Showing posts with label ความผิดพลาด. Show all posts
Showing posts with label ความผิดพลาด. Show all posts
Friday, May 10, 2013
สรุปความป้ำเป๋อของ นางยิ่งฯ นายกฯ
ทำไม จึงว่า ยิ่งฯ นายกฯ ของพวกเราเอง เราให้เกียรติ พณฯ มาโดยตลอดตอด
มันเป็นธรรมดา ที่ทำผิดมาก จนถูกรุมว่า ..
“ยิ่งลักษณ์” ถูกนำไปผูกโยงกับคำว่า “โง่” และถูกกล่าวถึงในบริบทที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนด้อยด้านสติปัญญา และไร้ศักยภาพในการบริหารประเทศนั้น สืบเนื่องจากตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้น นายกฯยิ่งลักษณ์มีอาการพูดผิดพูดถูก ถึงขั้นที่เรียกว่า “ปล่อยไก่” อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่หลายๆ เรื่องนั้นเป็นแค่เรื่องพื้นๆทั่วไปที่ใครๆก็รู้
1. ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เรียกหญ้าแฝก เป็น 'หญ้าแพรก'
2, เรียกเรือดันน้ำ เป็น 'เรือดำน้ำ' , เรียกถนนคอนกรีต เป็น 'คอ-นก-รีต'
3. เรียกพฤศจิกายน เป็น 'พฤศจิกาคม'
4 เรียกอำเภอหาดใหญ่ เป็น 'จังหวัดหาดใหญ่'
5. เรียกเมืองซิดนีย์ (ประเทศออสเตรเลีย) เป็นประเทศซิดนีย์
6. เรียกนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็น 'ประธานาธิบดี'
7. นายกฯลงพื้นที่ จ.สิงห์บุรี แต่กลับเรียกชื่อเป็น จ.สระบุรี
8 ให้สัมภาษณ์ถึงการซ่อมประตูน้ำบางโฉมศรี ซึ่ง อยู่ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ว่าต้องใช้วิธี 'โยนหินลงทะเล' ทั้งที่ จ.สิงห์บุรีไม่มีทะเล
9 อ่านตัวเลขผิดหลัก โดยตั้งหน้าตั้งตาอ่านโพยในที่ประชุมสภาว่า “ ในปีงบประมาณ 2555 ได้จัดสรรงบประมาณเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวนทั้งสิ้น (53,980ล้านบาท) ห้าหมื่น สามแสน เก้าร้อยสิบแปดล้านบาท”
และไม่ใช่แค่ ปล่อยไก่แจ้ ไก่ชน เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่นายกฯนกแก้วยังข้ามน้ำข้ามทะเลไปปล่อยไก่งวงถึงในเวทีระดับโลก ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุเกิดจากปัญหา 2 ประการคือ
10. เรื่องความอ่อนด้อยทางภาษาและ
11. ไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลในเรื่องที่จะพูดมาก่อน ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นกับบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำประเทศ
12. เมื่อปลายเดือนมกราคมปี 2555 นางสาวยิ่งลักษณ์เดินทางไปร่วมประชุม “World Economic Forum ครั้งที่ 42 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และได้เข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Women as the Way Forward” โดยนายกรัฐมนตรีไทยได้ขึ้นพูดสด ไม่มีโพยให้อ่าน และก็ได้สร้างความงงงวยไปทั้งเวที ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากต่างประเทศจะทำให้ผู้ร่วมอภิปรายบนเวทีและผู้ฟังนั่งนิ่งและอึ้งเงียบ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แถมยังตอบคำถามไม่ตรงประเด็น
ผู้ดำเนินรายการที่ทำหน้าที่ทึ่งในการใช้ภาษาของนายกรัฐมนตรีไทยจนอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเชยว่า “Madam Prime Minister I have to also say that you speak better English than I do” ตามมาด้วยเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือของผู้ฟังดังสนั่นหวั่นไหว
13. นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ทำให้ไทยขายขี้หน้าไปทั่วโลก เมื่อ นายกฯยิ่งลักษณ์ได้กล่าวในการประชุมเศรษฐกิจโลก ครั้งที่ 21 ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 21th World Economic Forum on East Asia (WEF) ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย. 2555 ที่ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ ว่า " 10 countries in ASEAN contain about half population of the world.." ซึ่งหมายความว่า " 10 ประเทศในอาเซียน มีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลก" ทั้งที่จริงๆแล้ว ประชากรอาเซียน มีประมาณ 600 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 8.8% ของประชากรโลก ซึ่งมีทั้งหมด 7,000 ล้านคน เท่านั้น ไม่ได้มีครึ่งหนึ่งของโลกอย่างที่น่ายกฯไทยปล่อยไก่ออกไป
14. ฯลฯ สารพัดผิด ..
ที่มา:
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000056422
--------------------
ยิ่งสุข ยิ่งดี ยิ่งเลว ยิ่งมาก ยิ่งน้อย ยิ่งอิ่ม ยิ่งหิว ยิ่งทำ ยิ่งกิน ยิ่งแดก ยิ่งตด ยิ่งเหม็น ยิ่งรั่ว ยิ่งหอม ยิ่งทวี ยิ่งออก ยิ่งหด ยิ่งใหญ่ ยิ่งสวย ยิ่งรวย ยิ่งขี้เหล่ ยิ่งปากจัด ยิ่งเค็ม ยิ่งปากเหม็น ยิ่งเลีย ยิ่งอม ยิ่งดูด ยิ่งพัน ยิ่งเกาะ ยิ่งพัด ยิ่งหนาว ยิ่งอับ ยิ่งร้อน ยิ่งอุ่น ยิ่งเปลือง ยิ่งผิด ยิ่งโง่ ยิ่งบวม ยิ่งแหวะ ยิ่งคิด ยิ่งปล่อย ยิ่งยิ้ม ยิ่งอม ยิ่งสูง ยิ่งจม ยิ่งต่ำ ยิ่งเตี้ย ยิ่งกิน ยิ่งแดก ยิ่งน่ารัก ยิ่งโป๊ ยิ่งตก ยิ่งใหญ่ ยิ่งร่วง ยิ่งเปรี้ยว ยิ่งเค็ม ยิ่งหวาน ยิ่งดัง ยิ่งหนวกหู ยิ่งเงียบ ยิ่งดิ่ง ยิ่งจน ยิ่งจม ยิ่งหัวสูง ยิ่งติดดิน ยิ่งแพง ยิ่งโกง ยิ่งลุแก่อำนาจ ยิ่งหมด ยิ่งจัด ยิ่งปล่อยไก่ ยิ่งช้า ยิ่งเร็ว ยิ่งเกิน ยิ่งขาด ยิ่งร้อย ยิ่งถอด ยิ่งทวี ยิ่งรุนแรง ยิ่งอ่อนโยน ยิ่งอ่อนแอ ยิ่งเอน ยิ่งเดียง ยิ่งเบี๊ยว ยิ่งเบลอ ยิ่งรัก ยิ่งเกลียด ยิ่งชอบ ... ยิ่งเอะใจ ... ยิ่งถอย ยิ่งไป ยิ่งมา ยิ่งส่ง ..
Thursday, December 6, 2012
ยังไม่ทันรู้ใจ ก็ได้ตัว
สวัสดีค่ะ แนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกที ดีเจอ้อย นภาพร จากกรีนเวฟ
106.5 ค่ะ ปกติเราคงเจอกันผ่านเสียง จะเห็นภาพบ้างทาง Green channel
ในช่วงเวลาของ Club Friday
ตั้งแต่วันนี้เราคงได้เจอกันผ่านตัวหนังสือที่นี่ล่ะค่ะ “คนดังนั่งเขียน”
ฟังชื่อแล้วขนลุกนิดหน่อย จริงๆ
ให้ถือว่าเป็นคนไม่ดังที่อยากเขียนแล้วกันนะคะ
ทำงานเกี่ยวกับการฟังและให้คำปรึกษาเรื่องของความรักมา 8 ปี
บางทีเขาก็เรียกกันว่ากูรู ใครจะรู้ว่าหลายๆ เรื่อง กู ก็ไม่ค่อย รู้เหมือนกัน เรามักเก่งในเรื่องชาวบ้าน แต่อานในเรื่องของตัวเอง
ปัญหาคนอื่นเราใช้หัว ปัญหาตัวเราใช้ใจ ปัญหาคนอื่นเลยง่ายในการแก้
แต่แย่ตรงจะแก้ปัญหาเรา เพราะสิ่งที่สมองสั่ง ใจเรามักจะบอกว่ายังทำไม่ได้
ถือว่าเนื้อที่ตรงนี้เป็นการแลกเปลี่ยนแล้วกันนะคะ
หลายครั้งเราต้องเรียนรู้วิธีคิดจากชีวิตคนอื่นๆ ไม่ต้องไปเจอเอง
เจ็บเองซะทุกเรื่อง มันเหนื่อยไป อ่านดูชีวิตใครๆ
เราอาจได้คำตอบของชีวิตตัวเอง
เมื่อไม่นานมานี้ คุณหมอพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ท่านบอกถึงสถิติเด็กวัยรุ่นไทย มีอะไรเกินเลยกันง่ายเหลือเกิน ยังไม่ทันเรียนรู้ ก็หมกมุ่นอยู่กับการเรียนรัก คุณหมอเลยเสนอให้พ่อแม่หยิบถุงยางใส่มือลูกวันละ 2 ถุง หรือแม้แต่วางขวดโหลถุงยางไว้ในห้องลูก แล้วคอยเติมเมื่อมันพร่องไป.. โอ้โห!! ขนาดยังไม่มีลูกยังหลอนตามเลยค่ะ มันเข้าสู่ยุคนี้กันแล้วจริงๆ หรือ? แต่ว่าไม่ได้ ปัญหาส่วนใหญ่ที่น้องๆ ส่งเข้ามาถามก็ไม่ค่อยห่างจากเรื่องแบบนี้เท่าไหร่
