ผมมีเงินมากพอที่จะ...
ถอย BMW ในฝัน แต่ผมไม่ทำ
คนที่จะจนคือ...มีเงินปั๊บ ซื้อของที่ตัวเองอยากได้ก่อน
คนจะรวย มีเงินจะเอาเงินไปซื้อกิจการ
ไปต่อยอดก่อน
ไม่เชื่อไปสังเกตุตัวเองดูนะ
ได้โบนัสมา5หมื่น กินเที่ยว ซื้อนาฬิกาที่ชอบ3หมื่น
แล้วไง?? กี่ปีแล้วที่ชีวิตเป็นแบบนี้
กี่ปีๆก็ตื่นไปให้คนอื่นชี้นิ้วใช้งาน
สิ้นปีมาก็....เหมือนเดิมครับ
อ้างอีกแล้ว....ทำงานเหนื่อยมาทั้งปี
ซื้อของดีๆขอกินดีๆให้รางวัลชีวิตตัวเองหน่อย
ปีนี้ได้โบนัสมากหน่อย6หมื่น
ซื้อโทรศัพท์ใหม่25,000
พากันไปฉลอง2หมื่น เปลี่ยนแม็กรถอีก18,000 ตังค์หมดพอดี
ทุกๆปีทำแบบนี้....
ผ่านไป 10 ปี นั่งกินเหล้ากับเพื่อน
ต่างคนต่างถามกันเอง ทำไมพวกเราจนจังว่ะ?
ทำงานมาตั้งนาน....ไม่รวยสักที!!
ทีนี้รู้ยังทำไมไม่รวย??
คุณไม่เคยเปิดใจ ไม่เคยเปิดตัวเองให้ได้รับโอกาศ
และที่สำคัญ นั่งรอแต่โอกาศ ทำไมไม่สร้างโอกาศเอง??
งอมืองอตีนรอคนอื่นทำไม?
เมื่อก่อนผมก็เป็นครับ
แม่งเอ๊ยยย ทำงานเหนื่อยมาทั้งเดือน
กูขอให้รางวัลชีวิตบ้าง
แดกเหล้าแพงๆ ซื้อทุกอย่างที่อยากได้
นั่งร้านอาหารดีๆ ยังไม่ถึงวันที่10ของเดือนเลย
เงินเดือนหมดแล้ว....
เงินหมดแดกมาม่าบ้าง ยืมเพื่อนบ้าง
กู้เขามาแดกบ้าง
ไหนหล่ะ??? กางเกงตัวละ 1800
เอามาแดกได้มั้ย?? รองเท่าคู่ละ 2000
หั่นแดกให้อิ่มท้องหรือเปล่า?
แดกอาหารแพงๆ มึงอิ่มทั้งเดือนหรือไง?
คนส่วนใหญ่ในสังคม...เข้าใจ
คำว่ารางวัลชีวิตผิดๆ
ไม่รวยจริงๆ อย่ากระแดกทำแบบนี้
ผมเคยเป็นมาก่อน กี่ปีๆแม่งผมก็จนแล้วจนอีก
จนเพราะ เงินเดือนออกมา ก็อ้างเหมือนเดือนที่แล้ว
เหนื่อยมาทั้งเดือนแล้ว ขอให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ้าง!!
คนรวยเขาซื้อของแพงๆหลังจากรวยแล้ว
คนจนซื้อแต่ของแพงไทั้งๆที่ยังไม่รวย
คนรวย สร้างแต่กิจการไปตรงไหนก็มีสาขา
มีร้านตัวเอง หันไปทางไหน มีแต่รายได้
คนจน สร้างแต่หนี้ หันไปทางไหนก็มีแต่เจ้าหนี้
รายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายมากกว่าเดิม
ผมเคยเป็นมาก่อนครับ
ตั้งแต่ผมรู้ว่าควรใช้เงินทำอะไร
ตั้งแต่ผม....ฉลาดกว่าเงิน ผมก็สบาย
ถ้าอายุ 45-50 อยากนั่งทำงานงกๆๆ
ให้คนอื่นชี้นิ้วสั่งงาน ก็ทำบ่อยๆนะครับ
ไอ้ที่ว่า เหนื่อยมาทั้งปีแล้ว ขอให้รางวัลกับตัวเองบ้าง !
---------------------
Cr: สิริทัศน์ สมเสงี่ยม
Showing posts with label สอนให้คิด"นอกกรอบ" Frameless Thinking. Show all posts
Showing posts with label สอนให้คิด"นอกกรอบ" Frameless Thinking. Show all posts
Thursday, February 18, 2016
Sunday, February 14, 2016
วิกฤติการศึกษาไทย: อนุบาลถึงอุดมศึกษา
รศ. ดร.วรากรณ์ ชี้การศึกษาไทยมีแอบแฝงยาพิษ 8 อย่าง อันตรายเทียบได้กับ “ปรอท” เพราะให้เด็กไทยตายลงช้าๆ ซึ่งต้องแก้ปัญหาร่วมกันทั้งครู พ่อแม่ สังคม และสื่อ พร้อมเสนอว่าทักษะวิชาชีพ และทักษะ 4C จะช่วยให้เด็กไทยปลอดยาพิษ ในงาน 100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 6
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้กล่าว เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 เนื่องในโอกาส คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน 100 ปี ชาตกาล ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 6 “การศึกษากับยาพิษแอบแฝง” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปาฐกถาว่าด้วยเรื่องการศึกษาว่า “ถ้าไม่รู้ว่าการศึกษาคืออะไร ก็ให้ดูว่าอะไรที่ไม่ใช่การศึกษา” ซึ่งการศึกษาในที่นี้คือการศึกษาทั้งในระบบซึ่งมีอยู่ 9 ล้านคน และการศึกษานอกระบบซึ่งมีอยู่ 61 ล้านคน ทั้งนี้ เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีผู้ที่มีการศึกษาในระบบน้อยมาก โดยเปรียบเทียบได้ว่า ถ้ามีผู้เข้าเรียนอนุบาล 100 คน จะพบว่ามีผู้เรียนจบมัธยมปลายเพียง 42 คน หายไประหว่างทางถึง 58 คน นั่นคือหากดูจากจำนวนคนที่มีการศึกษาในระบบแล้วพบว่าประเทศไทยขาดคนที่มีการศึกษาตลอดชีพจำนวนมาก
ขณะนี้ประเทศไทยมีคนในระบบการศึกษาเพียง 9 ล้านคนเท่านั้น เพราะประชากรลดน้อยลง โดยระหว่างปี 2506-2526 มีเด็กเกิดปีละมากกว่า 1 ล้านคนต่อเนื่องตลอด 20 ปี แต่ตั้งแต่หลังปี 2526 เป็นต้นมา คนไทยเกิดต่ำกว่า 1 ล้านคน และลดจำนวนเกิดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2527 มีจำนวนเด็กเกิด 7.7 แสนคนเท่านั้น ในขณะที่มีคนตาย 4 แสนคนต่อปี เพราะฉะนั้น ประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนคนเท่านั้นเอง นี่คือคำตอบที่ว่า “คนไทยหายไปไหน ทำไมต้องนำแรงงานต่างชาติเข้ามา”
สำหรับแรงงานไทยในอดีตมีแรงงานเข้าสู่ตลาดร้อยละ 1.2 ต่อปี ปัจจุบันเหลือร้อยละ 0.2 ต่อปีเท่านั้น นี่คือปัญหาของอุตสาหกรรมไทยที่จะไม่มีคนทำงาน ซึ่งอีก 20 ปีข้างหน้าแรงงานไทยจะเหลือเพียงครึ่งเดียวของแรงงานไทยในปัจจุบันเท่านั้น
การท่องจำไม่ใช่การศึกษา
การท่องจำเพียงอย่างเดียว ในบางกรณีการศึกษาต้องมีการท่องจำประกอบ เช่น การศึกษาของแพทย์ แต่การศึกษาไม่ใช่ “รู้หรือไม่รู้” การศึกษาไม่ใช่ “เครื่องมือยกฐานานุภาพ” ที่ทำให้คนมุ่งแต่จำนวนปริญญา การศึกษาไม่ใช่ “เกณฑ์ในห้องเรียนเพื่อสอบให้ผ่าน”
จากประสบการณ์การเป็นอาจารย์ นักศึกษาจำนวนมากถามว่า “อาจารย์ครับ ตรงนี้ออกข้อสอบหรือเปล่า” ซึ่งผมบอกเลยว่า “ฟังให้ดีนะ เราไม่ได้เรียนเพื่อสอบ แต่สอบเพื่อกดดันให้คุณตั้งใจเรียนเท่านั้นเอง” แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเรียนเพื่อสอบในห้อง และเข้าใจว่าการศึกษาคือการเรียนรู้ในห้องเรียน จนลืมไปว่าเส้นอุปสงค์ (demand) อุปทาน (supply) ที่เคลื่อนไปมาในเศรษฐกิจนั้นคือ สิ่งที่อยู่นอกห้องเรียนแต่จำลองมาไว้ในห้องเรียนเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจนอกห้องเรียนมากขึ้น แต่การศึกษาไทยจำนวนมากยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างในห้องเรียนกับนอกห้องเรียน
“กระบวนการคิด” ไอน์สไตน์กล่าวว่า “การศึกษาไม่ใช่การเรียนเกี่ยวกับความจริง แต่เป็นการฝึกฝนใจให้คิด” นี่คือคำพูดของบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 เพราะว่าคนที่ปลุกวิญญาณการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดช่วง 100 ปี และในปี พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ไอน์สไตน์ได้เขียนบทความหนึ่งที่ ณ ตอนนั้นคนยังไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นความจริงว่า “แรงโน้มถ่วงของโลกไม่ได้เกิดจากแรงดึงดูดของโลกเหมือนที่นิวตันเคยบอก แต่เกิดจากความโค้งของจักรวาลที่ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงให้ทุกอย่างตกลงบนโลก ซึ่งสังเกตได้จากแสงจากดวงอาทิตย์ที่ไม่เดินทางตรงแต่โค้ง” จนมีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งพิสูจน์ได้ว่าแสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง จากแสงของดวงจันทร์เวลาเกิดสุริยุปราคา นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ยังปลุกจิตวิญญาณเรื่องของสังคม ปรัชญา การศึกษา และการดำรงชีวิตของคนด้วย
เช่นเดียวกัน อาจารย์ป๋วยก็ได้ปลุกความคิดเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งหากย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2513-2514 คนไทยยังไม่ได้คิดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำและเรื่องการพัฒนาชนบท แต่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ที่บอกว่า “ภาคชนบทสำคัญที่สุดและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ซึ่งตราบใดที่ไม่เกิดการกระจายรายได้ที่ดี ประเทศลำเอียงแน่นอน”
ไอน์สไตน์กล่าวว่า “การศึกษาไม่ใช่การเรียนเกี่ยวกับความจริง แต่เป็นการฝึกฝนใจให้คิด” นี่คือคำพูดของบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่ปลุกวิญญาณการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดช่วง 100 ปี
“กระบวนการสร้างความใฝ่รู้”ไม่ใช่การตักน้ำใส่ถัง
“กระบวนการสร้างความใฝ่รู้” การศึกษาไม่ใช่การตักน้ำใส่ถัง แต่เป็นการจุดไฟให้ใฝ่รู้ เพราะการสอนบทเรียนสอนได้แค่วันละ 1 บท แต่หากให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองเด็กจะเรียนรู้ได้วันละเป็น 100 บท รวมถึงฝึกการอ่านความคิดซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม และการสร้างทัศนคติของคน เพราะการศึกษาทำให้คนมีทัศนคติที่กว้างและเข้าใจโลกได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะทัศนคติที่เป็นบวก ซึ่งขณะนี้มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากระบุว่า คนที่มีความคิดเป็นบวก ทำให้วงจรสมองบันดาลให้เกิดความกล้าและประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่คิดลบทำอะไรก็จะล้มเหลว
“กลไกการสร้างคุณธรรมและจริยธรรม” ถ้าการศึกษาไม่มีกลไกนี้ก็จะไม่มีประโยชน์ โดยความหมายตามพจนานุกรมระบุว่า 1. คุณธรรม คือ เรื่องความดีและเป็นธรรม 2. จริยธรรม คือ ธรรมที่เป็นข้อควรปฏิบัติ 3. ธรรม คือ คุณความดี ความจริง และความถูกต้อง ส่วน 4. จรรยาบรรณเป็นระเบียบที่ต้องประพฤติของผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ซึ่งถ้ายึดตามความหมายนี้แล้วแน่ชัดว่าการศึกษาเป็นกลไกที่สร้างคุณธรรม จริยธรรม นอกเหนือจากกระบวนการคิด การอ่าน และการใฝ่รู้
นอกจากนี้ ไอน์สไตล์ยังกล่าวว่า “การศึกษาคือสิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังจากรื้อทุกอย่างที่เรียนที่โรงเรียนเรียบร้อยอยู่ การศึกษาคือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในตัวคน หลังจากลืมทุกอย่างที่เรียนในโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว” ซึ่งผมคิดว่าเป็นความจริง เพราะส่วนตัวผมจำการพิสูจน์ทฤษฎีต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ไม่ได้แล้ว ทั้งเรขาคณิต พีทากอรัส ตรีโกณมิติฯลฯ และก็ไม่รู้ว่าจะจำไปทำไม แต่อย่าลืมว่าการศึกษาคือกระบวนการที่ทำให้เกิดศรัทธาในสิ่งที่เป็นความจริง และฝึกฝนทักษะการใช้ตรรกะการคิด
“เป้าหมายการศึกษาประกอบด้วย 1. ต้องมีความรู้ คือ การจดจำไอเดีย เนื้อหา ปรากฏการณ์ 2. ความเข้าใจ 3. การนำไปใช้ การใช้หลักการหรือกฎเกณฑ์ในสถานการณ์ใหม่ 4. การวิเคราะห์ คือ การแยกแยะสารสนเทศ จับประเด็นความสัมพันธ์ส่วนต่างๆ ของสารสนเทศ 5. การสังเคราะห์ นำองค์ประกอบต่างๆ มารวมกันเพื่อสร้างภาพใหม่ และ 6. การประเมิน”
การศึกษาอาบยาพิษ
สำหรับ “ยาพิษ” ในการศึกษาเปรียบได้กับ “ปรอท” เพราะว่าไม่ได้ทำให้ตายทันที แต่ตายทีละน้อย ซึ่งการศึกษาที่แฝงยาพิษนี้ไม่ใช่การศึกษาจากในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะคนจะเป็นอย่างไร มีการศึกษาแค่ไหน มีจริยธรรม มีความคิด มีความใฝ่รู้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงเรียนเท่านั้น แต่มาจากครอบครัว สิ่งแวดล้อมรอบข้าง และสังคมด้วย
ถ้าเปรียบครูเป็นหมอจะเห็นชัดเจนมากว่า ครูไม่เคยถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเป็นครูเลย ในขณะที่หมอรักษาคนไข้แล้วคนไข้ตายหมอจะถูกฟ้องร้องได้ นั่นคือ ครูอาจจะให้ยาพิษฆ่าคนทีละน้อยๆ เช่น สอนหนังสือก็ไม่ดี ไม่ตั้งใจสอน ฯลฯ แต่ไม่เคยถูกฟ้องร้องเลย เพราะว่าใช้เวลานานมากกว่ายาพิษจะแสดงอาการ ทำให้ครูมีลักษณะพิเศษ คือ ทำร้ายคนโดยที่ตัวเองไม่รู้
“การศึกษาเป็นยาพิษได้ ถ้าการศึกษาที่ให้นั้นเป็นการศึกษาที่ไม่สมควรจะเป็น และการศึกษาที่เป็นยาพิษอย่างดี คือ การศึกษาที่ไม่ได้ทำให้คนเห็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับทำให้เห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เสมือนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความเลวเป็นความดี คุ้นเคยกับความเลว ซึ่งยิ่งเป็นยาพิษมากขึ้นเพราะฝังอยู่ในใจเด็ก เช่น เด็กเห็นทุกวันว่าครูคอร์รัปชันในโรงเรียน, พ่อแม่ทำสิ่งไม่เหมาะสมทางศีลธรรม ฯลฯ และสุดท้ายกลายเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดคือ เด็กเห็นความเลวร้ายนั้นเป็นของธรรมดา แล้วคนเลวก็กลายเป็นเพื่อนกันได้ เห็นอกเห็นใจกัน และมีข้อยกเว้นสำหรับคนเลวได้”
8 ยาพิษที่แอบแฝงในการศึกษา
1. Parent/teacher center คือ การศึกษาที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เรียน (student center) แต่พ่อแม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูก ทั้งนี้ พ่อแม่มีลูกเพื่อให้ความทรงจำที่ดีกับลูก เพราะถ้าวันหนึ่งข้างหน้าพ่อแม่ตายไปแล้วเด็กเติบโตขึ้นมาโดยที่พ่อแม่ทำหน้าที่เต็มที่ตั้งแต่เด็กๆ ก็จะทำให้เด็กมีความทรงจำที่ดี แต่ถ้าพ่อแม่หรือครูไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ปัญหาก็จะเกิดขึ้น เป็นเสมือนยาพิษในใจเด็ก
เช่น “ผลประโยชน์ผู้สอนเป็นสำคัญ” คือ เวลาสอนในห้องเรียนครูสอนไม่เต็มที่ เพื่อที่จะได้สอนพิเศษ ซึ่งการกระทำอย่างนี้ของครูเด็กก็รู้เพียงแต่จะพูดหรือไม่เท่านั้น อย่างโรงเรียนมัธยมของไทยหลายแห่งมีเด็กจำนวนมากที่เรียนพิเศษต่อหลังเลิกเรียน เพื่อเป็นรายได้ให้กับครู
แต่การศึกษาไทยไม่ค่อยพูดประเด็นนี้ เพราะว่าแสลงใจ แต่ ณ สถานศึกษาแห่งนี้เราพูดได้เพราะเป็นความจริง และเป็นอุปสรรคของการศึกษา เนื่องจากเด็กและผู้ปกครองหลายคนไม่ได้อยากเรียนพิเศษ แต่ไม่อยากให้มีปัญหาที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนแปลกแยก เช่น ครูไม่ชอบหน้า แปลกแยกจากเพื่อน ดังนั้นจึงตัดสินใจให้เรียนพิเศษที่โรงเรียน ซึ่งราคาอาจจะเดือนละ 300-400 บาทต่อคน แต่ความจริงมูลค่าเงินไม่ใช่แค่หลักร้อย เพราะโรงเรียนมีนักเรียนหลักพัน บางแห่งมีถึง 4,500 คน ซึ่งปัญหานี้ครูใหญ่ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรเพราะปฏิบัติกันมาแบบนี้ตลอด
“สำหรับผมนี่คือยาพิษ เพราะเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แต่เด็กเคยชินกับความไม่ถูกต้องแล้ว ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือความไม่ถูกต้องนั่นเอง แล้วไม่มีอะไรที่เป็นยาพิษมากกว่าเห็นผิดเป็นถูก เด็กและประชาชนเห็นคอร์รัปชันในโรงเรียน ในสังคม ซึ่งสิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่เพียงทรัพยากรหายไป แต่คอร์รัปต์จิตใจของคนให้เห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องน้อยลง หรือเคยชินกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
เรื่องครูหารายได้จากสอนพิเศษเป็นปัญหาที่ต้องพูดคุยกันและหาทางแก้ไข แม้ว่าบางโรงเรียนอาจจะไม่มีการสอนพิเศษหลังเลิกเรียน แต่บางโรงเรียน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีจำนวนมาก และช่วงปิดเทอมจะมีเด็กจากอำเภอไกลๆ มาอยู่ในตัวจังหวัดโดยมีหอพักรองรับจำนวนมาก เพื่อมาเรียนพิเศษกับครูที่สอนในโรงเรียนประจำจังหวัด ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นไรเพราะว่าเป็นงานพิเศษของครู แต่ที่แปลกคือนักเรียนในโรงเรียนที่ครูสอนประจำต้องมาเรียนพิเศษด้วย เพราะถ้าไม่เรียนก็จะกลายเป็นคนแปลกแยก ซึ่งเป็นปัญหาแน่นอนเพราะสังคมไทยเป็นสังคมของคนที่ต้องน่ารัก ถ้าใครคิดนอกกรอบ ไม่ว่านอนสอนง่ายจะเป็นปัญหา
รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ยังกล่าวให้ข้อคิด
รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
นอกจากนี้ ยาพิษในใจเด็กยังเกิดจากพ่อแม่ที่ละเลยศีลธรรม เช่น หลายปีก่อนมีกลุ่มพ่อแม่จากโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งมาฟ้องกระทรวงศึกษาธิการให้ย้ายเด็กคนหนึ่งออกจากโรงเรียน ชอบเปิดกระโปรงผู้หญิงเป็นประจำ แต่ปรากฏว่าย้ายไม่ได้ เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่มีกฎไล่เด็กออกจากโรงเรียนนานแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน โรงเรียนจึงไม่สามารถย้ายเด็กออกได้
ดังนั้น จึงเชิญแม่ของเด็กมาที่โรงเรียน ปรากฏว่า แม่บอกว่าลูกไม่ผิดเพราะการเปิดกระโปรงเป็นเรื่องปกติของเด็ก หลังจากนั้นโรงเรียนจึงสืบพฤติกรรมของเด็กต่อไปพบว่าแม่ไม่เคยอยู่กับลูก เพราะหลังจากเลิกรากับพ่อของเด็กแล้วไปมีแฟนใหม่ ทุกวันก็ปล่อยลูกดูแต่โทรทัศน์ หลังจากนั้นก็เรียกผู้ปกครองมาพบอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทั้งแม่และยายของเด็กมาด้วยกัน ปรากฏว่า ยายของเด็กแรงยิ่งกว่าแม่เสียอีก จนครูควบคุมการสนทนาไม่ได้เลย ณ วันนี้ผ่านมา 10 ปีแล้ว เด็กคนนั้นอายุ 17-18 ปี ซึ่งผมจินตนาการไม่ได้เลยว่าจะน่ากลัวแค่ไหน
“กรณีนี้สิ่งที่ประทับบนตัวเด็กคือการกระทำของแม่และยาย เพราะฉะนั้น พ่อแม่ที่นึกถึงความสุขส่วนตัวโดยละเลยศีลธรรมนั้นจะกลายเป็นยาพิษในใจของเด็ก”
2. ครอบงำความคิดของศิษย์ เป็นธรรมชาติของการสอนที่อยากให้คนอื่นคิดเหมือนตัวเอง โดยนักเขียนชาวอเมริกันคนหนึ่งกล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือการทำให้กระจกนั้นกลายเป็นหน้าต่าง” คำว่ากระจกคือ สอนเด็กให้คิดเหมือนตัวเองแต่ต้องการให้ความหลากหลายเป็นหน้าต่าง ซึ่งเป็นธรรมชาติการสอนของมนุษย์ เช่น พ่อแม่สอนลูกถ้าใจกว้างก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าใจแคบก็จะอคติ เอาเรื่องส่วนตัวไปใส่ลูก อาทิ การไม่ชอบบางอย่าง ทั้งคนบางชนชั้น คนบางชาติ บางสีผิว คนที่คิดไม่เหมือนกัน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะอยู่ที่ตัวเด็กทั้งหมด เพราะว่าพ่อแม่หรือครูไปครอบงำ
สังคมก็เช่นเดียวกัน บางสังคมครอบงำแรงมาก เช่น ญี่ปุ่น ต้องการให้คนคิดเหมือนกัน เพราะต้องการสังคมที่มีความราบรื่น สังเกตจากการที่เด็กนักเรียนใส่เครื่องแบบเหมือนกัน เป้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ใครที่คิดหรือทำอะไรแปลกแยกจะใช้ชีวิตลำบากมาก
“ครู หรือพ่อแม่ที่ครอบงำศิษย์หรือลูกมากเกินไป ผมเชื่อว่าเป็นยาพิษในใจ ยกเว้นอย่างเดียวที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สืบทอดมานานแล้วคือ ศาสนาของลูกที่พ่อแม่เป็นคนเลือกให้ลูกตั้งแต่เกิด ลูกไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง”
นักปราชญ์ชาวอเมริกันกล่าวว่า “ความลับของการศึกษาอยู่ที่การเคารพนักเรียน” หมายถึง เคารพสิทธิ์ความเป็นศิษย์ เคารพความคิด ไม่ยัดเยียด เพราะคนเราต้องเป็นตัวเองในขอบเขต ฉะนั้น ครูและพ่อแม่ที่จะต้องมั่นใจว่าลูกจะต้องเหมือนตัวเองนั้นคิดผิดสมัยแล้ว และเป็นยาพิษต่อเด็กด้วย
3. จงใจล้างสมอง ซึ่งมีจำนวนมากในการศึกษาทั่วโลก อาทิ “ชาตินิยม” ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้คำจำกัดความเชิงประวัติศาสตร์และประเทศไทยเชิงชาตินิยมที่สืบทอดมาจนทุกวันนี้ เช่น การบอกว่าในสังคมไทยมีคนไทย 2 ประเภท คือ ไทยแท้กับไทยไม่แท้ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด คนไทยแท้ไม่มีจริง เพราะชาติพันธุ์มนุษย์มาจากคนแอฟริกาเพียง 3,000 คน เมื่อ 150,000 ปีที่แล้ว ดังนั้น ทุกชาติในโลกนี้ล้วนเป็นชาติอพยพทั้งนั้น และชาติไม่ได้ประกอบด้วยคนชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ประกอบด้วยคนที่มีความเชื่ออย่างเดียวกัน มีผลได้ผลเสียเหมือนกัน
“คนใส่ยาพิษเรื่องชาตินิยมเข้าไป โดยที่ไม่รู้ว่าความเป็นชาตินิยมคืออะไร จริงๆ แล้วเราต้องนิยมชาติ รักชาติแบบที่อาจารย์ป๋วยทำ คือรักคนในชาติด้วยกันเอง รักเอกราช รักพรมแดนและทรัพยากรของตนเอง รักผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้น ชาตินิยมจึงเป็นยาพิษสำคัญที่ทำให้เด็กมองโลกผิดไปจากที่ควรจะเป็น แต่ถ้ามองอย่างถูกต้องแล้วจะพบว่าทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกันหมด เพียงใครอพยพมาก่อนเท่านั้นเอง”
