้ามอย่างเคร่งครัด คือ
๑. ไม่เป็นคนเจ้าชู้กับเมียใคร
๒. ไม่ด่าว่าพ่อแม่ของใครๆ โดยเด็ดขาด
๓. ไม่ทำลายพระพุทธศาสนา
๔. ไม่ลบหลู่บิดา-มารดา เวลาท่านต่อว่า
๕. ไม่เสพสิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมายทุกประเภท
๖.ห้ามไม่ให้เป็นคนผิดในศีลธรรม
๗.ห้ามเป็นนักเลงหัวไม้ และ
๘.ห้ามตีรันฟันแทงกับใครอย่างเด็ดขาด

เห็นทีชายคนนี้รักษาครูบาอาจารย์ไม่ได้เลยมีอาการดังกล่าวแต่ในฐานะหมอ คิดถึงฤทธิ์ของยาเสพติด เลยให้พยาบาลสวนปัสสาวะไปตรวจเมทแอมเฟตามีน แต่ปรากฏว่าเป็นลบ หลังมัดไว้ราวๆสองชั่วโมงก็ตื่นขึ้นมา พูดจาดี เลยคิดว่าเป็นพวกสุรากินคน คือกินเหล้าแล้วนิสัยเสีย พฤติกรรมเปลี่ยนไป แต่ก็ยังอดใจไม่ได้ว่า ของน่าจะขึ้นร่วมด้วยจริงๆ!!!

เก็บมาเล่าให้ฟังม่วนๆบ่ดายจ้า.....

ของขึ้นที่ รพ.สารภี
...............
วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2556

Saturday, August 17, 2013

คุณค่าของเรา

วันหนึ่งเณรน้อยเจ้าปัญญา มาหาพระอาจารย์ ....“พระอาจารย์ คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร ”

พระอาจารย์ “ไปสวนหลังบ้านเก็บก้อนหินก้อนใหญ่มา 1 ก้อน เอาไปวางขายที่ตลาด ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบ แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง อย่าขาย เอากลับมา อาจารย์จะบอกเองว่า คุณค่าในตัวของเจ้าคืออะไร”

วันรุ่งขึ้น เณรน้อยอุ้มหินไปวางขายที่ตลาด คนจ่ายตลาดเดินผ่านไปผ่านมา ต่างแปลกใจ มีแม่บ้านเดินมาถาม “ก้อนหินขายเท่าไหร ?”

เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“2 เหรียญ”
เณรน้อยสั่นหัว

“งั้นก็ 20 ก็ได้ จะได้เอาไปทับผักกาดดอง”

เณรน้อยคิดในใจ “แม่เจ้าโว๊ย หินไร้ค่านี้ขายได้ตั้ง 20 เหรียญ บนเขาวัดข้ามีเยอะแยะเณรน้อยก็ไม่ขายตามที่พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ

“อาจารย์ วันนี้มีแม่บ้านคนหนึ่งให้ราคา 20 เหรียญจะซื้อหินของข้า อาจารย์บอกได้หรือยังว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”

อาจารย์ “ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้ เอาไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบพูด แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง อย่าขาย เอากลับมา แล้วมาคุยกันใหม่”

วันต่อมา ใน พิพิธภัณฑ์ มีจีนมุงล้อมวง คุยกันเองว่า “หินธรรมดาก้อนหนึ่ง มีค่าอะไรมาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์” มาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้ มันก็ต้องมีคุณค่าของมัน แต่เราอาจจะไม่รู้ตอนนี้ มีคนโผล่มา ตะโกนถามเณรน้อยว่า “เณรน้อย หินก้อนนี้เท่าไหร่ขาย ”

เณรน้อยชู 2 นิ้ว

“200 เหรียญ”

เณรน้อยสั่นหัว

“งั้นก็ 2000 แล้วกัน กำลังหาหินไปแกะสลักพระพุทธรูป”

เณรน้อยตกใจ มากกว่าเมื่อวานอีก ก็ไม่ขายตามที่พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ

“อาจารย์ วันนี้มีคนให้ราคา 2000 เหรียญจะซื้อหินของข้า วันนี้อาจารย์ต้องบอกข้าแล้วนะว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”

อาจารย์หัวเราะชอบใจ “พรุ่งนี้เอาไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ เหมือนเดิม แล้วเอากลับมา ครั้งนี้ อาจารย์บอกคำตอบเธอแน่ ๆ “

วันต่อมา เณรน้อยเอาหินไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ ก็ยังมีคนมามุงดู มีคนพูดว่า นี่มันหินอะไรว่ะ มาจากถิ่นไหน ของราชวงศ์ไหน ใช้ทำอะไร
สุดท้ายมีคนมาถามราคา “ เณรน้อย หินก้อนนี้เท่าไหร่ขาย ?”

