บะหมี่สะพานสูง: อีกแห่งของความอร่อย
วันนี้ได้มีโอกาสมาเยือนร้านที่เป็นตำนานอีกร้าน "บะหมี่สะพานสูง" ประวัติเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ที่จำได้ว่ากินมาตั้งแต่ 20 ปีกว่าๆ มาแล้ว อร่อยมาก แต่ที่จะทำให้ไม่สบอารมณ์ก็ความช้าของที่ร้าน เขาค่อยๆ ทำค่อยๆ ปรุง ทำไปเรื่อยๆ ใครที่ใจร้อนคงต้องไปกินร้านอื่น ร้านนี้ต้องละเมียดละมัย ทั้งคนทำและคนกิน ที่สำคัญร้านนี้ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักเท่าไร เอาเป็นว่าผมของแนะนำว่าที่แน่ๆ ในกรุงเทพฯ เจอร้านนี้ต้องหลบในฝีมือครับ
ตำนานความอร่อย
อยากกิน
เห็นแล้วน้ำลายหก
มาลุยกันเลยคณะของเรายังคงเป็นกลุ่มเดิมที่ต้องการสรรหาของกิน เน้นของอร่อย ราคามิตรภาพ หลังจากหาที่จอดรถได้เรียบร้อยแล้ว หาโต๊ะจัดการสั่งกันเลย ผมขอบะหมี่แห้งปูหมูแดง 2 ครับพิเศษด้วย คุณปลาไอบีเอ็ม บะหมี่แห้งปูหมูแดงและเกี๊ยวน้ำอย่างละหนึ่ง คุณหน่อยบะหมี่เกี๊ยวแห้งหมูแดงปู ส่วนคุณแอนดาราเดรี่ก็จัดบะหมี่เช่นกัน มาดูกันเลยครับ ที่เด็ดขาดต้องตัวเส้นเหนี่ยวนุ่มมาก มีกลิ่มหอมได้ใจ ที่สำคัญคือ วิธีการลวกเส้นที่ยังคงกรรมวิธีแบบโบราณอยู่ ส่วนเกี๊ยวผมว่าไม่ควรเรียกว่า เกี๊ยว ต้องเรียกว่าขนมจีบมากกว่า ใหญ่และอัดแน่นไปด้วยหมูปรุงรส ส่วนน้ำซุปดูดีเลยครับ กินแล้วชื่นใจ คงลืมร้านนี้ยากครับ...
ที่มา: ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2554
Sunday, September 18, 2011
ซื้อรถเล็กรับส้มหล่น เงินคืนสูงสุด 100000฿
คลอดออกมาแล้วเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา สำหรับนโยบายคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก
มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นรถประกอบในประเทศ ให้สิทธิ์เฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี และรถกระบะทุกประเภท ซึ่งรวมทั้งรถกระบะดับเบิ้ลแค็บ หรือรถกระบะ 4 ประตู โดยราคารถต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท,
ต้องเป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อ ที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ซึ่งซื้อรถตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.ปีนี้ถึง 31 ธ.ค.ปีหน้า ทั้งนี้ ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไม่น้อยกว่า 5 ปี
สำหรับ รูปแบบการคืนภาษีสรรพสามิต จะคืนให้เมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปี หลังจากซื้อไปแล้ว โดยเงินที่คืนให้จะเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
นั่นหมายความว่า นักเลงรถจะต้องจ่ายเงินซื้อรถในราคาเต็มๆไปก่อน
จากนั้นต้องรอให้ครบ 1 ปีถึงจะได้เงินภาษีคืน ซึ่งตั้งอยู่บนฐานราคา ณ หน้าโรงงาน ไม่ใช่ราคาที่ขายจริง
แน่ นอนว่า มาตรการดังกล่าวจะปลุกตลาดรถที่คึกคักอยู่แล้วให้อู้ฟู่มากขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อรถมากขึ้น เนื่องจากราคารถบ้านเราที่แพงเหลือหลาย เป็นเพราะอัตราภาษีที่ค่อนข้างสูง
อานิสงส์จากมาตรการคืนภาษีดังกล่าว จึงเท่ากับช่วยลดราคารถยนต์ทางอ้อม
โดย อีโคคาร์จะได้เงินภาษีคืน 60,000-70,000 บาท, รถยนต์นั่งขนาดซับคอมแพ็กจะได้คืนประมาณ 100,000 บาท และรถกระบะได้คืนเกือบ 20,000 บาท ส่วนปิกอัพดับเบิ้ลแค็บได้เงินคืน 80,000 ถึงเกือบ 100,000 บาท
งานนี้ จึงเป็นรายการส้มหล่นเข่งใหญ่ใส่รถซับคอมแพ็กและ
บี เซ็กเมนต์อย่างโตโยต้า วีออส, โตโยต้า ยาริส, ฮอนด้า ซิตี้, ฮอนด้า แจ๊ซ, มาสด้า 2, ฟอร์ด เฟียสต้า รวมทั้งเชฟโรเลต อาวีโอ้ เครื่อง 1.4 ลิตร
เพราะได้คืนภาษีอื้อซ่า!!
ขณะ ที่รถอีโคคาร์อย่างนิสสัน มาร์ช, ฮอนด้า บริโอ้ และอีโคคาร์ของมิตซูบิชิที่จะเปิดตัวปลายปีนี้ ส่วนอีโคคาร์ของซูซูกิจะเปิดตลาดปีหน้า ก็ได้คืนภาษีไม่น้อย
แต่อด เสียวไม่น้อย เพราะหากหักลบเม็ดเงินภาษีที่จะคืนมาแล้ว ราคาของรถในกลุ่มซับคอมแพ็ก อย่างโตโยต้า วีออส, โตโยต้า ยาริส, ฮอนด้า ซิตี้ และฮอนด้า แจ๊ซ จะใกล้เคียงกับรถอีโคคาร์
ขณะที่รถซับคอมแพ็กคาร์มีขนาดตัวถัง เครื่องยนต์ และออปชั่นที่มากกว่ารถอีโคคาร์
ใน ส่วนของรถปิกอัพแม้จะได้คืนภาษีไม่มากนัก เพราะทุกวันนี้เก็บภาษีต่ำอยู่แล้ว แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้คืนเลย ช่วยให้มีแรงจูงใจซื้อรถมากขึ้น ขณะที่รถปิกอัพ 4 ประตูจะได้คืนภาษีมากหน่อย
แต่ปัญหาคือส่วนใหญ่คนใช้รถปิกอัพจะไม่ใช่ เพิ่งมาเป็นเจ้าของคันแรก จึงต้องไปหานอมินีมาอ้างเป็นเจ้าของแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากของประเทศนี้ที่อุดมด้วยนอมินี
โครงการนี้ให้ สิทธิ์เฉพาะรถประกอบในประเทศ ดังนั้น แม้ว่าบางค่ายจะมีเก๋งเล็ก แต่เป็นรถนำเข้า ก็ไม่ได้สิทธิ์คืนภาษี ทำให้เสียเปรียบเชิงกล อย่างเช่น ซูซูกิ สวิฟต์ โปรตอน ซาก้า/เซฟวี่ เกีย ปิแคนโต เฌอรี่ คิวคิว/ เอ 1 เป็นต้น
สรุปงานนี้ค่ายรถญี่ปุ่นมีแต่ได้กับได้
ขณะที่เต็นท์รถมือสองที่เน้นเก๋งเล็ก ได้นั่งตบยุงทั้งปี!!!
อัลคาโปน
motorwars @ thairath.co.th
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ อัลคาโปน 18 กันยายน 2554
มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นรถประกอบในประเทศ ให้สิทธิ์เฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี และรถกระบะทุกประเภท ซึ่งรวมทั้งรถกระบะดับเบิ้ลแค็บ หรือรถกระบะ 4 ประตู โดยราคารถต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท,
ต้องเป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อ ที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ซึ่งซื้อรถตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.ปีนี้ถึง 31 ธ.ค.ปีหน้า ทั้งนี้ ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไม่น้อยกว่า 5 ปี
สำหรับ รูปแบบการคืนภาษีสรรพสามิต จะคืนให้เมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปี หลังจากซื้อไปแล้ว โดยเงินที่คืนให้จะเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
นั่นหมายความว่า นักเลงรถจะต้องจ่ายเงินซื้อรถในราคาเต็มๆไปก่อน
จากนั้นต้องรอให้ครบ 1 ปีถึงจะได้เงินภาษีคืน ซึ่งตั้งอยู่บนฐานราคา ณ หน้าโรงงาน ไม่ใช่ราคาที่ขายจริง
แน่ นอนว่า มาตรการดังกล่าวจะปลุกตลาดรถที่คึกคักอยู่แล้วให้อู้ฟู่มากขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อรถมากขึ้น เนื่องจากราคารถบ้านเราที่แพงเหลือหลาย เป็นเพราะอัตราภาษีที่ค่อนข้างสูง
อานิสงส์จากมาตรการคืนภาษีดังกล่าว จึงเท่ากับช่วยลดราคารถยนต์ทางอ้อม
โดย อีโคคาร์จะได้เงินภาษีคืน 60,000-70,000 บาท, รถยนต์นั่งขนาดซับคอมแพ็กจะได้คืนประมาณ 100,000 บาท และรถกระบะได้คืนเกือบ 20,000 บาท ส่วนปิกอัพดับเบิ้ลแค็บได้เงินคืน 80,000 ถึงเกือบ 100,000 บาท
งานนี้ จึงเป็นรายการส้มหล่นเข่งใหญ่ใส่รถซับคอมแพ็กและ
บี เซ็กเมนต์อย่างโตโยต้า วีออส, โตโยต้า ยาริส, ฮอนด้า ซิตี้, ฮอนด้า แจ๊ซ, มาสด้า 2, ฟอร์ด เฟียสต้า รวมทั้งเชฟโรเลต อาวีโอ้ เครื่อง 1.4 ลิตร
เพราะได้คืนภาษีอื้อซ่า!!
ขณะ ที่รถอีโคคาร์อย่างนิสสัน มาร์ช, ฮอนด้า บริโอ้ และอีโคคาร์ของมิตซูบิชิที่จะเปิดตัวปลายปีนี้ ส่วนอีโคคาร์ของซูซูกิจะเปิดตลาดปีหน้า ก็ได้คืนภาษีไม่น้อย
แต่อด เสียวไม่น้อย เพราะหากหักลบเม็ดเงินภาษีที่จะคืนมาแล้ว ราคาของรถในกลุ่มซับคอมแพ็ก อย่างโตโยต้า วีออส, โตโยต้า ยาริส, ฮอนด้า ซิตี้ และฮอนด้า แจ๊ซ จะใกล้เคียงกับรถอีโคคาร์
ขณะที่รถซับคอมแพ็กคาร์มีขนาดตัวถัง เครื่องยนต์ และออปชั่นที่มากกว่ารถอีโคคาร์
ใน ส่วนของรถปิกอัพแม้จะได้คืนภาษีไม่มากนัก เพราะทุกวันนี้เก็บภาษีต่ำอยู่แล้ว แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้คืนเลย ช่วยให้มีแรงจูงใจซื้อรถมากขึ้น ขณะที่รถปิกอัพ 4 ประตูจะได้คืนภาษีมากหน่อย
แต่ปัญหาคือส่วนใหญ่คนใช้รถปิกอัพจะไม่ใช่ เพิ่งมาเป็นเจ้าของคันแรก จึงต้องไปหานอมินีมาอ้างเป็นเจ้าของแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากของประเทศนี้ที่อุดมด้วยนอมินี
โครงการนี้ให้ สิทธิ์เฉพาะรถประกอบในประเทศ ดังนั้น แม้ว่าบางค่ายจะมีเก๋งเล็ก แต่เป็นรถนำเข้า ก็ไม่ได้สิทธิ์คืนภาษี ทำให้เสียเปรียบเชิงกล อย่างเช่น ซูซูกิ สวิฟต์ โปรตอน ซาก้า/เซฟวี่ เกีย ปิแคนโต เฌอรี่ คิวคิว/ เอ 1 เป็นต้น
สรุปงานนี้ค่ายรถญี่ปุ่นมีแต่ได้กับได้
ขณะที่เต็นท์รถมือสองที่เน้นเก๋งเล็ก ได้นั่งตบยุงทั้งปี!!!
motorwars @ thairath.co.th
Friday, September 16, 2011
ยิ่งเล็ง ยิ่งลักษณ์ ยิ่งเละ
โปรดใช้วิจารณญาณ Please read with discretion / good judgement:
สะเปะ สะปะ สะเหร่อ
ดูโพย ดูเพี้ยน ดูเอ๋อ
พร่ำเพ้อ พร่ำเผื่อ พร่ำไป
สามสิบ สามร้อย สามปี
เลื่อนลี้ เลื่อนเรื่อย เลื่อนหาย
หลอกคน หลอกผี หลอกควาย
วุ่นวาย วุ่นวน วุ่นเวียน
หมื่นสาม หมื่นสี่ หมื่นห้า
ปีหน้า ปีนี้ หรือปีไหน?
ถมทะเล ถมทุกข์ ถมไทย
ดูไบ ดูบอก ปูทำ
น้ำเหนือ น้ำท่วม น้ำมา
ปูขา ปูไป อยู่ไหน?
นั่งฮอ นั่งวน นั่งไป
ดูคน ดูควาย ใกล้จม
ของแพง ของขึ้น ราคา
ปูขา ปูไม่ เคยสน
ปูรู้ ตัวปู ไม่จน
อดทน อดกลั้น เถอะคนไทย
เลือกเอง เลือกแล้ว เลือกปู
ไม่รู้ ไม่สน ปูไม่ให้
ฉันเลือก จะช่วย แต่พี่ชาย
พวกควาย ต้องช่วย ตัวเอง
เปิดข้อมูลนโยบายรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1" ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิง ที่ได้ฤกษ์แถลงอย่างเป็นทางการต่อรัฐสภาในวันที่ 23-24 ส.ค. ที่ทางพรรคเพื่อไทยได้จัดทำเป็นเอกสารมีจำนวน 43 หน้า โดยแบ่งออก เป็นทั้งหมด 8 หัวข้อใหญ่ ดังนี้
1. นโยบาย ที่รัฐบาลใช้คำว่า"เร่งด่วน"จะเริ่มทำทันทีในปีแรก แบ่งเป็น 1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ยังแยกย่อยได้เป็น
- สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย
- เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองและความ รุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540
- สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) ดำเนินการอย่างอิสระและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ในการตรวจ สอบหาความจริงกรณีความรุนแรงทางการเมือง
1.2 กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ
1.3 ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐอย่างจริงจัง
1.4 เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว
1.5 เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ
1.6 แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
1.7 ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้ง พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน 5 แสนบาท, เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท, จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ, ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่ว ไป ได้แก่ บ้านหลังแรก
1.8 ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ขยายฐานภาษีและรองรับเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
1.9 ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อรายย่อย
1.10 ยกระดับสินค้าการเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยให้มีการประกันภัยพืชผลและนำระบบรับจำนำสินค้าการเกษตรมาใช้ รวมถึงการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร
1.11 ส่งเสริมให้มีการจัดการน้ำอย่างบูรณาการด้วยการสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก
1.12 เร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวโดยได้ปี 2554 - 2555 เป็นปีมหัศจรรย์ไทยแลนด์ (มิราเคิลไทยแลนด์ เยียร์) และประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองในพระราชพิธีมหามงคลในช่วงปี 2554-2555
1.13 สนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างเอกลักษณ์และผลิตสินค้าในท้องถิ่น
1.14 พัฒนาระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
1.15 จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้โรงเรียน โดยเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในแท็บเล็ต รวมถึงทำอินเทอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริหารและในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสถานศึกษาที่กำหนดฟรี
1.16 เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมือง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขว้าง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนเห็นชอบโดยการออกเสียงประชามติ
2. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เช่น เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์, พัฒนาและเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง
3. นโยบายเศรษฐกิจ
4. นโยบายคุณภาพชีวิต
5. นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6. นโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
7. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
8. นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายของรัฐบาล ยังระบุด้วยว่า ในส่วนนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ มีเรื่องการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งมหากษัตริย์ โดยการเสริมสร้างจิตสำนึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน โดยการเชิดชู ปกป้อง มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
รวมถึงป้องกันไม่ให้ มีการนำเอาสถาบันมาใช้อ้างเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือเพื่อแบ่งแยกความจงรักภักดีของประชาชน อีกทั้งส่งเสริม เผยแพร่โครงการพระราชดำริเพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้สามัคคี และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ทั้งยังต้องพัฒนาและเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง รวมถึงเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติด้วย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์ 23 สิงหาคม 2554
Thursday, September 15, 2011
เรื่องมาก จู้จี้ จู้จี้จุกจิก: choosy, nit-picking, picky, finicky
ภาษาอังกฤษ ที่ให้ความหมายในเชิง เรื่องมาก จู้จี้ จู้จี้จุกจิก นั้นมีหลายคำ เช่น fussy ; fastidious ; choosy ; nit-picking ; picky ; finicky ; pernickety,
เช่่น เขาเป็นคนช่างจู้จี้จุกจิกเสียจริง He is such a nit-picking person.
เช่น บริษัทสิ่งพิมพ์จู้จี้จุกจิกเรื่องมากในการเลือกบรรณาธิการสูงสุด The publisher is too choosy in selecting its Editor-in-Chief.
ส่วนการจู้จี้จุกจิก ในลักษณะ พิถีพิถันมาก ละเอียดลออ เอาใจใส่กวดขัน นั้น เรียก meticulous [Adj], scrupulous, fastidious, careful,
ใคร ๆ ในโลกก็จู้จี้จุกจิกกันทั้งนั้น เพียงแต่จะมากจะน้อยต่างกันไป ต่างเรื่องต่างราว เพราะฉะนั้นจงใจเย็นในเรื่องจู้จี้จุกจิก
Dr.SoS
เช่่น เขาเป็นคนช่างจู้จี้จุกจิกเสียจริง He is such a nit-picking person.
เช่น บริษัทสิ่งพิมพ์จู้จี้จุกจิกเรื่องมากในการเลือกบรรณาธิการสูงสุด The publisher is too choosy in selecting its Editor-in-Chief.
ส่วนการจู้จี้จุกจิก ในลักษณะ พิถีพิถันมาก ละเอียดลออ เอาใจใส่กวดขัน นั้น เรียก meticulous [Adj], scrupulous, fastidious, careful,
ใคร ๆ ในโลกก็จู้จี้จุกจิกกันทั้งนั้น เพียงแต่จะมากจะน้อยต่างกันไป ต่างเรื่องต่างราว เพราะฉะนั้นจงใจเย็นในเรื่องจู้จี้จุกจิก
Dr.SoS
Wednesday, August 31, 2011
ศาลผู้ดีพิพากษา! ส่งเด็กก่อจลาจลวัย11ขวบ เข้าสถานดัดสันดาน
ศาลเยาวชนอังกฤษ มีคำตัดสินให้เด็กวัย 11 ปี ที่มาร่วมก่อกวนในการจลาจลในกรุงลอนดอน เมื่อเดือนก่อน เข้าสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน หลังพบว่า เคยก่อคดีอื่นมาก่อนแล้ว...
สำนักข่าว ต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า เด็กชายชาวอังกฤษวัย 11 ปีผู้ก่อเหตุออกไปขโมยของตามร้านค้ากับเพื่อน ระหว่างการจลาจลในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถูกศาลเยาวชนแฮเวอริง ตัดสินให้ส่งตัวเขาสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน หลังจากพบคดีเก่าที่เด็กคนนี้ก่อไว้ ก่อนหน้าที่จะเกิดการจลาจลเพียง 5 วัน
โดยก่อนหน้าที่จะเกิดการจลาจล ในลอนดอน 5 วัน เด็กคนนี้ ก่อเหตุใช้มีดคัตเตอร์ กรีดเบาะเกาอี้ของรถบัสโดยสาร จากนั้นจึงพยายามจะจุดไฟเผารถคันดังกล่าว ก่อนที่จะใช้อิฐบล็อกที่เตรียมมา ทุกกระจกรถเพื่อหลบหนี แต่คนขับรถรวบตัวเขาเอาไว้ได้ และถูกคุมความประพฤติ 10 เดือน แต่ก็มาก่อเหตุขโมยเงินในร้านค้า ระหว่างการจลาจลซ้ำอีก
ผู้พิพากษา จอห์น วูลลาร์ด พูดต่อหน้าเด็กหนุ่ม ที่ศาลในเขตรอมฟอร์ด ว่า "เห็นได้ชัดว่า ความประพฤติของเธอไม่สามารถควบคุมได้ ดูเหมือนเธอคิดว่า ไม่มีใครสามารถหยุดยังการกระทำของเธอได้ เธอทำสิ่งที่เธออยากทำ และทุกคนก็ต้องสู้ทนกับมัน ถ้าเธอโตขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เธอจะมีจุดจบอยู่ในคุก กฎหมายบัญญัติไว้ ฉันจึงไม่อาจส่งเธอเข้าคุกใน เพราะอายุของเธอไม่ถึงเกณฑ์" จากนั้นศาลจึงประกาศคำพิพากษา ส่งเด็กคนนี้เข้าสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน ซึ่งในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำในสิ่งที่เหมาะสมกับเด็กคนนี้มากที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีเด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี อีกคน ถูกศาลตัดสิน ควบคุมความประพฤติ หลังจากออกไปกับเพื่อน อายุ 12 อีกสองคน และก่อเหตุทุบกระจก อาคาร เดเบนแฮมส์ ร้านค้าปลีกซึ่งมีสาขาในหลายประเทศ เสียหายหลายบาน รวมมูลค่าได้ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ
อนึ่ง นางวิคกี ธอมสัน ทนายของเด็กชาว พยายามแก้ต่างให้เขาโดยยกเหตุผลที่ว่า เด็กชายคนนี้มาจากครอบครัวที่มีปัญหา พ่อแม่หย่าร้าง และเด็กต้องสลับไปอยู่กับพ่อและแม่ ซึ่งในวันเกิดเหตุจลาจล คนพ่อไม่ทุกไม่ร้อนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอกบ้านเลย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2554
The boy - the youngest prosecuted in the capital so far over the riots - admitted taking a bin less than a week after being punished for trying to start a fire on a bus.
The case came as details of an independent investigation into the causes of rioting that blighted the capital were announced.
The 11-year-old, who cannot be named, was handed an 18-month youth rehabilitation order at Havering Magistrates' Court in Essex and was told that his local authority will dictate where he lives for the next six months.
The court heard the boy, from Romford, Essex, stole a bin worth £50 from Debenhams in the town on August 8 after the windows of the store were smashed by looters.
He was already under a referral order, put in place on August 3 for an incident on July 18 when he cut the seats of a bus with a craft knife and tried to set fire to the exposed foam.
When the driver would not let him off, the boy threw a stone at the exit door of the route 174 bus and then kicked a hole in the shattered glass so he could jump out while it was still moving.
Scotland Yard said he is the youngest rioter in the capital to face prosecution.
The Met said it had made a total of 2,124 arrests relating to the disorder, of which 455 were juveniles.
The 11-year-old's court appearance came as Deputy Prime Minister Nick Clegg announced that a former chief executive of a London borough hit by some of the worst scenes of rioting is to lead the independent investigation into its causes.
Darra Singh, chief executive of Job Centre Plus and the former chief executive of Ealing - which suffered badly in the disturbances - and Luton councils, will chair the panel that aims to give communities and victims a voice over what happened.
pa.press.net, Updated: 31/08/2011 20:59
สำนักข่าว ต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า เด็กชายชาวอังกฤษวัย 11 ปีผู้ก่อเหตุออกไปขโมยของตามร้านค้ากับเพื่อน ระหว่างการจลาจลในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ถูกศาลเยาวชนแฮเวอริง ตัดสินให้ส่งตัวเขาสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน หลังจากพบคดีเก่าที่เด็กคนนี้ก่อไว้ ก่อนหน้าที่จะเกิดการจลาจลเพียง 5 วัน
โดยก่อนหน้าที่จะเกิดการจลาจล ในลอนดอน 5 วัน เด็กคนนี้ ก่อเหตุใช้มีดคัตเตอร์ กรีดเบาะเกาอี้ของรถบัสโดยสาร จากนั้นจึงพยายามจะจุดไฟเผารถคันดังกล่าว ก่อนที่จะใช้อิฐบล็อกที่เตรียมมา ทุกกระจกรถเพื่อหลบหนี แต่คนขับรถรวบตัวเขาเอาไว้ได้ และถูกคุมความประพฤติ 10 เดือน แต่ก็มาก่อเหตุขโมยเงินในร้านค้า ระหว่างการจลาจลซ้ำอีก
ผู้พิพากษา จอห์น วูลลาร์ด พูดต่อหน้าเด็กหนุ่ม ที่ศาลในเขตรอมฟอร์ด ว่า "เห็นได้ชัดว่า ความประพฤติของเธอไม่สามารถควบคุมได้ ดูเหมือนเธอคิดว่า ไม่มีใครสามารถหยุดยังการกระทำของเธอได้ เธอทำสิ่งที่เธออยากทำ และทุกคนก็ต้องสู้ทนกับมัน ถ้าเธอโตขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เธอจะมีจุดจบอยู่ในคุก กฎหมายบัญญัติไว้ ฉันจึงไม่อาจส่งเธอเข้าคุกใน เพราะอายุของเธอไม่ถึงเกณฑ์" จากนั้นศาลจึงประกาศคำพิพากษา ส่งเด็กคนนี้เข้าสถานดัดสันดาน เป็นเวลา 18 เดือน ซึ่งในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำในสิ่งที่เหมาะสมกับเด็กคนนี้มากที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีเด็กผู้หญิงอายุ 11 ปี อีกคน ถูกศาลตัดสิน ควบคุมความประพฤติ หลังจากออกไปกับเพื่อน อายุ 12 อีกสองคน และก่อเหตุทุบกระจก อาคาร เดเบนแฮมส์ ร้านค้าปลีกซึ่งมีสาขาในหลายประเทศ เสียหายหลายบาน รวมมูลค่าได้ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ
อนึ่ง นางวิคกี ธอมสัน ทนายของเด็กชาว พยายามแก้ต่างให้เขาโดยยกเหตุผลที่ว่า เด็กชายคนนี้มาจากครอบครัวที่มีปัญหา พ่อแม่หย่าร้าง และเด็กต้องสลับไปอยู่กับพ่อและแม่ ซึ่งในวันเกิดเหตุจลาจล คนพ่อไม่ทุกไม่ร้อนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอกบ้านเลย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2554
Riots probe as looter, 11, in court
An 11-year-old boy stole from a department store during London's riots just days after he had been sentenced for arson and criminal damage, a court has heard.The boy - the youngest prosecuted in the capital so far over the riots - admitted taking a bin less than a week after being punished for trying to start a fire on a bus.
