Showing posts with label เทคโนโลยีจัดการน้ำ. Show all posts
Showing posts with label เทคโนโลยีจัดการน้ำ. Show all posts

Wednesday, July 31, 2013

น้ำทะลักลงแม่น้ำโขง อีก 3 เมตร จ่อวิกฤติ - ชลประทานกำลังเร่งระบาย

ลำน้ำสาขาทะลักสู่แม่น้ำโขง ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจ่อวิกฤติ 3 เมตร และเริ่มเอ่อท่วมนาข้าวหลายอำเภอ ชลประทานนครพนมระบายเต็มกำลัง เตือนประชาชนหลังหนองหาร ปริมาณน้ำเกินรองรับ...

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556  สถานการณ์น้ำ จังหวัดนครพนม ยังเสี่ยงวิกฤติ  เพราะมีฝนตกอย่างหนัก ในสัปดาห์ที่แล้ว  ส่งผลให้น้ำจากลำน้ำสาขาหลายสาย โดยเฉพาะลำน้ำก่ำ ลำน้ำสงคราม และลำน้ำอูน ที่เป็นแม่น้ำสาขาสายหลักรองรับน้ำจากพื้นที่ต่างๆ ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ส่งผลให้ระดับแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นวันละเกือบ 1 เมตร ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 10 เมตร ห่างจากจุดวิกฤติที่ 13 เมตร เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาน้ำโขงหนุนเอ่อท่วมสูง หากระดับน้ำโขงถึงจุดวิกฤติจะไม่สามารถรองรับน้ำจากลำน้ำสาขาได้ ทำให้เกิดปัญหาน้ำทะลักท่วมพื้นที่การเกษตร รวมถึงหมู่บ้านในพื้นที่ลุ่ม ซึ่งพบว่าในส่วนของพื้นที่อำเภอที่อยู่ติดกับลำน้ำก่ำ ประกอบด้วย อำเภอนาแก เรณูนคร อำเภอธาตุพนม อำเภอปลาปลาก เริ่มประสบปัญหาลำน้ำสาขาทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรนาข้าวแล้วหลาย 1,000 ไร่ หากยังมีฝนตกต่อเนื่องระดับน้ำไม่ลด นาข้าวที่ปักดำใหม่จะได้รับความเสียหายแน่นอน

ขณะเดียวกันทางจังหวัด นครพนม ได้มีการสั่งการเตรียมพร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้องในการสำรวจป้องกันช่วยเหลือ และประกาศเตือนให้ประชาชน เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง

โดย นายเฉลิมชัย จันทร์วงษา หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ ประตูระบายน้ำก่ำตอนล่าง ธรณิศนฤมิต ตามโครงการพระราชดำริ กล่าวถึงสถานการณ์ ว่า ปัจจุบันหลังจากมีฝนตกลงมาต่อเนื่องหลายวัน ทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากในระบบชลประทาน อยู่ที่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ของปริมาณที่สามารถรองรับกักเก็บได้ทั้งหมด ประมาณ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีระบบประตูระบายน้ำในการควบคุมทั้งหมด 8 จุด ตามลำน้ำก่ำที่รองรับน้ำจาก สกลนคร เป็นระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร จากการติดตามประเมินสถานการณ์ พบว่าที่น่าเป็นห่วงคือ ประตูระบายน้ำสุรัสวดี ที่ควบคุมน้ำหนองหาร จาก จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำกักเก็บเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มีพื้นที่การเกษตรเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำเอ่อท่วม ประมาณ 40,000 – 50,000 ไร่ ในเขตลุ่มน้ำก่ำ

ดังนั้นทาง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ ประตูระบายน้ำก่ำตอนล่าง ประตูระบายน้ำธรณิศนฤมิต จะต้องเร่งพร่องน้ำลงสู่แม่น้ำโขงให้ได้มากที่สุด วันละประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำทะลักท่วมพื้นที่การเกษตร ในพื้นที่ 2 จังหวัด สกลนคร และนครพนม รวมกว่า 2 -3 แสนไร่ ซึ่งยังไม่น่าห่วงมากนัก เนื่องจากระดับแม่น้ำโขงยังไม่ถึงจุดวิกฤติ และยังสามารถรองรับน้ำได้จำนวนมาก หากไม่มีฝนตกลงมาต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามทางชลประทาน จะได้ระดมเจ้าหน้าที่ติดตามประเมินสถานการณ์ต่อเนื่องในช่วงนี้ และประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจ เพื่อหาทางป้องกันน้ำเอ่อท่วมให้มากที่สุด พร้อมประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ จัดเก็บสิ่งของขึ้นที่สูง รวมถึงสัตว์เลี้ยงการเกษตร เมื่อเกิดปัญหาน้ำเอ่อท่วมสามารถอพยพได้ทันเวลา

