Thursday, February 3, 2011
ชะตาฟ้า ชะตามนุษย์ ชะตาดิน ในปี 54
คืออย่างนี้ครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปฟังท่านซินแส ธวัชพงศ์ ธนิตลิมปะพงศ์ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะนักธุรกิจใหญ่ๆ ชั้นแนวหน้าของประเทศบรรยายให้ฟังว่า ในปี 2554 นี้ ทำอย่างไรจึงจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปได้และประสบความสำเร็จในที่สุด โดยท่านเริ่มว่าความสำเร็จในชีวิตคนเรานั้นมีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ประการ
ประการแรกคือ ชะตาฟ้า ได้แก่ วันเดือนปีเกิดของเรา ซึ่งถูกกำหนดมาแล้วโดยฟ้าลิขิต ชะตานี้จะมีผลต่อชีวิตเรา ร้อยละ 25 ประการที่สองคือ ชะตามนุษย์ ได้แก่ ความรู้ ความสามารถของเรา สติปัญญาของเรา รวมไปถึงโหงวเฮ้ง รูปร่าง หน้าตา มีผลต่อชีวิตเราร้อยละ 35 ประการที่สามคือ ชะตาดิน ได้แก่ บริเวณ ทิศที่ตั้งของที่อยู่อาศัย การนอน การนั่งทำงาน มีผลต่อชีวิตเรา ร้อยละ 40
ท่านบอกว่า ในปีกระต่ายนี้ ผู้ที่มีชะตาฟ้าคือ ปีเกิด เป็นปีระกา ปีเถาะ ปีมะเมีย และปีชวด จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการเปลี่ยนแปลงของปี ซึ่งวิธีแก้สามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น การไหว้พระ ทำบุญ ส่วนผู้ที่มีเดือนเกิดที่จะได้รับผลกระทบคือ เดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม วิธีแก้ก็มีตั้งแต่การย้ายที่นอน ย้ายเตียง ย้ายบ้าน หรือการเดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเล เป็นต้น
นอกเหนือจากเรื่องของบุคคลแล้ว ท่านยังได้คาดการณ์ไปถึงเรื่องราวของประเทศและโลกด้วยว่า ในปีนี้ประเทศไทยของเราจะมีค่าเงินที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาด้านคอรัปชั่นโกงกินยังคงอยู่ แต่ข้าราชการและนักการเมืองที่ทุจริตจะถูกเปิดโปงและถูกปลด การท่องเที่ยวยังคงซบเซา แต่คนไทยจะเที่ยวกันเองมากขึ้น อาจมีตึกถล่มหรือไฟไหม้อาคารสูง เกิดโรคระบาดใหม่ๆ กฎหมายไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ ปลายปีน้ำจะท่วมหนักอีก
เรื่องของชะตาดิน ซึ่งเป็นเรื่องของฮวงจุ้ย และทิศ ก็มีความหมายต่างๆ กันไปในแต่ละปี เพราะมีการโยกย้ายพลังทำให้อาจเกิดผลดีที่เป็นมงคล หรือผลร้ายก็ได้ หนักบ้าง เบาบ้าง ขึ้นอยู่กับว่า หน้าบ้านและประตูบ้านของคุณตรงกับทิศใด โดยซินแสท่านนี้บอกว่า ในปี 2554 นี้ บ้านที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นทิศมงคล จะมีเรื่องดีๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนการศึกษาของลูกหลาน คนในบ้านได้รับการยกย่อง หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ การเงินจะราบรื่น ธุรกิจเจริญก้าวหน้า ได้มาทั้งทรัพย์สิน ที่ดิน รถยนต์ และโชคลาภ หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะเกิดการปรับปรุง การขยายงาน บุตรหลานสอบเข้าเรียนได้ เช่นเดียวกับบ้านที่หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เจ้าบ้านจะได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนยศ การเงินมั่นคง เกิดความกระตือรือร้น คล่องตัว
ส่วนบ้านที่หันไปทางทิศที่เหลือจะไม่ค่อยสู้ดีนัก ยกเว้นทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศกลางๆ ไม่ได้รับผลกระทบทั้งดีและไม่ดี กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือที่อาจเกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหาเกี่ยวกับบ้านที่ดิน การเจ็บป่วยเกี่ยวกับการย่อยอาหาร ระบบเลือด หรือทิศใต้ที่อาจมีการทะเลาะวิวาท มีความขัดแย้งภายในบ้าน จิตใจร้อนรน เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ โดยเฉพาะบ้านที่หันไปทางทิศตะวันตกจะเกิดอุปสรรคมากกว่าทุกทิศในหลายๆ ด้าน เรียกว่าเป็นทิศที่ไม่ดีที่สุดของปีนี้
ในการบรรยายซินแสท่านไม่ได้บอกเฉพาะว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่บอกหนทางป้องกัน แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนเหตุการณ์เหล่านั้น ที่ดีจะให้ดีขึ้น หรือที่ไม่ดีจะให้รอดพ้น ได้อย่างไร เอาไว้ด้วย แต่ผมไม่ได้จดมา จำได้แต่เพียงว่า ข้อแนะนำที่กลางๆ ที่สุดและสามารถปฏิบัติได้ทุกคนก็คือ ให้ทำบุญทำทานเยอะๆ ยึดมั่นในคุณธรรม กระทำความดีเป็นนิตย์ ก็จะช่วยให้ชีวิตราบรื่นได้ จำมาเล่าสู่กันฟังได้แค่นี้สำหรับเปิดศักราชใหม่ 2554 ครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์
ที่มา: ชะตาฟ้า ชะตามนุษย์ ชะตาดิน ในปี 54 คมชัดลึกออนไลน์ วันพุธที่ 5 มกราคม 2554
Thursday, November 25, 2010
ตะลึงตึงตึง แบบว่านักศึกษาทำงานหารายได้
สนใจเจอหน้าแม่ค้าน่ารักน่ารักเข้ามาอุดหนุนกันได้นะคะ สนับสนุนนักศึกษา สนับสนุนกิจกรรมดี มา shopping ที่ตลาดนัดกันค่ะ ช๊อบกระจายทุกวันจันทร์ และ พฤหัสบดี 17:00-21:00.
