Tuesday, December 21, 2010

หลักสูตร'ซี้ดอุ๊ย'ทางเลือกพิฆาต'ท้อง แท้ง ทิ้ง' อ.นคร สันธิโยธิน ขบถเพศศึกษา

การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด กับครู  “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้หนังโป๊เป็นสื่อสอนเพศศึกษา...
แบบเรียนเพศ ศึกษาของกระทรวงฯ อันคร่ำครึ กระทั่งบุคลากรอันหมายถึงคุณครูสอนเพศศึกษาเฉพาะทางไร้ทักษะที่จะไม่เท่าทัน เด็กยุคใหม่-โลกฟรีเลิฟ - โลกเสรีที่ทันสมัย...?

เป็นอีกหนึ่ง “คำถาม” อาฟเตอร์ช็อกไล่หลังเหตุการณ์ “สึนามิ” วัดไผ่เงินฯ หรือ เหตุการณ์พบศพเด็กที่ถูกทำแท้งและทิ้งเอาไว้ 2,002 ศพ ฉาวโฉ่ขึ้นมา 

ข้อคิด จากครู “โอนิซูกะ” จากหนังเรื่อง GTA ภาคผู้หญิง นคร สันธิโยธิน คุณครูหัวขบถที่เข้าไปนั่งในใจวัยรุ่นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แม่พิมพ์หัวก้าวหน้าที่ใช้ "หนังโป๊" เป็นสื่อสอนเพศศึกษา

เพื่อหาทางออกให้กับ “มหาวิกฤต” ท้อง แท้ง ทิ้ง ของเด็กไทยว่าปลูกฝัง แก้อย่างไรให้ถูกจุดและยั่งยืน …!?!

Q : เห็นการพบศพเด็ก 2,002 ศพที่วัดไผ่เงินฯ ทำให้หลายนึกถึงคำพูดของ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ที่ว่าว่า ณ วันนี้สังคมไทยอยู่ในยุค ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กส์ คุณเห็นด้วยไหม...?

A : ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่ทั้งหมดค่ะ...สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามก็คือวันนี้แต่ ว่าเราให้ความรู้ที่รอบด้าน ด้านดี-ไม่ดีและให้ข้อมูลครบถ้วนแล้วหรือยัง เรามองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงว่า “ผู้ใหญ่” พ่อ แม่ พี่ น้อง ครูบาอาจารย์ดูแลเด็กๆ ดีพอหรือยัง ต้องกลับมาถามตัวเอาเอง แทนที่จะโทษและปล่อยให้เด็กไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มีความรู้เท่าทันและอยู่ในโลกฟรีเซ็กซ์อย่างเดียวดาย

Q : ปัจจุบันครูอยู่ในวงการการศึกษามากว่า 30 ปีเป็นห่วงอะไรมากที่สุด...?

A : วันนี้เราก็ยังเป็นห่วงและรู้สึกว่า เด็กยังไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่รอบด้านเพียงพอ เพราะถ้าเขาได้รับครบถ้วนรอบด้านแล้ว เขาก็จะคิดและแก้ปัญหาได้ อย่างเรื่องกฎหมายทำแท้งเสรี ครูมองว่าเวลาที่ผู้ใหญ่จะคิดทำอะไรมันน่าจะทำ “ประชาพิจารณ์” เอาคนที่มีส่วนให้เขาเข้ามาแลกเปลี่ยนเลยว่ามันเพราะอะไร ที่ทำแท้งกันมากๆ เพราะเด็กขาดความรู้ไหม...? หรือมีปัญหาอะไรกับสังคมไหม...? เราจะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับคนที่ถูกจุด อย่าให้ “ผู้ใหญ่ครอบงำ” คิดแทนเด็กๆ อย่างเดียว ปัญหาของเด็กก็ต้องถามเด็กโดยตรงถึงจะถูกต้อง ครูเสนอว่า ให้นำเด็ก-เยาวชนมาให้หลากหลายให้ทั่วถึงทุกกลุ่มสถานการณ์ต่างๆ มันดีขึ้นสักแต่ว่าคิดเอง-เออเองแบบนี้

Q : คุณกำลังจะบอกว่าพอเกิดเหตุการณ์ทำแท้งถูกตีแผ่ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษา-สาธารณสุขต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่านี้ ไม่ใช่พอข่าวลงแค่ไปจับสถานทำแท้งไปจับยาทำแท้ง ไปเยี่ยมวัดไผ่เงินฯ เอาหน้าไปถ่ายรูปลงข่าวแล้วก็กลับบ้านนอน

