คนแรก ... ขับรถเบนซ์ ราคา 3 ล้าน
เขาเป็นหนี้แบงค์ 12 ล้าน
ชีวิตของเขา ... อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย
คนที่สอง ... ขับโตโยต้า ราคา 7 แสน
เขากู้แบงค์มาผ่อนบ้าน ... ราคา 2 ล้าน
ชีวิตของเขา ... มักมีเรื่องให้กลุ้มใจอยู่เสมอ
คนที่สาม ... ขี่มอเตอร์ไซค์ราคา 5 หมื่น
เขามีเงินฝากแบงค์ 7 แสน
ชีวิตแม้จะราบรื่น ... แต่ก็รู้สึกว่างเปล่าไร้สาระ
เมื่อทั้ง 3 คนมาเจอกัน
คนขี่มอเตอร์ไซค์ ... อิจฉาคนขับโตโยต้า
คนขับโตโยต้า ... อิจฉาคนขับเบนซ์
คนขับเบนซ์ ... อิจฉาคนขี่มอเตอร์ไซค์
นี่คือ "ความเป็นจริงของสังคม"
ที่แต่ละคน ... ต่างเป็นทาสของเงินทอง และโชคชะตา
แมว ... ชอบกินปลา
แต่กลับว่ายน้ำไม่เป็น
ปลา ... ชอบกินไส้เดือน
แต่ก็ไม่สามารถขึ้นบก มาขุดไส้เดือนได้
สวรรค์ ... เอาเหยื่อมากมาย มาล่อเรา
แต่ก็ ... ไม่ให้ได้มันมา โดยง่ายดาย
เรื่องใหญ่สักเท่าใดของวันนี้
ถึงพรุ่งนี้ ... ก็กลายเป็นเรื่องเล็กจิ๊บจ๊อย
เรื่องใหญ่สักเท่าใดของปีนี้
ถึงปีหน้า ... ก็กลายเป็นนิทาน
อย่างมาก ... พวกเราก็เป็นเพียงแค่
คนที่มี "นิทาน" ใว้เล่าให้คนอื่นฟัง
ชีวิต ... ก็มีเพียงเท่านี้
(cr : แชร์ธรรมนำชีวิต)
Showing posts with label ข้อคิด คำคม คนดัง-ข้อคิดคนประสบความสำเร็จ. Show all posts
Showing posts with label ข้อคิด คำคม คนดัง-ข้อคิดคนประสบความสำเร็จ. Show all posts
Thursday, February 4, 2016
Friday, November 13, 2015
“คิดดี-คิดบวก”
“คิดดี-คิดบวก”
โดย “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ผู้บริหารดีแทคพูดเรื่อง “เกมคิดดี” ในงาน Ignite Thailand
เขาเชื่อว่าฝึกได้
“ธนา” เล่าถึงทีมขายเคลื่อนที่ของบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เงินเดือนน้อยที่สุดขององค์กร แต่ทำงานหนักที่สุด
แต่ปรากฏว่าน้องกลุ่มนี้เป็นคนที่มีพลังมาก ไม่เคยบ่น และเมื่อว่างจากการทำงานก็มีจิตสาธารณะไปช่วยชุมชนกวาดลานวัด
“ธนา” สงสัยมานาน ว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงมี “ทัศนคติ” ที่ดี
จนเมื่อเขาได้คลุกคลีกับน้องๆ กลุ่มนี้
“ธนา” จึงได้รู้จัก “เกมคิดดี”
เกมนี้น้องๆ จะเล่นกันเป็นประจำตอนพัก มีกติกาคือให้ทุกคนคิดถึงทุกอย่างในแง่ดี
หัวหน้าจะตั้งคำถาม
“แดดออกดีอย่างไร?”
น้องคนหนึ่งยกมือ
"ดีเพราะชาวบ้านจะมาที่ตลาด ทุกคนมารวมตัวกันที่เดียว ไม่ต้องไปขายไกลๆ"
“ฝนตกดีอย่างไร”
อีกคนหนึ่งตอบ “ฝนตก คนออกจากบ้านไม่ได้ เราจะมีโอกาสคุยกับลูกค้านานขึ้น”
“หมาเห่าดีอย่างไร”
คราวนี้เริ่มยาก ทุกคนหันไปมองหน้ากัน แล้วคนหนึ่งก็คิดได้
“เราจะไม่เจ็บคอตะโกนเรียก เพราะเจ้าของบ้านจะเดินออกมาเอง”
โหย…ใช้ได้
หา “มุมบวก” เก่งจริงๆ
“ธนา” เชื่อว่า “ทัศนคติ” เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต
หลักคิดของเขาก็คือ ถ้าเราไม่ชอบอะไรก็ตาม ให้พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้ได้
แต่ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อสิ่งนั้น
“ธนา” เชื่อว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นทั้ง “พรสวรรค์” และ “พรแสวง”
ใครที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ถือว่าเป็นคนโชคดี
แต่ถ้าใครไม่มีเรดาร์แบบนี้ติดตัวมา เขาก็เชื่อว่าสามารถฝึกฝนได้
แล้ว “ธนา” ก็เริ่มต้นเล่น “เกมคิดดี” บนรถกับลูกสาวทั้ง 2 คน
คนหนึ่งอายุ 7 ขวบ อีกคนอายุ 5 ขวบครึ่ง
เขาบอกลูกๆว่าลองคิดทุกอย่างในแง่บวก หา “ข้อดี” ของทุกเรื่องราวในชีวิตให้เจอ
ถามว่าอยู่ที่บ้านดีอย่างไร
“มีของเล่นเยอะ”
อยู่ที่โรงเรียนดีอย่างไร
“ได้เจอเพื่อน”
“แล้วรถติดดีอย่างไร”
คราวนี้ลูกสาวทั้ง 2 คนเริ่มโยเย เพราะแต่ละคนเบื่อสภาพรถติดมาก จะบ่นตลอดเวลา
“ไม่เห็นมีอะไรดีเลย” ลูกคนโตเริ่มโวย
“ไม่ได้ ก็บอกแล้วไงว่าเราเล่นเกมคิดดี” คุณพ่อไม่ยอม
ลูกสาวคนเล็กนั่งคิดอยู่แวบหนึ่งแล้วก็ยกมือ
“พ่อ หนูคิดออกแล้ว รถติดมีข้อดี เพราะพ่อจะได้หันหน้ามาคุยกับหนู”
น่ารักมาก…
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่รถติด ลูกสาวทั้ง 2 คน จะตะโกนลั่นรถ
“รถติดแล้ว คุณพ่อหันมาคุยหน่อย”
ลูกสาวของ “ธนา” ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนชื่อดังแถวชิดลม ซึ่งก็ไม่ไกลจากออฟฟิศของเขา อาคารจามจุรี สแควร์ ใกล้สวนลุมพินี
ตอนที่รู้ว่าลูกสอบติดที่ “มาแตร์” ด้านหนึ่งก็ดีใจ แต่ด้านหนึ่งก็ทุกข์ใจ เพราะต้องไปส่งลูกสาวทุกเช้า
จากเดิมตื่น 7 โมง ก็ต้องตื่นตี 5 ครึ่ง เพื่อไปส่งลูกให้ทันเข้าเรียน 7 โมง
สัปดาห์แรก “ธนา” ทุกข์หนัก และคิดในแง่ลบว่าชีวิตของเขาต้องเป็นอย่างนี้อีก 12 ปี เชียวหรือ
แต่เมื่อตั้งหลักได้ เขาก็เริ่ม “เกมคิดดี”
เขาใช้เวลาช่วงส่งลูกเสร็จ ก่อนเข้าทำงาน ไปวิ่งที่สวนลุมพินี
เช้าวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งมาทักทายเขา “ประเสริฐ” เป็นนักวิ่งระดับแข่งมาราธอน
เขาวิ่งทุกเช้าวันละ 40 นาที ระยะทาง 10 กิโลเมตร
“ตอนแรกผมวิ่งแค่ 300 เมตร ก็จะเป็นลม แต่ตอนนี้วิ่งทุกเช้ามา 4 ปีแล้ว”
“ธนา” เริ่มเอะใจ จึงถามถึงเหตุผลที่ “ประเสริฐ” หันมาวิ่ง
“ลูกสาวผมเรียนที่มาแตร์” เขาตอบ
“ลูกพี่อยู่ ป.4 ใช่ไหม” ธนาถาม
“ใช่” ประเสริฐทำหน้างงๆ “คุณธนารู้ได้ไง”
“ธนา” ไม่ได้เล่าต่อ
แต่เขาจบเรื่องเล่าบนเวทีด้วยการทำนายอนาคตตัวเอง
“ผมรู้แล้วว่าอีก 4 ปี ผมจะเป็นนักวิ่งมาราธอนแน่นอน”
นิทาน เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เราเปลี่ยน โลก ไม่ได้ แต่ เราเปลี่ยน วิธีคิด เราได้ มาฝึก คิดบวก กันเถอะ ครับ
: ไม่ทราบที่มา
โดย “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ผู้บริหารดีแทคพูดเรื่อง “เกมคิดดี” ในงาน Ignite Thailand
เขาเชื่อว่าฝึกได้
“ธนา” เล่าถึงทีมขายเคลื่อนที่ของบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เงินเดือนน้อยที่สุดขององค์กร แต่ทำงานหนักที่สุด
แต่ปรากฏว่าน้องกลุ่มนี้เป็นคนที่มีพลังมาก ไม่เคยบ่น และเมื่อว่างจากการทำงานก็มีจิตสาธารณะไปช่วยชุมชนกวาดลานวัด
“ธนา” สงสัยมานาน ว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงมี “ทัศนคติ” ที่ดี
จนเมื่อเขาได้คลุกคลีกับน้องๆ กลุ่มนี้
“ธนา” จึงได้รู้จัก “เกมคิดดี”
เกมนี้น้องๆ จะเล่นกันเป็นประจำตอนพัก มีกติกาคือให้ทุกคนคิดถึงทุกอย่างในแง่ดี
หัวหน้าจะตั้งคำถาม
“แดดออกดีอย่างไร?”
น้องคนหนึ่งยกมือ
"ดีเพราะชาวบ้านจะมาที่ตลาด ทุกคนมารวมตัวกันที่เดียว ไม่ต้องไปขายไกลๆ"
“ฝนตกดีอย่างไร”
อีกคนหนึ่งตอบ “ฝนตก คนออกจากบ้านไม่ได้ เราจะมีโอกาสคุยกับลูกค้านานขึ้น”
“หมาเห่าดีอย่างไร”
คราวนี้เริ่มยาก ทุกคนหันไปมองหน้ากัน แล้วคนหนึ่งก็คิดได้
“เราจะไม่เจ็บคอตะโกนเรียก เพราะเจ้าของบ้านจะเดินออกมาเอง”
โหย…ใช้ได้
หา “มุมบวก” เก่งจริงๆ
“ธนา” เชื่อว่า “ทัศนคติ” เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต
หลักคิดของเขาก็คือ ถ้าเราไม่ชอบอะไรก็ตาม ให้พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้ได้
แต่ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อสิ่งนั้น
“ธนา” เชื่อว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นทั้ง “พรสวรรค์” และ “พรแสวง”
ใครที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ถือว่าเป็นคนโชคดี
แต่ถ้าใครไม่มีเรดาร์แบบนี้ติดตัวมา เขาก็เชื่อว่าสามารถฝึกฝนได้
แล้ว “ธนา” ก็เริ่มต้นเล่น “เกมคิดดี” บนรถกับลูกสาวทั้ง 2 คน
คนหนึ่งอายุ 7 ขวบ อีกคนอายุ 5 ขวบครึ่ง
เขาบอกลูกๆว่าลองคิดทุกอย่างในแง่บวก หา “ข้อดี” ของทุกเรื่องราวในชีวิตให้เจอ
ถามว่าอยู่ที่บ้านดีอย่างไร
“มีของเล่นเยอะ”
อยู่ที่โรงเรียนดีอย่างไร
“ได้เจอเพื่อน”
“แล้วรถติดดีอย่างไร”
คราวนี้ลูกสาวทั้ง 2 คนเริ่มโยเย เพราะแต่ละคนเบื่อสภาพรถติดมาก จะบ่นตลอดเวลา
“ไม่เห็นมีอะไรดีเลย” ลูกคนโตเริ่มโวย
“ไม่ได้ ก็บอกแล้วไงว่าเราเล่นเกมคิดดี” คุณพ่อไม่ยอม
ลูกสาวคนเล็กนั่งคิดอยู่แวบหนึ่งแล้วก็ยกมือ
“พ่อ หนูคิดออกแล้ว รถติดมีข้อดี เพราะพ่อจะได้หันหน้ามาคุยกับหนู”
น่ารักมาก…
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่รถติด ลูกสาวทั้ง 2 คน จะตะโกนลั่นรถ
“รถติดแล้ว คุณพ่อหันมาคุยหน่อย”
ลูกสาวของ “ธนา” ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนชื่อดังแถวชิดลม ซึ่งก็ไม่ไกลจากออฟฟิศของเขา อาคารจามจุรี สแควร์ ใกล้สวนลุมพินี
ตอนที่รู้ว่าลูกสอบติดที่ “มาแตร์” ด้านหนึ่งก็ดีใจ แต่ด้านหนึ่งก็ทุกข์ใจ เพราะต้องไปส่งลูกสาวทุกเช้า
จากเดิมตื่น 7 โมง ก็ต้องตื่นตี 5 ครึ่ง เพื่อไปส่งลูกให้ทันเข้าเรียน 7 โมง
สัปดาห์แรก “ธนา” ทุกข์หนัก และคิดในแง่ลบว่าชีวิตของเขาต้องเป็นอย่างนี้อีก 12 ปี เชียวหรือ
แต่เมื่อตั้งหลักได้ เขาก็เริ่ม “เกมคิดดี”
เขาใช้เวลาช่วงส่งลูกเสร็จ ก่อนเข้าทำงาน ไปวิ่งที่สวนลุมพินี
เช้าวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งมาทักทายเขา “ประเสริฐ” เป็นนักวิ่งระดับแข่งมาราธอน
เขาวิ่งทุกเช้าวันละ 40 นาที ระยะทาง 10 กิโลเมตร
“ตอนแรกผมวิ่งแค่ 300 เมตร ก็จะเป็นลม แต่ตอนนี้วิ่งทุกเช้ามา 4 ปีแล้ว”
“ธนา” เริ่มเอะใจ จึงถามถึงเหตุผลที่ “ประเสริฐ” หันมาวิ่ง
“ลูกสาวผมเรียนที่มาแตร์” เขาตอบ
“ลูกพี่อยู่ ป.4 ใช่ไหม” ธนาถาม
“ใช่” ประเสริฐทำหน้างงๆ “คุณธนารู้ได้ไง”
“ธนา” ไม่ได้เล่าต่อ
แต่เขาจบเรื่องเล่าบนเวทีด้วยการทำนายอนาคตตัวเอง
“ผมรู้แล้วว่าอีก 4 ปี ผมจะเป็นนักวิ่งมาราธอนแน่นอน”
นิทาน เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เราเปลี่ยน โลก ไม่ได้ แต่ เราเปลี่ยน วิธีคิด เราได้ มาฝึก คิดบวก กันเถอะ ครับ
: ไม่ทราบที่มา
Tuesday, September 2, 2014
พ่อไม่ยอมแก่:: “พ่อคะ หนูขอโทษ”
พ่อไม่ยอมแก่
พ่ออายุเยอะกว่าฉัน 50 ปี พ่อมีฉันตอนที่อายุมากแล้ว วันที่ฉันเกิด พ่อเลี้ยงญาติพี่น้อง 10 โต๊ะ
ตอนที่ฉันอายุได้ 8 ขวบ พ่ออายุ 58 ปี หัดขี่มอเตอไซค์ แล้วตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เพื่อไปรับฉันจากการเรียนขิมหลังจากเลิกโรงเรียน ไม่งั้น ฉันคงต้องนอน 5 ทุ่มทุกวันเป็นแน่
ตอนที่ฉันอายุ 10 ขวบ พ่ออายุ 60 ปี
หลังจากเกษียณได้ 3 วัน พ่อก็ไปรับจ้างซ่อมรองเท้าที่ตลาด เพื่อนของพ่อต่างก็แปลกใจในสิ่งที่พ่อทำ
“แปะ เงินบำเหน็จไม่พอใช้เหรอ? อายุขนาดนี้แล้วจะมาซ่อมรองเท้าอีกทำไม?”
พ่อทำงานไปยิ้มไป
“ยังหนุ่มอยู่เลย อยู่บ้านเฉยๆ เดี๋ยวโรคภัยก็ถามหา” ฉันฟังอยู่ ก็รู้สึกสงสารพ่อจัง
ตอนที่ฉันเรียนมัธยมปลาย พ่อตัดสินใจเช่าบ้านใกล้ๆ โรงเรียน เลียนแบบพ่อแม่คนอื่นเพื่อมาคอยดูแลฉัน และพ่อก็ยังคงรับซ่อมรองเท้าเหมือนเดิม
ตอนที่ฉันไปเรียน พ่อทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ตอนที่ฉันเลิกเรียน พ่อก็เปิดแผงซ่อมรองเท้า ตอนเก็บร้าน ฉันเข้าไปช่วยพ่อ คุณน้าที่มาซ่อมรองเท้าพูดกับพ่อว่า
“หลานก็โตเป็นสาวแล้วนะ ลุงทำไมไม่อยู่บ้านให้ลูกๆ เลี้ยงละ มาซ่อมรองเท้าทำไหม?” ฉันได้ฟังก็รู้สึกโมโหมาก
“พ่อคะ วันหลังพ่อไม่ต้องซ่อมรองเท้าได้ไหม บ้านเราใช่ว่าจะลำบากอะไรนี่นา!”
พ่อนิ่งไปครูหนึ่ง สีหน้าไม่สบายใจนัก
“พ่อยังแข็งแรง ยังหาเงินได้อยู่ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่รู้จะทำอะไร” ตอนที่พ่อพูดกับฉันวันนั้น พ่ออายุ 68 ปีแล้ว
ตอนที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย ฉันต้องไปเรียนที่อื่น นานๆ ถึงกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่
มีเพียงสิ่งเดียวที่พอจะทำให้เราพ่อลูกไม่ห่างกันเกินไปก็คือโทรศัพท์ พ่อมักจะบอกกับฉันเสมอว่า “อยากกินอยากได้อะไรก็ซื้อเลยนะลูก ไม่ต้องอดนะ พ่อยังไม่แก่ เลี้ยงลูกได้สบาย”
หลังจากเรียนจบแล้ว ฉันก็ได้งานทำที่ไกลจากบ้านมากขึ้น งานที่กดดันมาก ทำให้ฉันแทบไม่ได้โทรหาพ่อเลย แต่ทุกครั้งที่โทรไปหาพ่อ ก็มักจะได้ยินคำเดิมๆ
“พ่อสบายดี พ่อยังหนุ่มอยู่ หากงานหนักเกินไปก็กลับมาอยู่บ้านนะลูก พ่อเลี้ยงได้ ไม่ต้องห่วง”
ได้ยินพ่อพูดอย่างนี้ ฉันก็รู้สึกสบายใจหายห่วงทุกที แม้แต่ตอนแต่งงาน เงินที่ซื้อบ้านก็เป็นเงินของพ่อแม่ ตอนนั้น พ่ออายุ 80 แล้ว ฉันรู้ พ่อแก่ชรามากแล้ว
ฉันคิดว่าพ่อยังแข็งแรง พ่อไม่มีโรคภัยอะไรใดๆ จนถึงตอนที่แม่โทรมา ฉันถึงรู้ว่าพ่อปิดบังอะไรมากมายไม่ให้ฉันได้รู้
พ่อเส้นเลือดในสมองแตก พ่อเป็นความดันโลหิตสูง พ่อกินยามาเป็นเวลานาน แม่บอกว่า วันที่เกิดเหตุอากาศร้อนมาก เด็กหนุ่มๆ ยังทนไม่ไหว แล้วคนแก่อย่างพ่อจะทานทนได้ยังไง
พ่อนอนอยู่บนเตียง เบ้าตาลึก ผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผมบนศีรษะขาวก็ไปหมด แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พ่อยังพูดกับฉันทางโทรศัพท์
“พ่อยังหนุ่มอยู่”
เมื่อเห็นฉัน ก็พยายามที่จะพูดกับฉันด้วยเสียงอับแหบพร่า “พ่อไม่กล้าแก่ เกรงว่าถ้าพ่อแก่แล้ว ลูกจะไม่มีพ่อให้ช่วยเหลือ ไม่มีพ่อให้รัก แต่พ่อก็แก่แล้วจริงๆ”
ที่แท้ หลายปีที่ผ่านมา พ่อพยายามบอกตัวเองว่ายังไม่แก่ เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ายังหนุ่มอยู่ หาเงินให้ฉันใช้จ่าย หาเงินให้ฉันเรียน ให้ความรักแก่ฉันอย่างไม่เคยขาดพร่อง
พ่อพยายามไม่ให้ฉันเป็นห่วง ว่าพ่อแก่ชราแล้ว
แต่ฉันนี่สิ เนรคุณไม่รู้ความ ฉันไม่รู้ว่าพ่อทำไมต้องลำบากตรากตรำ ทุกครั้งที่พ่อบอกฉันว่า “พ่อยังหนุ่มอยู่” ฉันแอบรู้สึกว่าพ่อไม่ยอมรับความจริง
มาถึงวันนี้ พ่อที่นอนอยู่บนเตียง แก่ชราดั่งไม้เก่าที่ผุกร่อน
“พ่อคะ หนูขอโทษ”
พ่ออายุเยอะกว่าฉัน 50 ปี พ่อมีฉันตอนที่อายุมากแล้ว วันที่ฉันเกิด พ่อเลี้ยงญาติพี่น้อง 10 โต๊ะ
ตอนที่ฉันอายุได้ 8 ขวบ พ่ออายุ 58 ปี หัดขี่มอเตอไซค์ แล้วตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เพื่อไปรับฉันจากการเรียนขิมหลังจากเลิกโรงเรียน ไม่งั้น ฉันคงต้องนอน 5 ทุ่มทุกวันเป็นแน่
ตอนที่ฉันอายุ 10 ขวบ พ่ออายุ 60 ปี
หลังจากเกษียณได้ 3 วัน พ่อก็ไปรับจ้างซ่อมรองเท้าที่ตลาด เพื่อนของพ่อต่างก็แปลกใจในสิ่งที่พ่อทำ
“แปะ เงินบำเหน็จไม่พอใช้เหรอ? อายุขนาดนี้แล้วจะมาซ่อมรองเท้าอีกทำไม?”