Thursday, July 8, 2010
ทดสอบสมอง: บางอย่างที่คุณ .. คิดไม่ถึง
แล้วคุณจะรู้ว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด
ลองนับข้อความด้านล่างต่อไปนี้ว่ามีอักษร F อยู่กี่ตัว
นับหนเดียวนะครับ ตั้งใจให้ดี...
FINISHED FILES ARE THE RE
SULT OF YEARS OF SCIENTI
FIC STUDY COMBINED WITH
THE EXPERIENCE OF YEARS...
คุณนับได้เท่าไหร่ครับ ?
คุณนับได้เท่าไหร่ครับ ?
ถ้าคุณนับแล้วไม่ได้ 6 ตัว คุณผิดครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ผมให้โอกาสคุณกลับไปนับใหม่นะครับ เอ้าลองดู...
เหตุผลที่คุณนับไม่ได้ 6 เพราะ สมองของคุณไม่สามารถรับคำว่า OF หลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกันได้
แต่หากคุณนับได้ 6 ตัว ตั้งแต่ครั้งแรก คุณค่อนข้างมีสมองที่ดีเลิศดั่งอัจฉริยะเลยทีเดียว
หากคุณนับได้ 5 ตัว ถือว่าสมองของคุณปราดเปรื่อง
หากคุณนับได้ 4 ตัว ถือว่าค่อนข้างดีครับ
แต่หากนับได้ 3 ตัว อย่าเสียใจ เพราะถือว่าสมองอยู่ในขั้นธรรมดา
แต่หากนับได้ 1 หรือ 2 ตัว ผมว่านอกจากต้องเช็คสมองแล้ว ยังต้องเช็คสายตาด้วยนะครับ
ส่งเรื่องนี้ไปให้เพื่อนลองทดสอบดู
แล้วเพื่อนคุณจะรู้สึก แปลก กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา..
ที่มา: forwarded email
Thursday, July 1, 2010
การให้อภัย (forgive n forget)
ที่คลินิกหมองาม ไทรงามทำแผลให้ทนต์เสร็จแล้ว เธอเข้ามาดึงปรอทดูบอกว่าไม่มีไข้แล้ว ชมว่าร่างกายเขาแข็งแรงมากเลยฟื้นตัวได้เร็ว ทนต์ถามว่าทำไมเธอถึงดีกับตนอย่างนี้เฝ้าไข้ทั้งคืน
หมองามพูด "มันเป็นเรื่อง ยากที่ต้องช่วยชีวิตคนที่ฆ่าพ่อแม่เรา อันที่จริง ฉันแก้แค้นคุณได้ทุกเวลาถ้าฉันคิดจะทำ แต่ฉันเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือการให้อภัย แล้วฉันก็คิดว่าพ่อแม่ฉันท่านคงเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันเลือกทำ รอสักครู่นะคะ ฉันจะไปเตรียมยาให้"
มนุษย์พร้อมจะโกรธคนอื่นได้ง่ายเพราะเขาสนใจและรักตัวเองมากไป มักจะจับผิดคนอื่น หรือโยนความผิดไปให้คนอื่น หรือตั้งมาตรฐานตัวเองสูงมากจนมองคนอื่นทำผิดได้ง่าย เพราะไม่เข้ามาตรฐานที่เขาตั้งเอาไว้หรือผิดหวังเพราะคิดว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องมีความดีพร้อม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ และมนุษย์ก็ไม่พร้อมจะให้อภัย หรืออยากล้างแค้นให้สมใจเสียก่อน หรือเกิดความระแวงว่าจะเกิดความเจ็บปวดขึ้นอีก
การให้อภัยไม่ใช่ได้ง่าย แต่ทำยากกว่าการให้สิ่งของ ให้เงิน หรือให้กำลังใจคนอื่นเสียอีก ถ้าใครรู้จักการให้อภัยได้ ถือว่าเป็นการทำงานชิ้นเยี่ยมของชีวิตได้ และทำให้มีความสุขมากขึ้น
คนที่ไม่อภัยคือคนแพ้
ถ้าเราโกรธใครเพราะคิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และเราไม่ให้อภัยเขานั่นก็เหมือนกับเราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ เพราะเราจะให้เวลาและความสำคัญกับเขาบ่อย ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ทำอะไรก็ไม่ได้
ตัวเราเองจะทุกข์มากขึ้น ส่วนเขาจะทุกข์หรือไม่ เราไม่รู้ ตกลงเราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ
แต่ถ้าหากเราให้อภัยได้ เราไม่แคร์ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเรา เรื่องมันผ่านไปแล้วเป็นเรื่องของอดีต เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะทันที ถ้าเขาทำผิดกฎหมายก็ให้ต่อสู้ในแง่กฎหมาย
ถ้าเขาผิดโดยเราต่อสู้ไม่ได้และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องคิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม
ที่เราอาจจะเคยทำสิ่งที่ไม่ดีกับเขาเอาไว้ก่อนในอดีต ผลกรรมจึงตามมาทำให้เราทุกข์เราต้องถ่อมตัว ถ่อมใจ ยอมรับความทุกข์นั้น และทำดีให้มากขึ้นโดยหวังว่าผลของการทำดีนั้นจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น พ้นจากวิบากกรรมนั้นได้เร็วๆ ส่วนเขาที่ทำความผิดกับเรา ทำให้เราเดือดร้อน เจ็บปวด เขาก็จะได้รับผลของการกระทำนั้นเองในอนาคต
ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเอาไว้บ้าง จะได้มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ได้ ไม่จนมุม ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ก็จะเกิดการยกตัวโดยคิดว่าตัวเองถูกต้อง คนอื่นผิด และโทษคนอื่นตลอดเวลา จะยิ่งทุกข์มากขึ้น
เทคนิคการให้อภัยผู้อื่นการให้อภัยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักต้องตั้งใจทำ
และต้องรู้ประโยชน์ของการให้อภัยรู้จักโทษ ของการไม่ให้อภัยให้ดีด้วย และลองๆ
ทำตามคำแนะนำดังนี้ครับ
1. จงสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้มากขึ้นโดยให้มีความพร้อมจะให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น และโกรธคนได้น้อยลง เพราะรู้แล้วว่าถ้าโกรธแค้นแล้วไม่ดีอย่างไร และรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ยาก แต่มีผลดีมาก เราจะสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยขอให้ถ่อมตน
อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือทุกคืนว่า ขอให้คุณได้รับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อทำให้คุณ
สามารถรักคนอื่นได้มากขึ้น สามารถให้คนอื่นได้มากขึ้น สามารถให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และขอให้คุณ ได้รับความรักจากคนอื่นมากขึ้น ได้รับการให้จากคนอื่นมากขึ้น ได้รับการให้อภัยจากคนอื่นมากขึ้น จะทำให้คุณมีความพร้อมจะให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้นและง่ายกว่า และเป็นการเตรียมตัวถ่อมตัว รับเอาพลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าคุณที่คุณนับถือ
มาไว้ในใจของคุณเพื่อให้คุณมีพลัง จะทำในสิ่งที่ยากนี้ได้ดีขึ้น
2. ใช้สติ ปัญญา ให้มากขึ้น โดยให้คิดว่า คนที่ทำให้เราโกรธนั้นเขาอาจจะมีข้อบกพร่องในตัว
ซึ่งเป็นความปรกติของบุคคลทั่วไป ที่เกิดมามีความบกพร่องในตัวทุกคน
และมีความไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน จะทำให้เรามองความผิด และความบกพร่องของเขาเป็นเรื่องปรกติ
รวมทั้งตัวเราก็สามารถทำความผิดหรือมีความบกพร่องได้ด้วย
คนที่มีความบกพร่องนั้นจะได้รับความทุกข์จากความบกพร่องของเขา เช่น
คนที่ปากพล่อยชอบด่าว่า ก้าวร้าวต่อคนอื่น เขาก็จะมีศัตรูมาก
เมื่อเขาโกรธง่ายก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง
หรือมีภูมิต้านทานต่ำได้ง่าย
เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าหากเขารังแกเรา ทำให้เราทุกข์ ก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม
ตามมาถึงเราให้ถ่อมใจรับเสียและทำความดีมากขึ้น (ในกรณีที่ต่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้ แต่ถ้าหากต่อสู้ด้วยกฎหมายได้ก็ให้ดำเนิน ตามกฎหมายไป ถ้าสู้แล้วแพ้ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรมดังกล่าวแล้ว ให้ถ่อมตัวยอมรับและรีบทำความดีให้มากขึ้น
ถ้าไม่อยากต่อสู้ทางด้านกฎหมายและความแค้นยังคาใจอยู่ ก็ให้นึกถึงผลของความแค้นของเรา ที่ทำให้สารของความเครียดหลั่งออกมา เกิดความไม่เป็นสุขและเป็นโรคทางกายตามมาได้มาก เพราะใจของเราจะใฝ่คิดถึงแต่ความทุกข์เสมอๆ
ถ้ายังแค้นอยู่และไม่ให้อภัยเท่ากับเราเป็นผู้แพ้ เพราะยิ่งคิดยิ่งแค้นและทำอะไรไม่ได้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา แต่ถ้าเราแค้นและให้อภัยได้ เราคือผู้ชนะ เพราะเราไม่แคร์ว่า เขาทำอะไรให้เราในอดีตแล้ว เราคิดเป็นแล้ว
เราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลำบากคือการให้อภัยได้แล้ว
ผลของการทำความผิดของเขาที่ทำต่อเรานั้น ให้เป็นเรื่องการตัดสินและลงโทษ
ตามกติกาของกฎแห่งกรรมเถิด
3. ให้ถ่อมตัวให้มากขึ้นอีก สติปัญญา
และวิจารณญาณจะเกิดขึ้นได้มากขึ้นอีกโดยคิดได้ว่า
เราตั้งมาตรฐานตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า ระแวงมากไปไหม คิดมากไปไหม
จับผิดเขามากไปไหม ทำให้คิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และย้ำคิดซ้ำๆ
มากไปจนเกิดความทุกข์จากความโกรธแค้นมากไปหรือเปล่า
เกิดความเข้าใจสภาพปรกติของมนุษย์ว่าต้องมีความผิดความบกพร่องและสามารถยอมรับ
ความบกพร่องของคนอื่นได้เห็นใจในความผิดบกพร่องของงเขาได้อยากช่วยเหลือเขา
และจะอภัยได้ง่ายขึ้นเพราะรู้ว่าเขาก็ทุกข์จากข้อบกพร่องของเขา เขาไม่ได้มีความสุข
จากการทำผิดต่อเราอย่างที่เราคิดหรอก
ทุกอย่างที่เราคิดโกรธแค้นแล้วเกิดความทุกข์นั้น ไม่ใช่ทุกข์ถาวรหรอก
ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไป ตามกฎของปรมัตถ์สัจจะที่มีความเป็นอนิจจังทั้งนั้น
อย่าไปคิดยึดติดว่าเราจะต้องทุกข์มากๆ ตลอดไป
จงหาทางคลายทุกข์ให้ผ่านไปเร็วๆด้วยการให้อภัยไม่ดีกว่าหรือ
(ถ้าคิดอย่างนี้ถือว่ามีวิจารณญาณ หรือ Insight ได้แล้ว)
4. ให้ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวและไม่แข่งขัน (Aerobic Exercise) เช่นการวิ่งจ๊อกกิ้ง
เพื่อให้สารความสุขหลั่งออกมาและให้นึกถึงภาพตัวเองมีความสุขจากการให้อภัยคนอื่น
และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความทุกข์จากการไม่ให้คนอื่น จะทำให้อยากให้อภัยได้ง่ายขึ้น
5. ชื่นชมตัวเองให้มากๆเมื่อคิดได้ดังกล่าว หรือเริ่มลงมือทำอะไร เพื่อการให้อภัยดังกล่าวแล้ว จะเกิดกำลังใจได้มากขึ้น
ผู้ให้อภัยคือผู้ชนะ
เมื่ออภัยได้แล้วจะเกิดปรากฎการณ์ดังนี้
1. คุณคือผู้ชนะ เพราะคุณไม่แคร์เขาแล้ว
2. คุณไม่ผูกมัดตัวเองกับหนามชีวิต หรือบาดแผลหัวใจต่อไปแล้ว เลิกเจ็บปวดกับมันเสียที
3. สารความสุข Endophine ก็จะหลั่งในสมองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น
4. ชื่นชมตัวเองได้มากขึ้น เพราะว่าสามารถทำสิ่งที่ยากแต่สร้างสรรค์ได้แล้ว
หัวใจคุณจะเปิดรับการรักคนอื่นได้มากขึ้นแทนการรักตัวเอง
ซึ่งจะเป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับตนเองตรงที่คุณรู้จัก รักคนอื่นได้มากนี่แหละครับ
ปกติมนุษย์เราจะรักคนที่รักมนุษย์เป็น ทั้งนี้เพราะอยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยเป็นมิตร การให้อภัยนี้ถือเป็นงานชิ้นเยี่ยมของชีวิตเชียวน่ะครับ เพราะทำได้ยาก ลดความทุกข์ได้มาก เกิดความสร้างสรรค์มากและเป็นการยกระดับจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้นมากมาย คุณจะไม่ลองทำดูเดี๋ยวนี้หรือครับ
ผู้ได้ประกอบกรรมชั่ว กรรมนั้นจะต้องตามสนองไม่ช้าก็เร็ว ฉะนั้น พระศาสดาจึงสอนเราอย่าประมาทให้เรามีสติ รู้ตัวก่อน หากว่าความโกรธกำลังจะเกิดขึ้น มีเวลายับยั้ง มีปัญญาพอจะรู้ได้ว่าความโกรธเป็นภัยที่ร้ายแรงแก่ผู้โกรธเอง ยิ่งโกรธมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นโทษเป็นภัยมากเท่านั้น โดยโทษภัยนั้นจะติดตามมาภายหลัง เรามีสติพอ มีเวลาสามารถที่จะดับความโกรธลงได้ก่อนที่จะถึงจุดบ้าร้อนแรงเดือดพลุ่งขึ้น มา พอที่เผาผลาญอนาคตและชีวิตของตนเองได้”
