Showing posts with label คติธรรม Moral: Buddhist's way of thinking. Show all posts
Showing posts with label คติธรรม Moral: Buddhist's way of thinking. Show all posts

Wednesday, October 28, 2015

เรามัวแต่มองออกไปภายนอก จนลืมมอง ถึงสิ่งดีๆ ที่เรามี อยู่กับตัว

มหาเศรษฐีท่านหนึ่ง บ้านช่องสวยงามตระการตาแต่อยู่ติดกับบ้านที่เป็นรั้วบ้านเก่าสังกะสีผุๆ ท่านตื่นขึ้นมาทุกเช้า มองออกไปเห็นบ้านเฮงซวยหลังนี้ ทิวทัศน์ ทัศนวิสัย แย่มาก
วันหนึ่งทนไม่ไหวแล้ว เห็นตาแก่เจ้าของบ้านสังกะสีตื่นมาพอดี จึงเดินเข้าไปหาและถามว่าบ้านมึงขายเท่าไร ? กูเห็นทุกวันอุบาทว์ตามาก จะขายเท่าไรก็ซื้อ
เจ้าของบ้านสังกะสีอันซอมซ่อ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับพูดจานุ่มนวลอ่อนโยนว่า.. ท่านผู้มีอันจะกิน ไม่ขายขอรับ ทุกเช้าผมตื่นขึ้นมา ก็ได้เห็นปราสาทที่งดงามของท่าน ผมมีความสุขที่ได้เห็นแต่สิ่งที่สวยงามตระการตา ทุกเช้าสายบ่ายเย็น ถ้ากระผมขายบ้านให้ท่านไป กระผมก็จะไม่ได้เห็นสี่งที่งดงามตระการตานี้อีกต่อไป
มหาเศรษฐีถามต่อ แล้วมึงไม่ดูบ้านตัวเองว่า อุดจาดตาแค่ไหน อยู่ได้ยังไงนี่
เจ้าของบ้านสังกะสีอันซอมซ่อ ตอบว่า..ขอรับกระผม กระผมก็แค่อาศัยอยู่ด้วยจิตที่เสาะแสวงหาแต่ความดี และความงาม อะไรที่มันไม่งาม กระผมก็ไม่สนใจดู กระผมดูแต่ความงามความดีเท่านั้น อะไรที่ไม่ดีไม่งามกระผมก็ไม่ใส่ใจขอรับ กระผมก็ไม่เข้าใจท่านเหมือนกัน บ้านท่านออกใหญ่โตงดงาม แต่ท่านกลับไม่สนใจ ตื่นเช้ามาก็สนใจแต่บ้านเฮงซวยของกระผม ถ้ากระผมเป็นท่าน จะชื่นชมความงามพร้อมของบ้านตัวเอง และไม่สนใจบ้านที่เฮงซวยของคนอื่น
ท่านเศรษฐี ได้คิดว่า.. จริงด้วย เราคงบ้าไปแล้ว
ที่เอาจิตของตัวเองไปจับแต่เรื่องเลวร้าย บ้านของตัวเองที่สวยงามมากกลับไม่สนใจ แถมยังไปวุ่นวายกับของนอกกายรอบข้างที่สกปรก นับตั้งแต่นั้นมา ท่านมหาเศรษฐีก็เข้าใจในธรรมของผู้ยากไร้
และกลายเป็นกัลยาณมิตรกัน จวบจนสิ้นอายุขัย
บางครั้ง เรามัวแต่มองออกไปภายนอก จนลืมมอง ถึงสิ่งดีๆ ที่เรามี อยู่กับตัว หากเราได้...ตั้งสติ และมองออกจากภายใน มองด้วยจิตใจที่งดงาม เราคงได้เห็น ความงดงาม และ คุณค่า ของสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ใจของเรา..คงผ่องใส ชีวิตของเรา..คงมีแต่ความสุข ได้ทุกวัน
(ที่มา facebook Siriwatt Takchan )

:: เรามัวแต่มองออกไปภายนอก จนลืมมอง ถึงสิ่งดีๆ ที่เรามี อยู่กับตัว 

Friday, August 30, 2013

ปลาทูไหม้ สอนคติธรรม

สอนคติธรรม จาก ปลาทูไหม้

"แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน ปลาทูไหม้ตัวเดียว ไม่เคยทำร้ายใครหรอก
แต่คำพูดว่ากัน ต่างหากที่จะทำร้ายกัน"....

แม่ของผมชอบทำอาหาร...
คืนหนึ่งหลังจากที่แม่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน
แม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า และทำอาหารเย็นให้เราปกติ
ที่โต๊ะอาหาร แม่วางจานที่มีปลาทูที่ไหม้เกรียมบนโต๊ะต่อหน้า พ่อ และทุกๆคน....

ผมรอว่าแต่ละคนจะว่าอย่างไร...
แต่...พ่อไม่พูดอะไร และตั้งหน้าตั้งตา กินปลาทูไหม้ตัวนั้น
และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

คืนนั้นหลังอาหารเย็น ผมจำได้ว่า
ได้ยินแม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูไหม้...
และผมไม่เคยลืมที่พ่อพูดกับแม่เลย
"โอย...พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ...อร่อยมากจ้ะแม่"

คืนต่อมา ผมเก็บคำถามในใจก่อนนอนถามพ่อว่า
พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอ
พ่อลูบหัวผม และ ตอบว่า...
"แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน ปลาทูไหม้ตัวเดียว ไม่เคยทำร้ายใครหรอก
แต่คำพูดว่ากัน ต่างหากที่จะทำร้ายกัน"

"ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ
และแต่ละคนก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ
ตัวเราเองก็ไม่ได้มีอะไรดีกว่าใครๆ"

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยจำวันเกิดภรรยา วันครบรอบวันแต่งงาน
ทั้งตัวเองและลูกก็ไม่เคยฉลองหรือแม้แต่ทำบุญวันเกิด

แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้ ในช่วงชีวิตคือ...
การเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดของคนอื่น
และการเลือกที่จะยินดีกับความคิดต่างกันของแต่ละบุคคล
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างชีวิตครอบครัวที่มีความสุขและยืนยาว

ชีวิตเราสั้นเกินกว่าจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจที่ว่า
เราทำผิดกับคนที่เรารัก และ รักเรา
ดูแล และทะนุถนอม คนที่รักคุณ
และเข้าใจในคนที่ไม่ชอบคุณจะดีกว่านะครับ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับชีวิตนะครับ
เพราะชวิตคนเรา....มันมีวันหมดอายุ...

ทำวันนี้...เดี๋ยวนี้...เพื่อวันพรุ่งนี้กันเถอะครับ
☆・゚・:*:・゚☆。。☆,。・:*:・゚☆

(Unknown)
Sudkanung @ร้อย8-พัน9


ปลาทูไหม้ สอนคติธรรม

..

Monday, August 26, 2013

การแผ่เมตตา(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

การแผ่เมตตา(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

ที่ลพบุรี ข้างร้านวรทัศน์ ตอนเย็นๆ เวลาประมาณ ๑๘ นาฬิกา
จะเห็นคนแก่โบราณ ถือตะกร้าหมาก เดินไปมาหลังร้านที่วัง และที่โรงหนัง
เป็น เจ้าของที่ เห็นกันหลายคน

เขาเลยไปนิมนต์พระมาสวดนักขัตรบ้าง
เอาทราบซัดบ้าง ราดน้ำมนต์บ้าง ยายคนนั้นก็หายไป

ลูกสาวของป้าข้างรานวรทัศน์ ทำงานอยู่ที่องค์การโทรศัพท์
ยังไม่มีครอบครัว เกิดมีอาการผิดปกติตอนบ่าย ๓ โมง

จะมีอาการทำเป็นคนหลังค่อม ทำเป็นนมยาน
พิมพ์หนังสือไม่ได้เลย กวาดโน่น กวาดนี่

มีคนพาไปหาหมอดู และเข้าตรวจที่โรงพยาบาล
หมอก็บอกว่า ไม่มีโรคอะไร

หัวหน้าองค์การโทรศัพท์บอกว่า ให้ไปรักษาให้หาย
ถ้า ๓ เดือนไม่หายให้ออกจากที่ทำงาน

ยายคนนี้เป็นเจ้าของที่ที่โรงหนังหลังร้านวรทัศน์ แก่หลังค่อม
นมยาน ถือกระจาดหมาก ถูกเขาไล่ที่ลพบุรี
เลยไปเข้าลูกสาวเขาที่กรุงเทพฯ วิญญาณอาฆาตนะ

อย่าลืมนะ ถ้าใครพบเห็นอย่างนี้ อย่าไล่นะ
อย่าไปเอาพระมาสวด อย่าเอาน้ำมนต์ราด ขอฝากไว้ “อย่า”

ท่านต้องแผ่เมตตา แผ่เมตตาไปนี่ ผีมันรักท่านนะ
ขอประทานโทษ ไม่ต้องแค่ผี แค่คนหรอก กับสุนัขยังใช้ได้

อาตมาเมื่อสมัยเด็ก จะไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ไปลาป้า
มีไอ้โทนตัวหนึ่ง เราไปขว้างหัวมัน
พอเรียนหนังสือจบจากกรุงเทพฯ มาหาป้า
มันเห่าเราคนเดียว เพื่อนไม่เห่า หมายังเกลียดแล้ว ผีจะไม่เกลียดหรือ

ในที่สุด เขาก็รักษาไม่หาย
จึงไปหาพระองค์หนึ่งอยู่ที่ปากน้ำ สมุทรปราการ
นั่งทางในเก่ง แม่กับเตี่ยเขาไปด้วย
พระท่านถามว่า เคยเห็นยายแก่หลังค่อม นมยานไหม เขามาสิงอยู่

พ่อแม่ก็ยังไม่เชื่อใจ ก็ไปหาแม่ชีคนหนึ่งที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ
ก็บอกตรงกันกับพระเลย

จึงถามวิญญาณว่าจะเอาอะไร ไม่อย่างนั้นลูกสาวจะไม่หาย
เพราะเขาเคียดแค้นมาก จะเอาลูกสาวให้ตาย

แม่ชีก็ถาม ได้ความว่า เอาสังฆทาน สิ่งของต่อไปนี้ ไม้กวาด มีด ช้อนส้อม ๒๐ คู่

เขาก็ถามว่า จะเอาไปไหน แม่ชีก็บอกว่า

“ยายคนนี้จะมาอยู่วัดอัมพวัน เขารู้จักหลวงพ่อวัดอัมพวัน
แผ่เมตตาให้ทุกวัน และให้ทานทุกวัน เขาบอกอย่างนั้น”

แม่ชีคนนั้นก็ไม่รู้จักวัดอัมพวันด้วย
เขาบอกว่า เอาไม้กวาด เพราะมาอยู่วัดต้องกวาดวัด
และบอกว่าที่วัดกินข้าวเขาใช้ช้อนกัน

เขาก็เลยพามาเต็มวัดเลย มาถวายสังฆทานและนิมนต์พระอนุโมทนา
ไม้กวาดยังอยู่เลย วัดนี้ดี ผีช่วยกวาดเยอะ คนขี้เกียจจัง

พอถวายสังฆทานเสร็จเรียบร้อย พระอนุโมทนา “พุทธาโภคา....” เรียบร้อย
ลูกสาวหายทันที เดี๋ยวนี้ยังอยู่ ถามร้านวรทัศน์ดูได้ เป็นหัวหน้ากองไปแล้ว

ขอฝากไว้อย่าไปไล่ผีแบบนั้นนะ ต้องแผ่เมตตา ขอเสนอแนะว่า ถ้าผีเข้าจริง
เราก็แผ่เมตตาไปแบบเจ้าคุณธรรมกิตติ (สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี)

คาถาว่า “เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง”
ถ้าเชื่อจำไป ขับรถ ผีช่วยเราหมด

ถ้าจะภาวนาเป็นหัวใจ ก็ภาวนาว่า “เมตตา คุณณัง อรหัง เมตตา”

ก็ไม่น่าเชื่อนะ ตอนเช้าอยู่ดีๆ พอบ่าย ๓ โมง ทำเป็นคนแก่ กวาดเหมือนคนแก่
พิมพ์หนังสือไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เป็นสาว ทำนมยานได้ แปลกดี !