The case came as details of an independent investigation into the causes of rioting that blighted the capital were announced.
The 11-year-old, who cannot be named, was handed an 18-month youth rehabilitation order at Havering Magistrates' Court in Essex and was told that his local authority will dictate where he lives for the next six months.
The court heard the boy, from Romford, Essex, stole a bin worth £50 from Debenhams in the town on August 8 after the windows of the store were smashed by looters.
He was already under a referral order, put in place on August 3 for an incident on July 18 when he cut the seats of a bus with a craft knife and tried to set fire to the exposed foam.
When the driver would not let him off, the boy threw a stone at the exit door of the route 174 bus and then kicked a hole in the shattered glass so he could jump out while it was still moving.
Scotland Yard said he is the youngest rioter in the capital to face prosecution.
The Met said it had made a total of 2,124 arrests relating to the disorder, of which 455 were juveniles.
The 11-year-old's court appearance came as Deputy Prime Minister Nick Clegg announced that a former chief executive of a London borough hit by some of the worst scenes of rioting is to lead the independent investigation into its causes.
Darra Singh, chief executive of Job Centre Plus and the former chief executive of Ealing - which suffered badly in the disturbances - and Luton councils, will chair the panel that aims to give communities and victims a voice over what happened.
pa.press.net, Updated: 31/08/2011 20:59
Wednesday, August 24, 2011
วิจัยแผ่นโปรตีนจากกาวไหม ใช้ปิดแผลสดกระตุ้นคอลลาเจน
การสร้างเนื้อเยื่อของผิวหนังในผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุจากสารเคมี ไฟไหม้ หรือความร้อน จนทำให้เกิดการหลุดลอกของผิวหนัง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แนวทางการรักษาปกติแพทย์จะนำผิวหนังส่วนดีของผู้ป่วยมาปิดบาดแผลเพื่อช่วย ให้การซ่อมแซมผิวหนัง วิธีการดังกล่าวผู้ป่วยต้องสูญเสียเนื้อเยื่อจากอวัยวะดีบางส่วน ก่อให้เกิดการเจ็บปวด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ฉะนี้...รศ.ดร.พร อนงค์ อร่ามวิทย์ ภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงทำการวิจัยพัฒนา “แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลจากโปรตีนกาวไหม” ขึ้น
แผ่นเนื้อเยื่อจากโปรตีนกาวไหมปิดแผลสด.
รศ.ดร.พรอนงค์ เปิดเผยว่า ...ปัจจุบันหลายประเทศมีความพยายามที่จะพัฒนาวัสดุปิดแผลเพื่อใช้แทนผิวหนัง จริง แต่วัสดุที่ใช้มักเป็นการสังเคราะห์ทางเคมี จึงขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมทางชีวภาพ และมีสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลงานวิจัยพบว่า โปรตีน เซริซิน (sericin) นอกจากสามารถกระตุ้นการสร้างและเพิ่มการยึดเกาะกันของเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ ยังดูดความชื้นได้ดี และมีการนำไปใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง
สำหรับ โปรตีนดังกล่าวมีอยู่ใน “กาวไหม” ซึ่งมีลักษณะเหนียวคล้ายกาวและเคลือบอยู่รอบๆ เส้นไหม โดยก่อนที่จะสาวไหมให้เป็นเส้นใย ชาวบ้านจะนำรังไหมไปต้มในสารละลายด่าง เช่น สบู่ เกลือ เพื่อลอกกาวไหมนี้ออก และน้ำต้มดังกล่าวจะถูกเททิ้งไปในธรรมชาติ โดยไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในทางการแพทย์หรือเชิงพาณิชย์...
การต้มก่อนนำไหมมาสาว.
ส่วนขั้นตอนการวิจัย เริ่มแรกทำการเก็บตัวอย่างสายพันธุ์ไหมจากแหล่งที่มีการผลิตมากที่สุด โดยบริษัทจุลไหมไทยให้การอนุเคราะห์ตัวอย่างมาประมาณ 40 สายพันธุ์ ซึ่งมีทั้งสีขาว เหลือง และชมพู และยังเก็บสายพันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ ที่ได้รับความนิยมในการเพาะเลี้ยงจากกลุ่มชาวบ้าน
...แล้วนำมาผ่าน ขบวนการสกัดด้วยความร้อนภายใต้ความดัน เพราะจะทำให้โอกาสปนเปื้อนจากสารเคมีที่ใช้ในการสกัดต่ำมาก อีกทั้งยังกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง โดย รังไหมสีขาว สายพันธุ์จุล 1/1 จะมีโปรตีนเซริซิน ที่มีประสิทธิภาพสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังมนุษย์ได้สูง ก่อให้เกิดการแพ้ต่ำ อีกทั้งยังมีคุณภาพดีกว่าคอลลาเจนจากสัตว์ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของโลก...
เพื่อให้สะดวกต่อการ นำไปใช้ จึงขึ้นรูปเป็น แผ่นเนื้อเยื่อจากโปรตีนกาวไหม ซึ่งใช้เวลาพัฒนานานเกือบ 3 ปี เริ่มต้นหากเอาโปรตีนกาวไหมมาเทขึ้นรูป แผ่นที่ได้จะเปราะบาง จึงเพิ่มพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วนำมาผ่านขบวนการเชื่อมโยงข้าม ทำให้แผ่นโปรตีนกาวไหมละลายลดลง
...พร้อมทั้งเติมสารดูดความชื้นในปริมาณน้อยๆทำให้แผ่นเกิดความชุ่มชื้น ไม่แฉะ เสร็จแล้วนำไปทดสอบในหนูทดลองเปรียบเทียบ โดยปิดแผ่นเนื้อเยื่อทิ้งไว้ไม่ต้องลอกออก แผ่นดังกล่าวจะทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังเกิดการเจริญเติบโตในระยะ เวลา 21 วัน บาดแผลจะสมานดีขึ้น...
สำหรับผู้ที่สนใจผลงานดังกล่าว วันที่ 27 สิงหาคมนี้ มีการจัดรายการเจาะลึกวิจัย 4 มิติ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุพัตรา สุภาพ ที่งาน Thailand Research Expo : 2011 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนช่ันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์.
เพ็ญพิชญา เตียว
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2554
ฉะนี้...รศ.ดร.พร อนงค์ อร่ามวิทย์ ภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงทำการวิจัยพัฒนา “แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลจากโปรตีนกาวไหม” ขึ้น
แผ่นเนื้อเยื่อจากโปรตีนกาวไหมปิดแผลสด.
รศ.ดร.พรอนงค์ เปิดเผยว่า ...ปัจจุบันหลายประเทศมีความพยายามที่จะพัฒนาวัสดุปิดแผลเพื่อใช้แทนผิวหนัง จริง แต่วัสดุที่ใช้มักเป็นการสังเคราะห์ทางเคมี จึงขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมทางชีวภาพ และมีสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลงานวิจัยพบว่า โปรตีน เซริซิน (sericin) นอกจากสามารถกระตุ้นการสร้างและเพิ่มการยึดเกาะกันของเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ ยังดูดความชื้นได้ดี และมีการนำไปใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง
สำหรับ โปรตีนดังกล่าวมีอยู่ใน “กาวไหม” ซึ่งมีลักษณะเหนียวคล้ายกาวและเคลือบอยู่รอบๆ เส้นไหม โดยก่อนที่จะสาวไหมให้เป็นเส้นใย ชาวบ้านจะนำรังไหมไปต้มในสารละลายด่าง เช่น สบู่ เกลือ เพื่อลอกกาวไหมนี้ออก และน้ำต้มดังกล่าวจะถูกเททิ้งไปในธรรมชาติ โดยไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในทางการแพทย์หรือเชิงพาณิชย์...
การต้มก่อนนำไหมมาสาว.
ส่วนขั้นตอนการวิจัย เริ่มแรกทำการเก็บตัวอย่างสายพันธุ์ไหมจากแหล่งที่มีการผลิตมากที่สุด โดยบริษัทจุลไหมไทยให้การอนุเคราะห์ตัวอย่างมาประมาณ 40 สายพันธุ์ ซึ่งมีทั้งสีขาว เหลือง และชมพู และยังเก็บสายพันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ ที่ได้รับความนิยมในการเพาะเลี้ยงจากกลุ่มชาวบ้าน
...แล้วนำมาผ่าน ขบวนการสกัดด้วยความร้อนภายใต้ความดัน เพราะจะทำให้โอกาสปนเปื้อนจากสารเคมีที่ใช้ในการสกัดต่ำมาก อีกทั้งยังกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง โดย รังไหมสีขาว สายพันธุ์จุล 1/1 จะมีโปรตีนเซริซิน ที่มีประสิทธิภาพสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังมนุษย์ได้สูง ก่อให้เกิดการแพ้ต่ำ อีกทั้งยังมีคุณภาพดีกว่าคอลลาเจนจากสัตว์ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของโลก...
เพื่อให้สะดวกต่อการ นำไปใช้ จึงขึ้นรูปเป็น แผ่นเนื้อเยื่อจากโปรตีนกาวไหม ซึ่งใช้เวลาพัฒนานานเกือบ 3 ปี เริ่มต้นหากเอาโปรตีนกาวไหมมาเทขึ้นรูป แผ่นที่ได้จะเปราะบาง จึงเพิ่มพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วนำมาผ่านขบวนการเชื่อมโยงข้าม ทำให้แผ่นโปรตีนกาวไหมละลายลดลง
...พร้อมทั้งเติมสารดูดความชื้นในปริมาณน้อยๆทำให้แผ่นเกิดความชุ่มชื้น ไม่แฉะ เสร็จแล้วนำไปทดสอบในหนูทดลองเปรียบเทียบ โดยปิดแผ่นเนื้อเยื่อทิ้งไว้ไม่ต้องลอกออก แผ่นดังกล่าวจะทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังเกิดการเจริญเติบโตในระยะ เวลา 21 วัน บาดแผลจะสมานดีขึ้น...
สำหรับผู้ที่สนใจผลงานดังกล่าว วันที่ 27 สิงหาคมนี้ มีการจัดรายการเจาะลึกวิจัย 4 มิติ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุพัตรา สุภาพ ที่งาน Thailand Research Expo : 2011 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนช่ันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์.
เพ็ญพิชญา เตียว
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2554
จ่อเชือดร้านเหล้า'ย่านเกษตร' ขายเหล้าเด็ก จนเกิดคดีสลด
จ่อลุยเชือดร้านเหล้าย่านเกษตรนวมินทร์ ขายให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี จนเกิดคดีสลด ลุยประสานตำรวจ เอาผิดคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่น เผย วัยโจ๋แห่รักษาขาหัก พิการ ตายเพียบ แนะจับตา ช่วงสอบเสร็จ กีฬาสี หวั่นเกิดคดีซ้ำซาก...
นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำผิดกฎหมายขายเหล้าให้เด็กอายุต่ำกว่า20 ปี จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เยาวชน อายุ 17 ปี เมาเหล้าแล้วขับรถจนเกิดอุบัติเหตุชนต้นไม้จนเสียชีวิต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ได้ให้ทีมนิติกรของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประสานไปยังสถานีตำรวจนครบาลบางเขน เจ้าของคดี เพื่อให้ขยายผลไปยังร้านขายเหล้าให้กับเยาวชนรายนี้ เนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 29 มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คาดว่าสามารถเชื่อมโยงไปถึงร้านขายเหล้าได้อย่างแน่นอน เพราะรูปคดีไม่ได้มีความซับซ้อน ประกอบกับเพื่อนของผู้เสียชีวิต ให้ปากคำว่า ก่อนเกิดเหตุได้ไปนั่งดื่มแอลกอฮอล์ แถวเกษตรนวมินทร์
นพ.สมาน กล่าวต่อว่า เมื่อมีเหตุการณ์เมาแล้วขับเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะดำเนินคดีในลักษณะเฉพาะหน้า ทำให้มองข้ามสาเหตุที่แท้จริง แต่ก็เห็นใจเพราะมีกฎหมายที่ต้องบังคับใช้อีกจำนวนมาก และเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุเศร้าสลดแบบนี้ จึงควรทำให้เป็นคดีตัวอย่างต่อร้านขายเหล้ารายอื่น โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และทำให้เกิดการตื่นตัวกวดขันผู้ประกอบการให้รักษากฎกติกา ตนหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คงเป็นบทพิสูจน์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“การขายเหล้าให้กับเยาวชนที่อายุไม่ถึงนั้น ถือเป็นการกระทำที่เรียกว่าคิดสั้น และคงไม่คุ้มค่า หากต้องถูกจับดำเนินคดี ที่สำคัญไม่มีโอกาสขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อีก ซึ่งหากดูข้อเท็จจริงจะพบว่ามีร้านค้าอีกจำนวนมากที่ทำผิดกฎหมาย เช่น ผับบาร์ สถานบันเทิงที่ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ แต่เจ้าหน้าที่ก็เอาผิดจับกุมยาก ดังนั้นคดีที่เกิดขึ้นนี้ หวังว่าจะทำเป็นคดีตัวอย่าง ไม่ปล่อยให้เยาวชนต้องเสียชีวิตฟรี หรือผู้ปกครองต้องสูญเสียฟรี และฝากไปยังร้านขายเหล้าให้เห็นแก่ความปลอดภัยของเยาวชนมากกว่ารายได้เพียงเล็กน้อยแต่กลับทำลายผู้ที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ” ผอ.สำนักงานฯควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าว
นพ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า เฉพาะในเขตเทศบาลเมืองน่าน มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลมากถึง 25 ราย ต่อปี ส่วนใหญ่ ขาหัก สมองพิการ เสียชีวิต ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แพทย์ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการแจ้งข้อมูลต่างๆ รวมถึงผู้ปกครองที่ต้องสูญเสียลูก หรือลูกต้องบาดเจ็บ พิการ ควรจะเข้าแจ้งความ ชี้เบาะแส ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อคุ้มครองเยาวชนอยู่แล้ว
ด้านน.ส.จิราภรณ์ กมลรังสรรค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์ รู้ทันแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ปัญหานี้มีมานานแล้วจนถูกมองเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่มันไม่ปกติและเกิดขึ้นกับชีวิตคนที่เป็นเด็กและเยาวชน ในประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญมากกับการปกป้องเด็กและเยาวชน จากอบายมุข เหล้าเบียร์ แต่บ้านเราแม้จะมีกฎหมายแต่ความเอาจริงเอาจัง ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีน้อยมาก ตนจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับร้านเหล้ารายนี้ให้ถึงที่สุด ไม่ใช่แค่เสียค่าปรับแล้วปล่อยไป ควรทำให้เป็นตัวอย่าง หากไม่จริงจังในการบังคับใช้กฎหมายข่าวแบบนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดความสูญเสียเหมือนช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่ที่ต้องมานั่งนับศพคนเจ็บคนตายจากน้ำเมา
“อยากฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ควรเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ด้วย สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีพอให้กับเด็ก เพราะการศึกษาแบบท่องจำแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ดังนั้นการสอดแทรกเนื้อหาผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในลักษณะกิจกรรมให้เด็กเยาวชนร่วมสะท้อนปัญหา และมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาด้วยตัวเขาเองน่าจะดีที่สุด ไม่ใช่ให้ผู้ใหญ่คิดให้เสร็จสรรพ สุดท้ายนี้อยากให้กระทรวงช่วยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ในช่วงหลังสอบเสร็จ หรือกีฬาสี เพราะเป็นช่วงที่เด็กและเยาวชนนิยมใช้เป็นโอกาสเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และที่สำคัญในสถาบันการศึกษาต้องปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100 %” น.ส.จิราภรณ์ กล่าว
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2554
---------------
นักเรียนโจ๋วัยเพียง 17 ปี ซิ่งเก๋งฮอนด้าซีวิค ประสบอุบัติเหตุ อัดต้นไม้ไฟลุกท่วมทั้งคัน พลเมืองดีเห็นเหตุการณ์ พยายามเข้าช่วยแต่เปิดประตูไม่ได้ หวั่นรถจะระเบิดต้องปล่อยให้ไฟคลอกเด็กหนุ่มตายทั้งเป็น เพื่อนมุงดูถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เพิ่งไปนั่งสังสรรค์ที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้าม สงสัยขับเร็วจนเสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง
นักเรียนโรงเรียนดังซิ่งรถอัดต้นไม้ไฟคลอกดับสยอง เกิดขึ้นเมื่อเที่ยงคืนวันที่ 21 ส.ค. ร.ต.ท.เข็มกล้า มั่นพลับ พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.บางเขน รับแจ้งอุบัติเหตุรถชนต้นไม้มีผู้ติดอยู่ภายใน บริเวณถนนเกษตร-นวมินทร์ ขาออก ช่วงหน้าร้านกาแฟสดปังโก๊ะ แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้า รุ่นซีวิค ทะเบียน ชบ 42 กรุงเทพมหานคร ชนอัดก๊อบปี้ติดต้นไม้ สภาพด้านหน้ารถพังยับไฟลุกท่วมทั้งคัน ตำรวจต้องประสานรถดับเพลิงฉีดน้ำสกัดนานราว 10 นาทีเพลิงถึงสงบ จากนั้นเข้าตรวจสอบในรถพบศพนายเอก (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล อยู่คาเบาะคนขับถูกไหม้เกรียมเป็นตอตะโก
นายพรมเดช พงษ์ไพฑูรย์ อายุ 19 ปี พยานที่เห็นเหตุการณ์ระบุว่า กำลังขี่รถ จยย.อยู่ฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงรถเบรกดังยาวก่อนชนต้นไม้อย่างแรง จึงรีบขี่ จยย.กลับรถไปดู หวังช่วยเหลือคนขับในรถ ที่อยู่ในอาการหมดสติคาดเข็มขัดนิรภัย แต่เปิดประตูไม่ได้ ปรากฏว่า มีประกายไฟเกิดลุกโชนใต้ท้องรถแล้วลุกลามอย่างรวดเร็ว จนตนต้องตัดสินใจถอยออกมา เพราะกลัวรถจะระเบิด จำเป็นต้องปล่อยให้คนขับรถถูกไฟคลอกทั้งเป็น
ขณะที่เพื่อนผู้ตายหลายคนทราบข่าว รีบไปดูเหตุการณ์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ต่างคนต่างยังทำใจไม่ได้ พากันปิดปากเงียบ ไม่ยอมให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ ทราบเพียงแค่ว่าไปนั่งดื่มเหล้าฉลองกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งฝั่งตรงข้าม คาดว่า ผู้ตายคงจะขับรถด้วยความเร็ว เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่รถอาจเสียหลักพลาดไปชนต้นไม้ข้างทางตายสยอง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ ทีมข่าวหน้า 1 วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2554
นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำผิดกฎหมายขายเหล้าให้เด็กอายุต่ำกว่า20 ปี จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เยาวชน อายุ 17 ปี เมาเหล้าแล้วขับรถจนเกิดอุบัติเหตุชนต้นไม้จนเสียชีวิต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ได้ให้ทีมนิติกรของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประสานไปยังสถานีตำรวจนครบาลบางเขน เจ้าของคดี เพื่อให้ขยายผลไปยังร้านขายเหล้าให้กับเยาวชนรายนี้ เนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 29 มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คาดว่าสามารถเชื่อมโยงไปถึงร้านขายเหล้าได้อย่างแน่นอน เพราะรูปคดีไม่ได้มีความซับซ้อน ประกอบกับเพื่อนของผู้เสียชีวิต ให้ปากคำว่า ก่อนเกิดเหตุได้ไปนั่งดื่มแอลกอฮอล์ แถวเกษตรนวมินทร์
นพ.สมาน กล่าวต่อว่า เมื่อมีเหตุการณ์เมาแล้วขับเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะดำเนินคดีในลักษณะเฉพาะหน้า ทำให้มองข้ามสาเหตุที่แท้จริง แต่ก็เห็นใจเพราะมีกฎหมายที่ต้องบังคับใช้อีกจำนวนมาก และเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุเศร้าสลดแบบนี้ จึงควรทำให้เป็นคดีตัวอย่างต่อร้านขายเหล้ารายอื่น โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และทำให้เกิดการตื่นตัวกวดขันผู้ประกอบการให้รักษากฎกติกา ตนหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คงเป็นบทพิสูจน์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“การขายเหล้าให้กับเยาวชนที่อายุไม่ถึงนั้น ถือเป็นการกระทำที่เรียกว่าคิดสั้น และคงไม่คุ้มค่า หากต้องถูกจับดำเนินคดี ที่สำคัญไม่มีโอกาสขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อีก ซึ่งหากดูข้อเท็จจริงจะพบว่ามีร้านค้าอีกจำนวนมากที่ทำผิดกฎหมาย เช่น ผับบาร์ สถานบันเทิงที่ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ แต่เจ้าหน้าที่ก็เอาผิดจับกุมยาก ดังนั้นคดีที่เกิดขึ้นนี้ หวังว่าจะทำเป็นคดีตัวอย่าง ไม่ปล่อยให้เยาวชนต้องเสียชีวิตฟรี หรือผู้ปกครองต้องสูญเสียฟรี และฝากไปยังร้านขายเหล้าให้เห็นแก่ความปลอดภัยของเยาวชนมากกว่ารายได้เพียงเล็กน้อยแต่กลับทำลายผู้ที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ” ผอ.สำนักงานฯควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าว
นพ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า เฉพาะในเขตเทศบาลเมืองน่าน มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลมากถึง 25 ราย ต่อปี ส่วนใหญ่ ขาหัก สมองพิการ เสียชีวิต ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แพทย์ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการแจ้งข้อมูลต่างๆ รวมถึงผู้ปกครองที่ต้องสูญเสียลูก หรือลูกต้องบาดเจ็บ พิการ ควรจะเข้าแจ้งความ ชี้เบาะแส ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อคุ้มครองเยาวชนอยู่แล้ว
ด้านน.ส.จิราภรณ์ กมลรังสรรค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์ รู้ทันแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ปัญหานี้มีมานานแล้วจนถูกมองเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่มันไม่ปกติและเกิดขึ้นกับชีวิตคนที่เป็นเด็กและเยาวชน ในประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญมากกับการปกป้องเด็กและเยาวชน จากอบายมุข เหล้าเบียร์ แต่บ้านเราแม้จะมีกฎหมายแต่ความเอาจริงเอาจัง ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีน้อยมาก ตนจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับร้านเหล้ารายนี้ให้ถึงที่สุด ไม่ใช่แค่เสียค่าปรับแล้วปล่อยไป ควรทำให้เป็นตัวอย่าง หากไม่จริงจังในการบังคับใช้กฎหมายข่าวแบบนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดความสูญเสียเหมือนช่วงสงกรานต์หรือปีใหม่ที่ต้องมานั่งนับศพคนเจ็บคนตายจากน้ำเมา
“อยากฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ควรเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ด้วย สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีพอให้กับเด็ก เพราะการศึกษาแบบท่องจำแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ดังนั้นการสอดแทรกเนื้อหาผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในลักษณะกิจกรรมให้เด็กเยาวชนร่วมสะท้อนปัญหา และมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาด้วยตัวเขาเองน่าจะดีที่สุด ไม่ใช่ให้ผู้ใหญ่คิดให้เสร็จสรรพ สุดท้ายนี้อยากให้กระทรวงช่วยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ในช่วงหลังสอบเสร็จ หรือกีฬาสี เพราะเป็นช่วงที่เด็กและเยาวชนนิยมใช้เป็นโอกาสเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และที่สำคัญในสถาบันการศึกษาต้องปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100 %” น.ส.จิราภรณ์ กล่าว
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2554
---------------
ซิ่งซีวิคชนไฟท่วม นร.ดับสยอง เสียหลักอัดต้นไม้
นักเรียนโจ๋วัยเพียง 17 ปี ซิ่งเก๋งฮอนด้าซีวิค ประสบอุบัติเหตุ อัดต้นไม้ไฟลุกท่วมทั้งคัน พลเมืองดีเห็นเหตุการณ์ พยายามเข้าช่วยแต่เปิดประตูไม่ได้ หวั่นรถจะระเบิดต้องปล่อยให้ไฟคลอกเด็กหนุ่มตายทั้งเป็น เพื่อนมุงดูถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เพิ่งไปนั่งสังสรรค์ที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้าม สงสัยขับเร็วจนเสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง
นักเรียนโรงเรียนดังซิ่งรถอัดต้นไม้ไฟคลอกดับสยอง เกิดขึ้นเมื่อเที่ยงคืนวันที่ 21 ส.ค. ร.ต.ท.เข็มกล้า มั่นพลับ พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.บางเขน รับแจ้งอุบัติเหตุรถชนต้นไม้มีผู้ติดอยู่ภายใน บริเวณถนนเกษตร-นวมินทร์ ขาออก ช่วงหน้าร้านกาแฟสดปังโก๊ะ แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้า รุ่นซีวิค ทะเบียน ชบ 42 กรุงเทพมหานคร ชนอัดก๊อบปี้ติดต้นไม้ สภาพด้านหน้ารถพังยับไฟลุกท่วมทั้งคัน ตำรวจต้องประสานรถดับเพลิงฉีดน้ำสกัดนานราว 10 นาทีเพลิงถึงสงบ จากนั้นเข้าตรวจสอบในรถพบศพนายเอก (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล อยู่คาเบาะคนขับถูกไหม้เกรียมเป็นตอตะโก
นายพรมเดช พงษ์ไพฑูรย์ อายุ 19 ปี พยานที่เห็นเหตุการณ์ระบุว่า กำลังขี่รถ จยย.อยู่ฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงรถเบรกดังยาวก่อนชนต้นไม้อย่างแรง จึงรีบขี่ จยย.กลับรถไปดู หวังช่วยเหลือคนขับในรถ ที่อยู่ในอาการหมดสติคาดเข็มขัดนิรภัย แต่เปิดประตูไม่ได้ ปรากฏว่า มีประกายไฟเกิดลุกโชนใต้ท้องรถแล้วลุกลามอย่างรวดเร็ว จนตนต้องตัดสินใจถอยออกมา เพราะกลัวรถจะระเบิด จำเป็นต้องปล่อยให้คนขับรถถูกไฟคลอกทั้งเป็น
ขณะที่เพื่อนผู้ตายหลายคนทราบข่าว รีบไปดูเหตุการณ์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ต่างคนต่างยังทำใจไม่ได้ พากันปิดปากเงียบ ไม่ยอมให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ ทราบเพียงแค่ว่าไปนั่งดื่มเหล้าฉลองกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งฝั่งตรงข้าม คาดว่า ผู้ตายคงจะขับรถด้วยความเร็ว เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่รถอาจเสียหลักพลาดไปชนต้นไม้ข้างทางตายสยอง
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ ทีมข่าวหน้า 1 วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2554
Sunday, August 21, 2011
ไขความลับการสร้างชาติ เกาหลีผงาด มหาอำนาจใหม่แห่งเอเชีย
จากอดีตที่ต้องอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น และเป็นเพียงประเทศกำลังพัฒนาในระดับเดียวกับประเทศไทยเมื่อประมาณ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันเกาหลีใต้ กลายเป็นประเทศที่มีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญา ทั้งทางด้านวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น..