ฉะนั้น มนุษย์ในยุคนี้จึงมีอารมณ์โกรธง่าย โมโหร้ายพยาบาทอาฆาต ความแค้น จองเวร สาเหตุเพียงเล็กน้อยก็ฆ่ากันตาย เหมือนทำลายตัวเองและชีวิตในครอบครัว เป็นข่าวมากจนชินเป็นของธรรมดา เป็นคดีมากมาย เป็นเรื่องเศร้าใจ ครอบครัวใดมีคนชั่วปนอยู่ด้วยนับว่ามีทุกข์หนักเป็นเวรกรรม หากคนเรามีหลักศาสนธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ทำให้มีสติอยู่ตลอดเวลา มีอารมณ์เย็น โกรธยาก โมโหยาก จะทำอะไรก็ใช้สติไตร่ตรองตัดสินใจก่อนทำ จึงมีคุณประโยชน์ มีโทษน้อยเพราะคิดหน้าคิดหลังดีแล้ว ทำสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เข้ากับตัวเอง
เมื่อผิดก็ยอมรับผิดด้วยหน้าชื่นตาบาน ถือเอาความผิดเป็นบทเรียน แก้ไขให้ดี ประพฤติให้ถูกศีลธรรม ไม่มีความลับทั้งภายในภายนอก จิตใจก็สบาย ชาติไทยจะมีพลเมืองอยู่กันด้วยความสงบสุขเหมือนครั้งปู่ย่า ตายายเพราะต่างก็มีศีลธรรมอยู่ในขอบเขต แม้บ้านเมืองยังไม่เจริญไม่มีเครื่องใช้บำรุงบำเรอความสะดวกสบายภายนอก ตึกรามสูงใหญ่สวยงามยังไม่ค่อยมี แต่คนสมัยนั้นก็มีความสงบสบายทางจิตใจ เพราะไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย ใจคอไม่โหดร้ายเหมือนทุกวันนี้
ก็เปรียบเทียบให้เห็น ระหว่างผู้ที่มีหลักธรรมปฏิบัติกับผู้ปฏิบัติไปตามอารมณ์ไม่มีขอบเขต ในปัจจุบันจะพบเห็นสิ่งแตกต่างกันมาก ทุกคนเกิดมาจะต้องพบกับมนุษย์ทุกชนิดไม่ว่าดีหรือชั่ว เพื่อความไม่ประมาทเราก็เตรียมจิตใจหาหลักธรรมคอยแก้ไข เอาความดีชนะความชั่ว ให้อภัย อโหสิกรรม ไม่พยาบาทจองเวรจองกรรม ให้เหตุร้ายผ่านไปโดยไม่ยอมรับเอาความทุกข์ไว้ในความรู้สึก ไม่อยู่ใต้อารมณ์ของความโกรธ ความเจ็บแค้น ความพยาบาท”
"จงชนะตนเองด้วยการให้อภัยตนเอง และให้อภัยผู้อื่น" ขอให้หลับสบาย เพราะใจมันสบาย ใจมันเย็นฉ่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ผมคิดได้แล้วผมสบายใจ ผมได้สติ ได้ความคิดว่า การอโหสิกรรมเป็นบุญกุศลอันสูงยิ่งและได้ผลทันตาเห็น สามารถกำจัดความโกรธ ความแค้น ความพยาบาทให้หลุดพ้นไปได้ เป็นการชนะใจตัวเอง เพราะผมได้อโหสิกรรมแล้ว ไม่มีความโกรธไม่มีความแค้นเหลืออยู่อีกเหมือนปลดของหนักออกจากบ่า ทำให้ตัวเบาสบาย ทำให้จิตใจแจ่มใสมองเห็นแสงสว่างขึ้นมาแล้ว ขอขอบคุณที่รบกวนเวลาของคุณยามดึกดื่นมาก คุณได้ให้ข้อคิดหลักการอโหสิกรรมแก่ผม ทำให้ผมได้สติกลับมาเป็นตัวเอง ไม่เป็นทาสของกิเลส ตัณหา คือความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท เรื่องที่ผมจะให้เขียนพบคนชั่วไม่ต้องเขียนแล้ว คืนนี้ผมคงหลับสบาย ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมสบายใจ เพราะปลดความทุกข์ที่หนักอกลงได้แล้ว สวัสดี”
=-=-=-=-=-ให้อภัยเถอะนะ นะ
ที่มา: ข้อมูลบางส่วนจากบทความของ ศ.ดร.น.พ.วิทยา นาควัชระ และ อโหสิกรรม โดย ท.เลียงพิบูลย์ จากหนังสือกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒
Monday, May 3, 2010
สุดท้ายคือกฎแห่งกรรม
“กรรม” หมายถึง การกระทำด้วยความจงใจ
การกระทำอย่างใดจะเกิดเป็นกรรมได้ ต้องมี องค์ประกอบ 3 ประการ ด้วยกัน นั่นคือ
หนึ่ง ต้องมีผู้กระทำกรรม
สอง ต้องทำด้วยเจตนาเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง
และสาม กรรมนั้นมีผลแก่ผู้กระทำให้เป็นบุญหรือบาปก็ได้
“ทำชั่ว” เรียกว่า “อกุศลกรรม”
“ทำดี” เรียกว่า “กุศลกรรม”
“กฎแห่งกรรม” หมายถึง ความเป็นไปตามหลักเหตุผล อย่างแน่นอน ของการกระทำและผลของการกระทำ
“กฎแห่งกรรม” ในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเที่ยงตรง ไม่ลำเอียงเห็นแก่หน้า ผู้ใด อำนวยผลให้แก่บุคคลทุกคนตามลักษณะแห่งการกระทำเสมอหน้ากันหมด ไม่เลือกชั้นวรรณะ สัตว์โลกทั้งหลายทั้ง สิ้นย่อมอยู่ ภายใต้อำนาจ แห่ง “กฎแห่งกรรม”
พระพุทธเจ้าได้ทรงพร่ำสอนพุทธบริษัทไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ตน เป็นผู้รับผลของกรรม เป็นผู้มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของ กรรมนั้น”
“กรรม” จะให้ ผลตามกาล ดังต่อไปนี้