Cr:: คนไทยรีบช่วย 31 กรกฎาคม 2556

Thursday, October 20, 2011

ใช้หลักการ 'น้ำดันน้ำ' คำแนะนำจากผู้รู้ ป้องกันน้ำท่วม กทม.

เวลานี้ชาวกทม.ต่างใจจดใจจ่อ ลุ้นระทึกว่าน้ำจะท่วมตามหลายๆจังหวัด และหลายๆนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลโดยศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) และกรุงเทพมหานคร(กทม.) ออกมาให้ความมั่นใจว่าสามารถป้องกันได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อถือเท่าใดนัก เพราะมีบทเรียนจากนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่ง ที่รัฐบาลมั่นใจว่าเอาอยู่ แต่ปรากฏว่าแตกหมด

ล่าสุด ทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เผยแพร่คลิปวีดิโอแนะนำวิธีการป้องกันน้ำท่วม กทม. โดยนายอภิชาติ สุทธิศีลธรรม อดีตนิสิตวิศวกรรมเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ซึ่งทำงานภาคเอกชนมาทั้งชีวิต มีประสบการณ์ตรงมากมาย โดยได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊กส่วนตัว http://facebook.com/mtaneewong

คุณอภิชาติ แนะนำวิธีการป้องกันโดยเน้นไปที่ปัญหาเรื่องเขื่อน พนัง หรือคันกั้นน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถป้องกันได้ ล้วนถูกน้ำซัดพังในทุกๆพื้นที่ วิธีสู้กับมวลน้ำมหาศาลนี้คือ ใช้ "น้ำดันน้ำ" โดยแยกเป็น 3 กรณี

กรณีที่ 1 ใช้วิธีสร้างเขื่อน 2 ชั้น


คุณอภิชาติ อธิบายว่า ที่ผ่านมามีการสร้างเขื่อนหรือคันกั้นน้ำป้องกัน โดยหวังจะให้พื้นที่นั้นๆแห้ง ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะเขื่อนที่สร้างขึ้นมาเป็นเขื่อนกั้นน้ำชั่วคราว แรงดันน้ำจำนวนมหาศาลจะทำให้น้ำค่อยๆซึมเข้าไปตามด้านล่างของเขื่อนที่อยู่ติดกับพื้นดิน เซาะฐานล่างจนทำให้เขื่อนพังในที่สุด

กรณีถ้ามีเวลาเตรียมตัว วิธีที่ทั่วโลกทำกันก็คือ ทำเขื่อน 2 ชั้น อาจจะให้มีระยะห่างระหว่างแนวเขื่อนชั้นแรกกับชั้นที่ 2 ประมาณ 2-3 เมตร จากนั้นค่อยๆพร่องน้ำให้เข้ามาอยู่ระหว่างแนวเขื่อน ซึ่งแรงดันน้ำที่อยู่นอกเขื่อนกับในแนวเขื่อนก็จะดันกันเอง ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำซึมเข้ามาตามพื้นด้านล่าง หรือมีก็จะน้อยมาก นอกจากนั้นให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำคอยสูบน้ำที่อยู่ในแนวเขื่อนกลับออกไป เพื่อรักษาระดับสมดุลไว้ เขื่อนก็จะไม่พัง

กรณีที่ 2 "ยอมแพ้ แต่ไม่ทั้งหมด"