เมื่อเอ่ยถึง ‘สาธารณรัฐเกาหลี หรือ เกาหลีใต้’ ปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี แต่ศักยภาพและคุณภาพของประชากรชาวเกาหลีใต้ไม่ใช่เล็กๆ กลับมีความน่าทึ่งอย่างมากเลยทีเดียว
ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) เปิดเผยว่า เพราะ “การอ่าน” เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากระบวนการคิด และภูมิปัญญา นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสังคม และประเทศ ดังนั้น ในปี 2552 ที่ผ่านมา ฝ่ายวิชาการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “นโยบายส่งเสริมการอ่านของไทย : ศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ” และได้มีการนำเสนอบทความดังกล่าวในงานสัมมนาเวทีสาธารณะเพื่อผลักดันนโยบายการอ่าน (TK Forum 2010) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
โดยผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “นโยบายการส่งเสริมการอ่านของสาธารณรัฐเกาหลีใต้”นั้น ถือเป็นบทความที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่ประชากรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการศึกษาและการอ่าน จากประเทศกำลังพัฒนาเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับประเทศไทย ก้าวกระโดดมาสู่ประเทศที่มีความเจริญเติบโตในทุกๆ ด้านทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมไม่แพ้ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
นโยบายส่งเสริมการศึกษาและการอ่าน “สร้างคน สร้างชาติ”... เข้มแข็ง!!
“การศึกษา คือการเติมเต็มให้กับตนเอง เช่นเดียวกับการเติมเต็มให้กับสังคม”เป็นทัศนคติที่ฝังรากลึกลงในวัฒนธรรมของประชาชนชาวสาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการอ่านออกเขียนได้เป็นอันดับที่ 17 ของโลก (United Nation, 2007-2008) โดยมีสถิติอัตราการอ่านออกเขียนได้ ร้อยละ 93.5 และในปี ค.ศ.2006 จากการสำรวจทักษะการอ่านโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) ปรากฏว่าเยาวชนอายุ 15 ปี มีทักษะความเข้าใจในการอ่านสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่น่าทึ่งและเป็นการก้าวกระโดดที่รวดเร็ว เพราะหากมองย้อนไปเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน เกาหลีใต้คือหนึ่งในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปเอเชียที่ประสบปัญหาด้านการอ่าน เนื่องจากอัตราการอ่านออกเขียนได้ของประชากรอยู่ที่ร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก
จากการที่ถูกมองว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา รัฐบาลเกาหลีใต้จึงมีนโยบายเพื่อแก้ไขการอ่านออกเขียนได้ของประชากร ด้วยการพัฒนาระบบการศึกษา ควบคู่ไปกับการพัฒนาห้องสมุด พร้อมทั้งออกนโยบายส่งเสริมการอ่านและนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงการอ่านและการเรียนรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ อาชีพ และสถานที่ รวมถึงการส่งเสริมนโยบายการศึกษาและระบบการศึกษาต่อเนื่องและจริงจัง
ตัวอย่างนโยบายส่งเสริมการอ่าน ได้แก่ การให้ความสำคัญกับห้องสมุด ซึ่งเป็นนโยบายในการส่งเสริมการอ่าน ด้วยการออกกฎหมายงดเก็บค่าบริการห้องสมุดประชาชน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนมาใช้บริการห้องสมุด การจัดตั้งห้องสมุดแห่งชาติ สำหรับเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น โครงการค่ายการอ่าน โครงการครอบครัวนักอ่าน ตลอดจนโครงการระดับประเทศที่มีการดำเนินการต่อเนื่อง เช่น โครงการหนังสือเล่มแรกหรือ Book start โครงการ 1 เมือง 1 เล่ม การจัดตั้งห้องสมุดดิจิตอลแห่งชาติ และการจัดงานเทศกาลหนังสือระดับชาติและนานาชาติ เป็นต้น นโยบายดังกล่าว ทำให้อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาสูงถึงร้อยละ 99.9 และร้อยละ 98.9 ตามลำดับ
‘มิติใหม่’ เกาหลีใต้ เตรียมเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ภายในอีก 10 ปี
(ค.ศ.2011 – ค.ศ.2020)
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้มีการสนับสนุนนโยบายการศึกษาและนโยบายส่งเสริมการอ่านอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1990 รัฐบาลได้ประกาศวิสัยทัศน์ “เกาหลีเป็นประเทศชั้นนำทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ”
เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเชื่อว่านโยบายการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นนโยบายสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกาหลีใต้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานการอ่านอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้เกี่ยวพันและสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 เป็นยุคแห่งการปฏิวัติสื่อดิจิตอลของเกาหลีใต้ หนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษได้รับความนิยมน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้ผลิตสิ่งพิมพ์จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์และจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งราคาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตออกมามีราคาถูกกว่าหนังสือที่ทำจากกระดาษประมาณครึ่งหนึ่ง โดยหนังสือออนไลน์สัญชาติเกาหลีที่ได้รับความนิยม อาทิ Yes24 Co.,Ltd. ตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ.1998 ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนเพื่อซื้อหนังสือถึงประมาณ 750,000 คน และขายหนังสือเฉลี่ย 23,000 เล่มต่อวัน เป็นต้น
ปี ค.ศ.2007 กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้ประกาศแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมความรู้และการพิมพ์ ภายใต้แนวคิด “หนังสือสร้างขุมพลังทางวัฒนธรรมและความรู้ระดับโลก” (Global Knowledge and Culture Powerhouse Built on Book) ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 10 ปี คือตั้งแต่ ค.ศ. 2011 ถึง ค.ศ. 2020 โดยมีกลยุทธ์ในการเสริมสร้างเครือข่ายความรู้เพื่อสร้างสังคมความรู้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการอ่าน และสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมในการอ่านได้อย่างเสรี คาดการณ์ว่าโครงการตามแผนดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการผลิตและเผยแพร่ หรือช่องทางการจำหน่าย ซึ่งผู้ประกอบการภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากการสนับสนุนและช่วยเหลือจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนอีกอย่างหนึ่งที่ผลักดัน ให้เกาหลีใต้ทะยานขึ้นมาเป็นประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างรวดเร็ว คือ อิทธิพลจากความเชื่อและความศรัทธาตามหลักขงจื๊อที่สอนสั่งให้ชาวโสมขาว ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ซึ่งความเชื่อนี้ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน บวกกับสภาวะบ้านเมืองที่บอบช้ำและแรงบีบคั้นกดดันจากการถูกยึดครองประเทศโดยประเทศอื่น ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของเกาหลีใต้มองเห็นความสำคัญของการศึกษาและกระหายการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศให้ตามทันประเทศอื่น จนทำให้ปัจจุบันประชาคมโลก ต่างจับตามองด้วยความทึ่งในศักยภาพและมิติใหม่ของประเทศเล็กๆอย่างเกาหลีใต้
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ ทีมข่าวไลฟ์สไตล์ 21 สิงหาคม 2554
------------
เมื่อเอ่ยถึง ‘สาธารณรัฐเกาหลี หรือ เกาหลีใต้’ ปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี แต่ศักยภาพและคุณภาพของประชากรชาวเกาหลีใต้ไม่ใช่เล็กๆ กลับมีความน่าทึ่งอย่างมากเลยทีเดียว
ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) เปิดเผยว่า เพราะ “การอ่าน” เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากระบวนการคิด และภูมิปัญญา นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสังคม และประเทศ ดังนั้น ในปี 2552 ที่ผ่านมา ฝ่ายวิชาการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “นโยบายส่งเสริมการอ่านของไทย : ศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ” และได้มีการนำเสนอบทความดังกล่าวในงานสัมมนาเวทีสาธารณะเพื่อผลักดันนโยบายการอ่าน (TK Forum 2010) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
โดยผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “นโยบายการส่งเสริมการอ่านของสาธารณรัฐเกาหลีใต้”นั้น ถือเป็นบทความที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่ประชากรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการศึกษาและการอ่าน จากประเทศกำลังพัฒนาเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับประเทศไทย ก้าวกระโดดมาสู่ประเทศที่มีความเจริญเติบโตในทุกๆ ด้านทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมไม่แพ้ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
นโยบายส่งเสริมการศึกษาและการอ่าน “สร้างคน สร้างชาติ”... เข้มแข็ง!!
“การศึกษา คือการเติมเต็มให้กับตนเอง เช่นเดียวกับการเติมเต็มให้กับสังคม”เป็นทัศนคติที่ฝังรากลึกลงในวัฒนธรรมของประชาชนชาวสาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการอ่านออกเขียนได้เป็นอันดับที่ 17 ของโลก (United Nation, 2007-2008) โดยมีสถิติอัตราการอ่านออกเขียนได้ ร้อยละ 93.5 และในปี ค.ศ.2006 จากการสำรวจทักษะการอ่านโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) ปรากฏว่าเยาวชนอายุ 15 ปี มีทักษะความเข้าใจในการอ่านสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่น่าทึ่งและเป็นการก้าวกระโดดที่รวดเร็ว เพราะหากมองย้อนไปเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน เกาหลีใต้คือหนึ่งในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปเอเชียที่ประสบปัญหาด้านการอ่าน เนื่องจากอัตราการอ่านออกเขียนได้ของประชากรอยู่ที่ร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก
จากการที่ถูกมองว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา รัฐบาลเกาหลีใต้จึงมีนโยบายเพื่อแก้ไขการอ่านออกเขียนได้ของประชากร ด้วยการพัฒนาระบบการศึกษา ควบคู่ไปกับการพัฒนาห้องสมุด พร้อมทั้งออกนโยบายส่งเสริมการอ่านและนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงการอ่านและการเรียนรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ อาชีพ และสถานที่ รวมถึงการส่งเสริมนโยบายการศึกษาและระบบการศึกษาต่อเนื่องและจริงจัง
ตัวอย่างนโยบายส่งเสริมการอ่าน ได้แก่ การให้ความสำคัญกับห้องสมุด ซึ่งเป็นนโยบายในการส่งเสริมการอ่าน ด้วยการออกกฎหมายงดเก็บค่าบริการห้องสมุดประชาชน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนมาใช้บริการห้องสมุด การจัดตั้งห้องสมุดแห่งชาติ สำหรับเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น โครงการค่ายการอ่าน โครงการครอบครัวนักอ่าน ตลอดจนโครงการระดับประเทศที่มีการดำเนินการต่อเนื่อง เช่น โครงการหนังสือเล่มแรกหรือ Book start โครงการ 1 เมือง 1 เล่ม การจัดตั้งห้องสมุดดิจิตอลแห่งชาติ และการจัดงานเทศกาลหนังสือระดับชาติและนานาชาติ เป็นต้น นโยบายดังกล่าว ทำให้อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาสูงถึงร้อยละ 99.9 และร้อยละ 98.9 ตามลำดับ
‘มิติใหม่’ เกาหลีใต้ เตรียมเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ภายในอีก 10 ปี
(ค.ศ.2011 – ค.ศ.2020)
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้มีการสนับสนุนนโยบายการศึกษาและนโยบายส่งเสริมการอ่านอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1990 รัฐบาลได้ประกาศวิสัยทัศน์ “เกาหลีเป็นประเทศชั้นนำทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ”
เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเชื่อว่านโยบายการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นนโยบายสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกาหลีใต้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานการอ่านอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้เกี่ยวพันและสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 เป็นยุคแห่งการปฏิวัติสื่อดิจิตอลของเกาหลีใต้ หนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษได้รับความนิยมน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้ผลิตสิ่งพิมพ์จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์และจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งราคาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตออกมามีราคาถูกกว่าหนังสือที่ทำจากกระดาษประมาณครึ่งหนึ่ง โดยหนังสือออนไลน์สัญชาติเกาหลีที่ได้รับความนิยม อาทิ Yes24 Co.,Ltd. ตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ.1998 ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนเพื่อซื้อหนังสือถึงประมาณ 750,000 คน และขายหนังสือเฉลี่ย 23,000 เล่มต่อวัน เป็นต้น
ปี ค.ศ.2007 กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้ประกาศแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมความรู้และการพิมพ์ ภายใต้แนวคิด “หนังสือสร้างขุมพลังทางวัฒนธรรมและความรู้ระดับโลก” (Global Knowledge and Culture Powerhouse Built on Book) ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 10 ปี คือตั้งแต่ ค.ศ. 2011 ถึง ค.ศ. 2020 โดยมีกลยุทธ์ในการเสริมสร้างเครือข่ายความรู้เพื่อสร้างสังคมความรู้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการอ่าน และสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมในการอ่านได้อย่างเสรี คาดการณ์ว่าโครงการตามแผนดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการผลิตและเผยแพร่ หรือช่องทางการจำหน่าย ซึ่งผู้ประกอบการภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากการสนับสนุนและช่วยเหลือจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนอีกอย่างหนึ่งที่ผลักดัน ให้เกาหลีใต้ทะยานขึ้นมาเป็นประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างรวดเร็ว คือ อิทธิพลจากความเชื่อและความศรัทธาตามหลักขงจื๊อที่สอนสั่งให้ชาวโสมขาว ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ซึ่งความเชื่อนี้ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน บวกกับสภาวะบ้านเมืองที่บอบช้ำและแรงบีบคั้นกดดันจากการถูกยึดครองประเทศโดยประเทศอื่น ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของเกาหลีใต้มองเห็นความสำคัญของการศึกษาและกระหายการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศให้ตามทันประเทศอื่น จนทำให้ปัจจุบันประชาคมโลก ต่างจับตามองด้วยความทึ่งในศักยภาพและมิติใหม่ของประเทศเล็กๆอย่างเกาหลีใต้
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ ทีมข่าวไลฟ์สไตล์ 21 สิงหาคม 2554
------------
Friday, August 19, 2011
สวนกระแส"หนี้ยุโรป"! หญิงสูงวัยเยอรมัน ใช้ชีวิตโดยปราศจากเงินมา 15 ปีแล้ว!
ฮิลเด้มารี ชเวอร์เมอร์ สตรีสูงวัยอายุ 69 ปีชาวเยอรมัน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เธอจะได้ใช้ชีวิตที่ปราศจากเงินมาเป็นเวลานานถึง 15 ปีแล้ว ชเวอร์เมอร์เริ่มจากการทดลองไม่ใช้เงินเป็นเวลา 12 เดือน และตอนนี้ วิถีดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นวิถีการใช้ชีวิตที่แปลกและไม่เหมือนใคร
เอสเตลล์ เพิร์ด ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีได้เขียนรายงานเกี่ยวกับนางชเวอร์เมอร์ ว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 เป็นต้นมา นางชเวอร์เมอร์ก็ได้เริ่มใช้ชีวิตด้วยการแลกเปลี่ยนอาหารและสิ่งที่ต้องใช้ ในชีวิตประจำวันกับการทำงานตอบแทน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการของระบบเศรษฐกิจในอดีต
นางฮิลเด้มารี ชเวอร์เมอร์ เป็นชาวเมืองซึ่งอาศัยอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ที่แสนจะวัตถุ นิยมอย่างเมืองวิลเฮลม์ เฮเว่น ประเทศเยอรมนี เธอกล่าวว่า ในตอนนี้เธอยังไม่มีแผนการที่จะกลับไปในโลกของเงินเซนต์หรือเหรียญยูโรใน เวลาอันใกล้
"การเลิกใช้เงินได้มอบชีวิตที่ดีให้แก่ฉัน ทั้งอิสรภาพและความมั่งมีจากภายใน" นางชเวอร์เมอร์กล่าว
ทั้งนี้ การหันหลังให้กับวิถีบริโภคนิยมสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเศรษฐกิจอันดับ หนึ่งของยุโรป ซึ่งโดยเฉพาะในตอนนี้ ซึ่งเยอรมนีมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าบรรดาเพื่อนบ้านประเทศยุโรปอื่นๆ นั้น ส่วนหนึ่ง อาจเป็นผลมาจากการอดีตที่เธอเคยประสบมา
นางชเวอร์เมอร์เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศปรัสเซียตะวันออกขณะนั้น ตอนเป็นเด็ก เธอเป็นหนึ่งในผู้อพยพซึ่งถูกขับไล่โดยกองกำลังรัสเซีย และครอบครัวของเธอก็ได้เดินทางมาถึงเยอรมนีในสภาพที่ไม่มีแม้แต่สตางค์แดง เดียว
"ฉันเคยเห็นแล้วว่า คุณจะถูกมองเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าไร้ค่าเพียงใด เมื่อไม่มีเงินหรือทรัพย์สมบัติใดๆ" เธอกล่าว
ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1960 เธอได้ใช้เวลาหนึ่งปีในประเทศชิลี และ "ได้เห็นความยากจนแร้นแค้นอย่างถึงที่สุดที่นั่น"
หลังจากที่เธอกลับมายังเยอรมนี เธอมีลูก 2 คน ผ่านการหย่าร้าง และย้ายไปอยู่ในเมืองดอร์ทมุนด์ ทางเยอรมนีตะวันตกในปี ค.ศ. 1982 และทำงานเป็นนักจิตบำบัดอยู่ที่นั่น
"ในตอนนั้น ฉันต้องการที่จะเข้าใจการทำงานของจิตใจมนุษย์ แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ ฉันอยากจะทำอะไรมากกว่านั้นให้กับโลกใบนี้" เธออธิบาย
ไอเดียที่ว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 เพื่อแลกเปลี่ยนอาหารและเครื่องใช้ภายในหมู่ของคนยากจน ซึ่งเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ และคนแก่ที่ยังชีพอยู่ด้วยเงินบำนาญและนักเรียนผู้ยากไร้ตอบสนองต่อไอเดีย ที่ว่าเป็นอย่างดี
เธอเริ่มการดูแลบ้านให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับการอยู่อาศัยฟรี และเริ่มที่จะสังเกตเห็นว่า เธอสามารถดูแลความต้องการทางด้านวัตถุในชีวิตประจำวันได้โดยไม่จำเป็นต้อง ใช้จ่ายเงินแต่อย่างใด
ฮิลเด้มารี ชเวอร์เมอร์ ขณะกำลังทำงานตัดหญ้า
ปี ค.ศ. 1996 เธอได้ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ โดยลาออกจากงาน ย้ายออกจากบ้านเช่า บริจาคทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ปิดบัญชีธนาคาร ยกเลิกสัญญาประกันสุขภาพทั้งหมด และเริ่มแผนการใช้ชีวิตโดยปราศจากเงินเป็นเวลาหนึ่งปี
ชเวอร์เมอร์ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผ่านมา และหนังสือดังกล่าวก็ได้รับการตีพิมพ์และแปลเป็นภาษาอื่นๆอีกหลายภาษา เธอปรากฎตัวในรายการโทรทัศน์ งานเสวนา และเป็นตัวเอกของหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง และปัจจุบัน เธอก็กำลังเขียนหนังสือเล่มที่สามของเธออยู่
ชเวอร์เมอร์บริจาคเงินบำนาญเดือนละ 700 ยูโร (ประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ทุกเดือนให้แก่ "คนที่ต้องการมัน" และปฏิเสธที่จะคิดถึงความชราภาพของตนเอง
ตอนที่เธออาศัยอยู่ในเมืองดอร์ทมุนด์ มีร้านขายอาหารสุขภาพแห่งหนึ่งที่ให้สินค้าที่ขายไม่ได้แล้วแก่เธอ และในปัจจุบัน เธอก็มีเพื่อนที่บางครั้งบางคราวจะนำผักในสวนของเขามาให้
"แน่นอนว่า ฉันกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะไม่มีอะไรเหลืออยู่ในตู้เย็น แต่สิ่งที่ฉันชื่นชอบที่สุดเกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบนี้ก็คือ การที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น"
ชเวอร์เมอร์กล่าวว่า บางที เธออาจจะอยากสะท้อนให้คนอื่นๆเห็น ถึงวิถีการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ที่เรามีกับมนุษย์คนอื่นๆ
และในอีก 2 เดือนข้างหน้า ชเวอร์เมอร์จะคว้ากระเป๋าเดินทางใบเล็กซึ่งบรรจุทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เธอ มี เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย ที่แม้แต่เองก็ยังไม่รู้ว่าเป็นที่ใด
ที่มา: รายงาน"Happiness is: a life without money in rich Germany" โดย เอสเตลล์ เพิร์ด (เอเอฟพี)
มติชนออนไลน์ วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เอสเตลล์ เพิร์ด ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีได้เขียนรายงานเกี่ยวกับนางชเวอร์เมอร์ ว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 เป็นต้นมา นางชเวอร์เมอร์ก็ได้เริ่มใช้ชีวิตด้วยการแลกเปลี่ยนอาหารและสิ่งที่ต้องใช้ ในชีวิตประจำวันกับการทำงานตอบแทน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการของระบบเศรษฐกิจในอดีต
นางฮิลเด้มารี ชเวอร์เมอร์ เป็นชาวเมืองซึ่งอาศัยอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ที่แสนจะวัตถุ นิยมอย่างเมืองวิลเฮลม์ เฮเว่น ประเทศเยอรมนี เธอกล่าวว่า ในตอนนี้เธอยังไม่มีแผนการที่จะกลับไปในโลกของเงินเซนต์หรือเหรียญยูโรใน เวลาอันใกล้
"การเลิกใช้เงินได้มอบชีวิตที่ดีให้แก่ฉัน ทั้งอิสรภาพและความมั่งมีจากภายใน" นางชเวอร์เมอร์กล่าว
ทั้งนี้ การหันหลังให้กับวิถีบริโภคนิยมสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเศรษฐกิจอันดับ หนึ่งของยุโรป ซึ่งโดยเฉพาะในตอนนี้ ซึ่งเยอรมนีมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าบรรดาเพื่อนบ้านประเทศยุโรปอื่นๆ นั้น ส่วนหนึ่ง อาจเป็นผลมาจากการอดีตที่เธอเคยประสบมา
นางชเวอร์เมอร์เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศปรัสเซียตะวันออกขณะนั้น ตอนเป็นเด็ก เธอเป็นหนึ่งในผู้อพยพซึ่งถูกขับไล่โดยกองกำลังรัสเซีย และครอบครัวของเธอก็ได้เดินทางมาถึงเยอรมนีในสภาพที่ไม่มีแม้แต่สตางค์แดง เดียว
"ฉันเคยเห็นแล้วว่า คุณจะถูกมองเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าไร้ค่าเพียงใด เมื่อไม่มีเงินหรือทรัพย์สมบัติใดๆ" เธอกล่าว
ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1960 เธอได้ใช้เวลาหนึ่งปีในประเทศชิลี และ "ได้เห็นความยากจนแร้นแค้นอย่างถึงที่สุดที่นั่น"
หลังจากที่เธอกลับมายังเยอรมนี เธอมีลูก 2 คน ผ่านการหย่าร้าง และย้ายไปอยู่ในเมืองดอร์ทมุนด์ ทางเยอรมนีตะวันตกในปี ค.ศ. 1982 และทำงานเป็นนักจิตบำบัดอยู่ที่นั่น
"ในตอนนั้น ฉันต้องการที่จะเข้าใจการทำงานของจิตใจมนุษย์ แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ ฉันอยากจะทำอะไรมากกว่านั้นให้กับโลกใบนี้" เธออธิบาย
ไอเดียที่ว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 เพื่อแลกเปลี่ยนอาหารและเครื่องใช้ภายในหมู่ของคนยากจน ซึ่งเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ และคนแก่ที่ยังชีพอยู่ด้วยเงินบำนาญและนักเรียนผู้ยากไร้ตอบสนองต่อไอเดีย ที่ว่าเป็นอย่างดี
เธอเริ่มการดูแลบ้านให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับการอยู่อาศัยฟรี และเริ่มที่จะสังเกตเห็นว่า เธอสามารถดูแลความต้องการทางด้านวัตถุในชีวิตประจำวันได้โดยไม่จำเป็นต้อง ใช้จ่ายเงินแต่อย่างใด
ฮิลเด้มารี ชเวอร์เมอร์ ขณะกำลังทำงานตัดหญ้า
ปี ค.ศ. 1996 เธอได้ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ โดยลาออกจากงาน ย้ายออกจากบ้านเช่า บริจาคทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ปิดบัญชีธนาคาร ยกเลิกสัญญาประกันสุขภาพทั้งหมด และเริ่มแผนการใช้ชีวิตโดยปราศจากเงินเป็นเวลาหนึ่งปี
ชเวอร์เมอร์ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผ่านมา และหนังสือดังกล่าวก็ได้รับการตีพิมพ์และแปลเป็นภาษาอื่นๆอีกหลายภาษา เธอปรากฎตัวในรายการโทรทัศน์ งานเสวนา และเป็นตัวเอกของหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง และปัจจุบัน เธอก็กำลังเขียนหนังสือเล่มที่สามของเธออยู่
ชเวอร์เมอร์บริจาคเงินบำนาญเดือนละ 700 ยูโร (ประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ทุกเดือนให้แก่ "คนที่ต้องการมัน" และปฏิเสธที่จะคิดถึงความชราภาพของตนเอง
ตอนที่เธออาศัยอยู่ในเมืองดอร์ทมุนด์ มีร้านขายอาหารสุขภาพแห่งหนึ่งที่ให้สินค้าที่ขายไม่ได้แล้วแก่เธอ และในปัจจุบัน เธอก็มีเพื่อนที่บางครั้งบางคราวจะนำผักในสวนของเขามาให้
"แน่นอนว่า ฉันกังวลอยู่เหมือนกันว่าจะไม่มีอะไรเหลืออยู่ในตู้เย็น แต่สิ่งที่ฉันชื่นชอบที่สุดเกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบนี้ก็คือ การที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น"
ชเวอร์เมอร์กล่าวว่า บางที เธออาจจะอยากสะท้อนให้คนอื่นๆเห็น ถึงวิถีการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ที่เรามีกับมนุษย์คนอื่นๆ
และในอีก 2 เดือนข้างหน้า ชเวอร์เมอร์จะคว้ากระเป๋าเดินทางใบเล็กซึ่งบรรจุทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เธอ มี เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย ที่แม้แต่เองก็ยังไม่รู้ว่าเป็นที่ใด
ที่มา: รายงาน"Happiness is: a life without money in rich Germany" โดย เอสเตลล์ เพิร์ด (เอเอฟพี)
มติชนออนไลน์ วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ไทยรั้งอันดับ 11 พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียง "เซ็กซี่" ที่สุดในโลก
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับ "12 สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษที่เซ็กซี่ที่สุด" โดยการพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยติดอยู่ในอันดับที่ 11 สำหรับผลการจัดอันดับทั้งหมด มีดังนี้
อันดับที่ 12 สำเนียงอาร์เจนตินา
อันดับที่ 11 สำเนียงไทย
อันดับที่ 10 สำเนียงตรินิแดด
อันดับที่ 9 สำเนียงบราซิลเลียน-โปรตุกีส
อันดับที่ 8 สำเนียงชาวอเมริกันภาคใต้
อันดับที่ 7 สำเนียงอ๊อกซ์ฟอร์ด
อันดับที่ 6 สำเนียงไอริช
อันดับที่ 5 สำเนียงไนจีเรียน
อันดับที่ 4 สำเนียงเชค
อันดับที่ 3 สำเนียงสแปนิช
อันดับที่ 2 สำเนียงฝรั่งเศส
อันดับที่ 1 สำเนียงอิตาเลียน
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
อันดับที่ 12 สำเนียงอาร์เจนตินา
อันดับที่ 11 สำเนียงไทย
อันดับที่ 10 สำเนียงตรินิแดด
อันดับที่ 9 สำเนียงบราซิลเลียน-โปรตุกีส
อันดับที่ 8 สำเนียงชาวอเมริกันภาคใต้
อันดับที่ 7 สำเนียงอ๊อกซ์ฟอร์ด
อันดับที่ 6 สำเนียงไอริช
อันดับที่ 5 สำเนียงไนจีเรียน
อันดับที่ 4 สำเนียงเชค
อันดับที่ 3 สำเนียงสแปนิช
อันดับที่ 2 สำเนียงฝรั่งเศส
อันดับที่ 1 สำเนียงอิตาเลียน
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เผยคนไทยบริโภคยากว่า 1.3 แสนล้านบาท นำเข้ากว่า 9 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 ที่โรงแรมริชมอนด์ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางการวิจัยและพัฒนาระบบยา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แถลงข่าว “ผลวิจัยและการพัฒนาระบบการจัดทำบัญชีรายจ่ายยาแห่งชาติ” ว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมาพบเพียงร้อยละ 3-4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือค่าจีดีพี (GDP) แต่ขณะนี้สูงขึ้นถึงร้อยละ 6.5 ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนา อย่างสหรัฐอยู่ที่ร้อยละ 11
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่มาจากการบริโภคยา ซึ่งล่าสุด สวรส. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนาระบบการจัดทำบัญชียา จากการสำรวจการขึ้นทะเบียนยาของผู้ประกอบการต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552-มิถุนายน 2554 พบมูลค่าการบริโภคยาในประเทศสูงถึง 134,482,077,585 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะไม่เกินร้อยละ 20
นพ.สุวิทย์กล่าวอีกว่า ตัวเลขการบริโภคยาชี้ให้เห็นว่าค่อนข้างสูง โดยตัวเลขส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยานำเข้า 99,663.8 ล้านบาท เป็นยาภายในประเทศ 46,895.7 ล้านบาท และเมื่อนำมาหักตัวเลขส่งออกอีก 12,077.5 ล้านบาท จะทำให้ได้มูลค่ายาที่บริโภคในประเทศทั้งสิ้นกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อนำมาแยกเป็นกลุ่มๆ จะพบยา 3 กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุด คือ 1.ยาต้านการติดเชื้อ ทั้งเชื้อไวรัสเอชไอวี เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา มีมูลค่าประมาณ 26,000 ล้านบาท
“สาเหตุของมูลค่าการใช้ยาที่สูงขึ้น คือ 1.ผลจากการผูกขาดด้านยา จากการนำเรื่องระบบสิทธิบัตรยาเข้ามาใช้ 2.เรื่องของการเปลี่ยนแปลงของโรค ซึ่งปัจจุบันคนเป็นโรคเรื้อรังกันมากขึ้น ส่งผลให้จำเป็นต้องมีการบริโภคยาโดยตลอด 3.ระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการมีการใช้จ่ายยามากที่สุด และ4.การใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งหมดเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น” นพ.สุวิทย์กล่าว
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่มาจากการบริโภคยา ซึ่งล่าสุด สวรส. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนาระบบการจัดทำบัญชียา จากการสำรวจการขึ้นทะเบียนยาของผู้ประกอบการต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552-มิถุนายน 2554 พบมูลค่าการบริโภคยาในประเทศสูงถึง 134,482,077,585 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะไม่เกินร้อยละ 20
นพ.สุวิทย์กล่าวอีกว่า ตัวเลขการบริโภคยาชี้ให้เห็นว่าค่อนข้างสูง โดยตัวเลขส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยานำเข้า 99,663.8 ล้านบาท เป็นยาภายในประเทศ 46,895.7 ล้านบาท และเมื่อนำมาหักตัวเลขส่งออกอีก 12,077.5 ล้านบาท จะทำให้ได้มูลค่ายาที่บริโภคในประเทศทั้งสิ้นกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อนำมาแยกเป็นกลุ่มๆ จะพบยา 3 กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุด คือ 1.ยาต้านการติดเชื้อ ทั้งเชื้อไวรัสเอชไอวี เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา มีมูลค่าประมาณ 26,000 ล้านบาท
“สาเหตุของมูลค่าการใช้ยาที่สูงขึ้น คือ 1.ผลจากการผูกขาดด้านยา จากการนำเรื่องระบบสิทธิบัตรยาเข้ามาใช้ 2.เรื่องของการเปลี่ยนแปลงของโรค ซึ่งปัจจุบันคนเป็นโรคเรื้อรังกันมากขึ้น ส่งผลให้จำเป็นต้องมีการบริโภคยาโดยตลอด 3.ระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการมีการใช้จ่ายยามากที่สุด และ4.การใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งหมดเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น” นพ.สุวิทย์กล่าว
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
กินแอปเปิลบำรุงหัวใจ มีเปลือกอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์
นักวิจัยเมืองจิงโจ้แนะนำว่าให้บริโภคผลแอปเปิลเอาไว้ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
นักศึกษาปริญญาเอก วิชาเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยเวสเติร์น ออสเตรเลีย ได้ศึกษาคุณสมบัติของแอปเปิลในการสร้างไนตริกออกไซด์ และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งกระทบถึงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ได้พบว่า สารฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในเปลือกแอปเปิลได้ช่วยสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อรอบหัวใจผ่อนคลาย ทำให้หลอดเลือดขยายและเดินได้สะดวก
ผลการศึกษาส่อว่าแอปเปิลซึ่งอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ ช่วยในการสร้างไนตริกออกไซด์และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งบำรุงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
-----------------------
นี่ช่างสอดคล้องอย่างเหลือเชื่อกับคำกล่าวที่ว่า an apple a day keeps the doctor away.