Saturday, August 17, 2013

เวลาเจ็บปวดมากๆ จิตคนเรามักจะทุรนทุราย



เวลาเจ็บปวดมากๆ จิตคนเรามักจะทุรนทุราย ถูกความเจ็บปวดครอบงำจนเป็นทุกข์ พยายามดิ้นรนอยากจะพ้นจากความทรมานนั้น แต่ถ้าเราพยายามถอยตัวเองออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู ว่าเจ้าตัวความปวดเป็นสิ่งหนึ่ง จิตที่ไปรับรู้ความปวดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง. จิตใจจะไม่ทรมานเลย ต้องพยายามฝึึกแบบนี้บ่อยๆ เอาไว้ใช้เวลาใกล้ตาย




คนเราไม่ควรประมาทในชีวิต เพราะไม่มีใครรู้วันตายของตัวเอง อาจจะตายที่ีนี่เดี๋ยวนี้ก็ยังได้ ดังนั้นเราควรฝึกเตรียมตัวก่อนตายเอาไว้ การฝึกสติจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน

ต้องพยายามฝึกดูจิตตัวเอง บ่อยๆ

Cr:: M Sasa



Monday, July 9, 2012

เลี้ยงลูกให้ได้ดี - หลวงพ่อจรัญ

:: หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

คบพาลได้ผิด คบบัณฑิตได้ผล
คบคนชั่วทำตัวอับจน คบคนดีได้ผลจนวันตาย
เมาเพศหมดค่า เมาสุราหมดความสำคัญ
เมาการพนันหมดตัว เมาเพื่อนชั่วหมดดี
ไม่ใช่หมายความว่า เราเป็นคนชั่ว
แล้วเดินตามบัณฑิตไป จะเป็นบัณฑิตตามเขาไป
ให้เอาบัณฑิตมาไว้ในจิต พาลเอาออกไปเสีย

:: หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม เน้นไว้

- พ่อ แม่ อย่าทะเลาะกัน จงสร้างความดีให้กับลูก

งาม4 ที่ (1.แต่งตัวงาม งามด้วยเครื่องแต่งตัว เข้าสังคมได้ 2.งามด้วยหน้าตา 3.งามด้วยมารยาทและการพูดจา ลมปากหวานหูไม่รู้หาย 4.มีน้ำใจงาม )

ความดี 4 แบบ (1. ดีด้วยชาตตระกูล 2.ดีด้วยทรัพย์สมบัติ  3.ดีด้วยมีวิชาความรู้  4.ดีที่มีศีลธรรม )

กตัญญู 4 อย่าง (1.รู้คุณบิดามารดาครูอาจารย์ 2.รู้คุณกตัญญูของสถานที่-รู้คุณของการชีพการงาน 3.กตัญญูของความดี รู้พระคุณของความดีที่ทำให้เราเป็นคนดี 4.กตัญญูต่อตนรู้ รู้รักษาอวัยวะสุขภาพของตัวเอง ไม่มัวเมากับอบายมุขต่าง ๆ  )

- มีคุณธรรม มีวินัยภายใน คือ มีธรรมะ สะอาดใจ
- มีวินัยภายนอก คือ การแต่งตัวเรียบร้อย สะอาดกาย

- อดทนเป็นสมบัติของนักต่อสู้
- ความรู้เป็นสมบัติของนักปราชญ์
- ความสามารถ เป็นสมบัติของนักประกอบกิจ
- ความมีระเบียบทุกชนิดเป็นสมบัติของผู้ดี

:: หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

http://www.youtube.com/watch?v=1hJf-BSfPcQ&feature=related









Sunday, April 29, 2012

บุกจับเจ้าคณะตำบลตั้งก๊วนเขย่าไฮโล

 บุกรวบเจ้าคณะตำบลแม่เหียะ-เจ้าอาวาส ร่วมก๊วนเล่นไฮโลกับฆราวาสนับสิบรายกลางสวนลำไยในเมืองลำพูน ตำรวจภาค 5 ส่งดำเนินคดีพร้อมจับสึก
เมื่อเวลา 18.30 น. วันนี้(29 เม.ย.) พ.ต.อ.ธวัชชัย อยู่มาก ผกก.สส.บช.ภ.5 นำกำลังกว่า 20 นาย เข้าปิดล้อมสวนลำไย หมู่ 6 ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้ลักลอบเล่นการพนัน เมื่อไปถึงพบนักพนันทั้งชาย หญิงนับสิบรายกำลังนั่งเล่นพนันไฮโลกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด โดยเจ้าหน้าที่ถึงกับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าในกลุ่มนักพนัน มีพระสงฆ์อยู่ในชุดห่มเหลือง 3 รูป ร่วมวงเล่นพนันอยู่ด้วย จึงเข้าจับกุมพร้อมควบคุมตัวนักพนันทั้งหมด 13 ราย เป็นชาย 7 คน หญิง 3 คน และพระสงฆ์อีก 3 รูป ไปดำเนินคดีที่ สภ.ป่าซาง จ.ลำพูน

สำหรับพระสงฆ์ทั้ง 3 รูป ประกอบด้วย พระครูโกศล ปริยัติวิสิฐ อายุ 44 ปี เจ้าอาวาสวัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลแม่เหียะด้วย 2.พระแสวง ปัญญาวิโร อายุ 47 ปี เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน และ 3. พระสุพจน์ สิริวัณโณ อายุ 34 ปี พระลูกวัดแห่งหนึ่งใน จ.ลำพูน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกประจำวัน พร้อมแจ้งข้อหาเล่นพนัน (ไฮโล) เอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตกับนักพนันทั้งหมด ก่อนนำตัวพระทั้ง 3 รูป ไปให้เจ้าคณะตำบลป่าซางทำการสึกจากการเป็นพระต่อไป

::บุกจับเจ้าคณะตำบลตั้งก๊วนเขย่าไฮโล © 2554 บริษัท เดลินิวส์ เว็บ จำกัด วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2555
-----------------

อย่าทำให้โลกติเตียนอีกเลย
** พระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ไม่เสื่อมหรอก แต่คนที่ปฏิบัติทำเสื่อมเสียเอง แม้จะเป็นอาบัติเพียงเล็กน้อย แต่ทางโลกแล้วถือว่ามหาศาล เราเป็นพระ เขาให้ลดละเลิกกลับไปเล่นซะเอง แล้วจะสอนใครได้ในเมื่อตัวเองยังปฏิบัติไม่ได้ ช่างไม่ละอาย เมื่อปฏิบัติไม่ได้ก็ลาสิกขาออกมาเสีย ไม่ใช่ดันทุรังอยู่ให้ศาสนามัวหมองเปล่าๆ


Monday, April 23, 2012

จมอยู่ในทะเลทุกข์ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขึ้นฝั่ง

"(คนเราถ้า)จมอยู่ในทะเลทุกข์ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขึ้นฝั่ง" หลวงจีนแก่ ๆ ผู้กวาดลาดวัดเส้าหลิน ในเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า กล่าวเตือนสติ "คนสมัยก่อนไม่มีความรู้ถูกประนามว่า โง่เขลา แต่ท่าน(ทั้่งหลาย)เป็นผู้มีความรู้ แต่ยังทำเรื่องโง่ ๆ อีก" คำกล่าวเตือนสติของหลวงจีนรูปเดียวกัน ทุกข์มันหนัก ถ้าได้ไปแบกมันเชียว ปล่อยมันไป ให้ทุกอย่างไปตามทางของมัน ทำใจให้ว่าง ปล่อยใจให้สบาย เปลือยใจให้หมด ให้รู้ทันทุกข์ ทุกอย่างย่อมไม่เที่ยง มันมา เดี๋ยวมันก็จะไป มีสติ รู้เท่าทันทุกข์ คิดให้ดีก่อนทำ ให้คิดแล้วคิดอีก จะได้ไม่ผิดหวัง ลองอ่านอีกครั้งเผื่อจะมีสติสตังสตางค์ บ้าง "(คนเราถ้า)จมอยู่ในทะเลทุกข์ แล้วเมื่อไหร่จะได้ขึ้นฝั่ง" หลวงจีนแก่ ๆ ผู้กวาดลาดวัดเส้าหลิน ในเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า กล่าวเตือนสติ "คนสมัยก่อนไม่มีความรู้ถูกประนามว่า โง่เขลา แต่ท่าน(ทั้่งหลาย)เป็นผู้มีความรู้ แต่ยังทำเรื่องโง่ ๆ อีก" คำกล่าวเตือนสติของหลวงจีนรูปเดียวกัน (c) copyright 2555

Monday, December 26, 2011

'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!!

ใครจะเชื่อว่าผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะไอที อย่าง ''สตีฟ จ็อบส์ Steve Jobs'' จอมยโสโอหัง จะศรัทธา ''เซน'' จนถึงขนาดที่จะอุทิศตนเพื่อศาสนา คนๆนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ผู้ชายที่รวยมากขนาดนั้น กลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย รวมทั้งเสื้อผ้าที่เราคุ้นตา ซึ่งเขามักจะสวมใส่ เช่น เสื้อสีดำคอเต่า กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน รองเท้าผ้าใบ ช่างเรียบง่ายและธรรมดา ทำไมกัน?

เป็นเรื่องที่น่าสนใจในระดับน่าค้นหา ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้พูดคุยกับ ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์มือทองในเมืองไทย ถอดรหัสความเป็น เซน ของสตีฟ จ็อบส์ บุรุษผู้ล่วงลับ

“สตีฟ จ็อบส์ สนใจในปรัชญาเซน….” ว.วชิรเมธีบอกว่าจ็อบส์เกิดมาในยุคซิตี้ อเมริกาทำสงครามกับทั่วโลก คนในยุคนั้นจึงเป็นคนที่ต่อต้านสงครามและหันหลังให้กับสังคม

“ณ เวลานั้นเอง ญี่ปุ่นก็เข้าไปในอเมริกา ลัทธิของกูรูจากอินเดียก็เข้าไปในอเมริกา สตีฟ จ็อบส์ ได้กลิ่นอายของจิตวิญญาณ และเขาก็เป็นบุปผาชน หรือเป็นฮิปปี้คนหนึ่ง พุทธปรัชญา สนใจเซน เขาไปอยู่สำนักเซนถึง 18 เดือน ไปอยู่อินเดียถึง 7 เดือน เพราะจะแสวงหาคำตอบทางจิตวิญญาณว่า แท้ที่จริงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้รับคืออะไร แสดงว่าเขามาสนใจ เพราะบริบทของอเมริกา มันเป็นบริบทของจิตวิญญาณ เขาศึกษาลัทธิหลายลัทธิด้วยกัน แต่สุดท้ายเขาเลือกเซน เพราะมันตอบชีวิตเขาได้ว่า เซนนั้นเต็มไปด้วยความเรียบง่าย แต่มีความสุขลุ่มลึก แท้ที่จริง เซนก็คือพุทธศาสนานั่นเอง"

และนี่คือสิ่งที่เราทุกๆ คน ควรเรียนรู้ทั้ง 5 ข้อ

1. ทำในสิ่งที่รัก สตีฟ จ็อบส์ พูดเสมอว่า ที่เขาประสบความสำเร็จ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่เขารัก เขาจะไม่ไปเสียเวลาทำในสิ่งใดก็ตามที่เขาไม่มีความจริงจัง คลั่งไคล้ใหลหลง พอเขาได้ทำในสิ่งที่รัก เขาก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักตรงนี้ ตรงกับหลักของพระพุทธเจ้า ในอิทธิบาท 4 พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่อยากประสบความสำเร็จ ต้องมีฉันทะ ทำในสิ่งที่รัก ดังนั้น สตีฟ จ็อบส์ เขาทำตรงเป๊ะเลย

2. ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ถ้าไม่ดีที่สุด อย่าเสียเวลาไปทำ

3. เป็นคนที่กล้าคิดต่าง ทำให้โลกนี้มีคนอย่างสตีฟ จ็อบส์ เขาบอกว่า ถ้าเขาคิดเหมือนคนอื่น เขาก็ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมอะไรได้ ฉะนั้น เขากล้าคิดต่าง กล้าคิดนอกกรอบ นวัตกรรมของเขาจึงเป็นนวัตกรรมที่ล้ำยุคมาก

4. สตีฟ จ็อบส์ นั้น เป็นสุดยอดของมืออาชีพ เวลาที่เขาจะพรีเซนต์นวัตกรรม เขาศึกษาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งขวดน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เขาก็ไปหมุนเกลียวดูว่า มันมีเกลียวหมุนยังไง แม้แต่แสงไฟที่ส่องลงบนเวที สตีฟ จ็อบส์ ก็ไปเช็กดูว่า มันเหมาะสมมั้ย สตีฟ จ็อบส์ ดูทุกรายละเอียด ขนาดลงลึกระดับพิกเซล

"ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องทำงานแบบมืออาชีพ อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แน่แล้ว ไม่ต้องฝึก ขนาดสตีฟ จ็อบส์ ยังต้องฝึกทุกครั้งก่อนลุกขึ้นพูดบนเวที ทำอะไรก็ตาม อย่าทำทิ้งๆ ขว้างๆ แบบว่าขอไปที ให้ทำอย่างคนที่เป็นมืออาชีพ"

ประการสุดท้าย คือ สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า ผมอยากเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้น อาตมาคิดว่า สำคัญมาก คนบางคนเกิดมาเพื่อให้โลกนี้แย่ลง แต่สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า อยากเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้น ถ้าเราคนไทยบอกว่า ผมอยากเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้น และลงมือทำอย่างสตีฟ จ็อบส์ ประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้

การเสียชีวิตไม่เสียเปล่า หากเราเรียนรู้...!!

ที่มา: 'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!! ไทยรัฐออนไลน์ไลฟ์สไตล์ วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 'ว.วชิรเมธี' เจาะธรรมผ่าน 'สตีฟ จ็อบส์'!!!
------------------

หลากทัศนะ 'สาวกแอปเปิล' กับ งานเปิดตัวหนังสือ'สตีฟ จ็อบส์'!


เป็นไปอย่างครึกครื้นกับงานเปิดตัวหนังสือ "สตีฟ จ็อบส์" โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน ของเนช่ันบุ๊คส์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของ สตีฟ จ็อบส์ หลายต่อหลายเล่ม แต่ดูเหมือนว่า เล่มนี้โดนใจสาวกคนรักสตีฟ จ็อบส์ อย่างจัง โดยได้หัวเรือใหญ่อย่าง นายสุทธิชัย หยุ่น ทุ่มสุดใจให้หนังสือเล่มนี้คลอดออกมาเร็วที่สุด

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรดาคนรักสตีฟ จ็อบส์ ยืนรอต่อคิวสั่งซื้อหนังสือซื้อกันอย่างน่ารัก มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้างอะไรบ้าง หลายคนสั่งซื้อหนังสือยกกันเป็นลัง โดยหนังสือก็มีให้เลือกอ่าน 3 รูปแบบด้วยกัน ทั้งปกแข็ง ปกอ่อน และในรูปแบบอีบุ๊กส์

สำหรับบรรยากาศบนเวที มีการเสวนาพูดคุย นำโดย นายสุทธิชัย หยุ่น และแขกรับเชิญพิเศษหลายท่าน อาทิ ว.วชิรเมธี ดำเนินรายการอย่างสนุกสนาน โดยพิธีกรหน้าละอ่อน หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์

ไม่บ่อยครั้งหนักที่บิ๊กเนมอย่าง นายสุทธิชัย หยุ่น จะออกตัวเป็นบรรณาธิการ แสดงว่าชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ คงไม่ธรรมดาจริงๆ

“สตีฟ จ็อบส์ มีอิทธิพลต่อเขา ตรงที่ทำให้เขาเชื่อว่า คนที่มุ่งมั่น ตั้งเป้าในชีวิต ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาพของชีวิตอย่างไร ก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนอยากทำ และถ้าการทำงานมีโฟกัส จัดลำดับความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน ไม่วอกแวก ย่อมก้าวไปถึงสิ่งที่ต้องการจะทำได้ ผมเอาด้านบวกของความเป็นศิลปินผสมกับความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของเขามาเป็นเครื่องยืนยันว่า ด้านลบของคนไม่สามารถบดบังผลงานด้านสร้างสรรค์ได้...ถ้าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่”

