ผมมีเงินมากพอที่จะ...
ถอย BMW ในฝัน แต่ผมไม่ทำ
คนที่จะจนคือ...มีเงินปั๊บ ซื้อของที่ตัวเองอยากได้ก่อน
คนจะรวย มีเงินจะเอาเงินไปซื้อกิจการ
ไปต่อยอดก่อน
ไม่เชื่อไปสังเกตุตัวเองดูนะ
ได้โบนัสมา5หมื่น กินเที่ยว ซื้อนาฬิกาที่ชอบ3หมื่น
แล้วไง?? กี่ปีแล้วที่ชีวิตเป็นแบบนี้
กี่ปีๆก็ตื่นไปให้คนอื่นชี้นิ้วใช้งาน
สิ้นปีมาก็....เหมือนเดิมครับ
อ้างอีกแล้ว....ทำงานเหนื่อยมาทั้งปี
ซื้อของดีๆขอกินดีๆให้รางวัลชีวิตตัวเองหน่อย
ปีนี้ได้โบนัสมากหน่อย6หมื่น
ซื้อโทรศัพท์ใหม่25,000
พากันไปฉลอง2หมื่น เปลี่ยนแม็กรถอีก18,000 ตังค์หมดพอดี
ทุกๆปีทำแบบนี้....
ผ่านไป 10 ปี นั่งกินเหล้ากับเพื่อน
ต่างคนต่างถามกันเอง ทำไมพวกเราจนจังว่ะ?
ทำงานมาตั้งนาน....ไม่รวยสักที!!
ทีนี้รู้ยังทำไมไม่รวย??
คุณไม่เคยเปิดใจ ไม่เคยเปิดตัวเองให้ได้รับโอกาศ
และที่สำคัญ นั่งรอแต่โอกาศ ทำไมไม่สร้างโอกาศเอง??
งอมืองอตีนรอคนอื่นทำไม?
เมื่อก่อนผมก็เป็นครับ
แม่งเอ๊ยยย ทำงานเหนื่อยมาทั้งเดือน
กูขอให้รางวัลชีวิตบ้าง
แดกเหล้าแพงๆ ซื้อทุกอย่างที่อยากได้
นั่งร้านอาหารดีๆ ยังไม่ถึงวันที่10ของเดือนเลย
เงินเดือนหมดแล้ว....
เงินหมดแดกมาม่าบ้าง ยืมเพื่อนบ้าง
กู้เขามาแดกบ้าง
ไหนหล่ะ??? กางเกงตัวละ 1800
เอามาแดกได้มั้ย?? รองเท่าคู่ละ 2000
หั่นแดกให้อิ่มท้องหรือเปล่า?
แดกอาหารแพงๆ มึงอิ่มทั้งเดือนหรือไง?
คนส่วนใหญ่ในสังคม...เข้าใจ
คำว่ารางวัลชีวิตผิดๆ
ไม่รวยจริงๆ อย่ากระแดกทำแบบนี้
ผมเคยเป็นมาก่อน กี่ปีๆแม่งผมก็จนแล้วจนอีก
จนเพราะ เงินเดือนออกมา ก็อ้างเหมือนเดือนที่แล้ว
เหนื่อยมาทั้งเดือนแล้ว ขอให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ้าง!!
คนรวยเขาซื้อของแพงๆหลังจากรวยแล้ว
คนจนซื้อแต่ของแพงไทั้งๆที่ยังไม่รวย
คนรวย สร้างแต่กิจการไปตรงไหนก็มีสาขา
มีร้านตัวเอง หันไปทางไหน มีแต่รายได้
คนจน สร้างแต่หนี้ หันไปทางไหนก็มีแต่เจ้าหนี้
รายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายมากกว่าเดิม
ผมเคยเป็นมาก่อนครับ
ตั้งแต่ผมรู้ว่าควรใช้เงินทำอะไร
ตั้งแต่ผม....ฉลาดกว่าเงิน ผมก็สบาย
ถ้าอายุ 45-50 อยากนั่งทำงานงกๆๆ
ให้คนอื่นชี้นิ้วสั่งงาน ก็ทำบ่อยๆนะครับ
ไอ้ที่ว่า เหนื่อยมาทั้งปีแล้ว ขอให้รางวัลกับตัวเองบ้าง !
---------------------
Cr: สิริทัศน์ สมเสงี่ยม
Showing posts with label "พอเพียง"ด้วยการ"เพียงพอ". Show all posts
Showing posts with label "พอเพียง"ด้วยการ"เพียงพอ". Show all posts
Thursday, February 18, 2016
Tuesday, September 2, 2014
พ่อไม่ยอมแก่:: “พ่อคะ หนูขอโทษ”
พ่อไม่ยอมแก่
พ่ออายุเยอะกว่าฉัน 50 ปี พ่อมีฉันตอนที่อายุมากแล้ว วันที่ฉันเกิด พ่อเลี้ยงญาติพี่น้อง 10 โต๊ะ
ตอนที่ฉันอายุได้ 8 ขวบ พ่ออายุ 58 ปี หัดขี่มอเตอไซค์ แล้วตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เพื่อไปรับฉันจากการเรียนขิมหลังจากเลิกโรงเรียน ไม่งั้น ฉันคงต้องนอน 5 ทุ่มทุกวันเป็นแน่
ตอนที่ฉันอายุ 10 ขวบ พ่ออายุ 60 ปี
หลังจากเกษียณได้ 3 วัน พ่อก็ไปรับจ้างซ่อมรองเท้าที่ตลาด เพื่อนของพ่อต่างก็แปลกใจในสิ่งที่พ่อทำ
“แปะ เงินบำเหน็จไม่พอใช้เหรอ? อายุขนาดนี้แล้วจะมาซ่อมรองเท้าอีกทำไม?”