กินแอปเปิลวันละลูกไม่ต้องไปหาหมอ อิอิ
นักศึกษาปริญญาเอก วิชาเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยเวสเติร์น ออสเตรเลีย ได้ศึกษาคุณสมบัติของแอปเปิลในการสร้างไนตริกออกไซด์ และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งกระทบถึงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ได้พบว่า สารฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในเปลือกแอปเปิลได้ช่วยสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อรอบหัวใจผ่อนคลาย ทำให้หลอดเลือดขยายและเดินได้สะดวก
ผลการศึกษาส่อว่าแอปเปิลซึ่งอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ ช่วยในการสร้างไนตริกออกไซด์และการทำงานของเยื่อบุเซลล์ ซึ่งบำรุงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
-----------------------
นี่ช่างสอดคล้องอย่างเหลือเชื่อกับคำกล่าวที่ว่า an apple a day keeps the doctor away.
กินแอปเปิลวันละลูกไม่ต้องไปหาหมอ อิอิ
ฮือฮา โชว์แผนที่ประเทศไทยบนเส้นผม
ฮือฮาโชว์ “แผนที่ประเทศไทยบนเส้นผม” ฝีมือนักวิทยาศาสตร์เนเธอร์แลนด์ มอบเป็นของขวัญให้ประเทศไทยในงาน “เทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปค ครั้งที่ 4”
เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2554 นายธนากร พละชัย รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัด “เทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปค ครั้งที่ 4” (APEC Youth Science Festival - AYSF) ระหว่างวันที่ 20 - 26 ส.ค.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร และภายในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
โดยมีนักวิทยาศาสตร์จาก 16 เขตเศรษฐกิจจากกลุ่มสมาชิกเอเปค อาทิ ไทย สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลีใต้ บรูไน อินโดนีเชีย เป็นต้น ประมาณ 666 คน เข้าร่วมงานและถือเป็นการชุมนุมนักวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดของเอเชีย เพื่อมาร่วมกันสัมมนาหัวข้อ “จากธรรมชาติสู่เทคโนโลยี - From Nature To Technology” เพื่อสร้างความตระหนักให้เยาวชนเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งผลกระทบที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจและคาดว่าจะมีผลกระทบ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างเครือข่ายในการช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อ เนื่องต่อไปในอนาคต ที่สำคัญการจัดงานเทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปค ครั้งที่ 4 นี้ ยังได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรมในคณะกรรมการอำนวย การจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ อีกด้วย
รอง ผอ.อพวช.กล่าวต่อว่า สำหรับไฮไลท์สำคัญ คือจะมีการสแกนแผนที่ประเทศไทยลงบนเส้นผมของมนุษย์ ด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการ การสร้างหรือการวิเคราะห์ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ในระดับนาโนเมตรหรือประมาณ 1-100 นาโนเมตร การนำภาพประเทศไทยลงบนเส้นผมของมนุษย์ ที่มีขนาดความกว้างประมาณ 75 ไมโครเมตร ได้ใช้เทคโนโลยีโฟกัส ไอออน บีม ที่ใช้ไอออนของธาตุแกลเลียมกวาดลงบนพื้นผิวของวัตถุ ไอออนบีมสามารถที่จะเจาะลงบนพื้นผิวของวัตถุได้ระดับนาโนเมตร ทำให้สามารถแกะสลักภาพลงบนพื้นที่ผิวที่มีขนาดเล็กมากด้วยความแม่นยำสูง
โดย นายฮันส์ ฮิลเกนแคมป์ นักฟิสิกส์จากสถาบันนาโนเทคโนโลยีเมสา มหาวิทยาลัยทเวนท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เจ้าของผลงานจะนำมามอบเป็นของขวัญสำหรับประเทศไทย ที่สำคัญ จะมีการนำเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์โซลาอิมพัลส์ขนาด 4 ที่นั่งจากประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาสำหรับอนาคตในการประหยัด พลังงานมาโชว์เป็นครั้งแรกของโลกด้วย
ทั้งนี้ เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องบินโซล่าอิมพัลส์ เป็นเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีนักบินขับเคลื่อนเครื่องเดียวในโลกที่ สามารถบินได้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่ใช้น้ำมันแม้แต่หยดเดียว ทั้งนี้ในการบินในระยะเวลา 24 ชั่วโมง แผงโซล่าเซลล์ขนาด 1 ตารางเมตร จะสามารถให้พลังงานได้โดยเฉลี่ย 40 วัตต์ (น้อยกว่าพลังงานที่ได้จากน้ำมัน 1ลิตรถึง 25 เท่า) ซึ่งพลังงานขนาด 40 วัตต์นี้จะใช้ในการรับน้ำหนักที่ใช้บินได้ 8 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าจะใช้ขับเคลื่อนเครื่องบินและนักบินที่น้ำหนักรวมกัน 1600 กิโลกรัม ต้องใช้พลังงานถึง 8 กิโลวัตต์ หรือใช้แผงโซล่าเซลล์ขนาดรวม 200 ตารางเมตร แผงความกว้างทั้งหมดของปีกโซล่าอิมพัลส์จึงประกอบด้วยแผงโซล่าเซลล์ขนาดความ ยาวกว่า 6 เมตร
ขณะที่นายโซอิจิ โนงูจิ นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานพระพิฆเนศไม้แกะสลัก เมื่อครั้งบินขึ้นสู่อวกาศ จะมาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเป็นนักบินอวกาศ และการเดินทางในอวกาศ เป็นต้น
นายธนากร กล่าวอีกว่า ภายในเทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปคจะจัดฐานการเรียนรู้ 9 ฐาน เช่น ฐานหุ่นยนต์ปลา เพื่อเรียนรู้โครงสร้างทางกายภาพและกลไกการว่ายน้ำของปลา, ฐานนักสืบสิ่งมีชีวิตเปล่งแสง เพื่อเรียนรู้กลไกการเปล่งแสงของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เป็นต้น รวมถึง การนำเสนอผลงานและกิจกรรมของนักเรียนจากประเทศต่างๆ อาทิ ชิ้นงาน สิ่งประดิษฐ์ โปสเตอร์โครงงานวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง ผลงานที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยในวันที่ 21 ส.ค.เวลา 9.30 น.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ จะเป็นประธานเปิดงานที่ไบเทค บางนา
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2554 นายธนากร พละชัย รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัด “เทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปค ครั้งที่ 4” (APEC Youth Science Festival - AYSF) ระหว่างวันที่ 20 - 26 ส.ค.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร และภายในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
โดยมีนักวิทยาศาสตร์จาก 16 เขตเศรษฐกิจจากกลุ่มสมาชิกเอเปค อาทิ ไทย สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลีใต้ บรูไน อินโดนีเชีย เป็นต้น ประมาณ 666 คน เข้าร่วมงานและถือเป็นการชุมนุมนักวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดของเอเชีย เพื่อมาร่วมกันสัมมนาหัวข้อ “จากธรรมชาติสู่เทคโนโลยี - From Nature To Technology” เพื่อสร้างความตระหนักให้เยาวชนเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งผลกระทบที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกฝ่ายกำลังให้ความสนใจและคาดว่าจะมีผลกระทบ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างเครือข่ายในการช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อ เนื่องต่อไปในอนาคต ที่สำคัญการจัดงานเทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปค ครั้งที่ 4 นี้ ยังได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรมในคณะกรรมการอำนวย การจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ อีกด้วย
รอง ผอ.อพวช.กล่าวต่อว่า สำหรับไฮไลท์สำคัญ คือจะมีการสแกนแผนที่ประเทศไทยลงบนเส้นผมของมนุษย์ ด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการ การสร้างหรือการวิเคราะห์ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ในระดับนาโนเมตรหรือประมาณ 1-100 นาโนเมตร การนำภาพประเทศไทยลงบนเส้นผมของมนุษย์ ที่มีขนาดความกว้างประมาณ 75 ไมโครเมตร ได้ใช้เทคโนโลยีโฟกัส ไอออน บีม ที่ใช้ไอออนของธาตุแกลเลียมกวาดลงบนพื้นผิวของวัตถุ ไอออนบีมสามารถที่จะเจาะลงบนพื้นผิวของวัตถุได้ระดับนาโนเมตร ทำให้สามารถแกะสลักภาพลงบนพื้นที่ผิวที่มีขนาดเล็กมากด้วยความแม่นยำสูง
โดย นายฮันส์ ฮิลเกนแคมป์ นักฟิสิกส์จากสถาบันนาโนเทคโนโลยีเมสา มหาวิทยาลัยทเวนท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เจ้าของผลงานจะนำมามอบเป็นของขวัญสำหรับประเทศไทย ที่สำคัญ จะมีการนำเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์โซลาอิมพัลส์ขนาด 4 ที่นั่งจากประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาสำหรับอนาคตในการประหยัด พลังงานมาโชว์เป็นครั้งแรกของโลกด้วย
ทั้งนี้ เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องบินโซล่าอิมพัลส์ เป็นเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีนักบินขับเคลื่อนเครื่องเดียวในโลกที่ สามารถบินได้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่ใช้น้ำมันแม้แต่หยดเดียว ทั้งนี้ในการบินในระยะเวลา 24 ชั่วโมง แผงโซล่าเซลล์ขนาด 1 ตารางเมตร จะสามารถให้พลังงานได้โดยเฉลี่ย 40 วัตต์ (น้อยกว่าพลังงานที่ได้จากน้ำมัน 1ลิตรถึง 25 เท่า) ซึ่งพลังงานขนาด 40 วัตต์นี้จะใช้ในการรับน้ำหนักที่ใช้บินได้ 8 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าจะใช้ขับเคลื่อนเครื่องบินและนักบินที่น้ำหนักรวมกัน 1600 กิโลกรัม ต้องใช้พลังงานถึง 8 กิโลวัตต์ หรือใช้แผงโซล่าเซลล์ขนาดรวม 200 ตารางเมตร แผงความกว้างทั้งหมดของปีกโซล่าอิมพัลส์จึงประกอบด้วยแผงโซล่าเซลล์ขนาดความ ยาวกว่า 6 เมตร
ขณะที่นายโซอิจิ โนงูจิ นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานพระพิฆเนศไม้แกะสลัก เมื่อครั้งบินขึ้นสู่อวกาศ จะมาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเป็นนักบินอวกาศ และการเดินทางในอวกาศ เป็นต้น
นายธนากร กล่าวอีกว่า ภายในเทศกาลวิทยาศาสตร์เยาวชนเอเปคจะจัดฐานการเรียนรู้ 9 ฐาน เช่น ฐานหุ่นยนต์ปลา เพื่อเรียนรู้โครงสร้างทางกายภาพและกลไกการว่ายน้ำของปลา, ฐานนักสืบสิ่งมีชีวิตเปล่งแสง เพื่อเรียนรู้กลไกการเปล่งแสงของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เป็นต้น รวมถึง การนำเสนอผลงานและกิจกรรมของนักเรียนจากประเทศต่างๆ อาทิ ชิ้นงาน สิ่งประดิษฐ์ โปสเตอร์โครงงานวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง ผลงานที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยในวันที่ 21 ส.ค.เวลา 9.30 น.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ จะเป็นประธานเปิดงานที่ไบเทค บางนา
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
ยอมรับรัฐบาลโกง ต้นเหตุคนไทยไม่เพียงพอ
น่าเศร้า! โพลแฉคนไทยหลอกตัวเองใช้ชีวิต “พอเพียง” แต่ไม่เพียงพอ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ทัศนคติยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย...
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง การใช้ชีวิตพอเพียง กับความสุขของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนที่มี อายุ 18-60 ปี ใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,270 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการวันที่ 1 - 18 สิงหาคม ที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ตอบว่า ตนเองใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่เมื่อวิเคราะห์ดัชนีการใช้ชีวิตของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.2 ไม่ได้ใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง มีเพียงร้อยละ 28.8 ที่ใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ผลสำรวจพบ 5 เหตุปัจจัยของการใช้ชีวิตแบบ “ไม่” พอเพียงของประชาชน ได้แก่ ทัศนคติยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย โดยพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.0 คิดว่า การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ และร้อยละ 55.2 คิดว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นด้วยกันทั้งนั้น แต่บางรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแล้ว ตนเองได้รับผลประโยชน์ด้วย ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ในขณะที่ร้อยละ 43.2 คิดอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ ไม่ต้องวางแผนจับจ่ายใช้สอยอะไร ร้อยละ 43.0 หลังซื้อสินค้ามาแล้วมักพบว่าตนเองไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าใดนัก และร้อยละ 43.0 ระบุในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมายังเล่นพนัน ซื้อหวยใต้ดิน และอบายมุข อื่นๆ
ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.5 จะเดือดร้อนต้องพึ่งพาคนอื่น ถ้าไม่มีรายได้เดือนนี้ ในขณะที่ร้อยละ 36.5 ระบุไม่เดือดร้อนยังอยู่ได้ด้วยตนเอง ที่น่าสนใจ พบว่า กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง จะมีความสุขมากกว่า คนที่ไม่ใช้ชีวิตแบบพอเพียงแท้จริง มีความสุขสูงกว่าถึง 4 เท่า
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง การใช้ชีวิตพอเพียง กับความสุขของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนที่มี อายุ 18-60 ปี ใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,270 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการวันที่ 1 - 18 สิงหาคม ที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ตอบว่า ตนเองใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่เมื่อวิเคราะห์ดัชนีการใช้ชีวิตของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.2 ไม่ได้ใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง มีเพียงร้อยละ 28.8 ที่ใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ผลสำรวจพบ 5 เหตุปัจจัยของการใช้ชีวิตแบบ “ไม่” พอเพียงของประชาชน ได้แก่ ทัศนคติยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย โดยพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.0 คิดว่า การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ และร้อยละ 55.2 คิดว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นด้วยกันทั้งนั้น แต่บางรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแล้ว ตนเองได้รับผลประโยชน์ด้วย ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ในขณะที่ร้อยละ 43.2 คิดอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ ไม่ต้องวางแผนจับจ่ายใช้สอยอะไร ร้อยละ 43.0 หลังซื้อสินค้ามาแล้วมักพบว่าตนเองไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าใดนัก และร้อยละ 43.0 ระบุในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมายังเล่นพนัน ซื้อหวยใต้ดิน และอบายมุข อื่นๆ
ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.5 จะเดือดร้อนต้องพึ่งพาคนอื่น ถ้าไม่มีรายได้เดือนนี้ ในขณะที่ร้อยละ 36.5 ระบุไม่เดือดร้อนยังอยู่ได้ด้วยตนเอง ที่น่าสนใจ พบว่า กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง จะมีความสุขมากกว่า คนที่ไม่ใช้ชีวิตแบบพอเพียงแท้จริง มีความสุขสูงกว่าถึง 4 เท่า
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554
Wednesday, August 17, 2011
หมิ่นประมาท: defamation
การหมิ่นประมาท นั้น มีความผิด ที่เรียกว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือ defamation เพราะ ถือว่า เป็นการสบประมาท การทำให้เสียชื่อเสียง ถือเป็นการใส่ร้าย ถึงแม้ว่า จะเป็นเรื่องจริงก็ตาม แต่เราไม่มีสิทธิ์ไปพูดให้คนอื่นเสียหายในการเข้าสังคม
การทำให้คนอื่นเสียหาย (Act of injuring another's reputation) ด้วยการพูดหรือการเขียน จึงถือเป็น การหมิ่นประมาท
การฟ้องฐานหมิ่นประมาท นั้น เรียกว่า bring an action for defamation
ถ้าคุณถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาท ก็จะเรียกว่า be charged with defamation เช่น
ผู้หญิงที่อ้างว่าถูกข่มขืนถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาท Rape claim woman is charged with defamation. (หรือ Rape accusation woman is charged with defamation)
พนักงานรับโทรศัพท์ไอทูนของบริษัทแอฟเปิล ได้รับหน้าที่ให้ฟ้องตามกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทกับบริษัทเวียคอม iTunes operator Apple Inc. is charged as an accomplice in a new defamation lawsuit filed against Viacom
defamation insurance การประกันภัยการหมิ่นประมาท
Dr.SoS
การทำให้คนอื่นเสียหาย (Act of injuring another's reputation) ด้วยการพูดหรือการเขียน จึงถือเป็น การหมิ่นประมาท
การฟ้องฐานหมิ่นประมาท นั้น เรียกว่า bring an action for defamation
ถ้าคุณถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาท ก็จะเรียกว่า be charged with defamation เช่น
ผู้หญิงที่อ้างว่าถูกข่มขืนถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาท Rape claim woman is charged with defamation. (หรือ Rape accusation woman is charged with defamation)
พนักงานรับโทรศัพท์ไอทูนของบริษัทแอฟเปิล ได้รับหน้าที่ให้ฟ้องตามกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทกับบริษัทเวียคอม iTunes operator Apple Inc. is charged as an accomplice in a new defamation lawsuit filed against Viacom
defamation insurance การประกันภัยการหมิ่นประมาท
Dr.SoS
อยากอยู่คอนโด-เพลิงพิโรธเผาคอนโดหรูกลางกรุง
สุดระทึก เพลิงไหม้คอนโดหรูสูง 29 ชั้น กลางกรุง ผู้อาศัยหนีตายกันจ้าละหวั่น แต่ 5 รายสำลักควันต้องหามส่ง รพ.
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 17 ส.ค. 2554 ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ ทองชะนะ พงส.(สบ.1) สน.ทองหล่อ รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ เลอรัฟฟิเน่ คอนโดมิเนียม เลขที่ 52/1-52/57 ซอยสุขุมวิท 24 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อม รถน้ำดับเพลิงหน่วยบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และร่วมกตัญญู จำนวน 20 คัน ที่เกิดเหตุเป็นอาคารที่พักอาศัยสูง 26 ชั้น แบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนเอ และโซนบี พบแสงเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งจากห้อง ชั้นที่ 18 โซน บี และพักอาศัยติดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงประสานกับผู้ดูแลอาคาร เพื่อขึ้นไปช่วยลำเลียงผู้ติดค้างออกมา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย เป็นผู้ใหญ่ 3 ราย เด็ก 2 ราย ซึ่งทั้งหมดพักอาศัยอยู่บนชั้น 24 และพยายามหนีตายทางบันไดหนีไฟแต่ไม่วายสำลักควันไฟ จนต้อง นำส่ง รพ.สมิติเวช แต่เนื่องจากจุดที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง ทำให้แรงดันน้ำจากรถดับเพลิงขึ้นไปไม่ถึง เจ้าหน้าที่ต้องนำรถน้ำขึ้นไปบนอาคาร ก่อนระดมฉีดน้ำเลี้ยงด้านนอกของตัวอาคารไม่ให้เพลิงลุกลาม และปล่อยให้เปลวเพลิงมอดไปเอง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง จึงควบคุมตัวไว้ได้ ส่วนสาเหตุและค่าเสียหายอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ เพลิงพิโรธเผาคอนโดหรูกลางกรุง วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2554
----------------
อยากอยู่ม๊ะคอนโด เกือบเป็นผีเฝ้าคอนโดซะแย้วตู ..