มาการันตีความน่าสนใจกันต่อที่นักแปลคนสวย นางณงลักษณ์ จารุวัฒน์ ที่เป็นกำลังในการแปลหนังสือเล่มนี้ รับรองด้วยตัวเองเลยว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วสนุกสนาน และมีประเด็นที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 1.โฟกัส หมายถึง ความสามารถในการรวมสมาธิ มีความมุ่งมั่น แน่วแน่ พิจารณาตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งที่ใช่และสำคัญ ตรงประเด็น ในสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ 2. ความทุ่มเท ความใฝ่ฝัน ความหลงใหลในสิ่งที่เขาทำอย่างเต็มที่ เวลาเขาทำอะไร ทำอย่างเต็มที่ และมีความหลงใหล ถ้าคนเรามีความรู้สึกกับตรงนี้ รับรองว่าคุณให้ทุกอย่างกับงานที่คุณทำ 3. ความสมบูรณ์แบบ เขาเป็นคนที่เวลาทำอะไร ความทุ่มเทของเขานั้นหวังผล ต้องการที่จะให้ออกมาเป็นผลสัมฤทธิ์ที่ดีเริ่ด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เขาคิดหรือกระทำ 3 อย่างนี้เป็นคุณสมบัติที่เราน่าจะเรียนรู้ และทำให้ได้อย่างสตีฟ จ็อบส์ 3 อย่างนี้คือคุณสมบัติเด่น และคุณลักษณะสำคัญในตัวเขา ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถพลิกโลกได้ และเชื่อว่า หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขามีอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณหลงรักเขาได้”

อีกหนึ่งสาวกตัวจริง นันทขว้าง สิรสุนทร บรรณาธิการแมงโก้ TV ที่เจ้าตัวบอกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไรหนักหนากับไอโฟนหรือไอแพด แต่ก็แฟนตัวจริงของไอพอดมาแต่ไหนแต่ไรเพราะชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ

"คนมักยกย่องสตีฟ จ็อบส์ ว่าเป็นเทวดา หรือสุดยอดของอภิคนอัจฉริยะ แต่พูดตรงๆเลยว่าเขาก็เป็นคนนิสัยไม่ดีหลายอย่าง เป็นคนที่ลูกน้องก็เกลียด เขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์เยอะ ชอบความเป็นมนุษย์ของเขา คือเขาไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี เขาเป็นคนที่พร้อมจะทะเลาะเบาะแว้งกับคนในห้องประชุม ทุบโต๊ะ ปาแก้ว กับลูกน้อง ชื่นชมที่เขาเป็นคนอัจฉริยะ เป็นคนที่สามารถนำเอานวัตกรรมมาเดินมาจับมือกับศิลปะ ซึ่งปกติศิลปะมันไม่ค่อยจับมือกับเทคโนโลยี แต่สตีฟ จ็อบส์ เป็นคนแรกๆของโลก ที่เขาทำให้ศิลปะมันเดินมาอยู่ด้วยกันได้กับเทคโนโลยี "

พอหอมปากหอมคอกันไปกับหนังสือเล่มนี้ ต้องยอมรับจริงๆว่า กระแสเขาแรง ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันปีใหม่ หนังสือชีวประวัติ "สตีฟ จ็อบส์" โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน เล่มนี้ น่าจับตามองเล่มหนึ่งเลยทีเดียว

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ไลฟ์สไตล์ วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2554 'สตีฟ จ็อบส์'!!!

Sunday, April 17, 2011

คณิตผสานคติธรรมของ ขงจื้อ

น่าคิด.. 3 x 8 = ?????

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า

จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3x8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24

จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน!

จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ

ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น

เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้ว

เอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ

ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว

พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่

จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น

จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา

เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด

คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?



เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัว

มาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!

เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง

เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก

เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้

ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่

จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่

และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย

อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่า

อาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน

ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก

หากอาจารย์บอกว่า 3x8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”


เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ

โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ

ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน)

ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน

บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)

ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด

ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด

ที่มา: forward mail

..

Thursday, February 10, 2011

ให้เป็นคนหนักแน่น

** ปลงให้เป็น เย็นให้ได้ **
ยอมให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้
+++++++++++++++++++++

ใครชอบ ใครชัง ช่างเถิด
ใครเชิด ใครแช่ง ช่างเขา
ใครเบื่อ ใครบ่น ทนเอา
ใจเรา ร่มเย็น เป็นพอ

คุณนามแฝงสิงโตหมอบ ได้กล่าวไว้ว่า กลอนบทนี้ไม่ได้บอกสอนให้เราเป็นคนเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง หรือ ไม่ได้ชี้นำว่าเราควรไม่แยแสคำคน หรือความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อตัวเรา บางครั้งคำพูด หรือการแสดงออกของคนอื่น ก็เป็นกระจกสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของตัวเรา เพียงแต่กลอนบทนี้สอนให้เราหนักแน่น และไม่รวนเรไปตามคำคน และที่สำคัญ ปลดปลงให้เป็น เย็นให้ได้ ไม่ใช่ใครว่าอะไรทีก็เสียใจ ซวดเซ เป็นทุกข์เป็นร้อน เป็นเดือดเป็นแค้น ไปเสียทุกครั้งคราว

ชอบก็ช่าง เขาไง เราไกลหนี
ชอบก็ดี วางไว้ ไม่ฉลอง
ชอบไม่เห็น ไม่รู้ ดูดั่งทอง
ชอบไม่ต้อง เกี่ยวแวะ นั่นแหละดี

ใครรักเรา เรารู้อยู่ ว่ารัก
ใครไม่ทัก รักใคร่ ก็ไปหนี
ใครสรรเสริญ เยินยอ ก็พอที
ใครราวี คิดร้าย ไม่หมายสู้

ชังก็ช่าง ไม่อีนัง ไปขังขอบ
ชังเกินชอบ ตอบช่าง วางไว้หู
ชังหนังหน้า ไม่เห็น เช่นไม่ดู
ชังก็อยู่ แค่ชัง ไม่ฟังเขา

ช่างเขาเถิด ถ้าเขา ไม่เข้าจิต
ช่างเขาเถิด ไม่คิด ให้มันเศร้า
ช่างเขาเถิด ใจเขา มิใช่เรา
ช่างเขาเถิด ไม่เอา เขามาคิด

เถิดขอร้อง อย่ามอง เขาเศร้าสร้อย
เถิดอย่าคอย ขุ่นแค้น แสนหงุดหงิด
เถิดอย่าเห็น คนอื่น ตื่นสัมฤทธิ์
เถิดอย่าติด ใจเขา เฝ้าใจตน

ใครดีมา ดีไป ได้ทั้งนั้น
ใครเดียด ฉันไม่ดู รู้ไม่สน
ใครรักนิด คิดตอบ มอบกมล
ใครจะบ่น คนนั้น ฉันไม่รู้

เชิดมาใส่ ใครอ้าง ก็ช่างเขา
เชิดจะเอา ไม่เห็น เป็นอดสู
เชิดจะจริง นิ่งเฉย ไม่เงยดู
เชิดคอชู อยู่ไหน ก็ไม่ว่า

ใครนินทา ว่าใคร ก็ไม่เห็น
ใครดีเด่น เกินใคร ไม่ถือสา
ใครรักใคร เกลียดใคร ไม่นินทา

แช่ง ช่างเขา เราไม่เห็น ต้องรู้
แช่ง ก็อยู่ ช่างแช่ง ไม่แขว่งแขน
แช่ง จะผุดขุดชัก ไม่หนักแทน
แช่ง ก็แสน ไม่เห็นจะเป็นไร

ช่างเขาเถิด ถ้าเกิดเขา ไม่เข้าท่า
ช่างเขาเถิด เมินหน้า ไม่กล้าใกล้
ช่างเขาเถิด ปล่อยเขา เราทำใจ
ช่างเขาเถิด หยุดไป ใส่ใจติด

เขาจะพูด แบบไหน ก็ไม่ว่า
เขาจะด่า แบบไหน ก็ไม่คิด
เขาจะบ่น บ่นไป ไม่หงุดหงิด
เขามีสิทธิ์ ส่วนเขา เรามองเมิน

เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา

จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่

เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู

ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว

อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย

เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย

ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง

...พุทธทาส ภิกขุ ...


** ปลงให้เป็น เย็นให้ได้ **
ยอมให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้
Let it be ยอมให้เป็น
Let me cooled เย็นให้พอ
Let me waited รอให้ได้
*********************

ข้อความข้างล่างต่อไปนี้ โดย พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
..มักจะมีความทุกข์มาเยือนมากกว่าความสุข การดำเนินชีวิตของมนุษย์ส่วนหนึ่งที่ทำให้มีความสุขคือ “การรู้จักยอมหรือยอมเป็น”คือยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นจนเป็นนิสัย บางครั้งแม้ว่าสิ่งที่เขาคิดหรือพูดนั้นเราจะไม่เห็นด้วย แต่การยอมรับฟังความคิดที่แตกต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไม่เกิดความ วุ่นวาย เมื่อสังคมสงบสุขตัวเราเองก็มีผลแห่งความสันตินั้นด้วย คนที่รู้จักยอมรับฟังคนอื่น มักจะเป็นคนที่มีความสุข

มีเรื่องเล่าว่าสามีภรรยาคู่หนึ่งพึ่งแต่งงานใหม่ๆ โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้รักชายที่เป็นสามีเลย แต่เพราะเห็นแก่พ่อแม่จึงจำเป็นต้องแต่งงาน สุภาษิตโบราณเรียการแต่งงานแบบนี้ว่าคลุมถุงชน ถ้าสามีภรรยาปรับความต่างให้กลายเป็นความเหมือนได้ก็อาจจะอยู่ด้วยกันยืด แต่ถ้าปรับความเห็นให้ลงรอยกันไม่ได้ ชีวิตแต่งงานก็ล้มเหลวต้องเลิกราแยกทางกันในที่สุด

ฝ่ายภรรยาซึ่งไม่ได้รักสามีมาก่อนเลยจึงคิดหาทางแกล้งสามีเพื่อที่ว่าสามีจะ ทนไม่ได้ จะได้ขอแยกทางกัน คิดหาวิธีอยู่หลายวัน จึงคิดออกโดยเริ่มที่อาหารการกินนี่แหละเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด แม้ภรรยาจะไม่ได้รักสามีแต่ก็ยังคงทำหน้าที่ของภรรยาไม่ขาดตกบกพร่อง

วันหนึ่งภรรยาหุงข้าวใส่น้ำมากเกินไป เพื่อต้องการให้ข้าวแฉะสามีจะได้ทานข้าวไม่ได้และเกิดความไม่พอใจ พอยกสำหรับกับเข้ามาให้สามี ด้วยความที่สามีเป็นคนรู้จักยอม พอตักข้าวใส่ปากจึงบอกภรรยาว่า “ข้าววันนี้หุงข้าวได้นิ่มดีกินแล้วคล่องคอ”จากนั้นก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี และรับประทานข้าวจนหมดจาน

วันต่อมาภรรยาหุงข้าวใส่น้ำน้อยข้าวเลยไหม้ ฝ่ายสามีก็รับประทานอย่างหน้าตาเฉย พลางบอกว่า “ข้าววันนี้หอมดี” แล้วก็ก้มหน้าก้มตารับประทานต่อไปอย่างหน้าตาเฉยด้วยความสงบเยือกเย็น

แม้ภรรยาจะหาเรื่องแกล้งสามีด้วยวิธีการต่างๆ นานา แต่สามีก็ยอม ไม่โต้เถียงใดๆ เรียกว่าจะแกล้งอย่างไรก็รอได้ รอว่าสักวันภรรยาคงเห็นใจ จนในที่สุดภรรยาก็ต้องยอมแพ้ความอดทนและความใจเย็นของสามี ทั้งสองครองคู่อยู่ด้วยกันจนแก่ชรา มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง สิ่งหนึ่งที่สามีภรรยาคู่นี้อยู่ด้วยกันได้ส่วนหนึ่งมาจากการรู้จักยอมหรือ การยอมเป็น เย็นพอ และรอได้ของสามี หากสามีขึ้นเสียงเถียงภรรยาตั้งแต่วันแรกๆที่อยู่ด้วยกัน ภรรยาร้อนมาผัวร้อนไป ก็จะเกิดความร้อนใจประดุจไฟเผาทรวง ไฟได้เชื้อมีแต่จะเกิดเปลวไฟเผาผลาญ ตราบใดที่ไฟได้เชื้อก็จะไม่หมดเปลว แต่หากคนหนึ่งร้อนคนหนึ่งเย็นก็อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุขได้ ชีวิตมนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน หากได้เชื้อกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงคอยเติมอยู่ตลอดก็มีแต่จะเกิดความร้อนภายในจิตใจไม่มีวันหมดสิ้น แต่หากบรรเทาโลภ โกรธ หลงลงได้ก็จะพบกับความสงบเย็น ไฟดับได้ด้วยน้ำ จิตใจร้อนดับได้ด้วยธรรม

ในสังคมมนุษย์ปัจจุบันมีแต่คนที่หวังแต่จะเอาชนะคนอื่น จึงไม่มีใครยอมใคร อีกอย่างยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีการทำมาหากินฝืดเคืองก็มีผลทำให้คนใจร้อน ซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดปัญหา แต่ถ้าต่างฝ่ายมีความใจเย็นสังคมก็น่าอยู่ และบางอย่างก็ต้องรู้จักรอโอกาสเหมือนปลูกไม้ดอกไม้ประดับก็ต้องรอจนถึงเวลา ที่ไม้นั้นจะออกดอก การศึกษาก็เหมือนกันต้องค่อยเป็นค่อยไปต้องรอให้ได้จึงจะเห็นผลในบั้น ปลาย ดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า "ต้นไม้ออกดอกช้าฉันใด การศึกษาก็เป็นไปฉันนั้น" หากมนุษย์ทุกคนรู้จักยอมให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ การดำเนินชีวิตก็จะมีความสุข โลกนี้ก็จะสงบสันติและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

Thursday, January 6, 2011

ทาน = มหากุศลแห่งการให้

ทาน ถือเป็น มหากุศลแห่งการให้ จุดประสงค์สำคัญของการให้ เพื่อต้องการลดละความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว
ให้รู้จักเป็นผู้มีความเสียสละ รู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น

ทาน (alms giving) แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

1.อามิสทาน หรือ วัตถุทาน (Earthly/Materialized/Monetary alms giving) เป็นการให้ด้วยปัจจัย วัตถุสิ่งของ หรือ เงินทอง เป็นการให้ที่สามารถทำได้ค่อนข้างง่าย อามิสทานนั้นให้ผลอย่างสูงก็แค่กามาวจรสวรรค์ ตามนัยที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสไว้ว่า "ทานัง สังคคโส ปาณัง" คือว่า การให้ทานย่อมเป็นปัจจัยเป็นบันไดไปสู่สวรรค์

2.ธรรมทาน (Dhamma alms giving) เป็นการบอกธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ชี้เหตุผล ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อย่างนี้เป็น ธรรมทาน Spread the Dhamma teaching of Buddah is a great alms giving.