เณรน้อยชู 2 นิ้ว

“20,000 เหรียญ”

เณรน้อยตกใจอ้าปากค้าง อุทานเสียงดัง “หา” คนนั้นนึกว่าตัวเองให้ราคาต่ำไปทำให้เณรน้อยรมณ์เสีย แก้ไขทันทีว่า “ไม่ ๆ ๆ ข้าพูดผิดแล้ว ข้าจะให้เจ้า 200,000”

เณรน้อยได้ยินดังนั้น อุ้มหินวิ่งหนีกลับไปบนเขาหาพระอาจารย์ทันที พูดกับอาจารย์แบบกระหือกระหอบว่า “อาจารย์ครั้งนี้เรารวยแล้ว มีโยมจะให้ราคาเรา 2 แสนเพื่อซื้อหินก้อนนี้ อาจารย์บอกได้หรือยังว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไรกันแน่?”

อาจารย์ลูบหัวเณรน้อย พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า

“เจ้าหนูน้อย คุณค่าในตัวเจ้าก็เหมือนหินก้อนนี้ ถ้าวางตัวเองในตลาดสด เจ้าก็มีค่า 20 ถ้าเอาตัวเจ้าไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ เจ้าก็มีค่า 2000 ถ้าไปอยู่ในร้านขายวัตถุโบราณ เจ้าก็มีค่า 2 แสน เวทีชีวิตต่างกัน ตำแหน่งวางตัวต่างกัน คุณค่าของคนก็เปลี่ยนไป”

ขอให้เข้าใจนะ และ ประสบผลดีกับตนเองทุกคนครับ

ที่มา line.

---คุณค่าของตัวเรา---
---ประมาณค่าไม่ได้ในสายตาของคนที่รักเรา---
---I Love U

Wednesday, August 7, 2013

ทาวน์เฮ้าส์หลังมุม

ทาวน์เฮ้าส์หลังมุม
- ผู้ที่นิยมเลือกซื้อทาวน์เฮาส์หลังมุมนั้น นับว่าตัดสินใจได้ไม่ผิด อาจยอมเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย แต่ก็ได้เนื้อที่ส่วนตัวบริเวณข้างบ้าน หรืออาจได้หน้าต่างด้านข้างอีกด้วย ทำให้บ้านปลอดโปร่ง พลังดีๆไหลเวียนเข้าออกได้สะดวก ซึ่งนั่นก็หมายถึงโชคลาภและสิริมงคลนั่นเอง

- แต่ทาวน์เฮาส์หลังมุมที่เป็นหลังมงคล อยู่อาศัยแล้วเจริญร่ำรวยยิ่งขึ้นนั้น ควรเป็นหลังมุม ที่มีถนนซอยวิ่งผ่านด้านซ้ายมือ แต่ทั้งนี้ถนนด้านซ้ายของบ้านต้องเป็นถนนในตรอกในซอย มิใช่ถนนใหญ่เด็ดขาด

บ้านโดนขนาบด้วยถนนซ้าย-ขวา

บ้านโดนขนาบ
- บ้านหลังใดถูกขนาบข้างซ้ายขวาด้วยถนนหรือตรอกซอย ถือว่าน่ากลัวอย่างยิ่ง ควรหลีกเลี่ยงที่จะซื้อหาหรือเข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังนั้น

- บ้านที่มีถนนหรือตรอกซอยขนาบสองข้าง จะส่งผลให้ตกต่ำถดถอยทั้งทรัพย์สินเงินทอง และธุรกิจการงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถนนหรือซอยที่ขนาบข้างอยู่นั้นเป็นด้าน"ประตูผี" คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือตะวันตกเฉียงใต้ ก็จะยิ่งเป็นบ้านหายนะ เจ้าบ้านหรือลูกๆ หลานๆ อาจมีเรื่องร้ายแรงจนฟั่นเฟือนเป็นบ้าไปได้

บ้านโรคภัย

บ้านโรคภัย

- บ้านที่อยู่ใกล้กับสุสาน ป่าช้า หรือวัด (โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นส่วนเมรุเผาศพ) จะได้รับพลังความตายเข้าสู่บ้านตลอดเวลา มีผลให้คนในบ้านเจ็บป่วยอ่อนแอ และไม่มีความสุข

- อาถรรพ์แห่งบ้านที่หันหน้าเผชิญหรืออยู่ใกล้กับสถานที่ดังกล่าวนี้มีไม่น้อย ควรหลีกเลี่ยงดีกว่าพยายามแก้ไข เพราะเคล็ดวิธีนั้นแม้แก้ไขได้ แต่บ้านก็ยังได้รับพลังร้ายตลอดเวลาอยู่นั่นเอง

บ้านที่อยู่บน สุสาน ป่าช้า หรือวัด ก็ไม่เหมาะอย่างยิ่ง ..
จะไม่เป็นสุข
นอนไม่สุข
ตื่นก็มีแต่ทุกข์
..