พ่อทำงานไปยิ้มไป
“ยังหนุ่มอยู่เลย อยู่บ้านเฉยๆ เดี๋ยวโรคภัยก็ถามหา” ฉันฟังอยู่ ก็รู้สึกสงสารพ่อจัง
ตอนที่ฉันเรียนมัธยมปลาย พ่อตัดสินใจเช่าบ้านใกล้ๆ โรงเรียน เลียนแบบพ่อแม่คนอื่นเพื่อมาคอยดูแลฉัน และพ่อก็ยังคงรับซ่อมรองเท้าเหมือนเดิม
ตอนที่ฉันไปเรียน พ่อทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ตอนที่ฉันเลิกเรียน พ่อก็เปิดแผงซ่อมรองเท้า ตอนเก็บร้าน ฉันเข้าไปช่วยพ่อ คุณน้าที่มาซ่อมรองเท้าพูดกับพ่อว่า
“หลานก็โตเป็นสาวแล้วนะ ลุงทำไมไม่อยู่บ้านให้ลูกๆ เลี้ยงละ มาซ่อมรองเท้าทำไหม?” ฉันได้ฟังก็รู้สึกโมโหมาก
“พ่อคะ วันหลังพ่อไม่ต้องซ่อมรองเท้าได้ไหม บ้านเราใช่ว่าจะลำบากอะไรนี่นา!”
พ่อนิ่งไปครูหนึ่ง สีหน้าไม่สบายใจนัก
“พ่อยังแข็งแรง ยังหาเงินได้อยู่ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่รู้จะทำอะไร” ตอนที่พ่อพูดกับฉันวันนั้น พ่ออายุ 68 ปีแล้ว
ตอนที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย ฉันต้องไปเรียนที่อื่น นานๆ ถึงกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่
มีเพียงสิ่งเดียวที่พอจะทำให้เราพ่อลูกไม่ห่างกันเกินไปก็คือโทรศัพท์ พ่อมักจะบอกกับฉันเสมอว่า “อยากกินอยากได้อะไรก็ซื้อเลยนะลูก ไม่ต้องอดนะ พ่อยังไม่แก่ เลี้ยงลูกได้สบาย”
หลังจากเรียนจบแล้ว ฉันก็ได้งานทำที่ไกลจากบ้านมากขึ้น งานที่กดดันมาก ทำให้ฉันแทบไม่ได้โทรหาพ่อเลย แต่ทุกครั้งที่โทรไปหาพ่อ ก็มักจะได้ยินคำเดิมๆ
“พ่อสบายดี พ่อยังหนุ่มอยู่ หากงานหนักเกินไปก็กลับมาอยู่บ้านนะลูก พ่อเลี้ยงได้ ไม่ต้องห่วง”
ได้ยินพ่อพูดอย่างนี้ ฉันก็รู้สึกสบายใจหายห่วงทุกที แม้แต่ตอนแต่งงาน เงินที่ซื้อบ้านก็เป็นเงินของพ่อแม่ ตอนนั้น พ่ออายุ 80 แล้ว ฉันรู้ พ่อแก่ชรามากแล้ว
ฉันคิดว่าพ่อยังแข็งแรง พ่อไม่มีโรคภัยอะไรใดๆ จนถึงตอนที่แม่โทรมา ฉันถึงรู้ว่าพ่อปิดบังอะไรมากมายไม่ให้ฉันได้รู้
พ่อเส้นเลือดในสมองแตก พ่อเป็นความดันโลหิตสูง พ่อกินยามาเป็นเวลานาน แม่บอกว่า วันที่เกิดเหตุอากาศร้อนมาก เด็กหนุ่มๆ ยังทนไม่ไหว แล้วคนแก่อย่างพ่อจะทานทนได้ยังไง
พ่อนอนอยู่บนเตียง เบ้าตาลึก ผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผมบนศีรษะขาวก็ไปหมด แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พ่อยังพูดกับฉันทางโทรศัพท์
“พ่อยังหนุ่มอยู่”
เมื่อเห็นฉัน ก็พยายามที่จะพูดกับฉันด้วยเสียงอับแหบพร่า “พ่อไม่กล้าแก่ เกรงว่าถ้าพ่อแก่แล้ว ลูกจะไม่มีพ่อให้ช่วยเหลือ ไม่มีพ่อให้รัก แต่พ่อก็แก่แล้วจริงๆ”
ที่แท้ หลายปีที่ผ่านมา พ่อพยายามบอกตัวเองว่ายังไม่แก่ เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ายังหนุ่มอยู่ หาเงินให้ฉันใช้จ่าย หาเงินให้ฉันเรียน ให้ความรักแก่ฉันอย่างไม่เคยขาดพร่อง
พ่อพยายามไม่ให้ฉันเป็นห่วง ว่าพ่อแก่ชราแล้ว
แต่ฉันนี่สิ เนรคุณไม่รู้ความ ฉันไม่รู้ว่าพ่อทำไมต้องลำบากตรากตรำ ทุกครั้งที่พ่อบอกฉันว่า “พ่อยังหนุ่มอยู่” ฉันแอบรู้สึกว่าพ่อไม่ยอมรับความจริง
มาถึงวันนี้ พ่อที่นอนอยู่บนเตียง แก่ชราดั่งไม้เก่าที่ผุกร่อน
“พ่อคะ หนูขอโทษ”
พ่ออายุเยอะกว่าฉัน 50 ปี พ่อมีฉันตอนที่อายุมากแล้ว วันที่ฉันเกิด พ่อเลี้ยงญาติพี่น้อง 10 โต๊ะ
ตอนที่ฉันอายุได้ 8 ขวบ พ่ออายุ 58 ปี หัดขี่มอเตอไซค์ แล้วตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เพื่อไปรับฉันจากการเรียนขิมหลังจากเลิกโรงเรียน ไม่งั้น ฉันคงต้องนอน 5 ทุ่มทุกวันเป็นแน่
ตอนที่ฉันอายุ 10 ขวบ พ่ออายุ 60 ปี
หลังจากเกษียณได้ 3 วัน พ่อก็ไปรับจ้างซ่อมรองเท้าที่ตลาด เพื่อนของพ่อต่างก็แปลกใจในสิ่งที่พ่อทำ
“แปะ เงินบำเหน็จไม่พอใช้เหรอ? อายุขนาดนี้แล้วจะมาซ่อมรองเท้าอีกทำไม?”