พ่อทำงานไปยิ้มไป
“ยังหนุ่มอยู่เลย อยู่บ้านเฉยๆ เดี๋ยวโรคภัยก็ถามหา” ฉันฟังอยู่ ก็รู้สึกสงสารพ่อจัง
ตอนที่ฉันเรียนมัธยมปลาย พ่อตัดสินใจเช่าบ้านใกล้ๆ โรงเรียน เลียนแบบพ่อแม่คนอื่นเพื่อมาคอยดูแลฉัน และพ่อก็ยังคงรับซ่อมรองเท้าเหมือนเดิม
ตอนที่ฉันไปเรียน พ่อทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ตอนที่ฉันเลิกเรียน พ่อก็เปิดแผงซ่อมรองเท้า ตอนเก็บร้าน ฉันเข้าไปช่วยพ่อ คุณน้าที่มาซ่อมรองเท้าพูดกับพ่อว่า
“หลานก็โตเป็นสาวแล้วนะ ลุงทำไมไม่อยู่บ้านให้ลูกๆ เลี้ยงละ มาซ่อมรองเท้าทำไหม?” ฉันได้ฟังก็รู้สึกโมโหมาก
“พ่อคะ วันหลังพ่อไม่ต้องซ่อมรองเท้าได้ไหม บ้านเราใช่ว่าจะลำบากอะไรนี่นา!”
พ่อนิ่งไปครูหนึ่ง สีหน้าไม่สบายใจนัก
“พ่อยังแข็งแรง ยังหาเงินได้อยู่ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่รู้จะทำอะไร” ตอนที่พ่อพูดกับฉันวันนั้น พ่ออายุ 68 ปีแล้ว
ตอนที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย ฉันต้องไปเรียนที่อื่น นานๆ ถึงกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่
มีเพียงสิ่งเดียวที่พอจะทำให้เราพ่อลูกไม่ห่างกันเกินไปก็คือโทรศัพท์ พ่อมักจะบอกกับฉันเสมอว่า “อยากกินอยากได้อะไรก็ซื้อเลยนะลูก ไม่ต้องอดนะ พ่อยังไม่แก่ เลี้ยงลูกได้สบาย”
หลังจากเรียนจบแล้ว ฉันก็ได้งานทำที่ไกลจากบ้านมากขึ้น งานที่กดดันมาก ทำให้ฉันแทบไม่ได้โทรหาพ่อเลย แต่ทุกครั้งที่โทรไปหาพ่อ ก็มักจะได้ยินคำเดิมๆ
“พ่อสบายดี พ่อยังหนุ่มอยู่ หากงานหนักเกินไปก็กลับมาอยู่บ้านนะลูก พ่อเลี้ยงได้ ไม่ต้องห่วง”
ได้ยินพ่อพูดอย่างนี้ ฉันก็รู้สึกสบายใจหายห่วงทุกที แม้แต่ตอนแต่งงาน เงินที่ซื้อบ้านก็เป็นเงินของพ่อแม่ ตอนนั้น พ่ออายุ 80 แล้ว ฉันรู้ พ่อแก่ชรามากแล้ว
ฉันคิดว่าพ่อยังแข็งแรง พ่อไม่มีโรคภัยอะไรใดๆ จนถึงตอนที่แม่โทรมา ฉันถึงรู้ว่าพ่อปิดบังอะไรมากมายไม่ให้ฉันได้รู้
พ่อเส้นเลือดในสมองแตก พ่อเป็นความดันโลหิตสูง พ่อกินยามาเป็นเวลานาน แม่บอกว่า วันที่เกิดเหตุอากาศร้อนมาก เด็กหนุ่มๆ ยังทนไม่ไหว แล้วคนแก่อย่างพ่อจะทานทนได้ยังไง
พ่อนอนอยู่บนเตียง เบ้าตาลึก ผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผมบนศีรษะขาวก็ไปหมด แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พ่อยังพูดกับฉันทางโทรศัพท์
“พ่อยังหนุ่มอยู่”
เมื่อเห็นฉัน ก็พยายามที่จะพูดกับฉันด้วยเสียงอับแหบพร่า “พ่อไม่กล้าแก่ เกรงว่าถ้าพ่อแก่แล้ว ลูกจะไม่มีพ่อให้ช่วยเหลือ ไม่มีพ่อให้รัก แต่พ่อก็แก่แล้วจริงๆ”
ที่แท้ หลายปีที่ผ่านมา พ่อพยายามบอกตัวเองว่ายังไม่แก่ เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ายังหนุ่มอยู่ หาเงินให้ฉันใช้จ่าย หาเงินให้ฉันเรียน ให้ความรักแก่ฉันอย่างไม่เคยขาดพร่อง
พ่อพยายามไม่ให้ฉันเป็นห่วง ว่าพ่อแก่ชราแล้ว
แต่ฉันนี่สิ เนรคุณไม่รู้ความ ฉันไม่รู้ว่าพ่อทำไมต้องลำบากตรากตรำ ทุกครั้งที่พ่อบอกฉันว่า “พ่อยังหนุ่มอยู่” ฉันแอบรู้สึกว่าพ่อไม่ยอมรับความจริง
มาถึงวันนี้ พ่อที่นอนอยู่บนเตียง แก่ชราดั่งไม้เก่าที่ผุกร่อน
“พ่อคะ หนูขอโทษ”
Sunday, August 25, 2013
วาจาปราชญ์จีน สอนคน
วาจาปราชญ์จีน สอนคน
๑ "ซุนวู"
" ชมคนด้วยวาจา... มีค่ายิ่งกว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ
ทำร้ายคนด้วยวาจา... สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ.."
๒ "ฮั่วหลัวเกิง"
" คนอื่นช่วยเรา... เราจะจำไว้ชั่วชีวิต
เราช่วยคนอื่น... จงอย่าจำใส่ใจ "
๓ "หวังติ้งเป่า"
" มีชีวิตอย่างไร้คุณธรรม... มิสู้ตายอย่างมีคุณธรรม
ได้มาด้วยความคดโกง... มิสู้ยอมเสียอย่างซื่อตรง..."
๔ "ปันกู้"
" น้ำใสสะอาดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งมัจฉา
คนที่เข้มงวดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งบริวาร "
๕ "หลี่ต้าเจา"
" ความไม่พอใจ... ความกลัดกลุ้มหงุดหงิด ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้... ห่อเหี่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์..."
๖ "ปาจิน"
" ในชีวิตของเรา... มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่างดวงหนึ่ง... ซึ่งสาดส่องจิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงดงาม.."
๗ "หยางว่านหลี่"
" ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำ เท้าสกปรกก็คิดจะล้างเท้า แต่ใจสกปรก กลับไม่คิดที่จะชำระใจ..."
๘ "หูหลินอี้"
" สุขสบายเกินไป... เส้นสายก็พลอยหย่อนยาน จิตใจก็พลอยขลาดกลัว"
๙ "ซุนซือเหมี่ยว"
" พูดน้อย กลุ้มน้อย ตัณหาน้อย นอนน้อย... ถ้าสี่อย่างนี้น้อย ก็ใกล้จะเป็นเซียนแล้ว"
๑๐ "ลู่ซู"
" คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป... เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!"
๑๑ "ฟังเสี้ยวหยู"
" ไม่มีอะไรแย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี... ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ คือ คนที่ดีพอ... ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้ว คือ ผู้ที่ดีไม่พอ...!"
๑๒ "จางจื้อซิน"
" ต้องกล้าที่จะมองความจริง... แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมากๆ"
๑๓ "ซุนยาง"
" ความอิจฉา... เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ ความระแวงสงสัย... เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความรัก ความรัก... ถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้ว ก็ไม่อาจเชื่อถือซึ่งกันและกันได้"
๑๔ "เจิงก่วงเสียนเหวิน"
" ยามมีควรคิดถึงความจน... ยามจนไม่ควรคิดถึงยามมี..!"
๑๕ "เผยสงจือ"
" อย่าทำความชั่ว เพราะคิดว่าผิดนิดเดียว... อย่าละเว้นการทำความดี... เพราะคิดว่าได้บุญกุศลแค่นิดเดียว..."
๑๖ "ซูลิน"
" รู้เหตุผลไม่อับจน รู้กาละไม่ถูกด่า รู้ประหยัดไม่ขัดสน "
๑๗ "เจิงจิ้นเสียนเหวิน"
" ใช้จิตใจที่ชอบตำหนิผู้อื่น... มาตำหนิตัวเอง...
ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง...ให้อภัยผู้อื่น.."
๑๘ "ก่วนจ้ง"
" ขี้เกียจแล้วยังฟุ่มเฟือย... ย่อมยากจน
ขยันและประหยัด... ย่อมร่ำรวย.."
๑๙ "ขงเบ้ง"
"…สูงส่งแต่ไม่เย่อหยิ่ง ชนะแต่ไม่ลำพอง ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวที เข้มแข็งแต่มีความอดกลั้น.."
๒๐ "หลี่ปุ๊เหว่ย"
"...ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น... จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน
ก่อนที่จะว่าคนอื่น... ควรพิจารณาดูตัวเองเสียก่อน
ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น... ควรจะรู้จักตัวเองเสียก่อน.."
๒๑ "เล่าจื้อ"
" ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด... ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ.."
๒๒ "เหลียงฉี่เชา"
" การตกระกำลำบากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสูงในการฝึกฝนยอดคน..!!"
๒๓ "ขงจื้อ"
" สิ่งที่ตัวเราไม่ชอบ... จงอย่าทำกับคนอื่น.."
๒๔ "ซือหม่าเชียน"
" คนที่ทำได้อาจพูดไม่ได้... คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!"
๒๕ "ซือหม่าเชียน"
" คนเราหนีไม่พ้นความตาย... แต่ความหมายการตายนั้น ไม่เหมือนกัน... บ้างมีค่าหนักกว่าขุนเขา... บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก...!"
สว่างตา... ด้วยแสงไฟ
สว่างใจ... ด้วยแสงธรรม
๑ "ซุนวู"
" ชมคนด้วยวาจา... มีค่ายิ่งกว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ
ทำร้ายคนด้วยวาจา... สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ.."
๒ "ฮั่วหลัวเกิง"
" คนอื่นช่วยเรา... เราจะจำไว้ชั่วชีวิต
เราช่วยคนอื่น... จงอย่าจำใส่ใจ "
๓ "หวังติ้งเป่า"
" มีชีวิตอย่างไร้คุณธรรม... มิสู้ตายอย่างมีคุณธรรม
ได้มาด้วยความคดโกง... มิสู้ยอมเสียอย่างซื่อตรง..."
๔ "ปันกู้"
" น้ำใสสะอาดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งมัจฉา
คนที่เข้มงวดเกินไป... ย่อมไร้ซึ่งบริวาร "
๕ "หลี่ต้าเจา"
" ความไม่พอใจ... ความกลัดกลุ้มหงุดหงิด ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้... ห่อเหี่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์..."
๖ "ปาจิน"
" ในชีวิตของเรา... มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่างดวงหนึ่ง... ซึ่งสาดส่องจิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงดงาม.."
๗ "หยางว่านหลี่"
" ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำ เท้าสกปรกก็คิดจะล้างเท้า แต่ใจสกปรก กลับไม่คิดที่จะชำระใจ..."
๘ "หูหลินอี้"
" สุขสบายเกินไป... เส้นสายก็พลอยหย่อนยาน จิตใจก็พลอยขลาดกลัว"
๙ "ซุนซือเหมี่ยว"
" พูดน้อย กลุ้มน้อย ตัณหาน้อย นอนน้อย... ถ้าสี่อย่างนี้น้อย ก็ใกล้จะเป็นเซียนแล้ว"
๑๐ "ลู่ซู"
" คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป... เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!"
๑๑ "ฟังเสี้ยวหยู"
" ไม่มีอะไรแย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี... ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ คือ คนที่ดีพอ... ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้ว คือ ผู้ที่ดีไม่พอ...!"
๑๒ "จางจื้อซิน"
" ต้องกล้าที่จะมองความจริง... แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมากๆ"
๑๓ "ซุนยาง"
" ความอิจฉา... เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ ความระแวงสงสัย... เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความรัก ความรัก... ถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้ว ก็ไม่อาจเชื่อถือซึ่งกันและกันได้"
๑๔ "เจิงก่วงเสียนเหวิน"
" ยามมีควรคิดถึงความจน... ยามจนไม่ควรคิดถึงยามมี..!"
๑๕ "เผยสงจือ"
" อย่าทำความชั่ว เพราะคิดว่าผิดนิดเดียว... อย่าละเว้นการทำความดี... เพราะคิดว่าได้บุญกุศลแค่นิดเดียว..."
๑๖ "ซูลิน"
" รู้เหตุผลไม่อับจน รู้กาละไม่ถูกด่า รู้ประหยัดไม่ขัดสน "
๑๗ "เจิงจิ้นเสียนเหวิน"
" ใช้จิตใจที่ชอบตำหนิผู้อื่น... มาตำหนิตัวเอง...
ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง...ให้อภัยผู้อื่น.."
๑๘ "ก่วนจ้ง"
" ขี้เกียจแล้วยังฟุ่มเฟือย... ย่อมยากจน
ขยันและประหยัด... ย่อมร่ำรวย.."
๑๙ "ขงเบ้ง"
"…สูงส่งแต่ไม่เย่อหยิ่ง ชนะแต่ไม่ลำพอง ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวที เข้มแข็งแต่มีความอดกลั้น.."
๒๐ "หลี่ปุ๊เหว่ย"
"...ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น... จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน
ก่อนที่จะว่าคนอื่น... ควรพิจารณาดูตัวเองเสียก่อน
ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น... ควรจะรู้จักตัวเองเสียก่อน.."
๒๑ "เล่าจื้อ"
" ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด... ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ.."
๒๒ "เหลียงฉี่เชา"
" การตกระกำลำบากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสูงในการฝึกฝนยอดคน..!!"
๒๓ "ขงจื้อ"
" สิ่งที่ตัวเราไม่ชอบ... จงอย่าทำกับคนอื่น.."
๒๔ "ซือหม่าเชียน"
" คนที่ทำได้อาจพูดไม่ได้... คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!"
๒๕ "ซือหม่าเชียน"
" คนเราหนีไม่พ้นความตาย... แต่ความหมายการตายนั้น ไม่เหมือนกัน... บ้างมีค่าหนักกว่าขุนเขา... บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก...!"
สว่างตา... ด้วยแสงไฟ
สว่างใจ... ด้วยแสงธรรม
“ธาตุแท้ของคน ..”
การตรวจสอบ "ชนิด" ของความเป็นมนุษย์ (น่าอ่านครับ)
อับราฮัม ลิงคอล์น (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)
เอาให้เขาแล้ว เขาไม่ยอมคืนจะทำอย่างไรดี
ได้แล้วไม่ยอมวางอำนาจ คิดจะผูกขาดตลอดไปเลย
อับราฮัม ลิงคอล์น (อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)
บอกเอาไว้ว่า....
"ถ้าอยากรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ก็เอา "อำนาจ" ใส่มือเขาดู
และ “ธาตุแท้” ของเขาก็จะปรากฏให้เห็นตัวตนและจิตใจของเขา"
”.... ลิงคอล์น เป็นคนกระจอกมาก ทำงานหนัก แต่ไม่ได้เงินซักบาท ไม่รู้ทำงานไปทำไม ปากบอกว่า ทำเพื่อประชาชน แล้วก็โดนยิงตายฟรีๆ
ลิงคอล์นไม่เห็นร่ำรวยอะไร ทิ้งเงินไว้ให้ลูกเมียสักบาทก็ไม่มี... รัฐมนตรีก็ไม่ได้เป็น .......ลิงคอล์น โง่มากๆ จริงๆ.....”
แหม..ต้องถามเรื่องการเอาอำนาจออกจากมือด้วยครับ
เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง
"ถ้าอยากรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ก็เอา "อำนาจ" ใส่มือเขาดู
และ “ธาตุแท้” ของเขาก็จะปรากฏให้เห็นตัวตนและจิตใจของเขา"
ลิงคอล์นไม่เห็นร่ำรวยอะไร ทิ้งเงินไว้ให้ลูกเมียสักบาทก็ไม่มี... รัฐมนตรีก็ไม่ได้เป็น .......ลิงคอล์น โง่มากๆ จริงๆ.....”
แหม..ต้องถามเรื่องการเอาอำนาจออกจากมือด้วยครับ
เหมือนอ้อยเข้าปากช้าง
เอาให้เขาแล้ว เขาไม่ยอมคืนจะทำอย่างไรดี
ได้แล้วไม่ยอมวางอำนาจ คิดจะผูกขาดตลอดไปเลย
Cr:: ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
Wednesday, August 21, 2013
อย่าประมาทชีวิต
เขาอายุเพียง ๕๓, เป็นผู้บริหารสูงสุดของ
บริษัทตรวจบัญชียักษ์ “KPMG” ของสหรัฐฯ,
ได้รับเงินเดือนอันดับต้น ๆ ของสุดยอดนักบริหารมะกัน, กำลังอยู่จุดสูงสุดของอาชีพ...
กำลังเตรียมเดินทางรอบโลก, เตรียมไปร่วมงานวันแรกของลูกสาวขึ้นเรียนชั้นมัธยม,
ทุกอย่างกำลังเป็นไปอย่างเฟื่องฟู
และวันดีคืนดี, หมอก็ตรวจพบว่า
นาย “ยูจีน โอ’เคลลี่” (Eugene O’Kelly)
มีมะเร็งในสมองและอยู่ในขั้นสุดท้ายเสียด้วย
หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๓ ถึง ๖ เดือน
ไม่ต่างอะไรกับสวรรค์อับปางลงต่อหน้าต่อตา,
ความฝันทุกอย่างที่มีสำหรับตัวเองและครอบครัว
พังสลายลงมาฉับพลัน
ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมนอนรอวันตาย,
เขาตัดสินใจปรับแผนชีวิตเพื่อให้ไม่กี่สิบวันของชีวิต
ที่เหลือมีความหมายที่สุด
ผมรู้จักเขาจากหนังสือ
“Chasing Daylight” (“ไล่ล่าแสงตะวัน”)
ที่ออกขายมาในอเมริการะยะหนึ่งแล้ว
เป็นหนังสื่อที่เขาเล่าชีวิตวันต่อวันจนถึงวันสุดท้าย
โดยมีบทส่งท้ายเขียนโดยภรรยาที่ชื่อ “คอรีนน์”
ซึ่งเป็นทั้งเงาประจำตัวและเป็นพยาบาลตลอด ๒๔ ชั่วโมง
ที่เล่าถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตของสามี
เรื่องราวน่าทึ่งของนักธุรกิจใหญ่ที่ต้องเผชิญกับ
“กำหนดตารางวันตาย” นี้เป็นการบันทึก
“การเดินทางวาระสุดท้าย” อย่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว
ภายใต้ชื่อหนังสือนั้น, คนเขียนอธิบายว่ามันคือเรื่องราวส่วนตัวที่เล่าขานอย่างละเอียดละออว่า
“ความตายที่กำลังจะมาถึง
ไปปรับเปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้าอย่างไรบ้าง”
“ทันทีที่หมอบอกว่าผมจะมีชีวิตอยู่อีก ๓ ถึง ๖ เดือน,
ผมก็ถามตัวเองว่า “ทำไมช่วงสุดท้ายของชีวิตคนเรา
จะต้องเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุด?”
เขาบอกตัวเองว่าเขาจะทำให้วันเวลาช่วงสุดท้ายก่อนตายนั้นเป็น
“ประสบการณ์ทางสร้างสรรค์ที่ควรจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต” ให้ได้
เมื่อมีเวลาไตร่ตรองและพูดคุยกับตัวเองเพียงพอ,
ยูจีนก็บอกว่าถือว่าเป็น “โชคดี” ที่เขารู้ล่วงหน้าว่าจะตาย
เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเวลาคิดถึงความตายของตัวเองก่อนด้วยซ้ำ เพราะมันมาอย่างรวดเร็ว, กระทันหัน,
และเจ้าตัวตั้งตัวไม่ทันด้วยซ้ำไป
หมอบอกเขาว่ามะเร็งในสมองของเขาส่วนนั้นจะไม่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมากนัก ความเสื่อมของสมองมาค่อย ๆ มาในรูปของเงามืด สายตาจะพร่ามัว และเมื่อถึงเวลาอาการก็จะทรุดเข้าสู่โคม่า ความมืดของกลางคืนจะมาถึง และเขาก็จะตาย
เขานับนิ้วแล้วว่าจะเหลือชีวิตเพียง ๑๐๐ วัน
เขาย้อนมองชีวิตการทำงานเขาแล้วก็ปลงว่าเขาไม่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว, ไม่ค่อยได้กลับบ้านกินข้าวเย็นกับภรรยาและลูก,
แม้ลูกจะอ้อนว้อนขอร้องให้เขาไปร่วมงานโรงเรียนของลูก
เพราะพ่อแม่ของเพื่อนๆ ต่างก็ไปร่วมทั้งนั้น,
เขากลับอ้างว่ามีนัดหมายเรื่องงานการ
ที่ไม่อาจจะไปเป็นเพื่อนของลูกได้
ยูจีนนั่งเสียใจว่าเขาใช้ชีวิตอย่าง
“นักธุรกิจที่ไม่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว”
ทั้งๆ ที่เขาอ้างว่าที่เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ,
ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้น
และได้รายได้เพิ่มพูนขึ้นนั้น
ก็เพราะเขารักครอบครัว
“ในฐานะซีอีโอของบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานถึง ๒๐,๐๐๐ คน, ผมมีสิทธิ์พิเศษมากมาย แต่งานในตำแหน่งนั้นก็กดดันให้ผมต้องทำงานอย่างบ้าเลือด ปฏิทินงานการของผมกำหนดไว้ ๑๘ เดือนล่วงหน้า ผมเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมงตลอดเวลา,
ผมทำงานตลอดเวลา, แม้วันสุดสัปดาห์ก็ไม่ได้เว้น,
กลางดึกกลางดื่นผมก็ยังทำงาน,
ผมไม่เคยได้ไปงานโรงเรียนของลูกสาวคนเล็กของผมเลย สิบปีแรกหลังการแต่งงาน ผมไม่เคยไปพักร้อนกับภรรยาเลย...”
