Tuesday, May 24, 2011

น้ำมันแพง เพราะ ปตท.

พอดีไปอ่านเจอในหนังสือ "Positioning" ที่บอกถึงที่มาของราคาน้ำมันที่แพง เลยเอามาแบ่งปัน
ข้อความบางตอนมีการพาดพิงชื่อบุคคล ก่อนจะฟอร์เิว์ริดลบผมออกก่อนนะคร้าบ มันเสียว ๆ


ไม่ผิดหาก ปตท. จะกำไร และมีเป้าหมายอย่างที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ซีอีโอของ ปตท. ตั้งเป้าหมายให้ ปตท. เป็นบริษัทข้ามชาติภายในปี 2555 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปี 2550 ที่มีรายได้ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และตั้งแต่ปี 2555 รายได้เพิ่มอีกปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ จนในปี 2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 176,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับความเป็นบริษัทชั้นนำ ติดอันดับ 100 บริษัทของฟอร์จูนภายในปี 2555 จากเมื่อปี 2550 ป ตท. อยู่ในอันดับ 207

บิ๊ก ปตท. รวยล้น

เมื่อบริษัทร่ำรวยย่อมทำให้ผู้บริหารที่มาทำงานที่นี่ร่ำรวยไปตามกัน รายงานประจำปีของ ปตท. ระบุชัดเจนถึงผลตอบแทนทั้งโบนัส เงินเดือนที่บอร์ด ปตท. ได้รับ และผู้บริหารที่ร่ำรวยจากหุ้น

เฉพาะบอร์ดกว่า 10 คน ได้เบี้ยประชุม โบนัส เฉพาะที่ทำงานให้ ปตท. เท่านั้นรวมกันถึง 42 ล้านบาทโดยมี โอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยชินวัตร และประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายก รัฐมนตรี ได้รับสูงสุดคนละกว่า 3 ล้านบาท

สำหรับผู้บริหาร ระดับสูงของ ปตท. ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เงินเดือน โบนัส รวมประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารที่มีหุ้นมากสุดคือ จิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิต และก๊าซธรรมชาติ ณ 31 ธันวาคม 2550 มีหุ้นเหลืออยู่ 175,830 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 65,408,760 บาท เฉพาะประเสริฐที่วันนี้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีหุ้นแล้ว แต่หากย้อนหลังไปเมื่อปี 2548 เขาได้หุ้น ESOP เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จำนวน 243,000 หุ้น (บันทึกราคาที่ 0.00 บาท) และ 1 ปีให้หลังได้โอนออก 60,700 หุ้น และ 29 กันยายน 2549 ได้อีก119,000 หุ้น จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ได้ขายออกครั้งละ 5,000 หุ้นบ้าง 60,000 หุ้นบ้าง ในราคาเฉลี่ย 330-370 บาท จน ล่าสุดเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ได้ ESOP อีก 87,000 หุ้น

นี่คือความร่ำรวยของ ปตท. ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ที่รายได้มากมาย มาจากความลำบากของประชาชนคนไทย เพราะการผูกขาด และการคิดราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรม

น้ำมันแพงตามสูตรสิงคโปร์

ปตท. ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมด 5 โรงจากที่มีอยู่ทั้งหมด 7 โรง คิดเป็นกำลังการผลิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อจากโรงกลั่นในเครือของ ปตท. โรงกลั่นที่ต้องการกำไรทำให้ ปตท. อ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ที่เป็นแหล่งซื้อขายและปั่นราคาน้ำมันที่ คิดล่วงหน้า 1-2 เดือน ทั้งที่โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางและบางส่วนจากในประเทศ ไทย

แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าไม่จำเป็นต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ ปตท. ก็พยายามชี้แจงว่าจำเป็นเพราะเป็นไปตามการคิดราคาในกลไกของตลาดโลก แม้จะฟังไม่ขึ้น แต่ ปตท. ก็ยังคงเดินหน้าคิดราคาน้ำมันที่ยึดราคาสูงเป็นที่ตั้ง นอกเหนือจากภาษีต่างๆ และค่าขนส่งหลายส่วนมาประกอบกันจนแพงอย่างที่ต้องจ่ายกัน

ราคา หน้าโรงกลั่น = ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Import parity Price) ที่มาจากราคาน้ำมันจรในตลาดจรที่สิงคโปร์ (FOB)+ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+ค่าจัดเก็บน้ำมัน+ภาษีศุลกากรนำเข้า

ค่าการตลาด = ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ+ค่าขนส่ง+ค่าส่งเสริมการตลาด+ค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ

ในที่สุดปัญหาจากราคาน้ำมันแพง ไม่ใช่เพราะตลาดโลกหรือเพราะตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะประเสริฐได้เฉลยออกมาด้วยตัวเองว่าเพราะ ปตท. ต้องกำไรและ ปตท. อยู่ใ นตลาดหลักทรัพย์ฯ

“อยู่ ที่ว่าสังคมไทยอยากให้ ปตท. เป็นยังไง และวันนี้ ปตท. ก็อยู่ในตลาดฯ (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ก็อยู่ที่สังคมไทยว่าอยากให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเปล่า ผมเป็นผู้บริหาร เป็นพนักงาน ปตท. ผมก็อยากทำอะไรให้ดีที่สุดแก่ทุกฝ่าย และสอดคล้องกับแนวทางที่ทั่วโลกทำกัน ถ้าเผื่อว่าเราซึ่งเป็นประเทศ Net Import Country มาบิดเบือนโครงสร้างราคาและเราต้องนำเข้า ประชาชนก็ไม่รู้จักประหยัด เราก็ต้องไปเอาก๊าซหุงต้มเข้ามาแล้ว เราต้องอุดหนุน สุดท้ายจะเอาเงินมาจากไหน ปตท. ก็อุดหนุนไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ถ้าเอา ปตท. เป็นหน่วยอุดหนุน ปตท. ก็ต้องไปเป็น Non Profit Organization ก็อย่าให้ ปตท. เป็นบริษัทอยู่ในมหาชน ก็เอา ปตท. ออกจากตลาดฯ ปตท. ก็จะเป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจที่จะไม่สามารถสนองนโยบายรัฐได้เหมือนในบางรัฐ วิสาหกิจ”

ณ วันนี้เค้าลางที่คนไทยจะต้องลำบากต่อไปกับราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังชัด ขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นก๊ าซ แอลพีจี เอ็นจีวี และแม้แต่อี 85 ก็กำลังถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนที่มีรากฐานมาจากธุรกิจที่ต้องการกำไรเป็นที่ ตั้งทั้งสิ้น และที่สำคัญคือการผูกขาดโดย ปตท.

กลุ่มทุนฮุบ E85-LPG-NGV

ไม่ว่าจะเป็น E20 หรือ E85 คือหนทางทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันถูกขึ้น เพราะมันเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่นำเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซิน ซึ่งเอทานอลมาจากพืชและมันสำปะหลัง

โรงงานเอทานอลขนาดใหญ่ ล้วนมาจากทุนระดับบิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นของค่ายเบียร์ช้างที่เปิดเผยตัวชัดเจน และยังมีเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยตัวชัดเจน ทั้งกลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มคอมลิงค์ ตัวแทนและกลุ่มของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จนมาถึงกลุ่มเทมาเส็กที่ยอมจ่ายเงิน73,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป
&n bsp;
เช่นเดียวกับธุรกิจก๊าซที่ต้องยกให้ว่าเป็นลับ-ลวง-พรางฉบับ ปตท. เพราะผู้เล่นในตลาดก๊าซ LPG ที่รับช่วงจาก ปตท. ไม่ว่าจะเป็นสยามแก๊สหรือเวิลด์แก๊สล้วนก๊วนเดียวกัน

สยามแก๊ส หรือ สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ ที่กำลังเข้าตลาดหุ้นในเร็ววัน ก็พบชื่อ พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานกรรมการ ส่วน เวิลด์แก๊ส นั้นถือหุ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์โดย ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น ที่รุ่งเรืองจากธุรกิจก๊าซ และถังก๊าซ จนเข้าตลาดหุ้นได้ มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือคนใ น ตระกูลลาภวิสุทธิสิน

นี่คือเครือข่ายที่น่าสะพรึงกลัว เพราะก่อนแปรรูป ปตท. รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ขายถังละ 160 บาท หลังเข้าตลาดฯ ราคาเพิ่มมาเป็นถังละ 290-300 บาท

จึง ไม่แปลกหาก ปตท. จะเดินหน้าแยก LPG เป็น 2 ราคา เพราะบรรดาโบรกเกอร์ทั้งหลายต่างวิเคราะห์หุ้น ปตท. ว่า ราคาต่ำของ LPG เป็นปัจจัยกดดัน ปตท. ในเชิงสร้างกำไร เนื่องจากปัจจุบันรัฐมีการควบคุมราคาขาย LPG ในประเทศ 315 เหรียญต่อตัน ขณะที่ราคาส่งออกในตลาดโลกสูงถึง 800 - 900 เหรียญต่อตัน ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ปตท. มียอดส่งออก LPG 8.9 พันบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากปี 2549 ถึง -51.8 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น

นี่ จึงเป็นนัยสำคัญว่าทำไมจึงต้องดันราคา LPG ในประเทศให้สูง โดยตั้งราคา 2 มาตรฐานเพื่อตรึงราคาภาคครัวเรือนเพื่อรักษาความนิยมของรัฐบาลต่อไป ขณะที่ลอยตัวราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรมจะ ช่วยลด Demand ของ LPG ในตลาดรถ เพื่อให้ปริมาณ LPG เหลือมากพอให้ ปตท. ส่งออกทำกำไรได้มากยิ่งขึ้นกว่าเงินที่ได้รับจากการชดเชยกองทุนน้ำมัน และยังเป็นเครื่องมือช่วย ปตท. ครองตลาดก๊าซเพื่อยานยนต์ด้วย NGV แต่เพียงผู้เดียว ไม่ต่างจากการ“ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว

ตราบ เท่าที่ ปตท. ยังสามารถซื้อสื่อและสร้างภาพด้วยงบโฆษณาพีอาร์และซีเอสอาร์ ปีหนึ่งหลักพันล้านบาท การผูกขาดของ ปตท. และกลุ่มทุนที่เหนียวแน่น คนไทยคงต้องลำบากกับน้ำมันและก๊าซที่ถูกปั่นราคาไปอีกนาน


LPG หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว มาจาก 2 แหล่ง คือการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ จึงถือเป็นผลพลอยได้สุดๆ โดยมีต้นทางมาจาก ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) บริษัทในกลุ่ม ปตท.

นอกจากนี้ ยังให้สัมปทานขุดเจาะ 30 ปีในอ่าวไทย และบางแปลงมีพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา แก่บริษัท เชฟรอน สำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งร่วมทุน 16 เปอร์เซ็นต์ ในโครงการอาทิตย์ของ ปตท.สผ. อีกด้วย โดยเชฟรอนผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวได้ 47,147 บาร์เรลต่อวัน นอกเหนือจากผลิตก๊าซธรรมชาติ 1,668 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบ 85, 387 บาร์เรลต่อวัน โดยส่งต่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดให้ ปตท. ที่เชฟรอนแจ้งว่า 75 เปอร์เซ็นต์นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า 25 เปอร์เซ็นต์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเคมี

ดังนั้น เมื่อแยกก๊าซเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะที่ ปตท. ครองตลาดก๊าซธรรมชาติ NGV แต่เพียงผู้เดียวและใช้กับตลาดยานยนต์เท่านั้น โดย ปตท. ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 60,000 ล้านบาท แต่ยังอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมกว่า 6,000 ล้านบาท

ส่วนที่เป็นก๊าซเหลว LPG นั้น นอกจาก ปตท. จะขายปลีกมีส่วนแบ่งตลาดรวม 45 เปอร์เซ็นต์ยังขายส่งให้บริษัทก๊าซ โดยมี สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์และเวิลด์แก๊สเป็นยักษ์ใหญ่รองจาก ปตท. ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์และ 21 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ


เบื้องหลังราคาน้ำมันมหาโหด

ปตท และ ก.พลังงาน เห็นสิงโปร์เป็นพ่อ เลยอ้างอิงราคาน้ำมัน

1. กลั่นเองก็ถูกกว่า เพราะซื้อราคาจำนำล่วงหน้า 3-5ปี แต่อ้างราคาตลาดโลกรายวัน
2. อ้างสิงโปร์ตลาดใหญ่ แต่ทำไม รถยนต์ไม่อิงราคา ดีทรอย ทั้งที่ภาษีอาฟต้าก็ 0%
3. FTA ก็ถูกลงเฉพาะผักผลไม้ทางเกษตรกร แต่สินค้าอุตสาหกรรม ของพ่อค้านักการเมืองยังแพงเหมือนเดิม
4. อ้างเป็นมหาชนต้องลอยตัวตามตลาดโลก100% ก็ไม่ถูกต้องเพราะรัฐถือหุ้นเกินครึ่งแถมบังคับด้วยเอกสิทธิของรัฐให้หน่วยงานราชการซื้อน้ำมัน ปตท เท่านั้นไม่ได้ลอยตัวใครถูกแพงก็เลือกซื้อเอา
5. อ้างการค้าเสรี แต่ผูกโควต้านำเข้ากับยักใหญ่4-5บริษัท ตลาดจรและมาเลก็ขายถูก(14-16บาท/ลิตร) แต่นำเข้ากันไม่ได้
6. อ้างการค้าเสรีลอยตัว แต่ ปิโตนัส นำเข้าจะขายได้ถูกกว่าก็ไม่ใด้ เพราะมีการฮั้วราคาตรึงราคาไว้ที่40กว่าบาท
7. มาเลเซียขายส่งออกลิตรละ15-16 บาท ก็ใม่ยอมนำเข้ามาขาย เพราะกลัวรู้ราคาทุน (ถ้าอ้างราคามา เลเซีย+ภาษี8บาท+ค่าการตลาด3บาท=27บาท)ใช่ไหม
8. แต่ยังดันทุรังอ้างราคาโคตรพ่อสิงโปร์ 41- 43บาท

*ราคาน้ำมันตลาดสิงโปร์รายวันคือ= ต้นทุนกลั่นของสิงโปร์+กำไรพ่อค้าสิงโปร์+ค่าโบรกเกอร์นายหน้า3% + ค่าการเก็งกำไรรายวันของพ่อค้าหน้าเลือด
*คิดได้ไง เป็นต้นทุนกลั่นอ้างอิงของน้ำมันไทยเพราะมันบวกกำไรใว้แล้วถึง3ต่อ แล้วเอามาตั้งต้นนับหนึ่งเป็นต้นทุนกลั่นของไทย
*ราคาที่ถูกต้องคือ ราคาเฉลี่ย ระหว่างต้นทุนซื้อ จำนำราคาล่วงหน้า กับราคาขายตลาดโลกรายวันที่ดูไบ(ใม่ใช่ของ นิวยอร์ค หรือ สิงโปร์) เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจเกินครึ่งและเป็นมหาชนไม่ถึงครึ่งเดียว
*จับตาดูให้ดีคิวต่อไปก๊าซLPGจะลอยตัวถึงลิตรละ15-18บาท NGVจะลอยตัว12บาท จะอ้างอะไรได้อีกทั้งๆที่ขุดเจาะได้ในประเทศแท่นขุดเจาะเต็มอ่าวไทย ไหนว่าก๊าซโชติช่วงชัชวาลตั้งแต่สมัยนายกเปรมฯ แถมก๊าซNGVซื้อจำนำราคา จากพม่ากิโลละ1บาท ยังหน้าด้านจะอ้างตลาดโลกรายวันอยู่อีกหรือ

ผลกระทบต่อสังคมไทย
1. ปตท กำไร1 แสนล้าน เงินที่ไหลออกก็4แสนล้าน (เชลล์,คาลเท็ก,เอสโซ่,ปิโตนัส) ถ้าปีนี้ ปตท กำไร2.5แสนล้าน เงินไทยก็จะไหลออกนอกประเทศ= 2.5แสนล้านคูณ4เท่า
2 . เศรษฐกิจลูกโซ่ล่มสลายอีกไม่รู้กี่หมื่น แสนบริษัท รัฐเก็บภาษีไม่ได้อีกกี่แสนล้าน คนไทยยากจนลง ต้องฆ่าตัวตายไม่รู้กี่ครอบครัว นักเรียนนักศึกษา ต้องขายตัวแลกค่าหน่วยกิต ประชาชนตกงาน ไม่มีเม็ดเงินจะหากิน ต้องก่อ อาชญกรรม แลกความอยู่รอด เข้าใจบ้างรึยัง
หยุดบริหารเศรษฐกิจแบบคนสิ้นคิด ระวังจะสิ้นชาติ เพราะกลไกเกมส์โกง ของพ่อค้าน้ำมัน สิงโปร์ไม่ใช่ โตคร
พ่อคุณ แต่ลูกหลานคุณกำลังจะอดตายทั้งประเทศ เพราะกลเกมส์ กลโกง ทำกำไรของพวกคุณ


ข้อความบางตอนมีเนื้อหาไม่เหมาะสมและเข้าข่ายผิดกติกากรุ๊ป ผมจึงต้องมีการตัดแต่งเสียใหม่ และยังคงเนื้อความเดิมไว้ หากท่านใดสนใจสามารถหาอ่านเพิ่มในหนังสืือครับ

ที่มา: forward mail

อันตราย อย่านวด “หัว” และ “ต้นคอ”

อันตราย อย่านวด “หัว” และ “ต้นคอ”

ขอนำเรื่องของคุณแม่ของผมมาเป็นอุทาหรณ์ครับ

แม่อายุ 59ปี มีประวัติความดันสูง และมีอาการปวดหัวอยู่บ้าง แต่ก็หายลงด้วยการกินยาลดความดัน หลังจากเกิดอาการปวดหัวบ่อยขึ้น แม่ก็คิดเองว่าอาจเกิดจากความเครียด เลยหาหมอนวดมือหนักๆ นวดหัว และต้นคอเผื่อผ่อนคลายเสมอๆมา

กว่าสองอาทิตย์การนวดไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว และ อาการรุนแรงมากขึ้น ต้องไปพบหมอและเอ็กซเรย์เพือดูความผิดปรกติภายใน

จันทร์ที่ 2 พ.ค. 54 คุณหมอจาก โรงพยาบาลโทรเรียกแม่ให้กลับโรงพยาบาลด่วน ภายหลังจากหมอทราบผลการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ว่า มีน้ำและเลือดคั่งอยู่ภายในสมอง 2 ข้าง (bilateral subdural hematoma ไม่มี intra-axial hematoma)
อาการนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากศรีษะกระแทกอย่างรุนแรง ถูกทำร้าย หรือไม่ก็เกิดอุบัติเหตุหกล้ม

ก่อนเข้าห้องผ่าตัด หมอถามแม่และน้องชายย้ำหลายครั้งว่าถูกทำร้ายมาหรือเปล่า เพราะหากถูกทำร้ายต้องกลายเป็นเรื่องคดีความต่อ ทุกคนต่างยืนยันว่าไม่เคยล้ม และไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน สาเหตุของน้ำและเลือดคั่งในสมองแม่ ยังคงเป็นปัญหาคาใจหมอ ?

พยาบาลโกนหัวแม่ทันทีในคืนนั้น พร้อมกับบอกว่าต้องเจาะเอาน้ำและเลือดออกจากสมอง เพื่อให้คลายอาการปวดหัว “นิดเดียว เดี๋ยวก็หาย ” พยาบาลย้ำกับแม่เพื่อให้สบายใจ ก่อนส่งตัวให้คุณหมอ เปิดหนังศรีษะ พร้อมเจาะกะโหลก ฝั่งซ้ายและขวา

จากคำบอกเล่าของพยาบาล ในหัวแม่มีน้ำผสมกับเลือดไหลออกมา 4 ถุง (ไม่แน่ใจปริมาณ) ผ่านไปช่วงเย็นของอีกวัน แม่เริ่มพูดคุยได้

แม่ขอดูกระจก พร้อมกับเอามือลูปหัวตัวเอง และบ่นว่า “ พยาบาลหลอกว่าทำนิดเดียว แต่ทำตั้งเยอะ” เนื่องจากน้ำและเลือดคั่งในสมองสองข้าง ต้องผ่าตัดพร้อมๆกันทั้งสองข้าง หลังการผ่าตัดมีรอยเย็บที่หัวข้างละ 8 เข็ม และมีรอยเจาะเล็กๆ อีกสองจุด ผมยังแซวแม่ว่า “ทำไมไม่บอกหมอดึงหน้าให้ตึงไปเลยละ ไหนๆก็ผ่าหัวละ” แม่นั่งยิ้มไม่คุยต่อ

หลังจากนั้นก็หลอกถามอีกครั้งว่า มีใครตีหัวแม่หรือเปล่า เคยล้มไหม เพราะหมอยืนยันว่าอาการมีน้ำปนเลือดคั่งในสมองเกิดจากการกระแทกย่างรุนแรง

แม่เริ่มเล่าให้ฟังด้วยความจำนนต่อหลักฐานทางการแพทย์ว่า ทุกครั้งที่ปวดหัวจะไปหาหมอนวดให้นวดหัวซึ่งวิธีการนวดก็มีการใช้มือสองข้าง สับ สับ สับ กด กด กด คลึง คลึง คลึง ที่หัว แม่บอกว่านวดมานานหลายอาทิตย์ เข้าใจว่านานมากพอที่จะทำให้เกิดน้ำและเลือดปนในสมองได้มากถึง 4 ถุง หลังจากรู้สาเหตุก็ปรึกษาคุณหมอ คุณหมอยืนยันว่าการนวดนี้แหละคือสาเหตุ คุณหมอเล่าว่าอุบัติเหตุจากการนวด คอ และนวดหัว เกิดขึ้นบ่อย มีคนเป็นอัมพาตเพราะการนวดที่ลำคอ เนื่องจากการนวดจะส่งผลให้เส้นเลือดเส้นหลักถูกบีบ ถูกกระแทก คนแก่บางคน ในเส้นเลือด มีแคลเซียมและ ไขมันเกาะอยู่ในเส้นเลือด การนวด ทำให้แคลเซียมและไขมันในเส้นเลือดย้ายที่และอุตตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เลือดส่งไปไม่ถึงสมองบางส่วน และเป็นอัมพาตในที่สุด

ตอนนี้แม่ผมอยู่ในระหว่างการพักฟื้น หลังการผ่าตัดเพียงสองวันก็สามารถเดินและพูดคุยได้ และที่สำคัญอาการปวดหัวหายไป

ทุกครั้งที่คิดจะนวดหัว หรือนวดคอ อยากให้นึกถึงเรื่องของแม่ผมไว้ จะได้ไม่ประมาทครับ
และที่สำคัญคนแก่ที่มีภาวะความดัน ไม่ควรนวดที่หัวและที่คอ

ขอให้ทุกท่านโชคดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายแข็งแรงนะครับ

ที่มา: forward mail

Monday, May 23, 2011

เพลง"จอมใจจักรพรรดิ์" (หยดผึ้งในดวงใจ)

เพลงหยดผึ้งในดวงใจ: "จอมใจจักรพรรดิ์"




ญ: รักของชายคล้ายฟองสบู่ ฟองนั้นอยู่มิคงมั่น เดี๋ยวเดียวพลัน ระเหยแห้งหาย กลัวนักรักชาย ผันกลายตามอารมณ์

ญ: ลิ้นของชายหวานดั่งตาลฉาบ แต่ก็เป็นเหมือนดังดาบคม เคยเชือดใจหญิง เจ็บนัก ด้วยเล่ห์คารม เล่ห์ลวงจากลิ้นแสนคม หญิงตรมเสมอมา

ช: ช่างสรร..คำมากล่าว ช่างสาว..คำมาว่า ชายที่เห็นค่า..รักยิ่งกว่าชีวิต..นั้นยังมี (ญ พูด) “ฮึหายาก”

ช: เช่นรักของพี่นี้ ชั่วชีวิต(ชีวี)มิมีวันผันแปร (ญ พูด) “ใครจะเชื่อได้คำพูดของชาย”

ช: ความรักพี่จริงแท้ ไม่ปรวนแปร ของแท้ย่อมทานทน

ญ: นิสัยชายคล้ายดังภมร คอยไชชอนดอกไม้หมองหม่น

ช: ดอกไม้ก็เกิดผล ให้ปวงชนได้ชิมสราญใจ

ญ: นิสัยผึ้ง พึงลิ้มชิมหวาน ลิ้มแล้วผ่านผละเลยจากไป

ช: ไม่ทิ้ง..น้องไปไหนจะมอบใจและกายให้ทุกสิ่ง

(ญ พูด) “คำหวานของชายหญิงคนใดเชื่อ ก็ต้องชอกช้ำ”


ญ: ลมเอย โอ้ลิ้น..คารมชายหวานกินตายมามากจริง หญิงต้องเกรงกริ่ง หวงตัวหยิ่งไม่หลงในวจี

ช: ทุก ๆ ถ้อยกล่าวมาจากใจ ยอด..รักอย่าผลักใส โปรดเชื่อในหัวใจที่ภักดี

ญ: น้ำล้นฝั่งนั้นยังเคยแห้ง ยังคลางแคลงด้วยน้ำใจพี่

ช: บ่อน้ำ..ใจพี่นี้ชั่วชีวีมิมีวันเหือดแห้ง

ญ: เกรงใหม่ ๆ กระแสความรักยังเชี่ยวแรง พอเก่าใจรักกลับหน่ายแหนง ดังไฟไหม้ขอนคุแดง ร้อนแรงแล้วเป็นเถ้า

ช: ดวงใจรัก..พี่เย็นฉ่ำ แม้เปรียบดังน้ำคอยเนา พรมร้อนเร่าให้หายกลายชื่น จะยงยืนชื่นเย็นเหมือน เช่นสายธาร

ญ: ที่กล่าวมา.. แม้ใจวาจาจริงแน่ก็จงสาบาน ให้พระพรหมท่าน..นั้นเป็นพยานว่าใจรักมั่นคง

ช: ถ้าต้องการ สาบานเพียงใดก็ได้ว่าใจนั้น..แสน.ซื่อตรง เอ้า..น้องจงรับฟังคำสาบาน

ชายพูด “ถ้า.พี่.มิ.มี.ใจ.ภักดิ์ ให้.พี่.ถูก.รัก.ประหาร ถ้า.พี่.รัก.ซื่อ.ยืน.นาน ให้.เทพ.ประทาน.สุข.รัก.เรื่อยไป”

ช: สาบานให้เธอแล้วดั่งหมาย คงหายข้องใจ

ญ: ใจชายถ้ามีรักจริง หญิงก็รักชายได้

ช: รักเหมือนคำสาบานที่ให้

ญ: จะมอบใจให้พี่ดั่งปอง

(พร้อมกัน)รักร่วมครองชิดเชยชื่น ทุกวันคืน ยั่งยืนนาน มิหน่าย


เพลงหยดผึ้งในดวงใจ - : "จอมใจจักรพรรดิ์"

ทำนองเพลงจีน ซี่เฟิ่ง (戏凤) ซึ่งเป็นเพลงประกอบจากภาพยนตร์จ­ีนเรื่อง จอมใจจักรพรรดิ์ (江山美人 ) เพลงจีนต้นฉบับขับร้องคู่โดย จิ้งถิง(静婷) และเจียงหง (江宏) ซึ่งไพเราะมาก ๆ ทั้งเวอร์ชั่นจีนและไทย (RenovA2512)

YouTube จอมใจจักรพรรดิ์ (ไทย)

YouTube จอมใจจักรพรรดิ์ (Madarin Chinese)

เพลงเก่า
Shaw Brother YouTube ทำนองจอมใจจักรพรรดิ์ (Madarin Chinese) 静婷与江宏_戏凤【电影江山美人_片中插曲】


Lyric (歌词) เพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง จอมใจจักรพรรดิ์
静婷与江宏_戏凤【电影江山美人_片中插曲】

「戏凤」 歌词 作词:李隽青作曲:王纯

(李凤姊):人潇洒 性温存若 有意似无情不知他家何处
不知它何姓名倒叫 我坐立难安睡不宁
(皇帝):姓朱 名德正家住北京城 二十岁 还没定过亲
(李凤姊):嘿 你来做什么
(皇帝):我爱上酒家人 我进了酒家门
(李凤姊):我哥哥不在家 今天不卖酒
(皇帝):卖酒的风情好 你比酒更迷人
(李凤姊):我们卖酒做营生 不懂爱也不懂情
(皇帝):为什么 坐立难 安睡不宁
(大牛):你说爱又谈情 存的是什么心再要不安份 我 送你进衙门
(李凤姊):大牛别胡说快去扫地说什么好人心 原来是假正经人家的手帕给你涂得满天星
(皇帝):满天星价连城皇帝题的诗皇后绣的凤
(李凤姊):你假戏当成真欺君罪你罪不轻 (皇帝):店名叫龙凤 难道不欺君
(李凤姊):我们龙凤店远近都知名皇帝都不管 我劝你少费心
(皇帝):不必提龙凤还是论婚姻你貌美丽你性聪明 一见就倾心再见就钟情你愿意我带你进京城我和妳双双对对配龙凤深宫上苑度晨昏
(大牛):我一见你就讨厌再见你更伤心 你要带她走 我就跟你把命拼别以为梅龙镇上好欺人
(李凤姊):我们梅龙镇守礼最严明 我担心受议论 不敢留客人还是哥哥回来再上门 再上门

เลือดออกทางทวารทั้ง 7

เรื่องจริงที่เหลือเชื่อ มันอาจช่วยให้คุณรอดจากงื้อมือยมบาลที่เป็นตัวคุณเอง

ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี

ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน " ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า"

ศาสตราจารย์ฟันธง ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ "มันฆ่า "แล้วสารหนูมาจากไหน

ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มี สูตร เคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไ ซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง

พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด

เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง เพื่อความไม่ประมาท

เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังเพื่อนฝูงด้วย

Wednesday, May 18, 2011

การทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ (หรือผู้น่าเกลียด) เรียกร้องขึ้นเงินเดือนเป็นแสน

สันดานเสีย ..

- ขาดประชุม
- ไม่ตั้งใจทำหน้าที่ โดยการ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์นั่งหลับ ชกต่อยกัน เล่นเกมส์


















ที่มา: forward mail

Thursday, May 5, 2011

ศึกน้ำลาย สนง.ตำรวจแห่งชาติกับ ปปท.

สังคมไทยนับวันมันเสื่อมถอย เพราะผู้รับผิดชอบไม่เข้าใจในบทบาทหน้าของตนเอง เมื่อหาทางออกไม่ได้ผลตามมาคือ แพะรับบาป ลงเอ๋ยด้วยการเปิดศึกสงครามน้ำลาย ขอถามว่า ชาวบ้านได้อะไรจากพวกคุณ กรณี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.นำกำลังบุกจับ ร้านตู้เกมในห้างดังย่านรัชดา โดยอ้างว่าเป็นบ่อนการพนันออนไลน์ แต่ผลสุดท้าย ก็ตามมาด้วยปัญหาความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน จากกรณีอ้างไม่ได้รับความร่วมมือจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ จนต่อมา ฝ่ายตำรวจนั่งไม่ติด เปิดฉากโต้แหลก ถึงการทำงานของ ปปท. จากเรื่องการขอความร่วมมือประสานงาน สิ่งที่เกิดขึ้นมันแสดงออก คือ ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน แล้วต่อไปข้างหน้า มันจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร
เมื่อหน่วยงานราชการที่กินเงินภาษีประชาชน ยังเปิดศึกสาวไส้ให้กากิน ยำกันเอง คำถามที่ประชาชนเขาตั้งข้อสังเกต ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ที่อยู่ๆถึงออกมาลุยแหลกจับ สถานบันเทิงผิดกฎหมาย บ่อนการพนัน อบายมุข แทนที่จะทำมานานแล้ว หรือ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยปะละเลย กันจนสังคมมันเสื่อม คำตอบนี้ คงหนีไม่พ้นนักการเมืองตัวดี ที่ใกล้หมดอำนาจ อาศัยช่วงจังหวะ สบโอกาสหรือฉวยโอกาสสร้างกระแส ก่อนหมดลมหายใจ ที่ผ่านมาบริหารงานล้มเหลว จึงสร้างกระแสจัดระเบียบสังคมหวังหาเสียงก่อนเลือกตั้ง ถ้าพวกคุณบริสุทธิ์ใจ หวังดีต่อบ้านเมือง ต่อสังคม เหตุใดถึงไม่ลงแขกลุยจับแต่เริ่ม ปล่อยกันมากนาน การที่อ้างเหตุผลต่างๆนานา ในขณะนี้คงไม่มีผล เพราะชาวบ้านเขากินข้าว ไม่ได้กินหญ้า เขารู้ใครทำใครไม่ทำ
ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด ต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน จับมือร่วมกันทำงานมากกว่า เปิดศึกโต้กันไปมา จนบ่อเกิดแห่งความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ทำดีไม่ต้องกลัว ว่าชาวบ้านเขาไม่ชื่นชม ถ้าหน่วยงานพวกคุณทำงานด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรแอบแฝง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความรักความสามัคคี ทำงานประสานร่วมกัน เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ที่ผ่านมา เราพยายามบอกชาวบ้านให้รักสามัคคีกัน รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่พวกคุณประพฤติตนกลับกัน ในขณะที่ คุณตำรวจ เองก็ต้องเข้าใจด้วยว่า บ้างครั้งสังคมยังมีข้อกังขากับการทำงาน เราในฐานะผู้รักษากฎหมาย ก็ต้องแสดงให้เห็นถึง ความเป็นมืออาชีพไม่ลูบหน้าปะจมูก ล่าสุด ชาวบ้านซอยเพชรบุรี 39 เขาร้องเรียนมาว่ายัง มีสถานบันเทิงผิดกฎหมาย ที่อยู่ในซอยแอบเปิดเกินเวลา ไม่เกรงกลัวใครจับ ขณะที่เขาไล่จับกันยกใหญ่ เปิดกันถึงตี4 ตี5 มีสีกากีไปนั่งเฝ้าระวัง กลัวคนอื่นมาจับ แล้วอย่างนี้ มันหมายความว่าอย่างไร
เรื่องนี้คงต้องฝากไปยัง สน.ท้องที่ ที่รับผิดชอบ อย่าปิดตาข้างเดียว เพียงเกรงกลัว ว่า สถานบันเทิงดังกล่าวเส้นใหญ่ มีคนคุมดี มีเส้นสายในเส้นสายนอก ถ้าหมูยังไม่กลัวน้ำร้อน คงต้องให้ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัย จินดา ผบช.น. ช่วยตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ลูกน้องแหกตานาย เดียวหน่วยนอกเขามาบุกจับ เดียวหน้าแหกหมอไม่รับเย็บ ในขณะที่คนอื่นๆเขากำลังอยู่ในกรอบอยู่ในระเบียบ แต่มีบ้างโรงพักแหกกฎ มันจะทำให้หน่วยงานเสื่อม ไฟมันกำลังแรงอย่าไปโหมให้มันเผาพล่านมากขึ้น ถึงเวลาอด ก็ต้องอดอย่างเสือ ถึงเวลากิน ก็ต้องกินไม่มูมมาม อย่าเห็นแก่ได้ อย่าเห็นแก่กิน เดียวความย่อยยับมันจะตามมา ก็คงต้องฝากให้ผู้รับผิดชอบช่วยสร้างสังคมให้มันดี แล้วสิ่งดีๆมันจะเกิดในสังคมไทย

กูรูสีกากี

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554

จุดด่างดำทำลาย'ครู' 'วุฒิ..ซื้อ-ขาย' 'บาป'ธุรกิจการศึกษา

"เรื่องนี้ถือเป็นจุดด่างดำของการศึกษา ซึ่งต้องจัดการให้ดี เพราะปัจจุบันกำลังมีการปฏิรูปครูกันอยู่" ...เป็นการระบุของ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ต่อกรณีข่าวอื้อฉาว ’ซื้อ-ขายวุฒิ ป.บัณฑิต“ ซื้อ-ขายประกาศนียบัตรบัณฑิต ’วิชาชีพครู“

ทั้งนี้ หลังจากอึมครึมอยู่ระยะหนึ่งว่าเรื่องอื้อฉาวครึกโครมนี้เกิดที่ใด-อย่าง ไร?? ล่าสุดทางฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้ว ดังที่ทราบ ๆ กัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้มีนัยมิใช่เพียงผู้ที่กระทำไม่ถูกต้อง ผู้ที่ขาย-ผู้ที่ซื้อ แต่ยัง ’เกี่ยวโยงถึงเด็ก ๆ - อนาคตชาติ“

ในภาพรวมนั้น รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ สะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ทุกวันนี้มีสิ่งที่สะท้อนว่า ปัจจุบันนี้การศึกษาเป็นเรื่องของธุรกิจการศึกษาเต็มตัว และบางกรณีมีการใช้อำนาจ-ใช้นักการเมืองเป็นโลโก้ปรามระบบราชการ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็พยายามปกป้องสถาบัน ปกป้องตัวเอง

ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อเท็จจริง ทั้ง ๆ ที่มีการทำไม่ถูกต้อง

สำหรับการซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) วิชาชีพครูนั้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเป็น ’ครู“ ซึ่งการจะเป็นครูได้นั้น ไม่ใช่เพียงเอาใครก็ได้มาสอนหนังสือ โดยไม่มีจิตวิญญาณครู ไม่มีจิตวิทยาเด็ก เพราะผลกระทบจะมีกับเด็กแน่นอน ในอนาคต โดยการจะสั่งสอนในเด็กคนหนึ่งเป็นคนดี เป็นคนมีคุณธรรม มีจริยธรรม จะเป็นไปไม่ได้เลย หากคนที่มาสอนไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม

’เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องน่าอาย น่าขายหน้ามาก ๆ ทำลายวงการการศึกษา ทำลายวิชาชีพครู ต้องรีบจัดการให้ดี ไม่ใช่ช่วยเหลือหรือปกปิดให้เรื่องเงียบหายไป“ ...รศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ

ทางด้าน ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า... เรื่องลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสภามหาวิทยาลัยโดยตรง ซึ่งจะต้องไม่ให้การศึกษากลายเป็นธุรกิจมากเกินไป เพราะจะทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ

’หากเราได้ครูที่ได้วุฒิจากการซื้อ-ขายวุฒิการศึกษาปลอม ในอนาคตเด็กของเราก็เดือดร้อน ซึ่งไม่ควรให้เกิดเรื่องแบบนี้“ ...เลขาธิการสภาการศึกษา ระบุถึงกรณีอื้อฉาว ซื้อ-ขายวุฒิ ป.บัณฑิต วิชาชีพครู

ขณะที่ตัวแทนภาคีเครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา คมเทพ ประภายนต์ ก็สะท้อนเรื่องนี้ผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ที่ผ่าน ๆ มาลำพังการเรียน-การสอนโดยครูที่ได้วุฒิอย่างถูกต้อง เด็กนักเรียนก็ยังต้องเรียนพิเศษกันมากมายอย่างที่เห็นกันอยู่ ซึ่งหากว่า มีการซื้อ-ขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือ ป.บัณฑิต วิชาชีพครู สภาพเด็กในอนาคตจะเป็นอย่างไร?? คงจะไม่ต้องพูดถึง...

ตัวแทนภาคีเครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา ยังระบุอีกว่า... เรื่องของ “ครู” นั้น ส่วนตัวมองว่าปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการกำลังขาดบุคลากรด้านนี้ จึงพยายามสร้างสายอาชีพครูขึ้นมาอย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน การให้สวัสดิการต่าง ๆ

และคนที่เข้าเรียนในสายวิชาชีพนี้ก็รู้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะมีงานทำแน่นอน มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ดังนั้น สำหรับบางคนแล้ว ลึก ๆ แล้วอาจไม่ทราบว่าการเข้ามาเรียนในสายวิชาชีพครูนั้น เรียนเพื่อเหตุอันใด?

’อาชีพครูนี้ ก็คล้าย ๆ กับหมอ ทนายความ ซึ่งผู้ที่จะเป็นครูจะต้องมีจริยธรรม ต้องมีคุณธรรม และต้องมีจิตวิญญาณประกอบด้วย หากคนมาเป็นครูไม่มีสิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย ก็คงเกิดความวิบัติกับวงการศึกษาไทยแน่นอน รวมทั้งกับเด็กของเราในอนาคตด้วย“ ...คมเทพ ระบุทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ก็แน่นอนว่าจากกรณีอื้อฉาวครึกโครม การซื้อ-ขาย ป.บัณฑิต หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู ส่งผลให้แวดวงการศึกษา และโดยเฉพาะแวดวงวิชาชีพครู สั่นสะเทือนไม่น้อยเลย เสมือนปลาเน่าไม่กี่ตัวทำให้ปลาดีตัวอื่น ๆ พลอยเหม็นไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สังคมก็ต้องไม่เหมารวม สังคมต้องแยกแยะต้องไม่ให้เรื่องนี้ทำให้ครูดี ๆ ท้อแท้

ครูที่สามารถเป็นที่พึ่งของศิษย์ ทั้งด้านวิชาการ และด้านการพัฒนาชีวิต ครูที่มีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม สะท้อนถึง “จิตวิญญาณครู” ที่แท้จริง ครูที่มีจิตวิญญาณการเป็นครู สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์

ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียรพยายามพัฒนาการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับศักยภาพ และข้อจำกัดของเด็ก เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีของชาติ ซึ่งสังคมควรต้องเชิดชูยกย่อง และร่วมกันส่งเสริมให้มีครูดีกลุ่มนี้มาก ๆส่วนที่หวังผลประโยชน์โดยขายให้ใครก็ได้เป็นครูและที่ใช้เงินซื้อเพื่อให้ ได้เป็นครูโดยหวังประโยชน์ สังคมจะ ’ประณาม-สาปแช่ง“ ก็จัดหนักได้เลย!!!

ที่มา: จุดด่างดำทำลาย'ครู' 'วุฒิ..ซื้อ-ขาย' 'บาป'ธุรกิจการศึกษา วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2554

'สังคมตอแหล?': ถล่ม'ดอก(ส้มสี)ทอง' 'ชิงชังเรยา'

กระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ อันสืบเนื่องจากเนื้อหาของละครทีวีเรื่อง ’ดอกส้มสีทอง“ จนวันนี้ก็ยังไม่จาง ซึ่งนอก จากชาวบ้านร้านตลาดแล้ว กับการเคลื่อนไหวของคนระดับรัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คน และผู้บริหารของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการทำโพลสำรวจความเห็นประชาชน นี่ก็ยิ่งเสริมให้กระแสนี้ “แรง”

ดอกส้มสีทอง เป็นเรื่องราวของตัวละครเอก ’เรยา“ ลูกสาวคนใช้กับยาม ซึ่งไปพัวพันผู้ชายหลายคน และมีพฤติกรรมกราดเกรี้ยวกับผู้เป็นแม่ ซึ่งละครเรื่องนี้นัยว่าเป็นละครภาคต่อของละครเรื่อง ’มงกุฎดอกส้ม“ ที่เป็นเรื่องราวของ ’เจ้าสัว“ อายุประมาณ 60 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมีคุณนายหรือ ’มีเมียถึง 5 คน“ และทำให้มีเรื่องวุ่น ๆ รวมถึงมีการ ’ฆ่าเมีย“ บางคนหมกบ่อน้ำด้วย ซึ่งในรายละเอียดนั้น คอละครไทยก็คงทราบ ๆ กันดี

ละคร ’ดอกส้มสีทอง“ สร้างกระแสวิพากษ์อึงมี่

แล้วก็มีคนตั้งปุจฉาว่าที ’มงกุฎดอกส้ม“ ล่ะ??

ในขณะที่เรื่องของ เรยา ในละคร ดอกส้มสีทอง กระหึ่ม ทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้รับเสียงสะท้อนเผ็ดร้อน ที่ก็น่าพิจารณา กล่าวคือมีการตั้งข้อสังเกตประมาณว่า... สังคมไทย โดยเฉพาะบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ ทำไมเพิ่งจะมาตื่นเต้น? ที่ผ่านมาหายไปไหน? ทำไมกรณี เจ้าสัว ตอนละคร มงกุฎดอกส้ม ออกอากาศจนจบ ถึงไม่มีการออกมาเต้น? ทั้งที่เจ้าสัวมีเมียตั้ง 5 คน เจ้าสัวจะไปนอนห้องเมียคนไหนจะมีโคมแดงไปแขวนหน้าห้องเมียคนนั้น ถ้าไม่มีโคมแสดงว่าไม่ไป เจ้าสัวไม่พอใจเมียคนไหนก็ไม่ไปนอนด้วย เมียที่เจ้าสัวไม่ได้ไปหาเกิดอาการหัวใจสลายที่เจ้าสัวไม่ให้ความรัก แถมในเรื่องยังมีบทที่รุนแรงถึงขั้นมีการ “ฆ่า”

มีการตั้งข้อสังเกตประมาณว่า... หรือนี่สะท้อน ’สังคมชนชั้น“ คือเจ้าสัวรวย ทำอะไรผิดแต่ก็ดูไม่ผิด? ถ้าเรยาเป็นคนรวย เอาแต่ใจตัวเอง ชอบผู้ชายก็เอาเงินซื้อ จะมีกระแสด่าทออย่างวันนี้หรือไม่? หรือว่าที่มีกระแสเพราะเรยาเป็นลูกคนใช้กับยาม เพราะเป็นคนจน? หรือนี่สะท้อน ’ชาย-หญิง ไม่เสมอภาค“ กรณีเจ้าสัวเป็นผู้ชาย...เลยดูว่าธรรมดา แต่เรยาเป็นผู้หญิง...เลยดูว่าไม่ถูกต้อง หรือตอนนี้ที่นักการเมืองออกมาเต้นเป็นการ ’โหนกระแสหาเสียง“ หรือเปล่า? ก็แล้วตอน เจ้าสัว - มงกุฎดอกส้ม นักการเมืองหายหน้าไปไหนหมด?

เสียงสะท้อนยังมีอีกว่า... หรือว่าสังคมไทยเป็นอย่างที่มีนักมานุษยวิทยาบางคนที่ทำวิจัยและชี้ไว้ว่า เป็น ’สังคมลิเก“ หรือเป็น ’สังคมดัดจริต“ เป็น ’สังคมตอแหล“ ...ใช่หรือไม่???????

ทั้งนี้ กับกระแสวิพากษ์ละครในระยะนี้ และกับประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกต ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน บอกว่า... เรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องชนชั้น หรือสิทธิสตรีอะไร ถามว่าเป็นเรื่องการทำตามกระแสหรือไม่? เนื่องจากเรื่องนี้มีผู้จุดประกาย จุดกระแสขึ้นมา แน่นอนที่สุด ก็มีคนร่วมสร้างกระแสแน่นอน “คล้ายกับมีคนจัดงานปาร์ตี้ ก็ต้องมีผู้ร่วมงานเป็นธรรมดา เพราะพฤติกรรมของตัวละครเรื่องนี้ (ดอกส้มสีทอง) มันโหด และแรงเกินไป จึงเป็นกระแสสังคมขึ้นมา” ...ดร.เสรี ระบุ

ขณะที่ รศ.วิระดา สมสวัสดิ์ ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า... ในประเด็นสิทธิหญิง-ชาย หรือชนชั้นนั้น มองในมุมมองของสตรีศึกษาแล้ว คิดว่าละคร 2 เรื่องที่ว่ามีเรื่องเวลาที่ต่างกัน มงกุฎดอกส้มเป็นยุคที่สตรีไม่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจและสังคม และสังคมยุคนั้นไม่เปิด ผู้หญิงทำอะไรมากไม่ได้ ต้องอยู่ในภาวะจำยอม ส่วนดอกส้มสีทองเป็นสังคมยุคใหม่ สังคมเปิด ผู้หญิงสามารถแสดงออกได้

ในแง่ของความเท่าเทียมชาย-หญิง ระหว่างการแสดงออกทางเพศของเจ้าสัว กับเรยา ในมุมของสตรีศึกษานั้น นักสิทธิสตรีเชื่อเรื่องสิทธิทางเพศ เพศวิถี คือสามารถแสดงออกทางเพศได้ เริ่มต้นได้ แต่ ต้องไม่ใช่การสำส่อนทางเพศ หรือละเมิดสิทธิคนอื่น แนวคิดสตรีนิยมไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมสำส่อนของผู้ชายโดยการใช้เนื้อตัวร่าง กายของผู้หญิงเป็นที่ระบายความใคร่ และผู้หญิงก็ต้องไม่ทำแบบนั้นเช่นกัน

’เรื่องชนชั้น รวย-จน ก็เช่นกัน ซึ่งก็ใช่ เพราะ เพศชาย หากมีอำนาจ มีเงิน มีฐานะทางสังคม สิ่งนี้จะเป็นส่วนส่งเสริมให้ผู้ชายมีเมียกี่คนก็ได้ตามใจต้องการ ต่างกับผู้หญิงจน ๆ ลูกแม่บ้านอย่างเรยา ที่ต้องดิ้นรนด้วยวิธีการหาผู้ชายรวย ๆ เพื่อสร้างฐานะและหน้าตา ให้กับตนเอง แต่แนวคิดสตรีนิยมก็ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ใช่วิธีที่ถูก เพราะเป็นการลดคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเอง” ...รศ.วิระดา ระบุ

ด้าน นัยนา สุภาพึ่ง ผอ.มูลนิธิธีรนารถ กาญจนอักษร เห็นว่า... เพราะสังคมคาดหวังบทบาทของชาย-หญิงต่างกัน จึง มีการเดือดเนื้อร้อนใจกับพฤติกรรมของเรยามากกว่าพฤติกรรมของเจ้าสัว ทั้งที่เป็นพฤติกรรมเดียวกัน และในเรื่องฐานะเศรษฐกิจชนชั้น ก็ไม่มีการตั้งคำถามกับกรณีเจ้าสัว ดูเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับได้ เข้าใจได้ แต่อาจมีการสรุปว่าผู้หญิงหลายคนยอมเป็นเมียเจ้าสัวเพราะอยากมีฐานะ รักสบาย

นัยนา ทิ้งท้ายว่า... ถ้าในทางกลับกัน หากเรยาเป็นผู้ชาย และใช้วิธีเดียวกัน หาผู้หญิงรวย ๆ เป็นเมีย ก็อาจจะไม่มีการต่อว่า แถมอาจจะเห็นใจอีกด้วย ซึ่งก็มองว่า ’อย่าว่ากล่าวแต่กรณีเรยาเพียงด้านเดียว...

อยากจะให้ย้อนคิดในมุมกลับด้วย!!“.

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554

นี่คือสังคมไทย
  • 'สังคมตอแหล' - นักการเมืองตอแหล
  • ’สังคมลิเก' - นักการเมืองลิเก
  • ’สังคมดัดจริต' - นักการเมืองดัดจริต

Wednesday, May 4, 2011

ภาษาอังกฤษผิดพลาด

บริษัทดัง ใช้ภาษาอังกฤษผิดพลาด ส่อคุณภาพต่ำ-



จุดที่ผิด คือ all incusive
1. ฝรั่งเขาไม่ใช้แบบนี้ แต่จะใช้ว่า All Included ซึ่งจะหมายถึงรวมทุกอย่างแล้ว
2. พิมพ์ผิด incusive นั้น ถ้าไปเปิดพจนานุกรมนั้น จะหาไม่พบ แต่จะมี inclusive (adj)

ถ้าใช้ได้ถูกต้องจะทำให้ดูดีขึ้นมากอีกหลายโข

Dr.SoS

Tuesday, May 3, 2011

ปลูกต้นไม้เสริมดวง ตามวันเกิด

ปลูกต้นไม้เสริมดวง ตามวันเกิด

เริ่มจากคนที่เกิด วันอาทิตย์ ไม้มงคลประจำวัน คือ มหาลาภ นำโชคลาภมาให้ โป๊ยเซียน ควรจะเป็นสีส้ม หรือสีเหลือง เป็นไม้ที่ปลูกแล้วจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ โกศล ช่วยคุ้มครองให้อยู่อย่างเป็นสุข จำปา นำโชคลาภมาให้ ชบา นำความสดใสมาให้ ราชพฤกษ์ หรือ คูน ทำให้มีเกียรติและศักดิ์ศรี กุหลาบ(สีเหลืองและส้ม) เพิ่มความสง่างาม

วันจันทร์ ไม้มงคลประจำวัน คือ ว่าน 4 ทิศ นำทางชีวิตที่ดี ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา มีโชควาสนาเกิดความสุขสมหวังตามปรารถนา โกศล ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข คิดและทำดี มะลิ สร้างความเป็นมงคล มีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความรักคนทั่วไป ราตรี เพิ่มความเป็นสิริมงคล กวนอิม มีฐานะดีร่ำรวย โป๊ยเซียน นำโชคลาภมาสู่ผู้ปลูก จำปี ทำให้มีชีวิตรุ่งเรืองการงานก้าวหน้า พลูด่าง เกิดความเจริญงอกงามในชีวิต

วันอังคาร ไม้มงคลประจำวัน คือ เศรษฐีเรือนนอก ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ กุหลาบ (แดง-ชมพู) เกิดความสุขสบายใจ ความภาคภูมิ สง่างาม โป๊ยเซียน (แดง-ชมพู) นำมาซึ่งความโชคดี อัญชัน เป็นสิริมงคลแก่คนในครอบครัว โกศล อยู่เย็นเป็นสุข จิตใจดี เกิดคุณงามความดี เข็ม(แดง-ชมพู) เกิดความคิดความอ่านที่ดี พญายอ ชีวิตราบรื่นเป็นสุข

วันพุธ ไม้มงคลประจำวัน คือ เสน่ห์จันทร์ขาว นำมาซึ่งความเมตตา ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา มีวาสนา ความสุขความสมหวัง โป๊ยเซียน (สีเหลือง) นำโชคลาภมาให้ กุหลาบ (สีเหลือง) สุขสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ชบา (ชบาสีเหลือง) ถูกโฉลกกับคนวันพุธ ขจัดอุปสรรค กล้วย ร่มเย็นเป็นสุขสบายใจ

วันพฤหัสบดี ไม้มงคลประจำวัน คือ ธรณีสาร นำความโชคดีมาให้ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ มะลิ มีจิตใจบริสุทธิ์รักผู้คน พุด มั่นคง แข็งแรงสมบูรณ์ กุหลาบ (สีขาว) มีความสูงค่า จิตใจบริสุทธิ์ ราตรี เป็นสิริมงคล จำปี รุ่งเรืองก้าวหน้า

วันศุกร์ ไม้มงคลปะจำวัน คือ ว่าน 4 ทิศ อำนวยโชคมีลาภทั้ง 4 ทิศ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ กุหลาบ (แดง-ชมพู) เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ อัญชัน ประสบความสำเร็จในชีวิต เข็ม (แดง-ชมพู) ชีวิตก้าวหน้าไกลด้วยดี ชบา (แดง-ชมพู) เป็นสิริมงคลขจัดอุปสรรค โกศล สร้างคุณงามความดี อยู่เย็นเป็นสุข

วันเสาร์ ไม้มงคลประจำวัน คือ เศรษฐีในเรือน นำความร่ำรวยมาให้ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นที่เสริมดวงด้านต่างๆคือ วาสนา เกิดโชควาสนา มะลิ จิตใจบริสุทธิ์ รักผู้คน กวนอิม ฐานะดีร่ำรวย จำปี ชีวิตก้าวหน้ารุ่งเรือง จำปา นำโชค ราชพฤกษ์ หรือคูน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มะม่วง ร่ำรวย

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธ ที่ 04 พฤษภาคม 2554

ผ่าแผนพัฒน์ ฉบับที่ 12 ของจีน

- ผ่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ของจีน

สภาประชาชนจีน (Nation People’s Congress หรือ NPC) ไทยเรียกว่า รัฐสภาจีน ได้อนุมัติร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผน 5 ปี ฉบับที่ 12 เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

แผนนี้มี 5 เป้าหมาย คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตร และด้านสังคม

โดยด้านเศรษฐกิจ จีนตั้งเป้าจะขยายตัว 7% ต่อปี ในช่วง 2011 – 2015 จะสร้างงานใหม่ในเขตเมือง 45 ล้านตำแหน่ง ควบคุมการว่างงานในเมืองต่าง ๆ ไม่ให้เกิน 5% คุมสินค้าประจำวันให้มีเสถียรภาพ (ไม่ใช่แปลว่าต้องราคาถูก แต่ต้องไม่ขึ้นลงวูบวาบ) เตรียมรับภาวะการส่งออกที่อาจชะลอตัว ด้วยการเพิ่มกำลังบริโภคภายในประเทศมาทดแทน มุ่งเพิ่มมูลค่าการค้าภาคบริการให้ถึง 47% ของ GDP (คือเพิ่มปีละ 4%) แปลว่า ไม่มุ่งขยายกำลังผลิตของโรงงานมากนักอีกต่อไป และพัฒนาชนบทให้เป็นเมือง จนได้สัดส่วนเมือง / ต่อชนบทเท่ากับ 51.5 / 48.5

ส่วนด้านเทคโนโลยี จีนตั้งงบวิจัยและพัฒนาเพิ่มเป็น 2.2% ของ GDP แปลว่า เราจะได้เห็นผลผลิตจาก Lab และนักคิดนักวิจัยของจีนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขึ้นอีกภายใน 5 ข้างหน้า จีนมุ่งจะทำให้มีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ 3.3 ชิ้น / ประชากรหมื่นคน นี่จะทำให้คล้ายญี่ปุ่น เกาหลี ที่นักคิดนักประดิษฐ์นั้นก็คือ ประชาชนช่างคิดช่างประดิษฐ์นั่นเอง อาจเป็นการออกแบบกลไกง่าย ๆ แต่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน หรือ เป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน แต่พยายามตอบโจทก์ที่ท้าทาย แม้ไม่ตอบสนองการใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้เกิดการก้าวข้าม (Break though) ไปสู่สิ่งประดิษฐ์ที่ทรงมูลค่าสูง คล้ายกับกรณีหุ่นยนต์อะชิโมะของญี่ปุ่น โดยบริษัทฮอนด้าวันนี้ที่เดินได้ วิ่งได้ พูดได้ เท่านั้นแต่วันหน้ามันจะกลายเป็นคนขับรถให้มนุษย์ พร้อมบริการสารพัด เช่น ขับรถไปก็ทำการจองโต๊ะอาหาร จองตั๋วเครื่องบิน จ่ายค่าซักรีด หิ้วกระเป๋าไปเช็คอิน และกอดคุณตอนที่พบหน้าพร้อมอุ้มลูก ๆ ของคุณ และสุนัขจากที่บ้านไปรอรับคุณที่สนามบินก็ได้

ด้านสิ่งแวดล้อม จีนมุ่งประหยัดการใช้พลังงานให้ได้ 16% ลดการปล่อยก๊าซ CO2 17% เพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็น 21.6% เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ได้ 11.4% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต่อหน่วย 30% (เพราะน้ำใต้ดินของโลกเข้าถึงภาวะวิกฤตแล้ว)

ด้านการเกษตร จีนจะผลิตธัญพืชให้ได้ไม่ต่ำกว่า 540 ล้านตัน จะรักษาพื้นที่เกษตรให้ไม่ต่ำกว่า 1,818 หมู่

ด้านสังคม จีนจะคุมประชากรให้อยู่ที่ 1,390 ล้านคนใน 5 ปี ข้างหน้า จะเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของคนสูงวัยเพิ่มอีกหนึ่งปี สร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 36 ล้านยูนิต เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอย่างน้อย 13% / ปี น่าสนใจที่สุดคือ จะเพิ่มจำนวนอาสาสมัครสังคมให้ได้ 10% ของประชากร นั่นคือ 139 ล้านคน (เพราะหัวใจของอาสาสมัครนั้น คือ พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชาติใดก็ตามจะมีได้จริง เพราะสร้างสรรค์กว่า ถูกกว่า ทุ่มเทกว่า และมีหัวใจกว่าจ้าง)

อ่านดูแล้วน่าสนใจไหมครับ...

จีนส่งสัญญาณว่า จีนจะลดการพึ่งพาโลกภายนอกลงในระยะยาว แต่จะเน้นการขยายพลังเศรษฐกิจจากภายในประเทศตัวเองเป็นจุดเน้น (ซึ่งน่าจะมั่นคงกว่าควบคุมดูแลได้ดีกว่า) จีนจะก้าวสู่พลังงานร้างสรรค์ และก้าวสู่ผู้นำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร พลังงานทดแทน การลงทุนใน Low Carbon Society (สอดคล้องกับรายงานการลงทุน หรือ World Investment Report ของ UNCTAD) อุตสาหกรรมชีวภาพ
ซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และก้าวสู่การผลิตอุปกรณ์ชั้นสูง การใช้วัสดุใหม่ (Material Science) และผลิตรถยนต์พลังงานทดแทน

ภาพพจน์ของจีนกำลังจะเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่ในช่วง 5 ปีนี้แล้วครับ ทัศนะของโลกที่ว่า จีน คือ โรงงานสกปรก ผลิตสินค้าโหล แรงงานไม่มีความรู้ ได้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่โลกจะคุ้นเคยคล้ายแบรนด์เยอรมัน หรือเกาหลี
ที่ไฮเทคและเชื่อถือได้หรืออาจจะมากกว่านั้น

ส่งท้ายด้วยเรื่องที่ปรากฎในแผนเป็นครั้งแรกคราวนี้ คือ เรื่องพลังทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ของจีน ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนในอนาคต จีนถือว่าจากจุดนี้เป็นโอกาสการเปลี่ยนธรรมเนียมการทำงานการทูตของโลกสากล ที่ยุโรปเคยครองและมีบทบาทมานาน โดยเฉพาะการที่โลกตะวันตกเห็นการเผชิญหน้าทางกฎหมายเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับโลกชาวตะวันออกอย่างจีนแล้ว มิตรภาพและความเข้าใจสำคัญกว่า เพราะถ้าคิดจะอยู่ร่วมต้องคิดอย่างเพื่อนอย่างมิตร ถ้าคิดจะอยู่รอดก็คิดอย่างนักกฎหมาย หรือทนายความ

ส่งท้ายด้วยคำ อาจารย์ประเวศ วะสี ที่เคยสอนผมว่า เวลาเราจะทำอะไรให้สำเร็จ ให้ถอดออกทุกหมวก อย่าเป็นนักอะไรทั้งนั้น อย่าเป็นนักบัญชี อย่าเป็นนักกฎหมาย อย่าเป็นนักการเมือง อย่าเป็นนักการทูต อย่าเป็นนักทหาร อย่าเป็นนักการศึกษา อย่าเป็นข้าราชการ แต่ให้เป็น... มนุษย์...ครับ

ขอจบลงด้วยจิตคารวะครับ

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา


ที่มา: ผ่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน 2554

Friday, April 29, 2011

ชาวแม่เมาะสนุกรับทรัพย์ เลี้ยงจิ้งหรีดเสริมรายได้

จิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีลักษณะปากเป็นแบบปากกัด มีตารวมหนวดยาวขาคู่หลังมีขนาดใหญ่และแข็งแรง เพศเมียปีกเรียวและมีอวัยวะวางไข่ยาวแหลมคล้ายเข็มยื่นออกมาจากส่วนท้อง เพศผู้มีปีกคู่หน้าย่นสามารถทำเสียงได้ จิ้งหรีดจัดเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่พบได้ในทุกภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะเขตร้อนอย่างประเทศไทย จิ้งหรีดมักกัดกินต้นกล้าของพืช ใบพืช ส่วนที่อ่อน ๆ เป็นอาหาร จิ้งหรีดมีหลายชนิด หลายขนาดแตกต่างกันไปตามพฤติกรรม

สำหรับจิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มี 5 ชนิด 1. จิ้งหรีดดำ ลำตัวกว้างประมาณ 0.70 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. ตามธรรมชาติมี 3 สี คือ สีดำ สีทอง สีอำพัน 2. จิ้งหรีดทองแดง ลำตัวกว้างประมาณ 0.60 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. มีลำตัวสีน้ำตาล 3. จิ้งหรีดเล็ก มีขนาดเล็กที่สุด สีน้ำตาล 4. จิ้งโกร่ง เป็นจิ้งหรีดขนาดใหญ่ สีน้ำตาล โดยจะขุดดินสร้างรังอาศัยได้เอง และ 5. จิ้งหรีดทองแดงลาย มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีปีกครึ่งตัว และชนิดที่มีปีกยาวเหมือนจิ้งหรีดทั่วไป

โดยปัจจุบัน จิ้งหรีด เป็นแมลงเศรษฐกิจที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย รสชาติอร่อย มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังมีความต้องการทางตลาดสูง โดยจะนำจิ้งหรีดมาเป็นอาหารโดยการแปรรูปคั่วหรือทอดขายตามตลาดทั่วไป หรือทำเป็นจิ้งหรีดอัดกระป๋องเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับจิ้งหรีดและเพิ่มช่อง ทางการขายด้วย

ในพื้นที่บ้านใหม่ป่าแขม อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เป็นจุดหนึ่งที่มีการส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อเสริมรายได้ให้กับครอบครัว โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักปลอดสารพิษ และส่งเสริมอาชีพอิสระ โดยใช้เวลาว่างมาเลี้ยงจิ้งหรีดเสริมรายได้ด้วย

นางเล็ก พวงรังกา อายุ 55 ปี เกษตรกรบ้านใหม่ป่าแขม เป็นหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพ กล่าวว่า จะใช้เวลาหลังจากที่เสร็จสิ้นจากการปลูกพืชผักปลอดสารพิษมาเพาะเลี้ยง จิ้งหรีดส่งไปขายตามตลาด ทั้งนี้ขั้นตอนการเลี้ยงจิ้งหรีดก็ไม่ยุ่งยากอะไร มีเพียงบ่อจิ้งหรีด ที่จะนำมาเป็นสถานที่เพาะเลี้ยง หรือจะใช้วงปูน ก่อนจะปล่อยแม่พันธุ์ 3 ตัว ต่อพ่อพันธุ์ 1 ตัวลงในบ่อ โดยนำรังไข่เปล่า หรือ กาบมะพร้าว วางในวงท่อปูนสำหรับเป็นที่หลบซ่อนของจิ้งหรีด ทั้งนี้ควรป้องกันแสงสว่างและให้ความอบอุ่นแก่จิ้งหรีด เนื่องจากจิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน

สำหรับไข่จิ้งหรีดที่ฟักจะอยู่ในขันที่มีการเตรียมดิน สำหรับให้จิ้งหรีดฟักไข่ ออกมาเป็นตัว นอกจากนั้นมีเพียงถาดที่ไม่ลึกมาก เพื่อให้จิ้งหรีดได้ขึ้นกินอาหารและน้ำได้สะดวก 1 วง จะมีถาดอาหารและน้ำอย่างละ 2 ที่ ขั้นตอนของการเลี้ยงจิ้งหรีด เพียง 45 วัน เกษตรกรก็สามารถจับจิ้งหรีดขายได้แล้ว การเลี้ยงจิ้งหรีดจึงเป็นอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ต้นทุนต่ำ จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ.

www.kasettuathai@dailynews.co.th

ที่มา: ชาวแม่เมาะสนุกรับทรัพย์ เลี้ยงจิ้งหรีดเสริมรายได้ เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554

กู้ซื้อบ้านหลังแรกดอก 0%

กู้ซื้อบ้านหลังแรกดอก 0%

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัว เอง โดยได้ดำเนินโครงการบ้านหลังแรก และโครงการแปลงเช่าเป็นค่าผ่อน ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยโครงการบ้านหลังแรกนั้น มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งจะได้ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2 ปี พร้อมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมจดจำนองและการโอน 3% ให้กู้นาน 30 ปี ทั้งนี้มีวงเงินให้กู้ภายใต้โครงการทั้งสิ้น 50,000 ล้านบาท

“สิทธิที่ประชาชนจะได้รับภายในรัฐบาลนี้คือ สิทธิค่าโอนและค่าจดจำนอง ในโครงการบ้านหลังแรก เพราะกำหนดเวลาให้ผู้สนใจยื่นคำขอกู้กับ ธอส. ระหว่าง 1 พ.ค.-30 ธ.ค.นี้ และทำนิติกรรมภายใน 1 พ.ค. 55 ซึ่งโครงการบ้านหลังแรกเริ่มทำได้เลย แต่โครงการที่ 2 นั้น กำลังตัดสินใจว่าจะทำก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกนิดหน่อย”

สำหรับโครงการแปลงเช่าเป็นค่าผ่อนนั้น เป็นการนำแนวคิดของขบวนการประชาวิวัฒน์ ที่ใช้กับผู้ขับรถแท็กซี่มาแล้ว โดยเป้าหมายหลัก เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสมีบ้านของตัวเอง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังกำลังหารือกับธอส. เพื่อปล่อยสินเชื่อให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านเป็นของตัวเองราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และจ่ายค่าเช่าไม่เกิน 5,000-10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้มีปัญหาคือไม่มีเงินดาวน์ แต่หากมีแหล่งเงินกู้ให้เขา และนำเงินที่เคยเป็นค่าเช่ามาผ่อนชำระเงินกู้กับธนาคารแทน เชื่อว่าจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเองได้ โดยที่ธอส.ต้องแยกบัญชีดำเนินตามนโยบายรัฐ (พีเอสโอ) เพื่อขอเงินชดเชยจากรัฐบาล

นอกจากนั้นยังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งเป็นออกกองทุน เพื่อทำหน้าที่ในการปล่อยกู้เงินให้ผู้มีรายได้น้อยไปซื้อบ้านเป็นของตัวเอง แล้วผ่อนชำระกับกองทุนแทน ซึ่งกำลังหารือกับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่ (บตท.) และบรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยแนวทางดังกล่าว ต้องออกเป็นพ.ร.บ.จัดตั้งกองทุน แต่ทั้งนี้ จะมีข้อดีคือกองทุนฯ สามารถนำสินเชื่อไปแปลงเป็นหลักทรัพย์ได้ เพื่อจะได้ระดมทุนมาปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อยอีกทางหนึ่งด้วย

“แนวโน้มราคาบ้านจะปรับเพิ่มสูงขึ้นดังนั้นจึงเป็นวิธีการออมที่ดีที่สุดและ สร้างความมั่นคงแก่ประชาชนด้วย ซึ่งปัญหาที่พบคือ ไม่มีแหล่งเงินให้คนกลุ่มนี้ และเขาจะผ่อนบ้านไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่มีโครงสร้างทางการเงินให้”

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 23 เมษายน 2554

จวกทีวีพยากรณ์อากาศไม่มีความรู้ มั่วทำแผนที่ลมดินฟ้าเก๊ตบตาคน

สุดทน อธิบดีกรมอุตุฯจวกพิธีกรพยากรณ์อากาศสุดมั่วดีแต่แต่งตัวโชว์ไม่มีความรู้มิ หนำซ้ำยังทำแผนที่พยากรณ์อากาศเก๊ขึ้นมาหลอกประชาชน แฉเชิญไปอบรบก็ไม่ไป ยกวิทวัส สุนทรวิเนตรต้นแบบพิธีกรพยากรณ์อากาศ...

กลายเป็นเรื่องที่ หลายคนมองข้าม แต่กลับสร้างความเสียหายมานานปีดีดักโดยที่ไม่รู้ตัวกับ กรณีการออกมาเปิดประเด็นนี้ผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า พิธีกรพยากรณ์อากาศทำแผนที่พยากรณ์อากาศผิดอากาศทุกวัน มิหนำซ้ำพิธีกรมากมายยังไม่มีองค์ความรู้เรื่องอากาศเลย สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ทำการเกษตรต้องพึ่งพาการอ่านแผนที่ในการ พยากรณ์ตามช่องฟรีทีวีมานานหลายปี

นายต่อศักดิ์ วานิชขจร อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาผู้เปิดประเด็นผ่านไทยรัฐออนไลน์กล่าวตำหนิด้วยความ อัดอั้นว่า หลายปีที่ผ่านมามีคนร้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มที่ทำการเกษตรแจ้งมายังกรมอุตุฯ ว่าหลายปีที่ผ่านมาตนได้รับผลกระทบอันสืบเนื่องมาจากการติดตามรายการพยากรณ์ อากาศตามฟรีทีวีต่างๆ ที่มักจะทำแผนที่พยากรณ์อากาศขึ้นมาเผยแพร่แบบไม่ได้ถูกต้องตามหลักการทำ แผนที่ของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งที่ความจริงแล้วอุตุฯ ได้อัพเดทแผนที่อากาศทุกชั่วโมง (หากมีเหตุการณ์ด่วนจะอัพเดตแบบเรียลไทม์) แต่กลับละเลยเอาสวยงาม และผิดหลักวิชาการ ที่สำคัญพิธีกรตามช่องต่างๆ ไม่มีความรู้เรื่อง ดิน ฟ้า อากาศและแผนที่เพียงพอ

“ถ้าสังเกตดู รายการพยากรณ์อากาศที่โชว์แผนที่ทันสมัยไฮเทคแทบทุกช่องนั้นผิดหลักวิชาการ ทุกวัน ไม่ว่าจะรูปกระแสลม ทิศทางการเคลื่อนของฝน-ลม การเคลื่อนตัวของพายุ กระทั่งการอ่านค่าดิน ฟ้า อากาศแบบผิดๆ เนื่องจากไปทำกันเอง พิธีกรก็ไม่รู้อะไรท่องแต่สคริปต์คนเขียนก็มีความรู้บ้างไม่มีบ้าง คนทั่วไปๆ อาจจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่กับคนที่ต้องอ่านแผนที่เป็น หรือชาวบ้านที่ต้องการอ่านแผนที่แล้วนำไปประยุกต์ใช้กับการเกษตรเขาเดือน ร้อน”

ทั้งนี้ ผลกระทบจากการนำเสนอชนิดไม่มีองค์ความรู้ เช่นนี้ นอกจากสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ดูแผนที่เป็นและนำไปใช้กับงานแล้ว ความหวือหวาโดยไม่มีข้อเท็จจริงดังกล่าวยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อ ถือของกรมอุตุฯ โดยตรง

“ปรากฏการณ์มั่วของรายการพยากรณ์อากาศทั้งหมด นี้มันสะท้อนว่าพิธีกรรุ่นใหม่-เก่าฉาบฉวยมากขึ้นเน้นเทคโนโลยีแต่ไม่ได้ เน้นองค์ความรู้อย่างถ่องแท้ ผมเชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักสิ่งที่ตนพูดเลย เช่นกระแสลมพัดสอบ มวลอากาศ ฟ้าหลัว เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ต้องรู้พื้นฐานบ้างไม่ใช่แค่ทำฉาบฉวย เพียงแค่ใส่สูทแต่งตัวสวยงามออกทีวีเป็นหลัก ผิดกับสมัยคุณ “วิทวัส สุนทรวิเนตร” กว่าจะรายงานข่าวพยากรณ์อากาศที่เราเห็นในทีวีได้ต้องเข้ามาาอบรมการอ่านค่า ต่างๆ ที่กรมอุตุฯ เป็นเดือนๆ และพอออกอากาศมันก็ได้รับความชื่นชมว่ามีความรู้จริงๆ”

นายต่อศักดิ์ย้ำว่า ศาสตร์พยากรณ์ ดิน ฟ้า อากาศไม่ใช่ว่าใครจะอุปโลกน์ชี้อะไรตรงไหนก็ได้ การรายงานพยากรณ์อากาศมันเป็นศาสตร์ที่ต้อการรู้จริงและมากกว่าประชาชนทั่ว ไป

“ทุกๆ ปีทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการเชิญผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการพยากรณ์ อากาศมาอบรมเกี่ยวกับการดูแผนที่เพื่อที่จะได้สร้างความแม่นยำในการรายงาน ต่อสาธารณชนเสมอๆ แต่สิ่งที่เราได้เมื่อส่งเรื่องไปก็คือคำปฏิเสธและไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ ควร หลายแห่งก็ส่งแค่ตัวแทนมาโดยอ้างว่าพิธีกรหลักไม่มีเวลา ที่สำคัญวันนี้ยังไม่มีการสอบใบประกาศเพื่อรายงานข่าวพยากรณ์อากาศอย่างจริง จังเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชนทั้งชาติเลย เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก”

อธิบดีทิ้งท้ายด้วยว่า เพื่อกันความสับสนทางการอ่านแผนที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทางกรมอุตุฯ จึงอยากให้ประชาชนทั่วไปที่ต้องพึ่งพาการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศให้ยึดแผนทีและ การพยากรณ์อากาศทางเว็บไซต์ของกรมอุตุที่ (http://www.tmd.go.th/index.php) เป็นหลัก เพราะมีการอัพเดทตลอดและขณะนี้ได้มีการพยากรณ์อากาศล่วงหน้าถึง 7 วันแล้ว ป้องกันความสับสน

ที่มา: ทีมข่าวไลฟ์สไตล์ออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์ 21 เมษายน 2554

ทัวร์ภารตะแห่ซื้อทีวี(จากไทย)กลับบ้าน

นางสอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ผู้บริหารร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอทีภายใต้ชื่อ เพาเวอร์บาย เปิดเผยว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียนิยมเข้ามาซื้อเครื่อง ใช้ไฟฟ้าในไทยมาก ในส่วนของเพาเวอร์บาย ลูกค้าชาวอินเดียที่มาใช้บริการ ส่วนใหญ่มาเป็นกลุ่มไม่ต่ำกว่า 5 คน และให้มัคคุเทศก์พามาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะส่วนสินค้าที่ ได้รับความนิยมสูงสุด คือโทรทัศน์และกล้องดิจิทัล ในส่วนของโทรทัศน์นิยมซื้อขนาด 40 นิ้วขึ้นไป และซื้อ 2 เครื่องต่อคน เพื่อซื้อให้ตัวเอง 1 เครื่อง ส่วนอีกเครื่องนำกลับไปฝากเครือญาติ ส่วนสาเหตุที่นิยมมาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย เพราะราคาถูกกว่าในอินเดีย 3 เท่า อีกทั้งไทยเป็นฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญในอาเซียน

“ไทยกลายเป็นจุดซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งใหม่ของชาวอินเดียไปแล้ว โดยหากเดินทางมาไทย ชาวอินเดียต้องมาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งบริษัทก็ตอบสนองความต้องการลูกค้า ด้วยบริการจัดส่งสินค้าฟรีไปให้ลูกค้าที่สนามบินโดยตรง ทำให้ลูกค้าอินเดียชื่นชอบการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยมาก”

นายสวัสดิ์ นะพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาร์เวล ฮอลิเดย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวที่ทำตลาดอินเดีย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางมากับบริษัทนำเที่ยวนิยมการชอปปิงในไทยมาก โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้า ส่วนใหญ่จะรู้แหล่งซื้อสินค้าจากชาวอินเดียที่เคยมาไทยแล้วบอกต่อกันมา จากนั้นก็จะจับกลุ่มไปซื้อกันเองในช่วงที่มีเวลาว่าง โดยเฉพาะการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทโทรทัศน์จอแบน พบว่า 80% ของนักท่องเที่ยวอินเดียทั้งหมดที่มากับทัวร์จะซื้อกลับไป

สำหรับสถานการณ์คนอินเดียเที่ยวไทยช่วงนี้ ยังไม่มากนัก เนื่องจากราคาตั๋วเครื่องบินยังแพง แต่คาดว่าเดือน พ.ค.-มิ.ย. จะมีคนอินเดียมาเที่ยวไทยมาก เพราะเป็นช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือโลว์ซีซั่นของไทย ตั๋วเครื่องบินจะราคาถูกลง และโรงแรมก็จะลดราคาห้องพักเกือบครึ่งหนึ่งของช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่น จึงจูงใจให้คนอินเดียอยากเดินทางมา โดยกลุ่มคนอินเดียที่นิยมมาไทยมาก จะมาจากเมืองเดลี บอมเบย์ บังกะลอร์ และ เชนไน เนื่องจากมีเส้นทางบินตรงมายังไทย

น.ส.นันทินี เชื้อชูวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กล่าวว่า ลูกค้าอินเดียมาใช้บริการโรงแรมมากเช่นเดิม โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มาจัดงานแต่งงาน รวมทั้งกลุ่มประชุมสัมมนา และท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ซึ่งกลุ่มนี้เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ใช้จ่ายสูงทั้งในโรงแรมและการชอปปิงนอกโรงแรม โดยกลุ่มนี้ไม่ได้นิยมซื้อจอโทรทัศน์เหมือนกับนักท่องเที่ยวอินเดียทั่วไป แต่จะนิยมซื้อเพชร พลอย เครื่องประดับราคาสูงเลย

นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ตั้งเป้าหมายว่า ปีนี้จะดึงนักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทยให้ได้ 850,000 คน ขยายตัวมากกว่า 10% จากปีที่ผ่านมาที่มีนักท่องเที่ยวอินเดีย 760,371 คน เพิ่มขึ้น 23.72% จากปี 52 โดยจะเน้นส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียกลุ่มคุณภาพ ที่มีกำลังซื้อสูง ให้มีสัดส่วน 30% ของนักท่องเที่ยวอินเดียทั้งหมดที่เดินทางมาไทย ซึ่งตลาดคุณภาพอินเดียที่ ททท. เน้นคือ กลุ่มที่เข้ามาจัดงานแต่งงานในไทย มาเล่นกอล์ฟ และกลุ่มครอบครัว

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่จะนำเสนอ ได้แก่ เชียงใหม่ เกาะสมุย ภูเก็ต สุโขทัย และ พิษณุโลก เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวอินเดีย ยังนิยมเดินทางมาเที่ยวเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและพัทยา โดยอาจจับมือกับสายการบิน ซึ่งมีเส้นทางบินไปยังพื้นที่เหล่านี้ เพื่อทำตลาดร่วมกัน

ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554

Wednesday, April 20, 2011

US firm accused of abusing 200 Thais

US firm accused of abusing 200 Thais

US authorities on Wednesday filed charges against two companies on charges they exploited hundreds of Thai and Indian workers who earned a pittance and were forced to stay in decrepit conditions.

In what it called its largest ever human trafficking case in the farm sector, the US Equal Employment Opportunity Commission said that contractor Global Horizons brought in some 200 Thai men on promises of high-paying jobs.

The Thai men were sent between 2003 and 2007 to farms in Hawaii and Washington where they were crammed into rooms infested with rats and insects and faced verbal and physical assaults, the federal agency said.

The men had paid insurmountable fees to enter the United States but were stripped of their passports and kept separately from non-Thai workers who had more tolerable conditions, the suits alleged. Authorities learned of their plight after a Thai community center in Los Angeles got involved.

"Human trafficking is one of the most insidious forms of discrimination,'' said Anna Park, a Los Angeles-based attorney for the federal commission.

The commission "is committed to holding employers accountable for benefiting from the modern day enslavement of workers from other countries,'' she said in a statement.

The federal agency also sued companies running the eight farms where the Thai men worked, saying they ``not only ignored abuses but also participated in the obvious mistreatment, intimidation, harassment and unequal pay of the Thai workers,'' according to a statement.

The companies are Captain Cook Coffee Co., Del Monte Fresh Produce, Kauai Coffee Co., Kelena Farms, MacFarms of Hawaii, Maui Pineapple Farms, Green Acre Farms and Valley Fruit Orchards.

In a separate case, the federal agency filed charges against Signal International, a marine services company based in Alabama, for allegedly demeaning treatment of 500 Indian employees.

The lawsuit said that the men were forced in live in fence-enclosed, segregated housing where they were referred to by number instead of name.

The Indian employees were obliged to spend $30 each day for lodging and food that were ``intolerable, demeaning and unsanitary,'' a statement said.

The Indians were brought to the United States by a separate entity that is not part of the lawsuit.

The federal commission said it would seek back pay and compensation for the Thai and Indian workers, along with measures from the companies to prevent future discrimination.

-----------
Source: Bangkok Post newspaper Thursday 21 April 2011

นายกฯยุ่นส่งสารขอบคุณชาวไทยช่วยแผ่นดินไหว-สึนามิ

นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ส่งสาส์นขอบคุณชาวไทยทุกคนที่สนับสนุนและให้การช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่น หลังประสบเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยข้อความในสาส์นดังกล่าว ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 เวลา 14.46 น. ประเทศญี่ปุ่นได้เผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติ ศาสตร์ เวลานี้ญี่ปุ่นกำลังพยายามสุดความสามารถในการพลิกฟื้นและฟื้นฟูการดำเนิน ชีวิตจากโศกนาฏกรรมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของ ประเทศญี่ปุ่น ภัยพิบัติครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายมากกว่า 28,000 คน รวมถึงชาวต่างประเทศ

หลังจากเหตุการณ์วันที่ 11 มีนาคม ประเทศญี่ปุ่นได้รับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกและเพื่อนๆ จากทั่วโลก ในนามของประชาชนญี่ปุ่น ข้าพเจ้าขอขอบคุณสุดซึ้งจากใจจริงสำหรับความช่วยเหลือ และความห่วงใยที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับจากนานาประเทศมากกว่า 130 ประเทศ องค์กรระหว่างประเทศเกือบ 40 องค์กร และปัจเจกชนนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกมุมโลก ชาวญี่ปุ่นรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งในสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพ (Kizuna) ที่เพื่อนๆ ทั่วทุกมุมโลกแสดงให้ญี่ปุ่นได้ประจักษ์


ที่ประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงค์ ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจและให้กำลังใจประชาชนชาวญี่ปุ่น รวมถึงสารจากรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย นอกจากนี้ยังได้รับเงินบริจาคจำนวนมากเพื่อผู้ประสบภัยชาวญี่ปุ่น ข้อความที่อบอุ่นและกำลังใจสร้างความประทับใจแก่ชาวญี่ปุ่น ได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า “เพื่อนแท้ในยามยาก” ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวญี่ปุ่น ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งจากใจจริงสำหรับการแสดงออกอัน อบอุ่นของทุกท่าน

ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ นิวเคลียร์โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ-ไดอิจิ ซึ่งตามระดับนานาชาติถือว่ามีความรุนแรงสูงสุด เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งและต้องเอาจริงเอาจัง สิ่งสำคัญลำดับแรกคือ การที่จะต้องควบคุมสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ได้โดยเร็วที่สุด ข้าพเจ้าได้พยายามสูงสุดที่จะจัดการสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในขณะนี้ด้วยความ พยายามร่วมกันของรัฐบาล ข้าพเจ้าระดมสรรพกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อต่อสู้อันตรายที่เกิดจากโรงไฟฟ้า โดยยึดหลักสามประการ ประการแรก ความสำคัญสูงสุดคือความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ใกล้โรงไฟฟ้า ประการที่สอง บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบถี่ถ้วน และ ประการที่สาม เตรียมแผนการเพื่อรับมืออย่างเต็มที่สำหรับทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ใน อนาคต ตัวอย่าง เช่น จะดำเนินความพยายามสุดความสามารถในการจัดการปัญหาการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อน กัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงในทะเล นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการทุกมาตรการในอันจะประกันความปลอดภัยในอาหารและ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด ได้มีการใช้มาตรการป้องกันขั้นสูงเพื่อให้อาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เข้าสู่ตลาดมีความปลอดภัย และจะดำเนินการเช่นนี้ต่อไป เพื่อประกันความมั่นใจแก่ผู้บริโภคภายในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับความ ปลอดภัยในอาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ คณะรัฐบาลจะเพิ่มความพยายามเท่าตัวในการรักษาความโปร่งใสและแจ้งข่าวสารแก่ ทุกท่านถึงความคืบหน้าของสถานการณ์และความเป็นไปของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ-ไดอิจิ

ข้าพเจ้า สัญญาว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะตรวจสอบเพื่อพิสูจน์สาเหตุการเกิดอุบัติภัยครั้งนี้ โดยเร็วอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ตลอดจนแบ่งปันข้อมูลและบทเรียนที่ได้รับให้ทั่วโลกได้รู้เพื่อที่จะป้องกัน การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต ด้วยขั้นตอนการดำเนินการนี้ จะสามารถนำเสนอการเตรียมการการควบคุมเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยเกี่ยวกับ พลังงานนิวเคลียร์ต่อที่ประชุมอภิปรายระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน ในมุมของนโยบายรวมว่าด้วยพลังงาน จะต้องรับมือในการจัดการความท้าทายสองประการ ได้แก่ การสนองตอบความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน ข้าพเจ้าขอนำเสนอภาพที่ชัดเจนสู่โลกผ่าน “การเกิดใหม่”ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะรวมถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างเข้มแข็ง นี่อาจเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาด้านพลังงานของโลก

เหตุการณ์แผ่น ดินไหวครั้งใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น และผลจากการเกิดสึนามิที่ตามมาเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดที่ประเทศ ญี่ปุ่นได้เผชิญตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การฟื้นฟูภาคโทโฮคุที่ถูกทำลายเสียหายมิใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเชื่อว่าเวลาแห่งความยากลำบากนี้จะเปิดประตูแห่งโอกาสอันมีค่าต่อ “การเกิดใหม่ของญี่ปุ่น” ที่มั่นคงปลอดภัย รัฐบาลจะอุทิศตนเพื่อแสดงให้โลกประจักษ์ในความสามารถสร้างแผนฟื้นฟูฝั่ง ตะวันออกของญี่ปุ่นที่จัดเจน โดยยึดหลักสามประการ ประการที่หนึ่ง สร้างสังคมภูมิภาคที่มีภูมิต้านทานภัยธรรมชาติสูง ประการที่สอง สร้างระบบสังคมที่ประชาชนทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวกับสิ่งแวดล้อมโลก และประการที่สาม สร้างสังคมเอื้ออาทรที่ห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่อนแอ

ชาวญี่ปุ่นได้ลุกขึ้นยืนฟื้นจากเถ้าถ่าน แห่งสงครามโลกครั้งที่สองโดยใช้พลังจากรากฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งการฟื้นตัว ที่เด่นชัดและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าไม่มีข้อสงสัยแม้แต่ประการเดียวว่าญี่ปุ่นจะสามารถเอาชนะวิกฤตการณ์ ครั้งนี้ จะสามารถฟื้นฟูหลังจากวิบัติภัย จะเข้มแข็งยิ่งขึ้น และสร้างญี่ปุ่นที่ดีและเจิดจ้าสว่างไสวกว่าสำหรับอนุชนรุ่นต่อไป

ข้าพเจ้า เชื่อมั่นว่าวิธีที่ดีที่สุดสำหรับประเทศญี่ปุ่นที่จะแลกเปลี่ยนความหมาย Kizuna (bonds of friendship) อย่างลึกซึ้งและมิตรภาพที่อบอุ่นด้วยมิตรไมตรีที่ประชาคมโลกให้แก่ญี่ปุ่น คือ ให้การช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาประชาคมโลกต่อไป เพื่อก้าวสู่จุดประสงค์นี้ ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถที่จะทำให้การฟื้นฟูที่ “มองไปข้างหน้า” บังเกิดผล ให้ประชาชนมีความหวังที่สดใสสำหรับอนาคต ข้าพเจ้าขอขอบคุณจากใจจริงในความช่วยเหลือสนับสนุนและความร่วมมือจากท่าน ทั้งหลาย อะริงะโต

TOKYO – Prime Minister (PM) of Japan Naoto Kan 300x165 Japanese Prime Minister Say Thank YouNaoto Kan expressed his gratitude through advertisements in various leading newspapers of the world. Words were addressed to the elements in the world for the support that has been given since the tsunami swept Japan.

Three-quarter-page ad, titled Thank You for Kizuna (bonds of friendship) is installed in the pages of international newspapers such as the Financial Times, Wall Street Journal and International Herald Tribune.

“One month has passed since the earthquake with the strength that never happened before. The earthquake has also claimed thousands of lives. In the tsunami-swept region there is no food, water, and electricity and the survivors do not have a channel of communication. At the time that these sad people from all over the world come together to give hope and encouragement, “the statement in the ad as quoted by AFP on Monday (4/11/2011).

In the ad also states greatly appreciate Kan Kizuna given by friends around the world and thank you to every state, entity and every individual.

Countries include the United States, Australia, Mexico, China and several European countries sending teams to aid Japan after earthquake and tsunami on 11 March. ‘re many other countries to send donations and promised financial aid to help the country with the world’s third largest economy to recover after the disaster.

Support also came from countries such as Afghanistan unexpected that promised to provide assistance amounting to $ 1 million or around Rp 8, 6 billion. In addition to donations from various countries, as well as many charitable activities carried out in the recovery effort in Japan. Individuals also promised to provide funding assistance to help people in Japan’s northeast coast where the tsunami destroyed the entire city there.
---------

It’s been a month since Japan was struck by a massive earthquake and tsunami which resulted to thousands of lives who were left dead and missing. Looking back to such horrible situation, Japan keeps on struggling to lift up its economy as it continues to reach out for missing bodies.

Such traumatic event awakened the world as concerned individuals and organizations from various nations cooperated in every possible way. Every helpful act had been a meaningful instrument that pushed Japan authorities to take gradually take steps to inspire its people that life must go on.

Radiation leak from Fukushima Daiichi nuclear plant worried the people worldwide as it may result to several problems especially on health. Assessing its ongoing operation, reports resulted that the massive leak of radioactive materials were observed to reduce.

With this ongoing progress, the Prime Minister of Japan, Naoto Kan, expressed his deepest gratitude to the world for extending its support after the tragedy. Prime Minister Kan was able to sign an open letter entitled “Thank you for the Kizuna (bonds of friendship)” which was published in leading newspapers such as the Financial Times, Wall Street Journal, and International Herald Tribune. It was a way of spreading thanks to those who assisted Japan victims especially those from the affected areas.

The open letter signed by Prime Minister Kan had been carried to many countries like France, Russia, China and Singapore.

Looking back at the 9.0 magnitude earthquake and tsunami last March 11, around 13,000 lives were killed, 14,500 are still missing while 150, 000 people remained homeless.

A heart that once had suffered continues to find a greater hope. To boost up Japan’s recovery, the re-elected governor of Tokyo said on Sunday that the city will bid for the 2020 Summer Olympics.

'ท่าเรือน้ำลึกทวาย' อภิมหาโปรเจกต์เชื่อมอุษาคเนย์

โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า (Dawei Deep Sea Port & Industrial Estate Project and Transborder Corridor Link) เป็นอภิมหาโปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างไทยกับพม่า คาดการณ์กันว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะเป็นประตูเศรษฐกิจ (Gate Way) แห่งใหม่ของโลกตะวันตกและตะวันออก


โครงการนี้ ถือเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์และการค้าขนาดใหญ่ของภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในแถบทะเลจีนใต้ ผ่านทะเลอันดามัน ไปสู่มหาสมุทรอินเดียซึ่งเป็นเส้นทางที่สามารถส่งสินค้าทั้งไปและกลับทางน้ำ ผ่านไปสู่กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง, ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยพัฒนาการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เจริญเติบโตในระยะยาวต่อไป

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2553 บริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ร่วมลงนามใน Framework Agreement กับ Myanma Port Authority, Ministry of Transport ของสหภาพพม่า เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า ซึ่งบริษัทฯเป็นผู้ได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการ ประกอบด้วย

1) ท่าเรือน้ำลึก
2) นิคมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ โรงเหล็ก โรงปุ๋ยโรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่นๆ

3) เส้นทางการคมนาคมได้แก่ ถนน ทางรถไฟ และท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เชื่อมระหว่างเมืองทวาย สหภาพพม่า กับประเทศไทยที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี

4) ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า ศูนย์การท่องเที่ยว รีสอร์ท และศูนย์พักผ่อนบริษัทฯ

พื้นที่ โครงการตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสหภาพพม่า ห่างจากเมืองทวาย ประมาณ 30 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ถึง 400,000 ไร่ หรือ 250 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก 2 ท่า ส่วนที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม ส่วนที่พักอาศัย ส่วนราชการ และส่วนอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งมีพื้นที่ริมทะเลเป็นแนวหาดทรายมีความยาวมากกว่า 12 กิโลเมตร


บ.อิตาเลียนไทย ได้ลงมือก่อสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย จากบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี เชื่อมโยงถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย ระยะทาง 160 กิโลเมตร โดยด่านพุน้ำร้อนมีระยะทางห่างจาก อ.เมือง ประมาณ 71 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 129 กิโลเมตร ดังนั้น ระยะทางจากทวายถึงกรุงเทพฯ จึงมีระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์เพียง 4 ชั่วโมง

โดยเฟสแรกจะเป็นการสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2555 ภายใต้งบประมาณมูลค่า 2 พันล้านบาท ระหว่างนั้นจะเริ่มดำเนินการเฟสที่สองคือ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเฟสที่สามคือ การสร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม แบ่งเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วย โซน (A) Port & Heavy Industry โซน (B) Oil & Gas Industry โซน (C1) Up Stream Petrochemical Complex โซน (C2) Down Stream Petrochemical โซน (D) Medium Industry และโซน (E) Light Industry


ท่าเรือน้ำลึกทวายนี้ ยังอยู่ในโครงการเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำ โขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) ตามกรอบความร่วมมือยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมในพื้นที่ที่มีศักยภาพตามเส้นทางพัฒนา 3 แนวทาง คือ ทั้งระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC ระหว่างเมืองดานัง เวียดนาม-เมืองเมาะละแหม่ง พม่า) และระเบียงเศรษฐกิจแนวใต้ (Southern Economic Corridor : SEC ระหว่างนครโฮจิมินห์ เวียดนาม-เมืองทวาย พม่า) รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor : NSEC ระหว่างนครคุนหมิง จีนตอนใต้-กรุงเทพฯ)



ข้อมูลจากรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Final Report) โครงการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคระยะที่ 3 : แผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมชายแดน, กันยายน 2553 และจากเว็บไซต์โลจิสติกส์ ไดเจสต์ (www.logisticsdigest.com) ระบุผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการนี้ คือ ด้านศักยภาพความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ กล่าวได้ว่า ท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็น New Land Bridge ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการกระจายสินค้าในระดับโลก สามารถเชื่อมโยงตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ มาทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน ซึ่งแต่เดิมสินค้าที่ส่งไปยุโรป แอฟริกา หรือตะวันออกกลางจะต้องผ่านทางช่องแคบมะละกา ใช้ระยะเวลานาน 16-18 วัน หากท่าเรือน้ำลึกทวายแล้วเสร็จจะช่วยร่นระยะเวลาการขนส่งในปัจจุบัน หากขนส่งจากทะเลจีนใต้มายังทะเลอันดามัน หรือจากเวียดนามมายังพม่าจะใช้เวลาเพียง 6 วัน ทำให้ช่วยลดระยะทางการขนถ่ายสินค้า และลดค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าได้มากขึ้น

สำหรับประเทศไทยท่าเรือ น้ำลึกทวายจะเป็นประตูเศรษฐกิจบานใหม่ ที่เชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวาย กับท่าเรือแหลมฉบัง ตามยุทธศาสตร์การค้าการลงทุน เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านของรัฐบาล ดังนั้น สินค้าต่างๆ ที่ไม่ว่าจะมาจากยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ย่อมจะผ่านท่าเรือน้ำลึกทวายออกสู่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 วัน เท่านั้น และสามารถส่งผ่านไปยังประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบแปซิฟิค

ในส่วนของความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ท่าเรือ น้ำลึกทวายเชื่อมโยงกับประเทศไทย ที่ด่านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งสถานภาพเป็นด่านชายแดนชั่วคราว ยังไม่มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยทางจังหวัดได้กำหนดให้เป็นจุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อให้ บ.อิตาเลียนไทย ใช้ผ่านเข้าออกในการก่อสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย และทางจังหวัดกาญจนบุรีได้กำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของจังหวัดในด้านการพัฒนา พื้นที่ ชายแดนและการเชื่อมโยงด้านการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน



นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ทราบว่า เวลานี้ประเทศพม่าได้ประกาศให้พื้นที่ก่อสร้างที่เมืองทวาย เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ แล้ว จึงอยากให้ กาญจนบุรี ถูกประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน ซึ่งได้เสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว ในส่วนการพัฒนาของจังหวัดนั้น จำเป็นต้องพัฒนาในด้านที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงระหว่างประเทศฝั่งตะวันตก กับประเทศฝั่งตะวันออก โดยผ่านเส้นทางทางระเบียงแนวตะวันออก-ตะวันตก หรือที่เรียกว่า East-West Economic Corridor : EWEC ระหว่างเมืองดานัง เวียดนาม-เมืองเมาะละแหม่ง พม่า

นอกจากนี้ ทางจังหวัดยังได้ประสานกับทางมหาวิทยาลัยของพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนให้ทุนการศึกษากับนักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยน ระหว่างไทย-พม่าด้วย โดยหวังจะให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งในเรื่องความรู้และภาษาระหว่างกันด้วย

ผวจ.กาญจนบุรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งเรื่องการเปิดจุดผ่อนปรนระหว่างชายแดน และเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวทางด้านเศรษฐกิจ โดยจังหวัดกาญจนบุรี จะได้ประโยชน์ในเรื่องการค้าขายและการท่องเที่ยว คาดว่า ภายใน 2-3 เดือน น่าจะสามารถเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวทางด้านเศรษฐกิจได้

รายงานการ ศึกษาฉบับสมบูรณ์ ยังระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนา อุตสาหกรรมภูมิภาคระยะที่ 3 : แผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมชายแดนในพื้นที่จังหวัดกาญนบุรี ขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยส่วนหนึ่งของผลการศึกษา พบว่า หากมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ด่านพุน้ำร้อนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อการส่ง ออก (Industry Export Processing Zone: IEPZ) เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับศักยภาพของพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สามารถเชื่อม โยงทางฝั่งตะวันตก (ท่าเรือน้ำลึกทวาย สหภาพพม่า) และสามารถเชื่อมโยงฝั่งตะวันออก (ท่าเรือวังเตา ประเทศเวียดนาม) ได้ จึงสามารถพัฒนาโดยจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Inland Container Depot: ICD) เพื่อทำการรวบรวม และกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ อันจะสามารถเชื่อมโยงตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ มาทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน และสามารถส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมห้องเย็น เพื่อรองรับวัตถุดิบที่จะมีในอนาคตเพื่อการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) เป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีความหลากหลายก่อนกระจายไปยังผู้บริโภคปลายทางต่อ ไป

ไม่เพียงแต่ประโยชน์ด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ประเทศไทยยังจะได้ประโยชน์ในด้านแรงงานซึ่งมีปริมาณมาก อุปทานแรงงานก็มีอยู่จำนวนมาก และมีค่าจ้างแรงงานถูก การใช้แรงงานพม่าจะทำให้ทำให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตลง อุตสาหกรรมการผลิตที่จะได้ประโยชน์เชิงเปรียบเทียบจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ แรงงานเข้มข้น อาทิ อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร ที่เป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ขั้นต้นที่ใช้กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เฟอร์นิเจอร์ อัญมณี ในส่วนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมหนักก็เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะได้ประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากมีพื้นที่ของโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่รองรับอุตสาหกรรมหนักอยู่แล้ว

นายนิพัฒน์ เจริญกิจการ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า โครงการดังกล่าว จะสร้างผลดีในด้านการค้า ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงาน ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ ป่าไม้ และยังมีทรัพยากรในน้ำที่มีมูลค่าอีกจำนวนมาก โดยปัจจุบันประเทศจีน อินเดีย และสิงคโปร์ ได้ทยอยเดินทางเข้าไปลงทุนกันแล้ว ผลดีทางธุรกิจที่จังหวัดกาญจนบุรีจะได้รับโดยตรง คือ ท่าเรือทวายจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหม่ของจังหวัดกาญจนบุรี แรงงานต่างด้าวสามารถเข้ามารับจ้างได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากมีการเปิดด่านในอนาคต เชื่อจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของเราสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง นอกจากนี้ การเปิดท่าเรือน้ำลึกทวาย ยังจะช่วยดึงดูดนักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มาลงทุนเพิ่มมากขึ้น ดูได้ในช่วงนี้ โรงแรมเล็กๆ เพียง 3 แห่ง ในเมืองทวายไม่มีห้องว่างไว้รองรับเลย เพราะจำนวนนักธุรกิจที่มุ่งหน้าไปดูทิศทางการลงทุนกันเป็นจำนวนมาก


อย่างไรก็ดี ในเว็บไซต์โลจิสติกส์ ไดเจสต์ ได้กล่าวถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ว่าเป็นโอกาสดีที่ยังต้องรอการพิสูจน์ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงระยะเริ่มต้นของการพัฒนาเท่านั้น ต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรซึ่งคงไม่ต่ำกว่า 10 ปี โครงการจึงจะแล้วเสร็จสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีอุปสรรคบางประการที่เป็นความเสี่ยงภายในจากปัญหาการเมืองและ ชนกลุ่มน้อยของพม่าที่เรื้อรังยืดเยื้อมาตั้งแต่ในอดีต และนโยบายของรัฐบาลพม่าที่ยังไม่มีความชัดเจนและแน่นอน ดังนั้น โครงการนี้จะสำเร็จได้หรือไม่คงต้องตามลุ้นกันต่อไป

ซึ่งดูจะสอด คล้องกับความเห็นของ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งให้ความเห็นกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ประเทศพม่ายังไม่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมากนัก ดังนั้นธุรกิจน่าจะมาถึงเติบโตก่อนความเจริญ ส่วนอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน จะเป็นอุตสาหกรรมการส่งออก ที่น่าลงทุน สำหรับประเทศไทยควรจะมีการลงทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งนี้ ยังน่าห่วงเรื่องความชัดเจนของประเทศพม่า หลังจากที่ปิดประเทศมานาน

"เมื่อท่าเรือน้ำลึกทวายสร้างแล้วเสร็จ ผู้ลงทุนก็คงจะหันไปลงทุนจำนวนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันต้องมองว่า กลุ่มผู้ลงทุนเหล่านั้น จะไปลงทุนที่ประเทศใด ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องพิจารณาดูอีกที "

นายพยุงศักดิ์ ยังเห็นว่า ท่าเรือน้ำลึกทวายนี้ จีนมีแนวโน้มได้เปรียบเรื่องโลจิสติกส์ มากกว่าไทย เพราะเส้นทางเชื่อมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ก่อนที่จะลงมาไทยแล้วกระจายไปตามฝั่งทะเล นักธุรกิจก็มีแนวโน้มที่จะไปลงทุนในลาว เวียดนาม สิงคโปร์ มากกว่าไทย เนื่องจากไทยยังไม่น่าลงทุนมากนักด้วยปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ดังนั้นพม่าจึงจะได้รับประโยชน์มากที่สุด ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย

ส่วนประเทศไทย หากต้องการเป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาค ก็มีโอกาสจะเป็นไปได้ แต่เราจะต้องวางแผนและนโยบายอย่างดี ถึงแม้ว่าไทยจะมีสมดุลทางธุรกิจและความหลากหลายทางธุรกิจมากกว่าประเทศอื่น ก็ตาม ทั้งนี้ยังหมายรวมถึงบรรยากาศในการค้าขายของประเทศไทยด้วย ซึ่งทั้งหมดถือเป็นความพร้อมในการลงทุน ที่นักธุรกิจต่างชาติจะมองมาที่ไทย

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 20 เมษายน 2554

ตรวจดู ฟอร์มาลินในปลาหมึกสด + สารหนูในปลาหมึกแห้ง

ตรวจดูฟอร์มาลินในปลาหมึกสด

สถานการณ์ในบ้านเมืองเรา ยังต้องจับตามองกันอย่างต่อเนื่องว่า อาทิตย์นี้สินค้าอุปโภค บริโภคตัวไหนจะปรับราคาตามภาวะของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

การหันมาใช้ วิถีชีวิตอย่างพอเพียง น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำกัน ได้ เช่น เรื่องของอาหารการกิน ลองหันมาปรุงพืชผักสวนครัว ผลไม้ และทำทานกันเองที่บ้านแทนการซื้อข้าวนอกบ้านที่มื้อหนึ่งๆ มีสนนราคาไม่ต่ำกว่า 500-1,000 บาท

การทำอาหารทานเองที่บ้าน อย่างแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ วัตถุดิบ ซึ่งต้องสด ใหม่ และได้คุณภาพ

ที่สำคัญไม่มีสารพิษหรือยาฆ่าแมลงตกค้าง หรือจุลินทรีย์ ก่อโรคปนเปื้อน

ฉะนั้น ไม่ใช่ราคาถูกแล้วก็เลือกซื้อได้เลย เพราะวันนี้ อะไรๆก็ไม่อาจไว้ใจกันได้ อย่างเช่น ปลาหมึกสด หรือปลาหมึกแปรรูป ที่ขายอยู่ทุกวันนั้นอาจมีสารฟอร์มาลินปนเปื้อน เป็นที่รู้กันดีว่า ฟอร์มาลิน เป็นสารเคมีที่ใช้ฉีดศพเพื่อไม่ให้ศพเน่า

ซึ่งอาจมีพ่อ ค้าหัวใสบางราย นำ ฟอร์มาลิน มาแช่ปลาหมึก เพื่อให้ปลาหมึกที่ขายดูสด ใหม่ น่ากิน ดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อ แต่หารู้ไม่ว่า นอกจากจะไม่ได้ ประโยชน์แล้ว ยังผิดกฎหมายด้วย

กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่า ผู้ใช้สารนี้กับอาหาร หรือทำให้อาหารนั้น เกิดพิษภัยต่อผู้บริโภค จัดเป็นการผลิต จำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์

หากตรวจพบการกระทำดังกล่าว จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะอันตรายจาก ฟอร์มาลิน มีมาก

นอก จากทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหารแล้ว ถ้ารับประทานเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะไม่ออก กดประสาทส่วนกลาง ทำให้หมดสติได้

วันนี้ คอลัมน์มันมากับอาหารได้สุ่มตัวอย่างปลาหมึกกรอบ 5 ตัวอย่าง จากตลาดในกรุงเทพฯ เพื่อวิเคราะห์หาสารฟอร์มาลินปนเปื้อน

พบว่า ทุกตัวอย่างไม่พบตกค้างเลย แต่อย่าชะล่าใจ

วันนี้มีวิธีสังเกตอาหารที่ซื้อว่ามีฟอร์มาลินหรือไม่?

ถ้า เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ต้องดูความสด ถ้าวางขายตั้งแต่เช้าจนเย็น ยังคงดูสดใสเหมือนเดิม อันนี้ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า อาจแช่ฟอร์มาลิน เราก็ควรหลีกเลี่ยง


------
ที่มา ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 4 มีนาคม 2554


ตรวจสารหนูในปลาหมึกแห้ง


ความปลอดภัยของผู้บริโภคถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ผลิตอาหาร จะผลิตได้มากหรือน้อย ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเสมอ

ถ้าเมื่อใดขาดการรักษาความสะอาดหรือความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัย ผู้บริโภคอาจตกอยู่ในอันตรายได้ทุกวินาที

อันตรายที่ว่านั้นอาจมาจากทั้งเชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ในอาหารหรือสารพิษ สารเคมีต่างๆ หรือสิ่งแปลกปลอมที่ตกค้างในอาหาร

สำหรับ อาหารทะเลโดยทั่วไปนั้นจะพบอันตรายจากโลหะหนักตกค้าง ซึ่งโลหะหนักที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เห็นจะเป็นสารหนู ซึ่งพบตกค้างปริมาณมากในปลาหมึกและสาหร่ายทะเล ทั้งสารหนูในรูป อินทรีย์ (Organic Arsenic) และสารหนูที่อยู่ในรูป อนินทรีย์ (Inorganio Arsenic)

สำหรับ พิษภัยของสารหนูตกค้างในอาหาร มาจากสารหนูที่อยู่ในรูปอนินทรีย์ ถ้าร่างกายได้รับเข้าไปมาก จะสะสมที่ตับและทำลายระบบการทำงานของตับ และบางส่วนไปอยู่ที่ผม เล็บ และผิวหนัง ทำให้หนังเป็นรอยจ้ำและเกิดมะเร็งผิวหนัง

นอกจากนั้น ยังทำลายประสาทสัมผัสของร่างกาย โดยปกติร่างกายจะกำจัดสารหนูอยู่แล้ว แต่ถ้าทานอาหารที่มีสารหนูตกค้างเข้าไปมากเกินจะทำให้เกิดการสะสมและเกิด อันตรายได้

สารหนูไม่ได้มีโทษเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์โดยต้องการในปริมาณที่ต่ำมาก

วันนี้ คอลัมน์มันมากับอาหารได้สุ่มตรวจปลาหมึกแห้งเพื่อวิเคราะห์หาการปนเปื้อนสาร หนู จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ

ผลการวิเคราะห์พบว่า มีสารหนูปนเปื้อนทุกตัวอย่าง

แต่ในปริมาณที่ไม่สูงมาก และไม่เกินประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดให้สารหนูในรูปอนินทรีย์ปนเปื้อนในสัตว์น้ำและอาหารทะเลได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม

วันนี้ ยังทานปลาหมึกแห้งได้ แต่ขอเตือนว่าไม่ควรทานให้บ่อยนัก


ที่มา: ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 28 มกราคม 2554

เชื้อก่อโรคในแหนมเนือง

เชื้อก่อโรคในแหนมเนือง

ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนไทยและเมืองไทยกำลังอ่อนแอด้วยปัญหาสารพัดที่รุมเร้า

ปัญหา ปากท้องนี่ก็สำคัญ หันไปทางไหนข้าวของแพงแทบทุกอย่าง เนื้อสัตว์และผักทุกชนิดต่างทยอยกันขึ้นราคา ส่วนผลไม้ก็ไม่ต้องห่วง ล้ำหน้าไปนานแล้ว

เมื่อก่อนเคยซื้อส้มกิโลกรัมละ 30-35 บาท เดี๋ยวนี้แตะอยู่ที่ 65-70 บาท

ยุ่ง เหยิงทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ แล้วจะต้องมายุ่งเรื่องของเพื่อนบ้านอีก คนไทยต้องเข้มแข็งและช่วยกันประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ให้ ได้อย่างราบรื่น

สิ่งที่ไม่ดีก็ไม่ต้องเก็บมาคิด รับแต่สิ่งดีๆ มาชื่นชมกันดีกว่า เช่น วัฒนธรรมและอาหารของประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนาม

อาหารเวียดนาม ที่คนไทยชอบเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นแหนมเนือง เพราะมีแต่ผัก และหมูแหนมเนือง

ถูก ใจสำหรับคนไทยที่รักสุขภาพ เพราะได้ทั้งโปรตีนและวิตามินจากผักหลากหลายชนิด ทว่าจะกินกันทั้งที ขอให้ระวังภัยที่อาจแฝงมากับแหนมเนืองกันสักนิด ภัยที่ว่านั้นคือ

เชื้อก่อโรค สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตรวจหาชุดในผักที่กินเคียงกับแหนมเนืองมาครั้งหนึ่ง แล้ว มาสัปดาห์นี้จึงตรวจหาในแหนมเนืองกันอีกครั้ง

เพราะนอกจากผักแล้ว เชื้อชนิดนี้ยังพบปนเปื้อนได้ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ เช่น แหนม หมูยอ แหนมเนือง และเนื้อสัตว์แปรรูปอื่นๆ

เมื่อ เชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดโรคท้องร่วง และหากมีปนเปื้อนอยู่ในอาหารจำนวนมากๆ เชื้อชนิดนี้จะสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษอีกด้วย

ฉะนั้น วิธีการป้องกันเพื่อให้กินอาหารเวียดนามได้อย่างอร่อยและปลอดภัยนั้นคือการ รักษาความสะอาดส่วนตัว คือ ล้างมือทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร ปรุง และกิน

ส่วน แหนมเนือง หรือส่วนผสมชนิดใดที่สามารถนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนกินได้ก็ควรทำหรือไม่อย่าง นั้นต้องเลือกซื้อจากร้านที่มั่นใจว่ามีการรักษาสุขลักษณะที่ดี

วันนี้ สถาบันอาหารเอาใจผู้ชื่นชอบและติดใจรสชาติของแหนมเนืองอีกครั้ง ด้วยการสุ่มตัวอย่างเฉพาะแหนมเนือง (ไม่รวมผัก) ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 4 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อก่อโรค สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส

ผลปรากฏว่า ไม่พบปนเปื้อนเลยทั้ง 4 ตัวอย่าง

วันนี้ กินแหนมเนืองได้อย่างสบายใจและสบายท้อง
-------
ที่มา ไทยรัีฐ 18 กพ.2554

ยาฆ่าแมลงในถั่วฝักยาว

ยาฆ่าแมลงในถั่วฝักยาว

ตามหลักโภชนาการที่ดี ใน 1 วัน เราควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือ ถ้าไม่ครบจริงๆ ก็ควรทานให้ได้ 3 ใน 5 ถือว่ายังได้อยู่

ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนตาดำๆอย่างเราเห็นจะเลือกไม่ได้ เพราะตอนนี้ที่ขาดกันอยู่เห็นจะเป็นหมู่ที่ 5 คือ ไขมัน

ตอน นี้คนไทยกำลังขาดไขมันกันอย่างหนัก โดยเฉพาะไขมันจากพืชจำพวกน้ำมันพืชชนิดต่างๆ หากมองในแง่ดี นับเป็นผลดีทางอ้อมที่ทำให้คนไทยกินไขมันน้อยลงจะได้ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งต้องเสียงบประมาณในการรักษากันในระยะยาว

เมื่อไขมันหายาก ก็หันมากินเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้แทนให้มากขึ้นก็น่าจะดี เพราะได้ทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้มีสุขภาพดี และมีผิวพรรณสดใส

สำหรับผักและผลไม้ เวลาซื้อต้องระวังของแถมที่เรามองไม่เห็นคือ ยาฆ่าแมลง สักนิด เพราะเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่เมื่อสะสมจนได้ที่แล้ว จะระเบิดและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ถั่วฝักยาว เป็นผักอีกชนิดที่มักพบว่ามียาฆ่าแมลงตกค้าง ซึ่งเมื่อสุ่มตรวจเพื่อหาการตกค้างของยาฆ่าแมลงกลุ่ม ไพรีทรอยด์และคาร์บาร์เมต ก็จะพบแทบทุกครั้ง

โดยเฉพาะ ไซเพอร์เมทรินและเมโทมิล ซึ่งน่าอัศจรรย์ที่ทำไมมันไม่หมดเสียที หรืออาจเป็นเพราะเกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือไม่ พอถึงช่วงที่เก็บได้ก็ประโคม ฉีดพ่น ทิ้งไว้ 1-2 วัน ก็เก็บมาขายโดยไม่คำนึงว่าจะมียาฆ่าแมลงตกค้างหรือไม่

คนกินไม่รู้เรื่องก็พลอยรับเคราะห์ไปด้วย

สำหรับคนที่ชอบกินถั่วฝักยาว วันนี้ต้องระวัง เพราะผลการตรวจวิเคราะห์หายาฆ่าแมลงชนิด ไซเพอร์เมทรินและเมโทมิล ตกค้างนั้น พบว่า

มีถั่วฝักยาว 3 ตัวอย่าง พบการตกค้าง และมีอยู่ 1 ตัวอย่างที่พบสารไซเพอร์เมทริน ตกค้างในปริมาณที่เกินกว่ามาตรฐานกำหนด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไทยได้กำหนดไว้ว่า ตรวจพบสาร ไซเพอร์เมทริน ตกค้างในถั่วฝักยาวสูงสุดได้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม

วิธีการป้องกันง่ายๆ สำหรับผู้บริโภค คือ นำผักมาล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆครั้ง เพื่อให้ปริมาณยาฆ่าแมลงที่ตกค้างนั้นหมดไปหรือเจือจางลงกว่าเดิม เพื่อความปลอดภัย


ที่มา ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 25 กุมภาพันธ์ 2554

สารฟอสเฟตในกุ้ง

สัปดาห์นี้ มันมากับอาหาร มีเรื่องราวของ สารฟอสเฟต ในกุ้งสด อาหารที่คุ้นเคยของชาวไทยเรามาฝาก

เรื่อง มีอยู่ว่า เจ้าสารฟอสเฟตนี้เป็นสารที่ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งเค้านำมาใช้จุ่มเคลือบผิว ก่อนนำไปแช่แข็ง เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักและช่วยคงลักษณะเนื้อสัมผัสที่ดีของอาหารทะเล แช่แข็งชนิดต่างๆเอาไว้

การที่ผู้ผลิตใช้สารดังกล่าวนี้เป็นเพราะ ก่อนที่เราจะนำกุ้งสดที่ผ่านการแช่แข็งมาทานนั้น จะต้องนำมาละลายน้ำแข็งและนำมาปรุง ซึ่งทั้งสองขั้นตอนนี้ จะทำให้กุ้งแช่แข็งสูญเสียน้ำหนักไปปริมาณมาก

เพราะขณะที่เป็นน้ำ แข็งนั้นน้ำจะถูกเปลี่ยนโครงสร้างเกิดเป็นผลึกที่มีความคม และทำให้เนื้อเยื่อของกุ้งมีการหดตัว กลไกนี้ทำให้ผนังเซลล์ของกุ้งถูกทำลาย เมื่อนำมาละลายน้ำแข็งของเหลวที่อยู่ในเซลล์กุ้งก็จะไหลออกมาด้วย ทำให้สูญเสียน้ำหนักมากกว่าปกติ

และโครงสร้างของเนื้อเยื่อก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้รสชาติความเหนียวนุ่มของเนื้อกุ้งเปลี่ยนแปลง

จากปัญหานี้จึงทำให้มีการนำสารกลุ่มโพลีฟอสเฟตเข้ามาใช้ในการผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง แล้วเจ้าสารฟอสเฟตนี้อันตรายหรือไม่ อย่างไร

ปกติ ฟอสเฟตเป็นสารอาหารที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ และเป็นอันตรายต่อร่างกายน้อยมาก แต่หากเราทานกุ้งหรืออาหารทะเลที่มีสารฟอสเฟตตกค้างในปริมาณมากๆ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย คือ ทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนังและผู้บริโภคบางรายอาจเกิดอาการแพ้ได้

วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างกุ้งสดแช่แข็งที่มีขายตามท้องตลาดใน เขตกรุงเทพฯ จาก 5 ย่านการค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์การตกค้างของสารฟอสเฟต

ผลปรากฏว่า พบสารฟอสเฟตตกค้างในทุกตัวอย่าง และมี 2 ตัวอย่างที่พบปริมาณตกค้างเกินมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุขไทย ที่กำหนดให้ ใช้สารประกอบฟอสเฟตได้ในปริมาณไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

เพื่อความสบายใจและปลอดภัย ควรทำความสะอาดโดยล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนทานทุกครั้ง


ที่มา: ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 18 มีนาคม 2554

ขนม​ปัง​ไส้​สังขยา-ยังไม่พบเชื้อ​ก่อ​โรค

คน​สุขภาพ​ดี ใน 1 มื้อ​จะ​ต้อง​ทาน​อาหาร​ให้​ครบ 5 หมู่ ร่างกาย​จึง​จะ​ได้​รับ​สาร​อาหาร​ครบถ้วน​และ​เต็มที่ เพื่อ​สร้าง​เสริม​ให้​ร่างกาย​แข็ง​แรง​ปราศจาก​โรค​ภัย​ไข้​เจ็บ

แต่ ​ปัจจุบัน​โอกาส​ที่​จะ​เลือก​กิน​ได้​นั้น​มี​น้อย ส่วน​ใหญ่​มี​แบบ​ไหน​ก็​ต้อง​กิน​แบบ​นั้น จะ​ไป​ครบถ้วน​อีก​ครั้ง​ก็​ตอน​มื้อ​เย็น​ที่​กลับ​ไป​ปรุง​อาหาร​กิน​เอง​ ที่​บ้าน

แต่​หาก​เลือก​ได้ ขอ​แนะ​ให้​เลือก​ซื้อ​อาหาร​ที่​ให้​คุณ​ค่า​ทาง​อาหาร​มา​กิน​จะ​ดี​กว่า คิด​ง่ายๆ ถ้า​ตอน​เช้า​เรา​ต้อง​​เร่งรีบ​ไป​ทำ​งาน​จน​ไม่​มี​เวลา​กิน​อาหาร​เช้า ลอง​ซื้อ​ขนม​ปัง​สัก​ชิ้น​มา​ทาน​ก็​พอ​จะ​ทดแทน​อาหาร​เช้า​ได้ ส่วน​จะ​เป็น​ขนม​ปัง​ชนิด​ไหน ไส้​อะไร​นั้น​แล้วแต่​ความชอบ

ขนม​ปัง​ที่​ขาย​อยู่​ตาม​ท้องตลาด​หรือ​ร้าน​สะดวก​ซื้อ มี​ทั้ง​ขนม​ปัง​ไส้​หมูหยอง ไส้​สังขยา ไส้​ลูก​เกด​และ​ผล​ไม้​อื่นๆ

ขนม​ปัง​เหล่า​นี้​ล้วน​แต่​ผ่าน​มือ​ผู้​ผลิต​มา​แล้ว​ทั้งสิ้น สะอาด​บ้าง ​ไม่​สะอาด​บ้าง ไม่​มี​ใคร​เห็น เรา​ไม่​สามารถ​รู้​ได้​ว่า​ผู้​ผลิต​รักษา​สุขลักษณะ​หรือ​ความ​สะอาด​ใน​ ระหว่าง​ผลิต​และ​ใช้​ส่วนผสม​ที่​ได้​คุณภาพ​หรือ​ไม่ จะ​รู้​อีก​ที​ก็​ตอน​ที่​เกิด​อาการ​ท้องเสีย ท้องร่วง​กัน​ไป​แล้ว

ส่วน​ใหญ่​เชื้อ​ก่อ​โรค​ที่​มัก​มา​กับ​ความ​ไม่​สะอาด โดยเฉพาะ​ใน​ขนม​ปัง​ไส้​สังขยา​นั้น หนี​ไม่​พ้น​เชื้อ​ก่อ​โรค บาซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus)

ซึ่ง​เป็น​เชื้อ​จุลินทรีย์​ที่​พบ​ใน​ ระหว่าง​การ​เตรียม​และ​การ​เก็บ​รักษา​อาหาร​ที่​ไม่​ถูก​สุขลักษณะ โดยเฉพาะ​อาหาร​ที่​มี​แป้ง ครีม และ​นม​เป็น​ส่วนประกอบ และ​อาหาร​ที่​ผลิต​จาก​ธัญพืช ข้าว และ​แป้ง เช่น มะกะโรนี เต้าเจี้ยว ข้าว​ผัด

ดังนั้น ขั้น​ตอน​การ​เตรียม​วัตถุดิบ การ​ปรุง การ​เก็บ​รักษา​และ​การ​ขนส่ง​อาหาร​จะ​ต้อง​สะอาดไม่​เป็น​แหล่ง​สะสม​ เชื้อ​ก่อ​โรค หรือ​เมื่อ​ซื้อ​มา​แล้ว​ก็​ต้อง​กิน​ให้​หมด​ใน​ครั้ง​เดียว

วัน​นี้ สถาบัน​อาหารได้​สุ่มตัวอย่าง​ขนม​ปัง​ไส้​สังขยา เพื่อ​นำ​มา​วิเคราะห์​ตรวจ​หา​การ​ปน​เปื้อน​ของ​เชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส
ผล​ปรากฏ​ว่า ทุก​ตัวอย่าง​ปลอดภัย แสดง​ว่า​ผู้​ผลิต​ใส่ใจ ผู้​บริโภค​อย่าง​เราๆ ก็​สบายใจ​หายห่วง

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 8 เมษายน 2554

ไข​มัน​ใน...กล้วยแขก

กล้วยแขก อาหารว่าง​ยอด​นิยม​ของ​คน​ไทย ที่​เห็น​ทอด​ขาย​ตาม​ฟุต​ปาทหรือ​ริม​ถนน​ตาม​แหล่ง​ชุมชน​ทั่วไป

วิธี​ทำ​ก็​ไม่​ยุ่งยาก นำ​กล้วย​น้ำว้า​ที่​ไม่​ดิบ​หรือ​ไม่​สุก​จน​เกินไป​มา​ตัด​เป็น​แผ่น​หรือ ​ฝาน​ตาม​ยาว​เป็น​ชิ้น​บางๆ แล้ว​นำ​มา​ชุบ​น้ำ​แป้ง​ที่​มี​ส่วนผสม​ของ​แป้ง​ข้าวเจ้า หัวกะทิ มะพร้าว​ขูด งา​คั่ว น้ำตาล เกลือ​ และ​ผงฟู

จาก​นั้น​นำ​ไป​ทอด​ใน​ กระทะ​ที่​มี​น้ำมัน​ร้อนๆ เมื่อ​กล้วย​สุก​จะ​เป็น​สี​เหลือง​ทอง​ดู​น่า​ทาน มี​กลิ่น​หอม ทาน​ร้อนๆ จะ​มี​รสชาติ​หวาน มัน กรอบ​นอก​และ​นุ่ม​ใน

หาก​พิจารณา​คุณ​ค่า​ทาง​อาหาร​ของ​กล้วยแขก ก็​มี​ทั้ง​คาร์โบไฮเดรต ไข​มัน โปรตีน ​และ​ใย​อาหาร

ทว่าอาจ​มี​ปริมาณ​ของ​ไข​มัน​ใน​ระดับ​ที่​สูง​ทั้ง​จาก​น้ำมัน​ที่​ใช้​ทอดและ ​กะทิ ผู้​ที่​ชื่น​ชอบ​กล้วยแขกถึง​ขั้น​ต้อง​ทาน​เป็น​อาหารว่าง​ทุก​วัน หรือ​ทาน​บ่อย​ครั้ง​ใน​ปริมาณ​มากๆ หรือ​ทาน​มาก​เกินไป อาจ​เสี่ยง​ต่อ​การ​เป็น​ โรค​อ้วน ลงพุง และ​มี​ ไข​มัน​ใน​เลือด​สูง​ได้

วัน​นี้​สถาบัน​อาหารได้​สุ่มตัวอย่าง​กล้วยแขก​ที่​มี​ขาย​ตาม​แหล่ง​ชุมชน​ ต่างๆ ใน​เขต​กรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อ​นำ​มา​วิเคราะห์​หา​ปริมาณ​ของ​ไข​มัน

ผล​วิเคราะห์​ที่​ได้​แสดง​ดัง​ตาราง​ด้าน​ล่าง

อย่าง​ที่​ว่า ทาน​อาหาร​ให้​ครบ 5 หมู่ ให้​หลากหลาย​และ​ถูก​ส่วน เพิ่ม​ผัก ผล​ไม้ และ​ออกกำลัง​กาย​อย่าง​พอเหมาะ ก็​จะ​ไม่​ทำให้​อ้วน​และ​เป็น​โรค​ต่างๆได้

ส่วน​ผู้​ที่​มี​ไข​มัน ​ใน​เลือด​สูง สามารถ​ทาน​กล้วยแขกหรือ​อาหาร​ที่​มี​ไข​มัน​ได้​บ้าง แต่​ต้อง​ทาน​ใน​ปริมาณ​ที่​น้อยๆ หรือ​นานๆครั้ง ไม่​ใช่​งด​โดย​สิ้นเชิง

เพราะ​ไข​มัน​ก็​มี​ประโยชน์​ใน​การ​ช่วย​ดูด​ซึม​วิตามิน​เอ วิตามิน​ดี วิตามิน​อี และ​วิตามิน​เค

ถ้า​ไม่​ทาน​อาหาร​ที่​มี​ไข​มัน​เลย ก็​อาจ​เป็น​โรค​ขาด​วิตามิน​ดัง​กล่าว​ได้ เลือก​ทาน​อาหาร​ให้​เหมาะสม​ตั้งแต่​วัน​นี้ เพื่อ​สุขภาพ​ที่​ดี​ใน​วัน​หน้า


ที่มา: "ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย" วันศุกร์ 15 เมษายน 2554

Sunday, April 17, 2011

คณิตผสานคติธรรมของ ขงจื้อ

น่าคิด.. 3 x 8 = ?????

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า

จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3x8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24

จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน!

จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ

ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น

เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้ว

เอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ

ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว

พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่

จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น

จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา

เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด

คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?



เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัว

มาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!

เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง

เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก

เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้

ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่

จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่

และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย

อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่า

อาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน

ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก

หากอาจารย์บอกว่า 3x8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”


เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ

โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ

ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน)

ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน

บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)

ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด

ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด

ที่มา: forward mail

..