ผู้ที่เดินทางเข้าออกสิงคโปร์ ต้องแจ้ง (declare) กรณีนำเงิน เข้า*เอาออก จากสิงคโปร์ ที่มีเงินเข้า / ออก มากกว่า 20000 เหรียญสิงคโปร์ (เทียบเท่า) กฎนี้รวมทุกอย่าง ไม่ว่า จะเป็นเงินสด เช็คเดินทาง ทั้งนี้ กฎนี้ มีเพื่อตรวจสอบการไหลเงินของผู้ก่อการร้าย และ อาชญากรต่าง ๆ
ทั้งนี้ อเมริกา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ มีกฎที่ต้องแจ้ง เมื่อนำ เงิน เข้า*เอาออก จากประเทศนั้น ที่มีการนำเงินเข้า / ออก มากกว่า 10000 เหรียญของเงินประเทศนั้น (เทียบเท่า)
Each traveler needs to declare to the authorities if you carry more than S$20,000 in or out of Singapore (equivalent amount). This starts from September 01, 2014.
Well, United States, Australia and New Zealand are $10,000 thresholds that each traveler needs to declare.
Showing posts with label เงิน ทอง ดอกเบี้ย เรื่องต้องรู้. Show all posts
Showing posts with label เงิน ทอง ดอกเบี้ย เรื่องต้องรู้. Show all posts
Wednesday, August 27, 2014
Monday, May 14, 2012
สัญญาณฟื้นตัว สศค.เผยรายได้รัฐเดือนเม.ย.พุ่ง 4.2%
สศค.เผยเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้รัฐบาลเดือน เม.ย.เก็บได้
1.39 แสนกว่าล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% จากภาษีที่เก็บได้สูง และ
ปตท.ส่งเงินปันผลก่อนกำหนด แม้สูญเสียรายได้จากภาษีดีเซลที่ยกเว้นเก็บภาษี
ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 55 มีรายได้สูงกว่าเป้า 3.3%
เมื่อ วันที่ 14 พ.ค.2555 นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า รายได้รัฐบาลสุทธิในเดือน เม.ย.2555 จัดเก็บได้ 139,520 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,648 ล้านบาท หรือ 4.2% โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,341 ล้านบาท หรือ 9.4% เนื่องจากการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทาง อินเทอร์เน็ต จากวันครบกำหนดยื่นแบบฯ อีก 8 วัน ทำให้รายได้จากการยื่นชำระภาษีส่วนหนึ่งเหลื่อมมาเดือน เม.ย.ขณะที่อากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 1,778 ล้านบาท หรือ 21.3% เป็นผลจากการนำเข้ารถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่จัดเก็บอากรในอัตราที่ค่อนข้างสูงเพิ่มขึ้นมาก
นอก จากนี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำส่งเงินปันผลประจำปี 2554 ก่อนกำหนด 10,219 ล้านบาท จากเดิมที่ประมาณการว่าจะนำส่งในเดือน พ.ค.อย่างไรก็ดี ภาษีน้ำมันยังคงจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 5,199 ล้านบาท หรือ 51.5% จากการขยายเวลาลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 0.005 บาท
สำหรับ ผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 (ต.ค.2554-เม.ย.2555) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 950,682 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 37,544 ล้านบาท หรือ 4.1% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.3% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีที่สำคัญส่วนใหญ่สูงกว่าประมาณการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาเข้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมทั้งการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่สูงกว่าเป้าหมาย ส่วนภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีรถยนต์และภาษีน้ำมัน เป็นผลจากเหตุการณ์น้ำท่วมและการขยายเวลาการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซล
“ภาวะ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งการบริโภคและการนำเข้า รวมถึงการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ประกอบกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยจะเป็น ปัจจัยที่ส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ ทำให้กระทรวงการคลังมั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ในปีนี้จะใกล้เคียงกับเป้า หมายที่ตั้งไว้ 1.98 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันดีเซลก็ตาม”
::สัญญาณฟื้นตัว สศค.เผยรายได้รัฐเดือนเม.ย.พุ่ง 4.2% ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2555
เมื่อ วันที่ 14 พ.ค.2555 นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า รายได้รัฐบาลสุทธิในเดือน เม.ย.2555 จัดเก็บได้ 139,520 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,648 ล้านบาท หรือ 4.2% โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,341 ล้านบาท หรือ 9.4% เนื่องจากการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทาง อินเทอร์เน็ต จากวันครบกำหนดยื่นแบบฯ อีก 8 วัน ทำให้รายได้จากการยื่นชำระภาษีส่วนหนึ่งเหลื่อมมาเดือน เม.ย.ขณะที่อากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 1,778 ล้านบาท หรือ 21.3% เป็นผลจากการนำเข้ารถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่จัดเก็บอากรในอัตราที่ค่อนข้างสูงเพิ่มขึ้นมาก
นอก จากนี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำส่งเงินปันผลประจำปี 2554 ก่อนกำหนด 10,219 ล้านบาท จากเดิมที่ประมาณการว่าจะนำส่งในเดือน พ.ค.อย่างไรก็ดี ภาษีน้ำมันยังคงจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 5,199 ล้านบาท หรือ 51.5% จากการขยายเวลาลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 0.005 บาท
สำหรับ ผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 (ต.ค.2554-เม.ย.2555) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 950,682 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 37,544 ล้านบาท หรือ 4.1% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.3% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีที่สำคัญส่วนใหญ่สูงกว่าประมาณการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาเข้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมทั้งการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่สูงกว่าเป้าหมาย ส่วนภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีรถยนต์และภาษีน้ำมัน เป็นผลจากเหตุการณ์น้ำท่วมและการขยายเวลาการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซล
“ภาวะ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งการบริโภคและการนำเข้า รวมถึงการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ประกอบกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยจะเป็น ปัจจัยที่ส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ ทำให้กระทรวงการคลังมั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ในปีนี้จะใกล้เคียงกับเป้า หมายที่ตั้งไว้ 1.98 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการขยายเวลาการลดภาษีน้ำมันดีเซลก็ตาม”
::สัญญาณฟื้นตัว สศค.เผยรายได้รัฐเดือนเม.ย.พุ่ง 4.2% ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2555
Wednesday, May 2, 2012
2 พค.2555:: กนง.ชี้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยง มีมติคงดอกเบี้ย 3%
กนง.ชี้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยง มีมติคงดอกเบี้ย 3%
กนง.ระบุ เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง และต้องการแรงกระตุ้นให้ฟื้นตัวจากน้ำท่วมได้เต็มที่ จึงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ยอมรับในอนาคตแรงกดดันเงินเฟ้อจ่อพุ่ง หลังต้นทุนผู้ประกอบการที่เพิ่มจากการปรับค่าแรง ราคาน้ำมันจะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า ชี้ดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำสุดในภูมิภาคแล้ว สั่งจับตาครึ่งปีหลังดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสกลับมาขึ้นต่อได้...
เมื่อวันที่ 2 พ.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง.ว่า ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% ต่อปีต่อไป เนื่องจาก ธปท.ต้องการให้เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวกลับมาเต็มที่ก่อน แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1 ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด ทั้งในด้านการผลิต การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและของภาคธุรกิจ และกำลังซื้อในประเทศที่ปรับดีขึ้น
นอกจากนั้น ภาคการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้ภาคการส่งออกคาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวช้าๆ และยังมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะปรับดีขึ้น แต่เศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยและยังต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง สำหรับอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน เม.ย.ชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานสูงในปีก่อนและการลดลงของราคาอาหารสดบางชนิดเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูงและการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เริ่มทยอยเห็นผลภายใต้ภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาดอาจเอื้อให้มีการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการให้ปรับสูงเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อยังมีอยู่ในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น กนง.ประเมินว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงในช่วงที่ผ่านมามีส่วนช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างน่าพอใจและเร็วกว่าที่คาด แต่ภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคตก็ยังมีความเสี่ยงอยู่บ้าง โดยเฉพาะจากปัจจัยต่างประเทศ ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ จึงเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องให้เข้าสู่ภาวะปกติ และสอดคล้องกับการรักษาเงินเฟ้อในกรอบเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน กนง.ได้สั่งให้จับตาแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นรอบ 2 หลังจากต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นแล้วว่า จะมีการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปสู่ราคามากหรือน้อย และเร็วแค่ไหน นอกเหนือจากผลโดยตรงจากค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นโดยตรง ประมาณ 0.2% นอกจากนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แรงกดดันอัตราเงินเฟ้อก็จะเพิ่มเร็วขึ้น ซึ่ง กนง.ได้ติดตามและเตรียมความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสถาการณ์
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยยังคงติดลบ 3% และเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้ ดังนั้นดอกเบี้ยในขณะนี้ถือว่าเอื้อต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอยู่แล้ว นอกจากนั้น หากประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปก็เห็นแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง และผลจากการที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกฟื้นเร็วกว่าที่คาด ทำให้การรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อของ ธปท.ในวันที่ 11 พ.ค.ที่จะถึงนี้ ธปท.จะมีการปรับขึ้นประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้อีกครั้ง
::ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 2 พฤษภาคม 2555
Thursday, April 26, 2012
เออีซีดันค่าแรงเกิน 300 บาท "โกร่ง" เตือนไทยเผชิญหน้าวิกฤติแรงงาน
“ดร.โกร่ง” กระทุ้งลบทัศนคติ ผวาวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 ขึ้นสมอง หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจนเงินออมท่วมประเทศ ไม่มีการลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ เตือนไทยเตรียมพร้อมเผชิญวิกฤติแรงงาน ไม่นานพม่าแห่กลับประเทศ ชี้หลังเออีซีค่าแรงพุ่งเกิน 300 บาทแน่
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย” ในงาน “60 ปี ไทยโทรทัศน์ 35 ปี อสมท” ว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจของไทยต้องปรับตัวให้สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปเคยเป็นผู้นำและเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย โดยในอดีตไทยเคยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯและยุโรปรวมกันประมาณ 45% แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 12% ในขณะที่การค้าขายกับอาเซียนและเอเชียสูงถึงเกือบ 80% “ผมมีความเห็นต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ฝั่งตะวันตกที่มองว่าเศรษฐกิจของจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย จริงอยู่ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตน้อยลงเหลือ 8-9% ขณะที่ก่อนหน้านี้เติบโต 11-12% แต่หากคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจะพบว่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือเป็นการเติบโตบนฐานเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น สามารถจำหน่ายสินค้าและบริการได้มากขึ้น ดังนั้นจีนจะมีบทบาทเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลกต่อไปอีกหลายปี”
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ภาคธุรกิจของไทยยังต้องปรับตัวเรื่องการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตด้วยการใช้องค์ความรู้ เครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้นและใช้แรงงานให้น้อยลง เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ เมื่อประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะพม่า เปิดประเทศ ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่แรงงานจำนวนมากที่มาทำงานในไทยจะย้ายกลับประเทศ อุตสาหกรรมที่ไม่ปรับตัวในเรื่องนี้จะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน นอกจากนั้นเมื่อเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี แนวโน้มค่าแรงขั้นต่ำจะปรับตัวสูงกว่า 300 บาทต่อวันแน่นอน ดังนั้น หากไม่ยกระดับอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้ก็จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต จะหวังให้รัฐบาลอุ้มตลอดไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาหลังจากวิกฤติปี 2540 ฐานะการออมของประเทศได้เพิ่มสูงขึ้น โดยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาโดยตลอด โดยประเทศไทยมีเงินออมที่ไม่ได้เอาไปลงทุนมากถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ทุนสำรองอยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับว่ามีเงินไหลเข้ามาจากต่างประเทศประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย “กระนั้นแนวความคิดของภาคราชการหรือนักเศรษฐศาสตร์บางคน ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยมักวิตกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนในปี 2540 ได้อีก ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจึงไม่มีการผลักดันให้มีการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ”
เขา ยังระบุว่า การจะพัฒนาประเทศได้ ต้องเปลี่ยนทัศนคติ ลืมอดีตและสร้างอนาคตใหม่ จะใช้วิธีคิดแบบเก่าๆเหมือนกับบริษัทที่มีกำไรแล้วก็ไม่ลงทุนต่อ เอาเงินไปฝากธนาคาร ไปซื้อพันธบัตรกินดอกเบี้ยต่ำๆ เป็นระยะเวลานานๆ จะทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้ เพราะทัศนคติแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างที่ควรจะเป็น
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องตระหนักในความสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการผลิตของสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนอกจากรักษาความได้เปรียบในส่วนนี้ไว้แล้ว ยังจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลังและยังไม่ได้รับการปรับปรุง เช่น ระบบการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลได้มีวงเงิน 350,000 ล้านบาทในการวางระบบบริหารจัดการน้ำ คาดว่าจะใช้เวลาในการเร่งรัดโครงการต่างๆในระยะเวลา 18 เดือน “ประตูระบายน้ำที่เรามีอยู่เป็นประตูน้ำที่ทันสมัย แต่ทันสมัยเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ต้องมีการปรับปรุง เช่น ประตูน้ำบางโฉมศรีที่ในปีนี้จะใช้งบซ่อมแซม 70 ล้านบาท และจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยในอนาคต รวมทั้งจะต้องสร้างเขื่อนกั้นลุ่มน้ำยมให้ได้ หากจะมีการขัดใจกับเอ็นจีโอก็ต้องขัด เพราะในลุ่มน้ำดังกล่าวยังไม่มีเครื่องมือควบคุมน้ำแต่อย่างไร”
นอกจากนี้ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ต้องมีการเร่งก่อสร้างในระยะเร่งด่วน ก็คือ การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ การสร้างทางรถไฟแอร์พอร์ตลิ้งค์ เพื่อเชื่อมสนามบินดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ รวมทั้งต้องเร่งเจรจากับสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ให้ย้ายมาอยู่ที่สนามบินดอนเมือง
รวมทั้งปรับปรุงแอร์พอร์ตลิ้งค์ที่มีอยู่ให้ใช้การได้ดีขึ้น ขณะที่ระบบรางที่มีความล้าหลังมาก นอกจากการปรับปรุงระบบรางคู่แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนหัวรถจักรให้เป็นหัวรถจักรไฟฟ้า อย่างไรก็ตามการดำเนินงานของรถไฟนั้น รัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีการลงทุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้พัฒนาและแข่งขันกับการขนส่งทางถนนที่มีต้นทุนสูงกว่า
นอกจากนี้ รัฐบาลยังตัดสินใจในการลงทุนรถไฟความเร็วสูงหลายเส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-ระยอง, กรุงเทพฯ-มาเลเซีย และกรุงเทพฯ-อุดรธานี หรือเชื่อมต่อไปถึงเวียงจันทน์ อย่างไรก็ตามในเส้นทางต่างๆจะมีการเริ่มก่อสร้างบางส่วนในระยะแรก เช่น สายเหนือจะก่อสร้างถึง จ.พิษณุโลก ก่อน สายตะวันออกจะก่อสร้างถึง อ.พัทยา จ.ชลบุรี และสายอีสานจะก่อสร้างถึง จ.นครราชสีมา ก่อน จากนั้นจึงดำเนินการในส่วนที่เหลือต่อไปตามเป้าหมาย
::เออีซีดันค่าแรงเกิน 300 บาท "โกร่ง" เตือนไทยเผชิญหน้าวิกฤติแรงงาน ข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2555
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย” ในงาน “60 ปี ไทยโทรทัศน์ 35 ปี อสมท” ว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจของไทยต้องปรับตัวให้สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปเคยเป็นผู้นำและเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย โดยในอดีตไทยเคยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯและยุโรปรวมกันประมาณ 45% แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 12% ในขณะที่การค้าขายกับอาเซียนและเอเชียสูงถึงเกือบ 80% “ผมมีความเห็นต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ฝั่งตะวันตกที่มองว่าเศรษฐกิจของจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย จริงอยู่ที่เศรษฐกิจจีนเติบโตน้อยลงเหลือ 8-9% ขณะที่ก่อนหน้านี้เติบโต 11-12% แต่หากคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจะพบว่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือเป็นการเติบโตบนฐานเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น สามารถจำหน่ายสินค้าและบริการได้มากขึ้น ดังนั้นจีนจะมีบทบาทเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลกต่อไปอีกหลายปี”
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ภาคธุรกิจของไทยยังต้องปรับตัวเรื่องการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตด้วยการใช้องค์ความรู้ เครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้นและใช้แรงงานให้น้อยลง เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ เมื่อประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะพม่า เปิดประเทศ ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่แรงงานจำนวนมากที่มาทำงานในไทยจะย้ายกลับประเทศ อุตสาหกรรมที่ไม่ปรับตัวในเรื่องนี้จะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน นอกจากนั้นเมื่อเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี แนวโน้มค่าแรงขั้นต่ำจะปรับตัวสูงกว่า 300 บาทต่อวันแน่นอน ดังนั้น หากไม่ยกระดับอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้ก็จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต จะหวังให้รัฐบาลอุ้มตลอดไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาหลังจากวิกฤติปี 2540 ฐานะการออมของประเทศได้เพิ่มสูงขึ้น โดยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาโดยตลอด โดยประเทศไทยมีเงินออมที่ไม่ได้เอาไปลงทุนมากถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ทุนสำรองอยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับว่ามีเงินไหลเข้ามาจากต่างประเทศประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย “กระนั้นแนวความคิดของภาคราชการหรือนักเศรษฐศาสตร์บางคน ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยมักวิตกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนในปี 2540 ได้อีก ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจึงไม่มีการผลักดันให้มีการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ”
เขา ยังระบุว่า การจะพัฒนาประเทศได้ ต้องเปลี่ยนทัศนคติ ลืมอดีตและสร้างอนาคตใหม่ จะใช้วิธีคิดแบบเก่าๆเหมือนกับบริษัทที่มีกำไรแล้วก็ไม่ลงทุนต่อ เอาเงินไปฝากธนาคาร ไปซื้อพันธบัตรกินดอกเบี้ยต่ำๆ เป็นระยะเวลานานๆ จะทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้ เพราะทัศนคติแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างที่ควรจะเป็น
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องตระหนักในความสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการผลิตของสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนอกจากรักษาความได้เปรียบในส่วนนี้ไว้แล้ว ยังจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลังและยังไม่ได้รับการปรับปรุง เช่น ระบบการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลได้มีวงเงิน 350,000 ล้านบาทในการวางระบบบริหารจัดการน้ำ คาดว่าจะใช้เวลาในการเร่งรัดโครงการต่างๆในระยะเวลา 18 เดือน “ประตูระบายน้ำที่เรามีอยู่เป็นประตูน้ำที่ทันสมัย แต่ทันสมัยเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ต้องมีการปรับปรุง เช่น ประตูน้ำบางโฉมศรีที่ในปีนี้จะใช้งบซ่อมแซม 70 ล้านบาท และจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยในอนาคต รวมทั้งจะต้องสร้างเขื่อนกั้นลุ่มน้ำยมให้ได้ หากจะมีการขัดใจกับเอ็นจีโอก็ต้องขัด เพราะในลุ่มน้ำดังกล่าวยังไม่มีเครื่องมือควบคุมน้ำแต่อย่างไร”
นอกจากนี้ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ต้องมีการเร่งก่อสร้างในระยะเร่งด่วน ก็คือ การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ การสร้างทางรถไฟแอร์พอร์ตลิ้งค์ เพื่อเชื่อมสนามบินดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ รวมทั้งต้องเร่งเจรจากับสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ให้ย้ายมาอยู่ที่สนามบินดอนเมือง
รวมทั้งปรับปรุงแอร์พอร์ตลิ้งค์ที่มีอยู่ให้ใช้การได้ดีขึ้น ขณะที่ระบบรางที่มีความล้าหลังมาก นอกจากการปรับปรุงระบบรางคู่แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนหัวรถจักรให้เป็นหัวรถจักรไฟฟ้า อย่างไรก็ตามการดำเนินงานของรถไฟนั้น รัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีการลงทุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้พัฒนาและแข่งขันกับการขนส่งทางถนนที่มีต้นทุนสูงกว่า
นอกจากนี้ รัฐบาลยังตัดสินใจในการลงทุนรถไฟความเร็วสูงหลายเส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-ระยอง, กรุงเทพฯ-มาเลเซีย และกรุงเทพฯ-อุดรธานี หรือเชื่อมต่อไปถึงเวียงจันทน์ อย่างไรก็ตามในเส้นทางต่างๆจะมีการเริ่มก่อสร้างบางส่วนในระยะแรก เช่น สายเหนือจะก่อสร้างถึง จ.พิษณุโลก ก่อน สายตะวันออกจะก่อสร้างถึง อ.พัทยา จ.ชลบุรี และสายอีสานจะก่อสร้างถึง จ.นครราชสีมา ก่อน จากนั้นจึงดำเนินการในส่วนที่เหลือต่อไปตามเป้าหมาย
::เออีซีดันค่าแรงเกิน 300 บาท "โกร่ง" เตือนไทยเผชิญหน้าวิกฤติแรงงาน ข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2555
Tuesday, April 24, 2012
ศาลสั่งคืนภาษีบางกอกแอร์ฯ 117 ล. เช่าที่สนามบินสมุย
ศาลภาษีอากรกลาง สั่งเทศบาลเมืองเกาะสมุย คืนภาษี "บางกอกแอร์เวย์ส"
เช่าที่สนามบินสมุย 117 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
หลังเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย...
