Showing posts with label อยู่ดี กินดี มีสุข. Show all posts
Showing posts with label อยู่ดี กินดี มีสุข. Show all posts

Saturday, August 17, 2013

มะเขือพวง:: หนึ่งในยาอายุวัฒนะ

มะเขือพวง

นักวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยเรื่องสรรพคุณวิเศษของมะเขือพวง ผักพื้นบ้านของไทย และพบว่า มีฤทธิ์ช่วยลดอนุมูลอิสระ ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน มีเส้นใยที่ช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินได้ดี

มีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนโบราณหลายประการ เช่น ช่วยเจริญอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนได้ดี แก้ปวด ฟกซ้ำ ปวดกระเพาะ แก้อาการฝีบวมหนอง อาการบวม อักเสบ ขับปัสสาวะ

ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า มะเขือพวงมีสารจำพวก “ไฟโตนิวเทียนท์” ที่ช่วยให้ร่างกายที่อยู่ในสภาวะขาดสารอาหาร ให้สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ มีกลุ่มสาร “ทอร์โวไซด์” ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ และกระตุ้นให้ตับนำคอเลสเตอรอลในเลือดไปใช้ได้มากขึ้น

รวมทั้งยับยั้งการดูดซึมกลับของคอเลสเตอรอลในลำไส้ จึงอาจช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกทางหนึ่ง มีสาร “ซาโปนิน” มีฤทธิ์ขับเสมหะ นับเป็นพืชที่มีเส้นใยมากกว่ามะเขือยาว 3 เท่า มากกว่ามะเขือเปราะ 65 เท่า

มะเขือพวง เดลินิวส์ออนไลน์, อังคารที่ 13 สิงหาคม 2556
มะเขือพวง จัดเป็น หนึ่งในยาอายุวัฒนะ

Friday, February 1, 2013

ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ลูกครึ่งไทย-จีน..ทนหวัดนก

ไข้หวัดนก โรคห่า ยังคงเป็นปัญหาการเลี้ยงไก่ในบ้านเรา...จะให้ปลอดภัยต้องเลี้ยงในโรงเรือนระบบ ปิดหรือที่เรียกกันว่า...อีแวป

แต่วันนี้นักวิจัยไทย โดย นายสุชาติ สงวนพันธุ์, นางภคอร อัครมธุรากุล, น.ส.เรญา ม้าทอง และนางจุฑามาศ จงรุจิโรจน์ชัย จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ปีก สถาบัน
สุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สามารถผสมไก่พันธุ์ใหม่ที่สู้กับโรคเหล่านี้ได้แล้ว

โดยนำไก่พื้นเมืองของไทยพันธุ์ “ตะเภาทอง” ซึ่งทนต่อโรคในพื้นที่ มาผสมกับไก่พื้นเมืองจากจีนพันธุ์ “ซาอี้ หรือ สามเหลือง” ซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อโรคไข้หวัดนก จนประสบความสำเร็จและให้ชื่อพันธุ์ใหม่นี้ว่า...ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์

นอกจากทนต่อโรคร้ายได้แล้ว ยังได้ไก่ที่มีรูปร่างสมส่วน มีหงอนแบบจักร หงอนหินแบบไก่พื้นเมือง ขนสีเหลืองทอง แข้งสีเหลือง จะงอยปากเหลือง หนังเหลืองเรียบเนียน เนื้อนุ่มหวานเป็นเอกลักษณ์การเลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก ระยะแรกเกิดต้องกกให้ความอบอุ่นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ให้อาหารในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ลูกไก่กินอาหารได้ดี อายุประมาณ 15-20 วัน... ควรขยายพื้นให้ได้ขนาด 3×4 เมตร=12 ตารางเมตร ต่อการเลี้ยง 100 ตัว อายุได้ 3-4 สัปดาห์ เริ่มปล่อยออกนอกโรงเรือน และเมื่อไก่เริ่มจิกกินใบไม้ใบหญ้า สามารถนำหนวดข้าวโพดฝักอ่อน, ฝรั่ง, ชมพู่, ผักบุ้ง, แตงกวา, หยวกกล้วย, แหน, หญ้าขน ฯลฯ ที่อยู่ในท้องถิ่น มาสับผสมกับรำทำเป็นอาหารเสริมให้ไก่กิน เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

ใช้เวลาเลี้ยงแค่เพียง 3–4 เดือน ไก่จะมีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 2.2 กก. ขายได้ กก.ละ 80–100 บาท...ในขณะที่ไก่พื้นบ้านต้องเลี้ยงนานถึง 6 เดือนกว่าจะขายได้

สนใจจะเลี้ยงไก่พันธุ์ใหม่นี้ ติดต่อภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน 0—3428—1078—9 ในเวลาราชการ.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ลูกครึ่งไทย-จีน..ทนหวัดนก ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556

Friday, October 12, 2012

รังนกราคาดิ่ง! ย่านเยาวราชเหลือกิโลละหมื่น

 นักท่องเที่ยวจีน-ฮ่องกงไม่ซื้อกลับ ทำราคารังนกดิ่ง! ย่านเยาวราชเหลือกิโลละหมื่น ..

หน่วยงานของจีนที่เรียก AQSIQ (Administration for Quality Supervision Inspection and Quarantine) โดยท่านเลขาฯ (General) ได้ออกประกาศ  ห้ามนำรังนกทุกประเภทเข้าจีน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 สืบจากพบสารไนเตรต (สารก่อมะเร็ง) ปนเปื้อนอยู่ในรังนกสีแดงที่ส่งจากมาเลเซีย


ราคารังนกดิ่งย่านเยาวราช จากที่เคยขายกันถึง  50,000 บาท ต่อ กก. เหลือเพียง 10,000 ต่อ กก.บาท (ราคาเฉลี่ย) ทั้งนี้ราคาได้ค่อย ๆ ลดลง โดยเกือบปีที่ผ่านมา ราคาได้ลดไปครึ่งหนึ่ง  โดยยอดจำหน่ายลดลงอย่างมาก โดยคนที่ทานรังนกเป็นชาวจีนซะเกือบร้อยละร้อย นักท่องเที่ยวชาวจีนและฮ่องกงก็ไม่ซื้อรังนกกลับประเทศ เพราะเจอกฎเหล็กห้ามนำเข้า

สำหรับการส่งออกรังนก ผู้ส่งออกรังนก จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมสินค้ารังนก โดยปัจจุบัน ไทยยังไม่สามารถลงนามใน MOU ฉบับนี้ได้
โดยคำสั่งห้ามนำเข้ารังนกของจีนรวมการหิ้วหรือพกพานำเข้าด้วย ทำให้ราคารังนกโดยรวมตกลงอย่างมาก

ปัจจุบันอินโดนีเซีย เพียงประเทศเดียวที่ได้ลงนามใน MOU กับรัฐบาลจีน อนุญาตให้มีการนำเข้ารังนกได้ สำหรับไทยยังไม่สามารถขอลงนาม MOU ได้ เพราะเราไม่มีการจดทะเบียนผู้เลี้ยงนกนางแอ่นเพื่อการพาณิชย์ (คอนโดฯนก) เพราะนกนางแอ่นยังไม่ได้รับการ "ยกเว้น" ให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ


โดยทั่วไป รังนกช่วยให้สุขภาพของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพดีขึ้นได้ .. ราคาถูก ๆ แบบนี้ ลองหารังนกของแท้มากินกันดู


:: นักท่องเที่ยวจีน-ฮ่องกงไม่ซื้อกลับ ทำราคารังนกดิ่ง! ย่านเยาวราชเหลือกิโลละหมื่น ..

12 ตุลาคม 2555


Tuesday, May 8, 2012

คาถาป้องกันเส้นเลือดแตกในสมองให้กินกล้วยหอมประจำวันละ 3 มื้อ

หมอเมืองผู้ดีอังกฤษและเมืองมะกะโรนี บอกแนะนำให้กินกล้วยหอมมื้อละ 1 ลูก วันละ 3 มื้อ จะช่วยป้องกันโรคเลือดออกในสมอง อันเป็นโรคที่อันตราย ทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 21

วารสารวิชาการ“วิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน” รายงานว่า แพทย์มหาวิทยาลัยวอร์วิคของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยเนเปิล แห่งอิตาลี ได้ร่วมกันศึกษา ทราบว่า หากกินกล้วยหอมวันละ 3 ลูก จะทำให้ร่างกายได้รับโปแตสเซียม วันละ 1,600 มิลลิกรัม จะลดโอกาสที่จะเกิดเลือดออกในสมอง ลงได้มากกว่า 1 ใน 5

กล้วยหอมแต่ละลูกจะมีโปแตสเซียม 500 มิลลิกรัม ซึ่งมีสรรพคุณลดความดันโลหิต และรักษาดุลของของเหลวในตัว หากร่างกายขาดโปแตสเซียมจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ กระวนกระวาย คลื่นเหียนอาเจียนและท้องร่วง

นักวิจัยกล่าวว่า หากคนเรากินอาหารที่อุดมด้วยโปแตสเซียม เช่น ถั่ว ถั่วแขกชนิดเม็ดแดงและเหลือง นม ปลา และผักโขม ลดการกินเกลือให้น้อยลง จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคเลือดออกในสมองกันได้ ปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน.



