จะเถียงคุณแม่ขี้บ่น .. ก่อนที่จะเถียงแม่ ให้อ่านข้อคิดดี ๆ ต่อไปนี้ก่อน
เย็นวันหนึ่ง ลูกชายวัยมัธยมปลายถูกคุณแม่บ่นว่าเรื่องไม่ยอมเก็บห้องนอน
กินข้าวไม่เป็นเวลา ออกไปไหนไม่บอกก่อนล่วงหน้า ฯลฯ
หนุ่มน้อยทนไม่ได้ เพราะคิดว่าแม่ชอบจู้จี้จุกจิกเรื่องส่วนตัวของเขา
ก็เลยเถียงแม่ออกไปด้วยเสียงอันดัง ทำให้คุณแม่ยิ่งโมโหที่ลูกชายไม่เชื่อฟัง
คุณพ่อเห็นท่าจะไม่ดี ก็เลยกันลูกชายออกมาและพาไปเดินเล่น
เดินไปด้วยกันเป็นนานสองนาน คุณพ่อจึงพูดกับลูกชายว่า
“การที่ลูกจะเถียงแม่ได้นั้น มีข้อแม้ว่า หากลูกทำได้ใน10ข้อนี้ ลูกจึงมีคุณสมบัติที่จะเถียงแม่ได้!”
“อะไรเหรอครับ?” เด็กหนุ่มถามคุณพ่อ
"ตั้งใจฟังนะ"
1.อาเจียนหลังกินข้าวทุกมื้อเป็นเวลาสามเดือน(แพ้ท้อง)
2.หัวนมถูกกัดแต่ต้องยอมอดทนไม่กล้าตี(ช่วงที่ฟันของลูกขึ้นใหม่ๆ)
3.เอาลูกบอลใส่ท้องและเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือนเป็นเวลาสิบเดือน(ตั้งท้อง)
4.เจ็บปวดเหมือนถูกแส้เฆี่ยนตีเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง(ช่วงคลอดลูก)
5.งดน้ำแข็ง ชา กาแฟและของชอบแต่ส่งผลร้ายต่อลูกในครรภ์เป็นเวลาสิบเดือน
6.เวลานอนพลิกตัวไม่ได้เป็นเวลาห้าเดือน
7.งดเที่ยว งดกระโดดโลดเต้นเป็นเวลาสิบเดือน
8.ห้ามป่วยเป็นอันขาดเป็นเวลาสิบเดือน ต่อให้ป่วยก็กินยาปฏิชีวนะไม่ได้
9.เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเช็ดอ๊วก เปลี่ยนผ้าอ้อมซักผ้าอ้อม ล้างก้นเป็นปีๆ
10.กลางคืนต้องตื่นทุกๆ สองชั่วโมง แต่ละช่วงใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีประมาณสามเดือน
พ่อลูกเดินคุยกันจนมาถึงหน้าบ้าน คุณพ่อตบบ่าลูกชาย แล้วพูดว่า
“เดี๋ยวเข้าบ้านไป ให้เกียรติกับผู้หญิงของฉันด้วยนะ”
“ฮ่าๆ ครับๆ ต่อไปผมจะให้เกียรติผู้หญิงของพ่อให้มากกว่านี้ครับ”
เมื่อลูกชายเข้าบ้านก็ตรงไปกอดและขอโทษคุณแม่
......................
ก่อนที่จะเถียงแม่ คิดก่อนว่าคุณมีคุณสมบัติในสิบข้อนี้หรือเปล่า?
ที่มา:: ส่งต่อกันมา ไม่ทราบที่มาที่แน่ชัด
Showing posts with label โกรธ คือ โง่ โมโห คือ บ้า Be Happy Don't Angry. Show all posts
Showing posts with label โกรธ คือ โง่ โมโห คือ บ้า Be Happy Don't Angry. Show all posts
Sunday, January 24, 2016
Friday, May 10, 2013
สรุปความป้ำเป๋อของ นางยิ่งฯ นายกฯ
ทำไม จึงว่า ยิ่งฯ นายกฯ ของพวกเราเอง เราให้เกียรติ พณฯ มาโดยตลอดตอด
มันเป็นธรรมดา ที่ทำผิดมาก จนถูกรุมว่า ..
“ยิ่งลักษณ์” ถูกนำไปผูกโยงกับคำว่า “โง่” และถูกกล่าวถึงในบริบทที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนด้อยด้านสติปัญญา และไร้ศักยภาพในการบริหารประเทศนั้น สืบเนื่องจากตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้น นายกฯยิ่งลักษณ์มีอาการพูดผิดพูดถูก ถึงขั้นที่เรียกว่า “ปล่อยไก่” อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่หลายๆ เรื่องนั้นเป็นแค่เรื่องพื้นๆทั่วไปที่ใครๆก็รู้
1. ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เรียกหญ้าแฝก เป็น 'หญ้าแพรก'
2, เรียกเรือดันน้ำ เป็น 'เรือดำน้ำ' , เรียกถนนคอนกรีต เป็น 'คอ-นก-รีต'
3. เรียกพฤศจิกายน เป็น 'พฤศจิกาคม'
4 เรียกอำเภอหาดใหญ่ เป็น 'จังหวัดหาดใหญ่'
5. เรียกเมืองซิดนีย์ (ประเทศออสเตรเลีย) เป็นประเทศซิดนีย์
6. เรียกนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็น 'ประธานาธิบดี'
7. นายกฯลงพื้นที่ จ.สิงห์บุรี แต่กลับเรียกชื่อเป็น จ.สระบุรี
8 ให้สัมภาษณ์ถึงการซ่อมประตูน้ำบางโฉมศรี ซึ่ง อยู่ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ว่าต้องใช้วิธี 'โยนหินลงทะเล' ทั้งที่ จ.สิงห์บุรีไม่มีทะเล
9 อ่านตัวเลขผิดหลัก โดยตั้งหน้าตั้งตาอ่านโพยในที่ประชุมสภาว่า “ ในปีงบประมาณ 2555 ได้จัดสรรงบประมาณเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวนทั้งสิ้น (53,980ล้านบาท) ห้าหมื่น สามแสน เก้าร้อยสิบแปดล้านบาท”
และไม่ใช่แค่ ปล่อยไก่แจ้ ไก่ชน เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่นายกฯนกแก้วยังข้ามน้ำข้ามทะเลไปปล่อยไก่งวงถึงในเวทีระดับโลก ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุเกิดจากปัญหา 2 ประการคือ
10. เรื่องความอ่อนด้อยทางภาษาและ
11. ไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลในเรื่องที่จะพูดมาก่อน ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นกับบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำประเทศ
12. เมื่อปลายเดือนมกราคมปี 2555 นางสาวยิ่งลักษณ์เดินทางไปร่วมประชุม “World Economic Forum ครั้งที่ 42 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และได้เข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Women as the Way Forward” โดยนายกรัฐมนตรีไทยได้ขึ้นพูดสด ไม่มีโพยให้อ่าน และก็ได้สร้างความงงงวยไปทั้งเวที ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากต่างประเทศจะทำให้ผู้ร่วมอภิปรายบนเวทีและผู้ฟังนั่งนิ่งและอึ้งเงียบ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แถมยังตอบคำถามไม่ตรงประเด็น
ผู้ดำเนินรายการที่ทำหน้าที่ทึ่งในการใช้ภาษาของนายกรัฐมนตรีไทยจนอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเชยว่า “Madam Prime Minister I have to also say that you speak better English than I do” ตามมาด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือของผู้ฟังดังสนั่นหวั่นไหว
13. นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ทำให้ไทยขายขี้หน้าไปทั่วโลก เมื่อ นายกฯยิ่งลักษณ์ได้กล่าวในการประชุมเศรษฐกิจโลก ครั้งที่ 21 ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 21th World Economic Forum on East Asia (WEF) ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย. 2555 ที่ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ ว่า " 10 countries in ASEAN contain about half population of the world.." ซึ่งหมายความว่า " 10 ประเทศในอาเซียน มีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลก" ทั้งที่จริงๆแล้ว ประชากรอาเซียน มีประมาณ 600 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 8.8% ของประชากรโลก ซึ่งมีทั้งหมด 7,000 ล้านคน เท่านั้น ไม่ได้มีครึ่งหนึ่งของโลกอย่างที่น่ายกฯไทยปล่อยไก่ออกไป
14. ฯลฯ สารพัดผิด ..