A : ก็นั่นน่ะสิ จริงๆแล้วมันเกิดวิกฤติอย่างนี้มันก็น่าจะเอามาเป็นประเด็นพอมันมีข่าวออกมา หน่วยงานต่างๆ ก็ต้องจัดการในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด อย่างคนทำอาชีพครูก็หยิบประเด็นขึ้นมาเลยว่าทำแท้งขนาดนี้ “พวกหนูดูแล้วรู้สึกยังไง มันมีประโยชน์ไหมแล้วโทษมันจะเป็นอย่างไรแล้วถ้าเป็นเธอๆ จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นไหม...?” แล้วก็ถามต่อว่าถ้าลักษณะแบบนี้ถ้าเธอเป็นผู้ใหญ่  หรือเป็นคนๆหนึ่งที่มีส่วนรับผิดชอบตรงนี้เธอจะรับผิดชอบยังไง มันก็มีวิธีที่จะพูดที่จะคุยได้หลายรูปแบบ 

วันนี้เรายืนยันได้เลย ว่า จากการที่เราสอนเด็กกว่า 600 คน วิธีการคิดมันก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เด็กก็บอกว่าตระหนักมากขึ้น รู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นสิ่งใกล้ตัว เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง ฉะนั้นเราก็สอนเด็กๆ เลยว่าก่อนจะทำอะไรต้องคิดเธอต้องใช้สูตร“ค - ว –ย” และ “ห” คือ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” อย่างมี ห. หรือ “เหตุผล” ด้วย

Q : มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัจจุบันหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่ว่าด้วยเรื่อง“เพศศึกษา” ไม่เท่าทันโลกสมัยใหม่


A : ถามเรา เราว่าหลักสูตรของกระทรวงฯ มันก็โอเคอยู่นะ แต่ปัญหาอย่างที่รู้ๆ กันว่าคนสอนจะกล้าสอนหรือเปล่า พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะสังคมบ้านเรามันก็ลักษณะของ “มือถือสากปากถือศีล” อะไรที่กระทบกระเทือนกันหน่อย ก็ไม่กล้าพูด การที่เราทำแตกต่างจากคนอื่น กลายเป็นว่าต้องถูกซักฟอก ต้องถูกสังคมประณาม ประจาน ครูพูดมาตั้งแต่เมื่อ 8-9 ปีก่อนแล้วว่าปัญหา ท้อง- แท้ง - ทิ้ง นี่มันเกิดขึ้นแน่นอน เดี๋ยวคุณเจอวิกฤติกันแน่ถ้าคุณยังไม่ตระหนักในเรื่องนี้  แล้วทีนี้เป็นยังไง  โชว์ให้เห็นเลย 2,002 ศพเด็กที่โดนทำแท้งเหตุการณ์นี้เหมือน “ตบหน้าสังคม ตบหน้าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

Q : พอเกิดเหตุ ท้อง แท้ง ทิ้ง ทีไร เสียง “เรียกเพรียก” หลักสูตรการเรื่องเพศศึกษาทางเลือกก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง...?

A : ใช่ค่ะ จริงๆ ตอนนี้ก็มีคนมาทาบทามว่าครูให้ทำ “หลักสูตรเพศศึกษาทางเลือกขึ้นมา” ซึ่งครูอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะยังไง แต่ว่าถ้าร่างทำแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมันก็ต้องลงมือลุยเพื่อส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้หลักสูตรตามกระแสหลักจะโอเคแค่ไหน แต่ถ้าจะดีกว่าไหมถ้าเรามีหลักสูตรเพื่อเป็นทางเลือกขึ้นมา

Q : แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้หลักสูตรทางเลือกก็คือ วงการการศึกษาต้องผลิต ผู้สอนวิชาที่สำคัญแบบนี้ต้องมีกุศโลบายดีๆ ให้มีจำนวนมากขึ้นกว่านี้