พ่อทำงานไปยิ้มไป
“ยังหนุ่มอยู่เลย อยู่บ้านเฉยๆ เดี๋ยวโรคภัยก็ถามหา” ฉันฟังอยู่ ก็รู้สึกสงสารพ่อจัง
ตอนที่ฉันเรียนมัธยมปลาย พ่อตัดสินใจเช่าบ้านใกล้ๆ โรงเรียน เลียนแบบพ่อแม่คนอื่นเพื่อมาคอยดูแลฉัน และพ่อก็ยังคงรับซ่อมรองเท้าเหมือนเดิม
ตอนที่ฉันไปเรียน พ่อทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ตอนที่ฉันเลิกเรียน พ่อก็เปิดแผงซ่อมรองเท้า ตอนเก็บร้าน ฉันเข้าไปช่วยพ่อ คุณน้าที่มาซ่อมรองเท้าพูดกับพ่อว่า
“หลานก็โตเป็นสาวแล้วนะ ลุงทำไมไม่อยู่บ้านให้ลูกๆ เลี้ยงละ มาซ่อมรองเท้าทำไหม?” ฉันได้ฟังก็รู้สึกโมโหมาก
“พ่อคะ วันหลังพ่อไม่ต้องซ่อมรองเท้าได้ไหม บ้านเราใช่ว่าจะลำบากอะไรนี่นา!”
พ่อนิ่งไปครูหนึ่ง สีหน้าไม่สบายใจนัก
“พ่อยังแข็งแรง ยังหาเงินได้อยู่ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่รู้จะทำอะไร” ตอนที่พ่อพูดกับฉันวันนั้น พ่ออายุ 68 ปีแล้ว
ตอนที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย ฉันต้องไปเรียนที่อื่น นานๆ ถึงกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่
มีเพียงสิ่งเดียวที่พอจะทำให้เราพ่อลูกไม่ห่างกันเกินไปก็คือโทรศัพท์ พ่อมักจะบอกกับฉันเสมอว่า “อยากกินอยากได้อะไรก็ซื้อเลยนะลูก ไม่ต้องอดนะ พ่อยังไม่แก่ เลี้ยงลูกได้สบาย”
หลังจากเรียนจบแล้ว ฉันก็ได้งานทำที่ไกลจากบ้านมากขึ้น งานที่กดดันมาก ทำให้ฉันแทบไม่ได้โทรหาพ่อเลย แต่ทุกครั้งที่โทรไปหาพ่อ ก็มักจะได้ยินคำเดิมๆ
“พ่อสบายดี พ่อยังหนุ่มอยู่ หากงานหนักเกินไปก็กลับมาอยู่บ้านนะลูก พ่อเลี้ยงได้ ไม่ต้องห่วง”
ได้ยินพ่อพูดอย่างนี้ ฉันก็รู้สึกสบายใจหายห่วงทุกที แม้แต่ตอนแต่งงาน เงินที่ซื้อบ้านก็เป็นเงินของพ่อแม่ ตอนนั้น พ่ออายุ 80 แล้ว ฉันรู้ พ่อแก่ชรามากแล้ว
ฉันคิดว่าพ่อยังแข็งแรง พ่อไม่มีโรคภัยอะไรใดๆ จนถึงตอนที่แม่โทรมา ฉันถึงรู้ว่าพ่อปิดบังอะไรมากมายไม่ให้ฉันได้รู้
พ่อเส้นเลือดในสมองแตก พ่อเป็นความดันโลหิตสูง พ่อกินยามาเป็นเวลานาน แม่บอกว่า วันที่เกิดเหตุอากาศร้อนมาก เด็กหนุ่มๆ ยังทนไม่ไหว แล้วคนแก่อย่างพ่อจะทานทนได้ยังไง
พ่อนอนอยู่บนเตียง เบ้าตาลึก ผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผมบนศีรษะขาวก็ไปหมด แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พ่อยังพูดกับฉันทางโทรศัพท์
“พ่อยังหนุ่มอยู่”
เมื่อเห็นฉัน ก็พยายามที่จะพูดกับฉันด้วยเสียงอับแหบพร่า “พ่อไม่กล้าแก่ เกรงว่าถ้าพ่อแก่แล้ว ลูกจะไม่มีพ่อให้ช่วยเหลือ ไม่มีพ่อให้รัก แต่พ่อก็แก่แล้วจริงๆ”
ที่แท้ หลายปีที่ผ่านมา พ่อพยายามบอกตัวเองว่ายังไม่แก่ เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ายังหนุ่มอยู่ หาเงินให้ฉันใช้จ่าย หาเงินให้ฉันเรียน ให้ความรักแก่ฉันอย่างไม่เคยขาดพร่อง
พ่อพยายามไม่ให้ฉันเป็นห่วง ว่าพ่อแก่ชราแล้ว
แต่ฉันนี่สิ เนรคุณไม่รู้ความ ฉันไม่รู้ว่าพ่อทำไมต้องลำบากตรากตรำ ทุกครั้งที่พ่อบอกฉันว่า “พ่อยังหนุ่มอยู่” ฉันแอบรู้สึกว่าพ่อไม่ยอมรับความจริง
มาถึงวันนี้ พ่อที่นอนอยู่บนเตียง แก่ชราดั่งไม้เก่าที่ผุกร่อน
“พ่อคะ หนูขอโทษ”
Saturday, August 17, 2013
ได้มาบ้าง เสียไปบ้าง ช่างปะไร
ถ้าทุกคน ได้ทุกอย่าง ได้ดั่งคิด
สิ้นชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน
ได้มาบ้าง เสียไปบ้าง ช่างปะไร
หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้พอ
อีกไม่นาน วันผันผ่าน ก็ต้องจาก
จะมีมาก หรือมีน้อย วัยถอยถอน
เอาอะไร ไปไม่ได้ นั้นแน่นอน
วันจากจร เหลือเพียงแต่ แค่ตำนาน
ก็วันนี้ มีพอกิน มีพอใช้
ไม่เท่าใคร แต่เพียงพอ ก็สุขได้
ทำหน้าที่ สมควร ก่อนด่วนไป
จากเมื่อไหร่ หลับตาได้ ไม่อาวรณ์
ที่มา line
สิ้นชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน
ได้มาบ้าง เสียไปบ้าง ช่างปะไร
หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้พอ
อีกไม่นาน วันผันผ่าน ก็ต้องจาก
จะมีมาก หรือมีน้อย วัยถอยถอน
เอาอะไร ไปไม่ได้ นั้นแน่นอน
วันจากจร เหลือเพียงแต่ แค่ตำนาน
ก็วันนี้ มีพอกิน มีพอใช้
ไม่เท่าใคร แต่เพียงพอ ก็สุขได้
ทำหน้าที่ สมควร ก่อนด่วนไป
จากเมื่อไหร่ หลับตาได้ ไม่อาวรณ์
ที่มา line
สิ้นชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน
ได้มาบ้าง เสียไปบ้าง ช่างปะไร
หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้พอ
อีกไม่นาน วันผันผ่าน ก็ต้องจาก
จะมีมาก หรือมีน้อย วัยถอยถอน
เอาอะไร ไปไม่ได้ นั้นแน่นอน
วันจากจร เหลือเพียงแต่ แค่ตำนาน
ก็วันนี้ มีพอกิน มีพอใช้
ไม่เท่าใคร แต่เพียงพอ ก็สุขได้
ทำหน้าที่ สมควร ก่อนด่วนไป
จากเมื่อไหร่ หลับตาได้ ไม่อาวรณ์
ที่มา line
-----อ่านอีกครั้ง ฟังอีกรอบ----------------
ถ้าทุกคน ได้ทุกอย่าง ได้ดั่งคิดสิ้นชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน
ได้มาบ้าง เสียไปบ้าง ช่างปะไร
หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้พอ
อีกไม่นาน วันผันผ่าน ก็ต้องจาก
จะมีมาก หรือมีน้อย วัยถอยถอน
เอาอะไร ไปไม่ได้ นั้นแน่นอน
วันจากจร เหลือเพียงแต่ แค่ตำนาน
ก็วันนี้ มีพอกิน มีพอใช้
ไม่เท่าใคร แต่เพียงพอ ก็สุขได้
ทำหน้าที่ สมควร ก่อนด่วนไป
จากเมื่อไหร่ หลับตาได้ ไม่อาวรณ์
ที่มา line
Wednesday, July 31, 2013
โพลชี้ - ครอบครัว กทม.-ปริมณฑล 61% หนี้บาน
เอแบคโพลล์ ชี้ หัวหน้าครัวเรือน ขณะที่ 61%
มีภาระต้องผ่อนชำระสินค้า ในแต่ละเดือน
กว่า 63% อยากให้รัฐ เร่งนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้แก้ปัญหาขอรัฐเร่งปลูกจิตสำนึก ป้องกันเกิดภาวะหนี้เสีย