ที่มา:
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000056422
--------------------
ยิ่งสุข ยิ่งดี ยิ่งเลว ยิ่งมาก ยิ่งน้อย ยิ่งอิ่ม ยิ่งหิว ยิ่งทำ ยิ่งกิน ยิ่งแดก ยิ่งตด ยิ่งเหม็น ยิ่งรั่ว ยิ่งหอม ยิ่งทวี ยิ่งออก ยิ่งหด ยิ่งใหญ่ ยิ่งสวย ยิ่งรวย ยิ่งขี้เหล่ ยิ่งปากจัด ยิ่งเค็ม ยิ่งปากเหม็น ยิ่งเลีย ยิ่งอม ยิ่งดูด ยิ่งพัน ยิ่งเกาะ ยิ่งพัด ยิ่งหนาว ยิ่งอับ ยิ่งร้อน ยิ่งอุ่น ยิ่งเปลือง ยิ่งผิด ยิ่งโง่ ยิ่งบวม ยิ่งแหวะ ยิ่งคิด ยิ่งปล่อย ยิ่งยิ้ม ยิ่งอม ยิ่งสูง ยิ่งจม ยิ่งต่ำ ยิ่งเตี้ย ยิ่งกิน ยิ่งแดก ยิ่งน่ารัก ยิ่งโป๊ ยิ่งตก ยิ่งใหญ่ ยิ่งร่วง ยิ่งเปรี้ยว ยิ่งเค็ม ยิ่งหวาน ยิ่งดัง ยิ่งหนวกหู ยิ่งเงียบ ยิ่งดิ่ง ยิ่งจน ยิ่งจม ยิ่งหัวสูง ยิ่งติดดิน ยิ่งแพง ยิ่งโกง ยิ่งลุแก่อำนาจ ยิ่งหมด ยิ่งจัด ยิ่งปล่อยไก่ ยิ่งช้า ยิ่งเร็ว ยิ่งเกิน ยิ่งขาด ยิ่งร้อย ยิ่งถอด ยิ่งทวี ยิ่งรุนแรง ยิ่งอ่อนโยน ยิ่งอ่อนแอ ยิ่งเอน ยิ่งเดียง ยิ่งเบี๊ยว ยิ่งเบลอ ยิ่งรัก ยิ่งเกลียด ยิ่งชอบ ... ยิ่งเอะใจ ... ยิ่งถอย ยิ่งไป ยิ่งมา ยิ่งส่ง ..
Friday, May 7, 2010
โมโหร้าย
เคยอาละวาดฟาดหัวฟาดหางไว้ทั่ว จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีนับไม่ถ้วน สำหรับซุปเปอร์โมเดลผิวสีชาวอังกฤษ ที่โด่งดังและร่ำรวยที่สุดในโลก
นา โอมิ แคมป์เบลล์ วัย 39 ปี ล่าสุด นางแบบสาวขี้เม้งปล่อยโฮกลางอากาศ ระหว่างเปิดใจให้สัมภาษณ์ในรายการทอล์กโชว์โอปราห์ วินฟรีย์ว่า อยากกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่ ถ้าสังคมยอมให้อภัย
ซุปเปอร์โมเดล เจ้าอารมณ์ยอมรับสารภาพต่อหน้าผู้ชมหลายล้านคนทั้งน้ำตานองหน้าว่า ฉันเป็นคนโมโหร้าย ชนิดที่ว่าถ้าถูกขัดใจเมื่อไหร่เป็นต้องปรี๊ดและกรี๊ดจนบ้านแตก มันเป็นด้านมืดของอารมณ์ที่อยู่ในก้นบึ้งจิตใจ เป็นความผิดปกติแบบหนึ่งของสภาพจิตใจ ฉันรู้สึกเสียใจ ละอายใจ ทุกครั้งที่ระเบิดอารมณ์ออกมา ทุกครั้งที่ไม่สามารถควบคุมปีศาจในตัวได้ ฉันกำลังพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
กระนั้น เธอพยายามแก้ต่างให้ตัวเองว่า อารมณ์กราดเกรี้ยวและโมโหร้ายอย่างขาดสติไม่ได้เกิดจากความเอาแต่ใจตัวเอง เพราะถูกสปอยล์ด้วยเงินทองและชื่อเสียง แต่ลึกๆแล้วมาจากปมในวัยเด็กที่ถูกพ่อทอดทิ้งตั้งแต่อายุแค่ 2 เดือน และยังถูกแม่ทิ้งให้อยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพัง เพราะคุณแม่ของเธอต้องตระเวนแสดงบัลเลต์ไปทั่วยุโรป ทำให้เธอกลายเป็นคนขาดรัก และเมื่อไหร่ที่ถูกทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ปีศาจร้ายในตัวก็พร้อมออกมาอาละวาดทันที
ประวัติเรื่องความโมโหร้าย ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ของซุปเปอร์โมเดลผิวสีเป็นที่เลื่องลืออย่างต่อเนื่อง โดยพฤติกรรมสุดถ่อยของนางแบบคนดังถูกเปิดโปงเป็นครั้งแรกราวปี 1999 เมื่ออดีตผู้ช่วยส่วนตัว "จิออร์จินา กาลานิส" ออกโรงแฉว่าโดนนายหญิงจอมโหดทำร้ายร่างกาย ด้วยการกระชากคอเสื้อ และขว้างโทรศัพท์มือถือใส่หน้า แถมยังถูกขู่ว่าจะโยนออกนอกรถ การฟ้องร้องคดีนี้ดำเนินไปเป็นปี จนในที่สุด "แคมป์เบลล์" ต้องจ่ายเงินปิดปากก้อนใหญ่เพื่อให้เรื่องยุติ และรับปากศาลว่าจะเข้าคอร์สบำบัดอาการโกรธ