บางคนเจอกันในเฟซบุ๊กได้ 3 เดือน ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว พอ ให้เขาได้อะไรง่ายๆ เสียไปเขาก็คงไม่เสียดายเท่าไหร่ อยู่กันได้ไม่ถึงเดือน ผู้ชายพาผู้หญิงใหม่เข้ามานอนทับที่เราซะแล้ว น้องร้องไห้เสียใจ ปากก็บอกว่าทำไมเขาไม่เห็นคุณค่าของเรา หรือจริงๆ เรานั่นล่ะ ชิงลดคุณค่าของตัวเองลงไปก่อน
ฟังไปเหมือน ผู้ชายจะเป็นผู้กระทำอยู่ร่ำไป ไม่จริงนะคะ ยุคนี้หญิงไทยใจกล้า แฟนไม่ค่อยมีเวลา ฉันก็หาแฟนเพิ่ม และที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ใช่คนโสดที่เหงาไปเหงามา กลับเป็นผู้ชายที่มีลูกมีเมียแล้ว จากเป็นส่วนเติมเต็มของคนๆ หนึ่ง กลับอยากไปเป็นส่วนเกินของอีกครอบครัวหนึ่ง พอบอกให้เลิกก็บอกว่าเลิกไม่ได้ พี่เขาดี ดูแลเรามากกว่าแฟนเราที่ไม่ค่อยมีเวลาซะอีก พอถามว่า ลูกเมียเขาล่ะ น้องก็ตอบว่ารู้สึกผิดนะคะ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เอ๊า !! แฟนไม่มีเวลาน่าจะแก้กันที่ต้นตอของปัญหา ให้รู้กันไปว่า เวลาน้อยหรือไม่ค่อยรัก ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยการเพิ่มจำนวนคน ไม่สนว่าเขามีครอบครัวอยู่แล้วหรือเปล่า ละครเรื่องแรงเงา ; ถึงทำออกมากี่ครั้งๆ เรตติ้งยังทะลุเพดานทุกที เรื่องจริงในสังคมนี้ บางทีก็แรงกว่าแรงเงา
นอกจากหยิบถุงยางใส่มือลูก สิ่งที่ต้องใส่เข้าไปในหัวลูกด้วยคือสติ อุปกรณ์การสื่อสารติดกับตัว แต่กลับมัวสื่อสารกับคนไกลๆ มองข้ามคนใกล้ๆ กดปุ่มแชตคุยแทบจะตลอดเวลา แต่กลับรับมือความเหงาไม่ค่อยได้ เหงาปั๊บต้องรับรักใครซักคน รักแบบทุรนทุราย ทนทุกอย่างเพื่อเขาจนใจร้ายต่อตัวเราเอง
เคยมีนะคะ น้องผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน ฟังดูก็น่าจะสำราญใจดี แต่ติดที่แฟนเก่าแต่ละคนที่ผ่านมา น้องมีอะไรกับเขาไปซะทุกคน ที่เจ็บสุดจะทนเพราะเพิ่งรู้ว่า สามีเรากับบรรดาแฟนเก่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน และถ้าถึงวันแต่งงานวันนั้น สามีปัจจุบันจะอยู่บนเวที มองลงมาข้างล่างจะพบเจอหน้าอดีตสามีที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ฟังแล้วเศร้า มองหน้ากันยังไงให้ติด ก่อนทำอะไรคิดให้ดีก่อน การเป็นภรรยา และแม่ของลูก ไม่มีใครอยากเลือกแม่พันธุ์ที่เจนสังเวียน ถูกกอดรัดมาแล้วทั่วราชอาณาจักร แม้เขาไม่รู้ แต่เรารู้
ทุกคนเป็นหัวใจของพ่อแม่ อย่ายอมให้ใครทำร้ายตัวและหัวใจเรา ในที่สุดก็เจ็บไปถึงพ่อถึงแม่ คนรักกันจริง อีกหน่อยพอแต่งงานน้องจะได้อยู่ด้วยกันจนเบื่อกันไปข้างหนึ่ง อย่าเพิ่งรีบมีอะไรลึกซึ้ง ยังไม่ทันรู้ใจ ก็ปล่อยให้เขาล่วงเกินร่างกาย สุดท้ายพอเขาจากไป เราจะมาเรียกร้องอะไร ในวันที่เราต่อรองได้ ไม่ยอมต่อรอง
ดีเจพี่อ้อย
ที่มา:: ยังไม่ทันรู้ใจ ก็ได้ตัว ไทยรัฐออนไลน์ 4 ธันวาคม 2555 -----------
เมื่อไม่นานมานี้ คุณหมอพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ท่านบอกถึงสถิติเด็กวัยรุ่นไทย มีอะไรเกินเลยกันง่ายเหลือเกิน ยังไม่ทันเรียนรู้ ก็หมกมุ่นอยู่กับการเรียนรัก คุณหมอเลยเสนอให้พ่อแม่หยิบถุงยางใส่มือลูกวันละ 2 ถุง หรือแม้แต่วางขวดโหลถุงยางไว้ในห้องลูก แล้วคอยเติมเมื่อมันพร่องไป.. โอ้โห!! ขนาดยังไม่มีลูกยังหลอนตามเลยค่ะ มันเข้าสู่ยุคนี้กันแล้วจริงๆ หรือ? แต่ว่าไม่ได้ ปัญหาส่วนใหญ่ที่น้องๆ ส่งเข้ามาถามก็ไม่ค่อยห่างจากเรื่องแบบนี้เท่าไหร่
บางคนเจอกันในเฟซบุ๊กได้ 3 เดือน ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว พอ ให้เขาได้อะไรง่ายๆ เสียไปเขาก็คงไม่เสียดายเท่าไหร่ อยู่กันได้ไม่ถึงเดือน ผู้ชายพาผู้หญิงใหม่เข้ามานอนทับที่เราซะแล้ว น้องร้องไห้เสียใจ ปากก็บอกว่าทำไมเขาไม่เห็นคุณค่าของเรา หรือจริงๆ เรานั่นล่ะ ชิงลดคุณค่าของตัวเองลงไปก่อน
ฟังไปเหมือน ผู้ชายจะเป็นผู้กระทำอยู่ร่ำไป ไม่จริงนะคะ ยุคนี้หญิงไทยใจกล้า แฟนไม่ค่อยมีเวลา ฉันก็หาแฟนเพิ่ม และที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ใช่คนโสดที่เหงาไปเหงามา กลับเป็นผู้ชายที่มีลูกมีเมียแล้ว จากเป็นส่วนเติมเต็มของคนๆ หนึ่ง กลับอยากไปเป็นส่วนเกินของอีกครอบครัวหนึ่ง พอบอกให้เลิกก็บอกว่าเลิกไม่ได้ พี่เขาดี ดูแลเรามากกว่าแฟนเราที่ไม่ค่อยมีเวลาซะอีก พอถามว่า ลูกเมียเขาล่ะ น้องก็ตอบว่ารู้สึกผิดนะคะ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เอ๊า !! แฟนไม่มีเวลาน่าจะแก้กันที่ต้นตอของปัญหา ให้รู้กันไปว่า เวลาน้อยหรือไม่ค่อยรัก ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยการเพิ่มจำนวนคน ไม่สนว่าเขามีครอบครัวอยู่แล้วหรือเปล่า ละครเรื่องแรงเงา ; ถึงทำออกมากี่ครั้งๆ เรตติ้งยังทะลุเพดานทุกที เรื่องจริงในสังคมนี้ บางทีก็แรงกว่าแรงเงา
นอกจากหยิบถุงยางใส่มือลูก สิ่งที่ต้องใส่เข้าไปในหัวลูกด้วยคือสติ อุปกรณ์การสื่อสารติดกับตัว แต่กลับมัวสื่อสารกับคนไกลๆ มองข้ามคนใกล้ๆ กดปุ่มแชตคุยแทบจะตลอดเวลา แต่กลับรับมือความเหงาไม่ค่อยได้ เหงาปั๊บต้องรับรักใครซักคน รักแบบทุรนทุราย ทนทุกอย่างเพื่อเขาจนใจร้ายต่อตัวเราเอง
เคยมีนะคะ น้องผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน ฟังดูก็น่าจะสำราญใจดี แต่ติดที่แฟนเก่าแต่ละคนที่ผ่านมา น้องมีอะไรกับเขาไปซะทุกคน ที่เจ็บสุดจะทนเพราะเพิ่งรู้ว่า สามีเรากับบรรดาแฟนเก่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน และถ้าถึงวันแต่งงานวันนั้น สามีปัจจุบันจะอยู่บนเวที มองลงมาข้างล่างจะพบเจอหน้าอดีตสามีที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ฟังแล้วเศร้า มองหน้ากันยังไงให้ติด ก่อนทำอะไรคิดให้ดีก่อน การเป็นภรรยา และแม่ของลูก ไม่มีใครอยากเลือกแม่พันธุ์ที่เจนสังเวียน ถูกกอดรัดมาแล้วทั่วราชอาณาจักร แม้เขาไม่รู้ แต่เรารู้
ทุกคนเป็นหัวใจของพ่อแม่ อย่ายอมให้ใครทำร้ายตัวและหัวใจเรา ในที่สุดก็เจ็บไปถึงพ่อถึงแม่ คนรักกันจริง อีกหน่อยพอแต่งงานน้องจะได้อยู่ด้วยกันจนเบื่อกันไปข้างหนึ่ง อย่าเพิ่งรีบมีอะไรลึกซึ้ง ยังไม่ทันรู้ใจ ก็ปล่อยให้เขาล่วงเกินร่างกาย สุดท้ายพอเขาจากไป เราจะมาเรียกร้องอะไร ในวันที่เราต่อรองได้ ไม่ยอมต่อรอง
ดีเจพี่อ้อย
ที่มา:: ยังไม่ทันรู้ใจ ก็ได้ตัว ไทยรัฐออนไลน์ 4 ธันวาคม 2555 -----------
Friday, June 17, 2011
ตะลึงสาวทำแท้ง ดับคารถทัวร์ กู้ภัยยกศพไม่ขึ้น
ตะลึงสาวทำแท้ง ดับคารถทัวร์ กู้ภัยยกศพไม่ขึ้น
อุทาหรณ์เตือนใจหญิงชาย เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์และการทำแท้ง
เกิดเหตุสาววัยรุ่นตายปริศนาคารถทัวร์กรุงเทพฯ-แม่สอด เผยก่อนขึ้นรถมีหญิงสาวพูดสำเนียงพม่าพามาส่งให้คนขับช่วยดู บอกเพิ่งไปทำแท้งมา แต่เด็กไม่ยอมออก พอถึงแม่สอดกลายเป็นศพ กู้ภัยมายกศพยกเท่าไรก็ไม่ขึ้น จนต้องนิมนต์พระมา ลือสะพัดอาถรรพ์...