บ้านมรณะ

บ้านมรณะ * บ้านทางสามแพร่ง

- หลีกเลี่ยงการซื้อหรือเข้าอยู่อาศัยในบ้านที่ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่ง เพราะมิว่าจะแก้เคล็ดอย่างไรก็มิอาจช่วยบรรเทาความอัปมงคลให้ลดเบาลงได้มากนัก

- สมาชิกที่อยู่อาศัยในบ้านลักษณะนี้จะพบแต่ภัยพิบัติอยู่เสมอ ซึ่งความร้ายแรงนั้นขึ้นอยู่กับทางที่พุ่งเข้าทะลวงตัวบ้านพอดี ว่าเป็นตรอกซอยหรือเป็นถนนที่รถวิ่งผ่านประจำ บ้านบนทางสามแพร่งทำให้มีคนตายได้ ถือเป็นบ้านมรณะที่ควรหลีกเลี่ยงในทุกกรณี

* บ้านทางสามแพร่ง * บ้านมรณะ * บ้านทางสามแพร่ง

บ้าน/ที่ดิน ขายถูกอย่างไร ก็อย่าได้ซื้อมาเป็นอันขาด


Wednesday, July 31, 2013

รัฐวิสาหกิจโกยกำไร 2555 พุงปลิ้น

นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ยิ่งลักษณ์ - นายก) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจไทยทั้ง 58 แห่งในปี 2555 มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 289,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.45% จากปี 54

โดยรัฐวิสาหกิจกลุ่มขนส่งมีกำไรมากถึง 5,707.55 ล้านบาท จากปี 54 ขาดทุน 28,081.42 ล้านบาท ซึ่งรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% นำส่งรายได้แผ่นดิน 122,749 ล้านบาท

โดยรายได้ทั้งหมด ของรัฐวิสาหกิจมีจำนวนทั้งสิ้น 4.95 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.21% สินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 10.98 ล้านล้านบาท สูงขึ้น 10.85% จากปีก่อน มีหนี้สินรวมทั้งหมด 8.62 ล้านล้านบาท สูงขึ้น 11.37% จากปีก่อน เพราะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีเงินฝากเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทยมีเงินฝากเพิ่มมากถึง 29.7% นอกจากนี้ยังรับทราบแผนฟื้นฟูกิจการและแผนพลิกฟื้นองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด (บอท.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2556

Thursday, July 25, 2013

การนั่งเครื่องบิน:: ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ…

ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ…

จากเหตุการณ์เครื่องบินเอเชียน่าตกที่ซานฟรานซิสโกที่ผ่านมา…

1. เครื่องบินตก หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ในเที่ยวบินของท่าน

2. ท่านทราบหรือไม่ว่า Take off และ Landing เป็นช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด เรียกว่า Critical 11 Minutes  (3 นาทีในระหว่างการนำเครื่องขึ้น และ 8 นาทีในระหว่างการนำเครื่องลง)

3. เหตุฉุกเฉิน ไม่ได้มีแค่ “เหตุการณ์ฉุกเฉินที่รู้ล่วงหน้า” หรือ Planned Emergency และสามารถเตรียมความพร้อมให้ผู้โดยสารก่อนเครื่องลงฉุกเฉินได้ แต่ยังมี Unplanned Emergency ที่เราไม่ได้คาดคิด และไม่มีเวลาเตรียมตัวอีกด้วย

4. ด้วยสาเหตุที่เราต้องมีการเตรียมตัวสำหรับ Unplanned Emergency ในทุกๆครั้งก่อนการนำเครื่องขึ้นและลง เราจึงต้องขอความร่วมมือให้ท่านผู้โดยสาร รัดเข็มขัดนิรภัย ปรับพนักที่นั่งให้อยู่ในระดับตรง เก็บโต๊ะหน้าที่นั่ง เปิดม่านหน้าต่าง เก็บกระเป๋าของท่านไว้บนที่เก็บของ หรือใต้ที่นั่งด้านหน้า แทนการวางไว้บนตัก (อย่างที่ท่านๆชอบทำกัน) และ ปิดโทรศัพท์ และ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด

ทำไม? เป็นคำพูดที่ท่านผู้โดยสารมักจะถาม พร้อมกับทำหน้าหงุดหงิด กับการจู้จี้ของลูกเรือ

ทำไมนั่นเหรอคะ...นั่นก็เป็นเพราะ

• “การรัดเข็มขัดนิรภัย” จะทำให้ตัวท่านไม่เลื่อนไหลลงไปกองที่พื้น เนื่องจากแรงกระแทกตอนเครื่องแตะพื้น ลองคิดดูว่า หากท่านอยู่บนเที่ยวบินที่ตกนี้ แล้วท่านไม่รัดเข็มขัด หรือ รัดไม่แน่น ตัวท่านก็จะไหลลงไปกองที่พื้น กระแทกขาเก้าอี้ของคนด้านหน้า หน้าฟาดไปที่กระเป๋าที่นั่งด้านหน้า และเมื่อเครื่องบินจอดสนิท ก็จะมีแรงเหวี่ยงตัวท่านกลับมาด้านหลัง ที่เรียกกันว่า “Second Impact” ซึ่งอาจทำให้หลังของท่านหัก และก่อนที่ท่านจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาที่เก้าอี้ ท่านก็อาจจะถูกคนด้านข้างปีน เหยียบตัวท่านหนีตายออกไป ในช่วงเวลาที่ทุกคนต่างพยายามเอาตัวรอด