แต่เขารู้วันที่เขามีชีวิตเหลือไม่กี่เดือนว่านั่นเป็นข้ออ้างที่เขาไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก
ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะทำให้การจากโลกของเขา
เป็น “ความตายที่ดีที่สุด” เท่าที่จะทำได้
เขาเรียกมันว่า “the best possible death”
เขานั่งลงเขียน “สิ่งที่ต้องทำก่อนตาย” อย่างนี้
๑. จัดแจงเรื่องกฎหมายและการเงินของตัวเองให้ครอบครัวให้เรียบร้อย
๒. “ร่ำลา” ครอบครัว, เพื่อนสนิท, และเพื่อนร่วมงาน
๓. ทำให้ทุกอย่างที่เหลือของชีวิตเป็นเรื่อง “ง่ายๆ และสบาย ๆ”
๔. อยู่กับปัจจุบันทุกนาที
๕. สร้างและเปิดอารมณ์ให้รับ “นาทีอันสมบูรณ์” (“perfect moments”) ตลอดเวลาจนถึงลมหายใจสุดท้าย
๖. เริ่มต้นกระบวนการ “ผ่องถ่าย” ไปสู่ภาวะถัดไป
๗. เตรียมงานศพของตัวเอง
น่าแปลกว่า สำหรับคนที่ต้องรับการรักษาที่ทำให้ร่างกายต้องผ่ายผอมและสมองทำงานช้าลงไปเรื่อยๆ นั้น,
ยูจีนสามารถทำตามตารางที่วางไว้ให้กับตัวเองเกือบทั้งหมดทุกวัน, เขาจะนั่งลงเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยปากกา
เพราะสมองไม่พร้อมจะให้ใช้นิ้วพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้
และลายมือก็เริ่มจะเฉๆ ไฉๆ ไม่เป็นตัวหนังสือแล้ว
แต่เขาก็มีความอดทนและมุ่งมั่นเขียนจนถึงอีกไม่กี่วันก่อนที่จะจากไปโดยมีภรรยาของเขาเป็น “ผู้เขียนร่วม”
เพื่อปิดฉากชีวิตด้วยหนังสือที่เขาเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งชีวิตอันยุ่งเหยิงและวุ่นวายกับการ “สร้างเนื้อสร้างตัว”
หรือ “สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัว” นั้น
จะต้องปิดฉากลงอย่างฉับพลันอย่างนั้น
ยูจีนร่ำลาเพื่อนฝูงด้วยการเขียนจดหมายไปขอบคุณเขาที่ได้เป็นเพื่อนอันแสนดีหรือเพื่อนร่วมกันที่น่ารัก....และบอกด้วยว่า เขากำลังจะจากโลกนี้ไปในเร็ววัน ขอให้เพื่อนได้รับความขอบคุณจากเขาด้วย
หนึ่งในหลายร้อยฉบับที่เขาเขียนอำลาเพื่อนนั้นมีสั้นๆ อย่างนี้
“ดั๊กเพื่อนรัก...
เพื่อนคงได้ยินข่าวแล้ว, สุขภาพฉันย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเจ้ามะเร็งสมองระยะสุดท้าย ที่ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้มาก็เพื่อจะบอกเพื่อนว่ามิตรภาพของเราตั้งแต่เราเรียนที่ Penn State ด้วยกันนั้นมีความหมายต่อชีวิตฉันอย่างมากทีเดียว
ขอให้เพื่อนโชคดีในชีวิต ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเพื่อนด้วย
ยูจีน...”
เขานั่งลงกับลูกทีละคนเพื่อ “พูดจาสั่งลา” กันอย่างสนิทสนม
อยากคุยเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีต,หรือสิ่ง ที่เคยทำด้วยกันหรือประสบการณ์อันน่าประทับใจที่เคยใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นการแสดงความอาลัยอาวรณ์,
ไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยกันอย่างเป็น “สาระ” เกินไป.
.จะคุยอะไรก็ได้ระหว่างพ่อกับลูก, ลูกกับพ่อ, ผัวกับเมีย, เมียกับผัว...หัวเราะต่อกระซิก, กระเซ้าเย้าแหย่กันได้ก็ยิ่งดี
และสิ่งที่ยูจีนค้นพบที่สำคัญที่สุดก่อนหมดลมหายใจก็คือความสำคัญของการ “อยู่กับปัจจุบัน” หรือ here and now
เพราะตลอดชีวิตของการทำงานนั้น,เขาไม่เคยอยู่กับตัวเอง, ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย...มีแต่อดีตกับอนาคต
เมื่อเขารู้ว่าเหลือชีวิตเหลือเพียงแค่ประมาณ ๑๐๐ วัน,
เขาจึงรู้ว่าการ “อยู่กับปัจจุบัน” นั้นมีความหมายอันลึกซึ้งเพียงใด
Cr:: Fb philawan.chaikitkosi
วันนี้เจอกันนี้วันพรุ่งนี้อาจไม่ พระไพศาล บอกว่าคนเราอยู่ใกล้กับภพหน้ามากกว่าวันพรุ่งนี้เสียอีก
บริษัทตรวจบัญชียักษ์ “KPMG” ของสหรัฐฯ,
ได้รับเงินเดือนอันดับต้น ๆ ของสุดยอดนักบริหารมะกัน, กำลังอยู่จุดสูงสุดของอาชีพ...
กำลังเตรียมเดินทางรอบโลก, เตรียมไปร่วมงานวันแรกของลูกสาวขึ้นเรียนชั้นมัธยม,
ทุกอย่างกำลังเป็นไปอย่างเฟื่องฟู
และวันดีคืนดี, หมอก็ตรวจพบว่า
นาย “ยูจีน โอ’เคลลี่” (Eugene O’Kelly)
มีมะเร็งในสมองและอยู่ในขั้นสุดท้ายเสียด้วย
หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๓ ถึง ๖ เดือน
ไม่ต่างอะไรกับสวรรค์อับปางลงต่อหน้าต่อตา,
ความฝันทุกอย่างที่มีสำหรับตัวเองและครอบครัว
พังสลายลงมาฉับพลัน
ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมนอนรอวันตาย,
เขาตัดสินใจปรับแผนชีวิตเพื่อให้ไม่กี่สิบวันของชีวิต
ที่เหลือมีความหมายที่สุด
ผมรู้จักเขาจากหนังสือ
“Chasing Daylight” (“ไล่ล่าแสงตะวัน”)
ที่ออกขายมาในอเมริการะยะหนึ่งแล้ว
เป็นหนังสื่อที่เขาเล่าชีวิตวันต่อวันจนถึงวันสุดท้าย
โดยมีบทส่งท้ายเขียนโดยภรรยาที่ชื่อ “คอรีนน์”
ซึ่งเป็นทั้งเงาประจำตัวและเป็นพยาบาลตลอด ๒๔ ชั่วโมง
ที่เล่าถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตของสามี
เรื่องราวน่าทึ่งของนักธุรกิจใหญ่ที่ต้องเผชิญกับ
“กำหนดตารางวันตาย” นี้เป็นการบันทึก
“การเดินทางวาระสุดท้าย” อย่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว
ภายใต้ชื่อหนังสือนั้น, คนเขียนอธิบายว่ามันคือเรื่องราวส่วนตัวที่เล่าขานอย่างละเอียดละออว่า
“ความตายที่กำลังจะมาถึง
ไปปรับเปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้าอย่างไรบ้าง”
“ทันทีที่หมอบอกว่าผมจะมีชีวิตอยู่อีก ๓ ถึง ๖ เดือน,
ผมก็ถามตัวเองว่า “ทำไมช่วงสุดท้ายของชีวิตคนเรา
จะต้องเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุด?”
เขาบอกตัวเองว่าเขาจะทำให้วันเวลาช่วงสุดท้ายก่อนตายนั้นเป็น
“ประสบการณ์ทางสร้างสรรค์ที่ควรจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต” ให้ได้
เมื่อมีเวลาไตร่ตรองและพูดคุยกับตัวเองเพียงพอ,
ยูจีนก็บอกว่าถือว่าเป็น “โชคดี” ที่เขารู้ล่วงหน้าว่าจะตาย
เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเวลาคิดถึงความตายของตัวเองก่อนด้วยซ้ำ เพราะมันมาอย่างรวดเร็ว, กระทันหัน,
และเจ้าตัวตั้งตัวไม่ทันด้วยซ้ำไป
หมอบอกเขาว่ามะเร็งในสมองของเขาส่วนนั้นจะไม่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมากนัก ความเสื่อมของสมองมาค่อย ๆ มาในรูปของเงามืด สายตาจะพร่ามัว และเมื่อถึงเวลาอาการก็จะทรุดเข้าสู่โคม่า ความมืดของกลางคืนจะมาถึง และเขาก็จะตาย
เขานับนิ้วแล้วว่าจะเหลือชีวิตเพียง ๑๐๐ วัน
เขาย้อนมองชีวิตการทำงานเขาแล้วก็ปลงว่าเขาไม่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว, ไม่ค่อยได้กลับบ้านกินข้าวเย็นกับภรรยาและลูก,
แม้ลูกจะอ้อนว้อนขอร้องให้เขาไปร่วมงานโรงเรียนของลูก
เพราะพ่อแม่ของเพื่อนๆ ต่างก็ไปร่วมทั้งนั้น,
เขากลับอ้างว่ามีนัดหมายเรื่องงานการ
ที่ไม่อาจจะไปเป็นเพื่อนของลูกได้
ยูจีนนั่งเสียใจว่าเขาใช้ชีวิตอย่าง
“นักธุรกิจที่ไม่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว”
ทั้งๆ ที่เขาอ้างว่าที่เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ,
ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้น
และได้รายได้เพิ่มพูนขึ้นนั้น
ก็เพราะเขารักครอบครัว
“ในฐานะซีอีโอของบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานถึง ๒๐,๐๐๐ คน, ผมมีสิทธิ์พิเศษมากมาย แต่งานในตำแหน่งนั้นก็กดดันให้ผมต้องทำงานอย่างบ้าเลือด ปฏิทินงานการของผมกำหนดไว้ ๑๘ เดือนล่วงหน้า ผมเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมงตลอดเวลา,
ผมทำงานตลอดเวลา, แม้วันสุดสัปดาห์ก็ไม่ได้เว้น,
กลางดึกกลางดื่นผมก็ยังทำงาน,
ผมไม่เคยได้ไปงานโรงเรียนของลูกสาวคนเล็กของผมเลย สิบปีแรกหลังการแต่งงาน ผมไม่เคยไปพักร้อนกับภรรยาเลย...”
แต่เขารู้วันที่เขามีชีวิตเหลือไม่กี่เดือนว่านั่นเป็นข้ออ้างที่เขาไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก
ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะทำให้การจากโลกของเขา
เป็น “ความตายที่ดีที่สุด” เท่าที่จะทำได้
เขาเรียกมันว่า “the best possible death”
เขานั่งลงเขียน “สิ่งที่ต้องทำก่อนตาย” อย่างนี้
๑. จัดแจงเรื่องกฎหมายและการเงินของตัวเองให้ครอบครัวให้เรียบร้อย
๒. “ร่ำลา” ครอบครัว, เพื่อนสนิท, และเพื่อนร่วมงาน
๓. ทำให้ทุกอย่างที่เหลือของชีวิตเป็นเรื่อง “ง่ายๆ และสบาย ๆ”
๔. อยู่กับปัจจุบันทุกนาที
๕. สร้างและเปิดอารมณ์ให้รับ “นาทีอันสมบูรณ์” (“perfect moments”) ตลอดเวลาจนถึงลมหายใจสุดท้าย
๖. เริ่มต้นกระบวนการ “ผ่องถ่าย” ไปสู่ภาวะถัดไป
๗. เตรียมงานศพของตัวเอง
น่าแปลกว่า สำหรับคนที่ต้องรับการรักษาที่ทำให้ร่างกายต้องผ่ายผอมและสมองทำงานช้าลงไปเรื่อยๆ นั้น,
ยูจีนสามารถทำตามตารางที่วางไว้ให้กับตัวเองเกือบทั้งหมดทุกวัน, เขาจะนั่งลงเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยปากกา
เพราะสมองไม่พร้อมจะให้ใช้นิ้วพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้
และลายมือก็เริ่มจะเฉๆ ไฉๆ ไม่เป็นตัวหนังสือแล้ว
แต่เขาก็มีความอดทนและมุ่งมั่นเขียนจนถึงอีกไม่กี่วันก่อนที่จะจากไปโดยมีภรรยาของเขาเป็น “ผู้เขียนร่วม”
เพื่อปิดฉากชีวิตด้วยหนังสือที่เขาเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งชีวิตอันยุ่งเหยิงและวุ่นวายกับการ “สร้างเนื้อสร้างตัว”
หรือ “สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัว” นั้น
จะต้องปิดฉากลงอย่างฉับพลันอย่างนั้น
ยูจีนร่ำลาเพื่อนฝูงด้วยการเขียนจดหมายไปขอบคุณเขาที่ได้เป็นเพื่อนอันแสนดีหรือเพื่อนร่วมกันที่น่ารัก....และบอกด้วยว่า เขากำลังจะจากโลกนี้ไปในเร็ววัน ขอให้เพื่อนได้รับความขอบคุณจากเขาด้วย
หนึ่งในหลายร้อยฉบับที่เขาเขียนอำลาเพื่อนนั้นมีสั้นๆ อย่างนี้
“ดั๊กเพื่อนรัก...
เพื่อนคงได้ยินข่าวแล้ว, สุขภาพฉันย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเจ้ามะเร็งสมองระยะสุดท้าย ที่ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้มาก็เพื่อจะบอกเพื่อนว่ามิตรภาพของเราตั้งแต่เราเรียนที่ Penn State ด้วยกันนั้นมีความหมายต่อชีวิตฉันอย่างมากทีเดียว
ขอให้เพื่อนโชคดีในชีวิต ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเพื่อนด้วย
ยูจีน...”
เขานั่งลงกับลูกทีละคนเพื่อ “พูดจาสั่งลา” กันอย่างสนิทสนม
อยากคุยเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีต,หรือสิ่ง ที่เคยทำด้วยกันหรือประสบการณ์อันน่าประทับใจที่เคยใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นการแสดงความอาลัยอาวรณ์,
ไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยกันอย่างเป็น “สาระ” เกินไป.
.จะคุยอะไรก็ได้ระหว่างพ่อกับลูก, ลูกกับพ่อ, ผัวกับเมีย, เมียกับผัว...หัวเราะต่อกระซิก, กระเซ้าเย้าแหย่กันได้ก็ยิ่งดี
และสิ่งที่ยูจีนค้นพบที่สำคัญที่สุดก่อนหมดลมหายใจก็คือความสำคัญของการ “อยู่กับปัจจุบัน” หรือ here and now
เพราะตลอดชีวิตของการทำงานนั้น,เขาไม่เคยอยู่กับตัวเอง, ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย...มีแต่อดีตกับอนาคต
เมื่อเขารู้ว่าเหลือชีวิตเหลือเพียงแค่ประมาณ ๑๐๐ วัน,
เขาจึงรู้ว่าการ “อยู่กับปัจจุบัน” นั้นมีความหมายอันลึกซึ้งเพียงใด
Cr:: Fb philawan.chaikitkosi
วันนี้เจอกันนี้วันพรุ่งนี้อาจไม่ พระไพศาล บอกว่าคนเราอยู่ใกล้กับภพหน้ามากกว่าวันพรุ่งนี้เสียอีก
Thursday, August 15, 2013
คติสอนใจ~~เอี๋ยนหุย กับ ขงจื้อ~~
~~เอี๋ยนหุย กับ ขงจื้อ~~
คติสอนใจ...............เสียเวลาหน่อยแต่ก็ได้ข้อคิดที่ดีๆ....
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เอี๋ยนหุย ไปทำธุระที่ตลาด พบว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลูกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า“3 x 8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า
“พี่ชาย 3 x 8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า
“ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า“ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า
“3 x 8 ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุยไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป
พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมา หากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า
“อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า
“ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ? เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าสาง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึงเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด” จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่ง หนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
คติสอนใจ...............เสียเวลาหน่อยแต่ก็ได้ข้อคิดที่ดีๆ....
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เอี๋ยนหุย ไปทำธุระที่ตลาด พบว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลูกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า“3 x 8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า
“พี่ชาย 3 x 8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า
“ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า“ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า
“3 x 8 ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุยไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป
พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมา หากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า
“อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า
“ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ? เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าสาง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึงเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด” จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่ง หนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
Wednesday, August 14, 2013
สมการชีวิต
สมการชีวิต ~ ♡
โง่ + ขยัน = เหนื่อย
โง่ + โลภ = เหยื่อ
โง่ + ขี้เกียจ = ยากจน
โง่ + บริโภคนิยม = หมดตัว
โง่ + ช้า = ล้าหลัง
โง่ + รีบร้อน = สะดุด
โง่ + อดทน = ถึงจุดหมาย แต่ช้าหน่อย
โง่ + ขยัน + อดทน = ลืมตาอ้าปากได้
โง่ + ซื่อสัตย์ = คนเมตตา
โง่ + กตัญญู = พระคุ้ม
โง่ + เรียนรู้ = ไม่โง่
ฉลาด + ขยัน = ความสำเร็จ
ฉลาด + อดทน = ความเจริญ
ฉลาด + ขี้เกียจ = โกง
ฉลาด + ขี้เกียจ + โลภ = โคตรโกง
ฉลาด + โอกาส = ติดปีก
ฉลาด + โอกาส + ขยัน = ติดจรวด
ฉลาด + กตัญญู = สัตบุรุษ
ฉลาด + ซื่อสัตย์ = ยอดคน
ฉลาด + ไม่เรียนรู้ = ไม่ฉลาด
โลภ + ขี้เกียจ = ชีวิตหมดไปกับการหาทางลัด
โลภ + ขยัน = รวย
โลภ + โกรธ = โรคหัวใจ
โกรธ + เกลียด = ไฟในอก
โกรธ + อโหสิ = สวรรค์
รัก + หลง = อุปาทาน
รัก + ใจร้อน = ชิงสุกก่อนห่าม
รัก + ใจเย็น = ไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร
รัก + เข้าใจ = รักจริง
เข้าใจ + ให้อภัย = รักแท้
รัก + อดทน = บ้านเย็น
รัก + อกหัก = ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
อกหัก + เหล้า = ยืดเวลาอกหัก
อกหัก + เข้าใจ = ลดเวลาอกหัก
อกหัก + เมตตา = หายอกหัก
ความรู้ + ความโลภ = โมหะ
ความรู้ + ความหลง = เอาตัวไม่รอด
ความรู้ + จริยธรรม = ปัญญา
สติ + ปัญญา = ความเจริญ
จินตนาการ + ความคิดสร้างสรรค์ = นวัตกรรมด้านบวก
จินตนาการ + โมหะ = นวัตกรรมด้านลบ
จินตนาการ + อารมณ์ลบ = ฟุ้งซ่าน
ปัญหา + กลุ้มใจ = ปัญหา + กลุ้มใจ
ปัญหา + วิเคราะห์ = ลดปัญหา
ใจเย็น + รอบคอบ = สำเร็จมั่นคง
รีบร้อน + มีแผน = วิ่งสะดุด
รีบร้อน + ไม่มีแผน = วิ่งอยู่กับที่
รวย + เมตตา = บุญ
รวย + ธรรม = กุศล
ทำบุญ + ชื่อเสียง = แบกโลก
ทำบุญ + ชาติหน้า = การลงทุน
ทำบุญ + เมตตา = ปล่อยวาง
ไม่เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = อุปาทาน
เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = โซ่ตรวน
เข้าใจ + ปล่อยวาง = เย็น
สูตรชีวิตสำเร็จ
ขยัน + อดทน + เรียนรู้ + ใจเย็น + เมตตา +
ปล่อยวาง = ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกแล ะจิตใจ
ณ. ฉันรักเธอ
Cr: นิรนาม
โง่ + ขยัน = เหนื่อย
โง่ + โลภ = เหยื่อ
โง่ + ขี้เกียจ = ยากจน
โง่ + บริโภคนิยม = หมดตัว
โง่ + ช้า = ล้าหลัง
โง่ + รีบร้อน = สะดุด
โง่ + อดทน = ถึงจุดหมาย แต่ช้าหน่อย
โง่ + ขยัน + อดทน = ลืมตาอ้าปากได้
โง่ + ซื่อสัตย์ = คนเมตตา
โง่ + กตัญญู = พระคุ้ม
โง่ + เรียนรู้ = ไม่โง่
ฉลาด + ขยัน = ความสำเร็จ
ฉลาด + อดทน = ความเจริญ
ฉลาด + ขี้เกียจ = โกง
ฉลาด + ขี้เกียจ + โลภ = โคตรโกง
ฉลาด + โอกาส = ติดปีก
ฉลาด + โอกาส + ขยัน = ติดจรวด
ฉลาด + กตัญญู = สัตบุรุษ
ฉลาด + ซื่อสัตย์ = ยอดคน
ฉลาด + ไม่เรียนรู้ = ไม่ฉลาด
โลภ + ขี้เกียจ = ชีวิตหมดไปกับการหาทางลัด
โลภ + ขยัน = รวย
โลภ + โกรธ = โรคหัวใจ
โกรธ + เกลียด = ไฟในอก
โกรธ + อโหสิ = สวรรค์
รัก + หลง = อุปาทาน
รัก + ใจร้อน = ชิงสุกก่อนห่าม
รัก + ใจเย็น = ไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร
รัก + เข้าใจ = รักจริง
เข้าใจ + ให้อภัย = รักแท้
รัก + อดทน = บ้านเย็น
รัก + อกหัก = ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
อกหัก + เหล้า = ยืดเวลาอกหัก
อกหัก + เข้าใจ = ลดเวลาอกหัก
อกหัก + เมตตา = หายอกหัก
ความรู้ + ความโลภ = โมหะ
ความรู้ + ความหลง = เอาตัวไม่รอด
ความรู้ + จริยธรรม = ปัญญา
สติ + ปัญญา = ความเจริญ
จินตนาการ + ความคิดสร้างสรรค์ = นวัตกรรมด้านบวก
จินตนาการ + โมหะ = นวัตกรรมด้านลบ
จินตนาการ + อารมณ์ลบ = ฟุ้งซ่าน
ปัญหา + กลุ้มใจ = ปัญหา + กลุ้มใจ
ปัญหา + วิเคราะห์ = ลดปัญหา
ใจเย็น + รอบคอบ = สำเร็จมั่นคง
รีบร้อน + มีแผน = วิ่งสะดุด
รีบร้อน + ไม่มีแผน = วิ่งอยู่กับที่
รวย + เมตตา = บุญ
รวย + ธรรม = กุศล
ทำบุญ + ชื่อเสียง = แบกโลก
ทำบุญ + ชาติหน้า = การลงทุน
ทำบุญ + เมตตา = ปล่อยวาง
ไม่เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = อุปาทาน
เข้าใจ + ไม่ปล่อยวาง = โซ่ตรวน
เข้าใจ + ปล่อยวาง = เย็น
สูตรชีวิตสำเร็จ
ขยัน + อดทน + เรียนรู้ + ใจเย็น + เมตตา +
ปล่อยวาง = ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกแล
ณ. ฉันรักเธอ
Cr: นิรนาม
Tuesday, August 13, 2013
KBank - ศาสตร์ "นวดคน" สู่องค์กรสร้างสรรค์และยั่งยืน
» ถอดรหัสความคิด บิ๊กบอส แห่ง KBank
» ศาสตร์ "นวดคน" สู่องค์กรสร้างสรรค์และยั่งยืน
คุณ "บัณฑูร ล่ำซำ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBank เปิดเผยแนวคิดหลักในการบริหารอง ค์กรว่า...