วีรกรรมถ่อยๆของซุป เปอร์โมเดลผิวสีกลายเป็นพาดหัวข่าวแท็บลอยด์ อีกหลายครั้ง รวมถึงข้อกล่าวหาจากอดีตผู้ช่วยอีกคน "อาแมนดา แบร็ค" ที่ออกมาแฉแหลก เมื่อปี 2005 ว่า หลังทำงานรับใช้นายหญิงขี้วีนได้เดือนเศษ ก็โดนตบหน้าสั่งสอน และขว้างแบล็กเบอร์รี่ใส่หน้า เพราะไม่สบอารมณ์ งานนี้ "แคมป์เบลล์" ต้องเซ็นเช็คจ่ายเป็นค่าเสียหาย ขณะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันเงียบ ซุปเปอร์โมเดลอารมณ์ร้ายก็ก่อเรื่องใหม่อีกจนได้ เมื่อสะกดอารมณ์ไม่อยู่ ลุกขึ้นชี้หน้าด่ากราดนางเอกสาวชาวอิตาเลียนกลางโรงแรมหรู ฐานบังอาจมาใส่ชุดซ้ำ โดยฝ่ายเจ้าทุกข์ยืนยันว่าถูกนางแบบผิวสีชกเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้า และหมัดหนักอย่างกับ "ไมค์ ไทสัน" นักมวยจอมซาดิสต์ ที่เคยเป็นคู่ควงของซุปเปอร์โมเดลคนดังพักใหญ่
พอเข้าปี 2006 ได้ไม่กี่เดือน ซุปเปอร์โมเดลเลือดร้อนก็ถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกายคนรับใช้ที่บ้าน โดยใช้อาวุธถนัดคือโทรศัพท์มือถือ ฟาดเข้าเต็มศีรษะ แม่บ้านผู้โชคร้ายเลือดอาบไปทั้งหัว ต้องเย็บหลายสิบเข็ม คราวนี้ตำรวจตั้งข้อหาหนัก มีโทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี และสูงสุดไม่เกิน 7 ปี กระบวนการแฉพฤติกรรมโฉดของนายหญิงซุปเปอร์โมเดลยังคงดำเนินไปอีกหลายระลอก โดยมีการระบุว่า "แคมป์เบลล์" เป็นตัวอันตรายสำหรับทุกคนที่เข้าใกล้
พฤติกรรม พ่อแม่ไม่สั่งสอนของนางแบบดังไม่มีท่าทีจะยุติลงง่ายๆ เธอถูกจับกุมตัวอีกครั้ง เมื่อต้นปี 2008 กลางสนามบินฮีทโธรว์ โทษฐานทำร้ายร่างกายตำรวจ เพราะไม่พอใจที่กระเป๋าเดินทางหายไปหนึ่งใบ แถมยังขู่กรรโชกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จนสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ทนไม่ไหว ประกาศสั่งแบนซุปเปอร์โมเดลผิวสีห้ามขึ้นเครื่องบินสายการบินแห่งชาติตลอด ชีพ
ชื่อเสียงของนางแบบผิวสีต้องพังป่นปี้อีกครั้ง เมื่อคนขับรถส่วนตัว เข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนิวยอร์ก ช่วงต้นปี 2010 ว่าถูกนายหญิงตบหน้าและต่อยดั้งยุบ ตามมาติดๆด้วยข้อกล่าวหาระดับชาติ ที่หลุดปากโดยนักแสดงสาวรุ่นใหญ่ "มีอา ฟาร์โรว์" ซึ่งให้การว่า ซุปเปอร์โมเดลคนดังเคยโม้ให้ฟังว่า หล่อนได้ "บลัดไดมอนด์" ก้อนโตที่เป็นเพชรผิดกฎหมายมาครอบครอง โดยเป็นของกำนัลจากแฟนเก่าจอมเผด็จการ คือ ประธานาธิบดีไลบีเรีย ระหว่างงานเลี้ยงการกุศล จัดโดย "เนลสัน แมนเดลา" ที่แอฟริกาใต้ เมื่อปี 1997 เรื่องนี้ถือเป็นอะไรที่ซีเรียสคอขาดบาดตายมาก เมื่อถูกผู้สื่อข่าวเอบีซี นิวส์ ตามจิกสัมภาษณ์ เธอจึงระเบิดโทสะออกมาชุดเบ้อเริ่ม...กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าทำตัวต่ำไม่สมกับ เป็นซุปเปอร์โมเดล ก็สายเกินแก้ซะแล้ว!!