นอกจากนี้ ชาตินิยมยังทำให้ประวัติศาสตร์ไทยไม่เป็นสากล เช่น คนไทยไม่เคยรู้เลยว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 ไทยเคยไปเผาเวียงจันทน์ถึง 2 ครั้ง และเอาพระบางมาไว้ที่วัดบางขุนพรมที่กรุงเทพฯ แต่คืนกลับไปลาวในสมัยรัชกาลที่ 4
“คนไทยไม่รู้เพราะว่าไม่ได้เรียน ในประวัติศาสตร์คนไทยต้องเป็นพระเอกเสมอ เรารู้อย่างเดียวว่าเจ็บใจพม่า แม้จะผ่านมา 250 ปีแล้ว ในขณะที่ชาวเวียดนามลืมหมดแล้วว่ารบกับอเมริกาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชาวญี่ปุ่นก็ลืมหมดแล้วว่าโดนชาวอเมริกาทิ้งระเบิดเมื่อ 60 ปีที่แล้ว”
เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องต้องมองโลกอย่างสากล อย่างกรณีนครวัด นครธมพังพินาศไปเมื่อ 800-900 ปีที่แล้ว ก็เพราะกองทัพเจ้าสามพระยาในสมัยอยุธยาตีแตก 2 หน และเอาเทวรูปทั้งหลายมาไว้ที่วัดพนัญเชิงด้วย แล้วพออยุธยาแตกพม่าก็ขนกลับไปอีกต่อหนึ่ง ซึ่งตอนนี้อยู่ที่มัณฑเลย์
“สิ่งเหล่านี้เป็นยาพิษที่ใส่เข้าไป แล้วทำให้มองคนชาติอื่นรอบบ้านด้วยสายตาที่บอกว่าเขาด้อยกว่าเรา ทั้งๆ ที่ทุกคนทุกชาติเท่าเทียมกันหมด”
นอกจากนี้ยังมี “ลัทธิการเมือง ศาสนา ความเชื่อ สังคม” ที่จงใจล้างสมอง เช่น แมวออกลูกเป็นลิง กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งเพื่อให้คนแทงหวย อย่างนี้ถือเป็นการมอมเมาล้างสมองเช่นกัน คือ แทนที่สื่อจะทำให้เกิดความคิดเชิงวิทยาศาสตร์กลับสร้างความงมงายมากขึ้น รวมถึง “อุดมการณ์” ซึ่งทุกวันนี้ถ้ามองในเชิงนามธรรมแล้วคือการต่อสู้ของอุดมการณ์ทั้งสิ้นเพียงแต่มองไม่เห็น และทั้งหมดนี้เป็นการใส่ยาพิษแฝงเข้าไปในการศึกษา และทำให้คนตายทีละน้อยหรือไม่เติบโตเท่าที่ควรจะเป็น และบางครั้งสังคมเรา โรงเรียนเรา พ่อแม่เรา ใส่ยาพิษเข้าไปผ่านการศึกษาอย่างจงใจ
4. การศึกษาที่ half-baked/misinformation/disinformation คือ การศึกษาที่ให้ข้อความที่ผิด หรือข้อความที่จงใจให้ผิด และสิ่งเหล่านี้อยู่ภายในสังคมของเรา และเราก็เข้าใจผิดกันต่อๆ มา ตั้งแต่ความเชื่อผิดๆ เช่น เว็บข่าวระบุว่ามันหมูเป็นสิ่งที่ควรกินอย่างยิ่ง แต่ความจริงคืออันตรายถ้ากินเข้าไปมากๆ ซึ่งจากการศึกษาทั่วโลกระบุชัดว่าครึ่งหนึ่งของจานอาหารควรเป็นผักหรือผลไม้ และส่วนหนึ่งเป็นโปรตีน ส่วนไขมันสัตว์เป็นสิ่งสุดท้ายที่ควรบริโภค
หรือบางเรื่องก็พูดต่อๆ กันมา ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ใช่ครูอย่างเดียว แต่รวมถึงพ่อแม่และสังคมด้วย ที่ให้ยาพิษนี้ต่อๆ กันไป เพราะเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าไขมันเป็นอันตรายเนื่องจากสะสมคลอเรสตอรอล หรืออย่างแอลกอฮอล์ มีงานวิจัยว่า ไวน์แดงกับเนื้อ ถ้าเพียงเล็กน้อยจะดีต่อร่างกาย แต่ก็สำหรับเพียงบางคน ส่วนยาพิษอื่นๆ ที่ไม่ร้ายแรงมากแต่อยู่ในสังคมไทยคือ การออกเสียงอักษร H ในภาษาอังกฤษผิด ซึ่งความผิดพลาดนี้น่าจะเกิดจากการสอนผิดพลาดใน 20-30 ปีก่อน
ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ กล่าวต่อ
5. การศึกษาที่ทำให้เกิดเด็กลักษณะพิเศษที่ “เชื่อง” และ “หงอย” นั่นคือเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ซึ่งถือเป็นยาพิษอย่างหนึ่ง เช่น การประเมินเด็กในสมุดพกว่า “ไม่ดื้อ” สะท้อนค่านิยมคนไทยว่า ต้องการเด็กที่เชื่อง ซึ่งเด็กที่เชื่องมากเกินไปไม่ดี เพราะทำให้คิดอะไรไม่เป็น คงไม่มีใครชอบลูกที่เชื่องจนคิดอะไรไม่เป็น เกาะหรือเดินจูงพ่อแม่ตลอดเวลา แต่ต้องการคนที่ยืนบนขาตัวเองในขอบเขตหนึ่ง
ส่วนเด็ก “หงอย” เพราะว่าเรียนมากเกินไป ไม่รู้ว่าเรียนอะไรกันมากมาย จะเห็นว่าเด็กแบกกระเป๋าหนักมาก และที่สำคัญคือหลักสูตรไม่ได้ทำให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น และโรงเรียนที่ดีต้องทำให้เด็กอยากไปโรงเรียนทุกวัน ไม่ใช่กลัวโรงเรียน
ยาพิษที่สำคัญอีกอย่างคือ “ความงมงายอย่างขาดความคิดเชิงวิทยาศาสตร์” โดยสังคมทำให้เกิดผลประโยชน์ด้วยการทำให้คนงมงาย เช่น การดูดวง ที่ปัจจุบันทำธุรกิจกันอย่างเปิดเผย ซึ่งหากสังคมไม่คิดเชิงวิทยาศาสตร์แล้วก็จะทำให้คนคิดไม่เป็นและเกิดปัญหาตามมามากมาย คนที่คิดไม่เป็นอันตรายยิ่งกว่ามีปรอทในร่างกายหลายๆ กรัมเสียอีก เพราะสุดท้ายจะตายเพราะความไม่ทันคน”
นอกจากนี้ เด็กยังมีลักษณะ “เก่งจดจำมากกว่าคิดวิเคราะห์ และโง่ตลอดไป” เพราะมีความสามารถในการคิดที่อ่อนแอ เขาพูดกันว่า ทักษะการคิดสำคัญมาก เพราะทุกคนเกิดมาไม่ได้คิดเป็นแต่กำเนิด แต่มีทักษะการคิด ซึ่งถ้าคิดบ่อยๆ อาจด้วยมีวิธีการต้องคิดหรือถูกบังคับให้ต้องคิด จะทำให้มีทักษะการคิดที่เข้มแข็ง แต่ถ้าถูกบังคับด้วยการท่องจำหรือความเชื่องมงาย โอกาสในการคิดจะเกิดขึ้นไม่ได้
6. การศึกษาขาดคุณภาพ ซึ่งชัดเจนว่าบังคับให้เด็กเข้าโรงเรียนถึง 12 ปี แต่เด็กก็ไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ แม้ประเทศไทยเสียงบประมาณสูงสุดให้กระทรวงศึกษาธิการ เงินเกือบ 5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ผลิตคนคุณภาพไม่ได้ดั่งใจ
เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดว่าทำไมเด็กไทยไม่เรียนอาชีวะ คือ สาเหตุที่เด็กไม่อยากเรียนเพราะได้เงินเดือนน้อยแค่ 8,000 บาท นั่นก็เพราะผู้ประกอบการให้คุณค่าเด็กอาชีวะเพียง 8,000 บาท เนื่องจากสอนในโรงเรียนให้คุณค่ากับโรงงานเพียงเท่านั้น ซึ่งวิธีแก้ปัญหาคือ การทำให้เด็กอาชีวะมีคุณภาพ มีคุณค่ามากกว่า 15,000 บาท
คนไทยเรียนมหาวิทยาลัยจำนวนมากเพราะเรียนแบบหลับๆ ตื่นๆ จบมาก็มีงานทำ เนื่องจากสังคมยังดูดซับคนทำงานได้ตลอดเวลา แต่ช่วงการดูดซับแรงงานได้อย่างนี้ใกล้จะจบสิ้นแล้ว เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาการลงทุนจากต่างชาติลดน้อยลงอย่างน่ากลัวมาก แต่ต่างชาติไปลงทุนมากที่เวียดนาม อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งอุตสาหกรรมหลายอย่างย้ายจากประเทศไทยไปเพราะค่าจ้างที่สูงขึ้น และขาดแคลนคนที่มีความรู้ในราคาที่จ่ายได้
และที่สำคัญคือ ระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น กรณีน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ราชการรู้ล่วงหน้าแล้วว่าน้ำจะท่วมแต่จัดการให้น้ำไม่ท่วมนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้ ทำให้วุ่นวายกันไปหมด แล้วใครจะอยากมาลงทุนในประเทศที่วุ่นวายและไม่รู้จะจบเมื่อไร
นอกจากนี้ ยังเป็นการลงทุนที่เสียทรัพยากรอย่างไร้ประโยชน์ เพราะงบประมาณเกือบ 5 แสนล้านบาท ร้อยละ 75 คือเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษา และถึงตัวเด็กเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น ซึ่งถ้าไม่แก้ไขระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบแล้ว จะทำให้ประเทศไทยมีปัญหามาก
7. พ่อแม่รังแกฉัน ซึ่งเป็นยาพิษแน่นอน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เขาบอกว่าเป็นเจเนอเรชั่นสตรอว์เบอร์รี คือ ชอกช้ำง่ายมาก เนื่องจากพ่อแม่เลี้ยงดูเหมือนไข่ในหิน พ่อแม่คิดว่าลูกจะตายก่อนพ่อแม่ ที่พ่อแม่สามารถดูแลลูกได้ตลอด แต่ความเป็นจริงคือพ่อแม่ตายก่อนลูก แล้วลูกจะอยู่ได้ยังไง
จากการสังเกตพบว่า ลักษณะหนึ่งที่พ่อแม่รังแกลูก คือ ขาดวินัย พ่อแม่ที่มีลูกแล้วกลัวลูกลำบาก เมื่อต้นชีวิตไม่มีวินัย ตื่นเมื่อไรก็ได้ ทำอะไรก็ตามใจชอบ จะทำให้ลูกสบายตอนต้นของชีวิตแต่จะลำบากไปตลอดชีวิต แต่พ่อแม่ที่มีวินัยกับลูกจะลำบากตอนต้นชีวิตแต่ช่วงชีวิตที่เหลือจะสบาย เพราะปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ วินัย เพราะคนที่มีวินัยจะบังคับตัวเองได้ ควบคุมตัวเองได้ แต่คนที่ล่องลอยไปเรื่อยๆ ตามใจชอบคือคนขาดวินัย ซึ่งไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จได้
“พ่อแม่รังแกฉัน คือ รังแกด้วยความรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของพ่อหรือแม่คนเดียว (single parent) ที่ด่าอดีตสามีหรืออดีตภรรยาให้ลูกฟังทุกวัน นี่คือการเอายาพิษใส่น้ำให้ลูกกิน ทั้งๆ ที่การด่าโทษพ่อโทษแม่ให้ลูกฟังนั้นไม่มีประโยชน์อะไร ในที่สุดแล้วคนที่กินยาพิษเข้าไปก็คือลูก ส่วนที่ถูกด่าถึงนั้นไม่ได้รับรู้อะไรด้วยแล้ว บางทีลูกก็อาจจะไม่เคยเห็นหน้าด้วยซ้ำ”
8. หลักสูตรที่แอบซ่อน (hidden curriculum) โดย Samuel Bowles และ Herbert Gintis ได้ศึกษาเรื่องโรงเรียนในระบบทุนนิยมของอเมริกา (Schooling in Capitalist America) พบว่า การศึกษาในอเมริกาสอนให้ลูกจากชนชั้นกลางมี work ethics คือ ขยัน ทำงานหนัก ทุ่มเท มาตรงเวลา เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีคุณค่าจนมองข้ามความคิดริเริ่มและความคิดอิสระ เพราะต้องการคนกลุ่มนี้ไปเป็นแรงงานที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม และพบอีกว่า ทุนนิยมในอเมริกาที่ดำรงอยู่ได้เพราะว่าการศึกษาเป็นรูปแบบหนึ่งที่ควบคุมให้สังคมอยู่ในระบอบที่เป็นไปได้
“อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ไม่ว่าจะแข่งกีฬาอะไรก็แล้วแต่ ร้องเพลงชาติ มือขวาแตะอกซ้ายน้ำตาซึม ซึ่งมีชนชาติเดียวที่เป็นแบบนี้ และเป็นที่ขบขันของคนแคนาดา นั่นเพราะอเมริกาต้องการให้คนที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติหลอมรวมเป็นคนอเมริกันเหมือนกัน และอเมริกาประสบความสำเร็จอย่างมากในการหล่อหลอมคนจากหลากหลายวัฒนธรรมให้หลายเป็นคนอเมริกันได้ภายในชั่วคนเดียวเท่านั้น
สำหรับประเทศไทยก็มีหลักสูตรที่แอบซ่อนเช่นกัน เพราะต้องการให้คนไทยเป็นคนไทย คิดอะไรไม่มาก เป็นชาตินิยม ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้คนไทยมีความคิดริเริ่ม แต่ต้องการให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการหล่อหลอมชาติเอาไว้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่ดีโดยมีต้นทุนต้องจ่าย
เด็กปลอดยาพิษ
เด็กในศตวรรษใหม่ ต้องเป็นเด็กที่มีทักษะวิชาชีพ แต่คนมีความรู้ในวิชาชีพมากไม่ได้หมายความว่าประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ต้องมีทักษะอื่นเพิ่มเติม คือ ทักษะชีวิต ที่สื่อสารกับผู้อื่นรู้เรื่อง สามารถทำให้คนอื่นชอบตัวเองได้ สามารถโน้มน้าวคนอื่นตามที่ตัวเองต้องการ
นอกจากนี้ต้องมี 4C ประกอบด้วย 1. การสื่อสาร (Communication) คือมีทักษะการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ 2. การคิด (Critical Thinking) คือ การคิดเป็นตาม 4 ขั้นตอน คือ เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เห็นแนวโน้มของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไปได้ แก้ไขปัญหาได้ และเรียนรู้และจดจำไว้สำหรับในอนาคต 3. การร่วมมือ (Collaboration) คือ ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม และ 4. การคิดอย่างสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งทักษะทั้ง 4 ข้อนี้บวกกับวิชาชีพแล้วจะสามารถต้านทานการศึกษาชนิดยาพิษแอบแฝงได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าใครคิดว่าเป็นการศึกษาที่เหมาะสมแล้วก็ไม่ควรมียาพิษมากขนาดนี้
“การศึกษาไม่ใช่ของที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแง่มุมยาพิษด้วย ถ้าการศึกษานั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนหรือประชาชนอย่างแท้จริง”
ที่มา:: http://thaipublica.org/2015/09/varakorn-14-9-2558/
Friday, November 13, 2015
“คิดดี-คิดบวก”
“คิดดี-คิดบวก”
โดย “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ผู้บริหารดีแทคพูดเรื่อง “เกมคิดดี” ในงาน Ignite Thailand
เขาเชื่อว่าฝึกได้
“ธนา” เล่าถึงทีมขายเคลื่อนที่ของบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เงินเดือนน้อยที่สุดขององค์กร แต่ทำงานหนักที่สุด
แต่ปรากฏว่าน้องกลุ่มนี้เป็นคนที่มีพลังมาก ไม่เคยบ่น และเมื่อว่างจากการทำงานก็มีจิตสาธารณะไปช่วยชุมชนกวาดลานวัด
“ธนา” สงสัยมานาน ว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงมี “ทัศนคติ” ที่ดี
จนเมื่อเขาได้คลุกคลีกับน้องๆ กลุ่มนี้
“ธนา” จึงได้รู้จัก “เกมคิดดี”
เกมนี้น้องๆ จะเล่นกันเป็นประจำตอนพัก มีกติกาคือให้ทุกคนคิดถึงทุกอย่างในแง่ดี
หัวหน้าจะตั้งคำถาม
“แดดออกดีอย่างไร?”
น้องคนหนึ่งยกมือ
"ดีเพราะชาวบ้านจะมาที่ตลาด ทุกคนมารวมตัวกันที่เดียว ไม่ต้องไปขายไกลๆ"
“ฝนตกดีอย่างไร”
อีกคนหนึ่งตอบ “ฝนตก คนออกจากบ้านไม่ได้ เราจะมีโอกาสคุยกับลูกค้านานขึ้น”
“หมาเห่าดีอย่างไร”
คราวนี้เริ่มยาก ทุกคนหันไปมองหน้ากัน แล้วคนหนึ่งก็คิดได้
“เราจะไม่เจ็บคอตะโกนเรียก เพราะเจ้าของบ้านจะเดินออกมาเอง”
โหย…ใช้ได้
หา “มุมบวก” เก่งจริงๆ
“ธนา” เชื่อว่า “ทัศนคติ” เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต
หลักคิดของเขาก็คือ ถ้าเราไม่ชอบอะไรก็ตาม ให้พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้ได้
แต่ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อสิ่งนั้น
“ธนา” เชื่อว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นทั้ง “พรสวรรค์” และ “พรแสวง”
ใครที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ถือว่าเป็นคนโชคดี
แต่ถ้าใครไม่มีเรดาร์แบบนี้ติดตัวมา เขาก็เชื่อว่าสามารถฝึกฝนได้
แล้ว “ธนา” ก็เริ่มต้นเล่น “เกมคิดดี” บนรถกับลูกสาวทั้ง 2 คน
คนหนึ่งอายุ 7 ขวบ อีกคนอายุ 5 ขวบครึ่ง
เขาบอกลูกๆว่าลองคิดทุกอย่างในแง่บวก หา “ข้อดี” ของทุกเรื่องราวในชีวิตให้เจอ
ถามว่าอยู่ที่บ้านดีอย่างไร
“มีของเล่นเยอะ”
อยู่ที่โรงเรียนดีอย่างไร
“ได้เจอเพื่อน”
“แล้วรถติดดีอย่างไร”
คราวนี้ลูกสาวทั้ง 2 คนเริ่มโยเย เพราะแต่ละคนเบื่อสภาพรถติดมาก จะบ่นตลอดเวลา
“ไม่เห็นมีอะไรดีเลย” ลูกคนโตเริ่มโวย
“ไม่ได้ ก็บอกแล้วไงว่าเราเล่นเกมคิดดี” คุณพ่อไม่ยอม
ลูกสาวคนเล็กนั่งคิดอยู่แวบหนึ่งแล้วก็ยกมือ
“พ่อ หนูคิดออกแล้ว รถติดมีข้อดี เพราะพ่อจะได้หันหน้ามาคุยกับหนู”
น่ารักมาก…
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่รถติด ลูกสาวทั้ง 2 คน จะตะโกนลั่นรถ
“รถติดแล้ว คุณพ่อหันมาคุยหน่อย”
ลูกสาวของ “ธนา” ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนชื่อดังแถวชิดลม ซึ่งก็ไม่ไกลจากออฟฟิศของเขา อาคารจามจุรี สแควร์ ใกล้สวนลุมพินี
ตอนที่รู้ว่าลูกสอบติดที่ “มาแตร์” ด้านหนึ่งก็ดีใจ แต่ด้านหนึ่งก็ทุกข์ใจ เพราะต้องไปส่งลูกสาวทุกเช้า
จากเดิมตื่น 7 โมง ก็ต้องตื่นตี 5 ครึ่ง เพื่อไปส่งลูกให้ทันเข้าเรียน 7 โมง
สัปดาห์แรก “ธนา” ทุกข์หนัก และคิดในแง่ลบว่าชีวิตของเขาต้องเป็นอย่างนี้อีก 12 ปี เชียวหรือ
แต่เมื่อตั้งหลักได้ เขาก็เริ่ม “เกมคิดดี”
เขาใช้เวลาช่วงส่งลูกเสร็จ ก่อนเข้าทำงาน ไปวิ่งที่สวนลุมพินี
เช้าวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งมาทักทายเขา “ประเสริฐ” เป็นนักวิ่งระดับแข่งมาราธอน
เขาวิ่งทุกเช้าวันละ 40 นาที ระยะทาง 10 กิโลเมตร
“ตอนแรกผมวิ่งแค่ 300 เมตร ก็จะเป็นลม แต่ตอนนี้วิ่งทุกเช้ามา 4 ปีแล้ว”
“ธนา” เริ่มเอะใจ จึงถามถึงเหตุผลที่ “ประเสริฐ” หันมาวิ่ง
“ลูกสาวผมเรียนที่มาแตร์” เขาตอบ
“ลูกพี่อยู่ ป.4 ใช่ไหม” ธนาถาม
“ใช่” ประเสริฐทำหน้างงๆ “คุณธนารู้ได้ไง”
“ธนา” ไม่ได้เล่าต่อ
แต่เขาจบเรื่องเล่าบนเวทีด้วยการทำนายอนาคตตัวเอง
“ผมรู้แล้วว่าอีก 4 ปี ผมจะเป็นนักวิ่งมาราธอนแน่นอน”
นิทาน เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เราเปลี่ยน โลก ไม่ได้ แต่ เราเปลี่ยน วิธีคิด เราได้ มาฝึก คิดบวก กันเถอะ ครับ
: ไม่ทราบที่มา
โดย “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ผู้บริหารดีแทคพูดเรื่อง “เกมคิดดี” ในงาน Ignite Thailand
เขาเชื่อว่าฝึกได้
“ธนา” เล่าถึงทีมขายเคลื่อนที่ของบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เงินเดือนน้อยที่สุดขององค์กร แต่ทำงานหนักที่สุด
แต่ปรากฏว่าน้องกลุ่มนี้เป็นคนที่มีพลังมาก ไม่เคยบ่น และเมื่อว่างจากการทำงานก็มีจิตสาธารณะไปช่วยชุมชนกวาดลานวัด
“ธนา” สงสัยมานาน ว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงมี “ทัศนคติ” ที่ดี
จนเมื่อเขาได้คลุกคลีกับน้องๆ กลุ่มนี้
“ธนา” จึงได้รู้จัก “เกมคิดดี”
เกมนี้น้องๆ จะเล่นกันเป็นประจำตอนพัก มีกติกาคือให้ทุกคนคิดถึงทุกอย่างในแง่ดี
หัวหน้าจะตั้งคำถาม
“แดดออกดีอย่างไร?”
น้องคนหนึ่งยกมือ
"ดีเพราะชาวบ้านจะมาที่ตลาด ทุกคนมารวมตัวกันที่เดียว ไม่ต้องไปขายไกลๆ"
“ฝนตกดีอย่างไร”
อีกคนหนึ่งตอบ “ฝนตก คนออกจากบ้านไม่ได้ เราจะมีโอกาสคุยกับลูกค้านานขึ้น”
“หมาเห่าดีอย่างไร”
คราวนี้เริ่มยาก ทุกคนหันไปมองหน้ากัน แล้วคนหนึ่งก็คิดได้
“เราจะไม่เจ็บคอตะโกนเรียก เพราะเจ้าของบ้านจะเดินออกมาเอง”
โหย…ใช้ได้
หา “มุมบวก” เก่งจริงๆ
“ธนา” เชื่อว่า “ทัศนคติ” เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต
หลักคิดของเขาก็คือ ถ้าเราไม่ชอบอะไรก็ตาม ให้พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นให้ได้
แต่ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อสิ่งนั้น
“ธนา” เชื่อว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นทั้ง “พรสวรรค์” และ “พรแสวง”
ใครที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ถือว่าเป็นคนโชคดี
แต่ถ้าใครไม่มีเรดาร์แบบนี้ติดตัวมา เขาก็เชื่อว่าสามารถฝึกฝนได้
แล้ว “ธนา” ก็เริ่มต้นเล่น “เกมคิดดี” บนรถกับลูกสาวทั้ง 2 คน
คนหนึ่งอายุ 7 ขวบ อีกคนอายุ 5 ขวบครึ่ง
เขาบอกลูกๆว่าลองคิดทุกอย่างในแง่บวก หา “ข้อดี” ของทุกเรื่องราวในชีวิตให้เจอ
ถามว่าอยู่ที่บ้านดีอย่างไร
“มีของเล่นเยอะ”
อยู่ที่โรงเรียนดีอย่างไร
“ได้เจอเพื่อน”
“แล้วรถติดดีอย่างไร”
คราวนี้ลูกสาวทั้ง 2 คนเริ่มโยเย เพราะแต่ละคนเบื่อสภาพรถติดมาก จะบ่นตลอดเวลา
“ไม่เห็นมีอะไรดีเลย” ลูกคนโตเริ่มโวย
“ไม่ได้ ก็บอกแล้วไงว่าเราเล่นเกมคิดดี” คุณพ่อไม่ยอม
ลูกสาวคนเล็กนั่งคิดอยู่แวบหนึ่งแล้วก็ยกมือ
“พ่อ หนูคิดออกแล้ว รถติดมีข้อดี เพราะพ่อจะได้หันหน้ามาคุยกับหนู”
น่ารักมาก…
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่รถติด ลูกสาวทั้ง 2 คน จะตะโกนลั่นรถ
“รถติดแล้ว คุณพ่อหันมาคุยหน่อย”
ลูกสาวของ “ธนา” ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนชื่อดังแถวชิดลม ซึ่งก็ไม่ไกลจากออฟฟิศของเขา อาคารจามจุรี สแควร์ ใกล้สวนลุมพินี
ตอนที่รู้ว่าลูกสอบติดที่ “มาแตร์” ด้านหนึ่งก็ดีใจ แต่ด้านหนึ่งก็ทุกข์ใจ เพราะต้องไปส่งลูกสาวทุกเช้า
จากเดิมตื่น 7 โมง ก็ต้องตื่นตี 5 ครึ่ง เพื่อไปส่งลูกให้ทันเข้าเรียน 7 โมง
สัปดาห์แรก “ธนา” ทุกข์หนัก และคิดในแง่ลบว่าชีวิตของเขาต้องเป็นอย่างนี้อีก 12 ปี เชียวหรือ
แต่เมื่อตั้งหลักได้ เขาก็เริ่ม “เกมคิดดี”
เขาใช้เวลาช่วงส่งลูกเสร็จ ก่อนเข้าทำงาน ไปวิ่งที่สวนลุมพินี
เช้าวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งมาทักทายเขา “ประเสริฐ” เป็นนักวิ่งระดับแข่งมาราธอน
เขาวิ่งทุกเช้าวันละ 40 นาที ระยะทาง 10 กิโลเมตร
“ตอนแรกผมวิ่งแค่ 300 เมตร ก็จะเป็นลม แต่ตอนนี้วิ่งทุกเช้ามา 4 ปีแล้ว”
“ธนา” เริ่มเอะใจ จึงถามถึงเหตุผลที่ “ประเสริฐ” หันมาวิ่ง
“ลูกสาวผมเรียนที่มาแตร์” เขาตอบ
“ลูกพี่อยู่ ป.4 ใช่ไหม” ธนาถาม
“ใช่” ประเสริฐทำหน้างงๆ “คุณธนารู้ได้ไง”
“ธนา” ไม่ได้เล่าต่อ
แต่เขาจบเรื่องเล่าบนเวทีด้วยการทำนายอนาคตตัวเอง
“ผมรู้แล้วว่าอีก 4 ปี ผมจะเป็นนักวิ่งมาราธอนแน่นอน”
นิทาน เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เราเปลี่ยน โลก ไม่ได้ แต่ เราเปลี่ยน วิธีคิด เราได้ มาฝึก คิดบวก กันเถอะ ครับ
: ไม่ทราบที่มา
Thursday, July 25, 2013
ประสบความสำรเร็จด้วยการลอกเลียนแบบ :: กรณีศึกษา : Copy the Best ?
» กรณีศึกษา : Copy the Best ?