• “การเก็บโต๊ะหน้าที่นั่ง” จะทำให้ตัวท่านไม่อัดกระแทกเข้าไปกับโต๊ะด้านหน้า ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับชีวิตของท่าน และนอกจากนั้นยังช่วยให้ท่านมีพื้นที่ในการหนีออกมาจากที่นั่งของท่านได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

• “การปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรง” ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังมีพื้นที่ในการหนีเช่นของท่านแล้ว การนั่งหลังตรง ก็เป็นท่าเตรียมพร้อมหาเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน

• “การเก็บกระเป๋าของท่านให้เข้าที่ในช่วงเวลานำเครื่องขึ้นและลง” อาจจะทำให้ท่านออกจากเครื่องได้ช้าลง หรือแทรกตัวกับผู้โดยสารท่านอื่นได้ช้าลงไปอีก 1 นาที แต่หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ กระเป๋าที่ท่านกอดไว้ จุดนั้นมันจะไม่รักดีอยู่บนตักท่านหรอกค่ะ มันจะกระจัดกระจาย ลอยละล่องไปในอากาศ และตกลงบนศีรษะของท่าน หรือผู้โดยสารข้างเคียง ซึ่งทำให้เกิดอาการบาดเจ็บและเป็นเหตุให้ตัวท่านเองหรือผู้โดยสารท่านอื่นถึงแก่ชีวิตได้ อีกทั้งกระเป๋าของท่านยังกีดขวางเส้นทางการหนีของท่านอีกด้วย คราวนี้คงได้มีคนสะดุดล้ม ซึ่งคงไม่ต้องบรรยายต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่สะดุดกระเป๋าท่าน

• “การเปิดม่านหน้าต่าง” ใช่ค่ะ มันไม่ได้มีผลอะไรกับแรงกระแทก ไม่ได้ทำอะไรให้ท่านบาดเจ็บ หรือกีดขวางทางหนีของท่าน แต่การเปิดม่านหน้าต่าง นอกจะท่านจะได้ชมวิวสวยๆแล้ว ท่านยังเป็นหูเป็นตา ช่วยลูกเรือสอดส่องดูภายนอกได้ว่า มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า เราไม่เถียงค่ะว่าท่านไม่ใช่ช่าง จะรู้ได้ไงว่ามันปกติหรือผิดปกติ แต่ถ้ามันถึงขั้นเครื่องยนต์ไฟไหม้ ท่านก็ไม่น่าจะคิดว่าปกติจริงมั้ยคะ บนเครื่องมีผู้โดยสารเป็นร้อย แต่มีลูกเรือแค่หลักสิบ ช่วยกันดูเถอะค่ะ อย่างน้อยก็ได้ดูวิวสวยๆนะคะ

• "การปิดไฟห้องโดยสาร" (รวมถึงการเปิดม่านหน้าต่าง) ช่วยให้ผู้โดยสารปรับสภาพสายตาให้มีสภาพเดียวกับสภาพแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะตอนร่อนลงและบินขึ้นตอนกลางคืน หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็จะช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการปรับสายตาและหนีภัยค่ะ

• และสุดท้าย “การปิดโทรศัพท์” และ “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” จากเหตุการณ์นี้น่าจะทำให้ท่านตระหนักถึงความจำเป็นของระบบสื่อสาร ระบบนำร่อง และระบบอื่นๆของเครื่องบินแล้วนะคะ ว่ามันจำเป็นมากขนาดไหน แน่นอนว่านักบินมีชั่วโมงบิน ประสบการณ์ และเก่งกันทุกคน แต่จะดีกว่ามั้ยคะ ถ้าจะไม่มีอะไรไปกวนระบบเหล่านั้นเลยในระหว่างการนำเครื่องขึ้น และลง

ไม่ฟังเพลง ไม่เล่นเกมส์ แค่สิบกว่านาที ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลังว่า “ไม่น่าเลย…” จริงๆ จะดีกว่านะคะ

“หน้าที่หลัก” ของเราคือ การพาท่านผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางของท่านอย่างปลอดภัย การเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มนั้นเป็นเพียง “หน้าที่รอง” ที่จะทำให้การเดินทางของท่านสะดวกสบายตลอดการเดินทางเท่านั้น ดังนั้นเราจึงขอความกรุณาท่านผู้โดยสารทุกท่าน เข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับการบินที่ลูกเรืออย่างเราขอความร่วมมือด้วยนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

แมงปอ (อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบิน Japan Airlines และ หัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบิน Thai Smile ในปัจจุบัน)

-- ขอบคุณ @Parawan Khamkosit สำหรับบทความดีๆที่สร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชนได้อย่างดีค่ะ --

Cabin Crew Club : สมาคมลูกเรือไทย


เวลาเปลี่ยน สรรพสิ่งเปลี่ยน แม้กระทั่ง 'ใจคน'

เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนไป
เมื่อก่อนเพื่อนไปไหนเราไปกัน ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรมากมาย

เมื่อก่อนชีวิตไม่ผูกมัด อยากทำอะไรก็ทำ
ยิ่งโตภาระและความรับผิดชอบยิ่งสูงขึ้น

รู้สึกเพื่อนหลายคนและรวมทั้งเราเองด้วยรักตัวเองมากขึ้น
แต่รักคนอื่นน้อยลง
ยิ่งเราโตเรายิ่งมั่นใจในตนเองมากขึ้น
จนอาจลืมไปว่าเรามีวันนี้ได้ก็เพราะใคร ใช่เพราะเราคนเดียวที่ไหน

ยิ่งโตเรายิ่งวิ่งตามความฝัน
จนลืมมองเส้นทางที่วิ่งผ่านมาว่ามีใครร่วมทางวิ่งกับเราบ้าง

ถ้าเรายิ่งโตสติและปัญญาของเรายิ่งโตตามไปด้วย คงจะดีไม่น้อย เพราะบางทีรู้สึกว่ายิ่งโตก็เหมือนยิ่งทุกข์ ยิ่งต้องมีปัญหาต่างๆให้คอยแก้ไขไม่เว้นวัน

Cr:: T Slur

..


Thursday, August 9, 2012

สหรัฐเริ่มชะล้างฝนเหลืองในเวียดนาม

8 ส.ค.2555 สำนักข่าวเอพีรายงานจากเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐเริ่มทำการชะล้าง สารอันตราย ไดออกซิน หรือ ฝนเหลือง ในเวียดนามอย่างเป็นทางการแล้ว  ตามโครงการมูลค่า 43 ล้านดอลลาร์ ที่จะขจัดสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวเวียดนามราว 3-4 ล้านคน
สงครามเวียดนามซึ่งสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2518 ช่วงระหว่างปี 2505 – 2514 กองทัพสหรัฐใช้เครื่องบินฉีดพ่นสารไดออกซิน เพื่อทำลายใบไม้และพืชต่างๆ ในพื้นที่ป่าทึบ ที่สงสัยว่าจะเป็นที่หลบซ่อนของนักรบเวียดกง ประมาณ 20 ล้านแกลลอน และสารเคมีนี้ยังคงตกค้างอยู่ในดินและแม่น้ำลำคลองในบริเวณกว้าง เกี่ยวพันกับโรคมะเร็ง การพิการแต่กำเนิด และการพิการอื่นๆ ของชาวเวียดนามเป็นจำนวนมาก

นายวอลเทอร์ ไอแซคสัน ผอ. สถาบันแอสเปน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การเริ่มต้นชำระล้างฝนเหลืองในเวียดนามในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารไดออกซินตามความเป็นจริง และว่า โครงการนี้อาจต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 450 ล้านดอลลาร์ เพื่อชะล้างไดออกซินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวเวียดนาม ที่ได้รับผลกระทบจากฝนเหลือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

:: สหรัฐเริ่มชะล้างฝนเหลืองในเวียดนาม เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 8 สิงหาคม 2555

ชวนชมปรากฏการณ์ 'ดาวเคียงเดือน-ฝนดาวตก' ในวันแม่

ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติชวนชมปรากฏการณ์ ดาวเคียงเดือนและฝนดาวตก ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 สิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นวันแม่แห่งชาติ เผยภาคใต้ตอนล่างจะมีโอกาสเห็นมากกว่าภาคอื่นเหตุฟ้าเปิดฝนน้อย …

เมื่อ วันที่ 8 ส.ค.2555 รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในวันแม่แห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปีจะมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจชวนติดตามเป็นประจำทุกปี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในช่วงเดือนสิงหาคมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็น ช่วงกลางฤดูฝนทำให้สภาพท้องฟ้าไม่เอื้ออำนวยต่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เท่าใดนัก ยกเว้นในภาคใต้ตอนล่างที่เป็นช่วงฝนค่อนข้างน้อยนับเป็นโอกาสทองของชาวใต้ ที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของท้องฟ้าในเดือนสิงหาคมได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น

ผอ.สถาบัน วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวต่อว่า โดยในวันที่ 12 สิงหาคมจะเกิดปรากฏการณ์ ดาวเคียงเดือน - ในช่วงเช้า วันที่ 12 สิงหาคม 2555 จะสังเกตเห็นดาวพฤหัสบดี (Jupiter) เคียงข้างดวงจันทร์อยู่ทางเหนือของดวงจันทร์ ประมาณ 0.11 องศา และปรากฏการณ์ ฝนดาวตกเปอร์เซอิดส์ (Perseids MeteorShower) - หากท้องฟ้าเปิดเราจะสามารถสังเกตฝนดาวตกเปอร์เซอิดส์ได้อย่างชัดเจนในช่วง หลังเที่ยงคืนของวันที่ 12 ถึงรุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2555 เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีแสงจันทร์รบกวนจน มีจุดศูนย์กลางการกระจายอยู่ทางทิศเหนือบริเวณกลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) และกลุ่มดาวเปอร์เซอิดส์ (Perseids) ฝนดาวตกเปอร์เซอิดส์เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับสองรองจากฝนดาวตกลี โอนิดส์ และในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณฝนดาวตกมากกว่า 100 ดวง ต่อชั่วโมง