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 17 ส.ค. 2554 ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ ทองชะนะ พงส.(สบ.1) สน.ทองหล่อ รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ เลอรัฟฟิเน่ คอนโดมิเนียม เลขที่ 52/1-52/57 ซอยสุขุมวิท 24 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อม รถน้ำดับเพลิงหน่วยบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และร่วมกตัญญู จำนวน 20 คัน ที่เกิดเหตุเป็นอาคารที่พักอาศัยสูง 26 ชั้น แบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนเอ และโซนบี พบแสงเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งจากห้อง ชั้นที่ 18 โซน บี และพักอาศัยติดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงประสานกับผู้ดูแลอาคาร เพื่อขึ้นไปช่วยลำเลียงผู้ติดค้างออกมา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย เป็นผู้ใหญ่ 3 ราย เด็ก 2 ราย ซึ่งทั้งหมดพักอาศัยอยู่บนชั้น 24 และพยายามหนีตายทางบันไดหนีไฟแต่ไม่วายสำลักควันไฟ จนต้อง นำส่ง รพ.สมิติเวช แต่เนื่องจากจุดที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง ทำให้แรงดันน้ำจากรถดับเพลิงขึ้นไปไม่ถึง เจ้าหน้าที่ต้องนำรถน้ำขึ้นไปบนอาคาร ก่อนระดมฉีดน้ำเลี้ยงด้านนอกของตัวอาคารไม่ให้เพลิงลุกลาม และปล่อยให้เปลวเพลิงมอดไปเอง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง จึงควบคุมตัวไว้ได้ ส่วนสาเหตุและค่าเสียหายอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ เพลิงพิโรธเผาคอนโดหรูกลางกรุง วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2554
----------------
อยากอยู่ม๊ะคอนโด เกือบเป็นผีเฝ้าคอนโดซะแย้วตู ..
Tuesday, August 2, 2011
AISควงเครดิตบูโร ฟัน บ.ทวงหนี้มือถือ-นิสัยเสียขู่ลูกค้า
เอไอเอส ร่วมกับ เครดิตบูโร เอาผิดกับบริษัทรับจ้างติดตามหนี้ที่มีพฤติกรรมข่มขู่ลูกค้า และอ้างว่าชื่อจะติดแบล็คลิสต์ออนไลน์หากไม่จ่ายเงินตามกำหนด เล็งดำเนินการตามกฎหมาย เร่งสร้างความเข้าใจกับลูกค้า...
หลังจากมีกระแสข่าวผู้บริโภคร้องเรียนกรณีถูกบริษัทติดตามหนี้ดำเนินการในลักษณะข่มขู่ และแจ้งว่าการค้างชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นอาจทำให้มีชื่อแบล็คลิสต์ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ล่าสุด เครดิตบูโร ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส แถลงข่าวการสร้างมาตรฐานใหม่ในการติดตามทวงถามหนี้ค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ใช้บริการ
โดยเครดิตบูโร ร่วมกับ เอไอเอส เพื่อสอบสวนการกระทำดังกล่าวและพบว่ามีการกระทำดังกล่าวจริง จึงมีข้อสรุปให้ 1.ยกเลิกการว่าจ้าง กับบริษัทภายนอกที่รับจ้างดำเนินการติดตามหนี้ผู้ใช้บริการที่ค้างชำระที่กระทำผิด และจะไม่ทำธุรกิจกับผู้รับจ้างรายดังกล่าวทั้งที่เป็นตัวบุคคล / บริษัทอีกในอนาคตไม่ว่าจะเป็นงานอื่นใด 2.พิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมาย 3. ร่วมกันกับเครดิตบูโรแจ้งแก่ประชาชน ให้ได้รับทราบในสิ่งที่ถูกต้องว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด และ 4.เครดิตบูโรจะส่งเรื่องให้สภาทนายความพิจารณา หากผู้ดำเนินการนั้นเป็นสมาชิกสภาทนายความ
นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ว่าจ้างให้บริษัทภายนอกดำเนินการติดตามหนี้ผู้ใช้บริการที่ค้างชำระ โดยที่ผ่านมาได้มีบางบริษัทใช้ถ้อยคำหรือข้อความกล่าวอ้างถึงบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้ถูกติดตามทวงถามหนี้เข้าใจผิดว่าการค้างชำระค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นจะถูกเป็นแบล็คลิสต์ในเครดิตบูโร บริษัทฯ จึงมีความเห็นว่าควรต้องแจ้งแก่ประชาชนให้ได้รับทราบว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง
“อย่างไรก็ตาม เราได้ดำเนินการยกเลิกการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป ทั้งยังได้ออกจดหมายแจ้งเตือนไปยังบริษัทอื่นๆ ให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้ผู้ถูกทวงถามหนี้เข้าใจผิดในลักษณะดังกล่าวได้ ซึ่งหากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกดำเนินการยกเลิกการว่าจ้างและพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ออกจดหมายถึงผู้ใช้บริการที่ค้างชำระและถูกทวงถามหนี้จากบริษัทดังกล่าวนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน” นางวิไล กล่าว
ด้าน นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร กล่าวว่า ทั้งเครดิตบูโรและเอไอเอสต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน การรักษามาตรฐานการเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม เราจะไม่ต่อรองกับการกระทำลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนกับอุตสาหกรรมว่า ผู้นำในอุตสาหกรรมการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ยกระดับมาตรฐานการดำเนินการ ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับบริษัทที่ดำเนินการอย่างขาดความรับผิดชอบ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 2 สิงหาคม 2554
----------------
ร่วมสร้างมาตรฐานการให้บริการ ทำประเทศไทยให้น่าอยู่
หลังจากมีกระแสข่าวผู้บริโภคร้องเรียนกรณีถูกบริษัทติดตามหนี้ดำเนินการในลักษณะข่มขู่ และแจ้งว่าการค้างชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นอาจทำให้มีชื่อแบล็คลิสต์ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ล่าสุด เครดิตบูโร ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส แถลงข่าวการสร้างมาตรฐานใหม่ในการติดตามทวงถามหนี้ค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ใช้บริการ
โดยเครดิตบูโร ร่วมกับ เอไอเอส เพื่อสอบสวนการกระทำดังกล่าวและพบว่ามีการกระทำดังกล่าวจริง จึงมีข้อสรุปให้ 1.ยกเลิกการว่าจ้าง กับบริษัทภายนอกที่รับจ้างดำเนินการติดตามหนี้ผู้ใช้บริการที่ค้างชำระที่กระทำผิด และจะไม่ทำธุรกิจกับผู้รับจ้างรายดังกล่าวทั้งที่เป็นตัวบุคคล / บริษัทอีกในอนาคตไม่ว่าจะเป็นงานอื่นใด 2.พิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมาย 3. ร่วมกันกับเครดิตบูโรแจ้งแก่ประชาชน ให้ได้รับทราบในสิ่งที่ถูกต้องว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด และ 4.เครดิตบูโรจะส่งเรื่องให้สภาทนายความพิจารณา หากผู้ดำเนินการนั้นเป็นสมาชิกสภาทนายความ
นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ว่าจ้างให้บริษัทภายนอกดำเนินการติดตามหนี้ผู้ใช้บริการที่ค้างชำระ โดยที่ผ่านมาได้มีบางบริษัทใช้ถ้อยคำหรือข้อความกล่าวอ้างถึงบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้ถูกติดตามทวงถามหนี้เข้าใจผิดว่าการค้างชำระค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นจะถูกเป็นแบล็คลิสต์ในเครดิตบูโร บริษัทฯ จึงมีความเห็นว่าควรต้องแจ้งแก่ประชาชนให้ได้รับทราบว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง
“อย่างไรก็ตาม เราได้ดำเนินการยกเลิกการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป ทั้งยังได้ออกจดหมายแจ้งเตือนไปยังบริษัทอื่นๆ ให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้ผู้ถูกทวงถามหนี้เข้าใจผิดในลักษณะดังกล่าวได้ ซึ่งหากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกดำเนินการยกเลิกการว่าจ้างและพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ออกจดหมายถึงผู้ใช้บริการที่ค้างชำระและถูกทวงถามหนี้จากบริษัทดังกล่าวนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน” นางวิไล กล่าว
ด้าน นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร กล่าวว่า ทั้งเครดิตบูโรและเอไอเอสต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน การรักษามาตรฐานการเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม เราจะไม่ต่อรองกับการกระทำลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนกับอุตสาหกรรมว่า ผู้นำในอุตสาหกรรมการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ยกระดับมาตรฐานการดำเนินการ ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับบริษัทที่ดำเนินการอย่างขาดความรับผิดชอบ
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 2 สิงหาคม 2554
----------------
ร่วมสร้างมาตรฐานการให้บริการ ทำประเทศไทยให้น่าอยู่
Friday, July 29, 2011
ราชการไทยยังไม่หมดยุคทำงานบบขอไปที: ยังไม่ได้รับรายงาน ยังไม่มีใครร้องเรียน
การทำงานสไตล์คนไทยแบบขอไปที เช้าชามเย็นครึ่งชาม ต่างชาติเขาไปดวงจันทร์เป็นร้อยๆครั้ง มีดาวเทียมหมุนรอบโลกจนเวียนหัวไปหมด แต่ราชการไทยยังเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการ ไปจนถึงรองผู้ว่า ผู้ว่า รองปลัด ปลัด และพวกรัฐมนตรีตัวดี รวมถึงนายกฯ ด้วย ชอบนัก บอกว่า "ยังไม่ได้รับรายงาน" "ยังไม่มีใครร้องเรียน" ต้องให้คนมันตายมันเดือดร้อนกันไปทั่วถ้วนหน้าก่อนหรือไง "ทำงานเชิงรุก" เป็นหรือเปล่า ถ้าไม่เป็น ก็รีบๆลาออกไปซะ อย่าอยู่เกะกะ ให้คนที่ทำเป็น อยากบริการประชาชนด้วยความเต็มใจ ไม่อยากมีผลประโยชน์ทับซ้อน เข้ามาทำงานแทนท่าน อย่าคิดว่าท่านเก่งคนเดียว คนอื่น ๆ ก็เก่งเหมือนกัน หรืิออาจจะเก่งกว่าท่านซะอีก
หรือ ถ้าอยากได้รายงานเร่งด่วน เปิดราชการ facebook ซะสิิ เดี๋ยวก็มีคนรายงาน ทำงานให้คุ้มภาษีชาวบ้านบ้าง
ทำงานเชิงรุกเป็นไหม
คิดนอกกรอบเป็นมั๊ย
แหม..ตอนเงินก็อยากให้ขึ้นมากๆ แต่ตอนทำงานห่วยแตกซะไม่มีดี
ไม่อยากเทียบกับหมา เพราะมันขยันกว่าเยอะ ไม่อู้ ไม่บ่น
ที่มา: forwarded mail
หรือ ถ้าอยากได้รายงานเร่งด่วน เปิดราชการ facebook ซะสิิ เดี๋ยวก็มีคนรายงาน ทำงานให้คุ้มภาษีชาวบ้านบ้าง
ทำงานเชิงรุกเป็นไหม
คิดนอกกรอบเป็นมั๊ย
แหม..ตอนเงินก็อยากให้ขึ้นมากๆ แต่ตอนทำงานห่วยแตกซะไม่มีดี
ไม่อยากเทียบกับหมา เพราะมันขยันกว่าเยอะ ไม่อู้ ไม่บ่น
ที่มา: forwarded mail
Thursday, July 28, 2011
สารหนูในกุ้งแห้ง
คนไทย ถ้าอยากมีสุขภาพดี ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่ทานอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย เท่านี้ก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง และสามารถยืดอายุไปได้อีก 5–10 ปี
สำหรับคนไทยแล้ว อาหาร 5 หมู่นั้น ต้องมีไอโอดีนด้วย
ซึ่งไอโอดีนที่มีประโยชน์มักพบอยู่ในเนื้อสัตว์ทะเลตามธรรมชาติ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา
ทว่า ในอาหารทะเลนอกจากมีประโยชน์แล้ว ควรระวังอันตราย ที่อาจเกิดจากสารปนเปื้อนที่อาจพบได้ในอาหารทะเลด้วย เช่น สารหนู
ซึ่งเป็นสารที่พบได้จากพื้นดิน รวมถึงแหล่งต่างๆ สารหนูในธรรมชาติเหล่านี้มักพบได้จากการระเบิดของภูเขาไฟ การเผาถ่านหิน การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น
เมื่อสิ่งเหล่านี้ปะปนลงสู่แม่น้ำ หรือทะเล โอกาสที่สัตว์น้ำต่างๆจะได้รับสารหนูปนเปื้อนจึงเป็นไปได้สูง เมื่อร่างกายสัตว์น้ำกำจัดสารหนูออกไปไม่หมดก็จะสะสมเก็บไว้ เมื่อคนนำสัตว์น้ำมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน ก็จะได้สารหนูต่อเป็นทอดๆ
ซึ่งหากร่างกายได้รับสารหนูติดต่อเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเป็นแผลหรือเป็นรูที่ช่องจมูก ผิวหนังหนาขึ้น มีรอยด่างดำที่ผิวหนัง อาจมีเส้นสีขาวบนเล็บ ชาตามปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลียที่แขนและขา
กุ้งแห้ง นับเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่คอลัมน์มันมากับอาหาร ทำการสุ่มตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์ ก็จะตรวจพบว่ามีสารหนูปนเปื้อนแทบทุกครั้ง
วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างกุ้งแห้งอีกครั้ง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารหนู ซึ่งผลก็เหมือนเดิมคือ พบสารหนูปนเปื้อนทั้ง 5 ตัวอย่าง
แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะยังไม่เกินมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขไทย ที่กำหนดให้มีสารหนูปนเปื้อนได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม
วันนี้ กินกุ้งแห้งยังปลอดภัยอยู่ ถ้ากินแต่พอดี
ที่มา: ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 22 กรกฎาคม 2554
สำหรับคนไทยแล้ว อาหาร 5 หมู่นั้น ต้องมีไอโอดีนด้วย
ซึ่งไอโอดีนที่มีประโยชน์มักพบอยู่ในเนื้อสัตว์ทะเลตามธรรมชาติ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา
ทว่า ในอาหารทะเลนอกจากมีประโยชน์แล้ว ควรระวังอันตราย ที่อาจเกิดจากสารปนเปื้อนที่อาจพบได้ในอาหารทะเลด้วย เช่น สารหนู
ซึ่งเป็นสารที่พบได้จากพื้นดิน รวมถึงแหล่งต่างๆ สารหนูในธรรมชาติเหล่านี้มักพบได้จากการระเบิดของภูเขาไฟ การเผาถ่านหิน การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น
เมื่อสิ่งเหล่านี้ปะปนลงสู่แม่น้ำ หรือทะเล โอกาสที่สัตว์น้ำต่างๆจะได้รับสารหนูปนเปื้อนจึงเป็นไปได้สูง เมื่อร่างกายสัตว์น้ำกำจัดสารหนูออกไปไม่หมดก็จะสะสมเก็บไว้ เมื่อคนนำสัตว์น้ำมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน ก็จะได้สารหนูต่อเป็นทอดๆ
ซึ่งหากร่างกายได้รับสารหนูติดต่อเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเป็นแผลหรือเป็นรูที่ช่องจมูก ผิวหนังหนาขึ้น มีรอยด่างดำที่ผิวหนัง อาจมีเส้นสีขาวบนเล็บ ชาตามปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลียที่แขนและขา
กุ้งแห้ง นับเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่คอลัมน์มันมากับอาหาร ทำการสุ่มตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์ ก็จะตรวจพบว่ามีสารหนูปนเปื้อนแทบทุกครั้ง
วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างกุ้งแห้งอีกครั้ง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารหนู ซึ่งผลก็เหมือนเดิมคือ พบสารหนูปนเปื้อนทั้ง 5 ตัวอย่าง
แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะยังไม่เกินมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขไทย ที่กำหนดให้มีสารหนูปนเปื้อนได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม
วันนี้ กินกุ้งแห้งยังปลอดภัยอยู่ ถ้ากินแต่พอดี
ที่มา: ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 22 กรกฎาคม 2554
ไส้กรอกไก่ ใส่ดินประสิว
รู้มั้ยว่า ในอาหารสำเร็จรูปที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มีส่วนผสมที่ไม่ใช่อาหารปะปนอยู่ด้วย เช่น สารกันเสีย สารกันบูด สารกันรา สีผสมอาหาร
สารที่ใช้ในอาหารส่วนใหญ่นี้ ผู้ประกอบการมักจะเลือกใช้ด้วยความเคยชิน ใส่ในปริมาณที่เคยใส่ กะเอา ไม่มีการคำนวณ ชั่งตวงวัด ที่รู้ปริมาณที่แน่นอน หยิบได้เท่าไร ใส่เท่านั้น จนลืมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค
ดินประสิว เป็นสารกันเสียที่นิยมใช้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม กุนเชียง แหนม หมูยอ ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อยืดอายุ และทำให้มีสีสันออกแดงหรือชมพู ชวนให้น่ารับประทาน
กฎหมายบ้านเราอนุญาตให้ใช้ดินประสิวผสมในอาหารได้ แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด
ทว่า ผู้ผลิตบางรายนำดินประสิวมาใช้เพื่อปิดสภาพที่แท้จริง หรือปกปิดสีที่เกิดจากการเน่าเสียของเนื้อสัตว์ให้ดูมีสีแดง ชมพูเหมือนธรรมชาติของเนื้อสัตว์ เพื่อผู้บริโภคอย่างเราๆ คิดว่าเป็นของสดใหม่น่าซื้อ อันตรายของดินประสิวคือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำปฏิกิริยากับเอมีน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากในเนื้อสัตว์แล้วทำให้เกิดสาร ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
แน่นอนว่า ผู้บริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งจึงมีสูง
ยังไม่นับอาการอื่นๆที่เกิดจากการได้รับดินประสิวมากเกินไป เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
วันนี้ สถาบันอาหารจึงสุ่มตัวอย่างไส้กรอกไก่ ที่จำหน่ายในตลาดจำนวน 5 ตัวอย่าง วิเคราะห์หาการตกค้างของดินประสิว
ปรากฏว่า พบตกค้างทุกตัวอย่าง
แต่ยังไม่เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนดจึงยังปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าใน 1 วัน กินหลายๆครั้ง หรือกินมากกว่า 1 กิโลกรัม ก็ไม่แน่ว่าจะปลอดภัย
อย่าซื้ออาหารที่มีสีแดงผิดธรรมชาติ ไม่กินอาหารซ้ำชนิดกันบ่อยครั้ง ปลอดภัยแน่นอน
ที่มา: ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 29 กรกฎาคม 2554
สารที่ใช้ในอาหารส่วนใหญ่นี้ ผู้ประกอบการมักจะเลือกใช้ด้วยความเคยชิน ใส่ในปริมาณที่เคยใส่ กะเอา ไม่มีการคำนวณ ชั่งตวงวัด ที่รู้ปริมาณที่แน่นอน หยิบได้เท่าไร ใส่เท่านั้น จนลืมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค
ดินประสิว เป็นสารกันเสียที่นิยมใช้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม กุนเชียง แหนม หมูยอ ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อยืดอายุ และทำให้มีสีสันออกแดงหรือชมพู ชวนให้น่ารับประทาน
กฎหมายบ้านเราอนุญาตให้ใช้ดินประสิวผสมในอาหารได้ แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด
ทว่า ผู้ผลิตบางรายนำดินประสิวมาใช้เพื่อปิดสภาพที่แท้จริง หรือปกปิดสีที่เกิดจากการเน่าเสียของเนื้อสัตว์ให้ดูมีสีแดง ชมพูเหมือนธรรมชาติของเนื้อสัตว์ เพื่อผู้บริโภคอย่างเราๆ คิดว่าเป็นของสดใหม่น่าซื้อ อันตรายของดินประสิวคือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำปฏิกิริยากับเอมีน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากในเนื้อสัตว์แล้วทำให้เกิดสาร ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
แน่นอนว่า ผู้บริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งจึงมีสูง
ยังไม่นับอาการอื่นๆที่เกิดจากการได้รับดินประสิวมากเกินไป เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
วันนี้ สถาบันอาหารจึงสุ่มตัวอย่างไส้กรอกไก่ ที่จำหน่ายในตลาดจำนวน 5 ตัวอย่าง วิเคราะห์หาการตกค้างของดินประสิว
ปรากฏว่า พบตกค้างทุกตัวอย่าง
แต่ยังไม่เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนดจึงยังปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าใน 1 วัน กินหลายๆครั้ง หรือกินมากกว่า 1 กิโลกรัม ก็ไม่แน่ว่าจะปลอดภัย
อย่าซื้ออาหารที่มีสีแดงผิดธรรมชาติ ไม่กินอาหารซ้ำชนิดกันบ่อยครั้ง ปลอดภัยแน่นอน
ที่มา: ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 29 กรกฎาคม 2554
บ.เหล้ายักษ์ใหญ่จ่ายค่าระงับคดี ติดสินบนเจ้าหน้าที่ 'ไทย-อินเดีย-เกาหลีใต้'
“ดิอาจิโอ พีแอลซี” บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของโลก อย่างสก็อตช์วิสกี้ “จอห์นนี่ วอล์คเกอร์” และ “วินเซอร์” ตกลงจ่ายเงิน 492 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าข้อตกลงระงับคดี หลังถูกตั้งข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดีย เกาหลีใต้ และไทย มานาน 6 ปี...
สำนักข่าวเอพีและเอเอฟพี รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (เอสอีซี) เมื่อวันพุธที่ 27 ก.ค.ว่า “ดิอาจิโอ พีแอลซี” (Diageo PLC) บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของโลก รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ๆ อย่างสก็อตช์วิสกี้ “จอห์นนี่ วอล์คเกอร์” และ “วินเซอร์” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตกลงจ่ายเงินถึง 16.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 492 ล้านบาท) ให้ทางการสหรัฐฯ เพื่อเป็นค่าข้อตกลงระงับคดี หลังถูกตั้งข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดีย เกาหลีใต้ และไทย
นาย สก็อตต์ ฟรายสตัด รองผู้อำนวยการแผนกบังคับคดีของเอสอีซีแถลงที่กรุงวอชิงตันว่า ดิอาจิโอ พีแอลซี และบริษัทลูก จ่ายสินบนกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์ (กว่า 81 ล้านบาท) ให้เจ้าหน้าท่ีรัฐบาลต่างชาติ เป็นเวลา 6 ปี ในช่วงปี 2546-2552 โดยในช่วงปี 2549-2552 จ่ายเงินกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ (กว่า 51 ล้านบาท) ให้กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียซึ่งรับผิดชอบด้านการจัดซื้อหรืออนุมัติ การจัดจำหน่ายเครื่องดื่มของดิอาจิโอในอินเดีย
กรณีเกาหลีใต้ ดิอาจิโอฯ จ่ายเงิน 100 ล้านวอนหรือ 86,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,580,000 บาท) ให้เจ้าหน้าที่ด้านภาษีศุลกากรของเกาหลีใต้คนหนึ่ง เพื่อให้ช่วยเรื่องการคืนเงินภาษี อีกทั้งจ่ายค่าเดินทางและค่าเลี้ยงดูปูเสื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลคนอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจรจาด้านภาษีกับดิอาจิโอ นอกจากนี้ ยังจ่ายเงินค่าของขวัญเป็นประจำหลายร้อยครั้งให้เจ้าหน้าท่ีกองทัพเกาหลีใต้ เพื่อให้ได้รับและคงไว้ซึ่งธุรกิจของตนในเกาหลีใต้
ขณะที่ในประเทศ ไทย ดิอาจิโอฯ จ่ายเงินประมาณ 600,000 ดอลลาร์ ( ประมาณ 18,000,000 บาท) ให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยระดับสูงคนหนึ่ง ในช่วงปี 2547-2551 เพื่อให้ช่วยวิ่งเต้นในการสู้คดีด้านภาษีและศุลกากรหลายคดี แต่นายฟรายสตัดไม่เปิดเผยช่ือเจ้าหน้าที่ผู้รับสินบนเหล่านี้
ดิอาจิ โจฯ เปิดเผยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2552 ว่าบริษัทของตนถูกเอสอีซีสอบสวนในข้อหาละเมิดกฎหมายป้องกันการคอรัปชั่นใน ต่างประเทศของสหรัฐฯ (เอฟซีพีเอ) และการตกลงจ่ายเงิน 16.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครั้งนี้ก็เพื่อเป็นค่าข้อตกลงให้ทางการสหรัฐฯ ระงับคดีติดสินบนดังกล่าว โดยเงินที่ดิอาจิโอยอมจ่าย แบ่งเป็นเงินชดใช้ความผิดและดอกเบี้ย 13.3 ล้านดอลลาร์ และเป็นค่าปรับอีก 3 ล้านดอลลาร์ โดยดิอาจิโอฯ แถลงว่า ตนถือว่าผลการสอบสวนของเอสอีซีเป็นเรื่องร้ายแรงและเสียใจในเรื่องนี้ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ ดิอาจิโอฯ ทั้งไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธว่ากระทำความผิดจริง แต่ตกลงที่จะไม่กระทำความผิดเช่นนี้อีกในอนาคต
บทบัญญัติในกฎหมายเอฟซีพีเอ สั่งห้ามบริษัทต่าง ๆ ที่มีฐานอยู่อยู่ในสหรัฐฯ หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างชาติ ถึงแม้ว่าการติดสินบนจะเกิดขึ้นนอกดินแดนสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าท่ีสหรัฐฯ บังคับใช้กฎหมายเอฟซีพีเอเข้มข้นขึ้น โดยบังคับให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซีเมนส์ และเดมเลอร์ของเยอรมนี และบีเออี ซิสเทมส์ ซึ่งทำธุรกิจด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน จ่ายค่าระงับคดีเป็นจำนวนเงินมหาศาลนอกจากสก็อตช์วิสกี้ยี่ห้อดังอย่างจอห์น นี่ วอล์คเกอร์ ทั้งแบล็ค และเรดเลเบิล แล้ว ดิอาจิโอฯ ยังเป็นเจ้าของเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกหลายยี่ห้อ รวมทั้งเหล้าว็อดก้าสเมอร์นอฟฟ์ , กินเนสส์ สเตาท์ ไปจนถึงเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์อย่าง ไบเลย์ ด้วย
อนึ่ง สื่อมวลชนไทยรายงานด้วยว่า เมื่อปลายเดือนมิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงว่า หลังจากท่ีดีเอสไอมีหนังสือแจ้งไปยังกรมศุลกากรในช่วงปลายเดือนธ.ค. 2553 กรณีบริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) หรือช่ือเดิมว่า ริชมอนเด้ (บางกอก) บริษัทลูกของดิอาจิโอ พีแอลซี ในประเทศไทย ผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 72/2550 ได้มีหนังสือขอทำความตกลงระงับคดีเลี่ยงภาษี ในจำนวนเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท นั้น ล่าสุดเมื่อเดือนมิ.ย. 2554 กรมศุลกากรมีหนังสือแจ้งกลับมาว่า คณะกรรมการพิจารณาเปรียบเทียบปรับ กรมศุลกากร มีมติให้บริษัทดิอาจิโอฯ ต้องจ่ายค่าปรับให้กรมศุลกากร 2 เท่าของภาษีที่จ่ายไม่ครบ คาดว่าจะเป็นวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโทษสูงสุด และขั้นตอนต่อไป ดีเอสไอต้องทำหนังสือไปแจ้งให้ดิอาจิโอฯ เข้ามาเสียค่าปรับ เพื่อขอระงับคดี ถือว่าเป็นสิทธิตามกฎหมาย
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2546 โดยกองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นและอายัดเหล้านอกยี่ห้อแบล็ค เลเบิล และเรด เลเบิล ขนาด 1 ลิตรของบริษัทริชมอนเด้ ประมาณ 45,000 ลัง การสอบสวนขณะนั้นพบว่า อาจมีการทำความผิดในช่วงปี 2545-2548 และเดือนต.ค. 2550 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จึงมีมติให้ดีเอสไอรับทำเป็นคดีพิเศษ และตั้งข้อกล่าวหาบริษัทริชมอนเด้ หรือช่ือใหม่ว่า ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) แสดงรายการเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าสุราจากต่างประเทศ
Graft = ติดสินบน
NEW YORK, July 27 (Reuters) - Diageo Plc, the world's biggest spirits group, agreed on Wednesday to pay more than $16 million to settle U.S. civil regulatory charges that it made improper payments to foreign officials.