หนึ่ง “กรรม” ให้ผลชาตินี้ เป็น “กรรม” ที่ให้ผลรวดเร็ว เป็นปัจจุบันทันด่วน ไม่ต้องรอรับผลเอาชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล เจ้าของกรรมจะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนภายในเร็ววัน ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ย่อมบันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับความสุขความเจริญภายในเร็ววัน
สอง “กรรม” ที่ให้ผลในชาติถัดไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ อบายภูมิ ในชาติหน้า ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศล ก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมไปเกิด ณ สุคติภูมิ ในชาติหน้า
สาม “กรรม” ที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลก็บันดาลผลให้ได้รับ ความทุกข์ความเดือดร้อน ตั้งแต่ชาติที่สาม เป็นต้นไป ถ้าเป็นกรรมฝ่ายกุศลก็บันดาลผลให้เจ้าของกรรมได้รับ ความสุขความเจริญ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป
พระพุทธเจ้า ทรงค้าน เรื่อง พรหม ลิขิต ทรงสอนให้เชื่อใน กรรมลิขิต คือให้เชื่อการกระทำของตัวเอง ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่วสนองเสมอ เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ที่จะสามารถรองรับหรือดลบันดาลให้คนที่ทำชั่วไม่ต้องไปรับทุกข์ในภพใหม่
“สังสารวัฏ” หรือหลักการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง
เริ่มต้นด้วย “กิเลส” หมายถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นปัจจัยให้กระทำกรรม
“กรรม” เมื่อกระทำแล้ว บังเกิดผลที่เรียกว่า “วิบาก”
“วิบาก” ได้แก่ ผลแห่งกรรม คือนามรูปที่ยังประกอบไปด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งเป็น “กิเลส” เป็นเหตุให้กระทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ย่อมเกิดผลคือ“วิบาก” กล่าวคือ นามรูปใหม่ ฉะนั้น นามรูปเก่าดับ นามรูปใหม่เกิด ติดต่อกันไป รวดเร็วไม่รู้จักจบสิ้น จึงได้ชื่อว่า “สังสารวัฏ”เวียนเกิดเวียนดับไม่มีที่สิ้นสุด
“มนุษย์” กับ “กรรม” จึงเป็นของคู่กัน ชำระล้างไม่มีวันหมด เพียงแต่ว่ามี “กิเลส” มาก หรือ “กิเลส” น้อย หรือสร้าง “กุศลกรรม” หรือ “อกุศลกรรม” มันก็เท่านั้นเอง
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยดีที่สุดคือ เอา “กรรม” มาเป็นตัวกำหนด
ใครจะดี ใครจะชั่ว ใครพูดจริง ใครโกหก ใครต้องการแก้ปัญหา ใครต้องการสร้างปัญหา ในที่สุด “กฎแห่งกรรม” จะเป็นผู้ตัดสิน
จะตัดสินชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติที่สามเป็นต้นไป ไม่มีใครหนีพ้นครับ ตราบใดที่เราเชื่อในหลักศาสนาที่พร่ำสอนให้มนุษย์เป็นคนดีมากกว่าคนเลว.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 03 พฤษภาคม 2553
Wednesday, December 23, 2009
ใช้สติร่วมแก้ปัญหาครอบครัวฝ่าฟันปัญหาเศรษฐกิจ
นพ. กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า เป็นห่วงสุขภาพจิตของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว "พ่อ" ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ซึ่งหลายครอบครัวต้องเผชิญกับปัญญาเศรษฐกิจที่รุมเร้า โดยเฉพาะในครอบครัวที่ต้องถูกเลิกจ้างในช่วงนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะ เกิดความเครียด และป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ที่อาจจะนำไปสู่การฆ่าตัวตาย และทำร้ายคนในครอบครัว ตามที่เคยได้มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ เนื่องจากกลุ้มใจ คิดว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ครอบครอบครัว และคิดว่าไม่สามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งได้อีกต่อไปแล้ว และไม่รู้ว่าจะสามารถพาสมาชิกในครอบครัวให้ผ่านพ้นสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่าง ไร
"ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ เมื่อเจอปัญหาก็อาจจะคิดเหมือนกัน แต่เรามักจะมองว่าผู้ชายเข้มแข็งกว่าผู้หญิง เคยมีงานวิจัยพบว่าผู้หญิงมีความอดทนมากกว่าผู้ชาย เมื่อเจอปัญหาในผู้ชายที่มีความคิดอยากทำร้ายตนเองและผู้อื่นนั้น พบว่าจะทำได้สำเร็จมากกว่าผู้หญิง สุภาพบุรุษที่ดีคงไม่มีใครคิดแก้ปัญหาด้วยการจบชีวิต เพราะคนเหล่านี้จะมีมุมมองว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์เป็นสิ่งที่ดีและ สามารถมองเห็นมุมมองที่ดีแม้ในภาวะที่เป็นลบได้" จิตแพทย์กล่าวนพ.กัมปนาท กล่าวว่า ในสถานการณ์นี้อยากให้ทุกคนได้เอาใจใส่ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือผู้ที่เป็นพ่อช่วยกันสังเกตุและให้กำลังใจ แสดงความร่วมมือร่วมใจ โดยช่วยกันทำความเข้าใจว่าสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่หลีก เลี่ยงไม่ได้ แต่หากในครอบครัว ได้มีเตรียมตัวและปรับใจยอมรับสถานการณ์ ก็จะสามารถนำพาครอบครัวให้อยู่รอดต่อไปได้ โดยทุกครอบครัวควรจะมีการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการประหยัด ลดรายจ่ายในบ้านที่ไม่จำเป็นลง ด้วยการเริ่มต้นทบทวนรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด และแจ้งนโยบายการประหยัดให้ทุกคนในครอบครัวทราบ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องช่วยกันประหยัดคือการใช้พลังงานในบ้าน เช่นไฟฟ้า และ น้ำประปา เป็นต้น ไม่ควรใช้จ่ายไปกับสิ่งของฟุ่มเฟือย แต่อย่างไรก็ตามคงไม่ต้องหยุดทำทุกสิ่งทุกอย่างมากจนเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเครียดหรือการตื่นตระหนก (panic) ตามมาก็ได้ อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่เข้าไปอีก นอกจากนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกคนในครอบครัวจะต้องปรับจิตใจและความคิดให้เข้าใจถึงสภาวะที่เกิดขึ้นของ โลก มองเป็นเรื่องธรรมดาที่มีขึ้นมีลง อย่าอยู่บนความคาดหวังที่ไม่ยอมยืดหยุ่น เพราะสิ่งสำคัญคือความสุขใจของคนในครอบครัว มากกว่าทรัพย์สินเงินทอง
นพ. กัมปนาท ชี้ว่า แทนที่หัวหน้าครอบครัว จะปล่อยให้ตนเองเครียด สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสนำครอบครัวสูการใช้ชีวิตแบบพอเพียงได้ มีความอบอุ่น ช่วยกันคิดฝ่าวิกฤติ
"คนที่เป็นพ่อหรือหัวหน้าครอบครัวจะต้องทำตัวเป็นผู้นำทางความคิดให้กับ สมาชิกในครอบครัวให้ได้ ควรทำตัวเป็นแบบอย่างในเรื่องของการประหยัด ไม่ควรแสดงสีหน้าถึงความเครียดมากจนเกินไปให้กับสมาชิกในครอบครัวเห็น เพราะจะยิ่งทำให้คนอื่นๆ พลอยเครียดตามไปด้วย อาจจะเริ่มต้นคุยกันดีๆกับสมาชิกในครอบครัวให้หันมาช่วยกันประหยัด และลดค่าใช้จ่ายได้อย่างไร ในขณะเดียวกันจะหาทางเพิ่มรายรับให้กับครอบครัวในช่องทางไหนบ้าง ควรให้ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการช่วยคิดและร่วมมือกันปฏิบัติ เพราะถ้าพ่อเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด ก็จะทำให้พ่อเครียดอยู่คนเดียว ในขณะที่ลูกๆไม่สามารถที่จะเรียนรู้ประสบการณ์การช่วยเหลือครอบครัวเลย ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดพ่อจะเครียดจนอาจเป็นโรคซึมเศร้าและอาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ สมาชิกในครอบครัวยิ่งไม่พอใจ รังเกียจ ไม่มีใครอยากคุยด้วย ทั้งๆ ที่พ่ออาจจะเป็นผู้ปรารถนาดีต่อครอบครัว" นพ.กัมปนาทกล่าว
