Showing posts with label กฎหมายต้องรู้. Show all posts
Showing posts with label กฎหมายต้องรู้. Show all posts

Friday, July 6, 2012

ศาลสหรัฐฯ จำคุก 'ชายไทย' 6 ปี นำ 'ดีวีดีหนังโป๊เด็ก' เข้าประเทศ

ศาลแขวงลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาจำคุกชายไทยเจ้าของร้านอาหารไทยในรัฐยูทาห์ มีกำหนด 78 เดือน (6ปี) และคุมความประพฤติตลอดชีวิต จากความผิดนำดีซีดีหนังโป๊เด็ก จำนวน 36 แผ่นจากประเทศไทยเข้าสหรัฐอเมริกา...

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศ สหรัฐอเมริกา รายงานมาเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ว่า ผู้พิพากษา นายเจมส์ มาฮาน ผู้พิพากษาศาลแขวงลาสเวกัส รัฐเนวาดา ขึ้นบันลังก์อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ลงโทษจำคุกนายมนู ปนาทกูล วัย 52 อดีตอาจารย์วิชาชีววิทยาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย มีกำหนด 78 เดือน (6 ปี) และยังถูกศาลสั่งควบคุมความประพฤติตลอดชีวิต (lifetime of supervised release) หลังจากรับโทษจำคุกครบถ้วนแล้วอีกด้วย จากความผิดฐานขนส่งวัตถุลามกเกี่ยวกับเด็ก (child pornography) เข้ามายังประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี นายเจมส์ มาฮาน ผู้พิพากษากล่าวกับนายมนูญว่า ตนเชื่อว่านายมนูจะถูกเนรเทศกลับประเทศไทยทันที หลังจากรับโทษจำคุกครบกำหนดแล้ว

นายมนู ปนาทกูล ซึ่งสำเร็จปริญญาโททางด้านการศึกษา ได้เดินทางจากประเทศไทยไปยังสนามบินแม็คคาร์เรน เมืองลาสเวกัส โดยสายการบินเกาหลี เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2554 เพื่อจะเดินทางต่อไปยังเมืองเซ็นต์จอร์จ รัฐยูทาห์ มีกิจการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารร่วมกับญาติ แต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาจับกุมเสียก่อน หลังตรวจพบว่านำแผ่นดีวีดีหนังโป๊ที่เขาซื้อมาจากเมืองไทยจำนวน 36 แผ่น ส่วนหนึ่งเข้าข่ายสื่อลามกเกี่ยวกับเด็ก

ข่าวระบุว่านายมนูได้ยอม รับผิดตามข้อหาอาญาว่าด้วยขนส่งวัตถุลามกเกี่ยวกับเด็ก โดยหวังว่าจะได้รับความปราณีลดหย่อนโทษจากศาล และระหว่างอยู่ในศาลได้ขอความกรุณาผู้พิพากษาโดยกล่าวผ่านล่ามนานกว่า 20 นาที ว่าขอให้ส่งตนกลับไปประเทศไทยแทนการจำคุกในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสัญญาว่าจะบวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่อปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ พร้อมกับขอความเมตตาจากผู้พิพากษาว่ามีภรรยาและบุตร 2 คนรอการดูแลอยู่ที่ประเทศไทย ปรากฏว่าผู้พิพากษาได้ปฏิเสธคำขอร้องของนายมนู แต่ได้สั่งลงโทษจำคุกนายมนูตามจำนวนปีที่ทนายของนายมนูร้องขอ คือ 78 เดือน

นาย โรเบิร์ต ดราสโกวิช ทนายความของนายมนู ปนาทกูล กล่าวว่า ตนและลูกความพึงพอใจมากกับคำพิพากษาของศาล และยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง เพราะโทษเดิมที่มีการพูดถึงคือการจำคุกนานถึง 20 ปี นอกจากนี้ อัยการเจ้าของคดียังพยายามร้องขอต่อศาลให้พิพากษาตัดสินจำคุกนายมนูนานถึง 121 เดือน (12 ปี) ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า กรณีที่คนไทยถูกจับกุมตัวระหว่างเดินทางเข้าประเทศอเมริกา เพราะมีแผ่นดีวีดี หรือวีซีดีลามกเกี่ยวกับเด็กนั้น ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา ได้มีคนไทยถูกจับข้อหามีวัตถุลามกเกี่ยวกับเด็กในสหรัฐอเมริกา 6 คน ในรัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐฟลอริดา และรัฐอื่นๆ ทั้งๆ ที่ ทางสถานกงสุลไทย และกรมสารนิเทศ ได้เคยออกข่าวเตือนชาวไทยให้ระวังเรื่องการนำดีวีดี วีซีดี และไฟล์หนังลามกเกี่ยวกับติดอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าประเทศสหรัฐ อเมริกา

กาถูกจับได้จะกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเอาจริงกับการป้องกันและปราบปรามการกระทำทารุณกรรม ทางเพศกับเด็กทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการเอาผิดทั้งผู้ผลิต จำหน่าย เผยแพร่ และมีไว้ในครอบครัวอย่างรุนแรง อีกทั้งมีกฎหมายว่าด้วยการเอาผิดชาวอเมริกันที่เดินทางไปกระทำผิดทางเพศกับ เด็กในต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานอิมมิเกรชั่น หรือ ICE (Immigration and Customs Enforcement) และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ มีการสร้างปฏิบัติการพิเศษที่เรียกว่า Operation Predator ขึ้นมาเมื่อปี 2003 เพื่อการการกระทำความผิดเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานรักษากฎหมายทุกระดับในประเทศและนานาชาติด้วย

::ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม 2555

Tuesday, April 24, 2012

ศาลสั่งคืนภาษีบางกอกแอร์ฯ 117 ล. เช่าที่สนามบินสมุย

ศาลภาษีอากรกลาง สั่งเทศบาลเมืองเกาะสมุย คืนภาษี "บางกอกแอร์เวย์ส" เช่าที่สนามบินสมุย 117 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย หลังเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย...

ที่ศาลภาษีอากรกลาง วันที่ 25 เม.ย.ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัทบางกอกแอร์เวย์ส เป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองเกาะสมุยเป็นจำเลย ฐานขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือน และให้คืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้ว 4 ปีคืน

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทประกอบกิจการสายการบินในประเทศ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 เทศบาลเมืองเกาะสมุย ได้แจ้งว่าโจทก์ต้องจ่ายภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2550-2553 เนื่องจากโจทก์มีรายได้จากการนำสนามบินสมุยไประดมเงินทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกองทุนรวมดังกล่าว ขายหุ้นได้เงิน 9,500 ล้านบาท แล้วกองทุนจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ 9,300 ล้านบาท โดยกองทุนหักไว้ 200 ล้านบาท ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าสนามบิน 30 ปี (เอาสนามบินไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วเช่าสนามบินของตัวเอง) โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้กองทุนรวมเดือนละ 26,125,000 บาท ทางเทศบาลเมืองเกาะสมุยเห็นว่า การที่โจทก์นำเอาทรัพย์สินของสนามบินสมุยไปทำสัญญาเช่าระยะยาวกับกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยมีกำหนด 30 ปี และโจทก์ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 9,300 ล้านบาทนั้น เงินทั้งหมดต้องเสียภาษีโรงเรือนปี 2550 จำนวน 3.9 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 37 ล้านบาทเศษ ปี 2552 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ และปี 2553 จำนวน 38 ล้านบาทเศษ โจทก์ไม่เห็นด้วย เพราะสัญญาเช่าระยะยาวระหว่างโจทก์กับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งของการระดมเงินทุนของโจทก์ผ่านกองทุนรวมอสังหาริม ทรัพย์เท่านั้น มิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สิน เลยไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน

ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์นำทรัพย์สินทั้งหมดของสนามบินสมุยไปออกหน่วยลงทุนผ่านกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาโจทก์ทำสัญญาเช่าระยะยาวให้กองทุนรวมนำไปหาผลประโยชน์โดยทำสัญญาเช่า มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยกองทุนรวมตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จำนวน 9,300 ล้านบาท จำเลยไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคำนวณเพื่อกำหนดค่ารายปี ในการที่จะประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าระยะยาวมิใช่เป็นการให้เช่าทรัพย์สินตามปกติทั่วไป แต่เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาเงินทุนหรือระดมเงิน การจัดเก็บภาษีของเทศบาลเมืองเกาะสมุย จึงไม่ชอบ จึงพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีที่เก็บไปแล้ว 4 ปี รวม 117 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยต่อไป

:: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 25 เมษายน 2555
==========================
อุธรณ์ ฎีกา ต่อไปเด้อ ...ที่ฮัก

Tuesday, April 10, 2012

ศาลจำคุก 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บ. หนุ่มตกงานจี้แท็กซี่

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา จำคุก 5 ปี หนุ่มสกลฯ ตกงาน จี้แท็กซี่ได้เงินไปพันเศษ แต่ไม่รอดถูกรุมจับ รับสารภาพเหลือติด 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บาท...

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2555 ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดำ อ.305/ 54 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้องนายอภิพู หรืออ้าย เรืองรุ่ง อายุ 43 ปี ชาว จ.สกลนคร เป็นจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธ ฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 17 ม.ค.54 ระบุความผิดจำเลย สรุปว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.53 ขณะที่นายณรงค์ จันทรพิทักษ์ ผู้เสียหายขับรถแท็กซี่ ทะเบียน ทร 4353 กรุงเทพมหานคร มาถึงปาก ซ.รามคำแหง 53 จำเลยได้เรียกให้ไปส่งที่ ซ.ลาดพร้าว 112 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. ระหว่างทางจำเลยได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมจี้ที่บริเวณลำคอด้านหลังของนายณรงค์ แล้วขู่บังคับเอาเงินจำนวน 1,240 บาท ลงจากรถวิ่งหลบหนี ผู้เสียหายได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ จนมีคนช่วยกันจับตัวจำเลยส่งพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง แจ้งข้อหาดำเนินคดี

จำเลยรับสารภาพว่า กำลังตกงาน ไม่มีเงินใช้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก, มาตรา 371 ฐานชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธ จำคุก 5 ปี ฐานพกพาอาวุธมีดไปตามทางสาธารณะ ปรับ 100 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 2 ปี 6 เดือน ปรับ 50 บาท

::ศาลจำคุก 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บ. หนุ่มตกงานจี้แท็กซี่
::ศาลจำคุก 2 ปีครึ่ง ปรับ 50 บ. หนุ่มตกงานจี้แท็กซี่ ไทยรัฐออนไลน์ วันอังคารที่ 10 เมษายน 2555

Tuesday, April 3, 2012

เหตุเพราะต้นยาง 100 ปี

เหตุเพราะต้นยาง 100 ปี

คิดว่าหลายท่านคงเคยใช้เส้นทางเชียงใหม่ – ลำพูน ทัศนียภาพสองข้างทางสวยงามด้วยต้นยางอายุกว่า 100 ปี
ดูแล้ว ชุ่มชื่นหัวใจ (ตามประสาผู้สูงอายุ....) ผู้เขียนก็เคยเช่นเดียวกัน เมื่อเข้าทำงานกรมทางหลวงใหม่ ๆ และได้เดินทางไปราชการที่จังหวัดลำพูนจะใช้เส้นทางเชียงใหม่ – ลำพูน ซึ่งชื่นชอบเป็นพิเศษเพราะสองข้างทางจะเขียวครึ้ม ร่มเย็น

แต่ ผู้ฟ้องคดีนี้คงไม่คิดเช่นนั้น เพราะบ้านของผู้ฟ้องคดีถูกต้นยาง 100 ปี โค่นล้มทับ ทำให้อาคารที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นสำนักงานธุรกิจได้รับความเสียหาย
ทั้ง หลัง ตัวผู้ฟ้องคดีก็ได้รับบาดเจ็บ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ให้กรมทางหลวงชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8,146,450 บาท ฐานละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
กรม ทางหลวงได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า กรมทางหลวงมีหน้าที่รับผิดชอบ ดูแล ลิดรานกิ่งไม้แห้งของต้นยางเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางหลวงเป็นประจำเท่า นั้น และได้ให้แขวงการทางลำพูน และแขวงการทางเชียงใหม่ที่ 2 ดูแลทาสีน้ำปูนขาวบริเวณโคนต้นเพื่อป้องกันเชื้อรา ปลวก และแมลงอื่น ๆ ที่จะทำลายต้น การตัดต้นยางเป็นหน้าที่ของป่าไม้เขตเชียงใหม่โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นผู้พิจารณาทำไม้ออกตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เหตุตามคดีนี้เกิดจากอุบัติภัยทางธรรมชาติ มีพายุฝนฟ้าคะนองนอกฤดูกาลประกอบกับมีลมกระโชกแรง จึงเป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ และต้นยางพิพาทปลูกอยู่บริเวณหน้าสำนักงานผู้ฟ้องคดี และเคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับต้นยางเกิดขึ้น หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าต้นยางดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายก็ควรจะแจ้งเจ้า หน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขก่อนจะก่อให้เกิดความเสียหาย เห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วยเช่นกัน

ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาด้วยเหตุผลดังนี้......

ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของกรมทางหลวงโดยเฉพาะ ซึ่งได้แก่การก่อสร้าง การขยาย การบูรณะหรือการบำรุงรักษา ซึ่งรวมถึงการดูแลต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในเขตทางหลวง มิให้เป็นภยันตรายหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้รถ ตัวถนน รวมถึงบ้านเรือนราษฎรที่ตั้งอยู่สองฝั่งทางหลวงด้วย ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2545 ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ดังนั้น โดยที่อำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้อง ปฏิบัติ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงโดยตรงที่จะต้องตรวจตรา ดูแลบำรุงรักษา หรือแจ้งแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำไม้ยางออกเพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อ บุคคลหรือ ทรัพย์สิน และแม้กรมทางหลวงอ้างว่าไม่มีอำนาจในการตัดต้นยาง ผู้มีอำนาจพิจารณาตัดต้นยางคือผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการทำไม้ออกก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนภายในของหน่วยงานซึ่งไม่ทำให้หน้าที่ ในการตรวจตรา บำรุง ดูแลรักษาต้นยางของกรมทางหลวงหมดไปแต่อย่างใด และศาลเห็นว่าการเกิดฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ไม่ปรากฏว่าต้นยางอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณสองข้างทางหลวงดังกล่าวได้หักโค่นแต่อย่างใด มีเพียงต้นยางที่พิพาทเพียงต้นเดียวที่โค่นล้มทับบ้านผู้ฟ้องคดี ประกอบกับศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือได้ชี้แจงต่อศาลว่า ในวันเกิดเหตุความเร็วลมเพียง 15 น็อต (28 กิโลเมตร/ชั่วโมง)เท่านั้น จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่กรมทางหลวงจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้พ้นความรับผิดชอบ

กรม ทางหลวงจึงย่อมต้องทราบดีว่าต้นยางพิพาทเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีอายุกว่า 100 ปี ลำต้นสูงประมาณ 50 เมตร อีกทั้งยังเป็นต้นไม้อนุรักษ์ กรมทางหลวงต้องดูแล บำรุงรักษา เอาใจใส่ต้นยางบริเวณสองข้างทางหลวงเป็นพิเศษยิ่งกว่าต้นไม้ธรรมดาทั่วไป การที่เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงเพียงแต่ทาสีน้ำปูนขาวบริเวณโคนต้นยางเพื่อ ป้องกันเชื้อรา ปลวก และแมลงอื่น ๆ ทำลายต้น หาใช่เป็นการดูแลบำรุงรักษาอย่างเพียงพอที่จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิด อันตรายต่อบุคคลและทรัพย์สินได้ เมื่อกรมทางหลวงซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจตรา บำรุง ดูแลรักษาต้นยางพิพาทแต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลบำรุงรักษาต้นยางพิพาท อย่างเพียงพอ เป็นผลให้ต้นยางพิพาทโค่นล้มทับบ้านของผู้ฟ้องคดีและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับ บาดเจ็บ ความเสียหายที่ได้รับจึงเป็นผลโดยตรงจากการละเลยต่อหน้าที่ของกรมทางหลวง จึงเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี พิพากษาให้กรมทางหลวงชำระเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 2,676,034 บาท

เรา จะเห็นได้ว่าดุลยพินิจของศาลในคดีนี้ ศาลท่านวินิจฉัยโดยอาศัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า อำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2545 ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มีว่าอย่างไร ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายได้เลย แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามหน้าที่ที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด แต่ศาลท่านยังเห็นว่ากรมทางหลวงต้องดูแลบำรุงรักษา เอาใจใส่ต้นยางบริเวณสองข้างทางหลวงสายเชียงใหม่ – ลำพูน เป็นพิเศษยิ่งกว่าต้นไม้ธรรมทั่วไป เพราะเป็นต้นยางอายุกว่า 100 ปีนี่เอง (ตามนัยคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 78/2551)

เหตุเพราะต้นยาง 100 ปี จาก : วารสารทางหลวงปีที่ 48 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2554

ทุจริตในหน้าที่

การทุจริตในหน้าที่ ซึ่งความรับผิดในทางแพ่งก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

การทุจริตในหน้าที่ ซึ่งความรับผิดในทางแพ่งก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539


การทุจริตในหน้าที่ เป็นละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ? ปัญหานี้เดิมคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ ว่าการกระทำละเมิดที่เกิดจากการทุจริต มิใช่การกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ปัจจุบันแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ศาลและศาลปกครองสูงสุดวางแนวไว้ว่า เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นในกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดโดยทุจริต ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐสามารถออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงิน ภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง หากถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน หน่วยงานของรัฐ ใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้
การทุจริตในหน้าที่อาจทำให้ผู้ร่วมงาน ต้องร้อน ๆ หนาว ๆ ไปด้วยได้ แต่จะเป็นใครบ้างที่ต้องร่วมรับผิดชอบลองศึกษาเรื่องนี้ต่อกันไป....

เรื่องมีอยู่ว่ากรมทางหลวงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ ในความผิดฐานละเมิด ทำให้ราชการได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ.ศ. 2539 ในเรื่องที่ผู้ละเมิดซึ่งเป็นข้า ราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ได้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของทางราชการในขณะปฏิบัติหน้าที่งานการเงินและ บัญชี โดยสรุปยอดเงินและนำส่งเงินต่ำกว่ารายการใบเสร็จและแก้ไขตัวเลข ทั้งปลอมลายมือชื่อหัวหน้างานการเงินและบัญชี และนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงิน 2,047,640.00 บาท
ผลการสอบสวนนั้นคณะกรรมการสอบ สวนและกรมทางหลวงเห็นตรงกันว่า เมื่อผู้ทำละเมิดได้ยอมรับว่าได้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของทางราชการไป จริงและได้กระทำการเพียงผู้เดียวเท่านั้น เจ้าหน้าที่การเงินบุคคลอื่น ๆ ในงานการเงินไม่ได้ร่วมกระทำการทุจริตด้วย จึงเห็นว่าการกระทำการทุจริตและยักยอกเงินของทางราชการได้กระทำในขณะปฏิบัติ หน้าที่ ให้รับผิดชดใช้ทางแพ่งเต็มจำนวน ส่วนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องคนอื่นไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรมทางหลวงจึงได้รายงานผลการสอบสวนให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบตามระเบียบ

กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้พิจารณาผลการสอบสวนของคณะกรรมการแล้วมีความเห็นแตกต่างจากกรมทางหลวง คิดว่าท่านคงพอจะคาดการณ์ได้ว่าผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร

กรมบัญชีกลางมีความเห็นว่าการทุจริตในเรื่องนี้นอกจากผู้ทำละเมิดที่ต้องรับ ผิดเต็ม 100% แล้วยังมีผู้เกี่ยวข้องที่ต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายอีก 3 คน คือ

1. หัวหน้าการเงินและบัญชี
2. หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป
3. รองผู้อำนวยการสำนัก (ฝ่ายบริหารงานทั่วไป)


เรา มาดูเหตุผลของกรมบัญชีกลางที่ให้หัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิด ทางแพ่งกับผู้ทำละเมิดกันก่อน กรมบัญชีกลางให้เหตุดังนี้


1. หัวหน้าการเงินและบัญชี มีหน้าที่รับผิดชอบงานงบประมาณและบัญชี ควบคุมตรวจสอบการเบิกจ่ายเงิน การนำเงินส่งคลัง การเก็บรักษาเงินและควบคุมตรวจสอบการจัดทำบัญชีต่างๆ ของสำนักงานทางหลวงให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบ รวมทั้งควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาและยังเป็นหัวหน้างาน โดยตรงของผู้ทำละเมิด จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมแลการเบิกจ่ายเงินและติดตามตรวจสอบการจัดทำบัญชีราย รับรายจ่ายในแต่ละวันให้ครบถ้วนถูกต้อง แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำละเมิดให้เป็น ไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด จึงเป็นช่องทางให้ผู้ทำละเมิดนำสำเนาใบเสร็จรับเงินมาลงบัญชีด้วยยอดเงินที่ ต่ำกว่าความเป็นจริงและดำเนินการแก้ไขจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินแล้วนำเงิน ของทางราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและยังเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบและกลั่น กรองเบื้องต้น ซึ่งหากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและละเอียดรอบคอบก็ป้องกันมิให้ เกิดทุจริตขึ้นได้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นโอกาสให้ผู้ทำละเมิดกระทำการทุจริตได้โดยง่าย พฤติการณ์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นการให้ราชการได้รับความเสียหาย จึงให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของความเสียหาย 2,047,640 บาท คิดเป็นเงิน 1,228,584 บาท ตามนัยมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

2. หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป มีหน้าที่ต้องควบคุมตรวจสอบการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่ายให้ครบถ้วนถูกต้อง แต่กลับปล่อยปละละเลยให้หัวหน้าการเงินและบัญชีมอบหมายหน้าที่ให้ผู้ทำ ละเมิดรับผิดชอบหน้าที่รับเงินรายได้ ลงบัญชีและสรุปยอดเงินคงเหลือประจำวัน โดยมิได้มีการตรวจสอบควบคุมอย่างใกล้ชิด เป็นช่องทางให้ผู้ทำละเมิดนำสำเนาเสร็จใบรับเงินมาลงบัญชีด้วยยอดเงินที่ต่ำ กว่าความเป็นจริงและดำเนินการแก้ไขจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินแล้วนำเงินไป เป็นประโยชน์ส่วนตัวได้โดยง่าย พฤติการณ์การกระทำที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ ราชการได้รับความเสียหาย แต่เนื่องจากความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากหัวหน้าการเงินและบัญชีซึ่งเป็นผู้ ตรวจสอบและกลั่นกรองเบื้องต้นไม่ควบคุมการดูแลการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย ให้เป็นไปตามระเบียบโดยเคร่งครัด จึงให้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย 2,047,640 บาท คิดเป็นเงิน 409,528 บาท ตามนัยมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

3. รองผู้อำนวยการสำนักทางหลวง มีหน้าที่รับผิดชอบ กำกับดูแล ตรวจสอบ ควบคุมตลอดจนติดตามประเมินผลงานของฝ่ายบริหารงานทั่วไปและในฐานะผู้บังคับ บัญชาย่อมมีหน้าที่ต้องควบคุม ตรวจสอบและกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตาม กฎหมายและระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด เมื่อหัวหน้าการเงินและบัญชีจัดทำรายงานคงเหลือประจำวันเสนอต่อหัวหน้าฝ่าย บริหารงานทั่วไป เพื่อเสนอรองผู้อำนวยการสำนักเพื่อทราบและตรวจสอบความถูกต้องตามคำสั่งที่ ได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการแทนผู้อำนวยการ สำนักทางหลวง จึงต้องตรวจสอบใบรายงานเงินคงเหลือร่วมกับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ บ้าง แต่กลับตรวจสอบใบรายงานประจำวันเพียงอย่างเดียว พฤติการณ์จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ทำละเมิดกระทำการทุจริตได้โดยง่าย ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย แต่เนื่องจากความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากหัวหน้างานการเงินและบัญชีซึ่งเป็น ผู้ตรวจสอบและกลั่นกรองเบื้องต้นไม่ควบคุมดูแลการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย ให้เป็นไปตามระเบียบโดยเคร่งครัด จึงให้รองผู้อำนวยการสำนักทางหลวงรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย 2,047,640 บาท คิดเป็นเงิน 409,528 บาท ตามนัยมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

กรมบัญชีกลางได้ สรุปท้ายไว้ด้วยว่า หากกรมทางหลวงได้รับชดใช้จากผู้ทำละเมิดและเมื่อนำมารวมกับจำนวนเงินที่หัว หน้างานการเงิน หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป และรองผู้อำนวยการสำนักทางหลวงได้ชดใช้ไว้เกินจำนวนความเสียหาย ก็ให้คืนเงินส่วนที่ได้รับไว้เกินให้แก่บุคคลดังกล่าวตามสัดส่วนแห่งความรับ ผิด
จะเห็นได้ว่าเมื่อรวมค่าเสียหายทั้งหมดจะรวมได้ถึง 200% ซึ่งหากผู้ทำละเมิดนำเงินมาชดใช้เต็มจำนวนความเสียหายแล้ว ผู้ร่วมรับผิดคนอื่นก็ไม่ต้องชดใช้ตามสัดส่วนดังกล่าวนั่นเอง
สำหรับ ขั้นตอนต่อไปตามระเบียบเรื่องนี้กรมได้ออกคำสั่งทางปกครองแล้ว ซึ่งผู้ต้องร่วมรับผิดก็ได้อุทธรณ์คำสั่งและฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำ สั่งตามกระบวนการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง สุดท้ายเรื่องจะลงเอยอย่างไรจะรีบรายงานให้ทราบต่อไป….
จากเหตุผลของกรมบัญชีกลางข้างต้นผู้บังคับบัญชาโดยตรงคงหลุดพ้นความรับผิด ยาก ผลจากการกระทำความผิดของท่านเพียงผู้เดียวอาจทำให้ผู้บังคับบัญชาและเพื่อน ร่วมงานหลายๆคนต้องเป็นทุกข์และเดือดร้อนไปด้วย….เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ อย่างยิ่งใช่ไหมครับ

จาก : วารสารทางหลวงปีที่ 48 ฉบับที่ 2 เดือนมีนาคม - เมษายน 2554

Monday, March 12, 2012

ฎีกายืนจำคุก “กำนันเป๊าะ – ส.ท.เหี่ยว” คนละ 25 ปี คดีจ้างวานฆ่ากำนันยูร

ฎีกายืนจำคุก “กำนันเป๊าะ – ส.ท.เหี่ยว” คนละ 25 ปี คดีจ้างวานฆ่ากำนันยูร ระบุพยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทำผิดตามฟ้อง

ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (12 มี.ค.) ศาลนั่งบังลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำ อ.1988/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ฟ้องนายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ อายุ 73 ปี อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี และนายภาสกร หอมหวล หรือ ส.ท.เหี่ยว อายุ 44 ปี สมาชิกสภาเทศบาลเมืองแสนสุข ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการใช้ จ้างวาน ให้ฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยวันนี้ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลย เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีพฤติกรรมหลบหนีไม่ไปศาลเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้วหลายครั้ง กระทั่งศาลอาญามีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสอง

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ระหว่าง ต.ค. 45-9 มี.ค.46 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันใช้จ้างวานให้ นายธนาวุฒิ หรือติ เกิดเกียรติกุล กับพวกในราคา 3 ล้านบาท ให้วางแผนจัดการสังหารนายประยูร สิทธิโชติ หรือกำนันยูร อดีตกำนันต.ท่าเสม็ด จ.ชลบุรี โดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน โดยนายธนาวุฒิ กับพวก ตกลงรับงานฆ่านายประยูร จากนั้นนายธนาวุฒิ ได้วางแผนดักฆ่านายประยูร หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ต่อมาวันที่ 9 มี.ค.46 นายประยูร ถูกคนร้ายที่ยังไม่ปรากฏชัดว่าเป็นใครยิงเสียชีวิตในงานแต่งงานที่ร้านไพรเวชค้าวัสดุ หลังจากนั้นวันที่ 17 และ 24 เม.ย.46 จำเลยที่ 1 -2 ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมให้การปฏิเสธ เหตุเกิดที่ ต.แสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี

คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.47 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25ปี โดยให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษคดีแดงที่ 843/48 ของศาลจังหวัดชลบุรี คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินสาธารณะ ต.เขาไม้แก้ว จ.ชลบุรี เพื่อสร้างบ่อกำจัดขยะอีก 5 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 30 ปี 4 เดือน ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง อ้างว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องและไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน อีกทั้งกลุ่มมือปืนซึ่งเป็นพยานโจทก์ ยังถูกตำรวจกองปราบปรามซ้อมเพื่อให้การปรับปรำจำเลยที่ 1 เนื่องจาก พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบช.ก. ต้องการสร้างชื่อเสียง เพื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็น ผบช.ก. ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ต.ค.48 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปาก คือ นายธนาวุฒิ นายพสิษฐ์ หรือคิด แตงตุ้มรุ่งโรจน์ และนายธนาพล หรือเจี๊ยบ บุญศรีอุทัย เบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ ทั้งวันเวลา สถานที่ และบุคคลที่เกี่ยวพัน เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ที่ นายธนาวุฒิและนายธนาพล ได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 1 ให้ไปฆ่านายประยูร เนื่องจากจำเลยที่ 1ไม่พอใจเรื่องที่ พ.ต.ท.ไชยันต์ วิชัยดิษฐ์ ลูกน้องคนสนิทถูกนายเลิศชาย บุตรชายของนายประยุทธ น้องชายนายประยูร ที่ถูก พ.ต.ท.ไชยันต์อุ้มฆ่ามายิงแก้แค้น ซึ่งจำเลยที่ 1 เกรงว่านายประยูร กับนายเลิศชาย จะจ้างคนมายิงเอาคืน จึงว่าจ้างนายธนาวุฒิ กับพวกเป็นเงิน 3 ล้านบาท ชิงวางแผนฆ่าผู้ตายเสียก่อน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ต.ค.45 ในงานพิธีเปิดอู่ซ่อมรถของนาย พสิษฐ์ ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ย.45 ขณะนายประยูร พร้อมคณะเดินทางไปทอดกฐินที่จ.สระบุรี ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.45 ในงานปีใหม่ที่ต.เสม็ด โดยนายธนาวุฒิ ติดต่อให้ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา และ ส.อ.สมชาย บุนนาค เป็นผู้ลงมือ และครั้งที่ 4 วันที่ 16 ม.ค.46 ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ทั้งนี้การวางแผนฆ่านายประยูร ทั้ง 4 ครั้งไม่สำเร็จ เนื่องจากนายประยูร ระมัดระวังตัว