นางสาวปภาดา ชินวงศ์ ผู้จัดการโครงการเปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2556 เรื่องภาระหนี้สินของประชาชน กรณีศึกษา หัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุ 25-60 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,205 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา
ผลการสำรวจ พบว่า ตัวอย่างส่วนมาก (ร้อยละ 61.0) มีภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระเมื่อเทียบกับรายได้ในแต่ละเดือน โดยตัวอย่างร้อยละ 30.6 ระบุ ต้องผ่อนชำระร้อยละ 26 – 50 ของรายได้ต่อเดือน ร้อยละ 26.4 ระบุ ต้องผ่อนชำระหนี้สิน ไม่เกินร้อยละ 25 ของรายได้ต่อเดือน และร้อยละ 4.0 ระบุต้องผ่อนชำระมากกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ต่อเดือน ในขณะที่ร้อยละ 39.0 ระบุ ไม่มีหนี้สินที่ต้องชำระ/ผ่อนชำระ
ที่สำคัญ ตัวอย่างกว่าร้อยละ 60 ระบุ การมีหนี้สิน ซึ่งเป็นหนี้ในระบบมากที่สุด รองลงมา คือ หนี้นอกระบบ และหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำแนกตามรายได้ส่วนตัวต่อเดือน พบว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นตาม โดยกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน มีหนี้สินสูงถึงร้อยละ 80 ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มีหนี้สินร้อยละ 50 แต่มีข้อน่าสังเกตว่า เกือบครึ่งหนึ่งที่เป็นหนี้สินนอกระบบ
กลุ่ม ตัวอย่างที่เป็นหนี้ในระบบ ระบุว่า ส่วนใหญ่กู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ รองลงมาคือ ธนาคารของรัฐ หนี้กับบัตรเครดิต สินเชื่อเงินด่วน/เงินสด ตามลำดับ สำหรับรูปแบบการกู้นอกระบบของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 57.6 กู้ยืมจากนายทุน รองลงมา คือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อน โดยมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ 20 บาท/เดือน
เมื่อสอบ ถามถึงประเภทหนี้สิน ที่ต้องผ่อนชำระ พบว่า ผู้มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท ส่วนมากมีภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระ คือ เรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ อาหาร เป็นต้น และการกู้ยืม/หนี้สิน ในการประกอบอาชีพ ประกอบธุรกิจ และสิ่งที่ค้นพบคือ ผู้มีรายได้ 10,000–30,000 หรือร้อยละ 1 ใน 5 ของตัวอย่าง ระบุ มีหนี้สินต้องผ่อนรถยนต์คันแรก ตามนโยบายของรัฐ ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 30,001 บาทขึ้นไป ระบุ มีหนี้สินต้องผ่อนรถยนต์ และบ้าน ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ
จากผลสำรวจ พบว่า ตัวอย่างบางส่วนเคยถูกข่มขู่ตามทวงหนี้จากนายทุนนอกระบบ อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อกฎหมายควบคุมธุรกิจทวงหนี้ พบว่า ตัวอย่างไม่ถึงครึ่ง หรือร้อยละ 42.2 รับทราบตัวกฎหมายดังกล่าว และสิ่งที่ตัวอย่างอยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สิน นอกระบบ โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยที่ไม่ควรเกินกฎหมายกำหนด รองลงมา คือ จัดตั้งสถาบันการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และเพิ่มบทลงโทษในตัวกฎหมาย ควบคุมเจ้าหนี้ ตามลำดับ
ประการสุดท้าย ความต้องการที่อยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 63.7 ระบุ อยากให้นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง รองลงมา อยากให้มีการปรับสมดุลราคาสินค้า ให้มีความสอดคล้องกับรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำ จัดสวัสดิการ ให้กับประชาชนอย่างครอบคลุม เช่น การรักษาพยาบาล รณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกรักแผ่นดินอย่างจริงจัง “ใช้สินค้าไทยบริโภคสินค้าไทย” และส่งเสริมสนับสนุนการทำอาชีพเสริม เช่น การฝึกฝีมือแรงงานตามลำดับ
จากการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาระหนี้สิน สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เผชิญปัญหาหนี้สินนอกระบบ รวมไปถึงภาระการจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูง ดังนั้นรัฐบาลควรเข้ามาแก้ไขนอกจากตัวกฎหมายในการควบคุม ยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนให้ทั่วถึง
นอกจากนี้ ผู้มีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่มีการกู้เงินมา ซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันนโยบายของรัฐบาลเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดสภาพคล่องที่จะนำไปสู่ภาวะหนี้เสียของประชาชน ได้ รัฐบาลควรปลูกจิตสำนึกให้กับประชาชน ในการนำหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับทุกภาคส่วน ซึ่งจากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 ได้ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรมีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง
กว่า 63% อยากให้รัฐ เร่งนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้แก้ปัญหาขอรัฐเร่งปลูกจิตสำนึก ป้องกันเกิดภาวะหนี้เสีย
นางสาวปภาดา ชินวงศ์ ผู้จัดการโครงการเปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2556 เรื่องภาระหนี้สินของประชาชน กรณีศึกษา หัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุ 25-60 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,205 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา
ผลการสำรวจ พบว่า ตัวอย่างส่วนมาก (ร้อยละ 61.0) มีภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระเมื่อเทียบกับรายได้ในแต่ละเดือน โดยตัวอย่างร้อยละ 30.6 ระบุ ต้องผ่อนชำระร้อยละ 26 – 50 ของรายได้ต่อเดือน ร้อยละ 26.4 ระบุ ต้องผ่อนชำระหนี้สิน ไม่เกินร้อยละ 25 ของรายได้ต่อเดือน และร้อยละ 4.0 ระบุต้องผ่อนชำระมากกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ต่อเดือน ในขณะที่ร้อยละ 39.0 ระบุ ไม่มีหนี้สินที่ต้องชำระ/ผ่อนชำระ
ที่สำคัญ ตัวอย่างกว่าร้อยละ 60 ระบุ การมีหนี้สิน ซึ่งเป็นหนี้ในระบบมากที่สุด รองลงมา คือ หนี้นอกระบบ และหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำแนกตามรายได้ส่วนตัวต่อเดือน พบว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นตาม โดยกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน มีหนี้สินสูงถึงร้อยละ 80 ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มีหนี้สินร้อยละ 50 แต่มีข้อน่าสังเกตว่า เกือบครึ่งหนึ่งที่เป็นหนี้สินนอกระบบ
กลุ่ม ตัวอย่างที่เป็นหนี้ในระบบ ระบุว่า ส่วนใหญ่กู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ รองลงมาคือ ธนาคารของรัฐ หนี้กับบัตรเครดิต สินเชื่อเงินด่วน/เงินสด ตามลำดับ สำหรับรูปแบบการกู้นอกระบบของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 57.6 กู้ยืมจากนายทุน รองลงมา คือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อน โดยมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ 20 บาท/เดือน
เมื่อสอบ ถามถึงประเภทหนี้สิน ที่ต้องผ่อนชำระ พบว่า ผู้มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท ส่วนมากมีภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระ คือ เรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ อาหาร เป็นต้น และการกู้ยืม/หนี้สิน ในการประกอบอาชีพ ประกอบธุรกิจ และสิ่งที่ค้นพบคือ ผู้มีรายได้ 10,000–30,000 หรือร้อยละ 1 ใน 5 ของตัวอย่าง ระบุ มีหนี้สินต้องผ่อนรถยนต์คันแรก ตามนโยบายของรัฐ ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 30,001 บาทขึ้นไป ระบุ มีหนี้สินต้องผ่อนรถยนต์ และบ้าน ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ
จากผลสำรวจ พบว่า ตัวอย่างบางส่วนเคยถูกข่มขู่ตามทวงหนี้จากนายทุนนอกระบบ อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อกฎหมายควบคุมธุรกิจทวงหนี้ พบว่า ตัวอย่างไม่ถึงครึ่ง หรือร้อยละ 42.2 รับทราบตัวกฎหมายดังกล่าว และสิ่งที่ตัวอย่างอยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สิน นอกระบบ โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยที่ไม่ควรเกินกฎหมายกำหนด รองลงมา คือ จัดตั้งสถาบันการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และเพิ่มบทลงโทษในตัวกฎหมาย ควบคุมเจ้าหนี้ ตามลำดับ
ประการสุดท้าย ความต้องการที่อยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 63.7 ระบุ อยากให้นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง รองลงมา อยากให้มีการปรับสมดุลราคาสินค้า ให้มีความสอดคล้องกับรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำ จัดสวัสดิการ ให้กับประชาชนอย่างครอบคลุม เช่น การรักษาพยาบาล รณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกรักแผ่นดินอย่างจริงจัง “ใช้สินค้าไทยบริโภคสินค้าไทย” และส่งเสริมสนับสนุนการทำอาชีพเสริม เช่น การฝึกฝีมือแรงงานตามลำดับ
จากการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาระหนี้สิน สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เผชิญปัญหาหนี้สินนอกระบบ รวมไปถึงภาระการจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูง ดังนั้นรัฐบาลควรเข้ามาแก้ไขนอกจากตัวกฎหมายในการควบคุม ยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนให้ทั่วถึง
นอกจากนี้ ผู้มีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่มีการกู้เงินมา ซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันนโยบายของรัฐบาลเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดสภาพคล่องที่จะนำไปสู่ภาวะหนี้เสียของประชาชน ได้ รัฐบาลควรปลูกจิตสำนึกให้กับประชาชน ในการนำหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับทุกภาคส่วน ซึ่งจากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 ได้ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรมีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง
Wednesday, September 22, 2010
ถั่วหรั่งพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติฯ
เนื่องในโอกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนม พรรษา 84 พรรษาในปี 2554 กรมวิชาการเกษตรมีนโยบายเร่งรัดให้หน่วยงานในสังกัดเสนอผลงานการปรับปรุงและ พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร พิจารณาประกาศเป็น “พันธุ์แนะนำ” และ “พันธุ์รับรอง” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรที่จะได้ใช้พืชพันธุ์ดีในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต เพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว
นายไพโรจน์ สุวรรณจินดา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ถั่วหรั่งหรือ “ถั่วปันหยี” เป็นพืชพื้นเมืองที่นิยมปลูกกันมากในภาคใต้ เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย มีความทนแล้ง สามารถเจริญเติบโตได้ดีและให้ ผลผลิตสูงในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น ดินทรายจัด และดินร่วนปนทราย ที่ไม่มีน้ำขัง ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมี ถั่วหรั่งพันธุ์ดี คือ พันธุ์สงขลา 1 มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 120-130 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อ ไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพดินและระบบการจัดการแปลง
ปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งสงขลา 1 ป้อนให้แก่เกษตรกร จำนวน 5 ตัน แต่ยังไม่เพียงพอกับความ ต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะตลาด ถั่วหรั่งกำลังขยายตัวมากทั้งในพื้นที่ภาคใต้และส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมบริโภคถั่วหรั่งในรูปถั่วหรั่งต้มคล้ายกับถั่ว ลิสง นอกจากนี้ยังมีการแปรรูป ถั่วหรั่งเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ถั่วหรั่งอบกรอบ ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วหรั่ง ซึ่งกำลังเป็นที่ชื่นชอบและนิยมมากในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
การปลูกถั่วหรั่งของเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมายังมีจุดอ่อน เนื่องจากต้องเสียเวลารอเก็บเกี่ยวผลผลิตถึง 4 เดือน และหากปลูกพันธุ์พื้นเมืองต้องรอเก็บเกี่ยวยาวนาน 150-180 วันแล้ว เกษตรกรยังมีความเสี่ยงกับสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวน และยังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชและ วัชพืชด้วย
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลาจึงได้ศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้พันธุ์ถั่วหรั่งที่มีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตสั้นลง ขณะนี้การปรับปรุง พันธุ์ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ อยู่ระหว่างปลูกทดสอบในแปลงเกษตรขั้นสุดท้าย คาดว่าจะประสบความสำเร็จภายในปี 2553 นี้ ซึ่ง สวพ.8 จะเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรพิจารณา ประกาศเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในปี 2554 ด้วย
นายจิระ สุวรรณประเสริฐ นักวิชา การเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา หัวหน้าทีมปรับปรุงพันธุ์ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นจะช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ไม่ต้องรอเป็นเวลานาน สามารถปลูกได้ปีละ 3-4 รอบ ทั้งยังช่วยลดเวลาเสี่ยงต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศ ลดอัตราเสี่ยงเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช และทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ราคาถั่วหรั่งฝักสดหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งหลังจากหักต้นทุนการผลิต 3,000 บาทต่อไร่แล้ว จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือ ประมาณ 6,000 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต
หากสนใจถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา จ.สงขลา โทร. 0-7420-5780
ที่มา: ถั่วหรั่งพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติฯ เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 22 กันยายน 2553
นายไพโรจน์ สุวรรณจินดา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ถั่วหรั่งหรือ “ถั่วปันหยี” เป็นพืชพื้นเมืองที่นิยมปลูกกันมากในภาคใต้ เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย มีความทนแล้ง สามารถเจริญเติบโตได้ดีและให้ ผลผลิตสูงในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น ดินทรายจัด และดินร่วนปนทราย ที่ไม่มีน้ำขัง ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมี ถั่วหรั่งพันธุ์ดี คือ พันธุ์สงขลา 1 มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 120-130 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อ ไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพดินและระบบการจัดการแปลง
ปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งสงขลา 1 ป้อนให้แก่เกษตรกร จำนวน 5 ตัน แต่ยังไม่เพียงพอกับความ ต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะตลาด ถั่วหรั่งกำลังขยายตัวมากทั้งในพื้นที่ภาคใต้และส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมบริโภคถั่วหรั่งในรูปถั่วหรั่งต้มคล้ายกับถั่ว ลิสง นอกจากนี้ยังมีการแปรรูป ถั่วหรั่งเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ถั่วหรั่งอบกรอบ ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วหรั่ง ซึ่งกำลังเป็นที่ชื่นชอบและนิยมมากในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
การปลูกถั่วหรั่งของเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมายังมีจุดอ่อน เนื่องจากต้องเสียเวลารอเก็บเกี่ยวผลผลิตถึง 4 เดือน และหากปลูกพันธุ์พื้นเมืองต้องรอเก็บเกี่ยวยาวนาน 150-180 วันแล้ว เกษตรกรยังมีความเสี่ยงกับสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวน และยังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชและ วัชพืชด้วย
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลาจึงได้ศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้พันธุ์ถั่วหรั่งที่มีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตสั้นลง ขณะนี้การปรับปรุง พันธุ์ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ อยู่ระหว่างปลูกทดสอบในแปลงเกษตรขั้นสุดท้าย คาดว่าจะประสบความสำเร็จภายในปี 2553 นี้ ซึ่ง สวพ.8 จะเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรพิจารณา ประกาศเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในปี 2554 ด้วย