รศ.บุญรักษา กล่าวอีกว่า ฝนดาวตกเปอร์เซอิดส์นี้เกิดจากเศษฝุ่นของดาวหาง 109P/Swift-Tuttle ที่ทิ้งไว้เมื่อ 20 ปีก่อน และเมื่อโลกโคจรผ่านบริเวณที่มีเศษฝุ่นเหล่านั้นจะสังเกตเห็นฝุ่นของดาวหาง ลุกไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเป็นแสงสว่างวาบและถึงแม้ว่าเศษฝุ่นของดาวหาง 109P/Swift-Tuttle จะถูกทิ้งไว้เป็นเวลา 20 ปีแล้ว แต่เศษฝุ่นของดาวหางเหล่านี้ก็ยังทำให้ชาวโลกได้สัมผัสความสวยงามของฝนดาวตก วันแม่เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ ดาวหาง 109P/Swift-Tuttle เคยมาเยือนโลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 2533 และจะโคจรมาเยือนโลกครั้งต่อไปต่อไปในปี 2669


::  ชวนชมปรากฏการณ์ 'ดาวเคียงเดือน-ฝนดาวตก' ในวันแม่ 2555 ไทยรัฐออนไลน์ 8 สิงหาคม 2555


Friday, July 13, 2012

จงอยู่อย่างมี "พลัง" เพราะ....

จงอยู่อย่างมี "พลัง" เพราะ....

'พลังกาย' ทำให้เรา แข็งแรง
'พลังใจ' ทำให้เรา เข้มแข็ง
'พลังรัก' ทำให้เรา กล้าหาญ
'พลังความดี' ทำให้เรา ชนะความเลว
'พลังกตัญญ' ทำให้เรา สำนึก
'พลังเรียนรู้' ทำให้เรา ฉลาด

cr.Damrong Wongchotpinthong
จากหนังสือ : 10 ขั้นตอนในการลิขิตชีวิตตนเอง

Tuesday, July 10, 2012

จีน-ป้องกันคนจรจัด นอนใต้สะพาน

ที่มณฑลกวางโจวของจีน บริเวณใต้สะพาน/สะพาน/ถนนยกระดับ  ได้พบว่า มีการติดตั้งแท่งปูนแหลมสูงประมาณ 8 นิ้ว (20 เซนติเมตร) วางเรียงถี่ๆ เต็มพื่นที่ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาคนจรจัดยึดเป็นพื้นที่อยู่อาศัย...

ประเทศจีนปัญหาการคนจรจัด (homeless) ยังคงเป็นเรื่องที่แก้ไม่ตก  สถิติล่าสุด จากทั้งหมดประชากรจีนทั้งหมด 1,400 ล้านคน ประมาณการว่าประชากรจีนมากถึง 200 ล้านคน อาศัยอยู่ตามท้องถนน ไม่มีบ้านพักเป็นหลักแหล่ง

มณฑลกวางโจว ตัดสินใจ ใช้วิธีก่อปูนแหลมสูง 20 เซนติเมตร วางเรียงถี่ๆ ป้องกันคนไร้บ้าน มา ยึดพื้นที่ใต้สะพาน ใต้ทางยกระดับ เป็นสถานที่หลับนอนและอยู่อาศัย หุงหาอาหาร ซึ่งการก่อไฟปรุงอาหาร ทำให้เกิดอันตรายตามมาอีกด้วย

Monday, July 9, 2012

โพลชี้คนไทยยังเคร่ง แนวคิด 'หญิงต้องรักนวลสงวนตัว'

รามคำแหงโพล สำรวจพบ ประชาชนร้อยละ 33.06 เห็นว่าคุณค่าผู้หญิงไทย อยู่ที่ความรักนวลสงวนตัว วอนให้เพิ่มบทลงโทษกรณีผู้หญิงถูกล่วงละเมิด แต่เปิดกว้างให้นักเรียนหญิงที่ตั้งท้องกลับเข้ามาเรียนได้หลังคลอดบุตร...

เมื่อ วันที่ 9 ก.ค.2555 ศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือรามคำแหงโพล (RU POLL) สำรวจบทบาทสตรีไทย ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เก็บข้อมูลจากประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครฯ และต่างจังหวัด จำนวน 6,200 คน โดยผลการสำรวจพบว่า ในด้านการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ เห็นว่า ผู้หญิงและผู้ชายควรมีสิทธิ์ในด้านการเป็นผู้นำ หรือได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเท่าเทียมกัน ร้อยละ 27.74 รองลงมา คือ ผู้หญิงและผู้ชายควรมีความเท่าเทียมกันด้านการศึกษา ร้อยละ 24.76 และเห็นว่า ผู้หญิงและผู้ชายควรมีความเท่าเทียมกันด้านความรับผิดชอบ ร้อยละ 21.53