กระทั่งเมื่อวันที่ 9 มี.ค.46 นายธนาวุฒิกับพวกเตรียมวางแผนฆ่านายประยูร อีกครั้งในงานแต่งงานที่ร้านไพรเวชค้าวัสดุ แต่ปรากฏว่าคนใกล้ชิดจำเลยที่ 1 แจ้งว่า จำเลยที่ 1 สั่งระงับแผนฆ่าเนื่องจากมีข่าวรั่วไหล ทั้งนี้บันทึกคำให้การของนายธนาวุฒิและนายพสิษฐ์ ปรากฏว่าเคยให้การไว้หลายครั้ง และยืนยันมาตลอดว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวานฆ่าผู้ตาย รายละเอียดส่วนใหญ่ตรงกับคำเบิกความในชั้นศาล ประกอบกับพยานทั้งสองยังได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ รายละเอียดดังกล่าวเป็นความลับรู้กันเฉพาะพยานทั้งสองเท่านั้น อีกทั้งโจทก์ยังได้นำ จ.ส.อ.ปัญญา และ ส.อ.สมชาย มาเบิกความสนับสนุน ทำให้คำเบิกความของพยานทั้งสองมีน้ำหนักมากขึ้น เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืนโดยศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจำคุกจำเลยทั้งสอง และออกหมายจับจำเลยทั้งสองมารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกา

Thursday, March 8, 2012

ฎีกาสั่งจ่าย 9.85ล้าน นศ.เอแบคตกรถเมล์ 207 ดับ

ศาลฎีกา สั่ง โชเฟอร์ตีนผี -จำเลยร่วม จ่าย 9.85 ล้าน ให้ญาตินศ.เอแบค ตกรถเมล์เสียชีวิต พ่อเหยื่อแนะกรมขนส่งควรยกเลิกใบขับขี่ขับรถชนคนตาย

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2555 ที่ห้องพิจารณา 613 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีนายนำ และนางลักษณา โชติมนัส บิดา-มารดาน.ส.ปิยะธิดา หรือน้องฮุ่ย นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารการเงินระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เสียชีวิตจากการพลัดตกจากรถร่วมประจำทาง สาย 207 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทวิม แสงเดช พนักงานขับรถประจำทางสาย 207, นายธนะสิทธิ์ วรโชติหิรัญศิริ ในฐานะนายจ้าง, นายฤกษ์ชัย เรืองกิตติยศยิ่ง เจ้าของรถ, บริษัท 207 เดินรถ จำกัด, นายเชาวน์ กระแสร์ชล ผู้ได้รับสัมปทานเดินรถ และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นจำเลยที่ 1-6 เรื่องละเมิด เรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 12,081,211 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีเมื่อคืนวันที่ 14 ก.ย.47 นายทวิมขับรถประมาทด้วยความเร็วทำให้ น.ส.ปิยะธิดาพลัดตกจากรถบริเวณแยกลำสาลี ศีรษะกระแทกพื้นอย่างรุนแรง และเสียชีวิตในที่สุด

คดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1, 2, 4, 5 และ 6 ร่วมกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนคืนแก่โจทก์ 10,747,000 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 , 4 และ 6 ยื่นฎีกาว่าค่าเสียหายสูงเกินความจริง

ทั้งนี้ ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2547 ขณะนายทวิม ขับรถเมล์สาย 207 จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก ไปมหาวิทยาลัยรามคำแหงบางนา โดยไม่ปิดประตูอัตโนมัติทำให้ น.ส.ปิยะธิดาถูกแรงเหวี่ยงพลัดตกจากรถเมล์ บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดที่แยกลำสาลี กทม. โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าขาดไร้อุปการะ เป็นเวลา 20 ปี โดยก่อนหน้านี้บริษัทประกันภัยได้จ่ายเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประกันภัยแล้ว 750, 000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เหตุเกิดจากความประมาทของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จำต้องวินิจฉัยควบคู่กัน จำเลยที่ 1 รับสารภาพในคดีอาญาว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต คดีแพ่งจึงจำต้องอาศัยข้อเท็จจริงส่วนอาญารับฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท และเป็นผู้ควบคุมเครื่องยนต์โดยสาร ต้องรับผิดชอบเครื่องยนต์ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยและเกิดจากความประมาทของผู้ตายเอง จำเลยที่ 2 และ 4 ให้การว่า ผู้ตายประมาทเนื่องจากไม่จับราวบันได ส่วนจำเลยที่ 6 ให้การอีกว่า ผู้ตายได้กระโดดลงจากรถเอง คำให้การของจำเลยที่ 2 ,4 และ 6 ยังไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อประตูรถเมล์เป็นสิ่งป้องกันมิให้เกิดอันตราย ขณะรถวิ่งประตูต้องปิด หากประตูเสียก็ต้องซ่อม แต่กลับไม่ดำเนินการซ่อม การที่ประตูเสียจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่เป็นความประมาทของจำเลยที่1 และจำเลยอื่นๆ ทุกคน

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าค่าสินไหมสูงเกินความจริง เห็นว่า โจทก์ส่งผู้ตายเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนจนถึงระดับชั้นปีที่ 4 มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามหาวิทยาลัยรัฐบาล ดังนั้น ค่าใช้จ่ายจึงเหมาะสม ส่วนค่าขาดไร้อุปการะ ศาลนับเวลา 20 ปี เป็นเวลาไม่นาน แต่ที่กำหนดรายได้อนาคต 46,000 บาทต่อเดือนสูงเกินไป เห็นควรกำหนด 40,000 ต่อเดือน รวมเป็นเงิน 9,600,000 บาท

พิพากษาว่า จำเลยที่1,2,4,5 และ 6 มีความผิดละเมิด จากการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเวลา 20 ปี รวมทั้งสิ้น 9,856,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิด และให้ออกหมายบังคับคดี คำบังคับคดี ไปยึดทรัพย์จำเลยมาชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไป

ด้านนายนำ บิดาผู้ตาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็สู้มาตลอด และยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียบุตรสาว เชื่อว่าคำพิพากษาของศาลวันนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ประกอบการและคนขับรถมีความรับผิดชอบชีวิตคนอื่นมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีรายได้น้อย ทั้งนี้ ในส่วนของกรมการขนส่งทางบก ที่กำกับดูแลอนุมัติใบขับขี่ น่าจะมีมาตรการกับคนขับรถที่ประมาทจนเป็นเหตุให้มีคนตาย โดยพิจารณายกเลิกใบขับขี่ และห้ามกลับมาขับรถอีกโดยเฉพาะขับรถนักเรียน

ที่มา: ฎีกาสั่งจ่าย9.85ล้าน นศ.เอแบคตกรถเมล์207ดับ เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2555

Friday, February 24, 2012

คุก 1 ปีหนุ่มใหญ่งัดตู้โทรศัพท์ได้เงิน8บ.

อาชญากรรม
คุก 1 ปีหนุ่มใหญ่งัดตู้โทรศัพท์ได้เงิน8บ.

ศาลสั่งจำคุก 1 ปีหนุ่มใหญ่งัดตู้โทรศัพท์ได้เงิน 8 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีลักทรัพย์ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอายา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง นายอิศราพงศ์ พิพัฒน์สำราญ อายุ 41 ปี ชาว กทม.อาชีพรับจ้าง เป็นจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ฟ้องโจทก์ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 55 เวลา ประมาณ 05.20 น. จำเลยได้ใช้กระดาษพับเป็นรูปสี่เหลี่ยม 2 ชิ้นอุดในช่องคืนเหรียญเพื่อให้เหรียญค้างอยู่ในตู้โทรศัพท์ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หน้าห้างฯบิ๊กซี ลาดพร้าว แล้วใช้ก้านมะพร้าวเขี่ยกระดาษที่อุดไว้ให้เหรียญตกในช่องคืนเหรียญทำให้จำเลยได้เงินไป 8 เหรียญเป็นเงิน 8 บาท ก่อนถูกเจ้าหน้าที่บริษัท ทรูฯ ที่ซุ่มดูพฤติการณ์ จับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ดำเนินคดี จำเลยรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) พิพากษาจำคุก 1 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลางไม้ก้านมะพร้าว , กระดาษรูปสี่เหลี่ยม

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม 24 กุมภาพันธ์ 2555

Wednesday, December 7, 2011

จำคุก 23 ปีเทคโน ยิงอริพลาด ถูกเด็ก 9 ขวบตาย

ศาลพิพากษาคดีเด็กเทคโนฯบางกะปิ ร่วมกับพวก ยิงปืนใส่กลุ่มอริเทคโนฯ ช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ บนรถเมล์สาย 113 กระสุนไปโดนเด็ก 9 ขวบตาย ระบุจำเลยทำความผิดจริง จำคุกรวม 23 ปี ลดโทษ 1 ใน 4 เหลือ 17 ปี 3 เดือน ชดใช้ 1 แสนบาท...

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดและนางอังศุ ขำวงศ์ มารดา ด.ช.จตุพร ผลผกา อายุ 9 ปี ผู้เสียชีวิตร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายปริวรรต หรือติ๊บ เลาะภูมี อายุ 20 ปี อดีตนักศึกษาชั้นปี 3 โรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเช้ามืดวันที่ 1 ก.ย.53 หลังจากจำเลยกับนายเอม อายุ 17 ปี (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปี 2 แผนกช่างยนต์ ร.ร.เทคโนโลยีบางกะปิ เป็นเยาวชนและถูกแยกดำเนินคดี ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของอาจารย์ เดินทางไปที่ปากซอยรามคำแหง 166 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. มีรถโดยสารประจำทางสาย 113 มีนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพโดยสารมา พวกจำเลยจึงวิ่งตามรถประจำทางไป ส่วนนายเอม อยู่ที่ป้ายรถประจำทาง ใช้ปืนของกลางยิงขึ้นไปบนรถ 1 นัด กระสุนถูก ด.ช.จตุพร ที่บริเวณหน้าผากทะลุเข้าสมองถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจค้นบ้านจำเลย พบอาวุธปืนที่นายเอมใช้กระทำผิด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกับนายธงชัยกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าได้ความจากพยานซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยให้การว่า หลังจากที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปเติมน้ำมันใกล้สามแยกบัวขาว แล้วขับรถกลับมาบอกกับเพื่อนที่อยู่ปากซอยรามคำแหง 166 ว่า ถูกนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพที่โดยสารมาบนรถประจำทาง สาย 113 ไล่มา เมื่อรถประจำทางมาถึง จำเลยได้บอกกับกลุ่มเพื่อนว่า “คันนี้แหละ” พยานกับพวกจึงวิ่งไล่ตามไปขว้างปาก้อนหิน แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด เห็นนายเอม ลดระดับอาวุธปืนที่ถือเล็งไปทางรถ แล้วมีคนตะโกนว่ามีเด็กถูกยิง ส่วนจำเลยคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่

ขณะที่ พ.ต.ต.สมคิด ประเชิญสุข สว.สส.สน.มีนบุรี เบิกความว่า จากการสอบสวนทราบว่า ทั้งสองโรงเรียนมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันหลายครั้ง พวกจำเลยทราบดีว่า ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่นักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ ต้องขึ้นรถโดยสารไปเรียนหนังสือ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยกับพวกต่างทราบดีว่านายเอมมีอาวุธปืนติดตัว และร่วมกันสมคบคิดกันไปยังปากซอยรามคำแหง 166 เพื่อดักยิงโรงเรียนคู่อริ หาใช่เดินออกมาเพื่อแยกย้ายกันกลับบ้าน จากนั้นจำเลยทำหน้าที่ขับรถ จยย. ออกไปที่บริเวณสามแยกบัวขาวเพื่อดูต้นทาง เมื่อเห็นรถโดยสารประจำทางสาย 113 ผ่านมา จึงขี่รถ จยย.ตามไปบอกเพื่อนให้ก่อเหตุ เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลย หลังเกิดเหตุ จำเลยรับฝากอาวุธปืนไว้จากนายเอม แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบดีว่านายเอมมีอาวุธปืนติดตัวและสมคบกันก่อเหตุดังกล่าว

พิพากษาว่า แม้ขณะกระทำผิด จำเลยอายุ 19 ปีเศษ แต่เรียนหนังสือในระดับ ปวช.3 และรู้สึกผิดชอบชั่วดีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่แล้ว จำเลยควรว่ากล่าวตักเตือนและห้ามปรามมิให้นักเรียนรุ่นน้องทำตามค่านิยมที่ผิดในเรื่องสถาบันการศึกษาตามที่รัฐบาลได้จัดโครงการรณรงค์เรื่องดังกล่าวในโรงเรียนอาชีวะเสมอมา แต่จำเลยกลับส่งเสริมและร่วมกระทำผิดดังเช่นอันธพาลกับนักเรียนรุ่นน้องเสียเอง เป็นเหตุให้เด็กนักเรียนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังเดินทางไปโรงเรียนต้องถึงแก่ความตาย อีกทั้งจำเลยไม่รู้สึกสำนึกในการ กระทำผิด ไม่บรรเทาผลร้ายแห่งคดี ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเป็นเวลา 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพกพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 23 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยไว้เป็นเวลา 17 ปี 3 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่ว

ที่มา: จำคุก23ปีเทคโน ยิงอริพลาด ถูกเด็ก9ขวบตาย ไทยรัฐออนไลน์ ทีมข่าวอาชญากรรม วันพุธที่ 7 ธันวาคม 2554

Wednesday, August 31, 2011

ศาลผู้ดีพิพากษา! ส่งเด็กก่อจลาจลวัย11ขวบ เข้าสถานดัดสันดาน

ศาลเยาวชนอังกฤษ มีคำตัดสินให้เด็กวัย 11 ปี ที่มาร่วมก่อกวนในการจลาจลในกรุงลอนดอน เมื่อเดือนก่อน เข้าสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน หลังพบว่า เคยก่อคดีอื่นมาก่อนแล้ว...