• หน้าที่หลักที่สำคัญของซีอีโอคื อทำเรื่อง "คน" ไม่ใช่เรื่องการกำหนด เป้ารายได้ เพราะเรื่องเหล่านี้มีคนทำอยู่แ ล้ว
แต่ซีอีโอต้องทำเรื่องคน ควบคู่ไปกับเรื่องฮวงจุ้ย ถ้าเรื่องฮวงจุ้ยแก้ให้หมดแล้ว ทำให้หมดแล้ว หากยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็แสดงถึง "ฝีมือ" ของ "คน" แล้ว
ซีอีโอเคแบงก์ย้ำว่าการทำเรื่อง คน ผู้บริหารต้องนวด ต้องอดทน ต้องพูดซ้ำ ๆ ถึงยุทธศาสตร์ขององค์กร เพื่อให้องค์กรพัฒนาร่วมกันอย่า งสร้างสรรค์
"ต้องมียุทธศาสตร์ที่มีความหมาย เป็นหลายแผน ที่จะนำทุกคนไปในทิศทางนี้ เพราะคนมีจำนวนมาก
และคนต้องเชื่อว่ายุทธศาสตร์นั้ นมีความหมายและร่วมทำงานกันในลั กษณะที่ว่าสร้างสรรค์ไม่ทะเลาะก ันจนวงแตก"
::::::::::::::::::
คุณ "บัณฑูร" ให้สัมภาษณ์บทบาทซีอีโอในการทำเ รื่อง "คน" ว่า
การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน คือ
- องค์กรที่มีความสามารถในการปรับ ตัว แม้กระทั่งเปลี่ยนแนวของธุรกิจ
- แต่ก็สามารถปรับตัวให้สอดคล้องก ับความต้องการของตลาดและเปลี่ยน กระบวนการทำงานให้ต้นทุนไม่แพง
- กับสามารถดึงคนเก่ง ๆ ให้อยู่ด้วยได้ 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. มีความสามารถ ปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับคว ามเป็นไปของโลกที่เปลี่ยนไป
2. มีกระบวนการผลิตที่ปรับปรุงตลอด คือการรีเอ็นจิเนียริ่งตลอด
3. ทำอย่างไรคนเก่งจะมาชุมนุมอยู่ท ี่นี่ ซึ่งทำไม่ง่ายเพราะตลาดเมืองไทย คนเก่งมีไม่พอใช้ และคนเก่งของสังคมไทยมาชุมนุมอย ู่สายการเงิน
คนจบวิศวะที่เก่งที่สุดไม่ได้อย ู่ในโรงงาน แต่มาอยู่ในธนาคาร (พร้อมกับเสริมด้วยท่าทีหัวเราะ ว่า...มันถึงพังไง)
ดูของเราตั้งแต่ ดร.ประสารลงไป ผมก็วิศวะ คุณโทนี่ (ชาติศิริ โสภณพนิช) คุณบุญทักษ์ (หวังเจริญ) คุณอภิศักดิ์ (ตันติวรวงศ์) ก็วิศวะ
เหตุผลที่มาชุมนุมอยู่ที่นี่ (แบงกิ้ง) เยอะ คือ ที่นี่ผลตอบแทนสูง เพราะถ้าไม่ใช่ก็ไปเป็นเถ้าแก่เ อง
มนุษย์เงินเดือนสายที่ค่าตอบแทน สูงที่สุดคือสายการเงิน อุตสาหกรรมไทยถึงเสียคน ภาคอุตสาหกรรมถึงไม่ได้คนเพราะไ ปอยู่ในแบงก์กัน
::::::::::::::::::
Q1 : มีขบวนการสร้างคนอย่างไร ?
ก่อนอื่นต้องดึงคนก่อน หมายความว่า เขาต้องเชื่อก่อนว่าแนวธุรกิจขอ งองค์กรนี้มีความหมาย เพราะใครก็อยากประสบความสำเร็จ มีการพัฒนาในวิชาชีพ
คนที่เก่งก็จะดูว่าธุรกิจที่นี่ มีอนาคต ดึงคนเข้ามาก็ต้องมีระบบอบรม จะเห็นว่าหลัก ๆ HR (human resource) เป็นเรื่องใหญ่
แต่เดิม HR ถูกมองว่าทำแค่บัญชีเงินเดือน แต่ทุกวันนี้ HR เป็นส่วนหนึ่งของการทำแผนธุรกิจ ไปพร้อมกับสายธุรกิจ
เพราะสายธุรกิจวาดแผนไว้วิเศษอย ่างไร ไม่มีคนไปทำมันก็ไม่มีความหมายอ ะไร ไม่มีคนไม่มีคุณภาพเพียงพอใส่ไป ก็ทำไม่ได้
ต้องไปหาคนที่เก่งในตลาดเข้ามาแ ละมาอบรมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น HR กับธุรกิจต้องทำไปด้วยกัน
ที่กสิกรไทยมีความพิเศษที่ผู้บร ิหารสาย HR กับ IT หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นคนที่มาจากสายธุรกิจ อันนี้หายาก เพราะคนที่เก่งก็อยากอยู่สายธุร กิจ เพราะมันมีผลประโยชน์อะไรก็ว่าก ันไป
แต่ผมโชคดีที่ได้คน 2 คนที่เก่งมาทำหน้าที่นี้ ทำไมเขาถึงมายอมทำงานที่มองเผิน ๆ เหมือนงานแบ็กออฟฟิศ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะจริง ๆ HR กับงานไอทีต้องทำร่วมกับแผนธุรก ิจ เพียงแต่คนละมุม
แต่ต้องทำร่วมกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ มีคนไปทำงาน และมีระบบสารสนเทศที่จำเป็น สนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงิน
::::::::::::::::::
Q2 : เห็นความสำคัญของ HR และ IT มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ทุกคนเห็นทั้งนั้น แบงก์ไม่มีตัวนี้สู้คนอื่นไม่ได ้ ตอนนี้สนามที่สู้กันไม่ใช่สนาม "เงินกู้ แต่คือคน" สนามนี้แย่งกันดุเดือดมาก โทร.ถึงตัวเลย
ผู้บริหารระดับท็อปของผม เฮดฮันเตอร์โทร.ถึงตัวทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไปหรือไม่ไป เพราะคนในตลาดมีไม่พอ
::::::::::::::::::
Q3 : การที่เฮดฮันเตอร์เจาะรายคนอย่า งนี้ จะทำอย่างไรให้คนอยู่กับเรา ?
ก็เขาอยู่ เขาดึงคนของเราไปได้ไม่กี่คน ดึงได้ระดับล่าง ๆ ที่ขึ้นไม่ได้เพราะว่าเขาติดคนเ ก่งอยู่ข้างบน เขาก็บอกว่าเขาไปที่ที่เขาได้ขึ ้น
อย่างนี้เข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบน ั้น ทีมทำงานเราก็มีทีมเอ ทีมบี
ทีมเอดึงไม่ได้ ดึงได้คนสองคน ก็ต้องดึงทีมบี เพราะถ้าอยู่ที่นี่โอกาสขึ้นมัน ยาก ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ทีมเอดึงไม่ได้เพราะเขามีความเช ื่อถือที่นี่ เมื่อไหร่ที่หมดความเชื่อถือ คนหมดความศรัทธาว่าที่นี่เป็นโอ กาสทางวิชาชีพที่สูง เงินไม่เกี่ยว เงินให้ได้ อัดกันเต็มที่ ...น้อยกรณีที่เงินเป็นประเด็น
เช่นว่าเราปรับขึ้นให้คนคนนี้ มีคนอีก 30 คนเดือดร้อน อย่างนั้นก็ต้องปล่อยไป แต่เขาไปแล้ว เขาก็จะมีปัญหาในองค์กร ที่ถูกมองว่าคนนี้วิเศษมาจากไหน เงินเดือนแพง
คนไทยยิ่งมีนิสัยหมั่นไส้ใครเงิ นเดือนสูง ให้เขาทำงานไป อย่างไทย ๆ จะเป็นอย่างนี้ อันนี้จึงเป็นความละเอียดอ่อนว่ าความสมดุลมันอยู่ตรงไหน
เรื่อง "คน" เป็นเรื่องตะลุมบอนกันมากที่สุด เป็นเรื่องที่ผมทำเยอะที่สุด เพราะว่าเรื่องธุรกิจมันไม่มาถึ งโต๊ะผม โต๊ะผมเป็นเรื่อง HR คนที่ทำ HR จะมาโต๊ะผมมากกว่าผู้บริหารคนอื ่น
เพราะธุรกิจมันมีสูตรของมันอยู่ แล้วว่าธุรกิจจะต้องสู้อย่างนี้ ๆ แต่เรื่องของคนมันละเอียดอ่อน ว่าคนคนนี้เราจะสู้ได้แค่ไหน ศาสตร์นี้เป็นทั้งศิลป์และศาสตร ์
คือต้องมีวิทยาศาสตร์เข้ามาคำนว ณว่า ถ้าเราขยับคนคนนี้ มันจะกระทบคนอีกกี่คน ในเครือธนาคารกสิกรไทย
::::::::::::::::::
Q4 : เรื่องวัฒนธรรมองค์กรสำคัญไหม?
สำคัญมาก วัฒนธรรมองค์กรที่คนเก่งทำงานแล ้วอีโก้ไม่ไปเหยียบเท้ากัน อันนี้สำคัญ...สำหรับผมมันต้องเ ป็นโจทย์ที่ทลายกำแพง เพราะทุกคนจะมีกำแพงว่านี่สายงา นของฉัน
สิ่งที่เป็นอุปสรรคกับการทำลายก ำแพงคืออัตตา ว่าฉันวิเศษอย่างงั้นอย่างงี้ ฉันมีศักดิ์ศรี ในรูปแบบต่าง ๆ
เราพูดทุกวัน หาวิธีพูดที่จะไม่ให้คนทะเลาะกั น ไม่มีความรู้สึกว่าฉันวิเศษอยู่ คนเดียว
ถ้าเป็นฟุตบอลต้องเล่นได้ทุกตำแ หน่ง ไม่ใช่ตั้งแคมป์รออยู่หน้าประตู แล้วรอให้ส่งลูกมาฉันจะได้เตะเป ็นดาราอยู่คนเดียว ทฤษฎีนี้ใช้ไม่ได้ ทุกคนต้องทำด้วยกัน
แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมียุทธศ าสตร์ที่บรรยายออกมาแล้วคนเชื่อ ซึ่งผมก็เชื่อว่าทีมงานของผมมีค วามเชื่อ ต่อจากนั้นก็ต้องนวด เพราะคนเก่งมีอีโก้ มีอัตตาและมีอารมณ์
ถ้าเราไม่ระวัง จุดหนึ่งอารมณ์ระเบิดหรืออัตตาแ สด
งออกมาอย่างรุนแรง มันก็ทำให้วงแตก นี่เป็นความละเอียดอ่อน
ยิ่งผู้บริหารระดับสูงยิ่งเป็น ระดับล่างไม่เป็นไร แต่ระดับสูงทุกคนก็เก่ง
มีจุดยืนมีมุมมอง มีทางเลือกที่จะไปที่อื่นจะไปไห นก็ได้
การบริหารคนเป็นเรื่องการจัดการ ทาง
จิตมากกว่า ทางเทคนิคทุกคนทำได้ จัดการกับจิตมันยาก
เพราะจิตคิดไปไม่เหมือนกัน บางคนสะดุ้งไปกับเรื่องนี้
สัมผัสไปกับแต่ละเรื่อง ไม่เหมือนกัน จะไปห้ามก็ไม่ได้
เช่น ไปตักเตือนว่าอย่าไปกัดเขาอย่าง นั้น
อย่างนี้ บางทีก็งอนเลยลาออกไปเลย ต้องระวัง คนเก่งใครก็ต้องการ การจะว่า
จะติใครระดับสูง ๆ ต้องมีศิลปะ เพราะไปติเหมือนติเด็ก ก็ได้เรื่องเลย
ต้องมีวิธีนวดให้เขาไม่รู้สึกว่ า เสียหน้าเกินไป
::::::::::::::::::
Q5 : ต้องมีการวางแผนเรื่องทายาทธุรก ิจ (succession planning) หรือไม่ ?
นั่นเป็นอีกจังหวะหนึ่ง การแต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการ รุ่นใหม่ทีเดียว 10 คน (แต่งตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2552) ก็เป็นการเติมเต็มสายงานต่าง ๆ อันนั้นถึงวันหนึ่งที่เปลี่ยนยุ คเปลี่ยนรุ่นก็จะเป็นโจทย์สำคัญ ทายาทระบุเป็นตัวบุคคลไม่ได้
แต่ถ้าเป็นรุ่นระบุได้ว่ารุ่นถั ดไปก็ต้องอายุน้อยกว่าผมสัก 10 ปี ระบุตัวได้ แต่ไม่ได้ แทงกันขาดในวันนี้ต้องแสดงฝีมือ กันอีก
ดังนั้นโจทย์ของผู้บริหารระดับส ูงไม่ได้อยู่ที่เรื่องของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการคิด การปกครองผู้คน การวางตัวในสังคม
ผมว่าตอนนี้นามสกุลไม่ใช่ประเด็ น เพราะเราก็ถือหุ้นในสัดส่วน ไม่ได้มีจำนวนที่มาชี้ว่าจะต้อง เป็นแบบนี้
ณ ขณะนี้ ยังไม่มีใครมีคุณสมบัติครบถ้วน มันต้องนวด ต้องพัฒนาทดลองกันไป แม้แต่คนที่เป็นอยู่แล้วก็ไม่ได ้หมายความว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้ วน มันมีโจทย์ที่ต้องเรียนรู้ ทำผิดบ้างถูกบ้าง
เวลาผ่านไป จากโลกที่ดูเหมือนเป็นโลกของสโม สรเล็ก ๆ ของคนไม่กี่ตระกูล ก็กลายเป็นโลกการเงินแบบกว้าง คนที่ขึ้นมาบริหารก็มีไม่กี่คนท ี่มาจากตระกูลดั้งเดิม และมีนักการเงินโดยทั่วไปที่ขึ้ นมา
ตลอดเวลา 30 ปีที่ผมทำงานด้านการเงินมาประเด ็นนี้ (ธนาคารพาณิชย์อยู่ในมือคนไม่กี ่ "ตระกูล") มันก็กลายเป็นเรื่องเล็ก เพราะประเด็นทุกวันนี้มันอยู่เร ื่องความโปร่งใส บริหาร ความเสี่ยงดีหรือเปล่า มากกว่าว่าไอ้นี่ (ผู้บริหาร) มันนามสกุลอะไร
::::::::::::::::::
Credit : ประชาชาติธุรกิจ
บริหาร ทรัพยากรมนุษย์
» ศาสตร์ "นวดคน" สู่องค์กรสร้างสรรค์และยั่งยืน
คุณ "บัณฑูร ล่ำซำ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBank เปิดเผยแนวคิดหลักในการบริหารอง
• หน้าที่หลักที่สำคัญของซีอีโอคื
แต่ซีอีโอต้องทำเรื่องคน ควบคู่ไปกับเรื่องฮวงจุ้ย ถ้าเรื่องฮวงจุ้ยแก้ให้หมดแล้ว ทำให้หมดแล้ว หากยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็แสดงถึง "ฝีมือ" ของ "คน" แล้ว
ซีอีโอเคแบงก์ย้ำว่าการทำเรื่อง
"ต้องมียุทธศาสตร์ที่มีความหมาย
และคนต้องเชื่อว่ายุทธศาสตร์นั้
::::::::::::::::::
คุณ "บัณฑูร" ให้สัมภาษณ์บทบาทซีอีโอในการทำเ
การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน คือ
- องค์กรที่มีความสามารถในการปรับ
- แต่ก็สามารถปรับตัวให้สอดคล้องก
- กับสามารถดึงคนเก่ง ๆ ให้อยู่ด้วยได้ 3 ปัจจัยหลัก คือ
1. มีความสามารถ ปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับคว
2. มีกระบวนการผลิตที่ปรับปรุงตลอด
3. ทำอย่างไรคนเก่งจะมาชุมนุมอยู่ท
คนจบวิศวะที่เก่งที่สุดไม่ได้อย
ดูของเราตั้งแต่ ดร.ประสารลงไป ผมก็วิศวะ คุณโทนี่ (ชาติศิริ โสภณพนิช) คุณบุญทักษ์ (หวังเจริญ) คุณอภิศักดิ์ (ตันติวรวงศ์) ก็วิศวะ
เหตุผลที่มาชุมนุมอยู่ที่นี่ (แบงกิ้ง) เยอะ คือ ที่นี่ผลตอบแทนสูง เพราะถ้าไม่ใช่ก็ไปเป็นเถ้าแก่เ
มนุษย์เงินเดือนสายที่ค่าตอบแทน
::::::::::::::::::
Q1 : มีขบวนการสร้างคนอย่างไร ?
ก่อนอื่นต้องดึงคนก่อน หมายความว่า เขาต้องเชื่อก่อนว่าแนวธุรกิจขอ
คนที่เก่งก็จะดูว่าธุรกิจที่นี่
แต่เดิม HR ถูกมองว่าทำแค่บัญชีเงินเดือน แต่ทุกวันนี้ HR เป็นส่วนหนึ่งของการทำแผนธุรกิจ
เพราะสายธุรกิจวาดแผนไว้วิเศษอย
ต้องไปหาคนที่เก่งในตลาดเข้ามาแ
ที่กสิกรไทยมีความพิเศษที่ผู้บร
แต่ผมโชคดีที่ได้คน 2 คนที่เก่งมาทำหน้าที่นี้ ทำไมเขาถึงมายอมทำงานที่มองเผิน
แต่ต้องทำร่วมกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ มีคนไปทำงาน และมีระบบสารสนเทศที่จำเป็น สนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงิน
::::::::::::::::::
Q2 : เห็นความสำคัญของ HR และ IT มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ทุกคนเห็นทั้งนั้น แบงก์ไม่มีตัวนี้สู้คนอื่นไม่ได
ผู้บริหารระดับท็อปของผม เฮดฮันเตอร์โทร.ถึงตัวทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไปหรือไม่ไป
::::::::::::::::::
Q3 : การที่เฮดฮันเตอร์เจาะรายคนอย่า
ก็เขาอยู่ เขาดึงคนของเราไปได้ไม่กี่คน ดึงได้ระดับล่าง ๆ ที่ขึ้นไม่ได้เพราะว่าเขาติดคนเ
อย่างนี้เข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบน
ทีมเอดึงไม่ได้ ดึงได้คนสองคน ก็ต้องดึงทีมบี เพราะถ้าอยู่ที่นี่โอกาสขึ้นมัน
ทีมเอดึงไม่ได้เพราะเขามีความเช
เช่นว่าเราปรับขึ้นให้คนคนนี้ มีคนอีก 30 คนเดือดร้อน อย่างนั้นก็ต้องปล่อยไป แต่เขาไปแล้ว เขาก็จะมีปัญหาในองค์กร ที่ถูกมองว่าคนนี้วิเศษมาจากไหน
คนไทยยิ่งมีนิสัยหมั่นไส้ใครเงิ
เรื่อง "คน" เป็นเรื่องตะลุมบอนกันมากที่สุด
เพราะธุรกิจมันมีสูตรของมันอยู่
คือต้องมีวิทยาศาสตร์เข้ามาคำนว
::::::::::::::::::
Q4 : เรื่องวัฒนธรรมองค์กรสำคัญไหม?
สำคัญมาก วัฒนธรรมองค์กรที่คนเก่งทำงานแล
สิ่งที่เป็นอุปสรรคกับการทำลายก
เราพูดทุกวัน หาวิธีพูดที่จะไม่ให้คนทะเลาะกั
ถ้าเป็นฟุตบอลต้องเล่นได้ทุกตำแ
แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมียุทธศ
ถ้าเราไม่ระวัง จุดหนึ่งอารมณ์ระเบิดหรืออัตตาแ
การบริหารคนเป็นเรื่องการจัดการ
เช่น ไปตักเตือนว่าอย่าไปกัดเขาอย่าง
::::::::::::::::::
Q5 : ต้องมีการวางแผนเรื่องทายาทธุรก
นั่นเป็นอีกจังหวะหนึ่ง การแต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการ
แต่ถ้าเป็นรุ่นระบุได้ว่ารุ่นถั
ดังนั้นโจทย์ของผู้บริหารระดับส
ผมว่าตอนนี้นามสกุลไม่ใช่ประเด็
ณ ขณะนี้ ยังไม่มีใครมีคุณสมบัติครบถ้วน มันต้องนวด ต้องพัฒนาทดลองกันไป แม้แต่คนที่เป็นอยู่แล้วก็ไม่ได
เวลาผ่านไป จากโลกที่ดูเหมือนเป็นโลกของสโม
ตลอดเวลา 30 ปีที่ผมทำงานด้านการเงินมาประเด
::::::::::::::::::
Credit : ประชาชาติธุรกิจ
บริหาร ทรัพยากรมนุษย์
Tuesday, July 30, 2013
แบ่งทรัพย์มรดกไม่ลงตัว
เล่าสู่กันฟัง..จากคุณตัน อิชิตัน
มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ
“สู้เพื่อลูก” ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบั...ติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ
ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว
แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ
เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น..
ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย
ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ
หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่
สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว
สำหรับผม ในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก
ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้
น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก
วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้”
ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง
เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่
คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้
ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด
ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง
ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา
ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก
2:เอาสมบัติในท้องพระคลังมาวางบนพื้นตลอดเส้นทางที่แห่ศพของข้า
ขุนพลผู้ภักดีสงสัยเหตุใดถึงทำเช่นนี้
มหาราชตอบอย่างช้าๆ
1:ให้หมอหามโลงศพข้าเพื่อประกาศว่าแม้หมอเก่งที่สุดก็ไม่อาจเอาชนะ
ความตายได้
มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ
“สู้เพื่อลูก” ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบั...ติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ
ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว
แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ
เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น..
ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย
ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ
หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่
สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว
สำหรับผม ในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก
ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้
น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก
วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้”
ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง
เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่
คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้
ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด
ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง
ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา
ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก
ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย
ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี
บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน
วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข
ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น
เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต
ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย
มากกว่านั้น...กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน
ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ
อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..
เงินก็เช่นกัน...
ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน
คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม
ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป
เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า...มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง "ชิ้นที่สาม" ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า
**
Cr:: บุคคลสำคัญของลูก - เล่าสู่กันฟัง..จากคุณตัน อิชิตัน
--------------------------
~~เมื่อกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชประกาศสัจจธรรม ~~
คำสั่งเสียก่อนสิ้นพระชนม์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช~~~
1:หาแพทย์ที่เก่งสุดมาเป็นผู้หามศพของข้า
ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี
บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน
วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข
ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น
เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต
ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย
มากกว่านั้น...กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน
ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ
อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..
เงินก็เช่นกัน...
ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน
คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม
ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป
เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า...มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง "ชิ้นที่สาม" ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า
**
Cr:: บุคคลสำคัญของลูก - เล่าสู่กันฟัง..จากคุณตัน อิชิตัน
--------------------------
~~เมื่อกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชประกาศสัจจธรรม ~~
คำสั่งเสียก่อนสิ้นพระชนม์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช~~~
1:หาแพทย์ที่เก่งสุดมาเป็นผู้หามศพของข้า
2:เอาสมบัติในท้องพระคลังมาวางบนพื้นตลอดเส้นทางที่แห่ศพของข้า
3:ให้แง้มฝาโลงและเอามือข้ายื่นออกมาจากโลงศพ
ขุนพลผู้ภักดีสงสัยเหตุใดถึงทำเช่นนี้
มหาราชตอบอย่างช้าๆ
1:ให้หมอหามโลงศพข้าเพื่อประกาศว่าแม้หมอเก่งที่สุดก็ไม่อาจเอาชนะ
ความตายได้
2:ทรัพย์สมบัติข้าเอาติดตัวไปไม่ได้ต้องคืนให้กับแผ่นดิน
3:ข้ามายังโลกนี้ด้วยมือเปล่าจากโลกนี้ไปด้วยมือเปล่าเหมือนที่ข้ามานั่นแหละ
Cr:: หมอ สารภี
Saturday, July 27, 2013
ผมมีความลับจะบอก
ผมมีความลับจะบอก
(Credit : วิสูตร แสงอรุณเลิศ , งานไม่ประจำทำเงินมากกว่า)
ผมมีความลับช็อคโลกมาแฉครับ !
คุณรู้มั้ยครับว่าไทเกอร์ วู้ดส์ เคยเล่นกอล์ฟไม่เป็นมาก่อน
ส่วนเลดี้กาก้า เคยร้องเพลงแย่และเต้นไม่เป็นมาก่อน
มิคาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถ F1 เคยขับรถไม่เป็นมาก่อน
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก นี่ยิ่งทุเรศใหญ่ สร้าง facebook แท้ๆ แต่เคยเล่นคอมพิวเตอร์ไม่เป็นมาก่อน
แม้กระทั่งคนไทยอย่างพวกเซียนหุ้นใน stock2morrow
อย่าง ป๋ากิ้ง ป๋าแพ้ท ป๋าหยง ป๋าปุย ก็เล่นหุ้นไม่เป็นมาก่อน
อะไรกันเนี่ย ?! ผมนึกว่าพวกเขาจะเก่งมาตั้งแต่เกิด
ประเด็นที่ผมอยากจะบอกก็คือ
คุณไม่มีทางเล่นกีตาร์เก่งได้ในวันเดียว
คุณไม่มีทางพูดภาษาอังกฤษได้ปร๋อได้ในคืนเดียว
คุณไม่มีทางเล่นหุ้นเป็นในการเทรดครั้งเดียว
แต่คุณสามารถทำทั้งหมดที่ว่ามา (หรืออะไรก็ไดที่คุณอยากทำเป็น)
เพียงแค่ค่อยๆ ให้เวลากับมันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
เคล็ดลับจึงอยู่ที่เล็กน้อย...แต่สม่ำเสมอ
สละเวลาฝึกทำอะไรก็ได้อย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมงที่คุณอยากฝึกมัน
(Credit : วิสูตร แสงอรุณเลิศ , งานไม่ประจำทำเงินมากกว่า)
ผมมีความลับช็อคโลกมาแฉครับ !
คุณรู้มั้ยครับว่าไทเกอร์ วู้ดส์ เคยเล่นกอล์ฟไม่เป็นมาก่อน
ส่วนเลดี้กาก้า เคยร้องเพลงแย่และเต้นไม่เป็นมาก่อน
มิคาเอล ชูมัคเกอร์ นักแข่งรถ F1 เคยขับรถไม่เป็นมาก่อน
มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก นี่ยิ่งทุเรศใหญ่ สร้าง facebook แท้ๆ แต่เคยเล่นคอมพิวเตอร์ไม่เป็นมาก่อน
แม้กระทั่งคนไทยอย่างพวกเซียนหุ้นใน stock2morrow
อย่าง ป๋ากิ้ง ป๋าแพ้ท ป๋าหยง ป๋าปุย ก็เล่นหุ้นไม่เป็นมาก่อน
อะไรกันเนี่ย ?! ผมนึกว่าพวกเขาจะเก่งมาตั้งแต่เกิด
ประเด็นที่ผมอยากจะบอกก็คือ
คุณไม่มีทางเล่นกีตาร์เก่งได้ในวันเดียว
คุณไม่มีทางพูดภาษาอังกฤษได้ปร๋อได้ในคืนเดียว
คุณไม่มีทางเล่นหุ้นเป็นในการเทรดครั้งเดียว
แต่คุณสามารถทำทั้งหมดที่ว่ามา (หรืออะไรก็ไดที่คุณอยากทำเป็น)
เพียงแค่ค่อยๆ ให้เวลากับมันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
เคล็ดลับจึงอยู่ที่เล็กน้อย...แต่สม่ำเสมอ
สละเวลาฝึกทำอะไรก็ได้อย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมงที่คุณอยากฝึกมัน
แค่ปีเดียว คุณก็จะเก่งเกินมาตราฐานคนส่วนใหญ่แล้ว
ถ้าห้าปี คุณจะเชี่ยวเชาญในสิ่งนั้น
และถ้าสิบปี คุณมีโอกาสที่จะเป็นลำดับต้นๆของคนที่ทำสิ่งนั้นได้เลยล่ะครับ
-----------------------------
ชีวิตเป็นของเรา จะดีหรือเลว อยู่ที่เราเลือก
**
Key of Success
ความอดทนพากเพียรคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
หนทางที่จะนำพาบุคคลไปสู่ความสำเร็จ มีกุญแจอยู่หลายดอก แต่มีกุญแจดอกหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ.....
บุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จไม่ว่าอาชีพใด จะต้องมีกุญแจดอกนี้ กุญแจดอกนี้ก็คือ "ความอดทนพากเพียร"
ชีวิตเป็นของเรา จะดีหรือเลว อยู่ที่เราเลือก
**
Key of Success
ความอดทนพากเพียรคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
หนทางที่จะนำพาบุคคลไปสู่ความสำเร็จ มีกุญแจอยู่หลายดอก แต่มีกุญแจดอกหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ.....
บุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จไม่ว่าอาชีพใด จะต้องมีกุญแจดอกนี้ กุญแจดอกนี้ก็คือ "ความอดทนพากเพียร"
บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักมีความอดทนพากเพียรอยู่ในหัวใจ อยู่ในจิตวิญญาณ ดังตัวอย่างเช่น
- โทมัส อัลวา เอดิสัน เคยมีคนไปถามว่า อัจฉริยะเกิดจากอะไร เขาตอบกลับไปโดยไม่คิดว่า “อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ อีก 99 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากความอดทนพากเพียร ทำไม่หยุด”
- ยอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ นักประพันธ์บทละครที่มีชื่อเสียงชาวไอริส กล่าวไว้ว่า “เมื่อตอนหนุ่มๆ เขาสังเกตว่า 9 ใน 10 ของสิ่งที่ผมทำไปนั้นเรียกได้ว่า ล้มเหลว แต่ผมไม่ยอมแพ้ ฉะนั้นผมจึงได้อดทนพากเพียรขึ้นไปอีก 10 เท่า"
- ซิเซโร กว่าจะเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ของกรุงโรม เขาต้องอดทนพากเพียรโดยการพูดต่อหน้าเพื่อนๆหรือพูดตามชายหาดทะเล ทุกวันเป็นเวลาถึง 30 ปี กว่าที่จะมีคนยอมรับว่าเขาเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก
- เซอร์ ไอแซค นิวตัน กว่าจะค้นพบกฎของแรงโน้มถ่วงของโลก เขาต้องอดทนพากเพียรทำงาน เขาไม่เคยนอนก่อนตีสองเลย ในการทำงานของเขาเพื่อที่จะค้นพบกฎที่ยิ่งใหญ่เพื่อมอบให้แก่มนุษยชาติ
เป็นต้นๆ......
ความอดทนพากเพียร มักขื่นขม แต่ผลของมันมักหวานชื่นเสมอ คนที่มีความอดทนพากเพียรมักเป็นคนที่มีความขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน ซึ่งการปลูกฝังความขยันขันแข็งเราสามารถปลูกฝังได้ดังต่อไปนี้.....
1.ฝืนใจทำงานในระยะแรก งานบางอย่างเป็นสิ่งใหม่และยาก จนบางคนไม่อยากที่จะลงมือทำ แต่คนที่ขยันขันแข็ง เขามักที่จะควบคุมตนเองและฝืนใจที่จะทำงานนั้น
2.ทำอย่างสม่ำเสมอ คนที่มีความขยันขันแข็งมักเป็นคนที่ทำอะไร สม่ำเสมอ เขาจะไม่ทำแล้วหยุด เขาจะทำงานด้วยความสม่ำเสมอ ดังคำว่าเปรียบเทียบว่า “ น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน ” ที่หินกร่อนไม่ใช่เพราะอนุภาพของหยดน้ำที่แรงหรือมีพลัง แต่ก็ด้วยความสม่ำเสมอของหยดน้ำต่างหาก
3.มีเป้าหมายในการทำงาน คนที่มีเป้าหมายในการทำงานมักจะทำงานด้วยความขยันขันแข็ง กระตือรือร้น ในการทำงาน ดังนั้น การตั้งเป้าหมายในการทำงานจึงมีความสำคัญ
4.รู้จักความสำคัญของเวลา คนที่มีความขยันมักเป็นคนที่รู้จักความสำคัญของเวลา เขามักจะบริหารเวลาเป็น อีกทั้งรู้จักที่จะจัดลำดับความสำคัญของงานที่ตนเองได้ทำลงไป
- โทมัส อัลวา เอดิสัน เคยมีคนไปถามว่า อัจฉริยะเกิดจากอะไร เขาตอบกลับไปโดยไม่คิดว่า “อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ อีก 99 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากความอดทนพากเพียร ทำไม่หยุด”
- ยอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ นักประพันธ์บทละครที่มีชื่อเสียงชาวไอริส กล่าวไว้ว่า “เมื่อตอนหนุ่มๆ เขาสังเกตว่า 9 ใน 10 ของสิ่งที่ผมทำไปนั้นเรียกได้ว่า ล้มเหลว แต่ผมไม่ยอมแพ้ ฉะนั้นผมจึงได้อดทนพากเพียรขึ้นไปอีก 10 เท่า"
- ซิเซโร กว่าจะเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ของกรุงโรม เขาต้องอดทนพากเพียรโดยการพูดต่อหน้าเพื่อนๆหรือพูดตามชายหาดทะเล ทุกวันเป็นเวลาถึง 30 ปี กว่าที่จะมีคนยอมรับว่าเขาเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก
- เซอร์ ไอแซค นิวตัน กว่าจะค้นพบกฎของแรงโน้มถ่วงของโลก เขาต้องอดทนพากเพียรทำงาน เขาไม่เคยนอนก่อนตีสองเลย ในการทำงานของเขาเพื่อที่จะค้นพบกฎที่ยิ่งใหญ่เพื่อมอบให้แก่มนุษยชาติ
เป็นต้นๆ......
ความอดทนพากเพียร มักขื่นขม แต่ผลของมันมักหวานชื่นเสมอ คนที่มีความอดทนพากเพียรมักเป็นคนที่มีความขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน ซึ่งการปลูกฝังความขยันขันแข็งเราสามารถปลูกฝังได้ดังต่อไปนี้.....
1.ฝืนใจทำงานในระยะแรก งานบางอย่างเป็นสิ่งใหม่และยาก จนบางคนไม่อยากที่จะลงมือทำ แต่คนที่ขยันขันแข็ง เขามักที่จะควบคุมตนเองและฝืนใจที่จะทำงานนั้น
2.ทำอย่างสม่ำเสมอ คนที่มีความขยันขันแข็งมักเป็นคนที่ทำอะไร สม่ำเสมอ เขาจะไม่ทำแล้วหยุด เขาจะทำงานด้วยความสม่ำเสมอ ดังคำว่าเปรียบเทียบว่า “ น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน ” ที่หินกร่อนไม่ใช่เพราะอนุภาพของหยดน้ำที่แรงหรือมีพลัง แต่ก็ด้วยความสม่ำเสมอของหยดน้ำต่างหาก
3.มีเป้าหมายในการทำงาน คนที่มีเป้าหมายในการทำงานมักจะทำงานด้วยความขยันขันแข็ง กระตือรือร้น ในการทำงาน ดังนั้น การตั้งเป้าหมายในการทำงานจึงมีความสำคัญ
4.รู้จักความสำคัญของเวลา คนที่มีความขยันมักเป็นคนที่รู้จักความสำคัญของเวลา เขามักจะบริหารเวลาเป็น อีกทั้งรู้จักที่จะจัดลำดับความสำคัญของงานที่ตนเองได้ทำลงไป
5.ปลูกความรักในงานที่ตนเองทำ คนที่ขยันมักที่จะมีความสนใจ ความรัก ความชอบในงานที่ตนเองทำ เขาถึงได้ทำงานนั้นด้วยความสนใจ อีกทั้งทุ่มเทในการทำงานนั้นๆ
6.ฝึกนิสัย ทำทันที(ททท.) สิ่งใดที่เราสามารถทำได้ ก็ให้ลงมือทำทันทีไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง
7.ฝึกความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง ในการทำงาน ไม่ควรทำงานด้วยความเฉื่อยชา แต่หากว่าเหน็ดเหนื่อยก็ให้หยุดพัก แล้วจึงเริ่มทำงานใหม่ การหยุดพักไม่ได้หมายถึงการหยุดพักก็ด้วยเพราะความขี้เกียจ
8.ฝึกหลักคำสอน อิทธิบาท 4 มาใช้ คือ ฉันทะ มีความรักในงานที่ตนเองทำ , วิริยะ มีความพากเพียรในการทำงาน , จิตตะ มีความเอาใจใส่ในงานที่ตนเองทำ และวิมังสา คือ มีความใคร่ครวญในงานที่ตนเองได้ทำลงไป
ดังนั้น หากท่านเป็นอีกผู้หนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ ท่านควรฝึกความอดทน ฝึกความพากเพียร และฝึกความขยันขันแข็ง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกุญแจที่จะนำพาท่านไปสู่ความสำเร็จ เพราะบุคคลที่ยิ่งใหญ่ บุคคลคนที่สำคัญของโลก ที่มีผลงานมากมายก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกาย แรงความคิดและแรงใจ ด้วยแท้"
"ธรรมดาความเกียจคร้านย่อมทำอาการเหมือนเป็นมิตร
6.ฝึกนิสัย ทำทันที(ททท.) สิ่งใดที่เราสามารถทำได้ ก็ให้ลงมือทำทันทีไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง
7.ฝึกความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง ในการทำงาน ไม่ควรทำงานด้วยความเฉื่อยชา แต่หากว่าเหน็ดเหนื่อยก็ให้หยุดพัก แล้วจึงเริ่มทำงานใหม่ การหยุดพักไม่ได้หมายถึงการหยุดพักก็ด้วยเพราะความขี้เกียจ
8.ฝึกหลักคำสอน อิทธิบาท 4 มาใช้ คือ ฉันทะ มีความรักในงานที่ตนเองทำ , วิริยะ มีความพากเพียรในการทำงาน , จิตตะ มีความเอาใจใส่ในงานที่ตนเองทำ และวิมังสา คือ มีความใคร่ครวญในงานที่ตนเองได้ทำลงไป
ดังนั้น หากท่านเป็นอีกผู้หนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ ท่านควรฝึกความอดทน ฝึกความพากเพียร และฝึกความขยันขันแข็ง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกุญแจที่จะนำพาท่านไปสู่ความสำเร็จ เพราะบุคคลที่ยิ่งใหญ่ บุคคลคนที่สำคัญของโลก ที่มีผลงานมากมายก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกาย แรงความคิดและแรงใจ ด้วยแท้"
"ธรรมดาความเกียจคร้านย่อมทำอาการเหมือนเป็นมิตร
ให้ความสุขในต้นมือ หลอกลวงคนโง่ให้หลง
ภายหลังให้ความทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด
ส่วนความหมั่นเพียรนั้น ย่อมทำอาการอย่างประหนึ่งว่าเป็นข้าศึก
ให้ความทุกข์ในต้นมือ
แต่ที่จริงกลับเป็นมหามิตรอย่างประเสริฐ
ภายหลังให้ความสุขไม่มีที่สิ้นสุด"
Cr: Force
ภายหลังให้ความทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด
ส่วนความหมั่นเพียรนั้น ย่อมทำอาการอย่างประหนึ่งว่าเป็นข้าศึก
ให้ความทุกข์ในต้นมือ
แต่ที่จริงกลับเป็นมหามิตรอย่างประเสริฐ
ภายหลังให้ความสุขไม่มีที่สิ้นสุด"
Cr: Force
Thursday, July 25, 2013
ล้มกี่ครั้งกว่าจะสำเร็จ ..
ล้มกี่ครั้งกว่าจะสำเร็จ ..
สิ่งที่คุณวาดภาพไว้ในหัว VS. เรื่องที่เกิดขึ้นจริงในโลก
บางทีมันก็คนละเรื่องกันเลยทีเดียว
เพราะชีวิตจริง ไม่ใช่ว่าล้มเหลวแล้วจะประสบความสำเร็จไม่ได้
เพราะชีวิตจริง ไม่ใช่ว่าล้มเหลวแล้วจะประสบความสำเร็จไม่ได้
เพราะชีวิตจริง ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ
ปล. ถ้าไม่ล้มเลิกกลางทางไปเสียก่อนนะ ^^
ปล. ถ้าไม่ล้มเลิกกลางทางไปเสียก่อนนะ ^^
---------------------------------------------
สู้ไม่ถอย
ถอยไม่ท้อ
ท้อไม่ปล่อย
กัดไม่ปล่อย
กอดไม่ปล่อย
คว้ามาให้ได้ ความสำเร็จ
***************
เพียง 4 ชั้น ก้าวไม่หยุด ให้สุดกำลังวังชา พาสำเร็จ
Cr:: ME-TMB
---------------------------------
คนที่ประสบความสำเร็จมักฉกฉวยโอกาสจากความโชคร้าย แต่คนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าจะฉกฉวยในทุกโอกาส---------------------------------
อ่านอีกครั้ง
คนที่ประสบความสำเร็จมักฉกฉวยโอกาสจากความโชคร้าย แต่คนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าจะฉกฉวยในทุกโอกาส
Cr: Liooil Oily
----------------------------------
ปรับตัว * รวยสุข + รวยทรัพย์
" คนจนมองสั้น คนมั่งคั่งมองยาว "
บางคนเล่นหุ้นรายวัน มีความสุขเฮฮาวันหุ้นบวก และหงอยเหงาเศร้าซึมวันหุ้นร่วง
สุขวันกำไร เศร้าวันขาดทุน !
จริง ๆ แล้วความมั่งคั่งกับความสุขมาคู่กัน ให้มองยาวๆ
แต่หากมองยาว ๆ มีสิทธิ์ได้สุขใจทุกวัน 365 วัน ...
จริง ๆ แล้วความมั่งคั่งกับความสุขมาคู่กัน ให้มองยาวๆ
เป้าจริง ๆ คือผลตอบแทนตลอดปี หรือ สิบปีข้างหน้า
หากมองสั้นๆ ปีนึงดีใจ 183 วัน เศร้าใจ 182 วัน เฮๆ เศร้าๆ
หากมองสั้นๆ ปีนึงดีใจ 183 วัน เศร้าใจ 182 วัน เฮๆ เศร้าๆ
แต่หากมองยาว ๆ มีสิทธิ์ได้สุขใจทุกวัน 365 วัน ...
เพราะทุกวันคือวันเดินสู่เป้าหมายที่ต้องไปถึง
Cr: Piyaphan make billion
********************
***********************
เป้าหมายมีไว้พุ่งชน สู้ ๆ สู้ โว้ย
หันมามองยาวแบบยาว ๆ จะได้รวยยาว ๆ * คนมั่งคั่งมองยาว
" คนจนมองสั้น คนมั่งคั่งมองยาว "
Wednesday, January 2, 2013
เสี่ยตันแนะ:: ถามคำถามไม่ต้องเสียตังค์
เสี่ยตัน แนะนักเรียน นักศึกษา นักธุรกิจ:: ถามคำถามไม่ต้องเสียตังค์
* การเเสวงหาประสบการณ์จากผู้รู้ เป็นทางลัดที่ไม่มีต้นทุน
* เอ่ยปากถามเมื่อไม่เข้าใจ ก่อนทำธุรกิจทุกครั้ง ผมจะศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียด
* สำหรับผม แหล่งข้อมูลที่มีค่ามากที่สุดคือการถามจากผู้มีประสบการณ์
* ผมไม่ได้ถามว่าทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ
* เเต่คำถามไม้ตายของผมคือ ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ล้มเหลว
* รู้ข้อสำคัญนี้จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับเรา
* แค่กล้าถาม ก็ได้ทางลัดช่วยปิดประตูความล้มเหลวลงได้อีกหนึ่งบาน
ตัน อิชิตัน.
::ไทยรัฐออนไลน์ โดย ตัน อิชิตัน 2 มกราคม 2556;
================
================
* สอนครู ให้แนะให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักถามนอกกรอบ
* กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถ (ทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์)
* อย่าบอกว่า ทำไม่ได้ แล้วก็จบ
* กล้าถาม กล้าคิดว่า ทำอย่างไรถึง ทำได้ .. มันท้าทาย
* การเเสวงหาประสบการณ์จากผู้รู้ เป็นทางลัดที่ไม่มีต้นทุน
* เอ่ยปากถามเมื่อไม่เข้าใจ ก่อนทำธุรกิจทุกครั้ง ผมจะศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียด
* สำหรับผม แหล่งข้อมูลที่มีค่ามากที่สุดคือการถามจากผู้มีประสบการณ์
* ผมไม่ได้ถามว่าทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ
* เเต่คำถามไม้ตายของผมคือ ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ล้มเหลว
* รู้ข้อสำคัญนี้จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับเรา
* แค่กล้าถาม ก็ได้ทางลัดช่วยปิดประตูความล้มเหลวลงได้อีกหนึ่งบาน
ตัน อิชิตัน.
::ไทยรัฐออนไลน์ โดย ตัน อิชิตัน 2 มกราคม 2556;
================
================
* สอนครู ให้แนะให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักถามนอกกรอบ
* กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถ (ทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์)
* อย่าบอกว่า ทำไม่ได้ แล้วก็จบ
* กล้าถาม กล้าคิดว่า ทำอย่างไรถึง ทำได้ .. มันท้าทาย
Wednesday, May 2, 2012
สามก๊กไอที ตอนที่เจ็ด
ในสามก๊กไอทีตอนที่ผ่านๆ มา ผมเขียนถึงก๊กเก่าแก่ทั้งสองก๊ก
คือไมโครซอฟท์และแอปเปิลไปแล้ว
คราวนี้เป็นคิวของก๊กสุดท้ายซึ่งเป็นก๊กน้องใหม่กันบ้าง
ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นกูเกิลนั่นเอง...