คุณอภิชาติ อธิบายต่อว่า กรณีนี้จะเหมาะกับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่อยู่นอกเมืองที่ยังไม่จม แต่มวลน้ำมาจ่อแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแนวเขื่อนกั้นอยู่ด้านนอก จุดอ่อนที่น้ำจะโจมตีคือที่บริเวณประตูทางเข้าอาคาร วิธีนี้จะใช้ผนังอาคารเป็นตัวกั้น โดยบริเวณประตูให้ก่ออิฐขึ้นมาและอาจจะมีแนวกระสอบเป็นตัวช่วย จากนั้นใช้เครื่องสูบน้ำ กาลักน้ำ หรือเปิดประตูระบาย เพื่อพร่องน้ำเข้ามาภายในแนวระหว่างเขื่อนกับตัวอาคาร วิธีนี้จะยอมให้พื้นที่รอบนอกอาคารถูกท่วมเสียหายเล็กน้อย เสียหายไม่เกิน 5% แต่จะสามารถป้องกันภายในตัวอาคารไว้ได้ ดีกว่ากั้นไว้จนเขื่อนพังแล้วน้ำทะลักเข้ามาจนเต็มพื้นที่ทั้งหมด

"อย่าเอาชนะน้ำ เราต้องยอมแพ้มัน แต่เราไม่ยอมแพ้ทั้งหมด เรายอมให้มันเข้ามา มันต้องการที่อยู่เราก็ให้มันเข้ามาอยู่ แต่ให้เข้ามาครึ่งเดียว ที่เหลือให้อยู่ข้างนอก"

กรณีที่ 3 "ต้องมีคนเสียสละ"


คุณอภิชาติ ระบุว่า กรณีนี้สำหรับ กทม.โดยเฉพาะ ที่มั่นใจว่าเขื่อนเอาอยู่นั้น ในที่สุดก็จะพังเหมือนกับทุกๆที่ วิธีนี้ก็จะเหมือนกับวิธีที่ 2 คือ ต้องยอมให้ท่วมพื้นที่ กทม.ชั้นนอก เช่น ดอนเมือง สายไหม เชื่อว่าความเสียหายจะไม่เกิน 20% ของพื้นที่ กทม.ทั้งหมด โดยเราค่อยๆปล่อยให้น้ำเข้ามาท่วม โดยแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้า ให้มีเวลาเตรียมการขนย้าย ป้องกันตัวเอง น้ำอาจจะท่วมขังอยู่ 15-20 วัน แล้วจะค่อยๆลดลง เพราะไม่มีฝนตกแล้ว แต่ยังมีมวลน้ำเหนือมหาศาลก็พร้อมที่จะถล่ม กทม.

"กรณีนี้มันต้องมีคนเสีย มันต้องมีคนได้ และมันต้องมีคนกล้าถูกด่า เราต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า มันพังแน่ มันท่วมแน่ เพราะมันพิสูจน์แล้วว่า มันพังมาหมดแล้ว และพังแล้วไม่เคยอุดได้ อันนี้ต้องรีบตัดสินใจทำภายใน 1-2 วันนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ทีม ศปภ. หรือผู้ว่าฯ กทม.ต้องร่วมกันตัดสินใจ"

วิธีคือ เราค่อยๆปล่อยน้ำเข้ามาทางประตูน้ำให้เข้ามาในพื้นที่ กทม.ชั้นนอก พอได้ระดับซัก 1-1.50 เมตรก็ปิด หากฝนตกลงมาหรือซึมเข้ามามากก็สูบออกไปนอกแนวเขื่อน เพื่อให้แรงดันน้ำดันกันเอง กทม.ต้องยอมท่วมบ้าง ต้องยอมรับ หากทุกคนบอกว่าไม่ต้องการท่วมเลยสักคน มันก็จะท่วมทุกคนเลย แล้วใครจะมาช่วยเรา แต่ถ้าเราทำแบบนี้ คนที่ไม่ถูกท่วมก็จะมาช่วยได้

และเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย ตอบแทนผู้ที่เสียสละ รัฐบาลหรือกทม.อาจจะใช้วิธีเก็บภาษีจากพวกที่ไม่ถูกท่วม อาจจะเป็นภาษีโรงเรือน จะเพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 15% เป็นเวลา 3 ปี เพื่อเอาเงินส่วนนี้มาช่วยเหลือฟื้นฟูพวกที่ยอมถูกน้ำท่วม หรือจะมีวิธีอะไรก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำ ที่สำคัญคือ จะต้องกล้าหาญ กล้าตัดสินใจ ปล่อยให้น้ำท่วม โดยมีคำอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ไม่สับสน

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2554

Sunday, July 26, 2009

อิสราเอลมหาอำนาจเทคโนโลยีจัดการน้ำ (1)