ที่ศาลภาษีอากรกลาง วันที่ 25 เม.ย.ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัทบางกอกแอร์เวย์ส เป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองเกาะสมุยเป็นจำเลย ฐานขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน และให้คืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้ว 4 ปีคืน
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทประกอบกิจการสายการบินในประเทศ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 เทศบาลเมืองเกาะสมุย ได้แจ้งว่าโจทก์ต้องจ่ายภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2550-2553 เนื่องจากโจทก์มีรายได้จากการนำสนามบินสมุยไประดมเงินทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกองทุนรวมดังกล่าว ขายหุ้นได้เงิน 9,500 ล้านบาท แล้วกองทุนจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ 9,300 ล้านบาท โดยกองทุนหักไว้ 200 ล้านบาท ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าสนามบิน 30 ปี (เอาสนามบินไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วเช่าสนามบินของตัวเอง) โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้กองทุนรวมเดือนละ 26,125,000 บาท ทางเทศบาลเมืองเกาะสมุยเห็นว่า การที่โจทก์นำเอาทรัพย์สินของสนามบินสมุยไปทำสัญญาเช่าระยะยาวกับกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยมีกำหนด 30 ปี และโจทก์ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 9,300 ล้านบาทนั้น เงินทั้งหมดต้องเสียภาษีโรงเรือนปี 2550 จำนวน 3.9 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 37 ล้านบาทเศษ ปี 2552 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ และปี 2553 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ โจทก์ไม่เห็นด้วย เพราะสัญญาเช่าระยะยาวระหว่างโจทก์กับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งของการระดมเงินทุนของโจทก์ผ่านกองทุนรวมอสังหาริม ทรัพย์เท่านั้น มิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สิน เลยไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน
ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์นำทรัพย์สินทั้งหมดของสนามบินสมุยไปออกหน่วยลงทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าระยะยาวให้กองทุนรวมนำไปหาผลประโยชน์โดยทำสัญญาเช่า มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยกองทุนรวมตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จำนวน 9,300 ล้านบาท จำเลยไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคำนวณเพื่อกำหนดค่ารายปี ในการที่จะประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าระยะยาวมิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สินตามปกติทั่วไป แต่เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาเงินทุนหรือระดมเงิน การจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองเกาะสมุย จึงไม่ชอบ จึงพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีที่เก็บไปแล้ว 4 ปี รวม 117 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยต่อไป
:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 25 เมษายน 2555
==========================
อุธรณ์ ฎีกา ต่อไปเด้อ ...ที่ฮัก
ที่ศาลภาษีอากรกลาง วันที่ 25 เม.ย.ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัทบางกอกแอร์เวย์ส เป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองเกาะสมุยเป็นจำเลย ฐานขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน และให้คืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้ว 4 ปีคืน
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทประกอบกิจการสายการบินในประเทศ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 เทศบาลเมืองเกาะสมุย ได้แจ้งว่าโจทก์ต้องจ่ายภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2550-2553 เนื่องจากโจทก์มีรายได้จากการนำสนามบินสมุยไประดมเงินทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกองทุนรวมดังกล่าว ขายหุ้นได้เงิน 9,500 ล้านบาท แล้วกองทุนจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ 9,300 ล้านบาท โดยกองทุนหักไว้ 200 ล้านบาท ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าสนามบิน 30 ปี (เอาสนามบินไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วเช่าสนามบินของตัวเอง) โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้กองทุนรวมเดือนละ 26,125,000 บาท ทางเทศบาลเมืองเกาะสมุยเห็นว่า การที่โจทก์นำเอาทรัพย์สินของสนามบินสมุยไปทำสัญญาเช่าระยะยาวกับกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยมีกำหนด 30 ปี และโจทก์ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 9,300 ล้านบาทนั้น เงินทั้งหมดต้องเสียภาษีโรงเรือนปี 2550 จำนวน 3.9 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 37 ล้านบาทเศษ ปี 2552 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ และปี 2553 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ โจทก์ไม่เห็นด้วย เพราะสัญญาเช่าระยะยาวระหว่างโจทก์กับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งของการระดมเงินทุนของโจทก์ผ่านกองทุนรวมอสังหาริม ทรัพย์เท่านั้น มิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สิน เลยไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน
ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์นำทรัพย์สินทั้งหมดของสนามบินสมุยไปออกหน่วยลงทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าระยะยาวให้กองทุนรวมนำไปหาผลประโยชน์โดยทำสัญญาเช่า มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยกองทุนรวมตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จำนวน 9,300 ล้านบาท จำเลยไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคำนวณเพื่อกำหนดค่ารายปี ในการที่จะประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าระยะยาวมิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สินตามปกติทั่วไป แต่เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาเงินทุนหรือระดมเงิน การจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองเกาะสมุย จึงไม่ชอบ จึงพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีที่เก็บไปแล้ว 4 ปี รวม 117 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยต่อไป
:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 25 เมษายน 2555
==========================
อุธรณ์ ฎีกา ต่อไปเด้อ ...ที่ฮัก
Tuesday, April 10, 2012
รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง รับ เหตุทยอยขึ้นเงินเดือน 15,000 บาท ข้าราชการ เพราะรัฐบาลมีปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ แจงยิบ ก่อนปี 57 ขรก.จะได้รับเงินค่าครองชีพถึง 15,000 บาท แน่...
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการวานนี้ ไม่ได้เป็นการเลื่อนปรับโครงสร้างเงินเดือนออกไปเป็นปี 2557 เพราะเงินเดือนข้าราชการแรกเข้าทำงานในอัตราเงินเดือน 15,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี ซึ่งทำงานมานานแล้ว รวมไปถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อให้โครงสร้างเงินเดือนมีความสอดคล้องกัน และเหตุผลที่ไม่มีการปรับให้พร้อมกัน เนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องจัดสรรงบประมาณไปใช้ในด้านอื่นๆ ด้วย
ด้าน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ ตามข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ.นั้น ในปี 2555 ผู้จบระดับปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนเดิมพร้อมกับเงินเพิ่มค่าครองชีพ เพื่อให้ได้ระดับ 15,000 บาท จากนั้นในปี 2556 อัตราเงินเดือนจะปรับเพิ่มขึ้น และจะทยอยปรับเงินค่าครองชีพลง จากนั้นในปี 2557 เงินเดือนข้าราชการก็จะมีการจ่ายเต็มอัตรา โดยไม่มีค่าครองชีพ เพื่อรับเงินเดือนที่ 15,000 บาท
::รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน
::รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 11 เมษายน 2555
------------------
สรุป เงินเดือนเช้าชามเย็นชาม
ป.ตรี เริ่มเข้า 2555 เงินเดือนน้อย + เิงินค่าครองชีพมาก = 15,000
ป.ตรี ทำงานปี 2 2556 เงินเดือนมากขึ้น + เิงินค่าครองชีพน้อยลง = 15,000 เท่าเดิม
ป.ตรี ทำงานปี 3 2557 เงินเดือนมากขึ้น + ไม่มีเิงินค่าครองชีพ = 15,000 เท่าเดิม
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการวานนี้ ไม่ได้เป็นการเลื่อนปรับโครงสร้างเงินเดือนออกไปเป็นปี 2557 เพราะเงินเดือนข้าราชการแรกเข้าทำงานในอัตราเงินเดือน 15,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี ซึ่งทำงานมานานแล้ว รวมไปถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อให้โครงสร้างเงินเดือนมีความสอดคล้องกัน และเหตุผลที่ไม่มีการปรับให้พร้อมกัน เนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องจัดสรรงบประมาณไปใช้ในด้านอื่นๆ ด้วย
ด้าน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ ตามข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ.นั้น ในปี 2555 ผู้จบระดับปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนเดิมพร้อมกับเงินเพิ่มค่าครองชีพ เพื่อให้ได้ระดับ 15,000 บาท จากนั้นในปี 2556 อัตราเงินเดือนจะปรับเพิ่มขึ้น และจะทยอยปรับเงินค่าครองชีพลง จากนั้นในปี 2557 เงินเดือนข้าราชการก็จะมีการจ่ายเต็มอัตรา โดยไม่มีค่าครองชีพ เพื่อรับเงินเดือนที่ 15,000 บาท
::รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน
::รัฐบาลงบไม่พอ ขึ้นเงินเดือนขรก.15,000 บาทพร้อมกัน ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 11 เมษายน 2555
------------------
สรุป เงินเดือนเช้าชามเย็นชาม
ป.ตรี เริ่มเข้า 2555 เงินเดือนน้อย + เิงินค่าครองชีพมาก = 15,000
ป.ตรี ทำงานปี 2 2556 เงินเดือนมากขึ้น + เิงินค่าครองชีพน้อยลง = 15,000 เท่าเดิม
ป.ตรี ทำงานปี 3 2557 เงินเดือนมากขึ้น + ไม่มีเิงินค่าครองชีพ = 15,000 เท่าเดิม
การปรับโครงสร้างราคา LPG: ถึงเวลาต้องทำให้ถูกต้องทั้งระบบ
สถานการณ์การนำเข้าก๊าซ LPG ของไทยเลวร้ายลงเรื่อยๆ ครับ ล่าสุดเราต้องนำเข้า LPG สูงถึง 170,000 ตัน/เดือน ราคานำเข้าล่าสุดอยู่ที่ 1,270 เหรียญสหรัฐต่อตัน
สถานการณ์การนำเข้าก๊าซ LPG ของไทยเลวร้ายลงเรื่อยๆ ครับ
ล่าสุดเราต้องนำเข้า LPG สูงถึง 170,000 ตัน/เดือน ราคานำเข้าล่าสุดอยู่ที่ 1,270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่เราตรึงราคาขายส่งหน้าโรงแยกก๊าซอยู่ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน เท่ากับรัฐต้องใช้เงินกองทุนน้ำมัน (ซึ่งก็คือเงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันนั่นเอง) ไปอุดหนุนถึง 937 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ 29 บาท/ก.ก.
ถึงแม้เราจะเริ่มมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในภาคอุตสาหกรรมและขนส่งกันไปบ้างแล้ว โดยมีการปรับราคาขายในสองภาคนี้ขึ้นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป
แต่ผมก็ยังเห็นว่าโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ยังคงมีการบิดเบือนและยังไม่ได้ทำให้ถูกต้องทั้งระบบ อีกทั้งยังจะสร้างความสับสนและยุ่งยากให้กับการบริหารราคาก๊าซ LPG ที่ขายให้กับภาคส่วนต่างๆมากขึ้น เพราะตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นมา เรามีราคาขายก๊าซ LPG ถึง 3 ราคา แยกตามแต่ละตลาด คือ
1. ตลาดอุตสาหกรรมที่ได้มีการขึ้นราคาไปแล้ว 9 บาท/ก.ก.และต้องขึ้นในเดือนเมษายนนี้อีก 3 บาท/ก.ก. ตามมติเดิมของกพช.ที่ให้มีการขึ้นราคาก๊าซ LPG ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง 12 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้ราคาขาย LPG ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 972 เหรียญสหรัฐต่อตัน
2. ตลาดขนส่งซึ่งจะมีการปรับราคาทุกเดือนๆละ 75 ส.ต./ก.ก.เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งสิ้น 9 บาท/ก.ก. ซึ่งจะทำให้ราคาก๊าซ LPG ภาคขนส่ง ขึ้นไปอยู่ที่ระดับราคาสูงสุดที่ 27.13 บาท/ก.ก. หรือประมาณ 875 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเสียก่อน)
3. ตลาดครัวเรือนซึ่งจะยืนราคาปัจจุบันที่ 18.13 บาท/ก.ก. หรือประมาณ 585 เหรียญสหรัฐต่อตัน ไปจนถึงสิ้นปี 2555
ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมจะต้องเป็นผู้รับภาระใช้ก๊าซ LPG ในราคาแพงที่สุด โดยอาจจะแพงกว่าราคาในตลาดโลกในบางช่วงเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งจะกระทบกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยที่ยังจำเป็นต้องใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิง
เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในบ้านเราว่าเป็นอย่างไร โดยเทียบเคียงราคาในประเทศกับราคานำเข้าก๊าซ LPG ในตลาดโลก ผมขอนำเสนอโครงสร้างราคาก๊าซ LPG เพื่อความชัดเจนทั้งราคาเป็นบาทต่อกิโลกรัม และแปลงเป็นเงินเหรียญสหรัฐต่อตันดังต่อไปนี้
ตามตารางข้างต้นจะเห็นว่าเมื่อปรับโครงสร้างราคาเต็มที่ ผู้ที่ต้องแบกรับภาระจ่ายค่าก๊าซ LPG ในราคาแพงใกล้เคียงกับราคานำเข้า คือภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ในขณะที่ราคาขายก็แยกออกเป็นหลายราคาตามตลาดและตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะสร้างความสับสนและยุ่งยากในการบริหารเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ปัญหาการลักลอบถ่ายเทก๊าซจากตลาดหนึ่งไปสู่อีกตลาดหนึ่ง และการลักลอบส่งออกก๊าซทางชายแดนได้อีกด้วย
ดังนั้นถ้าเราปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในประเทศเสียใหม่ โดยยึดเอาราคาเฉลี่ยตามแหล่งที่มาของก๊าซ LPG ซึ่งปัจจุบันผลิตจากโรงแยกก๊าซ 50% และผลิตจากโรงกลั่นน้ำมัน (กลั่นมาจากน้ำมันดิบซึ่งต้องนำเข้า) และนำเข้าในรูปก๊าซ LPG สำเร็จรูปรวมกันอีก 50% โดยนำเอาราคาหน้าโรงแยกก๊าซ (333 เหรียญสหรัฐต่อตัน) เป็นฐาน 60% และเอาราคานำเข้าเป็นฐานอีก 40% (ที่ใช้เพียง 40% เพราะราคาก๊าซ LPG ที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมันจะถูกกว่าราคานำเข้าเพราะไม่ต้องเสียค่าขนส่ง) มาหารเฉลี่ยกัน เราก็จะได้ราคา LPG ที่จะเป็นต้นทุนจริงๆ ดังนี้
ราคาก๊าซ LPG ตามต้นทุนเฉลี่ย 60:40 = 18.50 บาทต่อกิโลกรัม = 597 เหรียญสหรัฐต่อตัน
+ภาษีสรรพสามิต/กองทุนน้ำมัน = 3.43 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายส่ง = 21.93 บาทต่อกิโลกรัม = 707 เหรียญสหรัฐต่อตัน
+กำไรและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกประมาณ = 4.44 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายปลีก = 26.37 บาทต่อกิโลกรัม = 851 เหรียญสหรัฐต่อตัน
โดยการเฉลี่ยราคาในประเทศและราคานำเข้าที่สัดส่วน 60:40 ราคาขายปลีก LPG ในประเทศจะปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 18.13 บาท เป็น 26.37 บาทต่อกิโลกรัม (โดยอ้างอิงราคานำเข้าก๊าซ LPG ที่ 992 เหรียญสหรัฐต่อตัน) หรือปรับเพิ่มขึ้น 8.24 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะเป็นราคาเดียวกันทั้งภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลอาจใช้วิธีค่อยๆ ปรับขึ้นทุกไตรมาสๆ ละ 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ปรับตัว ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบผู้มีรายได้น้อยในภาคครัวเรือนด้วยคูปองหรือเงินช่วยเหลือค่าครองชีพรายเดือนให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำก็ทำได้
และถ้ารัฐบาลไม่ต้องการให้ราคาก๊าซ LPG ขึ้นราคามากถึง 8 บาทต่อกิโลกรัม รัฐบาลก็ยังมีทางเลือกโดยการลดภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันลง ซึ่งจะมีผลให้ลดราคาก๊าซ LPG ลงไปได้อีก 2-3 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นราคาขายปลีกก๊าซ LPG ก็จะขึ้นไปไม่เกิน 5 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาระกับประชาชนมากจนเกินไป และยังจะเป็นการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG อย่างถาวร โดยไม่ต้องแยกออกเป็น 2-3 ตลาดอย่างที่ทำกันอยู่ทกวันนี้ ซึ่งยากต่อการควบคุม และไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ
การปรับราคา LPG ทั้งกระดานแบบนี้ นอกจากจะเป็นการปรับโครงสร้างราคาอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นการลอยตัวราคาก๊าซ LPG ให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง เพราะถ้าราคา LPG ในตลาดโลกปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ก็จะส่งผลถึงราคาขายปลีก LPG ในประเทศให้ปรับตัวขึ้นลงตามไปด้วย (โดยอาจกำหนดให้มีการปรับราคาอ้างอิงการนำเข้าทุกเดือนก็ได้) ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างราคา LPG ที่มีมาอย่างยืดเยื้อยาวนานในครั้งเดียว
ไหนๆ จะทำทั้งทีแล้วยอมโดนด่าทีเดียว ทำให้ถูกต้องไปเลยดีกว่าครับ !!!
มนูญ ศิริวรรณ
::การปรับโครงสร้างราคา LPG: ถึงเวลาต้องทำให้ถูกต้องทั้งระบบ สงวนลิขสิทธิ์ © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555
สถานการณ์การนำเข้าก๊าซ LPG ของไทยเลวร้ายลงเรื่อยๆ ครับ
ล่าสุดเราต้องนำเข้า LPG สูงถึง 170,000 ตัน/เดือน ราคานำเข้าล่าสุดอยู่ที่ 1,270 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่เราตรึงราคาขายส่งหน้าโรงแยกก๊าซอยู่ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน เท่ากับรัฐต้องใช้เงินกองทุนน้ำมัน (ซึ่งก็คือเงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันนั่นเอง) ไปอุดหนุนถึง 937 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ 29 บาท/ก.ก.