A : ใช่ค่ะ และเหนืออื่นใดและคนในวงการศึกษาก็ต้องเข้าใจมากๆ อย่างกรณีการคิดนอกกรอบที่ครูเอาหนังโป๊มาเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่งบุคลากร เก่าๆ ของวงการนี้ไม่เข้าใจ จริงๆ เราปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างมากมายของหนังแบบนี้ไม่ได้ แทนที่จะให้เขาดูคนเดียวเราก็เอามาเปิดและค่อยๆ สอนเขาให้เท่าทันในห้องเรียนดีกว่าไหม  แน่นอนว่าก่อนที่จะเอาอะไรไปนำเสนอเป็นสื่อการสอนเรื่องเพศทางเลือกอะไรที่ จะเกิดขึ้นมาในอนาคตให้กับเด็กๆ เราต้องรู้ว่าจุดหมายปลายทางของการสอนแต่ละเรื่องมันจะให้ทักษะอะไรบ้าง อย่างครูเปิด “หนังโป๊” ให้พวกเขาดูในห้องเรียน เราก็คิดมาแล้วว่าจะสอนสอดแทรกอะไรตอนไหน อย่างก่อนเปิดหนังโป๊เราก็จะถามเขาว่า “ถ้าเธอจะดูหนังแบบนี้ที่อื่นให้มันดูคนเดียวนะ...!” หลังจากดูเราก็กดหยุดแล้วก็ถามความรู้สึกตัวเองว่า 1.รู้สึกยังไง 2.ควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้และออกไปข่มขืนคนอื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ “ติดคุก ขึ้นศาล เข้าบ้านเมตตาใช่ไหม…?” ให้เขาได้คิด

ถามว่าถ้าไม่ให้มัน ดู  จงอย่าทำ  เด็กจะเชื่อไหม  ไม่เชื่อหรอก  ยิ่งห้ามมันเหมือนยิ่งยุ  ถ้าอยากดูก็ดูเลย  แต่ดูที่บ้าน  แล้วก็ดูคนเดียว  ดูเสร็จก็ “สไลด์หนอน” (หมายถึงสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง) ไปก็จบไม่ต้องไปดูหลายคนจะได้เรียนรู้และบอกคนอื่นเขาได้

“หม้อ ข้าวมันร้อนแล้วไม่เอามือไปจับมันจะรู้ไหมว่าร้อน” เราต้องเข้าใจความต้องการของเด็กวัยรุ่นว่ามันอยากรู้ “อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย” ฉะนั้นกระทรวงศึกษาและโรงเรียนต่างๆต้องจัดกิจกรรมแล้วให้เด็กทำในสิ่งที่ สนใจและต้องการ ถึงจะได้พัฒนาศักยภาพไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้

Q : คนส่วนใหญ่มักเข้าใจ การเรียนเรื่องเพศศึกษาไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น

A: หลายคนเข้าใจแบบนั้นจริง เพศศึกษาเป็นการเรียนรู้ทั้งหมดกระบวนการ 6 ด้าน พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมสัมพันธภาพความเป็นพี่น้อง ทักษะการตัดสินใจกระบวนการคิด และในเรื่องของการแสดงความเหมาะสมในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศมันเป็นยังไง ในเรื่องของสุขภาพทางเพศเป็นยังไง และรวมถึงสังคมและวัฒนธรรมด้วย

Q : ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมในการสอนเรื่องเซ็กซ์ให้แก่เด็ก...?

A : จริงๆ ก็ต้องเริ่มสอนกันมาตั้งแต่เริ่มแรก ๆ ตั้งแต่คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้เกิดจากที่เด็กมันไม่มีความพร้อมพอขาดความพร้อมวุฒิภาวะมันก็ไม่มี พอไม่มีเวลามีอะไรเกิดขึ้นมันก็แก้ปัญหาไม่ได้  จริงๆ แล้วการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเขามีหนังสือออกมาเยอะแยะ  ตั้งแต่พ่อแม่ให้มาว่าส่วนไหนเป็นสิ่งหวงห้าม ห้ามใครแตะต้องพอโตมาก็พูดถึงการดูแลเอาใจใส่  รักษาสุขภาพทำยังไง พอเข้าสู้วัยรุ่นอะไรมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรมันจะเกิดขึ้น

การเท่า ทันอารมณ์ความรู้สึก การมีประจำเดือนของผู้หญิง  การฝันเปียกของเด็กผู้ชายเป็นยังไง เด็กต้องได้รับการเรียนรู้เขาจะได้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาพร้อม กับตัวตนของเรา ทีนี้ในโอกาสต่อไปเราจะต้องเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น

Q : ถ้าเด็กเดินมาปรึกษาขอคำชี้แนะครูว่า “หนูท้อง และอยากจะแท้ง” เราจะสอนพวกเขาอย่างไร