เดลินิวส์ออนไลน์ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจ เกี่ยวกับ"น้ำ"ที่น่าสนใจมาก ๆ


กล่าวกันว่า “อิสราเอล” เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทานมาด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่กึ่งกลาง ระหว่างสามทวีป คือยุโรปเอเชีย และแอฟริกา มีประวัติศาสตร์ของ 3 ศาสนา คือคริสต์ อิสลาม และยูดาห์อยู่ในประเทศนี้ จัดอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีพรมแดนติดกับเลบานอน ซีเรีย จอร์แดนและอียิปต์ มีประชากรราว 6.5 ล้านคนสภาพภูมิประเทศค่อนข้างแคบและยาว มีความยาวประมาณ 470 กม. กว้าง 135 กม. ครึ่งหนึ่งของ ภูมิประเทศเป็นพื้นที่ทะเลทรายแห้งแล้ง แต่อิสราเอลก็พัฒนาระบบชลประทานน้ำหยดใช้น้ำกับพืชอย่างคุ้มค่าโดยใช้ระบบ คอมพิวเตอร์ควบคุมการปล่อยหยดน้ำ จนปลูกพืชผักส่งออกได้เป็นอันดับ1 ในยุโรป

ปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ปริมาณน้ำฝนต่อปีจัดอยู่ระหว่าง 1,000 มิลลิเมตร ทางเหนือสุดของประเทศ ลงมาจนถึง 31 มิลลิเมตร ทางใต้สุด นอกจากนี้ในช่วง 4 เดือนที่มีฝนตกตั้งแต่ พ.ย. จนถึง ก.พ. ปริมาณน้ำฝนแต่ละปีไม่คงที่นั้นเป็นความพยายามอย่างหนักของประเทศที่ขาดแคลน น้ำ และมีการหาแหล่งน้ำ ใหม่ ๆ อยู่เสมอในระหว่างปี พ.ศ. 2503-2512 อิสราเอลสร้างท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ ส่งน้ำจากเหนือลงมาทางภาคใต้ที่แห้งแล้ง รวมทั้งการทำฝนเทียม การนำน้ำเสียกลับมาใช้ประโยชน์ และการกลั่นน้ำจืดจากทะเล

แนววิธีเพื่อต่อสู้กับความแห้งแล้งของแผ่นดินทะเลทรายทำ ให้อิสราเอลวันนี้กลายมาเป็น “มหาอำนาจเทคโนโลยีของน้ำ” ต้องพูดกันถึงขนาดนั้น และเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านน้ำไปสู่ในรูปของธุรกิจ ในทุก 2 ปี อิสราเอลจะจัดงานแสดงเทคโน โลยี และนวัตกรรมสุดยอดการจัดการน้ำภายใต้ชื่องานว่า วอเทค (WATEC) และในปีนี้ งานวอเทค2009 ครั้งที่ 5 จะมีขึ้น ระหว่าง 17-19 พฤศจิกายน 2552 ณ กรุงเทลอาวีฟ เพื่อจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากร น้ำและสิ่งแวดล้อมของอิสราเอล และเป็นเวทีหารือและแสวงหาความร่วมมือทางธุรกิจในสาขาดังกล่าวระหว่างสถาบัน และบริษัทที่เกี่ยวข้องของอิสราเอลและบริษัทต่างชาติ ก่อนที่งานจะเริ่มต้น ทางผู้จัดงานได้เชิญสื่อมวลชนและนักธุรกิจ จากนานาประเทศที่มีความสัมพันธ์ทาง การทูตอันดีกับอิสราเอลมาอย่างยาวนานอาทิ ไทย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา จีน สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ตุรกี อัฟกานิสถาน แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น มาเยี่ยมชมบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการน้ำและระบบการจัดการสิ่ง แวดล้อมด้านน้ำ ก่อนที่จะนำเทคโนโลยีของ ตัวเองไปโชว์ในงาน