::คาถาป้องกันเส้นเลือดแตกในสมองให้กินกล้วยหอมประจำวันละ 3 มื้อ ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2555

Monday, May 7, 2012

เกาหลีใต้กวาดล้างแคปซูล'เนื้อคน'

เกาหลีใต้กวาดล้างแคปซูลบรรจุผงเนื้อมนุษย์ลักลอบนำเข้าจากจีน พบตาเป็นยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ เชื่อรักษาได้สารพัดโรค

7พ.ค.2555 ทางการประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดด้านศุลกากร เพื่อกวาดล้างขบวนการลักลอบนำแคปซูลบรรจุผงเนื้อมนุษย์ที่ผลิตในจีนเข้า ประเทศ

หน่วยงานศุลกากรของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ได้ตรวจพบความพยายามลักลอบนำแคปซูลบรรจุผงเนื้อมนุษย์จากจีนราว 17,450 เม็ด โดยการตบตาว่าเป็นยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ

เจ้าหน้าที่ศุลกากร เปิดเผยว่า แคปซูลเหล่านี้ บรรจุผงเนื้อมนุษย์ที่ทำจากเด็กทารกและเด็กอ่อนที่เสียชีวิตแล้ว โดยมีแหล่งผลิตอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และชนกลุ่มน้อยชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้พยายามจะลักลอบนำ เข้าไปในเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ระบุด้วยว่า บางคนเชื่อว่า แคปซูลเหล่านี้ มีสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีแต่ซูเปอร์แบคทีเรีย และส่วนประกอบที่เป็นอันตรายหลายชนิด

::เกาหลีใต้กวาดล้างแคปซูล'เนื้อคน' คมชัดลึกออนไลน์ วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555



Tuesday, April 3, 2012

เกาหลีใต้จับหนุ่มให้แฟนกินปลาหมึกเป็นจนตาย

หนุ่มพิลึก บังคับแฟนสาวให้กินปลาหมึกตัวเป็นๆ จนขาดอากาศหายใจเสียชีวิต ทางการเกาหลีใต้รวบทันควัน แจ้งข้อหาฆาตรกรรม หวังเงินประกันชีวิต

วันนี้ ( 3 เม.ย. 2555) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ว่า ทางการเกาหลีใต้จับกุมชายคนหนึ่ง พร้อมทั้งเตรียมตั้งข้อหาฆาตกรรมแฟนสาว ด้วยการให้รับประทานปลาหมึกเป็นๆ ที่ทำให้เธอขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

นาย ลี เกียน-แท อัยการเมืองอินชอน แถลงว่า เตรียมตั้งข้อหาฆาตกรรมต่อผู้ต้องสงสัย ที่ได้รับการเปิดเผยเพียงชื่อว่า นาย คิม วัย 31 ปี ภายใน 10 วัน ทั้งนี้ นายคิมได้พานางสาวยูน วัย 24 ปี แฟนสาว เข้าพักที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง ในเมืองอินชอน เมื่อเดือนเม.ย. 2553 โดยซื้อปลาหมึกเป็นมาด้วย 2 ตัว ต่อมานายคิมได้ติดต่อพนักงานต้อนรับว่า แฟนสาวของเขาหมดสติ และหยุดหายใจ หลังรับประทานปลาหมึกเข้าไปแล้วตัวหนึ่ง เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ก่อนจะเสียชีวิตในอีก 16 วันถัดมา ด้วยภาวะสมองตาย เดิมที ครอบครัวของนางสาวยูน เชื่อว่าบุตรสาวเสียชีวิตเพราะปลาหมึกติดคอจริง แต่ภายหลังบิดาของเธอค้นพบกรมธรรม์ประกันชีวิตของบุตรสาว ที่มีชื่อของนายคิมเป็นผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินสูงถึง 189,400 ดอลลาร์สหรัฐ ( 5,682,000 บาท ) รวมถึงการที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งออกอากาศเทปการสัมภาษณ์บิดาของนางสาวยูนเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คดีนี้กลับมาเป็นที่สนใจของประชาชน จนสำนักงานตำรวจเมืองอินชอน และคณะอัยการต้องเริ่มการสืบสวนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายคิม ผู้ได้รับเงินประกันทั้งหมดไปแล้ว ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสันนิษฐานว่า ผู้ต้องสงสัยอาจยัดปลาหมึกเป็นลงในลำคอของแฟนสาว ก่อนกดเธอด้วยหมอนเพื่อให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต

::เกาหลีใต้จับหนุ่มให้แฟนกินปลาหมึกเป็นจนตาย © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555

Tuesday, January 17, 2012

กินเบคอน-ไส้กรอกประจำ เสี่ยงกับโรคมะเร็งของตับอ่อน

นักวิจัยสวีเดนบอกเตือนว่า อาหารเนื้อสำเร็จ รูป พวกเบคอนหรือไส้กรอก เกี่ยวพันกับโรคมะเร็งตับอ่อน การกินอาหารนี้ วันละ 50 กรัม ประมาณ ไส้กรอก 1 อัน อาจทำให้เสี่ยงจะเป็นโรคขึ้นอีกร้อยละ 19 ดีแต่ว่าโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งชนิดหายากเช่นนี้ยังต่ำอยู่

พร้อมกันนั้นกองทุนวิจัยมะเร็งโลก ยังได้บอกด้วยว่า ยังอาจเชื่อมโยงกับโรคอ้วนด้วย

รัฐบาลอังกฤษก็เคยบอกแนะนำไว้เมื่อ พ.ศ. 2554 การกินพวกอาหารเนื้อสำเร็จรูป อาจจะมีส่วนเชื่อมโยงกับมะเร็งลำไส้ และได้ห้ามไว้ อย่ากินเกินวันละ 70 กรัม

ศาสตราจารย์ซูซานนา ลาร์สสัน แห่งสถาบันคาโรลินสกาของสวีเดน ได้บอกเสริมว่า ส่วนเรื่องของความเกี่ยวพันกับมะเร็งชนิดอื่น “ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่” แต่รู้้ๆกันอยู่ว่า การกินเนื้อจะต้องเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักยิ่งขึ้น แต่กับมะเร็งชนิดอื่น ยังไม่รู้มากนัก”

หมอซูซานนาได้เผยว่า อัตรารอดของมะเร็งตับอ่อนนั้นต่ำ ตรวจพบได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ดังนั้น การเข้าใจเรื่องของการไปแส่หาโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสั่งว่าควรจะเลี่ยงกินเนื้อวัวหรือเนื้อแกะที่มีสีคล้ำลงเสีย

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 18 มกราคม 2555

Thursday, December 29, 2011

กิน 'โยเกิร์ต' ลดโกรธ

สูตรสุขภาพส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2555 ด้วยจิตใจเบิกบาน หากอารมณ์ขุ่นมัว สะกดไว้ได้ด้วยโยเกิร์ต

หลายๆ คน เลือกช่วงเวลาต้นปี ในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก มักถูกยกให้เป็นสิ่งแรกๆ ที่ต้องการควบคุมให้เป็นไปในทางที่ดี ดังนั้น ศุกร์สุดท้ายของปี 'มุมสุขภาพ' จึงนำสูตรเครื่องดื่มที่ช่วยลดความโกรธมาฝากกัน

โดย 'โยเกิร์ต' ถูกพบว่า มีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังอุดมด้วยวิตามินบี เพิ่มภูมิต้านทาน สร้างเม็ดเลือดแดง ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันผมร่วง

ที่สำคัญ แคลเซียมในโยเกิร์ตนั้น สามารถกล่อมประสาทไม่ให้โกรธง่าย ลดความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด และฉุนเฉียว

เมื่อรู้ถึงสรรพคุณที่ดีต่ออารมณ์แล้ว ลองนำโยเกิร์ตมาทำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งในสูตรที่แนะนำนี้ จะมีแอปเปิ้ล ช่วยลดความตึงเครียด แครนเบอร์รี่ ช่วยขับปัสสาวะ และน้ำผึ้ง ที่ช่วยแก้เจ็บคอ ขับเสมหะ และเป็นยาระบายอ่อนๆ

ส่วนผสม มีดังต่อไปนี้...