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.2554 ร.ต.อ.พงศกร ธนะวัง ร้อยเวร สภ.แม่สอด รับแจ้งจาก นายสมชาย มีฉายี อายุ 40 ปี พนักงานขับรถทัวร์บริษัทเชิดชัยทัวร์ วิ่งระหว่าง กรุงเทพฯ-แม่สอด ว่ามีคนเสียชีวิตในรถขอไปตรวจสอบ จึงนำกำลังพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลแม่สอด และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุอยู่ในรถทัวร์ หมายเลขข้างรถ 956-5 สีฟ้าขาว ทะเบียน 10-1189 ปทุมธานี ของบริษัทเชิดชัยทัวร์ โดยบริเวณเบาะนั่งด้านซ้ายแถวในสุดพบศพนางเอ (นามสมมุติ) อายุประมาณ 20 ปี เสียชีวิตในสภาพครึ่งนั่งครึ่งนอนน้ำลายฟูมปาก สวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดแขนสั้นสีส้ม ใกล้กันมีกระเป๋าเงินภายในมีเงิน 1,200 บาท แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ ระบุว่าเป็นใครมาจากไหน
จากนั้น ตำรวจได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยกันนำศพลงมาจากรถ แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถนำศพออกจากเบาะได้ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกคนบอกว่าศพหนักมาก ไม่สามารถยกขึ้นได้ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงก็ยังไร้ผล จนในที่สุดต้องนิมนต์พระสงฆ์ 2 รูป มาทำพิธีสวด จึงสามารถห่อศพและนำลงจากรถลงมาได้ในสภาพทุลักทุเล
เบื้องต้นนายสมชาย ให้การว่า เมื่อประมาณ 22.00 น. วันที่ 16 มิ.ย.2554 ขณะรถจะออกจากสถานีขนส่งหมอชิต มีผู้หญิงพูดสำเนียงพม่านำนางเอ มาส่งขึ้นรถในสภาพอ่อนแรง พร้อมฝากให้ช่วยดูแล โดยอ้างว่า นางเอ เพิ่งไปทำแท้งมา แต่เด็กไม่ออก จะไปทำต่อกับหมอพม่าที่ อ.แม่สอด จากนั้นเมื่อเข้ามาใกล้เขต อ.แม่สอด ถึงด่านตรวจบ้านห้วยหินฝน ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก เจ้าหน้าที่ด่านขึ้นมาตรวจผู้โดยสารปรากฏว่า นางเอ ซึ่งนอนคลุมผ้าห่มอยู่ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น จนเปิดผ้าออก จึงทราบว่านางเอ เสียชีวิตแล้วท่ามกลางการโจษขานถึงอาถรรพ์ที่ผู้ตายไปทำแท้งมา ซึ่งตำรวจจะได้สืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ที่มา: ทีมข่าวภูมิภาค ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2554
อุทาหรณ์เตือนใจหญิงชาย เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์และการทำแท้ง
เกิดเหตุสาววัยรุ่นตายปริศนาคารถทัวร์กรุงเทพฯ-แม่สอด เผยก่อนขึ้นรถมีหญิงสาวพูดสำเนียงพม่าพามาส่งให้คนขับช่วยดู บอกเพิ่งไปทำแท้งมา แต่เด็กไม่ยอมออก พอถึงแม่สอดกลายเป็นศพ กู้ภัยมายกศพยกเท่าไรก็ไม่ขึ้น จนต้องนิมนต์พระมา ลือสะพัดอาถรรพ์...
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.2554 ร.ต.อ.พงศกร ธนะวัง ร้อยเวร สภ.แม่สอด รับแจ้งจาก นายสมชาย มีฉายี อายุ 40 ปี พนักงานขับรถทัวร์บริษัทเชิดชัยทัวร์ วิ่งระหว่าง กรุงเทพฯ-แม่สอด ว่ามีคนเสียชีวิตในรถขอไปตรวจสอบ จึงนำกำลังพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลแม่สอด และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุอยู่ในรถทัวร์ หมายเลขข้างรถ 956-5 สีฟ้าขาว ทะเบียน 10-1189 ปทุมธานี ของบริษัทเชิดชัยทัวร์ โดยบริเวณเบาะนั่งด้านซ้ายแถวในสุดพบศพนางเอ (นามสมมุติ) อายุประมาณ 20 ปี เสียชีวิตในสภาพครึ่งนั่งครึ่งนอนน้ำลายฟูมปาก สวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดแขนสั้นสีส้ม ใกล้กันมีกระเป๋าเงินภายในมีเงิน 1,200 บาท แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ ระบุว่าเป็นใครมาจากไหน
จากนั้น ตำรวจได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยกันนำศพลงมาจากรถ แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถนำศพออกจากเบาะได้ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกคนบอกว่าศพหนักมาก ไม่สามารถยกขึ้นได้ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงก็ยังไร้ผล จนในที่สุดต้องนิมนต์พระสงฆ์ 2 รูป มาทำพิธีสวด จึงสามารถห่อศพและนำลงจากรถลงมาได้ในสภาพทุลักทุเล
เบื้องต้นนายสมชาย ให้การว่า เมื่อประมาณ 22.00 น. วันที่ 16 มิ.ย.2554 ขณะรถจะออกจากสถานีขนส่งหมอชิต มีผู้หญิงพูดสำเนียงพม่านำนางเอ มาส่งขึ้นรถในสภาพอ่อนแรง พร้อมฝากให้ช่วยดูแล โดยอ้างว่า นางเอ เพิ่งไปทำแท้งมา แต่เด็กไม่ออก จะไปทำต่อกับหมอพม่าที่ อ.แม่สอด จากนั้นเมื่อเข้ามาใกล้เขต อ.แม่สอด ถึงด่านตรวจบ้านห้วยหินฝน ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก เจ้าหน้าที่ด่านขึ้นมาตรวจผู้โดยสารปรากฏว่า นางเอ ซึ่งนอนคลุมผ้าห่มอยู่ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น จนเปิดผ้าออก จึงทราบว่านางเอ เสียชีวิตแล้วท่ามกลางการโจษขานถึงอาถรรพ์ที่ผู้ตายไปทำแท้งมา ซึ่งตำรวจจะได้สืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ที่มา: ทีมข่าวภูมิภาค ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2554
Monday, October 4, 2010
เข็มทิศชีวิต : ที่พึ่งภายใน
ทันทีที่เรากล้าหาญเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองจนรู้ชัด ว่าเราจริงจังกับตัวเอง จนสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำได้ เราจะรู้สึกถึงพลังมหาศาลของศักยภาพในตัวเอง...
เรื่อง : ฐิตินาถ ณ พัทลุง
เขียนต้นฉบับไปหลายเรื่อง จนในที่สุดต้องบอกตัวเองว่ายังไงท่านผู้อ่านก็จะหาข้อความระหว่างบรรทัด เชื่อมโยงไปยังเรื่องราวที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งมาตลอดสองสัปดาห์อยู่ดี ก็เขียนกันตรงๆ เสียเลย เพราะผู้อ่านคอลัมน์นี้รักการเรียนรู้ และมองเห็นสิ่งดีงามในทุกๆ อย่างมาปรับใช้ในชีวิตตนเองได้เสมออยู่แล้ว
ดิฉันพบว่าชีวิตจะส่งของขวัญมาพอเหมาะพอเจาะพอดีกับความสามารถของเราที่ จะเรียนรู้และเติบโตเสมอ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วตอนที่เจอเรื่องหนี้ก็เพื่อให้เราได้มาพบธรรมะ ได้เห็นว่าไม่มีอะไรเลยเราก็มีความสุขได้จากภายในตัวเราเองก่อน ทันทีที่เรามีความสุขได้จากภายในตัวเอง มีสติ มีปัญญา การแก้ปัญหาต่างๆ ก็เป็นเรื่องง่าย กลายเป็นว่าความท้าทายที่เข้ามาช่วงเวลาสั้นๆ กลับทำให้เรามีทรัพย์ภายใน ที่ทำให้ชีวิตเรามั่นคง ทั้งภายนอกและภายในได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและตนเอง
ชีวิตจะหาวิธีส่งบทเรียนใหม่ๆ มาให้เราเสมอ แต่ทุกเรื่องในชีวิตสิ่งแรกที่ได้คือ ให้เรารู้ว่านี่ไงล่ะคนอื่นมาทำอะไรไม่ดีในชีวิตเราก็เพื่อให้เราซาบซึ้งใจ กับพ่อแม่ ว่าความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่นัก อะไรที่พ่อแม่อาจพลาดพลั้งบ้างก็เล็กน้อยนักถ้าเทียบกับที่คนอื่นทำกับเรา ต้องขอบคุณคนที่ทำไม่ดีกับเราเพราะเขาอุตส่าห์เอาตัวเองเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ เรารักพ่อแม่มากขึ้น
ทุกบทเรียนในชีวิต ต้องการให้เราเกิดความเข้าใจจนซาบซึ้งว่าเป็นความหวังดีของชีวิต จนสามารถขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่าเข้ามาเพียงเพื่อให้เราเกิดความเข้าใจ ในผู้คนและตนเองอย่างลึกซึ้งแล้วชีวิตเราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเสมอ เหมือนต้นไม้ที่ออกดอกในหน้าแล้งยามขาดน้ำ แล้วเติบโตขยายพันธุ์กว้างไกล
สอง การมีศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญ แต่ศรัทธาในตัวเองสำคัญที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงต้องทำความดี เพราะในเวลาหนึ่งที่อาจไม่มีใครเชื่อเราเลย อย่างน้อยมีเราคนนึงล่ะ ที่เชื่อและภูมิใจในตัวเราเอง การหันกลับไปมองข้างหลังแล้วรู้ว่าเราทำความดีงามอะไรมา และมองไปข้างหน้ารู้ว่าเรามีชีวิตอย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อขัดเกลาตัวเราเอง ทำให้เราชัดเจนว่าเราจะเลือกทำอะไรและเลือกไม่ทำอะไร ทำให้เราเข้มแข็งกับสิ่งที่เจอตรงหน้าอย่างกล้าหาญ ด้วยความรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่า แล้วในที่สุด ตั้งแต่วันที่สิ่งนี้เกิดจนถึงวันที่จบลง มันให้ประโยชน์กับเราอย่างล้นเหลือยอดเยี่ยมก่อนใคร
สาม สิ่งที่กีดขวางในชีวิตคนมากกว่าอุปสรรคและความท้าทายคือการซ่อนตัวอยู่ในมุม สบายของตัวเอง หลายคนบอกตัวเองว่าแบบนี้ก็ดีแล้วแต่ชีวิตขาดพลังลงไปทุกวัน เพราะแทนที่จะลงมือทำสิ่งที่ต้องทำกลับเอาพลังไปทำเรื่องที่แค่ย้ายความสนใจ ไปได้เพียงชั่วคราว