มิสแซฟไฟร์
ที่มา: คอลัมน์ต่างประเทศ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553
นา โอมิ แคมป์เบลล์ วัย 39 ปี ล่าสุด นางแบบสาวขี้เม้งปล่อยโฮกลางอากาศ ระหว่างเปิดใจให้สัมภาษณ์ในรายการทอล์กโชว์โอปราห์ วินฟรีย์ว่า อยากกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่ ถ้าสังคมยอมให้อภัย
ซุปเปอร์โมเดล เจ้าอารมณ์ยอมรับสารภาพต่อหน้าผู้ชมหลายล้านคนทั้งน้ำตานองหน้าว่า ฉันเป็นคนโมโหร้าย ชนิดที่ว่าถ้าถูกขัดใจเมื่อไหร่เป็นต้องปรี๊ดและกรี๊ดจนบ้านแตก มันเป็นด้านมืดของอารมณ์ที่อยู่ในก้นบึ้งจิตใจ เป็นความผิดปกติแบบหนึ่งของสภาพจิตใจ ฉันรู้สึกเสียใจ ละอายใจ ทุกครั้งที่ระเบิดอารมณ์ออกมา ทุกครั้งที่ไม่สามารถควบคุมปีศาจในตัวได้ ฉันกำลังพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
กระนั้น เธอพยายามแก้ต่างให้ตัวเองว่า อารมณ์กราดเกรี้ยวและโมโหร้ายอย่างขาดสติไม่ได้เกิดจากความเอาแต่ใจตัวเอง เพราะถูกสปอยล์ด้วยเงินทองและชื่อเสียง แต่ลึกๆแล้วมาจากปมในวัยเด็กที่ถูกพ่อทอดทิ้งตั้งแต่อายุแค่ 2 เดือน และยังถูกแม่ทิ้งให้อยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพัง เพราะคุณแม่ของเธอต้องตระเวนแสดงบัลเลต์ไปทั่วยุโรป ทำให้เธอกลายเป็นคนขาดรัก และเมื่อไหร่ที่ถูกทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ปีศาจร้ายในตัวก็พร้อมออกมาอาละวาดทันที
ประวัติเรื่องความโมโหร้าย ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ของซุปเปอร์โมเดลผิวสีเป็นที่เลื่องลืออย่างต่อเนื่อง โดยพฤติกรรมสุดถ่อยของนางแบบคนดังถูกเปิดโปงเป็นครั้งแรกราวปี 1999 เมื่ออดีตผู้ช่วยส่วนตัว "จิออร์จินา กาลานิส" ออกโรงแฉว่าโดนนายหญิงจอมโหดทำร้ายร่างกาย ด้วยการกระชากคอเสื้อ และขว้างโทรศัพท์มือถือใส่หน้า แถมยังถูกขู่ว่าจะโยนออกนอกรถ การฟ้องร้องคดีนี้ดำเนินไปเป็นปี จนในที่สุด "แคมป์เบลล์" ต้องจ่ายเงินปิดปากก้อนใหญ่เพื่อให้เรื่องยุติ และรับปากศาลว่าจะเข้าคอร์สบำบัดอาการโกรธ
วีรกรรมถ่อยๆของซุป เปอร์โมเดลผิวสีกลายเป็นพาดหัวข่าวแท็บลอยด์ อีกหลายครั้ง รวมถึงข้อกล่าวหาจากอดีตผู้ช่วยอีกคน "อาแมนดา แบร็ค" ที่ออกมาแฉแหลก เมื่อปี 2005 ว่า หลังทำงานรับใช้นายหญิงขี้วีนได้เดือนเศษ ก็โดนตบหน้าสั่งสอน และขว้างแบล็กเบอร์รี่ใส่หน้า เพราะไม่สบอารมณ์ งานนี้ "แคมป์เบลล์" ต้องเซ็นเช็คจ่ายเป็นค่าเสียหาย ขณะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันเงียบ ซุปเปอร์โมเดลอารมณ์ร้ายก็ก่อเรื่องใหม่อีกจนได้ เมื่อสะกดอารมณ์ไม่อยู่ ลุกขึ้นชี้หน้าด่ากราดนางเอกสาวชาวอิตาเลียนกลางโรงแรมหรู ฐานบังอาจมาใส่ชุดซ้ำ โดยฝ่ายเจ้าทุกข์ยืนยันว่าถูกนางแบบผิวสีชกเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้า และหมัดหนักอย่างกับ "ไมค์ ไทสัน" นักมวยจอมซาดิสต์ ที่เคยเป็นคู่ควงของซุปเปอร์โมเดลคนดังพักใหญ่
พอเข้าปี 2006 ได้ไม่กี่เดือน ซุปเปอร์โมเดลเลือดร้อนก็ถูกจับในข้อหาทำร้ายร่างกายคนรับใช้ที่บ้าน โดยใช้อาวุธถนัดคือโทรศัพท์มือถือ ฟาดเข้าเต็มศีรษะ แม่บ้านผู้โชคร้ายเลือดอาบไปทั้งหัว ต้องเย็บหลายสิบเข็ม คราวนี้ตำรวจตั้งข้อหาหนัก มีโทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี และสูงสุดไม่เกิน 7 ปี กระบวนการแฉพฤติกรรมโฉดของนายหญิงซุปเปอร์โมเดลยังคงดำเนินไปอีกหลายระลอก โดยมีการระบุว่า "แคมป์เบลล์" เป็นตัวอันตรายสำหรับทุกคนที่เข้าใกล้
พฤติกรรม พ่อแม่ไม่สั่งสอนของนางแบบดังไม่มีท่าทีจะยุติลงง่ายๆ เธอถูกจับกุมตัวอีกครั้ง เมื่อต้นปี 2008 กลางสนามบินฮีทโธรว์ โทษฐานทำร้ายร่างกายตำรวจ เพราะไม่พอใจที่กระเป๋าเดินทางหายไปหนึ่งใบ แถมยังขู่กรรโชกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จนสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ทนไม่ไหว ประกาศสั่งแบนซุปเปอร์โมเดลผิวสีห้ามขึ้นเครื่องบินสายการบินแห่งชาติตลอด ชีพ
ชื่อเสียงของนางแบบผิวสีต้องพังป่นปี้อีกครั้ง เมื่อคนขับรถส่วนตัว เข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนิวยอร์ก ช่วงต้นปี 2010 ว่าถูกนายหญิงตบหน้าและต่อยดั้งยุบ ตามมาติดๆด้วยข้อกล่าวหาระดับชาติ ที่หลุดปากโดยนักแสดงสาวรุ่นใหญ่ "มีอา ฟาร์โรว์" ซึ่งให้การว่า ซุปเปอร์โมเดลคนดังเคยโม้ให้ฟังว่า หล่อนได้ "บลัดไดมอนด์" ก้อนโตที่เป็นเพชรผิดกฎหมายมาครอบครอง โดยเป็นของกำนัลจากแฟนเก่าจอมเผด็จการ คือ ประธานาธิบดีไลบีเรีย ระหว่างงานเลี้ยงการกุศล จัดโดย "เนลสัน แมนเดลา" ที่แอฟริกาใต้ เมื่อปี 1997 เรื่องนี้ถือเป็นอะไรที่ซีเรียสคอขาดบาดตายมาก เมื่อถูกผู้สื่อข่าวเอบีซี นิวส์ ตามจิกสัมภาษณ์ เธอจึงระเบิดโทสะออกมาชุดเบ้อเริ่ม...กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าทำตัวต่ำไม่สมกับ เป็นซุปเปอร์โมเดล ก็สายเกินแก้ซะแล้ว!!