สำนักข่าว ต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า เด็กชายชาวอังกฤษวัย 11 ปีผู้ก่อเหตุออกไปขโมยของตามร้านค้ากับเพื่อน ระหว่างการจลาจลในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถูกศาลเยาวชนแฮเวอริง ตัดสินให้ส่งตัวเขาสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน หลังจากพบคดีเก่าที่เด็กคนนี้ก่อไว้ ก่อนหน้าที่จะเกิดการจลาจลเพียง 5 วัน

โดยก่อนหน้าที่จะเกิดการจลาจล ในลอนดอน 5 วัน เด็กคนนี้ ก่อเหตุใช้มีดคัตเตอร์ กรีดเบาะเกาอี้ของรถบัสโดยสาร จากนั้นจึงพยายามจะจุดไฟเผารถคันดังกล่าว ก่อนที่จะใช้อิฐบล็อกที่เตรียมมา ทุกกระจกรถเพื่อหลบหนี แต่คนขับรถรวบตัวเขาเอาไว้ได้ และถูกคุมความประพฤติ 10 เดือน แต่ก็มาก่อเหตุขโมยเงินในร้านค้า ระหว่างการจลาจลซ้ำอีก

ผู้พิพากษา จอห์น วูลลาร์ด พูดต่อหน้าเด็กหนุ่ม ที่ศาลในเขตรอมฟอร์ด ว่า "เห็นได้ชัดว่า ความประพฤติของเธอไม่สามารถควบคุมได้ ดูเหมือนเธอคิดว่า ไม่มีใครสามารถหยุดยังการกระทำของเธอได้ เธอทำสิ่งที่เธออยากทำ และทุกคนก็ต้องสู้ทนกับมัน ถ้าเธอโตขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เธอจะมีจุดจบอยู่ในคุก กฎหมายบัญญัติไว้ ฉันจึงไม่อาจส่งเธอเข้าคุกใน เพราะอายุของเธอไม่ถึงเกณฑ์" จากนั้นศาลจึงประกาศคำพิพากษา ส่งเด็กคนนี้เข้าสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน ซึ่งในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำในสิ่งที่เหมาะสมกับเด็กคนนี้มากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีเด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี อีกคน ถูกศาลตัดสิน ควบคุมความประพฤติ หลังจากออกไปกับเพื่อน อายุ 12 อีกสองคน และก่อเหตุทุบกระจก อาคาร เดเบนแฮมส์ ร้านค้าปลีกซึ่งมีสาขาในหลายประเทศ เสียหายหลายบาน รวมมูลค่าได้ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ

อนึ่ง นางวิคกี ธอมสัน ทนายของเด็กชาว พยายามแก้ต่างให้เขาโดยยกเหตุผลที่ว่า เด็กชายคนนี้มาจากครอบครัวที่มีปัญหา พ่อแม่หย่าร้าง และเด็กต้องสลับไปอยู่กับพ่อและแม่ ซึ่งในวันเกิดเหตุจลาจล คนพ่อไม่ทุกไม่ร้อนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอกบ้านเลย

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2554

Riots probe as looter, 11, in court

An 11-year-old boy stole from a department store during London's riots just days after he had been sentenced for arson and criminal damage, a court has heard.
The boy - the youngest prosecuted in the capital so far over the riots - admitted taking a bin less than a week after being punished for trying to start a fire on a bus.
The case came as details of an independent investigation into the causes of rioting that blighted the capital were announced.
The 11-year-old, who cannot be named, was handed an 18-month youth rehabilitation order at Havering Magistrates' Court in Essex and was told that his local authority will dictate where he lives for the next six months.

The court heard the boy, from Romford, Essex, stole a bin worth £50 from Debenhams in the town on August 8 after the windows of the store were smashed by looters.

He was already under a referral order, put in place on August 3 for an incident on July 18 when he cut the seats of a bus with a craft knife and tried to set fire to the exposed foam.

When the driver would not let him off, the boy threw a stone at the exit door of the route 174 bus and then kicked a hole in the shattered glass so he could jump out while it was still moving.

Scotland Yard said he is the youngest rioter in the capital to face prosecution.

The Met said it had made a total of 2,124 arrests relating to the disorder, of which 455 were juveniles.

The 11-year-old's court appearance came as Deputy Prime Minister Nick Clegg announced that a former chief executive of a London borough hit by some of the worst scenes of rioting is to lead the independent investigation into its causes.

Darra Singh, chief executive of Job Centre Plus and the former chief executive of Ealing - which suffered badly in the disturbances - and Luton councils, will chair the panel that aims to give communities and victims a voice over what happened.

pa.press.net, Updated: 31/08/2011 20:59

Wednesday, July 6, 2011

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม (1) + (2)

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม (1)

ดิฉันอยากทราบว่า การที่ผู้หญิงจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายซึ่งทำให้กลายเป็นภริยาตามกฎหมายแล้วนั้น จะมีสิทธิในส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของชายผู้เป็นสามีอย่างไรบ้าง และถ้าสามีมีทายาทอื่นด้วย จะแบ่งกันในสัดส่วนอย่างไร

ตอบ

คู่สมรสตามกฎหมายไม่ว่าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตและมีทรัพย์มรดก คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ของเจ้ามรดกจะมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายด้วย หมายความว่าเจ้ามรดกอาจมีทายาทโดยธรรมตามกฎหมายประเภทอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ (1) ผู้สืบสันดาน, (2) บิดามารดา, (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, (4)พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน, (5) ปู่ ย่า ตา ยาย, (6) ลุง ป้า น้า อา คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635”

โดยทายาทในลำดับบนจะตัดทายาทลำดับล่าง คือทายาทลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยถ้าทายาทลำดับบนขึ้นไปยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นกรณีทายาทโดยธรรมลำดับสอง เพราะกฎหมายได้ให้บิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เจ้ามรดกตายนั้น บิดามารดาจะได้ส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร

สมมุติว่ามีครอบครัวหนึ่งสามีเสียชีวิต ทรัพย์สินของครอบครัวนั้นที่เป็นสินสมรสจะต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่งกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องครอบครัวก่อน ดังนั้นสินสมรสที่แบ่งแล้วครึ่งหนึ่งรวมกับสินส่วนตัวของผู้เสียชีวิตจะตกเป็นมรดกที่หากไม่มีพินัยกรรมกำหนดไว้ จะต้องนำมาแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป สรุปคือก่อนจะถึงขั้นตอนที่คู่สมรสจะรับมรดกของผู้ตาย คู่สมรสจะต้องมีส่วนแบ่งในสินสมรสครึ่งหนึ่งก่อนตามกฎหมายครอบครัว

หลังจากนั้นจึงมาพิจารณากฎหมายมรดก เนื่องจากคู่สมรสถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมด้วย กล่าวคือ ถึงแม้เจ้ามรดกจะมีทายาทโดยธรรมลำดับชั้นบนตามมาตรา 1629 อยู่ด้วย ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกก็ไม่อาจตัดสิทธิคู่สมรสในการที่จะได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของสามีที่เสียชีวิตด้วย เพียงแต่ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสจะได้จำนวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมลำดับใดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม 2554

คู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม 2


สิทธิและส่วนแบ่งในฐานะทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสที่มีสิทธิรับมรดกของสามีที่เสียชีวิต ต้องดูประกอบกับลำดับชั้นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 กล่าวคือ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ ผู้สืบสันดาน (บุตร หลาน เหลน ลื้อ), บิดามารดา, พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน, ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635” ตามที่กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า ส่วนแบ่งของทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสจะได้จำนวนเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามรดกมีทายาทโดยธรรมลำดับใดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย สิทธิและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรม มีดังนี้

1. ถ้าเจ้ามรดกมีทายาทลำดับ (1) คู่สมรสมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนบุตร ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีบุตร 3 คน มีภริยา 1 คน ภริยาจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตร คือทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องแบ่งเป็น 4 ส่วน ภริยาได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 4

2. ถ้าเจ้ามรดกมีทั้งทายาทลำดับ (1) และ (2) คือมีบุตรและบิดามารดาด้วย ภริยาจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับบุตรและบิดามารดา ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีบุตร 3 คน บิดา 1 คน มารดา 1 คน และภริยา 1 คน ทรัพย์มรดกของผู้ตายจะต้องแบ่งเป็น 6 ส่วน ภริยาได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 6

3. ถ้าเจ้ามรดกไม่มีทายาทลำดับ (1) แต่มีทายาทลำดับ (2) คู่สมรสมีสิทธิได้ส่วนแบ่ง 1 ใน 2 ตัวอย่าง เจ้ามรดกไม่มีบุตร มีแต่บิดามารดาและภริยา เช่น มีเงินสด 1,000,000 บาท ภริยาได้ 500,000 บาท ส่วนบิดาได้ 250,000 บาท และมารดาได้ 250,000 บาท

4. ถ้าเจ้ามรดกมีแต่ทายาทลำดับ (4) หรือ (5) หรือ (6) กรณีใดกรณีหนึ่ง คู่สมรสได้ส่วนแบ่ง 2 ใน 3 ตัวอย่าง เจ้ามรดกไม่มีบุตร ไม่มีบิดามารดา มีแต่พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน 3 คน และมีภริยา เจ้ามรดกมีเงินสด 900,000 บาท ภริยาได้ 600,000 บาท พี่น้อง 3 คน ได้คนละ 100,000 บาท

นอกจากนี้เพื่อความเป็นธรรมในหลักที่ว่าญาติสนิทตัดญาติห่าง กฎหมายจะมีเรื่องของการรับมรดกแทนที่ของทายาทโดยธรรมแต่ละลำดับที่จะตัดทายาทโดยธรรมลำดับหลังด้วย กล่าวคือ ถ้าทายาทโดยธรรมลำดับใดเสียชีวิตก่อนเจ้ามรดก แต่ทายาทโดยธรรมลำดับนั้นมีทายาท ทายาทก็เข้ารับมรดกแทนที่ด้วย เช่น เจ้ามรดกมีบุตร และบุตรแต่งงานแล้วมีบุตรสาว 1 คน ถ้าบุตรของเจ้ามรดกตาย หลานสาวของเจ้ามรดกจะในฐานะรับมรดกแทนที่บิดาที่จะตัดทายาทลำดับหลังของเจ้ามรดก สมมุติว่าถ้าเจ้ามรดกมีหลานสาวและภริยา ภริยาจะได้รับมรดกคนละครึ่งกับหลานสาว เนื่องจากหลานสาวได้เข้ามารับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ของเจ้ามรดก เป็นต้น

และถ้าเจ้ามรดกไม่มีทายาทโดยธรรมลำดับใดเลย รวมทั้งไม่มีการรับมรดกแทนที่ในทายาทลำดับใดด้วย คู่สมรสจึงจะมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดของเจ้ามรดกซึ่งเป็นสามีที่เสียชีวิต

ที่มา: คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม 2554

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย (1) + (2)

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย (1) / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย


ผมมีน้องสาวอายุ 26 ปี ได้เสียกับเพื่อนชายจนท้อง ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่าชายผู้เป็นบิดาของเด็กมีภริยาตามกฎหมายอยู่แล้ว และชายผู้นี้ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบเด็กที่เกิดมา จึงอยากจะทราบว่าถ้าน้องสาวกับชายผู้นี้ไม่เคยอยู่กินร่วมกันแต่มีบุตรด้วยกัน มีทางที่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้องขอให้เด็กคนนี้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายได้หรือไม่

ตอบ

เด็กที่เกิดจากชายและหญิงที่ไม่ได้เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ถ้าหากชายประสงค์จะรับผิดชอบก็สามารถจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร หรือถ้าชายไม่มีภริยาชอบด้วยกฎหมายก็สามารถจดทะเบียนสมรสกับมารดาเด็กในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เด็กกลายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายได้

แต่ถ้าหากชายปฏิเสธไม่ยินยอมรับเด็กเป็นบุตร จะต้องอาศัยคำพิพากษาของศาลโดยการฟ้องคดีขอให้ชายรับเด็กเป็นบุตรของชาย โดยการฟ้องได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 ถึงเหตุในการฟ้องคดีให้รับเด็กเป็นบุตรไว้ ดังนี้

1. เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

2. เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

3. เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน

4. เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น

5. เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้

6. เมื่อได้ร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น

7. เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร พฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดูหรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น

ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรากฏว่าชายไม่อาจเป็นบิดาของเด็กนั้นได้ให้ยกฟ้องเสีย

ฉบับวันอังคารหน้าเราจะต่อกันในเรื่องพฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้ง 7 กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรณีที่ 6 ที่หญิงชายเพียงแต่ได้เสียกันโดยสมัครใจโดยมิได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่าชายมีภริยาอยู่แล้วหรือชายไม่รับผิดชอบเด็กที่เกิดมา ซึ่งในทางกฎหมายจะสามารถเรียกร้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้หรือไม่

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม 2554 เวลา 0:00 น

บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย (2) / ภาษาชาวบ้าน: บุตรนอกกฎหมาย

ฉบับที่แล้วเราทิ้งประเด็นปัญหากรณีที่หญิงชายได้เสียกันโดยสมัครใจและฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ แต่ชายไม่อาจรับผิดชอบได้เพราะมีคู่สมรสอื่นอยู่แล้ว หรือชายไม่ประสงค์จะรับผิดชอบก็ตาม ฝ่ายหญิงจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กคนนี้เป็นบุตรของชายได้หรือไม่ ซึ่งแต่เดิมการที่หญิงได้เสียกับชายโดยสมัครใจไม่มีการบังคับขู่เข็ญ ล่อลวง หรือข่มขืนและได้ตั้งครรภ์กับชาย การจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของชายได้ต้องมีข้อเท็จจริงสำคัญในกรณีอื่น ๆ เช่น การที่ชายและหญิงคู่นี้ได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้ (ในทางการแพทย์จะอยู่ในช่วงที่ชายและหญิงได้เสียกันในระยะเวลา 180 วัน ถึง 310 วัน ก่อนเด็กคลอด) หรือมีพฤติการณ์ที่อื่นใดที่เป็นที่รู้กันทั่วไปที่ชายผู้เป็นบิดาได้ยอมรับหรือแสดงให้เห็นว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรของตนด้วย เป็นต้น

แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเรื่องเหตุแห่งการฟ้องคดีให้กว้างขึ้น กล่าวคือ ได้แก้ไขเพิ่มเติมเหตุแห่งการฟ้องคดีดังกล่าวให้รวมถึง เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555(6)

ผู้ที่ฟ้องคดีจึงต้องพิสูจน์โดยนำพยานต่าง ๆ มาสืบให้เห็นว่า ได้มีการร่วมประเวณีระหว่างชายผู้เป็นจำเลยกับหญิงผู้เป็นมารดาในระยะเวลา 180 วัน ถึง 310 วัน ก่อนเด็กเกิด และประการสำคัญคือต้องมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น เช่น พิสูจน์หมู่เลือด, ดีเอ็นเอ รูปร่างหน้าตา หรือหญิงมิได้มีชายอื่นหรือพฤติ กรรมสำส่อน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังมีนักกฎหมายอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่เพียงแต่ชายหญิงได้เสียกันแล้วจะมาฟ้องคดีให้รับเด็กเป็นบุตรของชายได้จะทำให้อาจเกิดกรณีการฉวยโอกาสแอบอ้างว่าเด็กเป็นบุตรเพื่อขอรับมรดกของชายที่ตายได้ โดยฝ่ายชายจะพิสูจน์หักล้างได้ยาก นักกฎหมายฝ่ายนี้จึงเห็นว่าในภายภาคหน้าควรจะแก้ไขกฎหมายโดยการตัดเหตุแห่งการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรกรณีนี้ออกไปเสีย

สินสมรส (1) + (2) + (3) + (4) + (5)

สินสมรส (1)

ดิฉันมีปัญหาเกี่ยวกับชีวิตสมรส แต่สิ่งที่ดิฉันไม่ทราบคือปัญหาเรื่องทรัพย์สิน เพราะชีวิตสมรสที่มีปัญหา ทำให้ดิฉันต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เรามีร่วมกัน ซึ่งจะมีทั้งนำไปขายโดยไม่บอก หรือซื้อมาโดยปิดบังไม่ให้รู้ ดังนี้