หลอกตัวเองว่าปล่อยวางแต่ที่จริงแล้วกลัวที่จะบ่งฝีในชีวิตของตัวเอง เลยไปยุ่งเรื่องคนอื่นหรือทำสิ่งที่ไม่สำคัญในชีวิตจนหมดพลังซังกะตายไป เรื่อยๆ แทนที่จะค่อยๆ ทำให้ตัวเองเข้มแข็งเตรียมความพร้อม จนจิตใจมั่นคงในการลงมือทำสิ่งที่ควรทำ ก้าวข้ามความกลัวความยากลำบากที่อาจต้องเจอบ้างระหว่างทาง
คนที่หวั่นไหว ยามคนชมก็ลอย คนติก็จม เพราะไม่รู้ชัดว่าตัวเองเป็นใคร ต้องรอให้คนอื่นมาบอก แต่เมื่อเราหมั่นตรวจสอบขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ เราจะรู้ชัดว่าข้างในนี้เป็นใคร ทำอะไรอยู่และต้องทำอย่างไรจึงประสบผลสำเร็จเป็นประโยชน์ต่อมหาชนและตนเอง
ทันทีที่เรากล้าหาญเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองจนรู้ชัดว่าเราจริง จังกับตัวเอง จนสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำได้ เราจะรู้สึกถึงพลังมหาศาลของศักยภาพในตัวเอง เพราะการปรากฏขึ้นของความท้าทายในชีวิตก็เพื่อให้เราได้ค้นพบศักยภาพสูงสุด ของความเป็นมนุษย์ในการเรียนรู้เข้าใจ มีความสามารถที่จะรัก ศรัทธา มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์
ในที่สุดแล้วไม่ว่าจะลงมือทำอะไร ต้องเห็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของตัวเราเองเสมอ เห็นเราในเขา-เห็นเขาในเรา มันเป็นเรื่องง่ายมากเหมือนเวลาที่นักกีฬาลงสนาม เราอาจจมลงไปในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้จนลืมไปว่ามันไม่ใช่การเอาชนะกันและกัน แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในระยะยาวในชีวิตของทุกฝ่าย จึงต้องจำให้ได้เสมอที่จะรักษาความปรารถนาดีให้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ขับเคลื่อนการกระทำ เพราะชีวิตปรารถนาดีที่สุดกับเรา ส่งสิ่งที่ดีที่สุดมาให้เราเสมอ
เพียงมองให้ลึกซึ้งพอ
ที่มา: เข็มทิศชีวิต: ที่พึ่งภายใน โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง โพสต์ทูเดย์ 03 ตุลาคม 2553
เรื่อง : ฐิตินาถ ณ พัทลุง
เขียนต้นฉบับไปหลายเรื่อง จนในที่สุดต้องบอกตัวเองว่ายังไงท่านผู้อ่านก็จะหาข้อความระหว่างบรรทัด เชื่อมโยงไปยังเรื่องราวที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งมาตลอดสองสัปดาห์อยู่ดี ก็เขียนกันตรงๆ เสียเลย เพราะผู้อ่านคอลัมน์นี้รักการเรียนรู้ และมองเห็นสิ่งดีงามในทุกๆ อย่างมาปรับใช้ในชีวิตตนเองได้เสมออยู่แล้ว
ดิฉันพบว่าชีวิตจะส่งของขวัญมาพอเหมาะพอเจาะพอดีกับความสามารถของเราที่ จะเรียนรู้และเติบโตเสมอ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วตอนที่เจอเรื่องหนี้ก็เพื่อให้เราได้มาพบธรรมะ ได้เห็นว่าไม่มีอะไรเลยเราก็มีความสุขได้จากภายในตัวเราเองก่อน ทันทีที่เรามีความสุขได้จากภายในตัวเอง มีสติ มีปัญญา การแก้ปัญหาต่างๆ ก็เป็นเรื่องง่าย กลายเป็นว่าความท้าทายที่เข้ามาช่วงเวลาสั้นๆ กลับทำให้เรามีทรัพย์ภายใน ที่ทำให้ชีวิตเรามั่นคง ทั้งภายนอกและภายในได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและตนเอง
ชีวิตจะหาวิธีส่งบทเรียนใหม่ๆ มาให้เราเสมอ แต่ทุกเรื่องในชีวิตสิ่งแรกที่ได้คือ ให้เรารู้ว่านี่ไงล่ะคนอื่นมาทำอะไรไม่ดีในชีวิตเราก็เพื่อให้เราซาบซึ้งใจ กับพ่อแม่ ว่าความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่นัก อะไรที่พ่อแม่อาจพลาดพลั้งบ้างก็เล็กน้อยนักถ้าเทียบกับที่คนอื่นทำกับเรา ต้องขอบคุณคนที่ทำไม่ดีกับเราเพราะเขาอุตส่าห์เอาตัวเองเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ เรารักพ่อแม่มากขึ้น
ทุกบทเรียนในชีวิต ต้องการให้เราเกิดความเข้าใจจนซาบซึ้งว่าเป็นความหวังดีของชีวิต จนสามารถขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่าเข้ามาเพียงเพื่อให้เราเกิดความเข้าใจ ในผู้คนและตนเองอย่างลึกซึ้งแล้วชีวิตเราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเสมอ เหมือนต้นไม้ที่ออกดอกในหน้าแล้งยามขาดน้ำ แล้วเติบโตขยายพันธุ์กว้างไกล
สอง การมีศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญ แต่ศรัทธาในตัวเองสำคัญที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงต้องทำความดี เพราะในเวลาหนึ่งที่อาจไม่มีใครเชื่อเราเลย อย่างน้อยมีเราคนนึงล่ะ ที่เชื่อและภูมิใจในตัวเราเอง การหันกลับไปมองข้างหลังแล้วรู้ว่าเราทำความดีงามอะไรมา และมองไปข้างหน้ารู้ว่าเรามีชีวิตอย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อขัดเกลาตัวเราเอง ทำให้เราชัดเจนว่าเราจะเลือกทำอะไรและเลือกไม่ทำอะไร ทำให้เราเข้มแข็งกับสิ่งที่เจอตรงหน้าอย่างกล้าหาญ ด้วยความรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่า แล้วในที่สุด ตั้งแต่วันที่สิ่งนี้เกิดจนถึงวันที่จบลง มันให้ประโยชน์กับเราอย่างล้นเหลือยอดเยี่ยมก่อนใคร
สาม สิ่งที่กีดขวางในชีวิตคนมากกว่าอุปสรรคและความท้าทายคือการซ่อนตัวอยู่ในมุม สบายของตัวเอง หลายคนบอกตัวเองว่าแบบนี้ก็ดีแล้วแต่ชีวิตขาดพลังลงไปทุกวัน เพราะแทนที่จะลงมือทำสิ่งที่ต้องทำกลับเอาพลังไปทำเรื่องที่แค่ย้ายความสนใจ ไปได้เพียงชั่วคราว
หลอกตัวเองว่าปล่อยวางแต่ที่จริงแล้วกลัวที่จะบ่งฝีในชีวิตของตัวเอง เลยไปยุ่งเรื่องคนอื่นหรือทำสิ่งที่ไม่สำคัญในชีวิตจนหมดพลังซังกะตายไป เรื่อยๆ แทนที่จะค่อยๆ ทำให้ตัวเองเข้มแข็งเตรียมความพร้อม จนจิตใจมั่นคงในการลงมือทำสิ่งที่ควรทำ ก้าวข้ามความกลัวความยากลำบากที่อาจต้องเจอบ้างระหว่างทาง
คนที่หวั่นไหว ยามคนชมก็ลอย คนติก็จม เพราะไม่รู้ชัดว่าตัวเองเป็นใคร ต้องรอให้คนอื่นมาบอก แต่เมื่อเราหมั่นตรวจสอบขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ เราจะรู้ชัดว่าข้างในนี้เป็นใคร ทำอะไรอยู่และต้องทำอย่างไรจึงประสบผลสำเร็จเป็นประโยชน์ต่อมหาชนและตนเอง
ทันทีที่เรากล้าหาญเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองจนรู้ชัดว่าเราจริง จังกับตัวเอง จนสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องและควรทำได้ เราจะรู้สึกถึงพลังมหาศาลของศักยภาพในตัวเอง เพราะการปรากฏขึ้นของความท้าทายในชีวิตก็เพื่อให้เราได้ค้นพบศักยภาพสูงสุด ของความเป็นมนุษย์ในการเรียนรู้เข้าใจ มีความสามารถที่จะรัก ศรัทธา มั่นคงได้ในทุกสถานการณ์
ในที่สุดแล้วไม่ว่าจะลงมือทำอะไร ต้องเห็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของตัวเราเองเสมอ เห็นเราในเขา-เห็นเขาในเรา มันเป็นเรื่องง่ายมากเหมือนเวลาที่นักกีฬาลงสนาม เราอาจจมลงไปในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้จนลืมไปว่ามันไม่ใช่การเอาชนะกันและกัน แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในระยะยาวในชีวิตของทุกฝ่าย จึงต้องจำให้ได้เสมอที่จะรักษาความปรารถนาดีให้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ขับเคลื่อนการกระทำ เพราะชีวิตปรารถนาดีที่สุดกับเรา ส่งสิ่งที่ดีที่สุดมาให้เราเสมอ
เพียงมองให้ลึกซึ้งพอ
ที่มา: เข็มทิศชีวิต: ที่พึ่งภายใน โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง โพสต์ทูเดย์ 03 ตุลาคม 2553
Wednesday, September 22, 2010
การรักษาชีวิตคู่ ชีวิตแต่งงาน
::เกี่ยวกับการรักษาชีวิตคู่ การครองคู่ การรักษาชีวิตแต่งงาน
กว่าจะได้ใครสักคนมาร่วมหอลงโลง ไม่ว่าหนุ่ม หรือ สาว คงต้อง "ลงทุน" กันพอสมควร เพื่อสร้างความผูกพันธ์ ประทับใจให้แก่ฝ่ายตรงข้าม และหลังจาก "ลงตัว" ทุกอย่างแล้ว การแต่งงานจึงมีขึ้น คงไม่มีใครปรารถนาให้นาวารักล่มสลายหลังการแต่งงาน
การอยู่ร่วมกัน ถ้าจะให้ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข คงต้องมี 4 รักษา
1. ข้อแรก คือ การรักษารูปร่าง อย่าปล่อยตัว ถึงแม้ไม่อาจฉุดรั้งความหนุ่มความสาวไว้ได้ ก็ต้องพยายามให้ "ดูดี" อยู่เสมอ
2. ข้อต่อมา คือ การรักษามารยาท การพูดจาปราศรัย จะถือว่าเป็นคนกันเอง นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดได้ ไม่ต้องถนอมใจคนฟัง อย่างนั้นไม่ถูกต้อง นอกจากรักษากิริยามารยาทแล้ว ยังต้องรักษาข้อที่ 3
3. การรักษาสิทธิส่วนตัวของกันและกัน ในเรื่องที่เป็นกิจเดิม และชีวิตส่วนตัวบางอย่าง ที่ไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพการสมรส แต่ละฝ่ายก็ยังมีสิทธิที่จะรักษาไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง ทุกเรื่องเพื่อตามใจอีกฝ่ายหนึ่ง
4. ขั้นสุดท้าย คือ การรักษา"ระดับการให้" สมัยเป็นแฟนกัน คิดว่าพบกันครึ่งทางยุติธรรมดีแล้ว แต่เมื่อเป็นสามีภรรยา ทางที่ดีต้องเพิ่มการให้ อย่าคิดว่าเป็นของตาย เพราะผู้ที่เป็นฝ่ายได้รับ ย่ามเกิดความซาบซึ้งประทับใจ เวลาพลาดพลั้งเกิดเรืองขัดใจขึ้นมาก็จะนึุกถึงความดีที่มีต่อกัน ทำให้อภัยให้กันได้