มิสแซฟไฟร์
ที่มา: คอลัมน์ต่างประเทศ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2553
Monday, May 3, 2010
สุดท้ายคือกฎแห่งกรรม
เรื่อง “กฎแห่งกรรม” ตามหลักพระพุทธศาสนา มาขีดเขียนให้ได้อ่านกัน
“กรรม” หมายถึง การกระทำด้วยความจงใจ
การกระทำอย่างใดจะเกิดเป็นกรรมได้ ต้องมี องค์ประกอบ 3 ประการ ด้วยกัน นั่นคือ
หนึ่ง ต้องมีผู้กระทำกรรม
สอง ต้องทำด้วยเจตนาเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง
และสาม กรรมนั้นมีผลแก่ผู้กระทำให้เป็นบุญหรือบาปก็ได้
“ทำชั่ว” เรียกว่า “อกุศลกรรม”
“ทำดี” เรียกว่า “กุศลกรรม”
“กฎแห่งกรรม” หมายถึง ความเป็นไปตามหลักเหตุผล อย่างแน่นอน ของการกระทำและผลของการกระทำ
“กฎแห่งกรรม” ในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเที่ยงตรง ไม่ลำเอียงเห็นแก่หน้า ผู้ใด อำนวยผลให้แก่บุคคลทุกคนตามลักษณะแห่งการกระทำเสมอหน้ากันหมด ไม่เลือกชั้นวรรณะ สัตว์โลกทั้งหลายทั้ง สิ้นย่อมอยู่ ภายใต้อำนาจ แห่ง “กฎแห่งกรรม”
พระพุทธเจ้าได้ทรงพร่ำสอนพุทธบริษัทไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของ กรรมนั้น”
“กรรม” จะให้ ผลตามกาล ดังต่อไปนี้
หนึ่ง “กรรม” ให้ผลชาตินี้ เป็น “กรรม” ที่ให้ผลรวดเร็ว เป็นปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอรับผลเอาชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล เจ้าของกรรมจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนภายในเร็ววัน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ย่อมบันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความสุขความเจริญภายในเร็ววัน
สอง “กรรม” ที่ให้ผลในชาติถัดไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ อบายภูมิ ในชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ สุคติภูมิ ในชาติหน้า
สาม “กรรม” ที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลก็บันดาลผลให้ได้รับ ความทุกข์ความเดือดร้อน ตั้งแต่ชาติที่สาม เป็นต้นไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศลก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับ ความสุขความเจริญ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป
พระพุทธเจ้า ทรงค้าน เรื่อง พรหม ลิขิต ทรงสอนให้เชื่อใน กรรมลิขิต คือให้เชื่อการกระทำของตัวเอง ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วสนองเสมอ เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะสามารถรองรับหรือดลบันดาลให้คนที่ทำชั่วไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพใหม่
“สังสารวัฏ” หรือหลักการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง
เริ่มต้นด้วย “กิเลส” หมายถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นปัจจัยให้กระทำกรรม
“กรรม” เมื่อกระทำแล้ว บังเกิดผลที่เรียกว่า “วิบาก”
“วิบาก” ได้แก่ ผลแห่งกรรม คือนามรูปที่ยังประกอบไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งเป็น “กิเลส” เป็นเหตุให้กระทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ย่อมเกิดผลคือ“วิบาก” กล่าวคือ นามรูปใหม่ ฉะนั้น นามรูปเก่าดับ นามรูปใหม่เกิด ติดต่อกันไป รวดเร็วไม่รู้จักจบสิ้น จึงได้ชื่อว่า “สังสารวัฏ”เวียนเกิดเวียนดับไม่มีที่สิ้นสุด
“มนุษย์” กับ “กรรม” จึงเป็นของคู่กัน ชำระล้างไม่มีวันหมด เพียงแต่ว่ามี “กิเลส” มาก หรือ “กิเลส” น้อย หรือสร้าง “กุศลกรรม” หรือ “อกุศลกรรม” มันก็เท่านั้นเอง
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยดีที่สุดคือ เอา “กรรม” มาเป็นตัวกำหนด
ใครจะดี ใครจะชั่ว ใครพูดจริง ใครโกหก ใครต้องการแก้ปัญหา ใครต้องการสร้างปัญหา ในที่สุด “กฎแห่งกรรม” จะเป็นผู้ตัดสิน
จะตัดสินชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติที่สามเป็นต้นไป ไม่มีใครหนีพ้นครับ ตราบใดที่เราเชื่อในหลักศาสนาที่พร่ำสอนให้มนุษย์เป็นคนดีมากกว่าคนเลว.