1. การที่สามีนำที่ดินและบ้านไปขายฝากโดยดิฉันไม่ทราบ ดิฉันจะมีทางเอาที่ดินกลับคืนมาได้หรือไม่

2. ที่ดินที่สามีเป็นผู้ซื้อโดยผ่อนกับธนาคาร และธนาคารหักหนี้จากเงินเดือนของสามีทุกเดือน ที่ดินแปลงนี้จะเป็นสินส่วนตัวของสามีหรือสินสมรสของสามีภริยา

รวมทั้งให้สามีช่วยเซ็นให้ความยินยอมในเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่เซ็นให้ ทำให้ดิฉันไม่อาจทำการค้าขายได้สะดวก จนบางครั้งต้องใช้วิธีปลอมลายเซ็นสามีในการให้ความยินยอม

ตอบ
เนื่องจากมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการจัดการสินสมรสมากมาย ทั้งจดหมาย โทรศัพท์และอีเมล จึงขอรวบรวมตอบเพื่อผู้อ่านท่านอื่น ๆ จะได้ศึกษาเป็นแนวทางด้วยดังนี้

1. ถ้าที่ดินแปลงใดเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส ที่ดินแปลงนั้นจะเป็นสินสมรสที่จะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยา การขาย ฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง จะทำให้นิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1)) และถ้าเจ้าหนี้รับซื้อฝากที่ดินโดยไม่สุจริต คู่สมรสฝ่ายที่ไม่ได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมขายฝากมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากคู่สมรสนำไปขายฝากให้เจ้าหนี้ได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480) โดยฟ้องทั้งผู้ซื้อฝากและผู้ขายฝากให้เป็นจำเลยร่วมกัน

นอกจากนี้การฟ้องคดีดังกล่าวยังสามารถฟ้องเพิกถอนทรัพย์สินได้ทั้งหมดมิใช่ฟ้องได้เฉพาะส่วน เนื่องจากในการเพิกถอนนิติกรรมสำคัญใด ๆ ที่บุคคลภายนอกทำการโดยไม่สุจริตหรือไม่ได้เสียค่าตอบแทนตามนัยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้นั้น เป็นเรื่องของนิติกรรมโดยตรง จึงต้องเพิกถอนทั้งหมด โดยมีผลว่าทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นย่อมกลับคืนมาเป็นสินสมรสทั้งหมด มิใช่เพิกถอนแต่เฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมเท่านั้น (ตามแนวคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7180/2551) ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ถูกเพิกถอนได้รับความเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่าเอากับผู้ขาย

2. เมื่อเงินเดือนเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เงินเดือนจึงเป็นสินสมรส
ดังนั้นการที่นำเงินเดือนไปชำระหนี้กับธนาคารเพราะเป็นผู้กู้เงินจากธนาคารมาซื้อทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาโดยผ่อนชำระกับธนาคารโดยวิธีการให้หักเงินเดือน การซื้อหาทรัพย์สินนี้จึงได้มาจากการใช้เงินเดือน ถือได้ว่าทรัพย์สินนี้เป็นสินสมรสซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างสามีภริยาไม่ใช่สินส่วนตัวของเจ้าของเงินเดือน (ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9570/2551)

ฉบับหน้าจะมาว่ากันต่อเรื่องปัญหากรณีที่คู่สมรสไม่ให้ความยินยอมในการจัดการสินสมรส

ที่มา: สินสมรส (1) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน 2554

สินสมรส (2) ต่อ

ฉบับที่แล้วเราค้างไว้ในปัญหาที่ว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดไม่ให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะจัดการสินสมรส จะทำอย่างไร

ในเบื้องต้นดิฉันอยากจะทำความเข้าใจก่อนว่า มิใช่ว่าถ้าเรามีคู่สมรสแล้วเราจะต้องขอความยินยอมจากคู่สมรสของเราทุกเรื่อง เพราะในหลายกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถทำได้โดยลำพัง เพราะนิติกรรมนั้นยังไม่ใช่การจัดการสินสมรสที่สำคัญที่กฎหมายบัญญัติให้จัดการร่วมกัน ยกตัวอย่างกรณีที่คู่สมรสสามารถจัดการได้เองโดยลำพัง เช่น

1. การจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวของตนเอง,

2. การจัดการบ้านเรือนหรือจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการดังกล่าวจะผูกพันสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย

3. การทำพินัยกรรมยกสินสมรสเฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของตนให้แก่บุคคลใด

4. คดีที่เกี่ยวกับการฟ้อง ต่อสู้คดี หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนบำรุงรักษาสินสมรส หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส

5. การให้เพื่อการกุศลพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว

6. บางคู่อาจจะได้มีการทำสัญญาก่อนสมรสไว้ว่าจะให้คู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้จัดการสินสมรส ก็เป็นไปตามสัญญาก่อนสมรสนั้น

7. สำหรับการค้าการขาย ถ้าเป็นการที่คู่สมรสคนใดอยากจะขอกู้เงินจากบุคคลอื่น การขอกู้ยืมเงินมิใช่เป็นเรื่องของการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจะต้องจัดการร่วมกัน และหนี้เงินกู้นั้นถือว่าเป็นหนี้สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นลูกหนี้ คู่สมรสฝ่ายใดจึงมีอำนาจกู้ยืมเงินบุคคลอื่นได้โดยไม่ต้องมีความยินยอมของคู่สมรส เพราะกฎหมายจะระบุกรณีต้องมีความยินยอมของคู่สมรสเฉพาะเรื่องการให้กู้ยืมสินสมรสเนื่องจากการให้บุคคลอื่นมากู้ยืมเงินเราอาจจะทำให้สินสมรสได้รับความเสียหายเพราะอาจไม่ได้รับการใช้คืน แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติถ้าเราจะไปกู้เงินใคร เจ้าหนี้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารหรือสหกรณ์จะให้ผู้ขอกู้ได้โปรดกรอกแบบฟอร์มเอกสารความยินยอมของคู่สมรสด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหนี้ต้องการเอกสารอะไรผู้กู้ก็จะหามาให้เพราะอยากได้เงินกู้ จึงมีกรณีที่ผู้กู้บางรายไม่อยากบอกให้คู่สมรสของตนทราบว่าจะขอกู้เงินจึงได้เซ็นชื่อปลอมของคู่สมรสในเอกสารความยินยอม

ภายหลังเกิดคู่สมรสนั้นมีปัญหาทะเลาะกันเรื่องอื่นก็มีการขุดคุ้ยเรื่องการปลอมลายเซ็นมาแจ้งความกันวุ่นวาย ซึ่งความจริงแล้วการขอกู้เงินไม่จำเป็นต้องใช้ความยินยอมของคู่สมรสเลย ตัวอย่างคดีเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862/2531 จำเลยเป็นหญิงมีสามี สมัครใจทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าสัญญากู้ทำขึ้นเพราะถูกบังคับหรือสำคัญผิดก็ย่อมเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้สามีจำเลยไม่ได้ให้ความยินยอมในการกู้เงินก็ไม่ทำให้สัญญากู้ดังกล่าวเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกู้เงินของจำเลยไม่ใช่ การจัดการเกี่ยวกับสินสมรสที่จะต้องให้สามีจำเลยยินยอม

ที่มา: สินสมรส (2) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน 2554

สินสมรส (3)

บางกรณีคู่สมรสอาจจะไว้ใจคู่สมรสอีกฝ่ายมาก ในอันที่จะให้ทำนิติกรรมใด ๆ หรือกรณีที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันและไม่อยากยุ่งยากในการต้องมาเซ็นยินยอม จึงอาจจะทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะจัดการสินสมรสไว้ล่วงหน้าจะใช้ได้หรือไม่ เพราะอาจเกิดกรณีว่าพอคู่สมรสฝ่ายใดไปทำนิติกรรมเข้าจริง ๆ ภายหลังอีกฝ่ายหนึ่งก็จะขอให้เพิกถอนโดยอ้างเรื่องยังไม่มีความยินยอมในนิติกรรมนั้น เรื่องนี้มีแนวคำวินิจฉัยของศาลตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3186/2538 ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าทำได้ โดยศาลได้วางแนวบรรทัดฐานไว้ในคดีนั้นว่า ความยินยอมให้ทำนิติกรรมไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องเฉพาะราย จะให้ความยินยอมเป็นการล่วงหน้าและตลอดไปไม่ได้ ทั้งโดยสภาพแล้วผู้ให้ความยินยอมสามารถให้ความยินยอมเฉพาะเรื่องเฉพาะรายหรือตลอดไปก็ได้

เมื่อหนังสือให้ความยินยอมมีข้อความว่า ภริยายอมให้สามีทำนิติกรรมในการกู้เงิน กู้เบิกเงินเกินบัญชีค้ำประกัน ฯลฯ หรือทำนิติกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องได้โดยผู้เป็นภริยาตกลงให้ความยินยอมในการกระทำนั้นตลอดไป ย่อมแสดงให้เห็นว่า ภริยามีเจตนาให้ความยินยอมในการที่สามีทำนิติกรรมที่ระบุในหนังสือให้ความยินยอมและนิติกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับธนาคารได้ตลอดไป ดังนั้นสัญญาค้ำประกันที่สามีทำกับธนาคารเพื่อค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้คนหนึ่งต่อธนาคารย่อมมีผลใช้บังคับโดยชอบ ภริยาจึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

ส่วนกรณีที่คู่สมรสไม่ยอมให้ความยินยอมสำหรับการจัดการสมรสที่สำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งจึงต้องร้องขอต่อศาลสั่งอนุญาตแทนความยินยอมนั้น หากปรากฏว่าการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลหรือไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอมได้ เพราะถ้าขืนจัดการไปเองโดยลำพังจะทำให้คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นไว้เสียแต่ว่าคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมจะมารับรองนิติกรรมนั้นในภายหลังที่เรียกว่าการให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้น หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

สำหรับนิติกรรมที่สำคัญซึ่งกฎหมายกำหนดให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนได้ในภายหลังนั้น มีข้อสังเกตคือ ตราบใดที่นิติกรรมที่ทำโดยไม่มีความยินยอมดังกล่าวนี้ยังไม่มีการฟ้องขอให้เพิกถอน นิติกรรมสัญญานั้นยังคงสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น สามีขายบ้านหลังหนึ่งให้แก่นาย ก. โดยภริยาไม่ทราบและไม่ได้ให้ความยินยอม นาย ก.ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่บริวารของผู้ขายให้ออกจากบ้านหลังนั้นได้ เพราะนิติกรรมสัญญาซื้อขายบ้านระหว่างนาย ก.กับสามีนั้นสมบูรณ์เนื่องจากยังไม่มีการเพิกถอนจึงเป็นเรื่องที่ภริยาจะต้องฟ้องศาลเพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายบ้านของสามีกับนาย ก.ว่าทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นภริยา และนาย ก.ผู้เป็นบุคคลภายนอกไม่สุจริตและไม่ได้เสียค่าตอบแทน เป็นต้น

ที่มา: สินสมรส (3) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน 2554

สินสมรส (4)

คู่สมรสที่ต้องการจะให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่ผู้อื่นจะทำได้มากน้อยเพียงใด เช่น ให้ลูกติดมา หรือให้ญาติพี่น้อง ของตนเอง หรือนำไปบริจาคหรือทำบุญ และไม่อยากให้คู่สมรสของเราทราบเพราะขี้เกียจฟังเสียงบ่นในวันหลัง

ตอบ
เนื่องจากการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่กฎหมายบัญญัติให้คู่สมรสต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะรวมถึงการยกทรัพย์สินให้ผู้อื่นโดยเสน่หาไว้ด้วย อย่างไรก็ตามกฎหมายได้ยกเว้นการให้โดยเสน่หาที่สามารถจัดการได้ตามลำพังหรือไม่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าหากการให้โดยเสน่หานั้นเป็นการให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

แต่เดิมกฎหมายเก่าได้แบ่งประเภทของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเป็น 3 ประเภท คือ สินส่วนตัว สินเดิม และสินสมรส โดยสินเดิมและสินสมรสที่อยู่รวมกันเป็นสินบริคณห์ แต่กฎหมายใหม่แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้น คือ สินส่วนตัว และสินสมรส ดังนั้นคู่สมรสจะเอาสินส่วนตัวของตนไปให้ใครย่อมไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาพิพาทกันในศาลจะเป็นเรื่องที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเอาสินสมรสไปยกให้ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสของตน ซึ่งอันที่จริงการยกให้ผู้อื่นโดยเสน่หาอาจทำได้หากเข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย หรือจะยกให้ไม่ได้หากเกินสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวและไม่เป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา จึงต้องดูข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องว่ากรณีใดเป็นการให้ที่เกินสมควรหรือไม่ ตัวอย่างคดีที่พิพาทกัน เช่น

-สามียกที่ดินให้ภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควร ในทางศีลธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270-2271/2534 )

-สามียกที่ดินสินสมรสราคาเกินกว่าแสนบาทให้ผู้อื่น โดยภริยามิได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ เหตุที่ยกให้เพราะผู้นั้นช่วยอุปการะและพาสามีไปตรวจรักษาพยาบาล ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินเท่าใด ยังไม่พอถือว่าเป็นการสมควรในทางศีลธรรมอันดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2518)

-สามีทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินอันเป็นสินบริคณห์ให้บุตรโดยเสน่หาคนละแปลง เมื่อปรากฏว่ายังมีที่ดินอันเป็นสินบริคณห์หรือสินสมรสเหลืออีกหลายแปลง จึงเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยาก่อน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2391-2392/2517, 3471/2531)

หรือตัวอย่างของการที่บิดายกสินสมรสให้บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7419/2543 คดีนั้นได้ให้เหตุผลไว้ว่า แม้บิดาไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย แต่โดยทางธรรมจรรยาซึ่งเป็นความรู้สึกผิดชอบภายในจิตใจที่เกิดจากพื้นฐานทางคุณธรรมและจริย ธรรมของผู้เป็นบิดา บิดาย่อมมีความผูกพันที่จะให้การเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดมาโดยปราศจากความผิดใด ๆ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ ซึ่งบิดาได้จัดให้บุตรได้รับการศึกษาและดูแลบุตรดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่งบิดาถึงความตาย ดังนั้นการที่บิดาได้โอนบ้านและที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของบุตรและมารดาของเด็ก โดยบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดที่บิดามีอยู่ร่วมกับภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาอันพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว คู่สมรสที่เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายจึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาดังกล่าวไม่ได้

ที่มา: สินสมรส (4) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน 2554

สินสมรส (5)

การที่บิดามารดาจะยกทรัพย์สินให้บุตรของตนที่มีครอบครัวแล้ว ทรัพย์สินที่ยกให้นี้จะเป็นสินส่วนตัวของบุตรคนเดียว หรือเป็นสินสมรสร่วมกันระหว่างสามีภริยา และถ้าให้เป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่งแทนการให้เป็นทรัพย์สินจะเกิดปัญหาได้หรือไม่
ปราณี