3.อภัยทาน (Forgiven alms giving) อภัยทานเป็นการชำระใจ(ของผู้ที่ให้อภัยผู้อื่น) แม้จะดูพูดง่าย แต่ก็ทำได้ยาก จึงเป็นทานสูงสุด Alms giving by forgive is the greatest alms giving. จึงจัดเป็นมหากุศลประการหนึ่ง

ใครเป็นผู้มีอภัยทานประจำใจ คนนั้นก็เป็นผู้เข้าถึงปรมัตถบารมีแล้ว คำว่า ปรมัตถบารมีนี้ เป็นบารมีสูงสุดเป็นบารมีที่จะทำให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน คำว่า อภัยทาน ก็ได้แก่ การให้อภัยซึ่งกันและกัน หามายความว่าคนใดก็ตาม เขาทำให้เราขุ่นเคือง ทำให้เราไม่ชอบใจ ด้วยกรณีใดๆก็ตาม ถ้าหากเราคิดพิจารณาเข่นฆ่าจองล้างจองผลาญ ถ้าเขาด่าเรา เราคิดว่าโอกาสสักวันหนึ่งข้างหน้าเราจะด่าตอบ เขาลงโทษเรา เราจะลงโทษเขาตอบ เขาตีเรา เราคิดว่าเราจะตีตอบ แต่โอกาส มันยังไม่มี คิดเข้าไว้ในใจว่า เราจะทำอันตรายตอบ อย่างนี้พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เป็นอาฆาต คือ พยาบาท เป็นไฟเผาผลาญดวงจิต เพราะคนที่เรากำลังคิดจะฆ่าก็ดี คิดจะประทุษร้ายก็ดี นี่เขายังไม่ทันรู้ตัว เขามีความสุข เราคนที่คิดจะทำเขานั่นแหละ ตั้งแต่แรกหาความสุขไม่ได้ คบไฟแห่งความพยาบาทมันเข้าเผาผลาญ มีแต่ความร้อนรุ่มกลุ้มใจ คิดวางแผนการต่าง ๆ ว่า เราทำยังไงถึงจะแก้มือเขาได้ โดยคนอื่นเห็นว่าไม่มีความผิด อารมณ์ที่คิดอยู่อย่างนี้ ยังตัดสินใจไม่ได้ ยังทำไม่ได้ มันเป็นไฟเผาผลาญคนคิดนี่แหละ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะอำนาจโทสะเข้าสิงใจ นี่เอำนาจโทสะหรือพยาบาทมันเริ่มเผาผลาญตั้งแต่คิด แต่คนที่ถูกคิดประทุษร้ายนั้น เขายังมีความสุข ทีนี้ถ้าเราไปทำเขาเข้าอีก ไอ้โทษมันก็จะหนักขึ้น ทำเขาเข้าอีก เขายิ่งจะแก้มือใหญ่ ถ้าเขาไม่แก้มือ ทางกฏหมายก็จะยื่นมือมาช่วยเหลือ ความทุกข์ใหญ่ก็จะเกิดขึ้น

อภัยทานเป็นการชำระใจ(ของผู้ที่ให้อภัยผู้อื่น) แม้จะดูพูดง่าย แต่ก็ทำได้ยาก จึงจัดเป็นมหากุศลประการหนึ่ง
ภาษาอังกฤษ เขาพูดว่า Forgive and Forget

ธรรมเป็นทานก็ดี ให้อภัยทานก็ดี ถือเป็นปัจจัยแห่งพระนิพพาน

มหากุศลแห่งการให้: การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง

"อภัยทานัง อามิสทานัง ชินาติ" ซึ่งแปลว่า "การให้อภัยทาน ย่อมชนะเสียซึ่งการให้ทั้งปวง"

ที่มา: ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๐๖ หน้า ๗๕-๗๘

Saturday, December 25, 2010

พรปีใหม่จากสมเด็จพระสังฆราช 'ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ'

สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานพระพรปีใหม่ให้ประชาชน "ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ" ขอธรรมคือคุณงามความดีที่ทุกท่านประพฤติแล้วจงนำสุขมาให้แก่ท่าน ...

24 ธ.ค.2553 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระพรปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ให้แก่ประชาชนชาวไทย มีใจความว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้โดยทั่วไปย่อมถือกันว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อถึงคราวจำเป็นคนเราอาจสละทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต หากพิจารณาตามแนวของพระพุทธศาสนาก็เป็นจริงเช่นนั้น พระพุทธศาสนาถือว่ารากฐานของชีวิตคือความดี หากมีความดีไม่ถึงขั้นจะไม่ได้ความเป็นมนุษย์ ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก เมื่อชีวิตมีค่า จึงควรที่เราจะต้องใช้ชีวิตให้สมค่าของชีวิต คือการที่ได้มาเป็นมนุษย์ โดยการทำความดี คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม การทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์และการประกอบประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปอย่างเปล่าประโยชน์ ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี ทั้งที่เป็นส่วนตนและผู้อื่น จึงได้ชื่อว่า สุชีวิต คือ ชีวิตที่ดีงาม ขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านได้กระทำแล้วในปีเก่า และขออนุโมทนาสาธุการต่อคุณงามความดีที่ทุกท่านกำลังกระทำอยู่ในปัจจุบัน และในปีใหม่ พุทธศักราช 2554 ตลอดปี ขอธรรมคือคุณงามความดีที่ทุกท่านประพฤติแล้วจงนำสุขมาให้แก่ท่านเทอญ

'พรปีใหม่ 2554 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระพรปีใหม่ 'ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ'

Monday, October 18, 2010

คำอบรมสั่งสอนของแม่ชี

อ: ตอนนี้ผมถูกคนแทงข้างหลัง ครับ
แม่ชี: แม่ชีพูดได้ไหม
อ: ครับ ได้ครับ
แม่ชี: โยมอย่าคิดมาก มันเป็นทั้งกรรมเก่า และกรรมใหม่ เป็นคนใกล้ตัว โยมก็รู้ว่าเป็นใคร เป็นผู้หญิงคนนึง ผู้ชายคนนึง
อ: ครับ ผมทราบครับ
แม่ชี: โยมให้อโหสิกรรมเขาเถอะ เพราะอย่างไรเขาก็ทำอะไรโยมไม่ได้หรอก เพราะโยมทำความดีเอาไว้มาก อย่าคิดมาก ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีมารผจญเลย
อ: ครับ แต่ตอนนี้ผมคงถอนแจ้งความไม่ได้ เพราะหมิ่นประมาทเป็นคดีอาญาครับ ทางตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเขาเก่งมาก DNA และ+ลายนิ้วมือ ตอนนี้เขากำลังส่งเรื่องไปที่อัยการเพื่อทำการฟ้อง
แม่ชี: ถ้าโยมให้อภัย ให้อโหสิกรรมได้ก็ทำเถอะ ถ้าผู้ชายคนนี้ยังคิดไม่ได้ ลูก 2 คนของเขาก็จะเป็นทายาทกรรมที่เขาทำไว้ เราไม่ต้องไปทำอะไรหรอก
อ: ครับ เดี๋ยวผมจะขอให้ทำถอนแจ้งความครับ
แม่ชี: แม่ชีอยากให้โยมทำความดีของโยมต่อไปนะ แม่ชีจะเอาใจช่วย
อ: ขอบพระคุณแม่ชีครับ

ถอดเทปโดย: หนึ่งร้อย

Tuesday, October 5, 2010

ตั้งศูนย์ชีวิต + สมเด็จองค์ปฐมชี้คติธรรม

ในโลกปัจจุบัน ที่มีแต่ความวุ่นวาย แข่งขัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร เน้นเงินตรา เข้มข้นด้วยภาวะทุนนิยม การเลียนแบบ การบ้าดารา(เกาหลี) การบ้าเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต้องรุ่นใหม่ ต้องทันสมัย ต้องเหมือนเพื่อน รวมทั้งภาวะข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลอย่างรวดเร็วและมหาศาล การถูกจับผิด ถูกตำหนิบ่อย ๆ สิ่งต่าง ๆ มากมายที่อยู่รอบ ๆ ตัวเหล่านี้ ทำให้"ชีวิตเสียศูนย์"ได้ บางคนอาจเข้าสู่ภาวะ"จิตตก"ได้ บางคนกำลังเผาตัวเองอยู่..ด้วยเป็นโรคหงุดหงิดง่าย

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะสมมากเข้า ก็เกิดเป็น"ความทุกข์" หากรู้ไม่เท่าทันก็จักพ้นทุกข์ไม่ได้

การตั้งศูนย์ชีวิต อาจกล่าวในรายละเอียดได้ดังนี้

1. ต้องมีสติ หมายถึง ต้องใจเย็น ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ทุกคนล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น แต่ถ้าเรามองว่า ปัญหาที่เราเผชิญอยู่เป็นสิ่งท้าทาย เราควรมาสนุกกับการเอาชนะปัญหาด้วยธรรมะ ใช้ธรรมะนำชีวิต มองปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาเล็ก มองปัญหาเล็กเป็นไม่มีปัญหา อันนี้ย่อมเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนะคติในการมองโลก มองโลกบวกย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง

2. ปรับทุกข์กับคนสนิท การปลดปล่อยสิ่งที่ทำให้เราไม่สบายใจ ย่อมทำให้เราสบายใจขึ้น ถ้าไม่มีใครจะคุยด้วย คุยกับสัตว์เลี้ยงก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น หมา แมว หรือ ปลา เราก็จะรู้สึกดีขึ้น ถ้าสามารถขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ก็จะดี เพราะท่านอาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมอาจชี้ทางออกของปัญหาให้เราได้

3. การสวดมนต์ การสวดมนต์จะช่วยให้ใจของเราสบายมากขึ้น สุขยิ่งขึ้น ทุกข์น้อยลง การสวดมนต์ให้สวดช้า ๆ ให้ใจจดจ่อกับการสวดมนต์เท่านั้น ถ้าวอกแวก ก็ดึงกลับมา ให้หาบทสวดที่ยาวหน่อยจะดีมาก เช่น พาหุง-มหากา ซึ่งเป็นการอาศัยบารมีของพระพุทธเจ้าที่ทรงชนะมารที่มาผจญ ให้เราสามารถเอาชนะอุปสรรคอันตรายทั้งปวงได้ด้วยเช่นกัน

4. หาเวลาพักผ่อน บางครั้งเราอาจเครียดเกิืนไป การเปลี่ยนบรรยากาศ จะช่วยให้จิตใจของเราดีขึ้น การตักบาตร-ทำบุญ การนั่งสมาธิ ย่อมทำให้จิตของเราดีขึ้น แถมยังได้บุญอีกด้่วย -บุญต้องสั่งสมไว้ตอนมีชีวิต พอหมดชีวิตก็หมดสิทธิ์สั่งสมบุญ เพราะฉะนั้น จงอย่าประมาท (ในการทำความดี)

=-=-=-=-=-=-=-=-=-
หาดีใส่ตัวนั้นสมควร แต่อย่าเอาชั่วใส่คนอื่น

สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้
๑. อย่าเอาความชั่วของเขามาใส่ใจเรา และจงอย่าเอาความชั่วของใจเราไปใส่ใจใคร ระมัดระวังอารมณ์ให้ดี ๆ หากรู้ไม่เท่าทันก็จักพ้นทุกข์ไม่ได้

๒. อนึ่งอยู่ในคนหมู่มาก การที่จักกล่าววาจาใด ๆ ออกมาจึงหมั่นกลั่นกรองเสียก่อนแล้วจึงพูด จักได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง

๓. การจักละอารมณ์ชั่วได้ ก็อยู่ที่กำลังใจ คือ ไม่ท้อถอยต่อความผิด ความเลว รู้ว่าผิดก็ตั้งต้นต่อสู้ใหม่ ไม่มีคำว่าสายเกินไปในพระพุทธศาสนา จักไม่ยอมให้ความชั่ว ความผิดมันครอบงำจิตได้นาน ตั้งหน้าตั้งตาเดินรุดหน้า ทำแต่ความดี

๔. ดีในที่นี้ คือ ดีอยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญา อันเป็นหนทางนำไปสู่พระนิพพานเท่านั้น

๕. อย่าลืม วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตเราเอง

อยู่คนเดียวให้ระวังอารมณ์จิต อยู่หลายคนให้ระวังวาจา

สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

๑. รักษาอารมณ์ของจิตให้ดี ๆ อยู่หลายคนให้ระวังวาจา และพยายามทำตนให้เหมือนอยู่คนเดียว

๒. ทุกคนไม่ช้าไม่นาน ก็ต้องพรากจากกันไปหมดคือ มีความตายเป็นที่สุด อย่าถือเขาถือเราให้มันมากนัก ร่างกายเป็นเพียงธาตุ ๔ ที่ประชุมกันขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น มีความทุกข์เป็นพื้นฐาน มีความแปรปรวนในท่ามกลาง และมีความตายไปในที่สุด

๓. บุคคลผู้ยังเกาะติดร่างกาย ต่างก็เป็นผู้น่าสงสาร เพราะหลงวนอยู่ในความทุกข์

๔. การมีอารมณ์ไม่พอใจ หรือ พอใจเขา นั่นคือการพอใจหรือไม่พอใจในร่างกาย หรือติดอยู่ใน สักกายทิฎฐิ นั่นเอง