ถึงแม้เราจะเริ่มมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในภาคอุตสาหกรรมและขนส่งกันไปบ้างแล้ว โดยมีการปรับราคาขายในสองภาคนี้ขึ้นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป
แต่ผมก็ยังเห็นว่าโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ยังคงมีการบิดเบือนและยังไม่ได้ทำให้ถูกต้องทั้งระบบ อีกทั้งยังจะสร้างความสับสนและยุ่งยากให้กับการบริหารราคาก๊าซ LPG ที่ขายให้กับภาคส่วนต่างๆมากขึ้น เพราะตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นมา เรามีราคาขายก๊าซ LPG ถึง 3 ราคา แยกตามแต่ละตลาด คือ
1. ตลาดอุตสาหกรรมที่ได้มีการขึ้นราคาไปแล้ว 9 บาท/ก.ก.และต้องขึ้นในเดือนเมษายนนี้อีก 3 บาท/ก.ก. ตามมติเดิมของกพช.ที่ให้มีการขึ้นราคาก๊าซ LPG ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง 12 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้ราคาขาย LPG ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 972 เหรียญสหรัฐต่อตัน
2. ตลาดขนส่งซึ่งจะมีการปรับราคาทุกเดือนๆละ 75 ส.ต./ก.ก.เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งสิ้น 9 บาท/ก.ก. ซึ่งจะทำให้ราคาก๊าซ LPG ภาคขนส่ง ขึ้นไปอยู่ที่ระดับราคาสูงสุดที่ 27.13 บาท/ก.ก. หรือประมาณ 875 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเสียก่อน)
3. ตลาดครัวเรือนซึ่งจะยืนราคาปัจจุบันที่ 18.13 บาท/ก.ก. หรือประมาณ 585 เหรียญสหรัฐต่อตัน ไปจนถึงสิ้นปี 2555
ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมจะต้องเป็นผู้รับภาระใช้ก๊าซ LPG ในราคาแพงที่สุด โดยอาจจะแพงกว่าราคาในตลาดโลกในบางช่วงเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งจะกระทบกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยที่ยังจำเป็นต้องใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิง
เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในบ้านเราว่าเป็นอย่างไร โดยเทียบเคียงราคาในประเทศกับราคานำเข้าก๊าซ LPG ในตลาดโลก ผมขอนำเสนอโครงสร้างราคาก๊าซ LPG เพื่อความชัดเจนทั้งราคาเป็นบาทต่อกิโลกรัม และแปลงเป็นเงินเหรียญสหรัฐต่อตันดังต่อไปนี้
| บาทต่อกิโลกรัม | เหรียญสหรัฐต่อตัน | |
| ราคาหน้าโรงแยกก๊าซ ราคาอ้างอิงในการตั้งราคาก๊าซ LPG ในประเทศ = ราคาหน้าโรงแยกก๊าซ + ภาษีสรรพสามิต+ภาษีเทศบาล+เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน = 10.26 บาท/ก.ก. + (2.17+0.22+1.04 = 3.43 บาท/ก.ก.) | 10.26 | 333.00 |
| ราคาขายส่ง | 13.69 | 442.00 |
| ราคาขายปลีก (ราคาควบคุม) | 18.13 | 585.00 |
| ราคานำเข้า (เม.ย. 2555) | 30.75 | 992.00 |
| ราคาขายภาคอุตสาหกรรม (มี.ค. 2555) | 30.13 | 972.00 |
| ราคาขายภาคขนส่ง (เมื่อปรับราคาเต็มที่) | 27.13 | 875.00 |
ตามตารางข้างต้นจะเห็นว่าเมื่อปรับโครงสร้างราคาเต็มที่ ผู้ที่ต้องแบกรับภาระจ่ายค่าก๊าซ LPG ในราคาแพงใกล้เคียงกับราคานำเข้า คือภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ในขณะที่ราคาขายก็แยกออกเป็นหลายราคาตามตลาดและตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะสร้างความสับสนและยุ่งยากในการบริหารเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ปัญหาการลักลอบถ่ายเทก๊าซจากตลาดหนึ่งไปสู่อีกตลาดหนึ่ง และการลักลอบส่งออกก๊าซทางชายแดนได้อีกด้วย
ดังนั้นถ้าเราปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ในประเทศเสียใหม่ โดยยึดเอาราคาเฉลี่ยตามแหล่งที่มาของก๊าซ LPG ซึ่งปัจจุบันผลิตจากโรงแยกก๊าซ 50% และผลิตจากโรงกลั่นน้ำมัน (กลั่นมาจากน้ำมันดิบซึ่งต้องนำเข้า) และนำเข้าในรูปก๊าซ LPG สำเร็จรูปรวมกันอีก 50% โดยนำเอาราคาหน้าโรงแยกก๊าซ (333 เหรียญสหรัฐต่อตัน) เป็นฐาน 60% และเอาราคานำเข้าเป็นฐานอีก 40% (ที่ใช้เพียง 40% เพราะราคาก๊าซ LPG ที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมันจะถูกกว่าราคานำเข้าเพราะไม่ต้องเสียค่าขนส่ง) มาหารเฉลี่ยกัน เราก็จะได้ราคา LPG ที่จะเป็นต้นทุนจริงๆ ดังนี้
ราคาก๊าซ LPG ตามต้นทุนเฉลี่ย 60:40 = 18.50 บาทต่อกิโลกรัม = 597 เหรียญสหรัฐต่อตัน
+ภาษีสรรพสามิต/กองทุนน้ำมัน = 3.43 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายส่ง = 21.93 บาทต่อกิโลกรัม = 707 เหรียญสหรัฐต่อตัน
+กำไรและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกประมาณ = 4.44 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายปลีก = 26.37 บาทต่อกิโลกรัม = 851 เหรียญสหรัฐต่อตัน
โดยการเฉลี่ยราคาในประเทศและราคานำเข้าที่สัดส่วน 60:40 ราคาขายปลีก LPG ในประเทศจะปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 18.13 บาท เป็น 26.37 บาทต่อกิโลกรัม (โดยอ้างอิงราคานำเข้าก๊าซ LPG ที่ 992 เหรียญสหรัฐต่อตัน) หรือปรับเพิ่มขึ้น 8.24 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะเป็นราคาเดียวกันทั้งภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลอาจใช้วิธีค่อยๆ ปรับขึ้นทุกไตรมาสๆ ละ 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ปรับตัว ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบผู้มีรายได้น้อยในภาคครัวเรือนด้วยคูปองหรือเงินช่วยเหลือค่าครองชีพรายเดือนให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำก็ทำได้
และถ้ารัฐบาลไม่ต้องการให้ราคาก๊าซ LPG ขึ้นราคามากถึง 8 บาทต่อกิโลกรัม รัฐบาลก็ยังมีทางเลือกโดยการลดภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันลง ซึ่งจะมีผลให้ลดราคาก๊าซ LPG ลงไปได้อีก 2-3 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นราคาขายปลีกก๊าซ LPG ก็จะขึ้นไปไม่เกิน 5 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาระกับประชาชนมากจนเกินไป และยังจะเป็นการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ LPG อย่างถาวร โดยไม่ต้องแยกออกเป็น 2-3 ตลาดอย่างที่ทำกันอยู่ทกวันนี้ ซึ่งยากต่อการควบคุม และไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ
การปรับราคา LPG ทั้งกระดานแบบนี้ นอกจากจะเป็นการปรับโครงสร้างราคาอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นการลอยตัวราคาก๊าซ LPG ให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง เพราะถ้าราคา LPG ในตลาดโลกปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ก็จะส่งผลถึงราคาขายปลีก LPG ในประเทศให้ปรับตัวขึ้นลงตามไปด้วย (โดยอาจกำหนดให้มีการปรับราคาอ้างอิงการนำเข้าทุกเดือนก็ได้) ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างราคา LPG ที่มีมาอย่างยืดเยื้อยาวนานในครั้งเดียว
ไหนๆ จะทำทั้งทีแล้วยอมโดนด่าทีเดียว ทำให้ถูกต้องไปเลยดีกว่าครับ !!!
มนูญ ศิริวรรณ
::การปรับโครงสร้างราคา LPG: ถึงเวลาต้องทำให้ถูกต้องทั้งระบบ สงวนลิขสิทธิ์ © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555
จบเอกฟันเงินเดือนเฉียดแสน ทิ้งห่างตรีได้ไม่ถึง 2 หมื่น
ธปท.เปิดเรตค่าจ้างคนไทยปี 54 ห่างกันราวฟ้ากับดิน แรงงานไร้การศึกษาได้แค่ 4 พันกว่าบาทต่อเดือน ปริญญาเอก ทิ้งห่างฟันเดือนละ 8 หมื่นกว่าบาท โท 3 หมื่นกว่าบาท ส่วนตรีไม่ถึง 2 หมื่น ขณะที่คนจบอาชีวะได้ค่าจ้างแซงหน้าสายสามัญหมื่นต้นๆ...
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ได้รายงานตัวเลขค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยเฉลี่ย สิ้นปี 2554 ที่ผ่านมา แยกตามการศึกษาและสาขาอาชีพ โดยแยกค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยตั้งแต่ไม่มีการศึกษา จนถึงปริญญาตรีเฉลี่ยทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ พบว่า ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานที่ไม่มีการศึกษา ณ สิ้นปี 2554 อยู่ที่ 4,789.17 ต่อเดือน
ขณะที่แรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยสูงขึ้นเป็น 5,734 บาทต่อเดือน สำหรับแรงงานที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีค้าจ้างเฉลี่ยรายเดือนอยู่ที่ 6,089.98 บาท ส่วนแรงงานที่มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าได้ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 6,972.18 บาทต่อเดือน
ด้านค่าจ้างของแรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลายนั้น จะแยกเป็น 3 ประเภท โดยค่าจ้างแรงงานของผู้จบมัธยมปลายสายอาชีวะ จะมีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่อเดือนสูงที่สุดที่ 12,500.59 บาท ส่วนแรงงงานที่จบมัธยมปลายสายสามัญจะมีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่ำที่สุด 7,863.45 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในสายวิชาการศึกษา ซึ่งหมายถึงด้านวิเคราะห์ วิจัย วางแผนพัฒนา เทคโนโลยีในการศึกษา จะมีค่าจ่างแรงงานเฉลี่ยต่อเดือนที่ 7,960.42 บาท
สำหรับแรงงานระดับอนุปริญญา มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยรวมทุกประเภทอยู่ที่ 11,209.59 บาทต่อเดือน โดยค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของผู้จบสายสามัญ มีรายได้เฉลี่ยสูงอยู่ที่ 13,647.59 บาทต่อเดือน สายอาชีวศึกษากลายเป็นสายที่ได้ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 11,054.49 บาทต่อเดือน ขณะที่สายวิชาการการศึกษามีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 11,443.89 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจถึงค่าจ้างแรงงานระดับปริญญาตรีพบว่า แรงงานในระดับปริญญาตรีสิ้นปี 2554 มีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 18,210.34 บาท แยกเป็น สายวิชาการ มีค่าจ้างเฉลี่ย 17,882.10 บาทต่อเดือน สายวิชาชีพ มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือน 17,032.20 บาท โดยในระดับปริญญาตรีนั้น สายวิชาการการศึกษาขึ้นมาเป็นสายที่มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 22,796.45 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยระหว่างผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี จะเห็นการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยแบบก้าวกระโดด โดยจากค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในปี 2554 ของแรงงานระดับปริญญาตรีที่ 18,843.53 บาทต่อเดือน เมื่อขึ้นมาเป็นแรงงานระดับปริญาโทจะมีค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 33,881.35 บาทต่อเดือน และหากเป็นแรงงานระดับปริญญาเอก ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนจะขึ้นไปที่ 80,288.83 บาทต่อเดือน
ส่วนการสำรวจค่าจ้างแรงงาน จำแนกตามอาชีพ ทุกระดับการศึกษานั้น อาชีพผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส และเอกชนระดับผู้จัดการ มีค่าจ้างแรงงานสูงที่สุดเฉลี่ยที่ 26,360.33 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่างๆ มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย 21,984.92 บาทต่อเดือน ช่างเทคนิคสาขาต่างๆ และผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องมีค่าจ้างเฉลี่ยที่ 16,264.77 บาทต่อเดือน
สำหรับเสมียนมีค่าจ้างเฉลี่ย 12,532.73 บาทต่อเดือน พนักงานบริการและพนักงานขายในร้านค้าและตลาดสด มีค่าจ้างเฉลี่ย 8,806.28 บาทต่อเดือน ผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจด้านความสามารถทางฝีมือและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง มีค่าจ้างเฉลี่ย 7,502.91 บาทต่อเดือน ผู้ปฏิบัติการเครื่องจักรโรงงาน และเครื่องจักร รวมทั้งการประกอบมีค้าจ้างเฉลี่ย 7,504.97 บาทต่อเดือน อาชีพขั้นพื้นฐาน 5,038.08 บาทต่อเดือน และอาชีพอื่นๆ 13,388.81 บาทต่อเดือน
:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2555
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ได้รายงานตัวเลขค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยเฉลี่ย สิ้นปี 2554 ที่ผ่านมา แยกตามการศึกษาและสาขาอาชีพ โดยแยกค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยตั้งแต่ไม่มีการศึกษา จนถึงปริญญาตรีเฉลี่ยทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ พบว่า ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานที่ไม่มีการศึกษา ณ สิ้นปี 2554 อยู่ที่ 4,789.17 ต่อเดือน
ขณะที่แรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยสูงขึ้นเป็น 5,734 บาทต่อเดือน สำหรับแรงงานที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีค้าจ้างเฉลี่ยรายเดือนอยู่ที่ 6,089.98 บาท ส่วนแรงงานที่มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าได้ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 6,972.18 บาทต่อเดือน
ด้านค่าจ้างของแรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลายนั้น จะแยกเป็น 3 ประเภท โดยค่าจ้างแรงงานของผู้จบมัธยมปลายสายอาชีวะ จะมีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่อเดือนสูงที่สุดที่ 12,500.59 บาท ส่วนแรงงงานที่จบมัธยมปลายสายสามัญจะมีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่ำที่สุด 7,863.45 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในสายวิชาการศึกษา ซึ่งหมายถึงด้านวิเคราะห์ วิจัย วางแผนพัฒนา เทคโนโลยีในการศึกษา จะมีค่าจ่างแรงงานเฉลี่ยต่อเดือนที่ 7,960.42 บาท
สำหรับแรงงานระดับอนุปริญญา มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยรวมทุกประเภทอยู่ที่ 11,209.59 บาทต่อเดือน โดยค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของผู้จบสายสามัญ มีรายได้เฉลี่ยสูงอยู่ที่ 13,647.59 บาทต่อเดือน สายอาชีวศึกษากลายเป็นสายที่ได้ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 11,054.49 บาทต่อเดือน ขณะที่สายวิชาการการศึกษามีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 11,443.89 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจถึงค่าจ้างแรงงานระดับปริญญาตรีพบว่า แรงงานในระดับปริญญาตรีสิ้นปี 2554 มีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 18,210.34 บาท แยกเป็น สายวิชาการ มีค่าจ้างเฉลี่ย 17,882.10 บาทต่อเดือน สายวิชาชีพ มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือน 17,032.20 บาท โดยในระดับปริญญาตรีนั้น สายวิชาการการศึกษาขึ้นมาเป็นสายที่มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 22,796.45 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยระหว่างผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี จะเห็นการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยแบบก้าวกระโดด โดยจากค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในปี 2554 ของแรงงานระดับปริญญาตรีที่ 18,843.53 บาทต่อเดือน เมื่อขึ้นมาเป็นแรงงานระดับปริญาโทจะมีค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 33,881.35 บาทต่อเดือน และหากเป็นแรงงานระดับปริญญาเอก ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนจะขึ้นไปที่ 80,288.83 บาทต่อเดือน
ส่วนการสำรวจค่าจ้างแรงงาน จำแนกตามอาชีพ ทุกระดับการศึกษานั้น อาชีพผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส และเอกชนระดับผู้จัดการ มีค่าจ้างแรงงานสูงที่สุดเฉลี่ยที่ 26,360.33 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่างๆ มีค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย 21,984.92 บาทต่อเดือน ช่างเทคนิคสาขาต่างๆ และผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องมีค่าจ้างเฉลี่ยที่ 16,264.77 บาทต่อเดือน
สำหรับเสมียนมีค่าจ้างเฉลี่ย 12,532.73 บาทต่อเดือน พนักงานบริการและพนักงานขายในร้านค้าและตลาดสด มีค่าจ้างเฉลี่ย 8,806.28 บาทต่อเดือน ผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจด้านความสามารถทางฝีมือและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง มีค่าจ้างเฉลี่ย 7,502.91 บาทต่อเดือน ผู้ปฏิบัติการเครื่องจักรโรงงาน และเครื่องจักร รวมทั้งการประกอบมีค้าจ้างเฉลี่ย 7,504.97 บาทต่อเดือน อาชีพขั้นพื้นฐาน 5,038.08 บาทต่อเดือน และอาชีพอื่นๆ 13,388.81 บาทต่อเดือน
:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2555
Tuesday, April 3, 2012
สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้ สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างประหยัด ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน
วันนี้(3 เม.ย.) นางจิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากรในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรแจ้งยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ บุคคลธรรมดา ที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) – (8) บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทวัสดุอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะและวัสดุ อุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่ใช้กับยานพาหนะ ไม่เกิน 25%ของค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่เคยผ่านการใช้งานซึ่งได้ซื้อมาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 54-31 ธ.ค. 55 นี้ โดยได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ว่าเป็นวัสดุอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานภายในวันที่ 31 ธ.ค. 55 นอกจากนี้ ต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน
“การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งมาตรการของกรมสรรพากรที่สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบฯ ตามที่กฎหมายกำหนดและหากมีข้อสงสัยสอบถามที่หมายเลข 1161 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 18.00 น. ทุกวันทำการหรือศึกษาข้อมูลที่ www.rd.go.th”
:: สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555 เวลา 15:23 น.
วันนี้(3 เม.ย.) นางจิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากรในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรแจ้งยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ บุคคลธรรมดา ที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) – (8) บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทวัสดุอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะและวัสดุ อุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่ใช้กับยานพาหนะ ไม่เกิน 25%ของค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่เคยผ่านการใช้งานซึ่งได้ซื้อมาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 54-31 ธ.ค. 55 นี้ โดยได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ว่าเป็นวัสดุอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานภายในวันที่ 31 ธ.ค. 55 นอกจากนี้ ต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน
“การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งมาตรการของกรมสรรพากรที่สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบฯ ตามที่กฎหมายกำหนดและหากมีข้อสงสัยสอบถามที่หมายเลข 1161 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 18.00 น. ทุกวันทำการหรือศึกษาข้อมูลที่ www.rd.go.th”
:: สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555 เวลา 15:23 น.
Tuesday, December 27, 2011
โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจปี 55 หลังวิกฤติน้ำท่วม
หลายฝ่ายต่างประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าว่า จะเดินหน้าอย่างไร? หลังประเทศไทยเจอผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติอุทกภัยครั้งร้ายแรง มูลค่าความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะกระทบต่อจีดีพี และยิ่งภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหนี้ยุโรป แน่นอนประเทศไทยจะหวังรายได้ส่วนนี้ประมาณ 70% อย่างในอดีตคงไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องหามาตรการอื่นเข้ามาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ...
แต่ด้วยปัจจัยลบที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย แต่ด้วยการลงทุนภาครัฐในปี 2555 ในหลายโครงการเพื่อฟื้นฟู เยียวยา และป้องกันการเกิดน้ำท่วมซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่น่าจับตา กับประสิทธิผลในการกระตุ้นการใช้สอยในประเทศ และในส่วนเงินชดเชยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งจะนำมาซ่อมแซมบ้านเรือน ซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วม การนำเงินสะสมมาซ่อมแซมบ้านเรือน หรือภาคอุตสาหกรรมนำเงินมาฟื้นฟูโรงงาน ย้ายโรงงานหนีน้ำท่วม ก็เป็นสิ่งที่ควรจับตาในปีหน้า เพราะฉะนั้นเรื่องของอุปสงค์ในส่วนของสินค้าฟุ่มเฟือย จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องคิดพิจารณา เมื่ออุปทานอาจจะลดลงจากการรัดเข็มขัด เพราะต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนแทน ?