บิดามารดาที่จะยกทรัพย์สินให้บุตรหลาน ส่วนใหญ่มักจะกังวลกันว่าจะตกได้แก่บุตรของตนทั้งหมด หรือตกเป็นสินสมรสซึ่งจะทำให้บุตรของตนมีสิทธิเพียงครึ่งเดียว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471(3) บัญญัติเรื่องสินส่วนตัวว่า ได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา และในมาตรา 1474(2) บัญญัติเรื่องสินสมรสว่า ได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส สรุปคือการยกทรัพย์สินให้บุตรหลานของตนที่มีครอบครัวแล้วจะเป็นสินส่วนตัว เว้นแต่การยกให้นั้นผู้ให้หรือเจ้าของพินัยกรรมจะระบุชัดแจ้งว่าจะยกให้เป็นสินสมรส

นอกจากนี้ยังมีมาตรา 1474(3) บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว ซึ่งดอกผลที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ทรัพย์สินพวกดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าเช่า เป็นต้น ตัวอย่างเช่น บิดายกที่ดินให้บุตรชายที่แต่งงานแล้ว บุตรชายนำที่ดินแปลงนี้ไปให้เช่า ค่าเช่าที่ดินถือว่าเป็นดอกผลที่ได้มาในระหว่างสมรส ดังนั้นที่ดินแม้จะเป็นสินส่วนตัวของบุตรชาย แต่ค่าเช่าจะเป็นสินสมรส หรือได้รับมรดกเป็นเงิน 10 ล้านบาท เงินต้น 10 ล้านบาทเป็นสินส่วนตัว แต่เงินดอกเบี้ยของเงินที่ได้มาและนำไปฝากไว้กับธนาคารเป็นสินสมรส เป็นต้น

แต่เงินกำไรที่ได้จากการขายทรัพย์สินที่ได้รับมรดกหรือรับการยกให้มาซึ่งเป็นส่วนต่างที่ทำให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นนั้นไม่ถือว่าเป็นดอกผล เพราะเงินกำไรไม่ถือว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการให้ผู้อื่นได้ใช้ทรัพย์สินนั้นและให้ประโยชน์แก่เจ้าของทรัพย์สินเป็นครั้งคราว ดังนั้นถ้าที่ดินรับมรดกมามีมูลค่าที่ดินประมาณ 10 ล้านบาท แต่ขายได้ในราคา 20 ล้านบาท แม้จะขายที่ดินแปลงนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากราคาที่ดินเดิม เงินกำไรนี้ยังเป็นสินส่วนตัวของเจ้าของที่ดิน

นอกจากนี้มาตรา 1474 วรรคท้าย ยังบัญญัติไว้ว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ผลที่อาจจะตามมาเกี่ยวกับปัญหานี้คือถ้าหากว่าเงินที่ได้รับการยกให้หรือรับมรดกไม่แยกออกให้ชัดเจน จนไม่อาจจะแยกกันได้ว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสเพราะอยู่รวมปนกัน กฎหมายจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2545 เงินฝากในบัญชีเงินฝากในธนาคารมีรายได้จากกิจการที่สามีภริยาร่วมกันทำมาหาได้ร่วมกันอยู่ด้วย เนื่องจากเงินรายได้จากกิจการเป็นเงินสินสมรส แต่เมื่อได้รวมระคนปนกับเงินสินส่วนตัวของสามีจนไม่อาจจำแนกว่าแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าใด ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเงินในบัญชีนั้นเป็นสินสมรส ฉะนั้นการที่ได้ถอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ เงินฝากในบัญชีใหม่จึงเป็นสินสมรส หากมีการนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและห้องชุด ที่ดินและห้องชุดจะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่าเป็นสินสมรส เป็นต้น

บทสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสนั้น หมายความว่าถ้าฝ่ายใดจะอ้างว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวของตนไม่ใช่สินสมรส ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัวจะต้องเป็นผู้นำหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างให้ได้ว่าไม่ใช่สินสมรส

ที่มา: สินสมรส (5) คลินิกกฎหมาย เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 05 กรกฎาคม 2554

Tuesday, July 5, 2011

จงใจแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ

คำกล่าวที่ชาวบ้านพูดกันว่า เลือกตั้งทีต้องสะสมกระสุนไว้ยิงนั้น...เป็นความจริง ตราบใดที่การเมืองต้องแข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเลือกตั้งจบก็เหมือนเสร็จสงคราม เมื่อรบชนะก็แบ่งสมบัติ เลือกตั้งเสร็จก็ปูนบำเหน็จด้วยตำแหน่งในรัฐบาล ดังนั้นก่อนการเลือกตั้งก็
ต้องเตรียมตัว พรรคการเมืองจะออกรบก็ต้องเตรียมกระสุนดินดำคือเตรียมเงิน เตรียมทุนให้ลูกพรรคไปใช้หาเสียง เพื่อให้ชนะเลือกตั้งพรรคที่มีความพร้อมก็จะได้ ส.ส.จำนวนมาก พรรคที่ไม่พร้อม ส.ส.ที่ได้ก็น้อย ดังนั้นการแต่งตั้งรัฐมนตรีของพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลจึงคำนวณจาก ส.ส.ที่ได้รับเลือกเข้ามา พรรคการเมืองจึงต้องหาเงินทุนให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง.....

จาก “ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก” หนังสือเบสท์เซลเลอร์โดยพระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม (สุขธนะ) อดีตรัฐมนตรีที่ขอแนะนำให้อ่านครับ ชาวบ้านผู้เสียภาษีอย่างเราจะได้ทราบว่าวงจรอุบาทว์ทางการเมืองยังดำรงอยู่ในวงการเมืองแบบไทย ๆ และสามารถอนุรักษ์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นตลอดมา

ต้องเตรียมกระสุนดินดำแล้วเป็นยังไง

จากหนังสือฉบับเดียวกันพระรักเกียรติท่านเล่าว่า แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)ก็ส่งบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาอาตมาถึง ๓ คดี คือ

๑. แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ

๒. ชี้มูลกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ เรียกรับทรัพย์สินจากบริษัทยา

๓. ชี้มูลฐานร่ำรวยผิดปกติ มีมติให้ส่งสำนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขอให้ยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ๒๓๓,๘๘๐,๐๐๐ บาท

ในที่สุดก็อย่างที่เป็นข่าวท่านถูกศาลพิพากษาลงโทษและรับโทษเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ท่านพบความสุขอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนา ถึงมีหนังสือดี ๆ มาให้อ่านกัน

จากกรณีของพระรักเกียรติดังกล่าว ท่านเขียนไว้ในหน้า ๔๙ ว่านักการเมืองที่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วรอดยาก

ที่รอดยากพระท่านว่าเป็นเพราะระบบกฎหมายซึ่งใช้สำนวนคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาคดี สำนวนการไต่สวนเหมือนกับตั้งธงว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือเชื่อว่ามีความผิดแล้ว แต่ก็ให้โอกาสจำเลยมาแก้ต่าง

แต่บางทีที่รอดยากเพราะฟังคำชี้แจงแล้วปล่อยให้รอด มันทำใจลำบาก

ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งต้องยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

ปรากฏว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าท่านผู้อำนวยการไม่แสดงรายการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของตนและของภรรยารวม ๑๕ บัญชีกับรายการที่ดินที่ภรรยาเป็นเจ้าของร่วมอีกหนึ่งแปลง คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ท่านผู้อำนวยการในฐานะผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเป็นประเด็นให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยดังนี้

หนึ่ง ผู้ร้อง (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)ไม่อาจนำประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒มาอ้างเพื่อให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังแก่ผู้คัดค้าน

ประเด็นนี้ ท่านว่าประกาศดังกล่าวก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งนั้น ๆ ได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่นี้โดยทั่วกันเสียก่อน เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงจึงเป็นตำแหน่งที่ต้องเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย และการดำเนินการดังกล่าวก็เป็นการกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การกำหนดให้การกระทำใดเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าเพิ่งมีการดำเนินการหลังจากที่ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ ไม่มีข้อพิจารณาว่าเป็นการดำเนินการที่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สอง ผู้คัดค้านอ้างว่ามีความสับสนในการยื่นบัญชีเนื่องจากเป็นบุตรชายคนโตต้องดูแลธุรกิจและรายรับรายจ่ายของมารดาและส่งเงินให้แก่น้อง ๆ ที่ศึกษาต่างประเทศและมีงานที่ต้องเปิดบัญชีหลายบัญชีมีเงินเดินเข้าออกเป็นจำนวนมากเพราะขายที่ดินมรดกเป็นเงินร้อยกว่าล้านบาท

ท่านว่า ผู้คัดค้านสำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต เคยเป็นทนายความ และยังเคยเป็นอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมทราบเรื่องการยื่นบัญชีดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่กลับไม่แจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารถึง ๑๕ บัญชี ข้ออ้างว่าสับสนและไม่จงใจจึงไม่สมเหตุผล

ส่วนที่ดินซึ่งอ้างว่ามารดาของภรรยาใส่ชื่อภรรยาโดยไม่ทราบเรื่อง เห็นว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มี กระบวนการขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดและผ่านการตรวจสอบหลักฐานของเจ้าพนักงาน เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้นำเจ้าพนักงานที่ดำเนินการมาเบิกความสนับสนุนจึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย

จึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๕ (๔) แต่ พิพากษาห้ามมิให้ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลาห้าปี (คำพิพากษาที่ อม. ๒ / ๒๕๕๓)


พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

: กฎหมายข้างตัว จงใจแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 04 มิถุนายน 2554

ย้ายชั่วคราว+วันครบกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

รัฐบาลสมัยนี้ท่านประกาศวันหยุดเพิ่มขึ้นจากวันหยุดปกติหลายครั้ง

วันหยุดยาวขึ้น ประชาชนเดินทางมากขึ้น หมุนเวียนกระแสเงินสะพัด

ยังมีปัญหาทางคดีความขึ้นมาได้ คนละแนวกันแท้ ๆ

คุณสุพรถามมาว่า กรณีมีวันหยุดเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากวันหยุดตามปกติดังกล่าว

หากวันนั้นเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

จะนับวันถัดไปเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาได้หรือไม่

เพราะไม่ใช่วันหยุดปกติประจำทุกปี

มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๙๐/๒๕๕๐ เป็นแนวทางว่านับได้ครับผม

เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ดังที่ได้เป็นข่าวทางการเมืองกันมาแล้ว

ผู้ฟ้องคดีรายหนึ่งต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์กรณีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคาร

ครบกำหนดสามสิบวันดังกล่าวในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

มายื่นฟ้องในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ศาลปกครองชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องเนื่องจากเป็นการฟ้องคดี เมื่อพ้นระยะเวลาฟ้องคดี ตามมาตรา ๕๒ วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฯ

และมาตรา ๔๙ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ

ในชั้นศาลปกครองสูงสุด ท่านวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายในสามสิบวันคือภายในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

แต่อย่างไรก็ตามคณะรัฐมนตรีมีมติให้วันจันทร์ที่ ๒๐ สิงหาคมดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ทำให้วันที่ ๒๐ สิงหาคม เป็นวันหยุดทำการตามประกาศ

ดังนั้น วันสุดท้ายของระยะเวลาการยื่นฟ้องคดีดังกล่าวจึงต้องนับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการ นั้น คือ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๙๓/๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ฟ้องได้ ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ รับฟ้องไว้พิจารณา ต่อไป

อีกเรื่องจากวงสนทนาของข้าราชการ ท่านเปรย ๆ มาให้กระผมรับใช้หน่อย

เรื่องเดียวสำมะคัญมากเกร็งกันทั้งบางยังกะศรีภรรยาสมัยนี้กลัวเรยา ณ ช่องสามปานนั้น

ถูกเจ้านายสั่งย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ที่ดูมุมไหน ๆ แล้วสู้ตำแหน่งเดิมไม่ได้

สงกะสัยว่าเจ้านายวางแผนจัดหนักให้มีผลถึงเวลาพิจารณาความดีความชั่วประจำปีเพราะอยู่ในตำแหน่งนี้ผลงานมันสู้ตำแหน่งเดิมไม่ได้

สแกนกรรมแล้วเลือกที่รักมักที่ชังนี่หว่า แบบนี้ต้องแก้กรรมใครกรรมมันที่ศาลปกครอง

ไม่กล้าไปแก้กับกูรูกรรมคนดังนั่น พอเวลากรรมตัวเองมามั่งแก้ด้วยการขอโทษสบาย ๆ

ไม่ซับซ้อนพิสดารเหมือนแก้กรรมให้ลูกศิษย์เลยนะตัวเอง

ข้าราชการตำแหน่งหัวหน้างานธุรการท่านหนึ่งได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งช่วยราชการอีกกองหนึ่ง

เซ็งเป็ด เพราะรู้สึกว่างานใหม่นี้เกรดสอง ยังงี้เวลาประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนก็เสร็จคนอื่นซิจ๊ะ

แบบนี้เจ้านายกลั่นแกล้งแน่ ๆ เพราะเคยขัดแย้งเรื่องงานไม่กินเส้นกันมาก่อน

จึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ยกเลิกคำสั่งย้ายดังกล่าวขอให้ย้ายกลับตำแหน่งเดิม สถานะเดิม

เพิ่มออพชั่นเรียกให้ชดใช้เงินหลายแสนจากตำแหน่งเดิมติดปลายนวมพอให้เจ้านายระทึกขวัญ

กรณีอย่างนี้ต้องดูแนวทางจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น

สั่งไม่รับฟ้อง

ท่านว่า คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการต่างกองเป็นการชั่วคราวโดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่ง

เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ

แต่คำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดียังคงดำรงตำแหน่งระดับเดิมและได้รับเงินเดือนเท่าเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้

ปัญหาว่าจะเสียโอกาสเพราะงานต่ำกว่ามาตรฐานเดิม เกรงว่าจะไม่มีผลการปฏิบัติงานเข้าตาคณะกรรมการประเมินผลนั่น

ท่านว่า ความเดือดร้อนเสียหายจะเกิดขึ้นเมื่อผู้บังคับบัญชามีคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนโดยอ้างเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีผลการปฏิบัติงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ตามมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นกำหนดเท่านั้น

ความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเกรงว่าจะได้รับนั้น มิได้เกิดจากคำสั่งย้าย ดังกล่าว

ไม่รับฟ้อง ไว้พิจารณา (คำสั่งที่ ๘๔๖ / ๒๕๕๐)

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน สมัยนี้แก้ง่ายยังกะแก้ผ้าซะแล้ว

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

ที่มา: กฎหมายข้างตัว คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน 2554

Monday, July 4, 2011

คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม

เข้าฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งที่รอมานาน

เงินทองน่าจะสะพัดทั้งจังหวัดตามปกติเช่นร้านป้ายโฆษณา ร้านอาหาร ร้านเครื่องเสียง

และสะพัดไม่ปกติ ซึ่งกระผมเคยมีประสบการณ์ตรงกับเขาเหมือนกัน

เงินที่แจกกันอุตลุดโดยเฉพาะคืนหมาหอน

จากประสบการณ์ตรงดังกล่าวทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า ใครหนอเป็นคนต้นคิดห้ามการแจกจ่ายเงินในการหาเสียง

คิดได้ไง เงินน่ะใคร ๆ ก็อยากได้ เมื่อคนแจกเขามีเงินและอยากแจก ก็ให้แจกกันให้เต็มเหนี่ยวเซ่คุณพี่ ชาวบ้านจะได้มีเงินค่าเทอมลูก