A : ก็ต้องถามตัวเขา แล้วให้ทั้งคู่เขาคิดว่าจะเก็บไว้ หรือทำแท้ง หรือจะยังไงมันต้องถามความต้องการของเขา ไม่ใช่ถามความต้องการของเรา ถ้าจะทำแท้งมันก็สิทธิส่วนตัวของเขา เราก็ต้องให้เขาเห็นกระบวนการคิดรอบด้าน เช่น ทำผู้หญิงท้อง 4 เดือน ความต้องการที่แท้จริงของคุณคืออะไร...? แล้วนำมาคิดรวมกับ “จริยธรรม-คุณธรรม” ถามคุณพ่อคุณแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายหรือยัง ถ้ามีปัญหาการทำแท้งแล้วแม่ตายลูกตายจะรับได้ไหม แล้วถ้าเก็บเด็กไว้ใครจะดูแล ใครจะออกค่าใช้จ่าย หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม เมื่อให้เขาบวก-ลบด้านดีและไม่ดีทั้งหมดแล้ว ท้ายที่สุดเราก็จะให้เขาเลือกว่าจะเอาอะไร เพราะเหตุผลมันก็จะบ่งบอกว่าคุณจะทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง มันอยู่ที่ตัวคุณ 2 คนที่จะต้องคิดแค่นั้น

Q : อยากจะให้ช่วยแนะนำสำหรับเด็กที่มีแนวคิด หรือกลุ่มเสี่ยวที่มองว่าโลกนี้ ฟรีเลิฟ ฟรีเซ็กซ์


A :ครูมีวิธีสอนคือ ให้เด็กพกไข่มาคนละ 1 ฟอง  แล้วเอามาให้อาจารย์เซ็นชื่อ พอเซ็นชื่อเสร็จ หลังจากนั้นคุณต้องดูแลรักษาไข่เท่าชีวิตเป็นเวลา  8 วัน  8 คืน  ให้เลี้ยงติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามไปวางที่อื่น ถ้าไปวางที่อื่นเอาไปฝากคนอื่นเลี้ยงจะ “แช่ง” ให้ “เอนท์ฯ” ไม่ติด แล้วความรับผิดชอบส่วนนี้ เด็กที่ถูกดูแลมาดีมันก็จะดูแลทะนุถนอม  เอาสำลีมาพันมาห่อ เก็บใส่กล่องอย่างดี แต่ถ้าเด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบปล่อยปละละเลยมันก็จะวางทิ้งโดนเพื่อนเหยียบ  พอหลังจากที่เลี้ยงเสร็จมันเน่าหรือไม่เน่าแล้วแต่  ตรงนั้นไม่ว่ากัน 

แต่ ท้ายสุดพวกเธอมาเล่าให้ฉันฟังสิว่า 1.ประสบการณ์ที่เลี้ยงไข่มันไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่ร้องขอไม่ใช้เงินเปลืองมันให้ข้อคิดอะไรบ้าง 2.เปรียบเทียบสิว่าพ่อแม่เลี้ยงเธอมา 10 กว่าปีเนี่ย  แต่เธอเลี้ยงไข่ 8 วัน มันเปรียบเทียบกันได้ไหมมีอะไรอยากบอกพ่อแม่ไหม แล้วสุดท้ายถ้าเธอเกิดไปทำใครท้องขึ้นมา เธอพร้อมที่จะเป็นพ่อของลูกสาวลูกชายมากน้อยแค่ไหน พร้อมมากเพราะอะไร ไม่พร้อมเพราะอะไร ไม่พร้อมสุดๆ เพราะอะไร  สิ่งที่เราอยากจะรู้ก็คือ  8  วันที่คุณได้จากการเลี้ยงไข่  แล้วพบว่าจาก 600 คน มีคนที่พร้อมจะเป็นพ่อคนแค่เพียง 3 คนเท่านั้น  ส่วนนอกนั้นบอกว่าผมแค่อยากจะมีเซ็กซ์ แต่ไม่อยากเป็นพ่อคน  มันเบื่อ  มันรำคาญ เราต้องมีวิธีสอนให้เขาคิดวิเคราะห์มากว่าหยิมๆ ท่องจำ

Q : คุณเห็นด้วยกับ “กฎหมายทำแท้งเสรี” ไหม...?
A : ตรงนี้เราให้ความสำคัญในเรื่องของสาเหตุของแต่ละคนที่ท้องขึ้นมา สาเหตุมันเพราะอะไร มันเกิดเพราะว่ามันพลาด  หรือประมาท  หรือเพราะอะไร  บางคนอาจจะยังไม่รู้จักถุงยางก็ได้  แต่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือเด็กไม่รู้  พอเกิดขึ้นมามันก็จะมีทำแท้ง ไม่ทำแท้ง เราไม่ดู เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจว่าคนที่ทำต้องมีเหตุผล เราจะไปประเมินเราจะไปตัดสินเขาไม่ได้