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2555 จะเป็นอย่างไร ในมุมมองของรองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งได้นำปัจจัยที่ผ่านมานำมาพิจารณา โดยเฉพาะปลายปี 2554 เมื่อเศรษฐกิจไทยถูกโจมตีจากมหาอุทกภัยอย่างหนัก สร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจอย่างมหาศาล โดยมองว่า ได้ฉุดจีดีพีของประเทศเหลือไม่ถึง 2% ตามที่สำนักต่างๆ คาดการณ์กัน ดังนั้นต้นปี 2555 ถือเป็นช่วงของการฟื้นฟูประเทศ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะโตประมาณ 4.8 % ซึ่งข้อเท็จจริงตัวเลขจะเป็นอย่างไร ต้องดูจากปัจจัยต่างๆ ที่เป็นตัวแปรสำคัญเป็นองค์ประกอบ ตั้งแต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล แนวโน้มการบริโภคของประชาชน การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เพราะที่ผ่านมา การบริโภคของประชาชนมีความสำคัญมากถึง 55% ในการกระตุ้นจีดีพีของประเทศ
นอกจากนี้ ในปีหน้าประชาชนส่วนใหญ่ต้องซ่อมบ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โดยประเมินจากความเสียหายจากน้ำท่วม มีประมาณ 600,000-700,000 เครื่อง คาดว่าจะมีการจับใช้จ่ายสอยในส่วนนี้มากขึ้น ส่วนการลงทุนของภาคเอกชน (Investment) ถือเป็นตัวแปรที่สำคัญในปีหน้า ซึ่งน่าจะมีการลงทุนใหม่เพิ่มขึ้น เพราะจะมีการฟื้นฟูโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และที่มากกว่านั้น บางโรงงานจะย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่นของประเทศ เพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นจึงต้องมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง
สำหรับตัวแปรที่เชื่อว่ามีบทบาทมากที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งปกติจะมีน้ำหนักประมาณ 14-15% แต่ในปีหน้านี้ จะมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะงบประมาณส่วนหนึ่งต้องนำมาจ่ายในเรื่องการให้เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม ครัวเรือนละ 5,000-10,000 บาท และการซ่อมแซมกิจการสาธารณูปโภคที่ถูกกระทบจากภัยธรรมชาติดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการลงทุนป้องกันไม่ให้เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นอีกในปีหน้า หากเกิดขึ้นก็ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้การลงทุนในส่วนของภาครัฐมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับตัวแปรที่น่าเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจในปีหน้า คือ เรื่องของการส่งออก ซึ่งในปีนี้เติบโตประมาณ 15-16% แต่ในปีหน้ามีความเป็นไปได้สูงว่า ตัวเลขจะปรับลดลงมาเหลือเพียงหลักเดียวเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เพราะทั้งยุโรปและอเมริกาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่มากของเอเชีย ประเทศไทยจะส่งออกสินค้าไปขายในจีน ญี่ปุ่นได้ในจำนวนมากก็ต่อเมื่อประเทศเหล่านี้มีการส่งออกไปยุโรป อเมริกาในปริมาณที่สูง ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหาก็ทำให้การส่งออกของประเทศแถบเอเชียชะลอตัวลง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2554 เพราะตัวเลขเริ่มติดลบ อันเป็นผลจากห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในจีนลดลง การส่งออกในจีนชะลอตัวลง ในขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน
"ด้วยเหตุนี้ พลังของการส่งออก ซึ่งในอดีตช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากถึง 70% ของจีดีพี ก็อาจจะลดลงไปอย่างมาก ยิ่งในปีหน้านี้ เศรษฐกิจในโซนอเมริกาและยุโรปยังคงตกต่ำต่อเนื่อง อเมริกาจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ ในยุโรปก็ไม่แตกต่างกัน มีการเลือกตั้งในหลายแห่ง ทั้ง รัสเซีย กรีก อิตาลี เมื่อสถานการเป็นเช่นนี้ รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องหาวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนกับที่โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้อัตราการว่างงานในประเทศลดลง โดยใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) อัดฉีดเงินออกมา ซึ่งตอนนี้มีตั้งแต่ QE1 QE2 และ QE3"
เช่นเดียวกับยุโรป ได้ใช้วิธีการเดียวกับสหรัฐอเมริกา ในการเพิ่มปริมาณเงิน พิมพ์แบงก์ออกมาเพื่อทำให้สถานการณ์ต่างๆ นิ่ง ทำให้มีเงินออกมาหมุนเวียนในวงจรเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และเงินจำนวนมากก็ไหลเข้ามาในแถบเอเชีย เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเอเชียเวลานี้ดีกว่าที่อื่นๆ เงินเหล่านี้ไปดันให้ตลาดเงิน ตลาดทุนมีการขยายตัวมากขึ้น เช่น ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ซึ่งก็มีส่วนช่วยกระตุ้นจีดีพีของประเทศให้กระเตื้องมากขึ้น"
อย่างไรก็ตาม เมื่อหุ้นขยายตัว ผู้ประกอบการสามารถจะระดมทุนเพื่อนำมาขยายการลงทุนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของเงินลงทุน และยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ที่มาลงทุนในตลาดหุ้นไปพร้อมๆ กันด้วย ทำให้คนเหล่านี้มีพลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น การจัดเก็บภาษีของภาครัฐก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนั้นยังมีตัวแปรที่สำคัญ ที่ส่งผลให้การผลิตชะลอตัว จากการที่คนส่วนหนึ่งของประเทศรัดเข็มขัด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เงินส่วนหนึ่งนำใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้านเรือน ดังนั้นทำให้ในส่วนของการจับจ่ายซื้อสินค้าอย่างอื่นอาจจะลดลง เช่น เสื้อผ้า สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ด้านผู้ประกอบการ ส่วนหนึ่งอาจจะมีการลงทุนใหม่ทันที แต่อีกด้านหนึ่ง อาจจะชะลอรอดูแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลก่อนว่าเป็นอย่างไร เพื่อวางแผนลงทุนในทิศทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
จากการประมวลสถานการณ์ทั้งหมด ดูปัจจัยบวกและลบต่างๆ จึงคาดว่า จีดีพีของประเทศในปี 2555 จะปรับขึ้นจากปี 2554 เป็น 4-5% เพราะตัวแปรหลายตัวที่คาดว่า จะเลวร้ายในแง่ของเศรษฐกิจโลกบางทีอาจจะไม่รุนแรง เพราะสหรัฐฯและยุโรปกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ แต่สิ่งที่น่าห่วงในปีหน้าเป็นเรื่องของปัญหาแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีแนวโน้มจะกลับบ้านสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแรงงานพม่า เนื่องจากวันนี้พม่าเริ่มตั้งหลักได้แล้ว กลายเป็นประเทศเนื้อหอม ทุนต่างชาติจำนวนมากไหลเข้าไปในลงทุนในประเทศพม่าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รัฐบาลพม่าได้ปรับมาตรการต่างๆ เพื่อจูงใจให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าได้คล่องตัวมากขึ้น
ดังนั้นเมื่อมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ความต้องการแรงงานจะเพิ่มสูงขึ้น แรงงานพม่าที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทย เช่น ในโรงงานแปรรูปอาหาร สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือธุรกิจบริการอื่นๆ ซึ่งเป็นแรงงานฝีมือที่พม่าต้องการ ดังนั้นแรงงานพม่าจึงมีแนวโน้มที่จะกลับไปทำงานในประเทศตัวเองมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแรงงานพม่าเท่านั้นที่จะกลับบ้าน แต่แรงงานที่มาจากเวียดนาม เขมร ลาว ต่างมีแนวโน้มกลับประเทศของตนเช่นกัน เพราะวันนี้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
"สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายของนักธุรกิจไทยที่จะต้องเตรียมรับมือในอนาคตอันใกล้ เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนจากเศรษฐกิจการผลิต(Production based economy) เป็นเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการ (Service based economy) เช่น การค้าปลีก โลจิสติกส์ เฮลท์แคร์ ฯลฯ ความต้องการแรงงานภาคบริการย่อมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ถ้าผู้ประกอบการไม่สามารถรักษาแรงงานของตนเองไว้ได้ ธุรกิจของไทยก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่า ค่าแรงควรจะเป็น 300 บาทหรือเท่าไร เพราะไม่มีประโยชน์ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการจะดูแลแรงงานเหล่านี้อย่างไร ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น"
ที่มา: โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจปี 55 หลังวิกฤติน้ำท่วม ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554
แต่ด้วยปัจจัยลบที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย แต่ด้วยการลงทุนภาครัฐในปี 2555 ในหลายโครงการเพื่อฟื้นฟู เยียวยา และป้องกันการเกิดน้ำท่วมซ้ำ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่น่าจับตา กับประสิทธิผลในการกระตุ้นการใช้สอยในประเทศ และในส่วนเงินชดเชยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งจะนำมาซ่อมแซมบ้านเรือน ซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วม การนำเงินสะสมมาซ่อมแซมบ้านเรือน หรือภาคอุตสาหกรรมนำเงินมาฟื้นฟูโรงงาน ย้ายโรงงานหนีน้ำท่วม ก็เป็นสิ่งที่ควรจับตาในปีหน้า เพราะฉะนั้นเรื่องของอุปสงค์ในส่วนของสินค้าฟุ่มเฟือย จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องคิดพิจารณา เมื่ออุปทานอาจจะลดลงจากการรัดเข็มขัด เพราะต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนแทน ?
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2555 จะเป็นอย่างไร ในมุมมองของรองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งได้นำปัจจัยที่ผ่านมานำมาพิจารณา โดยเฉพาะปลายปี 2554 เมื่อเศรษฐกิจไทยถูกโจมตีจากมหาอุทกภัยอย่างหนัก สร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจอย่างมหาศาล โดยมองว่า ได้ฉุดจีดีพีของประเทศเหลือไม่ถึง 2% ตามที่สำนักต่างๆ คาดการณ์กัน ดังนั้นต้นปี 2555 ถือเป็นช่วงของการฟื้นฟูประเทศ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะโตประมาณ 4.8 % ซึ่งข้อเท็จจริงตัวเลขจะเป็นอย่างไร ต้องดูจากปัจจัยต่างๆ ที่เป็นตัวแปรสำคัญเป็นองค์ประกอบ ตั้งแต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล แนวโน้มการบริโภคของประชาชน การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เพราะที่ผ่านมา การบริโภคของประชาชนมีความสำคัญมากถึง 55% ในการกระตุ้นจีดีพีของประเทศ
นอกจากนี้ ในปีหน้าประชาชนส่วนใหญ่ต้องซ่อมบ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โดยประเมินจากความเสียหายจากน้ำท่วม มีประมาณ 600,000-700,000 เครื่อง คาดว่าจะมีการจับใช้จ่ายสอยในส่วนนี้มากขึ้น ส่วนการลงทุนของภาคเอกชน (Investment) ถือเป็นตัวแปรที่สำคัญในปีหน้า ซึ่งน่าจะมีการลงทุนใหม่เพิ่มขึ้น เพราะจะมีการฟื้นฟูโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และที่มากกว่านั้น บางโรงงานจะย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่นของประเทศ เพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นจึงต้องมีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง
สำหรับตัวแปรที่เชื่อว่ามีบทบาทมากที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งปกติจะมีน้ำหนักประมาณ 14-15% แต่ในปีหน้านี้ จะมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะงบประมาณส่วนหนึ่งต้องนำมาจ่ายในเรื่องการให้เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม ครัวเรือนละ 5,000-10,000 บาท และการซ่อมแซมกิจการสาธารณูปโภคที่ถูกกระทบจากภัยธรรมชาติดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการลงทุนป้องกันไม่ให้เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นอีกในปีหน้า หากเกิดขึ้นก็ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้การลงทุนในส่วนของภาครัฐมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับตัวแปรที่น่าเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจในปีหน้า คือ เรื่องของการส่งออก ซึ่งในปีนี้เติบโตประมาณ 15-16% แต่ในปีหน้ามีความเป็นไปได้สูงว่า ตัวเลขจะปรับลดลงมาเหลือเพียงหลักเดียวเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เพราะทั้งยุโรปและอเมริกาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่มากของเอเชีย ประเทศไทยจะส่งออกสินค้าไปขายในจีน ญี่ปุ่นได้ในจำนวนมากก็ต่อเมื่อประเทศเหล่านี้มีการส่งออกไปยุโรป อเมริกาในปริมาณที่สูง ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหาก็ทำให้การส่งออกของประเทศแถบเอเชียชะลอตัวลง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2554 เพราะตัวเลขเริ่มติดลบ อันเป็นผลจากห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในจีนลดลง การส่งออกในจีนชะลอตัวลง ในขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน
"ด้วยเหตุนี้ พลังของการส่งออก ซึ่งในอดีตช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากถึง 70% ของจีดีพี ก็อาจจะลดลงไปอย่างมาก ยิ่งในปีหน้านี้ เศรษฐกิจในโซนอเมริกาและยุโรปยังคงตกต่ำต่อเนื่อง อเมริกาจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ ในยุโรปก็ไม่แตกต่างกัน มีการเลือกตั้งในหลายแห่ง ทั้ง รัสเซีย กรีก อิตาลี เมื่อสถานการเป็นเช่นนี้ รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องหาวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนกับที่โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้อัตราการว่างงานในประเทศลดลง โดยใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) อัดฉีดเงินออกมา ซึ่งตอนนี้มีตั้งแต่ QE1 QE2 และ QE3"
เช่นเดียวกับยุโรป ได้ใช้วิธีการเดียวกับสหรัฐอเมริกา ในการเพิ่มปริมาณเงิน พิมพ์แบงก์ออกมาเพื่อทำให้สถานการณ์ต่างๆ นิ่ง ทำให้มีเงินออกมาหมุนเวียนในวงจรเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และเงินจำนวนมากก็ไหลเข้ามาในแถบเอเชีย เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเอเชียเวลานี้ดีกว่าที่อื่นๆ เงินเหล่านี้ไปดันให้ตลาดเงิน ตลาดทุนมีการขยายตัวมากขึ้น เช่น ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ซึ่งก็มีส่วนช่วยกระตุ้นจีดีพีของประเทศให้กระเตื้องมากขึ้น"
อย่างไรก็ตาม เมื่อหุ้นขยายตัว ผู้ประกอบการสามารถจะระดมทุนเพื่อนำมาขยายการลงทุนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของเงินลงทุน และยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ที่มาลงทุนในตลาดหุ้นไปพร้อมๆ กันด้วย ทำให้คนเหล่านี้มีพลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น การจัดเก็บภาษีของภาครัฐก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนั้นยังมีตัวแปรที่สำคัญ ที่ส่งผลให้การผลิตชะลอตัว จากการที่คนส่วนหนึ่งของประเทศรัดเข็มขัด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เงินส่วนหนึ่งนำใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้านเรือน ดังนั้นทำให้ในส่วนของการจับจ่ายซื้อสินค้าอย่างอื่นอาจจะลดลง เช่น เสื้อผ้า สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ด้านผู้ประกอบการ ส่วนหนึ่งอาจจะมีการลงทุนใหม่ทันที แต่อีกด้านหนึ่ง อาจจะชะลอรอดูแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลก่อนว่าเป็นอย่างไร เพื่อวางแผนลงทุนในทิศทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
จากการประมวลสถานการณ์ทั้งหมด ดูปัจจัยบวกและลบต่างๆ จึงคาดว่า จีดีพีของประเทศในปี 2555 จะปรับขึ้นจากปี 2554 เป็น 4-5% เพราะตัวแปรหลายตัวที่คาดว่า จะเลวร้ายในแง่ของเศรษฐกิจโลกบางทีอาจจะไม่รุนแรง เพราะสหรัฐฯและยุโรปกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ แต่สิ่งที่น่าห่วงในปีหน้าเป็นเรื่องของปัญหาแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีแนวโน้มจะกลับบ้านสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแรงงานพม่า เนื่องจากวันนี้พม่าเริ่มตั้งหลักได้แล้ว กลายเป็นประเทศเนื้อหอม ทุนต่างชาติจำนวนมากไหลเข้าไปในลงทุนในประเทศพม่าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รัฐบาลพม่าได้ปรับมาตรการต่างๆ เพื่อจูงใจให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าได้คล่องตัวมากขึ้น
ดังนั้นเมื่อมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ความต้องการแรงงานจะเพิ่มสูงขึ้น แรงงานพม่าที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทย เช่น ในโรงงานแปรรูปอาหาร สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือธุรกิจบริการอื่นๆ ซึ่งเป็นแรงงานฝีมือที่พม่าต้องการ ดังนั้นแรงงานพม่าจึงมีแนวโน้มที่จะกลับไปทำงานในประเทศตัวเองมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแรงงานพม่าเท่านั้นที่จะกลับบ้าน แต่แรงงานที่มาจากเวียดนาม เขมร ลาว ต่างมีแนวโน้มกลับประเทศของตนเช่นกัน เพราะวันนี้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
"สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายของนักธุรกิจไทยที่จะต้องเตรียมรับมือในอนาคตอันใกล้ เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนจากเศรษฐกิจการผลิต(Production based economy) เป็นเศรษฐกิจที่อิงกับภาคบริการ (Service based economy) เช่น การค้าปลีก โลจิสติกส์ เฮลท์แคร์ ฯลฯ ความต้องการแรงงานภาคบริการย่อมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ถ้าผู้ประกอบการไม่สามารถรักษาแรงงานของตนเองไว้ได้ ธุรกิจของไทยก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่า ค่าแรงควรจะเป็น 300 บาทหรือเท่าไร เพราะไม่มีประโยชน์ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการจะดูแลแรงงานเหล่านี้อย่างไร ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น"
ที่มา: โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจปี 55 หลังวิกฤติน้ำท่วม ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554
Monday, November 21, 2011
ลูกหนี้สำลักน้ำใจแบงก์พาณิชย์ มึนเงื่อนไขมาตรการช่วยใครกันแน่!!
จะด้วยถูกบังคับหรือสมัครใจ จะด้วยความจริงใจหรือสร้างภาพ ก็ยากที่จะชี้ชัด แต่ภาพหนึ่งที่ได้เห็นกัน ในช่วงที่สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ รุกคืบเข้าสร้างความเสียหายให้กับประชาชน และภาคธุรกิจ ในช่วงที่ผ่านมานั้น คือการหยิบยื่นน้ำใจไมตรี จากบรรดาธนาคารพาณิชย์ ที่แข่งกันออกหน้าออกตา ประเคนแพ็กเกจช่วยเหลือลูกค้าทุกหมู่เหล่าทั้งรายใหญ่ รายย่อย และเอสเอ็มอี ที่ประสบภัยจากน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นการลดหนี้ พักหนี้ ยืดเวลาชำระหนี้ และอีกสารพัดวิธี ที่คิดทำกันได้
ความช่วยเหลือที่ประกาศออกมาเหล่านี้ ทำเอาบรรดาลูกหนี้ ที่ตัวชื้นจากการแช่น้ำมาหลายเดือน รู้สึกใจชื้นตามมา เพราะด้วยคิดว่า อย่างน้อยจะได้มีเวลาในการฟื้นตัว ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และน่าจะหยวน ๆ ยอม ๆ กันได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับมีปัญหาให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อนอยู่ ต้องขุ่นข้องหมองใจ และตั้งคำถามต่อความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยก่อนหน้านี้ ก็มีลูกค้าของธนาคารออมสินร้องเรียนผ่านมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคว่า ธนาคารออมสินออกโฆษณาประกาศพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยช่วยลูกค้าน้ำท่วม แต่เมื่อลูกค้าโดดเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ไปได้สักพัก กลับถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยและเบี้ยปรับย้อนหลัง ในช่วงเวลาพักชำระหนี้ ทั้งที่ผู้บริหารธนาคารอย่าง “เลอศักดิ์ จุลเทศ” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ประกาศโครม ๆ ว่าธนาคารออมสินจะพักชำระหนี้ และลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ถูกน้ำท่วม แบบไม่มีอะไรสอดไส้แน่นอน...