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
แอปเปิ้ล 2 ถ้วย
แครนเบอร์รี่ 1 ถ้วย
น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา


ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากทำความสะอาดผลไม้ นำแอปเปิ้ลไปสกัดเอาแต่น้ำด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ ส่วนโยเกิร์ตกับแครนเบอร์รี่ให้ปั่นรวมกัน ได้แล้วให้เติมน้ำแข็งป่น น้ำแอปเปิ้ลที่สกัดไว้ลงไป รวมทั้งน้ำผึ้งก่อนปั่นส่วนผสมทั้งหมดพร้อมกันอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ โดยแนะนำให้ดื่มทันที

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD @ g mail.com

ที่มา: กิน 'โยเกิร์ต' ลดโกรธ วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2554 ©2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด

Friday, August 19, 2011

กินแอปเปิลบำรุงหัวใจ มีเปลือกอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์

นักวิจัยเมืองจิงโจ้แนะนำว่าให้บริโภคผลแอปเปิลเอาไว้ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

นักศึกษาปริญญาเอก วิชาเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยเวสเติร์น ออสเตรเลีย ได้ศึกษาคุณสมบัติของแอปเปิลในการสร้างไนตริกออกไซด์ และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งกระทบถึงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ได้พบว่า สารฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในเปลือกแอปเปิลได้ช่วยสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อรอบหัวใจผ่อนคลาย ทำให้หลอดเลือดขยายและเดินได้สะดวก

ผลการศึกษาส่อว่าแอปเปิลซึ่งอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ ช่วยในการสร้างไนตริกออกไซด์และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งบำรุงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
-----------------------
นี่ช่างสอดคล้องอย่างเหลือเชื่อกับคำกล่าวที่ว่า an apple a day keeps the doctor away.
กินแอปเปิลวันละลูกไม่ต้องไปหาหมอ อิอิ

Tuesday, July 12, 2011

สาคูลำไยดอกอัญชัน ทับทิมกรอบชาววัง "ขนมหวานนกน้อย" กว่า 40 ปีหวานไม่มีเปลี่ยน


กะทิมันแอนด์ไม่หวาน
มาเที่ยวเมืองเพชรบุรีทั้งที ถ้าไม่ได้แวะโซ้ยขนมหวาน ลิ้มรสน้ำตาลเมืองเพชรถือว่ายังมาไม่ถึง เพราะชื่อเสียงน้ำตาลโตนดของที่นี่เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ต่อมรับรสคนไทยมาเนิ่นนาน หากมีการประกวด ประชันความหวาน คาดว่าจะกวาดรางวัลเกือบทุกเวที (หุหุ)

นอกจากความหวานจากน้ำตาลอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว เมืองเพชรยังอุดมไปด้วยยอดฝีมือในการทำอาหารทั้งคาวหวาน เจ๊แซบเคยตระเวนหม่ำและแนะนำไปแล้วเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน วันนี้ ขอกลับไปซ้ำย้ำความเก๋าที่ร้านระดับตำนาน “ขนมหวานนกน้อย” ร้านที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมี “คุณพี่แตน” เป็นหัวเรือใหญ่ ทำหน้าที่คุมหน้าเตาและเฝ้าหน้าร้านในคราวเดียวกัน

“เราเปิดมา 40 กว่าปีแล้วค่ะ แม่พี่ขายมาก่อน พี่เพิ่งจะมารับช่วง 10 ปีหลังนี้เองค่ะ ก่อนหน้านี้พี่ทำงานธนาคาร แต่พี่ก็ช่วยแม่มาตลอดอยู่แล้วค่ะ ตั้งแต่เด็กเลย แม่พี่ชื่อ ‘แม่หลาย’ สูตรทั้งหมดมาจากแม่ คนแถวนี้จะรู้จักแม่หลายดี เพราะร้านเราก็ตั้งอยู่หน้าวัดมหาธาตุมาตลอด ไม่เคยย้ายไปไหนเลยค่ะ” คุณพี่แตนเป็นสาวร่างกะทัดรัดช่างขัดกับของหวานที่เรียงละลานอยู่ข้างหน้า จนเจ๊แซบต้องแอบกระแซะแงะเคล็ดลับการรักษาหุ่น “จริงๆพี่ชอบทานขนมหวานนะ เวลาทำก็ต้องทานเอง ต้องชิมด้วย แต่เพราะพี่ต้องอยู่หน้าเตาตลอด เวลาทำขนมเหงื่อออก เยอะมากเลยค่ะ เหมือนเราได้ออกกำลังกาย เลย แล้วพี่เป็นคนเดินทั้งวัน หยิบนั่น หยิบนี่ ทำขนมตรงนั้นตรงนี้ ไม่อยู่กับที่ น้องสาวพี่ก็ไม่อ้วนนะ พี่ว่า...การทำขนมก็เหมือนการออกกำลังกายนะ” สาวๆที่ชอบหม่ำของหวานแต่ไม่อยากจ้ำม่ำเกินงามทำตามได้ คุณพี่แตนไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขนมหวานอันหลากหลายที่เรียงรายอยู่หน้าร้าน เจ๊แซบแอบแบ่งเป็น 3 หมวดให้เลือกหม่ำ คือ หมวดน้ำกะทิเข้มข้นหวานมัน หมวดของเชื่อมนุ่มลิ้นกินเพลิน และสุดท้ายเป็นหมวดข้าวเหนียวสารพัดหน้าท้าใจ (หุหุ)

หมวดน้ำกะทินับเป็นไฮไลต์มัดใจลูกค้าขาประจำ ‘มัน’ นำ ‘หอม’ ตาม ‘ไม่หวาน’ จัด คุณพี่แตนสั่งคัดมะพร้าวที่แก่กำลังเหมาะ ได้มาแล้วก็เฉาะเอง คั้นเอง บรรเลงกันสดๆทุกวัน รับประกันความใหม่ไม่มีค้างคืนให้เหม็นหืนฝืนกระเพาะ

ดาวเด่นประจำหมวดมีมากมาย แต่ไฮไลต์ที่ได้ใจเจ๊แซบคือ ‘สาคูลำไยดอกอัญชัน’ สีน้ำเงินแปลกตาท้าทายให้ลิ้มลอง เม็ดสาคูต้มได้นุ่มหนุบหนึบกำลังดี มีเนื้อลำไยกรุบกรอบแทรกอยู่เป็นระยะขณะเคี้ยว คุณพี่แตนใส่แป้งมันได้กำลังดีไม่เหนียวเกิน เพิ่มรสเข้มข้นอีกระดับด้วยหัวกะทิคั้นสดรสกลมกล่อม เค็มๆ มันๆ หม่ำเพลิ้น...เพลิน!

หลากหลายผลไม้เชื่อม

ต่อด้วย “ทับทิมกรอบชาววัง” สูตรคุณยายทวดที่ถ่ายทอดต่อๆกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี ทับทิมกรอบสูตรนี้ มี 3 ไส้ ใช้มัน เผือก และแห้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาคลุกกับแป้ง ปั้นเป็นเม็ด ต้มในน้ำเดือดคนไปเรื่อยๆจนสุก ตักขึ้นจากหม้อแช่ในน้ำเย็นจัดทันที เทคนิคร้อนกระทบเย็นจะทำให้เม็ดทับทิมกรอบเด้งๆ หนึบๆ หลังจากนั้นช้อนขึ้นมาใส่ไว้ในน้ำเชื่อมรอลูกค้ามาสั่ง ค่อยตักใส่ถ้วยราดด้วยน้ำกะทิสดเสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งบดละเอียด สำหรับขาหม่ำหลายใจคุณพี่แตนมีแปะก๊วย ซ่าหริ่ม มะพร้าวกะทิ ไว้ให้เลือกใส่เพื่อเพิ่มสีสันในการโซ้ย

ถ้ายังมันกันไม่พอต่อด้วย ขนมข้าวฟ่าง, ขนมโค, ลอดช่องแตงไทย และรวมมิตรสูตร พิเศษ ไม่เหมือนใครเพราะคุณแม่พี่แตนคิดเอง ทำเอง ไม่เกรงใจต้นทุน ระดมใส่ทั้งทับทิมกรอบไส้แห้ว ขนุน ลูกตาล วุ้นซอย สาคู และเนื้อมะพร้าวอ่อน อร่อยครบเครื่องเปลืองแรงคนทำแต่คนหม่ำสบายท้อง (ฮา)