เวลาที่เราได้ยินได้ฟังคนอื่นประสบความสำเร็จด้วยวิธีการดี ๆ ก็อยากประสบความสำเร็จตาม โดยการลอกเลียนแบบ ใช้วิธีการเดียวกัน
มีคางคกตัวหนึ่งต้องการข้ามถนนตอนกลางคืนให้เก่งเหมือนกระต่ายที่ไม่เคยพลาดโดนรถทับตาย จึงไปปรึกษา “กระต่าย ๆ ช่วยสอนเราข้ามถนนตอนกลางคืนหน่อยสิ”
กระต่ายบอกว่า “ได้สิ จำไว้ว่า เวลาข้ามถ้าเห็นแสงไฟสองดวงส่องมา ให้กระโดดไปอยู่ระหว่างไฟสองดวงนั้น แล้วก้มหัวให้ต่ำลง พอแสงไฟผ่านไป ก็กระโดดต่อไปได้ ง่ายนิดเดียว คืนนี้ฉันจะข้ามให้ดูก่อน”
ว่าแล้วคืนนั้น กระต่ายกับคางคกก็พากันไปที่ถนน ทันทีที่เห็นแสงไฟสองดวงมา กระต่ายก็กระโดดเข้าไปอยู่ระหว่างแสงไฟสองดวงนั้น ก้มหัวลง แสงไฟผ่านหัวไป กระต่ายก็กระโดดอีกครั้ง จนข้ามถนนไปอีกฝั่งได้สำเร็จ
พอถึงตาคางคกบ้าง คางคกกระโดดไปกลางถนน เห็นแสงไฟสองดวงพุ่งเข้ามาก็ก้มหัวต่ำลง อย่างที่กระต่ายสอน พอแสงไฟเข้ามาใกล้ก็มีเสียงดัง “แบะ!!” แล้วก็เลยไป
ปรากฏว่า คางคกแบนติดพื้นถนน กระต่ายเห็นเช่นนั้นถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
::::::::::::::::::
เวลาที่เราได้ยินได้ฟังคนอื่นประสบความสำเร็จด้วยวิธีการดี ๆ เราเองก็อยากประสบความสำเร็จตาม และมักจะลอกเลียนแบบ ใช้วิธีการเดียวกัน โดยไม่ทันศึกษาว่า วิธีการที่ดีนั้น ใช่ว่าจะเหมาะสมกับเวลา สภาพ และสถานะของเราในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
การลอกเลียนแบบวิธีการดี ๆ ของคู่แข่ง ใช่ว่าจะทำได้สำเร็จ หรือแม้แต่การนำรูปแบบการจัดการที่ประสบความสำเร็จของการทำธุรกิจภายในประเทศไปใช้กับตลาดในต่างประเทศที่ต้องการจะเปิดใหม่
Consumer Behavior พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะศึกษาเจาะลึกให้ถ่องแท้เสียก่อน
นักธุรกิจไทยหลายรายมักจะไม่ศึกษาตัวสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดที่จะไป คิดถึงแต่ยอดขายและผลกำไร มักจะส่งสินค้าที่มีอยู่แล้วไปขาย ตลอดจนวิธีการใช้จ่ายในการทำโฆษณาที่เคยทำสำเร็จ คุ้นเคยกับแนวทางเดิม ๆ นำไปใช้ในต่างถิ่น คิดว่าเมื่อผิดพลาดแล้วค่อยมาแก้ไขในภายหลัง
ซึ่งตรงกันข้ามกับ case study ที่ได้เรียนรู้จาก สารคดีของ NHK ต่อไปนี้
:::::::::::::::::
• ภาค 1 :
บริษัท แอลกอฮอล์ ทำความสะอาดมือ รายนี้ไม่ทำตามคางคกที่ลอกแบบการข้ามถนนของกระต่ายแม้แต่น้อย
ผู้จัดการฝ่ายส่งออกคนหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายแอลกอฮอลล์ฆ่าเชื้อ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับหนึ่งในตลาดญี่ปุ่น และตลาดโลก ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บุกเบิกตลาดแอฟริกา
โดยกำหนดให้ไปเปิดตลาดในประเทศยูกันดาเป็นประเทศแรก ด้วยการศึกษาสภาพเศรษฐกิจเบื้องต้นว่า มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 7% ติดต่อกันมาหลายปี
ความหวังของบริษัทจึงอยากเห็นแอลกอฮอล์บรรจุขวดแบบฝากด ได้วางตลาดตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศนำร่องนี้ เพื่อขยายการขายไปสู่ทุก ๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา
เบื้องต้นผู้จัดการได้เตรียมสินค้าตัวอย่างไปแจกตามโรงพยาบาล สาธารณสุข ศูนย์ดูแลเด็กและเยาวชน ฯลฯ
เปิดสัมมนาย่อม ๆ ให้กับเหล่าแพทย์พยาบาล ให้ความรู้และเปรียบเทียบสถิติ โรคท้องร่วงเป็นสาเหตุสำคัญของการขยายตัวของเชื้อโรค อันเกิดจากความไม่ใส่ใจในสุขอนามัยของสถานที่ต่าง ๆ
จากพฤติกรรมการกินโดยการใช้มือเปล่า ระบบน้ำประปาที่ยังด้อยคุณภาพ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆที่ไม่สะอาด ตัวเลขเด็กเล็กที่ต้องเสียชีวิตในแต่ละปีเพิ่มขึ้นทุกปี
เน้นสร้างความตื่นกลัวและตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องใช้แอลกอฮอล์ล้างมือล้างอุปกรณ์ต่างๆได้ระดับหนึ่ง ผู้จัดการยังไม่ลืมที่จะแจกตัวอย่างเป็นโหลๆให้แต่ละสถานที่ได้ทดลองใช้
:::::::::::::::::
• ภาค 2 :
เวลาผ่านไปสองเดือน ผู้จัดการกลับมาติดตามผลการใช้ด้วยความใจเย็น ยังไม่ได้คำนึงถึงยอดสั่งซื้อ แต่จัดสัมมนาอีกรอบกับแต่ละสถานที่ พร้อมเก็บข้อมูล ซึ่งทุก ๆ ที่ต่างก็ยินดี และชื่นชอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคนี้ เพราะอัตราการขยายตัวของโรคท้องร่วงลดลงอย่างมาก
ผู้จัดการแจกผลิตภัณฑ์ให้ลองใช้ต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์แล้วจึงบินกลับประเทศญี่ปุ่น ด้วยคาดหวังว่ายอดสั่งซื้อจะตามมา
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ผู้จัดการไม่ได้รับยอดสั่งซื้อจากสถานที่ใดเลยแม้แต่ที่เดียว จึงบินกลับไปอีกครั้ง สอบถามความพึงพอใจซ้ำอีกรอบ ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดี แต่ยังไม่ซื้อ
จนในที่สุด ผู้จัดการก็ค้นพบความจริงว่า เพราะราคาที่แพง ทำให้ไม่มีสถานที่ใดอนุมัติให้สั่งซื้อแอลกอฮอล์นำเข้าจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่นเลย
ผู้จัดการหนักใจแต่ก็ไม่ย่อท้อ ไม่ยอมกลับประเทศ แต่ยังคงใช้ชีวิตศึกษาพฤติกรรมของชาวบ้านในยูกันดาอีกระยะหนึ่ง คิดหาวิธีที่จะทำให้ขายได้ด้วยการทำให้ราคาต่ำลง
::::::::::::::::::
• ภาค 3 :
เวลาล่วงเลยไปหลายสัปดาห์ วัน ๆ ก็เดินไปตามที่ต่าง ๆ สังเกตเห็นชาวบ้านทำไร่อ้อยกันทั่วไป จึงได้สอบถามว่า ปลูกอ้อยกันเยอะ ๆ ไปทำอะไร ได้ความว่า ผู้คนที่นี่ชอบดื่มเหล้า ดื่มกันทุกเทศกาล
ด้วยความที่เป็นคนมุ่งมั่นไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคง่าย ๆ และคิดได้ว่า ในเหล้าต้องมีแอลกอฮอล์ เหล้าฆ่าเชื้อโรคได้ ราคาเหล้าที่นี่ก็ไม่แพง ตรรกะที่ฉุกคิดได้โดยบังเอิญนี้ทำให้เกิดความหวังขึ้นมาอีกรอบ จึงติดต่อหาห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ตามมหาวิทยาลัย ติดต่อให้นำอ้อยมาสกัดเป็นแอลกอฮอล์
ด้วยความหวังอันสูงสุด เขาได้นำตัวอย่างกลับมาที่บริษัทแม่ เข้าห้องแล็ป ดูผลการฆ่าเชื้อของแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากอ้อย
โชคดีมากที่ผลออกมาไม่ต่างจากแอลกอฮอล์ที่ผลิตในญี่ปุ่นเลย เมื่อนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมใหญ่ ทุกคนในที่ประชุมต่างปรบมือกันด้วยความยินดี ต้นทุนต่ำลงจากการผลิตเดิมถึงห้าเท่าตัว ส่งผลให้ราคาต่ำลงแต่กลับทำอัตรากำไรได้มากขึ้น
คราวนี้ผู้จัดการบินกลับไปที่ประเทศยูกันดาอีกรอบ และทำการขายสำเร็จได้สมดั่งใจหมาย ซึ่งถือเป็นการขายแบบ Industrial Use ขายให้กับองค์กร โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลเด็ก ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ
เมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้จัดการจึงจำเป็นต้องตั้งโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ในประเทศยูกันดา เพื่อขายในประเทศและวางโครงการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งทวีปแอฟริกา
จากนั้นยังคิดต่อที่จะขายในตลาด Consumer Use ให้กับผู้คนตามบ้านเรือนทั่วไปโดยการปรับขายเป็นซองเล็กหลายขนาด ทำราคาให้ถูกกว่าน้ำผลไม้กล่องที่ซื้อหาได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต
::::::::::::::::::
สารคดีที่ได้โอกาสชมทาง NHK ของญี่ปุ่น จบเพียงเท่านี้ แต่เข้าใจว่า การค้นพบวัตถุดิบที่ลดต้นทุนได้ถึงห้าเท่าตัว น่าจะเป็นนวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่จะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทแม่ที่ผลิตขายให้กับตลาดญี่ปุ่นและตลาดโลกอย่างมหาศาล
เพียงแค่ปรับตัว ช่างสังเกต อดทน ไม่ยอมแพ้ ของผู้จัดการท่านนี้ อีกทั้งยังไม่ใช้วิธีการขายการตลาดอย่างที่ทำในตลาดญี่ปุ่น หรือตัวอย่างความสำเร็จในการเปิดตลาดประเทศอื่น ๆ ก่อนหน้านี้
::::::::::::::::::
กลับมาที่กระต่ายที่ได้แต่ถอนใจส่ายหัวให้กับเจ้าคางคกตัวแบนบนถนน สุดท้ายจึงพูดออกมาว่า
“เจ้าคางคกเอ๊ย โชคร้ายจริง ๆ ลองครั้งแรกก็เจอะ รถตุ๊กตุ๊ก ที่ไฟดวงกลางดันเสียซะนี่ เฮ่อ”
การ Copy the Best ของตนเองจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไปอย่างแน่นอนหรือการลอกเลียนแบบคู่แข่ง Copy the Best อาจจะเป็นการ Copy the Worst ก็เป็นได้
เปรียบเทียบเรื่องเล่าสองเรื่องนี้แล้ว ทำให้อดคิดถึงการจัดอบรมพนักงานของฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งอยากเห็นการอบรมในภาคสนามให้มากกว่าแบบครูพูดนักเรียนฟัง
จะได้ไม่ต้องแบนแต๊ดแต๋อย่างเจ้าคางคก...ที่ทำเป็นแต่ “Copy the Best”
::::::::::::::::::
Credit : บุญชัย ปัณฑุรอัมพร | CEO Blogs - กรุงเทพธุรกิจ
เวลาที่เราได้ยินได้ฟังคนอื่นประสบความสำเร็จด้วยวิธีการดี ๆ ก็อยากประสบความสำเร็จตาม โดยการลอกเลียนแบบ ใช้วิธีการเดียวกัน
มีคางคกตัวหนึ่งต้องการข้ามถนนตอนกลางคืนให้เก่งเหมือนกระต่ายที่ไม่เคยพลาดโดนรถทับตาย จึงไปปรึกษา “กระต่าย ๆ ช่วยสอนเราข้ามถนนตอนกลางคืนหน่อยสิ”
กระต่ายบอกว่า “ได้สิ จำไว้ว่า เวลาข้ามถ้าเห็นแสงไฟสองดวงส่องมา ให้กระโดดไปอยู่ระหว่างไฟสองดวงนั้น แล้วก้มหัวให้ต่ำลง พอแสงไฟผ่านไป ก็กระโดดต่อไปได้ ง่ายนิดเดียว คืนนี้ฉันจะข้ามให้ดูก่อน”
ว่าแล้วคืนนั้น กระต่ายกับคางคกก็พากันไปที่ถนน ทันทีที่เห็นแสงไฟสองดวงมา กระต่ายก็กระโดดเข้าไปอยู่ระหว่างแสงไฟสองดวงนั้น ก้มหัวลง แสงไฟผ่านหัวไป กระต่ายก็กระโดดอีกครั้ง จนข้ามถนนไปอีกฝั่งได้สำเร็จ
พอถึงตาคางคกบ้าง คางคกกระโดดไปกลางถนน เห็นแสงไฟสองดวงพุ่งเข้ามาก็ก้มหัวต่ำลง อย่างที่กระต่ายสอน พอแสงไฟเข้ามาใกล้ก็มีเสียงดัง “แบะ!!” แล้วก็เลยไป
ปรากฏว่า คางคกแบนติดพื้นถนน กระต่ายเห็นเช่นนั้นถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
::::::::::::::::::
เวลาที่เราได้ยินได้ฟังคนอื่นประสบความสำเร็จด้วยวิธีการดี ๆ เราเองก็อยากประสบความสำเร็จตาม และมักจะลอกเลียนแบบ ใช้วิธีการเดียวกัน โดยไม่ทันศึกษาว่า วิธีการที่ดีนั้น ใช่ว่าจะเหมาะสมกับเวลา สภาพ และสถานะของเราในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
การลอกเลียนแบบวิธีการดี ๆ ของคู่แข่ง ใช่ว่าจะทำได้สำเร็จ หรือแม้แต่การนำรูปแบบการจัดการที่ประสบความสำเร็จของการทำธุรกิจภายในประเทศไปใช้กับตลาดในต่างประเทศที่ต้องการจะเปิดใหม่
Consumer Behavior พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะศึกษาเจาะลึกให้ถ่องแท้เสียก่อน
นักธุรกิจไทยหลายรายมักจะไม่ศึกษาตัวสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดที่จะไป คิดถึงแต่ยอดขายและผลกำไร มักจะส่งสินค้าที่มีอยู่แล้วไปขาย ตลอดจนวิธีการใช้จ่ายในการทำโฆษณาที่เคยทำสำเร็จ คุ้นเคยกับแนวทางเดิม ๆ นำไปใช้ในต่างถิ่น คิดว่าเมื่อผิดพลาดแล้วค่อยมาแก้ไขในภายหลัง
ซึ่งตรงกันข้ามกับ case study ที่ได้เรียนรู้จาก สารคดีของ NHK ต่อไปนี้
:::::::::::::::::
• ภาค 1 :
บริษัท แอลกอฮอล์ ทำความสะอาดมือ รายนี้ไม่ทำตามคางคกที่ลอกแบบการข้ามถนนของกระต่ายแม้แต่น้อย
ผู้จัดการฝ่ายส่งออกคนหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายแอลกอฮอลล์ฆ่าเชื้อ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับหนึ่งในตลาดญี่ปุ่น และตลาดโลก ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บุกเบิกตลาดแอฟริกา
โดยกำหนดให้ไปเปิดตลาดในประเทศยูกันดาเป็นประเทศแรก ด้วยการศึกษาสภาพเศรษฐกิจเบื้องต้นว่า มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 7% ติดต่อกันมาหลายปี
ความหวังของบริษัทจึงอยากเห็นแอลกอฮอล์บรรจุขวดแบบฝากด ได้วางตลาดตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศนำร่องนี้ เพื่อขยายการขายไปสู่ทุก ๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา
เบื้องต้นผู้จัดการได้เตรียมสินค้าตัวอย่างไปแจกตามโรงพยาบาล สาธารณสุข ศูนย์ดูแลเด็กและเยาวชน ฯลฯ
เปิดสัมมนาย่อม ๆ ให้กับเหล่าแพทย์พยาบาล ให้ความรู้และเปรียบเทียบสถิติ โรคท้องร่วงเป็นสาเหตุสำคัญของการขยายตัวของเชื้อโรค อันเกิดจากความไม่ใส่ใจในสุขอนามัยของสถานที่ต่าง ๆ
จากพฤติกรรมการกินโดยการใช้มือเปล่า ระบบน้ำประปาที่ยังด้อยคุณภาพ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆที่ไม่สะอาด ตัวเลขเด็กเล็กที่ต้องเสียชีวิตในแต่ละปีเพิ่มขึ้นทุกปี
เน้นสร้างความตื่นกลัวและตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องใช้แอลกอฮอล์ล้างมือล้างอุปกรณ์ต่างๆได้ระดับหนึ่ง ผู้จัดการยังไม่ลืมที่จะแจกตัวอย่างเป็นโหลๆให้แต่ละสถานที่ได้ทดลองใช้
:::::::::::::::::
• ภาค 2 :
เวลาผ่านไปสองเดือน ผู้จัดการกลับมาติดตามผลการใช้ด้วยความใจเย็น ยังไม่ได้คำนึงถึงยอดสั่งซื้อ แต่จัดสัมมนาอีกรอบกับแต่ละสถานที่ พร้อมเก็บข้อมูล ซึ่งทุก ๆ ที่ต่างก็ยินดี และชื่นชอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคนี้ เพราะอัตราการขยายตัวของโรคท้องร่วงลดลงอย่างมาก
ผู้จัดการแจกผลิตภัณฑ์ให้ลองใช้ต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์แล้วจึงบินกลับประเทศญี่ปุ่น ด้วยคาดหวังว่ายอดสั่งซื้อจะตามมา
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ผู้จัดการไม่ได้รับยอดสั่งซื้อจากสถานที่ใดเลยแม้แต่ที่เดียว จึงบินกลับไปอีกครั้ง สอบถามความพึงพอใจซ้ำอีกรอบ ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดี แต่ยังไม่ซื้อ
จนในที่สุด ผู้จัดการก็ค้นพบความจริงว่า เพราะราคาที่แพง ทำให้ไม่มีสถานที่ใดอนุมัติให้สั่งซื้อแอลกอฮอล์นำเข้าจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่นเลย
ผู้จัดการหนักใจแต่ก็ไม่ย่อท้อ ไม่ยอมกลับประเทศ แต่ยังคงใช้ชีวิตศึกษาพฤติกรรมของชาวบ้านในยูกันดาอีกระยะหนึ่ง คิดหาวิธีที่จะทำให้ขายได้ด้วยการทำให้ราคาต่ำลง
::::::::::::::::::
• ภาค 3 :
เวลาล่วงเลยไปหลายสัปดาห์ วัน ๆ ก็เดินไปตามที่ต่าง ๆ สังเกตเห็นชาวบ้านทำไร่อ้อยกันทั่วไป จึงได้สอบถามว่า ปลูกอ้อยกันเยอะ ๆ ไปทำอะไร ได้ความว่า ผู้คนที่นี่ชอบดื่มเหล้า ดื่มกันทุกเทศกาล
ด้วยความที่เป็นคนมุ่งมั่นไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคง่าย ๆ และคิดได้ว่า ในเหล้าต้องมีแอลกอฮอล์ เหล้าฆ่าเชื้อโรคได้ ราคาเหล้าที่นี่ก็ไม่แพง ตรรกะที่ฉุกคิดได้โดยบังเอิญนี้ทำให้เกิดความหวังขึ้นมาอีกรอบ จึงติดต่อหาห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ตามมหาวิทยาลัย ติดต่อให้นำอ้อยมาสกัดเป็นแอลกอฮอล์
ด้วยความหวังอันสูงสุด เขาได้นำตัวอย่างกลับมาที่บริษัทแม่ เข้าห้องแล็ป ดูผลการฆ่าเชื้อของแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากอ้อย
โชคดีมากที่ผลออกมาไม่ต่างจากแอลกอฮอล์ที่ผลิตในญี่ปุ่นเลย เมื่อนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมใหญ่ ทุกคนในที่ประชุมต่างปรบมือกันด้วยความยินดี ต้นทุนต่ำลงจากการผลิตเดิมถึงห้าเท่าตัว ส่งผลให้ราคาต่ำลงแต่กลับทำอัตรากำไรได้มากขึ้น
คราวนี้ผู้จัดการบินกลับไปที่ประเทศยูกันดาอีกรอบ และทำการขายสำเร็จได้สมดั่งใจหมาย ซึ่งถือเป็นการขายแบบ Industrial Use ขายให้กับองค์กร โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลเด็ก ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ
เมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้จัดการจึงจำเป็นต้องตั้งโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ในประเทศยูกันดา เพื่อขายในประเทศและวางโครงการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งทวีปแอฟริกา
จากนั้นยังคิดต่อที่จะขายในตลาด Consumer Use ให้กับผู้คนตามบ้านเรือนทั่วไปโดยการปรับขายเป็นซองเล็กหลายขนาด ทำราคาให้ถูกกว่าน้ำผลไม้กล่องที่ซื้อหาได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต
::::::::::::::::::
สารคดีที่ได้โอกาสชมทาง NHK ของญี่ปุ่น จบเพียงเท่านี้ แต่เข้าใจว่า การค้นพบวัตถุดิบที่ลดต้นทุนได้ถึงห้าเท่าตัว น่าจะเป็นนวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่จะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทแม่ที่ผลิตขายให้กับตลาดญี่ปุ่นและตลาดโลกอย่างมหาศาล
เพียงแค่ปรับตัว ช่างสังเกต อดทน ไม่ยอมแพ้ ของผู้จัดการท่านนี้ อีกทั้งยังไม่ใช้วิธีการขายการตลาดอย่างที่ทำในตลาดญี่ปุ่น หรือตัวอย่างความสำเร็จในการเปิดตลาดประเทศอื่น ๆ ก่อนหน้านี้
::::::::::::::::::
กลับมาที่กระต่ายที่ได้แต่ถอนใจส่ายหัวให้กับเจ้าคางคกตัวแบนบนถนน สุดท้ายจึงพูดออกมาว่า
“เจ้าคางคกเอ๊ย โชคร้ายจริง ๆ ลองครั้งแรกก็เจอะ รถตุ๊กตุ๊ก ที่ไฟดวงกลางดันเสียซะนี่ เฮ่อ”
การ Copy the Best ของตนเองจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไปอย่างแน่นอนหรือการลอกเลียนแบบคู่แข่ง Copy the Best อาจจะเป็นการ Copy the Worst ก็เป็นได้
เปรียบเทียบเรื่องเล่าสองเรื่องนี้แล้ว ทำให้อดคิดถึงการจัดอบรมพนักงานของฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งอยากเห็นการอบรมในภาคสนามให้มากกว่าแบบครูพูดนักเรียนฟัง
จะได้ไม่ต้องแบนแต๊ดแต๋อย่างเจ้าคางคก...ที่ทำเป็นแต่ “Copy the Best”
::::::::::::::::::
Credit : บุญชัย ปัณฑุรอัมพร | CEO Blogs - กรุงเทพธุรกิจ
*************************
แต่สำหรับในวงการวิชาการ นั้น การลอกงานคนอื่น ถือเป็นความผิดร้ายแรงขั้นปาราชิก .. โปรดระวัง
Monday, April 2, 2012
คนทำดีได้ทุกอย่าง: Polymath: A Man Can Do All Things If He Will.
คนทำดีได้ทุกอย่าง: Polymath: A Man Can Do All Things If He Will.
สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ติดตามกันมาเรื่อยๆ ตอนนี้เผลอแป๊บเดียว จากปีใหม่ฝรั่ง ผ่านปีใหม่จีนอีกแป๊บๆ ก็จะเข้าปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์กันแล้ว แต่เมษายนที่คนไทยกำลังร้อนๆ ฝรั่งเค้ามีเทศกาลแกล้งกันขำๆ เรียกว่า April Fool’s Day คือในวันที่ 1 เมษายนของทุกปี ถ้ามีใครมาอำกันแรงๆ อย่างเช่น เจ้านายพูดว่า “You’re fired!” นายโดนไล่ออก ก่อนจะตกใจจนสิ้นสติ มองหน้านายอีกทีแล้วถามว่า Is it a joke of April Fool’s Day?
วัน April Fool’s Day จะเป็นวันที่ใครๆ แกล้งกันก็ได้ คิดว่าขำๆ โดยจะไม่มีการโกรธกัน โดย Fool (n.) แปลว่า คนโง่ หรือตัวตลก ซึ่งเราอาจจจะคิดว่าเรายอมโง่ในวันนี้วันเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ก่อนที่จะฉลาด ความไม่รู้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมีกันได้ เพราะถ้าเราดูจากศัพท์ในภาษาอังกฤษที่แนนจะเสนอในวันนี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงแทบไม่เคยเจอ ก็คนฉลาดขนาดนี้ มีอยู่น้อยมากๆ ในโลกนี้ คำสลวย สวยหรูที่คนไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้กันในที่นี้ คือคำว่า Polymath (n) เห็น Poly โดยมากก็จะนึกถึงคำว่า มาก ส่วน Math ก็จะนึกถึง คณิตศาสตร์ หรือเลข เหมือนคำว่า Mathematics แต่จริงๆ แล้ว Polymath ไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวกับเลขเลย แต่มีรากศัพท์จากกรีกโบราณหมายถึง คนที่เก่งไปหมดทุกอย่าง เรียกว่าเป็น ปราชญ์ผู้รอบรู้ ก็ว่าได้
มีคนให้คำจำกัดความของ Polymath ได้ชัดเจนมาก คือ A man can do all things if he will. คือคนที่ทำอะไรก็ได้ถ้าอยากทำ คนดังของโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น Polymath ได้แก่ Aristotle, Leonardo da Vinci, Michelangelo เป็นต้น ซึ่งถ้าเราศึกษาประวัติผลงานของทุกท่าน ก็จะเห็นว่า เป็นผู้มีความเป็นเลิศทั้งศาสตร์ และศิลป์ ยกตัวอย่าง Leonardo da Vinci ถ้าจะบอกว่าเค้าทำอะไรบ้าง ก็จะได้รับคำตอบว่าเป็น painter(n.) นักวาดภาพ, sculptor(n.) ช่างปั้น, architect(n.) สถาปนิก, musician (n.) นักดนตรี , scientist(n.) นักวิทยาศาสตร์, mathematician(n.) นักคณิตศาสตร์, engineer(n.) วิศวกร, inventor (n.) นักประดิษฐ์, anatomist(n.) นักกายวิภาคศาสตร์, geologist (n.) นักธรณีวิทยา, cartographer (n.) นักวาดและออกแบบแผนที่, botanist (n.) นักพฤกษศาสตร์ และ writer (n.) นักเขียน
จะเห็นว่าคนที่จะเก่งได้รอบทิศขนาดนี้มีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์โลกไม่กี่คน ศัพท์คำนี้จึงแทบจะสูญหายไปจากท้องถนน หาเจอได้แต่ในตำราประวัติศาสตร์เท่านั้น
คนๆ เดียวเป็นได้ทุกสิ่งเช่นนี้ เรียกว่า คนเก่งครอบจักรวาล มีศัพท์อีกคำเรียกว่า Universal man หรือ Universal person หรือในบางสำนักก็จะยกย่องให้เป็น Universal Genius หรืออัจฉริยะรอบด้านก็เรียกได้ ศัพท์คำว่า Polymath ต้นกำเนิดมาจากยุคสมัยที่วิทยการความรู้เฟื่องฟูมากๆ นักประวัติศาสตร์เรียกว่ายุค Renaissance ซึ่งเป็นศัพท์ฝรั่งเศส มีความหมายว่า Rebirth หรือการเกิดใหม่ ในยุคนั้นมีบุคคล เช่น Leonardo da Vinci เยอะมาก ดังนั้น เมื่อจะพูดว่าใครเป็นคนที่เก่งครบเครื่อง เป็นปราชญ์รอบด้าน เราก็สามารถเรียกเค้าว่าเป็น Renaissance man ได้ด้วยค่ะ
ความแตกต่างของ Polymath และ Genius หรืออัจฉริยะอยู่ตรงที่บางครั้ง คนที่เป็นอัจฉริยะ อาจจะมีความเก่งเฉพาะทาง เรียกว่าเป็น Specialist (n.) หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ Polymath ต้องเก่งมากๆ และเก่งรอบด้านด้วยค่ะ ในศตวรรษที่ 21 เช่นนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่าศัพท์นี้ไกลตัวเกินไปที่จะได้ใช้ แต่คนที่เก่งหลากหลายด้าน อย่างสมัยนี้เรามักจะเห็นนักร้อง นักแสดงหลายๆ คนต้องมีความสามารถรอบด้าน เช่น ร้องเพลงก็ได้ การแสดงก็ดี แถมยังเรียนเก่ง หน้าที่การงานดีอีกต่างหาก คนที่คุณสมบัติเลิศเลอ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นปราชญ์ได้เช่นนี้ เราเรียกว่า Versatile person มาจาก Versatile (adj.) จะแปลว่า อเนกประสงค์ หรือเก่งหลายอย่างก็ได้ค่ะ
คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำศัพท์เชิงบวกที่ใช้ในการชื่นชมคนที่เก่งและมีความ สามารถรอบด้าน แต่ในภาษาอังกฤษมีอีกสำนวนหนึ่งที่ใช้พูดถึงคนที่รู้ไปหมดทุกอย่างว่า Jack of all trades ซึ่งเหมือนจะดูดี ถ้าไม่มีตบท้ายด้วย master of none ถ้ามีคนมาบอกว่า You’re Jack of all trades, master of none. แปลว่า นายนี่รู้ไปหมด แต่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง นั่นเองค่ะ ดังนั้น Jack of all trade จึงมักนิยมใช้ในความหมายที่เป็นเชิงลบมากกว่า สร้างสรรและชื่นชมใครค่ะ
Steve Jobs เคยกล่าวไว้ว่า “Stay hungry. Stay foolish.” คือ จงทำตัวหิวโหยอยู่เสมอ ทำตัวให้โง่อยู่ตลอด เหมือนปรัชญาของลัทธิเซน ที่ว่าอย่าทำตัวเป็นน้ำชาที่เต็มแก้ว เปิดรับอะไรเพิ่มไม่ได้แล้ว คนไทยบอกกันว่า ง. งู มาก่อน ฉ. ฉิ่ง เป็นสัญญาณบอกว่า โง่ ย่อมมาก่อน ฉลาด ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหน ธรรมเนียมใด ขอให้คิดเสียว่า Every day is fool’s day. ทุกวันเป็นวันสำหรับความโง่เสมอค่ะ
คุณครูพี่แนน
:: คนทำดีได้ทุกอย่าง: Polymath: A Man Can Do All Things If He Will. ไทยรัฐออนไลน์ คุณครูพี่แนน วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555
สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน ติดตามกันมาเรื่อยๆ ตอนนี้เผลอแป๊บเดียว จากปีใหม่ฝรั่ง ผ่านปีใหม่จีนอีกแป๊บๆ ก็จะเข้าปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์กันแล้ว แต่เมษายนที่คนไทยกำลังร้อนๆ ฝรั่งเค้ามีเทศกาลแกล้งกันขำๆ เรียกว่า April Fool’s Day คือในวันที่ 1 เมษายนของทุกปี ถ้ามีใครมาอำกันแรงๆ อย่างเช่น เจ้านายพูดว่า “You’re fired!” นายโดนไล่ออก ก่อนจะตกใจจนสิ้นสติ มองหน้านายอีกทีแล้วถามว่า Is it a joke of April Fool’s Day?