๕. จงเห็นตามความเป็นจริงว่า คนทุกคน สัตว์ทุกตัว รักสุข เกลียดทุกข์เหมือนกัน แม้แต่ตัวเจ้าเองก็เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นจงอย่าตำหนิใครว่าเลว ให้เห็นใจซึ่งกันและกัน และอย่าแบกเอากรรมของใคร ๆ มาเป็นที่หนักใจ แค่กรรมของเจ้าเองก็หนักโขอยู่แล้ว


อย่าติดอดีตและอนาคตธรรม จิตจักไม่มีความสุข

สมเด็จปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

๑. จงอย่ามีอารมณ์โมโหหุนหัน เมื่อพูดคุยถึงเรื่องเก่าๆ ให้รู้ว่านั่นเป็นอดีตธรรมที่ผ่านไปแล้ว อย่านำมาขุ่นเคืองผูกใจจำอยู่ในปัจจุบัน จิตจักไม่มีความสุข

๒. กรรมใดยังไม่เกิด เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อเจ้านำมากล่าวขึ้นในปัจจุบัน ก็เป็นจุดซึ่งนำมาแห่งความทุกข์ ทำไมเจ้าจึงไม่คิดว่า บางทีชีวิตของเจ้าอาจสิ้นสุดในวินาทีข้างหน้านี้ สู้เอาเวลามาเตรียมตัวเตรียมใจ ซ้อมตายให้พร้อมเพื่อความได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ให้มั่นคงทุก ๆ ขณะจิตมิดีกว่าหรือ (ก็ยอมรับว่าดีกว่า แต่จิตอดคิดเลวไม่ได้)

๓. ก็เลวเป็นปกติ เพราะผู้ใดยังมีสังโยชน์ ๑๐ ประการร้อยรัดใจอยู่ จงอย่าได้ลืมตนคิดว่าเป็นคนดีเป็นอันขาด
(สังโยชน์ ๑๐ เบื้องต้น ก็คือ มีอธิศีล เบื้องกลาง คือ มีอธิจิต และเบื้องปลาย คือ มีอธิปัญญาตามลำดับ)

๔. จงเตือนจิตตนเองไว้เสมอ อย่าไปดูอารมณ์ของใคร และอย่าติดใจในอารมณ์ของบุคคลอื่น ให้หมั่นดูอารมณ์จิตของตนเป็นสำคัญ เรียนให้มันรู้ว่า จิตที่เสวยอารมณ์อยู่นี้มันสุขหรือมันทุกข์ มีความถูกต้องหรือบกพร่องในอารมณ์พระกรรมฐานหรือไม่ จับตามองอารมณ์ดีๆ ผิดแล้วก็เริ่มต้นใหม่ๆ ให้ใช้ความเพียรอยู่อย่างนี้ อย่าท้อถอย อุปสรรคย่อมมีมาขัดขวาง เป็นครูที่เข้ามาทดสอบอารมณ์ของจิต นั่นเป็นของดี

๕. ไม่มีศัตรูก็ย่อมไม่มีการต่อสู้ ชนะโดยปราศจากอุปสรรคนั้นดีไม่จริง จักต้องต่อสู้ฟันฝ่าในทุกด้านของกิเลสที่สิงอยู่ในอารมณ์ ถ้าสู้เยี่ยงนี้แล้วชนะศัตรูได้ นั่นแหละจึงจะเป็นของจริง

๖. แต่ถ้าหากท้อถอยอย่างไม่ทันตั้งท่าสู้ ก็จงอย่าหวังว่าจักได้เข้าสู่พระนิพพาน ตามที่องค์สมเด็จพระบรมครูทุก ๆ องค์ต้องการให้เข้าสู่ได้ เพราะนั่นเป็นการแพ้ตั้งแต่นอนอยู่ในมุ้งแล้ว ใช้ไม่ได้

๗. พยายามอยู่ในธรรมปัจจุบันให้มาก อย่าให้อดีต - อนาคตเข้ามาเป็นพิษ ทำร้ายจิตของตนเอง เตือนกันไว้แค่นี้


ความไม่รู้จักพอ

สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

๑. อย่ากังวลใจในส่วนที่ใครจักร่วมทำบุญหรือไม่ก็ตาม อย่าเอาจิตไปผูกพัน เพราะนั่นเป็นอารมณ์เลว หรือโลภ อยากได้ทรัพย์ของเขาประการหนึ่งเหมือนกัน

๒. แม้จักไม่นำทรัพย์นั้นมาเป็นส่วนตนก็ตาม ก็ยังจัดได้ว่ามีความอยากได้ จุดนี้ทำให้อารมณ์จิตมีความกระหายเป็นทุกข์ เพราะความไม่รู้จักพอ

๓. ผู้รับทานบริจาค จักต้องมีอารมณ์พอ คือ พอในใจอยู่เสมอ ใครจักทำบุญหรือไม่ทำบุญ เราก็พอใจ ไม่โลภอยากได้ทรัพย์สินของเขามาร่วมบุญที่เราทำ ทำก็ดี ไม่ทำก็ดี มีความพอดีอยู่ในใจ อารมณ์จิตก็จักเป็นสุข

๔. อารมณ์ไม่วุ่นวาย กับอารมณ์เฉยๆ อันไหนจักดีกว่ากัน (ตอบว่า อารมณ์เฉย ๆ ดีกว่า)

๕. ส่วนใหญ่เจ้ามักจักเฉยไม่เป็น นี่เพราะอานาปานัสสติกรรมฐานอ่อนไป จึงมักจักขาดสติ ตามไม่รู้เท่าทันอารมณ์อยู่เสมอ จุดนี้แหละที่บกพร่อง ทำให้จิตกระวนกระวาย ต้องหมั่นควบคุมอานาปานัสสติกรรมฐานให้มาก

ที่มา: บางส่วนของสมเด็จองค์ปฐมจากการรวบรวมของ พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

ทศลักษณ์ของผู้นำ

ทศลักษณ์ของผู้นำ

ผู้นำขั้นสูงที่ควรแก่การกล่าวว่าเป็น “วินายโก” (ผู้นำเหนือผู้นำ) ก็คือ ผู้นำที่มีธรรมชาติของการเป็นผู้นำอยู่ในจิตสำนึกสูง เพียงเห็น “แวว” ของปัญหาก็ลุกขึ้นมานำ...

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ความหมาย

ผู้นำ (Leader/นายก) หมายถึง ผู้อำนวยการให้คนมาทำงานร่วมกัน โดยที่เมื่อทำงานแล้ว ก่อให้เกิดบรรยากาศ “คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ” หรือ

ผู้นำ ก็คือ ผู้นำในการแก้ปัญหาฝ่าวิกฤตโดยที่เมื่อแก้ปัญหาฝ่าวิกฤตสำเร็จแล้ว ปัญหาก็ได้รับการแก้ไข คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับในภาวะแห่งการเป็นผู้นำของตน

ผู้นำ ก็คือ ผู้ที่มีศักยภาพแห่งการนำอยู่ในตนเองสูง จนก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ อยากเดินตามเพื่อมาร่วมทำงานด้วย และเมื่อทำงานด้วยแล้วก็ก่อให้เกิดภาวะ “งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์” และ/หรือแม้ไม่ได้ร่วมงานด้วย แต่ภาวะผู้นำของเขาก็ก่อให้เกิดแรงดลบันดาลใจในการอยากดำเนินรอยตาม

นิยามที่หนึ่ง เป็นนิยามที่ปรากฏโดยทั่วไปตามทฤษฎีภาวะผู้นำของปราชญ์ตะวันตก นิยามที่สองและสาม เป็นบทนิยามที่เขียนขึ้นใหม่เฉพาะในที่นี้ ซึ่งนิยามดังกล่าวนี้ กลั่นกรองมาจากการสังเกตภาวะผู้นำของผู้นำคนสำคัญๆ ระดับโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน

กล่าวเฉพาะคำนิยามที่สองนั้น หมายถึง ภาวะผู้นำที่จะปรากฏออกมาต่อสาธารณะก็ต่อเมื่อได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมาย ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้นำในการแก้วิกฤตการณ์ ซึ่งเป็นบทบาททั่วไปของคนที่เป็นผู้นำอยู่แล้ว ส่วนนิยามที่สามเป็นนิยามของผู้นำตามธรรมชาติ ที่ไม่ต้องรอให้มีการแต่งตั้ง แต่ศักยภาพแห่งการเป็นผู้นำ (Leadership) ก็เปล่งประกายเป็นที่ยอมรับของผู้ตามโดยอัตโนมัติ ยิ่งเมื่อลุกขึ้นมาทำหน้าที่ผู้นำก็ยิ่งแสดงภาวะผู้นำโดดเด่นจนเป็นที่ยอม รับอย่างกว้างขวาง เช่น เนลสัน แมนเดลา ที่แม้จะอยู่ในคุกถึง 27 ปีเต็ม แต่ประชาชนที่อยู่นอกคุกก็ยังคงรักและศรัทธาในตัวเขา หรือ จอห์น เอฟ เคเนดี และ/หรือ ดาไล ลามะ ที่ไม่ว่าจะปรากฏกายทำอะไรที่ไหน ก็มีแต่ผู้รัก ศรัทธา ปรารถนาจะดำเนินรอยตาม ผู้นำชนิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ผู้นำที่เป็นคนดลใจ” หรือ Charismatic Leader

ความสำคัญ

“ผู้นำ” เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคน ขององค์กร ของประเทศ คน องค์กร ประเทศ จะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของคนที่เป็นผู้นำเป็นสำคัญ ความสำคัญของผู้นำ มีอยู่อย่างไร จะเห็นได้จากพุทธดำรัสของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า “ผู้นำ เหมือนโคจ่าฝูง หากโคจ่าฝูงนำไปคด ผู้ตามก็คด หากโคจ่าฝูงนำไปตรง ผู้ตามก็ตรง” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “ผู้นำเป็นอย่างไร ผู้ตามก็เป็นอย่างนั้น”

ประเภทของผู้นำ

ก.ทฤษฎีของผู้รู้

1.ผู้นำแบบคนขับรถไฟ (ทำงานตามระบบที่วางไว้ - - ไม่สร้างสรรค์)

2.ผู้นำแบบนายแพทย์ (มีปัญหาจึงลุกขึ้นมานำ)

3.ผู้นำแบบชาวนา (นำเฉพาะที่ - - รอให้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือ)

4.ผู้นำแบบชาวประมง (กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้ารับผิดชอบ)

ข.ทฤษฎีของ ว.วชิรเมธี

1.ผู้นำ คือ ผู้อาวุโส

2.ผู้นำ คือ ผู้ดำรงตำแหน่ง

3.ผู้นำ คือ นอมินี (ร่างทรง)

4.ผู้นำ คือ ผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ทศลักษณ์ของผู้นำ

1.มีความรู้ดี

1.1 รู้เหตุ (รู้หลักการ/What)

1.2 รู้ผล (รู้วัตถุประสงค์/Why)

1.3 รู้ตน

1.4 รู้ประมาณ

1.5 รู้กาล

1.6 รู้สังคม

1.7 รู้บุคคล (ความแตกต่างระหว่างบุคคล)

2.มีความสามารถดี

3.มีวิสัยทัศน์ดี

4.มีจิตสำนึกดี

5.มีบุคลิกภาพดี

6.มีการบริหารจัดการดี

7.มีเพื่อนร่วมงานดี

8.มีมนุษยสัมพันธ์ดี

9.มีสุขภาพดี

10.มีประวัติดี

ผู้นำที่พึงประสงค์ ก็คือ ผู้นำที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้นำชนิดนี้ จะมีภาวะผู้นำอยู่ในตัวเอง กล่าวคือ เขาจะลุกขึ้นมานำโดยที่ไม่ต้องรอให้มีใครมาแต่งตั้ง หากแต่การนำนั้นเกิดจากการมีวิสัยทัศน์และการมีจิตสำนึกสูงอันเนื่องมาจาก การตระหนักรู้ว่า หากไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ปัญหาไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการแก้ไข แต่จะลุกลามใหญ่โตทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว ผู้นำชนิดนี้ก็เช่น มหาตมะ คานธี หรือ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ จูเนียร์ ทั้งสองท่านเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิพลเมืองให้แก่คนผิวดำ (คานธีที่แอฟริกาใต้, ลูเธอร์ คิงส์ ที่สหรัฐอเมริกา) จนคนผิวดำมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกับคนผิวขาว เฉพาะที่อเมริกานั้น ก้าวหน้าไปไกลจนถึงขั้นที่ปัจจุบันมีประธานาธิบดีผิวสีเป็นคนแรกนั่นก็คือ บารัก โอบามา ซึ่งหากไม่ใช่เพราะอานิสงส์ของการลงแรงมาอย่างยากลำบากของ ลูเธอร์ คิงส์ แล้ว บารัก โอบามา ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศมหาอำนาจ อันดับหนึ่งของโลกได้

ผู้นำทั่วไปนั้น จะนำก็ต่อเมื่อได้รับการมอบหมายให้นำ นี่นับเป็นผู้นำธรรมดาที่มีอยู่อย่างดาษดื่น ผู้นำขั้นสูงที่ควรแก่การกล่าวว่าเป็น “วินายโก” (ผู้นำเหนือผู้นำ) ก็คือ ผู้นำที่มีธรรมชาติของการเป็นผู้นำอยู่ในจิตสำนึกสูง เพียงเห็น “แวว” ของปัญหาก็ลุกขึ้นมานำ และเมื่อนำแล้ว ก็ไม่เรียกร้องต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน เพราะเขาถือว่า การแก้ปัญหาได้สำเร็จ นั่นแหละคือบำเหน็จที่สูงค่าที่สุดแล้วสำหรับภาวะผู้นำของเขา


ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม ทศลักษณ์ของผู้นำ โดย ว.วชิรเมธี 05 กันยายน 2553

อัจฉริยลักษณ์ของอานาปานสติสมาธิภาวนา

อานาปานสติภาวนา เป็นกรรมฐาน หรือเป็นสมาธิภาวนาแบบที่พระพุทธองค์ได้ปฏิบัติและตรัสรู้, มีคำตรัสยืนยันว่า ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติภาวนาโดยเฉพาะ....

เรื่อง: ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย / ภาพ : ตุลย์

ในคัมภีร์พระไตรปิฎกเล่าว่า พระโพธิสัตว์ก่อนจะตรัสรู้ มีพระชนม์เพียง 7 พรรษาเท่านั้น ก็ได้เคยฝึกอานาปานสติสมาธิภาวนาด้วย พระองค์เองมาครั้งหนึ่งแล้วและก็ด้วยประสบการณ์คราวนี้เอง ที่ทำให้พระองค์ทรงหวนระลึกถึงว่า “น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้บรรลุภาวะพระนิพพาน” หลังจากที่ทรงทดลองฝึกวิธีการต่างๆ มาแล้วจากครูบาอาจารย์แทบทุกสำนัก แต่กลับทรงค้นพบว่า ไม่ใช่วิถีทางที่ทรงแสวงหาประสบการณ์ในวัยเยาว์คราวนั้นแท้ ๆ ที่ทำให้พระองค์ทรงค้นพบอนุตรสัมมาโพธิญาณสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ด้วยเหตุที่อานาปานสติสมาธิภาวนา เป็นภาวนาวิธีที่ทำให้พระองค์ประสบความสำเร็จอันใหญ่หลวง จึงทรงยกย่องสมาธิวิธีข้อนี้เป็นอย่างมาก ถึงท่านพุทธทาสภิกขุเอง เมื่อได้อ่านพบอานาปานสติสูตร ก็รู้สึกประทับใจเป็นอันมาก จึงได้อุทิศตนทุ่มเทศึกษาพระสูตรอย่างจริงจัง กระทั่งนำมาเขียนเป็นหนังสือ จัดตั้งวางเป็นแบบแผนแห่งการปฏิบัติขึ้นที่สำนักสวนโมกขพลาราม ซึ่งยังคงมีการสอนกันอยู่มาจนถึงบัดนี้ ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ

ท่านพุทธทาสภิกขุ กล่าวถึงอานาปานสติสมาธิว่า

“อานาปานสติภาวนา เป็นกรรมฐาน หรือเป็นสมาธิภาวนาแบบที่พระพุทธองค์ได้ปฏิบัติและตรัสรู้, มีคำตรัสยืนยันว่า ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติภาวนาโดยเฉพาะ นี้ก็เป็นเรื่องพิเศษเรื่องหนึ่งว่า ทำไมจึงระบุอย่างนี้, กรรมฐานภาวนามีตั้งมากมาย ทำไมจึงตรัสระบุอานาปานสติภาวนา, ใช้คำว่า อานาปานสติภาวนา ไม่ได้ใช้คำว่า สติปัฏฐาน; แม้ว่าเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างก็ไม่เท่าไร, พระองค์ก็ยังตรัส เรียกว่า ระบบอานาปานสติภาวนา เป็นระบบที่ทำให้พระองค์ได้ตรัสรู้, นี้ก็ควรจะสนใจ

มันมีของดีหลายอย่างหลายประการสำหรับแบบนี้, ตัวอย่างเช่น แบบนี้เมื่อทำแล้วจะเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาพร้อมกันไปในตัว ไม่ต้องแยกทำคนละที และยังแถมกล่าวได้ว่า มีศีลพร้อมกันไปในตัว ไม่ต้องทำพิธีรับศีลก่อนแล้วจึงมาทำ, ขอให้ลงมือทำเถิดตามระบบนี้ ก็จะมีศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมกันไปในตัว, แบบนี้จะสู้แบบที่เขากำลังเล่าลือกันในโลก คือแบบเซน อย่างแบบเซน ของจีน ของญี่ปุ่น ที่ไปมีชื่อเสียงโด่งดังในตะวันตกในพวกฝรั่งนั้น ก็เพราะว่า มันเป็นแบบที่มีสมถะและวิปัสสนาติดกันอยู่ด้วยพร้อมกันไปในตัว

เมื่อมาพิจารณาดูถึงแบบฝ่ายเถรวาท ก็เห็นว่า แบบอานาปานสตินี้แหละ มีสมถะและวิปัสสนาพร้อมกันไปในตัว แล้วก็อย่างรัดกุมที่สุด, เลยเป็นเหตุให้ต้องนึกถึงข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงทางออกจากความทุกข์ คือ วิถีทางดับทุกข์นั้น โดยทั่วไปก็ตรัสเป็นอัฏฐังคิกมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา แต่ก็มีมากแห่งเหลือเกินแทนที่จะตรัสว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็ตรัสแต่เพียงว่า สมโถ จ วิปัสสนา จ เท่านี้ก็มีคือ สมถะและวิปัสสนา เป็นนิโรธคามินีปฏิปทา คือ ตรัสแทนคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา...

ทำไมมันแทนกันได้ เพราะว่าในสมถะนั้น มีศีลรวมอยู่ด้วย, เมื่อพูดว่าสมถะและวิปัสสนา ก็มีทั้งศีล ทั้งสมาธิ และทั้งปัญญา ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น, ถ้าสงเคราะห์ย่นย่อแล้วก็เพียงศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้น มันจึงมีค่าเท่ากัน, พระองค์จึงนำมาตรัสแทนกันได้, ระหว่างคำว่า มัชฌิมาปฏปทา กับคำว่า สมโถ จ วิปัสสนา จ, ขอให้เป็นที่เข้าใจในข้อนี้

ทำสมาธิภาวนาโดยวิธีอานาปานสติภาวนาแล้ว จะเป็นการปฏิบัติอย่างถึงที่สุดทั้งใน สมาธิ และทั้งในปัญญา เรียกว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่ในตัว ถ้าจะพูดอย่างธรรมดาสามัญก็ว่า เป็นวิธีที่ได้เปรียบที่สุด”

อานาปานสติสมาธิภาวนา เป็นทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในตัวเองพร้อมบริบูรณ์ วิธีปฏิบัติก็ง่าย ไม่ต้องใช้องค์ประกอบมากมาย อาศัยเพียงแต่การตามระลึกรู้ลมหายใจ (กาย) เวทนา จิต ธรรมอย่างรู้ตังทั่งพร้อมเท่านั้น หากผู้ใดปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวนี้อย่างถูกต้องก็จะได้รับผลตั้งแต่ขั้น ต่ำ คือ ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันทันตาเห็น เกื้อกูลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ส่งเสริมให้ศักยภาพทางจิตและปัญญา เข้มแข็ง เฉียบคม สุกสว่าง กระจ่างใส สดชื่น เบิกบาน ผ่อนคลาย สบายใจ ไร้ความตึงเครียด และประโยชน์ขั้นสูงสุด คือ ทำให้หยั่งลงสู่สัจธรรรมระดับปรมัตถ์ กล่าวคือ ภาวะพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นสุดลงของความทุกข์บรรดามีทั้งมวล

อานาปานสติสมาธิภาวนา จึงเป็นสมาธิภาวนาที่ควรนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างทั่วถึง ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ทั้งนี้ เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้ลิ้มชิมรสอมตธรรมในชีวิตนี้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้เนิ่นนานไกลออกไปนับแสนล้านชาติภพอย่างที่เคยเชื่อกันมา อย่างผิดๆ แต่โบราณอีกต่อไป ดังที่มีพุทธพจน์ตรัสยืนยันอย่างชัดเจนว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอเจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้แล ทำให้มากอย่างนี้แล้วเธอพึงหวังผล 7 ประการ ผล 7 ประการคือ อะไรบ้าง กล่าวคือ

1.บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบันทันที

2.หากไม่ได้บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน ก็จะบรรลุในเวลาใกล้มรณะ

3.หากไม่ได้บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบันและในเวลาใกล้มรณะ ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

4. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

5. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

6. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี

7. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

เพราะอุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 ประการหมดสิ้นไป

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอเจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้แล ทำให้มากอย่างนี้แล้ว เธอพึงหวังผล 7 ประการดังกล่าวมานี้”

Let all happiness be happened at your heart, your soul, and your spirit through the meditation process of Buddhist's way of conduct.

ที่มา: อัจฉริยลักษณ์ของอานาปานสติสมาธิภาวนา โพสต์ทูเดย์ดอทคอม โดย ว.วชิรเมธี 15 สิงหาคม 2553

Monday, October 4, 2010

ว.วชิรเมธี -วิสัยทัศน์-วิสัยธรรม

จิตวิทยาแนวพุทธบอกเราว่า ความคิดจะเกิดขึ้นในหัวของเราทีละเรื่อง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราโกรธ แค่เพียงเราเปลี่ยนไปคิดในเรื่องอื่นซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ชวนให้โกรธ.....

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

1.การเมืองไม่ใช่เรื่องสกปรก ตรงกันข้ามเป็นเรื่องที่ประเสริฐเลิศล้ำที่สุด เพราะหัวใจของการเมืองก็คือ การอุทิศตนรับใช้เพื่อนมนุษย์และประเทศชาติให้มีสันติสุข ที่เราเห็นกันว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรกนั้น เป็นเพราะมี “คนสกปรก” เข้าไปสู่วงการเมืองเท่านั้น การเมืองโดยตัวมันเองเป็นสิ่งประเสริฐสุด

2.เกราะป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุดไม่ใช่กฎหมายที่ตราไว้อย่างรัดกุม เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่คือการมีค่านิยมไม่ยอมรับการทุจริตอย่างเข้มแข็งของประชาชนต่างหาก เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนเห็นว่า การทุจริตคือ “บาปมหันต์” เมื่อนั้นการทุจริตก็จะลดน้อยลงไปเอง

3.คนที่จะได้รับประโยชน์จากการให้อภัยเป็นคนแรกก็คือตัวเราผู้ให้อภัย นั่นเอง คนที่ไม่ยอมให้อภัยก็คือ คนที่กักขังตัวเองไว้ในคุกของความเจ็บปวดอันยาวนาน

4.อย่าด่วนสรุปว่าคนเลวจะต้องเลวตลอดไป ในความเป็นคนเลวนั้น ย่อมมีเหตุผลอันควรรับฟังเสมอ คนเลวก็เป็นเพียงแค่คนที่ทำผิดพลาด ในแง่ของศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว เขายังคงมีอยู่ครบทุกประการ การฆ่าคนเลวด้วยความรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คน หรือเขาเป็นคนที่สมควรฆ่า เพราะมีค่าแห่งความเป็นคนต่ำกว่าเรา เป็นทัศนคติที่อันตราย

5.การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมือง คือ ต้นธารของความล้มเหลวร่วมกันของคนทั้งประเทศ ในทางกลับกัน ความสุจริตของนักการเมืองก็เป็นหลักประกันสันติสุขของคนทั้งประเทศร่วมกัน

6.ประเทศที่ประชาชนยอมรับว่าการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นสิ่งสามัญที่ “ควรทำ” เพราะ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” คือประเทศที่กำลังย่างบาทก้าวเข้าสู่ความเป็นรัฐที่ล้มเหลว

7.อย่าคิดว่าความรุนแรงจะต้องมาจากปลายกระบอกปืนหรือจากแรงระเบิดเท่า นั้น ความไม่รู้หนังสือ ความอยุติธรรม ความยากจน ภาวะทุพโภชนาการ และการมอมเมาประชาชนด้วยข้อมูลเท็จ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความรุนแรงทั้งสิ้น และเป็นรากฐานของความรุนแรงที่ปะทุผ่านปลายกระบอกปืนและแรงระเบิดด้วย

8.เราแต่ละคนต่างก็มีส่วนหล่อเลี้ยงให้เกิดความรุนแรงไม่มากก็น้อย การที่เรายึดติดในความคิดเห็นของตัวเองอย่างเข้มข้น จนไม่เปิดใจฟังคนที่คิดต่าง ก็ทำให้เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงได้แล้ว

9.การที่หลักจริยธรรมซึ่งควรเป็นบรรทัดฐานของสังคมถูกเมินเฉยก็เพราะว่า เรามักจะนำเสนอสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นหลักการทางศาสนา และด้วยท่าทีลีลาที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อ หากเราลองเปลี่ยนการนำเสนอแนวทางของจริยธรรมเสียใหม่ โดยชี้ให้เพื่อนมนุษย์ของเราเห็นว่า หลักจริยธรรม ก็คือ หลักประกันความสุขในชีวิตของเราแต่ละคน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ ใครทำ คนนั้นก็มีชีวิตที่ดี ใครไม่ทำ คนนั้นก็กำลังปฏิเสธการมีชีวิตที่ดี การมีจริยธรรมควรเริ่มจากการเห็นคุณค่าของจริยธรรม ไม่ใช่เริ่มจากการยัดเยียดมาจากเบื้องบนหรือในนามของการสั่งการโดยอำนาจรัฐ

10.ทุกสิ่งที่เราลงมือทำ ไม่ว่าจะด้วยความมีสติ หรือขาดสติก็ตาม ในที่สุดแล้ว การกระทำของเราจะส่งผลสะเทือนต่อมนุษยชาติในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ หากเธอไม่เชื่อ ก็ลองโยนหินสักก้อนหนึ่งลงในธารน้ำดูสิ

11.ในขณะที่นักหนังสือพิมพ์กำลังตรวจสอบนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะนั้น สังคมก็กำลังตรวจสอบนักหนังสือพิมพ์ด้วยเช่นเดียวกัน

12.ในบางกรณีเรามักจะคอยสมเพชคนอื่น โดยหารู้ไม่ว่า บ่อยครั้งคนที่ควรสมเพชก็คือ ตัวเราเอง ซึ่งในบางสถานการณ์ทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรดี แต่กลับไม่ทำ และทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี แต่กลับตั้งใจทำลงไปแล้ว

13.ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับคนซึ่งปราศจากสตินั้น เป็นความทุกข์ที่น่าสงสาร เพราะมัน (ทุกข์) จะไม่ได้รับการประเมินค่าอย่างถูกต้อง ในทางพุทธศาสนา เราถือกันว่า ความทุกข์เป็นครูผู้มาปลุกให้ตื่น แต่สำหรับคนขาดสติ เมื่อความทุกข์มาปลุก เขาจะลุกไม่ขึ้นเพราะมัวแต่ “เป็น” ทุกข์ จนมองไม่ “เห็น” ทุกข์