นายจิระ สุวรรณประเสริฐ นักวิชา การเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา หัวหน้าทีมปรับปรุงพันธุ์ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นจะช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ไม่ต้องรอเป็นเวลานาน สามารถปลูกได้ปีละ 3-4 รอบ ทั้งยังช่วยลดเวลาเสี่ยงต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศ ลดอัตราเสี่ยงเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช และทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ราคาถั่วหรั่งฝักสดหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งหลังจากหักต้นทุนการผลิต 3,000 บาทต่อไร่แล้ว จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือ ประมาณ 6,000 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต
หากสนใจถั่วหรั่งอายุเก็บเกี่ยวสั้นพันธุ์ใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา จ.สงขลา โทร. 0-7420-5780
ที่มา: ถั่วหรั่งพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติฯ เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 22 กันยายน 2553
Wednesday, March 17, 2010
ชีวิตพอเพียง แบบ Warren Buffet
ชีวิตพอเพียง แบบ Warren Buffet
ชายแก่คน นั้นทำงานในบริษัท แต่เขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนขับรถขับรถคันเก่าไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง
เขาไม่ใช่คนยากไร้ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนร่ำรวยอันดับที่หนึ่งของโลก* ประมาณว่าความร่ำรวยราวห้าหมื่นสองพันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินของเขาสามารถซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้หลายลำ แต่เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อเมื่อครึ่งศตรรษที่แล้ว กินอาหารง่ายๆ ใช้ชีวิตง่ายๆ การหย่อนใจของเขาคือนอนดูโทรทัศน์รายการโปรดบนโซฟา กินข้าวโพดคั่วที่ทำเอง เขาไม่ใช่คนขี้เหนียว ตรงกันข้ามเขาเพิ่งบริจาคเงิน 83 เปอร์เซ็นต์ของเขาให้องค์กรการกุศล (ประมาณสามหมื่นล้านดอลลาร์) เป็นเงินบริจาคที่สูงที่สุดก้อนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชายแก่คนนั้นชื่อ วอร์เรนบัพเฟตต์
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มทำงานครั้งแรกกับพ่อตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เป็นงานนายหน้าค้าหุ้น ปีนั้นเขาซื้อหุ้นตัวแรก คือหุ้น ซิตีส์ เซอร์วิสเซส หุ้นละ 38.25 เหรียญ เขาขายเมื่อหุ้นขึ้นถึง 40 เหรียญ และไม่กี่ปีต่อมามันขึ้นถึง 200 เหรียญ สิ่งนี้สอนให้เขาเห็นค่าของการลงทุนกับหุ้นที่ดีใน ระยะยาว อายุสิบสี่ เขาซื้อที่ดิน 40 เอเคอร์ ราคา 1,200 เหรียญ แล้วให้ชาวนาเช่า ตอนเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เขากับเพื่อนซื้อเครื่องเล่นพินบอลราคา 25 เหรียญ ตั้งในร้านตัดผม ภายในสามเดือนพวกเขามีเครื่องสามเครื่องในร้านต่างๆเมื่ออายุสิบ หกเขามีเงินเก็บถึงห้าพันเหรียญเขารู้สึกว่าการเรียนในวิทยาลัย เป็นความสูญเปล่า แต่ก็ยอมเรียนต่อเพราะพ่อขอไว้ และเป็นนักศึกษาระดับต้นๆ ด้วยคะแนนสูงลิ่วเมื่อเรียนจบ เขาก็ไปทำงานไม่กี่ปีก็ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ในวัยยี่สิบหก สร้างตัวมาจากความไม่มีด้วยสองมือจนกลายเป็นซีอีโอของบ ริษัทขนาดยักษ์เงินเดือนทั้งปีของเขาในปี 2549 คือ หนึ่งแสนเหรียญ จัดว่าน้อยมากสำหรับหมายเลขหนึ่งของบริษัท ซีอีโอทั่วไปมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยเก้าล้านดอลลาร์เขาบอกว่า สหรัฐอเมริกาจ่ายเงินให้นักมวยสิบล้านเพื่อที่จะน็อกคู่ต่อสู้ให้ ล้มในเวลาสิบวินาที แต่ไม่สามารถจ่ายเงินดีแก่ครูที่เก่งที่สุด พยาบาลที่ดีที่สุด เป็นการจ่ายที่ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่งเขาเห็นคุณค่าของ การทำงานที่เป็นประโยชน์เท่านั้นด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คิดจะย้าย บ้านที่อยู่มาตั้งแต่หนุ่มไปอยู่คฤหาสน์ที่ไหนสักแห่ง เขาบอกว่า ซื้อบ้านใหม่ทำไม ในเมื่อเขามีทุกอย่างที่ต้องการในบ้านหลังนี้แล้ว การย้ายบ้านเพียงเพื่อให้ 'สมฐานะ' ของตัวเองเป็นเรื่องเหลวไหล หลายปีก่อนเคยมีการสัมภาษณ์มหาเศรษฐีชั้นนำของโลกจำนวนหนึ่ง และพบว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจริงๆ ล้วนเป็นคนมัสยัสถ์อย่างยิ่ง ใช้เงินเท่าที่จำเป็น เพราะพวกเขาเห็นว่าเงินทองไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิต โลกเราเต็มไปด้วยคนรวยกลวงๆ คนที่พยายามทำตัวให้ดูรวย เมื่อไม่มีเงินก็พยายามกู้เงินมาด้วยค่านิยมที่ว่า"คนที่กู้เงิน ได้คือคนที่มีเครดิต"คนรวยเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลับบอกว่าจงหลีกห่างจากบัตรเครดิตไปไกลๆที่แตกต่างจาก คนอื่นก็คือ ลูกหลานของเขาจะไม่ได้รับมรดกมากเท่าส่วนบริจาค เขาบอกว่า "ผมต้องการให้ลูกหลานของผมมากพอที่พวกเขารู้สึกว่า สามารถทำอะไรก็ได้แต่ไม่มากพอที่ทำให้พวกเขาไม่ทำอะไรเลย"เมื่อ มองทะลุวัตถุนิยม ก็เริ่มแลเห็นความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต
Your browser may not support display of this image.
บท สัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์
ต่อไป นี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:
1) เขา เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบและปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!