ตามประวัติศาสตร์แล้ว วุยก๊กของโจโฉ สืบทอดอำนาจมาจากอาณาจักรฮั่นเดิม (โจโฉครองอำนาจโดยที่ยังรักษาสถานภาพของฮ่องเต้ฮั่นเอาไว้) ส่วนง่อก๊กของตระกูลซุนก็เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีอำนาจในแดนใต้มานาน เพิ่งมาเริ่มแข็งเมืองในช่วงที่อำนาจจากส่วนกลางอ่อนแอลง
ส่วนวุยก๊ก ซึ่งในสามก๊กหลายเวอร์ชั่นยกให้เป็นตัวเอก เป็นก๊กใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างแผ่นดินปั่นป่วนวุ่นวาย โดยเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ร่วมสาบานกันเป็นพี่น้อง ค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมาจากศูนย์จนกลายมาเป็นหนึ่งในสามก๊กใหญ่ และภายหลังก็มีขุนศึกกับกุนซือผู้เก่งกาจเข้าร่วมด้วยหลายราย ที่คนไทยรู้จักกันดี ได้แก่ ขงเบ้ง จูล่ง ฮองตง ม้าเฉียว เป็นต้น
มา ดูในโลกไอทีจะเห็นว่าที่มาของกูเกิลนั้นคล้ายๆ กัน คือ กูเกิลไม่มีรากเหง้ายาวนาน เป็นประวัติศาสตร์ของวงการไอทีมา 30 กว่าปี แบบไมโครซอฟท์และแอปเปิล กูเกิลเพิ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทในปี 1998 (นับถึงวันนี้มีอายุได้ 14 ปี ในขณะที่ไมโครซอฟท์อายุ 37 ปี แอปเปิลอายุ 36 ปี)
จุดเริ่มต้นของกูเกิลเกิดจากนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด 2 คน คือ Larry Page และ Sergey Brin พัฒนาระบบการค้นเว็บที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าบริการในท้องตลาดช่วงนั้น และตัดสินใจหยุดเรียนมาเปิดบริษัทแทน ผลิตภัณฑ์ของกูเกิลมีเพียงอย่างเดียวในช่วงแรก แต่ก็ดีมากจนโค่นคู่แข่งมานับไม่ถ้วน และกูเกิลก็ขยายสายผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ครอบคลุมบริการอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล์ เอกสาร แผนที่ ภาพถ่าย วิดีโอ ฯลฯ จนกลายเป็นราชาแห่งอินเทอร์เน็ตในที่สุด เฉกเช่นเดียวกับ “จ๊กก๊ก” ที่ตอนแรกไม่มีอาณาจักรของตัวเอง เป็นแค่กองกำลังเล็กๆ แต่ใช้ไหวพริบและอาศัยช่องว่างของมหาอำนาจที่กำลังปะทะกัน สร้างตัวเองขึ้นมาได้ทางภาคตะวันตกของแผ่นดินจีน
จุดเปลี่ยนสำคัญ ครั้งหนึ่งของกูเกิล คือ การได้ Eric Schmidt ผู้บริหารมากประสบการณ์ (อดีตเขาเคยทำงานกับ Sun และ Novell) มานั่งเก้าอี้เป็นซีอีโอให้ เพราะการปล่อยให้สองผู้ก่อตั้งวัยรุ่นบริหารกันเองเพียงลำพังอาจล้มเหลวได้ กูเกิลภายใต้การเติบโตของ Schmidt เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกไอทีได้สำเร็จ
โครงสร้างการบริหาร ของกูเกิลจะใช้ระบบผู้บริหารสูงสุด 3 คน คือ Eric Schmidt ในฐานะซีอีโอ และสองผู้ก่อตั้ง Larry Page กับ Sergey Brin ตัดสินใจร่วมกันในเรื่องสำคัญๆ ของบริษัท แนวทางนี้ช่วยให้กูเกิลสามารถตอบโจทย์ทั้งในแง่วิสัยทัศน์ระยะยาวของ Page/Brin ที่จะรวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากทั้งโลกมาไว้ที่เดียวกัน และการแปรเปลี่ยนแผนงานเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ Schmidt
แนว ทางการใช้ผู้บริหารหลัก 3 คน เป็นคณะกรรมการมีอำนาจตัดสินใจสูงสุด จึงคล้ายกับ “จ๊กก๊ก” ของเล่าปี่ที่มี 3 พี่น้องร่วมสาบานเป็นแกนกลางนั่นเองครับ (บางคนอาจบอกว่า Schmidt ทำหน้าที่คล้ายกับขงเบ้งมากกว่า อันนี้ผมเห็นด้วยในระดับหนึ่งเหมือนกัน)
Eric Schmidt เพิ่งลงจากตำแหน่งซีอีโอไปเมื่อปีที่แล้ว 2011 และส่งไม้กลับคืนให้ Larry Page ที่เติบโตและมีประสบการณ์มากขึ้นแล้วมาเป็นซีอีโอแทน อย่างไรก็ตาม Schmidt ยังนั่งเก้าอี้บริหารต่อไปในฐานะประธานของบริษัท และรักษาโครงสร้างการบริหารแบบ 3 คนเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนให้ Larry Page ขึ้นมาเด่นแทนเท่านั้น
กูเกิลไม่มีรากเหง้าใดๆ มาก่อนเลย เป็นบริษัทที่เกิดจากเว็บและโตขึ้นมาด้วยเว็บเพียงอย่างเดียว ซึ่งต่างไปจากแอปเปิลที่โตมากับฮาร์ดแวร์ และไมโครซอฟท์ที่โตมาด้านซอฟต์แวร์ ดังนั้นกูเกิลจะทำผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตออกมาได้ดีมาก แต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์อาจยังไม่ดีมากนัก เช่น Chrome OS ยังสู้ Windows ไม่ได้ และ Android เอง ก็ยังเป็นรอง iOS ในหลายจุด เป็นต้น
จุดอ่อนอีกประการหนึ่งของกูเกิลคือรายได้หลักของกูเกิลยังมา จากโฆษณาออนไลน์แทบทั้งหมด (แม้ว่ากูเกิลจะมีบริการเป็นร้อยเป็นพันชนิดก็ตาม) ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่กูเกิลอาจจะโดนตีที่แกนกลางของบริษัท แล้วถึงกับล่มสลายในชั่วเวลาไม่นานได้เลย ตรงนี้ต่างไปจากไมโครซอฟท์และแอปเปิลที่มีรายได้มาจากหลายทาง ต่อให้ตลาดไหนเจอคู่แข่งที่น่ากลัว ก็ยังใช้รายได้จากส่วนอื่นมาทดแทนได้
กู เกิลเองก็ทราบปัญหานี้ดี และพยายามกระจายแหล่งรายได้ออกไปมากขึ้น เช่น ขายสินค้าและบริการต่างๆ อย่างเพลง หนังสือ แอพ แต่ในภาพรวมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก คือมีรายได้เข้ามาบ้างแต่ยังไม่มีสัดส่วนเยอะอย่างที่หวัง
มาร์ค Blognone
::ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2555
ตามประวัติศาสตร์แล้ว วุยก๊กของโจโฉ สืบทอดอำนาจมาจากอาณาจักรฮั่นเดิม (โจโฉครองอำนาจโดยที่ยังรักษาสถานภาพของฮ่องเต้ฮั่นเอาไว้) ส่วนง่อก๊กของตระกูลซุนก็เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีอำนาจในแดนใต้มานาน เพิ่งมาเริ่มแข็งเมืองในช่วงที่อำนาจจากส่วนกลางอ่อนแอลง
ส่วนวุยก๊ก ซึ่งในสามก๊กหลายเวอร์ชั่นยกให้เป็นตัวเอก เป็นก๊กใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างแผ่นดินปั่นป่วนวุ่นวาย โดยเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ร่วมสาบานกันเป็นพี่น้อง ค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมาจากศูนย์จนกลายมาเป็นหนึ่งในสามก๊กใหญ่ และภายหลังก็มีขุนศึกกับกุนซือผู้เก่งกาจเข้าร่วมด้วยหลายราย ที่คนไทยรู้จักกันดี ได้แก่ ขงเบ้ง จูล่ง ฮองตง ม้าเฉียว เป็นต้น
มา ดูในโลกไอทีจะเห็นว่าที่มาของกูเกิลนั้นคล้ายๆ กัน คือ กูเกิลไม่มีรากเหง้ายาวนาน เป็นประวัติศาสตร์ของวงการไอทีมา 30 กว่าปี แบบไมโครซอฟท์และแอปเปิล กูเกิลเพิ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทในปี 1998 (นับถึงวันนี้มีอายุได้ 14 ปี ในขณะที่ไมโครซอฟท์อายุ 37 ปี แอปเปิลอายุ 36 ปี)
จุดเริ่มต้นของกูเกิลเกิดจากนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด 2 คน คือ Larry Page และ Sergey Brin พัฒนาระบบการค้นเว็บที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าบริการในท้องตลาดช่วงนั้น และตัดสินใจหยุดเรียนมาเปิดบริษัทแทน ผลิตภัณฑ์ของกูเกิลมีเพียงอย่างเดียวในช่วงแรก แต่ก็ดีมากจนโค่นคู่แข่งมานับไม่ถ้วน และกูเกิลก็ขยายสายผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ครอบคลุมบริการอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล์ เอกสาร แผนที่ ภาพถ่าย วิดีโอ ฯลฯ จนกลายเป็นราชาแห่งอินเทอร์เน็ตในที่สุด เฉกเช่นเดียวกับ “จ๊กก๊ก” ที่ตอนแรกไม่มีอาณาจักรของตัวเอง เป็นแค่กองกำลังเล็กๆ แต่ใช้ไหวพริบและอาศัยช่องว่างของมหาอำนาจที่กำลังปะทะกัน สร้างตัวเองขึ้นมาได้ทางภาคตะวันตกของแผ่นดินจีน
จุดเปลี่ยนสำคัญ ครั้งหนึ่งของกูเกิล คือ การได้ Eric Schmidt ผู้บริหารมากประสบการณ์ (อดีตเขาเคยทำงานกับ Sun และ Novell) มานั่งเก้าอี้เป็นซีอีโอให้ เพราะการปล่อยให้สองผู้ก่อตั้งวัยรุ่นบริหารกันเองเพียงลำพังอาจล้มเหลวได้ กูเกิลภายใต้การเติบโตของ Schmidt เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกไอทีได้สำเร็จ
โครงสร้างการบริหาร ของกูเกิลจะใช้ระบบผู้บริหารสูงสุด 3 คน คือ Eric Schmidt ในฐานะซีอีโอ และสองผู้ก่อตั้ง Larry Page กับ Sergey Brin ตัดสินใจร่วมกันในเรื่องสำคัญๆ ของบริษัท แนวทางนี้ช่วยให้กูเกิลสามารถตอบโจทย์ทั้งในแง่วิสัยทัศน์ระยะยาวของ Page/Brin ที่จะรวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากทั้งโลกมาไว้ที่เดียวกัน และการแปรเปลี่ยนแผนงานเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ Schmidt
แนว ทางการใช้ผู้บริหารหลัก 3 คน เป็นคณะกรรมการมีอำนาจตัดสินใจสูงสุด จึงคล้ายกับ “จ๊กก๊ก” ของเล่าปี่ที่มี 3 พี่น้องร่วมสาบานเป็นแกนกลางนั่นเองครับ (บางคนอาจบอกว่า Schmidt ทำหน้าที่คล้ายกับขงเบ้งมากกว่า อันนี้ผมเห็นด้วยในระดับหนึ่งเหมือนกัน)
Eric Schmidt เพิ่งลงจากตำแหน่งซีอีโอไปเมื่อปีที่แล้ว 2011 และส่งไม้กลับคืนให้ Larry Page ที่เติบโตและมีประสบการณ์มากขึ้นแล้วมาเป็นซีอีโอแทน อย่างไรก็ตาม Schmidt ยังนั่งเก้าอี้บริหารต่อไปในฐานะประธานของบริษัท และรักษาโครงสร้างการบริหารแบบ 3 คนเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนให้ Larry Page ขึ้นมาเด่นแทนเท่านั้น
กูเกิลไม่มีรากเหง้าใดๆ มาก่อนเลย เป็นบริษัทที่เกิดจากเว็บและโตขึ้นมาด้วยเว็บเพียงอย่างเดียว ซึ่งต่างไปจากแอปเปิลที่โตมากับฮาร์ดแวร์ และไมโครซอฟท์ที่โตมาด้านซอฟต์แวร์ ดังนั้นกูเกิลจะทำผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตออกมาได้ดีมาก แต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์อาจยังไม่ดีมากนัก เช่น Chrome OS ยังสู้ Windows ไม่ได้ และ Android เอง ก็ยังเป็นรอง iOS ในหลายจุด เป็นต้น
จุดอ่อนอีกประการหนึ่งของกูเกิลคือรายได้หลักของกูเกิลยังมา จากโฆษณาออนไลน์แทบทั้งหมด (แม้ว่ากูเกิลจะมีบริการเป็นร้อยเป็นพันชนิดก็ตาม) ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่กูเกิลอาจจะโดนตีที่แกนกลางของบริษัท แล้วถึงกับล่มสลายในชั่วเวลาไม่นานได้เลย ตรงนี้ต่างไปจากไมโครซอฟท์และแอปเปิลที่มีรายได้มาจากหลายทาง ต่อให้ตลาดไหนเจอคู่แข่งที่น่ากลัว ก็ยังใช้รายได้จากส่วนอื่นมาทดแทนได้
กู เกิลเองก็ทราบปัญหานี้ดี และพยายามกระจายแหล่งรายได้ออกไปมากขึ้น เช่น ขายสินค้าและบริการต่างๆ อย่างเพลง หนังสือ แอพ แต่ในภาพรวมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก คือมีรายได้เข้ามาบ้างแต่ยังไม่มีสัดส่วนเยอะอย่างที่หวัง
มาร์ค Blognone
::ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2555
Monday, February 28, 2011
นิยามแห่งความสำเร็จ สิ่งดีๆที่อยากแบ่งปัน ♥
นิยามแห่งความสำเร็จ สิ่งดีๆที่อยากแบ่งปัน ♥
ยิ้มให้บ่อยที่สุด หมายถึงยิ้มให้ตัวเอง และให้คนอื่น
ตื่นเช้าๆ นอนดึกสักหน่อย จะได้มีเวลาดูโลกมากๆ
เห็นโลกให้มากที่สุด นั่นหมายถึงเดินเล่นดูโลกเยอะๆ
ไม่ต้องกินทุกสิ่งที่อร่อย แต่น่าจะอร่อยกับทุกสิ่งที่กิน
ไม่ต้องรักทุกคน ไม่ต้องทำให้ทุกคนรัก แค่มีบางคนที่รักกันจริงๆ
หายใจในจังหวะที่พอดี ไม่ถี่ ไม่เนือยจนเกินไป
ได้อยู่กับครอบครัว ปล่อยมุกให้เขาฮา และฮามุกของเขา
สะสมปัญญา ไม่ใช่เพราะอยากฉลาด แต่จะได้ไม่ทุกข์
เข้าใจโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน เข้าใจมันอย่างที่มันเป็น
ในโลกมีคน เข้าใจโลกหมายถึงเข้าใจผู้คนด้วย
โกรธให้น้อย ชีวิตสั้น โกรธกันมันเสียเวลา
ดื่มน้ำให้มาก นั่นหมายถึงน้ำทุกประเภท
บางวันโค้กก็อร่อย บางวันก็โออิชิ บางวันก็ชาอู่หลง
เกิดมาตั้งนาน จะดื่มน้ำอย่างเดียวมันเศร้าไปหน่อย
แต่ไม่น่าดื่มอะไรซ้ำๆ กันนานๆ เดี๋ยวจะหวานหรือจืดเกิน
แต่น้ำไม่ใช่คน คนไม่ได้มีไว้ดื่ม และคนหนึ่งคนก็มีหลายรสชาติ
คบคนจำนวนมาก หากดูแลใส่ใจเขาได้
หากไม่ไหว น้อยไว้อาจจะดีกว่า
หาความตื่นเต้นใหม่ๆ ให้ชีวิตบ่อยๆ จะได้รู้สึกอยากหายใจต่อไป
ไม่ทิ้งขยะไว้บนโลก โลกมีขยะเยอะแล้ว
สร้างสรรค์อะไรทิ้งไว้บ้าง มุมหนึ่งคือจะได้ภูมิใจ
อีกมุมคือ ความหมายของการเกิดมา
ฟังเพลงเพราะๆ ไม่ด่าเพลงที่ตัวเองคิดว่าไม่เพราะ
เพราะอาจมีคนอื่นเขาชอบเพลงนั้นก็ได้
เอาปากมาร้องเพลงที่เราชอบ ดีกว่าเอาปากไปด่าเพลงที่ไม่ชอบ
อ่านหนังสือให้เยอะที่สุด หนังสือดีๆ อ่านทั้งชีวิตก็ไม่หมด
ถ้าใช้เวลากับเรื่องไร้สาระน้อย จะมีเวลาให้เรื่องมีสาระเยอะ
แต่เรื่องมีสาระมีมาก เวลาเท่าไหร่ก็ไม่พอ
" สาระ " ของแต่ละคนต่างกัน
เรื่องไร้สาระของบางคนอาจเป็นเรื่องมีสาระของบางคน
มีหนังสือหลายเล่มที่อยากอ่านก่อนตาย
ถ้าตายแล้วไม่ได้อ่านก็วางมันไว้บนโลกนี่แหละ
ถ้าชาติหน้ามีจริงจะกลับมาอ่าน ถ้าไม่มีก็ดีแล้ว
คุยกับคนต่อหน้ามากกว่าผ่านอินเตอร์เน็ต
เวลาจ้องตากันนี่มันดีนะ
หลับให้สบาย วางความคิดไว้ข้างเตียง
เกิดมาทั้งทีควรหลับฝันดีทุกคืน (หรือไม่ก็ไม่ต้องฝัน)
หากมีคนที่เราอยากให้เขาฝันดี น่าจะบอกเขาบ่อยๆ
มันไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดจะบันดาลให้มันเป็นจริงหรอก
แต่เขาจะได้รู้สึกดีตั้งแต่ก่อนฝันแล้ว
เวลาหลับเราต้องการความสงบ เวลาตื่นต่างหากที่เราอยากยิ้ม
เกิดมาทั้งทีน่าจะได้ทดลองทำในสิ่งที่อยากทำ
รู้ได้ไงว่าจะได้เกิดมาลองอีกหน โทรไปถามพระพรหมแล้วหรือ
ความสำเร็จ คือการได้ลงมือทำ
ความผิดพลาดคือ อยากแล้วไม่ลอง
ผิดคือครู ไม่ผิดจะเรียนรู้จากใคร
เวลาผ่านไปทุกวัน โอกาสก็ยิ่งน้อยลง
เคารพคนแก่ที่น่าเคารพ เช่นเดียวกับเคารพเด็กที่น่าเคารพ
วันหนึ่งเราจะแก่เหมือนเขา ศึกษาจากความแก่ ดูแลความชรา
เลือกดูทีวีที่ " น่าดู " ใครก็รู้ว่า " น่าดู " คืออะไร
ของใครก็ของมัน
ไปทะเลบ้าง ทะเลมันกว้าง ใหญ่ ช่วยขยายใจได้
ไปภูเขาบ้าง ภูเขามันสูง ตระหง่าน อยู่นานกว่าคน
ขำ-เวลาที่อยากขำ ไม่ต้องอั้นทำเก๊กว่า-ไม่เห็นขำตรงไหน
ชม-เวลาเจออะไรที่ชอบ เก็บเอาไว้ ตายไปไม่ได้บอก
ชื่นชม-สิ่งที่อยากชื่นชม
หากมัวเอาเวลาไปตั้งแง่ จะเหลือเวลาที่ไหนให้ชื่นชม
ความสำเร็จอาจเหมือนก้อนอิฐ ที่ต้องก่อร่างทีละก้อน
เพื่อเห็นผลสำเร็จในปั้นปลาย หากไม่ก่อวันนี้จะมีตึกไหม
หรืออาจเหมือนลมหายใจที่ไหลวนปนอยู่ในชีวิตทุกวินาที
แทนที่จะสำเร็จตอนอายุสี่สิบ ห้าสิบ หกสิบ หรือเจ็ดสิบ
ทำไมเราไม่สำเร็จมัน ณ วินาทีนี้เลย
คนเราอาจประสบความสำเร็จได้ในทุกวินาที
แต่เราจะประสบความสำเร็จได้
คงต้องตอบตัวเองก่อนว่า
นิยามของความสำเร็จของเราคืออะไร
เมื่อตอบได้ และทำมันสำเร็จ
นั่นอาจนับได้ว่า เกิดมา เราประสบความสำเร็จแล้ว
ที่มา: forward mail
.