14.การที่สื่อมวลชนได้รับการยกย่องว่าเป็นฐานันดรที่สี่นั้น ไม่ใช่เพราะว่าเป็นผู้มีอิทธิพลที่จะให้ร้าย ตรวจสอบ หรือจะสนับสนุนพรรคการเมืองไหนให้เป็นรัฐบาลก็ได้เท่านั้น แต่การเป็นฐานันดรที่สี่ควรหมายความว่า นักหนังสือพิมพ์สามารถใช้ศักยภาพของตนเปลี่ยนแปลงทิศทางของสังคม ประเทศ และโลก ให้เป็นไปในทิศทางที่ประเสริฐได้อย่างมีพลังมากกว่าคนในวงการอื่นๆ ศักยภาพด้านนี้ สื่อมวลชนในประเทศของเราดูเหมือนจะยังไม่ค่อยตระหนักกันมากนัก สื่อกระแสหลักไม่น้อย จึงเน้นแต่บทบาทเชิงพาณิชย์และการขายชานอ้อยของความคิดเห็นไปแบบวันต่อวัน

15.จิตวิทยาแนวพุทธบอกเราว่า ความคิดจะเกิดขึ้นในหัวของเราทีละเรื่อง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราโกรธ แค่เพียงเราเปลี่ยนไปคิดในเรื่องอื่นซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ชวนให้โกรธ ด้วยวิธีย้ายความคิดง่ายๆ เพียงแค่นี้ ความโกรธก็จะสลายตัวลงโดยอัตโนมัติ

16.คนที่รวยล้นฟ้าด้วยการทำมาหากินอย่างสุจริตนั้น หากเขายังไม่รู้จักแบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์ ก็ยังไม่นับเป็นคนที่ควรยกย่องแต่อย่างใด เขาเป็นได้อย่างดีก็แค่คนที่ครอบครองทรัพยากรเงินมากกว่าคนอื่นเท่านั้น

17.ความมั่นคงทางจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมากที่สุด

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล/โพสต์ทูเดย์ดอทคอม วิสัยทัศน์-วิสัยธรรม โดย ว.วชิรเมธี * 29 สิงหาคม 2553

พื้นฐานความคิด (ต้อง) อยู่ที่คิดบวก

ความคิดของคนเรามีส่วนสำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิต หากมองในแง่ดีเป็นพื้นฐานแล้ว
ชีวิตของผู้นั้นก็จะเป็นชีวิตที่ทุกข์น้อย แต่สุขมาก


เรื่อง...วรธาร ทัดแก้ว

ความคิดของคนเรามีส่วนสำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตรวมถึงเรื่องงาน ถ้าใครมีความคิดในเรื่องของการดำเนินชีวิตในเชิงบวก มองในแง่ดีเป็นพื้นฐานแล้ว ชีวิตของผู้นั้นก็จะเป็นชีวิตที่ทุกข์น้อย แต่สุขมาก หรือแทบจะไม่ทุกข์ ในส่วนของเรื่องงานก็ช่วยทำให้มีพลังในการทำงาน หรือทำงานแบบมีชีวิตชีวา สนุกกับงาน ทำงานสำเร็จได้เร็วพลัน ไม่ท้อแท้ ไม่รู้สึกว่างานยากเกินไป ช่วยให้บรรยากาศดี ไม่หดหู่ซึมเศร้า เป็นต้น ในทางกลับกันถ้าใครคิดหรือมองแต่ทางลบ ชีวิตของผู้นั้นก็คงจะหนีไม่พ้นความวุ่นวายที่ประดังเข้ามาไม่หยุด เพราะว่าการคิดหรือการมองแต่ทางลบนั้นย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ซึ่งถ้าเปรียบความคิดเชิงลบก็เหมือนกับการราดน้ำมันไว้รอไฟให้มาติดและลุก ไหม้นั่นเอง

อาจารย์รัศมี ธันยธร ศิษย์ของ ดร.เอเวิร์ด เดอ โบโน ปรมาจารย์ด้านความคิดสร้างสรรค์ ผู้อำนวยการสถาบันความคิดสร้างสรรค์ ได้แนะนำเคล็ดลับง่ายๆ 3 ประการ ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข และงานก็ไปได้ดีและประสบความสำเร็จ

ฝึกมองส่วนดีที่ 95%

อาจารย์รัศมี กล่าวว่า ในโลกนี้ธรรมชาติจะมีสิ่งที่เป็นทั้งบวกและลบ ไม่มีบวกอย่างเดียวหรือลบอย่างเดียว โดยส่วนดีจะมีประมาณ 95% อีก 5% เป็นส่วนไม่ดีหรือส่วนที่ไม่ถูกใจ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ให้มองไปที่ 95% ไว้ก่อน

“คือพยายามมองไปส่วนที่ดีเข้าไว้ โฟกัสไปที่ 95% เข้าไว้ ห้ามมองที่ 5% ซึ่งเป็นส่วนไม่ดีเป็นอันขาด เพราะแม้ว่าจะแค่ 5% ซึ่งน้อยนิด แต่ก็ทำให้ชีวิตและจิตใจของทุกคนมัวหมอง เป็นทุกข์กังวลได้มากทีเดียว เช่น วันนี้เห็นคนอื่นขับรถปาดหน้า ปาดหลัง คันหลังก็บีบแตรลั่นถนน แทนที่จะโกรธเคืองทั้งสองคน ก็มาคิดในทางที่ดีว่าที่เขาทำอย่างนั้นคงมีเหตุผลของเขา ซึ่งถ้าไม่มีเหตุผลเขาคงไม่ทำ เป็นต้น ซึ่งการคิดหรือการมองในลักษณะอย่างนี้คือการคิดหรือการมองเชิงบวก โดยการโฟกัสไปที่ 95% ทั้งนี้เพราะถ้าเราคิดโกรธคนที่ขับรถปาดหน้า ปาดหลัง หรือคิดด่าคนที่บีบแตรข้างหลัง นั่นก็หมายความว่าเราเอาใจของเราโฟกัสไปที่ 5% ซึ่งเกิดผลเสียแน่นอน”

ผู้อำนวยการสถาบันความคิดสร้างสรรค์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือ เมื่อตื่นขึ้นมาแต่เช้าต้องคิดบวก มองบวกไว้ก่อน โดยมองไปที่ 95% เท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี เหตุการณ์ไม่เป็นที่พอใจ ใครจะด่าหรือใครจะว่าอะไร ก็ต้องฝึกมองเรื่องนั้น คนนั้นในแง่ดีไว้ก่อน แล้วอะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น ปัญหาและความยุ่งยากก็จะไม่เกิดให้ต้องปวดหัว แต่ถ้าคิดว่าทำไมขับรถอย่างนี้ ขับไม่ได้เรื่อง ไม่เคารพกฎหมาย เป็นต้น ก็จะทำให้อารมณ์เสียได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นตื่นมาจุดสตาร์ตที่ดีที่สุดคือ คิดบวกไว้ก่อนที่ 95%

เลี่ยงส่วนเสีย 5%

อาจารย์รัศมี กล่าวต่อว่า สิ่งที่ควรระวังก็คือพยายามเลี่ยงส่วนเสีย 5% นั้นอยู่เสมอ อย่าเผลอให้ใจเราไปคิดกับเรื่องที่ไม่ดีแค่น้อยนิดนั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้จะแค่ 5% แต่ 95% ก็สู้ไม่ได้ เพราะว่าพลังของ 5% นั้นใหญ่มาก สามารถที่จะทำให้จิตใจของคนเราหวั่นไหว หมองหม่น เศร้าซึม ไม่มีความสุข และเต็มไปด้วยความทุกข์ จนหมดแรงกายแรงใจที่จะทำงานและดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติสุขได้

ผู้อำนวยการสถาบันความคิดสร้างสรรค์ กล่าวต่อว่า แม้ว่า 5% จะเป็นเรื่องจริงที่เห็นแล้วยากที่จะยอมรับได้ แต่ก็ต้องพยายามมองเรื่องนั้นในแง่ดีไว้ก่อน เช่น ตื่นมาเห็นบรรยากาศข้างนอกมัวๆ ก็คิดว่าดีเหมือนกัน วันนี้ไม่มีแดด อากาศไม่ร้อนดี แต่ถ้าใสขึ้นมา แดดจ้า โอ๋...วันนี้อากาศสดใส แดดจ้า สว่างดีจริงๆ อย่างนี้ต้องหาอะไรเย็นๆ กิน เป็นต้น

“เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดนอกจากฝึกมองไปที่ 95% แล้ว จะต้องเลี่ยงส่วนที่เป็น 5% นั้นด้วย คือ ต้องฝึกที่จะไม่ทำให้เรื่องต่างๆ แค่ 5% นั้นเกิดปัญหาเพิ่มพูนขึ้นในใจอีกด้วย” อาจารย์กล่าว

คิดทำดีต่อคนอื่น

อาจารย์รัศมี กล่าวว่า การที่ตื่นมาในตอนเช้าการคิดจะทำอะไรสักอย่างให้คนอื่นได้ชื่นใจเป็นสิ่งที่ ควรทำอย่างยิ่ง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ทำกับคนในครอบครัวก่อน ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง เช่น การพูดจาดีๆ การทำอาหารให้ทาน การถามไถ่สุขภาพ เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว

“เมื่อทำกับคนที่อยู่ในบ้านแล้ว ก็คิดทำกับคนอื่นๆ เช่น สมมติวันนี้ขับรถไปทำงานก็คิดว่าจะให้ทางกับคนที่ต้องการจะเปลี่ยนเลนสัก 3 คน หรือว่าเวลาที่ขึ้นรถเมล์จะหยุดให้คนอื่นขึ้นก่อนแล้วขึ้นทีหลัง เป็นต้น ซึ่งความคิดอย่างนี้ถือเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ ได้ทำแล้วก็มีความสุข และเป็นความสุขที่ไม่จำเป็นต้องมีคนมาเชิดชูสรรเสริญ แต่เราจะรู้เองจากความคิดและการกระทำของเรา”

อาจารย์รัศมี กล่าวต่อว่า คนเราสามารถที่จะคิดดี พูดดี และทำดีต่อคนอื่นได้เสมอ โดยให้ยึดหลัก 95% และเลี่ยง 5% ที่กล่าวมาข้างต้นให้ได้ อย่าเอาทั้งสองอย่างมาผสมผสานกันเป็นอันขาด เดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่

เพราะฉะนั้นคนเราสำคัญที่สุดอยู่ที่ถ้าความคิดเปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยนด้วย ถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุข การงานไปโลด ก็ต้องโฟกัสความคิดไปที่ 95% เท่านั้น ห้ามดึงเอา 5% มาเกี่ยวข้องด้วย

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม พื้นฐานความคิด (ต้อง) อยู่ที่คิดบวก โดย วรธาร ทัดแก้ว 23 สิงหาคม 2553

===
เรื่องไม่ดีต้องวางอุเบกขา "ตถตา-มันเป็นเช่นนั้นเอง" ตั้งจิตอยู่ ตรงกลางระหว่าง + และ - คือ "0 = สุญญตา" แล้วจะมีสุข

สมการความสำเร็จของชีวิต = ความสามารถ x ความพยายาม x ทัศนคติ
ตัวแปรคือทัศนคติ ถ้าทัศนคติเป็นลบ ผลจะออกมาเป็นลบทั้งหมด
(โดย montol)

ว.วชิรเมธี -ความเห็น "ท่วม" ความรู้

ในหนังสือ “จ้านกว๋อเช่อ” มีเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจมากมายหนึ่งในเรื่องเล่าเหล่านี้ มีเรื่องของอ๋องฉินอู่รวมอยู่ด้วย....

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ภาพ : สถาบันวิมุตตยาลัย ชัยณรงค์ วิริยานนท์

ในหนังสือ “จ้านกว๋อเช่อ” มีเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจมากมายหนึ่งในเรื่องเล่าเหล่านี้ มีเรื่องของอ๋องฉินอู่รวมอยู่ด้วย

อ๋องฉินอู่ ทรงประชวรด้วยโรคฝีที่โหนกแก้ม จึงรับสั่งให้หาหมอหลวงมาตรวจอาการ

หมอหลวงมาตรวจดูแล้วก็วินิจฉัยว่า อาการของโรคหนักนักต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดสถานเดียว

วินิจฉัยเสร็จแล้ว หมอหลวงก็นัดว่า พรุ่งนี้จะนำเครื่องมือมาผ่าตัด

คล้อยหลังหมอหลวงไม่นาน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างกรูกันเข้ามาถามอาการด้วยความเป็นห่วง เมื่อได้ทราบว่า หมอหลวงวินิจฉัยให้ผ่าตัดเป็นการด่วน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างออกความเห็นกันพัลวัน

บ้างบอกว่า ฝีอยู่ที่โหนกแก้ม ขืนให้หมอผ่า ถ้ารักษาไม่ดีจริง มีสิทธิลามถึงหูแน่

บ้างบอกว่า ฝีอยู่ที่โหนกแก้ม ขืนให้หมอผ่า ถ้ารักษาไม่ดีจริง มีสิทธิลามถึงตาแน่

บ้างบอกว่า ฝีอยู่ที่โหนกแก้ม ขืนให้หมอผ่า ถ้ารักษาไม่ดีจริง มีสิทธิเสียโฉมแน่

ร้อยคน ร้อยความคิด

พันคน พันความเห็น

ยิ่งพูดมากเข้า แสดงความเห็นอื้ออึ้งกันออกไป จิตใจของอ๋องก็หวั่นไหว นั่งไม่ติดที่ คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา ตามแต่บรรดาผู้ “มีความเห็น” แต่ “ไม่มีความรู้” จะพากันตั้งข้อสังเกตและคาดการณ์ตามอัตโนมัติ

วันรุ่งขึ้น

เมื่อถึงเวลานัดหมาย หมอหลวงหอบเครื่องมือมาหมายจะทำการผ่าตัดรักษาฝี แต่คำตอบที่ได้รับจากอ๋องฉินอู่ก็คือ

“ยกเลิกการผ่าตัด”

เมื่อถามหาเหตุผล ท่านอ๋องให้เห็นผลว่า จากการท้วงติงของเหล่าขุนนางทั้งปวง ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ขืนปล่อยให้มีการผ่าตัดอาจมีผลข้างเคียงดีร้ายอาจถึงตายเป็นแม่นมั่น

หมอหลวงผู้สั่งสมประสบการณ์การผ่าตัดมาทั้งชีวิต ได้ยินอย่างนี้ก็ฉุนขาด โยนเครื่องมือบรรดามีลงบนพื้น พร้อมทั้งฝากวรรคทองให้ท่านอ๋องได้คิด

“ท่านอ๋องนำเอาเรื่องที่ผ่านการปรึกษาหารือกับผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเรียบร้อยแล้ว ไปหารือกับผู้ไม่รู้ทั้งหลาย ผลจึงออกมาเป็นการทำลายสิ่งที่ควรทำอย่างยับเยิน

นี่นับเป็นเรื่องที่น่าสมเพชที่สุดเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยพบมา”

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล โดย ว.วชิรเมธี ความเห็น"ท่วม"ความรู้ 26 กันยายน 2553

ว.วชิรเมธี -(คาถา)ศิลปะการป้องกันตัว(ให้หมดทุกข์ มีสุข)

คาถาบทนี้น่ะมีความขลังอย่างเหลือเชื่อต่อวิถีชีวิตซึ่งแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความไม่แน่นอนของคนเราได้เป็นอย่างดี....