2) เขา ซื้อไร่เล็กๆเมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์
3) เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอนกลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้บ้านเขาไม่มีรั้ว หรือกำแพงล้อม
4) เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
5) เขาไม่ เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวแม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขาย เครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่สุดในโลก
6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัทเขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัท เหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียวเพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ
7) เขา ให้กฎแก่ซีอีโอเพียงสองข้อ กฎข้อ1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ1
8 ) เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้านคือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์
9) บิล เกตส์ คนที่เคยรวยที่สุดในโลกเพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์ คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือน วอร์เรน บัพเฟตต์ เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อ บิล เกดส์ได้พบ บัฟเฟตต์ จริงๆปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และ บิลเกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์
10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือและไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
11) เขา แนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง
ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย๔ อย่างพอเพียง นั่นคือ
ชายแก่คน นั้นทำงานในบริษัท แต่เขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนขับรถขับรถคันเก่าไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง
เขาไม่ใช่คนยากไร้ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนร่ำรวยอันดับที่หนึ่งของโลก* ประมาณว่าความร่ำรวยราวห้าหมื่นสองพันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินของเขาสามารถซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้หลายลำ แต่เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อเมื่อครึ่งศตรรษที่แล้ว กินอาหารง่ายๆ ใช้ชีวิตง่ายๆ การหย่อนใจของเขาคือนอนดูโทรทัศน์รายการโปรดบนโซฟา กินข้าวโพดคั่วที่ทำเอง เขาไม่ใช่คนขี้เหนียว ตรงกันข้ามเขาเพิ่งบริจาคเงิน 83 เปอร์เซ็นต์ของเขาให้องค์กรการกุศล (ประมาณสามหมื่นล้านดอลลาร์) เป็นเงินบริจาคที่สูงที่สุดก้อนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชายแก่คนนั้นชื่อ วอร์เรนบัพเฟตต์
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มทำงานครั้งแรกกับพ่อตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เป็นงานนายหน้าค้าหุ้น ปีนั้นเขาซื้อหุ้นตัวแรก คือหุ้น ซิตีส์ เซอร์วิสเซส หุ้นละ 38.25 เหรียญ เขาขายเมื่อหุ้นขึ้นถึง 40 เหรียญ และไม่กี่ปีต่อมามันขึ้นถึง 200 เหรียญ สิ่งนี้สอนให้เขาเห็นค่าของการลงทุนกับหุ้นที่ดีใน ระยะยาว อายุสิบสี่ เขาซื้อที่ดิน 40 เอเคอร์ ราคา 1,200 เหรียญ แล้วให้ชาวนาเช่า ตอนเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เขากับเพื่อนซื้อเครื่องเล่นพินบอลราคา 25 เหรียญ ตั้งในร้านตัดผม ภายในสามเดือนพวกเขามีเครื่องสามเครื่องในร้านต่างๆเมื่ออายุสิบ หกเขามีเงินเก็บถึงห้าพันเหรียญเขารู้สึกว่าการเรียนในวิทยาลัย เป็นความสูญเปล่า แต่ก็ยอมเรียนต่อเพราะพ่อขอไว้ และเป็นนักศึกษาระดับต้นๆ ด้วยคะแนนสูงลิ่วเมื่อเรียนจบ เขาก็ไปทำงานไม่กี่ปีก็ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ในวัยยี่สิบหก สร้างตัวมาจากความไม่มีด้วยสองมือจนกลายเป็นซีอีโอของบ ริษัทขนาดยักษ์เงินเดือนทั้งปีของเขาในปี 2549 คือ หนึ่งแสนเหรียญ จัดว่าน้อยมากสำหรับหมายเลขหนึ่งของบริษัท ซีอีโอทั่วไปมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยเก้าล้านดอลลาร์เขาบอกว่า สหรัฐอเมริกาจ่ายเงินให้นักมวยสิบล้านเพื่อที่จะน็อกคู่ต่อสู้ให้ ล้มในเวลาสิบวินาที แต่ไม่สามารถจ่ายเงินดีแก่ครูที่เก่งที่สุด พยาบาลที่ดีที่สุด เป็นการจ่ายที่ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่งเขาเห็นคุณค่าของ การทำงานที่เป็นประโยชน์เท่านั้นด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คิดจะย้าย บ้านที่อยู่มาตั้งแต่หนุ่มไปอยู่คฤหาสน์ที่ไหนสักแห่ง เขาบอกว่า ซื้อบ้านใหม่ทำไม ในเมื่อเขามีทุกอย่างที่ต้องการในบ้านหลังนี้แล้ว การย้ายบ้านเพียงเพื่อให้ 'สมฐานะ' ของตัวเองเป็นเรื่องเหลวไหล หลายปีก่อนเคยมีการสัมภาษณ์มหาเศรษฐีชั้นนำของโลกจำนวนหนึ่ง และพบว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจริงๆ ล้วนเป็นคนมัสยัสถ์อย่างยิ่ง ใช้เงินเท่าที่จำเป็น เพราะพวกเขาเห็นว่าเงินทองไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิต โลกเราเต็มไปด้วยคนรวยกลวงๆ คนที่พยายามทำตัวให้ดูรวย เมื่อไม่มีเงินก็พยายามกู้เงินมาด้วยค่านิยมที่ว่า"คนที่กู้เงิน ได้คือคนที่มีเครดิต"คนรวยเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลับบอกว่าจงหลีกห่างจากบัตรเครดิตไปไกลๆที่แตกต่างจาก คนอื่นก็คือ ลูกหลานของเขาจะไม่ได้รับมรดกมากเท่าส่วนบริจาค เขาบอกว่า "ผมต้องการให้ลูกหลานของผมมากพอที่พวกเขารู้สึกว่า สามารถทำอะไรก็ได้แต่ไม่มากพอที่ทำให้พวกเขาไม่ทำอะไรเลย"เมื่อ มองทะลุวัตถุนิยม ก็เริ่มแลเห็นความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต
Your browser may not support display of this image.
บท สัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์
ต่อไป นี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:
1) เขา เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบและปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!
2) เขา ซื้อไร่เล็กๆเมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์
3) เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอนกลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้บ้านเขาไม่มีรั้ว หรือกำแพงล้อม
4) เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
5) เขาไม่ เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวแม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขาย เครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่สุดในโลก
6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัทเขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัท เหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียวเพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ
7) เขา ให้กฎแก่ซีอีโอเพียงสองข้อ กฎข้อ1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ1
8 ) เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้านคือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์
9) บิล เกตส์ คนที่เคยรวยที่สุดในโลกเพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์ คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือน วอร์เรน บัพเฟตต์ เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อ บิล เกดส์ได้พบ บัฟเฟตต์ จริงๆปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และ บิลเกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์
10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือและไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
11) เขา แนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง
ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย๔ อย่างพอเพียง นั่นคือ
- มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อเท่ากัน
- มหา เศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุดก็ใส่ได้ทีละชุดเท่ากัน
- มหา เศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหนพื้นที่ที่ใช้จริงๆก็เหมือนกันคือห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน
- มหา เศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหนยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไรสุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน
Subscribe to:
Posts (Atom)