อนุภพ
“กรรม” หมายถึง การกระทำด้วยความจงใจ
การกระทำอย่างใดจะเกิดเป็นกรรมได้ ต้องมี องค์ประกอบ 3 ประการ ด้วยกัน นั่นคือ
หนึ่ง ต้องมีผู้กระทำกรรม
สอง ต้องทำด้วยเจตนาเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง
และสาม กรรมนั้นมีผลแก่ผู้กระทำให้เป็นบุญหรือบาปก็ได้
“ทำชั่ว” เรียกว่า “อกุศลกรรม”
“ทำดี” เรียกว่า “กุศลกรรม”
“กฎแห่งกรรม” หมายถึง ความเป็นไปตามหลักเหตุผล อย่างแน่นอน ของการกระทำและผลของการกระทำ
“กฎแห่งกรรม” ในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเที่ยงตรง ไม่ลำเอียงเห็นแก่หน้า ผู้ใด อำนวยผลให้แก่บุคคลทุกคนตามลักษณะแห่งการกระทำเสมอหน้ากันหมด ไม่เลือกชั้นวรรณะ สัตว์โลกทั้งหลายทั้ง สิ้นย่อมอยู่ ภายใต้อำนาจ แห่ง “กฎแห่งกรรม”
พระพุทธเจ้าได้ทรงพร่ำสอนพุทธบริษัทไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของ กรรมนั้น”
“กรรม” จะให้ ผลตามกาล ดังต่อไปนี้
หนึ่ง “กรรม” ให้ผลชาตินี้ เป็น “กรรม” ที่ให้ผลรวดเร็ว เป็นปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอรับผลเอาชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล เจ้าของกรรมจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนภายในเร็ววัน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ย่อมบันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความสุขความเจริญภายในเร็ววัน
สอง “กรรม” ที่ให้ผลในชาติถัดไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ อบายภูมิ ในชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ สุคติภูมิ ในชาติหน้า
สาม “กรรม” ที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลก็บันดาลผลให้ได้รับ ความทุกข์ความเดือดร้อน ตั้งแต่ชาติที่สาม เป็นต้นไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศลก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับ ความสุขความเจริญ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป
พระพุทธเจ้า ทรงค้าน เรื่อง พรหม ลิขิต ทรงสอนให้เชื่อใน กรรมลิขิต คือให้เชื่อการกระทำของตัวเอง ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วสนองเสมอ เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะสามารถรองรับหรือดลบันดาลให้คนที่ทำชั่วไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพใหม่
“สังสารวัฏ” หรือหลักการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง
เริ่มต้นด้วย “กิเลส” หมายถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นปัจจัยให้กระทำกรรม
“กรรม” เมื่อกระทำแล้ว บังเกิดผลที่เรียกว่า “วิบาก”
“วิบาก” ได้แก่ ผลแห่งกรรม คือนามรูปที่ยังประกอบไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งเป็น “กิเลส” เป็นเหตุให้กระทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ย่อมเกิดผลคือ“วิบาก” กล่าวคือ นามรูปใหม่ ฉะนั้น นามรูปเก่าดับ นามรูปใหม่เกิด ติดต่อกันไป รวดเร็วไม่รู้จักจบสิ้น จึงได้ชื่อว่า “สังสารวัฏ”เวียนเกิดเวียนดับไม่มีที่สิ้นสุด
“มนุษย์” กับ “กรรม” จึงเป็นของคู่กัน ชำระล้างไม่มีวันหมด เพียงแต่ว่ามี “กิเลส” มาก หรือ “กิเลส” น้อย หรือสร้าง “กุศลกรรม” หรือ “อกุศลกรรม” มันก็เท่านั้นเอง
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยดีที่สุดคือ เอา “กรรม” มาเป็นตัวกำหนด
ใครจะดี ใครจะชั่ว ใครพูดจริง ใครโกหก ใครต้องการแก้ปัญหา ใครต้องการสร้างปัญหา ในที่สุด “กฎแห่งกรรม” จะเป็นผู้ตัดสิน
จะตัดสินชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติที่สามเป็นต้นไป ไม่มีใครหนีพ้นครับ ตราบใดที่เราเชื่อในหลักศาสนาที่พร่ำสอนให้มนุษย์เป็นคนดีมากกว่าคนเลว.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 03 พฤษภาคม 2553
Saturday, May 1, 2010
"หยุดภัยหมาบ้า" รณรงค์พาหมา-แมว-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฉีดวัคซีน
"หยุดภัยหมาบ้า" รณรงค์พาหมา-แมว-สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฉีดวัคซีน
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า โรคพิษสุนัขไม่ได้เกิดแต่ในสุนัขเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ระวังหรือใส่ใจเวลาถูกสัตว์อื่นกัด นอกจากนี้ความประมาทก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนต้องเสียชีวิตด้วย โรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากมั่นใจว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้เองหรือลูกสุนัขจะไม่เป็นโรค ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน ทำให้กว่า 90% ของผู้ที่ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการถูกลูกสุนัขอายุน้อยกว่า 3 เดือนหรือสุนัขมีเจ้าของแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัด แล้วไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนรักษา
ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงจัดโครงการ "หยุดภัยหมาบ้า" ขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนนำสุนัขและแม้วมาฉีดวัคซีนในวันที่ 5, 8, 15 และ 22 พฤษภาคม ได้ที่สำนักงานกรมปศุสัตว์ ถ.พญาไท ซึ่งนอกจากบริการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีบริการฉีดยาคุมกำเนิด ทำหมัน ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกันก็จะขอรับเลี้ยงสุนัขที่เจ้าของไม่ประสงค์จะเลี้ยง รวมทั้งขอรับบริจาคอาหารสุนัข เพื่อนำไปเลี้ยงสุนัขที่ "บ้านหมาน่าอยู่" ของกรมปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซด์ www.dld.go.th/dcontrol หรือโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 4142 และ 4146
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า โรคพิษสุนัขไม่ได้เกิดแต่ในสุนัขเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในสัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ระวังหรือใส่ใจเวลาถูกสัตว์อื่นกัด นอกจากนี้ความประมาทก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนต้องเสียชีวิตด้วย โรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากมั่นใจว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้เองหรือลูกสุนัขจะไม่เป็นโรค ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน ทำให้กว่า 90% ของผู้ที่ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการถูกลูกสุนัขอายุน้อยกว่า 3 เดือนหรือสุนัขมีเจ้าของแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัด แล้วไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนรักษา
ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงจัดโครงการ "หยุดภัยหมาบ้า" ขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนนำสุนัขและแม้วมาฉีดวัคซีนในวันที่ 5, 8, 15 และ 22 พฤษภาคม ได้ที่สำนักงานกรมปศุสัตว์ ถ.พญาไท ซึ่งนอกจากบริการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีบริการฉีดยาคุมกำเนิด ทำหมัน ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกันก็จะขอรับเลี้ยงสุนัขที่เจ้าของไม่ประสงค์จะเลี้ยง รวมทั้งขอรับบริจาคอาหารสุนัข เพื่อนำไปเลี้ยงสุนัขที่ "บ้านหมาน่าอยู่" ของกรมปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซด์ www.dld.go.th/dcontrol หรือโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 4142 และ 4146
Thursday, April 29, 2010
ชีวิตเป็นของมีค่า: Life is a gift
เรื่องราวซึ้ง ๆ ของหญิงสาวตาบอดคนหนึ่ง ที่เกลียดตัวเอง เกลียดโชคชะตาที่ทำให้เธอตาบอด จนพาลไปเกลียดทุก ๆ คนรอบตัวเธอไปด้วย แต่ทว่าเธอกลับทุ่มสุดหัวใจรักแฟนหนุ่มที่ทำทุกอย่างเพื่อเธอ และให้กำลังใจเธอในทุก ๆ สถานการณ์ เธอบอกกับแฟนหนุ่มของเธอว่า “ถ้าฉันได้กลับมาเห็นโลกที่สวยงามอีกครั้ง ฉันจะแต่งงานกับเธอ”
และแล้ววันหนึ่งได้มีผู้ใจบุญบริจาคดวงตามาให้เธอ หลังจากการผ่าตัดที่ผ่านพ้นไปด้วยดี และแล้วก็มาถึงวันที่ถอดผ้าพันแผลออก ทำให้เธอได้มองเห็นโลกอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งได้เห็นแฟนหนุ่มที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แล้วแฟนหนุ่มก็ถามเธอว่า “ผมดีใจที่คุณมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะขอคุณแต่งงานตามที่สัญญากันไว้ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับ”
หญิงสาวมองหน้าแฟนหนุ่มของเธอและเห็นว่า แฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอตกใจอย่างมากกับตาที่ปิดสนิทของแฟนหนุ่ม และไม่คาดฝันมาก่อนว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอคิดว่าเธอคงทนไม่ได้ ที่จะต้องอยู่ ต้องเห็นแฟนหนุ่มที่ตาบอดนี้ไปตลอดชีวิตของเธอ ทำให้เธอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเค้า
แฟนหนุ่มของเธอจากไปพร้อมกับความเศร้าโศกเสียใจ และ น้ำตาที่นองหน้า และหลายวันต่อมาเธอก็ได้พบข้อความที่แฟนหนุ่มเขียนให้เธอว่า “ช่วยดูแลตาของคุณให้ดีที่สุดนะครับที่รัก เพราะก่อนที่ตาคู่นี้จะเป็นของคุณ มันเคยเป็นของผมมาก่อน”
นี่คือเรื่องราวที่อาจจะเกิดกับใครหลาย ๆ คน โดยเมื่อสถานะของเราเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ความคิดเปลี่ยนตามไปด้วย บางคนลืมไปเลยว่าชีวิตในอดีตของตนเคยเป็นอย่างไรมาก่อนหน้านี้ ลืมสิ่งที่เคยมีความสำคัญกับเราอย่างมากในอดีต และบางครั้งก็ลืมไปว่าใครที่เคยอยู่เคียงข้างเรา ช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ชีวิต คือ ของขวัญอันล้ำค่า
ในทุกวัน ก่อนที่เราจะพูดถ้อยคำที่หยาบคาบ หรือ ทำร้ายจิตใจใคร ออกไปนั้น จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เปล่งเสียงพูดออกมา
และแล้ววันหนึ่งได้มีผู้ใจบุญบริจาคดวงตามาให้เธอ หลังจากการผ่าตัดที่ผ่านพ้นไปด้วยดี และแล้วก็มาถึงวันที่ถอดผ้าพันแผลออก ทำให้เธอได้มองเห็นโลกอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งได้เห็นแฟนหนุ่มที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด แล้วแฟนหนุ่มก็ถามเธอว่า “ผมดีใจที่คุณมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะขอคุณแต่งงานตามที่สัญญากันไว้ คุณจะแต่งงานกับผมมั้ยครับ”
หญิงสาวมองหน้าแฟนหนุ่มของเธอและเห็นว่า แฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอตกใจอย่างมากกับตาที่ปิดสนิทของแฟนหนุ่ม และไม่คาดฝันมาก่อนว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นตาบอด เธอคิดว่าเธอคงทนไม่ได้ ที่จะต้องอยู่ ต้องเห็นแฟนหนุ่มที่ตาบอดนี้ไปตลอดชีวิตของเธอ ทำให้เธอปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเค้า
แฟนหนุ่มของเธอจากไปพร้อมกับความเศร้าโศกเสียใจ และ น้ำตาที่นองหน้า และหลายวันต่อมาเธอก็ได้พบข้อความที่แฟนหนุ่มเขียนให้เธอว่า “ช่วยดูแลตาของคุณให้ดีที่สุดนะครับที่รัก เพราะก่อนที่ตาคู่นี้จะเป็นของคุณ มันเคยเป็นของผมมาก่อน”
นี่คือเรื่องราวที่อาจจะเกิดกับใครหลาย ๆ คน โดยเมื่อสถานะของเราเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ความคิดเปลี่ยนตามไปด้วย บางคนลืมไปเลยว่าชีวิตในอดีตของตนเคยเป็นอย่างไรมาก่อนหน้านี้ ลืมสิ่งที่เคยมีความสำคัญกับเราอย่างมากในอดีต และบางครั้งก็ลืมไปว่าใครที่เคยอยู่เคียงข้างเรา ช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ชีวิต คือ ของขวัญอันล้ำค่า
ในทุกวัน ก่อนที่เราจะพูดถ้อยคำที่หยาบคาบ หรือ ทำร้ายจิตใจใคร ออกไปนั้น จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เปล่งเสียงพูดออกมา
- ก่อนที่จะบ่นถึงรสชาดอาหารที่รับประทาน จงนึกถึงคนที่ไม่มีแม้แต่อาหารที่จะกินในแต่ละมื้อ
- ก่อนที่เราจะบ่นถึงข้อเสียของภรรยาหรือสามีนั้น จงนึกถึงคนที่เฝ้าสวดมนต์ขอพรเพียงเพื่อจะมีเพื่อน หรือคนมาเคียงข้างเท่านั้น
- ก่อนที่เราจะบ่นถึงการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จงนึกถึงบางคนที่ต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
- ก่อนที่เราจะบ่นเรื่องที่ลูก ๆ ของเรา จงนึกถึงคนที่พยายามอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถแม้แต่จะมีลูกได้
- ก่อนที่เราจะว่าบ้านเราสกปรก รกรุงรัง เพราะสมาชิกในบ้านไม่ใส่ใจทำความสะอาด จงนึกถึงคนที่ต้องใช้ชีวิตอันแสนลำบากอยู่ข้างถนน
- ก่อนที่จะบ่น และรู้สึกท้อกับระยะทางที่คุณต้องขับรถไป จงนึกถึงคนที่จำเป็นต้องเดินทางในระยะทางเดียวกับเรา ด้วยการเดินเท้า
- ก่อนที่เราจะรู้สึกเหนื่อย ท้อ และ บ่นถึงงานที่ทำ และรับผิดชอบอยู่ จงนึกถึงผู้พิการที่ยินดีจะแลกทุกอย่าง เพียงเพื่อมีโอกาสได้ทำงานแบบเรา
- ก่อนที่เราจะชี้มือด่าว่า หรือวิจารณ์ข้อผิดพลาดของผู้อื่น จงคำนึงว่าเราทุกคนต่างก็เคยมีความผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น และเมื่อความรู้สึกสลด หดหู่ พยายามจะทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย จงต่อสู้ด้วยใบหน้าที่เต็มใบด้วยรอยยิ้มของเรา และคิดเสมอว่า เรายังมีชีวิตที่เป็นของขวัญอันล้ำค่าอยู่
- ถ้าเราให้อภัยคุณที่คุณเคยทำอะไรผิดหรือเคยทำอะไรแย่ ๆ แล้วคุณจะให้อภัยคนอื่นไหม
Wednesday, June 3, 2009
โกรธ = Anger got Angry
ความโกรธ คือ อะไรหนอ "what does it meant for being angry?"