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ครั้งยังเป็นนักเรียนประถม โรงเรียนเคยจัดให้หน่วยทหารพัฒนาเข้ามาฝึกสอนวิชาศิลปะการป้องกันตัว เช่น มวยไทยให้นักเรียนทั้งโรงเรียนอยู่พักใหญ่ ศิลปะการป้องกันตัวเหล่านั้นตั้งแต่เรียนมาผู้เขียนยังไม่เคยได้ใช้เลย

แต่พอเข้ามาสู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็ได้มาพบกับศิลปะการป้องกันตัวอีก แบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนเสร็จแล้วก็ได้ใช้ทันที และใช้ได้ผลมาโดยตลอด ถึงขนาดที่ว่าพอ “ทุกข์กระทบ–ธรรมกระเทือน” ทันที

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรี ก็เคยเล่าว่า ท่านได้รู้จักศิลปะการป้องกันตัวมาเช่นเดียวกันกับผู้เขียน “...สวนโมกข์เป็นอย่างไร ผมหลับตาเห็นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ผมภาวนา ‘สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ’ ซึ่งเป็นคาถาประจำใจผม...ผมนับถือคาถานี้มากเพราะช่วยผมในยามลำบากคับขัน ซึ่งผมได้เคยประสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ผมเผอิญเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ในเวลานี้ คาถานี้ก็ยังช่วยผมได้ในทุกสถาน ทุกกาลเวลา...”

ไฮโซสาวคนหนึ่งซึ่งหากเอ่ยชื่อขึ้นมาหลายคนคงร้องอ๋อ เพราะรู้จักดี ก็นับถือคาถาเดียวกันกับอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มากเรื่องราวในชีวิตจริงของเธอน่าจะเป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดี ดังที่เธอเคยถ่ายทอดเอาไว้อย่างละเมียดละไมในนิตยสารเล่มหนึ่ง

มนมาที่นี่ทุกวันอาทิตย์ ทุกครั้งที่มามนมีสีหน้าสดชื่น รื่นเริง อิ่มบุญเสมอ มนไม่เคยรบกวน ไม่เคยถามข้ออรรถข้อธรรม มนทำนั่นทำนี่สารพัด เหมือนเป็นคนวัดคนหนึ่ง แล้วมนก็กลับไป ไม่บอกกล่าว ไม่ล่ำลา ไม่รบกวน ไม่พูดมาก แต่ใครต่อใครที่นี่ก็รู้ดีว่ามนเป็นคนดี หรืออาจจะดีมากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ มนไปๆ มาๆ เป็นอย่างนี้อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเวลาผ่านนับนานหลายเดือนเคลื่อนเข้าสู่ปี และปีกว่า

แต่แล้ววันหนึ่ง มนดูเศร้าๆ ผิดปกติไปเล็กน้อย คนนอกไม่เคยมีใครสังเกตเห็น แต่หลวงพ่อเห็น หลวงพ่อรู้ดีว่ามนทุกข์ แต่มนไม่พูด มนยังคงทำตัวตามปกติ แต่มนเอ๋ย เธอจะหลอกใครหรือแม้กระทั่งหลอกตัวเองก็หลอกไปเถอะ แต่จะหลอกหลวงพ่อนั้นไม่สนิทหรอก ไม่ใช่หลวงพ่อเป็นพระอริยะนะมน จึงจะได้เที่ยวรู้ใจใครต่อใครเขาไปทั่ว แต่คนมีความสุขจริงๆ กับคนที่เสแสร้งแสดงตนว่ามีความสุขนั้นมันไม่เหมือนกันหรอก

มนกรวดน้ำรับพรเสร็จแล้วก็เงยหน้าสบสายตาหลวงพ่อที่ตนเคารพอย่างเต็ม หัวใจ สายตาของมนปะทะเข้ากับแววตาทอประกายเปี่ยมเมตตาของหลวงพ่อวัยกลางคน แต่สุขุม ลุ่มลึก ท่วงทีกิริยาบอกชัดว่าหลวงพ่อเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาเจนโลกจบธรรมอย่างไม่ต้อง สงสัย
พลันที่สบสายตาเปี่ยมการุณยธรรมจากหลวงพ่อ ยังไม่ทันพูดอะไรออกมาสักคำ มนก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ทำไม ทำไม ทำไมมนถึงร้องไห้ก็ไม่รู้ หลวงพ่อคะ มนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มนเสียใจ มนทุกข์ แต่มนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร หลวงพ่อปล่อยให้มนร้องไห้จนสาแก่ใจ จนสายน้ำตาของมนเหือดแล้วจึงถามขึ้นเบาๆ

“เอาละ ร้องเสียให้พอ จากนั้นก็เล่าให้หลวงพ่อฟังซิว่าเรื่องมันเป็นมายังไง”

“สามีของมนค่ะหลวงพ่อ เค้า เค้า แอบไปมี...มี”

“เอาละมน หลวงพ่อเข้าใจ”

เพียงหลวงพ่อพูดว่า “หลวงพ่อเข้าใจ” ใจอันเร่าร้อนปานกองเพลิงของมนก็เหมือนถูกรินรดด้วยน้ำฝนจากฟ้า สติของมนคืนกลับมาวูบใหญ่ ทำให้มนรีบเอามือปาดน้ำตาด้วยความอาย พยายามหักห้ามใจตัวเองให้อยู่ในอารมณ์สงบและเป็นปกติที่สุด มนสงสัย ทั้งๆ ที่หลวงพ่อยังไม่ทันได้พูดอะไร ทำไมทุกข์ของมนจึงหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง หลวงพ่อมีปาฏิหาริย์หรือ หรือว่า...

“มน หลวงพ่อไม่มีปาฏิหาริย์อะไรหรอก ทุกข์ของมนน่ะมันไม่มากมายอะไรนักหรอก ถ้ามนรู้จักที่จะ ‘ระบาย’ มันออกมาเสียบ้าง ที่มนรู้สึกดีขึ้นน่ะเพราะมนได้ระบายมันออกมาเท่านั้นเอง คนเราน่ะมน หลวงพ่อจะบอกให้ มีสุขมีทุกข์กันมากมายในชีวิตทั้งนั้นแหละ แต่ละชีวิตของคนเราก็เหมือนกับก้อนทุกข์ก้อนหนึ่ง ก้อนทุกข์ของเธอก็ก้อนหนึ่ง ก้อนทุกข์ของสามีเธอก็ก้อนหนึ่ง ของลูกเธอก็ก้อนหนึ่ง สามคนก็สามก้อนทุกข์ นี่ ‘เขา’ ไปมีคนใหม่อีก ก็เลยเพิ่มทุกข์มาอีกก้อนหนึ่ง แต่มนเอ๋ย ถ้าเธอรู้จักถ่ายเทความทุกข์ออกมาจากอกเสียบ้าง ไม่หวงความทุกข์นั้นไว้ทุกข์คนเดียว เธอก็จะไม่ทุกข์หนักอยู่คนเดียวอีกต่อไป”

“แต่หลวงพ่อคะ ถึงหนูจะระบายให้ใครฟัง ก็ใช่ว่าจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้”

“ใจเย็นไว้มน แม้ทุกอย่างจะไม่ดีขึ้นมาทันตาเห็น แต่อย่างน้อยเธอก็จะไม่ตายเสียก่อนเพราะทน ‘แบกทุกข์’ ไว้ไม่ไหว หลวงพ่อจะบอกอะไรให้นะ คนเราที่ตายๆ กันน่ะ ไม่ได้ตายเพราะความทุกข์หรอก แต่เขาตายเพราะทนแบกทุกข์ไม่ไหวต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเธอมีทุกข์ จงอย่าแบกทุกข์เอาไว้คนเดียว หาใครสักคนหนึ่งไว้ปรับทุกข์ ระบายทุกข์ออกมาข้างนอกเสียบ้าง ทุกข์นั้นจะเบาบางลง”
คำปลอบโยนของหลวง พ่อทำให้มนหูตาสว่างขึ้นมาทันที อย่างนี้หรือเปล่านะที่เขาว่าพระมาชี้ทางสวรรค์ให้ ทุกข์ “ของเรา” เราหนักอกมาแรมเดือนแรมปี แต่พอเปิดใจให้หลวงพ่อฟัง มันพังทลายลงมาอย่างง่ายดายเหมือนปราสาททรายถูกคลื่นซัด

วันนั้นมนกราบลาหลวงพ่อกลับไปบ้าน พลางท่องคาถาที่หลวงพ่อให้มา “สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ : สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น” ไม่มีความยึดติดถือมั่นใดที่จะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ มีรองเท้าคู่หนึ่ง รองเท้าหายก็ทุกข์แทบตาย เพราะคิดว่ามันเป็นรองเท้า “ของเรา” ทั้งๆ ที่รองเท้ามันไม่เคยคิดเหมือนเราสักหน่อย รองเท้าไม่เคยรู้สึกว่ามันมี “เจ้าของ” รองเท้าจึงไม่ทุกข์ เราต่างหากเที่ยวยึดเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นของเรา เที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปทั่ว พอมันไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนา จึงมานั่งตรอมตรมระทมทุกข์

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา มนไม่เคยเสียเวลานั่งรอเขากลับมาอีก มนอยู่กับลูกสาวสองคนอย่างเข้มแข็ง ด้วยเชื่อมั่นในคำของหลวงพ่อ มนบอกกับตัวเองว่า มนจะไม่เสียเวลากับคนที่มองไม่เห็นคุณค่าของเราอีก ชีวิตมีอะไรให้ทำมากกว่าการมานั่งรอใครสักคนซึ่งมองไม่เห็นคุณค่าของตนอย่าง แท้จริง มนเชื่อว่าของทุกอย่าง หรือคนทุกคน ถ้าเราไม่ยึดมั่นว่ามัน “ต้อง” เป็นของเรา มันก็ไม่ก่อให้เกิดทุกข์ แต่พอเราไปยึดว่ามันต้องเป็นของเราเข้าเมื่อไร แม้แก้วน้ำสักใบหนึ่งซึ่งไม่มีชีวิตจิตใจแท้ๆ แต่กระนั้นมันก็อาจทำให้เราทุกข์ปางตายได้
ตั้งแต่วันที่ได้เปิดใจกับ หลวงพ่อเป็นต้นมา มนก็ตั้งต้นชีวิตใหม่ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ทิ้งความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง มนเตือนตัวเองว่า การเกิดมาเป็นคนใช่ของง่าย อย่าเสียเวลามากมายกับเรื่องไร้สาระ อะไรพึงทำก็ควรทำให้ดีที่สุด ก้าวหน้าต่อไป และทำสิ่งที่ทำอยู่ในวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะชีวิตนั้นไม่ยืนยาวอย่างที่คิด

ผ่านไปเพียงห้าเดือนมนก็เข้มแข็ง สามารถหยัดยืนด้วยตัวเองได้และ “เขา” คนใหม่ก็ผ่านเข้ามา เขาคือเพื่อนที่เคยชอบพอกันมาสมัยเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกลับมาของเขาทำให้ชีวิตของมนมีความหมายมากขึ้นเพียงไร แต่มนก็ยังคงท่องคาถาที่หลวงพ่อให้ไว้ว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ” อยู่เสมอๆ แต่...อนิจจา เขามาสู่ชีวิตของมนได้เพียงปีกว่าก็จากมนไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ก็นั่นแหละนะเสร็จงานศพเขาแล้วมนก็เลิกแต่งชุดดำ จากนั้นก็ดำเนินชีวิตของตนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนร่วมงานสงสัยว่าทำไมไม่เห็นพี่มนเศร้าสร้อยเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มนบอกว่า

“ความโศกเศร้าจะเกิดขึ้นก็เฉพาะกับคนที่ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ’ เท่านั้นแหละจ้ะ”

“อะไรน่ะพี่มน หนูไม่เห็นเข้าใจ ภาษาต่างด้าวอะไรของพี่”

“สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ แปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น ท่องไว้เถอะจ้ะ สักวันหนึ่งเธอจะรู้เองว่าคาถาที่พี่ท่องอยู่ประจำนี้มันจะช่วยชีวิตเธอได้ อย่างไร สำหรับพี่ พี่บอกได้เลยว่า ที่รอดตายมาได้ทุกวันนี้ตั้งหลายครั้งหลายคราว ก็เพราะพี่ท่องคาถานี้เป็นประจำอยู่ทุกวันนั่นเอง”

รุ่นน้องผู้เป็นลูกน้องอีกทีหนึ่งทำหน้ามุ่ยเดินจากไปแล้ว แต่มนกลับยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่รู้อยู่แก่ใจว่าสักวันหนึ่งรุ่นน้องคนนั้นจะเข้าใจด้วยตัวเอง เป็นอย่างดี ว่าคาถาบทนี้น่ะมีความขลังอย่างเหลือเชื่อต่อวิถีชีวิตซึ่งแขวนอยู่บนเส้น ด้ายแห่งความไม่แน่นอนของคนเราได้เป็นอย่างดีเพียงไร

ที่มา: ว.วชิรเมธี ศิลปะการป้องกันตัว โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล 19 กันยายน 2553