เช่น วันลอยกระทง ลอยเสร็จก็ไปนินทาเขาอีกว่าต้องไป “ลอยดอก” ต่อ หรืออย่าง “วันวาเลนไทน์” คือวันเสียตัว จริงๆ เราอย่าไปมองว่าเด็กเป็นอย่างนั้นทั้งหมด “อย่ามารวมเด็ก 17 ล้านทั้งหมด เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคน อย่าคิดแทนเด็ก...?” เราต้องให้ความรู้ที่รอบด้าน แต่การตัดสินใจให้เป็นเรื่องของเด็กเอง ไม่เกี่ยวกับเรา สิ่งสำคัญที่ความผิดมันจะอยู่ที่ผู้ใหญ่ก็คือ ผู้ใหญ่ไม่ให้ความรู้เด็ก ไม่ให้ประสบการณ์ ไม่ให้โอกาส 

สุดท้ายก็คือไปครอบงำว่าต้องเป็น แบบนี้ๆ  เด็กไม่ใช่วัตถุ  มีชีวิตมีจิตใจเหมือนกัน  มันไม่มีถูกไม่มีผิด  ตรงนี้มันต้องเกิดจากการเรียนรู้  ทำไมเราไม่เอาวิกฤติที่เกิดขึ้นตรงนี้มาทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้น  พอมีการทำแท้งเกิดขึ้นแบบนี้คุณจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาว่า เหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร  สาเหตุมันมาจากไหน  ระดมพลออกมาให้หมดในทุกภาคส่วน เอาเข้ามาให้หมด  แล้วก็รับฟัง ว่าเขามีประเด็นอะไร อะไรที่มันสำคัญ  แล้วอะไรที่มันแก้ไขได้ คุณจับๆ ออกมา  แล้วเราก็จะรู้ว่า  ไม่ต้องไปทำวิจัยตรงไหนหรอก  เอาตรงนี้แหละ  อะไรก็ตามที่มันไม่เบียดเบียนคนอื่นเขา  คนเราต้องรู้จักแยกแยะได้  เราจะพูดกับเด็กเสมอ  คำว่า  ถูก  ดี  ควร มันต่างกันยังไง  หรือคำว่า  ผิด  พลาด  ชั่ว  มันต่างกันยังไง  ถูกก็ถูกต้อง  ถูกกฏหมาย  ดีไม่มีใครบังคับทำแล้วจะดีมาก ถ้าทำแล้วมันส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ  ผิดก็ผิดกฎหมาย  ผิดระบบวิธีการ  แอบแฝงซ่อนเร้น พลาดอาจจะนอนไม่เต็มที่เขาให้นอน 8 ชม. แต่นอนแค่ 2 ชม.  ก็เบลอได้  ชั่ว  หมายถึงทั้งผิดและทั้งพลาด 

ฉะนั้นเราต้องให้เด็กวิเคราะห์ให้ได้ ว่าความถูกความดีมันคืออะไร  การที่คนที่ไม่รู้อิโน่อิเน่มาตายลงมันก็ไม่ใช่ทางออก  กฎหมายมันมีอยู่แล้ว  แต่ว่าใช้กันอย่างถูกต้อง  ถูกช่วงเวลาหรือเปล่า

Q : สุดท้ายถ้าหากจะต้องมีคนจะต้องรับผิดในเรื่อง “ทำแท้ง” เด็ก ผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ครอบครัว คนออกกฏหมาย กระทรวงศึกษาธิการ หรือ คุณครู

A : ต้องกลับมาย้อนดูตัวเอง  ไม่ต้องไปโทษใคร  ว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ถูกต้องแค่ไหน คนเป็นครูสอนหรือยัง  คนเป็นตำรวจทำหน้าที่หรือยัง  คนเป็นหมอทำหน้าที่หรือยัง  คือทกคนต้องกลับมาดูตัวเอง  อย่าไปโทษสังคม  อย่าไปโทษใคร  เพราะเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้  แต่เราเปลี่ยนตัวเราได้  แต่เราจะตัดสินว่าใครชั่วหรือใครดีไม่ได้  คนทุกคนจะมีเหตุผลในการกระทำเสมอ  แต่การที่จะอยู่ในสังคมเดียวกันได้  มันจะต้องมีกติการ่วมกัน  อยู่ที่ว่าคุณทำหน้าที่ของคุณได้ถูกต้องไหมแค่นั้นเอง

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธันวาคม 2553

No comments:

Post a Comment