ส่วนมุมมองของผู้ตอบแบบสำรวจต่อคุณค่าผู้หญิงไทยนั้น ส่วนใหญ่เห็นว่า คุณค่าผู้หญิงไทย อยู่ที่ความรักนวลสงวนตัว 33.06% รองลงมา เห็นว่าคุณค่าหญิงไทยอยู่ที่การมีความรัก ความอบอุ่น 20.60% และเห็นว่าคุณค่าหญิงไทยอยู่ที่ความซื่อสัตย์ ร้อยละ 13.66

ในด้าน ความต้องการให้สตรีมีความเสมอภาค ประเด็นที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ต้องการเปิดโอกาสให้สตรีดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง รองลงมา คือ ต้องการให้เพิ่มบทลงโทษกรณีผู้หญิงถูกล่วงละเมิด/ ถูกกดขี่เอาเปรียบทางเพศ และต้องการให้เปิดโอกาสให้นักเรียนหญิงที่ตั้งท้องกลับเข้ามาเรียนได้หลัง คลอดบุตร

* โพลชี้คนไทยยังเคร่ง แนวคิด 'หญิงต้องรักนวลสงวนตัว' ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 2555

ชาวเน็ตซาบซึ้ง หนุ่มวิศวะขายปลาหมึกปิ้งส่งตัวเองเรียน

โลกออนไลน์ซาบซึ้งสุดยอดแบบอย่างเยาวชนไทย หนุ่มวิศวะ ปี 2 สาขาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพเชียงใหม่ ปั่นรถจักรยานปิ้งปลาหมึกขาย ส่งเสียตัวเองเรียน...
ท่ามกลางข่าวรุมเร้า ที่ฉุดภาพลักษณ์ของนักเรียน นักศึกษาไทย ให้ตกต่ำลงทุกขณะ ทั้งการก่อเรื่องก่อราว ตีรันฟันแทง เปิดหน้าอกโชว์เพื่อนชายในห้องเรียน และส่วนใหญ่ต่างใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เช่น ไล่ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม ใบละเป็นหมื่นเป็นแสน ห่วงรักสวยรักงาม เพื่อหวังเข้าสู่วงการบันเทิง และแทบไม่เคยรู้จักการช่วยเหลือครอบครัว ทำงานเพื่อหาเงินจุนเจือค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ด้วยเหตุว่าปัจจุบัน หลวงท่านเปิดให้กู้ยืมเงินเรียนกันแล้ว
แต่ล่าสุด ชาวโลกออนไลน์ก็ได้ฮือฮากับการปรากฏตัวของ คลิปบนเว็บไซต์ยูทูบ ที่ถูกระบุว่าเป็นนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา ภาคพายัพเชียงใหม่ ที่ทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วยการปั่นรถจักรยานตระเวนขายปลาหมึกย่าง ตามหน้าสถานบันเทิงใน จ.เชียงใหม่ ยามค่ำคืน

คลิปดังกล่าวถูกระบุว่า จัดทำโดยกลุ่มงานผลิตสื่อมัลติมีเดีย สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ล้านนา บอกเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของ นายจักรพงษ์ ประทุมมา หรือ "ไผ่" นักศึกษา มทร.ล้านนา ภาคพายัพเชียงใหม่ (วศบ.เครื่องกล ปี 2) ที่บากบั่นส่งตัวเองเรียนด้วยการขายปลาหมึกย่าง ตามสถานบันเทิงใน จ.เชียงใหม่ โดยนายจักรพงษ์ ได้ระบุในคลิปดังกล่าวว่า ตนต้องปั่นรถจักรยานเก่าๆ ตระเวนขายปลาหมึกย่างตามหน้าสถานบันเทิงในช่วงนอกเหนือเวลาเรียน เพื่อส่งเสียตัวเองร่ำเรียน ด้วยเหตุว่าเงินที่ทางบ้านส่งมาให้เรียนนั้นไม่เพียงพอ เพราะทางบ้านฐานะยากจน ถึงจะเหน็ดเหนื่อย แต่ตนก็ไม่เคยคิดท้อถอย หรืออายที่ต้องมาทำงานเช่นนี้ โดยปกติตนจะไปขายปลาหมึกย่างตามหน้าสถานบันเทิงถึงประมาณเที่ยงคืน แต่หากเป็นช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จะขายอยู่จนกระทั่งถึงประมาณตี 2 หรือตี 3 เพราะอยากจะส่งเสียตัวเองให้เรียนจนถึงที่สุด
ส่วนคติประจำใจของตัวเองคือ เวลาทุกวินาทีที่มี ตนจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุด และสัญชาตญาณของคน มันต้องมีความอายอยู่แล้ว เลือกเอาระหว่าง อาย หรืออด
ทั้งนี้ หลังจากที่ได้มีการโพสต์คลิปดังกล่าวออกไป ปรากฏว่ามีชาวโลกออนไลน์มาแสดงความชื่นชม เด็กหนุ่มผู้มีความพยายามรายนี้อย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่จะให้กำลังใจและอวยพรให้ประสบความสำเร็จ
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=UUZjSE9eOT0#t=0s
** ชาวเน็ตซาบซึ้ง หนุ่มวิศวะขายปลาหมึกปิ้งส่งตัวเองเรียน ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม 2555


Thursday, May 17, 2012

"ที่ดินสีลม-ราชดำริ"แพงสุด

เปิดโพยที่ดินแพงสุดในประเทศ หลังปรับราคาประเมินใหม่ 1 ก.ค.นี้ คนสีลม|มีเฮ ที่ดินขยับราคาตารางวาละ 8.5 แสนบาท
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมอบนโยบายให้กรมธนารักษ์เริ่มใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ วันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยจะไม่ให้เลื่อนการบังคับใช้ออกไปอีก เนื่องจากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จึงต้องปรับราคาใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

:: ย่านสีลม - แพงสุด

สำหรับราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีใหม่ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2555 จนถึงปี 2558 นี้ พบว่าราคาประเมินสูงสุดอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ถนนสีลม (แยกศาลาแดง-แยกนราธิวาสราชนครินทร์) ตารางวาละ 8.5 แสนบาท เพิ่มขึ้น 31% จากตารางวาละ 6.5 แสนบาท

ถนนราชดำริ (แยกราชประสงค์-คลองแสนแสบ) ถนนพระราม 1 (แยกปทุมวัน-แยกราชประสงค์) ถนนเพลินจิต (ตลอดสาย) ตารางวาละ 8 แสนบาท จากตารางวาละ 3.5-4.3 แสนบาท

ถนนราชดำริ (แยกศาลาแดง-แยกราชประสงค์) และถนนเยาวราช (ตลอดสาย) ตารางวาละ 7 แสนบาท จากตารางวาละ 3.5-5.5 แสนบาท

ขณะที่พื้นที่ที่มีราคาประเมินสูงสุดในภาคใต้ ตารางวาละ 4 แสนบาท อยู่ที่ จ.สงขลา ใน อ.หาดใหญ่ (ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ถนนประชาธิปัตย์ และถนนเสน่หานุสรณ์)

ภาคเหนือ ตารางวาละ 2.5 แสนบาท อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ใน อ.เมือง (ถนนวิชยานนท์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตารางวาละ 2 แสนบาท อยู่ที่ จ.ขอนแก่น ใน อ.เมือง (ถนนศรีจันทร์)

ภาคกลาง ตารางวาละ 1.5 แสนบาท อยู่ที่ จ.นนทบุรี ใน อ.เมือง (ถนนงามวงศ์วาน) จ.สมุทรปราการ ใน อ.เมือง (ถนนศรีสมุทร ถนนประโคนชัย ถนนด่านเก่า ถนนกายสิทธิ์)

ภาคตะวันออก ตารางวาละ 1.5 แสนบาท อยู่ที่ จ.ชลบุรี ใน อ.บางละมุง (ถนนเลียบหาดพัทยา พัทยาสาย 1)

ภาคตะวันตก ตารางวาละ 1.5 แสนบาท อยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใน อ.หัวหิน (ติดชายทะเล)

:: "ที่ดินสีลม-ราชดำริ"แพงสุด โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม วันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2555

กรณ์ซัดรัฐซุกหนี้สาธารณะแตะล้านล้าน

กรณ์ชี้รัฐทำงบ56 ขาดยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ แฉซุกหนี้สาธารณะเหยียบล้านล้าน​บาท สวนทาง ขาดดุล 3 แสนล้าน

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ​การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21-23 พ.ค.นี้ว่า พรรคจะชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลว่าขาดยุทธศาสตร์ในการ ขับเคลื่อนประเทศ เพราะงบประมาณที่รัฐบาลเสนอมานั้นไม่มีความชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับการ พัฒนาประเทศ  ไม่เห็นว่างบประมาณเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของไทย ​เพิ่มรายได้ให้กับคนไทยอย่างไร แม้แต่จะช่วยลดภาระประชาชนในระยะสั้นในเรื่องสินค้าราคาแพงก็ยังไม่มีความ ชัดเจนด้วยซ้ำ

“ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของเราลดลงเรื่อย ๆ จากการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ที่ทำลายภูมิคุ้มกันที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้สะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นดุลการค้า ทุนสำรองระหว่างประเทศ เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม เพราะรัฐบาลนี้ใช้ค่อนข้างสิ้นเปลือง"นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ​งบประมาณปี 56 ก็เป็นงบขาดดุล 3 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมเงินนอกงบประมาณทั้ง พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทที่ต้องใช้ภายในปี 2556 พ.ร.ก.กองทุนประกันภัยอีก 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับรวมหนี้ที่ซุกไว้ตามที่ต่าง ๆ  เมื่อนำมารวมกันจะทำให้การขาดดุลที่แท้จริงของรัฐบาลอยู่ที่เกือบ​ 1 ล้านล้านบาท มากกว่า 3 แสนล้านบาทที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ​​ซึ่งจะเป็นหนี้สาธารณะ เป็นภาระดอกเบี้ยและการคืนเงินต้นของรัฐบาลในอนาคต​

:: กรณ์ซัดรัฐซุกหนี้สาธารณะแตะล้านล้าน โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2555