วัน April Fool’s Day จะเป็นวันที่ใครๆ แกล้งกันก็ได้ คิดว่าขำๆ โดยจะไม่มีการโกรธกัน โดย Fool (n.) แปลว่า คนโง่ หรือตัวตลก ซึ่งเราอาจจจะคิดว่าเรายอมโง่ในวันนี้วันเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ก่อนที่จะฉลาด ความไม่รู้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมีกันได้ เพราะถ้าเราดูจากศัพท์ในภาษาอังกฤษที่แนนจะเสนอในวันนี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงแทบไม่เคยเจอ ก็คนฉลาดขนาดนี้ มีอยู่น้อยมากๆ ในโลกนี้ คำสลวย สวยหรูที่คนไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้กันในที่นี้ คือคำว่า Polymath (n) เห็น Poly โดยมากก็จะนึกถึงคำว่า มาก ส่วน Math ก็จะนึกถึง คณิตศาสตร์ หรือเลข เหมือนคำว่า Mathematics แต่จริงๆ แล้ว Polymath ไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวกับเลขเลย แต่มีรากศัพท์จากกรีกโบราณหมายถึง คนที่เก่งไปหมดทุกอย่าง เรียกว่าเป็น ปราชญ์ผู้รอบรู้ ก็ว่าได้
มีคนให้คำจำกัดความของ Polymath ได้ชัดเจนมาก คือ A man can do all things if he will. คือคนที่ทำอะไรก็ได้ถ้าอยากทำ คนดังของโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น Polymath ได้แก่ Aristotle, Leonardo da Vinci, Michelangelo เป็นต้น ซึ่งถ้าเราศึกษาประวัติผลงานของทุกท่าน ก็จะเห็นว่า เป็นผู้มีความเป็นเลิศทั้งศาสตร์ และศิลป์ ยกตัวอย่าง Leonardo da Vinci ถ้าจะบอกว่าเค้าทำอะไรบ้าง ก็จะได้รับคำตอบว่าเป็น painter(n.) นักวาดภาพ, sculptor(n.) ช่างปั้น, architect(n.) สถาปนิก, musician (n.) นักดนตรี , scientist(n.) นักวิทยาศาสตร์, mathematician(n.) นักคณิตศาสตร์, engineer(n.) วิศวกร, inventor (n.) นักประดิษฐ์, anatomist(n.) นักกายวิภาคศาสตร์, geologist (n.) นักธรณีวิทยา, cartographer (n.) นักวาดและออกแบบแผนที่, botanist (n.) นักพฤกษศาสตร์ และ writer (n.) นักเขียน
จะเห็นว่าคนที่จะเก่งได้รอบทิศขนาดนี้มีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์โลกไม่กี่คน ศัพท์คำนี้จึงแทบจะสูญหายไปจากท้องถนน หาเจอได้แต่ในตำราประวัติศาสตร์เท่านั้น
คนๆ เดียวเป็นได้ทุกสิ่งเช่นนี้ เรียกว่า คนเก่งครอบจักรวาล มีศัพท์อีกคำเรียกว่า Universal man หรือ Universal person หรือในบางสำนักก็จะยกย่องให้เป็น Universal Genius หรืออัจฉริยะรอบด้านก็เรียกได้ ศัพท์คำว่า Polymath ต้นกำเนิดมาจากยุคสมัยที่วิทยการความรู้เฟื่องฟูมากๆ นักประวัติศาสตร์เรียกว่ายุค Renaissance ซึ่งเป็นศัพท์ฝรั่งเศส มีความหมายว่า Rebirth หรือการเกิดใหม่ ในยุคนั้นมีบุคคล เช่น Leonardo da Vinci เยอะมาก ดังนั้น เมื่อจะพูดว่าใครเป็นคนที่เก่งครบเครื่อง เป็นปราชญ์รอบด้าน เราก็สามารถเรียกเค้าว่าเป็น Renaissance man ได้ด้วยค่ะ
ความแตกต่างของ Polymath และ Genius หรืออัจฉริยะอยู่ตรงที่บางครั้ง คนที่เป็นอัจฉริยะ อาจจะมีความเก่งเฉพาะทาง เรียกว่าเป็น Specialist (n.) หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ Polymath ต้องเก่งมากๆ และเก่งรอบด้านด้วยค่ะ ในศตวรรษที่ 21 เช่นนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่าศัพท์นี้ไกลตัวเกินไปที่จะได้ใช้ แต่คนที่เก่งหลากหลายด้าน อย่างสมัยนี้เรามักจะเห็นนักร้อง นักแสดงหลายๆ คนต้องมีความสามารถรอบด้าน เช่น ร้องเพลงก็ได้ การแสดงก็ดี แถมยังเรียนเก่ง หน้าที่การงานดีอีกต่างหาก คนที่คุณสมบัติเลิศเลอ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นปราชญ์ได้เช่นนี้ เราเรียกว่า Versatile person มาจาก Versatile (adj.) จะแปลว่า อเนกประสงค์ หรือเก่งหลายอย่างก็ได้ค่ะ
คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำศัพท์เชิงบวกที่ใช้ในการชื่นชมคนที่เก่งและมีความ สามารถรอบด้าน แต่ในภาษาอังกฤษมีอีกสำนวนหนึ่งที่ใช้พูดถึงคนที่รู้ไปหมดทุกอย่างว่า Jack of all trades ซึ่งเหมือนจะดูดี ถ้าไม่มีตบท้ายด้วย master of none ถ้ามีคนมาบอกว่า You’re Jack of all trades, master of none. แปลว่า นายนี่รู้ไปหมด แต่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง นั่นเองค่ะ ดังนั้น Jack of all trade จึงมักนิยมใช้ในความหมายที่เป็นเชิงลบมากกว่า สร้างสรรและชื่นชมใครค่ะ
Steve Jobs เคยกล่าวไว้ว่า “Stay hungry. Stay foolish.” คือ จงทำตัวหิวโหยอยู่เสมอ ทำตัวให้โง่อยู่ตลอด เหมือนปรัชญาของลัทธิเซน ที่ว่าอย่าทำตัวเป็นน้ำชาที่เต็มแก้ว เปิดรับอะไรเพิ่มไม่ได้แล้ว คนไทยบอกกันว่า ง. งู มาก่อน ฉ. ฉิ่ง เป็นสัญญาณบอกว่า โง่ ย่อมมาก่อน ฉลาด ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหน ธรรมเนียมใด ขอให้คิดเสียว่า Every day is fool’s day. ทุกวันเป็นวันสำหรับความโง่เสมอค่ะ
คุณครูพี่แนน
:: คนทำดีได้ทุกอย่าง: Polymath: A Man Can Do All Things If He Will. ไทยรัฐออนไลน์ คุณครูพี่แนน วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555
Monday, December 26, 2011
'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!!
ใครจะเชื่อว่าผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะไอที อย่าง ''สตีฟ จ็อบส์ Steve Jobs'' จอมยโสโอหัง จะศรัทธา ''เซน'' จนถึงขนาดที่จะอุทิศตนเพื่อศาสนา คนๆนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ผู้ชายที่รวยมากขนาดนั้น กลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย รวมทั้งเสื้อผ้าที่เราคุ้นตา ซึ่งเขามักจะสวมใส่ เช่น เสื้อสีดำคอเต่า กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน รองเท้าผ้าใบ ช่างเรียบง่ายและธรรมดา ทำไมกัน?
เป็นเรื่องที่น่าสนใจในระดับน่าค้นหา ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยกับ ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์มือทองในเมืองไทย ถอดรหัสความเป็น เซน ของสตีฟ จ็อบส์ บุรุษผู้ล่วงลับ
“สตีฟ จ็อบส์ สนใจในปรัชญาเซน….” ว.วชิรเมธีบอกว่าจ็อบส์เกิดมาในยุคซิตี้ อเมริกาทำสงครามกับทั่วโลก คนในยุคนั้นจึงเป็นคนที่ต่อต้านสงครามและหันหลังให้กับสังคม
“ณ เวลานั้นเอง ญี่ปุ่นก็เข้าไปในอเมริกา ลัทธิของกูรูจากอินเดียก็เข้าไปในอเมริกา สตีฟ จ็อบส์ ได้กลิ่นอายของจิตวิญญาณ และเขาก็เป็นบุปผาชน หรือเป็นฮิปปี้คนหนึ่ง พุทธปรัชญา สนใจเซน เขาไปอยู่สำนักเซนถึง 18 เดือน ไปอยู่อินเดียถึง 7 เดือน เพราะจะแสวงหาคำตอบทางจิตวิญญาณว่า แท้ที่จริงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้รับคืออะไร แสดงว่าเขามาสนใจ เพราะบริบทของอเมริกา มันเป็นบริบทของจิตวิญญาณ เขาศึกษาลัทธิหลายลัทธิด้วยกัน แต่สุดท้ายเขาเลือกเซน เพราะมันตอบชีวิตเขาได้ว่า เซนนั้นเต็มไปด้วยความเรียบง่าย แต่มีความสุขลุ่มลึก แท้ที่จริง เซนก็คือพุทธศาสนานั่นเอง"
และนี่คือสิ่งที่เราทุกๆ คน ควรเรียนรู้ทั้ง 5 ข้อ
1. ทำในสิ่งที่รัก สตีฟ จ็อบส์ พูดเสมอว่า ที่เขาประสบความสำเร็จ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่เขารัก เขาจะไม่ไปเสียเวลาทำในสิ่งใดก็ตามที่เขาไม่มีความจริงจัง คลั่งไคล้ใหลหลง พอเขาได้ทำในสิ่งที่รัก เขาก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักตรงนี้ ตรงกับหลักของพระพุทธเจ้า ในอิทธิบาท 4 พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่อยากประสบความสำเร็จ ต้องมีฉันทะ ทำในสิ่งที่รัก ดังนั้น สตีฟ จ็อบส์ เขาทำตรงเป๊ะเลย
2. ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ถ้าไม่ดีที่สุด อย่าเสียเวลาไปทำ
3. เป็นคนที่กล้าคิดต่าง ทำให้โลกนี้มีคนอย่างสตีฟ จ็อบส์ เขาบอกว่า ถ้าเขาคิดเหมือนคนอื่น เขาก็ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมอะไรได้ ฉะนั้น เขากล้าคิดต่าง กล้าคิดนอกกรอบ นวัตกรรมของเขาจึงเป็นนวัตกรรมที่ล้ำยุคมาก
4. สตีฟ จ็อบส์ นั้น เป็นสุดยอดของมืออาชีพ เวลาที่เขาจะพรีเซนต์นวัตกรรม เขาศึกษาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งขวดน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เขาก็ไปหมุนเกลียวดูว่า มันมีเกลียวหมุนยังไง แม้แต่แสงไฟที่ส่องลงบนเวที สตีฟ จ็อบส์ ก็ไปเช็กดูว่า มันเหมาะสมมั้ย สตีฟ จ็อบส์ ดูทุกรายละเอียด ขนาดลงลึกระดับพิกเซล
"ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องทำงานแบบมืออาชีพ อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แน่แล้ว ไม่ต้องฝึก ขนาดสตีฟ จ็อบส์ ยังต้องฝึกทุกครั้งก่อนลุกขึ้นพูดบนเวที ทำอะไรก็ตาม อย่าทำทิ้งๆ ขว้างๆ แบบว่าขอไปที ให้ทำอย่างคนที่เป็นมืออาชีพ"
ประการสุดท้าย คือ สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า ผมอยากเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้น อาตมาคิดว่า สำคัญมาก คนบางคนเกิดมาเพื่อให้โลกนี้แย่ลง แต่สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า อยากเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้น ถ้าเราคนไทยบอกว่า ผมอยากเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้น และลงมือทำอย่างสตีฟ จ็อบส์ ประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้
การเสียชีวิตไม่เสียเปล่า หากเราเรียนรู้...!!
ที่มา: 'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!! ไทยรัฐออนไลน์ไลฟ์สไตล์ วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!!
------------------
เป็นไปอย่างครึกครื้นกับงานเปิดตัวหนังสือ "สตีฟ จ็อบส์" โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน ของเนช่ันบุ๊คส์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของ สตีฟ จ็อบส์ หลายต่อหลายเล่ม แต่ดูเหมือนว่า เล่มนี้โดนใจสาวกคนรักสตีฟ จ็อบส์ อย่างจัง โดยได้หัวเรือใหญ่อย่าง นายสุทธิชัย หยุ่น ทุ่มสุดใจให้หนังสือเล่มนี้คลอดออกมาเร็วที่สุด
ภายในงานเต็มไปด้วยบรรดาคนรักสตีฟ จ็อบส์ ยืนรอต่อคิวสั่งซื้อหนังสือซื้อกันอย่างน่ารัก มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้างอะไรบ้าง หลายคนสั่งซื้อหนังสือยกกันเป็นลัง โดยหนังสือก็มีให้เลือกอ่าน 3 รูปแบบด้วยกัน ทั้งปกแข็ง ปกอ่อน และในรูปแบบอีบุ๊กส์
สำหรับบรรยากาศบนเวที มีการเสวนาพูดคุย นำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น และแขกรับเชิญพิเศษหลายท่าน อาทิ ว.วชิรเมธี ดำเนินรายการอย่างสนุกสนาน โดยพิธีกรหน้าละอ่อน หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์
ไม่บ่อยครั้งหนักที่บิ๊กเนมอย่าง นายสุทธิชัย หยุ่น จะออกตัวเป็นบรรณาธิการ แสดงว่าชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ คงไม่ธรรมดาจริงๆ
“สตีฟ จ็อบส์ มีอิทธิพลต่อเขา ตรงที่ทำให้เขาเชื่อว่า คนที่มุ่งมั่น ตั้งเป้าในชีวิต ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาพของชีวิตอย่างไร ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนอยากทำ และถ้าการทำงานมีโฟกัส จัดลำดับความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน ไม่วอกแวก ย่อมก้าวไปถึงสิ่งที่ต้องการจะทำได้ ผมเอาด้านบวกของความเป็นศิลปินผสมกับความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของเขามาเป็นเครื่องยืนยันว่า ด้านลบของคนไม่สามารถบดบังผลงานด้านสร้างสรรค์ได้...ถ้าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่”
มาการันตีความน่าสนใจกันต่อที่นักแปลคนสวย นางณงลักษณ์ จารุวัฒน์ ที่เป็นกำลังในการแปลหนังสือเล่มนี้ รับรองด้วยตัวเองเลยว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วสนุกสนาน และมีประเด็นที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 1.โฟกัส หมายถึง ความสามารถในการรวมสมาธิ มีความมุ่งมั่น แน่วแน่ พิจารณาตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งที่ใช่และสำคัญ ตรงประเด็น ในสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ 2. ความทุ่มเท ความใฝ่ฝัน ความหลงใหลในสิ่งที่เขาทำอย่างเต็มที่ เวลาเขาทำอะไร ทำอย่างเต็มที่ และมีความหลงใหล ถ้าคนเรามีความรู้สึกกับตรงนี้ รับรองว่าคุณให้ทุกอย่างกับงานที่คุณทำ 3. ความสมบูรณ์แบบ เขาเป็นคนที่เวลาทำอะไร ความทุ่มเทของเขานั้นหวังผล ต้องการที่จะให้ออกมาเป็นผลสัมฤทธิ์ที่ดีเริ่ด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เขาคิดหรือกระทำ 3 อย่างนี้เป็นคุณสมบัติที่เราน่าจะเรียนรู้ และทำให้ได้อย่างสตีฟ จ็อบส์ 3 อย่างนี้คือคุณสมบัติเด่น และคุณลักษณะสำคัญในตัวเขา ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถพลิกโลกได้ และเชื่อว่า หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขามีอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณหลงรักเขาได้”
อีกหนึ่งสาวกตัวจริง นันทขว้าง สิรสุนทร บรรณาธิการแมงโก้ TV ที่เจ้าตัวบอกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไรหนักหนากับไอโฟนหรือไอแพด แต่ก็แฟนตัวจริงของไอพอดมาแต่ไหนแต่ไรเพราะชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ
"คนมักยกย่องสตีฟ จ็อบส์ ว่าเป็นเทวดา หรือสุดยอดของอภิคนอัจฉริยะ แต่พูดตรงๆเลยว่าเขาก็เป็นคนนิสัยไม่ดีหลายอย่าง เป็นคนที่ลูกน้องก็เกลียด เขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์เยอะ ชอบความเป็นมนุษย์ของเขา คือเขาไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี เขาเป็นคนที่พร้อมจะทะเลาะเบาะแว้งกับคนในห้องประชุม ทุบโต๊ะ ปาแก้ว กับลูกน้อง ชื่นชมที่เขาเป็นคนอัจฉริยะ เป็นคนที่สามารถนำเอานวัตกรรมมาเดินมาจับมือกับศิลปะ ซึ่งปกติศิลปะมันไม่ค่อยจับมือกับเทคโนโลยี แต่สตีฟ จ็อบส์ เป็นคนแรกๆของโลก ที่เขาทำให้ศิลปะมันเดินมาอยู่ด้วยกันได้กับเทคโนโลยี "
พอหอมปากหอมคอกันไปกับหนังสือเล่มนี้ ต้องยอมรับจริงๆว่า กระแสเขาแรง ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันปีใหม่ หนังสือชีวประวัติ "สตีฟ จ็อบส์" โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน เล่มนี้ น่าจับตามองเล่มหนึ่งเลยทีเดียว
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ไลฟ์สไตล์ วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2554 'สตีฟ จ็อบส์'!!!
เป็นเรื่องที่น่าสนใจในระดับน่าค้นหา ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยกับ ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์มือทองในเมืองไทย ถอดรหัสความเป็น เซน ของสตีฟ จ็อบส์ บุรุษผู้ล่วงลับ
“สตีฟ จ็อบส์ สนใจในปรัชญาเซน….” ว.วชิรเมธีบอกว่าจ็อบส์เกิดมาในยุคซิตี้ อเมริกาทำสงครามกับทั่วโลก คนในยุคนั้นจึงเป็นคนที่ต่อต้านสงครามและหันหลังให้กับสังคม
“ณ เวลานั้นเอง ญี่ปุ่นก็เข้าไปในอเมริกา ลัทธิของกูรูจากอินเดียก็เข้าไปในอเมริกา สตีฟ จ็อบส์ ได้กลิ่นอายของจิตวิญญาณ และเขาก็เป็นบุปผาชน หรือเป็นฮิปปี้คนหนึ่ง พุทธปรัชญา สนใจเซน เขาไปอยู่สำนักเซนถึง 18 เดือน ไปอยู่อินเดียถึง 7 เดือน เพราะจะแสวงหาคำตอบทางจิตวิญญาณว่า แท้ที่จริงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้รับคืออะไร แสดงว่าเขามาสนใจ เพราะบริบทของอเมริกา มันเป็นบริบทของจิตวิญญาณ เขาศึกษาลัทธิหลายลัทธิด้วยกัน แต่สุดท้ายเขาเลือกเซน เพราะมันตอบชีวิตเขาได้ว่า เซนนั้นเต็มไปด้วยความเรียบง่าย แต่มีความสุขลุ่มลึก แท้ที่จริง เซนก็คือพุทธศาสนานั่นเอง"
และนี่คือสิ่งที่เราทุกๆ คน ควรเรียนรู้ทั้ง 5 ข้อ
1. ทำในสิ่งที่รัก สตีฟ จ็อบส์ พูดเสมอว่า ที่เขาประสบความสำเร็จ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่เขารัก เขาจะไม่ไปเสียเวลาทำในสิ่งใดก็ตามที่เขาไม่มีความจริงจัง คลั่งไคล้ใหลหลง พอเขาได้ทำในสิ่งที่รัก เขาก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักตรงนี้ ตรงกับหลักของพระพุทธเจ้า ในอิทธิบาท 4 พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่อยากประสบความสำเร็จ ต้องมีฉันทะ ทำในสิ่งที่รัก ดังนั้น สตีฟ จ็อบส์ เขาทำตรงเป๊ะเลย
2. ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ถ้าไม่ดีที่สุด อย่าเสียเวลาไปทำ
3. เป็นคนที่กล้าคิดต่าง ทำให้โลกนี้มีคนอย่างสตีฟ จ็อบส์ เขาบอกว่า ถ้าเขาคิดเหมือนคนอื่น เขาก็ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมอะไรได้ ฉะนั้น เขากล้าคิดต่าง กล้าคิดนอกกรอบ นวัตกรรมของเขาจึงเป็นนวัตกรรมที่ล้ำยุคมาก
4. สตีฟ จ็อบส์ นั้น เป็นสุดยอดของมืออาชีพ เวลาที่เขาจะพรีเซนต์นวัตกรรม เขาศึกษาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งขวดน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เขาก็ไปหมุนเกลียวดูว่า มันมีเกลียวหมุนยังไง แม้แต่แสงไฟที่ส่องลงบนเวที สตีฟ จ็อบส์ ก็ไปเช็กดูว่า มันเหมาะสมมั้ย สตีฟ จ็อบส์ ดูทุกรายละเอียด ขนาดลงลึกระดับพิกเซล
"ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องทำงานแบบมืออาชีพ อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แน่แล้ว ไม่ต้องฝึก ขนาดสตีฟ จ็อบส์ ยังต้องฝึกทุกครั้งก่อนลุกขึ้นพูดบนเวที ทำอะไรก็ตาม อย่าทำทิ้งๆ ขว้างๆ แบบว่าขอไปที ให้ทำอย่างคนที่เป็นมืออาชีพ"
ประการสุดท้าย คือ สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า ผมอยากเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้น อาตมาคิดว่า สำคัญมาก คนบางคนเกิดมาเพื่อให้โลกนี้แย่ลง แต่สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า อยากเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้น ถ้าเราคนไทยบอกว่า ผมอยากเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้น และลงมือทำอย่างสตีฟ จ็อบส์ ประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้
การเสียชีวิตไม่เสียเปล่า หากเราเรียนรู้...!!
ที่มา: 'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!! ไทยรัฐออนไลน์ไลฟ์สไตล์ วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!!
------------------
หลากทัศนะ 'สาวกแอปเปิล' กับ งานเปิดตัวหนังสือ'สตีฟ จ็อบส์'!
เป็นไปอย่างครึกครื้นกับงานเปิดตัวหนังสือ "สตีฟ จ็อบส์" โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน ของเนช่ันบุ๊คส์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของ สตีฟ จ็อบส์ หลายต่อหลายเล่ม แต่ดูเหมือนว่า เล่มนี้โดนใจสาวกคนรักสตีฟ จ็อบส์ อย่างจัง โดยได้หัวเรือใหญ่อย่าง นายสุทธิชัย หยุ่น ทุ่มสุดใจให้หนังสือเล่มนี้คลอดออกมาเร็วที่สุด
ภายในงานเต็มไปด้วยบรรดาคนรักสตีฟ จ็อบส์ ยืนรอต่อคิวสั่งซื้อหนังสือซื้อกันอย่างน่ารัก มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้างอะไรบ้าง หลายคนสั่งซื้อหนังสือยกกันเป็นลัง โดยหนังสือก็มีให้เลือกอ่าน 3 รูปแบบด้วยกัน ทั้งปกแข็ง ปกอ่อน และในรูปแบบอีบุ๊กส์
สำหรับบรรยากาศบนเวที มีการเสวนาพูดคุย นำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น และแขกรับเชิญพิเศษหลายท่าน อาทิ ว.วชิรเมธี ดำเนินรายการอย่างสนุกสนาน โดยพิธีกรหน้าละอ่อน หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์
ไม่บ่อยครั้งหนักที่บิ๊กเนมอย่าง นายสุทธิชัย หยุ่น จะออกตัวเป็นบรรณาธิการ แสดงว่าชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ คงไม่ธรรมดาจริงๆ
“สตีฟ จ็อบส์ มีอิทธิพลต่อเขา ตรงที่ทำให้เขาเชื่อว่า คนที่มุ่งมั่น ตั้งเป้าในชีวิต ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาพของชีวิตอย่างไร ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนอยากทำ และถ้าการทำงานมีโฟกัส จัดลำดับความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน ไม่วอกแวก ย่อมก้าวไปถึงสิ่งที่ต้องการจะทำได้ ผมเอาด้านบวกของความเป็นศิลปินผสมกับความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของเขามาเป็นเครื่องยืนยันว่า ด้านลบของคนไม่สามารถบดบังผลงานด้านสร้างสรรค์ได้...ถ้าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่”
มาการันตีความน่าสนใจกันต่อที่นักแปลคนสวย นางณงลักษณ์ จารุวัฒน์ ที่เป็นกำลังในการแปลหนังสือเล่มนี้ รับรองด้วยตัวเองเลยว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วสนุกสนาน และมีประเด็นที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 1.โฟกัส หมายถึง ความสามารถในการรวมสมาธิ มีความมุ่งมั่น แน่วแน่ พิจารณาตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งที่ใช่และสำคัญ ตรงประเด็น ในสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ 2. ความทุ่มเท ความใฝ่ฝัน ความหลงใหลในสิ่งที่เขาทำอย่างเต็มที่ เวลาเขาทำอะไร ทำอย่างเต็มที่ และมีความหลงใหล ถ้าคนเรามีความรู้สึกกับตรงนี้ รับรองว่าคุณให้ทุกอย่างกับงานที่คุณทำ 3. ความสมบูรณ์แบบ เขาเป็นคนที่เวลาทำอะไร ความทุ่มเทของเขานั้นหวังผล ต้องการที่จะให้ออกมาเป็นผลสัมฤทธิ์ที่ดีเริ่ด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เขาคิดหรือกระทำ 3 อย่างนี้เป็นคุณสมบัติที่เราน่าจะเรียนรู้ และทำให้ได้อย่างสตีฟ จ็อบส์ 3 อย่างนี้คือคุณสมบัติเด่น และคุณลักษณะสำคัญในตัวเขา ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถพลิกโลกได้ และเชื่อว่า หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขามีอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณหลงรักเขาได้”
อีกหนึ่งสาวกตัวจริง นันทขว้าง สิรสุนทร บรรณาธิการแมงโก้ TV ที่เจ้าตัวบอกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไรหนักหนากับไอโฟนหรือไอแพด แต่ก็แฟนตัวจริงของไอพอดมาแต่ไหนแต่ไรเพราะชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ
"คนมักยกย่องสตีฟ จ็อบส์ ว่าเป็นเทวดา หรือสุดยอดของอภิคนอัจฉริยะ แต่พูดตรงๆเลยว่าเขาก็เป็นคนนิสัยไม่ดีหลายอย่าง เป็นคนที่ลูกน้องก็เกลียด เขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์เยอะ ชอบความเป็นมนุษย์ของเขา คือเขาไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี เขาเป็นคนที่พร้อมจะทะเลาะเบาะแว้งกับคนในห้องประชุม ทุบโต๊ะ ปาแก้ว กับลูกน้อง ชื่นชมที่เขาเป็นคนอัจฉริยะ เป็นคนที่สามารถนำเอานวัตกรรมมาเดินมาจับมือกับศิลปะ ซึ่งปกติศิลปะมันไม่ค่อยจับมือกับเทคโนโลยี แต่สตีฟ จ็อบส์ เป็นคนแรกๆของโลก ที่เขาทำให้ศิลปะมันเดินมาอยู่ด้วยกันได้กับเทคโนโลยี "
พอหอมปากหอมคอกันไปกับหนังสือเล่มนี้ ต้องยอมรับจริงๆว่า กระแสเขาแรง ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันปีใหม่ หนังสือชีวประวัติ "สตีฟ จ็อบส์" โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน เล่มนี้ น่าจับตามองเล่มหนึ่งเลยทีเดียว
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ไลฟ์สไตล์ วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2554 'สตีฟ จ็อบส์'!!!