ทั้งนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลูกหนี้มองโลกในแง่ดีเกินไป หรือบรรดาธนาคารพาณิชย์เกิดอาการใจร้ายเกินเหตุ เพราะจากการพิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ จะพบว่า การออกแพ็กเกจการยืดหนี้นั้น กลายเป็นว่า เป็นเพียงการยืดระยะเวลาชำระเงินต้นเท่านั้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังวิ่งฉิวปกติเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
ยกตัวอย่าง กรณีสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ “ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย” ที่พักชำระหนี้ให้สูงสุด 90 วัน และ ขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้สูงสุด 12 เดือน ซึ่งดูผิวเผินแล้วเห็นว่าแบงก์ช่วยลูกหนี้ที่กำลังเดือดร้อนให้พอมีเวลาตั้งหลักกลับมาฟื้นตัวได้ แต่การกระทำกลับดูเหมือนว่า เป็นการซ้ำเติมลูกหนี้ และดึงลูกหนี้ ลงสู่ปากเหวเร็วกว่าเวลาอันควรมากกว่า เนื่องจากแพ็กเกจที่ออกมาให้ลูกหนี้ไม่ต้องผ่อนชำระเงินต้นช่วงเวลา 3 เดือน แต่เมื่อเข้าเดือนที่ 4 ปรากฏว่าบรรดาลูกหนี้กลับต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินต้นบวกกับดอกเบี้ยที่คั่งค้างให้แบงก์รวดเดียวหมดเกลี้ยง แล้วอย่างนี้จะมาป่าวประกาศว่าช่วยลูกหนี้ได้อย่างไร?
แน่นอนว่า ถ้าถามว่า สิ่งที่ธนาคารสัญชาติมาเลเซียรายนี้ ทำผิดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่ผิด เพราะที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้แต่ขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ไม่ได้ขีดเส้นกำหนดชัดเจนว่า จะต้องช่วยอย่างไร แบบไหน ดังนั้น การที่ทางแบงก์จะเลือกที่จะหยิบยื่นน้ำใจให้ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ ก็ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ก็ควรจะชัดเจนในการชี้แจงให้ลูกค้าเข้าใจ ถึงรายละเอียดต่าง ๆ อย่างชัดเจนและอย่าสร้างภาพความมีน้ำใจให้ไกลเกินจริง
หันไปดูธนาคารแห่งอื่น ๆ ก็จะพบแนวทางความช่วยเหลือที่แตกต่างกันไปเช่นกัน มากบ้างน้อยบ้างตามความใจป้ำของแต่ละแห่ง โดยในกลุ่มพี่ใหญ่ของวงการ อย่าง “ธนาคารกรุงเทพ” ผ่อนผันสินเชื่อบ้านให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ยนานสูงสุด 12 เดือน หรือปรับลดยอดการผ่อนชำระรายดือนลงสูงสุด 40% เป็นเวลา 1 ปี
สอดคล้องกับแนวทางของ “ธนาคารกสิกรไทย” ที่มีเงื่อนไขว่า ลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการสินเชื่อบ้าน ได้ปรับลดยอดผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 40% เป็นเวลา 1 ปี หรือผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ให้ลูกค้าขอพักชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน ฝั่งธนาคารทหารไทยออกมาตรการช่วยลูกค้าที่ค้างชำระค่างวดบ้านตั้งแต่ 1-30 วัน สามารถขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียว โดยไม่ต้องชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน และสามารถขยายเวลาผ่อนชำระออกไปอีก 6 เดือนหากลูกค้ายังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเนื่อง
แต่ที่ถือว่าป๋าสุด ๆ เห็นจะเป็นแบงก์ลูกครึ่งอย่าง “กรุงศรีอยุธยา” ที่พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือนให้กับลูกค้าสินเชื่อบ้าน และเพิ่มมาตรการผ่อนชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว นานสูงสุด 6 เดือน หรือลดค่างวดให้เป็นนานสูงสุดถึง 9 เดือน ถ้าลูกค้ารายนั้นได้รับผลกระทบที่รุนแรง
นอกเหนือจากความช่วยเหลือในเรื่องสินเชื่อ ที่เป็นปัญหากันแล้ว การทวงถามหนี้บัตรเครดิต ก็เป็นอีกประเด็นที่ลูกหนี้ผู้ประสบภัย บ่นกันอื้ออึงเช่นกัน เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาหลายแบงก์จะมีมาตรการช่วยลูกค้า เช่น ไทยพาณิชย์พักชำระหนี้และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน ขณะที่ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยและผู้ใช้สินเชื่อเงินสด ได้รับการผ่อนผันชำระดอกเบี้ย 50% และปรับลดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำให้เป็น 0-10% และลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ได้รับการช่วยเหลือด้วยการลดยอดขั้นต่ำชำระเหลือ 0-10% และผ่อนผันการชำระดอกเบี้ยลงจากอัตราปกติ 50%
ทว่า เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นคู่ขนานไปกับความช่วยเหลือ ก็คือ เสียงการโทรฯ จิก โทรฯ ตาม โทรฯ ทวงหนี้ ที่ฝ่ากระแสน้ำมาหาลูกหนี้ แบบไม่รู้จะตอบโต้กลับไปด้วยภาษาอะไรดี ซึ่งถ้าเป็นลูกหนี้ที่ประวัติการชำระแย่จริง ๆ หรือไม่ได้ประสบภัย และมีศักยภาพที่จะจ่ายหนี้ได้ การโทรฯตามโทรฯทวง ก็เป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ตามปกติ แต่ในรายที่เป็นผู้ประสบภัย เข้าข่ายเป็นผู้อพยพนั้น ก็สมควรที่จะได้รับความผ่อนผันและเห็นใจเช่นกัน
จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารทั้งหลาย ต้องไปกำชับฝ่ายเร่งรัดหนี้สิน ให้รู้จักใช้วิจารณญาณมากขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ไม่ใช่เอะอะก็อ้างว่า “ไม่ทราบ” เพราะจ้างให้บริษัทภายนอกเป็นคนติดตามทวงหนี้ให้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวไปข้างต้น ก็ใช่ว่าจะไม่หลุดไปเข้าหูของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เสียเลย ในทางกลับกัน นายแบงก์ทั้งหลายต่างก็ทราบดี และเหมือนรู้ดีอยู่แล้ว ว่าต้องมีเรื่องร้องเรียนประมาณนี้เกิดขึ้น เห็นได้จากที่ผ่านมา ผู้บริหารของธนาคารหลายแห่ง ได้ออกโรงชี้แจงเคลียร์ทางไว้ล่วงหน้าว่า การช่วยเหลือของแบงก์แต่ละแห่ง ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของแบงก์เป็นหลัก และรายได้ของแบงก์ส่วนใหญ่เกิดจากดอกเบี้ย หากหายไปอาจกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารได้ จึงช่วยลูกค้าได้ตามกำลังที่มีอยู่เท่านั้น
ขณะเดียวกัน นอกจากการช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว แบงก์ต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ด้วยเช่นกัน แต่ละแห่งจึงต้องกำหนดเงื่อนไขที่อยู่บนความสมดุลของทุกฝ่าย และที่ผ่านมา ภาวะน้ำท่วมไม่ใช่กระทบแต่ลูกหนี้ฝ่ายเดียว เพราะสาขาของธนาคารแต่ละแห่ง ได้รับความเสียหายจนต้องปิดให้บริการเช่นกัน
อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าแบงก์ทุกแห่งจะเกิดอาการ “เขี้ยวลากดิน” กันไปเสียหมด แต่ก็มีหลายแบงก์ที่ลูกหนี้แทบไม่ต้องไปติดต่อใด ๆ แต่แบงก์จะเป็นฝ่ายติดต่อมาให้ความช่วยเหลือเอง แบบว่าเห็นใจกันอย่างแท้จริง ที่สำคัญยังสามารถตกลงปลงใจกันได้แบบไม่มีปัญหาอีกต่างหาก
จากเหตุผลที่ออกมา คงต้องบอกว่า การจะไปชี้ว่าใครถูกใครผิด คงต้องถามว่า มองจากมุมไหนและใครเป็นคนมอง แต่จากการกระทำและคำอธิบายที่ออกมาจากคนการเงินทั้งหลาย สรุปได้ว่า มาตรการช่วยเหลือของแบงก์ที่คลอดกันออกมา คงไปคาดหวังไม่ได้ ที่จะมองถึงประโยชน์ของลูกค้าเต็ม 100% เพราะถึงอย่างไรธุรกิจก็ยังคงเป็นธุรกิจ โดยมีกำไร และความอยู่รอดของธนาคารเป็นเป้าหมายหลัก
ลูกหนี้สำลักน้ำใจแบงก์พาณิชย์ มึนเงื่อนไขมาตรการช่วยใครกันแน่!!
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554
--------------
ต้องฟ้องศาลให้เป็นคดีตัวอย่าง ธนาคารขี้จุ๊ ขี้โกหก บอกว่า ช่วยเหลือ แต่กลับ ช่วยซ้ำเติม เลวมากๆ
=====================
สถ.สั่งลดหย่อนภาษี-บรรเทาน้ำท่วม
อปท หวังคลายทุกข์ หลังจาก ประเทศไทย เผชิญ “ อุทกภัยใหญ่ “ สั่งลดหย่อนภาษีโรงเรือน-ที่ดิน-ป้าย ช่วยปชช.ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม
วันนี้ ( 18 พ.ย. ) ที่กระทรวงมหาดไทย นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ( สถ. ) เปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาลดภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีป้ายให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีที่ได้่รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย โดยการยื่นแบบประเมินการชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนก.พ.ของทุกปี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น( อปท.) สามารถเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ให้พิจารณาเลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบดังกล่าวออกไปได้ตามที่เห็นสมควรและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินของประชาชนที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ทรัพย์สินชำรุดจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สำคัญ หรือสิ่งปลูกสร้างถูกทำลาย และพิจารณาลดค่าภาษีหรือปลดค่าภาษีทั้งหมด หรือพิจารณาลดยอดค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นตามส่วนที่ถูกทำลายตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น
นายขวัญชัย ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนกรณีที่อปท.ได้จัดทำแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินแล้วให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นใช้แผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินในการสำรวจความเสียหายของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณายกเว้นภาษีปลดภาษี หรือลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งนี้ให้อปท.ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับประชาชนผู้รับประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในเรื่องการขอลดหย่อนค่ารายปี หรือลดหย่อนภาษี หรือขอยกเว้นทั้งหมด สำหรับป้ายที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และเจ้าขอป้ายได้เสียภาษีป้่ายแล้วหากเจ้าของป้ายติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิมและมีพื้นที่ ข้อความภาพ และเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายไปแล้ว เจ้าของป้ายสามารถได้รับการยกเว้นภาษีป้ายดังกล่าวได้ในปีนั้น
สถ.สั่งลดหย่อนภาษี-บรรเทาน้ำท่วม
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554
--------------
ความช่วยเหลือที่ประกาศออกมาเหล่านี้ ทำเอาบรรดาลูกหนี้ ที่ตัวชื้นจากการแช่น้ำมาหลายเดือน รู้สึกใจชื้นตามมา เพราะด้วยคิดว่า อย่างน้อยจะได้มีเวลาในการฟื้นตัว ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และน่าจะหยวน ๆ ยอม ๆ กันได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับมีปัญหาให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อนอยู่ ต้องขุ่นข้องหมองใจ และตั้งคำถามต่อความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยก่อนหน้านี้ ก็มีลูกค้าของธนาคารออมสินร้องเรียนผ่านมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคว่า ธนาคารออมสินออกโฆษณาประกาศพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยช่วยลูกค้าน้ำท่วม แต่เมื่อลูกค้าโดดเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ไปได้สักพัก กลับถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยและเบี้ยปรับย้อนหลัง ในช่วงเวลาพักชำระหนี้ ทั้งที่ผู้บริหารธนาคารอย่าง “เลอศักดิ์ จุลเทศ” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ประกาศโครม ๆ ว่าธนาคารออมสินจะพักชำระหนี้ และลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ถูกน้ำท่วม แบบไม่มีอะไรสอดไส้แน่นอน...
ทั้งนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลูกหนี้มองโลกในแง่ดีเกินไป หรือบรรดาธนาคารพาณิชย์เกิดอาการใจร้ายเกินเหตุ เพราะจากการพิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ จะพบว่า การออกแพ็กเกจการยืดหนี้นั้น กลายเป็นว่า เป็นเพียงการยืดระยะเวลาชำระเงินต้นเท่านั้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังวิ่งฉิวปกติเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
ยกตัวอย่าง กรณีสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ “ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย” ที่พักชำระหนี้ให้สูงสุด 90 วัน และ ขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้สูงสุด 12 เดือน ซึ่งดูผิวเผินแล้วเห็นว่าแบงก์ช่วยลูกหนี้ที่กำลังเดือดร้อนให้พอมีเวลาตั้งหลักกลับมาฟื้นตัวได้ แต่การกระทำกลับดูเหมือนว่า เป็นการซ้ำเติมลูกหนี้ และดึงลูกหนี้ ลงสู่ปากเหวเร็วกว่าเวลาอันควรมากกว่า เนื่องจากแพ็กเกจที่ออกมาให้ลูกหนี้ไม่ต้องผ่อนชำระเงินต้นช่วงเวลา 3 เดือน แต่เมื่อเข้าเดือนที่ 4 ปรากฏว่าบรรดาลูกหนี้กลับต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินต้นบวกกับดอกเบี้ยที่คั่งค้างให้แบงก์รวดเดียวหมดเกลี้ยง แล้วอย่างนี้จะมาป่าวประกาศว่าช่วยลูกหนี้ได้อย่างไร?
แน่นอนว่า ถ้าถามว่า สิ่งที่ธนาคารสัญชาติมาเลเซียรายนี้ ทำผิดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่ผิด เพราะที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้แต่ขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ไม่ได้ขีดเส้นกำหนดชัดเจนว่า จะต้องช่วยอย่างไร แบบไหน ดังนั้น การที่ทางแบงก์จะเลือกที่จะหยิบยื่นน้ำใจให้ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ ก็ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ก็ควรจะชัดเจนในการชี้แจงให้ลูกค้าเข้าใจ ถึงรายละเอียดต่าง ๆ อย่างชัดเจนและอย่าสร้างภาพความมีน้ำใจให้ไกลเกินจริง
หันไปดูธนาคารแห่งอื่น ๆ ก็จะพบแนวทางความช่วยเหลือที่แตกต่างกันไปเช่นกัน มากบ้างน้อยบ้างตามความใจป้ำของแต่ละแห่ง โดยในกลุ่มพี่ใหญ่ของวงการ อย่าง “ธนาคารกรุงเทพ” ผ่อนผันสินเชื่อบ้านให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ยนานสูงสุด 12 เดือน หรือปรับลดยอดการผ่อนชำระรายดือนลงสูงสุด 40% เป็นเวลา 1 ปี
สอดคล้องกับแนวทางของ “ธนาคารกสิกรไทย” ที่มีเงื่อนไขว่า ลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการสินเชื่อบ้าน ได้ปรับลดยอดผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 40% เป็นเวลา 1 ปี หรือผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ให้ลูกค้าขอพักชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน ฝั่งธนาคารทหารไทยออกมาตรการช่วยลูกค้าที่ค้างชำระค่างวดบ้านตั้งแต่ 1-30 วัน สามารถขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียว โดยไม่ต้องชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน และสามารถขยายเวลาผ่อนชำระออกไปอีก 6 เดือนหากลูกค้ายังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเนื่อง
แต่ที่ถือว่าป๋าสุด ๆ เห็นจะเป็นแบงก์ลูกครึ่งอย่าง “กรุงศรีอยุธยา” ที่พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือนให้กับลูกค้าสินเชื่อบ้าน และเพิ่มมาตรการผ่อนชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว นานสูงสุด 6 เดือน หรือลดค่างวดให้เป็นนานสูงสุดถึง 9 เดือน ถ้าลูกค้ารายนั้นได้รับผลกระทบที่รุนแรง
นอกเหนือจากความช่วยเหลือในเรื่องสินเชื่อ ที่เป็นปัญหากันแล้ว การทวงถามหนี้บัตรเครดิต ก็เป็นอีกประเด็นที่ลูกหนี้ผู้ประสบภัย บ่นกันอื้ออึงเช่นกัน เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาหลายแบงก์จะมีมาตรการช่วยลูกค้า เช่น ไทยพาณิชย์พักชำระหนี้และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน ขณะที่ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยและผู้ใช้สินเชื่อเงินสด ได้รับการผ่อนผันชำระดอกเบี้ย 50% และปรับลดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำให้เป็น 0-10% และลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ได้รับการช่วยเหลือด้วยการลดยอดขั้นต่ำชำระเหลือ 0-10% และผ่อนผันการชำระดอกเบี้ยลงจากอัตราปกติ 50%
ทว่า เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นคู่ขนานไปกับความช่วยเหลือ ก็คือ เสียงการโทรฯ จิก โทรฯ ตาม โทรฯ ทวงหนี้ ที่ฝ่ากระแสน้ำมาหาลูกหนี้ แบบไม่รู้จะตอบโต้กลับไปด้วยภาษาอะไรดี ซึ่งถ้าเป็นลูกหนี้ที่ประวัติการชำระแย่จริง ๆ หรือไม่ได้ประสบภัย และมีศักยภาพที่จะจ่ายหนี้ได้ การโทรฯตามโทรฯทวง ก็เป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ตามปกติ แต่ในรายที่เป็นผู้ประสบภัย เข้าข่ายเป็นผู้อพยพนั้น ก็สมควรที่จะได้รับความผ่อนผันและเห็นใจเช่นกัน
จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารทั้งหลาย ต้องไปกำชับฝ่ายเร่งรัดหนี้สิน ให้รู้จักใช้วิจารณญาณมากขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ไม่ใช่เอะอะก็อ้างว่า “ไม่ทราบ” เพราะจ้างให้บริษัทภายนอกเป็นคนติดตามทวงหนี้ให้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวไปข้างต้น ก็ใช่ว่าจะไม่หลุดไปเข้าหูของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เสียเลย ในทางกลับกัน นายแบงก์ทั้งหลายต่างก็ทราบดี และเหมือนรู้ดีอยู่แล้ว ว่าต้องมีเรื่องร้องเรียนประมาณนี้เกิดขึ้น เห็นได้จากที่ผ่านมา ผู้บริหารของธนาคารหลายแห่ง ได้ออกโรงชี้แจงเคลียร์ทางไว้ล่วงหน้าว่า การช่วยเหลือของแบงก์แต่ละแห่ง ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของแบงก์เป็นหลัก และรายได้ของแบงก์ส่วนใหญ่เกิดจากดอกเบี้ย หากหายไปอาจกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารได้ จึงช่วยลูกค้าได้ตามกำลังที่มีอยู่เท่านั้น
ขณะเดียวกัน นอกจากการช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว แบงก์ต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ด้วยเช่นกัน แต่ละแห่งจึงต้องกำหนดเงื่อนไขที่อยู่บนความสมดุลของทุกฝ่าย และที่ผ่านมา ภาวะน้ำท่วมไม่ใช่กระทบแต่ลูกหนี้ฝ่ายเดียว เพราะสาขาของธนาคารแต่ละแห่ง ได้รับความเสียหายจนต้องปิดให้บริการเช่นกัน
อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าแบงก์ทุกแห่งจะเกิดอาการ “เขี้ยวลากดิน” กันไปเสียหมด แต่ก็มีหลายแบงก์ที่ลูกหนี้แทบไม่ต้องไปติดต่อใด ๆ แต่แบงก์จะเป็นฝ่ายติดต่อมาให้ความช่วยเหลือเอง แบบว่าเห็นใจกันอย่างแท้จริง ที่สำคัญยังสามารถตกลงปลงใจกันได้แบบไม่มีปัญหาอีกต่างหาก
จากเหตุผลที่ออกมา คงต้องบอกว่า การจะไปชี้ว่าใครถูกใครผิด คงต้องถามว่า มองจากมุมไหนและใครเป็นคนมอง แต่จากการกระทำและคำอธิบายที่ออกมาจากคนการเงินทั้งหลาย สรุปได้ว่า มาตรการช่วยเหลือของแบงก์ที่คลอดกันออกมา คงไปคาดหวังไม่ได้ ที่จะมองถึงประโยชน์ของลูกค้าเต็ม 100% เพราะถึงอย่างไรธุรกิจก็ยังคงเป็นธุรกิจ โดยมีกำไร และความอยู่รอดของธนาคารเป็นเป้าหมายหลัก
ลูกหนี้สำลักน้ำใจแบงก์พาณิชย์ มึนเงื่อนไขมาตรการช่วยใครกันแน่!!