หมดหมวดน้ำกะทิมาต่อกันที่ผลไม้เชื่อมฝีมือประณีต มีทั้ง รากบัวใบเชื่อม, สาเกเชื่อม, มันสำปะหลังเชื่อม, มันเทศเชื่อม, กล้วยเชื่อม, มะเขือเทศเชื่อม, สับปะรดเชื่อม และทุเรียนเชื่อม!!! เมนูใหม่ล่าสุดคุณพี่แตนเป็นคนคิดค้นด้นสูตรขึ้นมาใหม่ ต้องใช้ทุเรียนห่ามๆ เนื้อไม่เละนำมาคว้านเม็ด และคว้านไส้ออกให้หมด เหลือแต่เนื้อล้วนๆ นำมากวนกับน้ำเชื่อม ตั้งไฟอ่อนๆ กวนไปเรื่อยห้ามเหนื่อย ห้ามหยุด ต้องกวนจนน้ำเชื่อมซึมเข้าไปในเนื้ออย่างทั่วถึง จากนั้นยกลงจากเตาวางทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้น้ำตาลค่อยๆแทรกเข้าในทุกอณู วันที่ 2 นำมาอุ่น กวนต่อ และวางทิ้งไว้อีก 1 คืน วันที่ 3 ค่อยทยอยออกมาขาย ผลไม้ เชื่อมทุกชนิดมีขั้นตอนการทำเหมือนกัน ต่างกันที่เวลาในการกวนมากน้อยขึ้นอยู่กับ เนื้อผลไม้ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันกับอีก 2 คืน ถึงจะได้ความหวานละมุนละไม โซ้ยทีไรชื่นใจทุกที



ปิดท้ายด้วยหมวดข้าวเหนียวหลากหน้า ทั้งหน้าสังขยา, หน้าลูกตาล, หน้าปลา และหน้ากระฉีก ทั้ง 4 หน้าขายดีมีแฟนประจำมาหม่ำไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสังขยาหน้าเนี้ยน...เนียน ไม่เลี่ยน ไม่คาว โซ้ยกับข้าวเหนียวมูนเม็ดนุ่มแสนจะอร่อย...อร๊อย...อร่อย !!



หวาน ละลานตา

ร้าน “ขนมหวานนกน้อย” ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ตรงข้ามวัดมหาธาตุ หาง้าย...ง่ายไม่ยุ่งยาก คุณพี่แตนเปิดร้านบริการความหวานทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม ยกเว้นวันที่มีลูกค้ามาเหมาขนมไปออกงาน ต้องปิดร้านเพราะไม่มีของขาย ถ้าไม่แน่ใจ โทร.มาถามเผื่อความชัวร์ 08-1434-9627 และ 0-3242-8940


ก่อนจบก่อนจากคุณพี่แตนฝากข้อคิดพิชิตใจขาหม่ำ เคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย “แม่พี่สอนพี่เสมอว่า การทำขนม หรือกับข้าว หรือของที่ไว้ทาน อย่าขี้เหนียวเครื่องปรุง และเครื่องปรุงที่เราใช้แล้วดี ถึงมันจะแพงเราก็ต้องใช้แบบเดิม ห้ามเปลี่ยน ราคา แพงไม่ว่าแต่ขอให้อร่อย” สั้นได้ ใจความ และได้ ใจเจ๊ แซบแบบเต็มๆ!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ที่มา: สาคูลำไยดอกอัญชัน ทับทิมกรอบชาววัง "ขนมหวานนกน้อย" กว่า 40 ปีหวานไม่มีเปลี่ยน ไทยรัฐออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2554

Sunday, July 10, 2011

หมูแดงอร่อย ต้องร้านอ้วน เจ้าเก่า ตลาดรถไฟสงขลา

ที่สุดแห่งความอร่อย หมูแดง ที่รสชาติ กำลังพอดี นุ่มกำลังพอเหมาะ เหนียวกำลังพอกิน หมูแดงอร่อย ต้องร้านอ้วน เจ้าเก่า ตลาดรถไฟสงขลา

ร้านอ้วน ตลาดรถไฟ สงขลา เปิดขายมานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่สมัยคุณย่า มีอาหารกับแกล้ม อร่อยหลายอย่าง หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นต้มจับฉ่าย หมูผัดขิง .. อาหารตามสั่ง นานาชนิด ผัดร้อน ๆ ทำสด ๆ หากท่านต้องการอาหารทะเล ก็สามารถมาสั่งได้ สดมาก หวานตามธรรมชาติ และมีห้องแอร์ไว้บริการลูกค้า ที่สำคัญ ราคา เป็นกันเองสุด ๆ

ถ้าท่านไปสงขลา อย่าลืม แวะ ร้านอ้วน ตลาดรถไฟ หลังโรงเรียน อนุบาลสงขลา

ที่มา: forward mail

Wednesday, June 22, 2011

น้ำมันมะกอกพิทักษ์ผู้สูงวัยรอดพ้นภัยการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

วารสารวิชาการ “ประสาทวิทยา” ของสหรัฐฯเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยบอร์กโดซ์ของฝรั่งเศส ศึกษาพบว่า น้ำมันมะกอกสามารถพิทักษ์ผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป ให้รอดพ้นจากอัมพฤกษ์อัมพาต

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้ศึกษากับผู้ สูงอายุชาวเมืองน้ำหอมวัยเกิน 65 ปี เรือน 7,000 คน เป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี ได้ผลว่า ผู้สูงอายุผู้ที่ใช้น้ำมันมะกอกในการหุงต้ม ทำน้ำสลัด หรือน้ำจิ้มเป็นอาจิณ จะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยแตะถึงร้อยละ 41 ดังนั้น จึงควรจะแนะนำราษฎรอาวุโส ให้หันมาบริโภคน้ำมันมะกอกกันเสีย

แพทย์ชาร์ลิน อาเหม็ด ของแพทย์ประสาทวิทยาสมาคมของอังกฤษ กล่าววิจารณ์ว่า “รู้กันตั้งแต่ปีมะโว้แล้วว่า น้ำมันมะกอกเป็นคุณแก่สุขภาพ เชื่อกันว่าสามารถจะช่วยป้องกันพิษภัยของคอเลสเทอรอล ความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ จึงเชื่อได้ว่า อาจจะช่วยปกป้องอันตรายของอัมพฤกษ์อัมพาตด้วย ข้อสำคัญต้องระวังไว้ด้วย ผู้ที่จะได้ประโยชน์นี้นั้น จะต้องบริโภคน้ำมันมะกอกแทนไขมันอื่น และระมัดระวังไม่กินของมันๆ และเค็มมากอยู่ด้วย”

ที่มา: น้ำมันมะกอกพิทักษ์ผู้สูงวัยรอดพ้นภัยการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2554

Thursday, February 3, 2011

ทำไมเขาถึงอายุยืนกันทั้งอำเภอ

คมชัดลึก : วันก่อนแวะไปเยี่ยมเยือนหน่วยงานที่ชื่อว่า “อาศรมสยาม จีนวิทยา” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เปรียบเสมือนแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาความรู้และผู้ชำนาญการ เรื่องเผ่าพันธุ์และผู้คนในสยามประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน

เรื่องราวของผู้คนในอำเภอ ”ปาหม่า” ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบแอ่งกระทะเขตปกครองตนเองกวางสี และที่ราบสูงยูนนาน เป็นแหล่งรวมของชนเผ่ากว่า 12 ชนเผ่าในประเทศจีน ประเด็นที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ล้วนมีอายุยืนกันทั้งอำเภอ ติดอันดับหนึ่งในห้าของพื้นที่ที่มีผู้คนอายุยืนที่สุดในโลก แถมปริมาณผู้มีอายุยืนก็เพิ่มมากขึ้นทุกปีและอย่างต่อเนื่อง

ที่ว่าอายุยืนน่ะเอาอะไรมาวัด? คืออย่างนี้ครับ เขามีการกำหนดมาตรฐานเอาไว้ว่าถ้าจะยกให้พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ของผู้มีอายุ ยืนติดอันดับละก้อ พื้นที่นั้นจะต้องมีคนอายุมากกว่า 100 ปีเกิน 7 คนต่อพลเมือง 1 แสนคน แต่ปรากฏว่าในจำนวนพลเมืองทั้งหมดของอำเภอนี้ มีอยู่ราวๆ 2.5 แสนคน มีคนอายุเกิน 100 ปีอยู่ถึง 76 คน มากกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า แค่นั้นยังไม่พอ เพราะในประวัติศาสตร์ของจีนในยุคราชวงศ์ชิงยังบันทึกเอาไว้ว่ามีผู้เฒ่าแห่ง อำเภอปาหม่านามว่า หลันเสียง มีอายุยืนนานถึง 142 ปี