Friday, July 29, 2011
ราชการไทยยังไม่หมดยุคทำงานบบขอไปที: ยังไม่ได้รับรายงาน ยังไม่มีใครร้องเรียน
การทำงานสไตล์คนไทยแบบขอไปที เช้าชามเย็นครึ่งชาม ต่างชาติเขาไปดวงจันทร์เป็นร้อยๆครั้ง มีดาวเทียมหมุนรอบโลกจนเวียนหัวไปหมด แต่ราชการไทยยังเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการ ไปจนถึงรองผู้ว่า ผู้ว่า รองปลัด ปลัด และพวกรัฐมนตรีตัวดี รวมถึงนายกฯ ด้วย ชอบนัก บอกว่า "ยังไม่ได้รับรายงาน" "ยังไม่มีใครร้องเรียน" ต้องให้คนมันตายมันเดือดร้อนกันไปทั่วถ้วนหน้าก่อนหรือไง "ทำงานเชิงรุก" เป็นหรือเปล่า ถ้าไม่เป็น ก็รีบๆลาออกไปซะ อย่าอยู่เกะกะ ให้คนที่ทำเป็น อยากบริการประชาชนด้วยความเต็มใจ ไม่อยากมีผลประโยชน์ทับซ้อน เข้ามาทำงานแทนท่าน อย่าคิดว่าท่านเก่งคนเดียว คนอื่น ๆ ก็เก่งเหมือนกัน หรืิออาจจะเก่งกว่าท่านซะอีก
หรือ ถ้าอยากได้รายงานเร่งด่วน เปิดราชการ facebook ซะสิิ เดี๋ยวก็มีคนรายงาน ทำงานให้คุ้มภาษีชาวบ้านบ้าง
ทำงานเชิงรุกเป็นไหม
คิดนอกกรอบเป็นมั๊ย
แหม..ตอนเงินก็อยากให้ขึ้นมากๆ แต่ตอนทำงานห่วยแตกซะไม่มีดี
ไม่อยากเทียบกับหมา เพราะมันขยันกว่าเยอะ ไม่อู้ ไม่บ่น
ที่มา: forwarded mail
หรือ ถ้าอยากได้รายงานเร่งด่วน เปิดราชการ facebook ซะสิิ เดี๋ยวก็มีคนรายงาน ทำงานให้คุ้มภาษีชาวบ้านบ้าง
ทำงานเชิงรุกเป็นไหม
คิดนอกกรอบเป็นมั๊ย
แหม..ตอนเงินก็อยากให้ขึ้นมากๆ แต่ตอนทำงานห่วยแตกซะไม่มีดี
ไม่อยากเทียบกับหมา เพราะมันขยันกว่าเยอะ ไม่อู้ ไม่บ่น
ที่มา: forwarded mail
Wednesday, July 13, 2011
เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน
เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน
วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2554
บอกลาอาการง่วง ซึมเซา วอกแวก ฟุ้งซ่าน ด้วยวิธีเสริมสร้าง “สมาธิ” อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยหลักปฏิบัติง่าย ๆ 5 ข้อ
วัยเรียนหลายคนที่มักเผชิญปัญหาสมาธิสั้น หรือบ่อยครั้งจดจ่อกับกิจกรรมเป็นบางเรื่อง แต่ก็เพียงระยะเวลาไม่นานนัก นั่นเป็นเพราะน้อง ๆ อาจละเลยความสมดุลของตารางกิจวัตรประจำวันไป จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ และจดจำ อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวปรับแก้ได้ด้วย 5 วิธีสร้างสมาธิง่าย ๆ ดังนี้
เริ่มจาก หลับเพื่อสมอง ในอัตราที่เพียงพอ 6-7 ชั่วโมง ระบบประสาทจะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในวันถัดไป บอกลาอาการง่วง ซึมเซาได้เลย หากนอนให้เป็นระบบทุกวัน ร่างกายจะคุ้นชิน และส่งผลดีต่อสมองในระยะยาวด้วย
เลี่ยงคาเฟอีนเข้มข้น แม้ผลวิจัยในต่างประเทศจะพบว่า คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ลดความง่วง เหนื่อยล้า กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็ว และมีสมาธิมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับในปริมาณไม่มากเกินไป สำหรับวัยเรียนลองลดความเข้มข้นจากกาแฟเป็นชาจะเหมาะต่อสุขภาพมากกว่า
ขยับกายยืดเส้นยืดสาย ในระหว่างรอเรียน หรือเปลี่ยนคาบเรียน อาจลุกเดินรอบ ๆ ห้อง ก้ม เงย หยุดพักสายตาที่สนามสีเขียว หรือจิบน้ำเปล่าบ้าง ช่วยเติมความสดชื่น คลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ และเป็นการเรียกสมาธิให้กลับคืนมา
สร้างสมาธิด้วยโยคะ รวม ถึงการออกกำลังกายลักษณะอื่น อาทิ วิ่งเหยาะ ๆ ว่ายน้ำ ฯลฯ เมื่อร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน จะรู้สึกกระชุ่มกระชวย นอกจากช่วยคลายเครียดแล้ว ยิ่งปฏิบัติสม่ำเสมอจะทำให้จิตใจสงบ ไม่วอกแวก หรือฟุ้งซ่าน มีผลต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้นานขึ้นด้วย
กำหนด หรือควบคุมเวลา โดย เฉพาะเมื่อต้องสะสางงาน รายงาน การบ้าน อ่านหนังสือ รวมถึงกระทำสิ่งต่าง ๆ โดยตั้งเป้าช่วงเวลาเสร็จสิ้นให้ชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับกระตุ้นสมองให้เร่งตอบสนอง จดจ่อ มุ่งมั่นอยู่กับความรับผิดชอบนั้น ๆ
นับเป็นพื้นฐานเบื้องต้นใน การปรับสมดุล และความแปรปรวนของร่างกาย สู่การเสริมสร้างสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีง่าย ๆ ข้างต้น ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ.
เทคนิคสร้างสมาธิในการเรียน ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 07 กรกฎาคม 2554
Tuesday, June 7, 2011
เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก “
เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก “ : โรงเรียนโยธินบูรณะ เจ๋ง คว้ารองชนะเลิศอันดับที่ 2 แข่งขันหุ่นยนต์โลก ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับบริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) คัดเลือกและส่งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์โลก FLL OEC 2011: FIRST LEGO LEAGUE OPEN EUROPEAN CHAMPIONSHIP 2011 ระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. ที่เมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวน 2 ทีม จากโรงเรียนโยธินบูรณะ และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขณะนี้การแข่งขันเสร็จสิ้นแล้ว
ปรากฏว่า ทีมโรงเรียนโยธินบูรณะสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 หรือ Champion Award 3rd Place จากจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 67 ทีม รวมกว่า 1,000 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี กรีซ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ อิหร่าน โอมาน มาเลเซีย เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ อเมริกา ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ส่วนทีมที่คว้าแชมป์โลกเป็นทีมนักเรียนจากประเทศเยอรมนี และรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นทีมนักเรียนเนเธอร์แลนด์
ดร.ชินภัทร กล่าวต่อว่า การแข่งขันในปีนี้ได้กำหนดหัวข้อไว้ว่า Body Forward หรือการแพทย์เอาชนะความเจ็บป่วย และความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งแต่ละทีมจะต้องทำการแข่งขันทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ประเภท Robot Performance โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องสร้างโปรแกรมประกอบหุ่นยนต์ และนำไปปฏิบัติภารกิจบนสนาม ประเภท Robot Design Judging จะเป็นการนำเสนอคณะกรรมการถึงกระบวนการออกแบบ ประกอบ และเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ ประเภท Project Judging เป็นการนำเสนองานวิจัยตามหัวข้อที่กำหนดขึ้น และประเภท Teamwork Judging ซึ่งกรรมการจะพิจารณาถึงการทำงานร่วมกัน และการมีส่วนร่วมกันในทุก ๆ ด้านของทีม หลังจากนั้นคณะกรรมการจะพิจารณานำผลคะแนนทั้ง 4 ประเภทมารวมกัน แล้วจึงจัดอันดับออกมา
“ปีนี้นับว่าประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการเข้าร่วมแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ ซึ่งน่าภาคภูมิใจที่เด็กไทยของเรามีการพัฒนาศักยภาพ จนสามารถชนะทีมนักเรียนจากนานาประเทศซึ่งมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าเรา ทั้งนี้คณะผู้แทนไทยจะเดินทางกลับประเทศไทย สายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 921 เวลา 06.25 น. วันที่ 9 มิ.ย.นี้ “
ที่มา: เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก“ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน 2554
การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้
project jury
teamwork jury
robot design jury
robot performance
Thank you to ..
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับบริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) คัดเลือกและส่งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์โลก FLL OEC 2011: FIRST LEGO LEAGUE OPEN EUROPEAN CHAMPIONSHIP 2011 ระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. ที่เมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวน 2 ทีม จากโรงเรียนโยธินบูรณะ และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขณะนี้การแข่งขันเสร็จสิ้นแล้ว
ปรากฏว่า ทีมโรงเรียนโยธินบูรณะสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 หรือ Champion Award 3rd Place จากจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 67 ทีม รวมกว่า 1,000 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก เช่น ประเทศออสเตรเลีย เดนมาร์ก เยอรมนี กรีซ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ อิหร่าน โอมาน มาเลเซีย เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ อเมริกา ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ส่วนทีมที่คว้าแชมป์โลกเป็นทีมนักเรียนจากประเทศเยอรมนี และรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นทีมนักเรียนเนเธอร์แลนด์
ดร.ชินภัทร กล่าวต่อว่า การแข่งขันในปีนี้ได้กำหนดหัวข้อไว้ว่า Body Forward หรือการแพทย์เอาชนะความเจ็บป่วย และความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งแต่ละทีมจะต้องทำการแข่งขันทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ประเภท Robot Performance โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องสร้างโปรแกรมประกอบหุ่นยนต์ และนำไปปฏิบัติภารกิจบนสนาม ประเภท Robot Design Judging จะเป็นการนำเสนอคณะกรรมการถึงกระบวนการออกแบบ ประกอบ และเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ ประเภท Project Judging เป็นการนำเสนองานวิจัยตามหัวข้อที่กำหนดขึ้น และประเภท Teamwork Judging ซึ่งกรรมการจะพิจารณาถึงการทำงานร่วมกัน และการมีส่วนร่วมกันในทุก ๆ ด้านของทีม หลังจากนั้นคณะกรรมการจะพิจารณานำผลคะแนนทั้ง 4 ประเภทมารวมกัน แล้วจึงจัดอันดับออกมา
“ปีนี้นับว่าประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการเข้าร่วมแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ ซึ่งน่าภาคภูมิใจที่เด็กไทยของเรามีการพัฒนาศักยภาพ จนสามารถชนะทีมนักเรียนจากนานาประเทศซึ่งมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าเรา ทั้งนี้คณะผู้แทนไทยจะเดินทางกลับประเทศไทย สายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 921 เวลา 06.25 น. วันที่ 9 มิ.ย.นี้ “
ที่มา: เด็กไทยเก่งคว้ารางวัลแข่งขัน”หุ่นยนต์โลก“ เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 07 มิถุนายน 2554
การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้
project jury
teamwork jury
robot design jury
robot performance
Thank you to ..
Tuesday, December 21, 2010
หลักสูตร'ซี้ดอุ๊ย'ทางเลือกพิฆาต'ท้อง แท้ง ทิ้ง' อ.นคร สันธิโยธิน ขบถเพศศึกษา
การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด กับครู “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้หนังโป๊เป็นสื่อสอนเพศศึกษา...
แบบเรียนเพศ ศึกษาของกระทรวงฯ อันคร่ำครึ กระทั่งบุคลากรอันหมายถึงคุณครูสอนเพศศึกษาเฉพาะทางไร้ทักษะที่จะไม่เท่าทัน เด็กยุคใหม่-โลกฟรีเลิฟ - โลกเสรีที่ทันสมัย...?
เป็นอีกหนึ่ง “คำถาม” อาฟเตอร์ช็อกไล่หลังเหตุการณ์ “สึนามิ” วัดไผ่เงินฯ หรือ เหตุการณ์พบศพเด็กที่ถูกทำแท้งและทิ้งเอาไว้ 2,002 ศพ ฉาวโฉ่ขึ้นมา
ข้อคิด จากครู “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้ "หนังโป๊" เป็นสื่อสอนเพศศึกษา
เพื่อหาทางออกให้กับ “มหาวิกฤต” ท้อง แท้ง ทิ้ง ของเด็กไทยว่าปลูกฝัง แก้อย่างไรให้ถูกจุดและยั่งยืน …!?!
Q : เห็นการพบศพเด็ก 2,002 ศพที่วัดไผ่เงินฯ ทำให้หลายนึกถึงคำพูดของ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ที่ว่าว่า ณ วันนี้สังคมไทยอยู่ในยุค ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กส์ คุณเห็นด้วยไหม...?
A : ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่ทั้งหมดค่ะ...สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามก็คือวันนี้แต่ ว่าเราให้ความรู้ที่รอบด้าน ด้านดี-ไม่ดีและให้ข้อมูลครบถ้วนแล้วหรือยัง เรามองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงว่า “ผู้ใหญ่” พ่อ แม่ พี่ น้อง ครูบาอาจารย์ดูแลเด็กๆ ดีพอหรือยัง ต้องกลับมาถามตัวเอาเอง แทนที่จะโทษและปล่อยให้เด็กไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีความรู้เท่าทันและอยู่ในโลกฟรีเซ็กซ์อย่างเดียวดาย
Q : ปัจจุบันครูอยู่ในวงการการศึกษามากว่า 30 ปีเป็นห่วงอะไรมากที่สุด...?
A : วันนี้เราก็ยังเป็นห่วงและรู้สึกว่า เด็กยังไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่รอบด้านเพียงพอ เพราะถ้าเขาได้รับครบถ้วนรอบด้านแล้ว เขาก็จะคิดและแก้ปัญหาได้ อย่างเรื่องกฎหมายทำแท้งเสรี ครูมองว่าเวลาที่ผู้ใหญ่จะคิดทำอะไรมันน่าจะทำ “ประชาพิจารณ์” เอาคนที่มีส่วนให้เขาเข้ามาแลกเปลี่ยนเลยว่ามันเพราะอะไร ที่ทำแท้งกันมากๆ เพราะเด็กขาดความรู้ไหม...? หรือมีปัญหาอะไรกับสังคมไหม...? เราจะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับคนที่ถูกจุด อย่าให้ “ผู้ใหญ่ครอบงำ” คิดแทนเด็กๆ อย่างเดียว ปัญหาของเด็กก็ต้องถามเด็กโดยตรงถึงจะถูกต้อง ครูเสนอว่า ให้นำเด็ก-เยาวชนมาให้หลากหลายให้ทั่วถึงทุกกลุ่มสถานการณ์ต่างๆ มันดีขึ้นสักแต่ว่าคิดเอง-เออเองแบบนี้
Q : คุณกำลังจะบอกว่าพอเกิดเหตุการณ์ทำแท้งถูกตีแผ่ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษา-สาธารณสุขต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่านี้ ไม่ใช่พอข่าวลงแค่ไปจับสถานทำแท้งไปจับยาทำแท้ง ไปเยี่ยมวัดไผ่เงินฯ เอาหน้าไปถ่ายรูปลงข่าวแล้วก็กลับบ้านนอน
A : ก็นั่นน่ะสิ จริงๆแล้วมันเกิดวิกฤติอย่างนี้มันก็น่าจะเอามาเป็นประเด็นพอมันมีข่าวออกมา หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องจัดการในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด อย่างคนทำอาชีพครูก็หยิบประเด็นขึ้นมาเลยว่าทำแท้งขนาดนี้ “พวกหนูดูแล้วรู้สึกยังไง มันมีประโยชน์ไหมแล้วโทษมันจะเป็นอย่างไรแล้วถ้าเป็นเธอๆ จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นไหม...?” แล้วก็ถามต่อว่าถ้าลักษณะแบบนี้ถ้าเธอเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นคนๆหนึ่งที่มีส่วนรับผิดชอบตรงนี้เธอจะรับผิดชอบยังไง มันก็มีวิธีที่จะพูดที่จะคุยได้หลายรูปแบบ
วันนี้เรายืนยันได้เลย ว่า จากการที่เราสอนเด็กกว่า 600 คน วิธีการคิดมันก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เด็กก็บอกว่าตระหนักมากขึ้น รู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นสิ่งใกล้ตัว เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง ฉะนั้นเราก็สอนเด็กๆ เลยว่าก่อนจะทำอะไรต้องคิดเธอต้องใช้สูตร“ค - ว –ย” และ “ห” คือ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” อย่างมี ห. หรือ “เหตุผล” ด้วย
Q : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัจจุบันหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ว่าด้วยเรื่อง“เพศศึกษา” ไม่เท่าทันโลกสมัยใหม่
A : ถามเรา เราว่าหลักสูตรของกระทรวงฯ มันก็โอเคอยู่นะ แต่ปัญหาอย่างที่รู้ๆ กันว่าคนสอนจะกล้าสอนหรือเปล่า พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะสังคมบ้านเรามันก็ลักษณะของ “มือถือสากปากถือศีล” อะไรที่กระทบกระเทือนกันหน่อย ก็ไม่กล้าพูด การที่เราทำแตกต่างจากคนอื่น กลายเป็นว่าต้องถูกซักฟอก ต้องถูกสังคมประณาม ประจาน ครูพูดมาตั้งแต่เมื่อ 8-9 ปีก่อนแล้วว่าปัญหา ท้อง- แท้ง - ทิ้ง นี่มันเกิดขึ้นแน่นอน เดี๋ยวคุณเจอวิกฤติกันแน่ถ้าคุณยังไม่ตระหนักในเรื่องนี้ แล้วทีนี้เป็นยังไง โชว์ให้เห็นเลย 2,002 ศพเด็กที่โดนทำแท้งเหตุการณ์นี้เหมือน “ตบหน้าสังคม ตบหน้าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
Q : พอเกิดเหตุ ท้อง แท้ง ทิ้ง ทีไร เสียง “เรียกเพรียก” หลักสูตรการเรื่องเพศศึกษาทางเลือกก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง...?
A : ใช่ค่ะ จริงๆ ตอนนี้ก็มีคนมาทาบทามว่าครูให้ทำ “หลักสูตรเพศศึกษาทางเลือกขึ้นมา” ซึ่งครูอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะยังไง แต่ว่าถ้าร่างทำแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมันก็ต้องลงมือลุยเพื่อส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้หลักสูตรตามกระแสหลักจะโอเคแค่ไหน แต่ถ้าจะดีกว่าไหมถ้าเรามีหลักสูตรเพื่อเป็นทางเลือกขึ้นมา
Q : แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้หลักสูตรทางเลือกก็คือ วงการการศึกษาต้องผลิต ผู้สอนวิชาที่สำคัญแบบนี้ต้องมีกุศโลบายดีๆ ให้มีจำนวนมากขึ้นกว่านี้
A : ใช่ค่ะ และเหนืออื่นใดและคนในวงการศึกษาก็ต้องเข้าใจมากๆ อย่างกรณีการคิดนอกกรอบที่ครูเอาหนังโป๊มาเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่งบุคลากร เก่าๆ ของวงการนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ เราปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างมากมายของหนังแบบนี้ไม่ได้ แทนที่จะให้เขาดูคนเดียวเราก็เอามาเปิดและค่อยๆ สอนเขาให้เท่าทันในห้องเรียนดีกว่าไหม แน่นอนว่าก่อนที่จะเอาอะไรไปนำเสนอเป็นสื่อการสอนเรื่องเพศทางเลือกอะไรที่ จะเกิดขึ้นมาในอนาคตให้กับเด็กๆ เราต้องรู้ว่าจุดหมายปลายทางของการสอนแต่ละเรื่องมันจะให้ทักษะอะไรบ้าง อย่างครูเปิด “หนังโป๊” ให้พวกเขาดูในห้องเรียน เราก็คิดมาแล้วว่าจะสอนสอดแทรกอะไรตอนไหน อย่างก่อนเปิดหนังโป๊เราก็จะถามเขาว่า “ถ้าเธอจะดูหนังแบบนี้ที่อื่นให้มันดูคนเดียวนะ...!” หลังจากดูเราก็กดหยุดแล้วก็ถามความรู้สึกตัวเองว่า 1.รู้สึกยังไง 2.ควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้และออกไปข่มขืนคนอื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ “ติดคุก ขึ้นศาล เข้าบ้านเมตตาใช่ไหม…?” ให้เขาได้คิด
ถามว่าถ้าไม่ให้มัน ดู จงอย่าทำ เด็กจะเชื่อไหม ไม่เชื่อหรอก ยิ่งห้ามมันเหมือนยิ่งยุ ถ้าอยากดูก็ดูเลย แต่ดูที่บ้าน แล้วก็ดูคนเดียว ดูเสร็จก็ “สไลด์หนอน” (หมายถึงสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง) ไปก็จบไม่ต้องไปดูหลายคนจะได้เรียนรู้และบอกคนอื่นเขาได้
“หม้อ ข้าวมันร้อนแล้วไม่เอามือไปจับมันจะรู้ไหมว่าร้อน” เราต้องเข้าใจความต้องการของเด็กวัยรุ่นว่ามันอยากรู้ “อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย” ฉะนั้นกระทรวงศึกษาและโรงเรียนต่างๆต้องจัดกิจกรรมแล้วให้เด็กทำในสิ่งที่ สนใจและต้องการ ถึงจะได้พัฒนาศักยภาพไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้
Q : คนส่วนใหญ่มักเข้าใจ การเรียนเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
A: หลายคนเข้าใจแบบนั้นจริง เพศศึกษาเป็นการเรียนรู้ทั้งหมดกระบวนการ 6 ด้าน พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมสัมพันธภาพความเป็นพี่น้อง ทักษะการตัดสินใจกระบวนการคิด และในเรื่องของการแสดงความเหมาะสมในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศมันเป็นยังไง ในเรื่องของสุขภาพทางเพศเป็นยังไง และรวมถึงสังคมและวัฒนธรรมด้วย
Q : ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมในการสอนเรื่องเซ็กซ์ให้แก่เด็ก...?
A : จริงๆ ก็ต้องเริ่มสอนกันมาตั้งแต่เริ่มแรก ๆ ตั้งแต่คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้เกิดจากที่เด็กมันไม่มีความพร้อมพอขาดความพร้อมวุฒิภาวะมันก็ไม่มี พอไม่มีเวลามีอะไรเกิดขึ้นมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ จริงๆ แล้วการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเขามีหนังสือออกมาเยอะแยะ ตั้งแต่พ่อแม่ให้มาว่าส่วนไหนเป็นสิ่งหวงห้าม ห้ามใครแตะต้องพอโตมาก็พูดถึงการดูแลเอาใจใส่ รักษาสุขภาพทำยังไง พอเข้าสู้วัยรุ่นอะไรมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรมันจะเกิดขึ้น
การเท่า ทันอารมณ์ความรู้สึก การมีประจำเดือนของผู้หญิง การฝันเปียกของเด็กผู้ชายเป็นยังไง เด็กต้องได้รับการเรียนรู้เขาจะได้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาพร้อม กับตัวตนของเรา ทีนี้ในโอกาสต่อไปเราจะต้องเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น
Q : ถ้าเด็กเดินมาปรึกษาขอคำชี้แนะครูว่า “หนูท้อง และอยากจะแท้ง” เราจะสอนพวกเขาอย่างไร
A : ก็ต้องถามตัวเขา แล้วให้ทั้งคู่เขาคิดว่าจะเก็บไว้ หรือทำแท้ง หรือจะยังไงมันต้องถามความต้องการของเขา ไม่ใช่ถามความต้องการของเรา ถ้าจะทำแท้งมันก็สิทธิส่วนตัวของเขา เราก็ต้องให้เขาเห็นกระบวนการคิดรอบด้าน เช่น ทำผู้หญิงท้อง 4 เดือน ความต้องการที่แท้จริงของคุณคืออะไร...? แล้วนำมาคิดรวมกับ “จริยธรรม-คุณธรรม” ถามคุณพ่อคุณแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายหรือยัง ถ้ามีปัญหาการทำแท้งแล้วแม่ตายลูกตายจะรับได้ไหม แล้วถ้าเก็บเด็กไว้ใครจะดูแล ใครจะออกค่าใช้จ่าย หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม เมื่อให้เขาบวก-ลบด้านดีและไม่ดีทั้งหมดแล้ว ท้ายที่สุดเราก็จะให้เขาเลือกว่าจะเอาอะไร เพราะเหตุผลมันก็จะบ่งบอกว่าคุณจะทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง มันอยู่ที่ตัวคุณ 2 คนที่จะต้องคิดแค่นั้น
Q : อยากจะให้ช่วยแนะนำสำหรับเด็กที่มีแนวคิด หรือกลุ่มเสี่ยวที่มองว่าโลกนี้ ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กซ์
A :ครูมีวิธีสอนคือ ให้เด็กพกไข่มาคนละ 1 ฟอง แล้วเอามาให้อาจารย์เซ็นชื่อ พอเซ็นชื่อเสร็จ หลังจากนั้นคุณต้องดูแลรักษาไข่เท่าชีวิตเป็นเวลา 8 วัน 8 คืน ให้เลี้ยงติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามไปวางที่อื่น ถ้าไปวางที่อื่นเอาไปฝากคนอื่นเลี้ยงจะ “แช่ง” ให้ “เอนท์ฯ” ไม่ติด แล้วความรับผิดชอบส่วนนี้ เด็กที่ถูกดูแลมาดีมันก็จะดูแลทะนุถนอม เอาสำลีมาพันมาห่อ เก็บใส่กล่องอย่างดี แต่ถ้าเด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบปล่อยปละละเลยมันก็จะวางทิ้งโดนเพื่อนเหยียบ พอหลังจากที่เลี้ยงเสร็จมันเน่าหรือไม่เน่าแล้วแต่ ตรงนั้นไม่ว่ากัน
แต่ ท้ายสุดพวกเธอมาเล่าให้ฉันฟังสิว่า 1.ประสบการณ์ที่เลี้ยงไข่มันไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่ร้องขอไม่ใช้เงินเปลืองมันให้ข้อคิดอะไรบ้าง 2.เปรียบเทียบสิว่าพ่อแม่เลี้ยงเธอมา 10 กว่าปีเนี่ย แต่เธอเลี้ยงไข่ 8 วัน มันเปรียบเทียบกันได้ไหมมีอะไรอยากบอกพ่อแม่ไหม แล้วสุดท้ายถ้าเธอเกิดไปทำใครท้องขึ้นมา เธอพร้อมที่จะเป็นพ่อของลูกสาวลูกชายมากน้อยแค่ไหน พร้อมมากเพราะอะไร ไม่พร้อมเพราะอะไร ไม่พร้อมสุดๆ เพราะอะไร สิ่งที่เราอยากจะรู้ก็คือ 8 วันที่คุณได้จากการเลี้ยงไข่ แล้วพบว่าจาก 600 คน มีคนที่พร้อมจะเป็นพ่อคนแค่เพียง 3 คนเท่านั้น ส่วนนอกนั้นบอกว่าผมแค่อยากจะมีเซ็กซ์ แต่ไม่อยากเป็นพ่อคน มันเบื่อ มันรำคาญ เราต้องมีวิธีสอนให้เขาคิดวิเคราะห์มากว่าหยิมๆ ท่องจำ
Q : คุณเห็นด้วยกับ “กฎหมายทำแท้งเสรี” ไหม...?