ความโกรธ เป็นอารมณ์รุนแรง เป็นความโมโหโกรธา ที่เกิดจากการไปรับรู้ หรือ สัมผัสสิ่งที่ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อความรู้สึก
พระพยอมกล่าวไว้ว่า "โกรธ คือ โง่ โมโห คือ บ้า"
Angry = stupid + foolish,
rampage/chafe/fulminate = crazy + mad
เรียนรู้คำศัพท์
fulminate (verb) กริ้ว
1. กริ้ว
2. ระเบิด
3. เดือดดาล
4. โมโห
5. โกรธ
6. ร้องด่า
chafe (verb) = ฉุนเฉียว
1. ถู
2. สุ่ย
3. สี
4. ครูด
5. โกรธ
6. ฉุนเฉียว
7. โมโห
8. อารมณ์เสีย
9. เร่าร้อน
rampage = อาละวาด
noun
1. การอาละวาด
2. ความวุ่นวาย
3. ความโมโห
4. ความโมโหโทโส
5. การวิ่งพล่าน
verb
1. มีโทสะ
2. วุ่นวาย
3. ดุด่า
4. อาละวาด
5. โมโห
วกกลับเข้าเนื้อหา
่บางคนว่า "โกรธ บวก โมโห คือ แค้น"
"แค้น มาก แสดงว่า "โกรธ บวก โมโห" มาก หรือ "โง่ มาก บวก บ้า มาก" นั่นเอง
แสดงว่า "จิต" ถูกครอบงำ มาก ถ้าเป็นคนโกรธง่าย หรือ โมโห ง่าย จะน่ากลัวมาก เพราะจิตถูกครอบงำ ง่าย และเร็ว นับเป็น โทสะจริต ที่น่ากลัวยิ่ง เพราะการ"ขาดสติ หรือ ขาดซึ่งเหตุผล" เพราะถูกอารมณ์โกรธ เข้าครอบงำ
."การมี สติ จึงสำคัญม๊ากมาก" สำคัญกับตัวคนที่โกรธเอง เป็นไม่โกรธ แล้ว ความสุขใจ ก็จะมา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด
======= คุณต้องอ่าน A must read story =======
อยากให้อ่านข้อคิดดี ๆ ที่ได้จาก http://www.pongtorn.com/board/topic.php?id=6943
มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า
“ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน”
วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง
เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ
และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”
วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 …. จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
“ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!”
พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า
“ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เจ้าเห็นหรือไม่ว่า
รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก
เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูด ว่า “ขอโทษ”
สักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้
ฉันใดก็ฉันนั้น “กับเพื่อน” .. เพื่อนเปรียบเสมือน อัญมณีอันมีค่าที่หายาก
เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ …
แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไป
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจดจำไว้เสมอว่า ” คำขอโทษ “
ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น
คือ รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอดไป”
หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเรา อยู่ร่วมกัน ทำงาน ร่วมกัน คบกัน
ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ ตลอดไป…
ชีวิตไม่โกรธ: 9 วิธีการระงับโทสะ Anger Management
不生氣的生活: 9種平息怒氣的方法
โดย 原文作者: W. Vajramedhi ว.วชิรเมธี
ความโกรธ เป็นอารมณ์รุนแรง เป็นความโมโหโกรธา ที่เกิดจากการไปรับรู้ หรือ สัมผัสสิ่งที่ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อความรู้สึก
พระพยอมกล่าวไว้ว่า "โกรธ คือ โง่ โมโห คือ บ้า"
Angry = stupid + foolish,
rampage/chafe/fulminate = crazy + mad
เรียนรู้คำศัพท์
fulminate (verb) กริ้ว
1. กริ้ว
2. ระเบิด
3. เดือดดาล
4. โมโห
5. โกรธ
6. ร้องด่า
chafe (verb) = ฉุนเฉียว
1. ถู
2. สุ่ย
3. สี
4. ครูด
5. โกรธ
6. ฉุนเฉียว
7. โมโห
8. อารมณ์เสีย
9. เร่าร้อน
rampage = อาละวาด
noun
1. การอาละวาด
2. ความวุ่นวาย
3. ความโมโห
4. ความโมโหโทโส
5. การวิ่งพล่าน
verb
1. มีโทสะ
2. วุ่นวาย
3. ดุด่า
4. อาละวาด
5. โมโห
วกกลับเข้าเนื้อหา
่บางคนว่า "โกรธ บวก โมโห คือ แค้น"
"แค้น มาก แสดงว่า "โกรธ บวก โมโห" มาก หรือ "โง่ มาก บวก บ้า มาก" นั่นเอง
แสดงว่า "จิต" ถูกครอบงำ มาก ถ้าเป็นคนโกรธง่าย หรือ โมโห ง่าย จะน่ากลัวมาก เพราะจิตถูกครอบงำ ง่าย และเร็ว นับเป็น โทสะจริต ที่น่ากลัวยิ่ง เพราะการ"ขาดสติ หรือ ขาดซึ่งเหตุผล" เพราะถูกอารมณ์โกรธ เข้าครอบงำ
."การมี สติ จึงสำคัญม๊ากมาก" สำคัญกับตัวคนที่โกรธเอง เป็นไม่โกรธ แล้ว ความสุขใจ ก็จะมา
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด
======= คุณต้องอ่าน A must read story =======
อยากให้อ่านข้อคิดดี ๆ ที่ได้จาก http://www.pongtorn.com/board/topic.php?id=6943
มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า
“ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน”
วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง
เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ
และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”
วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 …. จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
“ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!”
พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า
“ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เจ้าเห็นหรือไม่ว่า
รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก
เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูด ว่า “ขอโทษ”
สักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้
ฉันใดก็ฉันนั้น “กับเพื่อน” .. เพื่อนเปรียบเสมือน อัญมณีอันมีค่าที่หายาก
เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ …
แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไป
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจดจำไว้เสมอว่า ” คำขอโทษ “
ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น
คือ รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอดไป”
หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเรา อยู่ร่วมกัน ทำงาน ร่วมกัน คบกัน
ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ ตลอดไป…
ชีวิตไม่โกรธ: 9 วิธีการระงับโทสะ Anger Management
不生氣的生活: 9種平息怒氣的方法
โดย 原文作者: W. Vajramedhi ว.วชิรเมธี
Subscribe to:
Posts (Atom)