เรื่องนี้มีผู้คนสนใจกันมากก็เลยมีการเข้าไปศึกษาว่าอะไรคือปัจจัยที่ เป็นยาอายุวัฒนะกันแน่ ผลที่ออกมาพบว่าน่าจะมีหลายสาเหตุ เรื่องแรกเลยคืออากาศ พบว่าอากาศของพื้นที่บริเวณนี้มีออกซิเจนอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับการดำรง ชีวิตมาก ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปของปาหม่าปกคลุมด้วยป่าไม้ที่หนาทึบ อยู่เหนือระดับน้ำทะเลเกือบ 800 เมตร จึงมีอากาศบริสุทธิ์ ปลอดโปร่ง ผู้คนที่อาศัยก็กระปรี้กระเปร่า สดชื่น บรรดานักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปเยือนก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ทั้งที่ต้องเดินขึ้นเขาไปถึงสองร้อยเมตร นอกจากนั้น ยังพบว่าคนในอำเภอนี้แทบจะไม่มีใครเป็นโรคเบาหวาน โรคเกาต์ หรือแม้กระทั่งโรคอ้วน

ชนชาวปาหม่าส่วนใหญ่ดื่มน้ำแร่จากภูเขา ใสสะอาด ปราศจากมลพิษ และอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด มีกรดอะมิโนและกากใยอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก มีนักวิจัยรุ่นใหม่พยายามเข้าไปนำน้ำจากบริเวณนี้มาศึกษาก็พบว่าเหมาะแก่การ นำมาเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพอย่างมาก เพราะบริสุทธิ์ ไม่มีสารอินทรีย์ ไม่มีโลหะ ไม่มีจุลินทรีย์เจือปน แถมมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างใกล้เคียงกับค่าความเป็นกรดเป็นด่างในโลหิตของ คน

ชาวปาหม่าทุกเพศทุกวัยนิยมแก้ผ้าลงไปอาบน้ำในแม่น้ำผานหยาง แม่น้ำสายหลักของอำเภอ ตามครรลองวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาจากบรรพชนของพวกเขา ปรากฏว่าแม่น้ำสายนี้เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุนานาชนิด เพราะไหลผ่านธารหินงอกหินย้อยใต้พิภพถึง 4 ช่วง น้ำจึงใสสะอาดจนมองเห็นพื้นทรายใต้ท้องน้ำสีเขียวมรกต อุณหภูมิเฉลี่ยราวๆ 17-18 องศา การได้แก้ผ้าอาบน้ำในแม่น้ำที่มีคุณสมบัติที่ว่านี้เป็นเวลานานๆ ได้ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี และแร่ธาตุต่างๆ ทำให้ผิวพรรณของชาวปาหม่าอ่อนละมุน เป็นมันสวย

อาหารที่กินก็มีส่วนอย่างมากเช่นกัน ชาวปาหม่านิยมกินอาหารจำพวกข้าวโพดและมันเทศที่อุดมไปด้วยจุลธาตุ งาดำซึ่งมีกรดไขมันต่ำแบบไม่อิ่มตัว ฟัก หน่อไม้ ชาน้ำมัน บ๊วย ฯลฯ

ประเด็นสุดท้ายที่ได้จากการศึกษา ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีผลต่อการมีอายุยืนด้อยไปกว่าปัจจัยอื่นๆ ก็คือ พบว่าชาวปาหม่าส่วนใหญ่เป็นคนมองโลกในแง่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอารมณ์ขันเป็นนิสัย และไม่ปล่อยเวลาให้ว่างๆ โดยไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะอายุสักเท่าไหร่ก็ตาม

เห็นได้ว่า การมีอายุยืนนานได้ไม่ใช่เป็นเพราะโชคชะตา แต่ต้องได้มาด้วยการประพฤติปฏิบัติ การดำรงชีพ ถิ่นที่อยู่และสภาพแวดล้อม แม้โอกาสของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่หลายอย่างเราสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย โดยเฉพาะประเด็นสุดท้ายคือการมองโลกในแง่ดี ไม่ใช่วันๆ คิดแต่จะทะเลาะเบาะแว้ง จ้องแต่จะคดโกง มุ่งแต่จะรบทัพจับศึก ซึ่งล้วนเป็นหนทางไปสู่การมีอายุสั้นทั้งสิ้น


บัญญัติ คำนูณวัฒน์

ที่มา: ทำไมเขาถึงอายุยืนกันทั้งอำเภอ หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ออนไลน์ วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554

Friday, January 7, 2011

อเมริกัน: มีฟลูออไรด์ในน้ำมากเกินไป Too Much Fluoride in Water: US Says

วารสารไทม์รายงานว่า สหรัฐแจ้งมี ฟลูออไรด์มากเกินไปในน้ำดื่ม US Says Too Much Fluoride in Water
Fluoride in drinking water แม้จะได้รับความน่าเชื่อถืออย่างมากในการลดการเกิดฟันผุ และการเสื่อมของฟัน — credited with dramatically cutting cavities and tooth decay — ตอนนี้ดูเหมือนจะมีสิ่งดี ๆ มากเกินไป may now be too much of a good thing. การมีฟลูออไรด์มากเกินไปทำให้เกิดจุดบนฟันของเด็กบางคน Getting too much of it causes spots on some kids' teeth.

ปัญหาที่มีจำนวนเด็กที่มีฟันเป็นจุดมีจำนวนมากขึ้นเป็นสาเหตุหนึ่งในหลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลกลางจะประกาศการลดระดับของฟลูออไรด์ในน้ำที่ส่งไปตามบ้าน A reported increase in the spotting problem is one reason the federal government will announce Friday it plans to lower the recommended levels for fluoride in water supplies — ถือเป็นครั้งแรกของการเปลี่ยนแปลงในรอบ 50 ปี the first such change in nearly 50 years.

About 2 out of 5 adolescents have tooth streaking or spottiness because of too much fluoride, a surprising government study found recently. In some extreme cases, teeth can even be pitted by the mineral — though many cases are so mild only dentists notice it. The problem is generally considered cosmetic. (See TIME's special report "How to Live 100 Years.")

Health officials note that most communities have fluoride in their water supplies, and toothpaste has it too. Some kids are even given fluoride supplements.

The U.S. Department of Health and Human Services is announcing a proposal to change the recommended fluoride level to 0.7 milligrams per liter of water. And the Environmental Protection Agency will review whether the maximum cutoff of 0.4 milligrams per liter is too high.

The standard since 1962 has been a range of 0.7 to 1.2 milligrams per liter.

The Centers for Disease Control and Prevention reports that the splotchy tooth condition, fluorosis, is unexpectedly common in kids ages 12 through 15. And it appears to have grown much more common since the 1980s.

"One of the things that we're most concerned about is exactly that," said an administration official who was not authorized to speak publicly before the release of the report. The official described the government's plans in an interview with The Associated Press.

But there are other concerns, too. A scientific report five years ago said that people who consume a lifetime of too much fluoride — an amount over EPA's limit of 4 milligrams — can lead to crippling bone abnormalities and brittleness.

That and other research issued Friday by the EPA about health effects of fluoride are sure to re-energize groups that still oppose adding it to water supplies.

The American Dental Association released a statement applauding the government announcement to change fluoride guidance.

Fluoride is a mineral that exists naturally in water and soil. About 70 years ago, scientists discovered that people whose supplies naturally had more fluoride also had fewer cavities. Some locales have naturally occurring fluoridation levels above 1.2. Today, most public drinking water is fluoridated, especially in larger cities. An estimated 64 percent of Americans drink fluoridated water. (See nine kid foods to avoid.)

Portland, Ore., is the largest city that doesn't fluoridate its water.

Bill Zepp of the Oregon Dental Association said the city's anti-fluoridation activists will embrace the recommended fluoride changes "as some type of win."

Maryland is the most fluoridated state, with nearly every resident on a fluoridated system. In contrast, only about 11 percent of Hawaii residents are on fluoridated water, according to government statistics.

Fluoridation has been fought for decades by people who worried about its effects, including conspiracy theorists who feared it was a plot to make people submissive to government power.

Those battles continue.

"It's amazing that people have been so convinced that this is an OK thing to do," said Deborah Catrow said Friday. She successfully fought a ballot proposal in 2005 that would have added fluoride to drinking water in Springfield, Ohio.

Reducing fluoride would be a good start, but she hopes it will be eliminated altogether from municipal water supplies.