ยิ้มให้บ่อยที่สุด หมายถึงยิ้มให้ตัวเอง และให้คนอื่น
ตื่นเช้าๆ นอนดึกสักหน่อย จะได้มีเวลาดูโลกมากๆ
เห็นโลกให้มากที่สุด นั่นหมายถึงเดินเล่นดูโลกเยอะๆ
ไม่ต้องกินทุกสิ่งที่อร่อย แต่น่าจะอร่อยกับทุกสิ่งที่กิน
ไม่ต้องรักทุกคน ไม่ต้องทำให้ทุกคนรัก แค่มีบางคนที่รักกันจริงๆ
หายใจในจังหวะที่พอดี ไม่ถี่ ไม่เนือยจนเกินไป
ได้อยู่กับครอบครัว ปล่อยมุกให้เขาฮา และฮามุกของเขา
สะสมปัญญา ไม่ใช่เพราะอยากฉลาด แต่จะได้ไม่ทุกข์
เข้าใจโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน เข้าใจมันอย่างที่มันเป็น
ในโลกมีคน เข้าใจโลกหมายถึงเข้าใจผู้คนด้วย
โกรธให้น้อย ชีวิตสั้น โกรธกันมันเสียเวลา
ดื่มน้ำให้มาก นั่นหมายถึงน้ำทุกประเภท
บางวันโค้กก็อร่อย บางวันก็โออิชิ บางวันก็ชาอู่หลง
เกิดมาตั้งนาน จะดื่มน้ำอย่างเดียวมันเศร้าไปหน่อย
แต่ไม่น่าดื่มอะไรซ้ำๆ กันนานๆ เดี๋ยวจะหวานหรือจืดเกิน
แต่น้ำไม่ใช่คน คนไม่ได้มีไว้ดื่ม และคนหนึ่งคนก็มีหลายรสชาติ
คบคนจำนวนมาก หากดูแลใส่ใจเขาได้
หากไม่ไหว น้อยไว้อาจจะดีกว่า
หาความตื่นเต้นใหม่ๆ ให้ชีวิตบ่อยๆ จะได้รู้สึกอยากหายใจต่อไป
ไม่ทิ้งขยะไว้บนโลก โลกมีขยะเยอะแล้ว
สร้างสรรค์อะไรทิ้งไว้บ้าง มุมหนึ่งคือจะได้ภูมิใจ
อีกมุมคือ ความหมายของการเกิดมา
ฟังเพลงเพราะๆ ไม่ด่าเพลงที่ตัวเองคิดว่าไม่เพราะ
เพราะอาจมีคนอื่นเขาชอบเพลงนั้นก็ได้
เอาปากมาร้องเพลงที่เราชอบ ดีกว่าเอาปากไปด่าเพลงที่ไม่ชอบ
อ่านหนังสือให้เยอะที่สุด หนังสือดีๆ อ่านทั้งชีวิตก็ไม่หมด
ถ้าใช้เวลากับเรื่องไร้สาระน้อย จะมีเวลาให้เรื่องมีสาระเยอะ
แต่เรื่องมีสาระมีมาก เวลาเท่าไหร่ก็ไม่พอ
" สาระ " ของแต่ละคนต่างกัน
เรื่องไร้สาระของบางคนอาจเป็นเรื่องมีสาระของบางคน
มีหนังสือหลายเล่มที่อยากอ่านก่อนตาย
ถ้าตายแล้วไม่ได้อ่านก็วางมันไว้บนโลกนี่แหละ
ถ้าชาติหน้ามีจริงจะกลับมาอ่าน ถ้าไม่มีก็ดีแล้ว
คุยกับคนต่อหน้ามากกว่าผ่านอินเตอร์เน็ต
เวลาจ้องตากันนี่มันดีนะ
หลับให้สบาย วางความคิดไว้ข้างเตียง
เกิดมาทั้งทีควรหลับฝันดีทุกคืน (หรือไม่ก็ไม่ต้องฝัน)
หากมีคนที่เราอยากให้เขาฝันดี น่าจะบอกเขาบ่อยๆ
มันไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดจะบันดาลให้มันเป็นจริงหรอก
แต่เขาจะได้รู้สึกดีตั้งแต่ก่อนฝันแล้ว
เวลาหลับเราต้องการความสงบ เวลาตื่นต่างหากที่เราอยากยิ้ม
เกิดมาทั้งทีน่าจะได้ทดลองทำในสิ่งที่อยากทำ
รู้ได้ไงว่าจะได้เกิดมาลองอีกหน โทรไปถามพระพรหมแล้วหรือ
ความสำเร็จ คือการได้ลงมือทำ
ความผิดพลาดคือ อยากแล้วไม่ลอง
ผิดคือครู ไม่ผิดจะเรียนรู้จากใคร
เวลาผ่านไปทุกวัน โอกาสก็ยิ่งน้อยลง
เคารพคนแก่ที่น่าเคารพ เช่นเดียวกับเคารพเด็กที่น่าเคารพ
วันหนึ่งเราจะแก่เหมือนเขา ศึกษาจากความแก่ ดูแลความชรา
เลือกดูทีวีที่ " น่าดู " ใครก็รู้ว่า " น่าดู " คืออะไร
ของใครก็ของมัน
ไปทะเลบ้าง ทะเลมันกว้าง ใหญ่ ช่วยขยายใจได้
ไปภูเขาบ้าง ภูเขามันสูง ตระหง่าน อยู่นานกว่าคน
ขำ-เวลาที่อยากขำ ไม่ต้องอั้นทำเก๊กว่า-ไม่เห็นขำตรงไหน
ชม-เวลาเจออะไรที่ชอบ เก็บเอาไว้ ตายไปไม่ได้บอก
ชื่นชม-สิ่งที่อยากชื่นชม
หากมัวเอาเวลาไปตั้งแง่ จะเหลือเวลาที่ไหนให้ชื่นชม
ความสำเร็จอาจเหมือนก้อนอิฐ ที่ต้องก่อร่างทีละก้อน
เพื่อเห็นผลสำเร็จในปั้นปลาย หากไม่ก่อวันนี้จะมีตึกไหม
หรืออาจเหมือนลมหายใจที่ไหลวนปนอยู่ในชีวิตทุกวินาที
แทนที่จะสำเร็จตอนอายุสี่สิบ ห้าสิบ หกสิบ หรือเจ็ดสิบ
ทำไมเราไม่สำเร็จมัน ณ วินาทีนี้เลย
คนเราอาจประสบความสำเร็จได้ในทุกวินาที
แต่เราจะประสบความสำเร็จได้
คงต้องตอบตัวเองก่อนว่า
นิยามของความสำเร็จของเราคืออะไร
เมื่อตอบได้ และทำมันสำเร็จ
นั่นอาจนับได้ว่า เกิดมา เราประสบความสำเร็จแล้ว
ที่มา: forward mail
.
Thursday, February 3, 2011
ข้อคิดดีๆจากนักธุรกิจแสนล้าน
คมชัดลึก : ขอนำข้อคิดดี ๆ มีคุณค่ายิ่งต่อการดำรงชีวิต ต่อการปฏิบัติหน้าที่การงานของแต่ละท่านมา ”เล่าสู่กันฟัง” ในฉบับนี้นะครับ
ข้อคิดคราวนี้ได้มาจากการแสดงทัศนะของนักธุรกิจการ ค้าชั้นนำของโลกที่เป็นคนไทย พูดไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ด้วยความที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน ก็เลยไม่ได้ใส่ชื่อท่านไว้ ณ ที่นี้ ต้องขออภัยด้วย
ก่อนอื่นใด ท่านเกริ่นนำเอาไว้เป็นประเด็นแรกๆ ของการบรรยายเหมือนกับหลายครั้งที่เคยได้ยินมา ว่าคนเราต้องรู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และหาทางตอบแทนบุญคุณนั้น คนที่จะเจริญก้าวหน้าได้ต้องกระทำสิ่งนี้ ซึ่งคำว่าผู้มีพระคุณนี้นอกเหนือจากบุคคล เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้ที่เคยให้ความกรุณาเอ็นดูช่วยเหลือเราในเรื่องต่างๆ เช่น ถ้าเราทำการค้า ทำธุรกิจ ลูกค้าของเราก็นับว่ามีบุญคุณกับเรา เขามาซื้อของของเรา เท่ากับส่งเสริมให้ร้านของเราเจริญรุ่งเรือง หรือคนรับราชการหรือเป็นพนักงานองค์กรต่างๆ เจ้านายที่ดีๆ คอยให้คำชี้แนะ สั่งสอนอบรมให้เราพัฒนางาน เป็นต้น
ต่อจากนั้นได้แนะนำว่าผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับ "คน” ที่ทำงานในองค์กรของเรา เพราะทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยคน ไม่ใช่เครื่องจักร เทคโนโลยีทั้งหลายสามารถซื้อหามาได้ด้วยเงิน เมื่อมีเงินใครๆ ก็ซื้อเทคโนโลยีได้ แต่ซื้อคนไม่ได้ คนที่เก่งๆ ดีๆ องค์กรต้องผูกมัดเขาไว้ด้วยใจ ให้ความรักความเมตตา สร้างความผูกพันกับเขา ให้ความยุติธรรม เป็นธรรมให้โอกาสที่จะเจริญก้าวหน้า เขาจึงอยากอยู่กับเรา และเมื่อเราเป็นศูนย์รวมของคนเก่งคนดี องค์กรของเราย่อมเข้มแข็งและมีโอกาสที่จะประสบชัยชนะในการแข่งขันสูง
ในคนแต่ละคน มีความแตกต่างทั้งรูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ความรักความชอบ รวมถึงศักยภาพ จุดแข็งจุดอ่อน จุดเด่นจุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป เราควรบริหารที่จุดเด่นของเขา ใช้งานที่เขาเก่งเขาถนัดเขาชอบ เขาจะได้แสดงพลังงานความรู้ความสามารถความคิดอ่านในเรื่องนั้นๆ ออกมาอย่างสุดแรงเกิด เต็มพลัง และด้วยความสุขที่ได้ทำภารกิจนั้นๆ ผลงานที่ออกมาก็มักมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ตรงข้ามหากเราไปบริหารที่จุดด้อยของเขา ให้งานที่เขาไม่ถนัด พยายามไปเคี่ยวเข็ญด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งจะเก่งขึ้นมาได้ อย่างนี้นอกจากจะไม่สำเร็จหรือสำเร็จอย่างเชื่องช้าแล้ว ต่างก็เครียดด้วยกันทั้งสองฝ่ายทั้งคนและองค์กร
การให้เกียรติซึ่งกันและกันก็เป็นอีกประเด็น คนที่เป็นนายก็ต้องให้เกียรติลูกน้อง พูดจาปฏิบัติหรือใช้งานอย่างสุภาพ คนเป็นลูกน้องก็ต้องให้เกียรติยกย่องนับถือผู้บังคับบัญชา รวมไปถึงการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันด้วย
เมื่อทำการใดๆ แล้วประสบความสำเร็จก็อย่าเพิ่งดีอกดีใจง่ายๆ ต้องคิดเสมอว่าทำอย่างไรเราจึงจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้อีกในคราวหน้า เพราะถ้าเราพอใจในความสำเร็จคราวนี้เสียแล้ว เราก็จะไม่กระตือรือร้นที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้นๆ ไปอีก เกิดการย่ำเท้าอยู่กับที่ เดี๋ยวเดียวคนอื่นก็เลียนแบบตามทันและแซงหน้าไปได้ในเวลาไม่นาน
ให้รักที่จะทำงานยากๆ งานที่ท้าทายความสามารถ อย่าย่อท้อ อย่าถอดใจยอมแพ้แต่ต้น เพราะงานง่ายๆ ใครก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นงานยากหากเราทำได้สำเร็จ คนจะเลียนแบบยาก ตามทันยาก จะเป็นความสำเร็จที่อยู่กับเราไปอีกนาน
ทุกวันนี้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลาในทุกๆ ด้าน เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และปรับปรุงพัฒนาตนให้เท่าทันและอยู่ร่วมกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไปให้ได้ จึงจะอยู่รอดและอยู่ดี
ผมเองก็ยึดตามหลักการข้อแรกข้างต้น คือมองว่าผู้อ่านคอลัมน์ของผมทุกท่านล้วนเป็นผู้มีพระคุณ ที่พึงตอบแทน ดังนั้น เมื่อได้ฟังข้อคิดดีๆ เหล่านี้มาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ก็เลยเอามา ”เล่าสู่กันฟัง” ใครที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์เผื่อจะประสบความสำเร็จกับเขาบ้างก็ลองนำไป คิดดูนะครับ แต่ถ้าเห็นว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่น่าหลงเสียเวลาอ่านเลย ก็ต้องขออภัยด้วยเช่นกันครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์
ที่มา: ข้อคิดดีๆจากนักธุรกิจแสนล้าน คมชัดลึกออนไลน์ วันพุธที่ 19 มกราคม 2554
'
ข้อคิดคราวนี้ได้มาจากการแสดงทัศนะของนักธุรกิจการ ค้าชั้นนำของโลกที่เป็นคนไทย พูดไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ด้วยความที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน ก็เลยไม่ได้ใส่ชื่อท่านไว้ ณ ที่นี้ ต้องขออภัยด้วย
ก่อนอื่นใด ท่านเกริ่นนำเอาไว้เป็นประเด็นแรกๆ ของการบรรยายเหมือนกับหลายครั้งที่เคยได้ยินมา ว่าคนเราต้องรู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และหาทางตอบแทนบุญคุณนั้น คนที่จะเจริญก้าวหน้าได้ต้องกระทำสิ่งนี้ ซึ่งคำว่าผู้มีพระคุณนี้นอกเหนือจากบุคคล เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้ที่เคยให้ความกรุณาเอ็นดูช่วยเหลือเราในเรื่องต่างๆ เช่น ถ้าเราทำการค้า ทำธุรกิจ ลูกค้าของเราก็นับว่ามีบุญคุณกับเรา เขามาซื้อของของเรา เท่ากับส่งเสริมให้ร้านของเราเจริญรุ่งเรือง หรือคนรับราชการหรือเป็นพนักงานองค์กรต่างๆ เจ้านายที่ดีๆ คอยให้คำชี้แนะ สั่งสอนอบรมให้เราพัฒนางาน เป็นต้น
ต่อจากนั้นได้แนะนำว่าผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับ "คน” ที่ทำงานในองค์กรของเรา เพราะทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยคน ไม่ใช่เครื่องจักร เทคโนโลยีทั้งหลายสามารถซื้อหามาได้ด้วยเงิน เมื่อมีเงินใครๆ ก็ซื้อเทคโนโลยีได้ แต่ซื้อคนไม่ได้ คนที่เก่งๆ ดีๆ องค์กรต้องผูกมัดเขาไว้ด้วยใจ ให้ความรักความเมตตา สร้างความผูกพันกับเขา ให้ความยุติธรรม เป็นธรรมให้โอกาสที่จะเจริญก้าวหน้า เขาจึงอยากอยู่กับเรา และเมื่อเราเป็นศูนย์รวมของคนเก่งคนดี องค์กรของเราย่อมเข้มแข็งและมีโอกาสที่จะประสบชัยชนะในการแข่งขันสูง
ในคนแต่ละคน มีความแตกต่างทั้งรูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ความรักความชอบ รวมถึงศักยภาพ จุดแข็งจุดอ่อน จุดเด่นจุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป เราควรบริหารที่จุดเด่นของเขา ใช้งานที่เขาเก่งเขาถนัดเขาชอบ เขาจะได้แสดงพลังงานความรู้ความสามารถความคิดอ่านในเรื่องนั้นๆ ออกมาอย่างสุดแรงเกิด เต็มพลัง และด้วยความสุขที่ได้ทำภารกิจนั้นๆ ผลงานที่ออกมาก็มักมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ตรงข้ามหากเราไปบริหารที่จุดด้อยของเขา ให้งานที่เขาไม่ถนัด พยายามไปเคี่ยวเข็ญด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งจะเก่งขึ้นมาได้ อย่างนี้นอกจากจะไม่สำเร็จหรือสำเร็จอย่างเชื่องช้าแล้ว ต่างก็เครียดด้วยกันทั้งสองฝ่ายทั้งคนและองค์กร
การให้เกียรติซึ่งกันและกันก็เป็นอีกประเด็น คนที่เป็นนายก็ต้องให้เกียรติลูกน้อง พูดจาปฏิบัติหรือใช้งานอย่างสุภาพ คนเป็นลูกน้องก็ต้องให้เกียรติยกย่องนับถือผู้บังคับบัญชา รวมไปถึงการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันด้วย
เมื่อทำการใดๆ แล้วประสบความสำเร็จก็อย่าเพิ่งดีอกดีใจง่ายๆ ต้องคิดเสมอว่าทำอย่างไรเราจึงจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้อีกในคราวหน้า เพราะถ้าเราพอใจในความสำเร็จคราวนี้เสียแล้ว เราก็จะไม่กระตือรือร้นที่จะพัฒนาให้มันดีขึ้นๆ ไปอีก เกิดการย่ำเท้าอยู่กับที่ เดี๋ยวเดียวคนอื่นก็เลียนแบบตามทันและแซงหน้าไปได้ในเวลาไม่นาน
ให้รักที่จะทำงานยากๆ งานที่ท้าทายความสามารถ อย่าย่อท้อ อย่าถอดใจยอมแพ้แต่ต้น เพราะงานง่ายๆ ใครก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นงานยากหากเราทำได้สำเร็จ คนจะเลียนแบบยาก ตามทันยาก จะเป็นความสำเร็จที่อยู่กับเราไปอีกนาน
ทุกวันนี้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลาในทุกๆ ด้าน เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และปรับปรุงพัฒนาตนให้เท่าทันและอยู่ร่วมกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไปให้ได้ จึงจะอยู่รอดและอยู่ดี
ผมเองก็ยึดตามหลักการข้อแรกข้างต้น คือมองว่าผู้อ่านคอลัมน์ของผมทุกท่านล้วนเป็นผู้มีพระคุณ ที่พึงตอบแทน ดังนั้น เมื่อได้ฟังข้อคิดดีๆ เหล่านี้มาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ก็เลยเอามา ”เล่าสู่กันฟัง” ใครที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์เผื่อจะประสบความสำเร็จกับเขาบ้างก็ลองนำไป คิดดูนะครับ แต่ถ้าเห็นว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่น่าหลงเสียเวลาอ่านเลย ก็ต้องขออภัยด้วยเช่นกันครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์
ที่มา: ข้อคิดดีๆจากนักธุรกิจแสนล้าน คมชัดลึกออนไลน์ วันพุธที่ 19 มกราคม 2554
'
Monday, October 4, 2010
ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ผม (ธนินท์ เจียรวนนท์)บอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว
ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใด ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม
------------ เจริญ สิริวัฒนภักดี ---------
ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน
------------ อนันต์ กาญจนพาสน์ ---------
จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา เพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา ผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
------------ พรเทพ พรประภา ---------
ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้า พอใจแค่ไหนอย่างไร ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจ เกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้
------------ ประกิต อภิสารธนรักษ์ ---------
ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว
------------ ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ---------
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว
------------ ชวน ตั้งมติธรรม ---------
1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ ิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน
------------ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ ---------
ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้ นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
------------ โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ ---------
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ ก่อนเป็นอันดับแรก
------------ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ---------
อีก 1 เรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่าชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกง จืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหิน และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพืนแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น ”
ชายชราหันไปตอบว่า “ ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่ ”
ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น
“ อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ ”
สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า
" ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ ”
พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่ เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ
ที่มา: forward mail ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ผม (ธนินท์ เจียรวนนท์)บอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว
ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใด ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม
------------ เจริญ สิริวัฒนภักดี ---------
ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน
------------ อนันต์ กาญจนพาสน์ ---------
จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา เพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา ผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
------------ พรเทพ พรประภา ---------
ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้า พอใจแค่ไหนอย่างไร ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจ เกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้
------------ ประกิต อภิสารธนรักษ์ ---------
ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว
------------ ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ---------
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว
------------ ชวน ตั้งมติธรรม ---------
1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ ิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน
------------ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ ---------
ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้ นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
------------ โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ ---------
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ ก่อนเป็นอันดับแรก
------------ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ---------
อีก 1 เรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่าชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกง จืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหิน และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพืนแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น ”
ชายชราหันไปตอบว่า “ ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่ ”
ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น
“ อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ ”
สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า
" ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ ”
พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่ เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ
ที่มา: forward mail ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ถ้าใครกำลังท้อแท้ อยากให้รู้จักกับ "หลิว เว่ย" (Liu Wei) จากกรุงปักกิ่งนะครับ
ถ้าใครกำลังท้อแท้ อยากให้รู้จักกับ "หลิว เว่ย" (Liu Wei) จากกรุงปักกิ่งนะครับ
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังท้อแท้หรือรู้สึกน้อยใจในโชคชะตา อยากให้อ่านเนื้อหาคลิปหนุ่มวัยรุ่นผู้พิการทางแขน (ทั้งสองข้าง) ชาวจีน วัย 23 ปี แสดงความสามารถด้วยการใช้เท้าเล่นเปียโนในรายการทีวี “China’s Got Talent”
เนื้อหาในคลิปวิดีโอ (ตั้งแต่ต้นจนจบ):
ช่วงแนะนำตัว
“ผมชื่อ หลิว เว่ย” (Liu Wei) มาจากกรุงปักกิ่ง… ความฝันของผมก็คือการเป็นโปรดิวเซอร์เพลงระดับแถวหน้า
ตอนอายุ 10 ปีผมได้เรียนรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นเปราะบางแค่ไหน มันอาจสูญสลายลงได้ภายในชั่วพริบตา… ผมยังจำช่วงเวลาที่ประสบอุบัติเหตุโดนไฟฟ้าช็อตในระหว่างเล่นซ่อนแอบกับ เพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี หลังเกิดเหตุผมอยู่ในระหว่างความเป็นและความตายนานถึง 45 วัน พอรู้สึกตัวอีกครั้งผมถึงได้รู้ว่าตัวเองเสียแขนทั้งสองข้างไปแล้ว ทำให้ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่นอนร้องไห้
หลังจากนั้นผมถามพ่อกับแม่ว่า ต่อไปนี้ผมจะทานอาหารได้ยังไง ท่านบอกว่าผมต้องหัดทานข้าวให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะถ้าหากวันใดท่านแก่ตัวลงก็จะไม่มีใครมาคอยดูแลผม ตั้งแต่นั้นมาแม่มักพูดกับผมเสมอว่า “ผมไม่ได้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ” ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมักรู้สึกว่าตัวเองครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนคนอื่นๆ เขา เพราะผมสามารถใช้เท้าทำในสิ่งที่พวกคุณทำด้วยมือ
แม่ไม่เคยคาดหวังให้ผมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิต ขอแค่ให้ผมสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขท่านก็พอใจแล้ว
แต่สำหรับผม…สิ่งที่จะทำเพื่อท่านได้ก็คือ “ต้องพยายามทำให้ประสบความสำเร็จ” ผมจึงมาแข่งขันในรายการนี้ (China’s Got Talent) โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องติด 1 ใน 3 อันดับแรกให้ได้ เพื่อที่แม่ของผมจะได้ภาคภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้”
ช่วงออกมาปรากฏตัวบนเวที
หลังจาก “หลิว เว่ย” ออกมาปรากฏตัวทางด้านหน้าเวที หนึ่งในกรรมการก็พูดว่า….
“ผมสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมเขาถึงตั้งเปียโนแบบนี้ แสดงว่าคุณจะใช้…”
“เท้า…ครับ” หลิว เว่ย ตอบทันที
“ใช้เท้าเล่นเปียโน…ว้าว!!!!” กรรมการคนเดิมทึ่ง
หลังจากนั้น กรรมการผู้หญิงอีกคนจึงถามว่า…
“คุณหัดเล่นเปียโนตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“19 ปีครับ” หลิว เว่ย ตอบ (ตอนนี้เขาอายุ 23 ปี)
“มันยากมั๊ยในตอนแรกที่หัดเล่น?”
“ยากครับ ยากมากๆ” หลิว เว่ย ตอบ
“แล้วเคยเจ็บเท้าบ้างรึเปล่าในช่วงแรกๆ ที่หัดเล่น?”