Regulators accused the British company of violating the U.S. Foreign Corrupt Practices Act through its subsidiaries to obtain lucrative sales and tax benefits for its Johnnie Walker and Windsor Scotch whiskeys and other brands.
Diageo did not admit any wrongdoing in agreeing to the settlement with the U.S. Securities and Exchange Commission.
The SEC said that from 2003 to 2009, Diageo paid $2.7 million to foreign officials in India, Thailand, and South Korea through its subsidiaries.
The settlement includes $11.3 million in disgorgement of profits, plus $2.1 million in interest and a $3 million penalty.
"For years, Diageo's subsidiaries made hundreds of illicit payments to foreign government officials," SEC Associate Director of Enforcement Scott Friestad said in a statement. "As a result of Diageo's lax oversight and deficient controls, the subsidiaries routinely used third parties, inflated invoices, and other deceptive devices to disguise the true nature of the payments."
In a statement, the company said it "takes the SEC's findings seriously and regrets this matter." It also said that its systems and controls had been enhanced to prevent "the future occurrence of such issues."
Source: reuters // Reuters 27 Jul 2011
--------------
Liquor giant Diageo will pay US authorities more than $16 million to settle charges that it bribed officials in India, Thailand and South Korea, US officials and the company said Wednesday.
London-based Diageo and its subsidiaries paid over $2.7 million in bribes for more than six years to obtain tax and sales benefits for Johnnie Walker whiskey and other brands, the US Securities and Exchange Commission said.
"For years, Diageo's subsidiaries made hundreds of illicit payments to foreign government officials," Scott Friestad, associate director of the SEC's enforcement division, said in a statement.
From 2003 to 2009, the company paid more than $1.7 million to hundreds of Indian government officials responsible for either purchasing or authorizing the sale of its beverages in India, the SEC said.
In Thailand, Diageo paid approximately $600,000 to a high-ranking government official from 2004 to 2008 so he would lobby on the company's behalf in various tax and customs disputes, the SEC said.
* In Thailand, from 2004 through mid-2008, Diageo paid approximately $12,000 per month – totaling nearly $600,000 – to retain the consulting services of a Thai government and political party official. This official lobbied extensively on Diageo’s behalf in connection with multi-million dollar pending tax and customs disputes, contributing to Diageo’s receipt of certain favorable dispositions by the Thai government. - From the SEC report
* Click to get: full text of the SEC report (PDF format).
And in South Korea, Diageo paid a customs official 100 million won ($86,000) for helping the company get a tax rebate, while paying travel and entertainment expenses to officials involved in tax negotiations with Diageo.
"Separately, Diageo routinely made hundreds of gift payments to South Korean military officials in order to obtain and retain liquor business," the SEC said in its statement.
Diageo, which first disclosed the SEC's investigation in 2009, agreed to pay more than $16 million to settle charges that it violated the US Foreign Corrupt Practices Act (FCPA), although it did not admit wrongdoing.
"Diageo takes the SEC's findings seriously and regrets this matter," the company said in a statement.
The FCPA bars companies based in the United States or listed on US exchanges from bribing foreign government officials, even if the bribery took place outside the United States.
In recent years US authorities have stepped up their enforcement of the law, forcing companies such as Siemens, Daimler and London-based defense firm BAE Systems to pay costly settlements.
Diageo, which owns a range of alcohol brands including Baileys, Smirnoff and Guinness, reported 1.63 billion pounds ($2.54 billion) in annual profits last year, with its strongest growth in Asia and other emerging markets.
EARLIER AND DETAILED REPORT
Diageo Plc, which also makes Smirnoff vodka and Guinness, is to pay over US$16 million (475.5 million baht) to resolve US Securities and Exchange Commission (SEC) claims it bribed officials in Thailand, South Korea and India to win sales and tax benefits.
Between April 2004 and July 2008, Diageo, through Diageo Moet Hennessy Thailand (DT), retained the services of a government and political party official to lobby other officials to adopt Diageo's position in several multi-million-dollar tax and customs disputes.
"DT compensated the Thai official through 49 direct payments to a political consulting firm for which the Thai official acted as a principal. Most, if not all, of the $599,322 paid to the consulting firm was for the Thai official's services and accrued to his benefit," the SEC said.
The official was not named but the SEC said that at various times he served as deputy secretary to the prime minister, an adviser to the deputy prime minister, and adviser to the Agriculture Ministry.
He also served on a Thai Rak Thai committee, and as a member and/or adviser to several state-owned or state-controlled industrial and utility boards.
"The Thai official was the brother of one of DT's senior officers at that time," the SEC added.
The official coordinated and attended numerous meetings between senior government officials and senior Diageo and DT managers, including two meetings in April and May 2005 with then prime minister Thaksin Shinawatra.
"In May 2005, shortly following the meetings arranged by the Thai official, [Thaksin] made a radio address publicly endorsing Diageo's position in favour of a specific approach [based on quantity] rather than an approach [based on price] to calculating excise taxes," the SEC said.
"Based in part on the official's lobbying efforts, the Thai government accepted important aspects of DT's transfer pricing method and released over $7 million in bank guarantees DT was required to post while the tax dispute was pending."
Units of London-based Diageo paid more than $2.7 million in bribes across Asia from 2003 to 2009, recording them as business expenses for vendors and private customers, or omitting them altogether, the SEC said.
The company made about $11 million in profits as a result of the payments.
"For years, Diageo's subsidiaries made hundreds of illicit payments to foreign government officials," Scott Friestad, associate director in the SEC's enforcement division, said.
"As a result of Diageo's lax oversight and deficient controls, the subsidiaries routinely used third parties, inflated invoices, and other deceptive devices to disguise the true nature of the payments."
Diageo resolved the claims under the US Foreign Corrupt Practices Act without admitting or denying wrongdoing.
Source: top-stories BangkokPost.com 29/07/2011
----------
Settlement of SEC investigation – Diageo StatementDownload file
Press release by Diageo.com
Diageo has today agreed settlement of the previously disclosed US Securities and Exchange Commission (SEC) investigation into potential violations of the US Foreign Corrupt Practices Act.
The investigation related to payments involving Diageo’s subsidiaries in India, South Korea and Thailand. Under the settlement Diageo has agreed to pay $13,373,820 to the SEC in disgorgement of profits and pre-judgment interest, to pay a $3 million penalty to the SEC, and to cease and desist from committing any further violations of the books and records and internal controls provisions of the FCPA.
Diageo takes the SEC’s findings seriously and regrets this matter. Systems and controls have been enhanced in an effort to prevent the future occurrence of such issues and to reinforce, everywhere the Company operates, a culture of compliance and commitment to the principles embodied in Diageo’s Code of Business Conduct.
-ENDS
desist = เลิก
สำนักข่าวเอพีและเอเอฟพี รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (เอสอีซี) เมื่อวันพุธที่ 27 ก.ค.ว่า “ดิอาจิโอ พีแอลซี” (Diageo PLC) บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของโลก รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ๆ อย่างสก็อตช์วิสกี้ “จอห์นนี่ วอล์คเกอร์” และ “วินเซอร์” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตกลงจ่ายเงินถึง 16.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 492 ล้านบาท) ให้ทางการสหรัฐฯ เพื่อเป็นค่าข้อตกลงระงับคดี หลังถูกตั้งข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดีย เกาหลีใต้ และไทย
นาย สก็อตต์ ฟรายสตัด รองผู้อำนวยการแผนกบังคับคดีของเอสอีซีแถลงที่กรุงวอชิงตันว่า ดิอาจิโอ พีแอลซี และบริษัทลูก จ่ายสินบนกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์ (กว่า 81 ล้านบาท) ให้เจ้าหน้าท่ีรัฐบาลต่างชาติ เป็นเวลา 6 ปี ในช่วงปี 2546-2552 โดยในช่วงปี 2549-2552 จ่ายเงินกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ (กว่า 51 ล้านบาท) ให้กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียซึ่งรับผิดชอบด้านการจัดซื้อหรืออนุมัติ การจัดจำหน่ายเครื่องดื่มของดิอาจิโอในอินเดีย
กรณีเกาหลีใต้ ดิอาจิโอฯ จ่ายเงิน 100 ล้านวอนหรือ 86,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,580,000 บาท) ให้เจ้าหน้าที่ด้านภาษีศุลกากรของเกาหลีใต้คนหนึ่ง เพื่อให้ช่วยเรื่องการคืนเงินภาษี อีกทั้งจ่ายค่าเดินทางและค่าเลี้ยงดูปูเสื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลคนอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจรจาด้านภาษีกับดิอาจิโอ นอกจากนี้ ยังจ่ายเงินค่าของขวัญเป็นประจำหลายร้อยครั้งให้เจ้าหน้าท่ีกองทัพเกาหลีใต้ เพื่อให้ได้รับและคงไว้ซึ่งธุรกิจของตนในเกาหลีใต้
ขณะที่ในประเทศ ไทย ดิอาจิโอฯ จ่ายเงินประมาณ 600,000 ดอลลาร์ ( ประมาณ 18,000,000 บาท) ให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยระดับสูงคนหนึ่ง ในช่วงปี 2547-2551 เพื่อให้ช่วยวิ่งเต้นในการสู้คดีด้านภาษีและศุลกากรหลายคดี แต่นายฟรายสตัดไม่เปิดเผยช่ือเจ้าหน้าที่ผู้รับสินบนเหล่านี้
ดิอาจิ โจฯ เปิดเผยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2552 ว่าบริษัทของตนถูกเอสอีซีสอบสวนในข้อหาละเมิดกฎหมายป้องกันการคอรัปชั่นใน ต่างประเทศของสหรัฐฯ (เอฟซีพีเอ) และการตกลงจ่ายเงิน 16.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครั้งนี้ก็เพื่อเป็นค่าข้อตกลงให้ทางการสหรัฐฯ ระงับคดีติดสินบนดังกล่าว โดยเงินที่ดิอาจิโอยอมจ่าย แบ่งเป็นเงินชดใช้ความผิดและดอกเบี้ย 13.3 ล้านดอลลาร์ และเป็นค่าปรับอีก 3 ล้านดอลลาร์ โดยดิอาจิโอฯ แถลงว่า ตนถือว่าผลการสอบสวนของเอสอีซีเป็นเรื่องร้ายแรงและเสียใจในเรื่องนี้ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ ดิอาจิโอฯ ทั้งไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธว่ากระทำความผิดจริง แต่ตกลงที่จะไม่กระทำความผิดเช่นนี้อีกในอนาคต
บทบัญญัติในกฎหมายเอฟซีพีเอ สั่งห้ามบริษัทต่าง ๆ ที่มีฐานอยู่อยู่ในสหรัฐฯ หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างชาติ ถึงแม้ว่าการติดสินบนจะเกิดขึ้นนอกดินแดนสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าท่ีสหรัฐฯ บังคับใช้กฎหมายเอฟซีพีเอเข้มข้นขึ้น โดยบังคับให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซีเมนส์ และเดมเลอร์ของเยอรมนี และบีเออี ซิสเทมส์ ซึ่งทำธุรกิจด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน จ่ายค่าระงับคดีเป็นจำนวนเงินมหาศาลนอกจากสก็อตช์วิสกี้ยี่ห้อดังอย่างจอห์น นี่ วอล์คเกอร์ ทั้งแบล็ค และเรดเลเบิล แล้ว ดิอาจิโอฯ ยังเป็นเจ้าของเครื่องดื่มอื่น ๆ อีกหลายยี่ห้อ รวมทั้งเหล้าว็อดก้าสเมอร์นอฟฟ์ , กินเนสส์ สเตาท์ ไปจนถึงเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์อย่าง ไบเลย์ ด้วย
อนึ่ง สื่อมวลชนไทยรายงานด้วยว่า เมื่อปลายเดือนมิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงว่า หลังจากท่ีดีเอสไอมีหนังสือแจ้งไปยังกรมศุลกากรในช่วงปลายเดือนธ.ค. 2553 กรณีบริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) หรือช่ือเดิมว่า ริชมอนเด้ (บางกอก) บริษัทลูกของดิอาจิโอ พีแอลซี ในประเทศไทย ผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 72/2550 ได้มีหนังสือขอทำความตกลงระงับคดีเลี่ยงภาษี ในจำนวนเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท นั้น ล่าสุดเมื่อเดือนมิ.ย. 2554 กรมศุลกากรมีหนังสือแจ้งกลับมาว่า คณะกรรมการพิจารณาเปรียบเทียบปรับ กรมศุลกากร มีมติให้บริษัทดิอาจิโอฯ ต้องจ่ายค่าปรับให้กรมศุลกากร 2 เท่าของภาษีที่จ่ายไม่ครบ คาดว่าจะเป็นวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโทษสูงสุด และขั้นตอนต่อไป ดีเอสไอต้องทำหนังสือไปแจ้งให้ดิอาจิโอฯ เข้ามาเสียค่าปรับ เพื่อขอระงับคดี ถือว่าเป็นสิทธิตามกฎหมาย
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2546 โดยกองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นและอายัดเหล้านอกยี่ห้อแบล็ค เลเบิล และเรด เลเบิล ขนาด 1 ลิตรของบริษัทริชมอนเด้ ประมาณ 45,000 ลัง การสอบสวนขณะนั้นพบว่า อาจมีการทำความผิดในช่วงปี 2545-2548 และเดือนต.ค. 2550 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จึงมีมติให้ดีเอสไอรับทำเป็นคดีพิเศษ และตั้งข้อกล่าวหาบริษัทริชมอนเด้ หรือช่ือใหม่ว่า ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) แสดงรายการเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าสุราจากต่างประเทศ
Graft = ติดสินบน
Diageo settles U.S. civil bribery charges
NEW YORK, July 27 (Reuters) - Diageo Plc
Regulators accused the British company of violating the U.S. Foreign Corrupt Practices Act through its subsidiaries to obtain lucrative sales and tax benefits for its Johnnie Walker and Windsor Scotch whiskeys and other brands.
Diageo did not admit any wrongdoing in agreeing to the settlement with the U.S. Securities and Exchange Commission.
The SEC said that from 2003 to 2009, Diageo paid $2.7 million to foreign officials in India, Thailand, and South Korea through its subsidiaries.
The settlement includes $11.3 million in disgorgement of profits, plus $2.1 million in interest and a $3 million penalty.
"For years, Diageo's subsidiaries made hundreds of illicit payments to foreign government officials," SEC Associate Director of Enforcement Scott Friestad said in a statement. "As a result of Diageo's lax oversight and deficient controls, the subsidiaries routinely used third parties, inflated invoices, and other deceptive devices to disguise the true nature of the payments."
In a statement, the company said it "takes the SEC's findings seriously and regrets this matter." It also said that its systems and controls had been enhanced to prevent "the future occurrence of such issues."
Source: reuters // Reuters 27 Jul 2011
--------------
Aide to Thaksin accused of graft
A senior politician in the Thaksin Shinawatra administration has been implicated in a multi-million-dollar bribery case involving the makers of Johnnie Walker whisky.Liquor giant Diageo will pay US authorities more than $16 million to settle charges that it bribed officials in India, Thailand and South Korea, US officials and the company said Wednesday.
London-based Diageo and its subsidiaries paid over $2.7 million in bribes for more than six years to obtain tax and sales benefits for Johnnie Walker whiskey and other brands, the US Securities and Exchange Commission said.
"For years, Diageo's subsidiaries made hundreds of illicit payments to foreign government officials," Scott Friestad, associate director of the SEC's enforcement division, said in a statement.
From 2003 to 2009, the company paid more than $1.7 million to hundreds of Indian government officials responsible for either purchasing or authorizing the sale of its beverages in India, the SEC said.
In Thailand, Diageo paid approximately $600,000 to a high-ranking government official from 2004 to 2008 so he would lobby on the company's behalf in various tax and customs disputes, the SEC said.
* In Thailand, from 2004 through mid-2008, Diageo paid approximately $12,000 per month – totaling nearly $600,000 – to retain the consulting services of a Thai government and political party official. This official lobbied extensively on Diageo’s behalf in connection with multi-million dollar pending tax and customs disputes, contributing to Diageo’s receipt of certain favorable dispositions by the Thai government. - From the SEC report
* Click to get: full text of the SEC report (PDF format).
And in South Korea, Diageo paid a customs official 100 million won ($86,000) for helping the company get a tax rebate, while paying travel and entertainment expenses to officials involved in tax negotiations with Diageo.
"Separately, Diageo routinely made hundreds of gift payments to South Korean military officials in order to obtain and retain liquor business," the SEC said in its statement.
Diageo, which first disclosed the SEC's investigation in 2009, agreed to pay more than $16 million to settle charges that it violated the US Foreign Corrupt Practices Act (FCPA), although it did not admit wrongdoing.
"Diageo takes the SEC's findings seriously and regrets this matter," the company said in a statement.
The FCPA bars companies based in the United States or listed on US exchanges from bribing foreign government officials, even if the bribery took place outside the United States.
In recent years US authorities have stepped up their enforcement of the law, forcing companies such as Siemens, Daimler and London-based defense firm BAE Systems to pay costly settlements.
Diageo, which owns a range of alcohol brands including Baileys, Smirnoff and Guinness, reported 1.63 billion pounds ($2.54 billion) in annual profits last year, with its strongest growth in Asia and other emerging markets.
EARLIER AND DETAILED REPORT
Diageo Plc, which also makes Smirnoff vodka and Guinness, is to pay over US$16 million (475.5 million baht) to resolve US Securities and Exchange Commission (SEC) claims it bribed officials in Thailand, South Korea and India to win sales and tax benefits.
Between April 2004 and July 2008, Diageo, through Diageo Moet Hennessy Thailand (DT), retained the services of a government and political party official to lobby other officials to adopt Diageo's position in several multi-million-dollar tax and customs disputes.
"DT compensated the Thai official through 49 direct payments to a political consulting firm for which the Thai official acted as a principal. Most, if not all, of the $599,322 paid to the consulting firm was for the Thai official's services and accrued to his benefit," the SEC said.
The official was not named but the SEC said that at various times he served as deputy secretary to the prime minister, an adviser to the deputy prime minister, and adviser to the Agriculture Ministry.
He also served on a Thai Rak Thai committee, and as a member and/or adviser to several state-owned or state-controlled industrial and utility boards.
"The Thai official was the brother of one of DT's senior officers at that time," the SEC added.
The official coordinated and attended numerous meetings between senior government officials and senior Diageo and DT managers, including two meetings in April and May 2005 with then prime minister Thaksin Shinawatra.
"In May 2005, shortly following the meetings arranged by the Thai official, [Thaksin] made a radio address publicly endorsing Diageo's position in favour of a specific approach [based on quantity] rather than an approach [based on price] to calculating excise taxes," the SEC said.
"Based in part on the official's lobbying efforts, the Thai government accepted important aspects of DT's transfer pricing method and released over $7 million in bank guarantees DT was required to post while the tax dispute was pending."
Units of London-based Diageo paid more than $2.7 million in bribes across Asia from 2003 to 2009, recording them as business expenses for vendors and private customers, or omitting them altogether, the SEC said.
The company made about $11 million in profits as a result of the payments.
"For years, Diageo's subsidiaries made hundreds of illicit payments to foreign government officials," Scott Friestad, associate director in the SEC's enforcement division, said.
"As a result of Diageo's lax oversight and deficient controls, the subsidiaries routinely used third parties, inflated invoices, and other deceptive devices to disguise the true nature of the payments."
Diageo resolved the claims under the US Foreign Corrupt Practices Act without admitting or denying wrongdoing.
Source: top-stories BangkokPost.com 29/07/2011
----------
Settlement of SEC investigation – Diageo StatementDownload file
Press release by Diageo.com
Diageo has today agreed settlement of the previously disclosed US Securities and Exchange Commission (SEC) investigation into potential violations of the US Foreign Corrupt Practices Act.
The investigation related to payments involving Diageo’s subsidiaries in India, South Korea and Thailand. Under the settlement Diageo has agreed to pay $13,373,820 to the SEC in disgorgement of profits and pre-judgment interest, to pay a $3 million penalty to the SEC, and to cease and desist from committing any further violations of the books and records and internal controls provisions of the FCPA.
Diageo takes the SEC’s findings seriously and regrets this matter. Systems and controls have been enhanced in an effort to prevent the future occurrence of such issues and to reinforce, everywhere the Company operates, a culture of compliance and commitment to the principles embodied in Diageo’s Code of Business Conduct.
-ENDS
desist = เลิก
ฮือไล่"คณบดี"สะท้อนคุณภาพผู้บริหาร
ผ่าปมนักศึกษามช.ฮือไล่ 2 คณบดีคณะศึกษาศาสตร์-คณะสื่อสารมวลชนบทสะท้อนคุณภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัย
ปรากฎการณ์การการเคลื่อนไหวของนักศึกษา คณาจารย์ และศิษย์เก่าในการขับไล่ผู้บริหารคณะ 2 คณะได้แก่ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในเวลาที่ไล่เรี่ยกัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะนอกจาก เหตุผลที่อ้างว่าผู้บริหารขาดธรรมาภิบาล และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ยังผูกโยงไปถึง “ระบบประเมินคุณภาพการศึกษา” ของมหาวิทยาลัย
ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้รับการจัดอันดับให้จาก QS Asian University Rankings 2011 ให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 67 ของเอเชีย และมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ของประเทศ ขณะที่คณะศึกษาศาสตร์ และคณะการสื่อสารมวลชนก็ได้ชื่อว่าเป็นคณะที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ โดยมีอายุยาวนานมาพร้อม ๆ กับการกำเนิดมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทั้งสองคณะอาจจะมีบ้างที่มีความขัดแย้งภายตามแบบฉบับของ “มหาวิทยาลัยนอกระบบ” ที่ต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของโลก
ทว่า ก็ไม่เคยมีความขัดแย้งที่รุนแรงขนาดนี้
สิ่งที่สอดคล้องกันอย่างหนึ่งระหว่าง คณะศึกษาศาสตร์ และคณะการสื่อสารมวลชนก็คือ ปฏิกิริยาของ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ งามประภาสม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ และรศ.ดร.กุลิสรา กฤตวรกาญจน์ คณบดีคณะการสื่อสารมวลชนก็คือ ทั้งสองคนต่างก็ออกมาตอบโต้ฝ่ายที่เคลื่อนไหวขับไล่ทันทีว่า “การทำงานที่ผ่านมาทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์” และการเคลื่อนไหวทุกอย่าง “มีผู้อยู่เบื้องหลังอยากเป็นคณบดีแทน”
แต่ข้ออ้างเหล่านี้ก็ไม่ได้สั่นคลอนขบวนการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด คณะศึกษาศาสตร์นั้นเริ่มเคลื่อนไหวครั้งแรกตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว โดยคณาจารย์ที่ทำหน้าที่บริหารในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารหลักสูตรฯ หัวหน้าสายวิชาฯ ประธานสาขาวิชาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 25 คน จากทั้งหมด 33 คนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งด้วยความไม่พอใจประสิทธิภาพในการบริหารงานของคณะ และมีพฤติกรรมในลักษณะแสวงหาผลประโยชน์
พร้อมทั้งมีแผนจะยุบสาขาวิชาจาก 15 สาขาวิชา เหลือเพียง 4 สาขาวิชา ขณะเดียวกันตัวหลักสูตร และการประเมินคุณภาพคณะ และการประเมินคุณภาพหลักสูตรก็มีปัญหา ทำให้นักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์อย่างใหญ่โต ด้วยการจำลอง“งานศพ”ให้กับคณบดีอย่างใหญ่โต พร้อมกับแห่โลงศพไปยังสำนักงานอธิการบดี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา
จนในที่สุดสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีน.พ.เกษม วัฒนชัย เป็นนายกสภาฯนั้นก็มีมติให้ถอดถอน รศ.ดร.นิ่มอนงค์ออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้ถอดถอนคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ออกจากตำแหน่ง หลังพิจารณาว่าบกพร่องต่อหน้าที่และหย่อนความสามารถ
ขณะที่คณะการสื่อสารมวลชนเอง ก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพราะคณาจารย์ภายในคณะจำนวน 8 คน จากทั้งหมด 16 คน ก็ทำหนังสือให้มหาวิทยาลัยดำเนินการสอบสวน รศ.ดร.กุลิสราเช่นเดียวกันในข้อหาร้ายแรง อาทิเช่น การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม จนทำให้บุคลากรลาออกจำนวนถึง 16 คน และตามมาด้วยการลาออกของหัวหน้าแขนงวิชา 5 แขนงวิชา นอกจากนี้ยังมีประเด็นการบริหารงานโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้การร้องเรียนขยายวงกว้างขึ้น มีบุคลากร ศิษย์เก่า นักศึกษาปัจจุบัน และคณาจารย์คนอื่น ออกมาส่งเอกสารให้คณะกรรมการสอบสวนของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม จนนำมาซึ่งการแต่งชุดดำประท้วงผู้บริหาร ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
แต่จนแล้วจนรอดผ่านมา 7 เดือน ขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ยังไปไม่ถึงไหน อีกทั้งยังมีผลการประเมินคุณภาพออกมาอย่างไม่เป็นทางการว่า “ประเมินคุณภาพการศึกษาไม่ผ่าน” มาเป็นประเด็นเพิ่มเติม นำไปสู่การออกมาใส่ชุดดำออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณบดีลาออกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ถึงขั้นที่ “ว่าที่บัณฑิต” นั้น ร่วมกันเข้าชื่อไม่รับปริญญาในเดือนมกราคมนี้ทั้งรุ่น หากว่ารศ.ดร.กุลิสรายังคงเป็นผู้ลงนามในใบปริญญาให้ และยังคงนั่งเก้าอี้เป็นคณบดีอยู่
เดือดร้อนถึง ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องออกมาชี้แจงว่า ข้อเรียกร้องของทั้ง 2 คณะไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน เพราะทั้งรศ.ดร.นิ่มอนงค์ และรศ.ดร.กุลิสราเองถูกเรียกร้องหลังจากบริหารงานมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว จึงน่าจะมีปัญหาในแง่การบริหารงานจริง ส่วนกระบวนการสอบสวนรศ.ดร.กุลิสรานั้นจะเร่งให้แล้วเสร็จในอีกไม่กี่วันนี้ และจะถูกถอดถอนเหมือนคณบดีคณะศึกษาศาสตร์หรือไม่ ต้องรอให้สภามหาวิทยาลัยตัดสินในวันที่ 20 สิงหาคม รวมถึงขอให้ยุติการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ เพราะทำให้เสียภาพพจน์ของมหาวิทยาลัย รวมถึงจะยกเลิกกระบวนการสอบสวนทั้งหมด หากยังเคลื่อนไหว “ข้างถนน” ในลักษณะนี้อีก
ฉะนั้น คำถามที่ต้องสะท้อนกลับไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็คือ เพราะเหตุใดกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียนของมหาวิทยาลัยถึงได้ล่าช้าจนต้องออกมาเคลื่อนไหวกันนอกคณะ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์
รวมไปถึงเพราะเหตุใดเมื่อมีหลักฐานเชิงประจักษ์ผ่านการชี้แจง “ผลการประเมินคุณภาพ” ที่ถูกชี้แจงออกจากปากคณะกรรมการประเมินคุณภาพ ออกมาแล้วว่า การทำงานของผู้บริหารของทั้ง 2 คณะ นั้นไม่มีจุดแข็งด้านการบริหาร และอาจทำให้ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพ แต่มหาวิทยาลัยก็ยังคงปล่อยให้ทำงานต่อไป โดยไม่มีกระบวนการเข้าไปจัดการ มีแต่น้ำเสียงของผู้บริหารให้ “ประนีประนอม” เพื่อไม่ให้เสียชื่อมหาวิทยาลัยเท่านั้น อีกทั้งยังสำทับด้วยว่าหากออกมาเคลื่อนไหวอีก จะยุติกระบวนการสอบสวนทั้งหมด
ล่าสุด ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว จะลุกลามเป็นโดมิโน่ไปยังคณะและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ หลังจากที่คณะศึกษาศาสตร์เคลื่อนไหวเพียง 3 วัน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกัน ในการถอดถอนคณบดีคณะครุศาสตร์ และคณะวิทยาการจัดการ
เชื่อว่าคงมีอีกหลายสถาบันการศึกษาที่มีปัญหาในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสอบสวน
และสกอ.เองก็ต้องยอมรับด้วยว่าระบบการร้องเรียน ตรวจสอบ และการประเมินคุณภาพผู้บริหารคณะนั้นมีปัญหาจริง ทำให้ปัญหาทั้งหลายถูกซุกอยู่ใต้พรมมานาน
หากไม่มีใครเคลื่อนไหว แวดวงอุดมศึกษาก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเจอเรื่องพวกนี้แดงขึ้นมาอีกต่อไปเรื่อย ๆ
คงถึงเวลาต้องนำบทเรียนเพื่อปรับกระบวนการใหม่ เพราะคงไม่มีผู้ปกครองที่ไหน อยากให้บุตรหลานเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีปัญหาเรื่องการประเมินคุณภาพ หากยังคง “กลัวเสียหน้า” กันเหมือนวันนี้ ก็คงมีการเดินขบวนให้เห็นอีกเรื่อย ๆ
สำคัญแต่ว่าสกอ.จะเริ่มรู้สึกตัวหรือยัง ?
ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล 27 กรกฎาคม 2554
------------------
“ศึกษาศาสตร์ มช.”ไล่คณบดี ม็อบอ้างไม่มีธรรมาภิบาล-บริหารงานล้มเหลว
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ศึกษาศาสตร์ มช.เดือด “คณาจารย์-บุคลากร-นศ.” จัดขบวนชุมนุม-ยื่นหนังสือ ร้องสภามหาวิทยาลัยปลดคณบดีพ้นตำแหน่ง อ้างบริงานล้มเหลว-ขาดธรรมาภิบาล-ส่อทุจริต ชี้เรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่สิงหาปีก่อนแต่กลับไม่มีความคืบหน้า หวั่นยิ่งนานคณะยิ่งตกต่ำ เผยคณะปัญหาเพียบทั้งหลักสูตรไม่ได้ปรับปรุง-ยุบรวมสาขาวิชา-ปัญหาบุคลากร แถมคณะผู้บริหารทยอยลาออก-อาจารย์งดสังฆกรรมคณบดี
วันนี้ (21 ก.ค.) ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษา คณาจารย์และบุคลากรของคณะศึกษาศาสตร์จำนวนประมาณ 300 คน ได้ร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ออกจากตำแหน่ง และยื่นหนังสือต่อสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอให้ปลดคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ออกจากตำแหน่ง
ขบวนของคณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาซึ่งมีทั้งป้าย ปราสาทจำลอง และพวงหรีดไว้อาลัยได้ชุมนุม และอภิปรายอยู่บริเวณหน้าอาคาร 2 คณะศึกษาศาสตร์ โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ งามประภาสม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์คนปัจจุบันออกจากตำแหน่ง และหลังจากยื่นหนังสือต่อ ผศ.นพ.ศุภชัย เชื้อรัตนพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทั่วไปและทรัพยากรบุคคล และงานสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตัวแทนของทางมหาวิทยาลัยแล้ว ขบวนทั้งหมดได้เคลื่อนออกจากคณะศึกษาศาสตร์ไปสู่บริเวณหอนาฬิกา ก่อนจะเดินทางกลับคณะศึกษาศาสตร์เพื่อเนการแสดงพลังอีกด้วย
การชุมนุมและเคลื่อนขบวนในครั้งนี้นั้น เบื้องต้นมีรายงานว่า จะมีการเคลื่อนขบวนจากคณะศึกษาศาสตร์มาชุมนุมกันที่บริเวณสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ แต่ได้รับการขอร้องให้ละเว้นการเดินขบวนจากทางมหาวิทยาลัย จึงเปลี่ยนเป็นมาชุมนุมกันภายในบริเวณคณะแทน
สำหรับข้อเรียกร้องของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ต่อสภามหาวิทยาลัย ระบุว่า ที่ผ่านมา คณาจารย์และบุคลากรในคณะศึกษาศาสตร์บางส่วนได้ร้องเรียนต่อสภามหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการขาดภาวะผู้นำและการบริหารงานโดยปราศจากหลักธรรมาภิบาลของ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.2553 และทางสภาได้ดำเนินการผ่านกระบวนการต่างๆ และมีมติให้ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ บริหารงานในตำแหน่งคณบดีต่อไปจนถึงวันที่ 31 ต.ค.2554 เพื่อให้ครบวาระ 2 ปี และรอรับการประเมินกลางวาระต่อไป แต่ทางคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาเห็นว่า รศ.ดร.นิ่มอนงค์ ไม่ควรได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่บริหารงานคณะศึกษาศาสตร์ต่อไป เพราะจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับคณะ จึงขอให้ทางสภามหาวิทยาลัยทำการปลด รศ.ดร.นิ่มอนงค์ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ปัญหาภายในคณะศึกษาศาสตร์ซึ่งนำมาสู่การออกมาเคลื่อนขบวนขับไล่ผู้บริหารของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาในครั้งนี้นั้น สืบเนื่องจากการที่คณบดีได้รับการร้องเรียนจากคณาจารย์ว่าขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานของคณะ และมีพฤติกรรมในลักษณะแสวงหาผลประโยชน์ จนทำให้คณาจารย์ที่ทำหน้าที่บริหารในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารหลักสูตรฯ หัวหน้าสายวิชาฯ ประธานสาขาวิชาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 25 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 33 คน ทำหนังสือถึงคณบดีเพื่อขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งมีอาจารย์บางส่วนไม่ให้ความร่วมมือและเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยคณบดี
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของการจัดทำแผนการรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2555 ซึ่งคณะศึกษาศาสตร์จะรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีเพียง 4 สาชาวิชา ได้แก่ พลศึกษา สุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมการศึกษา จากเดิมที่มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีทั้งสิ้น 15 สาขา หรือการที่สาขาวิชาต่างๆ ยังไม่ผ่านการปรับปรุงหลักสูตรตามกรอบมาตรฐาน TQF ของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และประเด็นในเรื่องของการแต่งตั้งบุคลากรในฝ่ายบริหาร การขาดแคลนบุคลากรที่รับผิดชอบงานในด้านต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งภายในคณะศึกษาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวแจ้งว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาตัดสินใจออกมาชุมนุมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่คณบดีไม่ดำเนินการชี้แจงถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมากลุ่มผู้คัดค้านจะได้เรียกร้องให้คณบดีได้ออกมาชี้แจงข้อมูลโดยตลอดก็ตาม
อนึ่ง มีรายงานข่าวแจ้งว่า คณะศึกษาศาสตร์เป็นหนึ่งใน 3 คณะ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับคณะการสื่อสารมวลชน และคณะนิติศาสตร์ที่ไม่ผ่านการประเมินระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ของคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการไปในช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และยังมีรายงานข่าวด้วยว่า ภายในคณะการสื่อสารมวลชน ซึ่งมีปัญหาการร้องเรียนเรื่องการบริหางานของคณบดีเช่นเดียวกันนั้น อาจมีการเคลื่อนไหวทั้งจากคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษาและศิษย์เก่าของคณะต่อกรณีดังกล่าวในเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน
ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 21 กรกฎาคม 2554
ปรากฎการณ์การการเคลื่อนไหวของนักศึกษา คณาจารย์ และศิษย์เก่าในการขับไล่ผู้บริหารคณะ 2 คณะได้แก่ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในเวลาที่ไล่เรี่ยกัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะนอกจาก เหตุผลที่อ้างว่าผู้บริหารขาดธรรมาภิบาล และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ยังผูกโยงไปถึง “ระบบประเมินคุณภาพการศึกษา” ของมหาวิทยาลัย
ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้รับการจัดอันดับให้จาก QS Asian University Rankings 2011 ให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 67 ของเอเชีย และมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ของประเทศ ขณะที่คณะศึกษาศาสตร์ และคณะการสื่อสารมวลชนก็ได้ชื่อว่าเป็นคณะที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ โดยมีอายุยาวนานมาพร้อม ๆ กับการกำเนิดมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทั้งสองคณะอาจจะมีบ้างที่มีความขัดแย้งภายตามแบบฉบับของ “มหาวิทยาลัยนอกระบบ” ที่ต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของโลก
ทว่า ก็ไม่เคยมีความขัดแย้งที่รุนแรงขนาดนี้
สิ่งที่สอดคล้องกันอย่างหนึ่งระหว่าง คณะศึกษาศาสตร์ และคณะการสื่อสารมวลชนก็คือ ปฏิกิริยาของ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ งามประภาสม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ และรศ.ดร.กุลิสรา กฤตวรกาญจน์ คณบดีคณะการสื่อสารมวลชนก็คือ ทั้งสองคนต่างก็ออกมาตอบโต้ฝ่ายที่เคลื่อนไหวขับไล่ทันทีว่า “การทำงานที่ผ่านมาทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์” และการเคลื่อนไหวทุกอย่าง “มีผู้อยู่เบื้องหลังอยากเป็นคณบดีแทน”
แต่ข้ออ้างเหล่านี้ก็ไม่ได้สั่นคลอนขบวนการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด คณะศึกษาศาสตร์นั้นเริ่มเคลื่อนไหวครั้งแรกตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว โดยคณาจารย์ที่ทำหน้าที่บริหารในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารหลักสูตรฯ หัวหน้าสายวิชาฯ ประธานสาขาวิชาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 25 คน จากทั้งหมด 33 คนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งด้วยความไม่พอใจประสิทธิภาพในการบริหารงานของคณะ และมีพฤติกรรมในลักษณะแสวงหาผลประโยชน์
พร้อมทั้งมีแผนจะยุบสาขาวิชาจาก 15 สาขาวิชา เหลือเพียง 4 สาขาวิชา ขณะเดียวกันตัวหลักสูตร และการประเมินคุณภาพคณะ และการประเมินคุณภาพหลักสูตรก็มีปัญหา ทำให้นักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์อย่างใหญ่โต ด้วยการจำลอง“งานศพ”ให้กับคณบดีอย่างใหญ่โต พร้อมกับแห่โลงศพไปยังสำนักงานอธิการบดี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา
จนในที่สุดสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีน.พ.เกษม วัฒนชัย เป็นนายกสภาฯนั้นก็มีมติให้ถอดถอน รศ.ดร.นิ่มอนงค์ออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้ถอดถอนคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ออกจากตำแหน่ง หลังพิจารณาว่าบกพร่องต่อหน้าที่และหย่อนความสามารถ
ขณะที่คณะการสื่อสารมวลชนเอง ก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพราะคณาจารย์ภายในคณะจำนวน 8 คน จากทั้งหมด 16 คน ก็ทำหนังสือให้มหาวิทยาลัยดำเนินการสอบสวน รศ.ดร.กุลิสราเช่นเดียวกันในข้อหาร้ายแรง อาทิเช่น การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม จนทำให้บุคลากรลาออกจำนวนถึง 16 คน และตามมาด้วยการลาออกของหัวหน้าแขนงวิชา 5 แขนงวิชา นอกจากนี้ยังมีประเด็นการบริหารงานโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้การร้องเรียนขยายวงกว้างขึ้น มีบุคลากร ศิษย์เก่า นักศึกษาปัจจุบัน และคณาจารย์คนอื่น ออกมาส่งเอกสารให้คณะกรรมการสอบสวนของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม จนนำมาซึ่งการแต่งชุดดำประท้วงผู้บริหาร ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
แต่จนแล้วจนรอดผ่านมา 7 เดือน ขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ยังไปไม่ถึงไหน อีกทั้งยังมีผลการประเมินคุณภาพออกมาอย่างไม่เป็นทางการว่า “ประเมินคุณภาพการศึกษาไม่ผ่าน” มาเป็นประเด็นเพิ่มเติม นำไปสู่การออกมาใส่ชุดดำออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณบดีลาออกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ถึงขั้นที่ “ว่าที่บัณฑิต” นั้น ร่วมกันเข้าชื่อไม่รับปริญญาในเดือนมกราคมนี้ทั้งรุ่น หากว่ารศ.ดร.กุลิสรายังคงเป็นผู้ลงนามในใบปริญญาให้ และยังคงนั่งเก้าอี้เป็นคณบดีอยู่
เดือดร้อนถึง ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องออกมาชี้แจงว่า ข้อเรียกร้องของทั้ง 2 คณะไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน เพราะทั้งรศ.ดร.นิ่มอนงค์ และรศ.ดร.กุลิสราเองถูกเรียกร้องหลังจากบริหารงานมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว จึงน่าจะมีปัญหาในแง่การบริหารงานจริง ส่วนกระบวนการสอบสวนรศ.ดร.กุลิสรานั้นจะเร่งให้แล้วเสร็จในอีกไม่กี่วันนี้ และจะถูกถอดถอนเหมือนคณบดีคณะศึกษาศาสตร์หรือไม่ ต้องรอให้สภามหาวิทยาลัยตัดสินในวันที่ 20 สิงหาคม รวมถึงขอให้ยุติการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ เพราะทำให้เสียภาพพจน์ของมหาวิทยาลัย รวมถึงจะยกเลิกกระบวนการสอบสวนทั้งหมด หากยังเคลื่อนไหว “ข้างถนน” ในลักษณะนี้อีก
ฉะนั้น คำถามที่ต้องสะท้อนกลับไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็คือ เพราะเหตุใดกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียนของมหาวิทยาลัยถึงได้ล่าช้าจนต้องออกมาเคลื่อนไหวกันนอกคณะ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์
รวมไปถึงเพราะเหตุใดเมื่อมีหลักฐานเชิงประจักษ์ผ่านการชี้แจง “ผลการประเมินคุณภาพ” ที่ถูกชี้แจงออกจากปากคณะกรรมการประเมินคุณภาพ ออกมาแล้วว่า การทำงานของผู้บริหารของทั้ง 2 คณะ นั้นไม่มีจุดแข็งด้านการบริหาร และอาจทำให้ไม่ผ่านการประเมินคุณภาพ แต่มหาวิทยาลัยก็ยังคงปล่อยให้ทำงานต่อไป โดยไม่มีกระบวนการเข้าไปจัดการ มีแต่น้ำเสียงของผู้บริหารให้ “ประนีประนอม” เพื่อไม่ให้เสียชื่อมหาวิทยาลัยเท่านั้น อีกทั้งยังสำทับด้วยว่าหากออกมาเคลื่อนไหวอีก จะยุติกระบวนการสอบสวนทั้งหมด
ล่าสุด ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว จะลุกลามเป็นโดมิโน่ไปยังคณะและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ หลังจากที่คณะศึกษาศาสตร์เคลื่อนไหวเพียง 3 วัน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกัน ในการถอดถอนคณบดีคณะครุศาสตร์ และคณะวิทยาการจัดการ
เชื่อว่าคงมีอีกหลายสถาบันการศึกษาที่มีปัญหาในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสอบสวน
และสกอ.เองก็ต้องยอมรับด้วยว่าระบบการร้องเรียน ตรวจสอบ และการประเมินคุณภาพผู้บริหารคณะนั้นมีปัญหาจริง ทำให้ปัญหาทั้งหลายถูกซุกอยู่ใต้พรมมานาน
หากไม่มีใครเคลื่อนไหว แวดวงอุดมศึกษาก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเจอเรื่องพวกนี้แดงขึ้นมาอีกต่อไปเรื่อย ๆ
คงถึงเวลาต้องนำบทเรียนเพื่อปรับกระบวนการใหม่ เพราะคงไม่มีผู้ปกครองที่ไหน อยากให้บุตรหลานเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีปัญหาเรื่องการประเมินคุณภาพ หากยังคง “กลัวเสียหน้า” กันเหมือนวันนี้ ก็คงมีการเดินขบวนให้เห็นอีกเรื่อย ๆ
สำคัญแต่ว่าสกอ.จะเริ่มรู้สึกตัวหรือยัง ?
ที่มา: ทีมข่าวการศึกษา โพสต์ทูเดย์ดิจิตอล 27 กรกฎาคม 2554
------------------
“ศึกษาศาสตร์ มช.”ไล่คณบดี ม็อบอ้างไม่มีธรรมาภิบาล-บริหารงานล้มเหลว
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ศึกษาศาสตร์ มช.เดือด “คณาจารย์-บุคลากร-นศ.” จัดขบวนชุมนุม-ยื่นหนังสือ ร้องสภามหาวิทยาลัยปลดคณบดีพ้นตำแหน่ง อ้างบริงานล้มเหลว-ขาดธรรมาภิบาล-ส่อทุจริต ชี้เรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่สิงหาปีก่อนแต่กลับไม่มีความคืบหน้า หวั่นยิ่งนานคณะยิ่งตกต่ำ เผยคณะปัญหาเพียบทั้งหลักสูตรไม่ได้ปรับปรุง-ยุบรวมสาขาวิชา-ปัญหาบุคลากร แถมคณะผู้บริหารทยอยลาออก-อาจารย์งดสังฆกรรมคณบดี
วันนี้ (21 ก.ค.) ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษา คณาจารย์และบุคลากรของคณะศึกษาศาสตร์จำนวนประมาณ 300 คน ได้ร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ออกจากตำแหน่ง และยื่นหนังสือต่อสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอให้ปลดคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ออกจากตำแหน่ง
ขบวนของคณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาซึ่งมีทั้งป้าย ปราสาทจำลอง และพวงหรีดไว้อาลัยได้ชุมนุม และอภิปรายอยู่บริเวณหน้าอาคาร 2 คณะศึกษาศาสตร์ โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ งามประภาสม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์คนปัจจุบันออกจากตำแหน่ง และหลังจากยื่นหนังสือต่อ ผศ.นพ.ศุภชัย เชื้อรัตนพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทั่วไปและทรัพยากรบุคคล และงานสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตัวแทนของทางมหาวิทยาลัยแล้ว ขบวนทั้งหมดได้เคลื่อนออกจากคณะศึกษาศาสตร์ไปสู่บริเวณหอนาฬิกา ก่อนจะเดินทางกลับคณะศึกษาศาสตร์เพื่อเนการแสดงพลังอีกด้วย
การชุมนุมและเคลื่อนขบวนในครั้งนี้นั้น เบื้องต้นมีรายงานว่า จะมีการเคลื่อนขบวนจากคณะศึกษาศาสตร์มาชุมนุมกันที่บริเวณสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ แต่ได้รับการขอร้องให้ละเว้นการเดินขบวนจากทางมหาวิทยาลัย จึงเปลี่ยนเป็นมาชุมนุมกันภายในบริเวณคณะแทน
สำหรับข้อเรียกร้องของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ต่อสภามหาวิทยาลัย ระบุว่า ที่ผ่านมา คณาจารย์และบุคลากรในคณะศึกษาศาสตร์บางส่วนได้ร้องเรียนต่อสภามหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการขาดภาวะผู้นำและการบริหารงานโดยปราศจากหลักธรรมาภิบาลของ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.2553 และทางสภาได้ดำเนินการผ่านกระบวนการต่างๆ และมีมติให้ รศ.ดร.นิ่มอนงค์ บริหารงานในตำแหน่งคณบดีต่อไปจนถึงวันที่ 31 ต.ค.2554 เพื่อให้ครบวาระ 2 ปี และรอรับการประเมินกลางวาระต่อไป แต่ทางคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาเห็นว่า รศ.ดร.นิ่มอนงค์ ไม่ควรได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่บริหารงานคณะศึกษาศาสตร์ต่อไป เพราะจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับคณะ จึงขอให้ทางสภามหาวิทยาลัยทำการปลด รศ.ดร.นิ่มอนงค์ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ปัญหาภายในคณะศึกษาศาสตร์ซึ่งนำมาสู่การออกมาเคลื่อนขบวนขับไล่ผู้บริหารของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาในครั้งนี้นั้น สืบเนื่องจากการที่คณบดีได้รับการร้องเรียนจากคณาจารย์ว่าขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานของคณะ และมีพฤติกรรมในลักษณะแสวงหาผลประโยชน์ จนทำให้คณาจารย์ที่ทำหน้าที่บริหารในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารหลักสูตรฯ หัวหน้าสายวิชาฯ ประธานสาขาวิชาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 25 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 33 คน ทำหนังสือถึงคณบดีเพื่อขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งมีอาจารย์บางส่วนไม่ให้ความร่วมมือและเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยคณบดี
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของการจัดทำแผนการรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2555 ซึ่งคณะศึกษาศาสตร์จะรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีเพียง 4 สาชาวิชา ได้แก่ พลศึกษา สุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมการศึกษา จากเดิมที่มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีทั้งสิ้น 15 สาขา หรือการที่สาขาวิชาต่างๆ ยังไม่ผ่านการปรับปรุงหลักสูตรตามกรอบมาตรฐาน TQF ของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และประเด็นในเรื่องของการแต่งตั้งบุคลากรในฝ่ายบริหาร การขาดแคลนบุคลากรที่รับผิดชอบงานในด้านต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งภายในคณะศึกษาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวแจ้งว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาตัดสินใจออกมาชุมนุมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่คณบดีไม่ดำเนินการชี้แจงถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมากลุ่มผู้คัดค้านจะได้เรียกร้องให้คณบดีได้ออกมาชี้แจงข้อมูลโดยตลอดก็ตาม
อนึ่ง มีรายงานข่าวแจ้งว่า คณะศึกษาศาสตร์เป็นหนึ่งใน 3 คณะ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับคณะการสื่อสารมวลชน และคณะนิติศาสตร์ที่ไม่ผ่านการประเมินระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ของคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการไปในช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และยังมีรายงานข่าวด้วยว่า ภายในคณะการสื่อสารมวลชน ซึ่งมีปัญหาการร้องเรียนเรื่องการบริหางานของคณบดีเช่นเดียวกันนั้น อาจมีการเคลื่อนไหวทั้งจากคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษาและศิษย์เก่าของคณะต่อกรณีดังกล่าวในเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน
ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 21 กรกฎาคม 2554
Impact factor: H-index
นอกจากจะมีคนสร้าง Impact factor แล้ว ยังมี H-index อีกด้วย
จากการวิเคราะห์ผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการของ SJR Scimago Lab ในช่วง 10 ปี 1996-2007 โดย
1. Citable Documents รวม article, reviews, และ conference papers
2. (10-year) Self-cite หมายถึง ประเทศนั้นอ้างอิงผลงานที่เกิดจากประเทศนั้นเอง country self citation to documents during the same (10-year) period
3.H-index หมายถึง country'S number of articles (h) that have received at least h citation.
4. Citations per document หมายถึง การอ้างอิงเฉลี่ยของบทความเอกสาร average citations per document (published during that period)
นักวิชาการมันก็บ้าตัวเลขของมันไป ..
Source ที่มา: www.scimagojr.com/countryrank.php
จากการวิเคราะห์ผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการของ SJR Scimago Lab ในช่วง 10 ปี 1996-2007 โดย
1. Citable Documents รวม article, reviews, และ conference papers
2. (10-year) Self-cite หมายถึง ประเทศนั้นอ้างอิงผลงานที่เกิดจากประเทศนั้นเอง country self citation to documents during the same (10-year) period
3.H-index หมายถึง country'S number of articles (h) that have received at least h citation.
4. Citations per document หมายถึง การอ้างอิงเฉลี่ยของบทความเอกสาร average citations per document (published during that period)
นักวิชาการมันก็บ้าตัวเลขของมันไป ..
Source ที่มา: www.scimagojr.com/countryrank.php
Monday, July 25, 2011
คุกตลอดชีวิต 3ช่างกล ฆ่านศ.อุเทนฯ
ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกตลอดชีวิต 3 นศ.ช่างกลปทุมวัน รวมกับพวกฆ่า นศ.อุเทนฯ ปี 2 เสียชีวิตเมื่อปี 49 แล้วหลบหนีไม่มาศาล ดานแม่เหยื่อวอน ตร.ตามจับตัวฆาตกรมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เผยอโหสิกรรมให้หมดแล้ว อยากให้หมดเวรกรรมในชาตินี้...