Catrow said it was hard standing up to City Hall, the American Dental Association and the state health department. "Anybody who was anti-fluoride was considered crazy at the time," she said.

In New York, the village of Cobleskill in Schoharie County — west of Albany — stopped adding fluoride to its drinking water in 2007 after the longtime water superintendent became convinced the additive was contributing to his knee problems. Two years later, the village reversed the move after dentists and doctors complained.

In March, 2006, the National Academy of Sciences released a report recommending that the EPA lower its maximum standard for fluoride in drinking water to below 4 milligrams. The report warned severe fluorosis could occur at 2 milligrams. Also, a majority of the report's authors said a lifetime of drinking water with fluoride at 4 milligrams or higher could raise the risk of broken bones. (See the top 10 bad beverage ideas.)

Late last year, lawyers for the Fluoride Action Network, Beyond Pesticides, and Environmental Working Group threatened legal action if the EPA did not lower its ceiling on fluoride.

In Europe, fluoride is rarely added to water supplies. In Britain, only about 10 percent of the population has fluoridated water. It's been a controversial issue there, with critics arguing people shouldn't be forced to have "medical treatment" forced on them. In recent years, the UK has tried to add fluoride to communities with the worst dental health but there's still considerable opposition.

In the early years of fluoridation in the United States, the range of levels was created because people in warmer climates drank more water, therefore getting more fluoride than cooler regions. Over time, that difference leveled out with air conditioning, the senior administration official said.

Fluorosis has generally been seen as the primary down side of fluoride.

According to the CDC, nearly 23 percent of children ages 12-15 had fluorosis in a study done in 1986 and 1987. That rose to 41 percent in the more recent study, which covered the years 1999 through 2004.

"We're not necessarily surprised to see this slow rise in mild fluorosis," Dr. William Kohn, director of the CDC's division of oral health, said in a recent interview.

Health officials have hesitated to call it a problem, however. In most kids, it's barely noticeable; even dentists have trouble seeing it, and sometimes don't bother to tell their unknowing patients. (See "40 Under 40: The Rising Stars of American Politics.")

Meanwhile, the U.S. prevalence of tooth decay in at least one tooth among teens has declined from about 90 percent to 60 percent. Health officials call water fluoridation one of the 10 greatest public health accomplishments of the last century.

"One of water fluoridation's biggest advantages is that it benefits all residents of a community — at home, work, school, or play. And fluoridation's effectiveness in preventing tooth decay is not limited to children, but extends throughout life, resulting in improved oral health," said HHS Assistant Secretary for Health Dr. Howard Koh, in a statement.

Indeed, many health leaders continue to be worried about cavities, particularly among poor families with kids who eat a lot of sweets but don't get much dental care.

Secretary Kathleen Sebelius could make a final decision on details of the changes within a few months, the administration official said.

Read more: http://www.time.com/time/nation/article/0,8599,2041343,00.html#ixzz1AO5pb3zY


Thanks Time for the good info.

Monday, January 3, 2011

จิตใจที่กระชุ่มกระชวยช่วยให้ดู หนุ่มสาวขึ้นถึงหลายปี

อยากหนุ่ม อยากสาว นาน ๆ ให้แต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูหนุ่มดูสาวเข้าไว้ ใครว่าไม่เจียมอย่าไปสน Age Is Just a Number: Believe You’re Younger and Your Health Will Follow

อายุเป็นเพียงตัวเลข Maybe age really is just a number - ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุผู้ที่"ใจยังหนุ่มสาว" (young at heart) และยังคงแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามทันสมัย จะมีสุขภาพดีกว่า เพื่อนฝูงวัยเดียวกันที่ปฏิบัติตัวไปตามวัย How young or old someone feels has a huge influence on their health and how other people view them. An article published in Perspectives on Psychological Science, a journal of the Association for Psychological Science, reviews the research and suggests that feeling young can actually make you look young—and have the health of a younger person, too.

นักวิทยาศาสตร์เชิงจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ศึกษาผลของจิตใจที่มีต่อร่างกายมานานกว่า 30ปี Harvard psychological scientist Ellen Langer has been studying how the mind influences the body for over three decades.

งานวิจัยทำอย่างมีนัยแฝงที่แยบยล โดยให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่ง ให้มีชิวิตจิตใจ กลับไปมีชีวิตแบบย้อนยุค 20 กว่าปีก่อน สมัยเมื่อปี พ.ศ.2520 นานเป็นเวลา 1 อาทิตย์ In one classic study, she had old men live in a retreat that was retrofitted to look like it was 20 years earlier, while they pretended that they were living in that year. “Their minds were in the past. การมองเห็นก็ดีขึ้น กำลังวังชาก็ดีขึ้น Their vision improved, their strength improved, and so on,” she says. Langer cowrote the new article with Laura M. Hsu of Harvard and Jaewoo Chung of the Massachusetts Institute of Technology.

พวกผู้หญิงก็ให้ไปตัดผมย้อมผม In one study by Langer and her colleagues, women had their hair cut and dyed at a hair salon, and volunteers looked at before and after pictures of the women. พวกสาว ๆ พากันรู้สึกสาวขึ้นกว่าอายุจริง Those women who believed having their hair dyed made them look younger actually did look younger after the salon visit, according to the observers who were shown photos of their faces only. Women who didn’t believe they looked younger with dyed hair didn’t have that benefit.

หลังจากนั้น เมื่อครบกำหนด ให้พวกเขากลับคืนสู่โลกปัจจุบัน หลายคนต่างให้ความเห็นว่า พวกเขาดูหนุ่มสาวกว่าเก่าขึ้นอีก 3 ปี เนื่องจากว่าหูตากลับดีขึ้นกว่าเดิม กล้ามเนื้อก็แข็งแรงขึ้น ตลอดจนสติ ปัญญาก็เฉียบแหลมเช่นกัน

นักวิจัย ดร.เอลเลน แลนเกอร์ (Dr.Ellen Langer) เธอได้ เขียนในรายงานว่า เหตุที่คนส่วนใหญ่ พากันร่วงโรยไปตามวัย อาจจะเกิดจากความคิดอันไม่เป็นมงคลของตน จึงทำให้แก่ชราลง

Past research has found that male-pattern baldness increases the risk of prostate cancer. Langer and her colleagues hypothesize that this might be because balding men feel older; every day in the mirror, they get a stark visual reminder that they’re aging. (Prostate cancer is more common in older men.) Some heart problems are also linked with balding. There’s no clear biological reason for why hair loss and heart problems would go together; the men’s own feelings about their age could be partly to blame.


Older first-time mothers are often healthier as they age than women who have their first children younger—maybe, Langer says, because they’re spending their time with younger women at playgrounds and preschools. And people who marry older partners have a shorter life expectancy, while those who marry younger partners live younger.

So if Langer and her colleagues are right, and feeling young makes you healthier, what can you do about it? One route is to dress like a teenager, dye your hair, and find a younger boyfriend. But Langer has another solution: “Don’t buy the mindset in the first place. Then you won’t be vulnerable to it,” she says. “I think we have far more control over our health and wellbeing than most of us realize.”

For more information about this study, please contact: Ellen Langer at langer @ wjh.harvard.edu.

จิตใจที่กระชุ่มกระชวยช่วยให้ดู หนุ่มสาวขึ้นถึงหลายปี ถ้ามีคำถามส่งไปถามเธอเลย

Friday, December 31, 2010

สังคมอเมริกันกรณีโรคอ้วน

ฉลาดบริโภค: พลาดซ้ำของสังคมอเมริกันกรณีโรคอ้วน-ดร.วินัย ดะห์ลัน

เรื่องการก้าวพลาดกรณีส่งเสริมการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงยุคทศวรรษ 1970-1980 นำไปสู่ปัญหากรดไขมันโอเมก้าหกล้นและกรดไขมันทรานส์กันบ้าง น่าจะดีกว่า

เรื่องของเรื่องมาจากปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดของคนอเมริกันหลังยุคสงคราม โลกครั้งที่สองที่พุ่งขึ้นเป็นติดจรวด สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมของนักวิชาการต่างฝ่ายต่างก็หาสาเหตุและวิธีการแก้ไข สิ่งที่พบคือภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือด มีผลทำให้หลอดเลือดตีบ นำไปสู่ปัญหาโรคหัวใจ ในที่สุดก็คร่าชีวิตคนอเมริกันล้มตายกันผล็อยๆ