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554
--------------
ต้องฟ้องศาลให้เป็นคดีตัวอย่าง ธนาคารขี้จุ๊ ขี้โกหก บอกว่า ช่วยเหลือ แต่กลับ ช่วยซ้ำเติม เลวมากๆ
=====================
สถ.สั่งลดหย่อนภาษี-บรรเทาน้ำท่วม
อปท หวังคลายทุกข์ หลังจาก ประเทศไทย เผชิญ “ อุทกภัยใหญ่ “ สั่งลดหย่อนภาษีโรงเรือน-ที่ดิน-ป้าย ช่วยปชช.ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม
วันนี้ ( 18 พ.ย. ) ที่กระทรวงมหาดไทย นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ( สถ. ) เปิดเผยว่า ได้ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาลดภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีป้ายให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีที่ได้่รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย โดยการยื่นแบบประเมินการชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเดือนก.พ.ของทุกปี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น( อปท.) สามารถเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ให้พิจารณาเลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบดังกล่าวออกไปได้ตามที่เห็นสมควรและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินของประชาชนที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ทรัพย์สินชำรุดจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สำคัญ หรือสิ่งปลูกสร้างถูกทำลาย และพิจารณาลดค่าภาษีหรือปลดค่าภาษีทั้งหมด หรือพิจารณาลดยอดค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นตามส่วนที่ถูกทำลายตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น
นายขวัญชัย ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนกรณีที่อปท.ได้จัดทำแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินแล้วให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นใช้แผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินในการสำรวจความเสียหายของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณายกเว้นภาษีปลดภาษี หรือลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งนี้ให้อปท.ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับประชาชนผู้รับประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในเรื่องการขอลดหย่อนค่ารายปี หรือลดหย่อนภาษี หรือขอยกเว้นทั้งหมด สำหรับป้ายที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และเจ้าขอป้ายได้เสียภาษีป้่ายแล้วหากเจ้าของป้ายติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิมและมีพื้นที่ ข้อความภาพ และเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายไปแล้ว เจ้าของป้ายสามารถได้รับการยกเว้นภาษีป้ายดังกล่าวได้ในปีนั้น
สถ.สั่งลดหย่อนภาษี-บรรเทาน้ำท่วม
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554
--------------
Wednesday, July 20, 2011
แบงก์อู้ฟู่กำไรครึ่งปี 42% วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
โกยดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมเละ
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการรายงานผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 9 แห่ง ที่แจ้งงบการเงินต่อตลท.แล้ว พบว่า มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/54 รวม 34,079.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,570.38 ล้านบาท หรือ 33.60% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี มีกำไรสุทธิรวม 70,821.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,036.38 ล้านบาท หรือ 42.25% ส่วนใหญ่กำไรที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมีรายได้จากดอกเบี้ยรวมถึงค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ธนาคารกรุงไทยมีกำไรสุทธิเติบโตที่สุดในงวดไตรมาสสอง ปี 54 ที่ 5,241.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,867.68 ล้านบาท หรือ 55.36% ส่วนงวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 10,729.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,282.15 ล้านบาท หรือ 66.41% , ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 8,132.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,816.78 ล้านบาท หรือ 52.99% ขณะที่ 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 21,183.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,493.36 ล้านบาท หรือ 81.21%, ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 7,318.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,175.20 ล้านบาท หรือ 42.29% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 13,432.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,183.42 ล้านบาท หรือ 45.23% , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีกำไรสุทธิที่ 2,971.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 840.59 ล้านบาท หรือ 39.99% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 5,780.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,579.04 ล้านบาท หรือ 37.59%
ธนาคารทหารไทย มีกำไรสุทธิ 1,195.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 330.82 ล้านบาท หรือ 38.27% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 2,291.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 637.10 ล้านบาท หรือ 38.52%, ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป มีกำไรสุทธิที่ 863.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.32 ล้านบาท หรือ 13.15% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 1,691.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 216.64 ล้านบาท หรือ 14.69% และธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 7,405.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 618.73 ล้านบาท หรือ 9.12% งวด 6 เดือน กำไร 13,874.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.65%
นอกจากนี้มีธนาคาร 2 แห่งที่มีกำไรลดลง คือธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีกำไรสุทธิ ในไตรมาสสอง 254.80 ล้านบาท ลดลง 111.04 ล้านบาท และธนาคารเกียรตินาคิน มีกำไรสุทธิ 696.59 ล้านบาท ลดลง 68.70 ล้านบาท หรือ 8.98%นางเยาวลักษณ์ พูลทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผลประกอบการของธนาคารในงวดนี้ถือว่ากำไรสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 30% และรายได้จากค่าธรรมเนียม 14%
นายมาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผลประกอบการที่ออกมาถือว่าทำสถิติใหม่โดยเติบโตสูงถึง 40%
เดลินิวส์ออนไลน์ แบงก์อู้ฟู่กำไรครึ่งปี 42% วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
------------
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการรายงานผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 9 แห่ง ที่แจ้งงบการเงินต่อตลท.แล้ว พบว่า มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/54 รวม 34,079.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,570.38 ล้านบาท หรือ 33.60% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี มีกำไรสุทธิรวม 70,821.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,036.38 ล้านบาท หรือ 42.25% ส่วนใหญ่กำไรที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมีรายได้จากดอกเบี้ยรวมถึงค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ธนาคารกรุงไทยมีกำไรสุทธิเติบโตที่สุดในงวดไตรมาสสอง ปี 54 ที่ 5,241.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,867.68 ล้านบาท หรือ 55.36% ส่วนงวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 10,729.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,282.15 ล้านบาท หรือ 66.41% , ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 8,132.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,816.78 ล้านบาท หรือ 52.99% ขณะที่ 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 21,183.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,493.36 ล้านบาท หรือ 81.21%, ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 7,318.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,175.20 ล้านบาท หรือ 42.29% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 13,432.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,183.42 ล้านบาท หรือ 45.23% , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีกำไรสุทธิที่ 2,971.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 840.59 ล้านบาท หรือ 39.99% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 5,780.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,579.04 ล้านบาท หรือ 37.59%
ธนาคารทหารไทย มีกำไรสุทธิ 1,195.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 330.82 ล้านบาท หรือ 38.27% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 2,291.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 637.10 ล้านบาท หรือ 38.52%, ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป มีกำไรสุทธิที่ 863.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.32 ล้านบาท หรือ 13.15% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 1,691.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 216.64 ล้านบาท หรือ 14.69% และธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 7,405.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 618.73 ล้านบาท หรือ 9.12% งวด 6 เดือน กำไร 13,874.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.65%
นอกจากนี้มีธนาคาร 2 แห่งที่มีกำไรลดลง คือธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีกำไรสุทธิ ในไตรมาสสอง 254.80 ล้านบาท ลดลง 111.04 ล้านบาท และธนาคารเกียรตินาคิน มีกำไรสุทธิ 696.59 ล้านบาท ลดลง 68.70 ล้านบาท หรือ 8.98%นางเยาวลักษณ์ พูลทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผลประกอบการของธนาคารในงวดนี้ถือว่ากำไรสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 30% และรายได้จากค่าธรรมเนียม 14%
นายมาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผลประกอบการที่ออกมาถือว่าทำสถิติใหม่โดยเติบโตสูงถึง 40%
เดลินิวส์ออนไลน์ แบงก์อู้ฟู่กำไรครึ่งปี 42% วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
------------
เหตุบ้านและคอนโดล้นตลาด กว่า 3.3 แสนหน่วย ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวประชาชนผ่อนชำระไม่ทันเกิดหนี้เสีย
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 54 ยังร้อนแรงอยู่มาก และคาดว่าจะต่อเนื่องถึงปี 55 โดยมองว่า ปีหน้า จะมีที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ทั้งหมด 100,000 หน่วย ทำให้รอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 53-55 มีเปิดใหม่รวมกันถึง 330,000 หน่วย หรือ 7.2% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด 4.56 ล้านหน่วยในเขตกทม.และปริมณฑล เมื่อโครงการต่าง ๆ ทยอยแล้วเสร็จ ขณะที่ยอดขายต่ออยู่ที่ปีละ 90,000 หน่วย ทำให้คาดว่าปี 56 ตลาดจะเกิดภาวะฟองสบู่แตก เพราะการสะสมของอุปาทานที่มากเกินพอดี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีเหลือขายเป็นจำนวนมากและมีเวลาการขายออกนานถึง 30 เดือน แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีโครงการใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจปี 56 เกิดชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระของประชาชนลดลง จนอาจเกิดหนี้เสีย
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า กลางปี 54 มีโครงการหยุดขายทั้งสิ้น 78 โครงการ 17,750 หน่วย รวมมูลค่า 42,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 53 จำนวน 12 โครงการ โดยมีหน่วยหยุดขาย 3,330 หน่วย เพิ่มขึ้น 23% และมีมูลค่าหยุดขายเพิ่ม 8,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เนื่องมาจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินชื่อ 23 โครงการ ขายไม่ออก ไม่มีคนซื้อ รูปแบบสินค้าไม่เหมาะ 21 โครงการ และไม่ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อม 10 โครงการ เป็นต้น ส่วนยอดการซื้อของโครงการที่อยู่อาศัยครึ่งปีที่ผ่านมานี้ พบว่ามี 48,825 หน่วย เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 53 และหากประมาณการทั้งปีนี้จะมี 97,650 หน่วย เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับยอดขายปี 53 โดยสิ่งที่น่าวิตกคือ การซื้อขายในยุคหลัง ๆ เป็นการซื้อขายเก็งกำไรมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่บางโครงการซื้อเหมายกชั้น
ที่มา: หวั่นเกิดฟองสบู่ภาคอสังหาฯปี56 เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม 2554
-------------
นอกจากนั้น ตอนนี้ดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะกู้เงิน เพราะภาระดอกเบี้ยสูง
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 54 ยังร้อนแรงอยู่มาก และคาดว่าจะต่อเนื่องถึงปี 55 โดยมองว่า ปีหน้า จะมีที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ทั้งหมด 100,000 หน่วย ทำให้รอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 53-55 มีเปิดใหม่รวมกันถึง 330,000 หน่วย หรือ 7.2% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด 4.56 ล้านหน่วยในเขตกทม.และปริมณฑล เมื่อโครงการต่าง ๆ ทยอยแล้วเสร็จ ขณะที่ยอดขายต่ออยู่ที่ปีละ 90,000 หน่วย ทำให้คาดว่าปี 56 ตลาดจะเกิดภาวะฟองสบู่แตก เพราะการสะสมของอุปาทานที่มากเกินพอดี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีเหลือขายเป็นจำนวนมากและมีเวลาการขายออกนานถึง 30 เดือน แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีโครงการใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจปี 56 เกิดชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระของประชาชนลดลง จนอาจเกิดหนี้เสีย
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า กลางปี 54 มีโครงการหยุดขายทั้งสิ้น 78 โครงการ 17,750 หน่วย รวมมูลค่า 42,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 53 จำนวน 12 โครงการ โดยมีหน่วยหยุดขาย 3,330 หน่วย เพิ่มขึ้น 23% และมีมูลค่าหยุดขายเพิ่ม 8,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เนื่องมาจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินชื่อ 23 โครงการ ขายไม่ออก ไม่มีคนซื้อ รูปแบบสินค้าไม่เหมาะ 21 โครงการ และไม่ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อม 10 โครงการ เป็นต้น ส่วนยอดการซื้อของโครงการที่อยู่อาศัยครึ่งปีที่ผ่านมานี้ พบว่ามี 48,825 หน่วย เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 53 และหากประมาณการทั้งปีนี้จะมี 97,650 หน่วย เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับยอดขายปี 53 โดยสิ่งที่น่าวิตกคือ การซื้อขายในยุคหลัง ๆ เป็นการซื้อขายเก็งกำไรมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่บางโครงการซื้อเหมายกชั้น
ที่มา: หวั่นเกิดฟองสบู่ภาคอสังหาฯปี56 เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม 2554
-------------
นอกจากนั้น ตอนนี้ดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะกู้เงิน เพราะภาระดอกเบี้ยสูง
Tuesday, March 8, 2011
หวั่นซำ้รอยยูโร-ธปท.ค้านรวมเงินสกุลอาเซียน
ธปท.ระบุเงินทุนไหลเข้าปี 2554 นี้ ยังทะลักต่อเนื่อง มองอนาคตการดูแลเงินทุนนอกต้องร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น ยังไม่เห็นด้วยรวมเป็นสกุลเงินอาเชียนสกุลเดียว แต่เห็นด้วยที่จะเพิ่มบทบาทเงินหยวนให้มากขึ้น
เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2554 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้ความเปราะบางของเงินทุนเคลื่อนย้าย" ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความผันผวนสูง และมีขนาดที่ค่อนข้างมาก มีผลต่อเนื่องที่จะกระทบต่อเสถียรภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในระยะยาว
โดยในปีนี้ และปีหน้า เงินทุนต่างชาติจะยังไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของเงินลงทุนโดยตรงและการเข้าซื้อตราสารหนี้ และตราสารทุนในประเทศไทย “ทิศทางของเงินทุนในปีนี้ จะยังเป็นการไหลเข้าสุทธิ แม้ว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีจะมีการไหลออกของเงินทุนบ้าง และถึงจะมีการขายหุ้นออกต่อเนื่อง แต่เงินที่ไหลออกจริงยังเห็นไม่ชัดเจน ขณะที่การเข้าซื้อพันธบัตรภาครัฐ และตราสารหนี้ยังคงเป็นบวกค่อนข้างมาก
อย่าง ไรก็ตาม ความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น รวมถึงความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบโลก รวมถึงความพยายามในการทำข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงิน ของโลก นอกจากนั้น ยังคงต้องรวมปัจจัยทางการเมืองของไทยด้วย จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดความผันผวนของเงินทุนไหลออกจากประเทศไทย เป็นช่วงๆ”
สำหรับการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายของธปท.นั้น ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ในระยะสั้น การเข้าแทรกแซงเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทยังต้องดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากที่ผ่านมา ตลาดจะเห็นทุนสำรองทางการที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าแทรกแซงตลาด เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่ให้เกิดความผันผวน ขณะเดียวกัน จะเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของประเทศระยะต่อไปด้วยการสร้างแผนแม่บทเงิน ทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ที่ชัดเจนเป็นระบบ โดยจะผ่อนคลายการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นอีก เพื่อให้สมดุลกับการไหลเข้าของเงินทุน รวมทั้งหากมีสถานการณ์จำเป็น ธปท.พร้อมที่จะเข้าแทรกกแซงตลาด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นผ่านการใช้มาตรการในการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ซึ่งจะแตกต่างและเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานั้น
เรื่องสุดท้ายคือ การดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายระดับระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งระดับรัฐบาล กระทรวงการคลัง และธปท.ในอาเชี่ยนด้วยกัน สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระดับภูมภาค ซึ่งในมิติแรกในเรื่องของการความร่วมมือกันเพื่อรองรับปัญหาสภาพคล่องที่อาจ จะเกิดขึ้นจากกการไหลออกของเงินทุนเฉียบพลัน ของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือทั้งภูมิภาค ซึ่งอาจจะนำไปสู่วิกฤตการเงิน ธปท.สนับสนุนและร่วมอยู่ในข้อตกลงความร่วมมือเชียงใหม่ ซึ่งมีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของประเทศที่เกิดวิกฤต หรือ CMIM
อย่างไรก็ตาม ในมิติที่สอง ที่จะจัดตั้งเงินอาเชียนสกุลเดียว หรือการใช้เงินท้องถิ่นในการชำระการค้าขายในกลุ่มนั้น ธปท.ยังเห็นว่า ไม่เหมาะสมในขณะนี้ เนื่องจากมีความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศมากเกินไป ซึ่งมีบทเรียนแล้วจากสหภาพยุโรป และเงินยูโร ขณะที่การนำเงินหยวนมาใช้ในการแลกเปลี่ยนเพื่อค้าขายภายในภูมิภาคอีกสกุล หนึ่ง เพื่อลดการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากกว่า แต่มีเงื่อนไขที่เงินหยวน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินสกกุลหยวน ต้องมีมากขึ้นและแพร่หลายกว่าในช่วงที่ผ่านมา
ที่มา: ทีมข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2554
.
เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2554 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้ความเปราะบางของเงินทุนเคลื่อนย้าย" ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความผันผวนสูง และมีขนาดที่ค่อนข้างมาก มีผลต่อเนื่องที่จะกระทบต่อเสถียรภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในระยะยาว
โดยในปีนี้ และปีหน้า เงินทุนต่างชาติจะยังไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของเงินลงทุนโดยตรงและการเข้าซื้อตราสารหนี้ และตราสารทุนในประเทศไทย “ทิศทางของเงินทุนในปีนี้ จะยังเป็นการไหลเข้าสุทธิ แม้ว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีจะมีการไหลออกของเงินทุนบ้าง และถึงจะมีการขายหุ้นออกต่อเนื่อง แต่เงินที่ไหลออกจริงยังเห็นไม่ชัดเจน ขณะที่การเข้าซื้อพันธบัตรภาครัฐ และตราสารหนี้ยังคงเป็นบวกค่อนข้างมาก
อย่าง ไรก็ตาม ความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น รวมถึงความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบโลก รวมถึงความพยายามในการทำข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงิน ของโลก นอกจากนั้น ยังคงต้องรวมปัจจัยทางการเมืองของไทยด้วย จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดความผันผวนของเงินทุนไหลออกจากประเทศไทย เป็นช่วงๆ”
สำหรับการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายของธปท.นั้น ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ในระยะสั้น การเข้าแทรกแซงเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทยังต้องดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากที่ผ่านมา ตลาดจะเห็นทุนสำรองทางการที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าแทรกแซงตลาด เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่ให้เกิดความผันผวน ขณะเดียวกัน จะเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของประเทศระยะต่อไปด้วยการสร้างแผนแม่บทเงิน ทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ที่ชัดเจนเป็นระบบ โดยจะผ่อนคลายการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นอีก เพื่อให้สมดุลกับการไหลเข้าของเงินทุน รวมทั้งหากมีสถานการณ์จำเป็น ธปท.พร้อมที่จะเข้าแทรกกแซงตลาด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นผ่านการใช้มาตรการในการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ซึ่งจะแตกต่างและเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานั้น
เรื่องสุดท้ายคือ การดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายระดับระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งระดับรัฐบาล กระทรวงการคลัง และธปท.ในอาเชี่ยนด้วยกัน สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระดับภูมภาค ซึ่งในมิติแรกในเรื่องของการความร่วมมือกันเพื่อรองรับปัญหาสภาพคล่องที่อาจ จะเกิดขึ้นจากกการไหลออกของเงินทุนเฉียบพลัน ของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือทั้งภูมิภาค ซึ่งอาจจะนำไปสู่วิกฤตการเงิน ธปท.สนับสนุนและร่วมอยู่ในข้อตกลงความร่วมมือเชียงใหม่ ซึ่งมีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องของประเทศที่เกิดวิกฤต หรือ CMIM
อย่างไรก็ตาม ในมิติที่สอง ที่จะจัดตั้งเงินอาเชียนสกุลเดียว หรือการใช้เงินท้องถิ่นในการชำระการค้าขายในกลุ่มนั้น ธปท.ยังเห็นว่า ไม่เหมาะสมในขณะนี้ เนื่องจากมีความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศมากเกินไป ซึ่งมีบทเรียนแล้วจากสหภาพยุโรป และเงินยูโร ขณะที่การนำเงินหยวนมาใช้ในการแลกเปลี่ยนเพื่อค้าขายภายในภูมิภาคอีกสกุล หนึ่ง เพื่อลดการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากกว่า แต่มีเงื่อนไขที่เงินหยวน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินสกกุลหยวน ต้องมีมากขึ้นและแพร่หลายกว่าในช่วงที่ผ่านมา
ที่มา: ทีมข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2554
.