ถ้าทำได้ดังกล่าวมา นาวาชีวิต(คู่)ของคุณ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่ล่มสลาย แม้เจอคลื่นลม
ที่มา: คลินิกมติชน พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ฝ่ายเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลเด็ก
กว่าจะได้ใครสักคนมาร่วมหอลงโลง ไม่ว่าหนุ่ม หรือ สาว คงต้อง "ลงทุน" กันพอสมควร เพื่อสร้างความผูกพันธ์ ประทับใจให้แก่ฝ่ายตรงข้าม และหลังจาก "ลงตัว" ทุกอย่างแล้ว การแต่งงานจึงมีขึ้น คงไม่มีใครปรารถนาให้นาวารักล่มสลายหลังการแต่งงาน
การอยู่ร่วมกัน ถ้าจะให้ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข คงต้องมี 4 รักษา
1. ข้อแรก คือ การรักษารูปร่าง อย่าปล่อยตัว ถึงแม้ไม่อาจฉุดรั้งความหนุ่มความสาวไว้ได้ ก็ต้องพยายามให้ "ดูดี" อยู่เสมอ
2. ข้อต่อมา คือ การรักษามารยาท การพูดจาปราศรัย จะถือว่าเป็นคนกันเอง นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดได้ ไม่ต้องถนอมใจคนฟัง อย่างนั้นไม่ถูกต้อง นอกจากรักษากิริยามารยาทแล้ว ยังต้องรักษาข้อที่ 3
3. การรักษาสิทธิส่วนตัวของกันและกัน ในเรื่องที่เป็นกิจเดิม และชีวิตส่วนตัวบางอย่าง ที่ไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพการสมรส แต่ละฝ่ายก็ยังมีสิทธิที่จะรักษาไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง ทุกเรื่องเพื่อตามใจอีกฝ่ายหนึ่ง
4. ขั้นสุดท้าย คือ การรักษา"ระดับการให้" สมัยเป็นแฟนกัน คิดว่าพบกันครึ่งทางยุติธรรมดีแล้ว แต่เมื่อเป็นสามีภรรยา ทางที่ดีต้องเพิ่มการให้ อย่าคิดว่าเป็นของตาย เพราะผู้ที่เป็นฝ่ายได้รับ ย่ามเกิดความซาบซึ้งประทับใจ เวลาพลาดพลั้งเกิดเรืองขัดใจขึ้นมาก็จะนึุกถึงความดีที่มีต่อกัน ทำให้อภัยให้กันได้
ถ้าทำได้ดังกล่าวมา นาวาชีวิต(คู่)ของคุณ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่ล่มสลาย แม้เจอคลื่นลม
ที่มา: คลินิกมติชน พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ฝ่ายเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลเด็ก
Thursday, September 2, 2010
สหรัฐ: สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งในคำมั่นสัญญาสำคัญที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ที่มีต่อประชาชนช่วงหาเสียงเลือกตั้งในปี 2551 คือการถอนกำลังทหารอเมริกันออกจากอิรัก หลังอดีตรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศสงครามเมื่อปี 2546 และกินเวลายืดเยื้อมานานกว่า 7 ปี
วัน ที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ประกาศสิ้นสุดภารกิจถอนกำลังทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วอิรักอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้สนับสนุนรัฐบาลกล่าวว่า นี่เป็น "ความคืบหน้า" ประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคโอบามา
แต่นักวิเคราะห์ ด้านการเมืองฟันธงว่าแม้จะถอนทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกมาได้สำเร็จก็มิ ได้หมายความว่าจะไม่มีการส่งทหารอเมริกันไปประจำการที่อิรักอีก เพราะในความเป็นจริงยังมีทหารอเมริกันอีกกว่า 50,000 นายอยู่ในอิรักต่อ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการฝึกอบรมและวางแผนการจัดการกองทัพร่วม กับรัฐบาลอิรัก
นอกจากนี้ รัฐบาลโอบามายังได้สั่งเพิ่มกำลังทหารอเมริกันให้ไปประจำการที่อัฟกานิสถาน เพื่อทำ "สงครามต่อต้านก่อการร้าย" ร่วมกับกองกำลังทหารนาโตอย่างดุเดือดเลือดพล่านเหมือนเดิม
ส่วน "งบประมาณ" ที่รัฐบาลมอบให้กองทัพยังคงไม่มีการพิจารณา "ตัดทอน" แต่อย่างใด แม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะสะท้อนความเห็นผ่านโพลหลายโพลว่า รัฐบาลควรจะลดงบด้านการทหารลง และนำไปเพิ่มให้กับงบพัฒนาหรือแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจแทน เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของคนในประเทศ
ทว่า การหั่นงบประมาณของกองทัพเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกไม่มีใครอยากเสี่ยงคัดง้างกับอำนาจของกองทัพ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯ ที่เชื่อมั่นในเสรีประชาธิปไตยอย่างมาก
ยิ่งเมื่อพิจารณาเงื่อนไขของการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพสหรัฐฯ ก็จะพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีสงคราม, บริษัทเครื่องบิน รวมถึงบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน คือ "ผู้ได้รับผลประโยชน์" จากการใช้จ่ายงบประมาณทหารก้อนโต และบริษัทเหล่านั้นล้วนเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่ให้งบสนับสนุนการหาเสียง เลือกตั้งของพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาลยุคก่อน
หากรัฐบาลโอบา มาคิดจะหั่นงบประมาณกองทัพก็ต้องเจอกับแรงต้านจากพรรคฝ่ายค้านที่แรงกว่าเดิม อีกทั้งนายโรเบิร์ต เกตส์ ผู้รั้งตำแหน่ง รมว.กลาโหม ก็สังกัดพรรครีพับลิกัน และเป็นกุนซือด้านการทหารคนสำคัญที่รัฐบาลโอบามายังต้องพึ่งพาอาศัยฝีมือกันอยู่
การถอนทหารอิรักจึงเป็นแค่ "การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า" เพื่อลดแรงกดดันจากสังคมเท่านั้น
ตติกานต์ เดชชพงศ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ตติกานต์ เดชชพงศ วันพุธที่ 1 กันยายน 2553
วัน ที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ประกาศสิ้นสุดภารกิจถอนกำลังทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วอิรักอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้สนับสนุนรัฐบาลกล่าวว่า นี่เป็น "ความคืบหน้า" ประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคโอบามา
แต่นักวิเคราะห์ ด้านการเมืองฟันธงว่าแม้จะถอนทหารหน่วยปฏิบัติการสู้รบออกมาได้สำเร็จก็มิ ได้หมายความว่าจะไม่มีการส่งทหารอเมริกันไปประจำการที่อิรักอีก เพราะในความเป็นจริงยังมีทหารอเมริกันอีกกว่า 50,000 นายอยู่ในอิรักต่อ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการฝึกอบรมและวางแผนการจัดการกองทัพร่วม กับรัฐบาลอิรัก
นอกจากนี้ รัฐบาลโอบามายังได้สั่งเพิ่มกำลังทหารอเมริกันให้ไปประจำการที่อัฟกานิสถาน เพื่อทำ "สงครามต่อต้านก่อการร้าย" ร่วมกับกองกำลังทหารนาโตอย่างดุเดือดเลือดพล่านเหมือนเดิม
ส่วน "งบประมาณ" ที่รัฐบาลมอบให้กองทัพยังคงไม่มีการพิจารณา "ตัดทอน" แต่อย่างใด แม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะสะท้อนความเห็นผ่านโพลหลายโพลว่า รัฐบาลควรจะลดงบด้านการทหารลง และนำไปเพิ่มให้กับงบพัฒนาหรือแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจแทน เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของคนในประเทศ
ทว่า การหั่นงบประมาณของกองทัพเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกไม่มีใครอยากเสี่ยงคัดง้างกับอำนาจของกองทัพ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯ ที่เชื่อมั่นในเสรีประชาธิปไตยอย่างมาก
ยิ่งเมื่อพิจารณาเงื่อนไขของการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพสหรัฐฯ ก็จะพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีสงคราม, บริษัทเครื่องบิน รวมถึงบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน คือ "ผู้ได้รับผลประโยชน์" จากการใช้จ่ายงบประมาณทหารก้อนโต และบริษัทเหล่านั้นล้วนเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่ให้งบสนับสนุนการหาเสียง เลือกตั้งของพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาลยุคก่อน
หากรัฐบาลโอบา มาคิดจะหั่นงบประมาณกองทัพก็ต้องเจอกับแรงต้านจากพรรคฝ่ายค้านที่แรงกว่าเดิม อีกทั้งนายโรเบิร์ต เกตส์ ผู้รั้งตำแหน่ง รมว.กลาโหม ก็สังกัดพรรครีพับลิกัน และเป็นกุนซือด้านการทหารคนสำคัญที่รัฐบาลโอบามายังต้องพึ่งพาอาศัยฝีมือกันอยู่
การถอนทหารอิรักจึงเป็นแค่ "การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า" เพื่อลดแรงกดดันจากสังคมเท่านั้น
ตติกานต์ เดชชพงศ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ โดย ตติกานต์ เดชชพงศ วันพุธที่ 1 กันยายน 2553
Monday, July 12, 2010
คุณลุงกับลังเหล็ก
มีคุณลุงอยู่ท่านหนึ่ง ในช่วงวัยหนุ่มคุณลุงท่านนี้เป็นหัวหน้าคนงานอยู่ในเหมืองทองคำมีรายได้ดีมาก แต่คุณลุงท่านนี้ไม่เคยเก็บเงินเลยมีเท่าไรก็ใช้หมด เนื่องจากคุณลุงเป็นคนจิตใจดีใครมาหยิบยืมก็ให้ เลี้ยงเพื่อนฝูงตลอด คุณลุงมีเพื่อนเยอะมาก จนกระทั่งคุณลุงท่านนี้เกษียณอายุจากการทำงาน ปรากฏว่าไม่มีเงินเหลือเลยจากชีวิตการทำงานอันยาวนาน คุณลุงมีลูกอยู่ 5 คน เมื่อคุณลุงไม่มีเงินก็จำเป็นต้องไปอาศัยอยู่บ้านลูกๆ ทั้ง 5 คน
วันจันทร์ ก็ไปอยู่บ้านลูกสาว ก็ถูกลูกเขยพูดจากระทบกระเทียบ เช่น "ทำไมคุณพ่อคุณไม่ไปบ้านลูกคนอื่นบ้างนะ ผมจะทำอะไรก็อึดอัดจริงๆ "
วันอังคาร ก็ไปอยู่บ้านลูกชาย ก็ถูกหลาน และลูกสะใภ้กระทบกระเทียบ เช่น "รำคาญคุณปู่จังเลยกับข้าวที่หนูชอบดูสิคุณปู่ทานหมดเลย ทำไมคุณปู่ไม่ไปบ้านอื่นบ้าง" เป็นเช่นนี้ตลอด คุณลุงก็เปลี่ยนไปอยู่บ้านลูกคนนั้นทีคนนี้ที ก็ถูกลูกบ้าง ลูกเขยบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง หลานบ้างพูดจาถากถางอยู่ตลอด แต่คุณลุงก็ต้องทน เพราะคุณลุงไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว
อยู่มาวันหนึ่ง คุณลุงตัดสินใจเรียกลูก ๆ ทุกคนมาแล้วบอกว่า "พ่อจะไม่อยู่สัก 2 ปีนะลูก เพราะเพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของเหมืองทองคำมันเขียนจดหมายมาขอร้องให้พ่อไปช่วยงานที่เหมืองทองคำของมัน พ่อจำเป็นต้องไปช่วยเขาจริงๆ" ลูกๆ ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจสนับสนุนเพื่อให้คุณลุงท่านนี้ไปให้พ้นๆ จะได้ไม่เป็นภาระอีกต่อไป
เมื่อครบ 2 ปี คุณลุงท่านนี้ก็กลับมาพร้อมกับลังเหล็กใบใหญ่ 1 ใบ ไปไหนแกก็ลากไปด้วย ลูกๆ ก็พากันแปลกใจและถามว่า "ลังอะไร" คุณลุงตอบว่า "เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้มาจากเหมืองทองคำของเพื่อน ถ้าใครดูแลพ่อจนถึงวาระสุดท้ายก็จะมอบสมบัติในลังเหล็กให้ทั้งหมด" ปรากฏว่า ลูกๆ พากันตื่นเต้น ต่างอาสามาดูแลคุณพ่อกันยกใหญ่
วันจันทร์ คุณลุงก็อยู่กับลูกสาวคนโต ลูกเขยกับหลานก็พากันเอาใจบีบนวดให้ หาของกินดีๆ มาให้ แต่ยังไม่ทันไรลูกชายคนที่สองก็มาตามให้ไปอยู่ด้วย และก็เช่นกันยังไม่ทันไร ลูกสาวคนที่สาม ก็มาตามให้ไปอยู่ด้วยอีก ปรากฏว่าลูกๆ ทั้ง 5 คน ของคุณลุงต่างแย่งกันเอาใจและปรนนิบัติคุณลุงท่านนี้อย่างดี แต่เวลาไปไหนคุณลุงก็จะลากลังเหล็กใบนี้ไปด้วยตลอด
เวลาผ่านไป 7 ปี คุณลุงท่านนี้เสียชีวิตลง หลังงานพิธีศพลูกๆ ทุกคนพากันมานั่งล้อมลังเหล็กใบนี้เพื่อแบ่งสมบัติกัน ลูกสาวคนโตเป็นคนเปิดฝาลังเหล็ก พบว่ายังมีผ้าสีขาวปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง และมีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ลูกสาวคนโตก็เปิดอ่านให้น้องๆ ฟัง เนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าประมาทและอย่าคาดหวังว่าใครจะเลี้ยงดูเรา ให้เร่งเก็บออมเสียตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้มีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย
ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ทีไรให้รู้สึกสะท้อนใจทุกครั้ง และไม่เคยคิดว่า เป็นเพียงนิทานเพราะเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่เตรียมเก็บออมเงินเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ....พึ่งพาใครไหนเล่า....จะดีเท่าพึ่งพาตัวเราเอง
วันจันทร์ ก็ไปอยู่บ้านลูกสาว ก็ถูกลูกเขยพูดจากระทบกระเทียบ เช่น "ทำไมคุณพ่อคุณไม่ไปบ้านลูกคนอื่นบ้างนะ ผมจะทำอะไรก็อึดอัดจริงๆ "
วันอังคาร ก็ไปอยู่บ้านลูกชาย ก็ถูกหลาน และลูกสะใภ้กระทบกระเทียบ เช่น "รำคาญคุณปู่จังเลยกับข้าวที่หนูชอบดูสิคุณปู่ทานหมดเลย ทำไมคุณปู่ไม่ไปบ้านอื่นบ้าง" เป็นเช่นนี้ตลอด คุณลุงก็เปลี่ยนไปอยู่บ้านลูกคนนั้นทีคนนี้ที ก็ถูกลูกบ้าง ลูกเขยบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง หลานบ้างพูดจาถากถางอยู่ตลอด แต่คุณลุงก็ต้องทน เพราะคุณลุงไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว
อยู่มาวันหนึ่ง คุณลุงตัดสินใจเรียกลูก ๆ ทุกคนมาแล้วบอกว่า "พ่อจะไม่อยู่สัก 2 ปีนะลูก เพราะเพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของเหมืองทองคำมันเขียนจดหมายมาขอร้องให้พ่อไปช่วยงานที่เหมืองทองคำของมัน พ่อจำเป็นต้องไปช่วยเขาจริงๆ" ลูกๆ ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจสนับสนุนเพื่อให้คุณลุงท่านนี้ไปให้พ้นๆ จะได้ไม่เป็นภาระอีกต่อไป
เมื่อครบ 2 ปี คุณลุงท่านนี้ก็กลับมาพร้อมกับลังเหล็กใบใหญ่ 1 ใบ ไปไหนแกก็ลากไปด้วย ลูกๆ ก็พากันแปลกใจและถามว่า "ลังอะไร" คุณลุงตอบว่า "เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้มาจากเหมืองทองคำของเพื่อน ถ้าใครดูแลพ่อจนถึงวาระสุดท้ายก็จะมอบสมบัติในลังเหล็กให้ทั้งหมด" ปรากฏว่า ลูกๆ พากันตื่นเต้น ต่างอาสามาดูแลคุณพ่อกันยกใหญ่
วันจันทร์ คุณลุงก็อยู่กับลูกสาวคนโต ลูกเขยกับหลานก็พากันเอาใจบีบนวดให้ หาของกินดีๆ มาให้ แต่ยังไม่ทันไรลูกชายคนที่สองก็มาตามให้ไปอยู่ด้วย และก็เช่นกันยังไม่ทันไร ลูกสาวคนที่สาม ก็มาตามให้ไปอยู่ด้วยอีก ปรากฏว่าลูกๆ ทั้ง 5 คน ของคุณลุงต่างแย่งกันเอาใจและปรนนิบัติคุณลุงท่านนี้อย่างดี แต่เวลาไปไหนคุณลุงก็จะลากลังเหล็กใบนี้ไปด้วยตลอด
เวลาผ่านไป 7 ปี คุณลุงท่านนี้เสียชีวิตลง หลังงานพิธีศพลูกๆ ทุกคนพากันมานั่งล้อมลังเหล็กใบนี้เพื่อแบ่งสมบัติกัน ลูกสาวคนโตเป็นคนเปิดฝาลังเหล็ก พบว่ายังมีผ้าสีขาวปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง และมีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ลูกสาวคนโตก็เปิดอ่านให้น้องๆ ฟัง เนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าประมาทและอย่าคาดหวังว่าใครจะเลี้ยงดูเรา ให้เร่งเก็บออมเสียตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้มีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย
ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ทีไรให้รู้สึกสะท้อนใจทุกครั้ง และไม่เคยคิดว่า เป็นเพียงนิทานเพราะเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่เตรียมเก็บออมเงินเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ....พึ่งพาใครไหนเล่า....จะดีเท่าพึ่งพาตัวเราเอง
Wednesday, June 9, 2010
มงคลชีวิต
ตามพุทธพจน์ในเรื่องมงคล 38 ประการ ซึ่งสามข้อแรกประกอบด้วย ไม่คบคนพาล คบหาสมาคมแต่บัณฑิต และบูชาบุคคลที่ควรบูชา ธรรมสามอย่างนี้แล เป็นมงคลอันสูงสุด เป็นมงคลอันเกษม
พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จึงพยายามที่จะสอนสั่งให้กุลบุตร กุลธิดา เสพคบหาสมาคมแต่เพื่อนที่ดี มิตรแท้
พ่อแม่ทำมาหากินอย่างยากลำบากในต่างจังหวัด ส่งลูกเข้ามาเรียนในกรุง หวังจะเห็นลูกได้ปริญญา แต่ลูกคบเพื่อนกิน ปอกลอก พากันเที่ยวกลางคืน ร่ำสุรายาดอง เงินที่ส่งให้เป็นค่าเทอม ค่าหอพัก ต้องสูญสลาย มลายไปกับสายลม ผลสุดท้ายคว้าน้ำเหลว กลับบ้านมือเปล่า อย่างน่าเสียดาย
ในวงการค้า หากท่านซื้อสินค้าจากผู้ขายที่ไม่มีหลักแหล่ง แม้ราคาจะถูกกว่า แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีใบกำกับภาษี ถึงมีก็อาจเป็นใบกำกับภาษีปลอม ใช้เป็นหลักฐานทางภาษีอากรไม่ได้ หลายครั้งท่านอาจได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ แต่ก็ไม่อาจเคลมความเสียหายจากใครได้
ในการขาย หากมุ่งแต่จะขายโดยไม่เลือกลูกค้าที่ดี ท่านย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญอย่างมาก
ว่ากันว่า ในวงการโรงแรม เจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง ว่าจ้างบริษัทก่อสร้างให้ก่อสร้างอาคารหลายสิบล้าน แรก ๆ ก็จ่ายดี แต่ต่อ ๆ มาก็เบี้ยวไม่จ่าย เงินกู้จาก ธนาคารก็ไม่ชำระ จะเป็นเอ็นพีแอล หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เจ้าหนี้ต่างปวดเศียรเวียนเกล้า กว่าจะรู้ตัวก็สาย
แต่ในทางตรงกันข้ามหากท่านติดต่อค้าขายกับผู้ที่มีคุณธรรม มนุษย ธรรม จริยธรรมในจิตใจ ท่านย่อมได้รับแต่ความถูกต้อง ความสบายใจ มีความอะลุ้มอล่วย เห็นอกเห็นใจ มีน้ำใจไมตรีจิตมิตรภาพ
ในวงการเมือง หากเราเลือกคนไม่ดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง เข้ามาใช้เงินงบประมาณที่ส่วนใหญ่เป็นเงินภาษีอากรแทนเรา พวกคนพาลเหล่านั้น ก็มุ่งหมายแต่จะหาผลประโยชน์เข้าตัว และพวกพ้องไม่รู้จบรู้สิ้น
เรื่อยมาจนถึงการชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนานที่เป็นผลจากการที่ความคิดเห็นที่ แตกต่างกันในสังคมไทยได้สงบลง เพราะแกนนำยอมมอบตัว แต่มีการจลาจลปล้นสะดมปะทุขึ้นมาแทนที่ ทำให้แหล่งธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และเล็กได้รับผลกระทบจากการถูกเผาทำลาย ซึ่งทุกคนคือคนไทยที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ทุกคนควรรักใคร่
ปรองดองกัน นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านวัตถุ และด้านจิตใจ
ใครกันบ้างหนอที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายของผลพวงเหล่านี้
ที่แน่นอน คือ รัฐต้องเยียวยาทุกข์ภัยความเดือดร้อน ด้วยเงินงบประมาณพิเศษ ซึ่งต้องนำมาจากเงินภาษีอากรของพวกเราทุกคน มันน่าเสียดายครับ แทนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาอื่นที่เกิดประโยชน์ยิ่งกว่า
ทำให้หวนนึกถึงคำโบราณที่ท่าน กล่าวว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล”
ที่มา: มงคลชีวิต มุมภาษี เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม 2553
พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จึงพยายามที่จะสอนสั่งให้กุลบุตร กุลธิดา เสพคบหาสมาคมแต่เพื่อนที่ดี มิตรแท้
พ่อแม่ทำมาหากินอย่างยากลำบากในต่างจังหวัด ส่งลูกเข้ามาเรียนในกรุง หวังจะเห็นลูกได้ปริญญา แต่ลูกคบเพื่อนกิน ปอกลอก พากันเที่ยวกลางคืน ร่ำสุรายาดอง เงินที่ส่งให้เป็นค่าเทอม ค่าหอพัก ต้องสูญสลาย มลายไปกับสายลม ผลสุดท้ายคว้าน้ำเหลว กลับบ้านมือเปล่า อย่างน่าเสียดาย
ในวงการค้า หากท่านซื้อสินค้าจากผู้ขายที่ไม่มีหลักแหล่ง แม้ราคาจะถูกกว่า แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีใบกำกับภาษี ถึงมีก็อาจเป็นใบกำกับภาษีปลอม ใช้เป็นหลักฐานทางภาษีอากรไม่ได้ หลายครั้งท่านอาจได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ แต่ก็ไม่อาจเคลมความเสียหายจากใครได้
ในการขาย หากมุ่งแต่จะขายโดยไม่เลือกลูกค้าที่ดี ท่านย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญอย่างมาก
ว่ากันว่า ในวงการโรงแรม เจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง ว่าจ้างบริษัทก่อสร้างให้ก่อสร้างอาคารหลายสิบล้าน แรก ๆ ก็จ่ายดี แต่ต่อ ๆ มาก็เบี้ยวไม่จ่าย เงินกู้จาก ธนาคารก็ไม่ชำระ จะเป็นเอ็นพีแอล หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เจ้าหนี้ต่างปวดเศียรเวียนเกล้า กว่าจะรู้ตัวก็สาย
แต่ในทางตรงกันข้ามหากท่านติดต่อค้าขายกับผู้ที่มีคุณธรรม มนุษย ธรรม จริยธรรมในจิตใจ ท่านย่อมได้รับแต่ความถูกต้อง ความสบายใจ มีความอะลุ้มอล่วย เห็นอกเห็นใจ มีน้ำใจไมตรีจิตมิตรภาพ
ในวงการเมือง หากเราเลือกคนไม่ดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง เข้ามาใช้เงินงบประมาณที่ส่วนใหญ่เป็นเงินภาษีอากรแทนเรา พวกคนพาลเหล่านั้น ก็มุ่งหมายแต่จะหาผลประโยชน์เข้าตัว และพวกพ้องไม่รู้จบรู้สิ้น
เรื่อยมาจนถึงการชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนานที่เป็นผลจากการที่ความคิดเห็นที่ แตกต่างกันในสังคมไทยได้สงบลง เพราะแกนนำยอมมอบตัว แต่มีการจลาจลปล้นสะดมปะทุขึ้นมาแทนที่ ทำให้แหล่งธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และเล็กได้รับผลกระทบจากการถูกเผาทำลาย ซึ่งทุกคนคือคนไทยที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ทุกคนควรรักใคร่
ปรองดองกัน นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านวัตถุ และด้านจิตใจ
ใครกันบ้างหนอที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายของผลพวงเหล่านี้
ที่แน่นอน คือ รัฐต้องเยียวยาทุกข์ภัยความเดือดร้อน ด้วยเงินงบประมาณพิเศษ ซึ่งต้องนำมาจากเงินภาษีอากรของพวกเราทุกคน มันน่าเสียดายครับ แทนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาอื่นที่เกิดประโยชน์ยิ่งกว่า
ทำให้หวนนึกถึงคำโบราณที่ท่าน กล่าวว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล”
ที่มา: มงคลชีวิต มุมภาษี เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม 2553
Wednesday, May 5, 2010
บุคคลอันตราย
ถ้าถามว่า ใครบ้าง ที่มี ลักษณะ จัดเป็น บุคคลอันตราย ในสังคม
รับรองได้ว่า คนส่วนใหญ่ จะตอบ ดังนี้
อันดับแรกคือ “ฆาตกร” ซึ่งสามารถฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าได้ตลอดเวลา จะเป็นฆ่าเพราะ เหตุผลส่วนตัว หรือ รับจ้างผู้อื่นมาฆ่าให้ ล้วนเป็นอันตราย ด้วยกันทั้งสิ้น
อันดับสองคือ “คนบ้า” หรือ “คนเป็นโรคจิตวิปริต” คนเหล่านี้สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป
อันดับสามคือ “พวกค้าขายยาเสพติด” เพราะยาเสพติด ทำร้ายประเทศชาติ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
อันดับสี่คือ “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต” ซึ่งผิดมนุษย์ปุถุชนธรรมดา คนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังที่ทำให้เป็นคนโหดเหี้ยมด้วยกันทั้งนั้น
และอันดับห้าคือ “คนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” คนพวกนี้ จะไม่เคยบอกว่า อะไรดี และส่วนใหญ่จะเป็น คนวิตกกังวล อย่างหนัก วัน ๆ มีแต่มอบความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น ใครทำดีมักจะบอกว่าทำไม่ดี คน เหล่านี้มักจะตายก่อนเวลาที่อันควร
ข้างต้นนี้จัดเป็น อันตรายระดับรุนแรง สังคมใดมีคนเหล่านี้มาก ๆ รับรองได้ว่า จะเป็นสังคมที่มีแต่ภัยอันตรายหาความสุขในชุมชนได้ยากยิ่ง
แต่ที่จริงแล้ว บุคคลที่เป็นอันตรายในสังคม ยังมีอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่ มองเผิน ๆ จะบอกว่าไม่น่าจะอันตรายใด ๆ แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไป จะพบว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าพวกข้างต้นเสียด้วยซ้ำ
ประเภทแรกคือ “บุคคลที่มีใจคับ แคบ” ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมแม้แต่น้อย เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ โอกาสที่จะมีจิตใจคับแคบ เป็นไปได้สูง
ประเภทที่สองคือ “บุคคลที่ไม่มีเพื่อน” ไม่มีเพื่อนเพราะชอบอยู่สันโดษ ชอบอยู่เดียวดาย กินข้าวก็กินคนเดียว เล่นกอล์ฟก็ออกรอบคนเดียว พวกที่ไม่มีเพื่อนจะ ไม่รู้จักคุณค่า ของคำว่า “เพื่อน” ถ้าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพื่อนจะไม่มีวันไหว้ วานหรืออาศัยเขาได้ เขาจะมอง “เพื่อน” เป็นภาระ มากกว่า เป็นสินทรัพย์
ประเภทที่สามคือ “คนที่ไม่ฟังใคร” ตัดสินใจอะไรจะกระทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่เชื่อคำแนะนำของใคร แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยมีบุญคุณด้วย เขาก็ไม่เชื่อ คนเหล่านี้จะมองผู้หลักผู้ใหญ่เป็น หัวหลักหัวตอ บางทีมองว่า โบราณคร่ำครึ ทั้ง ๆ ที่ลืมไปว่าคนแก่นั้นมีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ คนที่ไม่ฟังใคร สุดท้าย จะดึงเอาทุกคนมา ร่วมรับผิดชอบ ด้วย เวลาเกิดความผิดพลาด
ประเภทที่สี่คือ “คนที่ไม่แคร์ใคร” มี ความเห็นแก่ตัวสูง ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ขาด “CONSIDERATION” นั่นคือไม่เห็นใจผู้อื่น คนประเภทนี้ เวลาลงเรือเจอ มรสุมจะโดดเรือหนีก่อนใครเพื่อน แม้มีผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้วยก็ไม่ช่วย
ประเภทที่ห้าคือ “คนเรียนเก่ง” คนพวกนี้ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง เวลาเล่าเรียนด้วยกันจะไม่เคยช่วยเพื่อน ซ้ำยัง ชอบ ฟ้องครู เสียด้วยซ้ำ คนเรียนเก่งแล้วมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนหาได้ยากยิ่ง
ประเภทที่หกคือ “คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง” อันตรายเพราะ คิดอะไรจะเข้าข้างตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อื่นอาจดีกว่าความคิดความอ่านของตัวเองมากนัก ส่วนใหญ่คนพวกนี้สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างความเจริญงอกงาม
ประเภทที่เจ็ดคือ “คนพูดเก่ง แต่ทำไม่เป็นเรื่อง” คนพวกนี้ผลงานไม่ค่อยปรากฏ แต่พูดจาอะไรทีไร ผู้ฟังจะรู้สึกเคลิ้ม ดูน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่พอทำจะประจักษ์ว่า “ดีแต่พูด” ถ้าให้เลือกระหว่าง “พูดเก่ง ทำไม่เก่ง” กับ “พูดไม่เก่ง ทำเก่ง” เลือกประเภทหลังดีกว่า
ประเภทที่แปดคือ “คนที่ชอบตีหน้าเซ่อ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร แต่ก็ทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แต่ชอบ ตีหน้าเซ่อ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ประเภทสุดท้ายคือ “ไม่มีน้ำใจนักกีฬา” คือไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักเสียสละเพื่อทีม มักชอบทำตัวเป็น “สตาร์” ตัวต้องเด่นไว้ก่อน ทีมจะเป็นอย่างไรช่างมัน
โดยสรุปรวมแล้ว บุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายอันตรายดังร่ายยาวมาข้างต้น เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นผู้นำในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายต่อสังคมมากเข้าไปใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาก็แล้วกัน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน 2553
รับรองได้ว่า คนส่วนใหญ่ จะตอบ ดังนี้
อันดับแรกคือ “ฆาตกร” ซึ่งสามารถฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าได้ตลอดเวลา จะเป็นฆ่าเพราะ เหตุผลส่วนตัว หรือ รับจ้างผู้อื่นมาฆ่าให้ ล้วนเป็นอันตราย ด้วยกันทั้งสิ้น
อันดับสองคือ “คนบ้า” หรือ “คนเป็นโรคจิตวิปริต” คนเหล่านี้สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป
อันดับสามคือ “พวกค้าขายยาเสพติด” เพราะยาเสพติด ทำร้ายประเทศชาติ อย่างที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
อันดับสี่คือ “คนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต” ซึ่งผิดมนุษย์ปุถุชนธรรมดา คนเหล่านี้ล้วนมีภูมิหลังที่ทำให้เป็นคนโหดเหี้ยมด้วยกันทั้งนั้น
และอันดับห้าคือ “คนที่มองโลกในแง่ร้ายเสมอ” คนพวกนี้ จะไม่เคยบอกว่า อะไรดี และส่วนใหญ่จะเป็น คนวิตกกังวล อย่างหนัก วัน ๆ มีแต่มอบความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น ใครทำดีมักจะบอกว่าทำไม่ดี คน เหล่านี้มักจะตายก่อนเวลาที่อันควร
ข้างต้นนี้จัดเป็น อันตรายระดับรุนแรง สังคมใดมีคนเหล่านี้มาก ๆ รับรองได้ว่า จะเป็นสังคมที่มีแต่ภัยอันตรายหาความสุขในชุมชนได้ยากยิ่ง
แต่ที่จริงแล้ว บุคคลที่เป็นอันตรายในสังคม ยังมีอีกหลายประเภท ส่วนใหญ่ มองเผิน ๆ จะบอกว่าไม่น่าจะอันตรายใด ๆ แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไป จะพบว่าอาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าพวกข้างต้นเสียด้วยซ้ำ
ประเภทแรกคือ “บุคคลที่มีใจคับ แคบ” ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมแม้แต่น้อย เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ โอกาสที่จะมีจิตใจคับแคบ เป็นไปได้สูง
ประเภทที่สองคือ “บุคคลที่ไม่มีเพื่อน” ไม่มีเพื่อนเพราะชอบอยู่สันโดษ ชอบอยู่เดียวดาย กินข้าวก็กินคนเดียว เล่นกอล์ฟก็ออกรอบคนเดียว พวกที่ไม่มีเพื่อนจะ ไม่รู้จักคุณค่า ของคำว่า “เพื่อน” ถ้าเขาได้เป็นใหญ่เป็นโต เพื่อนจะไม่มีวันไหว้ วานหรืออาศัยเขาได้ เขาจะมอง “เพื่อน” เป็นภาระ มากกว่า เป็นสินทรัพย์
ประเภทที่สามคือ “คนที่ไม่ฟังใคร” ตัดสินใจอะไรจะกระทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่เชื่อคำแนะนำของใคร แม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยมีบุญคุณด้วย เขาก็ไม่เชื่อ คนเหล่านี้จะมองผู้หลักผู้ใหญ่เป็น หัวหลักหัวตอ บางทีมองว่า โบราณคร่ำครึ ทั้ง ๆ ที่ลืมไปว่าคนแก่นั้นมีประสบการณ์ชีวิตล้นเหลือ คนที่ไม่ฟังใคร สุดท้าย จะดึงเอาทุกคนมา ร่วมรับผิดชอบ ด้วย เวลาเกิดความผิดพลาด
ประเภทที่สี่คือ “คนที่ไม่แคร์ใคร” มี ความเห็นแก่ตัวสูง ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า ขาด “CONSIDERATION” นั่นคือไม่เห็นใจผู้อื่น คนประเภทนี้ เวลาลงเรือเจอ มรสุมจะโดดเรือหนีก่อนใครเพื่อน แม้มีผู้ที่อ่อนแอกว่าอยู่ด้วยก็ไม่ช่วย
ประเภทที่ห้าคือ “คนเรียนเก่ง” คนพวกนี้ไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัวเอง เวลาเล่าเรียนด้วยกันจะไม่เคยช่วยเพื่อน ซ้ำยัง ชอบ ฟ้องครู เสียด้วยซ้ำ คนเรียนเก่งแล้วมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนหาได้ยากยิ่ง
ประเภทที่หกคือ “คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง” อันตรายเพราะ คิดอะไรจะเข้าข้างตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ ในบางเรื่อง ความคิดเห็นของผู้อื่นอาจดีกว่าความคิดความอ่านของตัวเองมากนัก ส่วนใหญ่คนพวกนี้สร้างความเสียหายมากกว่าสร้างความเจริญงอกงาม
ประเภทที่เจ็ดคือ “คนพูดเก่ง แต่ทำไม่เป็นเรื่อง” คนพวกนี้ผลงานไม่ค่อยปรากฏ แต่พูดจาอะไรทีไร ผู้ฟังจะรู้สึกเคลิ้ม ดูน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่พอทำจะประจักษ์ว่า “ดีแต่พูด” ถ้าให้เลือกระหว่าง “พูดเก่ง ทำไม่เก่ง” กับ “พูดไม่เก่ง ทำเก่ง” เลือกประเภทหลังดีกว่า
ประเภทที่แปดคือ “คนที่ชอบตีหน้าเซ่อ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร แต่ก็ทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แต่ชอบ ตีหน้าเซ่อ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ประเภทสุดท้ายคือ “ไม่มีน้ำใจนักกีฬา” คือไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ ไม่รู้จักเสียสละเพื่อทีม มักชอบทำตัวเป็น “สตาร์” ตัวต้องเด่นไว้ก่อน ทีมจะเป็นอย่างไรช่างมัน
โดยสรุปรวมแล้ว บุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายอันตรายดังร่ายยาวมาข้างต้น เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นผู้นำในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายต่อสังคมมากเข้าไปใหญ่ เห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาก็แล้วกัน.
อนุภพ
ที่มา: คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 16 เมษายน 2553
Sunday, November 29, 2009
พ่อ-แม่ หลงผิดซื้อ"นมหวาน"ให้ลูก
ทันตแพทย์ชี้หากเริ่มจากนมหวาน อนาคตเด็กอาจจบที่เบาหวาน
29 พ.ย.52 ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า จากการที่เครือข่ายด้านสุขภาพ ได้ทำงานร่วมกับ อย.จนนำไปสู่การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 286 ระบุให้ไม่มีการเติมน้ำตาลซูโครสในนมผงสูตรต่อเนื่องสำหรับเด็ก ตั้งแต่ เม.ย.2549 นั้น การประเมินยอดจำหน่ายนมผงในตลาด โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาดระดับสากล ในปี 2549 – 2551 พบว่า นมผงรสจืดมียอดการจำหน่ายสูงกว่านมผงรสหวาน โดยมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ทั้งนี้ยอดจำหน่ายนมจืดสูงกว่านมหวาน 1.55 เท่า 1.76 เท่า และ 1.83 เท่าตามลำดับ โดยยอดจำหน่ายนมหวานลดลงปีละประมาณ 1,000 ตัน
“ที่น่าห่วงคือยังมีนมผงครบส่วนสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป ที่ประกาศฉบับดังกล่าว ไม่ครอบคลุม จึงยังมีทั้งนมรสจืดและรสหวาน และยังมีผู้ปกครองซื้อนมหวานให้เด็กบริโภคเป็นประจำถึงปีละ 9,924 พันตัน ซึ่งผลเสียทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้นทันทีจากการทานนมรสหวานโดยใช้ขวดนม คือ เด็กจะฟันผุตั้งแต่ฟันน้ำนมยังขึ้นไม่เต็มปาก ส่งผลให้เด็กเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ปวดฟัน นอนหลับไม่สนิท การทานนมรสวาน จะนำไปสู่พฤติกรรมติดหวาน และทำให้เด็กอ้วน จึงมีโอกาสสูงที่จะเป็นเบาหวานในอนาคต” ทพญ.จันทนา กล่าว
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2552
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=561&contentID=34744
=== นมจืดของเด็กยังหวานเลย ไม่เชื่อลองชิมดูสิคุณหมอ สสส.จะทำอะไรได้ ===
29 พ.ย.52 ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า จากการที่เครือข่ายด้านสุขภาพ ได้ทำงานร่วมกับ อย.จนนำไปสู่การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 286 ระบุให้ไม่มีการเติมน้ำตาลซูโครสในนมผงสูตรต่อเนื่องสำหรับเด็ก ตั้งแต่ เม.ย.2549 นั้น การประเมินยอดจำหน่ายนมผงในตลาด โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาดระดับสากล ในปี 2549 – 2551 พบว่า นมผงรสจืดมียอดการจำหน่ายสูงกว่านมผงรสหวาน โดยมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ทั้งนี้ยอดจำหน่ายนมจืดสูงกว่านมหวาน 1.55 เท่า 1.76 เท่า และ 1.83 เท่าตามลำดับ โดยยอดจำหน่ายนมหวานลดลงปีละประมาณ 1,000 ตัน
“ที่น่าห่วงคือยังมีนมผงครบส่วนสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป ที่ประกาศฉบับดังกล่าว ไม่ครอบคลุม จึงยังมีทั้งนมรสจืดและรสหวาน และยังมีผู้ปกครองซื้อนมหวานให้เด็กบริโภคเป็นประจำถึงปีละ 9,924 พันตัน ซึ่งผลเสียทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้นทันทีจากการทานนมรสหวานโดยใช้ขวดนม คือ เด็กจะฟันผุตั้งแต่ฟันน้ำนมยังขึ้นไม่เต็มปาก ส่งผลให้เด็กเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ปวดฟัน นอนหลับไม่สนิท การทานนมรสวาน จะนำไปสู่พฤติกรรมติดหวาน และทำให้เด็กอ้วน จึงมีโอกาสสูงที่จะเป็นเบาหวานในอนาคต” ทพญ.จันทนา กล่าว
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2552
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=561&contentID=34744
=== นมจืดของเด็กยังหวานเลย ไม่เชื่อลองชิมดูสิคุณหมอ สสส.จะทำอะไรได้ ===
Thursday, October 22, 2009
Subscribe to:
Posts (Atom)