A : ตรงนี้เราให้ความสำคัญในเรื่องของสาเหตุของแต่ละคนที่ท้องขึ้นมา สาเหตุมันเพราะอะไร มันเกิดเพราะว่ามันพลาด หรือประมาท หรือเพราะอะไร บางคนอาจจะยังไม่รู้จักถุงยางก็ได้ แต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือเด็กไม่รู้ พอเกิดขึ้นมามันก็จะมีทำแท้ง ไม่ทำแท้ง เราไม่ดู เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจว่าคนที่ทำต้องมีเหตุผล เราจะไปประเมินเราจะไปตัดสินเขาไม่ได้
เช่น วันลอยกระทง ลอยเสร็จก็ไปนินทาเขาอีกว่าต้องไป “ลอยดอก” ต่อ หรืออย่าง “วันวาเลนไทน์” คือวันเสียตัว จริงๆ เราอย่าไปมองว่าเด็กเป็นอย่างนั้นทั้งหมด “อย่ามารวมเด็ก 17 ล้านทั้งหมด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคน อย่าคิดแทนเด็ก...?” เราต้องให้ความรู้ที่รอบด้าน แต่การตัดสินใจให้เป็นเรื่องของเด็กเอง ไม่เกี่ยวกับเรา สิ่งสำคัญที่ความผิดมันจะอยู่ที่ผู้ใหญ่ก็คือ ผู้ใหญ่ไม่ให้ความรู้เด็ก ไม่ให้ประสบการณ์ ไม่ให้โอกาส
สุดท้ายก็คือไปครอบงำว่าต้องเป็น แบบนี้ๆ เด็กไม่ใช่วัตถุ มีชีวิตมีจิตใจเหมือนกัน มันไม่มีถูกไม่มีผิด ตรงนี้มันต้องเกิดจากการเรียนรู้ ทำไมเราไม่เอาวิกฤติที่เกิดขึ้นตรงนี้มาทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้น พอมีการทำแท้งเกิดขึ้นแบบนี้คุณจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาว่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมันมาจากไหน ระดมพลออกมาให้หมดในทุกภาคส่วน เอาเข้ามาให้หมด แล้วก็รับฟัง ว่าเขามีประเด็นอะไร อะไรที่มันสำคัญ แล้วอะไรที่มันแก้ไขได้ คุณจับๆ ออกมา แล้วเราก็จะรู้ว่า ไม่ต้องไปทำวิจัยตรงไหนหรอก เอาตรงนี้แหละ อะไรก็ตามที่มันไม่เบียดเบียนคนอื่นเขา คนเราต้องรู้จักแยกแยะได้ เราจะพูดกับเด็กเสมอ คำว่า ถูก ดี ควร มันต่างกันยังไง หรือคำว่า ผิด พลาด ชั่ว มันต่างกันยังไง ถูกก็ถูกต้อง ถูกกฏหมาย ดีไม่มีใครบังคับทำแล้วจะดีมาก ถ้าทำแล้วมันส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ ผิดก็ผิดกฎหมาย ผิดระบบวิธีการ แอบแฝงซ่อนเร้น พลาดอาจจะนอนไม่เต็มที่เขาให้นอน 8 ชม. แต่นอนแค่ 2 ชม. ก็เบลอได้ ชั่ว หมายถึงทั้งผิดและทั้งพลาด
ฉะนั้นเราต้องให้เด็กวิเคราะห์ให้ได้ ว่าความถูกความดีมันคืออะไร การที่คนที่ไม่รู้อิโน่อิเน่มาตายลงมันก็ไม่ใช่ทางออก กฎหมายมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าใช้กันอย่างถูกต้อง ถูกช่วงเวลาหรือเปล่า
Q : สุดท้ายถ้าหากจะต้องมีคนจะต้องรับผิดในเรื่อง “ทำแท้ง” เด็ก ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ครอบครัว คนออกกฏหมาย กระทรวงศึกษาธิการ หรือ คุณครู
A : ต้องกลับมาย้อนดูตัวเอง ไม่ต้องไปโทษใคร ว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ถูกต้องแค่ไหน คนเป็นครูสอนหรือยัง คนเป็นตำรวจทำหน้าที่หรือยัง คนเป็นหมอทำหน้าที่หรือยัง คือทกคนต้องกลับมาดูตัวเอง อย่าไปโทษสังคม อย่าไปโทษใคร เพราะเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราได้ แต่เราจะตัดสินว่าใครชั่วหรือใครดีไม่ได้ คนทุกคนจะมีเหตุผลในการกระทำเสมอ แต่การที่จะอยู่ในสังคมเดียวกันได้ มันจะต้องมีกติการ่วมกัน อยู่ที่ว่าคุณทำหน้าที่ของคุณได้ถูกต้องไหมแค่นั้นเอง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธันวาคม 2553
แบบเรียนเพศ ศึกษาของกระทรวงฯ อันคร่ำครึ กระทั่งบุคลากรอันหมายถึงคุณครูสอนเพศศึกษาเฉพาะทางไร้ทักษะที่จะไม่เท่าทัน เด็กยุคใหม่-โลกฟรีเลิฟ - โลกเสรีที่ทันสมัย...?
เป็นอีกหนึ่ง “คำถาม” อาฟเตอร์ช็อกไล่หลังเหตุการณ์ “สึนามิ” วัดไผ่เงินฯ หรือ เหตุการณ์พบศพเด็กที่ถูกทำแท้งและทิ้งเอาไว้ 2,002 ศพ ฉาวโฉ่ขึ้นมา
ข้อคิด จากครู “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้ "หนังโป๊" เป็นสื่อสอนเพศศึกษา
เพื่อหาทางออกให้กับ “มหาวิกฤต” ท้อง แท้ง ทิ้ง ของเด็กไทยว่าปลูกฝัง แก้อย่างไรให้ถูกจุดและยั่งยืน …!?!
Q : เห็นการพบศพเด็ก 2,002 ศพที่วัดไผ่เงินฯ ทำให้หลายนึกถึงคำพูดของ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ที่ว่าว่า ณ วันนี้สังคมไทยอยู่ในยุค ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กส์ คุณเห็นด้วยไหม...?
A : ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่ทั้งหมดค่ะ...สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามก็คือวันนี้แต่ ว่าเราให้ความรู้ที่รอบด้าน ด้านดี-ไม่ดีและให้ข้อมูลครบถ้วนแล้วหรือยัง เรามองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงว่า “ผู้ใหญ่” พ่อ แม่ พี่ น้อง ครูบาอาจารย์ดูแลเด็กๆ ดีพอหรือยัง ต้องกลับมาถามตัวเอาเอง แทนที่จะโทษและปล่อยให้เด็กไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีความรู้เท่าทันและอยู่ในโลกฟรีเซ็กซ์อย่างเดียวดาย
Q : ปัจจุบันครูอยู่ในวงการการศึกษามากว่า 30 ปีเป็นห่วงอะไรมากที่สุด...?
A : วันนี้เราก็ยังเป็นห่วงและรู้สึกว่า เด็กยังไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่รอบด้านเพียงพอ เพราะถ้าเขาได้รับครบถ้วนรอบด้านแล้ว เขาก็จะคิดและแก้ปัญหาได้ อย่างเรื่องกฎหมายทำแท้งเสรี ครูมองว่าเวลาที่ผู้ใหญ่จะคิดทำอะไรมันน่าจะทำ “ประชาพิจารณ์” เอาคนที่มีส่วนให้เขาเข้ามาแลกเปลี่ยนเลยว่ามันเพราะอะไร ที่ทำแท้งกันมากๆ เพราะเด็กขาดความรู้ไหม...? หรือมีปัญหาอะไรกับสังคมไหม...? เราจะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับคนที่ถูกจุด อย่าให้ “ผู้ใหญ่ครอบงำ” คิดแทนเด็กๆ อย่างเดียว ปัญหาของเด็กก็ต้องถามเด็กโดยตรงถึงจะถูกต้อง ครูเสนอว่า ให้นำเด็ก-เยาวชนมาให้หลากหลายให้ทั่วถึงทุกกลุ่มสถานการณ์ต่างๆ มันดีขึ้นสักแต่ว่าคิดเอง-เออเองแบบนี้
Q : คุณกำลังจะบอกว่าพอเกิดเหตุการณ์ทำแท้งถูกตีแผ่ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษา-สาธารณสุขต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่านี้ ไม่ใช่พอข่าวลงแค่ไปจับสถานทำแท้งไปจับยาทำแท้ง ไปเยี่ยมวัดไผ่เงินฯ เอาหน้าไปถ่ายรูปลงข่าวแล้วก็กลับบ้านนอน
A : ก็นั่นน่ะสิ จริงๆแล้วมันเกิดวิกฤติอย่างนี้มันก็น่าจะเอามาเป็นประเด็นพอมันมีข่าวออกมา หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องจัดการในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด อย่างคนทำอาชีพครูก็หยิบประเด็นขึ้นมาเลยว่าทำแท้งขนาดนี้ “พวกหนูดูแล้วรู้สึกยังไง มันมีประโยชน์ไหมแล้วโทษมันจะเป็นอย่างไรแล้วถ้าเป็นเธอๆ จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นไหม...?” แล้วก็ถามต่อว่าถ้าลักษณะแบบนี้ถ้าเธอเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นคนๆหนึ่งที่มีส่วนรับผิดชอบตรงนี้เธอจะรับผิดชอบยังไง มันก็มีวิธีที่จะพูดที่จะคุยได้หลายรูปแบบ
วันนี้เรายืนยันได้เลย ว่า จากการที่เราสอนเด็กกว่า 600 คน วิธีการคิดมันก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เด็กก็บอกว่าตระหนักมากขึ้น รู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นสิ่งใกล้ตัว เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง ฉะนั้นเราก็สอนเด็กๆ เลยว่าก่อนจะทำอะไรต้องคิดเธอต้องใช้สูตร“ค - ว –ย” และ “ห” คือ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” อย่างมี ห. หรือ “เหตุผล” ด้วย
Q : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัจจุบันหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ว่าด้วยเรื่อง“เพศศึกษา” ไม่เท่าทันโลกสมัยใหม่
A : ถามเรา เราว่าหลักสูตรของกระทรวงฯ มันก็โอเคอยู่นะ แต่ปัญหาอย่างที่รู้ๆ กันว่าคนสอนจะกล้าสอนหรือเปล่า พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะสังคมบ้านเรามันก็ลักษณะของ “มือถือสากปากถือศีล” อะไรที่กระทบกระเทือนกันหน่อย ก็ไม่กล้าพูด การที่เราทำแตกต่างจากคนอื่น กลายเป็นว่าต้องถูกซักฟอก ต้องถูกสังคมประณาม ประจาน ครูพูดมาตั้งแต่เมื่อ 8-9 ปีก่อนแล้วว่าปัญหา ท้อง- แท้ง - ทิ้ง นี่มันเกิดขึ้นแน่นอน เดี๋ยวคุณเจอวิกฤติกันแน่ถ้าคุณยังไม่ตระหนักในเรื่องนี้ แล้วทีนี้เป็นยังไง โชว์ให้เห็นเลย 2,002 ศพเด็กที่โดนทำแท้งเหตุการณ์นี้เหมือน “ตบหน้าสังคม ตบหน้าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
Q : พอเกิดเหตุ ท้อง แท้ง ทิ้ง ทีไร เสียง “เรียกเพรียก” หลักสูตรการเรื่องเพศศึกษาทางเลือกก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง...?
A : ใช่ค่ะ จริงๆ ตอนนี้ก็มีคนมาทาบทามว่าครูให้ทำ “หลักสูตรเพศศึกษาทางเลือกขึ้นมา” ซึ่งครูอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะยังไง แต่ว่าถ้าร่างทำแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมันก็ต้องลงมือลุยเพื่อส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้หลักสูตรตามกระแสหลักจะโอเคแค่ไหน แต่ถ้าจะดีกว่าไหมถ้าเรามีหลักสูตรเพื่อเป็นทางเลือกขึ้นมา
Q : แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้หลักสูตรทางเลือกก็คือ วงการการศึกษาต้องผลิต ผู้สอนวิชาที่สำคัญแบบนี้ต้องมีกุศโลบายดีๆ ให้มีจำนวนมากขึ้นกว่านี้
A : ใช่ค่ะ และเหนืออื่นใดและคนในวงการศึกษาก็ต้องเข้าใจมากๆ อย่างกรณีการคิดนอกกรอบที่ครูเอาหนังโป๊มาเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่งบุคลากร เก่าๆ ของวงการนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ เราปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างมากมายของหนังแบบนี้ไม่ได้ แทนที่จะให้เขาดูคนเดียวเราก็เอามาเปิดและค่อยๆ สอนเขาให้เท่าทันในห้องเรียนดีกว่าไหม แน่นอนว่าก่อนที่จะเอาอะไรไปนำเสนอเป็นสื่อการสอนเรื่องเพศทางเลือกอะไรที่ จะเกิดขึ้นมาในอนาคตให้กับเด็กๆ เราต้องรู้ว่าจุดหมายปลายทางของการสอนแต่ละเรื่องมันจะให้ทักษะอะไรบ้าง อย่างครูเปิด “หนังโป๊” ให้พวกเขาดูในห้องเรียน เราก็คิดมาแล้วว่าจะสอนสอดแทรกอะไรตอนไหน อย่างก่อนเปิดหนังโป๊เราก็จะถามเขาว่า “ถ้าเธอจะดูหนังแบบนี้ที่อื่นให้มันดูคนเดียวนะ...!” หลังจากดูเราก็กดหยุดแล้วก็ถามความรู้สึกตัวเองว่า 1.รู้สึกยังไง 2.ควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้และออกไปข่มขืนคนอื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ “ติดคุก ขึ้นศาล เข้าบ้านเมตตาใช่ไหม…?” ให้เขาได้คิด
ถามว่าถ้าไม่ให้มัน ดู จงอย่าทำ เด็กจะเชื่อไหม ไม่เชื่อหรอก ยิ่งห้ามมันเหมือนยิ่งยุ ถ้าอยากดูก็ดูเลย แต่ดูที่บ้าน แล้วก็ดูคนเดียว ดูเสร็จก็ “สไลด์หนอน” (หมายถึงสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง) ไปก็จบไม่ต้องไปดูหลายคนจะได้เรียนรู้และบอกคนอื่นเขาได้
“หม้อ ข้าวมันร้อนแล้วไม่เอามือไปจับมันจะรู้ไหมว่าร้อน” เราต้องเข้าใจความต้องการของเด็กวัยรุ่นว่ามันอยากรู้ “อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย” ฉะนั้นกระทรวงศึกษาและโรงเรียนต่างๆต้องจัดกิจกรรมแล้วให้เด็กทำในสิ่งที่ สนใจและต้องการ ถึงจะได้พัฒนาศักยภาพไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้
Q : คนส่วนใหญ่มักเข้าใจ การเรียนเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
A: หลายคนเข้าใจแบบนั้นจริง เพศศึกษาเป็นการเรียนรู้ทั้งหมดกระบวนการ 6 ด้าน พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมสัมพันธภาพความเป็นพี่น้อง ทักษะการตัดสินใจกระบวนการคิด และในเรื่องของการแสดงความเหมาะสมในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศมันเป็นยังไง ในเรื่องของสุขภาพทางเพศเป็นยังไง และรวมถึงสังคมและวัฒนธรรมด้วย
Q : ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมในการสอนเรื่องเซ็กซ์ให้แก่เด็ก...?
A : จริงๆ ก็ต้องเริ่มสอนกันมาตั้งแต่เริ่มแรก ๆ ตั้งแต่คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้เกิดจากที่เด็กมันไม่มีความพร้อมพอขาดความพร้อมวุฒิภาวะมันก็ไม่มี พอไม่มีเวลามีอะไรเกิดขึ้นมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ จริงๆ แล้วการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเขามีหนังสือออกมาเยอะแยะ ตั้งแต่พ่อแม่ให้มาว่าส่วนไหนเป็นสิ่งหวงห้าม ห้ามใครแตะต้องพอโตมาก็พูดถึงการดูแลเอาใจใส่ รักษาสุขภาพทำยังไง พอเข้าสู้วัยรุ่นอะไรมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรมันจะเกิดขึ้น
การเท่า ทันอารมณ์ความรู้สึก การมีประจำเดือนของผู้หญิง การฝันเปียกของเด็กผู้ชายเป็นยังไง เด็กต้องได้รับการเรียนรู้เขาจะได้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาพร้อม กับตัวตนของเรา ทีนี้ในโอกาสต่อไปเราจะต้องเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น
Q : ถ้าเด็กเดินมาปรึกษาขอคำชี้แนะครูว่า “หนูท้อง และอยากจะแท้ง” เราจะสอนพวกเขาอย่างไร
A : ก็ต้องถามตัวเขา แล้วให้ทั้งคู่เขาคิดว่าจะเก็บไว้ หรือทำแท้ง หรือจะยังไงมันต้องถามความต้องการของเขา ไม่ใช่ถามความต้องการของเรา ถ้าจะทำแท้งมันก็สิทธิส่วนตัวของเขา เราก็ต้องให้เขาเห็นกระบวนการคิดรอบด้าน เช่น ทำผู้หญิงท้อง 4 เดือน ความต้องการที่แท้จริงของคุณคืออะไร...? แล้วนำมาคิดรวมกับ “จริยธรรม-คุณธรรม” ถามคุณพ่อคุณแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายหรือยัง ถ้ามีปัญหาการทำแท้งแล้วแม่ตายลูกตายจะรับได้ไหม แล้วถ้าเก็บเด็กไว้ใครจะดูแล ใครจะออกค่าใช้จ่าย หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม เมื่อให้เขาบวก-ลบด้านดีและไม่ดีทั้งหมดแล้ว ท้ายที่สุดเราก็จะให้เขาเลือกว่าจะเอาอะไร เพราะเหตุผลมันก็จะบ่งบอกว่าคุณจะทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง มันอยู่ที่ตัวคุณ 2 คนที่จะต้องคิดแค่นั้น
Q : อยากจะให้ช่วยแนะนำสำหรับเด็กที่มีแนวคิด หรือกลุ่มเสี่ยวที่มองว่าโลกนี้ ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กซ์
A :ครูมีวิธีสอนคือ ให้เด็กพกไข่มาคนละ 1 ฟอง แล้วเอามาให้อาจารย์เซ็นชื่อ พอเซ็นชื่อเสร็จ หลังจากนั้นคุณต้องดูแลรักษาไข่เท่าชีวิตเป็นเวลา 8 วัน 8 คืน ให้เลี้ยงติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามไปวางที่อื่น ถ้าไปวางที่อื่นเอาไปฝากคนอื่นเลี้ยงจะ “แช่ง” ให้ “เอนท์ฯ” ไม่ติด แล้วความรับผิดชอบส่วนนี้ เด็กที่ถูกดูแลมาดีมันก็จะดูแลทะนุถนอม เอาสำลีมาพันมาห่อ เก็บใส่กล่องอย่างดี แต่ถ้าเด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบปล่อยปละละเลยมันก็จะวางทิ้งโดนเพื่อนเหยียบ พอหลังจากที่เลี้ยงเสร็จมันเน่าหรือไม่เน่าแล้วแต่ ตรงนั้นไม่ว่ากัน
แต่ ท้ายสุดพวกเธอมาเล่าให้ฉันฟังสิว่า 1.ประสบการณ์ที่เลี้ยงไข่มันไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่ร้องขอไม่ใช้เงินเปลืองมันให้ข้อคิดอะไรบ้าง 2.เปรียบเทียบสิว่าพ่อแม่เลี้ยงเธอมา 10 กว่าปีเนี่ย แต่เธอเลี้ยงไข่ 8 วัน มันเปรียบเทียบกันได้ไหมมีอะไรอยากบอกพ่อแม่ไหม แล้วสุดท้ายถ้าเธอเกิดไปทำใครท้องขึ้นมา เธอพร้อมที่จะเป็นพ่อของลูกสาวลูกชายมากน้อยแค่ไหน พร้อมมากเพราะอะไร ไม่พร้อมเพราะอะไร ไม่พร้อมสุดๆ เพราะอะไร สิ่งที่เราอยากจะรู้ก็คือ 8 วันที่คุณได้จากการเลี้ยงไข่ แล้วพบว่าจาก 600 คน มีคนที่พร้อมจะเป็นพ่อคนแค่เพียง 3 คนเท่านั้น ส่วนนอกนั้นบอกว่าผมแค่อยากจะมีเซ็กซ์ แต่ไม่อยากเป็นพ่อคน มันเบื่อ มันรำคาญ เราต้องมีวิธีสอนให้เขาคิดวิเคราะห์มากว่าหยิมๆ ท่องจำ
Q : คุณเห็นด้วยกับ “กฎหมายทำแท้งเสรี” ไหม...?
A : ตรงนี้เราให้ความสำคัญในเรื่องของสาเหตุของแต่ละคนที่ท้องขึ้นมา สาเหตุมันเพราะอะไร มันเกิดเพราะว่ามันพลาด หรือประมาท หรือเพราะอะไร บางคนอาจจะยังไม่รู้จักถุงยางก็ได้ แต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือเด็กไม่รู้ พอเกิดขึ้นมามันก็จะมีทำแท้ง ไม่ทำแท้ง เราไม่ดู เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจว่าคนที่ทำต้องมีเหตุผล เราจะไปประเมินเราจะไปตัดสินเขาไม่ได้
เช่น วันลอยกระทง ลอยเสร็จก็ไปนินทาเขาอีกว่าต้องไป “ลอยดอก” ต่อ หรืออย่าง “วันวาเลนไทน์” คือวันเสียตัว จริงๆ เราอย่าไปมองว่าเด็กเป็นอย่างนั้นทั้งหมด “อย่ามารวมเด็ก 17 ล้านทั้งหมด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคน อย่าคิดแทนเด็ก...?” เราต้องให้ความรู้ที่รอบด้าน แต่การตัดสินใจให้เป็นเรื่องของเด็กเอง ไม่เกี่ยวกับเรา สิ่งสำคัญที่ความผิดมันจะอยู่ที่ผู้ใหญ่ก็คือ ผู้ใหญ่ไม่ให้ความรู้เด็ก ไม่ให้ประสบการณ์ ไม่ให้โอกาส
สุดท้ายก็คือไปครอบงำว่าต้องเป็น แบบนี้ๆ เด็กไม่ใช่วัตถุ มีชีวิตมีจิตใจเหมือนกัน มันไม่มีถูกไม่มีผิด ตรงนี้มันต้องเกิดจากการเรียนรู้ ทำไมเราไม่เอาวิกฤติที่เกิดขึ้นตรงนี้มาทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้น พอมีการทำแท้งเกิดขึ้นแบบนี้คุณจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาว่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมันมาจากไหน ระดมพลออกมาให้หมดในทุกภาคส่วน เอาเข้ามาให้หมด แล้วก็รับฟัง ว่าเขามีประเด็นอะไร อะไรที่มันสำคัญ แล้วอะไรที่มันแก้ไขได้ คุณจับๆ ออกมา แล้วเราก็จะรู้ว่า ไม่ต้องไปทำวิจัยตรงไหนหรอก เอาตรงนี้แหละ อะไรก็ตามที่มันไม่เบียดเบียนคนอื่นเขา คนเราต้องรู้จักแยกแยะได้ เราจะพูดกับเด็กเสมอ คำว่า ถูก ดี ควร มันต่างกันยังไง หรือคำว่า ผิด พลาด ชั่ว มันต่างกันยังไง ถูกก็ถูกต้อง ถูกกฏหมาย ดีไม่มีใครบังคับทำแล้วจะดีมาก ถ้าทำแล้วมันส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ ผิดก็ผิดกฎหมาย ผิดระบบวิธีการ แอบแฝงซ่อนเร้น พลาดอาจจะนอนไม่เต็มที่เขาให้นอน 8 ชม. แต่นอนแค่ 2 ชม. ก็เบลอได้ ชั่ว หมายถึงทั้งผิดและทั้งพลาด
ฉะนั้นเราต้องให้เด็กวิเคราะห์ให้ได้ ว่าความถูกความดีมันคืออะไร การที่คนที่ไม่รู้อิโน่อิเน่มาตายลงมันก็ไม่ใช่ทางออก กฎหมายมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าใช้กันอย่างถูกต้อง ถูกช่วงเวลาหรือเปล่า
Q : สุดท้ายถ้าหากจะต้องมีคนจะต้องรับผิดในเรื่อง “ทำแท้ง” เด็ก ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ครอบครัว คนออกกฏหมาย กระทรวงศึกษาธิการ หรือ คุณครู
A : ต้องกลับมาย้อนดูตัวเอง ไม่ต้องไปโทษใคร ว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ถูกต้องแค่ไหน คนเป็นครูสอนหรือยัง คนเป็นตำรวจทำหน้าที่หรือยัง คนเป็นหมอทำหน้าที่หรือยัง คือทกคนต้องกลับมาดูตัวเอง อย่าไปโทษสังคม อย่าไปโทษใคร เพราะเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราได้ แต่เราจะตัดสินว่าใครชั่วหรือใครดีไม่ได้ คนทุกคนจะมีเหตุผลในการกระทำเสมอ แต่การที่จะอยู่ในสังคมเดียวกันได้ มันจะต้องมีกติการ่วมกัน อยู่ที่ว่าคุณทำหน้าที่ของคุณได้ถูกต้องไหมแค่นั้นเอง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธันวาคม 2553
Tuesday, October 5, 2010
ทศลักษณ์ของผู้นำ
ทศลักษณ์ของผู้นำ
ผู้นำขั้นสูงที่ควรแก่การกล่าวว่าเป็น “วินายโก” (ผู้นำเหนือผู้นำ) ก็คือ ผู้นำที่มีธรรมชาติของการเป็นผู้นำอยู่ในจิตสำนึกสูง เพียงเห็น “แวว” ของปัญหาก็ลุกขึ้นมานำ...