Monday, November 8, 2010
เงินไม่สามารถสร้างสุขได้...
ตายายดวงเฮงใจดี ถูกลอตโต326ล้าน บริจาคการกุศล
คู่รักแคนาดาวัยเกษียณ ถูกแจ๊คพ็อตลอตเตอรี่ กว่า 326 ล้านบาท แบ่งช่วยเหลือการกุศลเกือบหมด เก็บไว้ใช้เองยามลำบากเท่าที่จำเป็น แจงชีวิตสุขสบายดีอยู่แล้ว และเงินไม่สามารถสร้างสุขได้...
รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2553 ว่า คู่สามีภรรยาสูงอายุชาวแคนนาดา กลายเป็นขวัญใจประชาชนทันที หลังบริจาคเงินรางวัลที่ได้รับจากการถูกลอตเตอรี่มากกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( กว่า 326 ล้านบาท) ช่วยเหลือการกุศล
นางไวโอเลต และนาย อัลเลน ลาร์จ ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในเมืองโลเวอร์ ทูโร รัฐโนวาสโกเทีย แต่ชีวิตกลับพลิกผัน ถูกแจ๊กพ็อตจังเบอร์เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ทั้งคู่เปิดเผยว่า ชีวิตสมบูรณ์แบบมีทุกอย่างที่ต้องการอยู่แล้ว จึงปรารถนาบริจาคเงินรางวัลส่วนใหญ่ให้กับการกุศล และเก็บไว้ใช้จ่ายยามขัดสนเพียงแค่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น ( เกือบ 6 ล้านบาท)
ทั้งคู่คัดเลือกรายชื่อ เพื่อส่งเช็คเงินสดบริจาคเงินไปทางจดหมาย โดยเริ่มจากสมาชิกในครอบครัว แล้วไล่ไปยังโรงพยาบาล สำนักงานดับเพลิง คริสตจักร สุสาน และกลุ่มองค์กรณ์การกุศล "เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้" คือคำอธิบายในการตัดสินใจของ อัลเลน อดีตช่างเชื่อมเหล็ก วัย 75 ปี ภรรยาของเขาต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง และผลจากการทำคีโม เป็นเหตุให้เธอผมร่วงทั้งหัว แต่เธอก็ยังบอกว่าเธอรู้สึกโชคดี และแจงว่ามันไม่เคยทำให้เธอรู้สึกรังเกียจตัวเองแต่อย่างใด
เมื่อข่าวความใจดีของพวกเขาแพร่สู่สาธารณะ ก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เมืองของเขา และในตอนนี้ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มของทั้งคู่ ก็ได้ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ รวมไปถึงหน้าของหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
คู่รักแคนาดาวัยเกษียณ ถูกแจ๊คพ็อตลอตเตอรี่ กว่า 326 ล้านบาท แบ่งช่วยเหลือการกุศลเกือบหมด เก็บไว้ใช้เองยามลำบากเท่าที่จำเป็น แจงชีวิตสุขสบายดีอยู่แล้ว และเงินไม่สามารถสร้างสุขได้...
รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2553 ว่า คู่สามีภรรยาสูงอายุชาวแคนนาดา กลายเป็นขวัญใจประชาชนทันที หลังบริจาคเงินรางวัลที่ได้รับจากการถูกลอตเตอรี่มากกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( กว่า 326 ล้านบาท) ช่วยเหลือการกุศล
นางไวโอเลต และนาย อัลเลน ลาร์จ ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในเมืองโลเวอร์ ทูโร รัฐโนวาสโกเทีย แต่ชีวิตกลับพลิกผัน ถูกแจ๊กพ็อตจังเบอร์เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ทั้งคู่เปิดเผยว่า ชีวิตสมบูรณ์แบบมีทุกอย่างที่ต้องการอยู่แล้ว จึงปรารถนาบริจาคเงินรางวัลส่วนใหญ่ให้กับการกุศล และเก็บไว้ใช้จ่ายยามขัดสนเพียงแค่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น ( เกือบ 6 ล้านบาท)
ทั้งคู่คัดเลือกรายชื่อ เพื่อส่งเช็คเงินสดบริจาคเงินไปทางจดหมาย โดยเริ่มจากสมาชิกในครอบครัว แล้วไล่ไปยังโรงพยาบาล สำนักงานดับเพลิง คริสตจักร สุสาน และกลุ่มองค์กรณ์การกุศล "เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้" คือคำอธิบายในการตัดสินใจของ อัลเลน อดีตช่างเชื่อมเหล็ก วัย 75 ปี ภรรยาของเขาต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง และผลจากการทำคีโม เป็นเหตุให้เธอผมร่วงทั้งหัว แต่เธอก็ยังบอกว่าเธอรู้สึกโชคดี และแจงว่ามันไม่เคยทำให้เธอรู้สึกรังเกียจตัวเองแต่อย่างใด
เมื่อข่าวความใจดีของพวกเขาแพร่สู่สาธารณะ ก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เมืองของเขา และในตอนนี้ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มของทั้งคู่ ก็ได้ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ รวมไปถึงหน้าของหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
Monday, November 1, 2010
ธปท.เล็งสกัดฟองสบู่ภาคอสังหา
รองผู้ว่าธปท. เผย ธปท.เฝ้าจับตาการปล่อยสินเชื่อและการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์และการซื้อขาย ในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงการเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ใน 2 ภาคธุรกิจดังกล่าว...
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า ธปท.กำลังจับตาการปล่อยสินเชื่อและการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ การซื้อขายในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงการเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ใน 2 ภาคธุรกิจดังกล่าว แม้ว่าในขณะนี้หากพิจารณาจากการเข้าไปเก็งกำไรในธุรกิจดังกล่าว การมีความต้องการขายหรือจำนวนที่อยู่อาศัยที่มากเกินไป การปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีความ ระมัดระวังหรือราคาขายที่สูงเกินไปจะยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ก็ตาม
ทั้ง นี้ ในการจับตาภาวะฟองสบู่ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย สายนโยบายการเงินจะเป็นผู้สังเกตจากข้อมูลเศรษฐกิจทั้งหมดและหากพบว่า นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินคือ อัตราดอกเบี้ยเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว อาจจะใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential) ช่วยด้วย ทางฝ่ายนโยบายการเงินจะส่งสัญญาณหรือปรึกษามายังสายนโยบายสถาบันการเงิน เพื่อให้ออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อในภาคที่เห็นว่าเริ่มมีฟองสบู่ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการขอความร่วมมือมา
"ในฐานะที่ ธปท.ดูแลทั้งเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ สายนโยบายสถาบันการเงินมองว่า เมื่อธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแรง ในขณะนี้หน้าที่ที่ควรทำคือ การปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมในภาคส่วนสำคัญที่จำเป็นเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยาย ตัวต่อเนื่อง แต่ภายใต้การปล่อยสินเชื่อควรจะมีมาตรฐานและความระมัดระวังที่เหมาะสม ไม่เข้มจนเกินไป หรือไม่อ่อนจนเกินไปจนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคใดภาคหนึ่งได้"
ผู้ ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน กล่าวต่อว่า ถ้าแบงก์พาณิชย์แข่งขันกันมากเกินไป หรือแข่งกันปล่อยสินเชื่อในภาคหนึ่งภาคใดเกินไปฟองสบู่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่หากปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง โดยมีความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมและ คำนึงถึงลูกค้า ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฟองสบู่ได้
สำหรับตัวเลขการ ปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ล่าสุด 9 เดือนแรกในขณะนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่ถ้าดูเดือนก่อนหน้า เดือน ก.ย. การขยายตัวของสินเชื่ออยู่ในระดับเดียวกับเดือน ส.ค.ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก และคาดว่าจนถึงสิ้นปี สินเชื่อปีนี้จะขยายตัวประมาณ 8-9% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เหมาะสม เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่คาดว่าจะโต 7.3-8% เพราะตามทฤษฎีสินเชื่อจะต้องโตกว่าเล็กน้อย
ที่มา: ธปท.เล็งสกัดฟองสบู่ภาคอสังหา ทีมข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2553
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า ธปท.กำลังจับตาการปล่อยสินเชื่อและการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ การซื้อขายในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงการเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ใน 2 ภาคธุรกิจดังกล่าว แม้ว่าในขณะนี้หากพิจารณาจากการเข้าไปเก็งกำไรในธุรกิจดังกล่าว การมีความต้องการขายหรือจำนวนที่อยู่อาศัยที่มากเกินไป การปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีความ ระมัดระวังหรือราคาขายที่สูงเกินไปจะยังไม่เห็นภาวะฟองสบู่ก็ตาม
ทั้ง นี้ ในการจับตาภาวะฟองสบู่ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย สายนโยบายการเงินจะเป็นผู้สังเกตจากข้อมูลเศรษฐกิจทั้งหมดและหากพบว่า นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินคือ อัตราดอกเบี้ยเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว อาจจะใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential) ช่วยด้วย ทางฝ่ายนโยบายการเงินจะส่งสัญญาณหรือปรึกษามายังสายนโยบายสถาบันการเงิน เพื่อให้ออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อในภาคที่เห็นว่าเริ่มมีฟองสบู่ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการขอความร่วมมือมา
"ในฐานะที่ ธปท.ดูแลทั้งเสถียรภาพและการขยายตัวของเศรษฐกิจ สายนโยบายสถาบันการเงินมองว่า เมื่อธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแรง ในขณะนี้หน้าที่ที่ควรทำคือ การปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมในภาคส่วนสำคัญที่จำเป็นเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยาย ตัวต่อเนื่อง แต่ภายใต้การปล่อยสินเชื่อควรจะมีมาตรฐานและความระมัดระวังที่เหมาะสม ไม่เข้มจนเกินไป หรือไม่อ่อนจนเกินไปจนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคใดภาคหนึ่งได้"
ผู้ ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน กล่าวต่อว่า ถ้าแบงก์พาณิชย์แข่งขันกันมากเกินไป หรือแข่งกันปล่อยสินเชื่อในภาคหนึ่งภาคใดเกินไปฟองสบู่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่หากปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง โดยมีความระมัดระวังในระดับที่เหมาะสมและ คำนึงถึงลูกค้า ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฟองสบู่ได้
สำหรับตัวเลขการ ปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ล่าสุด 9 เดือนแรกในขณะนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่ถ้าดูเดือนก่อนหน้า เดือน ก.ย. การขยายตัวของสินเชื่ออยู่ในระดับเดียวกับเดือน ส.ค.ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก และคาดว่าจนถึงสิ้นปี สินเชื่อปีนี้จะขยายตัวประมาณ 8-9% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เหมาะสม เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่คาดว่าจะโต 7.3-8% เพราะตามทฤษฎีสินเชื่อจะต้องโตกว่าเล็กน้อย
ที่มา: ธปท.เล็งสกัดฟองสบู่ภาคอสังหา ทีมข่าวเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ 2 พฤศจิกายน 2553
Tuesday, October 5, 2010
เรียนรู้คุณค่าของ"เงิน" จากโอชิน
ตอนที่ 35
หลังการตระเวนเมืองซาง่าแห่งความ หลังจนเหนื่อยอ่อนทั้งย่ากับหลานต่างก็กลับโรงแรมที่พักด้วยความอ่อนระโหย อาหารมื้อเย็นของวันนั้น เค่ ชายหนุ่มอายุ 20 ปีบริบูรณ์จึงรู้สึกอร่อย
“ผมฟังเรื่องที่คุณย่าเล่าแล้ว รู้สึกว่าคนรุ่นผมนี่มันสบายเกินไป ทุกอย่างล้วนฟู่ฟ่าไปหมด”
“ใช่ ว่าที่จริงแล้วแกมันก็น่าสงสารที่เกิดมาเป็นคนรุ่นนี้ ชีวิตอุดมสมบูรณ์ไปทุกสิ่งทุกอย่าง ขาดเหลืออะไรนิดหน่อยก็โวยวายแล้ว สมัยที่ย่ายังสาว ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งความยากจน ความเป็นอยู่ก็แร้นแค้น ไม่ผิดอะไรเลยที่ผู้คนพากันพูดว่า ชีวิตคือทุกข์...เทียบกับคนสมัยนี้ เอาแต่จะหาเงินลูกเดียว หาให้ได้มากที่สุดโดยไม่รู้ว่าจะหาไปทำไม แต่ทุกคนก็ไม่วายจะหายใจเป็นเงิน”
“แต่ก็เป็นการดีไม่ใช่รึครับคุณย่าที่เราจะมีเงิน”
“คนที่ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน เอาแต่หาเงิน มันก็มีสภาพที่เหมือนกับคนไม่มีเงินนั่นแหละ...สมัยก่อนนี้ย่าทำงานได้เงิน มาเยนนึงดีใจสักแค่ไหน คนสมัยนี้ไม่มีทางรู้หรอก”
ที่มา: ละครเรื่อง 'สงครามชีวิตโอชิน'
หลังการตระเวนเมืองซาง่าแห่งความ หลังจนเหนื่อยอ่อนทั้งย่ากับหลานต่างก็กลับโรงแรมที่พักด้วยความอ่อนระโหย อาหารมื้อเย็นของวันนั้น เค่ ชายหนุ่มอายุ 20 ปีบริบูรณ์จึงรู้สึกอร่อย
“ผมฟังเรื่องที่คุณย่าเล่าแล้ว รู้สึกว่าคนรุ่นผมนี่มันสบายเกินไป ทุกอย่างล้วนฟู่ฟ่าไปหมด”
“ใช่ ว่าที่จริงแล้วแกมันก็น่าสงสารที่เกิดมาเป็นคนรุ่นนี้ ชีวิตอุดมสมบูรณ์ไปทุกสิ่งทุกอย่าง ขาดเหลืออะไรนิดหน่อยก็โวยวายแล้ว สมัยที่ย่ายังสาว ญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งความยากจน ความเป็นอยู่ก็แร้นแค้น ไม่ผิดอะไรเลยที่ผู้คนพากันพูดว่า ชีวิตคือทุกข์...เทียบกับคนสมัยนี้ เอาแต่จะหาเงินลูกเดียว หาให้ได้มากที่สุดโดยไม่รู้ว่าจะหาไปทำไม แต่ทุกคนก็ไม่วายจะหายใจเป็นเงิน”
“แต่ก็เป็นการดีไม่ใช่รึครับคุณย่าที่เราจะมีเงิน”
“คนที่ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน เอาแต่หาเงิน มันก็มีสภาพที่เหมือนกับคนไม่มีเงินนั่นแหละ...สมัยก่อนนี้ย่าทำงานได้เงิน มาเยนนึงดีใจสักแค่ไหน คนสมัยนี้ไม่มีทางรู้หรอก”
ที่มา: ละครเรื่อง 'สงครามชีวิตโอชิน'
Sunday, August 29, 2010
ต้มตุ๋น: อ้างว่าลูกค้าโอนเงินผิด มาที่บัญชีเรา
ศุกร์ที่ 28 มีนา มีคนโทรเข้ามาบอกว่าเป็นพนักงานแบงค์กรุงเทพฯ บอกว่ามีลูกค้าโอนเงิน เข้ามาที่บัญชีเราผิด บอกเลขบัญชีทุกอย่างถูกหมด แล้วก็บอกให้โอนเงินกลับด้วย เพราะว่าลูกค้าคนนั้น เดือดร้อนมาก เราก็บอกว่าขอไปเช็คก่อน
พอวันเสาร์เราไปกดตังค์ก็พบว่ามีเงินเข้ามาบัญชีเราผิดตามจำนวนที่เค้าบอกจ! ริงๆ ก็เลยโอนคืนไปให้... ก็ไม่คิดว่ามีอะไร เพราะมันก็ไม่ใช่เงินเราจริง....
จนมาวันนี้ได้รับใบ แจ้งหนี้ CITIBANK มี ยอด Call for cash ให้ผ่อนจ่ายรายเดือน ก็เลยโทรไปเช็คที่ call center เค้าบอกว่าเราโทรไปขอเบิกเงินสดเข้าบัญชีเราเอง เมื่อวันที่ 25 มีนา เราก็บอกว่าไม่ได้ทำ.. .อย่างนี้ก็โดนหลอกแล้วซิ พนักงาน call center ก็ได้แต่บอกให้ไปแจ้งความ ซึ่งก็ยังดีที่เราเก็บ slip ที่เราโอน เงินไว้นะ......
จะรบกวนผู้รู้ค่ะ ว่าจะทำอย่างไรต่อดี จะไปแจ้งความที่ไหน แล้วตำรวจจะช่วยเราได้ไหม เพราะจำนวนเงินนั้นก็หลายหมื่นเลยค่ะ
จากคุณ : jupjib - [ 19 เม .ย. ! 51 14:36:15 ]
พอวันเสาร์เราไปกดตังค์ก็พบว่ามีเงินเข้ามาบัญชีเราผิดตามจำนวนที่เค้าบอกจ! ริงๆ ก็เลยโอนคืนไปให้... ก็ไม่คิดว่ามีอะไร เพราะมันก็ไม่ใช่เงินเราจริง....
จนมาวันนี้ได้รับใบ แจ้งหนี้ CITIBANK มี ยอด Call for cash ให้ผ่อนจ่ายรายเดือน ก็เลยโทรไปเช็คที่ call center เค้าบอกว่าเราโทรไปขอเบิกเงินสดเข้าบัญชีเราเอง เมื่อวันที่ 25 มีนา เราก็บอกว่าไม่ได้ทำ.. .อย่างนี้ก็โดนหลอกแล้วซิ พนักงาน call center ก็ได้แต่บอกให้ไปแจ้งความ ซึ่งก็ยังดีที่เราเก็บ slip ที่เราโอน เงินไว้นะ......