ดั๊นไปห้ามชาวบ้านรับเงินฟรี ฝืนธรรมชาติมนุษย์กันสุโค่ย

เออ ถ้าแจกไปแต่ละรายแล้วคะแนนของคนแจกขึ้นทันทีตามกฎหมายก็ว่าไปอย่าง

เขาจะเลือกหรือไม่ก็ไม่รู้ ไปคิดแทนชาวบ้านเองว่า ยังไง ๆต้องลงคะแนนให้คนแจกเท่านั้น

อย่างนี้วัยรุ่นเขาเรียกว่าเกรียนน่ะท่าน

โน่น ไอ้ที่ควรจะทำก็คือการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจชาวบ้านให้ได้ว่าเมื่ออยู่หลังคูหาแล้วเป็นอำนาจของประชาชนเท่านั้น ไม่มีใครมาบังคับได้

หาวิธีจัดการกับพวกที่มาบังคับให้ลงคะแนนซึ่งผิดกฎหมายแน่ ๆ

รณรงค์หน่อยว่าไอ้คนแจกเงินน่ะ ยังไง ๆ มันก็ต้องมาถอนทุนหลังเลือกตั้งแน่ๆ

จากนั้นก็ส่งเสริมการแจกเงินของผู้สมัครกันให้เป็นล่ำเป็นสัน ออกประกาศแสดงจำนวนเงินของการทุ่มแต่ละท่านให้ชาวบ้านได้เห็นกันชัด ๆ การแข่งขันจะได้ดุเดือดเป็นประโยชน์กับชาวบ้านโดยตรง

แล้วก็ประชาสัมพันธ์ตามแนวดังว่ากันให้หนัก ทำได้ครับท่าน รณรงค์ให้เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ยากกว่านี้ ยังทำได้นี่นา

เอาน่า ทำกันจริง เอาให้หนัก เดี๋ยวก็เลิกกันไปเอง ผู้สมัครแนวนี้ต่างหมดตูด เอ๊ย หมดเนื้อหมดตัว ส่วนชาวบ้านเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส

นาน ๆ เสนอความเห็นที อย่าหาว่าเฉิ่มเลยขอรับ

เสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบชาวบ้านแล้ว ก็ต้องโชว์กึ๋นทางวิชาการกันบ้างครับผม

คุณซีห้าอีเมลมาด้วยความร้อนใจ เพราะกำลังถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ไม่ได้บอกรายละเอียดมา บอกแต่ว่าถูกกลั่นแกล้งจะฟ้องร้องได้ประการใด

ปัญหาในเรื่องการดำเนินการทางวินัยข้าราชการที่รับฟังปัญหามาจากบรรดาแฟน ๆ ที่ติดตามกันมาทั้งหลายก็คือไม่ทราบว่าตรงไหนเป็นกระบวนพิจารณาทางปกครอง ตรงไหนเป็นคำสั่งทางปกครอง

และ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาอันที่จริงไม่ใช่เรื่องที่เป็นการดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัยสถานเดียว มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๘ / ๒๕๔๗ (ประชุมใหญ่)วินิจฉัยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขั้นต้นที่จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็น หลักประกันแก่ข้าราชการได้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองและความเป็นธรรมในการสอบสวน

ส่วนปัญหาการฟ้องร้องขอเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่เห็นว่าเป็นการแต่งตั้งกรรมการที่ไม่ชอบหรือไม่เป็นธรรมนั้น ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดสรุปได้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นเพียงกระบวนการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครองว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ ซึ่งหมายถึงเป็น การพิจารณาทางปกครอง

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการทางวินัย จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาจึง ไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๓ / ๒๕๔๘ ที่ ๗๓๔ / ๒๕๔๘ และที่ ๑๗๑ / ๒๕๔๙)

และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๒๗ / ๒๕๕๐ ที่วินิจฉัยถึงการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีข้าราชการผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่ารายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวเป็น กระบวนการภายในของฝ่ายปกครองในขั้นตอนของการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความผิดเพื่อพิจารณาเตรียมการในการออกคำสั่งทางปกครอง คำสั่งดังกล่าวจึง ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ดังกล่าว คดีนี้กระผมนำลงใน รายละเอียดไว้ให้ตรวจค้นในเว็บไซต์ข้างล่าง นี้แล้วครับผม

แล้วจะทำยังไง ฟ้องไม่ได้อย่างนี้

หนึ่ง คัดค้านกรรมการสอบสวน ที่เห็นว่าน่าจะไม่เป็นกลางหรือจะทำให้การสอบสวนไม่เป็นธรรมคาไว้ในสำนวนไว้เป็นหลักฐานสักหน่อย

สองใจเย็น ๆ รอปี่กลองเชิด ยื่นฟ้องเพิกถอนเมื่อมีคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ติดตามมาตามระเบียบ โดย ยกเหตุความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเป็นเหตุขอให้ศาลท่านเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยอันเป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะมีผลให้การลงโทษทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

ถ้าคุณซีห้าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาว่าไปตามแนวนี้ คุณพระย่อมคุ้มครอง อย่าเผลอไปท้าดีเบตกับเจ้านายก็แล้วกัน.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

ที่มา: กฎหมายข้างตัว คณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2554

กรรมการสอบสวนมีส่วนได้ส่วนเสีย

กรรมการสอบสวนมีส่วนได้เสีย ทำไงเมื่อกรรมการสอบสวนมีส่วนได้ส่วนเสีย

เสาร์ที่แล้ว จากเรื่องคณะกรรมการสอบสวนไม่เป็นธรรม

กระผมได้เรียนปิดท้ายว่า ท่านที่ถูกลงโทษทางวินัยจะฟ้องคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ได้

เห็นว่าคณะกรรมการบางคนมีเหตุส่วนตัวหรือมีส่วนได้เสียกับข้อกล่าวหาและกระทำการสอบสวนแบบมีวาระซ่อนเร้น

เพราะเป็นเพียงกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นการเตรียมการมีคำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครองอยู่ที่คำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษทางวินัย

สิทธิการิยะ ท่านว่าต้องฟ้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ส่วนพฤติกรรมของคณะกรรมการสอบสวนดังว่าตรงไหนที่ออกแนวเด็กแว้นท่านว่าให้บรรยายเสียให้ละเอียด

นั่นล่ะอาจเป็นเหตุให้กระบวนพิจารณาทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยซึ่งศาลปกครองอาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอน

ฉะนั้น จึงขอนำคดีปกครองที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะนี้มารายงานเพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านข้าราชการที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการที่ถูกลงโทษทางวินัย

ส่วนท่านที่ทำผิดจริงก็รับสารภาพเถิดครับ ถ้าไม่หนักหนาสาหัสถึงไล่ออก ปลดออก ก็ยังกลับเนื้อกลับตัวได้

คดีนี้นำมาจาก“บทวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับวินัยข้าราชการ กรณีศึกษาคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๕–๒๕๔๘ ของสำนักงานพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สำนักงานคดีปกครอง มีบทวิเคราะห์มาพร้อมกระผมจึงขออนุญาตนำมารายงานเพราะตรงกับแนวทางในเรื่องและมีประโยชน์ทั้งต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ถูกกล่าวหา

เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยยังมีสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ๓ ของสำนักงานสุขาภิบาล ถูกกล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ ไม่ทำหลักฐานส่งใช้เงินยืมทดรองราชการที่สุขาภิบาลอนุมัติให้ยืมตามโครงการศึกษาและดูงานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประธานคณะกรรมการสุขาภิบาลมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ผลการสอบสวนฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้ทำผิดวินัย ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

จุดเกิดเหตุอยู่นี่ ประธานกรรมการสอบสวนทางวินัยก็คือปลัดสุขาภิบาล และกรรมการอีกหนึ่งคนมีส่วนได้เสียในเรื่องนี้

ท่านปลัดสุขาฯประธานกรรมการเป็นผู้ยืมเงินทดรองเพื่อใช้จ่ายในโครงการ แต่ไม่ส่งคืนเงินยืมในฐานะผู้ยืม ส่วนกรรมการอีกคนดังกล่าวเป็นผู้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานตามโครงการ

เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาจึงยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการด้วยเหตุดังกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดยกคำร้องคัดค้านโดยเหตุผลว่า การให้ผู้ถูกคัดค้านซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์เป็นกรรมการสอบสวนด้วยจะเป็นประโยชน์เพราะจะทำให้ได้รับความจริง

คัดค้านไปอีกครั้งท่านผู้ว่าฯก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

แน่นอน หวยต้องออกว่า เจ้าหน้าที่การเงินฯผู้นี้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาควรไล่ออกจากราชการ จากความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยครับท่าน

เจ้าหน้าที่ผู้นี้ย้ายไปอีกเทศบาลหนึ่ง ท่านนายกเทศมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกโดย ใช้สำนวนการสอบสวนเดิม โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและสรุปความเห็นให้ ลงโทษไล่ออกจากราชการ

ในชั้น อ.ก.ท.จังหวัดมีมติให้ลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ ผู้ถูกลงโทษจึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว

คดีถึงที่สุดในชั้นศาลปกครองกลาง โดยศาลได้วินิจฉัยดังนี้

ปลัดสุขาภิบาลและผู้ฟ้องคดี มีข้อโต้แย้งกันว่าผู้ใดมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารหลักฐานเพื่อหักล้างเงินยืมทดรองราชการ การพิจารณาว่าใครมีหน้าที่จัดทำเรื่องเพื่อส่งคืนเงินยืมทดรองจึงเป็นประเด็นสำคัญในการสอบสวนวินัยผู้ฟ้องคดี

ปลัดสุขาภิบาลจึงเป็นผู้มีประโยชน์ได้เสียในประเด็นสอบสวนดังกล่าว ตามข้อ ๕ วรรคหนึ่ง(๒)ของกฎ ก.สภ.ฉบับที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๓๑)ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

การให้ปลัดสุขาภิบาลเป็นประธานสอบสวนต่อไปย่อมทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการสอบสวนที่ต้องการให้ได้ความจริงและเป็นธรรมแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหา

การใช้ดุลพินิจยกคำคัดค้านของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

และเมื่อไม่มีคำสั่งให้เปลี่ยนกรรมการสอบสวนที่ถูกคัดค้าน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่อาจนำมารับฟังเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีได้

คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาศาล
ปกครองกลางที่ ๘๖๕/๒๕๔๗)

เรื่องนี้มีข้อวิเคราะห์ประกอบว่า จากข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลแล้วทำให้วิเคราะห์ได้ว่า การฟ้องคดีนี้เป็นผลมาจากการใช้ดุลพินิจยกคำคัดค้านกรรมการสอบสวนของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการไม่ให้ความสำคัญต่อ หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่พิจารณาทางปกครอง ตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

กระผมขออภัยที่นำข้อมูลรายละเอียดคดีต่างๆ ลงในเว็บไซต์ข้างล่างตามที่ได้เรียนไว้ยังไม่เรียบร้อย ขอเวลาอีกนิดครับตามประสามือใหม่และแก่หัดขับ ยะการยะงานละก้อช้า ๆ เนิบ ๆ.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com

praepim@yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2554

คิดค่าธรรมเนียมวันไหน

คิดค่าธรรมเนียมวันไหน


เรียน คุณพิสิษฐ์

ขอทราบว่าค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินที่ขอจดทะเบียนตามคำสั่งศาลที่พิพากษาให้คู่สัญญาอีกฝ่ายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา จะคิดค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดในวันที่ยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่งหรือในวันที่นำคำสั่งศาลมายื่นขอจดทะเบียน ผมเห็นว่าน่าจะคิดอัตราค่าธรรมเนียมในวันที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพราะได้ยื่นขอจดทะเบียนมาก่อนแล้ว แต่คู่กรณีอีกฝ่ายไม่ยอมดำเนินการจนต้องฟ้องศาลดังกล่าว

ตอบ

เรื่องนี้มีคดีปกครองวินิจฉัยไว้และกระผมเคยนำลงในกฎหมายข้างตัวมานานแล้วครับ คุณสุพรคงเป็นแฟนรุ่นใหม่จึงขออนุญาตรีเทิร์นกันอีกครั้งเพราะเข้ากับบรรยากาศที่รัฐบาลท่านคุยว่าให้งดเว้นดอกเบี้ยสองปีสำหรับบ้านหลังแรก

เออ แล้วบ้านหลังแรกที่ยังผ่อนไม่หมดมาตั้งหลายปีแล้วนี่ขอถือโอกาสผสมโรงด้วยได้ไหมจ๊ะท่านรัฐมนตรี

น่าฉงฉานเหมือนกันนะ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๘ / ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในปี ๒๕๓๓ แต่ผู้ขายไม่ยอมโอนขายให้ ช่วงนั้นราคาที่ดินกำลังบูม เลยมีเหตุเปลี่ยนใจ

ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ขายเป็นจำเลยตามสัญญาพิพาท ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ฟ้องคดี

ปี ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีนำคำพิพากษามาขอจดทะเบียนโอนที่ดินตามคำสั่งศาล

นี่ไงปัญหา เจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๔๓ ปีที่แล้วมาเรียกเก็บ

ส่วนผู้ฟ้องคดีเห็นว่าได้มาใช้สิทธิจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ แต่ยังจดไม่ได้ก็เพราะต้องเป็นคดีความกันอยู่ ก็ต้องคิดตามอัตราค่าธรรมเนียมในปี ๒๕๓๓ ที่ได้มาใช้สิทธิจริง

หมายเหตุ ที่ต้องเถียงจนถึงต้องฟ้องศาลปกครอง เพราะราคาค่าธรรมเนียมปี ๒๕๔๓ สูงกว่าปี ๒๕๓๓ ตั้งเยอะ

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานที่ดิน จะต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามราคาประเมินที่ประกาศใช้ในขณะที่มีการจดทะเบียน คือตามประกาศของ ปี ๒๕๔๓

ไม่ใช่ตามประกาศในวันที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องต่อศาลยุติธรรม คือตามประกาศราคาประเมินในปี ๒๕๓๓

เพราะในขณะที่ยื่นฟ้อง สิทธิของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้ทรงสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นบุคคลสิทธิระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้จะขาย

ยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน

ฉะนั้นถ้าเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธการจดทะเบียนโอนที่ดินตามคำสั่งศาลเพราะผู้ฟ้องคดีปฏิเสธไม่ยอมเสียค่าธรรมเนียมตามที่เรียกเก็บ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปความคือต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามอัตราในวันเวลาที่ยื่นคำขอจดทะเบียนครับผม

คุณปะการังถามมาความว่า ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับเทศบาลท้องที่ ครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วขอต่อสัญญาท่านก็ขึ้นค่าเช่า ขึ้นเอา ๆ ชักทนไม่ไหว จะฟ้องต่อศาลปกครองได้ไหมเพราะท่านขึ้นค่าเช่ากันแบบตามใจฉัน ไม่ได้นึกถึงสัญญาที่ผูกพันปฏิบัติต่อกันมาแต่เดิม ขึ้นกันฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้เช่า

จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองกันได้อย่างไรบ้าง

เห็นใจครับ ที่ต้องมีหน้าที่จ่ายตามที่ท่านเรียกร้องเอาอย่างเมามันแบบปฏิเสธกันไม่ได้