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ความหมาย
ผู้นำ (Leader/นายก) หมายถึง ผู้อำนวยการให้คนมาทำงานร่วมกัน โดยที่เมื่อทำงานแล้ว ก่อให้เกิดบรรยากาศ “คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ” หรือ
ผู้นำ ก็คือ ผู้นำในการแก้ปัญหาฝ่าวิกฤตโดยที่เมื่อแก้ปัญหาฝ่าวิกฤตสำเร็จแล้ว ปัญหาก็ได้รับการแก้ไข คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับในภาวะแห่งการเป็นผู้นำของตน
ผู้นำ ก็คือ ผู้ที่มีศักยภาพแห่งการนำอยู่ในตนเองสูง จนก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ อยากเดินตามเพื่อมาร่วมทำงานด้วย และเมื่อทำงานด้วยแล้วก็ก่อให้เกิดภาวะ “งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์” และ/หรือแม้ไม่ได้ร่วมงานด้วย แต่ภาวะผู้นำของเขาก็ก่อให้เกิดแรงดลบันดาลใจในการอยากดำเนินรอยตาม
นิยามที่หนึ่ง เป็นนิยามที่ปรากฏโดยทั่วไปตามทฤษฎีภาวะผู้นำของปราชญ์ตะวันตก นิยามที่สองและสาม เป็นบทนิยามที่เขียนขึ้นใหม่เฉพาะในที่นี้ ซึ่งนิยามดังกล่าวนี้ กลั่นกรองมาจากการสังเกตภาวะผู้นำของผู้นำคนสำคัญๆ ระดับโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน
กล่าวเฉพาะคำนิยามที่สองนั้น หมายถึง ภาวะผู้นำที่จะปรากฏออกมาต่อสาธารณะก็ต่อเมื่อได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมาย ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้นำในการแก้วิกฤตการณ์ ซึ่งเป็นบทบาททั่วไปของคนที่เป็นผู้นำอยู่แล้ว ส่วนนิยามที่สามเป็นนิยามของผู้นำตามธรรมชาติ ที่ไม่ต้องรอให้มีการแต่งตั้ง แต่ศักยภาพแห่งการเป็นผู้นำ (Leadership) ก็เปล่งประกายเป็นที่ยอมรับของผู้ตามโดยอัตโนมัติ ยิ่งเมื่อลุกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำก็ยิ่งแสดงภาวะผู้นำโดดเด่นจนเป็นที่ยอม รับอย่างกว้างขวาง เช่น เนลสัน แมนเดลา ที่แม้จะอยู่ในคุกถึง 27 ปีเต็ม แต่ประชาชนที่อยู่นอกคุกก็ยังคงรักและศรัทธาในตัวเขา หรือ จอห์น เอฟ เคเนดี และ/หรือ ดาไล ลามะ ที่ไม่ว่าจะปรากฏกายทำอะไรที่ไหน ก็มีแต่ผู้รัก ศรัทธา ปรารถนาจะดำเนินรอยตาม ผู้นำชนิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ผู้นำที่เป็นคนดลใจ” หรือ Charismatic Leader
ความสำคัญ
“ผู้นำ” เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคน ขององค์กร ของประเทศ คน องค์กร ประเทศ จะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของคนที่เป็นผู้นำเป็นสำคัญ ความสำคัญของผู้นำ มีอยู่อย่างไร จะเห็นได้จากพุทธดำรัสของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า “ผู้นำ เหมือนโคจ่าฝูง หากโคจ่าฝูงนำไปคด ผู้ตามก็คด หากโคจ่าฝูงนำไปตรง ผู้ตามก็ตรง” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “ผู้นำเป็นอย่างไร ผู้ตามก็เป็นอย่างนั้น”
ประเภทของผู้นำ
ก.ทฤษฎีของผู้รู้
1.ผู้นำแบบคนขับรถไฟ (ทำงานตามระบบที่วางไว้ - - ไม่สร้างสรรค์)
2.ผู้นำแบบนายแพทย์ (มีปัญหาจึงลุกขึ้นมานำ)
3.ผู้นำแบบชาวนา (นำเฉพาะที่ - - รอให้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือ)
4.ผู้นำแบบชาวประมง (กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้ารับผิดชอบ)
ข.ทฤษฎีของ ว.วชิรเมธี
1.ผู้นำ คือ ผู้อาวุโส
2.ผู้นำ คือ ผู้ดำรงตำแหน่ง
3.ผู้นำ คือ นอมินี (ร่างทรง)
4.ผู้นำ คือ ผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทศลักษณ์ของผู้นำ
1.มีความรู้ดี
1.1 รู้เหตุ (รู้หลักการ/What)
1.2 รู้ผล (รู้วัตถุประสงค์/Why)
1.3 รู้ตน
1.4 รู้ประมาณ
1.5 รู้กาล
1.6 รู้สังคม
1.7 รู้บุคคล (ความแตกต่างระหว่างบุคคล)
2.มีความสามารถดี
3.มีวิสัยทัศน์ดี
4.มีจิตสำนึกดี
5.มีบุคลิกภาพดี
6.มีการบริหารจัดการดี
7.มีเพื่อนร่วมงานดี
8.มีมนุษยสัมพันธ์ดี
9.มีสุขภาพดี
10.มีประวัติดี
ผู้นำที่พึงประสงค์ ก็คือ ผู้นำที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้นำชนิดนี้ จะมีภาวะผู้นำอยู่ในตัวเอง กล่าวคือ เขาจะลุกขึ้นมานำโดยที่ไม่ต้องรอให้มีใครมาแต่งตั้ง หากแต่การนำนั้นเกิดจากการมีวิสัยทัศน์และการมีจิตสำนึกสูงอันเนื่องมาจาก การตระหนักรู้ว่า หากไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ปัญหาไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการแก้ไข แต่จะลุกลามใหญ่โตทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว ผู้นำชนิดนี้ก็เช่น มหาตมะ คานธี หรือ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ จูเนียร์ ทั้งสองท่านเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิพลเมืองให้แก่คนผิวดำ (คานธีที่แอฟริกาใต้, ลูเธอร์ คิงส์ ที่สหรัฐอเมริกา) จนคนผิวดำมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกับคนผิวขาว เฉพาะที่อเมริกานั้น ก้าวหน้าไปไกลจนถึงขั้นที่ปัจจุบันมีประธานาธิบดีผิวสีเป็นคนแรกนั่นก็คือ บารัก โอบามา ซึ่งหากไม่ใช่เพราะอานิสงส์ของการลงแรงมาอย่างยากลำบากของ ลูเธอร์ คิงส์ แล้ว บารัก โอบามา ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศมหาอำนาจ อันดับหนึ่งของโลกได้
ผู้นำทั่วไปนั้น จะนำก็ต่อเมื่อได้รับการมอบหมายให้นำ นี่นับเป็นผู้นำธรรมดาที่มีอยู่อย่างดาษดื่น ผู้นำขั้นสูงที่ควรแก่การกล่าวว่าเป็น “วินายโก” (ผู้นำเหนือผู้นำ) ก็คือ ผู้นำที่มีธรรมชาติของการเป็นผู้นำอยู่ในจิตสำนึกสูง เพียงเห็น “แวว” ของปัญหาก็ลุกขึ้นมานำ และเมื่อนำแล้ว ก็ไม่เรียกร้องต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน เพราะเขาถือว่า การแก้ปัญหาได้สำเร็จ นั่นแหละคือบำเหน็จที่สูงค่าที่สุดแล้วสำหรับภาวะผู้นำของเขา
ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม ทศลักษณ์ของผู้นำ โดย ว.วชิรเมธี 05 กันยายน 2553
ผู้นำขั้นสูงที่ควรแก่การกล่าวว่าเป็น “วินายโก” (ผู้นำเหนือผู้นำ) ก็คือ ผู้นำที่มีธรรมชาติของการเป็นผู้นำอยู่ในจิตสำนึกสูง เพียงเห็น “แวว” ของปัญหาก็ลุกขึ้นมานำ...
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ความหมาย
ผู้นำ (Leader/นายก) หมายถึง ผู้อำนวยการให้คนมาทำงานร่วมกัน โดยที่เมื่อทำงานแล้ว ก่อให้เกิดบรรยากาศ “คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ” หรือ
ผู้นำ ก็คือ ผู้นำในการแก้ปัญหาฝ่าวิกฤตโดยที่เมื่อแก้ปัญหาฝ่าวิกฤตสำเร็จแล้ว ปัญหาก็ได้รับการแก้ไข คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับในภาวะแห่งการเป็นผู้นำของตน
ผู้นำ ก็คือ ผู้ที่มีศักยภาพแห่งการนำอยู่ในตนเองสูง จนก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ อยากเดินตามเพื่อมาร่วมทำงานด้วย และเมื่อทำงานด้วยแล้วก็ก่อให้เกิดภาวะ “งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์” และ/หรือแม้ไม่ได้ร่วมงานด้วย แต่ภาวะผู้นำของเขาก็ก่อให้เกิดแรงดลบันดาลใจในการอยากดำเนินรอยตาม
นิยามที่หนึ่ง เป็นนิยามที่ปรากฏโดยทั่วไปตามทฤษฎีภาวะผู้นำของปราชญ์ตะวันตก นิยามที่สองและสาม เป็นบทนิยามที่เขียนขึ้นใหม่เฉพาะในที่นี้ ซึ่งนิยามดังกล่าวนี้ กลั่นกรองมาจากการสังเกตภาวะผู้นำของผู้นำคนสำคัญๆ ระดับโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน
กล่าวเฉพาะคำนิยามที่สองนั้น หมายถึง ภาวะผู้นำที่จะปรากฏออกมาต่อสาธารณะก็ต่อเมื่อได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมาย ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้นำในการแก้วิกฤตการณ์ ซึ่งเป็นบทบาททั่วไปของคนที่เป็นผู้นำอยู่แล้ว ส่วนนิยามที่สามเป็นนิยามของผู้นำตามธรรมชาติ ที่ไม่ต้องรอให้มีการแต่งตั้ง แต่ศักยภาพแห่งการเป็นผู้นำ (Leadership) ก็เปล่งประกายเป็นที่ยอมรับของผู้ตามโดยอัตโนมัติ ยิ่งเมื่อลุกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำก็ยิ่งแสดงภาวะผู้นำโดดเด่นจนเป็นที่ยอม รับอย่างกว้างขวาง เช่น เนลสัน แมนเดลา ที่แม้จะอยู่ในคุกถึง 27 ปีเต็ม แต่ประชาชนที่อยู่นอกคุกก็ยังคงรักและศรัทธาในตัวเขา หรือ จอห์น เอฟ เคเนดี และ/หรือ ดาไล ลามะ ที่ไม่ว่าจะปรากฏกายทำอะไรที่ไหน ก็มีแต่ผู้รัก ศรัทธา ปรารถนาจะดำเนินรอยตาม ผู้นำชนิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ผู้นำที่เป็นคนดลใจ” หรือ Charismatic Leader
ความสำคัญ
“ผู้นำ” เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคน ขององค์กร ของประเทศ คน องค์กร ประเทศ จะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของคนที่เป็นผู้นำเป็นสำคัญ ความสำคัญของผู้นำ มีอยู่อย่างไร จะเห็นได้จากพุทธดำรัสของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า “ผู้นำ เหมือนโคจ่าฝูง หากโคจ่าฝูงนำไปคด ผู้ตามก็คด หากโคจ่าฝูงนำไปตรง ผู้ตามก็ตรง” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “ผู้นำเป็นอย่างไร ผู้ตามก็เป็นอย่างนั้น”
ประเภทของผู้นำ
ก.ทฤษฎีของผู้รู้
1.ผู้นำแบบคนขับรถไฟ (ทำงานตามระบบที่วางไว้ - - ไม่สร้างสรรค์)
2.ผู้นำแบบนายแพทย์ (มีปัญหาจึงลุกขึ้นมานำ)
3.ผู้นำแบบชาวนา (นำเฉพาะที่ - - รอให้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือ)
4.ผู้นำแบบชาวประมง (กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้ารับผิดชอบ)
ข.ทฤษฎีของ ว.วชิรเมธี
1.ผู้นำ คือ ผู้อาวุโส
2.ผู้นำ คือ ผู้ดำรงตำแหน่ง
3.ผู้นำ คือ นอมินี (ร่างทรง)
4.ผู้นำ คือ ผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทศลักษณ์ของผู้นำ
1.มีความรู้ดี
1.1 รู้เหตุ (รู้หลักการ/What)
1.2 รู้ผล (รู้วัตถุประสงค์/Why)
1.3 รู้ตน
1.4 รู้ประมาณ
1.5 รู้กาล
1.6 รู้สังคม
1.7 รู้บุคคล (ความแตกต่างระหว่างบุคคล)
2.มีความสามารถดี
3.มีวิสัยทัศน์ดี
4.มีจิตสำนึกดี
5.มีบุคลิกภาพดี
6.มีการบริหารจัดการดี
7.มีเพื่อนร่วมงานดี
8.มีมนุษยสัมพันธ์ดี
9.มีสุขภาพดี
10.มีประวัติดี
ผู้นำที่พึงประสงค์ ก็คือ ผู้นำที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้นำชนิดนี้ จะมีภาวะผู้นำอยู่ในตัวเอง กล่าวคือ เขาจะลุกขึ้นมานำโดยที่ไม่ต้องรอให้มีใครมาแต่งตั้ง หากแต่การนำนั้นเกิดจากการมีวิสัยทัศน์และการมีจิตสำนึกสูงอันเนื่องมาจาก การตระหนักรู้ว่า หากไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ปัญหาไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการแก้ไข แต่จะลุกลามใหญ่โตทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว ผู้นำชนิดนี้ก็เช่น มหาตมะ คานธี หรือ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ จูเนียร์ ทั้งสองท่านเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิพลเมืองให้แก่คนผิวดำ (คานธีที่แอฟริกาใต้, ลูเธอร์ คิงส์ ที่สหรัฐอเมริกา) จนคนผิวดำมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกับคนผิวขาว เฉพาะที่อเมริกานั้น ก้าวหน้าไปไกลจนถึงขั้นที่ปัจจุบันมีประธานาธิบดีผิวสีเป็นคนแรกนั่นก็คือ บารัก โอบามา ซึ่งหากไม่ใช่เพราะอานิสงส์ของการลงแรงมาอย่างยากลำบากของ ลูเธอร์ คิงส์ แล้ว บารัก โอบามา ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศมหาอำนาจ อันดับหนึ่งของโลกได้
ผู้นำทั่วไปนั้น จะนำก็ต่อเมื่อได้รับการมอบหมายให้นำ นี่นับเป็นผู้นำธรรมดาที่มีอยู่อย่างดาษดื่น ผู้นำขั้นสูงที่ควรแก่การกล่าวว่าเป็น “วินายโก” (ผู้นำเหนือผู้นำ) ก็คือ ผู้นำที่มีธรรมชาติของการเป็นผู้นำอยู่ในจิตสำนึกสูง เพียงเห็น “แวว” ของปัญหาก็ลุกขึ้นมานำ และเมื่อนำแล้ว ก็ไม่เรียกร้องต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน เพราะเขาถือว่า การแก้ปัญหาได้สำเร็จ นั่นแหละคือบำเหน็จที่สูงค่าที่สุดแล้วสำหรับภาวะผู้นำของเขา
ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม ทศลักษณ์ของผู้นำ โดย ว.วชิรเมธี 05 กันยายน 2553
Wednesday, May 5, 2010
บุคคลอันตราย
ถ้าถามว่า ใครบ้าง ที่มี ลักษณะ จัดเป็น บุคคลอันตราย ในสังคม
รับรองได้ว่า คนส่วนใหญ่ จะตอบ ดังนี้
อันดับแรกคือ “ฆาตกร” ซึ่งสามารถฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าได้ตลอดเวลา จะเป็นฆ่าเพราะ เหตุผลส่วนตัว หรือ รับจ้างผู้อื่นมาฆ่าให้ ล้วนเป็นอันตราย ด้วยกันทั้งสิ้น
อันดับสองคือ “คนบ้า” หรือ “คนเป็นโรคจิตวิปริต” คนเหล่านี้สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป
อันดับสามคือ “พวกค้าขายยาเสพติด” เพราะยาเสพติด ทำร้ายประเทศชาติ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
อันดับสี่คือ “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต” ซึ่งผิดมนุษย์ปุถุชนธรรมดา คนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังที่ทำให้เป็นคนโหดเหี้ยมด้วยกันทั้งนั้น
และอันดับห้าคือ “คนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” คนพวกนี้ จะไม่เคยบอกว่า อะไรดี และส่วนใหญ่จะเป็น คนวิตกกังวล อย่างหนัก วัน ๆ มีแต่มอบความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น ใครทำดีมักจะบอกว่าทำไม่ดี คน เหล่านี้มักจะตายก่อนเวลาที่อันควร
ข้างต้นนี้จัดเป็น อันตรายระดับรุนแรง สังคมใดมีคนเหล่านี้มาก ๆ รับรองได้ว่า จะเป็นสังคมที่มีแต่ภัยอันตรายหาความสุขในชุมชนได้ยากยิ่ง
แต่ที่จริงแล้ว บุคคลที่เป็นอันตรายในสังคม ยังมีอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่ มองเผิน ๆ จะบอกว่าไม่น่าจะอันตรายใด ๆ แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไป จะพบว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าพวกข้างต้นเสียด้วยซ้ำ
ประเภทแรกคือ “บุคคลที่มีใจคับ แคบ” ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมแม้แต่น้อย เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ โอกาสที่จะมีจิตใจคับแคบ เป็นไปได้สูง
ประเภทที่สองคือ “บุคคลที่ไม่มีเพื่อน” ไม่มีเพื่อนเพราะชอบอยู่สันโดษ ชอบอยู่เดียวดาย กินข้าวก็กินคนเดียว เล่นกอล์ฟก็ออกรอบคนเดียว พวกที่ไม่มีเพื่อนจะ ไม่รู้จักคุณค่า ของคำว่า “เพื่อน” ถ้าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพื่อนจะไม่มีวันไหว้ วานหรืออาศัยเขาได้ เขาจะมอง “เพื่อน” เป็นภาระ มากกว่า เป็นสินทรัพย์
ประเภทที่สามคือ “คนที่ไม่ฟังใคร” ตัดสินใจอะไรจะกระทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่เชื่อคำแนะนำของใคร แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยมีบุญคุณด้วย เขาก็ไม่เชื่อ คนเหล่านี้จะมองผู้หลักผู้ใหญ่เป็น หัวหลักหัวตอ บางทีมองว่า โบราณคร่ำครึ ทั้ง ๆ ที่ลืมไปว่าคนแก่นั้นมีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ คนที่ไม่ฟังใคร สุดท้าย จะดึงเอาทุกคนมา ร่วมรับผิดชอบ ด้วย เวลาเกิดความผิดพลาด
ประเภทที่สี่คือ “คนที่ไม่แคร์ใคร” มี ความเห็นแก่ตัวสูง ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ขาด “CONSIDERATION” นั่นคือไม่เห็นใจผู้อื่น คนประเภทนี้ เวลาลงเรือเจอ มรสุมจะโดดเรือหนีก่อนใครเพื่อน แม้มีผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้วยก็ไม่ช่วย
ประเภทที่ห้าคือ “คนเรียนเก่ง” คนพวกนี้ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง เวลาเล่าเรียนด้วยกันจะไม่เคยช่วยเพื่อน ซ้ำยัง ชอบ ฟ้องครู เสียด้วยซ้ำ คนเรียนเก่งแล้วมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนหาได้ยากยิ่ง
ประเภทที่หกคือ “คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง” อันตรายเพราะ คิดอะไรจะเข้าข้างตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อื่นอาจดีกว่าความคิดความอ่านของตัวเองมากนัก ส่วนใหญ่คนพวกนี้สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างความเจริญงอกงาม
ประเภทที่เจ็ดคือ “คนพูดเก่ง แต่ทำไม่เป็นเรื่อง” คนพวกนี้ผลงานไม่ค่อยปรากฏ แต่พูดจาอะไรทีไร ผู้ฟังจะรู้สึกเคลิ้ม ดูน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่พอทำจะประจักษ์ว่า “ดีแต่พูด” ถ้าให้เลือกระหว่าง “พูดเก่ง ทำไม่เก่ง” กับ “พูดไม่เก่ง ทำเก่ง” เลือกประเภทหลังดีกว่า
ประเภทที่แปดคือ “คนที่ชอบตีหน้าเซ่อ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร แต่ก็ทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แต่ชอบ ตีหน้าเซ่อ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ประเภทสุดท้ายคือ “ไม่มีน้ำใจนักกีฬา” คือไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักเสียสละเพื่อทีม มักชอบทำตัวเป็น “สตาร์” ตัวต้องเด่นไว้ก่อน ทีมจะเป็นอย่างไรช่างมัน
โดยสรุปรวมแล้ว บุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายอันตรายดังร่ายยาวมาข้างต้น เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นผู้นำในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายต่อสังคมมากเข้าไปใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาก็แล้วกัน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน 2553
รับรองได้ว่า คนส่วนใหญ่ จะตอบ ดังนี้
อันดับแรกคือ “ฆาตกร” ซึ่งสามารถฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าได้ตลอดเวลา จะเป็นฆ่าเพราะ เหตุผลส่วนตัว หรือ รับจ้างผู้อื่นมาฆ่าให้ ล้วนเป็นอันตราย ด้วยกันทั้งสิ้น
อันดับสองคือ “คนบ้า” หรือ “คนเป็นโรคจิตวิปริต” คนเหล่านี้สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป
อันดับสามคือ “พวกค้าขายยาเสพติด” เพราะยาเสพติด ทำร้ายประเทศชาติ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
อันดับสี่คือ “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต” ซึ่งผิดมนุษย์ปุถุชนธรรมดา คนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังที่ทำให้เป็นคนโหดเหี้ยมด้วยกันทั้งนั้น
และอันดับห้าคือ “คนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” คนพวกนี้ จะไม่เคยบอกว่า อะไรดี และส่วนใหญ่จะเป็น คนวิตกกังวล อย่างหนัก วัน ๆ มีแต่มอบความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น ใครทำดีมักจะบอกว่าทำไม่ดี คน เหล่านี้มักจะตายก่อนเวลาที่อันควร
ข้างต้นนี้จัดเป็น อันตรายระดับรุนแรง สังคมใดมีคนเหล่านี้มาก ๆ รับรองได้ว่า จะเป็นสังคมที่มีแต่ภัยอันตรายหาความสุขในชุมชนได้ยากยิ่ง
แต่ที่จริงแล้ว บุคคลที่เป็นอันตรายในสังคม ยังมีอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่ มองเผิน ๆ จะบอกว่าไม่น่าจะอันตรายใด ๆ แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไป จะพบว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าพวกข้างต้นเสียด้วยซ้ำ
ประเภทแรกคือ “บุคคลที่มีใจคับ แคบ” ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมแม้แต่น้อย เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ โอกาสที่จะมีจิตใจคับแคบ เป็นไปได้สูง
ประเภทที่สองคือ “บุคคลที่ไม่มีเพื่อน” ไม่มีเพื่อนเพราะชอบอยู่สันโดษ ชอบอยู่เดียวดาย กินข้าวก็กินคนเดียว เล่นกอล์ฟก็ออกรอบคนเดียว พวกที่ไม่มีเพื่อนจะ ไม่รู้จักคุณค่า ของคำว่า “เพื่อน” ถ้าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพื่อนจะไม่มีวันไหว้ วานหรืออาศัยเขาได้ เขาจะมอง “เพื่อน” เป็นภาระ มากกว่า เป็นสินทรัพย์
ประเภทที่สามคือ “คนที่ไม่ฟังใคร” ตัดสินใจอะไรจะกระทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่เชื่อคำแนะนำของใคร แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยมีบุญคุณด้วย เขาก็ไม่เชื่อ คนเหล่านี้จะมองผู้หลักผู้ใหญ่เป็น หัวหลักหัวตอ บางทีมองว่า โบราณคร่ำครึ ทั้ง ๆ ที่ลืมไปว่าคนแก่นั้นมีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ คนที่ไม่ฟังใคร สุดท้าย จะดึงเอาทุกคนมา ร่วมรับผิดชอบ ด้วย เวลาเกิดความผิดพลาด
ประเภทที่สี่คือ “คนที่ไม่แคร์ใคร” มี ความเห็นแก่ตัวสูง ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ขาด “CONSIDERATION” นั่นคือไม่เห็นใจผู้อื่น คนประเภทนี้ เวลาลงเรือเจอ มรสุมจะโดดเรือหนีก่อนใครเพื่อน แม้มีผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้วยก็ไม่ช่วย
ประเภทที่ห้าคือ “คนเรียนเก่ง” คนพวกนี้ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง เวลาเล่าเรียนด้วยกันจะไม่เคยช่วยเพื่อน ซ้ำยัง ชอบ ฟ้องครู เสียด้วยซ้ำ คนเรียนเก่งแล้วมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนหาได้ยากยิ่ง
ประเภทที่หกคือ “คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง” อันตรายเพราะ คิดอะไรจะเข้าข้างตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อื่นอาจดีกว่าความคิดความอ่านของตัวเองมากนัก ส่วนใหญ่คนพวกนี้สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างความเจริญงอกงาม
ประเภทที่เจ็ดคือ “คนพูดเก่ง แต่ทำไม่เป็นเรื่อง” คนพวกนี้ผลงานไม่ค่อยปรากฏ แต่พูดจาอะไรทีไร ผู้ฟังจะรู้สึกเคลิ้ม ดูน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่พอทำจะประจักษ์ว่า “ดีแต่พูด” ถ้าให้เลือกระหว่าง “พูดเก่ง ทำไม่เก่ง” กับ “พูดไม่เก่ง ทำเก่ง” เลือกประเภทหลังดีกว่า
ประเภทที่แปดคือ “คนที่ชอบตีหน้าเซ่อ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร แต่ก็ทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แต่ชอบ ตีหน้าเซ่อ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ประเภทสุดท้ายคือ “ไม่มีน้ำใจนักกีฬา” คือไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักเสียสละเพื่อทีม มักชอบทำตัวเป็น “สตาร์” ตัวต้องเด่นไว้ก่อน ทีมจะเป็นอย่างไรช่างมัน
โดยสรุปรวมแล้ว บุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายอันตรายดังร่ายยาวมาข้างต้น เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นผู้นำในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายต่อสังคมมากเข้าไปใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาก็แล้วกัน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน 2553
Friday, December 18, 2009
ตามติดถนนสายชีวิตของ “เถ้าแก่น้อย”
ลองจินตนาการดูว่าหากคุณกำลังเข้าสู่วัยรุ่นในวัย 24 ปี คุณกำลังทำอะไรอยู่ หรือหากคุณอยู่ในวัยนั้นแล้ว คุณจะเป็นอย่างไร คุณจะยังเป็นเพียงเด็กกะโปโลคนหนึ่งที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างโลกของความเป็น จริง กับโลกของหนังสือเรียน หรือคุณยังสนุกกับการเพลิดเพลินใช้ชีวิตไปวันๆ ก่อนจะสยายปีกทยานไปบนถนนแห่งชีวิต
แต่สำหรับ ต็อบ-อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ใน วัย 24 ปีของเขา กลับเป็นวัยที่น่าจดจำ เพราะถนนสายชีวิตที่เขากำลังโลดแล่นอยู่นั้น เรียกได้ว่าไปไกล หรือเกือบจะถึงเส้นชัยแล้วก็ได้ ในขณะที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันเพิ่งจะออกสตาร์ทเครื่องเท่านั้น
อ่าน มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นการพูดเกินจริง งานนี้เลยต้องพิสูจน์ด้วยภาระหน้าที่ของหนุ่มน้อยวัย 24 ปีคนนี้ เพราะปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ อาจจะเรียกสั้นๆว่า “เถ้าแก่น้อย” ก็คงไม่ผิดนัก
รู้สึกยังไงกับการเป็นเถ้าแก่น้อย?