มร.โบกี้ โอเรน ประธานการจัดงานวอเทค 2009 กล่าวว่า “อัตราการเติบโตของประชาชนทั่วโลก และการเติบโตของสังคมเมืองที่มากกว่าชนบทแบบก้าวกระโดด รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่รุมเร้า ก่อให้เกิดความท้าทายของภาครัฐบาลและ อุตสาหกรรม และเหล่านักลงทุนที่มีศักยภาพที่จะจัดการปัญหาที่จะตามมา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือการแข่งขันในการเข้าถึงข้อมูลของน้ำและแหล่งพลังงานอันจำเป็น ซึ่งการจัดการน้ำก่อให้เกิดข้อบังคับด้านกฎหมายที่สอดคล้องกับสังคม และเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ในประวัติศาสตร์การจัดการน้ำแยกออกจากกัน แต่ขณะนี้มีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น”

“ประเทศอิสราเอลอยู่ในฐานะของแหล่งนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านจัดการน้ำและสิ่ง แวดล้อมแล้วยังรวมผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการน้ำทุกสาขา นอกจากนี้เรายังเป็นประเทศที่สร้างความประหลาดใจให้กับชาว โลกเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่น้ำที่นำสมัย รวมทั้งเทคโนโลยีด้าน สิ่งแวดล้อมด้วย”

ย้อนไปในอดีต อิสราเอลไม่มีความสมดุลด้านภูมิศาสตร์ การผันน้ำจากเหนือลงใต้ก่อให้เกิดระบบขนส่งน้ำแห่งชาติ โดยระบบถูกออกแบบทางวิศวกรรมโดยบริษัทเอกชน ทาฮาล กรุ๊ป (Tahal group) และบริษัท เมโกรอท (MEKOROT) พัฒนาเรื่องของระบบโครงสร้างของท่อส่งน้ำ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 จนกระทั่งสำเร็จในปี 2507 ระบบ ท่อต้องผ่านทางทะเลมาจากกาลีลี่ (Galilee) ในทางเหนือลงมาสู่ด้านใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นทะเลทราย ความยาวของท่อน้ำราว 6,500 กม. เดินทางไปทั่วประเทศ ระบบน้ำทั้งหมดที่ขนส่งมีทั้งสิ้น 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับการอุปโภคบริโภคและผลิตกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ยังต้องนำน้ำไปเติมในใต้ดินในแผ่นดินทะเลทรายในฤดูหนาวเพื่อ ป้องกันการระเหยของน้ำใต้ดินซึ่งจะสร้างความชุ่มชื้นให้กับพืชผักที่ปลูกใน ทะเลทรายได้

นอกจากเรื่องของการเชื่อมต่อโครงข่ายน้ำแล้วความท้าทายอีกเรื่องของน้ำคือ การจัดการน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่ยากกว่าระบบการจัดการน้ำทั่วไปถึง 2 เท่า เพราะน้ำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง น้ำจากอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นของสารพิษสูง น้ำเสียจากอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ สิ่งทอ หรืออุตสาหกรรมอาหาร รวมทั้งน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือนจะถูกบำบัด อิสราเอลได้คิดค้นระบบแม่เหล็กเพื่อดูดจับโลหะหนักในน้ำ อาทิ น้ำเสียที่มีคราบน้ำมัน สีย้อมผ้า ผงซักฟอก รวมถึงการปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไปในน้ำเสียทำให้ลดค่าใช้จ่ายการจัดการน้ำเสียลง ถึง 15 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับระบบทั่วไป และทั้ง 2 ระบบได้มีการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการแล้ว

ประเทศอิสราเอล นำน้ำมารีไซเคิลถึง 75 เปอร์เซ็นต์ในอัตราการใช้น้ำ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร นับเป็นอันดับหนึ่งในโลก ขณะที่อันดับ 2 คือสเปนนำน้ำมารีไซเคิล 12 เปอร์เซ็นต์

บริษัท ฮากิโฮน (Hagihon Ltd.) จัดอยู่บริษัทแนวหน้าของการบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่สุดในอิสราเอล ตั้งอยู่ในเมืองเยรูซาเลม มีทุนจดทะเบียนถึง 5,000 ล้านบาท ทำธุรกิจจัดการน้ำแบบวันสต๊อป เซอร์วิสเกี่ยวข้องกับผู้คน 750,000 คน ในนครเยรู ซาเลม รับผิดชอบทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ เก็บกักน้ำโดย การสร้างอ่างเก็บน้ำรวม 20 แห่ง เก็บกักน้ำไว้ได้ 360,000 ลูกบาศก์เมตรเพื่อให้เพียงพอต่อชาวเยรูซาเลม รวมถึงการต่อยอดการบำบัดน้ำเสียพัฒนาให้เป็นก๊าซชีวภาพ