จะรบกวนผู้รู้ค่ะ ว่าจะทำอย่างไรต่อดี จะไปแจ้งความที่ไหน แล้วตำรวจจะช่วยเราได้ไหม เพราะจำนวนเงินนั้นก็หลายหมื่นเลยค่ะ
จากคุณ : jupjib - [ 19 เม .ย. ! 51 14:36:15 ]
วิธีแก้ไข
หากเจอแบบนี้ ไม่ต้องทำรายการโอนครับ ถึงจะมีการโอนเข้ามาผิดจริง ทางธนาคารสามารถทำรายการแก้ไขได้เองอยู่แล้ว การทำรายการโอนเงิน เท่ากับเราเป็นผู้สั่งโอน การแก้ไขจะทำได้ลำบากขึ้น
หรือหากเป็นการโอนจาก ATM หรือ CDM ให้ขอหลักฐานเป็นหนังสือออก โดยธนาคารมาให้เราก่อน ( ตัวจริงนะครับ)
แล้ว เช็คข้อมูลกับธนาคารต้นทางก่อนจนแน่ใจ อีก 10-15 วันค่อยโอนก้อไม่เสียหาย เพราะไม่ได้มีเจตนาโกง ฟ้องมาก้อชนะแน่นอน
ถ้าเป็นการทำรายการ โอนผิด ธนาคารแค่แจ้งลูกค้าปลายทาง แล้วจัดการเองได้เลยแน่นอน
นี่เป็นวิธีหลอกลวงแบบใหม่ เพื่อนๆ โปรดระวัง แจ้งเตือนกันให้ทั่ว คนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นคนดี...อยากคืนเงินคนที่เดือดร้อนแน่อยู่แล้ว ดังนั้นมีโอกาสตกหลุมนี้ได้ไม่ยากเลย เจ้าของบัญชีที่รับโอนกลับคงเป็นคนบ้านนอก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรนัก ถูกจ้างให้เปิดบัญชีี พร้อมบัตร ATM ได้ เงิน 200-300 บาทก็เอาแล้ว คนโกงก็กด ATM เชิดไปแล้วหลายหมื่น
ข้อควรระวังเรื่องนี้
1. ถ้าโอนผิดจริง แบงก์สาขาจะสามารถจัดการได้เองเลย เราไม่ต้องทำอะไรครับ
2. เบอร์โทรเข้ามา ถ้าแปลกๆ แบบไม่แสดงเบอร์ หรือ เป็นแบบโทรจาก internet ให้ระวังไว้ก่อนเลยครับ
3. ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต ควรทำลายอย่าให้เหลือเห็นข้อมูลต่างๆ เช่น วงงินสินเชื่อ หรือ เลขบัญชีธนาคารที่ตัดอัตโนมัติ
โปรดกระจาย! ข่าวเรื่องนี้ไปยังเพื่อนและญาติ ๆ โดยด่วน เพื่อป้องกันการหลอกลวงเช่นนี้
หากเจอแบบนี้ ไม่ต้องทำรายการโอนครับ ถึงจะมีการโอนเข้ามาผิดจริง ทางธนาคารสามารถทำรายการแก้ไขได้เองอยู่แล้ว การทำรายการโอนเงิน เท่ากับเราเป็นผู้สั่งโอน การแก้ไขจะทำได้ลำบากขึ้น
หรือหากเป็นการโอนจาก ATM หรือ CDM ให้ขอหลักฐานเป็นหนังสือออก โดยธนาคารมาให้เราก่อน ( ตัวจริงนะครับ)
แล้ว เช็คข้อมูลกับธนาคารต้นทางก่อนจนแน่ใจ อีก 10-15 วันค่อยโอนก้อไม่เสียหาย เพราะไม่ได้มีเจตนาโกง ฟ้องมาก้อชนะแน่นอน
ถ้าเป็นการทำรายการ โอนผิด ธนาคารแค่แจ้งลูกค้าปลายทาง แล้วจัดการเองได้เลยแน่นอน
นี่เป็นวิธีหลอกลวงแบบใหม่ เพื่อนๆ โปรดระวัง แจ้งเตือนกันให้ทั่ว คนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นคนดี...อยากคืนเงินคนที่เดือดร้อนแน่อยู่แล้ว ดังนั้นมีโอกาสตกหลุมนี้ได้ไม่ยากเลย เจ้าของบัญชีที่รับโอนกลับคงเป็นคนบ้านนอก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรนัก ถูกจ้างให้เปิดบัญชีี พร้อมบัตร ATM ได้ เงิน 200-300 บาทก็เอาแล้ว คนโกงก็กด ATM เชิดไปแล้วหลายหมื่น
ข้อควรระวังเรื่องนี้
1. ถ้าโอนผิดจริง แบงก์สาขาจะสามารถจัดการได้เองเลย เราไม่ต้องทำอะไรครับ
2. เบอร์โทรเข้ามา ถ้าแปลกๆ แบบไม่แสดงเบอร์ หรือ เป็นแบบโทรจาก internet ให้ระวังไว้ก่อนเลยครับ
3. ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต ควรทำลายอย่าให้เหลือเห็นข้อมูลต่างๆ เช่น วงงินสินเชื่อ หรือ เลขบัญชีธนาคารที่ตัดอัตโนมัติ
โปรดกระจาย! ข่าวเรื่องนี้ไปยังเพื่อนและญาติ ๆ โดยด่วน เพื่อป้องกันการหลอกลวงเช่นนี้
Sunday, August 22, 2010
เผยข้าราชการจบ ป.ตรีรับน้อยกว่า พนง.บริษัท 83%
เผยข้าราชการจบ ป.ตรีรับน้อยกว่า พนง.บริษัท 83%
นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ถึงการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือน ในวันที่ 1 ตุลาคม ภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาทว่า วงเงินดังกล่าวเกิดจากการประมาณการว่า จะมีผู้เกษียณอายุราชการ 3,000-4,000 ราย โดยแต่ละส่วนราชการจะทยอยบรรจุบุคคลเข้ารับราชการใหม่ ซึ่งอัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่นี้จะเริ่มใช้กับบุคคลที่ได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเงินเดือนภาคราชการกับ ภาคเอกชน
นางเบญจวรรณกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเงินเดือนแรกบรรจุระหว่างข้าราชการกับพนักงานบริษัท เอกชน พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ที่เข้ารับราชการได้รับเงินเดือนต่ำกว่าภาคเอกชนร้อยละ 13 ระดับ ปวส.ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าร้อยละ 6 ระดับปริญญาตรีต่ำกว่าร้อยละ 23-83 ระดับปริญญาโทต่ำกว่าร้อยละ 57-86 ก.พ.จึงตั้งเป้าลดความแตกต่างตรงนี้ลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อดูดดึงคนดีคน เก่งเข้ารับราชการ
"อย่างไรก็ตาม ก.พ.ตระหนักถึงความรู้สึกของข้าราชการรุ่นพี่ จึงได้ขยับอัตราเงินเดือนของบุคคลที่รับราชการอยู่ก่อนแล้ว เพื่อไม่ให้ข้าราชการรุ่นหลังมีอัตราเงินเดือนแซงหน้าข้าราชการรุ่นพี่ โดยฐานเงินเดือนที่จะขยับให้ก็อยู่ในงบประมาณ 200 ล้านบาทนี้แล้ว"
นางเบญจวรรณกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ก.พ.จะกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการแบบช่วง โดยให้คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงพิจารณาเลือกปัจจัย 4 ข้อ จากเกณฑ์หลักของ ก.พ. 8 ข้อ เพื่อปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนแรกบรรจุในวันที่ 1 เมษายน 2554 สำหรับปัจจัยหลักของ ก.พ. ได้แก่
1.มีคะแนนสอบเข้ารับราชการยอดเยี่ยม
2.มีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศ
3.มีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้ารับราชการ
4.มีใบประกอบวิชาชีพ
5.บรรจุเข้ารับราชการในสาขาขาดแคลน
6.มีผลงาน หรือได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติ
7.มีวุฒิการศึกษามากกว่า 1 ใบ ซึ่งในสัปดาห์หน้า ก.พ.จะเชิญผู้แทนทุกส่วนราชการมาชี้แจงแนวทาง
"อย่างไรก็ตาม ก.พ.ได้กำหนดช่วงในการขยับฐานเงินเดือนแรกเข้าไว้ดังนี้ ในเดือนเมษายน 2554 ให้ขยับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุไม่เกินร้อยละ 3 เดือนตุลาคม 2554 ให้ปรับขึ้นอีกไม่เกินร้อยละ 6 จากนั้นในเดือนเมษายน 2555 ให้ปรับขึ้นอีกไม่เกินร้อยละ 10 ทั้งนี้ หากรัฐบาลให้ความสำคัญและมีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ข้าราชการก็จะมีโอกาสได้รับเงินเดือนแรกบรรจุใกล้เคียงกับภาคเอกชนมากขึ้น"
นางเบญจวรรณกล่าวว่า นอกจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุแล้ว ในวันที่ 1 เมษายน 2554 จะมีการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทุกประเภททั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ครู อัยการ ศาล รัฐสภา รวมถึงข้าราชการบำนาญ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ร้อยละ 5 ภายใต้งบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท แต่เป็นเพียงการปรับเพื่อรักษาระดับรายได้เท่านั้น เพราะในช่วงปี 2550-2552 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 4.5
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับโครงสร้างเงินเดือนครั้งนี้จะทำให้ข้าราชการมีลุ้นรับขึ้นเงินเดือน ในวันที่ 1 เมษายน 2554 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11 โดยแบ่งเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบในอัตราร้อยละ 5 และการปรับขึ้นเงินเดือนตามการประเมินผลการปฏิบัติราชการในรอบครึ่งปีงบ ประมาณ (เลื่อนขั้นเงินเดือน) สูงสุดที่ร้อยละ 6
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ถึงการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือน ในวันที่ 1 ตุลาคม ภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาทว่า วงเงินดังกล่าวเกิดจากการประมาณการว่า จะมีผู้เกษียณอายุราชการ 3,000-4,000 ราย โดยแต่ละส่วนราชการจะทยอยบรรจุบุคคลเข้ารับราชการใหม่ ซึ่งอัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่นี้จะเริ่มใช้กับบุคคลที่ได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเงินเดือนภาคราชการกับ ภาคเอกชน
นางเบญจวรรณกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเงินเดือนแรกบรรจุระหว่างข้าราชการกับพนักงานบริษัท เอกชน พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ที่เข้ารับราชการได้รับเงินเดือนต่ำกว่าภาคเอกชนร้อยละ 13 ระดับ ปวส.ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าร้อยละ 6 ระดับปริญญาตรีต่ำกว่าร้อยละ 23-83 ระดับปริญญาโทต่ำกว่าร้อยละ 57-86 ก.พ.จึงตั้งเป้าลดความแตกต่างตรงนี้ลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อดูดดึงคนดีคน เก่งเข้ารับราชการ
"อย่างไรก็ตาม ก.พ.ตระหนักถึงความรู้สึกของข้าราชการรุ่นพี่ จึงได้ขยับอัตราเงินเดือนของบุคคลที่รับราชการอยู่ก่อนแล้ว เพื่อไม่ให้ข้าราชการรุ่นหลังมีอัตราเงินเดือนแซงหน้าข้าราชการรุ่นพี่ โดยฐานเงินเดือนที่จะขยับให้ก็อยู่ในงบประมาณ 200 ล้านบาทนี้แล้ว"
นางเบญจวรรณกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ก.พ.จะกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการแบบช่วง โดยให้คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงพิจารณาเลือกปัจจัย 4 ข้อ จากเกณฑ์หลักของ ก.พ. 8 ข้อ เพื่อปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนแรกบรรจุในวันที่ 1 เมษายน 2554 สำหรับปัจจัยหลักของ ก.พ. ได้แก่
1.มีคะแนนสอบเข้ารับราชการยอดเยี่ยม
2.มีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศ
3.มีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้ารับราชการ
4.มีใบประกอบวิชาชีพ
5.บรรจุเข้ารับราชการในสาขาขาดแคลน
6.มีผลงาน หรือได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติ
7.มีวุฒิการศึกษามากกว่า 1 ใบ ซึ่งในสัปดาห์หน้า ก.พ.จะเชิญผู้แทนทุกส่วนราชการมาชี้แจงแนวทาง
"อย่างไรก็ตาม ก.พ.ได้กำหนดช่วงในการขยับฐานเงินเดือนแรกเข้าไว้ดังนี้ ในเดือนเมษายน 2554 ให้ขยับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุไม่เกินร้อยละ 3 เดือนตุลาคม 2554 ให้ปรับขึ้นอีกไม่เกินร้อยละ 6 จากนั้นในเดือนเมษายน 2555 ให้ปรับขึ้นอีกไม่เกินร้อยละ 10 ทั้งนี้ หากรัฐบาลให้ความสำคัญและมีนโยบายสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ข้าราชการก็จะมีโอกาสได้รับเงินเดือนแรกบรรจุใกล้เคียงกับภาคเอกชนมากขึ้น"
นางเบญจวรรณกล่าวว่า นอกจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุแล้ว ในวันที่ 1 เมษายน 2554 จะมีการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทุกประเภททั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ครู อัยการ ศาล รัฐสภา รวมถึงข้าราชการบำนาญ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ร้อยละ 5 ภายใต้งบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท แต่เป็นเพียงการปรับเพื่อรักษาระดับรายได้เท่านั้น เพราะในช่วงปี 2550-2552 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 4.5
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับโครงสร้างเงินเดือนครั้งนี้จะทำให้ข้าราชการมีลุ้นรับขึ้นเงินเดือน ในวันที่ 1 เมษายน 2554 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11 โดยแบ่งเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบในอัตราร้อยละ 5 และการปรับขึ้นเงินเดือนตามการประเมินผลการปฏิบัติราชการในรอบครึ่งปีงบ ประมาณ (เลื่อนขั้นเงินเดือน) สูงสุดที่ร้อยละ 6
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
Wednesday, June 9, 2010
มุมภาษี: ระวังผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชี
เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90/91 เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปี 2552 ก็ถึงช่วงเวลาการยื่นงบดุลให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กรมสรรพากร
เพราะนับต่อจากนี้ไปจนวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2553 กรรมการบริษัท หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั้งหลายต้องปฏิบัติการเกี่ยว กับงบดุล และการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50/52/55 แล้วแต่กรณี
ในปีนี้วันที่ครบ 150 วันที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 คือวันที่ 30 พฤษภาคม ตรงกับวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จึงขยายเวลาออกไปให้ตรงกับการยื่นงบดุล คือวันที่ 31 พฤษภาคม 2553
ในหลายปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้เคยมีหนังสือเตือนท่านผู้ประกอบการใช้ความระมัดระวังและพยายามติดตามตรวจตราในการจัดหาผู้ทำบัญชีและผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีว่า ปรากฏว่ามีบางบริษัทห้างร้านได้ว่าจ้างบุคคลอื่นเป็นผู้ทำบัญชีตามกฎหมายบัญชี รายงานตามประมวลรัษฎากร และให้ผู้รับจ้างยื่นแบบแสดงรายการภาษี พร้อมทั้งใช้ผู้ตรวจสอบบัญชี
โดยจากการตรวจพบว่า มีหลายกรณีที่ผู้รับจ้างไม่ได้จัดทำบัญชี และยื่นเสียภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน โดยผู้ประกอบการผู้ว่าจ้างอาจไม่รู้ถึงความผิดพลาดนั้น ๆ แต่ต้องก้มหน้ารับภาระภาษี (กรรม) และเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม เป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาประเด็นความผิดที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าว ในปีนี้จึงขอนำคำเตือนของกรมสรรพากรมาเรียกแจ้งท่านผู้ประกอบการอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้
1. เลือกใช้บริการจากผู้รับจ้างทำบัญชี และผู้สอบบัญชีที่มีการปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบสูง
2. เรียกเอกสารพร้อมสมุดบัญชีและรายงานมาตรวจดูทุกเดือนว่ามีการจัดทำบัญชีเป็นปัจจุบันหรือไม่ ใช้เอกสารหลักฐานที่ถูกต้อง ครบถ้วน และจัดเก็บเอกสารหลักฐานดังกล่าวไว้ ณ สถานประกอบการ
3. หากมีการชำระภาษีอากรใด ๆ ให้เรียกดูต้นฉบับใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรที่ออกโดยกรมสรรพากร และสำเนาแบบแสดงรายการภาษี พร้อมทั้งงบการเงินจากผู้รับจ้างทำบัญชี และจัดเก็บไว้ ณ สถานประกอบการทุกครั้ง
4. ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) ผู้ประกอบการควรตรวจดูรายการที่ต้องแจ้งในแบบแจ้งข้อความของกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
5. ผู้ประกอบการพึงตรวจดูว่าไม่มีการใช้ใบกำกับภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการไม่ได้มีการซื้อสินค้า หรือใช้บริการจริงในการลงบัญชีและรายงานตามประมวลรัษฎากร
6. ตรวจสอบมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดให้ตรงกับมูลค่าที่มีอยู่จริงและตรงตามรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ที่มา: มุมภาษี: ระวังผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 06 เมษายน 2553
เพราะนับต่อจากนี้ไปจนวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2553 กรรมการบริษัท หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั้งหลายต้องปฏิบัติการเกี่ยว กับงบดุล และการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50/52/55 แล้วแต่กรณี
ในปีนี้วันที่ครบ 150 วันที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 คือวันที่ 30 พฤษภาคม ตรงกับวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จึงขยายเวลาออกไปให้ตรงกับการยื่นงบดุล คือวันที่ 31 พฤษภาคม 2553
ในหลายปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้เคยมีหนังสือเตือนท่านผู้ประกอบการใช้ความระมัดระวังและพยายามติดตามตรวจตราในการจัดหาผู้ทำบัญชีและผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีว่า ปรากฏว่ามีบางบริษัทห้างร้านได้ว่าจ้างบุคคลอื่นเป็นผู้ทำบัญชีตามกฎหมายบัญชี รายงานตามประมวลรัษฎากร และให้ผู้รับจ้างยื่นแบบแสดงรายการภาษี พร้อมทั้งใช้ผู้ตรวจสอบบัญชี
โดยจากการตรวจพบว่า มีหลายกรณีที่ผู้รับจ้างไม่ได้จัดทำบัญชี และยื่นเสียภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน โดยผู้ประกอบการผู้ว่าจ้างอาจไม่รู้ถึงความผิดพลาดนั้น ๆ แต่ต้องก้มหน้ารับภาระภาษี (กรรม) และเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม เป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาประเด็นความผิดที่เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าว ในปีนี้จึงขอนำคำเตือนของกรมสรรพากรมาเรียกแจ้งท่านผู้ประกอบการอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้
1. เลือกใช้บริการจากผู้รับจ้างทำบัญชี และผู้สอบบัญชีที่มีการปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบสูง
2. เรียกเอกสารพร้อมสมุดบัญชีและรายงานมาตรวจดูทุกเดือนว่ามีการจัดทำบัญชีเป็นปัจจุบันหรือไม่ ใช้เอกสารหลักฐานที่ถูกต้อง ครบถ้วน และจัดเก็บเอกสารหลักฐานดังกล่าวไว้ ณ สถานประกอบการ
3. หากมีการชำระภาษีอากรใด ๆ ให้เรียกดูต้นฉบับใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรที่ออกโดยกรมสรรพากร และสำเนาแบบแสดงรายการภาษี พร้อมทั้งงบการเงินจากผู้รับจ้างทำบัญชี และจัดเก็บไว้ ณ สถานประกอบการทุกครั้ง
4. ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) ผู้ประกอบการควรตรวจดูรายการที่ต้องแจ้งในแบบแจ้งข้อความของกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
5. ผู้ประกอบการพึงตรวจดูว่าไม่มีการใช้ใบกำกับภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการไม่ได้มีการซื้อสินค้า หรือใช้บริการจริงในการลงบัญชีและรายงานตามประมวลรัษฎากร
6. ตรวจสอบมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดให้ตรงกับมูลค่าที่มีอยู่จริงและตรงตามรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ที่มา: มุมภาษี: ระวังผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 06 เมษายน 2553
Subscribe to:
Posts (Atom)