ผม คิดว่ามันสองแง่มุมครับ ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่ามันทำให้เราทำอะไรได้ไม่เต็มที่ คือ บางทีคนคิดว่าเราเป็นแบรนด์อิมเมจ ทำให้เราไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวพอให้กับตัวเอง ไม่มีเวลาในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องทำงานมาก เพราะทำงานมากไม่เป็นไร แต่บางครั้งบางเวลาเราอยากออกไปเดินเล่นบ้างอะไรบ้าง แต่บางครั้งคนอื่นก็จำเราได้ ซึ่งผมมองว่านั่นก็เป็นข้อเสียด้านหนึ่ง แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี เพราะถ้าพูดถึงข้อดี แน่นอนว่ามันตามมาอีกเยอะ แต่ส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกแบบนี้ เพราะจริงๆ แล้วส่วนตัวผมเป็นคนที่ค่อนข้างสันโดษ ชอบความเป็นส่วนตัวสูง
มองว่าทุกวันนี้เราประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยัง?
ผม คิดว่ายัง คือตอนนี้เพิ่ง 5 ปีเอง ที่ผมเข้ามาทำธุรกิจแบบจริงจัง ถ้าเป็นเด็กก็เหมือนเริ่มวิ่งได้ ส่วนตัว ผมคิดว่าสิ่งที่ได้มาภายใน 5 ปีนี้ มันยังไม่ใช่ความสำเร็จ มันเหมือนกับแค่เราโชคดีทำในสิ่งที่ถูกจุด แต่ถ้าถามว่าความสำเร็จของผมคืออะไร ผมคิดว่าผมสามารถรักษามันได้ในวันที่ผมเดินออกมาแล้ว คือ เมื่อไหร่ที่ผมรีไทร์ ผมยังสามารถรักษาธุรกิจนี้ไว้ได้ ผมถือว่ามันหมดช่วงเวลาของผมแล้ว และผมทำได้ดีที่สุดแล้ว นั่นแหละคือความสำเร็จ ผมเชื่อว่าชีวิตคนเรามันมีคนมีลง เหมือนที่คุณพ่อของผมเคยสอนไว้ว่า เวลาที่ชีวิตขึ้นอะไรมันก็ดีหมด แต่เวลาที่ชีวิตลงสำคัญคือ เราต้องอยู่กับมันให้ได้ ถ้าอยู่กับมันไม่ได้เราก็ไม่ไหว
รู้สึกกดดันจากการถูกคาดหวังหรือไม่?
แน่ นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมถูกคาดหวังจากคนรอบข้าง แต่ผมเป็นคนที่แปลกอย่างหนึ่ง คือเป็นคนที่มีแรงขับดันในตัวเอง ผมคิดว่าลึกๆผมอาจจะมีความหวังบางอย่าง คือผมเป็นคนที่มีความฝัน บางครั้งผมว่ามันก็ดีนะ เพราะบางครั้งความฝันทำให้เรามีแรงที่จะตื่น เราไม่ง่วงนอนตอนเช้า
ถ้าถามถึงอาชีพในฝันตอนยังเป็นเด็ก?
ตอน เด็กๆ ผมก็ฝันอยากเป็นนักธุรกิจนัก แต่พอ ม.1-2 เริ่มอยากเป็นนักร้อง (หัวเราะ) จน ม. 6 ผมก็อยากกลับมาเป็นนักธุรกิจเหมือนเดิม ทุกวันนี้ก็ถือว่าโชคดีที่เราได้ทำงานตามที่เราฝัน ซึ่งผมไม่ได้หวังว่าอาชีพนี้จะทำให้ผมร่ำรวย แต่ผมอยากสร้างอะไรที่เป็นอาณาจักร เป็นโลกของเรา มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสร้างขึ้นมาด้วยมือเราเอง
มีหลักการทำงานและสูตรความสำเร็จอย่างไร?
ธรรมดา มากเลยครับ พยายามๆๆ มองไกลๆๆ พัฒนาๆๆ อดทนๆ แต่ส่วนที่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น สำหรับกรณีของผม ผมบอกว่า เพราะผมมีและรู้ข้อมูลบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ แต่ผมรู้ เหมือนกับบิล เกตต์ ท่ีรู้ว่าต้องทำวินโดว์แล้วจะดี ผมก็รู้ว่าสาหร่ายมีคนชอบทานเยอะ เพียงแต่เอามาปรับรูปร่าง แพ็คเกจ รีแบรนด์ดิ้งเท่านั้นเอง คือ คนที่จะสำเร็จหรือไม่ต้องดูว่าเค้าได้ข้อมูลมาถูกที่หรือเปล่า ที่สำคัญคือเอาข้อมูลนั้นมาใช้มั้ย บางคนรู้ข้อมูลแล้วไม่เอามาทำ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ เราก็ต้องตรวจสอบข้อมูลที่เราได้รับมา แต่จะตรวจยังไง อันนี้ก็ต้องลงมือทำลองผิดลองถูก เพราะไม่มีอะไรบอกคุณได้ว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด นอกจากเราทำแล้วเรียนรู้จากมัน
เวลาที่ต้องเจออุปสรรค มีวิธีรับมืออย่างไร?
ผม จะนึกถึงหน้าคุณแม่ เพราะผมเคยเห็นภาพของท่านตอนแม่ร้องไห้ ผิดหวัง ซึ่งผมจะคิดเสมอว่าไม่อยากเห็นภาพนั้นอีก ดังนั้น เวลาที่เราเจอปัญหาก็ต้องพยายามอดทน และดึงตัวเองกลับมา หรือออกมาจากความผิดหวังให้ได้ คิดเสมอว่าทุกวันนี้ที่เราทำ เราทำเพื่อคุณแม่และเพื่อครอบครัว
เคยรู้สึกว่าต้องแบกภาระเกินวัยรุ่นคนหนึ่งหรือไม่?
ตอน นี้ผมรู้สึกว่าสนุกกับชีวิต เพราะผมคิดว่าเพื่อนหรือคนรุ่นเดียวกับผม ซึ่งคงจะมีที่มาเจออะไรแบบผม แต่คงจะน้อย ยิ่งโอกาสที่จะได้เจอเรื่องสนุกๆ แบบนี้มันคงจะแทบไม่มีสำหรับคนอายุ 24 การที่จะได้เจอเรื่องท้าทาย ซึ่งผมคิดว่ามันสนุก ผมสามารถแก้อะไรยากๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่บางคนทำไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่ามันท้าทายสำหรับผม
ทำงานหนักแบบนี้ ทำให้ไม่ได้รับประสบการณ์ตามวัยหรือไม่?
อย่าง ที่บอกผมเป็นเด็กเกเรมาก่อน ก่อนหันมาทำธุรกิจจริงจัง ผมคิดว่าตัวเองก็ใช้ได้เหมือนกัน ก็ผ่านประสบการณ์แบบสุดๆ มาเหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่าความสนุกตรงนั้นมันเป็นยังไง แต่ก็ไม่ใช่เราละทิ้งมันนะ แต่เราเอาเป็นแค่ช่วง relax ของเรา คือ ผมทำงานหนักก็จริง แต่ผมก็มีช่วงที่ relax มีช่วงที่สนุกแบบคนทั่วไปได้ มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ขาดไป เพียงแต่ผมควบคุมมันได้ และรู้ว่าควรทำมันตอนไหน เวลาไหนควรทำอะไร ใช้การแบ่งเวลามากกว่า
ไลฟ์สไตล์ประจำวันเป็นอย่างไร?
ผม ทำงานทุกวัน อย่างผมมาเที่ยวเดินเล่นพารากอน ถามว่าทำงานไปด้วยมั้ย ผมก็ทำ ผมสังเกต ผมดูไลฟ์สไตล์คน อย่างแคมเปญแจกบีบี (โทรศัพท์มือถือยี่ห้อแบล็ค เบอร์รี่) ล่าสุด มันก็เกิดมาการที่ผมมาเดินห้างและเห็นคนทั่วไปใช้บีบีกันเต็มไปหมด ซึ่งผมเชื่อว่าในจำนวนนั้นมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังอยากได้บีบี ผมเลยคิดว่าแคมเปญนี้ก็น่าจะเข้าท่า เลยเอาทำเป็นโครงการใหม่ของบริษัทสำหรับผม ผมถือว่าเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย ขณะเดียวกันก็เที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วยเช่นกัน เพราะผมคิดว่าคนเราทำงาน หรือเจ้าของกิจการต้องมองว่าการทำงานคือการเที่ยวเล่นของคุณ อย่าไปมองว่ามันเป็นการทำงานมันจะหดหู่ ต้องมองว่ามันเป็นเรื่องสนุกจะดีกว่า คนเราจะสุขหรือไม่สุขอยู่ที่วิธีคิด
ความสุขสำหรับเถ้าแก่น้อยคืออะไร?
หลาย อย่างครับ การได้ทำธุรกิจและเห็นสิ่งที่ผมทำมันไปได้ คนรักคนชอบในสิ่งที่ผมทำ บางคนอาจไม่เข้าใจ เพราะไม่เคยสัมผัส แต่สำหรับผมมันสุขยิ่งกว่ายาเสพติดอีก
มองอนาคตของตัวเองอย่างไร?
ผม ยังไม่ได้วางแผนชัดเจน แต่เลือกที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลา เพราะถ้าเรามัวมากำหนดอนาคตตั้งแต่ปัจจุบัน ก็ทำให้เครียดเปล่าๆ
แม้ จะเป็นเวลาไม่นานสำหรับการพูดคุยกับหนุ่มหน้าใสวัย 24 ปีคนนี้ แต่ "เถ้าแก่่น้อย" ก็สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองความคิดทั้งเรื่องงาน หรือเรื่องการใช้ชีวิต เอาเป็นว่าขอยกนิ้วซูฮกในความสามารถให้ เถ้าแก่ต็อบ แห่งสาหร่ายเถ้าแก่น้อยแล้วกัน...
ที่มา: ไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2552 http://www.thairath.co.th/content/life/52156
แต่สำหรับ ต็อบ-อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ใน วัย 24 ปีของเขา กลับเป็นวัยที่น่าจดจำ เพราะถนนสายชีวิตที่เขากำลังโลดแล่นอยู่นั้น เรียกได้ว่าไปไกล หรือเกือบจะถึงเส้นชัยแล้วก็ได้ ในขณะที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันเพิ่งจะออกสตาร์ทเครื่องเท่านั้น
อ่าน มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นการพูดเกินจริง งานนี้เลยต้องพิสูจน์ด้วยภาระหน้าที่ของหนุ่มน้อยวัย 24 ปีคนนี้ เพราะปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ อาจจะเรียกสั้นๆว่า “เถ้าแก่น้อย” ก็คงไม่ผิดนัก
รู้สึกยังไงกับการเป็นเถ้าแก่น้อย?
ผม คิดว่ามันสองแง่มุมครับ ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่ามันทำให้เราทำอะไรได้ไม่เต็มที่ คือ บางทีคนคิดว่าเราเป็นแบรนด์อิมเมจ ทำให้เราไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวพอให้กับตัวเอง ไม่มีเวลาในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องทำงานมาก เพราะทำงานมากไม่เป็นไร แต่บางครั้งบางเวลาเราอยากออกไปเดินเล่นบ้างอะไรบ้าง แต่บางครั้งคนอื่นก็จำเราได้ ซึ่งผมมองว่านั่นก็เป็นข้อเสียด้านหนึ่ง แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี เพราะถ้าพูดถึงข้อดี แน่นอนว่ามันตามมาอีกเยอะ แต่ส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกแบบนี้ เพราะจริงๆ แล้วส่วนตัวผมเป็นคนที่ค่อนข้างสันโดษ ชอบความเป็นส่วนตัวสูง
มองว่าทุกวันนี้เราประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยัง?
ผม คิดว่ายัง คือตอนนี้เพิ่ง 5 ปีเอง ที่ผมเข้ามาทำธุรกิจแบบจริงจัง ถ้าเป็นเด็กก็เหมือนเริ่มวิ่งได้ ส่วนตัว ผมคิดว่าสิ่งที่ได้มาภายใน 5 ปีนี้ มันยังไม่ใช่ความสำเร็จ มันเหมือนกับแค่เราโชคดีทำในสิ่งที่ถูกจุด แต่ถ้าถามว่าความสำเร็จของผมคืออะไร ผมคิดว่าผมสามารถรักษามันได้ในวันที่ผมเดินออกมาแล้ว คือ เมื่อไหร่ที่ผมรีไทร์ ผมยังสามารถรักษาธุรกิจนี้ไว้ได้ ผมถือว่ามันหมดช่วงเวลาของผมแล้ว และผมทำได้ดีที่สุดแล้ว นั่นแหละคือความสำเร็จ ผมเชื่อว่าชีวิตคนเรามันมีคนมีลง เหมือนที่คุณพ่อของผมเคยสอนไว้ว่า เวลาที่ชีวิตขึ้นอะไรมันก็ดีหมด แต่เวลาที่ชีวิตลงสำคัญคือ เราต้องอยู่กับมันให้ได้ ถ้าอยู่กับมันไม่ได้เราก็ไม่ไหว
รู้สึกกดดันจากการถูกคาดหวังหรือไม่?
แน่ นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมถูกคาดหวังจากคนรอบข้าง แต่ผมเป็นคนที่แปลกอย่างหนึ่ง คือเป็นคนที่มีแรงขับดันในตัวเอง ผมคิดว่าลึกๆผมอาจจะมีความหวังบางอย่าง คือผมเป็นคนที่มีความฝัน บางครั้งผมว่ามันก็ดีนะ เพราะบางครั้งความฝันทำให้เรามีแรงที่จะตื่น เราไม่ง่วงนอนตอนเช้า
ถ้าถามถึงอาชีพในฝันตอนยังเป็นเด็ก?
ตอน เด็กๆ ผมก็ฝันอยากเป็นนักธุรกิจนัก แต่พอ ม.1-2 เริ่มอยากเป็นนักร้อง (หัวเราะ) จน ม. 6 ผมก็อยากกลับมาเป็นนักธุรกิจเหมือนเดิม ทุกวันนี้ก็ถือว่าโชคดีที่เราได้ทำงานตามที่เราฝัน ซึ่งผมไม่ได้หวังว่าอาชีพนี้จะทำให้ผมร่ำรวย แต่ผมอยากสร้างอะไรที่เป็นอาณาจักร เป็นโลกของเรา มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสร้างขึ้นมาด้วยมือเราเอง
มีหลักการทำงานและสูตรความสำเร็จอย่างไร?
ธรรมดา มากเลยครับ พยายามๆๆ มองไกลๆๆ พัฒนาๆๆ อดทนๆ แต่ส่วนที่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น สำหรับกรณีของผม ผมบอกว่า เพราะผมมีและรู้ข้อมูลบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ แต่ผมรู้ เหมือนกับบิล เกตต์ ท่ีรู้ว่าต้องทำวินโดว์แล้วจะดี ผมก็รู้ว่าสาหร่ายมีคนชอบทานเยอะ เพียงแต่เอามาปรับรูปร่าง แพ็คเกจ รีแบรนด์ดิ้งเท่านั้นเอง คือ คนที่จะสำเร็จหรือไม่ต้องดูว่าเค้าได้ข้อมูลมาถูกที่หรือเปล่า ที่สำคัญคือเอาข้อมูลนั้นมาใช้มั้ย บางคนรู้ข้อมูลแล้วไม่เอามาทำ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ เราก็ต้องตรวจสอบข้อมูลที่เราได้รับมา แต่จะตรวจยังไง อันนี้ก็ต้องลงมือทำลองผิดลองถูก เพราะไม่มีอะไรบอกคุณได้ว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด นอกจากเราทำแล้วเรียนรู้จากมัน
เวลาที่ต้องเจออุปสรรค มีวิธีรับมืออย่างไร?
ผม จะนึกถึงหน้าคุณแม่ เพราะผมเคยเห็นภาพของท่านตอนแม่ร้องไห้ ผิดหวัง ซึ่งผมจะคิดเสมอว่าไม่อยากเห็นภาพนั้นอีก ดังนั้น เวลาที่เราเจอปัญหาก็ต้องพยายามอดทน และดึงตัวเองกลับมา หรือออกมาจากความผิดหวังให้ได้ คิดเสมอว่าทุกวันนี้ที่เราทำ เราทำเพื่อคุณแม่และเพื่อครอบครัว
เคยรู้สึกว่าต้องแบกภาระเกินวัยรุ่นคนหนึ่งหรือไม่?
ตอน นี้ผมรู้สึกว่าสนุกกับชีวิต เพราะผมคิดว่าเพื่อนหรือคนรุ่นเดียวกับผม ซึ่งคงจะมีที่มาเจออะไรแบบผม แต่คงจะน้อย ยิ่งโอกาสที่จะได้เจอเรื่องสนุกๆ แบบนี้มันคงจะแทบไม่มีสำหรับคนอายุ 24 การที่จะได้เจอเรื่องท้าทาย ซึ่งผมคิดว่ามันสนุก ผมสามารถแก้อะไรยากๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่บางคนทำไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่ามันท้าทายสำหรับผม
ทำงานหนักแบบนี้ ทำให้ไม่ได้รับประสบการณ์ตามวัยหรือไม่?
อย่าง ที่บอกผมเป็นเด็กเกเรมาก่อน ก่อนหันมาทำธุรกิจจริงจัง ผมคิดว่าตัวเองก็ใช้ได้เหมือนกัน ก็ผ่านประสบการณ์แบบสุดๆ มาเหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่าความสนุกตรงนั้นมันเป็นยังไง แต่ก็ไม่ใช่เราละทิ้งมันนะ แต่เราเอาเป็นแค่ช่วง relax ของเรา คือ ผมทำงานหนักก็จริง แต่ผมก็มีช่วงที่ relax มีช่วงที่สนุกแบบคนทั่วไปได้ มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ขาดไป เพียงแต่ผมควบคุมมันได้ และรู้ว่าควรทำมันตอนไหน เวลาไหนควรทำอะไร ใช้การแบ่งเวลามากกว่า
ไลฟ์สไตล์ประจำวันเป็นอย่างไร?
ผม ทำงานทุกวัน อย่างผมมาเที่ยวเดินเล่นพารากอน ถามว่าทำงานไปด้วยมั้ย ผมก็ทำ ผมสังเกต ผมดูไลฟ์สไตล์คน อย่างแคมเปญแจกบีบี (โทรศัพท์มือถือยี่ห้อแบล็ค เบอร์รี่) ล่าสุด มันก็เกิดมาการที่ผมมาเดินห้างและเห็นคนทั่วไปใช้บีบีกันเต็มไปหมด ซึ่งผมเชื่อว่าในจำนวนนั้นมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังอยากได้บีบี ผมเลยคิดว่าแคมเปญนี้ก็น่าจะเข้าท่า เลยเอาทำเป็นโครงการใหม่ของบริษัทสำหรับผม ผมถือว่าเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย ขณะเดียวกันก็เที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วยเช่นกัน เพราะผมคิดว่าคนเราทำงาน หรือเจ้าของกิจการต้องมองว่าการทำงานคือการเที่ยวเล่นของคุณ อย่าไปมองว่ามันเป็นการทำงานมันจะหดหู่ ต้องมองว่ามันเป็นเรื่องสนุกจะดีกว่า คนเราจะสุขหรือไม่สุขอยู่ที่วิธีคิด
ความสุขสำหรับเถ้าแก่น้อยคืออะไร?
หลาย อย่างครับ การได้ทำธุรกิจและเห็นสิ่งที่ผมทำมันไปได้ คนรักคนชอบในสิ่งที่ผมทำ บางคนอาจไม่เข้าใจ เพราะไม่เคยสัมผัส แต่สำหรับผมมันสุขยิ่งกว่ายาเสพติดอีก
มองอนาคตของตัวเองอย่างไร?
ผม ยังไม่ได้วางแผนชัดเจน แต่เลือกที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลา เพราะถ้าเรามัวมากำหนดอนาคตตั้งแต่ปัจจุบัน ก็ทำให้เครียดเปล่าๆ
แม้ จะเป็นเวลาไม่นานสำหรับการพูดคุยกับหนุ่มหน้าใสวัย 24 ปีคนนี้ แต่ "เถ้าแก่่น้อย" ก็สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองความคิดทั้งเรื่องงาน หรือเรื่องการใช้ชีวิต เอาเป็นว่าขอยกนิ้วซูฮกในความสามารถให้ เถ้าแก่ต็อบ แห่งสาหร่ายเถ้าแก่น้อยแล้วกัน...
ที่มา: ไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์ วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2552 http://www.thairath.co.th/content/life/52156
Friday, October 2, 2009
สอนศิษย์ให้คิด"ไร้กรอบ" Frameless Thinking
งานสอนหนังสือไม่ใช่งานง่าย ๆ ที่จะสอน "คนให้เป็นคน(ดี)" ให้มีความรู้ รู้จักใช้สติ ปัญญา ในการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ รู้จักใช้เหตุ ใช้ผล เพื่อแก้ปัญหา และตอบโจทย์ของสังคม รวมทั้งชี้นำเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตในสังคม
ครูดี นั้นยังมี แต่หายาก
.ครูทุ่มเท นั้นมีบ้าง หายากยิ่ง
..ครูทั้งดีและทุ่มเท มีแสนน้อย ยิ่งหายาก
...[ครุ แปลว่า หนัก หนักมากจนตัวครูสมัยใหม่ อาจจะรับไม่ไหว]
จะวัดคน วัดที่ผลของงาน วัดที่กระบวนการ วัดที่ความทุ่มเท วัดที่ความเสียสละ
.จะวัดครู วัดที่ความสำเร็จ ในการนำพาศิษย์ สู่ฝั่ง ให้สามารถเลี้ยงตนให้มีชีวิตรอด และเป็นคนดีของสังคม
..การคิดแบบ"ไร้กรอบ" อาจเหมาะสม และ ถือเป็นทางเลือกใหม่ ของวงการการศึกษาของไทย กับ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ"
====== ไม่ทราบที่มา ไม่ทราบผู้เขียน =======
เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับ
เครื่องยนต์ไอพ่นตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว
และ 4.ชอบกินอาหารอร่อย
เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน "เสาร์สวัสดี" ของ"กรุงเทพธุรกิจ " เมื่อประมาณ 1-2 เดือนก่อนมาก
คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์ วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น "ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา" เขาบอก
เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆว่ายน้ำไปด้วย คาดว่าคงไปเรียน เรื่อง
"คลื่น" ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ คลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากันระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ
แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้
แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก "จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย"
โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด ผลปรากฎว่า
ได้ศูนย์กันทั้งห้อง เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ ดร.วรภัทร ออกข้อสอบด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเองเป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
"ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ ถ้าผิดแล้ว อาจารย์จะปรับให้"
เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ ไม่รู้จักคิดเอง
"ถ้ารอและตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง แต่พวกคุณแย่กว่า เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้"
โหย...เจ็บ ผมเชื่อมานานแล้วว่าชีวิตของคนเราเป็นข้อสอบอัตนัย ที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบเป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง ถ้าใครที่คุ้นกับ "ชีวิตปรนัย"
ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก 1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
ติดกับ "กรอบ"ที่คนอื่นสร้างให้ ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิดและตั้งคำถามเอง
เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่าเพราะมี "คำถาม"จึงมี "คำตอบ"
เมื่อมี "คำตอบ" เราจึงเลือกเดิน พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม ผมนึกถึง โสเครติส" เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ สร้างองค์ความรู้ จาก "คำถาม"
กลยุทธ์ของ "โสเครติส" ในการสอนคือไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของนักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
"โสเครติส" เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน "ความไม่รู้" ของตนเอง เขาจะเริ่มต้น แสวงหา " ความรู้"
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี "ความรู้" เขาก็จะไม่แสวงหา "ความรู้ "
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว เมื่อแก้วไม่มีน้ำ แล้วจึงเริ่มให้เขาเท "น้ำ" ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
"น้ำ" ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก "คำตอบ" ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง "คำตอบ" จาก "คำถาม" ของ "โสเครติส"
"โสเครติส" นิยามศัพท์คำว่า "คนฉลาด" และ "คนโง่" ได้อย่างน่าสนใจ "คนฉลาด" ในมุมมองของ "โสเครติส" นั้น
ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่ "คนฉลาด" คือคนที่รู้ว่าตัวเอง"ไม่รู้" ส่วน "คนโง่" นั้น คือ คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้
ครูดี นั้นยังมี แต่หายาก
.ครูทุ่มเท นั้นมีบ้าง หายากยิ่ง
..ครูทั้งดีและทุ่มเท มีแสนน้อย ยิ่งหายาก
...[ครุ แปลว่า หนัก หนักมากจนตัวครูสมัยใหม่ อาจจะรับไม่ไหว]
จะวัดคน วัดที่ผลของงาน วัดที่กระบวนการ วัดที่ความทุ่มเท วัดที่ความเสียสละ
.จะวัดครู วัดที่ความสำเร็จ ในการนำพาศิษย์ สู่ฝั่ง ให้สามารถเลี้ยงตนให้มีชีวิตรอด และเป็นคนดีของสังคม
..การคิดแบบ"ไร้กรอบ" อาจเหมาะสม และ ถือเป็นทางเลือกใหม่ ของวงการการศึกษาของไทย กับ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ"
====== ไม่ทราบที่มา ไม่ทราบผู้เขียน =======
เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับ
เครื่องยนต์ไอพ่นตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว
และ 4.ชอบกินอาหารอร่อย
เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน "เสาร์สวัสดี" ของ"กรุงเทพธุรกิจ " เมื่อประมาณ 1-2 เดือนก่อนมาก
คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์ วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น "ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา" เขาบอก
เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆว่ายน้ำไปด้วย คาดว่าคงไปเรียน เรื่อง
"คลื่น" ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ คลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากันระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ
แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้
แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก "จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย"
โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด ผลปรากฎว่า
ได้ศูนย์กันทั้งห้อง เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ ดร.วรภัทร ออกข้อสอบด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเองเป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
"ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ ถ้าผิดแล้ว อาจารย์จะปรับให้"
เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ ไม่รู้จักคิดเอง
"ถ้ารอและตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง แต่พวกคุณแย่กว่า เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้"
โหย...เจ็บ ผมเชื่อมานานแล้วว่าชีวิตของคนเราเป็นข้อสอบอัตนัย ที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบเป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง ถ้าใครที่คุ้นกับ "ชีวิตปรนัย"
ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก 1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
ติดกับ "กรอบ"ที่คนอื่นสร้างให้ ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิดและตั้งคำถามเอง
เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่าเพราะมี "คำถาม"จึงมี "คำตอบ"
เมื่อมี "คำตอบ" เราจึงเลือกเดิน พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม ผมนึกถึง โสเครติส" เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ สร้างองค์ความรู้ จาก "คำถาม"
กลยุทธ์ของ "โสเครติส" ในการสอนคือไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของนักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
"โสเครติส" เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน "ความไม่รู้" ของตนเอง เขาจะเริ่มต้น แสวงหา " ความรู้"
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี "ความรู้" เขาก็จะไม่แสวงหา "ความรู้ "
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว เมื่อแก้วไม่มีน้ำ แล้วจึงเริ่มให้เขาเท "น้ำ" ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
"น้ำ" ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก "คำตอบ" ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง "คำตอบ" จาก "คำถาม" ของ "โสเครติส"
"โสเครติส" นิยามศัพท์คำว่า "คนฉลาด" และ "คนโง่" ได้อย่างน่าสนใจ "คนฉลาด" ในมุมมองของ "โสเครติส" นั้น
ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่ "คนฉลาด" คือคนที่รู้ว่าตัวเอง"ไม่รู้" ส่วน "คนโง่" นั้น คือ คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้
Subscribe to:
Posts (Atom)