นอกจากนี้ยังมีบริษัทลูกที่รับสร้างโรงงานกรองน้ำสะอาด และการจัดการน้ำเสียในระบบเกษตรกรรม ผ่านระบบชลประทาน ทั้งนี้การจัดการน้ำเสียของบริษัทนี้นอกจากการใช้เทคโนโลยีอันซับซ้อนแล้ว กรรมวิธีที่เปิดเผยให้สื่อมวลชนดูเป็นเรื่อง ง่ายที่บ้านเราใช้กันอยู่ไม่ว่าการเติม ออกซิเจนให้น้ำ ด้วยการปล่อยให้น้ำไหลขึ้นลงตลอดเวลาในบ่อบำบัด แล้วใช้เครื่องกวนน้ำขนาดใหญ่หมุนเป็นวงกลมในบ่อบำบัด ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้น้ำเสียจะถูกกรองเอาเศษขยะ เศษซากพืชออกเสียก่อน เมื่อบำบัดได้ที่ระบบน้ำจะปล่อยลงสู่ระบบชลประทาน ด้วยการปล่อยน้ำลงมาจากที่สูงเหมือนกับน้ำตก เพื่อเพิ่มออกซิเจนอีกรอบ

แน่นอน ฮากิโฮนจะรวบรวมเทคโนโลยีทั้งหลายประดามีมาร่วมในงาน วอเทค 2009 เปิดฉากเจรจาขายเทคโนโลยีให้กับผู้สนใจจากทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้มาร่วม งาน 20,000 คนจาก 81 ประเทศ ในสัปดาห์มาติดตามเทคโนโลยีการจัดการน้ำอันก้าวหน้ารวมถึงการคิดค้นนวัตกรรม ทางพลังงานของชนชาติยิวที่ใช้ปัญญาแก้ปัญหาจนก้าวสู่ระดับผู้นำด้าน เทคโนโลยีเรื่องน้ำและพลังงาน ที่กำลังกลายเป็นสินค้าส่งออก

* ผู้สนใจร่วมงาน WATEC 2009 ครั้งที่ 5 ระหว่าง 17-19 พฤศจิกายน 2552 ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่สถานทูตอิสราเอล โทร : 0-2204-9200 โทรสาร : 0-2204-9255 เว็บไซต์ http://bangkok.mfa.gov.il

พรประไพ เสือเขียว

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=522&contentID=8938

อิสราเอลมหาอำนาจเทคโนโลยีจัดการน้ำ (2)

น้ำ คือ ชีวิต และ มีความสำคัญยิ่งขึ้น มากขึ้นไปทุกที

เดลินิวส์ออนไลน์ ได้ลงข้อมูลไว้

ปัญหา “น้ำ” ในอิสราเอลจัดเป็นปัญหาระดับชาติ ทั้งภาครัฐและเอกชนประสานความร่วมมือเพื่อให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภครวม ทั้งทำการเกษตรได้ด้วย การเสาะแสวงแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำใต้ดิน น้ำเสีย และน้ำทะเลประเทศนี้นำกลับมาใช้อย่างคุ้มค่า ทุ่มเทกำลังสมองเพื่อให้น้ำสะอาดบริโภคได้อย่างสะดวกใจสบายกาย บริษัทไอดีอี เทคโนโลยี (IDE technologies Ltd.) อยู่ในแถบเอลัต ด้านใต้ของอิสราเอลซึ่งแห้งแล้ง ถือว่าเป็นบริษัทที่มีระบบเทคโนโลยีแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ทำให้ได้ราคาน้ำประปาออกมาด้วยต้นทุนถูกสุดในโลก คือ การผลิตน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร (1 ลูกบาศก์เมตรเท่ากับ1,000 ลิตร) ใช้เงิน 0.53 ดอลลาร์สหรัฐ

การผันน้ำทะเลเพื่อมาสกัดเกลือด้วยการกรองออก ของบริษัทแห่งนี้มาจากทะเลสาบกาลิลี่ ประสิทธิภาพของโรงงานมีกำลังการผลิต 330,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ผลิตออกมาได้ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งนี้ระบบการแยกเกลือออกจากน้ำทะเลยังมีเทคโนโลยีที่รักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยใช้ไฟ 4 กิโลวัตต์ต่อการผลิตน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรของกระบวนการผลิตน้ำทั้งหมดบริษัทแห่งนี้ตั้ง มา 40 ปีแล้ว ที่ผ่านมาได้เข้าไปติดตั้งระบบแยกเกลือออกจากน้ำทะเลมากกว่า 35 โรงงานใน 40 ประเทศ

น้ำทะเลที่กลั่นมาจากน้ำทะเลของโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพและรสชาติที่ดื่มได้ อย่างสนิทใจ ซึ่งทางโรงงานบอกว่ารสชาติเทียบเท่ากับน้ำแร่ ผู้ดูงานทุกคนจะได้รับการชิมน้ำทะเลที่ผ่านกระบวนการทั้งสิ้น เพื่อยืนยันว่าน้ำทะเลนั้นดื่มได้จริง ๆ

เมโกรอท บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในการจัดการน้ำในอิสราเอล ถือว่าเป็นบริษัทน้ำแห่งชาติของอิสราเอล ทำหน้าที่จัดสรรน้ำจากแหล่งน้ำหลักของประเทศ 4 แห่งสำคัญของประเทศคือในทะเลสาบ คินเนเล็ก น้ำใต้ดินที่มาจากชั้นหินทรายซึ่งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล และหินปูนในพื้นที่เป็นภูเขา รวมถึงการแยกน้ำเกลือออกจากทะเล และน้ำกร่อย เมโกรอทรับจัดการเพื่อให้เป็นน้ำที่นำไปอุปโภคบริโภคได้ ซึ่งกรรมวิธีการทำน้ำสะอาดของแต่ละแห่ง เมโกรอทมีเทคโนโลยีที่ต่างกันไม่ว่าน้ำที่มาจากชั้นหินซึ่ง มีแร่ธาตุต่างกัน ทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม รวมถึงเชื้อโรค จุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนในน้ำ มาทำให้น้ำสะอาด

น้ำจากแหล่งต่าง ๆ ข้างต้นจะถูกสูบไปตามท่อต่าง ๆ มีต้นทางอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ รวมถึงไปพักในอ่างเก็บ น้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เอชคอล ( Eshkol) ที่ต้องดูแลให้สะอาดไม่ให้มีสาหร่ายหรือตะกอนตกค้างอยู่ในอ่างเพราะอยู่กลาง แจ้งรับแสงตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับอีกเช่นกัน

นับตั้งแต่ปี 2507 เป็นต้นมา ระบบขนส่งน้ำแห่งชาติที่เกิดขึ้นจาก เมโกรอท 80 เปอร์เซ็นต์ของน้ำถูกออกแบบมาใช้ในเรื่องของเกษตรกรรม 20 เปอร์เซ็นต์ใช้ในชนบท ต่อมาในปี 2513 สัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้น ในชนบทเพิ่มถึง 70 เปอร์เซ็นต์

นอกจากเรื่องการจัดสรรน้ำสะอาดแล้ว อิสราเอลมีบริษัทมากมายที่รับจ้างบำบัดน้ำเสีย ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม ในระบบปศุสัตว์และเกษตรกรรม ผู้นำด้านการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่อิสราเอลก็ยังครองความเป็นที่ 1 โดยคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของน้ำทั้งหมด

แอคไวส์ (Aqwise) บอกถึงสถานะของตัวเองไว้ว่าเป็นบริษัทชั้นนำในการพัฒนา สร้างสูตรสำเร็จของการแก้ปัญหาน้ำเสีย ทั้งน้ำเสียจากระบบอุตสาหกรรม เทศบาล ทั้งระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ประสบความสำเร็จในการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียในเทศบาลและโรงงาน อุตสาหกรรมทั่วโลกที่เน้นหนักไปทางอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลางโดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้น้ำเสียเหล่านี้คืนชีพมาเป็นน้ำ ดื่มได้อีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจของบริษัทแห่งนี้ได้คิดค้นเครื่อง ดักจับน้ำเสียที่เป็นพลาสติกมีรูพรุนไว้จับเศษตะกอนในน้ำ ยามที่ปล่อยต้องกวนน้ำเสียเพื่อเพิ่มออกซิเจน อันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท

ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ชาวอิสราเอลถูกสอนให้รู้คุณค่าของน้ำ หน่วยงานราชการทั้งระดับประเทศและท้องถิ่นรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำ ดังนั้นคำขวัญที่ว่า “อย่าสิ้นเปลืองน้ำสักหยดเดียว” จึงเป็นที่รู้จักไปทุกบ้านเรือนในอิสราเอล สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการกักเก็บน้ำ เพื่อให้เพียงพอต่อการเพิ่ม ขึ้นของประชากรที่เพิ่มในอิสราเอล แม้กระทั้งระบบเปิดปิดวาล์วก๊อกน้ำ มาตรวัดน้ำ ชาวยิวก็คิดค้นไว้แล้ว เอ.อาร์.ไอ โฟล์ คอนโทรล (A.R.I. Flow Control Accessories Ltd.) ได้คิดค้นหัวก๊อกเปิดจ่ายน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดการสูญเสียของน้ำซึ่งสามารถนำมาใช้ได้สำหรับอาคารบ้านเรือน

นอกจากตั้งหน้าตั้งตาหาเทคโนโลยีด้านน้ำแล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ ทั้งขยะ รวมถึงการจัดสรรการใช้พลังงานอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพ

“ไฮร์เรีย” (Hirria) โรงงานบำบัดของเสียของเทศบาลกรุงเทลอาวีฟ จัดเป็นสถานที่ดูงานด้านสิ่งแวดล้อมอันขึ้นชื่อ เพราะที่นี่คือหลุมฝังกลบขยะของเมือง ครอบคลุมพื้นที่ 450,000 ตารางเมตร รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็น และการลดปริมาณสำเร็จเมื่อปี 2541 ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างสมาคมชุมชนเมือง เทศบาลเมือง แปรเปลี่ยนขยะกองมหึมากลายเป็นศูนย์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ในอิสราเอล ประกอบด้วยศูนย์แยกขยะรีไซเคิล ศูนย์ผลิตพลังงานสีเขียวหรือพลังงานบริสุทธิ์ โดยใช้ขยะเป็นวัตถุดิบ โดยขบวนการแยกขยะทั้งหลายใช้ระบบคอมพิวเตอร์และแรงงานผสมผสานกัน

ขยะในโรงงานแห่งนี้ ยังนำไปสร้างสวนสาธารณะอายาลอน (Ayalon Park) สวนสาธารณะขนาดใหญ่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 จัดให้เป็นสวนสาธารณะนำร่องสำหรับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยใช้ปุ๋ยจากขยะมาบำรุงต้นไม้ ภายในสวนสาธารณะยัง มีเนินสูงซึ่งเกิดจากขยะไร้พิษที่บำบัดแล้ว กลายเป็นจุดชมวิว อีกแห่งของเทลอาวีฟ เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้เรื่องขยะอย่างครบวงจร เรื่องของการจัดการ การนำมารีไซเคิล หรือรียูส การนำขยะมาแยกก๊าซชีวภาพ เป็นต้น เปิดโอกาสให้ นักเรียนและประชาชนทั่วไปมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับขยะภายใต้การบริหาร งานชุมชนในท้องถิ่นเป็นหลัก

ลมและแสงแดดมีอย่างเหลือเฟือในอิสราเอล ในอิสราเอลมีศูนย์วิจัยและคิดค้นพลังงานทดแทนที่ทันสมัยที่รู้จักในนามโรเทม อินดัสทรี (Rotem Industries) ได้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์และงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เช่น การเก็บ กักพลังงานลมที่ใช้กังหันลมหน้าตาธรรมดาอย่างที่เห็นอาจจะ เอาต์ไปแล้ว เพราะได้มีการคิดค้นกังหันลมแนวตั้งที่สามารถเก็บพลังงานลมไว้แปรเปลี่ยน เป็นกระแสไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการทำกังหันเป็นแนวตั้งรูปทรงคล้ายดอกบัวที่รู้จักในนาม วิน โลตัส (Wind lotus) มีใบพัด 5 แฉก แม้ลมไม่แรงมากแค่ความเร็วลม 3 เมตรต่อวินาทีก็ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 3.5-5.5 เมกะวัตต์ เพราะระบบออกแบบให้สามารถรับลมได้ทุกทิศทาง

พรประไพ เสือเขียว

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=522&contentId=10223