“ครับ มันทั้งเป็นแผล แล้วก็เป็นตะคริวด้วย” หลิว เว่ย ตอบ
กรรมการผู้ชายคนเดิมกล่าวว่า “ขนาดเราใช้มือเล่นเปียโนยังเจ็บและเป็นแผลเลย แล้วนี่คุณใช้เท้า…”
“ผมคิดว่าการเล่นเปียโนเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง ผมเลยต้องอดทนทำในสิ่งที่ผมอยากทำให้ได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหนก็ตาม”หลิว เว่ย ตอบ ทำให้ผู้ชมปรบมือกันทั้งห้องส่ง
หลังจากนั้น กรรมการอีกคนจึงพูดว่า “เอาล่ะ…มาดูกันว่าฝีมือของคุณจะเป็นอย่างไร”
จากนั้น หลิว เว่ย ก็เริ่มใช้เท้าบรรเลงเปียโน (นาทีที่ 2:16) สร้างความประทับใจให้ผู้ชมและกรรมการ ถึงขนาดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อเขาเล่นจบ คณะกรรมการและผู้ชมต่างก็ลุกขึ้นยืนปรบให้เขาด้วยความชื่นชม
กรรมการผู้ชายบอกว่า “จริงๆ แล้วผมไม่มีอะไรจะพูด ผมอยากให้ผู้ชมฟังคุณพูดมากกว่า…ว่าคุณทำได้อย่างไร ขนาดใช้มือเล่น พวกเรายังต้องฝึกฝนกันเป็นเวลาหลายปี”
หลิว เว่ย ตอบว่า “ผมคิดว่าชีวิตนี้ตัวเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ละทิ้งความฝันแล้วตายอย่างหมดหวัง หรือ ไม่ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส ถึงแม้หนทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามก็ตาม…แล้วมันก็ไม่กฏข้อใดบัญญัติเอาไว้ว่า เปียโนจะต้องเล่นด้วยมือเท่านั้น”
พอเขาพูดจบผู้ชมก็ปรบมือให้ด้วยความประทับใจอีกครั้ง
กรรมการคนเดิมกล่าวต่อว่า “ทั้งผม กรรมการทุกคน และผู้ชมต่างก็ได้เห็น หลิว เว่ย และได้ฟังเพลงที่เขาเล่น ผมคิดว่าหลังจากฟังเพลงของเขาแล้ว คำว่าน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่พอใจในชะตาชีวิตควรถูกลบทิ้งไปได้เลย… เห็นเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า และได้ดูวิธีการเล่นเปียโนแบบเฉพาะตัวที่กินใจผู้ชมของเขาแล้ว ผมว่าเราทุกคนควรเลิกท้อแท้หรือมัวแต่น้อยใจในโชคชะตา… ก็อย่างที่คุณพูด (หันไปหา หลิว เว่ย )… เราควรเลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส…ขอบคุณมากครับ”
หลังจากนั้นกรรมการผู้หญิงจึงกล่าวต่อ ว่า “คุณคือสุดยอดคนเก่งในหมู่คนเก่ง…ฉันคิดว่าคนเก่งที่แท้จริงคือผู้ที่ใช้ ชีวิตในแบบที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะ มากกว่าแค่ออกมาแสดงความสามารถพิเศษ ฉันรู้สึกประทับใจมาก และอยากให้ลูกๆ ได้ชมการแสดงของคุณค่ะ”
กรรมการผู้ชายอีกคนกล่าวว่า “ขอบคุณมากสำหรับเพลงเพราะๆ และจิตใจที่เข้มแข็ง ขอบคุณจริงๆ ครับ”
กรรมการผู้ชายคนเดิมกล่าวว่า “คุณคือสุดยอด “talent” (คนเก่ง) ตัวจริงของรายการนี้ พวกเราไม่อาจตัดสินคุณเพียงแค่ถ้อยคำธรรมดาๆ อย่าง “yes” ได้ (หมายถึงผ่านเข้ารอบ) จึงขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จแทน (เพราะเขาอาจไปไกลกว่าแค่เข้ารอบ)…ขอบคุณมากครับ”
หลังจากนั้นจึงมีเสียงบอกว่า “ผ่าน”
ในช่วงท้ายของคลิป เป็นการเปิดเทปเสียงประโยคเด็ดที่เขาตอบคำถามโดนใจคณะกรรมการและผู้ชมว่า
“ผมคิดว่าชีวิตนี้ตัวเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ละทิ้งความฝันแล้วตายอย่างหมดหวัง หรือไม่ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส … แล้วมันก็ไม่มีกฏข้อใดบัญญัติเอาไว้ว่าเปียโนจะต้องเล่นด้วยมือเท่านั้น”
หมายเหตุ: หลังเริ่มต้นเรียนเปียโนได้ไม่นาน ครูสอนเปียโนของเขาก็ยอมยกธงขาว โดยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เท้าเล่นเปียโน เขาจึงคิดค้นเทคนิคการเล่นแบบเฉพาะตัว และมุ่งมั่นฝึกฝนด้วยตนเองตั้งแต่นั้นมา จนสำเร็จได้ด้วยเท้าทั้งสองข้างกับหัวใจที่แกร่งกล้าของเขา ลุงตั้มได้ชมแล้วอดน้ำตาซึมกับความมานะพยายามของ หลิว เว่ย (Liu Wei) ไม่ได้เลยจริงๆ ..... เก่งมากและขอเป็นกำลังใจให้นะ หลิว เว่ย
ชมคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ ที่
http://www.youtube.com/user/tmactmac19890812#p/a/u/0/8unNEzwFg7M
ที่มา: forward mail
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังท้อแท้หรือรู้สึกน้อยใจในโชคชะตา อยากให้อ่านเนื้อหาคลิปหนุ่มวัยรุ่นผู้พิการทางแขน (ทั้งสองข้าง) ชาวจีน วัย 23 ปี แสดงความสามารถด้วยการใช้เท้าเล่นเปียโนในรายการทีวี “China’s Got Talent”
เนื้อหาในคลิปวิดีโอ (ตั้งแต่ต้นจนจบ):
ช่วงแนะนำตัว
“ผมชื่อ หลิว เว่ย” (Liu Wei) มาจากกรุงปักกิ่ง… ความฝันของผมก็คือการเป็นโปรดิวเซอร์เพลงระดับแถวหน้า
ตอนอายุ 10 ปีผมได้เรียนรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นเปราะบางแค่ไหน มันอาจสูญสลายลงได้ภายในชั่วพริบตา… ผมยังจำช่วงเวลาที่ประสบอุบัติเหตุโดนไฟฟ้าช็อตในระหว่างเล่นซ่อนแอบกับ เพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี หลังเกิดเหตุผมอยู่ในระหว่างความเป็นและความตายนานถึง 45 วัน พอรู้สึกตัวอีกครั้งผมถึงได้รู้ว่าตัวเองเสียแขนทั้งสองข้างไปแล้ว ทำให้ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่นอนร้องไห้
หลังจากนั้นผมถามพ่อกับแม่ว่า ต่อไปนี้ผมจะทานอาหารได้ยังไง ท่านบอกว่าผมต้องหัดทานข้าวให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะถ้าหากวันใดท่านแก่ตัวลงก็จะไม่มีใครมาคอยดูแลผม ตั้งแต่นั้นมาแม่มักพูดกับผมเสมอว่า “ผมไม่ได้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ” ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมักรู้สึกว่าตัวเองครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนคนอื่นๆ เขา เพราะผมสามารถใช้เท้าทำในสิ่งที่พวกคุณทำด้วยมือ
แม่ไม่เคยคาดหวังให้ผมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิต ขอแค่ให้ผมสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขท่านก็พอใจแล้ว
แต่สำหรับผม…สิ่งที่จะทำเพื่อท่านได้ก็คือ “ต้องพยายามทำให้ประสบความสำเร็จ” ผมจึงมาแข่งขันในรายการนี้ (China’s Got Talent) โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องติด 1 ใน 3 อันดับแรกให้ได้ เพื่อที่แม่ของผมจะได้ภาคภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้”
ช่วงออกมาปรากฏตัวบนเวที
หลังจาก “หลิว เว่ย” ออกมาปรากฏตัวทางด้านหน้าเวที หนึ่งในกรรมการก็พูดว่า….
“ผมสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมเขาถึงตั้งเปียโนแบบนี้ แสดงว่าคุณจะใช้…”
“เท้า…ครับ” หลิว เว่ย ตอบทันที
“ใช้เท้าเล่นเปียโน…ว้าว!!!!” กรรมการคนเดิมทึ่ง
หลังจากนั้น กรรมการผู้หญิงอีกคนจึงถามว่า…
“คุณหัดเล่นเปียโนตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“19 ปีครับ” หลิว เว่ย ตอบ (ตอนนี้เขาอายุ 23 ปี)
“มันยากมั๊ยในตอนแรกที่หัดเล่น?”
“ยากครับ ยากมากๆ” หลิว เว่ย ตอบ
“แล้วเคยเจ็บเท้าบ้างรึเปล่าในช่วงแรกๆ ที่หัดเล่น?”
“ครับ มันทั้งเป็นแผล แล้วก็เป็นตะคริวด้วย” หลิว เว่ย ตอบ
กรรมการผู้ชายคนเดิมกล่าวว่า “ขนาดเราใช้มือเล่นเปียโนยังเจ็บและเป็นแผลเลย แล้วนี่คุณใช้เท้า…”
“ผมคิดว่าการเล่นเปียโนเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง ผมเลยต้องอดทนทำในสิ่งที่ผมอยากทำให้ได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหนก็ตาม”หลิว เว่ย ตอบ ทำให้ผู้ชมปรบมือกันทั้งห้องส่ง
หลังจากนั้น กรรมการอีกคนจึงพูดว่า “เอาล่ะ…มาดูกันว่าฝีมือของคุณจะเป็นอย่างไร”
จากนั้น หลิว เว่ย ก็เริ่มใช้เท้าบรรเลงเปียโน (นาทีที่ 2:16) สร้างความประทับใจให้ผู้ชมและกรรมการ ถึงขนาดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อเขาเล่นจบ คณะกรรมการและผู้ชมต่างก็ลุกขึ้นยืนปรบให้เขาด้วยความชื่นชม
กรรมการผู้ชายบอกว่า “จริงๆ แล้วผมไม่มีอะไรจะพูด ผมอยากให้ผู้ชมฟังคุณพูดมากกว่า…ว่าคุณทำได้อย่างไร ขนาดใช้มือเล่น พวกเรายังต้องฝึกฝนกันเป็นเวลาหลายปี”
หลิว เว่ย ตอบว่า “ผมคิดว่าชีวิตนี้ตัวเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ละทิ้งความฝันแล้วตายอย่างหมดหวัง หรือ ไม่ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส ถึงแม้หนทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามก็ตาม…แล้วมันก็ไม่กฏข้อใดบัญญัติเอาไว้ว่า เปียโนจะต้องเล่นด้วยมือเท่านั้น”
พอเขาพูดจบผู้ชมก็ปรบมือให้ด้วยความประทับใจอีกครั้ง
กรรมการคนเดิมกล่าวต่อว่า “ทั้งผม กรรมการทุกคน และผู้ชมต่างก็ได้เห็น หลิว เว่ย และได้ฟังเพลงที่เขาเล่น ผมคิดว่าหลังจากฟังเพลงของเขาแล้ว คำว่าน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่พอใจในชะตาชีวิตควรถูกลบทิ้งไปได้เลย… เห็นเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า และได้ดูวิธีการเล่นเปียโนแบบเฉพาะตัวที่กินใจผู้ชมของเขาแล้ว ผมว่าเราทุกคนควรเลิกท้อแท้หรือมัวแต่น้อยใจในโชคชะตา… ก็อย่างที่คุณพูด (หันไปหา หลิว เว่ย )… เราควรเลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส…ขอบคุณมากครับ”
หลังจากนั้นกรรมการผู้หญิงจึงกล่าวต่อ ว่า “คุณคือสุดยอดคนเก่งในหมู่คนเก่ง…ฉันคิดว่าคนเก่งที่แท้จริงคือผู้ที่ใช้ ชีวิตในแบบที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะ มากกว่าแค่ออกมาแสดงความสามารถพิเศษ ฉันรู้สึกประทับใจมาก และอยากให้ลูกๆ ได้ชมการแสดงของคุณค่ะ”
กรรมการผู้ชายอีกคนกล่าวว่า “ขอบคุณมากสำหรับเพลงเพราะๆ และจิตใจที่เข้มแข็ง ขอบคุณจริงๆ ครับ”
กรรมการผู้ชายคนเดิมกล่าวว่า “คุณคือสุดยอด “talent” (คนเก่ง) ตัวจริงของรายการนี้ พวกเราไม่อาจตัดสินคุณเพียงแค่ถ้อยคำธรรมดาๆ อย่าง “yes” ได้ (หมายถึงผ่านเข้ารอบ) จึงขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จแทน (เพราะเขาอาจไปไกลกว่าแค่เข้ารอบ)…ขอบคุณมากครับ”
หลังจากนั้นจึงมีเสียงบอกว่า “ผ่าน”
ในช่วงท้ายของคลิป เป็นการเปิดเทปเสียงประโยคเด็ดที่เขาตอบคำถามโดนใจคณะกรรมการและผู้ชมว่า
“ผมคิดว่าชีวิตนี้ตัวเองมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ละทิ้งความฝันแล้วตายอย่างหมดหวัง หรือไม่ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่สดใส … แล้วมันก็ไม่มีกฏข้อใดบัญญัติเอาไว้ว่าเปียโนจะต้องเล่นด้วยมือเท่านั้น”
หมายเหตุ: หลังเริ่มต้นเรียนเปียโนได้ไม่นาน ครูสอนเปียโนของเขาก็ยอมยกธงขาว โดยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เท้าเล่นเปียโน เขาจึงคิดค้นเทคนิคการเล่นแบบเฉพาะตัว และมุ่งมั่นฝึกฝนด้วยตนเองตั้งแต่นั้นมา จนสำเร็จได้ด้วยเท้าทั้งสองข้างกับหัวใจที่แกร่งกล้าของเขา ลุงตั้มได้ชมแล้วอดน้ำตาซึมกับความมานะพยายามของ หลิว เว่ย (Liu Wei) ไม่ได้เลยจริงๆ ..... เก่งมากและขอเป็นกำลังใจให้นะ หลิว เว่ย
ชมคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ ที่
http://www.youtube.com/user/tmactmac19890812#p/a/u/0/8unNEzwFg7M
ที่มา: forward mail
Monday, July 12, 2010
คุณลุงกับลังเหล็ก
มีคุณลุงอยู่ท่านหนึ่ง ในช่วงวัยหนุ่มคุณลุงท่านนี้เป็นหัวหน้าคนงานอยู่ในเหมืองทองคำมีรายได้ดีมาก แต่คุณลุงท่านนี้ไม่เคยเก็บเงินเลยมีเท่าไรก็ใช้หมด เนื่องจากคุณลุงเป็นคนจิตใจดีใครมาหยิบยืมก็ให้ เลี้ยงเพื่อนฝูงตลอด คุณลุงมีเพื่อนเยอะมาก จนกระทั่งคุณลุงท่านนี้เกษียณอายุจากการทำงาน ปรากฏว่าไม่มีเงินเหลือเลยจากชีวิตการทำงานอันยาวนาน คุณลุงมีลูกอยู่ 5 คน เมื่อคุณลุงไม่มีเงินก็จำเป็นต้องไปอาศัยอยู่บ้านลูกๆ ทั้ง 5 คน
วันจันทร์ ก็ไปอยู่บ้านลูกสาว ก็ถูกลูกเขยพูดจากระทบกระเทียบ เช่น "ทำไมคุณพ่อคุณไม่ไปบ้านลูกคนอื่นบ้างนะ ผมจะทำอะไรก็อึดอัดจริงๆ "
วันอังคาร ก็ไปอยู่บ้านลูกชาย ก็ถูกหลาน และลูกสะใภ้กระทบกระเทียบ เช่น "รำคาญคุณปู่จังเลยกับข้าวที่หนูชอบดูสิคุณปู่ทานหมดเลย ทำไมคุณปู่ไม่ไปบ้านอื่นบ้าง" เป็นเช่นนี้ตลอด คุณลุงก็เปลี่ยนไปอยู่บ้านลูกคนนั้นทีคนนี้ที ก็ถูกลูกบ้าง ลูกเขยบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง หลานบ้างพูดจาถากถางอยู่ตลอด แต่คุณลุงก็ต้องทน เพราะคุณลุงไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว
อยู่มาวันหนึ่ง คุณลุงตัดสินใจเรียกลูก ๆ ทุกคนมาแล้วบอกว่า "พ่อจะไม่อยู่สัก 2 ปีนะลูก เพราะเพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของเหมืองทองคำมันเขียนจดหมายมาขอร้องให้พ่อไปช่วยงานที่เหมืองทองคำของมัน พ่อจำเป็นต้องไปช่วยเขาจริงๆ" ลูกๆ ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจสนับสนุนเพื่อให้คุณลุงท่านนี้ไปให้พ้นๆ จะได้ไม่เป็นภาระอีกต่อไป
เมื่อครบ 2 ปี คุณลุงท่านนี้ก็กลับมาพร้อมกับลังเหล็กใบใหญ่ 1 ใบ ไปไหนแกก็ลากไปด้วย ลูกๆ ก็พากันแปลกใจและถามว่า "ลังอะไร" คุณลุงตอบว่า "เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้มาจากเหมืองทองคำของเพื่อน ถ้าใครดูแลพ่อจนถึงวาระสุดท้ายก็จะมอบสมบัติในลังเหล็กให้ทั้งหมด" ปรากฏว่า ลูกๆ พากันตื่นเต้น ต่างอาสามาดูแลคุณพ่อกันยกใหญ่
วันจันทร์ คุณลุงก็อยู่กับลูกสาวคนโต ลูกเขยกับหลานก็พากันเอาใจบีบนวดให้ หาของกินดีๆ มาให้ แต่ยังไม่ทันไรลูกชายคนที่สองก็มาตามให้ไปอยู่ด้วย และก็เช่นกันยังไม่ทันไร ลูกสาวคนที่สาม ก็มาตามให้ไปอยู่ด้วยอีก ปรากฏว่าลูกๆ ทั้ง 5 คน ของคุณลุงต่างแย่งกันเอาใจและปรนนิบัติคุณลุงท่านนี้อย่างดี แต่เวลาไปไหนคุณลุงก็จะลากลังเหล็กใบนี้ไปด้วยตลอด
เวลาผ่านไป 7 ปี คุณลุงท่านนี้เสียชีวิตลง หลังงานพิธีศพลูกๆ ทุกคนพากันมานั่งล้อมลังเหล็กใบนี้เพื่อแบ่งสมบัติกัน ลูกสาวคนโตเป็นคนเปิดฝาลังเหล็ก พบว่ายังมีผ้าสีขาวปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง และมีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ลูกสาวคนโตก็เปิดอ่านให้น้องๆ ฟัง เนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าประมาทและอย่าคาดหวังว่าใครจะเลี้ยงดูเรา ให้เร่งเก็บออมเสียตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้มีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย
ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ทีไรให้รู้สึกสะท้อนใจทุกครั้ง และไม่เคยคิดว่า เป็นเพียงนิทานเพราะเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่เตรียมเก็บออมเงินเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ....พึ่งพาใครไหนเล่า....จะดีเท่าพึ่งพาตัวเราเอง
วันจันทร์ ก็ไปอยู่บ้านลูกสาว ก็ถูกลูกเขยพูดจากระทบกระเทียบ เช่น "ทำไมคุณพ่อคุณไม่ไปบ้านลูกคนอื่นบ้างนะ ผมจะทำอะไรก็อึดอัดจริงๆ "
วันอังคาร ก็ไปอยู่บ้านลูกชาย ก็ถูกหลาน และลูกสะใภ้กระทบกระเทียบ เช่น "รำคาญคุณปู่จังเลยกับข้าวที่หนูชอบดูสิคุณปู่ทานหมดเลย ทำไมคุณปู่ไม่ไปบ้านอื่นบ้าง" เป็นเช่นนี้ตลอด คุณลุงก็เปลี่ยนไปอยู่บ้านลูกคนนั้นทีคนนี้ที ก็ถูกลูกบ้าง ลูกเขยบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง หลานบ้างพูดจาถากถางอยู่ตลอด แต่คุณลุงก็ต้องทน เพราะคุณลุงไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว
อยู่มาวันหนึ่ง คุณลุงตัดสินใจเรียกลูก ๆ ทุกคนมาแล้วบอกว่า "พ่อจะไม่อยู่สัก 2 ปีนะลูก เพราะเพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของเหมืองทองคำมันเขียนจดหมายมาขอร้องให้พ่อไปช่วยงานที่เหมืองทองคำของมัน พ่อจำเป็นต้องไปช่วยเขาจริงๆ" ลูกๆ ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจสนับสนุนเพื่อให้คุณลุงท่านนี้ไปให้พ้นๆ จะได้ไม่เป็นภาระอีกต่อไป
เมื่อครบ 2 ปี คุณลุงท่านนี้ก็กลับมาพร้อมกับลังเหล็กใบใหญ่ 1 ใบ ไปไหนแกก็ลากไปด้วย ลูกๆ ก็พากันแปลกใจและถามว่า "ลังอะไร" คุณลุงตอบว่า "เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้มาจากเหมืองทองคำของเพื่อน ถ้าใครดูแลพ่อจนถึงวาระสุดท้ายก็จะมอบสมบัติในลังเหล็กให้ทั้งหมด" ปรากฏว่า ลูกๆ พากันตื่นเต้น ต่างอาสามาดูแลคุณพ่อกันยกใหญ่
วันจันทร์ คุณลุงก็อยู่กับลูกสาวคนโต ลูกเขยกับหลานก็พากันเอาใจบีบนวดให้ หาของกินดีๆ มาให้ แต่ยังไม่ทันไรลูกชายคนที่สองก็มาตามให้ไปอยู่ด้วย และก็เช่นกันยังไม่ทันไร ลูกสาวคนที่สาม ก็มาตามให้ไปอยู่ด้วยอีก ปรากฏว่าลูกๆ ทั้ง 5 คน ของคุณลุงต่างแย่งกันเอาใจและปรนนิบัติคุณลุงท่านนี้อย่างดี แต่เวลาไปไหนคุณลุงก็จะลากลังเหล็กใบนี้ไปด้วยตลอด
เวลาผ่านไป 7 ปี คุณลุงท่านนี้เสียชีวิตลง หลังงานพิธีศพลูกๆ ทุกคนพากันมานั่งล้อมลังเหล็กใบนี้เพื่อแบ่งสมบัติกัน ลูกสาวคนโตเป็นคนเปิดฝาลังเหล็ก พบว่ายังมีผ้าสีขาวปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง และมีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ลูกสาวคนโตก็เปิดอ่านให้น้องๆ ฟัง เนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าประมาทและอย่าคาดหวังว่าใครจะเลี้ยงดูเรา ให้เร่งเก็บออมเสียตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้มีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย
ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ทีไรให้รู้สึกสะท้อนใจทุกครั้ง และไม่เคยคิดว่า เป็นเพียงนิทานเพราะเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่เตรียมเก็บออมเงินเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ....พึ่งพาใครไหนเล่า....จะดีเท่าพึ่งพาตัวเราเอง
Subscribe to:
Posts (Atom)