ส่วนวิธีการปรับใจนั้น นพ.กัมปนาท มองว่าเป็นเรื่องของทัศนคติที่ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งก่อนอื่นสมาชิกในครอบครัวจะต้องเปลี่ยนความคิดจากลบให้กลายเป็นบวกเสีย ก่อน โดยมองว่าตนเองไม่ได้เจอกับปัญหาเพียงคนเดียว แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องเจอกับปัญหาแบบนี้เหมือนกัน และบางครอบครัวอาจจะแย่กว่าตนเองด้วยซ้ำ นอกจากนั้นต้องคอยหาประสบการณ์ดีๆ มาคอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า แม้วันนี้สิ่งที่ทำอยู่อาจจะไม่ดีไม่สำเร็จหรือมีปัญหา แต่สิ่งที่ได้มาคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่เกิดจากความตั้งใจ ความพากเพียรในอดีตที่ทำให้ชีวิตและครอบครัวดำเนินมาถึงทุกวันนี้ได้ แสดงว่าคุณก็เป็นคนที่มีศักยภาพมากเหมือนกัน พยายามบอกตัวเองอยู่เสมอว่าคุณเป็นคนที่มีคุณค่า เพื่อเป็นกำลังใจให้กับตัวเองในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ อย่างไรก็ตามถ้าบางคนเป็นคนที่เริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตแล้ว การจะให้เปลี่ยนความคิดจากลบเป็นบวกอาจจะยากในช่วงแรก ซึ่งจะต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนความคิดนานสักหน่อย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ ถ้าหากสมาชิกในครอบครัวร่วมใจกัน
นพ.กัมปนาท แนะนำหลักการปฏิบัติตัวที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ คือ
- ให้มองและสำรวจสุขภาพจิตของตนเองก่อนว่าเป็นอย่างไร เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเริ่มมีปัญหาแล้ว ก็ต้องรีบหาทางปรึกษาและแก้ไข โดยให้สมาชิกในครอบครัวช่วยกันสังเกต เมื่อพบว่าไม่ปรกติก็ควรหาทางรักษา และไม่ควรเก็บปัญหาไว้คนเดียว เพราะจะยิ่งทำให้เครียดหนักเข้าไปอีก
- พยายามมีสติในการแก้ไขปัญหา อย่าใช้อารมณ์ ควรคิดให้รอบคอบ หลายๆ ด้าน คิดแบบมีเหตุผล หากคิดไม่ออกก็ควรปล่อยวาง และหากิจกรรมอย่างอื่นทำไปก่อน เมื่อสมองปลอดโปร่งแล้วก็ค่อยกลับมาคิดหาทางแก้ไขใหม่อีกรอบ
- ครอบครัวควรจะวางนโยบายเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวรับทราบ เช่นการประหยัด น้ำประปา ไฟฟ้า และสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ โดยอาจจะทำป้ายต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือคนในครอบครัวให้ช่วยกันประหยัด เช่น "ปิดสวิชต์ทุกครั้งหลังออกจากห้องน้ำนะจ๊ะ" หรือไม่ก็อาจจะกำหนดช่วงเวลาการเปิดปิดเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน เป็นต้น
- ต้องคอยเตือนตัวเองไว้เสมอว่า "คุณมีสิทธิ์ท้อได้แต่อย่าเพิ่งถอย"
- คิดว่าไม่มีใครเก่งอยู่คนเดียว เมื่อเจอปัญหา ควรหาช่องทางแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ โดยให้ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะว่าเรื่องครอบครัวไม่ควรมองว่าใครเป็นช้างเท้าหน้าหรือเท้าหลัง อยากให้มองว่าทุกคน เป็นทุกเซลล์เล็กๆที่ต้องร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจกันในการที่จะพาครอบครัวให้ผ่านอุปสรรคต่างๆไปให้ได้ การมองว่าพ่อเป็นช้างเท้าหน้า อาจจะมองว่าเป็นบทบาทที่ทางสังคมมอบให้ หรือยัดเยียดให้ ความจริงแล้วทุกคนควรรับผิดชอบชีวิตของตนเองให้ดี และพร้อมที่จะร่วมแบ่งปันให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
นพ.กัมปนาท สรุปทิ้งท้ายว่า บุคคลรอบข้างมีส่วนสำคัญในการสร้างกำลังใจมากที่สุด โดยเฉพาะครอบครัว ซึ่งถือเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพจิตซึ่งกันและกัน และยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะประคับประคองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ โดยจะต้องมีความรัก ความสามัคคี ใช้มธุรสวาจา และถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น และทำให้สามารถฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี