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 707 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลย ในคดีหมายเลขดำ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และนางเตือนจิตต์ วิริยารัมภา โจทก์ร่วม เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุทธินันท์ หรือตู๋ หวังหอมกลาง นายมงคล หรือเหยิน ศรีพูล และนายชาตรี หรือปิ๊ก จูวรรณะ อดีตนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ
กรณีจำเลยทั้งสามร่วมกับพวกที่หลบหนี ฆ่านายเบญจพล หรือโต้ง วิริยารัมภา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 49 ที่ซอยลาดพร้าว 124 แขวงและเขตวังทองหลาง กทม.
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.ค.51 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 60 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด โดยศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสาม หลังจากทั้งสามหลบหนี
โดย วันนี้มีเพียงนางเตือนจิตต์ และนายคุณากร วิริยารัมภา มารดาและบิดาของนายเบญจพล ผู้ตายไปฟังคำพิพากษาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นควรแก้คำพิพากษาในส่วนของความผิดฐาน พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จากเดิมที่ให้ปรับคนละ 60 บาท เป็นปรับคนละ 120 บาท ส่วนความผิดฐานอื่นให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต และร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 4,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ริบปืนของกลางภายหลัง
นางเตือนจิตต์ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันติดตามจับกุมจำเลยทั้ง 3 คนและผู้ต้องหาอื่นที่ร่วมกันก่อเหตุ แต่ยังคงหลบหนีให้มารับโทษตามกฎหมาย ก่อนหน้านี้เคยสอบถามความคืบหน้าในการติดตามจับกุมตัวจำเลยหลังศาลออกหมาย จับที่ สน.วังทองหลาง ทางตำรวจรับปากว่าจะช่วยติดตามจับกุมให้ แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า นับแต่วันที่ลูกจากไปจนถึงวันนี้ยังคงเสียใจอยู่ วันที่ลูกตัดสินใจเรียนที่นี่ยังทักท้วง แต่ลูกมีความตั้งใจ เพราะเชื่อว่าหากจบจากสถาบันดังกล่าวจะได้งานทำที่ดี มีเงินเดือนสูง และลูกเป็นเด็กตั้งใจเรียน เป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เด็กเกเร
"ทุก วันนี้ได้แต่สวดมนต์ภาวนาและอโหสิกรรมให้แก่คนที่มาทำร้ายลูก แม้ว่าจำเลยทั้งสามที่เคยพบเมื่อครั้งสืบพยานจะไม่เคยกล่าวแม้แต่คำขอโทษ และต่อสู้คดีมาโดยตลอดก็ตาม แต่ไม่เคยอาฆาตมาดร้าย เนื่องจากอยากให้หมดเวรหมดกรรมในชาตินี้" มารดาของ นศ.เหยื่อช่างกลกล่าว
ที่มา: ทีมข่าวอาชญากรรม ไทยรัฐออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2554
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 707 ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลย ในคดีหมายเลขดำ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และนางเตือนจิตต์ วิริยารัมภา โจทก์ร่วม เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุทธินันท์ หรือตู๋ หวังหอมกลาง นายมงคล หรือเหยิน ศรีพูล และนายชาตรี หรือปิ๊ก จูวรรณะ อดีตนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ
กรณีจำเลยทั้งสามร่วมกับพวกที่หลบหนี ฆ่านายเบญจพล หรือโต้ง วิริยารัมภา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 49 ที่ซอยลาดพร้าว 124 แขวงและเขตวังทองหลาง กทม.
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.ค.51 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 60 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด โดยศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสาม หลังจากทั้งสามหลบหนี
โดย วันนี้มีเพียงนางเตือนจิตต์ และนายคุณากร วิริยารัมภา มารดาและบิดาของนายเบญจพล ผู้ตายไปฟังคำพิพากษาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นควรแก้คำพิพากษาในส่วนของความผิดฐาน พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จากเดิมที่ให้ปรับคนละ 60 บาท เป็นปรับคนละ 120 บาท ส่วนความผิดฐานอื่นให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต และร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 4,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ริบปืนของกลางภายหลัง
นางเตือนจิตต์ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันติดตามจับกุมจำเลยทั้ง 3 คนและผู้ต้องหาอื่นที่ร่วมกันก่อเหตุ แต่ยังคงหลบหนีให้มารับโทษตามกฎหมาย ก่อนหน้านี้เคยสอบถามความคืบหน้าในการติดตามจับกุมตัวจำเลยหลังศาลออกหมาย จับที่ สน.วังทองหลาง ทางตำรวจรับปากว่าจะช่วยติดตามจับกุมให้ แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า นับแต่วันที่ลูกจากไปจนถึงวันนี้ยังคงเสียใจอยู่ วันที่ลูกตัดสินใจเรียนที่นี่ยังทักท้วง แต่ลูกมีความตั้งใจ เพราะเชื่อว่าหากจบจากสถาบันดังกล่าวจะได้งานทำที่ดี มีเงินเดือนสูง และลูกเป็นเด็กตั้งใจเรียน เป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เด็กเกเร
"ทุก วันนี้ได้แต่สวดมนต์ภาวนาและอโหสิกรรมให้แก่คนที่มาทำร้ายลูก แม้ว่าจำเลยทั้งสามที่เคยพบเมื่อครั้งสืบพยานจะไม่เคยกล่าวแม้แต่คำขอโทษ และต่อสู้คดีมาโดยตลอดก็ตาม แต่ไม่เคยอาฆาตมาดร้าย เนื่องจากอยากให้หมดเวรหมดกรรมในชาตินี้" มารดาของ นศ.เหยื่อช่างกลกล่าว
ที่มา: ทีมข่าวอาชญากรรม ไทยรัฐออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2554
Friday, July 22, 2011
อันตรายจาก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้ มีประโยชน์ ก็มีโทษ ที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นอันตรายแบบผ่อนส่ง (long term dangers) หรือ อันตรายแบบทันทีทันใด (immediate dangers) อาจเป็นอันตรายถึงตาย จะว่าไป ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นยาหัวกระโหลกแบบหนึ่ง (toxic) ก็ว่าได้
จากสถิติของศูนย์พิษวิทยาปี พ.ศ. 2540 พบว่า มีการปรึกษาจากแพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับปัญหาของผู้ป่วยที่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ เป็นอันดับ 2 รองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์
ส่วนประกอบสำคัญของ detergent คือสารที่เรียกว่า "surfactant" ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยให้น้ำสามารถแทรกซึมเพื่อชะล้างละลายสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ดีขึ้น surfactant ที่มีใช้ใน detergent สามารถแบ่งออกเป็น (ตารางที่ 1)
Nonionic ได้แก่สารพวก alcohol ethoxylates
Anionic ได้แก่พวก linear alkyl sulfonates
Cationic ได้แก่สารประกอบของ quaternary ammonium
เพื่อให้ detergent ทำงานได้ดีขึ้น บางครั้งจึงมีการเติมสารพวก "builder" ช่วยปรับรักษา pH หรือลด ion ของ calcium เพื่อลดความกระด้างของน้ำลง detergent จึงทำงานได้ดีขึ้น สารพวกนี้ได้แก่ sodium carbonate, sodium metasilcate, sulfate, tripolyphosphate นอกจากนั้นยังมีการเติมสารอื่นๆอีก เพื่อให้มีคุณสมบัติเพิ่มเติมที่แตกต่างจาก detergent ทั่วๆไปอีก ซึ่งเมื่อนำสารทั้ง 8 กลุ่มมาแยกตามส่วนประกอบแล้ว จะได้นี้คือ
สารเหล่านี้จัดเป็นสารอันตราย Hazardous Substance ที่มีระดับความเป็นพิษที่รุนแรงแตกต่างกันไป
ท่านสามารถทดลองความเป็นพิษของสารจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไ้ด้ด้วยตัวเอง: เช่น
1. นำน้ำผงซักฟอกที่ซักผ้าแล้วนำไปรดต้นไม้ ต้นไม้ส่วนมากจะไม่ตาย ถึงแม้จะไม่เจือจาง เช่น รดต้นมะม่วง ต้นมะละกอ
2. นำน้ำที่ผสมน้ำยาล้างทำความสะอาดพื้นไป รดต้นไม้ ต้นไม้ส่วนมากจะเหี่ยวและตายไป เช่น รดต้นผักบุ้ง ต้นตำลึง
3.
การใช้พรํ่าเพรื่อโดยไม่จำเป็น อาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตของท่านได้
ข้อมูลประกอบบางส่วนจาก ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี - ศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี: กรุงเทพมหานคร
จากสถิติของศูนย์พิษวิทยาปี พ.ศ. 2540 พบว่า มีการปรึกษาจากแพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับปัญหาของผู้ป่วยที่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ เป็นอันดับ 2 รองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์
ส่วนประกอบสำคัญของ detergent คือสารที่เรียกว่า "surfactant" ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยให้น้ำสามารถแทรกซึมเพื่อชะล้างละลายสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ดีขึ้น surfactant ที่มีใช้ใน detergent สามารถแบ่งออกเป็น (ตารางที่ 1)
Nonionic ได้แก่สารพวก alcohol ethoxylates
Anionic ได้แก่พวก linear alkyl sulfonates
Cationic ได้แก่สารประกอบของ quaternary ammonium
| สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือน | ||
| Anionic | Nonionic | Cationic |
| Alkyl sodium sulfates Alkyl sodium sulfanate Dioctyl sodium sulfosuccinate Linear alkyl benzene sulfonate (sodium) Sodium aryl sulfate Tetrapopylene benzene sulfanate (sodium) | Alkyl ethoxylate Alkyl phenoxy polyethoxy ethanols Polyethelene glycol stearate | Alkyl dimethyl 3,4-dichlorobenzene ammonium chloride Benzalkonium chloride Benzethonium chloride Cetylpyridenium chloride |
เพื่อให้ detergent ทำงานได้ดีขึ้น บางครั้งจึงมีการเติมสารพวก "builder" ช่วยปรับรักษา pH หรือลด ion ของ calcium เพื่อลดความกระด้างของน้ำลง detergent จึงทำงานได้ดีขึ้น สารพวกนี้ได้แก่ sodium carbonate, sodium metasilcate, sulfate, tripolyphosphate นอกจากนั้นยังมีการเติมสารอื่นๆอีก เพื่อให้มีคุณสมบัติเพิ่มเติมที่แตกต่างจาก detergent ทั่วๆไปอีก ซึ่งเมื่อนำสารทั้ง 8 กลุ่มมาแยกตามส่วนประกอบแล้ว จะได้นี้คือ
- ผงซักฟอก : Anionic-nonionic detergent
- น้ำยาล้างจาน : Nonionic dertergent
- น้ำยาทำความสะอาดพื้น : Anionic-nonionic detergent
- น้ำยาทำความสะอาดสุขภัณฑ ์: Anionic-nonionic detergent (+) Acid หรือ hypochlorite
- น้ำยาเช็ดกระจก : Nonionic detergent + isopropanol หรือ ammonia
- น้ำยาปรับผ้านุ่ม : Cationic detergent
- น้ำยาฟอกผ้าขาว : hypochlorite หรือ hydrogen peroxide + surfactant
- สารแก้ไขท่อน้ำอุดตัน : sodium hydroxide (NaOH) หรือ enzymes + microorganism
สารเหล่านี้จัดเป็นสารอันตราย Hazardous Substance ที่มีระดับความเป็นพิษที่รุนแรงแตกต่างกันไป
ท่านสามารถทดลองความเป็นพิษของสารจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไ้ด้ด้วยตัวเอง: เช่น
1. นำน้ำผงซักฟอกที่ซักผ้าแล้วนำไปรดต้นไม้ ต้นไม้ส่วนมากจะไม่ตาย ถึงแม้จะไม่เจือจาง เช่น รดต้นมะม่วง ต้นมะละกอ
2. นำน้ำที่ผสมน้ำยาล้างทำความสะอาดพื้นไป รดต้นไม้ ต้นไม้ส่วนมากจะเหี่ยวและตายไป เช่น รดต้นผักบุ้ง ต้นตำลึง
3.
การใช้พรํ่าเพรื่อโดยไม่จำเป็น อาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตของท่านได้
ข้อมูลประกอบบางส่วนจาก ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี - ศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี: กรุงเทพมหานคร
Wednesday, July 20, 2011
จัดจร.ตั้งด่านตรวจฉี่กลางถนน กวดขันผู้ขับขี่เมายาก่ออุบัติเหตุ
พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) รับผิดชอบงานจราจร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน พบส่วนหนึ่งมาจากผู้ขับขี่เสพยาเสพติดเข้าไปแล้วมาขับขี่บนท้องถนน ทำให้เกิดอุบัติเหตุ การตั้งจุดตรวจสกัดอาจจะยังไม่ทั่วถึง เพราะกำลังไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงเสนอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ที่ตั้งจุดตรวจทำการตรวจปัสสาวะผู้ขับขี่ด้วย นอกเหนือจากการกวดขันวินัยจราจรตามปกติ โดยอาศัยอำนาจเจ้าพนักงานจราจรสามารถทำการเรียกตรวจในลักษณะเดียวกับการเรียกตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จะส่งนายตำรวจระดับ สว.จร. และรอง สว.จร. ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดตั้งจุดตรวจเข้ารับการอบรมเรื่องยาเสพติดจาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบสีปัสสาวะ ซึ่งอาจจะต่างกันขึ้นอยู่กับยาเสพติดแต่ละชนิด รวมถึงลักษณะอาการของผู้ที่เสพยาเสพติด อย่างไรก็ตามแต่เดิมตำรวจจราจรทำหน้าที่ตรงนี้อยู่แล้ว แต่จะเน้นมากขึ้นโดยจัดอบรมให้ความรู้ เพื่อให้สามารถทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ขณะนี้ สน.บางมด ได้ทดลองทำแล้ว พบว่า ปัญหาเด็กซิ่ง และ คดีลักขโมยในท้องที่บางมดลดลง
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ โดยทดลองนำร่อง 6 สน.ได้แก่ สน.บางเขน ลาดกระบัง วังทองหลาง ธรรมศาลา บางนาและบางขุนเทียน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 ก.ค.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินการทดลองเพื่อสรุปผลโครงการปลายเดือนนี้ เบื้องต้นพบว่าการวิเคราะห์หาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีขั้นตอนรายละเอียดมากขึ้น ทำให้ทราบถึงสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง พร้อมขยายโครงการให้ทุก สน. ดำเนินการ
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ โดยทดลองนำร่อง 6 สน.ได้แก่ สน.บางเขน ลาดกระบัง วังทองหลาง ธรรมศาลา บางนาและบางขุนเทียน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 ก.ค.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินการทดลองเพื่อสรุปผลโครงการปลายเดือนนี้ เบื้องต้นพบว่าการวิเคราะห์หาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีขั้นตอนรายละเอียดมากขึ้น ทำให้ทราบถึงสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง พร้อมขยายโครงการให้ทุก สน. ดำเนินการ
ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
แบงก์อู้ฟู่กำไรครึ่งปี 42% วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
โกยดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมเละ
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการรายงานผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 9 แห่ง ที่แจ้งงบการเงินต่อตลท.แล้ว พบว่า มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/54 รวม 34,079.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,570.38 ล้านบาท หรือ 33.60% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี มีกำไรสุทธิรวม 70,821.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,036.38 ล้านบาท หรือ 42.25% ส่วนใหญ่กำไรที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมีรายได้จากดอกเบี้ยรวมถึงค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ธนาคารกรุงไทยมีกำไรสุทธิเติบโตที่สุดในงวดไตรมาสสอง ปี 54 ที่ 5,241.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,867.68 ล้านบาท หรือ 55.36% ส่วนงวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 10,729.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,282.15 ล้านบาท หรือ 66.41% , ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 8,132.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,816.78 ล้านบาท หรือ 52.99% ขณะที่ 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 21,183.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,493.36 ล้านบาท หรือ 81.21%, ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 7,318.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,175.20 ล้านบาท หรือ 42.29% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 13,432.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,183.42 ล้านบาท หรือ 45.23% , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีกำไรสุทธิที่ 2,971.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 840.59 ล้านบาท หรือ 39.99% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 5,780.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,579.04 ล้านบาท หรือ 37.59%
ธนาคารทหารไทย มีกำไรสุทธิ 1,195.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 330.82 ล้านบาท หรือ 38.27% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 2,291.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 637.10 ล้านบาท หรือ 38.52%, ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป มีกำไรสุทธิที่ 863.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.32 ล้านบาท หรือ 13.15% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 1,691.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 216.64 ล้านบาท หรือ 14.69% และธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 7,405.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 618.73 ล้านบาท หรือ 9.12% งวด 6 เดือน กำไร 13,874.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.65%
นอกจากนี้มีธนาคาร 2 แห่งที่มีกำไรลดลง คือธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีกำไรสุทธิ ในไตรมาสสอง 254.80 ล้านบาท ลดลง 111.04 ล้านบาท และธนาคารเกียรตินาคิน มีกำไรสุทธิ 696.59 ล้านบาท ลดลง 68.70 ล้านบาท หรือ 8.98%นางเยาวลักษณ์ พูลทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผลประกอบการของธนาคารในงวดนี้ถือว่ากำไรสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 30% และรายได้จากค่าธรรมเนียม 14%
นายมาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผลประกอบการที่ออกมาถือว่าทำสถิติใหม่โดยเติบโตสูงถึง 40%
เดลินิวส์ออนไลน์ แบงก์อู้ฟู่กำไรครึ่งปี 42% วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
------------
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการรายงานผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 9 แห่ง ที่แจ้งงบการเงินต่อตลท.แล้ว พบว่า มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/54 รวม 34,079.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,570.38 ล้านบาท หรือ 33.60% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี มีกำไรสุทธิรวม 70,821.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,036.38 ล้านบาท หรือ 42.25% ส่วนใหญ่กำไรที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมีรายได้จากดอกเบี้ยรวมถึงค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ธนาคารกรุงไทยมีกำไรสุทธิเติบโตที่สุดในงวดไตรมาสสอง ปี 54 ที่ 5,241.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,867.68 ล้านบาท หรือ 55.36% ส่วนงวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 10,729.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,282.15 ล้านบาท หรือ 66.41% , ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 8,132.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,816.78 ล้านบาท หรือ 52.99% ขณะที่ 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 21,183.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,493.36 ล้านบาท หรือ 81.21%, ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 7,318.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,175.20 ล้านบาท หรือ 42.29% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 13,432.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,183.42 ล้านบาท หรือ 45.23% , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีกำไรสุทธิที่ 2,971.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 840.59 ล้านบาท หรือ 39.99% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 5,780.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,579.04 ล้านบาท หรือ 37.59%
ธนาคารทหารไทย มีกำไรสุทธิ 1,195.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 330.82 ล้านบาท หรือ 38.27% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 2,291.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 637.10 ล้านบาท หรือ 38.52%, ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป มีกำไรสุทธิที่ 863.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.32 ล้านบาท หรือ 13.15% งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 1,691.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 216.64 ล้านบาท หรือ 14.69% และธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 7,405.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 618.73 ล้านบาท หรือ 9.12% งวด 6 เดือน กำไร 13,874.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.65%
นอกจากนี้มีธนาคาร 2 แห่งที่มีกำไรลดลง คือธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มีกำไรสุทธิ ในไตรมาสสอง 254.80 ล้านบาท ลดลง 111.04 ล้านบาท และธนาคารเกียรตินาคิน มีกำไรสุทธิ 696.59 ล้านบาท ลดลง 68.70 ล้านบาท หรือ 8.98%นางเยาวลักษณ์ พูลทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผลประกอบการของธนาคารในงวดนี้ถือว่ากำไรสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 30% และรายได้จากค่าธรรมเนียม 14%
นายมาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผลประกอบการที่ออกมาถือว่าทำสถิติใหม่โดยเติบโตสูงถึง 40%
เดลินิวส์ออนไลน์ แบงก์อู้ฟู่กำไรครึ่งปี 42% วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
------------
เหตุบ้านและคอนโดล้นตลาด กว่า 3.3 แสนหน่วย ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวประชาชนผ่อนชำระไม่ทันเกิดหนี้เสีย
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 54 ยังร้อนแรงอยู่มาก และคาดว่าจะต่อเนื่องถึงปี 55 โดยมองว่า ปีหน้า จะมีที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ทั้งหมด 100,000 หน่วย ทำให้รอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 53-55 มีเปิดใหม่รวมกันถึง 330,000 หน่วย หรือ 7.2% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด 4.56 ล้านหน่วยในเขตกทม.และปริมณฑล เมื่อโครงการต่าง ๆ ทยอยแล้วเสร็จ ขณะที่ยอดขายต่ออยู่ที่ปีละ 90,000 หน่วย ทำให้คาดว่าปี 56 ตลาดจะเกิดภาวะฟองสบู่แตก เพราะการสะสมของอุปาทานที่มากเกินพอดี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีเหลือขายเป็นจำนวนมากและมีเวลาการขายออกนานถึง 30 เดือน แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีโครงการใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจปี 56 เกิดชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระของประชาชนลดลง จนอาจเกิดหนี้เสีย
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า กลางปี 54 มีโครงการหยุดขายทั้งสิ้น 78 โครงการ 17,750 หน่วย รวมมูลค่า 42,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 53 จำนวน 12 โครงการ โดยมีหน่วยหยุดขาย 3,330 หน่วย เพิ่มขึ้น 23% และมีมูลค่าหยุดขายเพิ่ม 8,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เนื่องมาจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินชื่อ 23 โครงการ ขายไม่ออก ไม่มีคนซื้อ รูปแบบสินค้าไม่เหมาะ 21 โครงการ และไม่ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อม 10 โครงการ เป็นต้น ส่วนยอดการซื้อของโครงการที่อยู่อาศัยครึ่งปีที่ผ่านมานี้ พบว่ามี 48,825 หน่วย เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 53 และหากประมาณการทั้งปีนี้จะมี 97,650 หน่วย เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับยอดขายปี 53 โดยสิ่งที่น่าวิตกคือ การซื้อขายในยุคหลัง ๆ เป็นการซื้อขายเก็งกำไรมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่บางโครงการซื้อเหมายกชั้น
ที่มา: หวั่นเกิดฟองสบู่ภาคอสังหาฯปี56 เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม 2554
-------------
นอกจากนั้น ตอนนี้ดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะกู้เงิน เพราะภาระดอกเบี้ยสูง
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 54 ยังร้อนแรงอยู่มาก และคาดว่าจะต่อเนื่องถึงปี 55 โดยมองว่า ปีหน้า จะมีที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ทั้งหมด 100,000 หน่วย ทำให้รอบ 3 ปี ตั้งแต่ปี 53-55 มีเปิดใหม่รวมกันถึง 330,000 หน่วย หรือ 7.2% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด 4.56 ล้านหน่วยในเขตกทม.และปริมณฑล เมื่อโครงการต่าง ๆ ทยอยแล้วเสร็จ ขณะที่ยอดขายต่ออยู่ที่ปีละ 90,000 หน่วย ทำให้คาดว่าปี 56 ตลาดจะเกิดภาวะฟองสบู่แตก เพราะการสะสมของอุปาทานที่มากเกินพอดี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีเหลือขายเป็นจำนวนมากและมีเวลาการขายออกนานถึง 30 เดือน แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีโครงการใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจปี 56 เกิดชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระของประชาชนลดลง จนอาจเกิดหนี้เสีย
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า กลางปี 54 มีโครงการหยุดขายทั้งสิ้น 78 โครงการ 17,750 หน่วย รวมมูลค่า 42,724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 53 จำนวน 12 โครงการ โดยมีหน่วยหยุดขาย 3,330 หน่วย เพิ่มขึ้น 23% และมีมูลค่าหยุดขายเพิ่ม 8,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เนื่องมาจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินชื่อ 23 โครงการ ขายไม่ออก ไม่มีคนซื้อ รูปแบบสินค้าไม่เหมาะ 21 โครงการ และไม่ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อม 10 โครงการ เป็นต้น ส่วนยอดการซื้อของโครงการที่อยู่อาศัยครึ่งปีที่ผ่านมานี้ พบว่ามี 48,825 หน่วย เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 53 และหากประมาณการทั้งปีนี้จะมี 97,650 หน่วย เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับยอดขายปี 53 โดยสิ่งที่น่าวิตกคือ การซื้อขายในยุคหลัง ๆ เป็นการซื้อขายเก็งกำไรมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่บางโครงการซื้อเหมายกชั้น
ที่มา: หวั่นเกิดฟองสบู่ภาคอสังหาฯปี56 เดลินิวส์ออนไลน์ วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม 2554
-------------
นอกจากนั้น ตอนนี้ดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะกู้เงิน เพราะภาระดอกเบี้ยสูง
เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากปกนิตยสาร Cosmopolitan
เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ Learning English Vocabulary จากปกนิตยสาร Cosmopolitan ปกนี้สวยมาก เป็นนิตยสาร (magazine) ฉบับของ South Africa ฉบับเดือน August 2011 ซึ่งมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าสนใจหลายคำเลยทีเดียว
อันแรกกล่าวว่า "99 embarrassing sex questions answered"
คำ embarrass(v) หมายถึง ขวยเขิน ลำบากใจ (ในลักษณะซึ่งอับอาย เขิน กระดากอาย เก้อเขิน) มี คำคุณศัพท์ embarrassed(adj) ส่วนคำนามใช้ embarrassment (n)
ประโยค "99 embarrassing sex questions answered" จึงหมายถึง คำถาม 99 คำถามเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ที่น่าขวยเขินที่ถูกตอบ แน่นอนว่า เขาตอบตามสไตล์ของ Cosmopolitan (ที่เรียกว่า the cosmo way)
อันแรกกล่าวว่า "99 embarrassing sex questions answered"
คำ embarrass(v) หมายถึง ขวยเขิน ลำบากใจ (ในลักษณะซึ่งอับอาย เขิน กระดากอาย เก้อเขิน) มี คำคุณศัพท์ embarrassed(adj) ส่วนคำนามใช้ embarrassment (n)
ประโยค "99 embarrassing sex questions answered" จึงหมายถึง คำถาม 99 คำถามเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ที่น่าขวยเขินที่ถูกตอบ แน่นอนว่า เขาตอบตามสไตล์ของ Cosmopolitan (ที่เรียกว่า the cosmo way)
Subscribe to:
Posts (Atom)

