เมื่อคอเลสเตอรอลสูงในเลือดเป็นสาเหตุ นักวิชาการทั้งแพทย์ ทั้งนักโภชนาการจึงแห่กันออกมาให้คำแนะนำเรื่องการลดการบริโภคคอเลสเตอรอล รวมทั้งการหาวิธีดูแลด้านโภชนาการเพื่อลดคอเลสเตอรอลในเลือดกันยกใหญ่ เป็นที่มาของกรณีการรณรงค์การบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 6 ในยุคทศวรรษ 1970-1980 อย่างที่บอกโดยนักวิชาการพบว่า การบริโภคกรดไขมันโอเมก้า 6 ช่วยให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้

กรดไขมันโอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง กลุ่มโอเมก้า 6 มีกรดไลโนเลอิกซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างไม่ได้ต้องได้รับจาก อาหารเท่านั้นเป็นหลักนักวิชาการรู้จักกรดไขมันตัวนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1937 แล้วรู้ด้วยว่ากรดไขมันตัวนี้พบมากในน้ำมันพืชหลายชนิดแต่ขณะนั้นยังไม่รู้ ว่ามันช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ถึงรู้ก็ยังไม่ทราบว่าคอเลสเตอรอลในเลือด เป็นสาเหตุให้คนอเมริกันต้องเสียชีวิตมากมายในเวลาต่อมา

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สาเหตุหลักที่ทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตคือโรคหัวใจและหลอดเลือด นักวิชาการรู้ว่าเรื่องนี้เป็นผลมาจากการบริโภคไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันนิยมอาหารประเภทไขมันสัตว์ ทั้งไขมันวัว ไขมันหมู เวลาทอดอาหารใช้ความร้อนสูงมากๆ ก็ต้องนำเอาไขมันสัตว์เป็นก้อนแข็งเหล่านี้มาใส่ในกระทะ ทอดด้วยความร้อนสูงๆใช้เวลานานๆ ทั้งไขมันอิ่มตัวและไขมันสัตว์เหล่านี้เองที่ก่อปัญหาทำให้ไขมันสูงในเลือด ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ แต่ยุคแรกๆ นักวิชาการอเมริกันห่วงแต่เรื่องคอเลสเตอรอลเท่านั้น

เมื่อเปลี่ยนการบริโภคจากไขมันสัตว์มาเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว สูงในปริมาณมากๆ อย่างเช่นน้ำมันเมล็ดทานตะวันที่มีกรดไลโนเลอิก 68% น้ำมันเมล็ดคำฝอยที่มีกรดไลโนเลอิก 78% หรือน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมันข้าวโพด (59%)น้ำมันเมล็ดฝ้าย (54%) น้ำมันถั่วเหลือง(51%) น้ำมันงา (45%) เลี่ยงไขมันสัตว์อย่างไขมันวัว ไขมันหมู(10%) สิ่งที่พบคือคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้ ก็เท่านั้นแหละที่ทำให้สังคมอเมริกันตื่นตัวในเรื่องโภชนาการ ว่าด้วยเรื่องไขมันกันยกใหญ่

คนอเมริกันยุคทศวรรษที่ 1970 ได้รับคำแนะนำให้เพิ่มการบริโภคกรดไลโนเลอิกให้มากขึ้น เลี่ยงหรือลดไขมันอิ่มตัวอย่างเด็ดขาด สังคมอเมริกันเกิดการรณรงค์เรื่องการลดคอเลสเตอรอล ตอนนั้นนักวิชาการยังไม่เข้าใจกลไกของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมากนัก รู้แต่ว่าเมื่อเปลี่ยนจากการบริโภคไขมันสัตว์มาบริโภคน้ำมันพืชที่มีกรดไลโน เลอิกมากขึ้น อุบัติการณ์เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง โดยขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากการลดไขมันสัตว์มากกว่าการเพิ่มการบริโภค น้ำมันพืช

นักวิชาการอเมริกันยุคแรกๆ แนะนำให้บริโภคน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันโอเมก้า 6 ให้มากๆ ยิ่งมากก็ยิ่งดี น้ำมันพืชกลุ่มที่มีไลโนเลอิกสูงๆ ทั้งน้ำมันเมล็ดทานตะวันเมล็ดคำฝอย ข้าวโพด ถั่วเหลือง พาเหรดกันออกมายึดครองตลาดอเมริกัน และในที่สุดวิชาการแบบอเมริกันก็แพร่ออกไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ถั่วเหลืองและฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของสหรัฐอเมริกาโดยถั่วเหลืองมี อิทธิพลมากกว่าเนื่องจากเกษตรกรถั่วเหลืองอเมริกันรวมตัวได้เป็นกลุ่มเป็น ก้อนกว่า ให้ทุนสนับสนุนทางวิชาการได้มากกว่า ไม่นานนักอิทธิพลของถั่วเหลืองก็เพิ่มขึ้น ความรู้เรื่องข้อดีของน้ำมันถั่วเหลืองจึงมาแรงแซงน้ำมันพืชทุกชนิดไปได้หมด

คนอเมริกันได้รับการแนะนำให้บริโภคน้ำมันพืชประเภทที่มีกรดไขมันไลโนเลอิก มากขึ้น ขณะที่ลดกรดไขมันอิ่มตัวไปพร้อมๆกัน ทั้งไขมันสัตว์ ทั้งน้ำมันพืชบางชนิด เช่นน้ำมันมะพร้าวและปาล์มถูกรังเกียจ สังคมอเมริกันเน้นการบริหารจัดการด้วยกฎหมายและกฎระเบียบ บรรดาสมาชิกสภาจึงมีบทบาทสูง สิ่งที่เรียกว่าการวิ่งเต้นหรือล็อบบี้เพื่อสนับสนุนกฎหมายฝ่ายที่ตนเองเห็น ด้วยกลายเป็นเรื่องปกติ คนอเมริกันรังเกียจการคอร์รัปชันในสังคมอื่น แต่กลับมองไม่เห็นว่าการล็อบบี้กับการคอร์รัปชันมันก็เรื่องเดียวกัน

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ต่อต้นทศวรรษ 1980 นี่เองที่เกิดสิ่งที่เรียกว่า 'สงครามน้ำมันพืช' ขึ้นระหว่างถั่วเหลืองกับปาล์มต่อเนื่องไปจนถึงยุค 1990 น้ำมันปาล์มที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่มากถึง50% มีกรดไลโนเลอิก 10%กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของนักวิชาการอเมริกัน

สิ่งที่หลายฝ่ายมองข้ามคือถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจของสังคมอเมริกัน ขณะที่น้ำมันปาล์มเป็นอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องธุรกิจการค้ามากกว่าที่เป็นปัญหาทางวิชาการ

แต่ในที่สุดสังคมวิชาการในมหา-วิทยาลัยก็หนีอิทธิพลทางธุรกิจไปไม่พ้นจากผล ประโยชน์ทางธุรกิจแปรเปลี่ยนเป็นข้อมูลทางวิชาการเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

ตัวผมเองเมื่อครั้งเริ่มต้นทำงานยังต้องช่วยทำโปสเตอร์ต่อต้านน้ำมันปาล์ม และมะพร้าว ส่งเสริมการบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองถึงขนาดทำแผ่นปลิวอธิบายวิธีการบริโภค น้ำมันถั่วเหลืองกันเป็นเรื่องเป็นราว ต้องใช้กี่ช้อนโต๊ะในอาหารหนึ่งมื้อ ข้อมูลวิชาการที่ระบาดมาจากสังคมอเมริกันถึงประเทศไทยโดยไม่ทันคิดว่าถั่ว เหลืองคือพืชนำเข้าขณะที่ปาล์มกับมะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจของสังคมไทยแท้ๆ ในที่สุดส่งผลให้อุตสาหกรรมปาล์มและมะพร้าวในบ้านเราแทบถึงการณ์ดับสลาย ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมากที่สุดในโลก จนกระทั่งทุกวันนี้

อีกหลายปีต่อมา นักวิชาการอย่าง Laura Sims ที่ทำงานอยู่ในรัฐสภาสหรัฐนำเรื่องการล็อบบี้ในประเด็นน้ำมันถั่วเหลืองกับ น้ำมันปาล์มที่กลายเป็นสงครามน้ำมันพืชในสหรัฐอเมริกามาเปิดเผยในหนังสือของ เธอชื่อ 'การเมืองน้ำมันพืช'(Politics of Fat) กลายเป็นเรื่องฮือฮาที่ทำให้สังคมได้รับรู้ว่าการล็อบบี้ไม่ได้เกิดเฉพาะใน สภาเท่านั้น แต่เป็นล่ำเป็นสันอยู่ในแวดวงวิชาการอย่างมหาวิทยาลัยด้วย นักวิชาการรับทุนทำงานด้านวิชาการเผยแพร่ข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการ ของฝ่ายธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่ในที่สุดผลักดันสังคมให้ลื่นไถลกลายเป็นสังคมกรดไขมันโอเมก้า 6 ล้นไปในที่สุด

กว่าจะรู้ว่าก้าวพลาด เราก็เจอปัญหาโรคหัวใจไม่ลด โรคอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นที่เรียบร้อย เรื่องอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปกล่าวโทษเอาผิดกับใครได้

ที่มา: คอลัมน์ ฉลาดบริโภค: พลาดซ้ำของสังคมอเมริกันกรณีโรคอ้วน โดย ดร.วินัย ดะห์ลัน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 962 วันที่ 5-11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 หน้า 70-71

สรุป น้ำมันถั่วเหลืองไม่ได้มีดีไปกว่าน้ำมันปาล์มเลย

Wednesday, December 8, 2010

คนไทยเป็นมะเร็งตายติดอันดับ 1 แซงหน้าเอดส์-อุบัติเหตุ-โรคหัวใจ คาดอีก 10 ปีข้างหน้า สังเวยโรคร้ายปีละ 11 ล้านคนทั่วโลก...

สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งแห่งชาติ - มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็น 1 ใน 5 โรคที่คุกคามชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 โรคดังกล่าว ได้แก่ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง ซึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุดกับคนไทยในภาพรวมคือ ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้คนไทยเป็น 5 โรคนี้ หรือถ้าป่วย ต้องมีวิธีการรักษาที่ถูกวิธี

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ประมาณ 11 ล้านคนทั่วโลก ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศไทย นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก เนื่องจากร้อยละ 40 ของผู้ป่วย สามารถรักษาให้หายได้ถ้ารับการรักษาตั้งแต่ต้นที่รู้ตัวว่าป่วย ไม่ให้มะเร็งลุกลาม วิธีดำเนินการมี 2 วิธีคือ การป้องกันไม่ให้ป่วย และมีระบบการคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที

"โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสีย ชีวิตของคนไทยติดต่อกันในรอบ 9 ปี (พ.ศ.2543-2551) โดยในปี 2551 เสียชีวิต 55,403 คน เป็นชาย 32,060 คน หญิง 23,343 คน โดยร้อยละ 53 ของผู้เสียชีวิตอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งตับสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาได้แก่ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนในผู้หญิงอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถป้องกันมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง แต่หากป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ต้องรีบไปรับการรักษาทันที หากรักษาได้ทัน ก็จะมีโอกาสหายได้ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งรณรงค์นโยบายลดหวาน มัน เค็ม ลดอ้วน ลดโรค เพิ่มผักผลไม้ เพิ่มการออกกำลัง และลดละเลิกอบายมุข และ 5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง โดยให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นแกนหลักดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ปีใหม่ 2554 เป็นต้นไป"

นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เพราะได้มอบให้หมู่บ้านและตำบล คิดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ลดการป่วยจากโรคเรื้อรัง 5 โรค และจะมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

Friday, December 3, 2010

ของเคียง เครื่องเคียง: side dish

อาหารไทยจะมีพวก เครื่องเคียง/ของเคียง มาก พวก เครื่องเคียง/ของเคียง นี้เราเรียกว่า side dish

มีอยู่จานหนึ่งเป็นพวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก Side dish refers to one of the dishes subordinate to the main course เราเรียก อาหารจานหลัก ว่า main course

พวกเครื่องเคียง/ของเคียง ซึ่งเป็นอาหารประกอบอาหารจานหลัก จะถูกเสิร์ฟพร้อมอาหารจานหลัก Side dish is served with, but is subordinate to, a main course

side dish บางครั้งเราก็เรียก side order, หรือ entremets

ดร.SoS

Monday, November 1, 2010

ด้วง งวง มะพร้าวหรือด้วงสาคู จากอาหารสัตว์เป็นสุดยอดเมนูเปิบคน

ด้วงงวงมะพร้าว หรือที่ทางภาคใต้เรียกว่า ด้วงสาคู.

"ด้วงงวง มะพร้าว" (Pin-hole borers) ในแถบภาคใต้มักจะพบอาศัยแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ อยู่ตาม "ต้นสาคู" ผู้คนถิ่นนี้จึงต่างเรียกขานมันว่า "ด้วงสาคู" อดีตที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านมักนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อลดต้นทุน

กระทั่ง นักเปิบเริ่มหันมาให้ความสนใจ เนื่องจาก พบว่าในตัวมันเองมีคุณค่าทางอาหารโดยเฉพาะ "โปรตีน" ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ ทุกวันนี้เราจึงมักจะเห็น "หนอนไม้" ชนิดดังกล่าว ขึ้นไป "นอนตัวกลม" อยู่บนแผง "รถขายแมลงทอด" ที่วิ่งอยู่ทุกหัวตลาดทั้ง กทม.และต่างจังหวัด ซึ่งสนน ราคาซื้อขายตัวเป็นๆ ตกอยู่ที่กิโลฯละถึง 250 บาท

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกกับ "หลายชีวิต" ว่า....เพื่อเป็นการเพิ่มอาชีพที่ลงทุนไม่สูงมากนัก กลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ ส่วนส่งเสริมสินค้าเกษตร สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรที่สนใจเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้ เสริม ซึ่งแหล่งธรรมชาติที่ด้วงชนิดนี้ชื่นชอบฝังตัวอยู่ ก็คือ ตามต้นมะพร้าวหรือต้นสาคู แต่ถ้าเลี้ยงเชิงพาณิชย์ เพื่อป้อนขายให้กับบรรดาพ่อค้ารถแมลงทอดนั้น

...จากการเพาะเลี้ยงใน ห้องทดลองพบว่า อาหารที่ด้วงชอบและทำให้การเจริญเติบโตได้ดี ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มมากกว่าอาหารชนิด อื่น คือ ขุย กากมะพร้าว รำข้าว และ มันสำปะหลัง ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1 แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์อัตราตัวผู้ 1 : ตัวเมีย 10 ตัว หลังจับคู่อยู่ร่วมกันประมาณ 10 วัน ตัวเมียจะเริ่มวางไข่ จากนั้นอีก 2-3 วัน จึงฟักเป็นตัวอ่อน แล้วเลี้ยงต่ออีก 1-2 เดือน เพื่อให้ สมาชิกใหม่มีขนาดรูปร่างตัวเขื่อง "อวบอั๋นอ้วนพี" ก็สามารถคัดส่งให้กับบรรดาพ่อค้าได้เลย

และ...หากต้องการคัดไว้ทำพ่อ แม่พันธุ์สำหรับเพื่อขยายประชากรต่อ ต้องใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 140 วัน ซึ่งลักษณะรูปร่างเมื่อโตเต็มวัยนั้น ด้วงเพศผู้ จะมีขนาดใกล้เคียงกับเพศเมีย แต่ มีขนที่ด้านบนของงวงใกล้ส่วนปลาย ทั้งสองเพศจะ มีสีและจุดแต้มบนหลังหลายรูปแบบ ปีกมีเส้นเป็นร่องตามความยาว วัดความยาวตั้งแต่หัวจดท้ายประมาณ 25-28 มิลลิเมตร

หลังจากทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ 5-6 เดือน ด้วงเหล่านี้จึงตาย ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นก็สร้างกำไรให้กับผู้เลี้ยงได้มากโขเอาการ

สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2940-6102 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

ที่มา: ด้วงงวงมะพร้าว หรือด้วงสาคู จากอาหารสัตว์เป็นสุดยอดเมนูเปิบคน ไทยรัฐออนไลน์ โดย เพ็ญพิชญา เตียว 2 พฤศจิกายน 2553

Friday, October 15, 2010

ทอดไข่ดาวให้ฟองใหญ่น่ากิน

วันนี้มีเคล็ดลับก้นครัวที่เผยเดลินิวส์ออนไลน์พร้อมให้ความรู้ เทคนิคการทอดไข่ดาวให้ดูฟองใหญ่น่ากิน

เริ่มจากต่อยไข่ใส่ถ้วย แล้วใช้นิ้วมือบี้ไข่ขาวรอบ ๆ ไข่แดงให้ทั่ว ระวังอย่าให้ไข่แดงแตก จากนั้นเทไข่จากถ้วยลงในกระทะที่น้ำมันมากและร้อนจัด ไข่ขาวจะพองและขยายตัวมากกว่าปกติ ทำให้ดูน่ากินกว่าการทอดธรรมดา

อยากรู้จริงไม่จริง ต้องพิสูจน์!

ที่มา: ทอดไข่ดาวให้ฟองใหญ่น่ากิน เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2553