แบบนี้ต้องฟ้อง แต่ต้อง ฟ้องต่อศาลยุติธรรม นะครับ ไม่ใช่ศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในข้อเท็จจริงเช่นนี้ ตาม คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๖๓ / ๒๕๕๐ ว่า

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์มีวัตถุแห่งสัญญา คือ ให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในอาคารของเทศบาลผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีจะชำระค่าเช่ารายเดือนเป็นการตอบแทน

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลจึงมีผลเท่ากับเทศบาลมุ่งผูกพันตนกับคู่สัญญาฝ่ายผู้ฟ้องคดีด้วยใจสมัครบน พื้นฐานแห่งความเสมอภาค

แม้ว่าสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเทศบาลผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็น สัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง

ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อีกเรื่อง บ่นกันมากเรื่องเรียนฟรีของรัฐบาล ทำไมมีแต่เสียงเซ็งแซ่ว่าฟรีซะที่ไหน มีค่าโน่นค่านี่จิปาถะ รวม ๆ แล้วหลักหมื่นอัพ

ตอบ อุตส่าห์ส่งอีเมลมาระบาย ก็ต้องตอบตามที่เขาว่ากันว่า ของฟรีไม่มีในโลกครับผม

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

praepim@yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 07 พฤษภาคม 2554

ปรับมากไป

ฝนตกหนักบ้างแล้งบ้าง ไม่เป็นปัญหาเฉพาะเกษตรกรแต่ยังมีปัญหาถึงผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย

ฝนตกบ่อย ๆ ทำงานไม่ได้ ส่งงานให้ส่วนราชการผู้ว่าจ้างไม่ทันครับท่าน

ส่งงานไม่ทันตามกำหนดในสัญญา ถูกปรับทุนหายกำไรหด เผลอ ๆ แจ๊กพอตแตกถูกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำที่ในวงการเรียกกันว่าบัญชีหนังหมาเป็นผู้ทิ้งงาน

ที่จริง ส่วนราชการว่าจ้างท่าน ก็ไม่ได้ดุร้ายขนาดผิดสัญญาส่งงานไม่ทันท่านจะเล่นกันให้เจ๊งลูกเดียว

กฎระเบียบที่เกี่ยวกับการนี้ ท่านกำหนดไว้ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งส่วนราชการผู้ว่าจ้างและเอกชนผู้รับจัดซื้อจัดจ้าง

แต่การทำงานของข้าราชการ มีคำว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ผู้ใดกระทำการอันได้ชื่อว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการแล้วไซร้

มีพวงมาลัยคล้องคอตั้งแต่ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก ตัดเงินเดือนจนถึงว่ากล่าวตักเตือน

แต่ละอย่างน่าเข้าใกล้ซะที่ไหน

ว่ากันถึงเรื่องการปรับฐานส่งงานไม่ทันตามกำหนด หลวงท่านก็ไม่ได้ตึงไม้ตึงมือว่าจะปรับลูกเดียว มีเหตุสุดวิสัยควรผ่อนปรน ก็ยังให้มาคุยขยายเวลากันได้

แต่ไอ้ตรงนี้ก็ต้องระวังท่านผู้รับเหมาที่เขี้ยวโง้ง อาศัยเหตุขอขยายเวลาอยู่เรื่อยจนทางราชการแทบไม่ได้ประโยชนเรื่องมันจึงต้องปรับกันมั่ง

ห้ามมาอ้างแบบนักวิชาการว่าหน้าข้าวหน้าเหล้า นักเลงเขาไม่ทำกัน

องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)แห่งหนึ่งทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดคู่สัญญาให้ก่อสร้างสระน้ำ

ฝนตกหนักผิดฤดูกาลห้างผู้รับจ้างทำงานไม่ทันตามกำหนดแปดสิบวันขอขยายเวลาก่อสร้างอีกสี่สิบวันและของดค่าปรับ อบต.ผู้ว่าจ้างท่านก็ตกลงแต่ให้ขยายเวลาและงดค่าปรับแค่ ๒๕ วัน

ทำบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้างไว้เป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร

ฝนยังตกหนักทำงานไม่เสร็จตามกำหนดยาวไปหน่อยจึงขอลดค่าปรับหน่อยเถอะท่าน

คราวนี้ อบต.ผู้ว่าจ้างขอคิดค่าปรับตามสัญญาซึ่งตกลงกันที่ ร้อยละ ๐.๒๐ ซึ่งห้างผู้รับจ้างเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๘ เพราะงานนี้เป็นการจ้างซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน ตาม ข้อ ๕๖ แห่งระเบียบนี้ที่กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตรา ร้อยละ ๐.๐๑–๐.๑๐ ของราคางานจ้าง ท่านคิดตั้ง ๐.๒๐ มันเกินขนาดนะท่าน

เถียงข้อกฎหมายได้น่าฟัง อบต.ผู้ว่าจ้าง ตกลงทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเอาแค่ ๐.๑๐ ตามนั้น

ไม่ทราบท่านกลับไปนอนคิดอีท่าไหน กลับมาใหม่ไม่เป็นนักโลงนักเลงละวะเตะสำรับวงข้าววงเหล้ากระจายขอคิดค่าปรับ ร้อยละ ๐.๒๐ เหมือนเดิม ให้ทำบันทึกตกลงใหม่เรียกค่าปรับเต็มพิกัด กรณีนี้ไม่เข้าข้อ ๕๖ มีไรมั้ย

มีเซ่ มีคดีที่ศาลปกครองไง ห้างผู้รับจ้างเป็นผู้ฟ้องคดีขอให้อบต.ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้หรือคืนเงินค่าปรับที่ปรับเกินอัตราพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง

ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีทำบันทึกตกลงกันโดยสมัครใจ การขุดสระน้ำ ไม่เข้าลักษณะการจ้างที่ต้องการผลสำเร็จของงานพร้อมกัน ตามข้อ ๕๖ เมื่อปรับตามสัญญาในอัตราไม่เกิน ร้อยละ ๐.๒๐ จึงเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงในสัญญา พิพากษายกฟ้อง

ห้างผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย ห้างผู้ฟ้องคดีผิดสัญญา ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดในสัญญา จึงต้องรับผิดต่ออบต.ผู้ถูกฟ้องคดี

ส่วนต้องรับผิดชำระค่าปรับเท่าใด ท่านว่าสัญญาขุดสระน้ำ ผู้รับจ้างต้องขุดให้แล้วเสร็จ จึงจะสามารถใช้และได้ประโยชน์จากสระน้ำ

สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ต้องการผลสำเร็จของงานพร้อมกัน และระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจ อบต. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐดำเนินกิจการทางปกครองที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายมหาชนซึ่งลักษณะเป็นกฎหมายบังคับ (ius cogen) และเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงมิอาจเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามหรือตกลงเป็นอย่างอื่น

ข้อตกลงในเรื่องอัตราค่าปรับตามสัญญาที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในข้อ ๕๖ วรรคหนึ่งของระเบียบดังกล่าว ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชนจะให้ความยินยอมหรือไม่ก็ตาม ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นคู่สัญญาก็ไม่มีอำนาจทำข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้

ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราค่าปรับที่กำหนดในสัญญาจ้างจึงใช้บังคับไม่ได้ ผู้ฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องชำระค่าปรับเกินอัตราร้อยละ ๐.๑๐ ของราคางานที่จ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิปรับวันละ ๑,๓๑๘ บาท รวม ๒๑๗ วันเป็นเงินค่าปรับ ๒๘๖,๐๐๖ บาท

ท่านว่าเบี้ยปรับที่สูงเกิน ส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามมาตรา ๓๘๓วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คดีนี้ วงเงินค่าจ้าง ๑,๓๑๘,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้รับความเสียหายแต่ ปรับผู้ฟ้องคดีถึง ๕๗๒,๐๑๒ บาท คิดเป็นร้อยละ ๔๓ ของวงเงินค่าจ้าง ค่าปรับจึงสูงเกินส่วน

และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวกำหนดว่า กรณีคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาและต้องมีการปรับหากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างให้ประธานกรรมการบริหารบอกเลิกสัญญาโดยผ่านความเห็นชอบของผู้สั่งซื้อสั่งจ้างก่อน


เห็นได้ว่า ระเบียบดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้จำนวนเงินค่าปรับสูงสุดเพียงร้อยละสิบ ของวงเงินค่าจ้างกรณีที่เกิดความล่าช้าโดยผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา

ดังนั้นเงินค่าปรับที่เหมาะสมต้องชำระควรเป็นร้อยละสิบคือเป็นเงิน ๑๓๑,๘๐๐ บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีหักค่าปรับไว้ ๕๗๒,๐๑๒ บาท จึงต้องคืนค่าปรับให้ผู้ฟ้องคดี ๔๔๐,๒๑๒ บาท แต่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ขอคืนเงินค่าปรับจำนวน ๒๘๖,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยจึงให้คืนในจำนวน ๒๘๖,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าชำระเสร็จ พิพากษากลับเป็นให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาที่ อ. ๓๔๕/ ๒๕๕๐).

(สำหรับการคืนค่าปรับพร้อมดอกเบี้่ย ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืน คือ ร้อยละ 7.5 ตามที่กฎหมายกำหนดเด้อ)

คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดโดยละเอียดดูในเว็ปไซต์ได้ครับผม

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

www.naipisit.com praepim @ yahoo.com

ที่มา: กฎหมายข้างตัว เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน 2554

มีทรัพย์มีหนี้ต้องโชว์

บ้านเมืองเรานี่มีเรื่องแปลกให้คุยกันเรื่อย

กระทั่งเรื่องการทุจริตต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งภาครัฐภาคเอกชนก็ยังมีเหตุให้ชาวบ้านตั้งข้อสังเกต

ภาคเอกชนนั่น เขาใช้ประมวลกฎหมายอาญา เพียงฉบับเดียวเอาอยู่

ส่วนภาครัฐซึ่งรวมถึงภาคการเมือง มีทั้งกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญมีทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง.

ได้ผลขนาดไหนเป็นที่ประจักษ์กันดี เห็นว่าพัฒนาจากสิบเปอร์เซ็นต์เป็นสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว

มีประชุมเทกระจาดของพะนะท่าน ทิ้งทวนไว้เป็นประวัติศาสตร์อีกแน่ะ

เอาเชิงข้อมูลให้น่าเชื่อถือ จากข่าวสื่อมวลชนในขณะนี้ว่าเรตติ้งจาก “ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น” ประจำปี ๒๕๕๓ ของ “องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” ระบุว่า ประเทศไทยได้คะแนน ๓.๕ จากคะแนนเต็ม ๑๐ อยู่อันดับที่ ๗๘ จาก ๑๗๘ ประเทศทั่วโลก และครองตำแหน่งอันดับ ๙ จาก ๒๓ ประเทศในเอเชีย

แบบนี้ เขาเรียกว่า เจริญลงนะโยม

เอา ก็ปรับปรุงกฎหมายแก้โกงกันใหม่ตามวิสัยพี่ไทยคนชอบกฎหมาย

บัดนี้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ไปเรียบร้อยแล้ว

แก้ไขเปลี่ยนแปลงหลายมาตราเพื่อให้ ป.ป.ช.ไล่จับคนทุจริตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แต่มีบางประเด็นที่อ่านแล้วต้องรีบเอามารายงานด้วยความเป็นห่วง

ห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์ที่เป็นคนกันเองทั้งนั้น

ก็ท่านผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างท่านนายก อบต. ท่านนายกเทศมนตรี ท่านนายก อบจ. ท่านรอง ท่านผู้ช่วยที่เคารพของกระผมไงเล่า ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะกำหนดในรายละเอียดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดและรายได้ระดับไหนอยู่ในภาคบังคับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วยังท่านสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกัน

ท่านทั้งหลายทั้งปวงนี้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่ บัดนี้ท่านเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามบทนิยามตามมาตรา ๔ แห่งกฎหมายฉบับนี้แล้ว

เมื่อท่านได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็มี หน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของท่านบวกด้วยของลูกเมียให้เรียบร้อย

กระผมในฐานะพลเมืองเต็มขั้นในความปกครองดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล อยู่นอกเมืองเสียด้วยนะขอรับ เป็นห่วงมากจึงต้องรีบมาโพนทะนาให้ทราบ

เพราะกระบวนการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว มีขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งถ้ามีเวลาทำความเข้าใจพอ ตรงไปตรงมา โปร่งใส ท่านผู้บริหารระดับนี้หรือท่านสมาชิกสภาทั้งหลายสามารถทำได้สบายมาก

แต่ที่ต้องเป็นห่วงเพราะแค่ปัญหาการบริหารงานให้ประชาชนในพื้นที่พอใจก็หนักหนาสาหัส ยังต้องรบรากับฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะเตะเก้าอี้อยู่ตลอดเวลานั้นอีกเล่า

เป็นห่วงว่า ยื่นบัญชีแล้วลืมแนบสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมาด้วยหรือเปล่า ลืมสำเนาหลักฐานความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินหรือเปล่า ลืมจัดทำรายละเอียดเอกสารประกอบบัญชีด้วยหรือเปล่า ลงลายมือชื่อรับรองครบถ้วนหรือเปล่า

แล้วไปยื่นตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือเปล่า ทั้งตอนที่เข้ารับตำแหน่ง และที่พ้นจากตำแหน่ง หรือครบหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง

เผลอไผลไม่ไปยื่นบัญชีตามเวลาที่กฎหมายกำหนด แสดงไปไม่ครบ เพราะกลัวเมียรู้สมบัติที่แอบซ่อนไว้เลยไม่แจ้งหรือแจ้งไปเป็นเท็จมั่ง

ระวังถูกเขาหาว่า จงใจไม่ยื่นบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด จงใจยื่นบัญชีอันเป็นความเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ท่านได้รับสิทธิให้ไปแก้ข้อกล่าวหาที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และถ้าไม่เจ๋งจริงแสดงความบริสุทธิ์ไม่ได้

ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และถ้ามีนัยซ่อนเร้นในทางทุจริตท่านก็จะได้รับโปรโมชั่นในทาง คดีอาญา แถมให้ลุ้นกับคุกต่อไปด้วย

ด้วยความเป็นห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์ที่มีหัวโขนกันดังกล่าว กระผมจึงขอเรียนให้ทราบว่าต่อไปนี้กระผมจะขออนุญาตนำ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเรื่องการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน มารายงานในกฎหมายข้างตัวไว้เป็นแนวทางเช่นกัน

และสำหรับท่านที่อยากทราบรายละเอียดหรือมีปัญหาจะปรึกษาคุยกันโดยตรง โปรดติดต่อทางอีเมลหรือเว็บไซต์ข้างล่าง ด้วยความยินดีครับผม

จัดให้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะท่านข้าราชการ เช่น เรื่องวินัย การโยกย้ายแต่งตั้ง การจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น

นี่ยังไม่พูดถึงบทนิยามใหม่ของ “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” “ผู้บริหารระดับสูง” “ผู้อำนวยการกอง” ที่ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้นนะขอรับ ซึ่งยังต้องเป็นห่วงแฟน ๆ เดลินิวส์กันอีกชุดใหญ่ครับผม.

พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

praepim@yahoo.com